xs
xsm
sm
md
lg

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 2

ลาภิณกำลังดูเครื่องรถให้พิมพ์อรอยู่โดยตั้งฝากระโปรงขึ้น พิมพ์อรนั่งอยู่ในรถ ลาภิณขยับตัวมาตะโกนบอกพิมพ์อร

“ลองสตาร์ทเครื่องเลยครับ”
พิมพ์อรสตาร์ทเครื่องแต่ก็ไม่ติด
ลาภิณยิ้มๆ ก่อนจะปิดฝากระโปรงลง กสิณยืนหน้านิ่งอยู่ด้านหลังของลาภิณ พิมพ์อรยิ้มๆ ขณะเดินลงมาหาลาภิณ
ลาภิณยิ้ม “รอช่างดีกว่าครับ”
พิมพ์อรขำเล็กน้อย “หาอะไรทานรอดีกว่ามั้ยคะ”
“เป็นไอเดียที่ดีครับ”
ลาภิณและพิมพ์อรขำๆออกมาพร้อมกัน

ลาภิณและพิมพ์อรกำลังกดเครื่องดื่มเติมใส่แก้วคุยกันไปในร้านมินิมาร์ท
พิมพ์อรยิ้ม “ไม่น่าเชื่อ ว่าคนอย่างน้องต้นจะรู้เรื่องเครื่องยนต์กะเค้าด้วย”
ลาภิณยิ้มๆ “พอรู้น่ะครับ แต่ก็อย่างที่เห็น ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่”
“ก็ดีกว่าพี่อรแหละ ไม่รู้อะไรเลย”
“ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็งี้แหละครับ” ลาภิณส่งเครื่องดื่มให้ก่อนรินให้ตัวเองพร้อมคุยต่อ “ผมถูกส่งไปอยู่เมืองนอกคนเดียว ก็ต้องฝึกทำอะไรให้ได้ด้วยตัวเองทุกอย่าง”
พิมพ์อรยิ้มแย้ม “ผิดกับพี่อร สมัยวัยรุ่น พี่แทบไม่เคยทำอะไรเลย วันๆเอาแต่เรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด คุณพ่อท่านจะได้ภูมิใจ”
ลาภิณยิ้มแย้ม “ท่าทางพี่อรจะลูกติดคุณพ่อนะครับ เห็นพูดถึงคุณพ่อตลอดเลย”
“ก็เรามีกันแค่สองคนนี่คะ” พิมพ์อรยิ้มบางๆ “คุณพ่อเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับพี่ค่ะ”
ลาภิณยิ้มรับบางๆ ก่อนจะดูนาฬิกาข้อมือเล็กน้อย

พิมพ์อรสังเกตท่าทางของลาภิณ “น้องต้นจะรีบกลับรึเปล่าคะ เดี๋ยวพี่อรรอช่างคนเดียวก็ได้” พิมพ์อรปั้นยิ้ม “เกรงใจ น้องเจด้วย”
“เจเค้าไปหาเพื่อนยังไม่กลับหรอกครับ ผมอยู่เป็นเพื่อนพี่อรก่อนได้” ลาภิณเปลี่ยนเรื่อง “ขนมขบเคี้ยวซักหน่อยมั้ยครับ”
พิมพ์อรยิ้มให้ “ก็ดีค่ะ”
ลาภิณเดินไปเลือกขนมถุงตามชั้นวางของ พิมพ์อรหันมองตามลาภิณยิ้มปลื้มๆ ประทับใจในตัวลาภิณมากขึ้นทุกครั้งที่เจอ

นวัช เจติยา และนิษฐานั่งคุยปลอบใจกันอยู่ที่โถงบ้านนวัช โดยที่นิษฐาร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา
นิษฐาสะอึกสะอื้น “ฉันคิดว่าตัวเองเป็นลูกป๊ากับม๊ามาตลอด แต่จริงๆแล้ว ฉันเป็นแค่เด็กเก็บมาเลี้ยง” นิษฐาปล่อยโฮลั่นด้วยความเสียใจและน้อยใจ
นวัชสงสารอย่างจับใจก่อนจะจับมือนิษฐาไว้ “พี่เชื่อว่าป๊ากับม๊า ไม่เคยคิดว่าฐาไม่ใช่ลูกแท้ๆ หรอกนะ”
“ใช่ แกอย่าคิดมากสิฐา รู้ความจริงยังงี้แล้วแกรักป๊ากะม๊าน้อยลงรึเปล่าล่ะ”
นิษฐาเบะปากแล้วส่ายหน้า
“ป๊ากับม๊าก็คิดเหมือนกับฐานั่นล่ะ” นวัชบอก
เจติยาสงสัยขึ้นมา “แล้วแกรู้ได้ยังไง ว่าแกเป็นลูกเลี้ยง”
นิษฐากลั้นสะอื้น “ทนายความของพ่อแท้ๆของฉันติดต่อมา เค้าบอกว่าพ่อฉันอาการโคม่า ก็เลยตามหาฉันให้ไปดูใจ ป๊าก็เลยต้องยอมเล่าความจริงให้ฟัง”
เจติยามีสีหน้าเห็นใจเพื่อน “แล้วแม่แท้ๆ แกล่ะ”
“ป๊าเล่าว่าแม่ตรอมใจตายเพราะพ่อเจ้าชู้มาก ตายวันที่คลอดฉันนั่นล่ะ ป๊ากับม๊าไม่มีลูก” นิษฐาน้ำตารื้นขึ้นมาอีก “เห็นว่าฉันมีศักดิ์เป็นหลาน ก็เลยรับฉันมาเลี้ยง”
เจติยายิ้มบางๆ อย่างให้กำลังใจ “งั้นก็ไม่เห็นมีอะไรที่แกจะต้องกลุ้มใจเลยนี่ ป๊ากับม๊ารักแกเหมือนลูกในไส้ แค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องพ่อ แกก็แค่ทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง”
นวัชยิ้มบางๆ พร้อมกับจับมือนิษฐาไว้ “ถ้าฐากลัวว่าชีวิตต่อไปจะไม่เหมือนเดิม ก็เลิกกลัวได้เลย เพราะทุกคนที่รักฐา รักเพราะฐาเป็นฐา ไม่ได้รักเพราะฐาเป็นลูกใครซะหน่อย”
นิษฐาพยักหน้ารับทั้งน้ำตาด้วยความซึ้งใจ
“ผู้กองเค้าไม่เปลี่ยนใจไปแต่งงานกะคนอื่นเพราะเรื่องแค่นี้หรอกย่ะ”
นิษฐาหยิกเจติยาที่ทำเป็นเรื่องตลก
นวัชพูดแบบล้อเล่น “กังวลเรื่องนี้ก็ไม่บอกแต่แรก” นวัชยิ้มกระเซ้า
นิษฐาเขิน “เดี๋ยวเหอะผู้กอง” นิษฐาตีแขนนวัชเบาๆ
นวัชและเจติยาขำๆ
“สบายใจขึ้นรึยัง” เจติยาถาม

นิษฐาน้ำตาคลอขึ้นมาอีก เจติยาดึงเพื่อนมากอดเพื่อปลอบใจ

พิมพ์อรสวมชุดนอนเดินออกมาจากห้องน้ำ กสิณเข้ามาหาพิมพ์อร

กสิณยิ้มบางๆ “เธอชอบเค้ามากเหรอพิมพ์อร”
พิมพ์อรตวาดใส่ทันที “นี่ห้องนอนฉันนะกสิณ ฉันไม่ได้เรียก เธอเข้ามาทำไม”
“อย่าเพิ่งโมโหสิ ที่ฉันถาม ก็เพราะฉันช่วยเหลือเธอได้นะ”
พิมพ์อรหงุดหงิด “เค้าแต่งงานไปแล้ว แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่คู่ควรกับเค้าเลยซักนิด” พิมพ์อรทำสีหน้าดูถูก “แต่ฉันก็ไม่เคยคิดจะแย่งของๆใคร”
กสิณยิ้มขำ “อนาคตอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ยิ่งถ้าลาภิณเปลี่ยนใจเอง จะเรียกว่าแย่งได้ยังไง จริงมั้ย”
“คุณต้นเค้าจะเปลี่ยนใจทำไม” พิมพ์อรหงุดหงิดและหมั่นไส้ “ดูๆ เค้าก็ออกจะรักกันดี”
“คนเรามันเปลี่ยนใจกันได้เสมอนั่นแหละ ยิ่งถ้ามีตัวเปรียบเทียบอย่างเธอด้วยแล้ว”
พิมพ์อรชักลังเลเพราะส่วนลึกก็เชื่อมั่นในตัวเองสูงอยู่แล้วว่าเหนือกว่าเจติยาแน่ๆ
กสิณเห็นท่าทีพิมพ์อรก็ยิ้มๆแล้วยุแยงต่อ “ที่สำคัญ ถ้าเธอได้กล่องรากบุญมาครอบครอง การจะเปลี่ยนใจเค้า มันก็ง่ายนิดเดียว อย่างที่ฉันเคยบอก ไม่มีอะไร ที่กล่องรากบุญบันดาลให้เธอไม่ได้ แม้แต่ความรัก”
พิมพ์อรมีสีหน้าเคร่งขรึมเพราะยิ่งอยากได้กล่องรากบุญมากขึ้นไปอีก

นทีกำลังขนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเข้ามาในร้านข้าวแกงของแม่ซึ่งเตรียมจะเปิดขายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มยุรีเดินคุยกับหลัวเข้าร้านมา
มยุรียิ้มแย้ม “นที มานี่ซิลูก”
นทีเดินเข้าไปหาแม่ “ครับแม่”
มยุรีแนะนำหลัว “นี่น้าหลัว เค้าจะมาเป็นลูกมือแม่” มยุรีหันไปพูดกับหลัว “นี่ลูกชายพี่เองชื่อนที”
นทีไหว้หลัว “สวัสดีครับ”
หลัวรับไหว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “สวัสดีจ้ะ อุ๊ย นี่เรียนที่เดียวกับลูกน้าเลยนะเนี่ย เรียนอะไรจ๊ะ”
นทีกำลังจะตอบแต่ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มขึ้น ทุกคนหันไปมองตามก็เห็นฉายขี่มอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องเสียงดัง โดยมีพลอยนั่งซ้อนท้ายมา ฉายจอดส่งพลอย แต่ยังเร่งเครื่องเสียงดังไม่เลิกด้วยท่าทางกวนสุดๆ
หลัวหงุดหงิด “พลอย แกบอกให้แฟนแกเบาๆหน่อยได้มั้ย รบกวนชาวบ้านชาวช่องเค้า”
พลอยแบมือขอเงิน “แม่ก็รีบๆเอาเงินมาสิ ฉันจะได้ไปเรียนหนังสือ”
หลัวโมโหแต่ก็ควักเงินให้ “นังลูกคนนี้” หลัวยัดเงินใส่มือพลอย “เอ้า เอาไป”
พลอยยิ้มรับก่อนจะเหล่ไปมองนทีนิดนึง เพราะเห็นว่าเรียนวิทยาลัยเดียวกันโดยไม่ได้คิดอะไร พลอยเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วเดินไปซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของฉาย ฉายเร่งเครื่องเสียงดังหนักกว่าเดิมเหมือนจะแกล้งกันพอสาแก่ใจแล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์หนีไป
หลัวโมโหจึงเดินไปด่าตามหลัง “ไปๆซะที ถ้าไม่เห็นว่าลูกฉันนั่งไปด้วยนะ จะแช่งให้รถคว่ำคอหักตายไปเลย”
มยุรีหันไปพูดกับนทีเบาๆ “เรียนที่เดียวกับเราใช่มั้ย”
นทีพยักหน้ารับ
“ทีต้องรู้จักเลือกคบเพื่อนนะลูก แบบนี้แม่ไม่ชอบ”
“ครับแม่”
นทีมองตามอย่างไม่ค่อยพอใจที่ฉายทำเท่าไหร่แต่ก็รู้สึกว่าพลอยเป็นคนสวยถูกสเป็ก เขารู้สึกเสียดายว่าพลอยไม่น่าคบกับฉายเลย

ที่มหาวิทยาลัย นทีกำลังเดินคุยมากับเพื่อน ทั้งคู่กำลังจะขึ้นไปที่ตึกเรียน นทีผลักหัวเพื่อนด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะหยอกล้อกัน
พลอยจะเดินผ่านตึกเรียนแต่เหลือบไปเห็นนทีแล้วก็จำนทีได้เลยยิ้มทักทาย ก่อนจะเดินไปทางสนาม
เพื่อนเห็นพลอยยิ้มให้นทีก็ตกใจ “เฮ้ย ทำไมพลอยยิ้มให้เอ็งวะ รู้จักกันเหรอ”
“เจอกันแป๊บเดียวเอง ไม่เรียกว่ารู้จักหรอก” นทีว่า
“ไม่รู้จักก็ดีแล้ว แฟนมันดุชิบ ขืนเอ็งไปยุ่งกับเด็กมัน โดนแฟนมันยกพวกมากระทืบแน่ มีคนโดนมาเยอะแล้วนะโว้ย เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน”
“ข้าไม่ยุ่งกับเค้าหรอก แม่ไม่ชอบ ขี้เกียจมีเรื่องทะเลาะกันอีกปวดกบาล”
“คิดงี้ก็ดีแล้ว อย่าหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว” เพื่อนเดินนำขึ้นตึกไป

ปากพูดอย่างนี้แต่นทีก็แอบชำเลืองมองตามพลอยไปเล็กน้อย เพราะเขาแอบติดใจในความสวยของเธอ

ลาภิณกำลังอธิบายให้เจติยา ทวี และคณะกรรมการคนอื่นๆที่เข้าประชุมฟัง

“ความสำเร็จของนิราลัยทำให้เรามีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ถึงจะไม่มีใครครบวงจรได้เท่ากับนิราลัย แต่ผมก็ไม่อยากประมาท ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากสร้างตึกใหม่ เพื่อรองรับงานที่เพิ่มขึ้น ทุกคนมีความเห็นว่ายังไงครับ”
เจติยา ทวี และพวกคณะกรรมการหันไปมองกันไปมา
“ก็ดีนะคุณต้น ตอนนี้ห้องสวดศพไม่พอต่อความต้องการ เราเสียลูกค้าไปเยอะเหมือนกัน” กรรมการบอก
ทวีมีสีหน้าเป็นห่วง “แต่บริษัทเพิ่งลงทุนที่เมืองจีนไป ถ้าสร้างตึกใหม่อีก จะไหวเหรอครับ”
ลาภิณยิ้มอย่างมั่นใจ “ข้อนั้นผมไม่ประมาทหรอกครับลุง ผมไปตกลงกับบริษัทที่จะก่อสร้างตึกให้เราแล้ว เค้ายอมให้ชำระเป็นงวดๆได้” ลาภิณยิ้มสบายใจ “เราไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม” ลาภิณกวาดตามองกรรมการ “แต่ช่วงสองสามปีนี้ ผู้ถือหุ้นอาจจะได้ปันผลลดลงบ้างนะครับ”
คณะกรรมการทุกคนยิ้มแย้ม พยักหน้าเข้าใจและเห็นด้วย
เจติยามีสีหน้าสงสัยขณะถามลาภิณ “แล้วบริษัทไหนจะสร้างตึกให้เราคะคุณต้น ทำไมใจดีจังเลย”
“บริษัทเอตต้า ของคุณวนันต์ ไกรวิน เพื่อนเก่าคุณพ่อผมเอง” ลาภิณยิ้มปลื้มใจ
พวกคณะกรรมการฮือฮาเพราะไม่คิดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะยอมมาสร้างตึกให้ ส่วนเจติยา และทวีหน้าเสียทันที ทั้งคู่หันไปมองหน้ากันเพราะรู้สึกระแวงอย่างบอกไม่ถูก

ลาภิณกำลังคุยกับเจติยา ทวีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่ห้องทำงานลาภิณ
ลาภิณมองหน้าเจติยากับทวี “แล้วลุงกับเจ คิดว่าเหรียญอันนั้นจะมีพลังชั่วร้ายเหมือนกล่องรากบุญรึเปล่า”
เจติยายักไหล่ “เราก็ยังไม่รู้ค่ะคุณต้น ตอนนี้เรารู้เกี่ยวกับเหรียญนั่นน้อยมาก เจถึงยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังไงคะ แต่ถ้าจะต้องทำงานร่วมกัน เจก็อยากให้คุณต้นรู้เอาไว้”
“ลุงว่าเหรียญอันนั้นต้องมีพลังอะไรซักอย่างแน่นอน เผลอๆที่คุณวนันต์กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีขึ้นมาได้ ก็อาจจะเป็นเพราะเหรียญนั่นล่ะ”
ลาภิณคิดอยู่ครู่นึง “ก็เป็นไปได้นะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าคุณลุงไม่ได้ทำเรื่องไม่ดี คุณลุงจะครอบครองอะไร ก็เป็นสิทธิ์ของเค้า ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร”
“แต่การต้องตกเป็นทาสของมันก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้องนะคะ”
ลาภิณยิ้มๆ “ถ้าคุณลุงเค้าเต็มใจจะเป็นทาสมัน เราจะไปทำอะไรได้ล่ะเจ แต่ถ้าเค้าเอาพลังจากเหรียญไปใช้ในทางที่ผิดสิ เราถึงค่อยขัดขวาง แต่ไม่ใช่บังคับให้เค้ามาคิดอย่างเดียวกับเรา”
เจติยาไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ “ค่ะ”
ลาภิณยิ้มแย้ม “ถ้าไม่มีอะไรติดใจกันแล้ว ผมเดินหน้าเรื่องตึกใหม่เลยนะ”
ทวีมีสีหน้าไม่สบายใจนัก “ก็แล้วแต่คุณต้น ถ้าคุณต้นไม่กังวลเรื่องนี้ ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว”
“แต่เจขอระแวงไว้ก่อนนะคะ”
ลาภิณหันไปมองหน้าเจติยา
เจติยามีสีหน้าเป็นห่วงและไม่สบายใจ “บอกตรงๆ เจยังไม่หายหลอนจากกล่องรากบุญเลย เจยังไม่อยากเชื่อใจใครง่ายๆ อีกแล้วล่ะค่ะ”
ลาภิณยิ้มเข้าใจก่อนจะจับมือเจติยาเอาไว้ “ผมเข้าใจครับ”

พิมพ์อรกำลังจับมือทั้งสองข้างกับมือของกสิณ สีหน้าพิมพ์อรเต็มไปด้วยความโกรธและเกลียด
พิมพ์อรโมโห “มันตั้งตัวเป็นศัตรูกับฉันชัดๆ”
กสิณปล่อยมือจากมือของพิมพ์อร
“ใจเย็นๆ ..เจติยาไม่ได้หมายถึงเธอหรอก เพราะเค้าไม่รู้ว่าเธอเป็นคนครอบครองเหรียญอยู่”
พิมพ์อรโมโหหนักกว่าเดิม “ถ้างั้นก็หมายถึงคุณพ่อฉันน่ะสิ มันจะมากเกินไปแล้ว”
“แต่ถึงยังไงตอนนี้เธอก็ต้องอดทน จนกว่าจะรู้ร่องรอยเหรียญอีกสองอัน”
พิมพ์อรขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ “ได้ แต่ถ้ารู้ร่องรอยเหรียญเมื่อไหร่ เธอก็จัดการแม่นี่ได้เลย”
กสิณยิ้มบางๆ “ฉันยินดีทำตามคำขอเสมอจ้ะพิมพ์อร”
สีหน้าพิมพ์อรเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เพราะนับวันก็ยิ่งไม่ชอบเจติยามากขึ้นทุกที ผ่านช่องประตูห้องที่ปิดไม่สนิท วนันต์นั่งรถเข็นอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมที่ลูกสาวเป็นแบบนี้

วนันต์บังคับรถเข็นมาหยุดที่ระเบียงหน้าบ้าน เขาเหม่อมองไปที่สวนด้วยสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง น้ำตาคลอเบ้า ทั้งเจ็บปวดใจที่ลูกสาวโหดเหี้ยมถลำลึกลงไปเรื่อยๆ และโทษตัวเองที่ทำให้ลูกต้องเป็นแบบนี้
วนันต์น้ำตาคลอก่อนจะพูดพึมพำ “พ่อขอโทษ พ่อไม่ควรให้เหรียญกับลูกเลย” วนันต์มีสีหน้าเสียใจเพราะรู้สึกผิดมาก

สินี น้องของสิโรจน์เดินนำนวัชและนิษฐามาตามทางเดินในโรงพยาบาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนนิษฐามีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา
สินียิ้มแย้ม “พ่อหนูเค้ารับรู้ทุกอย่าง เพียงแต่เค้าขยับตัวไม่ได้เท่านั้นเอง แต่อาเชื่อนะ ว่าเค้าต้องดีใจที่ได้เห็นหนู”
สินีพามาถึงห้องพักคนไข้ที่สิโรจน์พักอยู่ แต่นิษฐาเกิดชะงักและไม่กล้าเข้าไป
นวัชเห็นท่าทางปลอบใจ “พี่อยู่ด้วย ไม่ต้องกลัวนะ เข้าไปเถอะ”

นิษฐาใจชื้นขึ้นเลยพยักหน้ารับ สินีเปิดประตูพาทั้งคู่เข้าไป

พอเดินเข้าไปก็เห็นสิโรจน์นอนอยู่บนเตียง สิโรจน์เป็นอัมพาตขยับตัวไม่ได้ โดยมีจินดาซึ่งเป็นพยาบาลคอยตรวจเช็กสายน้ำเกลืออยู่ ในขณะที่ภรรยากับลูกๆ กำลังทะเลาะกันแหลก

ภรรยาโมโหมาก “ถ้าฉันเป็นเมียน้อย แกมันก็เมียน้อยเหมือนกันนั่นแหละ .ทำเป็นพูดดี นึกว่าฉันไม่รู้กำพืดแกรึไง”
ภรรยาคนแรกโมโหมาก “ยังไงฉันก็ดีกว่าแกแล้วกันอีเด็กนั่งดริ๊งก์” ภรรยาคนแรกเหยียดปากหมั่นไส้ “ไอ้ที่ปอกลอกเสี่ยไปยังไม่หนำใจอีกเหรอยะ ยังจะตามมาแย่งสมบัติฉันอีก”
ภรรยาคนที่สองโมโหมาก “หน้าด้าน สมบัติแกคนเดียวที่ไหน ฉันเป็นเมียเสี่ยก็ต้องมีสิทธิ์เหมือนกัน”
ลูกสาวคนแรกโมโหมาก “ถ้าอย่างแกเค้าเรียกว่าเมีย พ่อฉันคงมีเมียใหม่ทุกคืน พ่อพลาดที่มีลูกกับแกเท่านั้นแหละย่ะ”
ลูกชายคนที่สองโมโหมาก “ปากดีนักนะมึง อยากโดนเหรอ”
ลูกชายคนแรกโมโหมากจึงผลักอกลูกชาย “มึงก็ลองทำน้องกูสิ”
ทั้งสองฝ่ายทำท่าจะมีเรื่องกัน สินีเลยต้องรีบห้าม
สินีปราม “หยุดเดี๋ยวนี้นะ พ่อป่วยขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาทะเลาะกันอีก กลัวพ่อไม่ตายเร็วรึไง”
ภรรยาหงุดหงิดเหลือบไปเห็นนิษฐา “แล้วนั่นพาใครมาอีกล่ะ”
“หนูนิษฐา ลูกสาวอีกคนของพี่สิโรจน์”
ภรรยาคนที่สองหงุดหงิด “นี่มีตัวหารเพิ่มอีกแล้วเหรอ”
ญาติทุกคนมีสีหน้าเซ็งจัด สิโรจน์ขยับไม่ได้จึงได้แต่กรอกลูกตาไปมองนิษฐาเหมือนรับรู้ ในขณะที่จินดาวัดความดันให้สิโรจน์ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ นิษฐาพูดไม่ออกจึงวางหน้าไม่ถูกก็ได้แต่หันไปมองนวัชแล้วทำตาปริบๆ นวัชมองตอบอย่างอึ้งๆ เพราะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เขาไม่คิดว่าสถานการณ์จะแย่ขนาดนี้จึงได้แต่กุมมือนิษฐาเอาไว้

เจติยากับนิษฐาเดินถือจานกับข้าวคุยกับมา
“ตอนรู้ประวัติพ่อจากป๊า ฉันก็ตั้งป้อมเกลียดเค้าเลยนะ แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว อดสงสารพ่อไม่ได้
ทั้งคู่เดินมาที่โต๊ะอาหาร นวัช ลาภิณ และนทีกำลังคดข้าวจัดโต๊ะ โดยมีมยุรีนั่งรออยู่
“แกคิดได้ยังงี้ก็ดีแล้ว นี่แกจะไปเยี่ยมเค้าอีกเมื่อไหร่ล่ะ”
นิษฐาหน้าเหยเก “ยังสยองอยู่เลย ขอทำใจก่อน”
ลาภิณยิ้มๆ
“ผมเคยได้ยินมาเยอะนะคุณต้น ไอ้เรื่องทะเลาะกันแย่งมรดกเนี่ย แต่เพิ่งมาเจอกับตัวก็วันนี้ สุดๆเลยคุณต้น เงินทองนี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ” นวัชถอนใจ “นี่พ่อยังหายใจอยู่แท้ๆนะครับ ยังตีกันซะขนาดนี้” นวัชส่ายหน้า
นทียิ้มแย้ม “เกิดมาจนก็โชคดีไปอย่าง รับรองเลย ว่าผมกับพี่เจ ไม่มีทางทะเลาะกันเพราะแย่งมรดกเด็ดขาด”
มยุรีตีนทีเบาๆ “จะว่าแม่ไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้เราเลยใช่มั้ยเจ้าที”
นทีอ้อนแม่ “โธ่ แม่คิดมาก ผมว่าแม่อมตะ ไม่มีวันตายต่างหาก”
มยุรีบิดหู “หมั่นไส้ กะล่อนนัก”
นทีร้องลั่นด้วยความเจ็บ “โอ้ย เจ็บนะแม่”
มยุรีทิ้งค้อนยิ้มๆ ทุกคนก็พากันกินข้าวอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
ลาภิณนึกขึ้นได้ “เออเจ เมื่อกี๊คุณพิมพ์อรเค้าโทรมา บอกว่าพรุ่งนี้จะเข้ามาพรีเซนต์เรื่องตึกใหม่ เจอยู่ฟังกับผมนะ”
เจติยาหน้าขรึมลง เธอไม่สบายใจเรื่องนี้เลยจำใจรับปาก “ค่ะ”
ทุกคนกินข้าวอย่างสบายใจ มีเพียงเจติยาที่อดกังวลเรื่องพิมพ์อรไม่ได้จึงหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด

พิมพ์อร และชาคร เดินเข้ามาในห้องประชุมเตรียมพรีเซ้นต์งาน โดยมีเจติยานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เจติยายกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ”
พิมพ์อรรับไหว้พร้อมกับยิ้มตามมารยาท “สวัสดีจ้ะ แล้วน้องต้นล่ะคะ”
“ยังติดงานอยู่เลยค่ะ รบกวนคุณพิมพ์อรกับคุณชาครรอซักครู่นะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” พิมพ์อรหันไปคุยกับชาคร “ชาคร ฉันลืมมือถืออีกเครื่องไว้ที่รถ ไปหยิบให้ฉันหน่อยสิ”
ชาครมีสีหน้าสงสัยแต่ไม่กล้าถาม “ครับ คุณอร”
ชาครเดินเลี่ยงออกจากห้องไป
พิมพ์อรยิ้มเล็กน้อย “ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกเลยนะคะ ที่เราได้คุยกันตามลำพัง” พิมพ์อรนั่งลง
เจติยาเอะใจกับท่าทางของพิมพ์อร “ค่ะ เอ่อ คุณพิมพ์อรมีอะไรจะคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวรึเปล่าคะ”
พิมพ์อรยิ้มๆ “ถ้าจะพูดให้ถูก คุณตะหาก ที่มีอะไรจะคุยกับฉันรึเปล่า” พิมพ์อรมองเจติยาอย่างรอฟังคำตอบ
เจติยาหน้าขรึมลงก่อนจะตัดสินใจพูด “ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงจนเกินไป ฉันอยากจะรู้เรื่องเหรียญที่ติดอยู่กับกล่องรากบุญน่ะค่ะ”
พิมพ์อรยิ้มเย็น “ก็ดี ที่คุณพูดตรงๆ ... เหรียญนั่น เคยเป็นของคุณพ่อฉัน แต่ตอนนี้มันเป็นของฉันแล้ว” พิมพ์อรลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปพูดไป
เจติยามองตามพิมพ์อรอย่างตั้งใจฟังทุกคำพูด
พิมพ์อรเดินพูดไปรอบๆ ตัวเจติยา “แล้วถ้าจะถามต่อ ว่ามันมีอำนาจแค่ไหนยังไง ฉันก็บอกได้แค่ว่าอำนาจของมัน ยังเทียบกับกล่องรากบุญที่คุณทำลายทิ้งไปไม่ได้หรอก” พิมพ์อรเหยียดปากหมั่นไส้อย่างไม่พอใจ
เจติยาตกใจมาก “นี่คุณรู้ลึกขนาดนี้เลยเหรอ แล้วคุณรู้รึเปล่า ว่าอำนาจเหนือธรรมชาติพวกนี้ ยิ่งคุณใช้มันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นอันตรายกับตัวเองมากเท่านั้น”
พิมพ์อรยิ้มเยาะ “เหรอคะ แต่ฉันว่าคุณหวาดกลัวอำนาจพวกนี้มากเกินไปมากกว่า คุณถึงได้ตัดสินใจผิดพลาดทำลายกล่องรากบุญทิ้ง” พิมพ์อรจ้องเจติยาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
เจติยาไม่พอใจ “ฉันทำลายมัน เพราะฉันไม่ต้องการตกเป็นทาสของมัน ไม่ว่าจะเป็นพรวิเศษแค่ไหน ถ้าต้องแลกกับการถูกบงการไปทั้งชีวิต มันก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ”
พิมพ์อรไม่พอใจ “คุณอย่าคิดว่าคนอื่นจะถูกบงการไปซะหมดสิ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ฉัน เพราะฉันเป็นเจ้านายมัน ไม่ใช่ทาส”
เจติยาจะเถียงต่อแต่ลาภิณเปิดประตูเข้ามาก่อน
ลาภิณยิ้มแย้ม “รอนานมั้ยครับพี่อร ขอโทษที พอดีผมติดลูกค้าพอดี”
พิมพ์อรปั้นยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะน้องต้น พี่อรกำลังคุยกับน้องเจถูกคออยู่เลย” พิมพ์อรทำเป็นขำๆยิ้มๆ เอ็นดูมองเจติยาพร้อมบีบไหล่เธอเบาๆ
เจติยาปั้นยิ้มให้ลาภิณ ลาภิณยิ้มรับก่อนจะเดินมาลากเก้าอี้นั่งให้พิมพ์อร
“เชิญครับพี่อร”
พิมพ์อรเดินยิ้มแย้มกรีดกรายมานั่ง “ขอบใจจ้ะน้องต้น เรามาคุยรายละเอียดกันเลยนะ"

เจติยามีสีหน้าเคร่งเครียดเพราะตอนนี้รู้แล้วว่าพิมพ์อรลุ่มหลงในอำนาจเหรียญมากขนาดไหน

อ่านต่อหน้า 2

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 2 (ต่อ)

พิมพ์อรกำลังเดินลิ่วมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงตามทางเดินในนิราลัย โดยมีชาครเดินตามมาคุยด้วย

“ตอนบ่าย คุณอรไม่มีธุระที่ไหน น่าจะอยู่ทานมื้อเที่ยงกับคุณลาภิณก่อนนะครับ จะได้คุยเรื่อง” ชาครบอก
พิมพ์อรพูดสวนขึ้นด้วยความโมโห “อยากกินก็อยู่ไปกินคนเดียวเถอะ ฉันจะกลับ”
ชาครหน้าเสีย “ขอโทษครับ”
พิมพ์อรเร่งฝีเท้าเดินนำชาครไปเข้าห้องน้ำหญิง ชาครเดินไปหยุดยืนรอหน้าจ๋อยๆ

พิมพ์อรเดินเข้าห้องน้ำมาส่องกระจกเพื่อสงบสติอารมณ์ มีเธออยู่คนเดียวในห้องน้ำ ขณะนั้นเอง กสิณก็เดินทะลุกระจกออกมาหาพิมพ์อร
พิมพ์อรโมโห “เธอมาก็ดีแล้ว เมื่อไหร่จะเจอเหรียญที่เหลือซะที ฉันเริ่มจะทนแม่นั่นไม่ไหวแล้วนะ เมื่อกี๊ก็พูดเหมือนสั่งสอนฉัน” พิมพ์อรมีสีหน้าเขม่นหมั่นไส้ “นึกว่าตัวเองเป็นใคร”
“เจติยาเป็นคนที่มีกิเลสเบาบางแต่จิตใจมั่นคง เค้าถึงทำลายกล่องรากบุญได้ ไม่แปลกหรอก ที่คนอย่างนี้ จะเห็นฉัน หรือกล่องรากบุญเป็นสิ่งอันตราย”
พิมพ์อรโมโห “คนโง่น่ะสิไม่ว่า มีอำนาจบันดาลได้ทุกอย่างอยู่ในมือ แท้ๆ กลับทำลายทิ้ง แล้วยังมีหน้ามาสั่งสอนฉันอีก”
“อย่าไปสนใจคำพูดพวกนั้นเลย เธอก็เห็นแล้ว ว่าฉันเป็นฝ่ายรับใช้เธอ ทำตามที่เธอต้องการ เธอเป็นนาย ส่วนฉันคือข้ารับใช้” กสิณว่า
“มันแน่นอนอยู่แล้ว” พิมพ์อรยิ้มเหยียดๆ ก่อนจะเชิดหน้าเดินออกจากห้องน้ำไป
กสิณยิ้มเยาะเพราะสมเพชความหลงตัวเองของพิมพ์อรก่อนจะกลายร่างเป็นควันสีดำแล้วลอยตามพิมพ์อรไป

เจติยากำลังคุยกับทวีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทวีเครียดหนัก “กลายเป็นว่าเหรียญอยู่ในมือคุณพิมพ์อรไปซะได้ แถมท่าทางจะพูดยากซะด้วย”
เจติยาเครียดหนัก “ทั้งความคิด ทั้งคำพูดคำจาของเค้า เหมือนคุณพิสัยไม่มีผิด หลงตัวเอง คิดว่าควบคุมเหรียญได้ ช่างไม่รู้อะไรซะเลย สำหรับพวกปิศาจ มนุษย์ก็เป็นแค่ทาสคอยหาอาหารให้เท่านั้นเอง ถ้าหาไม่ได้วันไหน ก็ไม่แคล้วต้องตกเป็นเหยื่อของมันแทน”
ทวีคิดหนัก “แล้วนี่คุณวนันต์จะรู้เรื่องนี้มั้ย”
“คุณวนันต์ป่วยหนักขนาดนั้น ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ”
ทวีและเจติยาเครียดหนักเพราะไม่รู้จะเอายังไงดี ขณะนั้นเอง ลาภิณก็เปิดประตูห้องเข้ามา
ลาภิณชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง
เจติยาดูนาฬิกาข้อมือแล้วยิ้มๆ “ขอเวลาเก็บของแป๊บนึงนะคะ”
ลาภิณยิ้มแย้ม “ตามสบายเลยจ้ะ”
ทันใดนั้น มือถือของเจติยาก็ดังขึ้น
เจติยากดรับ “ว่าไงฐา” เจติยาฟังอีกฝ่ายแล้วก็หน้าเสียทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย
ลาภิณมองเจติยาด้วยสีหน้าสงสัยและอยากรู้เรื่องนิษฐา

ลาภิณและเจติยาเดินเข้ามาหน้าห้องฉุกเฉินมองหานิษฐา นวัชยืนกุมมือนิษฐาที่มีสีหน้าเศร้าๆ อยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน โดยมีสินียืนหน้าเครียดอยู่ใกล้ๆ กลุ่มญาติที่อยู่ถัดไปรอศพออกมาแบบไม่พูดไม่จากัน

เจติยารีบเดินเข้าไปหา “พ่อเป็นไงบ้างฐา”
นิษฐาทำหน้าซึมๆ “พ่อเสียแล้วเจ”
เจติยาโอบเอวเพื่อนแล้วกอดให้กำลังใจ
“เสียใจด้วยนะฐา”
นิษฐาพยักหน้ารับซึมๆ
กลุ่มญาติคุยกัน ภรรยาฉุกคิดขึ้นก่อนจะรีบเดินลิ่วเลี่ยงไปทันที
ลูกชายงงๆ “อ้าว แม่ จะไปไหน ศพพ่อยังไม่ออกมาเลยนะ”
ภรรยาคนแรกไม่ตอบแต่เดินลิ่วไปอย่างเดียวจนลูกชายและลูกสาวต้องรีบเดินตามไป
ภรรยาคนที่สองฉุกคิดขึ้น “แย่แล้ว มันต้องรีบไปฮุบเครื่องเพชรแน่ๆเลย รีบตามไปเร็ว”
ภรรยาคนที่สองกับลูกชายรีบตามไปทันที โดยไม่มีใครสนใจพ่อที่เพิ่งตายเลย
ลาภิณมองตามอย่างอึ้งๆ “หนักจริงอย่างที่ผู้กองว่าเลยครับ ใจคอไม่คิดจะดูศพพ่อกันเลยรึไงเนี่ย”
นวัชส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะมองนิษฐา “ในความโชคร้ายก็ถือว่าฐาโชคดีนะ ที่ไม่ต้องอยู่ในครอบครัวแบบนั้น”
นิษฐาได้แต่ถอนใจออกมา ขณะนั้นพยาบาลก็เข็นศพสิโรจน์ออกมา
“หนูนิษฐา มาขออโหสิพ่อเค้าซะสิลูก” สินีบอก
นิษฐาที่มีหน้าเศร้าๆ เดินเข้าไปกราบขอขมาที่ศพของสิโรจน์ เจติยามองไปที่ศพของสิโรจน์ โดยไม่คาดคิดเสียงสิโรจน์พูดดังมาเข้าหูเจติยาจนเจติยาสะดุ้ง
“บอกความจริง !!”
เจติยาผวาไปเล็กน้อยเมื่อหันเห็นวิญญาณสิโรจน์มายืนอยู่ข้างๆ เธอแล้ว

นิษฐากำลังตื่นตกใจมาก
“พ่อฉันน่ะเหรอะถูกฆ่า แกรู้ได้ยังไง”
นิษฐากำลังคุยกับเจติยา โดยมีลาภิณกับนวัชอยู่ใกล้ๆ
“อย่าให้ฉันต้องอธิบายเลย แกเชื่อฉันเถอะว่าพ่อแกไม่ได้ตายแบบปกติธรรมดา แกต้องส่งศพให้นิติเวชชันสูตรก่อน ไม่อย่างงั้นหลักฐานบนตัวศพหายไป เราจะจับคนร้ายไม่ได้”
นิษฐาหน้าเครียด “พลังจิตอะไรของแกอีกแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวแกก็ฝันเห็นคนร้าย เดี๋ยวก็เห็นนิมิต จนฉันชักจะกลัวแกแล้วนะเจ”
“แต่เจก็ไม่เคยพลาดนะครับ ฐาเองก็เจอกับตัวมาตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ”
นิษฐาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“มีแต่ฐาเท่านั้นนะ ที่จะใช้ความเป็นลูกขอให้ชันสูตรพลิกศพได้ เพราะญาติพี่น้องคุณคงไม่มีใครสนใจทวงความยุติธรรมให้พ่อคุณแน่ๆ” นวัชถอนใจออกมา
นิษฐาหน้าขรึมลง “ถ้าทุกคนมั่นใจขนาดนี้ ฐาก็จะทำค่ะ” นิษฐามีสีหน้าเศร้าๆขณะบอกอีกว่า

“นี่คงเป็นครั้งสุดท้าย ที่ฐาจะได้ทำอะไรเพื่อพ่อบ้าง”

เจติยาในชุดนอนกำลังยืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่

“แล้วหมอว่าไงบ้างคะ” เจติยาฟังอีกฝ่าย “ค่ะ ค่ะ” เจติยาฟัง “ได้ค่ะพี่ สวัสดีค่ะ”
เจติยากดวางสาย
“ผู้กองว่าไงมั่ง” ลาภิณถาม
“กำลังชันสูตรอยู่ค่ะ พรุ่งนี้ก็คงรู้ผล”
จู่ๆเจติยาก็มีอาการอ่อนเพลียและไม่มีแรงอย่างประหลาดจนแทบจะยืนไม่ไหว จนต้องจับกำแพงทรงตัวไว้
ลาภิณเป็นห่วง “เป็นอะไรเจ”
เจติยารู้สึกอ่อนเพลียมาก “มันเพลียๆยังไงไม่รู้ค่ะ เจไม่เคยเป็นอย่างงี้เลยนะคะ”
ลาภิณประคองเจติยามานั่งพักที่เตียง
“ไม่ได้ท้องแน่นะ ไปตรวจดีมั้ย” ลาภิณถาม
“ไม่แน่นอนค่ะ เจรู้ตัวเองดี”
“สงสัยวันนี้มีแต่เรื่องเครียดๆมั้ง”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เมื่อก่อนโดนทั้งผีหลอก ทั้งถูกจับตัวสารพัด เจยังไม่เคยเหนื่อยเหมือนวันนี้เลย จริงๆ เจเริ่มเป็นตั้งแต่...” เจติยาจะบอกว่าเริ่มตั้งแต่เจอพิมพ์อรแต่ก็รู้สึกว่าไม่มีเหตุผลเท่าไหร่เลยไม่พูดออกไป
“ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ” ลาภิณถาม
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เจคงคิดมากไป”
ลาภิณยิ้มบางๆ “งั้นก็ไม่ต้องคิด พักผ่อนซะนะ จะได้หายไวๆ”
ลาภิณประคองเจติยาลงนอนพร้อมกับกุมมือเจติยาไว้ แล้วใช้มือปัดปอยผมที่ลงมาปิดหน้าให้เจติยาอย่างทะนุถนอม
เจติยายิ้มบางๆ “คุณต้นยังมีงานค้างอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ไปทำงานเถอะค่ะ เจอยู่คนเดียวได้”
“ไม่เป็นไร ผมจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเจจะหลับก่อน”
เจติยายิ้มบางๆ “ขอบคุณค่ะ”
ลาภิณหอมหน้าผากเจติยาอย่างแผ่วเบา เจติยาพริ้มตาหลับลงอย่างอบอุ่น

ภาพในความฝันของเจติยา คุณหญิงอุ่นกำลังคุยอยู่กับคุณภพ โดยมีอุษายืนอยู่ใกล้ๆ จันจิราเดินเข้ามาในโถงบ้าน
คุณหญิงอุ่นหันมาพูดกับจันจิรา “มาแล้วรึแม่จันจิรา มาไหว้พี่เค้าซะสิ พี่เค้าเป็นคู่หมั้นของพี่สาวเธอนะ” คุณหญิงอุ่นหันไปแนะนำภพ “คุณภพคะ นี่แม่จันจิราน้องสาวต่างมารดาของแม่อุษาค่ะ”
จันจิราเข้าไปยกมือไหว้ภพ ภพรับไหว้ โดยมีอุษายืนอยู่ใกล้ๆ จันจิราก็คือเจติยาในชาติปัจจุบัน ลาภิณคือคุณภพ ส่วนอุษาคือพิมพ์อรนั่นเอง”

เจติยาสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นในสภาพเหงื่อโทรมกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนลาภิณนอนหลับอยู่ข้างๆ
เจติยาสะดุ้งเลยงัวเงียตื่นขึ้นมา ลาภิณถาม “มีอะไรเหรอเจ” ลาภิณหันไปเปิดไฟที่หัวเตียง
เจติยาเหนื่อยหอบ “เจฝันแปลกมากเลยค่ะ”
“ฝันร้ายล่ะสิ” ลาภิณขำอย่างเอ็นดูก่อนจะโอบกอดเจติยาไว้ “ไม่ต้องกลัวนะหนูกอดป๋าเอาไว้”
เจติยาหยิกพุงลาภิณ “ไปติดนิสัยป๋าที่ไหนมา เดี๋ยวจะโดน”
ลาภิณยิ้มๆ ก่อนจะกระชับกอดเจติยาเอาไว้ เจติยาซบหน้ากับอกลาภิณแล้วก็ค่อยๆ สงบลง เธอรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยที่มีลาภิณอยู่ใกล้ๆ แต่พอนึกถึงความฝันก็อดแปลกใจไม่ได้อยู่ดี

เจติยากำลังอ่านรายงานการชันสูตรอยู่ โดยมีนวัชและ นิษฐานั่งอยู่ใกล้ๆ ลาภิณเดินถือกาแฟมาเสิร์ฟให้นวัช และนิษฐา
ลาภิณยิ้มแย้ม “วันนี้ลองชิมฝีมือชงกาแฟผมหน่อยนะครับ ไม่รู้จะถูกปากรึเปล่า”
นิษฐายิ้มรับ “ขอบคุณค่ะคุณต้น”
ลาภิณมานั่งเบียดเจติยาแล้วโอบเธอไว้ตลอด ทำให้เห็นความใกล้ชิดที่แตกต่างกับนวัชและนิษฐา
เจติยาอ่านรายงานจบก็มีสีหน้าเครียดก่อนจะหันไปพูดกับนวัช “ไม่มีร่องรอยอะไรเลย เป็นไปได้ยังไงคะผู้กอง”
“ถ้าพ่อของฐาถูกฆาตกรรมจริง เหลือร่องรอยบนศพต่างหากถึงจะเรียกว่าแปลก”
“ทำไมล่ะครับ” ลาภิณถาม
“อย่าลืมสิครับ ว่าเค้าเป็นอัมพาต พูดก็ไม่ได้ เคลื่อนไหวก็ไม่ได้ การฆ่ามันง่ายดายมาก แค่หมอนใบเดียว” ลาภิณทำท่าเอาหมอนกดจมูก “ก็จบแล้ว...”
นิษฐาหน้าเสีย เมื่อนึกภาพตามว่าพ่อต้องถูกฆ่าตายอย่างทรมานขนาดไหน
“ถึงตอนนี้ ยังไม่มีผู้ต้องสงสัยบ้างเลยเหรอครับผู้กอง” ลาภิณถาม
นวัชส่ายหน้า “ไม่เลยครับ ก็อย่างที่เห็นล่ะครับว่าอาการแบบนั้น ยังไงก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน ถ้าจะฆาตกรรมเพื่อหวังสมบัติ มันก็ไม่จำเป็น”
“แล้วถ้าฆ่าเพราะความแค้นล่ะคะ” นิษฐาอับอายแต่ก็ต้องพูดตรงๆ “ฐารู้มาว่านอกจากจะเจ้าชู้มากแล้ว พ่อยังร่ำรวยมาแบบไม่สุจริตเท่าไหร่ อาจจะมีคนแค้นพ่ออยู่ก็ได้นะคะ”
“ก็เป็นไปได้นะ แต่ถ้าเป็นพี่ คนที่พี่แค้นเป็นอัมพาตขนาดนี้แล้ว พี่คงปล่อยให้ทรมานจนตายไปเอง ดีกว่าตามมาฆ่าให้เสี่ยงติดคุก” นวัชว่า
ลาภิณพยักหน้ารับ “ผมเห็นด้วยกับผู้กองนะ” ลาภิณยิ้มๆ “แล้วถ้าดูจากระดับความงกของพี่น้องคุณฐาแล้ว ยังไงก็ต้องคุมเชิงกันเข้มแน่ เพราะต่างฝ่ายก็ต่างระแวง เพราะฉะนั้น ใครจะเข้าไปฆ่า ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่”
“จริงค่ะคุณต้น ไม่อย่างงั้นจะมาขลุกกันอยู่ที่โรงพยาบาลทำไม ทั้งวันทั้งคืน พอรู้ว่าพ่อตาย ก็รีบเผ่นกลับไปแย่งเครื่องเพชรต่อทุเรศจริงๆ” เจติยาถอนใจหน้าเศร้าๆ “เห็นอย่างงี้แล้ว ฉันสงสารพ่อจับใจเลย”
โดยไม่คาดคิดก็มีมือผู้ชายข้างหนึ่งมาวางบนบ่านิษฐาเบาๆ สิโรจน์ยืนอยู่ข้างๆนิษฐา สิโรจน์มองนิษฐาด้วยน้ำตาคลอเบ้า เขารู้สึกผิดที่ทำกับนิษฐาไว้มากแต่ลูกก็ยังห่วงใยและสงสารตน

เจติยาเหลือบตามองวิญญาณสิโรจน์เล็กน้อยด้วยสีหน้าเห็นใจ

เจติยากำลังคุยกับสิโรจน์ โดยมีลาภิณยืนอยู่ใกล้ๆที่มุมหนึ่งของบ้าน

“ก็อย่างที่คุณลุงได้ยินนั่นล่ะค่ะ ตอนนี้มืดแปดด้านไปหมดแล้ว คุณลุงพอจะบอกได้มั้ยคะ ว่าใครเป็นคนฆ่าคุณลุง”
สิโรจน์มีสีหน้าขรึมลงก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
ลาภิณอยากรู้ “เค้ารู้มั้ย”
เจติยาส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ วิญญาณบางดวง ไม่เห็นคนที่ฆ่าก็เลยบอกไม่ได้เหมือนวิญญาณผู้กำกับนพชัยไงคะ”
“คุณเป็นเพื่อนกับนิษฐาเหรอ” สิโรจน์ถาม
เจติยาหันไปคุยกับสิโรจน์ “ค่ะ เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก รู้จักกันมาเป็นสิบๆปีแล้ว”
“นิษฐาเค้าเป็นคนยังไงเหรอ”
เจติยายิ้มๆเมื่อพูดถึงเพื่อน “ฐาก็เป็นคนร่าเริง จิตใจดี มองโลกบวกเวลาว่างก็ทำงานที่มูลนิธิเพื่อนแท้ คอยช่วยเหลือผู้หญิงกับเด็กๆที่มีปัญหา”
สิโรจน์ยิ้มบางๆ “เหมือนแม่เค้าไม่มีผิด ดีแล้ว ที่ไม่เหมือนคนอย่างผม”
“คุณลุงตั้งสติดีๆแล้วลองนึกดูนะคะ ว่าเห็นอะไรที่เกี่ยวกับคนร้ายบ้าง ตอนคุณลุงเสีย คุณลุงนอนอยู่บนเตียง ยังไงก็น่าจะเห็นอะไรบ้างนะคะ”
สิโรจน์หน้าเศร้าลงไปอีกก่อนจะเลือนหายไป
เจติยางง “อ้าว คุณลุง” เจติยาบ่น “หายไปเฉยเลย นี่อยากรู้ตัวฆาตกรจริงรึเปล่าเนี่ย”
ลาภิณมีสีหน้าครุ่นคิด “เค้าเอาแต่ถามเรื่องฐา แต่ไม่ยอมพูดเรื่องคนร้ายเลยเหรอ”
“ค่ะ แปลกจริงๆ ปกติวิญญาณแต่ละดวงเร่งรัดอยากเอาฆาตกรมาลงโทษเร็วๆทั้งนั้น แต่นี่กลับไม่พูดอะไรซักอย่าง”
ลาภิณมีท่าทางติดใจสงสัยอะไรบางอย่าง

ณ ร้านขายข้าวแกงของมยุรีที่เพิ่งเปิดใหม่ มยุรีเป็นคนเก็บเงิน ส่วนหลัวเป็นคนตักกับข้าว ส่วนนทีมีหน้าที่เสิร์ฟและคิดเงินลูกค้า ร้านขายดีมาก มีลูกค้าเข้าเต็มร้านไปหมด นทีรับเงินจากลูกค้าเสร็จก็เดินเอาไปให้แม่
นทียิ้มแย้ม “สายแล้วคนยังเยอะอยู่เลย ขายดีกว่าที่เดิมอีกนะแม่”
มยุรียิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี “เพิ่งเปิดแรกๆยังวัดอะไรไม่ได้หรอก ต้องดูกันยาวๆลูก”
“เริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแม่ ฝีมือแม่ซะอย่าง ใครบ้างกินแล้วไม่ติดใจ”
มยุรียิ้มปลื้ม “ไม่ต้องมาปากหวานเลย อยากได้ทิปเท่าไหร่”
“รู้ใจจริงๆ แล้วแต่แม่จะเมตตา” นทีทำหน้าอ้อนๆ ทำตาปริบๆ
มยุรีค้อนใส่ลูกชายด้วยความเอ็นดู นทีเหลือบเห็นลูกค้าเข้าร้านเลยเดินเข้าไปหา
“เชิญครับ”
ลูกค้าหันกลับมาก็พบว่าเป็นพลอยนั่นเอง
“มาหาแม่เหรอ น้าหลัวตักกับข้าวอยู่ รอเดี๋ยวนะ”
“เปล่า เรามาหานายนั่นแหละ ขอคุยด้วยเดี๋ยวสิ”
นทีมีท่าทางแปลกใจที่พลอยมาหาตน พลอยเดินนำออกไปจากร้าน โดยมีนทีเดินตามออกไป มยุรีมองตามอย่างไม่ไว้ใจเพราะไม่ชอบพลอยตั้งแต่ต้นอยู่แล้วเลยยิ่งระแวงหนักขึ้น

พลอยกำลังคุยกับนทีด้วยท่าทางจ๋อยๆ ขณะที่อยู่ในซอย
“เราเรียนกันคนละคณะไม่ใช่เหรอ เธอจะเอาเล็คเช่อร์เราไปทำไม” นทีถาม
“แต่เราเรียนวิชาพื้นฐานเดียวกันนี่ ขอยืมเล็คเช่อร์แค่นี้ไม่ได้เหรอ” พลอยบอก
“อ่านแต่เล็คเช่อร์อย่างเดียวไม่ช่วยให้ผ่านหรอกนะ ถ้าวันๆ เธอยังเอาแต่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ ไม่ยอมเรียนหนังสืออยู่ยังงี้”
พลอยหงุดหงิด “นี่นายด่าเราเหรอ”
“ไม่ได้ด่า แต่พูดความจริง วิชานี้เค้าผ่านกันทั้งนั้นแหละ แต่เธอยังอุตส่าห์สอบตกได้”
พลอยโมโห “เออ ไม่ให้ก็ไม่ให้”
“เราไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้ซะหน่อย”
พลอยจ้องหน้า “นายต้องการอะไรแลกกับเล็คเช่อร์ก็บอกมา แต่ถ้าจะเอาเงิน เราไม่มีให้หรอกนะ”
“เราไม่เอาเงินหรอก แต่ถ้าจะยืมเล็คเช่อร์เรา เธอก็ต้องให้เราติวให้ด้วย” นทียักคิ้ว
พลอยลังเล เธอไม่รู้จะเอาไงดีเพราะถ้าไปติวก็ต้องเสียเวลาไปซิ่งรถอีก
“ว่าไง ถ้าไม่ตกลง เราก็ไม่ให้”
พลอยลังเล “เฮ้ย ขอเวลาคิดก่อนดิ”
ทันใดนั้น ฉายก็เดินมาที่ด้านหลังนทีแล้วกระชากไหล่นทีกลับก่อนจะชกเข้าเต็มๆหน้าจนนทีปากแตก ฉายจะเข้าไปซ้ำแต่นทีถีบสวนออกมาก่อนจนฉายกระเด็นออกไป ทั้งคู่จะเข้าไปต่อยกัน แต่พลอยรีบเข้าไปขวางฉายไว้
พลอยตวาดแว๊ดด้วยความโมโหมาก “หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะฉาย เป็นบ้าอะไร ไปชกเค้าทำไม”
ฉายโมโหหึง “ก็แล้วมาแอบคุยอะไรลับๆล่อๆล่ะ จะกิ๊กกับมันเหรอ”
พลอยโมโหมาก “กิ๊กบ้าอะไร ฉันมายืมเล็คเช่อร์เค้าย่ะ ที่ต้องแอบมาคุยเพราะไม่อยากให้แม่รู้ว่าฉันสอบตกเกือบทุกวิชา” พลอยจ้องหน้าด้วยสีหน้าเจ็บใจ “ฉันไม่ได้เที่ยวไปมีกิ๊กทั่วกรุงเทพเหมือนแกหรอกไอ้ฉาย ไม่ต้องมาระแวงกันเลย”
ฉายขบกรามแน่นด้วยความโกรธก่อนจะหันไปชี้หน้านที “นี่แฟนกู ถ้ามึงมายุ่งกับแฟนกูอีก มึงเจอกูแน่”
พลอยพยายามลากฉายออกไป “พูดมากน่ะ ไปได้แล้ว ไป”
พลอยลากฉายไปกับเธอ
นทีมองตามด้วยสายตาโกรธจัดพร้อมกับเช็ดเลือดที่มุมปากของตน

ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ยังเกเรอยู่ ป่านนี้นทีคงต่อยกับฉายแหลกไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้แม่ไม่สบายใจอีก

ที่งานศพของสิโรจน์ ลาภิณ นวัช นิษฐา เจติยากำลังช่วยเตรียมงานรดน้ำศพตอนเย็นให้พ่อนิษฐา โดยที่พวกลูกกับภรรยาไม่มีใครช่วยเลย

ภรรยาคนแรกสั่งลูกๆ “ถ้าใครให้ซองช่วยงานมา แกต้องรีบเก็บไว้เลยนะ อย่าให้ถึงมือไอ้สองแม่ลูกนั่นเด็ดขาด”
ลูกผู้หญิงตอบ “ค่ะแม่ บาทเดียวหนูก็จะไม่ให้กระเด็นถึงมัน”
นิษฐาได้ยินก็เดินเซ็งๆเข้ามาช่วยงานลาภิณ เจติยา เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้เลย
ลาภิณพูดไปทำงานไป “เพิ่งรู้ว่าจัดงานเองมันก็ยากเหมือนกันนะ ทุกทีเคยแต่สั่งพนักงาน แป๊บเดียวก็เรียบร้อย”
เจติยายิ้มขำๆ “ช่วยไม่ได้นี่คะ ก็ญาติเค้าไม่ไว้ใจนิราลัย จะจัดกันเอง เราก็ต้องตามใจเค้าล่ะค่ะ”
นิษฐาสุดเซ็ง “ไม่อยากเสียงตังค์มากกว่าเจ” นิษฐาพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน “จัดกันเอง แต่ก็ไม่เห็นช่วยอะไรซักอย่าง ห่วงแต่จะเก็บซองเงินช่วย”
เจติยาส่ายหน้าไปมาก่อนเหลือบเห็นนวัชกำลังมองอะไรบางอย่างอยู่
เจติยาแปลกใจ “มีอะไรเหรอคะผู้กอง”
“คุณจินดา พยาบาลที่ดูแลพ่อฐา” นวัชมีสีหน้าสงสัย
เจติยาหันไปมองตามก็เห็นจินดาในชุดดำกำลังด้อมๆมองๆ เหมือนอยากจะเข้ามาในศาลาแต่ก็ไม่กล้า
“ใช่เหรอคะ” เจติยาถาม
“ไม่ผิดตัวหรอก ตอนสอบปากคำ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนแรกที่เจอศพของพ่อฐา” นวัชมีสีหน้าใช้ความคิด “จะว่าไป มันเป็นจุดผิด สังเกตจุดเดียวในคดีนี้ก็ว่าได้นะ”
ลาภิณสงสัยและอยากรู้ “ยังไงครับ”
“อย่างที่เรารู้กันพวกญาติพี่น้องฐาคุมเชิงกันตลอด ใครจะเข้าถึงตัวพ่อฐาตามลำพังยากมาก”
เจติยาคิดตาม “มีแต่คุณพยาบาลคนนี้คนเดียว”
นวัชพยักหน้ารับ “วันเกิดเหตุมีคนแจ้งเข้ามาว่ามีการโอนเงินปันผลของบริษัทมาให้ พวกนั้นก็เลยแห่กันไปถอนเงิน เป็นช่วงเวลาเดียว ที่ไม่มีใครอยู่กับพ่อฐาเลย แล้วหลังจากนั้น พยาบาลคนนี้ก็ไปเจอศพ” นวัชรีบพูดดักคอเจติยา “แต่ไม่ต้องห่วงนะ พี่ให้ลูกน้องไปตามสืบประวัติพยาบาลคนนี้แล้ว”
“ทำไมผู้กองไม่เห็นเล่าเรื่องนี้ให้เจฟังเลยล่ะคะ”
“โอกาสมันเป็นไปได้น้อยมาก เพราะมันไม่มีแรงจูงใจอะไรเลย แต่พี่ก็ยังไม่อยากตัดประเด็นนี้ทิ้ง เลยให้ลูกน้องตามสืบอยู่” นวัชมองไปที่จินดาด้วยความสงสัย
เจติยาคิดตามก็ชักเข้าเค้าเลยมองไปที่จินดา ลุงคนหนึ่งเดินเข้ามาขัดจังหวะพอดี
“หนุ่มๆ ขอแรงช่วยเลื่อนถังน้ำแข็งหน่อยสิ”
“ได้ครับ...ไปคุณต้น ออกแรงกันหน่อย”
นวัชกับลาภิณเดินเลี่ยงออกไป เจติยายังคงแอบจับตามองพยาบาลจินดา จินดาเห็นเจติยามองตนมากๆก็ชักกลัวเลยเดินหนีกลับออกไปทันที เจติยารีบเดินตามออกไป
นิษฐาหันมาถาม “จะไปไหนเจ”
ทันใดนั้น มือถือของนิษฐาก็ดังขึ้น นิษฐาดูเบอร์แล้วก็แปลกใจแต่ก็กดรับ

จินดากำลังเดินหนีด้วยความกลัว เจติยาเร่งฝีเท้าตามหลังมา
“รอเดี๋ยวสิคะคุณพยาบาล”
จินดาตกใจจนหน้าซีดเผือดเพราะไม่คิดว่าจะมีคนจำได้ขนาดนี้ จินดารีบเดินเร็วเพื่อหนีไป เจติยาเร่งฝีเท้าตาม

นิษฐาเดินเข้ามาหาสินีที่รออยู่ที่ลานจอดรถ
“อาสินีมีอะไรจะให้ฐาช่วยเหรอคะ” นิษฐาถาม
สินีมองไปด้านหลังนิษฐา “หนูมาคนเดียวเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ”
สินียิ้มด้วยความพอใจ “ไปช่วยอายกของที่รถหน่อย”
“ได้ค่ะ”
“รีบตามมาเร็วๆ จ้ะ”
สินีรีบร้อนเดินนำไปที่รถอย่างมีพิรุธ
นิษฐาเดินตามไปแล้วก็เหลือบตาเห็นวิญญาณสิโรจน์ปรากฏขึ้นมาตรงกระจกหน้าต่างรถยนต์คันที่จอดอยู่ข้างๆ

สิโรจน์ยืนจ้องนิษฐาอยู่ด้วยสายตาถมึงทึงน่าสะพรึงกลัว นิษฐาผงะไปด้วยความตกใจ

อ่านต่อหน้า 3

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 2 (ต่อ)

เจติยาเร่งฝีเท้ามาดักหน้าจินดาไว้ จินดาชะงักและหยุดกึก

เจติยาปั้นยิ้มพูดเป็นปกติ “มารดน้ำศพคุณลุงสิโรจน์เหรอคะ เชิญข้างในศาลาก่อนสิคะ”
จินดามีท่าทางกลัวๆ จึงพูดอึกอัก “ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันมางานอื่น”
เจติยายิ้มเล็กน้อย “วันนี้ที่วัดมีรดน้ำศพอยู่ศาลาเดียวนะคะ”
จินดาหน้าเสียเพราะเถียงไม่ออก
เจติยาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ได้เจอตัวคุณพยาบาลก็ดีแล้ว ดิฉันมีข้อสงสัยอยากจะถามคุณเกี่ยวกับเรื่องการตายของคุณลุงสิโรจน์นิดหน่อย”
จินดากลัว “ดิฉันไม่มีอะไรจะตอบคุณ ฉันรู้อะไรก็บอกตำรวจไปจนหมดแล้ว คุณอย่ามาถามอะไรดิฉันอีกเลยค่ะ”
จินดารีบเดินหนีไปทันที เจติยามองตามด้วยความสงสัยเพราะมั่นใจว่าจินดาต้องกุมความลับอะไรบางอย่างเอาไว้แน่ๆ

นิษฐารีบร้อนเดินตามสินีไปที่รถด้วยสีหน้ากลัวๆ
“มีอะไรเหรอจ๊ะหนูฐา” สินีถาม
“สงสัยฐาจะตาฝาดเห็นวิญญาณพ่อน่ะค่ะ”นิษฐาบอก
สินีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะทำขำๆ เพื่อกลบเกลื่อน “กลางวันแสกๆ แบบนี้เนี่ยนะ หนูตาฝาดไปแล้วล่ะ” สินีตัดบท “ของอยู่เบาะหลังรถน่ะจ้ะ ฐาช่วยยกให้อาหน่อย”
“ได้ค่ะ” นิษฐาเดินไปเปิดประตูหลังรถ
ทันใดนั้น สินีก็เอาผ้าโปะยาสลบออกมาก่อนจะล็อกคอพร้อมกับปิดจมูกนิษฐาไว้ นิษฐาตกใจสุดๆ เธอพยายามดิ้นรนสุดชีวิต สิโรจน์ปรากฎตัวขึ้นด้วยความเป็นห่วงนิษฐา
สิโรจน์ตะโกนลั่น “ปล่อยลูกพี่เดี๋ยวนี้นะสินี เธอฆ่าพี่คนเดียวยังไม่พอ ยังคิดทำร้ายหลานอีกเหรอ”
ไม่มีใครได้ยินเสียงสิโรจน์แม้แต่น้อย นิษฐาโดนฤทธิ์ยาสลบจนหมดสติล้มพับเข้าไปในรถ สินีเหลือบไปเห็นจินดายืนมองอยู่ จินดาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกใจสุดขีด สินีก็ตกใจไม่แพ้กันที่มีคนมาเห็น แต่เธอก็ตั้งสติได้ก่อนเลยวิ่งเข้าไปจัดการจินดาทันที วิญญาณสิโรจน์รีบหายตัวมาขวางหน้าสินีไว้
สิโรจน์ตะโกนลั่น “อย่าสินี หยุดก่อเวรก่อกรรมเถอะ”
สินีไม่เห็นและไม่ได้ยินจึงวิ่งทะลุร่างของสิโรจน์เข้าไปหาจินดาทันที จินดาหันหลังจะวิ่งหนี แต่สินีวิ่งตามมาทันแล้วก็พยายามจับตัวจินดาเอาไว้ จินดาสู้เต็มที่แต่สินีแข็งแรงกว่าจึงเหวี่ยงจินดาไปกระแทกกับต้นไม้ แล้วตามเข้าไปจับหัวจินดาโขกกับต้นไม้แล้วเอาผ้าโปะยาสลบในมืออุดจมูกจินดาซ้ำเข้าไป สิโรจน์มองตามด้วยความเคียดแค้นแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง

ศพของสิโรจน์นอนอยู่บนตั่งให้ญาติๆ มารดน้ำ ภรรยาคนแรกกับภรรยาคนที่สองและบรรดาลูกๆ ทะยอยกันรดน้ำศพ ลาภิณ เจติยา และนวัชยืนอยู่ใกล้ๆ ทั้งหมดต่างกวาดตามองหานิษฐา
ลาภิณมองไปรอบๆ “ฐาหายไปไหนเนี่ย”
“ฐาฝากมือถือไว้กับผม คงอยู่แถวๆ นี้ล่ะ” นวัชบอก
“อาจจะไปห้องน้ำก็ได้ เดี๋ยวเจไปตามให้ค่ะ” เจติยาอาสา
ทันใดนั้น ภรรยาคนที่สองเดินเข้ามาหาพวกเจติยา
“พวกคุณจะรดน้ำศพรึเปล่า ถ้าจะรดก็เร็วๆเข้า ถ้าแขกเหรื่อฉันมา ไม่มีใครมาคอยบริการพวกคุณหรอกนะ”
“งั้นพวกเราไปรดก่อนก็ได้ เดี๋ยวฐาก็มา” นวัชบอก
“ค่ะ” เจติยาเดินนำไปรดน้ำศพ
นวัชผายมือเชิญลาภิณก่อน เจติยาเดินไปคุกเข่าไหว้ศพ แล้วหยิบขันเล็กๆตักน้ำที่เตรียมไว้รดลงบนมือศพ เจติยาเหลือบตามองหน้าสิโรจน์แล้วก็ชะงักไปเมื่อเห็นสิโรจน์น้ำตาไหลเป็นสายเลือดออกมาทางหางตา
สิโรจน์เปิดตามองเจติยาด้วยแววตาขอร้อง “ช่วยลูกผมด้วย”
เจติยาผงะไปด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

นิษฐาและจินดาถูกจับมัดมือมัดเท้าอยู่เบาะหลังทั้งคู่ นิษฐารู้สึกตัวก่อน เธอเผยอตามองเห็นสินีกำลังเร่งรีบขับรถ นิษฐารู้ตัวว่าถูกมัดก็พยายามดิ้นแต่ก็ไม่สำเร็จ สินีเหลือบตามองกระจกส่องหลัง
“รู้สึกตัวแล้วเหรอ” สินีถาม
“ทำไมอาทำกับฐาแบบนี้ ฐาไม่เคยทำอะไรให้อาเจ็บช้ำน้ำใจเลยซักนิดเดียว”
สินีตะคอก “แกไม่เคย แต่พ่อแกเคย พ่อแกมันเลว เอาเปรียบฉันที่เป็นน้องแท้ๆมาตลอด” สินีมีสีหน้าสะใจ “รู้มั้ยตอนที่พ่อแกเป็นอัมพาต ฉันสะใจแค่ไหน”
“แต่พ่อก็ตายไปแล้ว อาจะ...” นิษฐาฉุกคิดขึ้น “หรือว่าอาเป็นคนฆ่าพ่อ”
สินีหัวเราะด้วยความสะใจ
นิษฐาหน้าซีดไป เธอมองซ้ายขวาพยายามหาทางเอาตัวรอดแล้วก็สัมผัสได้ว่าตนและจินดาอยู่ใน
สถานการณ์อันตราย

ลาภิณกำลังขับรถยนต์ตามทางที่สินีขับไป โดยเจติยากำลังคุยมือถืออยู่
เจติยาหน้าเครียด “เจมั่นใจค่ะผู้กองว่าฐาต้องถูกจับตัวไปที่สวนนั่นแน่” เจติยาฟัง “ได้ค่ะ เจกับคุณต้นกำลังเดินทางไป” เจติยาฟัง “ค่ะ สวัสดีค่ะ”
เจติยากดวางสาย
ลาภิณหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วง “เราคงตามไปทันเวลาใช่มั้ยเจ”
เจติยาหน้าเครียด เธอไม่รู้จะตอบยังไงเพราะก็หวั่นใจอยู่ เจติยาชำเลืองมองไปเบาะหลังเล็กน้อย สิโรจน์นั่งหน้าตาถมึงทึงน่าสะพรึงกลัวอยู่ที่เบาะหลัง

สินีกำลังขุดดินจนเป็นหลุมกว้าง โดยมีนิษฐาและจินดาถูกจับมัดอยู่ใกล้ๆ นิษฐาและจินดาพยายามดิ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ สินีขุดหลุมเสร็จก็หยิบปืนเดินเข้ามาหานิษฐาและจินดา
จินดากลัวมาก “อย่าทำอะไรฉันเลยคุณ ฉันไม่เกี่ยวด้วยนะคะ ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ”
“ใช่ แกไม่เกี่ยว” สินีตะคอก “แต่ใครใช้ให้แกมาสอดรู้สอดเห็นล่ะ ถ้าแกไม่แส่ไม่เข้าเรื่อง แกก็ไม่ต้องตายหรอก”
จินดาปล่อยโฮ แล้วก็ร้องไห้จนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
นิษฐาทั้งกลัวทั้งโกรธ “พ่อเป็นอัมพาต แล้วตอนนี้ก็ตายไปแล้ว อาควรจะจบ...”
สินีตะคอกสวนด้วยความโกรธมาก “แกไม่รู้อะไรหุบปากไปเลย” สินีมีสีหน้าแววตาเกลียดชัง “มันทรมานน้อยไปด้วยซ้ำกับความเลวที่มันทำไว้กับฉัน พ่อแกอาศัยว่าเป็นลูกชาย วันๆเอาแต่ประจบพ่อแม่จนได้สมบัติไปคนเดียว ฉันกับผัวต้องไปสร้างเนื้อสร้างตัวกันเอง แล้วพอธุรกิจฉันมีปัญหา ไปขอยืมเงินพ่อแก มันก็ไม่ยอมให้ จนผัวฉันต้องฆ่าตัวตาย คนชั่วอย่างมันสมควรตายอย่างทุกข์ทรมาน”
“เรื่องอดีตของอากับพ่อ ฐาไม่รู้เรื่อง แต่ฐากับอาเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง ถึงอาจะแค้นพ่อยังไง อาก็ไม่ควรมาลงที่ฐา” นิษฐาว่า
สินีหัวเราะเยาะหยัน “ก็เพราะแกโผล่ออกมานั่นแหละ ฉันถึงต้องทำ”
สินีเล็งปืนไปที่นิษฐาแล้วเตรียมยิง
ทันใดนั้นเอง จินดาที่กำลังร้องไห้หวาดกลัวอยู่ก็ฮึดสู้ด้วยการพุ่งเข้าชนสินีจนล้มลงไปด้วยกัน
จินดาตะโกนลั่น “หนีไป รีบหนีไปเร็ว”
นิษฐานึกไม่ถึงแต่ก็รีบตั้งสติ โดยการกระโดดหนีแทนเพราะถูกผูกขาไว้ด้วย ไปได้เล็กน้อยนิษฐาก็ล้มลง จินดาพยายามใช้ตัวกดทับสินีไว้แต่ด้วยความที่ถูกมัดมือเลยทำอะไรไม่ถนัด สินีผลักจินดาออกแล้วใช้ด้ามปืนตบใส่จินดาจนจินดาเลือดกลบปากจนสลบเหมือดไป สินีรีบถือปืนวิ่งไล่ล่านิษฐาไปทันที

ทันใดนั้นจินดาก็ลืมตาโพลงด้วยแววตาแข็งกร้าวน่าสะพรึงกลัว

นิษฐาที่ล้มลุกคลุกคลานพยายามกระเสือกกระสนตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่สินีก็ตามมายืนขวางหน้าเอาไว้

สินีเล็งปืนไปที่นิษฐาเตรียมจะยิง “ตายซะเถอะ”
ทันใดนั้นเอง จินดาก็คว้าข้อมือสินีไว้
สินีตกใจมากเพราะไม่คิดว่าจินดาจะอยู่ที่นี่แถมเชือกที่มัดอยู่ก็หลุดออกด้วย จินดาบีบข้อมือสินีอย่างแรง สินีร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแถมจินดายังเหวี่ยงสินีล้มลงไปกับพื้น
สินีโมโหมากจึงหยิบปืนจะยิงจินดา
นิษฐาตะโกน “ระวัง”
ทันใดนั้น จินดาก็พูดเป็นเสียงสาโรจน์ขึ้นมา
“ฆ่าพี่แล้วยังไม่พออีกเหรอสินี ทำไมต้องฆ่าลูกพี่ด้วย”
สินีช็อกสุดขีดที่ได้ยินเสียงสิโรจน์จากปากจินดา
นิษฐาตกใจสุดๆ “พ่อ”
จินดาเดินช้าๆเข้าไปหาสินี “พี่ทำเลวกับเธอ เธอฆ่าพี่ พี่ไม่โกรธ แต่ลูกพี่ไม่เคยทำร้ายอะไรเธอเลย เธอทำกับเค้าทำไม”
สินีกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทันใดนั้น นวัชก็พุ่งเข้าจับตัวสินีและแย่งปืนเอาไว้ได้ วิญญาณสิโรจน์ออกจากร่างจินดาทำให้จินดาร่วงผล็อยสลบไป แต่ลาภิณเข้ามารับไว้ได้ทัน เจติยารีบเข้ามาหานิษฐาพร้อมกับตำรวจที่เข้ามาเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็ว
เจติยาเข้ามากอดนิษฐาและแก้เชือกให้ “ฐาเป็นยังไงบ้าง”
นิษฐาร้องไห้ด้วยความกลัวอยู่ในอ้อมกอดของเพื่อน

ลาภิณ เจติยา และนิษฐาเดินคุยกับนวัชออกมาจากข้างในโรงพักท้องถิ่นตอนกลางคืน
ลาภิณพูดด้วยสีหน้าสงสัย “ตกลงคุณพยาบาลเค้าไปที่วัดทำไม เค้าบอกรึเปล่าครับผู้กอง”
นวัชส่ายหน้า “วันนี้คุณจินดาอ่อนเพลียมาก ยังไม่ได้ให้ปากคำเลยครับ”
ทันใดนั้น ตำรวจก็คุมตัวสินีมาเพื่อจะเอาไว้ในห้องขัง สินีกับนิษฐามองหน้ากันนิ่ง
นิษฐาหน้าขรึมลง “อาจะบอกฐาได้รึยัง ทำไมต้องทำร้ายฐาด้วย”
สินีขบกรามแน่นไม่ยอมพูด เธอสะบัดหน้าไปทางอื่นก่อนจะถูกพาตัวไปขังเอาไว้
“ก็เพราะเรื่องเงินไงฐา สมบัติมหาศาลของพ่อแก ทำให้แกถูกจ้องเอาชีวิต”
นิษฐาแปลกใจ “แล้วแกรู้ได้ยังไง”
“เอาเป็นว่ามีคนบอกฉันก็แล้วกัน” เจติยารีบตัดบท “ถ้าไม่เชื่อ แกลองเช็คไปที่ทนายของพ่อแกดูก็ได้ ทรัพย์สินตั้งเท่าไหร่แล้วยังโรงงานอีก พ่อแกแก้พินัยกรรมใหม่ยกให้แกคนเดียว”
นิษฐาอึ้งๆ เธอตกใจเพราะนึกไม่ถึง “แต่ฉันกับพ่อไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยนะเจ อยู่ๆ จะมายกสมบัติให้ฉันคนเดียวได้ยังไง”
“แต่พ่อแกให้นักสืบตามเรื่องของแกมาตลอด พอแกจบปริญญาตรี เค้าก็เริ่มคิดที่จะยกสมบัติทุกอย่างให้แก” เจติยาว่า
นิษฐาอึ้งๆ ก่อนจะหันมองหน้านวัช นวัชพยักหน้าให้เพื่อยืนยันว่าเป็นความจริง
“คุณสินีก็คงไปเจอพินัยกรรมฉบับใหม่เข้า เค้าถึงทนไม่ได้ยังไงล่ะ” เจติยาบอก

สินีกำลังอ่านพินัยกรรมอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงเจติยาอธิบาย
“คุณสินีหวังสมบัติพ่อแกโดยเฉพาะโรงงาน เพราะเธอช่วยงานมาตลอดหลายปี แต่พินัยกรรมใหม่ยกทุกอย่างให้แกหมด ก็เท่ากับเค้าจะไม่ได้อะไรเลย”
สินีอ่านพินัยกรรมจบก็ขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้นถึงขีดสุด

ภาพเหตุการณ์สินีกำลังถือหมอนเดินย่างสามขุมเข้าหาสิโรจน์ที่นอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง
นวัชช่วยอธิบายต่อ
“ก่อนที่โรงงานจะหลุดมือไป เค้าก็ต้องฆ่าคุณสิโรจน์แล้วจัดการกับฐา เมื่อไม่มีใครรับมรดกตามพินัยกรรมใหม่ เค้าอาจจะเจรจากันภายในหมู่ญาติให้กลับไปใช้พินัยกรรมเดิมก็ได้”
สินีเอาหมอนกดเข้าที่หน้าของสิโรจน์อย่างโหดเหี้ยม

สินีกำลังโวยวายลั่นอย่างบ้าคลั่งออกมาจากห้องขัง
สินีโวยวายเสียงดัง “ทรัพย์สมบัติพวกนั้นมันเป็นของฉันอยู่แล้ว พ่อแกโกงฉันไปแล้วยังหน้าด้านมายกให้แกอีก ฉันเหนื่อยฉันทุ่มเทกับโรงงานมาเท่าไหร่ ฉันไม่ยอมให้แกมาชุบมือเปิบไปง่ายๆ หรอกนะ อีขี้โกง เลวทั้งพ่อทั้งลูก เอาโรงงานฉันคืนมา” สินีแผดเสียงร้องด้วยความคับแค้นใจออกมา
ตำรวจเห็นสินีโวยวายเหมือนคนสติแตกก็เลยพาสินีเข้าข้างในไปเพื่อสงบสติอารมณ์
“เพราะเงินตัวเดียวแท้ๆ เลย” นิษฐาน้ำตาคลอ
ลาภิณมีสีหน้าเหนื่อยหน่าย “ใช่ครับ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวผมไม่มีผิด” ลาภิณมีสีหน้าเศร้าๆ
เจติยายื่นมือไปจับมือลาภิณเพื่อให้กำลังใจ
นวัชดึงนิษฐาเข้ามาสวมกอดเอาไว้ “ทุกอย่างจบแล้วล่ะฐา อย่าคิดอะไรมากอีกเลยนะ”
นิษฐาร้องไห้ออกมาแล้วสวมกอดนวัชเอาไว้แน่น ลาภิณโอวเอวเจติยามองดูนวัชและนิษฐาแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ แต่แล้วเจติยาก็ยิ้มค้างเมื่อเห็นวิญญาณสิโรจน์ยืนหน้าเคร่งเครียดและหมองเศร้า ไม่มีความสบายใจปรากฏขึ้นแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่ความจริงทุกอย่างคลี่คลายแล้ว เจติยามีสีหน้าติดใจสงสัยว่าทำไม

เจติยาเดินนำลาภิณกลับเข้าโถงบ้านมาแล้วมาทิ้งตัวนั่งที่โซฟาอย่างหมดสภาพ ลาภิณเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มๆ
ลาภิณยิ้มเอ็นดู “เหนื่อยมากล่ะสิ”
โดยไม่คาดคิด ทันทีที่ลาภิณนั่งลงก็เห็นวิญญาณสิโรจน์ยืนอยู่ด้านหลังทันที เจติยาสะดุ้งเฮือก
“มีอะไรคุณ” ลาภิณถาม
“คุณสิโรจน์” เจติยาบอก

ลาภิณหันมองไปตามสายตาเจติยาแต่ก็ไม่เห็นใคร

เจติยาสงสัยจึงถามไป

“ตอนนี้จับตัวคนร้ายที่ฆ่าคุณลุงได้แล้ว ฐาก็ปลอดภัย คุณลุงก็น่าจะหมดห่วงได้แล้ว ทำไมลุงยังตามฉันอยู่ล่ะคะ”
สิโรจน์นิ่งอึ้งเพราะไม่รู้จะพูดยังไง
เจติยาแปลกใจ “มีอะไรรึเปล่าคะคุณลุง”
ลาภิณสงสัย “ทำไมเหรอเจ”
เจติยาหันไปพูดกับลาภิณ “เหมือนคุณลุงยังมีเรื่องกังวลอยู่อีกน่ะค่ะ วิญญาณถึงยังไม่ยอมไป”
ลาภิณนิ่งคิดอยู่ครู่นึง “พ่อคุณฐาเค้าจะได้ยินที่ผมพูดมั้ย”
“ได้ยินค่ะ”
ลาภิณหันไปพูดกับอากาศเพราะไม่เห็นตัวสิโรจน์ “ที่คุณลุงต้องการให้เจช่วยบอกความจริงไม่ได้หมายถึงเรื่องตัวคนร้าย แต่เป็นความจริงอย่างอื่นใช่มั้ยครับ”
วิญญาญสิโรจน์หันไปมองลาภิณทันที เพราะลาภิณสามารถเดาความในใจของเขาถูก
“มีเรื่องอื่นที่คุณลุงอยากให้ฉันช่วยอีกใช่มั้ยคะ” เจติยาถาม
วิญญาณสิโรจน์พยักหน้ารับให้เจติยาด้วยสีหน้าซึมเศร้า

จินดาเดินเข้าไปหาเจติยาและนิษฐาที่ยืนรออยู่ที่มุมหนึ่งของโรงพยาบาลตอนสายวันรุ่งขึ้น
จินดาพูดหน้านิ่ง “คุณสองคนมีธุระอะไรกับดิฉันอีกเหรอคะ เรื่องคดี ดิฉันก็ให้การไปหมดแล้วนะคะ”
“ฉันทราบค่ะ ที่มาเนี่ย ก็จะมาคุยเรื่องคุณสิโรจน์” เจติยามองหน้านิษฐาสลับกับจินดา “คุณพ่อแท้ๆของฐา กับคุณไงคะ”
นิษฐาและจินดาตกใจสุดๆที่เจติยาพูดแบบนี้
จินดาทำหน้าตาตกใจก่อนจะพูดน้ำเสียงโกรธ “พูดอะไรของคุณ” จินดามีพิรุธและไม่กล้าสู้ตา
นิษฐางง “นั่นสิเจ พูดเรื่องอะไรของแกเนี่ย”
“คุณจินดาเค้าเป็นน้องสาวคนละแม่กับแกนะฐา”
นิษฐาอึ้งปนงง
“ฟังดูอาจจะเหลือเชื่อหน่อยนะ แต่คนที่เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ก็คือพ่อของแกเอง” เจติยาบอก
นิษฐาหันไปมองหน้าจินดา จินดาที่ทำหน้านิ่งหลบสายตาไป วิญญาณสิโรจน์ค่อยๆ ปรากฎตัวขึ้นด้านหลังนิษฐาและจินดาด้วยสีหน้าเศร้าๆ
“คุณลุงอยู่ข้างหลังแกแน่ะฐา” เจติยาบอก
นิษฐาและจินดาผวาก่อนจะถอยออกมาด้วยสีหน้ากลัวๆ ทั้งคู่มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไร
นิษฐากลัว “นี่ถ้าฉันไม่เคยเห็นกับตา ว่าตอนที่คุณจินดาช่วยฉัน เค้าพูดเป็นเสียงพ่อ ฉันจะไม่เชื่อแกเด็ดขาดเลยนะเจ”
จินดาพูดหน้านิ่ง “เค้าต้องการจะบอกอะไรเหรอ”
สิโรจน์หน้าเศร้า “พ่ออยากจะมาขอโทษพวกลูก”
“คุณลุงอยากมาขอโทษ” เจติยาบอก
นิษฐาและจินดาสีหน้านิ่งไป
สิโรจน์มีสีหน้ารู้สึกผิด “ที่ผ่านมา พ่อเห็นแก่ตัว ไม่มีความรับผิดชอบ แต่พ่อก็รักและเป็นห่วงพวกลูกจริงๆ” สิโรจน์มองไปที่จินดาแล้วก็น้ำตาคลอ “โดยเฉพาะจินดา พ่อตามหาลูกมาตลอด แต่ก็ไม่เคยได้ร่องรอยเลย จนพ่อได้มาเจอกับลูกที่โรงพยาบาล แต่มันก็สายเกินไปแล้ว อภัยให้พ่อเลวๆคนนี้ด้วยเถอะนะ”
เวลาผ่านไปเล็กน้อย
เจติยาพูดทวนคำสิโรจน์ในช่วงท้ายๆ “อภัยให้พ่อเลวๆคนนี้ด้วยเถอะนะ...ที่คุณลุงอยากพูด ก็มีแค่นี้แหละ”
นิษฐาและจินดาน้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกทั้งสงสารพ่อ ทั้งเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
จินดาร้องไห้ “หนูไม่เคยโกรธพ่อหรอกค่ะ ตอนที่หนูได้เจอพ่อ หนูก็คิดอยู่ตั้งนานว่าจะบอกเรื่องนี้ดีมั้ย แต่พอหนูเห็นพวกพี่ๆน้องๆ แย่งสมบัติกันแล้ว หนูก็ไม่อยากพูด คิดแค่ว่าจะดูแลพ่อให้ดีที่สุดระหว่างที่พ่ออยู่โรงพยาบาลเท่านั้นเอง”
นิษฐาน้ำตาคลอ “ไม่น่าล่ะ ตอนที่อาสินีจะฆ่าฉัน เธอถึงได้เสี่ยงตายช่วยฉันเอาไว้” นิษฐาเข้าไปกอดจินดาเอาไว้ “ขอบใจน้องมากนะ”
นิษฐาและจินดากอดกันด้วยความซึ้งใจ
สิโรจน์มองลูกสองคนแล้วก็ยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความซึ้งใจ เจติยามองเพื่อนแล้วก็ยิ้มบางๆ เพราะสบายใจไปกับเพื่อนด้วย

ลูกชายของภรรยาคนแรกลุกขึ้นโวยวายลั่นด้วยความโมโห
“จะบ้าเหรอ เธอไปยกสมบัติให้คนที่ฆ่าพ่อทำไม”
ทุกคนมารวมตัวกันในโถงบ้านหลังหนึ่งเพื่อตกลงเรื่องมรดกให้เรียบร้อย
นวัชปราม “ใจเย็นสิครับ เรามาตกลงกันดีๆ ไม่ใช่เหรอครับ”
ลูกชายฮึดฮัดแต่ก็ไม่กล้าโวยอีก
นิษฐาพูด “เรื่องคดีก็ส่วนคดี แต่ตามพินัยกรรมเดิมอาสินีก็มีส่วนในทรัพย์สมบัติของพ่อเหมือนกัน” นิษฐาว่าแดกดัน “ส่วนพินัยกรรมใหม่ ฉันก็ไม่รู้ว่าที่พ่อแก้เพราะความน้อยใจพฤติกรรมพวกคุณๆรึเปล่า” นิษฐากวาดตามองรวมๆ
บรรดาญาติทำหน้าปั้นปึงเพราะไม่เห็นด้วย
“เพราะฉะนั้นเพื่อความยุติธรรม ฉันจะแบ่งทรัพย์สมบัติของพ่อทั้งหมดให้พวกเราทุกคนเท่าๆกัน จะได้ไม่ต้องมาแก่งแย่งกันอีก” นิษฐาบอก
ภรรยาคนที่สองโมโหปนหมั่นไส้ “เจ้ากี้เจ้าการชี้นิ้วสั่งให้พวกฉันทำอย่างโน้นอย่างนี้ คิดว่าฉันจะทำตามเหรอะ เธอคิดว่าเธอเป็นใครยะ”
นิษฐาพูดหน้านิ่ง “ฉันก็เป็นคนที่ได้สมบัติทั้งหมดตามพินัยกรรมฉบับล่าสุดของพ่อน่ะสิคะ”
ภรรยาคนที่สองจ๋อยไปพร้อมกับเหยียดปากหมั่นไส้
“ถ้าใครไม่เห็นด้วย ก็ไปฟ้องร้องเอา ฉันก็จะใช้สิทธิ์ตัดส่วนของคนๆนั้นทิ้งไป บาทเดียวก็ไม่ให้” นิษฐาหันไปพูดกับทนาย “ฉันทำได้ใช่มั้ยคะคุณทนาย”
“ได้ครับ พินัยกรรมระบุให้ยกสมบัติทั้งหมดให้คุณนิษฐา คุณจะเอาไปทำอะไรก็ได้ครับ” ทนายบอก
บรรดาภรรยากับลูกๆ นั่งหน้าจ๋อยกันเป็นแถวเพราะไม่มีใครกล้าหือ
“อ้อ มีอีกเรื่องนึง” นิษฐาบอก “จินดาก็เป็นลูกของพ่อคนนึงเหมือนกัน เค้าก็ต้องมีส่วนในสมบัติเท่ากับคนอื่นๆด้วย”
จินดาหน้าเสีย “แต่พี่ฐาคะ...”
นิษฐาตัดบท “เชื่อพี่ ทำอย่างนี้ดีที่สุดแล้ว” นิษฐาหันไปพูดกับพวกภรรยาต่อ “ส่วนเรื่องโรงงาน ไม่มีใครรู้ดีเท่าอาสินี เพราะฉะนั้น ฉันจะให้อาบริหารต่อไปเหมือนเดิม แต่ถ้าอาเค้าไม่ได้ประกันตัว หรือว่า ต้องรับโทษ ฉันจะจ้างนักบริหารมืออาชีพมาจัดการแทน พวกเราจะได้แค่เงินปันผลเท่านั้น ถ้าไม่มีใครขัดข้องอะไรเราจะตกลงกันตามนี้”
ภรรยาคนแรกหงุดหงิดจึงพูดแดกดัน “ใครจะไปกล้าขัดใจคัดค้านเธอได้ล่ะจ๊ะ” ภรรยาคนแรกทิ้งค้อนนิษฐาด้วยความหมั่นไส้
นิษฐาหันไปพูดกับทนาย “รบกวนคุณทนายช่วยไปแจ้งข้อสรุปนี้กับคุณอาสินีด้วยนะคะ”
“ได้ครับ”
นิษฐายิ้มเล็กน้อยด้วยความพอใจที่เคลียร์ทุกอย่างได้ ก่อนจะแอบเหล่ไปมองนวัช นวัชทำหน้านิ่งๆ แต่ก็แอบยกนิ้วโป้งชมนิษฐาว่าเยี่ยมมาก

กลางดึก เจติยากำลังแต่งศพอยู่คนเดียวในห้องแต่งศพกำลังเพลินๆ ทันใดนั้นศพผู้ชายก็ดีดตัวขึ้นนั่งทันที
เจติยาผงะไปก่อนจะไม่พอใจจึงต่อว่าศพทันทีอย่างเคืองๆ
“อยากจะให้ฉันช่วยอะไรก็มาดีๆ ชอบเหลือเกินไอ้เด้งนั่งเนี่ย ฉันผวาจนชินแล้วล่ะ” เจติยาเหยียดปากใส่ “อ้ะ มีอะไร”
ศพผู้ชายพูดเสียงสิโรจน์ “ฉันเองสิโรจน์”
“อ้าวคุณลุง” เจติยายิ้มให้ “สบายใจรึยังคะ”
ศพชายพยักหน้ารับก่อนจะพูด “แม่ของนิษฐา เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ฉันรัก แต่ฉันก็ทำร้ายจิตใจเค้ามากที่สุด ฉันถึงคิดยกสมบัติทุกอย่างให้นิษฐาเป็นการไถ่โทษ แต่เค้ากลับเห็นความสามัคคีของครอบครัว สำคัญกว่าสมบัติพวกนั้น เค้าเป็นคนดี แล้วก็เข้มแข็งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”
เจติยายิ้มแย้ม “ฐาก็เป็นคนแบบนี้ล่ะค่ะ เค้าชอบคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองอยู่แล้ว”
ศพชายพยักหน้ารับก่อนจะพูดด้วยเสียงสิโรจน์ “จินดาได้รับการยอมรับแล้ว ส่วนนิษฐาเองก็คงดูแลทุกอย่างได้ ฉันคงต้องไปแล้วจริงๆ ขอบใจหนูมากนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง”
ศพชายหงายล้มตึงไปก่อนวิญญาณสิโรจน์ปรากฏขึ้นทันทีที่ข้างๆ เจติยา เจติยาสะดุ้งเล็กน้อย
สิโรจน์หน้าเครียดขึ้นมา “แต่ก่อนฉันจะไป ฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะบอกหนู” สิโรจน์มีสีหน้าไม่สบายใจ
“อะไรคะ”
สิโรจน์เป็นห่วง “ระวังเจ้าของเหรียญเอาไว้ให้ดี เจ้าของเหรียญไม่ได้มีคนเดียว แต่ทุกคนต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเจ้าของกล่องรากบุญคนสุดท้าย มันจะนำมาซึ่งความตาย”
เจติยาแปลกใจ “คุณลุงรู้เรื่องนี้ได้ไงคะ”
มีแสงระยิบระยับเกิดขึ้นรอบตัวสิโรจน์ก่อนที่สิโรจน์จะเลือนหายไป เจติยาหน้าเครียดขึ้นมาหลังจากที่สิโรจน์ทิ้งปริศนาไว้

โดยไม่รู้ว่าต่อจากนี้ต้องเผชิญกับภัยจากเหรียญอีกมากขนาดไหน

เจติยาหลับฝันไปว่า ภพและจันจิรานั่งพับเพียบต่อหน้าพระยามนตรีและคุณหญิงอุ่น โดยมีคุณอุษานั่งพับเพียบอยู่ใกล้ๆ

ภพเอื้อมไปจับมือจันจิราไว้ “ผู้หญิงที่กระผมรักแลจะแต่งงานด้วย คือจันจิราคนเดียวเท่านั้นขอรับ”
พระยามนตรีและคุณหญิงอุ่นอึ้งไปเพราะพูดอะไรไม่ออก
อุษาหน้าซีดเผือดและทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้

เจติยาตกใจตื่นขึ้นแต่เช้าวันใหม่ เจติยากำลังงงกับความฝันประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนอีกแล้ว ลาภิณแต่งตัวเสร็จเตรียมจะไปทำงานแล้วก็เดินมาหยิบเสื้อสูท
ลาภิณยิ้มแย้ม “อ้าว ทำไมตื่นเร็วล่ะเจ เมื่อคืนกลับมาตั้งดึก”
เจติยายิ้มให้ “ตื่นมาส่งคุณต้นไงคะ”
ลาภิณยิ้มๆ ก่อนจะเอามือมาขยี้หัว “ขอบคุณครับ นอนต่อเถอะ”
เจติยาดูนาฬิกา “ทำไมวันนี้คุณต้นไปทำงานเร็วนักล่ะคะ”
“ผมจะแวะไปคุยงานกับพี่อรก่อน ก็เลยออกเร็วนิดนึง” ลาภิณเข้าไปจูบหน้าผากเจติยา “ไปก่อนนะ เดี๋ยวเที่ยงๆ เราค่อยไปกินข้าวกัน”
ลาภิณเดินออกจากห้องไป เจติยาเครียดหนักเพราะยิ่งนึกถึงความฝัน เธอก็ยิ่งหวั่นใจอย่างประหลาด

ณ ไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่ง ลาภิณกำลังเดินคุยมากับพิมพ์อร ช่วงนั้น ชาครก็เดินถือแบบก่อสร้างอันใหม่มาให้พิมพ์อร ชาครมีสีหน้าเคืองๆ เพราะไม่พอใจลาภิณเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้าปกติเดินเข้าไปหา
“คุณอรครับ” ชาครยื่นแบบตึกให้พิมพ์อรดู “แบบโครงการที่คุณอรสั่งแก้ได้แล้วครับ คุณอรลองดูก่อนนะครับ ว่าอยากจะแก้ไขตรงไหน เพิ่มอีกมั้ย”
พิมพ์อรรับแบบมาตรวจดู
ลาภิณถอยฉากออกมาทำเป็นมองดูงานก่อสร้างไปเพราะไม่อยากละลาบละล้วง ชาครเหล่มองลาภิณแบบเขม่นๆ
“โอ.เค. ฉันไม่ติดอะไรแล้ว สรุปตามนี้ไปเลย”
ชาครรับแบบคืนมา “ครับคุณอร”
ชาครเดินเลี่ยงไปคุยกับวิศวะ
ลาภิณชื่นชม “พี่อรนี่เก่งนะครับ ผู้หญิงแท้ๆ แต่คุมงานเองแทบทุกอย่าง ลุยไม่แพ้ผู้ชายเลย”
พิมพ์อรยิ้มๆ “ก็บริษัทของเรานี่คะ เราควรเข้าไปดูแลเองทุกขั้นตอน”
ลาภิณยิ้มรับด้วยความชื่นชมในตัวพิมพ์อรมาก
“น้องต้นเองก็น่าจะเหมือนกัน” พิมพ์อรบอก
ลาภิณยิ้มแหยๆ “ไม่เหมือนหรอกครับ บางขั้นตอนก็ไม่ไหว เช่นงานแต่งศพ” ลาภิณทำท่าขยาดเล็กน้อย “ผมขอบาย โชคดีที่มีเจเค้าจัดการแทนได้” ลาภิณมีสีหน้าภูมิใจ
พิมพ์อรปั้นยิ้มแต่ลึกๆ ก็แอบหมั่นไส้
ชาครแอบเหล่ๆมองลาภิณจากอีกมุมด้วยความรู้สึกแอบหวงพิมพ์อรแต่ไม่กล้าแสดงออก ทันใดนั้นเองวัสดุก่อสร้างที่อยู่บนนั่งร้านก็ตกลงมาใส่พิมพ์อรทันที ชาครเห็นเข้าก็ตกใจ
ชาครตกใจสุดขีด “ระวังครับคุณอร”

ชาครจะพุ่งตัวเข้าไปช่วยโดยไม่คิดชีวิต

จังหวะนั้นเองที่เหมือนมีพลังประหลาดกระชากคอเสื้อชาครจนหงายล้มไปด้านหลัง เหมือนจงใจ
เปิดโอกาสให้ลาภิณ ชาครล้มหงายไปกับพื้นด้วยความงุนงง ลาภิณเงยหน้ามองขึ้นไปก็ตกใจมาก แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วและระยะกระชั้นชิดมาก ยังไงก็หลบไม่ทัน แต่แล้ววัสดุก่อสร้างที่ตกลงมาเหมือนชะลอความเร็วลง เพื่อเปิดจังหวะให้ลาภิณจับแขนพิมพ์อรดึงหลบออกมาได้พอดิบพอดี แรงดึงทำให้พิมพ์อรเสียหลักชนเข้ากับลาภิณจนลาภิณต้องสวมกอดเอาไว้ไม่ให้ล้ม วัสดุก่อสร้างที่ตกลงมาที่พื้นท่ามกลางความตกใจของทุกคน ชาครรีบลุกไปหาทันที พิมพ์อรผละออกจากลาภิณด้วยความเขินอาย
ชาครรีบเข้าไปดู “เป็นยังไงบ้างครับคุณอร”
พิมพ์อรเป็นห่วง “น้องต้น เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
ชาครหน้าเจื่อนไปทันทีที่พิมพ์อรเป็นห่วงลาภิณโดยไม่ได้สนใจความห่วงใยของตนเลย
ลาภิณลุกขึ้นยืน “ไม่เป็นไรครับ พี่อรไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ”
“ค่ะ ขอบคุณน้องต้นมากนะคะ ถ้าไม่ได้น้องต้นดึงตัวพี่อรออกมาไม่รู้ป่านนี้พี่จะเป็นยังไงมั่ง”
ลาภิณได้แต่ยิ้มบางๆ ชาครขบกรามแน่นจับตามองลาภิณด้วยความหึงหวงจับใจ แต่ไม่สามารถแสดงออกอะไรได้
ชาครหันไประเบิดอารมณ์ใส่คนงานแทน “ทำงานกันยังไง เกือบโดนคุณอรแล้วเห็นมั้ย ระมัดระวังกันหน่อยสิ”
พิมพ์อรเหลือบตามองเลยไปที่กสิณซึ่งยืนแฝงตัวอยู่ที่มุมห่างๆ กสิณยิ้มให้ พิมพ์อรมีสีหน้าเคืองๆ เล็กน้อย

พิมพ์อรมีสีหน้าบึ้งตึง “ฝีมือเธอใช่มั้ยกสิณ”
กสิณนั่งยิ้มอารมณ์ดีอยู่ที่โต๊ะทำงานพิมพ์อร
พิมพ์อรต่อว่า “เธอคิดจะฆ่าฉันรึไง”
กสิณยิ้มขำๆ ก่อนจะลุกขึ้น “ไม่เอาน่า เธอก็รู้ ว่าฉันอยากช่วยเธอต่างหาก เธอเองก็มีความสุขไม่ใช่เหรอที่ได้ใกล้ชิดกับผู้ชายคนนั้น”
“ฉันบอกแล้วไงว่าเค้าแต่งงานแล้ว ทีหลังเธอไม่ต้องมาช่วยอะไรฉันทั้งนั้นล่ะ”
กสิณขำๆ เหมือนรู้ทัน “แน่ใจนะว่าที่พูดออกมาปากตรงกับใจ ไม่ได้แอบคิดอยากแย่งเค้ามาจากเมียหรอกนะ”
พิมพ์อรหน้าเจื่อนที่กสิณรู้ทัน
กสิณเหล่มองพิมพ์อรแล้วยิ้มเหยียดแบบอ่านออกก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้า “เรามาคุยเรื่องเหรียญที่สองกันดีกว่า”
พิมพ์อรตื่นเต้นมาก “นี่เธอรู้แล้วเหรอว่าเหรียญอยู่ที่ไหน”
“ยัง แต่ฉันสัมผัสได้ ว่ามันเข้าใกล้เจติยามากขึ้นทุกทีแล้ว อีกไม่นาน เราจะได้รู้ที่อยู่ของมันแน่นอน” กสิณมีสีหน้ามั่นใจ
พิมพ์อรยิ้มอย่างมีความหวังขึ้นมา เพราะการสร้างกล่องรากบุญใหม่เป็นสิ่งที่ตนต้องการมากกว่าทุกสิ่ง

มันมากกว่าความรักที่ได้จากลาภิณด้วยซ้ำ

อ่านต่อหน้า 4

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 2 (ต่อ)

เวลานั้น นทีกำลังอ่านข่าวฟุตบอลในมือถืออยู่ที่วิทยาลัยเทคโนฯ ขณะที่รอพลอยทำแบบทดสอบอยู่

พลอยทำเสร็จก็ยื่นแบบทดสอบให้นที “อ้ะ เสร็จแล้ว”
นทีรับแบบทดสอบมาตรวจ
พลอยกระหยิ่มยิ้มย่อง “ไง เต็มล่ะสิ”
“เพิ่งตรวจได้สามข้อ ผิดไปแล้วสอง”
พลอยหน้าหงิกงอเพราะเซ็งนทีสุดๆ
ขณะนั้นเอง ฉายก็ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาหานทีและพลอยพร้อมกับเร่งเครื่องเสียงดังท้าทายนที
นทีพยายามสงบสติอารมณ์เต็มที่ไม่ให้มีเรื่อง
พลอยหน้าเสีย “รอเดี๋ยวนะ” พลอยรีบเข้าไปหาฉาย “จะเร่งไปทำไม หูจะแตกแล้ว”
ฉายมองเขม่นนทีก่อนจะมาคุยกับพลอย “คืนนี้มีแข่ง จะไปรึเปล่า”
“พรุ่งนี้ต้องสอบซ่อม ไม่ไปหรอก” พลอยบอก
ฉายโมโห “ทุกทีจะสอบวันไหนก็ไม่เห็นจะสนใจ” ฉายหันไปจ้องหน้านที “จะแอ๊บเป็นเด็กเรียนเอาใจมันล่ะสิ”
นทีจ้องหน้าฉายอย่างกวนๆ และไม่กลัว ฉายตั้งท่าจะลงจากรถมอเตอร์ไซค์จะเอาเรื่องนที นทีก็ลุกเตรียมตั้งรับพร้อม พลอยรีบห้ามฉายทันทีก่อนจะมีเรื่องกัน
พลอยดุใส่ฉาย “พอเถอะน่ะ จะหาเรื่องให้ฉันเดือดร้อนไปถึงไหน”
ฉายโมโหหึง “งั้นตกลงจะไปไม่ไป ไม่ไปก็เลิกกันไปเลย”
“เออๆ ไปก็ได้” พลอยเดินกลับไปหานที “โทษทีนะนที”
“แล้วเรื่องสอบซ่อมจะเอาไง”
“ยังไงเธอก็ติวให้เราแล้ว เราต้องสอบซ่อมแน่ไม่ต้องห่วงหรอก”
ฉายบีบแตรเสียงดังลั่น พลอยเก็บของด้วยสีหน้าเซ็งสุดๆ แต่ก็ไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ฉาย ฉายมองหน้านทีอย่างเขม่นและหมั่นไส้ก่อนจะขี่รถออกไป นทีมองตามแล้วส่ายหน้าเซ็งๆ

ฉายกับเด็กแว้นอีกคนกำลังแข่งรถมอเตอร์ไซค์กันอยู่ ทั้งคู่แข่งกันอย่างดุเดือด ผลัดกันแซงผลัดกันนำ ไม่มีใครยอมแพ้ใคร พอใกล้จะถึง ฉายก็เร่งครื่องสุดๆจนแซงหน้าเข้าชนะไป ท่ามกลางเสียงเฮลั่นของเหล่าเด็กแว้นและสาวสก็อยจำนวนมาก พลอยอยู่ในกลุ่มสาวสก็อย พลอยมีท่าทีเซ็งๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับชัยชนะของฉายเลย
“แกไม่ดีใจเหรอพลอย ฉายมันเก่งว่ะตั้งแต่ดูมันแข่ง ยังไม่เคยเห็นมันแพ้ใครเลย” สก๊อยคนหนึ่งถาม
พลอยพยักหน้าแบบเซ็งๆ “ชนะก็ดีแล้วล่ะ ไม่เสียตังค์”
พลอยเดินเลี่ยงไป สก็อยคนนั้นมองตามแบบงงๆ กลุ่มเด็กแว้นและสาวสก็อยเข้าไปดีใจกับฉายเต็มไปหมด คู่แข่งของฉายหยิบเงินยื่นให้ฉายอย่างเซ็งๆ ฉายชูเงินพนันขึ้นท่ามกลางเสียงเฮลั่นของพวกเด็กแว้นและสาวสก็อย
ทันใดนั้น จอห์นก็ขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งผ่านทุกคนไปอย่างรวดเร็ว เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่ม
อย่างเท่มาก
แว้นคนหนึ่งตื่นเต้นมาก “เฮ้ย พี่จอห์นมาโว้ย”
พวกเด็กแว้นกับสาวสก็อยที่ชื่นชอบชื่อเสียงมอเตอร์ไซต์ของจอห์นส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดรีบผละฉายไปหาจอห์นทันที ฉายหงุดหงิดที่มีคนมาแย่งซีน
“ทำไมต้องไปกรี๊ดมันด้วยวะ ฝีมือก็งั้นๆ ราคาคุยซะมากกว่า” ฉายมีสีหน้าดูถูก “อยากเจอกับมันซักแมทช์ว่ะ หมั่นไส้”
“เอ็งกล้าท้าพี่เค้าแข่งเหรอวะ” เด็กแว้นคนหนึ่งถาม
“แล้วทำไมจะต้องกลัวมันด้วยล่ะ”
“เดิมพันสูงนะโว้ย ไม่ใช่หลักร้อยหลักพันเหมือนพวกเราแข่ง มีเงินสู้เค้าเหรอ”
ฉายหน้าเสียไปเล็กน้อย
แว้นยิ้มๆ “แต่ถ้าไม่มีเงิน ก็เดิมพันอย่างอื่นได้นะโว้ย”
“อะไรวะ”
“ผู้หญิงสวยๆอย่างพลอย พี่เค้าโออยู่แล้ว”
ฉายมองหาไปทางพลอยที่ไปหลบมุมนั่งทำหน้าเซ็งๆ ฉายมีสีหน้าลังเลว่าจะเอายังไงดี

เวลาผ่านไป ฉายและจอห์นซิ่งรถแข่งกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน

นทีกำลังทำรายงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สักพักโทรศัพท์มือถือของนทีก็ดังขึ้น ข้อความไลน์เข้ามา
นทีหยิบมือถือมากดอ่านไลน์ก็เห็นว่าเป็นไลน์ของพลอยที่ส่งมา นทีเห็นเขียนว่า “ช่วยฉันด้วย ไม่ค่อยน่าไว้ใจ”

นทีตกใจปนแปลกใจจึงรีบพิมพ์กลับไปทันที

พลอยถูกเด็กแว้นกลุ่มนึงฉุดแขนเข้ามาในบ้าน จอห์นกับฉายเดินตามหลังมา ฉายมีท่าทางเครียดหนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

พลอยโวยลั่น “ปล่อยฉันนะ ฉายช่วยฉันด้วยสิ”
ฉายเครียดหนักจึงไม่กล้ามองหน้าพลอย
จอห์นขำ “มันจะกล้าช่วยอะไรเธอ เพราะมันเป็นคนยกเธอให้ฉันเอง”
พลอยตกใจมาก “ว่ายังไงนะ” พลอยหันไปมองฉาย
ฉายหน้าสลดเพราะรู้สึกจ๋อยมาก
“เธอคือเดิมพันของคืนนี้ยังไงล่ะ ในเมื่อแฟนเธอแพ้ฉัน คืนนี้เธอก็ต้องเป็นของฉัน”
พลอยโมโหสุดขีดจึงเข้าไปทุบตีฉาย “ไอ้เลว แกทำกับฉันอย่างงี้ได้ยังไง ไอ้ฉายชั่ว”
ฉายโดนตบตีเข้าไปหลายทีแต่ก็ไม่กล้าสู้เพราะละอายใจต่อพลอยจนพวกเด็กแว้นต้องช่วยกันลากพลอยออกมา
จอห์นถูกใจ “ไม่รู้ตัวด้วยโว้ย ยังงี้ยิ่งมันสิวะ” จอห์นหัวเราะชอบใจ
“จอห์น แกจะทำอะไรก็รีบๆเข้าเถอะ” เด็กแว้นหยิบมือถือของพลอยที่ตนยึดไว้ออกมา “ตอนอยู่ในรถ ฉันเห็นนังนี่มันเล่นไลน์หาใครก็ไม่รู้ มันคงระแวงที่เราพามันมา ป่านนี้ไม่รู้บอกใครไปมั่ง”
จอห์นแสยะยิ้ม “ฉลาดซะด้วย”
จอห์นตรงเข้าไปฉุดแขนพลอยให้ไปกับตนทันที
พลอยกลัวสุดๆ แล้วก็พยายามขัดขืนเต็มที่ “อย่านะ อย่าทำฉันเลย ช่วยด้วย” พลอยร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว “ฉาย ช่วยฉันด้วย”
จอห์นฉุดพลอยไปกับตนจนได้ ฉายขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ เขาอยากจะเข้าไปช่วยแต่พวกเด็กแว้นลูกน้องของจอห์นเข้ามาขวางหน้าเอาไว้ ฉายแค้นใจสุดๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยเดินหนีออกจากบ้านไป พลอยพยายามดิ้นขัดขืน
“ปล่อยฉันนะ” พลอยแหกปากร้อง “ช่วยด้วย”
จอห์นอุดปากพลอยแล้วล็อคตัวเธออุ้มปนลากขึ้นไปชั้นบน

จอห์นเหวี่ยงพลอยลงบนเตียงพร้อมกับปิดประตูห้อง พลอยพยายามจะหนีแต่จอห์นก็จับตัวไว้ แล้วเหวี่ยงไปบนเตียงอีกที
พลอยร้องไห้แล้วยกมือไหว้ “อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ไอ้ฉายมันเอาฉันไปพนันเอง ฉันไม่ได้เต็มใจ อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันกลัวแล้ว”
จอห์นหัวเราะ “ฟังดูก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่คิดบ้างมั้ยล่ะ ว่าถ้าฉันแพ้ ฉันก็ต้องเสียผู้หญิงในแก๊งของฉันให้แฟนเธอคืนนึงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นยังไงคืนนี้เธอก็ต้องเป็นของฉันตามสัญญา”
จอห์นพูดจบก็ลงมือปลุกปล้ำพลอยทันที พลอยกรีดร้องลั่นและพยายามสู้เต็มที่แต่ก็สู้แรงของจอห์นไม่ไหว ทันใดนั้น ทรายก็ผลักประตูเปิดเข้ามา
จอห์นตกใจหันไปมอง พอเห็นว่าเป็นทรายก็ยิ่งตกใจมากกว่าเดิม “ทราย มาได้ยังไง”
ทรายเดินเข้ามาหาจอห์นด้วยท่าทีเย็นชา “คิดว่าคนรอบตัวเธอ เป็นคนของใคร...จอห์น ฉันบอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าเอาผู้หญิงมาเดิมพันอีก” ทรายตวาดแว๊ด “เพราะผู้หญิงคนเดียวของเธอคือฉัน” ทรายตบหน้าจอห์นเต็มแรง
จอห์นโดนตบจนหน้าหัน เขาจ้องทรายด้วยความโมโห ทรายจ้องกลับด้วยสายตาที่ดูดุดันและเหี้ยมกว่า ในที่สุดจอห์นก็ไม่กล้าจึงต้องหลบสายตาด้วยความกลัว ทรายหันไปจ้องหน้าพลอยเขม็งแล้วเดินช้าๆเข้าหา
จอห์นกลัวมาก “ทราย อย่านะ...”
ทรายหันไปจ้องหน้าจอห์น จอห์นกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรอีก ทรายหันกลับไปจ้องหน้าพลอย พลอยกลัวอย่างบอกไม่ถูกที่โดนจ้องแบบนี้ ทันใดนั้น ทรายก็โผเข้าบีบคอพลอยทันที
ทรายมีสีหน้าโกรธจัด แววตาอำมหิต “มึงกล้ามายุ่งกับผู้ชายของกูเหรอ”
จอห์นเบือนหน้าไปทางอื่น เขาไม่กล้าดู เพราะจริงๆแล้วไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรายทำแบบนี้ พลอยพยายามเอาตัวรอดพยายามปัดมือผลักทรายให้ไปพ้นแต่ก็สู้แรงไม่ไหว พลอยจับที่ข้อมือของทรายทำให้มือพลอยไปโดนเหรียญประดับสร้อยข้อมือ
เหรียญที่ประดับอยู่บนสร้อยข้อมือของทรายเป็นเหรียญจากกล่องรากบุญ และทรายก็คือเจ้าของเหรียญอันที่สองนั่นเอง ทันใดนั้นก็มีเด็กแว้นคนหนึ่ง รีบเข้ามาในห้องด้วยความตกใจ
“ตำรวจมา รีบหนีเร็ว”
จอห์นตกใจสุดๆ จึงรีบไปดึงทรายออกมา
“ไปทราย ตำรวจมาแล้ว หนีเร็ว”
จอห์นดึงทรายออกมาแล้วลากไปกับเขาจนได้ พลอยไอโขลกๆ แต่ก็รอดตายหวุดหวิด เธอรีบกระเสือกกระสนหนีออกจากห้องไป

นวัชนำตำรวจจำนวนมากกรูเข้ามาควบคุมตัวกลุ่มเด็กแว้น พวกเด็กแว้นพยายามหนี บางคนก็ต่อสู้ขัดขืนแต่ก็สู้ตำรวจไม่ได้ ทุกคนโดนล็อกตัวไว้ได้หมด ขณะนั้นเอง จอห์นก็พาทรายหนีออกมา พอเห็นตำรวจเต็มไปหมด จอห์นก็รีบดึงทรายหนีไปทางด้านหลังทันที พลอยหนีตามออกมา ทันใดนั้น ตำรวจคนหนึ่งก็เข้าไปรวบตัวไว้
พลอยตกใจ “หนูไม่ใช่พวกมันนะ จับหนูทำไม”
ตำรวจไม่ยอมปล่อย “ใช่ไม่ใช่ ก็ไปคุยกันที่โรงพักก่อน”
เด็กแว้นคนหนึ่งวิ่งหนีเตลิดมาชนกับตำรวจคนนั้นจนตำรวจเสียหลัก พลอยได้จังหวะเพราะกำลังกลัวสุดขีดเลยรีบหนีไปทันที นวัชเห็นเข้าเลยรีบตามไป

จอห์นพาทรายหนีมาทางหลังบ้าน แต่ยังไม่ทันออกไปก็เห็นรถตำรวจจอดอยู่เต็มไปหมด แสดงว่าตำรวจล้อมบ้านไว้หมดแล้ว
จอห์นกลัวมาก “ข้างหลังก็มี ทำไงดีวะ”
ทรายมีสีหน้ามั่นใจ “แค่นี้กลัวด้วยเหรอ”
จอห์นหงุดหงิด “ที่ตำรวจมันตามมาถึงนี่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาของเธอรึเปล่า ยังจะปากดีอีก”
ทรายยิ้มเยาะ “ตำรวจทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”
ทันใดนั้น พลอยก็หนีตามออกมา
ทรายเอามือจับไปเหรียญบนสร้อยข้อมือของตัวเอง “ช่วยเราสองคน หนีออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
ทรายพูดจบก็เกิดลมหมุนขึ้นรอบตัวทรายกับจอห์น ลมหมุนพัดแรงมากจนไม่เห็นทั้งคู่ พอลมสงบ ทั้งคู่ก็หายไปแล้ว พลอยยืนช็อกที่เห็นทั้งคู่หายไปต่อหน้าต่อตา แล้วนวัชก็เข้ามาจับมือพลอยไว้
พลอยตกใจและพยายามดิ้น “หนูไม่รู้เรื่องจริงๆนะคะ อย่าจับหนูเลยค่ะคุณตำรวจ”
นวัชเสียงดุ “เงียบก่อนสิ เธอชื่อพลอยใช่มั้ย”
พลอยชะงักไป “ใช่ค่ะ ทำไมคุณรู้จักชื่อหนูล่ะคะ”
“นทีเป็นคนบอกให้ฉันมาช่วยเธอ เธอไลน์ไปขอความช่วยเหลือจากเค้าไม่ใช่เหรอ”

พลอยโล่งอกแล้วก็ยิ้มออกที่ตำรวจมาช่วยตนทำให้ไม่ต้องถูกจับไปพร้อมกับพวกเด็กแว้น

นวัชกำลังสอบปากคำพลอยอยู่บนโรงพัก ทันใดนั้น นทีก็เดินขึ้นโรงพักมา พอเห็นพลอยก็รีบเข้าไปหาทันที

นทีเป็นห่วง “พลอย เป็นไงบ้าง”
พลอยดีใจมาก “โชคดีที่ตำรวจไปทัน” พลอยมีสีหน้าเจ็บช้ำจนน้ำตาคลอ “ไม่งั้นป่านนี้เราเสร็จมันไปแล้ว...ขอบใจเธอมากนะนที”
นทียิ้มให้ “เธอปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ” นทีหันไปพูดกับนวัช “แล้วจับพวกมันได้รึเปล่าครับพี่”
“หัวหน้าแก๊งสองคนหนีไปได้ นอกนั้นจับได้หมด ตอนนี้กำลังให้ตรวจปัสสาวะอยู่ แต่สงสัยม่วงทุกคนแน่” นวัชถอนใจและส่ายหน้า
นทีมีสีหน้าหวั่นๆ ก่อนจะขอร้อง “ผู้กอง เรื่องคืนนี้พี่อย่าบอกพี่เจนะครับ ผมขี้เกียจนั่งตอบคำถาม”
นวัชทำหน้าเหยเก อึกๆอักๆ และพูดไม่ออกเพราะเขาบอกเจติยาเอง ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงเจติยาดังขึ้น
“ช้าไปแล้วล่ะ”
นทีหันไปมองตามก็เห็นเจติยาและลาภิณยืนอยู่ข้างหลัง
นทีหน้าซีดเผือด “พี่เจ พี่ต้น”
เจติยาหน้าบึ้งตึงแล้วก็ต่อว่าน้องชายทันที “เผลอเป็นไม่ได้เลยนะ ไว้ใจทีไรเป็นเรื่องทุกที มีอะไรจะแก้ตัวก็ว่ามา”
พลอยรีบออกรับแทน “อย่าว่านทีเลยค่ะ หนูเป็นคนขอความช่วยเหลือนทีเอง นทีช่วยชีวิตหนูเอาไว้ ถ้านทีไม่แจ้งตำรวจ หนูอาจจะไม่ รอดแล้วก็ได้ค่ะ” พลอยมองนทีด้วยสีหน้าซึ้งใจ
นวัชรีบช่วย “คราวนี้ถือว่านทีช่วยงานราชการนะเจ ไอ้แก๊งนี้ค้ายาด้วย ตำรวจตามมานานแล้ว แต่ยังไม่มีหลักฐาน ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เราก็คงจับพวกมันไม่ได้ง่ายๆแบบนี้หรอก”
เจติยาได้แต่ถอนใจออกมา
นทีเข้าไปหาลาภิณแล้วก็ฟ้อง “เมียพี่เล่นงานผมก่อนฟังเหตุผลอีกแล้วนะครับ อุตส่าห์แต่งงานไปแล้ว นิสัยไม่เปลี่ยนเลย”
เจติยาเจ็บใจ “ยังปากดีอีกนะ เดี๋ยวจะโดน”
นทีรีบหลบหลังลาภิณ
ลาภิณยิ้มๆ ก่อนจะหันไปพูดกับนวัช “เมื่อกี๊เจอลูกน้องผู้กองข้างล่าง เห็นบอกว่าหัวหน้าแก๊งมันหนีรอดไปได้เหรอครับ”
“ครับ แปลกมาก ตำรวจล้อมไว้หมด ไม่รู้มันรอดไปได้ไง เหมือนหายตัวได้”
พลอยรีบเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง “มันหายตัวได้จริงๆค่ะผู้กอง”
ทุกคนหันไปมองพลอย
พลอยพูดด้วยสีหน้าแปลกใจไม่หาย “หนูเห็นกับตาเลยนะคะ แฟนไอ้จอห์นมันขอให้เหรียญสีดำช่วย แล้วก็เกิดลมหมุนรอบตัวมันสองคน พอลมหยุด มันสองคนก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาหนูเลยค่ะ”
เจติยาตกใจจึงรีบหันกลับมามองพลอยทันที
เจติยาและลาภิณสบตากันเพราะรู้ว่าเหรียญที่สองปรากฏตัวแล้ว
“ไหนพลอยลองเล่าลักษณะเหรียญนั่นให้พี่ฟังหน่อยสิ”
เจติยาและลาภิณฟังอย่างสนใจอยากรู้

เจติยาใส่ชุดนอนนั่งหน้าเครียดอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ลาภิณเดินเข้ามาจับไหล่เจติยาเบาๆ เจติยาเหลือบตามองสามี
ลาภิณยิ้มๆ “คิดเรื่องเหรียญอยู่ล่ะสิ”
เจติยาหน้าเครียด “ค่ะ เหรียญปรากฏออกมาเหมือนที่วิญญาณพ่อฐาบอกเอาไว้ เหรียญทั้งสาม จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเจ้าของกล่องรากบุญคนสุดท้าย”
ลาภิณมีสีหน้าเป็นห่วง “มันเป็นชะตากรรมของเจ หลีกไม่พ้นหรอก” ลาภิณมีสีหน้าให้กำลังใจ “ยังไงก็ต้องสู้”
เจติยาถอนใจออกมาพร้อมพยักหน้ารับ
ลาภิณยิ้มบางๆให้กำลังใจ “อย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้เลยนะ นี่มันดึกมากแล้ว นอนพักก่อนเถอะ”
เจติยาพยักหน้ารับ ลาภิณโอบประคองเจติยาขึ้นมาพาไปเตียง
เจติยาหน้าจ๋อย “เจขอโทษนะคะคุณต้น แค่เจคอยช่วยเหลือวิญญาณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว เจยังหาเรื่องจุกจิกมารบกวนคุณอีก อย่างวันนี้ คุณก็ต้องออกไปโรงพักกับเจดึกๆดื่นๆ แทนที่จะได้พักผ่อน”
“ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องวุ่นวายเลยนะ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่คุณเลือกแล้วและผมก็เต็มใจเลือกคุณมาเป็นคู่ชีวิตเอง” ลาภิณโอบไหล่เจติยาแล้วพาเธอนั่งลงที่เตียง “ผมเข้าใจและยอมรับทุกอย่างได้อยู่แล้ว”
เจติยายิ้มบางๆ “ขอบคุณมากค่ะคุณต้น” เจติยากอดลาภิณซบอกอย่างมีความสุข “ขอให้คุณต้นเป็นแบบนี้ตลอดไปนะคะ”
ลาภิณยิ้มแย้ม “แน่นอนครับ”
ลาภิณกอดเจติยาไว้ด้วยความรักใคร่แล้วยิ้มแย้มอย่างมีความสุข

เจติยาที่ยิ้มอยู่ค่อยๆ ทำหน้าจืดจางลง เพราะรู้สึกกังวลใจเรื่องชีวิตคู่ระหว่างตนกับลาภิณอยู่ลึกๆ อย่างบอกไม่ถูก

ในความฝัน คุณหญิงอุ่นกำลังยืนตำหนิจันจิราที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้น ในขณะที่คุณอุษานั่งร้องไห้
สะอึกสะอื้นอยู่ใกล้ๆ

คุณหญิงอุ่นโมโห “ใจคอหล่อนทำด้วยอะไรแม่จันจิรา แม่อุษาเป็นพี่สาวแท้ๆ ของหล่อน หล่อนยังแย่งคู่หมั้นของพี่ไปได้ลงคอ”
คุณอุษาร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจสุดๆ
จันจิรานั่งพับเพียบอยู่นิ่งๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดใด

เจติยาค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา เธอค่อยๆลุกขึ้นนั่งคิดทบทวนถึงความฝันประหลาดที่ผ่านมาทั้งหมด
เจติยาคิดทบทวนแล้วก็พูดพึมพำ “ความฝันพยายามจะบอกอะไรเรากันแน่” เจติยามีสีหน้าสงสัยปนกังวลใจ

พลอยที่แต่งชุดนักศึกษาวิทยาลัยเตรียมจะไปสอบซ่อมเดินออกมาตามซอย ทันใดนั้น พลอยก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นพิมพ์อรเดินลงจากรถหรูที่จอดดักรออยู่ในซอยแล้วเดินเข้ามาขวางทาง พลอยจะเดินเลี่ยงไป
“หยุดคุยกันก่อนสิหนู” พิมพ์อรเรียกไว้
พลอยแปลกใจ “ฉันไม่รู้จักคุณ”
พิมพ์อรยิ้มแย้ม “ไม่รู้จักก็คุยกันได้นี่”
พลอยรู้สึกระแวง “คุณมีอะไรเหรอคะ”
“ฉันอยากจะถามเรื่องผู้หญิงที่ใช้อำนาจจากเหรียญสีดำ ที่เธอเจอเมื่อคืนหน่อย”
พลอยแปลกใจ “คุณรู้ได้ยังไง”
ทันใดนั้น เสียงกสิณก็ดังขึ้นที่ด้านหลังของพลอย
“หันกลับมาหาฉัน”
พลอยชะงักเพราะโดนสะกดจิตจนตาลอย เธอค่อยๆหันไปหากสิณช้าๆ
“ยื่นมือออกมา” กสิณสั่ง
พลอยยื่นมืออกไปทั้งสองข้าง กสิณเอื้อมมือไปจับมือพลอยเอาไว้ทั้งสองข้าง
ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา
ทรายเอามือจับไปที่เหรียญบนสร้อยข้อมือของเธอ “ช่วยเราสองคนหนีออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
ขาดคำก็เกิดลมหมุนขึ้นรอบตัวทรายกับจอห์น ลมหมุนพัดแรงมากจนไม่เห็นทั้งคู่ พอลมสงบ ทั้งคู่ก็หายไปแล้ว

เหตุการณ์ปัจจุบัน พิมพ์อรถาม “เป็นยังไงบ้าง”
“เด็กคนนี้รู้อะไรไม่มากหรอก แต่แค่นี้ก็พอที่จะตามหาตัวเจ้าของเหรียญคนที่สองเจอได้แล้ว” กสิณยิ้มพอใจ
“งั้นก็ไปกันได้แล้ว ฉันไม่อยากเสียเวลา”
พิมพ์อรเดินนำไปขึ้นรถ กสิณกลายร่างเป็นเงาดำหายวับไป พอทั้งสองคนไป พลอยก็รู้สึกตัว พลอยหันมองไปรอบๆอย่างงงๆ แต่ก็ไม่เห็นใครแล้ว

นทีเดินนำเจติยามาตามซอยไปบ้านพลอย โดยมาจากอีกด้าน
“ทางลัดอะไรของแก หลงป่ะเนี่ย” เจติยาถาม
“เจ๊อย่าบ่นนักเลยน่ะ รีบเดินตามมาเหอะ” นทีว่า
พลอยเดินงงๆ ออกมาตามซอย นทีพาเจติยาเดินมาตามซอยลัดทะลุมาเจอซอยหลักที่พลอยเดินอยู่
นทีเห็นพลอยก็ดีใจ “นั่นไง” นทีรีบเดินไปหาพร้อมกับเรียก “พลอย รอก่อน”
พลอยหันมามองนทีด้วยหน้าตาที่ยังงงๆ ไม่หาย
นทียิ้มทักทาย “จะรีบไปสอบใช่มั้ย”
“อือ” พลอยยกมือไหว้เจติยา
เจติยายิ้มแย้มแล้วก็รับไหว้
“พี่เรามีเรื่องอยากคุยกับพลอยนิดหน่อย” นทีบอก
เจติยายิ้มแย้ม “พี่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเหรียญสีดำของแฟนจอห์นอีกหน่อยน่ะจ้ะ”
พลอยสงสัย “ทำไมมีแต่คนอยากรู้เรื่องเหรียญสีดำนั่นกันจังเลย เมื่อกี้ก็มีผู้หญิงสวยๆ มาดักถามพลอยเหมือนกัน”
เจติยาอึ้งปนสงสัย “เธอรู้มั้ยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
พลอยส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ คุยกันอยู่ดีๆ ก็หายไป นึกหน้าเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก มันเบลอๆ เหมือนฝันไปยังไงก็ไม่รู้ค่ะ” พลอยยังทำหน้างงๆ ไม่หาย
เจติยาหน้าเครียดขึ้นมาทันที เพราะรู้แล้วว่ามีคนที่ต้องการรู้ร่องรอยของเหรียญเช่นเดียวกับตน

และเธอมั่นใจว่าคนนั้นก็คือพิมพ์อร

อ่านต่อตอนที่ 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...