xs
xsm
sm
md
lg

ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 15

บนเรือสปีดโบ้ต เมธาวลัยกำลังเคลิ้มกับรูปลักษณ์ใหม่ของกฤษฎา ยิ่งต้องแสงแดดยามโพล้เพล้ ยิ่งมองเพลิน

"เรียบร้อยแล้วนะครับ"
"อือหื้อ"
เรือโคลง เธอเซและรีบจับมือของเขาเอาไว้ทัน เขายึดตัวเธอเอาไว้ ยิ่งทำให้เธอใจเต้นแรง
ในขณะที่หยาดทิพย์ไม่มีคนให้ยึด ศูนย์ไม่ดี เซล้มลงโครม!
"โอ๊ย!"
เขารีบปล่อยเธอหันไปดู คนเรือกำลังง่วนอยู่กับสัมภาระของเมเปิ้ลที่ยังคามืออยู่ เธอแอบหงุดหงิด ที่โดนขัดจังหวะ
"เป็นคนไม่มีแฟน ล้มคนเดียว เจ็บคนเดียว"
"มา ผมช่วย"
"ขอบใจจ๊ะ"
หยาดทิพย์รีบจับมือของกฤษฎาแล้วลุกขึ้น รีบไปหาเมธาวลัย
"บ.ก.อยู่รอดปลอดภัยดีใช่มั้ยคะ"
เมเปิ้ลเซ็งหยาด
"อืม...ดี!"
"เรารีบไปดีกว่า เดี๋ยวจะถึงเกาะมืด ลุงดูของนะ ผมขับเอง"
"ครับ นายหัว!"
คนเรือรับวิ่งไปปลดเชือก ไสเรือออกจากท่าเทียบ
ทั้งคู่แปลกใจเมื่อได้ยิน "นายหัว?"
กฤษฎายิ้ม ทำตัวปกติ
"หาที่นั่งที่ยืนดีๆนะครับ...ผมต้องขับเร็วนิดนึง"
หยาดทิพย์เลิกแปลกใจ หาที่ยึดเพื่อความปลอดภัยของตัวเองก่อน ส่วนเธอยังมองหน้าเขา
ด้วยความแปลกใจ ตกใจกับคำว่านายหัวอยู่ เขาออกเรือ เธอล้มโครม!!!
"ว้าย!"
"บ.ก."
เขาตกใจหันมาดู เห็นหยาดทิพย์ช่วยเธอลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลมาก เขายิ้มขำ คนเรือจะเข้าไปช่วย
แต่เขาแอบยกมือห้าม ไม่ให้เธอเห็น คิดจะแกล้งเบาๆ ปล่อยให้เธฮช่วยตัวเอง ตัวเองก็ขับเรือต่อไป แต่ได้ยินเสียงเธอบ่นตลอดเวลา
"ฉันไม่ใช่จิ้งจกนะ จะได้มีมือมีเท้ายึดตะปบติดทุกอย่างได้ โดยไม่ลื่นไม่หลุดน่ะ เบาๆเป็นป่ะ โอ๊ย...ลมตีหัว ผมยุ่งหมดแล้ว หยาด หมวกฉันอยู่ไหน หมวก"
"ค่ะ บ.ก.ใจเย็นๆค่ะ กำลังไปหาค่ะ ไม่ใช่จิ้งจกเหมือนกันค่ะทั้งลื่นทั้งหลุดอยู่ค่ะ"
ความวุ่นวายของสองสาว ทำเอากฤษฎาและคนเรือหัวเราะเบาๆ เรือค่อยๆแล่นออกจากท่าเรือ

เรือแล่นมาด้วยความเร็ว ภายในเรือ เธอนั่งสวมหมวก ใช้มือกดหมวกแน่น ไม่อยากให้ผมเสียทรง มองเขาเขม็งด้วยความสงสัยอยู่ หยาดทิพย์มองทัศนียภาพด้วยความเพลิดเพลิน พลางถ่ายรูปตัวเองด้วยมือถือ โพสต์แอ๊บ แบ๊วน่ารักจุงเบยไปเรื่อยๆ
กฤษฎาขับเรือไป ไม่สนใจแม้แต่จะมองเธอแม้สักนิด ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้กับเธอ
เมธาวลัยตัดสินใจยั่ว โพสต์สวยๆ นางแบบรับลมโต้แดดลม...สวยมาก ปรายตาไปทางกฤษฎา
แต่เขายังไม่สนใจ เธอตัดสินใจถอดหมวก แล้วใช้หมวกโบกดึงสายตาของเขา เขายังไม่สนใจจนเธอเซ็ง
เธอโพสต์นางแบบเดินไปหากฤษฎา ยืนแนบข้าง ตั้งใจเบียด จนเขาสะดุ้ง ตกใจ ผละหนี
เธอตะโกนถาม
"ทำไมต้องหนี!"
กฤษฎาแกล้งไม่ได้ยิน
"อะไรนะ!"
เธอตะโกนดังอีก
"ทำไมต้องหนี!"
"อะไรนะ! ไม่ได้ยิน"
เธอตะโกนสุดเสียงจนไอ เจ็บคอ
"ทำไม...ค่อกๆๆ"
เธอยอมแพ้ กระเสือกกระสนหมดรูปนางแบบ กลับมานั่งกับหยาดทิพย์ ลมตีหน้าผมยุ่ง ปล่อยเลยตามเลย หยาดทิพย์หันมาจะถ่ายรูป เห็นเธอในเฟรมสภาพหัวยุ่ง เยิน...ก็ผงะ เลิกถ่าย เธอมองค้อนกฤษฎาปะหลับปะเหลือก

ภายในร้านกาแฟ ปินัทธานั่งถอนใจกับภัทรวลัย ณัฎฐาลินีเดินเครียดเข้ามาลงนั่ง
"ได้ข่าวจะไปเป็นเลขาบอสแกเหรอ"
"อืม เริ่มงานพรุ่งนี้เลย"
"แกจะทำได้เหรอ งานออฟฟิศน่ะ ไม่เคยทำ"
"แรง! คิดเหมือนกัน แต่ไม่กล้าถาม" ภัทรวลัยบอก
"ดูถูก!...ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่าทำตัวสวยไปวันๆ นั่งรองานเฉยๆ ฟุ้งซ่านตายชัก!"
เป้ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้สาวๆ ครบจำนวนคน
"อ่ะ สั่งเผื่อลินีไว้แล้วด้วย รู้ว่าจะมา"
"รู้ใจที่สุด ขอบคุณค่ะ อู๊ย!! ทำไมฉันถึงไม่มีสามีแบบพี่เป้บ้างนะ"
"ใครๆก็อยากได้พี่เป้กันทั้งนั้นแหละ ฉันยังอยากเลย"
"เหย! ผัวข้าใครอย่าแตะ"
เพื่อนทั้งสองบอก "ล้อเล่น"
ณัฎฐาลินีบอก "แต่อย่าเผลอ!"
"กินกาแฟไปก่อนป่ะ อร่อยกว่าผัวเพื่อน ฉันรับรอง"
ทั้งหมดหัวเราะกันอารมณ์ดี
ลูกค้าสาวใหญ่หุ่นเซียะ เดินผ่านมา โบกมือยิ้มพรายให้เป้ เป้สวัสดียิ้มตอบด้วยไมตรี
"สวัสดีครับพี่วิตตี้"
"จ้า น้องเป้!"
ลูกค้าสาวใหญ่เข้ามาจับกล้ามเนื้อแขนเป้ แอบบีบเบาๆ คาตาของสาวทั้งสาม ทุกคนมองหน้ากัน คิดในใจเหมือนกันว่า อีนี่อยากกินพี่เป้ชัวร์!
"วันนี้พี่ออกมาเร็ว กลัวรถติด เลยมาถึงก่อนเวลา แต่ถ้าจะเอาเลย ก็ได้นะ"
"เอาอะไรคะ คือเป็นเมียพี่เป้ค่ะ ภาษาไทยไม่ค่อยแตกต้องอธิบาย นิดค่ะ" ภัทรวลัยบอก
สาวใหญ่อึ้ง
"อ๋อ ค่ะ คือ..."
เป้รีบตอบ แอบโกรธเมียแล้วตัดบท
"เริ่มเทรนพี่วิตตี้สิจ๊ะ เชิญครับ ผมว่างอยู่พอดี"
เป้เดินนำสาวใหญ่ไป ภัทรวลัยหายใจแรง
"แก...ฉันหึง"
"รู้เลยว่ามาก เพราะเก็บอาการไม่อยู่" ณัฎฐาลินีว่า
"สอนไม่จำ! กินกาแฟเข้าไปก่อนแก จะได้ใจเย็นๆ ท่องไว้ ผัวเบื่อๆๆ"

เพื่อนทั้งสองช่วยดูแลอารมณ์ของภัทรวลัยไม่ให้ปะทุ

ท่าเรือ เกาะตะวัน เวลาเย็นต่อเนื่อง กฤษฎาและคนเรือช่วยกันยกกระเป๋าของเมธาวลัยเต็มสองมือ สาวทั้งสองเดินตาม เธอรีบไปตีคู่กฤษฎา ในขณะที่หยาดทิพย์ไปกระซิบถามคนเรือ

"ทำไมเรียกกฤษว่านายหัวคะ"
เมธาวลัยถามกฤษฎา
"นายหัวคือคำที่คนทางนี้ใช้เรียก เจ้าของกิจการ"
"ครับ"
"ครับอะไร"
คนเรือตอบคำถามหยาดทิพย์
"คุณกฤษเป็นลูกชายเจ้าของเกาะตะวัน ที่ได้สัมปทานเกาะรังนกตรงโน้นครับ เป็นนายจ้างเรา เราเลยเรียกแกอย่างนั้น"
"หา! กฤษเป็นเจ้าของเกาะตะวัน"
เมธาวลัยได้ยินเต็มสองหู อึ้ง มองหน้ากฤษฎาอย่างตกใจ ไม่คาดคิด
"ใช่ครับ ผมเป็นลูกชายคนเดียวของนายหัวเดโช เจ้าของเกาะนี้ ผมจำเป็นต้องลาออกจากการฝึกงาน ที่ออฟฟิศคุณเพราะผมต้องมาช่วยงานคุณพ่อ"
เมเปิ้ลกับหยาดทิพย์อึ้งค้างกันไปอีก น้ำฟ้าเข้ามากับคนงานสองสามคน
"มาถึงกันแล้วเหรอคะ...เร็วจริง" น้ำฟ้าสั่งคนงาน "รีบช่วยคุณกฤษถือของเร็วสิ กระเป๋าเยอะจังเลยนะคะ เหมือนมากันสักสิบคนไม่ใช่คนเดียว"
เธอมองน้ำฟ้าอย่างไม่พอใจ
"แล้วจะทำไม! เป็นแค่แม่บ้านอย่ามาวิจารณ์ สัมภาระฉัน"
"ไม่ใช่แม่บ้านค่ะ หนูชื่อน้ำฟ้า เป็นแฟนของกฤษค่ะ"
เธออึ้ง แต่หยาดทิพย์อึ้งกว่า
"โอย! มีแต่เรื่องเซอร์ไพรส์อ่ะค่ะ บ.ก."
"เคยได้ยินแต่ชื่อ วันนี้ได้เห็นตัวจริงของพี่เมเปิ้ลซะที ตัวจริงสวยสง่าสมวัยสาวใหญ่มากนะคะ"
เธออึ้งอีก…โกรธ แต่ช็อกมาก่อนหน้านี้ทำให้ด่าไม่ออก และไม่อยากด่าต่อหน้ากฤษฎา
¬กฤษฎาถอนใจ ไม่อธิบายใดๆ ปล่อยให้น้ำฟ้าควงแขน เมธาวลัยรู้สึกวิ้งๆ เบลอไปหมด แถมหน้าแตก ถูกเปิดเผยความลับต่อหน้าหยาดทิพย์ด้วย

ภายในรีสอร์ทเกาะตะวัน เวลากลางคืน เมธาวลัยนั่งซึมอยู่กับหยาดทิพย์ รู้สึกอายหลังจากที่เล่าความลับทุกอย่างให้เลขาฯฟัง หยาดทิพย์นั่งอึ้ง ช็อกอยู่
"อยากจะหัวเราะเยาะฉันก็ได้นะ...ฉันไม่ไล่เธอออกหรอก"
หยาดทิพย์ร้องไห้ สงสาร
"สงสารบ.ก.จังเลยอ่ะค่ะ"
เธออึ้ง เพราะผิดคาด
"มันเป็นโศกนาฏกรรมของผู้หญิงวัยกลางคนจริงๆนะคะ"
"แค่สาวใหญ่อย่างที่ยัยนั่นพูดกับฉันก็เจ็บพอแล้วนะ นี่วัยกลางคนเลยเหรอ"
"ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะตอกย้ำว่าบ.ก.แก่นะคะ"
"ไม่ต้องพูดเรื่องวัย ข้ามไปเลย มันเจ็บ"
"ค่ะ แต่หนูไม่มีวันมองเรื่องนี้เป็นเรื่องขำหรอกนะคะ เพราะมันขำไม่ออก มันเศร้ามากนะคะ แก่ป่านนี้แล้ว ยังถูกจับคลุมถุงชน ยังไม่พอ ต้องมาขอส่วนบุญแบ่งแฟนกับชาวบ้านเค้าอีก เห็นสายตาเหยียดหยามของแฟนกฤษที่มองมาแล้ว ถ้าเป็นหนู กระโดดทะเล ว่ายน้ำหนีอายกลับบ้านไปแล้วล่ะค่ะ"
เธอตัดบท ยิ่งหยาดทิพย์พูด ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกด่า
"พอเถอะ"
"ค่ะ แต่หนูให้กำลังใจบ.ก.นะคะ ไม่ว่าบ.ก.จะทำอะไร หนูเชียร์สุดใจค่ะ และหนูก็จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่บอกใครแน่นอน"
"ทั้งๆที่เธอเกลียดฉันยังกะอะไรดีเนี่ยนะ"
"บ.ก.เป็นไอดอลของหนูค่ะ บ.ก.กำลังเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหนูว่า หนูจะต้องไม่ยอมแพ้แม้เจอทางตัน"
เมเปิ้ลอึ้ง ซึ้งใจในลูกน้อง รู้สึกดีที่มีคนให้ค่า
"ถึงกับยอมถูกตราหน้าว่าโกหกหลอกลวงสตรอเบอรี่ ก็ไม่หวั่น เพราะมีเป้าหมายชัดเจน"
เธอตัดบท เซ็ง เหมือนถูกด่าอีกแระ
"ขอบใจที่เข้าใจ ฉันจะออกไปโทรศัพท์"
เธอรีบออกไป เธอมองตามให้กำลังใจ
"สู้ๆค่ะ...ไฟ้โตะ!" แล้วก็นึกขึ้นได้ "โทรศัพท์ ต้องอัพรูปลงไอจี...คริคริ"
หยาดทิพย์รีบหามือถือ
เมธาวลัยเปลี่ยนชุดลำลองเริ่ดเว่อร์เรียบร้อยแล้ว คุยมือถือ หยาดทิพย์กำลังสำรวจความงามของห้องพักด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"มันว่าฉันสวยสมวัยสาวใหญ่อ่ะแก! พูดแบบนี้ ฆ่าไอ้วลัยให้ตายไปเลยยังดีกว่า!"
ปินัทธายืนถือมือถือเปิดสปีกเกอร์โฟน อยู่ข้างๆณัฎฐาลินีและภัทรวลัยที่วิ่งบนลู่วิ่งจนเหงื่อโทรมกายแล้ว สามสาวถึงกับผงะกับ เสียงอันดังของเมธาวลัย คนรอบๆหันมองเป็นตาเดียว โดยเฉพาะเป้และสาวใหญ่เซียะที่อยู่ใกล้ๆกัน
"เกี่ยวอะไรกะฉันยะ! เป็นสาวใหญ่กันเหรอคะ แหม..สะดุ้งกันเป็นแถบๆเชียว" ภัทรวลัยว่า
สาวใหญ่เซียะรีบหันไปออกกำลังกับเป้ต่อ
"เมเปิ้ล แกรอแป๊บนะ ฉันว่า....เราต้องคุยในที่ที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้" ปินัทธาบอก
"ที่ไหนล่ะ" ณัฎฐาลินีถาม

เวลาต่อมา บริเวณลานจอดรถในฟิตเนส ภายในรถที่ไม่ได้ติดเครื่องแต่เปิดกระจก ทั้งสามสาวนั่งอยู่ในรถ ปินัทธาถือโทรศัพท์เปิดสปี๊กเกอร์โฟนอยู่
"เป็นส่วนตัวหรือยัง"
"เรียบร้อย"
ภัทรวลัยบอก
"และร้อนมาก ทำไมไม่ติดเครื่องเปิดแอร์อ่ะ จะได้สบายๆหน่อย"
ณัฎฐาลินีบอก
"เปลืองน้ำมัน ฉันเป็นผู้หญิงโลกสวยช่วยชาติประหยัดพลังงาน คิดซะว่า มาเข้าห้องซาวน่าสิแก"
"จะคุยเรื่องฉันได้หรือยัง"
"พวกแกเงียบก่อน ฟังนังเมเปิ้ลมันก่อน"
เพื่อนทั้งสองหันมาสนใจกับเรื่องราวของเมธาวลัยผ่านมือถือที่ปินัทธาถืออยู่
"เหมือนถูกเหยียบหน้า ฉันสัมผัสได้ว่ามันตั้งใจหลอกด่าฉัน มันเกลียดฉัน มันหึงฉัน เพราะฉันยังสาวและสวยมาก และฉันก็รู้ว่ามันกีดกันไม่ให้ฉันคุยกับกฤษฎา ฉันพยายามหาตัวเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครยอมบอกว่ากฤษฎาอยู่ไหน จะจัดการยัยนั่นยังไงดี"
"ไม่เห็นต้องจัดการ" ณัฎฐาลินีบอก
แล้วสามสาวก็เถียงกัน
"จะปล่อยให้ชะนีเด็กรุ่นน้องมาถากถางตอกย้ำความแก่ต่อหน้าผู้ชายที่เราชอบได้ไง ไม่ด้าย เสีย" ปินัทธาบอก
"ใช่! ถึงเราจะไม่ได้ความรักตอบจากผู้ชายแต่ก็ไม่ควรถูกทำให้เสียภาพลักษณ์ และทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่าเดิม" ภัทรวลัยว่า
"ตบมันเลยแก ให้พวกฉันไปช่วยมั้ย ถ้ากลัวเสียลุคก็ลากไปตบในห้องน้ำ" ปินัทธายุส่ง
"บ้าสิ! ใช้กำลังทำไม มีสมองก็ใช้สมอง" ณัฎฐาลินีว่า
"แกก็คิดวิธีมาสิ ให้เมเปิ้ลมันตอบโต้ให้เห็นว่าถึงเราจะแก่ก็ไม่ได้แก่กะโหลก กะลาให้เด็กเมื่อวานซืนถอนหงอกเล่นได้ง่ายๆ" ปินัทธาบอก
เธฮทนไม่ไหว แว้ดตัดบทเพื่อนๆ
"เลิกพูดคำว่าแก่ แล้วกลับมาคุยกับฉัน"
ทุกคนบอก " โอเค"
ณัฎฐาลินีบอก
"เมเปิ้ล ฟังฉันนะ ตอบคำถามฉันมาก่อน แกไปที่เกาะตะวันเพื่ออะไร"
เธออึ้ง น้ำฟ้าเดินเข้ามาอยู่ข้างหลัง แอบฟังอย่างเงียบๆ
"ฉัน คิดถึงกฤษ อยากมาหา มาเห็นหน้า และก็ขอร้องให้เค้าช่วยฉันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้คุณย่าเปลี่ยนใจเลิกบังคับฉัน จากนั้นฉันก็จะปล่อยให้เค้าเป็นอิสระ ไม่มายุ่งกับเค้าอีก"
น้ำฟ้าหวั่นใจ หากกฤษฎารู้ความรู้สึกของเมธาวลัย กฤษฎาจะต้องหลุดมือ
"ถ้าอย่างนั้น ปล่อยยัยเด็กปากเสียนั่นไป มองให้เป็นอากาศ คิดถึงแต่เป้าหมายของตัวเอง แล้วทำให้สำเร็จ อย่าให้ปัจจัยภายนอกมาเบนความตั้งใจของแกได้สำเร็จเด็ดขาด ทำได้มั้ย"
"ได้...ฉันจะไม่ยอมให้คำพูดของยัยเด็กนั่นมาทำให้ฉันปรอทแตกและทำให้ฉันล้มเหลว"

เธอวางสาย ถอนใจ เหม่อมองทะเล เหนื่อยใจเหลือเกิน น้ำฟ้ามองเธออย่างเกลียดชัง
 
อ่านต่อหน้า 2

ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 15 (ต่อ)

ณัฎฐาลินี และนัทธาออกมาจากรถ ร้อนตับแตก เหงื่อท่วมตัว

"โอย! เสียน้ำสักสามกาละมังได้แล้วมั้งเนี่ย"
"เสร็จเรื่องของเมเปิ้ลไปหนึ่ง" ภัทรวลัยบอก
ปินัทธานึกขึ้นได้
"แต่ยังเหลือเรื่องของนังลินี"
"เรื่องอะไร"
"ล็อกรถหรือยัง"
"กำลังจะ"
ทั้งสองคนลากเพื่อนกลับเข้าไปในรถอีกรอบทันทีโดยไม่รอให้ณัฎฐาลินีพูดจบ
"อะไรของพวกแกวะ!"

เมธาวลัยยืนมองทะเล มองฟ้า เพื่อตั้งสติ น้ำฟ้ายิ้มเข้ามาแต่เตรียมเชือด
"พี่เมเปิ้ลคะ"
เธอหันไปยิ้มข่ม
"ขอโทษนะ ถ้าไม่ใช่พี่น้องร่วมครอบครัว หรือสนิทชิดเชื้อกันจริงๆ ฉันไม่อนุญาตให้ใครเรียกพี่...ต้องเรียกคุณ"
"อ๋อค่ะ ก็แล้วแต่ค่ะ"
"มาทำไม"
"มาเตือนค่ะ ว่าได้เวลาที่ต้องไปรับประทานอาหารกับคุณพ่อคุณแม่ของกฤษแล้ว ให้ผู้ใหญ่รอนาน คงไม่ดี"
เธอตกใจ ดูนาฬิกา แก้ตัวไว้ฟอร์ม
"อุ๊ย! ตายจริง... ปกติ ฉันตรงเวลาเสมอ แต่วันนี้ฉันมีเรื่องน่าหงุดหงิดมารบกวนจิตใจ เลยทำให้ลืมเวลา รีบไปสิ"
"อ้อ...ลืมแจ้งค่ะว่า คุณแม่ของกฤษท่านทราบเรื่องที่คุณขอร้องให้กฤษช่วยเป็นแฟนให้ชั่วคราว"
เธออึ้ง เหมือนถูกค้อนทุบหัวโครม
"ใครสาระแนไปบอกท่านล่ะ"
"ฉันเองค่ะ...ฉันกับคุณแม่ของกฤษสนิทกันมากฉันคงเป็นคนอกตัญญู ถ้าไม่แจ้งให้ท่านทราบ ไม่ได้อยากสาระแน"
"นั่นสินะ ฉันคงใช้คำผิดไป จริงแล้วต้องใช้คำว่า สารเลว!"
น้ำฟ้าโกรธ แต่ยิ้มสู้ ไม่ยอมแพ้
"เพราะนี่คือเรื่องส่วนตัวที่ฉันตกลงกับกฤษ ต่อให้เธอเป็นแฟนก็ไม่มีสิทธิ์ปากยื่นปากยาวไปฟ้องใคร"
"คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามไม่ให้ฉันปกป้องคนที่ฉันรัก"
"ปกป้อง? ไม่ทราบว่า...ฉันไปทำร้ายกฤษฎาที่ตรงไหนก็แค่ให้ช่วยแสดงว่าเป็นแฟนฉัน ไม่ได้เสียหายอะไร"
"คนที่ฉันรักหมายรวมถึงครอบครัวของกฤษด้วย กฤษคือลูกชายของนายหัวเจ้าของเกาะ ที่มีหน้ามีตาในสังคมที่นี่ ถ้าใครรู้เรื่องของคุณ และถูกเอาไปพูดต่อปากต่อปาก ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นแน่ เข้าใจหรือยังคะ หรือไม่เข้าใจ เพราะเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ความต้องการของตัวเอง"
เธออึ้ง เพราะลืมคิดถึงข้อนี้ไปซะสนิท น้ำฟ้ายิ้มกริ่ม ที่ไล่ต้อนเธอได้
"ช่วยเสียเวลาเอาไปพิจารณาด้วยนะคะ แต่ตอนนี้คุณและเลขาของคุณ ควรจะพร้อมที่โต๊ะอาหารได้แล้ว"
น้ำฟ้าเดินออกไปสวยๆ เธออ่อนแรงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเจอเหตุผลของน้ำฟ้า เพราะตัวเองก็ไม่ได้อยากทำร้ายใคร

ณัฎฐาลินีฉูนเปิดประตูออกมา ตามด้วยเพื่อนทั้งสอง
"กล้าดียังไง แอบมาล้วงความลับฉันกับพวกแก"
ภัทรวลัยบอก
"เพราะเค้ารักแกไง"
"และดูท่าทางจะรักจริง ฉันมองตาเค้า ฉันรู้" ปินัทธาเสริม
"รู้?แค่เนี้ยะ แค่มองตา"
"อย่าหาว่าเน่าเลยนะ แต่มันคือตัวพิสูจน์ได้จริง ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ปากพูดโกหกได้ แต่แววตามันโกหกไม่ได้ ฉันเป็นนักแสดงนะ ฉันรู้ว่าคนที่ฉันเล่นด้วย รู้สึกจริงหรือไม่จริงก็จากแววตา ไม่ใช่ท่าทางหรือคำพูด"
เธออึ้ง
"แกรู้สึกกับเค้ายังไงกันแน่ ลินี...ชอบหรือไม่ชอบ ตอบพวกฉันได้มั้ย"
"ไม่รู้"
"แสดงว่าแกเริ่มชอบเค้าแล้ว" ปินัทธาบอก
"คราวนี้ดูจากอะไรอีกล่ะ จากแววตาของฉันด้วยหรือไง"
"ใช่ เพราะถ้าแกไม่ได้รู้สึกอะไรกับเค้าเลย แกจะไม่มีแววตาที่ดูลังเลสับสนแบบนี้ มันไม่มีความมั่นใจ"
เธออึ้งไปอีก
"น้ำผึ้ง...พูดดีมาก ดูน่าเชื่อถือที่สุด"
"เพราะฉันคือผู้เชี่ยวชาญ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการแสดงออกของอารมณ์มนุษย์ ลินี....วัยขนาดเรา ไม่มีเวลาเล่นตัวแล้วนะ ถือว่าแกยังโชคดีกว่าฉัน ที่ผู้ชายมาชอบแก ประตูบานนั้นมันเปิดรอแกแล้ว เหลือแค่แกมั่นใจที่จะก้าวขาเข้าไปเท่านั้น"
"แล้วถ้าเขาเป็นคนไม่ดีล่ะ"
"ก็แล้วถ้าเค้าเป็นคนดีล่ะ" ปินัทธาย้อนถาม
ณัฎฐาลินีอึ้ง
"แกต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นคนไม่ดี ฉันเชื่อว่า คนอย่างแกต้องถอยออกมาได้อย่างสวยงามไม่มีทางบอบช้ำ"
"แต่ถ้าเค้าเป็นคนดีและคู่ควร แกก็เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งไม่ต้องมาคอยจ้องงาบผัวเพื่อนเหมือนที่ทำอยู่" ภัทรวลัยบอก
"ไปพิสูจน์ให้รู้ จะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจทีหลัง ยังมีเวลาและโอกาสนะลินี แถมเป็นต่ออีกต่างหาก ไม่เหมือนฉัน ที่โฮกแล้วโฮกอีก ก็ยังดูไม่มีวี่แวว"

ณัฎฐาลินีอึ้ง ครุ่นคิดหนัก

เวลากลางคืน แต้วออกมาจากห้องนอนญาดา หน้าเสีย พีศทรรตเข้ามา

"ญาดาหลับหรือยังแต้ว"
"หลับไปทั้งน้ำตาค่ะ"
"เป็นอะไร"
"บอกว่าทำไมคุณแม่ไม่มาหา สัญญาว่าจะโทร.มาก็ไม่โทร. โทร.ไปก็ไม่รับสาย แต้วก็ปลอบใจว่า คุณแม่กำลังทำงาน"
พีศทรรตอึ้ง สงสารลูกสาว
"แต้วขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ยคะ ขอแค่สั้นๆค่ะ"
"ว่ามาซิ"
"ขนาดแต้วถึกๆ เวลาที่ถูกคนเบี้ยวใส่บ่อยๆ แต้วยังเซ็งและเสียใจ แล้วน้องที่ยังเด็กอยู่ล่ะคะ จะไหวเหรอคะ โตขึ้นไม่กลายเป็นคนที่ไม่รักษาสัญญาเหรอคะ ถ้าทำไม่ได้ทีหลังก็อย่าพูด เสียผู้ใหญ่"
"ไหนบอกว่าขอพูดสั้นๆ"
"จะจบแล้วค่ะ...แต้วเลี้ยงหรือสอนมากแค่ไหน ยังไงก็ไม่เหมือนพ่อ เหมือนแม่ คุณพีศเองก็งานยุ่ง คุณรดาก็ยิ่งกว่ายุ่ง คุณยายยิ่งยุ่งใหญ่ จะไม่ให้เหลือผู้ใหญ่ที่วางใจได้สักคนอยู่ใกล้ตัวน้องเลยเหรอคะ กรรมของ น้องจริงๆ"
พีศทรรตตัดบท
"เข้าใจแล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง จะไปทำอะไรก็ไปทำไป"
"ขอบคุณค่ะ ที่กรุณาให้แต้วพูด ถึงจะสั้นๆ ก็ยังดี"
แต้วออกไป พีศทรรตถอนใจ หนักใจ เครียด จะแก้ปัญหานี้ได้ยังไงดี
เวลากลางคืน สิริมานั่งรออยู่ที่บริเวณล็อบบี้ ก่อนลุกขึ้นมาทักทายธัญรดา ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรม ที่มุมหนึ่ง วายุบุตรพยายามต่อสายหาณัฎฐาลินีอยู่ และยังไม่เห็นว่า ธัญรดามาแล้ว
"สวัสดีค่ะ คุณรดา"
"โทษทีค่ะ ประชุมเลยเวลาไปหน่อยมีเรื่องอะไรที่ต้องรีบตัดสินใจเยอะแยะไปหมด รอแย่เลย"
"ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเข้าใจ เป็นเจ้าของธุรกิจก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ"
"คุณวายุบุตรไม่ได้มาด้วยเหรอคะ"
"วายุบุตรเหรอคะ..." สิริมาปรายตามองวายุบุตร เห็นยังง่วนอยู่กับมือถือ จึงแอบไม่พอใจ แต่รีบแก้ตัว "ติดสายลูกค้าอยู่ทางโน้นค่ะ คงยังไม่เห็นว่า คุณรดามาแล้ว ขอตัวไปตามสักครู่ นะคะ"
"เชิญค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะไปบอกเด็กให้มาช่วยพาเดินดูพื้นที่"
"ค่ะ รบกวนด้วยค่ะ"
ธัญรดายิ้มให้ เดินไปทางหนึ่ง สิริมารีบตรงมาหาวายุบุตรทันที
"วายุคะ!”
วายุบุตรกดวางสาย เก็บมือถือ
"ว่าไง"
สิริมาพาวายุบุตรไปคุยที่มุมอื่นที่เงียบและเป็นส่วนตัวมากกว่านี้

อีกมุมหนึ่งในล็อบบี้ สิริมาบอก
"ช่วยเก็บเรื่องส่วนตัวไว้ก่อนได้มั้ย รู้ตัวหรือเปล่าว่าความหมกมุ่นเรื่องคุณลินีของคุณ กำลังทำให้งานเราเสีย"
วายุบุตรอึ้ง และสิริมาดูเหมือนจะไม่พอใจมาก
"ฉันสังเกตคุณมาหลายวันแล้ว คุณทำตัวเหมือนไม่เคยรู้จักความรัก เทใจและเวลาไปกับมันทั้งหมด โดยไม่สนใจเลยว่าชีวิตคุณยังมีงาน มีลูกจ้างที่ต้องรับผิดชอบชีวิตเป็นร้อยๆ"
"ผมยอมรับ ว่าผมไม่เป็นตัวของตัวเองเลย คุณลินีทำให้ผมว้าวุ่นใจมาก"
"นี่เหรอคะ ความรักที่สวยงามของคุณ"
วายุบุตรอึ้ง
"มันควรจะทำให้คุณมีกำลังใจไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมมันกลับบั่นทอนคุณ"
"ผม...”
"คิดให้ดีนะวายุ ว่าตอนนี้อะไรสำคัญที่สุด ธุรกิจของครอบครัวคุณ ซึ่งหมายถึงของฉันด้วย ลูกน้องคุณ หรือผู้หญิงที่เอาแต่สร้างความเดือดร้อนใจให้คุณได้ทุกวัน ถ้าคุณบาลานซ์ไม่ได้ คุณก็ต้องเลือก! แต่ถ้าไม่เลือก ทุกอย่างมันก็จะพัง"
วายุบุตรเถียงไม่ออก สับสน
"และสำหรับเรื่องดูพื้นที่สร้างเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์ที่นี่คืนนี้ ฉันอยากเห็นคุณอยู่เคียงข้างฉัน แต่ถ้าไม่...ฉันก็จะเคารพการตัดสินใจของคุณ และฉันก็คงต้องเลือกด้วยเหมือนกัน...ฉันจะถอนหุ้นทั้งหมด"
วายุบุตรตกใจ ไม่คิดว่าสิริมาจะยื่นคำขาดก่อนเดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้เขายืนอึ้ง หน้าเครียด

บริเวณลานจอดรถฟิตเนส ณัฎฐาลินีหนักใจ ยังมีเรื่องที่ทำให้คาใจ
"ฉันสับสน ใครกันแน่ที่เลว ใครกันแน่ที่ใส่หน้ากากคนดี แต่เบื้องหลัง ชั่วช้าเลวทราม ฉันจึงพยายามตามหาความจริงอยู่ เพราะฉะนั้น ให้เวลาฉันเถอะนะ จนกว่าฉันจะแน่ใจ ฉันถึงจะกล้าเปิดใจยอมรับเค้า"
"ถึงตอนนั้น แกไม่แก่จนต้องถือไม้เท้าก้าวลงจากคานแล้วหรือไง" ภัทรวลัยว่า
"ฉันไม่แคร์ และไม่รีบ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก็เชิญไปสอยจากคานอื่น"
เพื่อนทั้งสองมองหน้ากันอย่างอ่อนใจ
"ตามใจ"
เธอแน่วแน่กับการตัดสินใจของตัวเอง
"แต่อิจฉาอ่ะ ทำไมผู้ชายของฉันไม่เป็นอย่างนี้บ้าง จะไม่ให้รอนาน จะกระโดดเข้าใส่ทันที ขอให้เห็นสักนิดเหอะว่าชอบฉัน หึ...โดน!” ปินัทธาบอก
เพื่อนทั้งสองบอก
"น่ากลัวมาก"
"ก็คนมันพร้อมมาก"
"ตกลง ไม่เลิก ไม่ถอดใจ" ณัฎฐาลินีถาม
"แหม คนมันรัก ให้อภัยกันได้ตลอดชีวิต ที่ฉันตกลงรับงานเลขาของเค้า เพราะอะไรรู้ป่ะ"
"ตกลง ไม่ใช่เหตุผลเดิม ไม่อยากสวยไปวันๆ กลัวฟุ้งซ่าน ไม่ใช่แระ"
"แหม เวลาเปลี่ยนคนก็ต้องเปลี่ยน...ฉันคิดว่าที่เค้าเสนองานนี้ให้ฉัน เพราะเค้าต้องการอยู่ใกล้ชิดฉัน เพราะต้องการศึกษาฉัน เพราะเค้าเริ่มชอบฉันขึ้นมาแล้วแน่ๆ"
"มโนมากกว่าฉันอีกมั้ย" ภัทรวลัยว่า
"ผีเข้าผีออกที่สุด ไปหาข้าวกินเหอะ ฉันเลี้ยง"
ณัฎฐาลินีกับภัทรวลัยเดินหนีเลย ปินัทธาวิ่งตาม
"เฮ้ย ฉันมีเซ้นส์ ฉันรู้สึกได้จริงๆนะ ไม่ได้มโนคิดไปเอง"

แต่ไม่มีใครรอนาง...
 
อ่านต่อหน้า 3

ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 15 (ต่อ)

พีศทรรตเดินฉับๆมาที่ล็อบบี้ เหลือบไปเห็นธัญรดากำลังสั่งงานพนักงาน 1 พนักงานโค้งออกไป

เขาเข้าไปหาเธอทันที
"ผมต้องคุยกับคุณ"
ธัญรดาตกใจ
"พีศ! ฉันกำลังกำลังจะมีประชุม"
"ตอนนี้"
"ไม่ได้"
"ถ้าไม่ได้ ผมจะยื่นขอคำสั่งศาล ขอไม่ให้คุณไปพบลูกอีก"
ธัญรดาอึ้ง ตกใจและไม่พอใจ
"เป็นเรื่องดีสำหรับคุณอยู่แล้วไม่ใช่เหรอที่ไม่ต้องมีภาระมากวนตัวกวนใจ!”
ธัญรดาไม่พอใจ จ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
สิริมาเดินมา เห็นทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกัน ธัญรดาหันไปกวักมือเรียกพนักงาน1 พนักงานเดินมารับคำสั่ง... ธัญรดาพาพีศทรรตเดินไปทางหนึ่ง สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตึงเครียด สิริมาจำเขาได้ นึกสงสัยความเกี่ยวข้องระหว่าง พีศทรรตกับธัญรดา
พนักงาน1 เดินมาหาสิริมา
"คุณรดาให้ผมพาคุณไปดูพื้นที่ก่อนครับ"
"ขอโทษนะคะ คุณผู้ชายที่เดินไปกับคุณรดาใครคะ พอดีคุ้นหน้าเหมือนเคยรู้จัก"
"คุณพีศทรรต อดีตสามีของคุณรดาครับ"
"อ้อ...”
สิริมารู้สึกว่าความบังเอิญนี้อาจจะเป็นประโยชน์ในการใช้ทำร้ายณัฎฐาลินีได้

ภายในร้านอาหารตามสั่งง่ายๆริมถนน สามสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะ เป้บริการเครื่องดื่มให้สาวๆ มือเป็นระวิง ส่วนสามสาวเอาแต่เมาท์ๆๆ เป้กำลังคีบน้ำแข็งใส่แก้วของปินัทธา
"ของหนูไม่เอาน้ำแข็งค่ะพี่เป้"
เป้คืบน้ำแข็งออก แล้วรินน้ำ “จ๊ะ"
"เสียดายอ่ะมื้อนี้นังเมเปิ้ล อดกินของฟรี นังลินีจ่าย"
"โอ๊ย ปล่อยมันเถอะ กินของฟรีรึจะสู้กินข้าวร่วมโต๊ะกับผู้ชาย" ณัฎฐาลินีบอก แล้วเห็นเป้จะรินน้ำเปล่าให้ "หนูขอน้ำส้มนะพี่เป้"
"จ๊ะ" เป้หันไปสั่ง "น้ำส้มขวดครับ"
"ของหนูเอาน้ำมะนาวปั่น" ภัทรวลัยบอก
"จ๊ะ" เป้หันไปสั่ง "น้ำมะนาวปั่นแก้วครับ"
ภัทรวลัยเปิดประเด็น
"แต่มันจะกินลงเร้อ เห็นบอกว่า พ่อแม่ผู้ชายเชิญไปร่วมโต๊ะ ยัยชะนีเด็กปากเน่านั่นก็อยู่ด้วย"
"คิดเหรอ ว่าคนอย่างมันจะยอมถูกไล่บี้ ว่ามั้ยคะพี่เป้" ณัฎฐาลินีว่า
"จ๊ะ" เป้หันไปสั่ง "ลูกชิ้นรักบี้ที่นึงครับ"
ทุกคนอึ้ง
"ใครจะกินลูกชิ้นรักบี้" ภัทรวลัยภาม
"ก็ได้ยินลินีสั่ง"
สามสาวต่างร้องพร้อมเพรียงกัน "โอ๊ย!"
"หนูพูดว่าไล่บี้ ไม่ใช่รักบี้!"
"ใจลอยไปไหนเนี่ย พี่เป้"
ภัทรวลัยถาม เป้ยิ้มเจื่อน

บ้านกฤษฎา บนเกาะตะวัน เวลากลางคืน เมธาวลัยนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับ กฤษฎา เดโช โสน และน้ำฟ้า เห็นการแบ่งข้างชัดเจนว่าคนละพวก เมธาวลัยกับหยาดทิพย์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเพียงแค่สองคน กฤษฎานั่งติดน้ำฟ้าและโสน เดโชอยู่หัวโต๊ะ ทั้งคู่หน้าจ๋อยมาก กินไม่ลง ไม่แตะอาหารเลย รู้สึกอึดอัด ในขณะที่ฝั่งกฤษฎาทุกคนกินตามปกติ เธอเอาแต่จ้องกฤษฎาเขม็ง แต่เขาทำไม่รู้ไม่ชี้
"อ้าวพวกคุณ...ไม่หิวเหรอ ไม่เห็นแตะสักคำหรือกินกับข้าวบ้านฉันไม่ได้" โสนว่า
"คือ..."
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดต่อ หยาดทิพย์พูดแทรกตอบแทน
"บ.ก. มีเรื่องด่วนที่ต้องคุยกับกฤษน่ะค่ะ แต่ยังไม่ได้คุย ก็เลยกินไม่ลง นิสัยแกเป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ ถ้ายังทำงานไม่เสร็จ ก็จะไม่ยอมกินไม่ยอมนอน ส่วนหนู งดมื้อเย็นค่ะ กลัวอ้วน"
เธอหันมาถลึงตาใส่หยาดทิพย์ "เงียบ!"
"ค่ะ"
"พอดีผมดึงตัวตากฤษไปช่วยงานด่วน ไม่ได้บอกใครไว้ แต่เดี๋ยวทานข้าวเสร็จก็ตามสบายนะ" เดโชว่า
"ผมต้องไปส่งน้ำฟ้าก่อนครับ"
เธอยิ่งเข่นเขี้ยว หมั่นไส้เขาที่ทำวางเฉยและไม่สนใจ น้ำฟ้ารีบฉวยโอกาสทำคะแนน
"คุยก่อนก็ได้กฤษ คุณเมเปิ้ลดูจะร้อนใจมาก เผื่อจะเป็นเรื่องสำคัญนะ"
"งั้นก็คุยตรงนี้เลย กลางโต๊ะอาหารนี่แหละ"
"เผื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้าสองคนก็ได้นะจ๊ะแม่"
"ไม่มีคำว่าส่วนตัวอีกแล้วล่ะ ฉันคิดว่าฉันรู้ ว่าคุณเมเปิ้ลต้องการอะไร"
ทุกคนอึ้ง....
"และฉันก็ไม่คิดว่า ฉันจะยอมปล่อยให้ลูกชายคนเดียวของฉันกลับไปเป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะ"
"ตัวตลกอะไรเหรอจ๊ะแม่"
กฤษฎาหันมองน้ำฟ้าด้วยสายตาตั้งคำถาม แม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง น้ำฟ้าทำไม่รู้ไม่ชี้ เขาลุกเดินหนีออกไป เมธาวลัยมองหน้าโสนไม่วางตา ไม่ครั่นคร้าม
"กฤษ" น้ำฟ้าเรียก
"ตามตากฤษไปอธิบายให้เค้าเข้าใจว่าป้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง ทางนี้ป้าจะเคลียร์เอง"
"ค่ะ"
"คุณก็ออกไปด้วยคุณเดโช"
"ก็แล้วแต่จ๊ะ"
เดโชลุกออกไป หยาดทิพย์รีบลุกตาม
"หนูเองก็ควรออกไปค่ะ ขออนุญาตนะคะบ.ก." เธอหันมากระซิบ "สู้ๆนะคะ"
หยาดทิพย์รีบออกไป เมธาวลัยกับโสนนั่งเผชิญหน้ากัน

"คุณแม่รู้เหรอคะว่าหนูจะมาคุยเรื่องอะไรกับกฤษฎา"

ภายในห้องทำงานธัญรดาในโรงแรม พีศทรรตบอก

"ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณสัญญิงสัญญาอะไรกับลูกไว้บ้างแต่ขอสักครั้งได้มั้ยที่จะทำได้อย่างที่พูด รู้บ้างมั้ยว่าลูกร้องไห้ทุกครั้งที่คุณผิดสัญญา"
"แกเป็นแค่เด็ก ก็แค่เสียใจประเดี๋ยวประด๋าวเดี๋ยวก็ลืม ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรที่ทำให้คุณถึงกับต้องมาขู่ฉันว่าจะฟ้องศาล"
"อย่าคิดว่าเด็กจะไม่รู้เรื่อง ยิ่งยังเล็กหัวใจยิ่งเปราะบาง คุณทำร้ายความรู้สึกของลูกซ้ำซาก คุณมันเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ความต้องการของตัวเอง"
"เมื่อไหร่จะเลิกด่าฉันเสียที ฉันจะไม่ไหวแล้วนะ"
"ก็เลิกคิดอะไรผิดๆ แล้วคิดได้สักทีสิ ผมก็เบื่อที่จะมาตามด่าคุณให้สำนึกหน้าที่ของความเป็นแม่อยู่บ่อยๆเหมือนกัน"
"แล้วจะเอายังไง จะฆ่ากันให้ตายเลยมั้ย"
"ผมจะให้โอกาสคุณเป็นครั้งสุดท้าย ขอโทษลูก แล้วพยายามเห็นความสำคัญของลูก ให้มากกว่าเงินที่คุณบูชา"
"คุณมันเลว! วางหมากไว้แล้วล่ะสิ ทำให้ลูกมองฉันในแง่ร้าย เพื่อจะให้นังดารานั่นกลายเป็นนางเอกในสายตาลูก มันจะได้แต่งงานเข้าบ้านคุณอย่างชอบธรรมใช่มั้ยล่ะ อยากมีเมียใหม่จนตัวสั่น แล้วใช้ลูกเป็นเครื่องมือ หน้าไม่อาย"
"ใครกันแน่ที่ใช้ลูกเป็นเครื่องมือทำลายความสัมพันธ์ของผมกับน้ำผึ้ง อย่าคิดว่าผมตามเกมคุณไม่ทัน ยังไงคุณก็คงมองไม่เห็นความผิดของตัวเองใช่มั้ย"
ธัญรดาอึ้ง เจ็บใจ โกรธเกินกว่าจะมองเห็นความผิดตัวเอง
"ถึงเราจะแยกทางหย่าขาดจากความเป็นผัวเมียกันแต่เรายังมีหน้าที่ของความเป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องช่วยกันดูแลลูก เป็นหน้าที่ที่ต้องทำไปจนกว่าจะตาย จำไว้! ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเราอีก"
พีศทรรตออกไป ปิดประตูดังโครม! ธัญรดาโกรธจนตัวสั่น ระบายอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดด้วยการขว้างปาของในห้อง

มุมหนึ่งในบ้าน กฤษฎาเข้ามาเอาเรื่องน้ำฟ้า
"ฟ้าไปเล่าให้แม่เราฟังทำไม! เราเคยขอฟ้าแล้วใช่มั้ย ว่าให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ"
"เราไม่มีทางเลือก แม่ของกฤษเป็นคนฉลาด เค้าดูออกทุกอย่างว่ากฤษมีปัญหา เราถูกบังคับให้พูดให้เล่าเรื่องทั้งหมด!"
กฤษฎาอึ้ง
"เราไม่เคยโกหกกฤษ กฤษก็รู้"
เขาใจเย็นลง
"เราขอโทษ ขอโทษจริงๆ"
"ไม่เป็นไร เราไม่เคยโกรธกฤษเลยนะ"
น้ำฟ้าตั้งใจส่งสายตาลึกซึ้งให้กฤษฎา เป็นครั้งแรกที่เขารับรู้ถึงความรู้สึกนั้น เลยอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบตัดอารมณ์ตัวเอง
"ฟ้าจะกลับบ้านเลยมั้ย เราจะไปส่งเลย"
"แล้วคุณเมเปิ้ลล่ะ กฤษไม่อยากคุยกับเค้าก่อนเหรอ"
"ให้คุณแม่คุยน่ะดีแล้ว"
น้ำฟ้ายิ้มกว้าง อยากจับมือเขาใจจะขาด แต่เขากลับรีบเดินนำไปก่อน เธอใจแป้วมองตาม เมื่อไหร่ เขาจะเปิดใจจะเปิดเธอนะ

เมธาวลัยนั่งนิ่ง มั่นคง พยายามกดมือของตัวเองไว้ไม่ให้สั่น
"จะมาขอร้องให้ลูกชายฉันกลับไปช่วยคุณเล่นเกมหลอกลวงย่าตัวเอง" โสนว่า
"ค่ะ"
"ผิดศีลข้อหนึ่ง ว่าด้วยมุสา อะไรนะ"
"ไม่ทราบค่ะ ไม่ค่อยได้ท่อง"
"เคยเข้าวัดมั้ย"
"เข้าบ้างตามวาระ แต่ไม่อินค่ะ"
"มิน่า...ถึงได้ทำบาปได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ"
"มันจำเป็นค่ะ"
"เรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของกฤษ ฉันคิดว่าลูกชายฉันมีน้ำใจช่วยเธอมามากพอแล้ว"
"นั่นเป็นความคิดของคุณแม่ค่ะ ไม่ใช่ของกฤษ"
"ลูกชายฉันคงคิดเหมือนกับฉัน เค้าไม่ได้อยากยุ่งกับเธอ ไม่อย่างนั้นเค้าจะไม่มีท่าทางเฉยเมยกับเธอแบบนั้น"
"จนกว่าหนูจะได้ยินจากปากของกฤษค่ะ หนูถึงจะเชื่อ"
"แล้วถ้าได้ยินแล้วล่ะ เธอจะทำยังไง เรือสปีดโบ๊ตของฉันพร้อมใช้เสมอนะ ยี่สิบสี่ชั่วโมง"
"ขอให้ได้ยินก่อนค่ะ จึงจะตัดสินใจ"
"เธอนี่มันดื้อจริงๆนะ"
"ค่ะ ใครๆก็บอก แก้ไม่เคยหาย หมดเรื่องคุยแล้วนะคะ ขอตัวค่ะ"
เมเปิ้ลลุกขึ้น หลังตรงคอตั้งเดินออกไป
"ฉันกำลังจะจัดงานหมั้นให้กับกฤษและน้ำฟ้า"
เมเปิ้ลชะงัก หันมา อกหักซ้ำเข้าไปอีก
"ด้วยวัย และหน้าที่การงานที่เธอรับผิดชอบ คงจะพอทำให้เธอคิดได้บ้างนะว่า ลูกชายฉันไม่มีทางยอมทำเรื่องไร้สาระปัญญาอ่อนกับเธออีกแน่นอน"
เธอยังใจแข็งทั้งที่เข่ากำลังอ่อน
"ก็คงต้องขอคุยกับกฤษตัวต่อตัวก่อน เหมือนเดิมค่ะ"
โสนหงุดหงิดเธอที่ดื้อด้าน พูดไม่รู้เรื่อง เธอหันเดินออกไปอย่างทระนง

มุมหนึ่งในบ้านกฤษฎา เมธาวลัยลงนั่ง ใจหายใจคว่ำ คุยมือถือกับเพื่อนๆ
"ฉันจะเป็นลมอ่ะแก๊! เกิดมาไม่เคยสั่นอย่างนี้เลย คุณย่าว่าโหด ฉันยังไม่เคยกลัว แต่แม่ของกฤษฎา เป็นอะไรที่....เหนือคำอธิบายอ่ะแก๊!"
ภายในร้านอาหารข้างทาง ทุกคนรุมกันฟังมือถือที่เปิดสปี๊กเกอร์ ทั้งที่ยังกินอาการยังไม่เสร็จ
"แล้วไปคุยกับตัวแม่ทำไม ทำไมไม่คุยกับผู้ชาย" ปินัทธาว่า
"ไม่มีโอกาสเลย ยัยชะนีเด็กมันปาดหน้าเค็กชิงตัวกฤษฎาไปตลอดเลยอ่ะ"
"แม่ผู้ชายไม่ชอบแกเลยเหรอ" ณัฎฐาลินีถาม
"ใช้คำว่าเกลียดเลยดีกว่า"
"ถ้าจะเอาลูกเสือ ก็ต้องใจกล้าเข้าถ้ำเสือนะจ๊ะเมเปิ้ล" เป้บอก
"ใจกล้าหน้าด้านอยู่เนี่ยพี่เป้"
"เออ ด้านให้มากกว่านี้อีก เอาให้คนแถวนั้นอายแทนแกไปเลย เดี๋ยวเค้าก็ยอมๆแกเองแหละ" ภัทรวลัยว่า
"แค่นี้ก็เห็นประตูนรกอยู่รำไรแล้ว"
"เอาน่า...อีกนิด รอคุยกับผู้ชายก่อน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวแม่ ตัวอิจฉา ที่ไหนทั้งนั้น แต่อยู่ที่ผู้ชาย นังโต้ผู้จัดการฉันเคยกล่าว!" ปินัทธาบอก
"ว่ามั้ยคะพี่เป้" ภัทรวลัยถาม
เป้หันไปสั่งของ
"ยำไข่ดาวที่นึงครับ!"
"ใครจะกินคะพี่เป้"
"ก็วลัยสั่งเมื่อกี้"
ทุกคนบอก "ไม่ได้สั่ง!"
"เหรอจ๊ะ สงสัยพี่คงเบลอ"
"ช่วงนี้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนะคะพี่เป้"
ณัฎฐาลินีรีบตัดบท
"แค่นี้ก่อนนะเมเปิ้ล มีความคืบหน้าอะไรรีบรายงาน เคร!" เธอวางสายแล้วบอก "คิดเงินค่ะ ไปหาเองดีกว่าค่ะ ไป น้ำผึ้ง"
เธอรีบลากปินัทธาให้ลุกไปจ่ายตังค์ ทิ้งภัทรวลัยที่กำลังยืนเอาเรื่องเป้ไว้

ณัฎฐาลินีเดินลิ่วมากับน้ำผึ้ง
"เหย ทิ้งเพื่อนมาแบบนี้จะดีเหรอ"
"ให้ผัวเมียเค้าเคลียร์กันเหอะ"
"แต่ฉันว่าไอ้วลัยทำไม่ถูก อุตส่าห์เตือนแล้วนะว่าอย่าหาเรื่องผัว ฉันจะไปห้ามมัน"
เธอรีบรั้งเอาไว้
"เหย ปล่อยเค้าเคลียร์กันเอง เราคนนอกอย่าไปยุ่ง ไม่ถึงกับคอขาดบาดตายอะไรอย่าเข้าไปแส่ ผัวเมียเค้านอนคุยกัน เดี๋ยวก็ดีกันน่า"
"ก็ได้...ไว้ค่อยโทร.หามัน งั้นแยกย้ายนะ"
"บาย ขับรถดีๆ"
ทั้งคู่แยกย้ายกันเดินไปคนละทาง

ภายในล็อบบี้ของโรงแรม วายุบุตรนั่งนิ่งใช้ความคิดตรึกตรอง ก่อนจะตัดสินใจ ลุกขึ้นเดินออกไป
 
อ่านต่อหน้า 4

ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 15 (ต่อ)

สิริมาเดินดูพื้นที่พลาซ่ากับพนักงาน1 ธัญรดา ปรับสีหน้าและอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติ ฉีกยิ้มแล้วเดินไปหาสิริมา

"ขอโทษนะคะที่ให้รอนาน"
สิริมาสังเกตสีหน้าของธัญรดา
"ไม่เป็นไรค่ะ คุณ...โอเคหรือเปล่าคะ"
"โอเคมากค่ะ ตกลง...คุณวายุบุตรล่ะคะ"
"คือ... วายุเค้า"
"สวัสดีครับ คุณธัญรดา"
สิริมายิ้มออกทันที หันไปมองวายุบุตร ยิ้มอย่างขอบคุณให้ เขายิ้มตอบให้ ด้วยสายตาที่แทนการขอบคุณ ก่อนจะเดินมาหาธัญรดา
"ขอโทษที่มาช้านะครับ ผมเพิ่งจะเคลียร์เรื่องสำคัญที่ต้องรีบจัดการเสร็จเรียบร้อย"
สิริมายิ้มกริ่ม
"งั้นเชิญทางนี้ค่ะ ดิฉันจะพาคุณดูพื้นที่ไปด้วยและก็บรีฟสิ่งที่ต้องการไปด้วยเลย"
"ครับ"
ธัญรดาเดินนำไป สิริมาเข้ามาคุยกับวายุบุตร
"ขอบคุณนะคะ ที่ไม่ทำให้ฉันผิดหวัง"
"ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน และขอบคุณสำหรับคำเตือน"
"หมายความว่า คุณเลือกแล้ว"
"ผมเลือกที่จะรักษาบาลานซ์ชีวิตตัวเองให้ดีกว่านี้โดยที่จะไม่เสียอย่างใด อย่างหนึ่งไป ทุกอย่างสำคัญกับผมมาก"
วายุบุตรก็เดินตามธัญรดาไป สิริมาเจ็บใจที่เขายังเลือกที่จะเก็บณัฎฐาลินีเอาไว้ในชีวิต

เมธาวลัยเดินเล่นอยู่ริมหาด ทอดถอนอารมณ์ ก่อนจะรู้สึกว่ามีเงาตะคุ่มๆอยู่ในความมืดข้างๆ
เธอคอไม่ดี ตัดสินใจเดินหนี เพราะกลัวอันตราย เธอร้อนรน จนไม่ได้ดูทาง ทันใดนั้นก็ปะทะเข้ากับร่างผู้ชายคนหนึ่ง เธอกรีดร้องเสียงดัง
"อ๊าย! ช่วยด้วย ช่วยด้วย ฉันกำลังจะถูกข่มขืน"
กฤษฎา ยึดมือของเธอเอาไว้
"เกินไปหรือเปล่าครับ"
เธอชะงัก อึ้ง มองเห็นเขาเต็มตาก็ดีใจ
"กฤษ"
เธอกอดเขาเอาไว้อย่างดีใจ โล่งใจ ขณะที่เขาระงับอารมณ์อ่อนไหวของตัวเองอย่างเต็มที่
"ที่นี่ไม่เคยมีเรื่องเลวร้ายแบบนั้นเกิดขึ้น ผมว่าคุณคิดไปเอง"
เธออึ้ง ผงะ
"คิดไปเอง"
"ครับ"
"จะบ้าเหรอ! ฉันไม่ได้บ้านะ ฉันเห็นเงา มันไหวๆ ผลุบๆโผล่ตามตรงโน้น"
"แถวนี้มีแต่หมาครับ"
เธออึ้ง
"คนที่อยู่ที่นี่เป็นญาติผม หรือไม่ก็คนงานที่คุณพ่อและผมสกรีนประวัติแล้วทุกคน โอเคนะครับ"
เขาเดินหนี เธอเข้าไปขวางหน้า
"เดี๋ยวก่อน! หยุด! ฉันต้องคุยกับเธอ หลายเรื่องให้รู้เรื่อง"
"ครับ"
เขามองหน้าเธออย่างหมางเมิน จนเธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ

เวลาต่อเนื่องมา ณัฎฐาลินีไขกุญแจเปิดประตูบ้าน รถคันหนึ่งแล่นผ่านหน้าบ้านไปอย่างช้าๆ ช้างและมาร์กอยู่ในรถ มองมาในบ้านอย่างประสงค์ร้าย

บริเวณริมหาด เมธาวลัยตัดสินใจถามกฤษฎา
"จงตอบคำถามฉันมาเป็นข้อๆ"
"ผมไม่ใช่นักเรียนของคุณ"
"ไม่ใช่ก็ต้องตอบ"
"ตอบได้ก็จะตอบ"
"ข้อหนึ่ง เดี๋ยวนี้พูดจาห้วนสั้นนะ ทำไม เป็นอะไร"
"เป็นปกติเวลาอยู่ที่นี่ครับ ไม่ค่อยอยากคุยกับใคร ทำแต่งานก็หนักพอแล้ว"
"โอเค พูดยาวขึ้นหน่อย ค่อยรู้สึกคุ้นเคย"
"ช่วยไปที่ข้อสองครับ"
"ข้อสอง หนีฉันมาทำไม"
"ตอบคำถามนี้ไปแล้วครับ"
"ก็จริง ฉันลืม...ข้อสาม ถ้าฉันจะขอร้องให้เธอช่วยกลับไป เพื่อแกล้งเป็นแฟนฉันอีกได้มั้ย ฉันขอเวลาแค่สิบห้าวันเท่านั้น"
"หมดคำถามหรือยัง"
"ตอบคำถามฉันมาก่อน"
"คุณมีคำถามอะไรอีกมั้ยที่จะถามผม"
"ไม่มี มีแค่นี้"
"ก่อนที่ผมจะตอบ ผมขอถามคำถามคุณหนึ่งข้อ"
"กล้าต่อรองกับฉันเหรอ"
"ถ้าคุณไม่ตอบ ผมก็ไม่ตอบ"
"ก็ถามมาสิ"
"คุณรู้สึกยังไงกับผม"
เธออึ้ง
"คุณดั้นด้นมาที่นี่ เพื่อจะมาถามคำถามผมสามข้อ เท่านั้นเหรอครับ"
"ไม่...เอ่อ..."
เธอคิดถึงคำพูดของโสนที่บอกว่า จะจัดงานหมั้นระหว่างกฤษฎากับน้ำฟ้า
"ว่าไงครับ"
"เธออยากจะได้ยินว่าอะไร"
"คุณชอบผม"
"ฉันไม่มีทางชอบเด็กอย่างเธอ"
"ทำไมครับ"
"จะชอบทำไมให้มีแต่เสียกับเสีย โชคดีนะที่ผ่านมามันคือการอุปโลกน์ ถ้าฉันเป็นแฟนเธอจริงๆ แล้วต้องกล้ำกลืนกับคำนินทาว่าร้ายพวกนั้น... ไก่แก่แม่ปลาช่อนบ้างล่ะ พวกชอบกินเด็กบ้างล่ะ ไม่มีทางอยู่กันยืดหรอกบ้างล่ะ ฉันคงอกแตกตาย"
กฤษฎาอึ้ง
"ผมเคลียร์ล่ะ"
"แล้วจะตอบฉันได้หรือยัง ช่วยฉันได้มั้ย ฉันขอร้อง ได้มั้ย"
เธออ้อนวอนเขาผ่านทางสายตาจริงใจ
"คุณแคร์แค่ว่า ทำยังไงก็ได้ที่ไม่ต้องแต่งงานกับคนที่คุณย่าเลือกให้ ใช่มั้ย"
"ก็แล้วต้องแคร์อะไรอีกล่ะ แค่นี้ก็หนักหนาพอแล้วสำหรับฉัน"
"คำตอบผมก็คือ ไม่กลับครับ คุณต้องกลับไปคนเดียวแล้วล่ะ"
กฤษฎาหันหลัง น้ำตาซึม ซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ แล้วเดินจากมา
เมธาวลัยมองตามด้วยหัวใจสลาย กลั้นน้ำตาเอาไว้ จนเขาเดินลับตาไป ก็สิ้นความอดทน ทรุดฮวบ ร้องไห้โฮ
"ฉันจะบอกได้ยังไง เธอกำลังจะหมั้นกับคนที่เธอรัก ฉันไม่กล้าบอกใครหรอก ว่าฉันชอบคนที่มีเจ้าของแล้ว"

เธอนั่งสะอื้นอยู่กับคลื่นทะเล

กรุงเทพ เช้าวันใหม่ ตมิสาลงนั่งที่โต๊ะทำงานใหม่ ใกล้กับโต๊ะเพทายและโตโต้ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว เธออารมณ์ฉุนเฉียว ลอยหน้าลอยตา

" ฉันต้องทำอะไรยังไงบ้าง"
เพทาย โตโต้นั่งเช็คงานตัวเองในคอมพิวเตอร์ ไม่ได้หันมาตอบ เธอหันไปแว้ด
"นี่! เอาหูเอาปากมาทำงานด้วยหรือเปล่า ฉันถามว่าต้องทำ อะไรบ้าง ยังไง"
"แล้วหล่อนถามใคร พูดลอยๆ แบบนี้ใครจะไปรู้ว่าหล่อนอยากได้คำตอบจากใคร" โตโต้บอก
"ใครก็ได้"
"ถ้าใครก็ได้" โตโต้หันไปพูดเบาๆกับเพทาย "งั้นเพทายก็ตอบเค้าไปหน่อยนะเพราะว่าแฟนไม่อยากเสวนากับชะนีเมนส์หมดแต่เช้า ไม่อยากอารมณ์เสีย"
"ใครแฟนใคร" เพทายถาม
"อุ๊บส์ขอโทษ เผลอตัวจิ้นเองอยู่เรื่อยเลย"
"นี่ตกลงจะตอบหรือไม่ตอบ"
"หั่นโหล้!"
ทุกคนหันไปมอง น้ำผึ้งมาในชุดอลังการ สวยเป็นพิเศษ
"สวัสดีจ้าทุกคน...ยินดีต้อนรับตัวเองกับตำแหน่งเลขาคนรักนะจ๊ะ"
"ชิ!...ขุ่นป้าคะ เก็บกดเพราะเป็นดาราตกกระป๋องไม่มีโอกาสไปโชว์สวยที่ไหนเหรอคะ เลยต้องมาระบายออกในออฟฟิศ ทั้งๆที่เป็นแค่เลขา แต่งซะเว่อร์"
"อุ๊ตะ! หล่อนไม่เว่อร์เลยนะ" โตโต้แขวะ
"ธรรมดาย่ะ ใช่มั้ย เพทาย"
"ธรรมดาที่ไม่ธรรมดาครับ"
"คนที่เก็บกดคงไม่ใช่ป้าหรอก แต่เป็นหล่อนนั่นแหละ!อยู่ๆก็แกว่งปากหาเสี้ยน ขอโบกนะ ตอนนี้ป้าไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อ เพราะฉะนั้น ป้าสามารถตบชะนีปากเสียได้ โดยไม่ต้องแคร์สื่อ!"
ปินัทธาถลกกระโปรงเตรียมตัวพร้อม
"ขุ่นป้าสู้ๆ ขุ่นป้าสู้ตายค่า!" โตโต้เชลียร์
"แน่จริงก็เอาสิ! บอสไม่อยู่ หนูก็สู้คนนะ"
ตมิสาตั้งรับ
"อย่ามีเรื่องกันครับ อย่าครับ"
เพทายเข้าไปขวาง ถูกตมิสาผลักออกไปจนกระเด็นไป โตโต้รับเอาไว้แนบอก
"โถ พ่อคุณพ่อขนุนหนัง เจ็บมั้ยอ่ะ โอ๋"
"ปล่อย!"
ทั้งคู่เตรียมฮึ่มใส่กัน พีศทรรตเข้ามากับเมอร์ดี้
"มีเรื่องอะไรกันแต่เช้า หา!"
ทุกคนหยุดชะงัก ค้างในท่าที่เตรียมเงื้อตบ เหวอ พีศทรรตมองมาอย่างเอาเรื่อง เมอร์ดี้ยิ้มเหยียด นึกสะใจ

ในห้องทำงานพีศทรรต ทุกคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน เขานั่งใช้ความคิดหลังจากฟังเรื่องราว ทั้งหมด
"เอาล่ะ!"
ทุกคนตกใจ แต่ตมิสาตกใจสะดุ้งเฮือกเล่นใหญ่มากกว่าทุกคน
"ว้าย!"
"เล่นใหญ่ไปมะหล่อน" ปินัทธาถาม
"ก็หนูตกใจนี่ หนูกลัวบอสจะลำเอียงตัดสินเข้าข้างแฟนตัวเองทั้งๆที่หนูไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน"
"อู๊ย! ดราม่าเว่อร์" โตโต้บอก
"เพทาย เมอร์ดี้รออยู่นานแล้ว รีบพาไปเซ็นสัญญาเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทัน"
"ครับ บอส" เพทายรับคำแล้วหันมาพูดกับตมิสา "ถึงผมจะรักคุณ แต่งานนี้ คุณเริ่มก่อนนะ ยอมรับผิดเถอะครับ"
"ไป๊!!!!
เพทายออกไป ตมิสาหน้าจ๋อยสนิทลงไปอีก
"โตโต้....ช่วยเทรนงานให้ตมิสาด้วย ออกไปได้แล้วไป"
"เอ๊า แล้วไม่คิดจะลงโทษคนทำผิดหรือไง" ปินัทธาถาม
"ทะเลาะวิวาท ถือว่าผิดทั้งคู่ ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนก็ตาม และโทษก็คือถูกไล่ออก"
ปินัทธาและตมิสาต่างตกใจ หน้าซีด
น้ำผึ้งบอกกับโตโต้
"งั้นรีบพามันออกไปเลยไป"
"ค่ะป้า"
"จำไว้ด้วยนะ ถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ผมจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ควรรู้ตัวและออกไปเอง โดยไม่ต้องให้ผมด่าไล่หลัง"
ทุกคนรับคำ "ค่ะ!"
โตโต้พาตมิสาออกไป เหลือปินัทธากับพีศทรรตตามลำพัง เขามองการแต่งตัวของเลขาคนใหม่ชนิดหัวจรดเท้า
"สวยและเหมาะสม เป็นอาหารตา ดูแล้วสดชื่นดีป่ะ"
"เฮ้อ"
เขากุมขมับ นึกขำ จนปินัทธาต้องสำรวจตัวเอง
"ทำไมอ่ะ"

เพทายสะพายกระเป๋าเตรียมพร้อมไปเซ็นสัญญา เดินเข้ามาหาเมอร์ดี้ที่ยิ้มเหยียด ดูมิสาเดินมานั่งที่โต๊ะกับโตโต้
"ไป เมอร์ดี้"
"พี่เพทายคะ ลูกค้ากำหนดวันไว้ว่าจะต้องถ่ายวันไหนคะ บอกหนูอีกทีสิคะ"
"จันทร์ที่สามของเดือนหน้าจ๊ะ"
"ตายจริง พอดีทางคณะออกกำหนดการสอบกลางเทอมมาแล้วน่ะค่ะ สอบทั้งเดือนเลยอ่ะ หนูเพิ่งรู้เมื่อเช้า เพื่อนโทร.มาบอก"
"หวาย! เงิบล่ะสิ เอาไงดีล่ะ"
"ขอเลื่อนมาเป็นภายในเดือนนี้ได้มั้ยคะ เดือนหน้าหนูอยากเต็มที่กับการสอบ เลื่อนมาอาทิตย์นี้ได้มั้ยคะ"
"อาทิตย์นี้!"
"ก็หนูว่างไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ ยังไง เป็นผู้จัดการส่วนตัวดาราแต่ต้องให้ดารามาจัดคิวเองเนี่ยนะ บอสรู้ ออฟฟิศระเบิดแน่"
"แล้วพี่จะคุยดูนะ โอเคนะ ไม่ต้องให้บอสรู้นะ"
"ก็ได้"
เมอร์ดี้แอบยิ้มสะใจเดินไปอย่างมีแผนในใจ
" ยิ่งออกสื่อเร็ว ก็ยิ่งดีนะพี่เพทาย"
เพทายเดินตามต้อยๆ
"แต่ลูกค้าเค้ามีแผนวางเอาไว้แล้วว่าจะออกอากาศตั้งอีกสองเดือน ถ่ายเร็วไปก็ไม่มีผล"
"ก็บอกให้เค้าเลื่อนให้เร็วขึ้นสิ หนูอยากเห็นงานเร็วๆ"
"หื้อ?"
"ไม่งั้นก็ไม่เซ็น อย่าลืมสิว่าเราเป็นต่อ ดาราวัยรุ่นตอนนี้ที่ดังที่สุดคือหนู"
"เอ๊า?"
เมอร์ดี้เดินลิ่วไป เพทายเกาหัวแกรกๆ ยุ่งยากใจ

สิริมาคุยมือถือพลางทานอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์
"ดิฉันสิริมาค่ะคุณธัญรดา...พอดีเมื่อคืนดิฉันมีโอกาสเห็นอดีตสามีของคุณ"
ธัญรดาเดินคุยโทรศัพท์เข้ามาในโถงล็อบบี้โรงแรม
"ถ้าเราจะทำธุรกิจร่วมกัน เราก็ไม่ควรพูดเรื่องส่วนตัวกัน"
"ขอโทษด้วยนะคะ ที่ต้องพูดเรื่องนี้ แต่ดิฉันมีข้อเสนอบางอย่าง เผื่อว่ามันอาจจะเอื้อประโยชน์ต่อกันได้"
"เรื่องอะไร"
สิริมามองหน้าหนังสือพิมพ์คอลัมน์ซุบซิบบนโต๊ะ เห็นรูปธัญรดาและพีศทรรตคู่กันและรูปของน้ำผึ้งแทรกกลาง
"แฟนใหม่ของอดีตสามีคุณซึ่งดิฉันทราบมาว่าคุณไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าสักเท่าไหร่นัก เพราะเข้ามาเป็นตัวขัดขวางไม่ให้คุณกับสามีคืนดีกัน"
"คุณรู้ได้ยังไง"
"ข่าวสังคมที่ลงในหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับน่ะสิคะ"
"แล้วไง"
"ดิฉันรู้จักดาราคนนั้น เพราะเป็นเพื่อนสนิทกับผู้หญิงที่ดิฉันเองก็ไม่ชอบหน้า บางทีเราสองคนอาจจะมีอะไรสนุกๆทำร่วมกันได้นะคะ"
ธัญรดาอึ้ง แต่รู้สึกพอใจกับข้อเสนอของสิริมา เธอยิ้มพราย ดื่มกาแฟ ชิลๆ

ณัฎฐาลินีกำลังจะเข้าออฟฟิศ วายุบุตรเข้าดักหน้าเธอชะงัก
"ยังจะมาอีกเหรอ"
"มาคอนเฟิร์ม ว่าผมยังไม่ไปไหน"
"ฉันเหนื่อยกับคุณจริงๆ"
"จนกว่าจะหมดแรงไปข้างนึง"
ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากัน เสียงมือถือของเธอดังขึ้น เห็นเป็นเบอร์สำนักงานนักสืบ ก็แปลกใจ

ห้องพักรีสอร์ทเกาะตะวัน เมธาวลัยนอนซมอยู่บนเตียง ตาบวมตุ่ย เพราะร้องไห้มาทั้งคืน เธอนอนหันหลังให้กับหยาดทิพย์ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่
"บ.ก.คะ ตกลงจะอยู่หรือจะไปดีคะ"
"ถ้าเป็นเธอ เธอจะทำยังไง"
"สู้สิคะ! อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมา จะกลับไปมือเปล่าโดยไม่หิ้วผู้ชายไปด้วย ถือว่าบ.ก.แพ้นะคะ"
"แพ้เหรอ...ฉันไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้"
"ใช่ค่ะ เราต้องสู้!"

เธอนอนคิดหนัก เอาไงดี จะอยู่เพื่อยื้อต่อ หรือจะกลับกรุงเทพฯดี
 
อ่านต่อตอนที่ 16
ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 12
ก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหล ตอนที่ 12
ภายในรถที่แล่นอยู่บนถนน ณัฎฐาลินีคิดถึงการตื้อของวายบุตรแล้วหน้าแดง บ้า...ดื้อ...เอาสิ ตื้อได้ตื้อไป เสียงมือถือเธอดังขึ้น ลินีหยิบฌทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นชื่อวายุบุตรก็ตกใจ อะไรจะตายยากขนาดนี้เนี่ย เธอลังเลก่อนตัดสินใจรับสาย ทำเสียงนิ่งแต่ใจเต้นโครมคราม อะไร ยังไง ไม่มีอะไรทำหรือไง วายุบุตรคุยมือถือ และกำลังจะออกจากบ้าน อยากทำกับคุณ นี่! พูดอะไรก็พูดให้จบ อย่ามาสั้นห้วน ทะลึ่ง ผมไม่ใช่คนสั้นห้วน ก็คุณมาขัดจังหวะทำไม ตลอด ขอโทษ...มีอะไรก็รีบว่าไปสิ ไปเที่ยวด้วยกันหน่อยสิ เห็นฉันว่างงานนักหรือไง
กำลังโหลดความคิดเห็น...