xs
xsm
sm
md
lg

ดงดอกงิ้ว ตอนที่ 13

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดงดอกงิ้ว ตอนที่ 13

ระรินขับรถมาจอดที่กองถ่าย ก่อนที่จะรีบลงจากรถ พลางหอบของพะรุงพะรัง จนกระเป๋าตกพื้น

“ตายจริง หล่นหมดเลย”
ระรินก้มลงจะเก็บ แต่แล้วก็มีคนยื่นมือมาช่วยเก็บแล้วยื่นกระเป๋าให้ ระรินเงยหน้าขึ้นไปดู เจอธันวายิ้มให้ ก็ตกใจ
“ทำไมนายมาอยู่ที่นี่”
ระรินกระชากกระเป๋ามาจากมือธันวา พลางรีบลุกขึ้น ธันวาลุกตาม
“ก็ผมเล่นเรื่องนี้เหมือนกันไง”
“เล่นเรื่องนี้? ไม่จริงอะ”
“ไม่จริงแล้วผมจะมายืนหัวโด่อะไรที่นี่ละครับ ผมก็เป็นนักแสดงเหมือนกันนะ อย่าลืมสิครับ”
ธันวายิ้มกรุ้มกริ่ม ระรินแหวใส่
“อย่าทำหน้าแบบนั้นใส่ฉัน แล้วก็ไม่ต้องมาทำท่าสนิทสนมอะไรกับฉันด้วย ต่างคนต่างอยู่ เข้าใจไหม”
พูดจบ ระรินก็รีบเดินก้าวเท้าหนีรัวๆ ธันวารีบตามไป พยายามชวนคุย ระรินรีบเร่งเท้าหนี พลางหันไปบ่นใส่
“นี่จะเดินตามฉันทำไมนักหนา ฉันบอกแล้วว่าอย่ามาทำตัวสนิทกับฉันไง”
“อ้าว คนรู้จักกัน คุ้นเคยกันดี จะไม่ให้คุยกันได้ยังไงล่ะครับ”
ระริน สวนกลับทันควัน
“แต่ฉันไม่ได้อยากรู้จักกับนาย”
“แต่ผมอยากคุยกับคุณนี่”
ธันวายิ่งตาม ระรินยิ่งหนี คนในกองถ่ายนั่งมองทั้งคู่ แล้วเริ่มซุบซิบกัน
“นี่แก คิดเหมือนฉันไหม”
“คิดว่า?”
“สองคนนั้นอย่างกะแฟนตามง้อกันแน่ะ”
วงเม้าท์เริ่มมีคนเข้ามาร่วมวงกันมากขึ้น
“จริงเหรอ แต่วันก่อนระรินยังมีข่าวจะแย่งผัวใครอยู่เลย”
“เออใช่ ไหนยังไง มาเม้าท์มอยหน่อยซิ”
จากนั้นเรื่องของระริน ก็ถูกนำมาพูดถึงอย่างสนุกปาก

ในขณที่ระริน กำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ในห้อง ช่างแต่งหน้า แต่งไปพูดไป
“น้องรินคะ ช่วงนี้งานเยอะนะคะเนี่ย พี่เห็นออกทีวีบ๊อยบ่อย”
“ค่ะ งานก็เยอะอยู่ แต่ก็โอเคนะคะ สนุกดี”
“งานเยอะข่าวก็เยอะนะตัวเอง เหนื่อยไหมอะ”
ระริน ตอบยิ้มๆ “ไม่หรอกค่ะ รินชินแล้ว”
“เนี่ย เมื่อกี้พี่ก็ได้ยินคนพูดถึงเราอีกแล้ว” ช่างแต่งหน้าลดเสียงให้เบาลง
“ใครคะ”
“คนในกองนี่ล่ะค่ะ เขาพูดกันว่าน้องรินเดี๋ยวนี้เปลี่ยนรสนิยมแล้ว จะฟาดตัวประกอบแทนไฮโซ”
“เขาหมายถึงใครคะ?” ระรินย้อนถาม
“ก็น้องผู้ชายดาราใหม่ ที่เดินตามคุยกะเราเมื่อกี้ไง”
“เขาผู้จัดการคนเดียวกับรินค่ะ ไม่ได้สนิทอะไรมาก แค่คุยกันเฉยๆ” ระรินแก้ตัว
“อ้อเหรอ แหม คนก็พูดไปเรื่อยเนอะ คนชอบเม้าท์ชอบมอยมันเยอะค่ะสมัยนี้ อย่าไปสนเลย”

ระรินได้ยินยิ่งเจ็บใจ แต่พูดอะไรไม่ได้

“ผู้หญิงแบบเธอมันต้องเจอคนแบบฉัน ถึงจะเหมาะสมกัน”

ธันวาตะโกนใส่หน้าระริน
“ไอ้ทุเรศ แกอย่ามาเหมาว่าคนอื่นเขาจะเลว ฉวยโอกาสเหมือนคนอย่างแกนะ”
“ฮึ ตัวเองดีนักนี่ ทำมาเป็นรังเกียจ ทีตอนนั้น”
“อย่ามาพูดจาต่ำๆ แบบนี้ใส่ฉัน แล้วจะไปไหนไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้า”
ระรินทำท่าจะเดินหนี ธันวาตามเข้ามากอดไว้
“เธอคิดว่าจะหนีรอดงั้นเหรอ มานี่”
ธันวาพยายามลากระรินให้ไปกับตน ระรินกรีดร้อง แต่ไม่มีคนเข้ามาช่วย
ระรินเลยฉวยจังหวะ ที่ธันวาเผลอ เอากระเป๋าฟาดเข้าเต็มหน้าเต็มแรง ธันวาเสียหลัก ระรินปราดเข้าไปตบซ้ำๆ ทั่งตบทั้งด่าไม่เป็นภาษา
“ไอ้คนสารเลว ไอ้คนชั่ว”
“คัท”
ผู้กำกับ ตะโกนสั่งจากหน้ามอนิเตอร์
แต่ระรินยังไม่ยอมหยุดตบ ธันวารู้ว่าระรินนอกบทแล้ว
“เฮ้ย คุณ เขาคัทแล้วนะ”
ระรินไม่ฟังเสียง ทั้งตบทั้งด่าต่อ ธันวาเอามือกันไว้ ผู้กำกับมองอย่างงงๆ
“น้องผู้ชาย ทำไมไม่เล่นต่อตามบทครับ พอเขาตบ เราก็ต้องห้ามไว้ไม่ใช่เหรอ”
ธันวาตะโกนตอบกลับมา
“ห้ามแล้วพี่ แต่ โอ๊ย”
“ลืมบทเหรอ? เทคเลยๆ ทุกคนหยุด เล่นใหม่อีกรอบ”
ผู้กำกับตะโกนสั่ง ระรินได้ยิน ก็หยุดตี ธันวาหันไปมองระริน พลางทำหน้าเหวอ ระรินยิ้มเยาะเย้ยธันวาลูบหน้าที่โดนระรินตบ
“เจ็บเหรอ ขอโทษนะ พอดีไม่ตั้งใจ”
ระรินหัวเราะคิกคัก ธันวามองอย่างเจ็บใจ
เสียงหัวเราะดังมากจากอีกทาง ระรินหันไปมอง เห็นคนในกองมองมาที่ทั้งคู่แล้วซุบซิบกัน
ระรินทำเมิน ก่อนที่จะหันกลับมามองธันวา เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ธันวาชักหวาดๆ
“เอาล่ะพร้อมแล้ว 5 4 3 2” ผู้กำกับตะโกนสั่ง
ระรินเริ่มเล่นใหม่ตามบท ธันวาจะเข้ามากอดระรินอีก ระรินกระทืบธันวาแรงกว่ารอบที่แล้ว
ผู้กำกับนั่งอยู่หน้ามอติเตอร์หน้าเครียด
“พี่นี่เล่นเจ็บจริง ไม่ใช้สลิงไม่ใช้ตัวแสดงแทนเลยนี่ เอาไงดีครับ”
ผู้ช่วยผู้กับเอียงหน้ามาถาม ผู้กำกับนิ่งนึก
“เดี๋ยวก่อน ขอใช้ความคิดแป๊บนึง”
พลางก้มมองที่จอมอนิเตอร์ เห็นระรินทั้งตบทั้งด่าธันวา
“การแสดงนี่มัน”
ผู้กำกับยังพูดไม่ทันจบ ผู้ช่วยก็รีบถามแทรกขึ้นมา
“มันยังไงครับ”
“มันสุดยอดไปเลยน่ะสิ สปิริตทั้งคู่ ด่าเหมือนเคียดแค้นกันจริงๆ เจ๋ง นี่มันเจ๋งเป้ง เดี๋ยวปล่อยอารมณ์ยาวๆเลยนะ อย่าเพิ่งคัท”

ผู้กำกับมองมอนิเตอร์ พลางยิ้มชอบใจ ในขณะที่ระรินทั้งตบ ทั้งตีธันวาด้วยความสะใจ
 
อ่านต่อหน้า 2

ดงดอกงิ้ว ตอนที่ 13 (ต่อ)

พอพักกอง ระรินเดินมาเข้าห้องน้ำ ธันวาเดินเข้ามาหา ระรินหันไปมองแบบเหยียดๆ

“สภาพอย่างนี้ยังจะตามมาอีกเหรอ ตื๊อจริงนะ”
ธันวามาหยุดยืนหน้าระริน
“รอบนี้ไม่ได้มาตื๊อ แต่จะมาถาม ว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วย”
ระรินเบ้ปาก
“การแสดงไง เล่นทั้งที อินเนอร์มันมา มันก็ต้องจัดเต็มสิ”
“เต็มมาก เต็มจนผมระบมไปทั้งตัวแล้ว”
“ก็สมควรแล้ว เป็นนักแสดงใหม่ อย่ามาทำสำออยทนไม่ได้หน่อยเลย”
ระรินลอยหน้าลอยตาพูด
“อ้าว คุณไม่ใช่คนโดนตบนี่ คุณจะเข้าใจอะไร”
“ฉันไม่เข้าใจอะไรนายทั้งนั้น แล้วจะบอกไว้ให้นะ ถ้าขืนวันนี้นายยังเข้ามายุ่มย่าม หรือใกล้ฉันแม้แต่เมตรเดียว ฉันไม่ทำแค่นี้แน่ ไอ้ตัวประกอบ”
ระรินเดินกลับเข้ามาหาแจ๊ส ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งแบบหงุดหงิด
“ผู้กำกับชมว่าเล่นดีอย่างกะดาราตุ๊กตาทองหล่อนยังไม่ดีใจอีกเหรอจ๊ะ หน้าหงิกมาเชียว”
“เอาตุ๊กตาทองไปคนเดียวเถอะ” ระรินทำหน้าเซ็ง
“เอ้า แม่คนนี้ เคยตอบอะไรดีๆเป็นมั่งไหม เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เกิดมาเป็นพายุเหรอหล่อน”
“ก็มันจะไม่หงุดหงิดได้ไง ฉันนี่นะตั้งแต่เดินเข้ากองมา ไอ้คนในกองมันยังไม่หยุดเม้าท์ฉันเลย เรื่องฉันกับไอ้ธันวาเด็กเธอน่ะ”
ระรินพูดเสียงสะบัดๆ
“ว้าย อย่ามาเรียกไอ้เรียกอีกะเด็กฉันนะ”
“โอ๊ย ปกป้องกันจริง เคยจะเข้าข้างฉันมั่งไหม”
“ก็อยากเข้าข้างนะ แต่เธอก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าเกิดอะไรคืนนั้นน่ะ”
แจ๊สย้อนกลับ ทำเอาระรินตกใจ
“รู้ได้ไง ไอ้บ้านั่นมันพูดอะไรให้เธอฟัง บอกมานะ”
“ฉันหมายถึงว่าเขาไปส่งไปเธอ” พลันก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “เอ๊ะนี่ อย่าบอกนะว่าเธอ”
ระรินรีบเอามือมาปิดปากแจ๊สทันที
“อย่าเสียงดังได้ไหม แค่นี้ฉันยังอายไม่พอรึไง”
แจ๊สแกะมือระรินออก
“อ๋อ รู้จักอายแล้วเหรอยะ ที่ตอนทำอะไรล่ะไม่คิด”
“นี่ ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่ามันมีอะไร อย่าเพิ่งด่าสิ”
“ไม่ต้องมาทำเฉไฉเลย” แจ๊สมองจ้องระรินเขม็ง “แค่มองตาเธอฉันก็รู้แล้วว่ามีอะไรแน่ๆ สารภาพมานะระริน เกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับธันวา”
“โอ๊ย ก็บอกแล้วไงว่าไม่มี” ระรินเริ่มรำคาญ
“ฉันไม่เชื่อ”
“ไม่เชื่อก็เรื่องของเธอ อยากคิดอะไรก็เชิญตามสบาย คนแบบฉันทำอะไรมันก็แย่อยู่แล้วนี่ ไปปกป้องไอ้เด็กใหม่ของเธอนู่นไป”
ระรินไล่ประชด แต่แจ๊สไม่ฟังเสียง
“อย่ามาเล่นมุกน่าสงสารกับฉัน เก็บไว้เล่นละครเถอะย่ะ”
“ก็ได้ แต่จะบอกให้นะ คนที่เหมาะสมกับฉันคือคุณศึกรบเท่านั้น แค่ตัวประกอบกระจอก ฉันไม่มีทางลดตัวไปยุ่งด้วย”
“จ้า แม่นางฟ้านางสวรรค์” แจ็วมองระรินค้อนๆ “แม่สวยเลือกได้ เลือกไปเถอะ เขากลับไปหาเมียเขาแล้วยังไม่รู้ตัว”
“ว่าไงนะ? ไม่จริงอะ”
ระรินอึ้ง
“ไม่เชื่อ เดี๋ยวจะเปิดให้ดู”
พูดพลางเปิดข่าวในไอแพดให้ระรินดู
ในจอไอแพด เป็นรายการซุบซิบไฮโซ ขึ้นภาพศึกรบกับสู่ขวัญหลายๆคัท พร้อมเสียงบรรยายของพิธีกร
“ดูเหมือนว่าช่วงนี้คู่รักเลอวิมาน ศึกรบสู่ขวัญจะออกอาการสวีทหวานมากกว่าปกติ หลังจากฝ่ายชายเป็นข่าวกับดาราชื่อย่อ ร.คนหนึ่ง แต่ดูเหมือนเรื่องจะจบด้วยดีนะคะ เพราะฝ่ายหญิงออกมาโพสรูปสวีทหวานมดไต่ลงทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรมเลยทีเดียว”
ตัดเป็นภาพบนเฟซบุ๊คสู่ขวัญ ที่โพสรูปหวานๆกับศึกรบ และรูปสร้อย ที่ศึกรบให้
“เป็นไปได้ว่าในปีนี้ทั้งคู่อาจจะไปฮันนีมูนกันอีกเป็นรอบที่สองเพื่อปั๊มเบ่บี๋ เราคงจะได้ข่าวดีว่าจะมีทายาทหมื่นล้านของโรงแรมเลอวิมานออกมาลืมตาดูโลกเร็วๆนี้”

“อ๊าย”
ระรินกรีดร้องเสียงดัง แจ๊สเอามืออุดหู พูดออกมาแบบรำคาญ
“โอ๊ย จะกรี๊ดหาอะไรค้า หูจะดับอยู่แล้ว”
ระริน ปากสั่น“ไม่จริง ข่าวนี่มันโกหก”
“ไม่เชื่อแล้วอยากตอกย้ำตัวเองก็เข้าไปดูเฟซเมียเขา ลงรูปกันหวานเยิ้มเชียวล่ะ จะดูไหม”
“ไม่ดู ไม่เอา ไม่อะไรทั้งนั้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
“จะไปรู้เหรอ ผัวเมียเขารักกันน่าจะอวยพรนะ”
“อวยไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่ยอม ฉันจะให้พวกนั้นมีลูกไม่ได้”
ระรินพูดด้วยอามรณ์ทั้งโกรธ ทั้งแค้น

ปองฤทัยนั่งเฝ้าประนอม ที่ยังนอนซมอยู่บนเตียงอยู่ที่ห้องคนป่วย
“ขอ..”
ประนอมพูดสียงแผ่วๆ ปองฤทัยได้ยินรีบเข้าไปหา
“แม่จะเอาอะไรจ๊ะ”
“น้ำ”
“ได้จ้ะแม่ รอเดี๋ยวนะ”
ปองฤทัยหันไปเทน้ำใส่แก้ว ในขณะที่ประนอมเกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมากะทันหัน พลางเริ่มหอบ
ปองฤทัยหันมาเห็นมารดาหอบแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตกใจ
“แม่”
พลางรีบกดออกเรียกพยาบาล
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย คนไข้อาการกำเริบ”

ครู่เดียวหมอกับพยาบาลก็รีบเข้ามาดูอาการประนอม ปองฤทัยยืนมองน้ำตาซึม สงสารแม่

ปองฤทัยออกมายืนคุยกับหมอหน้าห้องในโรงพยาบาล หน้าตาเคร่งเครียด

“ตอนนี้อาการของคุณประนอมยังไม่ดีขึ้นเลยนะครับ หมอแนะนำให้คุณรีบตัดสินใจว่าจะผ่าตัดหรือไม่ผ่า”
“ถ้าเกิดว่าฉันตัดสินใจผ่า มีโอกาสที่แม่จะหายเป็นปกติเลยไหมคะหมอ”
“เปอร์เซ็นที่จะหาย หรืออาการดีขึ้นมันค่อนข้างสูงครับ อยู่ที่การดูแลตัวเองของคนไข้ แล้วก็กำลังใจด้วย อยู่ที่คุณจะตัดสินใจเท่านั้น”
ปองฤทัยนิ่งคัด

จากนั้นปองฤทัยออกมานั่งคุยกับป้อม ที่มุมหนึ่งในโรงพยาบาล
“พี่ตัดสินใจแล้ว พี่จะให้แม่ผ่าตัดให้เร็วที่สุด”
ป้อมตกใจ โวยวายเสียงดัง
“ผ่าตัด แต่พี่ปอง เราจะไปเอาเงินมาจากไหน ไม่ใช่แค่พันสองพันนะ”
“จากไหนก็ช่าง ต่อให้ต้องกู้หรือเป็นหนี้อะไรเท่าไหร่ก็ได้ป้อม แต่พี่ไม่อยากเห็นแม่ทรมานแบบนี้อีกแล้ว พี่สงสารแม่ อะไรที่ทำให้แม่หายหรือดีขึ้น พี่จะทำทั้งนั้น เข้าใจไหม”
ปองฤทัยน้ำตาเริ่มซึม ป้อมจับบ่าพี่สาว ด้วยความเห็นใจ

ศจี เพื่อนพนักงานที่โรงแรมเลอวิมาน เตรียมเก็บกระเป๋า พลางหันมองที่ไอวี่ที่ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่เคาน์เตอร์
“ยังไม่กลับอีกเหรอจ๊ะ”
“วี่อยากเคลียร์งานของวันนี้ให้เสร็จก่อนค่ะพี่”
“อีกเยอะไหมล่ะพี่รอได้นะ จะได้กลับพร้อมพี่”
“เอ่อ อีกเยอะค่ะ วี่คิดว่าคงจะนาน ไม่ต้องรอหรอกค่ะ”
ไอวี่ตอบยิ้มๆ
“งั้นก็ตามใจ พี่ไปก่อนนะพรุ่งนี้เจอกัน”
“ค่ะพี่”
พอศจีเดินออกไป ไอวี่ก็ละมือจากงานตรงหน้า แล้วบ่นแบบเซ็งๆ
“โอย กว่าจะกลับได้ย้วยอยู่นั่นแหล่ะ “ พลางมองที่ลิฟต์ “ทำไมคุณรบยังไม่กลับอีกน้า”
ไอวี่เดินวนไปมาตรงเคาน์เตอร์ เห็นพนักงานรับรถของโรงแรมขับรถของศึกรบเข้ามาจอดด้านหน้าแล้วถือกุญแจรถรออยู่ข้างๆ รถ ก็รีบเดินเข้าไปถาม
“รถใครอ่ะ”
“รถคุณศึกรบครับ”
ไอวี่ ตาโต แต่พยายามซ่อนอาการ
“อ้อ แสดงว่าคุณศึกรบกำลังจะกลับแล้วใช่ไหม”
“ครับ คุณศึกรบกำลังลงมาครับ”
ไอวี่หยุดคิดแล้วรีบคว้ากระเป๋าออกจากเคาน์เตอร์ ก่อนที่จะเดินออกจากโรงแรมทันที

ศึกรบขับรถเลี้ยวออกมาจากโรงแรม แล่นตรงมาตามทาง เห็นไอวี่เดินอยู่ริมถนนไม่ไกลนัก
ไอวี่เดินอยู่ริมถนนแอบชำเลืองด้านหลังเห็นแสงไฟจากรถส่องมา ก็แอบยิ้มแล้วแกล้งสะดุดล้ม
ศึกรบมองเห็นรีบจอดรถ แล้วเปิดกระจกถาม
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ไอวี่เงยหน้ามา
“อ้าว คุณไอวี่
ศึกรบรีบลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปหาไอวี่
“คุณรบ”
“ทำไมถึงเพิ่งกลับล่ะครับ”
“ไอวี่เพิ่งเคลียร์งานเสร็จน่ะค่ะ ก็เลยเลิกทีหลังคนอื่นๆ”
ไอวี่แกล้งปั้นหน้าเหนื่อย
“ดูท่าทางคุณยังเจ็บขาอยู่เลยนะครับ แล้วเดินกลับคนเดียวแบบนี้ อันตรายแย่เลย”
“ทีแรกไอวี่ว่าจะรอมอเตอร์ไซด์รับจ้าง แต่รออยู่นานไม่เห็นมีมาสักที ไอวี่ก็เลยเดินออกมาเอง เดินไกลไปหน่อยก็เลยเจ็บขึ้นมาอีก”
“ขึ้นรถเถ่อะครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง”
ไอวี่แกล้งทำท่าเกรงใจ
“อย่าดีกว่า เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าคุณจะดูไม่ดีนะคะ”
“การที่ผมจะพาคนเจ็บไปส่งบ้าน มันดูไม่ดียังไงเหรอครับ”
“เอ่อ คือ”
ไอวี่แกล้งอิดออด ศึกรบไม่รอช้า รีบเปิดประตูรถให้ไอวี่
“เชิญครับ”
จากนั้นก็ประคองไอวี่ลงนั่งเบาะหน้า แล้วดึงเบลท์คาดให้ไอวี่ ใบน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่คืบ ไอวี่จ้องมองตาเป็นประกาย
ศึกรบเดินอ้อมมาที่นั่งคนขับ ไอวี่แอบยิ้มมีแผน

ภาวดีนั่งดู พลางบ่นออกมาดังๆ
“ลูกชายสุดที่รักคุณป่านนี้ยังไม่กลับเลย ดูมัน”
“อาจจะติดงานก็ได้มั้ง เห็นบ่นๆว่างานยุ่ง” ทรงยศพูดแบบไม่ทุกข์ร้อน
“งานยุ่งจริงเหรอ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นล่ะ”
“ถ้าไม่ใช่งานก็คง ติดเด็กสาวๆ มั้ง “
ภารดีมองสามีค้อนๆ
“ว้าย หยุดเลยนะ เด็กสาวอะไร”
“อ้าว ก็แค่พูดเรื่องที่อาจจะเป็นไปได้ไงคุณ”
“นี่ไม่เคยจะคิดหรือพูดอะไรดีๆให้คนอื่นเขาสบายใจมั่งเลยรึไง พูดพล่อยๆ”
ภารดีหันไปทำเสียงดุใส่
“ก็แค่พูดลอยๆ ไม่ได้บอกมันจะติดเด็กอะไรจริงๆซะหน่อย เดือดร้อนไปได้”
“จะได้หรือไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด ถ้าเมียตารบมาได้ยินจะทำยังไง”
“เรื่องมันยังไม่ทันเกิดอย่าเพิ่งโวยวายสิคุณนี่”
ทรงยศเริ่มหงุดหงิด ภาวดีไม่สนใจ รีบลุกพรวดขึ้น
“เบื่อจะฟังแล้ว ฉันจะไปดูหนูขวัญ”
“จะไปดูทำไม”
“ก็ไปดูว่าเป็นยังไง แล้วก็ไปรับหน้าแทนตารบมันก่อน เผื่อเกิดเหตุจะได้แก้ทัน ไปนะ”

พูดจบ ภารดีก็เดินออกจากบ้านไปทันที
 
อ่านต่อหน้า 3

ดงดอกงิ้ว ตอนที่ 13 (ต่อ)

ในขณะที่สู่ขวัญเดินลงมาจากชั้นบน เดินตรงไปที่ห้องอาหาร พรรีบเดินเข้ามาหา

“ลงมาแล้วเหรอคะ วันนี้พี่ทำของที่คุณขวัญชอบไว้ด้วยนะคะ หลายอย่างเลย”
สู่ขวัญมองพรยิ้มๆ
“กำลังหิวเลยล่ะค่ะพี่พร พูดแบบนี้อยากกินแล้วสิ”
“แหม พูดแบบนี้พี่ดีใจแย่”
“อ้าว หนูขวัญ”
สู่ขวัญหันไปตามเสียง เห็นภาวดีเดินเข้ามาหา
“คุณแม่ มีอะไรเหรอคะ”
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่จะมาหาตารบ แต่เหมือนจะไม่อยู่นะ”
“ยังไม่กลับเลยค่ะ แต่เขาบอกแล้วว่าทำงานอยู่”
สู่ขวัญตอบยิ้มๆ
“อ๋อ งั้นเหรอจ๊ะ” พลางมองสร้อยเพชร ที่สู่ขวัญใส่ “อุ๊ย สร้อยนี่คุ้นๆนะ”
สู่ขวัญจับสร้อยที่ใส่อยู่ พูดเขินๆ
“เส้นนี้ที่รบเขาให้ไงคะ”
“อุ๊ย จริงด้วย สวยจริงๆ เหมาะกับหนูมากเลยนะเนี่ย”
“จริงเหรอคะ”
ภาวดี พยักหน้า พลางพูดเอาใจ
“จริงจ้ะ เข้าใจเลือก หนูรู้ไหม ตารบนี่เขาเป็นคนรสนิยมดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่แค่สร้อยนะ แต่เลือกภรรยาก็ดีไปด้วย”
“แหม คุณแม่ก็พูดเกินไป”
สู่ขวัญยิ้มปลื้ม ในขณะที่พร ที่ยืนฟังอยู่ แอบเบ้ปาก

ทางด้านศึกรบ ก็ขับรถมาจอดส่งไอวี่ที่หน้าหอพัก
“ขอบคุณคุณรบมากนะคะที่อุตส่าห์มาส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่คุณเดินไหวแน่นะครับ”
ไอวี่ยิ้มหวานส่งให้ “ไหวค่ะ”
ไอวี่ก้าวขาลงจากรถ แกล้งทำท่าทางยังเจ็บๆ อยู่ ศึกรบรีบปลดเบลท์ออกแล้วรีบเข้ามาประคองไอวี่ไว้
“ยังเจ็บอยู่เลยนี่ครับ”
“นิดหน่อยค่ะ”
ชายขี้เมาประจำหอพัก 2 คน เดินผ่าน พลางหยุดมองไอวี่ ที่นุ่งกระโปรงสั้นด้วยสายตาหื่น“เฮ้ย วันนี้นางฟ้าของพวกเรา มีคนมาส่งด้วยว่ะ”
“อกหักซะแล้วสิเรา”
ศึกรบหันเห็นชายขี้เมา ท่าทางไม่น่าไว้ใจ รีบหันกลับมามองไอวี่ที่ท่าทางกลัวๆ
“รู้จักกันเหรอครับ”
ไอวี่รีบปฏิเสธ “ไอวี่ไม่รู้จักหรอกค่ะ”
พูดพลางตีหน้าเศร้า
“พวกนี้ชอบมาแซวเพราะเห็นว่าไอวี่อยู่คนเดียว บางครั้งไอวี่ต้องขอให้เพื่อนมา อยู่เป็นเพื่อนเพราะพวกนี้ชอบมาด้อมๆมองอยู่หน้าห้องไอวี่น่ะค่ะ”
ศึกรบจ้องหน้าไอวี่ ด้วยความสงสาร แล้วรีบบอกด้วยความเป็นห่วง
“เอางี้ เดี๋ยวผมขึ้นไปส่งคุณที่ห้องน่าจะปลอดภัยกว่า”
ไอวี่มองศึกรบด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณค่ะ”
ศึกรบประคองไอวี่เดินไป ไอวี่แอบยิ้มที่ได้โอกาสใกล้ชิดศึกรบ

ศึกรบประคองไอวี่เข้ามาในห้อง พลางปรายตาหันเห็น 2 ขี้เมา ยังเดินวนเวียนอยู่ชั้นนี้ เลยรีบปิดประตู
“พวกนั้นยังตามขึ้นมาบนนี้อีก ผมว่าคุณน่าจะแจ้ง รปภ.ได้นะครับ”
ไอวี่ ทำหน้าเศร้า
“คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะขี้เมาพวกนั้นก็อยู่ชั้นนี้เหมือนกันค่ะ ทำไงได้ล่ะคะ ค่าห้องแบบนี้ก็ต้องทนอยู่กับคนพวกนี้ให้ได้แหล่ะค่ะ “
ศึกรบยิ้มให้กำลังใจ พลางดูนาฬิกาข้อมือ ไอวี่สังเกตเห็น เลยชิงพูดดัก
“เดี๋ยววันนี้เปรี้ยวเพื่อนของไอวี่จะมาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ”
“ก็ดีสิครับ คุณจะได้มีเพื่อนอยู่”
“แต่ว่ากว่าเปรี้ยวจะมาคงดึกนิดนึงค่ะ ไอวี่เกรงใจคุณจัง ถ้าจะขอให้คุณอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเปรี้ยวจะมาได้ไหมคะ ไอวี่ไม่กล้าอยู่คนเดียวน่ะค่ะ"
ศึกรบมองนาฬิกาอย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจ
“ได้ครับ”
ไอวี่ โปรยยิ้มหวานให้ “คุณรบนั่งรอแป๊ปนะคะ เดี๋ยวไอวี่ชงกาแฟให้นะคะ”
“ขอบคุณครับ”
ไอวี่เลี่ยงไปชงกาแฟ พลางแอบมองศึกรบอย่างมีแผน เมื่อชงกาแฟเสร็จ ก็รีบยกมาให้ศึกรบ
“กาแฟมาแล้วค่ะ”
ไอวี่ค่อยๆเดินถือแก้วกาแฟมาใกล้ๆ พลางยื่นแก้วกาแฟให้ ในจังหวะที่ศึกรบหันมา เลยชนแก้วกาแฟหกใส่เสื้อผ้าของไอวี่ ไอวี่แกล้งตกใจ
“ว้าย”.
“ขอโทษครับผมไม่ทันได้มอง เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ไอวี่ทำท่าปัดๆเสื้อที่เลอะๆออก
“ไม่เป็นไรค่ะ แต่กาแฟคุณหกหมดเลย เดี๋ยวไอวี่ ไปชงให้คุณใหม่นะคะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมว่าคุณเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่านะครับเลอะเทอะหมดเลย”
ไอวี่ก้มมองตัวเอง พลางแกล้งยิ้มอายๆ
“จริงด้วยสิคะ งั้นไอวี่ขอตัวเดี๋ยวนะคะ”
“เชิญครับ”
ไอวี่เดินออกไปทางห้องน้ำ พลางซ่อนยิ้มไว้

ภายในห้องน้ำ ไอวี่ค่อยๆ ถอดเสื้อที่สวมใส่อยู่ออกไป จากนั้นก็ปลดกระโปรงลงกองที่ข้อเท้า ก่อนจะเดินเข้าใต้ฝักบัว ปล่ยให้สายน้ำรดตัว จนเปียกชุ่ม ไอวี่หันมองทางประตูห้องน้ำทิศทางที่ศึกรบนั่งอยู่
ศึกรบ นั่งอยู่ที่โซฟาได้ยินเสียงโครมดังมาจากห้องน้ำตกใจ
“ว้าย”
“ไอวี่”
ศึกรบรีบวิ่งไปที่หน้าประตูห้องน้ำ เคาะประตู
“ไอวี่เกิดอะไรขึ้นครับ ไอวี่”
“โอ๊ย” ไอวี่แกล้งร้องเสียงดัง
“ไอวี่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
ศึกรบเคาะประตูเสียงดังไอวี่ไม่ตอบ รีบเขย่าประตู แต่ประตูไม่ได้ล๊อค จึงเปิดผลั่วะเข้าไป “อ๊าย”
ไอวี่แกล้งร้องกรี๊ด ศึกรบรีบหันหลังทันที แล้วถามไอวี่ด้วยความเป็นห่วง
“คุณโอเคไหมไอวี่ คือผมได้ยินเสียงเหมือนคุณล้มในห้องน้ำเลยรีบมาดู”
“ไอวี่ลื่นล้มค่ะ คุณช่วยส่งผ้าขนหนูให้ไอวี่ทีได้ไหมคะ”
ศึกรบ ยืนเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก
“ได้ ได้ครับ”
พูดพลางเอื้อมมือหยิบผ้าขนหนูที่แขวนไว้จะส่งให้ไอวี่ ไอวี่แอบยิ้มก่อนจะแกล้งพูดว่า
“อย่าหันมานะคะ ไอวี่โป๊อยู่ค่ะ”
ศึกรบยืนนิ่ง ทำตัวไม่ถูก
ไอวี่โผเข้ามากอดศึกรบจากทางด้านหลัง ศึกรบอึ้งไปชั่วขณะ พลางก้มมองมือไอวี่ที่โอบรอบเอวตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
“คุณเป็นห่วงไอวี่จริงๆใช่ไหมคะ”
ศึกรบอึกอัก “เอ่อ ผมว่าคุณรับผ้าขนหนูไปก่อนดีไหมครับ”
“คุณห่มให้ไอวี่ได้ไหมล่ะคะ”
ไอวี่โอบกอดแน่นขึ้น ศึกรบทำตัวไม่ถูกได้แต่ยืนนิ่งงัน พลางพยายามข่มใจ หลับตาแล้วแกะมือไอวี่ออก หันไปเอาพาคลุมร่างให้ ไอวี่จับมือศึกรบไว้ ศึกรบลืมตามองดูไอวี่ ที่ส่งสายตายั่วยวน จนเคลิ้มไป
ไอวี่เข้ามากอดศึกรบอีกครั้ง ก่อนที่จะแนบใบหน้าที่อกของศึกรบ
“ไอวี่รักคุณนะคะ”

ศึกรบก้มมองตาไอวี่ที่ดูไร้เดียงสา พร้อมๆ กับที่เริ่มหวั่นไหวไปกับท่าทางที่ยั่วยวน จากนั้นก็ค่อยๆโน้มหน้าเข้าหาไอวี่ ท่ามกลางสายน้ำจากฝักบัวที่ไหลซู่

ศึกรบเดินออกจากตัวตึกมาที่รถสีหน้าเครียด ก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่ตรงประตูรถด้านคนขับ พลางกำหมัดแน่นเจ็บใจตัวเองที่ปล่อยให้อารมณ์พาไป
 
ครู่หนึ่งก็เปิดประตูรถ และขับรถออกไป ไอวี่ยืนมองจากระเบียงห้อง ด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น พลางยิ้มพอใจที่ทำสำเร็จ
“ฮึ แค่แทรกกลางมันจะไปสนุกอะไร นี่มันแค่เริ่มต้น ฉันไม่ปล่อยคุณไปแน่..คุณรบ”
ไอวี่ยิ้มอย่างผู้มีชัย

รถของศึกรบขับมาจอดริมถนน แสงสีจากสะพานแขวนสาดเข้ามา ศึกรบถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าพิงพนักเบาะด้วยท่าทางเครียด ในมือกำโทรศัพท์มือถืออยู่ ศึกรบเปิดหน้าจอโทรศัพท์เห็นเป็นรูปคู่ของตัวเองกับสู่ขวัญ จากนั้นก็ตัดสินใจโทรศัพท์หาสู่ขวัญ แต่ไม่มีคนรับ
ระหว่างรอสาย เด็กผู้หญิงขายดอกไม้ มาเคาะกระจก พลางยื่นดอกกุหลาบให้ ศึกรบหันมอง
“ช่วยซื้อดอกไม้หน่อยนะคะ”
ศึกรบวางสายไป ในขณะที่สู่ขวัญออกมาจากห้องน้ำรีบเดินมาที่จะรับสาย แต่ว่าปลายสายวางไปแล้วสู่ขวัญกดดูเห็นเป็นเบอร์ศึกรบ
“รบ” สู่ขวัญแอบยิ้ม “เดี๋ยวนี้มีโทรมายงานด้วย คงกลัวเราโกรธล่ะซิ”

ศึกรบมองดอกกุหลาบสีต่างๆ ที่เด็กหญิงยื่นมาตรงหน้า พลางมองเด็กน้อยยิ้มๆ
“ช่วยซื้อหน่อยนะคะ หนูต้องเลี้ยงแม่เลี้ยงน้อง ช่วยซื้อหน่อยนะคะ”
ศึกรบมองเด็กน้อย พลางคิดถึงปองฤทัย ก่อนที่จะยื่นเงินให้เด็กน้อยจำนวนนึง
“พี่เหมาหมดเลยนะ”
เด็กขายดอกไม้ยิ้มดีใจที่ได้เงิน
“แล้วรีบกลับไปหาแม่ล่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ศึกรบมองดอกกุหลาบในมือแล้วตัดสินใจขับรถออกไป

ปองฤทัยเฝ้าประนอมอยู่ที่โรงพยาบาล พลางพูดกับมารดาที่หลับอยู่
“แม่จ๋า ยังไงปองก็จะรักษาแม่ให้หายให้ได้ ปองอยากให้แม่ผ่าตัด แม่ต้องเข้มแข็งมากๆนะ”
“ผมก็อยากให้ผ่าตัดนะ”
ปองฤทัยหันไป เห็นศึกรบมาเยี่ยม ก็ยิ้มดีใจ
“คุณรบ มาได้ยังไงคะ”
ศึกรบพยักเพยิดไปทางป้อมที่มาด้วยกัน
“ผมตั้งใจมาเยี่ยมคุณแม่คุณอยู่แล้ว แต่จำไม่ได้ว่าห้องไหน พอดีเจอน้องชายคุณ เลยขอตามมาด้วย”
“ขอบคุณมากนะคะ ที่อุตส่าห์มาเยี่ยม”
ศึกรบ ยิ้มจริงใจ
“ไม่เป็นไรครับ เอ้อ ผมเห็นคุณพูดเรื่องผ่าตัด ผมเห็นด้วยนะ เปอร์เซ็นหายสูงกว่ารักษาตามอาการไปเรื่อยๆแบบนี้ เพราะยังไงเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“เราก็อยากให้ผ่าแหละครับ แต่ว่าเราไม่มี…”
ป้อมยังพูดไม่ทันจบ ปองฤทัยก็รีบส่งเสียงปรามน้องชาย
“ป้อม”
ป้อมนึกขึ้นได้ รีบหยุดพูดทันที ศึกรบนึกสงสัย
“ผมนึกขึ้นได้ว่าลืมของฝากไว้ที่รถ ผมรบกวนพาน้องชายคุณไปเอาของกับผมหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ ป้อมไปช่วยพี่เขาหน่อยนะ”
ป้อมพยักหน้ารับ ศึกรบรีบพาป้อมออกไปเอาของที่รถ

“ไม่เอาหรอกครับ ผมรับไม่ได้จริงๆ ถ้าพี่ปองรู้ต้องไม่ยอมแน่”
ป้อมปฎิเสธเสียงแข็ง กับสิ่งที่ศึกรบยื่นให้
“เพราะเป็นแบบนี้ไง ฉันถึงเลือกคุยกับป้อมแค่สองคน รับไปเถอะ ถือว่าเป็นน้ำใจจากฉัน”
“คุณอย่าทำแบบนี้เลย มันจะทำพวกผมลำบากใจเปล่าๆ”
ศึกรบ ส่ายหน้าเบาๆ
“มันไม่ลำบากใจหรอก นายก็แค่รับไป มันจะช่วยแม่นาย พี่สาวนายได้นะ”
ป้อมมองหน้าศึกรบอย่างไม่เข้าใจ แล้วตัดสินใจถามตรงๆ
“คุณหวังอะไรอยู่กันแน่ หรือว่าคุณชอบพี่ปอง? คุณมีเมียแล้วนี่ มาทำแบบนี้ทำไม”
“ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับพี่สาวนาย”
“แล้วทำไมคุณถึงมาให้เงินเราตั้งสองแสน ญาติก็ไม่ใช่ คนรู้จักหรือก็เปล่า”
“ฟังนะป้อม” ศึกรบจ้องหน้าป้อม แววตาฉายความจริงใจ “ฉันดีใจจริงๆที่มีโอกาสรู้จักคนแบบพี่สาวนายหรือแม้แต่นาย พวกนายเป็นคนดี ฉันเลยอยากช่วย”
“แต่เงินมันมากเกินไป” ป้อมแย้ง
“เงินสองแสนสำหรับฉันมันไม่เดือดร้อนอะไร ฉันรู้ว่าพวกนายกำลังลำบากเรื่องค่าผ่าตัด มันจะมีประโยชน์กับพวกนายมากกว่าฉัน”
ป้อมลำบากใจ ศึกรบเดินไปหยิบของบางอย่างมาให้ป้อมจากในรถ
“ฉันมีนี่จะให้นายด้วย”
ศึกรบยื่นมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดให้ ป้อมมองอยากได้ แต่ก็ทำเมิน
“อย่านึกว่าผมเห็นแก่ของพวกนี้ ไม่ต้องมาติดสินบนซะให้ยาก”
ป้อมจะเดินออกไป แต่ศึกรบเข้าไปขวาง
“พี่ไม่ได้ติดสินบน แต่อยากให้จริงๆ เราจะได้ติดต่อกันง่ายขึ้น เพราะที่ป้อมใช้อยู่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนนี่”
ป้อมมองมือถือเดิมของตัวเอง ศึกรบรีบยัดมือถือเครื่องใหม่ใส่มือ
“ทุกอย่างแล้วแต่ป้อมตัดสินใจก็แล้วกัน แต่ของนี่พี่ให้ ถือว่าเป็นทิปที่ป้อมชงกาแฟอร่อยๆ ให้พี่ก็
แล้วกัน”
พูดจบศึกรบก็เดินออกไป ป้อมมองตามด้วยความรู้สึกสับสน

ป้อมเดินกลับมาที่ห้องคนเดียวพร้อมตะกร้าของฝาก ปองฤทัยมองอย่างแปลกใจ
“ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะป้อม แล้วคุณรบล่ะ?”
“กลับไปแล้วพี่ เขามีธุระ”
ปองฤทัยหน้าสลดลงนิดหน่อย “งั้นเหรอ”
“คุณคนนี้ทำไมเขาถึงได้ดีกับพวกเรานักนะ ญาติก็ไม่ใช่ หรือเขาหวังอะไรจากเรา”
ประนอม ที่นั่งฟังอยู่บนเตียง ถามด้วยความข้องใจ
“เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกจ้ะแม่ อย่าคิดมากเลย”
“เรานั่นแหละคิดน้อยไปรึเปล่า” ประนมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่าใจอ่อนไปตกลงปลงใจอะไรกับเขาเชียวนะ เขามีเมียแล้ว แม่ไม่อยากให้เราเป็นเมียน้อยใครรู้ไหมปอง”
ปองฤทัย ตกใจ รีบปฎิเสธ
“ปองไม่คิดอะไรแบบนั้นหรอกแม่”
“พี่เขาอาจจะเป็นคนดีจริงๆก็ได้ พอเห็นพี่ปองทั้งขยัน ทั้งกตัญญูก็เลยอยากช่วย”
ป้อมช่วยพูดแทน
“ไม่รู้สิ แค่ที่เขามาเยี่ยมพี่ก็ซึ้งมากๆแล้ว ไม่หวังอะไรมากกว่านี้หรอก”
ปากบอกว่าไม่หวัง แต่ลึกๆ แล้ว ปองฤทัยแอบหวั่นไหว

ป้อมแอบสังเกต รู้ว่าพี่สาวคิดอะไร แต่ไม่พูด
 
อ่านต่อหน้า 4

ดงดอกงิ้ว ตอนที่ 13 (ต่อ)

ศึกรบกลับมาบ้าน เห็นภาวดีมาดักรออยู่ ก็แอบหงุดหงิด

“ทำไมแกกลับดึกอีกแล้วฮะ”
“ผมทำงาน ผมก็บอกขวัญไว้แล้วไม่ใช่เหรอครับ”
ภาวดี ส่ายหน้า
“งานอะไรของแกจะยุ่งทั้งวันทั้งวี่ ทำไมไม่หัดกลับบ้านไวๆ เอาใจเมียแกบ้าง”
“นี่ก็รีบกลับที่สุดแล้วครับ เมื่อก่อนผมกลับทีห้าทุ่มเที่ยงคืนด้วยซ้ำ”
“ยังจะเถียงอีก” ภารดีทำเสียงดุใส่ “นี่ แม่ขอล่ะ ทำตัวให้ดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อยเถอะนะ แม่เหนื่อยจะรับหน้าแทนแกแล้ว”
“ผมทำงานจริงๆ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ขวัญเขาเข้าใจ ผมไปพักผ่อนก่อนนะครับ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
ศึกรบเดินขึ้นบ้านไป ภาวดีมองตามอย่างขัดใจ

ในขณะที่สู่ขวัญ กำลังนอนตรวจดูตัวเลขกำไรขาดทุนไตรมาสนี้ของโรงแรม ศึกรบที่อาบน้ำเสร็จ ก็รีบเดินมาหาภรรยา
“ดูอะไรอยู่ครับ หน้าเครียดเชียว”
“ดูยอดกำไรขาดทุน กับยอดจองห้องของโรงแรมอยู่ค่ะ ไตรมาสนี้ดีนะ ยอดสูงขึ้นมากเลยล่ะ”
“จริงเหรอ ผมยังไม่เห็นเลยนะเนี่ย”
ศึกรบยิ้มอย่างภูมิใจ
“ก็คุณทำแต่งานนี่คะ แต่ก็เห็นแล้วล่ะว่าความพยายามของคุณมันได้ผล เก่งมากๆเลยนะ สามีของขวัญ”
ศึกรบจับบ่าสู่ขวัญไว้เบาๆ
“ก็ต้องพิสูจน์ให้ภรรยาทั้งเก่งทั้งสวยของผมเห็นไงว่าผมก็ทำได้”
“เห็นแล้วค่ะ เห็นชัดมากเลยด้วย น่าปลื้มใจจริงๆ”
ศึกรบยิ้มกรุ้มกริ่ม
“จะน่าปลื้มกว่านะถ้าเรามีทายาทมาสืบทอดความเก่งรุ่นต่อไปด้วย”
“แน้ เข้าเรื่องนี้อีกแล้ว ตลอดเลยรบนี่”
“แล้วขวัญพร้อมรึยังล่ะ”
สู่ขวัญเขินไม่ยอมตอบ ศึกรบเขยิบตัวเข้าไปใกล้สู่ขวัญ ก่อนที่ทั้งคู่ จะกอดกัน แล้วก็ล้มลงไปบนเตียง

ในขณะที่ปองฤทัยนอนเฝ้ามารดาอยู่ที่โรงพยาบาล เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปองฤทัยรีบกดรับสาย
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”
“เป็นยังไงบ้างครับคุณปอง คุณแม่เป็นไงบ้าง”
ชโยดม ถามมาทางปลายสาย ด้วยความเป็นห่วง
“นัดวันผ่าตัดแล้วค่ะ อยากผ่าให้เร็วที่สุดเลย”
“ดีแล้วครับ ผมเองก็อยากไปช่วยดูด้วย แต่ตอนนี้ผมไม่ว่างเลย”
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะคุณหมอ ตอนนี้หมอที่เป็นเจ้าของไข้ก็ดูแลคุณแม่ให้ดีมาก ขอบคุณที่โทรมาถามนะคะ”
“ขอให้คุณแม่หายไวๆนะครับ ไว้ลงไปผมจะไปเยี่ยม”
“ค่ะ ไว้เจอกันค่ะ”
ปองฤทัยวางสายจากชโยดม ด้วยความสับสน

ระรินตื่นขึ้นมาในห้องตัวเอง พลางรู้สึกเหมือนจะอาเจียน จึงรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะอาเจียนอย่างหนัก จนรู้สึกเพลียไปหมด ทันใดนั้นเสียงโทรซัพท์ ที่วางอยู่บนเตียง ก็ดังขึ้น ระรินหงุดหงิด แต่ต้องพยุงตัวเองออกไปรับโทรศัพท์จนได้
“ฮัลโหลเจ๊”
ที่ปลายสาย แจ๊สนั่งแต่งหน้าอยู่ที่ห้องของตัวเอง พลางกดสปีคเกอร์คุยกับระรินไปด้วย
“เธอจะไปถึงงานวันนี้กี่โมง ฉันจะได้ออกไปรอ”
“ฉันไม่ไปได้ไหม ไม่สบาย ไปไม่ไหว”
“หา เป็นอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย แล้วทำไมต้องเป็นวันนี้ ตายๆๆ”
แจ๊สโวยวายเสียงดัง จนระรินตกใจ
“ทำไม? มีอะไร”
“งานวันนี้งานช้างนะ ถ้าเธอแคนเซิลตอนนี้ เธอจะชวดเงินเป็นแสนเลยนะ”
ระรินชะงัก “เป็นแสนเลยเหรอ”
“ก็ใช่นะสิ เสียดายแย่”
“งั้นฉันจะพยายามไปแล้วกัน”
แจ๊สยิ้มออก
“เยส ดีมากเธอจ๋า ไว้เจอกันที่งานนะ จุ๊บ เจอกัน”
แจ๊สหัวเราะร่า ก่อนจะวางสายไป ระรินทิ้งตัวลงบนที่นอน ด้วยความเพลีย

ระรินเตรียมตัวขึ้นเวทีงานอีเว้นท์แนะนำสินค้า พลางรู้สึกเวียนหัว แจ๊สเห็นระรินหน้าซีด ถามขึ้น
“หน้าซีดไปไก่ต้มค้างคืนเลย ไหวไหมเนี่ย”
ระริน พยายามแข็งใจ “ไหวสิ อย่าห่วงเลยน่า”
“โอเค ไหวก็ไหว”
พิธีกรบนเวทีประกาศชื่อ ระรินรีบทำเป็นยิ้ม เดินออกไปหน้าเวที ก่อนที่จะพูดแนะนำสินค้า ที่เป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด แต่พูดไปหน้าก็เริ่มมืด
“ด้วยดีไซน์บางเฉียบ มาพร้อมแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ทุกคนสามารถดาวน์โหลด”
ระรินมองทุกอย่างตรงหน้า ที่เริ่มเบลอขึ้นเรื่อยๆ แค่ยังพยายามฝืนพูดต่อไป
“ได้ทันทีและ…”
ระรินหยุดพูด แล้วก็ล้มฟุบลงกลางเวที
“ระริน”

แจ๊สรีบวิ่งขึ้นไปดูระริน ด้วยความเป็นห่วง

แจ๊สพาระรินเข้ามานอนพักในห้องรับรอง พลางช่วยดูแลด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่ระรินยังนอนซม

“ไม่ไหวก็ไม่บอก ไม่ต้องฝืนหรอก เธอนี่นะ”
“ไม่ได้หรอก เงินเป็นแสนเลยนะ”
“ห่วงตัวเองก่อนเงินเถอะย่ะ จะตายอยู่แล้วยังจะพูดเรื่องเงินอีก”
“แต่” ระรินพยายามจะเถียง
“ไม่ต่งแต่อะไรทั้งนั้น ดูก็รู้แล้วว่าไม่ไหว จะไปโรงพยาบาลไหม”
ระรินไม่ตอบ แจ๊สมองตามอย่างกลุ้มใจ

ศึกรบนั่งอ่านข่าวในไอแพด เห็นข่าวระรินเป็นลมกลางงานอีเวนท์ ก็แอบนึกเป็นห่วง สู่ขวัญ ที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบมอง พลางยื่นหน้าเข้ามาถาม
“อ่านอะไรอยู่คะ?”
ศึกรบตกใจ รีบปิดหน้าจอทันที
“ข่าวทั่วไปน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
“อืม ว่าไปอ่านข่าวในนี้ได้เลย ก็ดีเหมือนกันนะ รบว่าไหม”
ศึกรบเออออตาม โล่งใจที่สู่ขวัญไม่เห็น

ในขณะที่ระริน ยังคงนอนซมอยู่ในห้องรับรอง พลางละเมอถึงศึกรบขึ้นมา
“รบ อย่าทิ้งรินไป อยู่กับรินก่อน”
ทันใดนั้น ก็มีเห็นมือมาจับมือระรินไว้ ระรินรู้สึกตัว รีบเรียกด้วยความดีใจ
“รบ”
จากนั้นก็ลืมตามอง พอเห็นว่าเป็นธันวา ก็รีบสะบัดมือออก
“ทำอะไรของแกน่ะ”
“ผมมาเยี่ยม เห็นคุณดูไม่ค่อยดีเลยวันนี้ นอนเพ้อด้วย ผมก็เลย”
“ฉันบอกแล้วไง ว่าอย่าเข้ามาใกล้ฉันอีก ฟังไม่รู้เรื่องรึไง”
ระรินตวาดใส่
“รู้เรื่อง แต่ผมแค่อยากช่วย”
“ไม่ต้องมาช่วยฉัน มันไม่ใช่หน้าที่ของแก ออกไปได้แล้ว ฉันไม่อยากเห็นหน้า”
“แต่ผมเป็นห่วงคุณจริงๆนะ” ธันวาพูดอย่างจริงจัง
“ฉันไม่รับความหวังดีอะไรจากคนอย่างแก ออกไป”
ธันวายืนทำอะไรไม่ถูก ระรินตะคอกไล่
“ออกไป ไม่ออกใช่ไหม ได้”
ระรินเริ่มคว้าข้าวของใกล้ตัวรุมปาใส่ธันวา ในจังหวะที่แจ๊สเข้ามาเห็นพอดี
“ว้าย ตายแล้ว ทำอะไรเนี่ยระริน”
ธันวาเอามือกันของที่ระรินปาใส่ แจ๊สเข้ามาบังเผลอโดนลูกหลงไปด้วย
“โอ๊ย อ๊าย หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
แจ๊สตะโดนเสียงดังจนระรินหยุดปา
“ธันวา เธอออกไปก่อนเถอะนะ พี่ขอ”
ธันวาอิดออด แต่สุดท้ายก็จำใจเดินออกไปโดยดี พอธันวาไปแล้วระรินก็บ่นออกมา
“ทำไมคนที่อยากให้มาเขาไม่มา ทีไอ้คนที่ไม่อยากเห็นหน้าดันโผล่มาอยู่ได้นะ”
ระรินพูดแบบเจ็บใจ

“ตกลง ฉันเป็นอะไรคะหมอ”
ระรินถาม หลังจากที่หมอตรวจดูอาการเสร็จแล้ว
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณกำลังตั้งครรภ์ได้ 6 สัปดาห์แล้ว”
ระริน ตกใจ “ท้อง?!”
หมอยิ้ม
“ครับ อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลียเกิดจากการแพ้ท้อง คงจะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพัก เดี๋ยวหมอจะให้ยาบำรุงไปทาน ยังไงก็ขอแสดงความยินดีอีกครั้งนะครับ”
ระรินอึ้ง พูดไม่ออก พลางเอามือจับไปที่ท้องของตัวเอง
“ท้องเหรอ”

ระรินเดินกลับเข้ามาที่คอนโด ท่าทางงงๆ แล้วจู่ๆก็กรี๊ดออกมาดังลั่น
“ฉันท้อง ฉันท้อง”
ระรินร้องอย่างดีใจ พลางหยิบโทรศัพท์ออกมา รู้สึกตื่นเต้น
“ฉันจะต้องบอกคุณรบ นังสู่ขวัญแกแพ้ฉันแล้ว แกแพ้ฉัน”

ระรินสีหน้ากระหยิ่มด้วยความดีใจ
 
อ่านต่อตอนที่ 14
กำลังโหลดความคิดเห็น...