xs
sm
md
lg

หางเครื่อง ตอนที่ 18

เผยแพร่:

หางเครื่อง ตอนที่ 18

เย็นวันนั้นที่หน้าวงของโรจน์ ขำขี่รถซาเล้งมาตามถนนสีหน้าโมโหจัด ขำเลี้ยวรถซาเล้งเข้ามาจอดที่หน้าวงของโรจน์
 
เขาลงจากรถแล้วจัดการขนถุงขยะมากมายโยนไว้หน้าวงของโรจน์เสียงดังโครมคราม ลิ้นจี่เดินออกมา ตกใจกับขยะกองโตที่ขำโยนเอาไว้ เงยหน้ามาชี้หน้าขำ
“ไอ้ขำ นี่แกทำบ้าอะไรของแกเนี่ย” ขำไม่สนใจ จัดแจงขนถุงขยะโยนลงมากองต่อ แถมโยนไปให้โดนลิ้นจี่จนลิ้นจี่กระโดดหนีแทบไม่ทัน “ว้าย ไอ้ขำ ไอ้บ้า! หยุดเดี๋ยวนี้นะชั้นบอกให้หยุด หยุดนะ” ขำหยุดยืนหันมาจ้องหน้าลิ้นจี่ สายตาแสดงความโกรธ “แกเป็นบ้าอะไรของแกเนี่ย”
“คนจิตใจสกปรกอย่างแกน่ะเหมาะกับขยะแบบนี้ล่ะ” ลิ้นจี่อึ้งไป ขำเลยได้โอกาสด่าต่อ “รวิ เค้าอุตส่าห์ช่วยแก เห็นว่าจะเป็นจะตาย ยังจะเนรคุณใส่ร้ายเค้าอีก” ลิ้นจี่ลอยหน้าลอยตาทำไม่รู้ไม่ชี้ “แก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังไม่คิดจะทำสิ่งดีๆ ในหัวมีแต่เรื่องชั่วๆ”
“หนอย ไอ้ขำ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน”
ขำไม่สนใจ หยิบถุงขยะโยนเข้าไปอีก ลิ้นจี่กรี๊ดแตกพยายามหยิบถุงขยะโยนออกไป แต่ขำก็หยิบกลับมาโยนเข้า โยนกันไปมาจนลิ้นจี่หอบ
“ไอ้ขำ”
“นังลองกอง”
ลิ้นจี่กรี๊ดลั่นวิ่งปรี่เข้าหาขำ แต่ขาของลิ้นจี่สะดุดกับขยะที่พื้นจนเธอหน้าคะมำลงไปกับกองถุงขยะ ลิ้นจี่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นขยะติดเต็มหัว ปากแตก เลือดกำเดาไหล ขำปรายตามามองอย่างสะใจ ก่อนจะเดินขึ้นรถซาเล้งแล้วขี่ออกไปทิ้งให้ลิ้นจี่นั่งกรี๊ดอยู่คนเดียว
“ไอ้ขำ ไอ้เด็กเวร ไอ้...”

ส่วนที่กองถ่าย เดือนยืนถือโทรศัพท์ท่าทางกระวนกระวาย
“เป็นไง ติดมั้ยเดือน”
เดือนส่ายหน้าลองกดโทรใหม่ ป้อมยืนรอลุ้นอยู่ข้างๆ
“ปิดเครื่อง ทำไงดีพี่ป้อม”
“โธ่ รวิ ต้องเข้าใจผิดแน่ๆ เลย แล้วไปไหนของมันแล้วเนี่ย” เดือนมีสีหน้ากังวล “หรือว่าจะกลับไปรอที่บ้านแล้ว”
“เออ ก็ไม่แน่นะ”
“งั้นเรารีบกลับกันดีกว่า พี่ป้อม”
ป้อมพยักหน้ารับ จัดแจงช่วยกันลงมือเก็บข้าวของอย่างเร่งรีบ ทวีศักดิ์เดินเข้ามาเห็นเดือนกำลังเก็บของอยู่ก็ถามขึ้นมา
“เดือนจะกลับแล้วเหรอ ไป เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวเดือนกลับแท็กซี่ดีกว่า”
“ให้ผมไปส่งเถอะ จะได้คุยกันเรื่องทนายด้วย”
เดือนหยุดมือที่กำลังเก็บของ เงยหน้าขึ้นมามองทวีศักดิ์ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าป้อม ป้อมทำหน้าลำบากใจ พูดไม่ออก
“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“โอเค มาเดี๋ยวผมช่วย”
ทวีศักดิ์จัดแจงเข้ามาช่วยถือกระเป๋าให้เดือนแล้วเดินนำออกไป เดือนทำหน้าลำบากใจหันมามองป้อมแล้วพากันเดินตามออกไป

อีกด้านหนึ่งขณะนั้น ชูเกียรติเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี จนมาถึงหน้าห้องตัวเอง กำลังจะไขกุญแจเข้าห้อง
“พี่เกียรติ”
ชูเกียรติสะดุ้ง หันกลับมาเห็นแก้วเดินเข้ามาหา เขาทำหน้าเซ็งๆ
“มีอะไรเหรอแก้ว มาถึงนี่เลย”
“มีอะไรงั้นเหรอ ไหนบอกมาซิ นังเดือนมันเสนออะไรให้ ถึงได้เอามันกลับมาเสียบงานของแก้ว”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ลูกค้าเค้าเห็นว่าเดือนตรงกับคอนเซ็ปมากกว่า”
“ใช่เหรอ แค่นั้นเองเหรอ”
“เอาน่า เดี๋ยวพี่ก็มีงานมาเรื่อยๆ แหล่ะ ทั้งงานโชว์ตัว ออกอีเวนท์ รับรองพี่พาแก้วไปแน่”
“นังเดือนมันกลับมาแล้ว มีเหรอพี่เกียรติจะเรียกแก้ว” ชูเกียรติไม่กล้าสบตาแก้ว
“เฮ้อ เอาตรงๆ เลยนะแก้ว ก็เดือนน่ะเค้าไม่เรียกเปอร์เซ็นต์โหดแบบแก้วนี่”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่ จะเอาชั้นไปเทียบกับนักร้องตกกระป๋องอย่างนังเดือนได้ไง”
ชูเกียรติมองแก้วหัวจรดเท้า
“งั้นก็ไม่มีอะไรต้องสงสัยแล้วนี่ เพราะพี่เลือกนักร้องตกกระป๋องเรียบร้อยแล้ว”
พูดจบชูเกียรติก็เปิดประตูเดินเข้าห้องไปอย่างไม่สนใจ
“เดี๋ยวก่อน ออกมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อนพี่เกียรติ พี่เกียรติ ไอ้เกียรติ”
แก้วกรี๊ดออกมา เอามือทุบประตูโวยวายเสียงดังจนห้องอื่นๆ เปิดประตูชะเง้ออกมาดู แก้วหน้าเสียรีบเดินหลบไป

เดือนยอมนั่งรถมากับทวีศักดิ์ โดยมีป้อมนั่งอยู่ด้านหลัง
“เดือน หิวหรือเปล่าครับ แวะหาอะไรทานก่อนดีมั้ย”
“ไม่ค่ะ เดือนอยากรีบกลับบ้าน”
“เอางั้นเหรอ อืม รถนี่ก็ติดจัง”
สัญญาณไฟจราจรที่เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ทวีศักดิ์จอดรถนั่งนิ่ง เดือนเหลือบตาไปมองทวีศักดิ์แล้วถามขึ้นอย่างเกรงใจ
“คุณทวีศักดิ์คะ แล้วเรื่องทนาย”
“อ่อ ใช่ โทษทีผมลืมไปเลย นามบัตรอยู่ในลิ้นชักฝั่งเดือนน่ะครับ”
“นี่เหรอคะ”
เดือนเอื้อมมือไป พยายามจะดึงออกมาแต่ไม่ออก
“ขอโทษนะครับ”

ทวีศักดิ์เอื้อมมือ ก้มตัวมาทางเดือนเอื้อมมือไปดึงลิ้นชัก
รวิเดินเซออกมาจากร้านข้างทาง หน้าตาแดงเพราะดื่มเหล้า เขาเดินเซไปมาจนถึงริมถนน ทำท่าเหมือนจะอาเจียนรีบเอามือปิดปากไว้
 
รวิเงยหน้าขึ้นมองไปที่ถนนเห็นรถของทวีศักดิ์จอดติดไฟแดงอยู่ ทวีศักดิ์กำลังโน้มตัวมาหาเดือนอย่างใกล้ชิด
รวิอึ้งไปมองตามด้วยสายตาหึงหวง จนทวีศักดิ์ถอยกลับไป และขับรถออกจากตรงนั้นไป
ทวีศักดิ์ยื่นนามบัตรส่งให้เดือน แล้วก็หันกลับไปขับรถต่อ
“นี่ไงครับ ทนายคนนี้ที่ผมบอกว่าเก่งมาก”
เดือนรับมาหยิบดู สีหน้าเริ่มมีความหวัง
“แล้วเค้าจะยอมช่วยเดือนมั้ยคะ”
“ผมบอกแล้วไง เดี๋ยวผมจัดการให้”
เดือนหันไปยิ้มจับมือดีใจกับป้อม แต่เหมือนนึกอะไรได้ หันกลับมาถามทวีศักดิ์ด้วยสีหน้ากังวล
“แล้วค่าทนาย”
“ไม่ต้องห่วง ให้เป็นหน้าที่ผม”
เดือนมีสีหน้าไม่สบายใจ ดูเป็นกังวล
“ถ้าเดือนไม่สบายใจ ผมหักออกจากค่าตัวที่แสดงก็ได้นะ”
เดือนยิ้มกว้างออกมา พยักหน้ารับ
“ค่ะ ขอบคุณคุณทวีศักดิ์มากนะคะ ขอบคุณจริงๆ”
ทวีศักดิ์ยิ้มพยักหน้ารับ มองเดือนด้วยสายตาที่อ่อนโยน

ส่วนที่บ้านรวิ ขำยืนถือเสื้อของตัวเอง ใช้ปลายนิ้วจับ อีกมือหนึ่งบีบจมูกตัวเองไว้ทำท่ารังเกียจ เทพเดินเข้ามาในบ้านเห็นขำยืนอยู่ก็ร้องทัก
“ขำ รวิกลับมาหรือยั...อื้อหือ เหม็นอะไรเนี่ย”
เทพรีบเอามือปิดจมูกเบือนหน้าหนี
“เสื้อผ้าชั้นเอง แหะๆ”
“นี่แกไปตกบ่อหมักควายที่ไหนมาเนี่ย”
ขำรีบทิ้งเสื้อลงกะละมัง จัดแจงเอาแฟ้บเทใส่แทบหมดซอง
“ป่าวหรอก ชั้นแค่ขนขยะไปทิ้งให้ถูกที่แค่นั้นเอง”
ขำยิ้มออกมาอย่างสะใจ

เมื่อซักเสื้อเสร็จ ขำสะบัดเสื้อผ้า จัดแจงใส่ไม้แขวนแล้วตากไว้ที่ราว เทพนั่งมองขำตากผ้า ปากก็บ่นไป
“ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลย”
“ทำไมล่ะ ชั้นว่าสมน้ำหน้ามันแล้วล่ะ ไม่เห็นด้วยเหรอไง”
“ใช่ ไม่เห็นด้วย” ขำค้างมือที่ตากเสื้ออยู่หันมามอง “น่าจะบอกกันก่อน จะได้เรียกรถขยะทั้งคันไปเทตรงหน้า
บ้านมันเลย”
ขำหัวเราะก๊ากออกมา ก่อนจะเดินมาเทน้ำในกาละมังทิ้ง จัดการเก็บของ
“สุดสวยไปไหนล่ะ”
“นภาน่ะเหรอ เห็นว่าจะไปถ่ายรูปหาหลักฐานผู้หญิงพวกนั้นหน่อยน่ะ”
“อ้าว แล้วทำไมไม่ไปช่วยเค้าล่ะ”
“ก็จะไปอยู่ แต่เค้าไม่ให้ไป”
“ทำไมล่ะ”
“นั่นสิทำไม”
เทพกับขำทำท่าครุ่นคิด ขำเหมือนจะนึกได้ รีบหันมาบอกเทพ
“เค้าคงหึงกลัวจะแอบมองอีหนูพวกนั้นแหงเลย”

เทพอึ้งไป สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหน้าแดง
“บ้า ไม่ใช่หรอก”
“แหงๆ เค้าต้องหึง มีใจแหงๆ”
“จริงเหรอ นภาเค้าหึงชั้นเหรอ แอร๊ย”
เทพทำท่าอาย เอามือขึ้นมาปิดหน้า บิดไปบิดมา ขำเห็นเทพทำท่าอายก็เบ้ปากทำท่าคลื่นไส้ รีบลุกหนีทันที
“เห็นท่าอายของลุงละไม่ไหว ขอไปห้องน้ำก่อนละกัน”
ขำเดินหนีไปขณะที่เทพยังทำหน้าเคลิ้มอยู่คนเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้านเช่าของเดือน เดือนนั่งกอดหมอนอิง พิงหัวหลับอยู่บนโซฟา ขณะที่ป้อมนอนหลับกรนเสียงดังอยู่ที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่ง รวิเปิดประตูเดินก้มหน้าก้มตาเข้ามา เดือนสะดุ้งรู้สึกตัว มองมาพอเห็นเป็นรวิก็รีบลุกขึ้นอย่างดีใจ
“พี่รวิ พี่ไปไหนมา ชั้นกับพี่ป้อมนั่งรอทั้งคืนเลย”
รวิไม่ตอบอะไรเดินไปปลุกป้อมที่นอนอยู่
“พี่ป้อม พี่ป้อม”
ป้อมสะดุ้งงัวเงียลุกขึ้น
“อ้าว รวิ แกไปไหนมาเนี่ยนึกว่ากลับบ้านนอกไปแล้ว”
“ชั้นจะมาเอาเสื้อผ้าที่เคยทิ้งไว้น่ะ”
“จะเอาไปทำไมล่ะ ก็ทิ้งไว้ที่นี่บ้าง แบบไอ้ขำไง ขนมาเป็นตั้ง”
“ไม่ล่ะ ชั้นคงไม่มาที่นี่อีกแล้ว”
เดือนทำหน้าแปลกใจรีบเดินมาหา
“อะไรกัน ทำไมล่ะพี่รวิ” รวิไม่ตอบอะไร เมินไปทางอื่น “ถ้าพี่โกรธชั้นเรื่องเมื่อวาน บอกเลยว่ามันไม่มีอะไร คุณทวีศักดิ์เค้าแค่ขอให้เราติดต่อกันน้อยลงเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น”
“จริงๆ เราเลิกติดต่อกันไปเลยก็ได้นะ”
เดือนอึ้งไปด้วยความตกใจ

“พี่หมายความว่าไง”
สายตารวิเหม่อมองไป ไม่มองหน้าเดือน

“ไม่รู้สิ พี่รู้สึกเหนื่อย ตั้งแต่คบกับเดือนมีแต่เรื่องเดือดร้อนเข้ามาให้พี่ตลอดเลย”
ป้อมตกใจรีบเดินเข้ามา
“รวิ แกพูดอะไรของแกเนี่ย”
“ก็มันจริงนี่พี่ป้อม ชั้นเบื่อที่จะต้องมาคอยดูแล คอยตามช่วยคอยตามแก้ ชั้นทำสารพัดจนชั้นต้องมาเดือดร้อนไปด้วยเห็นมั้ย”
เดือนเข้ามาดึงมือรวิ
“พี่รวิ เดือนไม่เคยคิดจะทำให้พี่เดือดร้อนเลยนะ”
รวิสะบัดมือเดือนออกไปเต็มแรง
“ถ้าชั้นอยู่กับคนอื่น ป่านนี้ชั้นอาจจะสบาย มีร้านใหญ่โต ไม่ต้องมาโดนกล่าวหาว่าเป็นพ่อเล้าแบบนี้” เดือนอึ้งไปพูดไม่ออก “ขอโทษนะเดือน แต่พี่ว่าเรา”
“เข้าใจแล้ว” เดือนพยายามกลั้นน้ำตา พูดเสียงสั่น “เดือนเข้าใจทุกอย่างแล้ว ที่ผ่านมาเดือนขอโทษที่ทำให้พี่เดือดร้อน ต่อไปนี้เดือนจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวให้พี่ต้องลำบากใจอีก เดือนจะออกไปจากชีวิตพี่อย่างที่พี่ต้องการ”
พูดจบ เดือนหันหลังเดินออกจากบ้านไปทันที
“รวิ ชั้นไม่นึกเลยว่าแกจะเป็นคนแบบนี้ เดือนเค้าทำเพื่อแกแค่ไหน แกเคยรู้บ้างมั้ย”
ป้อมหันมาชี้หน้าด่ารวิ ก่อนจะวิ่งตามเดือนออกไป รวิทำหน้านิ่ง แววตาเศร้าสร้อย พูดออกมาคนเดียว
“รู้สิ เพราะอย่างนี้ไง พี่ถึงยอมให้เดือนมาเดือดร้อนกับพี่ไม่ได้”
รวิน้ำตาไหลออกมาจากแววตาเศร้าสร้อยคู่นั้น

ที่กองถ่าย เดือนกำลังร้องเพลงเศร้าอยู่ในฉาก เหตุการณ์ในฉากหนังมันช่างตรงกับชีวิตเธอซะเหลือเกิน
“ตอนทำนา ข้าชื่อดาวเรือง พอเข้าในเมือง ชื่อชักเฟื่อง เลื่องลือ เป็นดาราหน้าปกหนังสือ เอ่อ เอื้อ อือม์ อื่อ ข้าเปลี่ยนชื่อเป็นแววดาว นางดาวเรือง ชักเฟื่องเรื่องรอง แมวจ้องแมวมอง ความผุดผ่องแพรวพราว คำเยินยอ เอ่อ ออ กันเกรียวกราว เอ่อ เอ้อ เออ เอ่อ ด้วยข้าสาววิไล พอไปลอง ผ่านกล้อง ถ่ายหนัง แหม ข้าเขินจัง แต่ก็นั่งภูมิใจ อนิจจา ข้าไม่ทันดังได้ ถ่ายมาถ่ายไป ท้องข้าใหญ่ ขึ้นมา”

วันเดียวกันนั้นที่บ้านรวิ นภากาศเอาโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปลิ้นจี่ตอนส่งเด็กให้ลูกค้าให้ขำกับเทพดู
“เอ เห็นไม่ชัดเลยแฮะ สงสัยแก่แล้วตาไม่ค่อยดี”
เทพชะเง้อหน้าเข้ามาอีก พยายามเข้าใกล้นภากาศ เธอมองอย่างรู้ทัน หันไปพยักหน้ากับขำ ขำยกนิ้วขึ้นแกล้งจิ้มไปที่ตาเทพเบาๆ
“จ๊าก ไอ้ขำ แกทำอะไรเนี่ย”
“แล้วพี่ล่ะทำอะไร ไม่รู้เลยเนอะ”
ขำยกมือไหว้ขอโทษเทพ
“ไอ้ขำ นี่แกแปรพรรคเหรอ”
“ขอโทษจ้ะลุง ชั้นทำเพื่อความอยู่รอดของปากท้อง”
นภากาศเชิดหน้า ทำหน้าล้อเลียนเทพ รวิเดินเข้ามาในบ้าน ท่าทางซึมๆ
“อ้าว รวิ ไปไหนมา”
“ธุระนิดหน่อยจ๊ะ”
“รวิ มาดูนี่สิ ป้าเค้าไปถ่ายรูปนังลองกองมาไว้เป็นหลักฐานช่วยเราแน่ะ”
รวิหันมาพยักหน้าฝืนยิ้มให้
“ขอบคุณครับ”
พูดจบรวิก็วางกระเป๋า แล้วเดินออกไปอีก ทุกคนหันมามองหน้ากันอย่างงงๆ
“มันจะไปไหนของมันอีกวะนั่น”

ที่กองถ่าย ทวีศักดิ์นั่งดูหนังที่ถ่ายเดือนไว้อยู่กับผู้กำกับ สายสมรเดินเข้ามา ยืนกอดอก ปรายตามองอย่างไม่พอใจ
“ถูกใจมากสินะ นางเอกคนนี้ ถึงได้จ้องเอาๆ ไม่รู้กี่รอบ” ทวีศักดิ์หันไปพยักหน้าบอกให้ผู้กำกับหยุด ก่อนจะลุกขึ้นเดินหนีไป “ว่าไงล่ะ ทำไมไม่ตอบ”
ทวีศักดิ์หยุดเดินหันมามอง
“ชั้นเช็กงานธรรมดามันผิดตรงไหน”
“เช็กทุกส่วนหรือยังล่ะ ทั้งส่วนบนส่วนล่าง”
ทวีศักดิ์หันมามองสายสมรหัวจรดเท้า
“หัดคิดเรื่องดีๆ บ้างนะ อย่าปล่อยให้ความคิดสกปรกๆ มันอยู่ในหัวมากนัก”
“นี่คุณ”
เดือนกับป้อมเดินเข้ามา เดือนมีสีหน้าเศร้า ยกมือไหว้ทวีศักดิ์กับสายสมรแล้วจะเดินเลี่ยงไป
“เดือน มีอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้น” เดือนส่ายหน้าไม่ตอบอะไร แต่เดินเลี่ยงไป ป้อมรีบตามไป
“เดี๋ยวสิเดือน”
ทวีศักดิ์จะเดินตาม แต่สายสมรเดินมาดักไว้
“ทำอะไรรักษาหน้าชั้นบ้างนะคุณ อย่าให้มันประเจิดประเจ้อนัก” ทวีศักดิ์ชะงัก หันมามองสายสมรแล้วเบะปาก เดินหนีไป “นี่คุณ อย่า
 
มาทำท่าแบบนี้ใส่ชั้นนะคุณ สายสมรตะโกนเรียกตาม ก่อนจะหันกลับมาจ้องตามหลังเดือนที่เดินไป “ดี ห่วงมันมาก เดี๋ยวก็จะได้รู้”
 
อ่านต่อหน้า 2
หางเครื่อง ตอนที่ 18 (ต่อ)

ที่ห้องแต่งตัวของกองถ่าย ป้อมวางแปรงแต่งหน้าลงบนโต๊ะเมื่อเห็นเดือนนั่งเศร้าสร้อยเหม่อลอย

“เดือน อย่าคิดมากสิ พี่ว่ารวิมันไม่ได้ตั้งใจพูดหรอก”
“ก็จริงอย่างที่พี่รวิเค้าพูดนั่นล่ะ ชั้นทำให้เค้าเดือดร้อนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว”
“โธ่เดือน รวิมันกำลังเครียด มันก็พูดไปเรื่อย”
เดือนส่ายหน้า เสียงโทรศัพท์เธอดัง เธอรับสาย
“ค่ะ พี่เกียรติ ไม่ลืมค่ะ เอ่อ พี่เกียรติคะ พอจะมีงานอื่นอีกมั้ยคะ อีเว้นท์ ได้ค่ะ ก็ได้ค่ะก็ตามนั้น ขอบคุณค่ะ”
ป้อมทำหน้าไม่พอใจ
“เดือนจะไปรับงานกับมันอีกทำไม”
“เราต้องใช้เงินนี่จ๊ะ”
“งานเดียวก็น่าจะพอแล้ว”
“ยังหรอกจ๊ะ อย่างน้อยก็จนกว่าเรื่องของพี่รวิจะเรียบร้อย”
“แต่ค่าทนายเราก็หักจากค่าเล่นหนังไปแล้วนี่ เดือนจะเอาเงินไปทำอะไรอีก”
เดือนถอนหายใจ หันมามองหน้าป้อม
“ร้านไงพี่ป้อม เดือนต้องทำให้ร้านพี่รวิกลับมาเปิดใหม่ให้ได้”
เดือนสายตาเหม่อมองออกไป

อีกด้านหนึ่ง รวิเดินซึมๆ มาตามทาง ผู้คนชี้มือมาที่รวิแล้วจับกลุ่มนินทา ส่งสายตามองอย่างรังเกียจ รวิดินมาหยุดยืนหน้าร้านของตัวเอง จ้องมองที่หน้าร้าน สีหน้าเศร้า เขาถอนหายใจก่อนจะตัดสินใจไขกุญแจจะเปิดประตูเข้าไปแต่ประตูไม่ได้ล็อก รวิทำหน้าแปลกใจรีบดึงกุญแจออกแล้วเปิดประตูเข้าไป

รวิเปิดประตูเดินเข้ามาในร้านอย่างเร็ว ภายในร้านมีสภาพข้าวของกระจัดกระจาย โต๊ะ เก้า อี้ถูกรื้อพังระเนระนาด เครื่องดนตรีบางชิ้นกองอยู่ที่พื้นพังเสียหาย รวิมีสีหน้าตกใจ
“อ้าว นึกว่าใคร อดีตเสี่ยเจ้าของร้านนี่เอง”
รวิหันขวับไปตามเสียง จึงเห็นพิมุกยืนอยู่กับเตี้ยและบ่างมองมาด้วยสายตาดูถูก
“ไอ้พิมุก ฝีมือแกใช่มั้ย”
พิมุกทำหน้ายียวน
“จุ๊ๆ อย่ากล่าวหากันอย่างนั้นสิเสี่ยรวิ”
“อย่ามาทำไก๋ เรื่องชั่วๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่ฝีมือแก แล้วจะเป็นฝีมือใคร”
“อ้าวๆ มากล่าวหาพี่พิของข้าแบบนี้ได้ไง”
“ใช่ๆ เอ็งรู้มั๊ยพี่พิของข้าทำชั่วไม่เคยให้ใครรู้”

เตี้ยกับบ่างเดินอาด วางท่าจะเข้าไปหารวิ แต่พิมุกแกล้งเรียกไว้
“เฮ้ย อย่า ไอ้เตี้ยไอ้บ่าง ทำท่าแบบนั้นเดี๋ยวเสี่ยเค้าก็ไม่รับเข้าทำงานหรอก”
เตี้ยกับบ่างแกล้งทำล้อเลียน เดินเข้าไปใกล้รวิ
“อุ๊ย หนูขอโทษค่ะเสี่ยขา”
“รับหนูไว้ทำงานด้วยคนเถอะนะฮ๊า”
เตี้ยกับบ่างหัวเราะชอบใจเลยไม่ทันระวังตัว ถูกรวิยันโครมจนกระเด็นออกมาทั้งคู่ รวิเดินปราดเข้ามา จะมาหาพิมุกแต่พิมุกรีบพูดกันท่าก่อน
“อ๊ะๆ จะดีเหรอเสี่ย คดีเก่ายังไม่เรียบร้อยจะเอาอีกคดีเหรอจ๊ะ”
รวิชะงักไป ได้แต่ชี้หน้าด้วยความโกรธ
“แกมาพังร้านชั้นทำไม”
“ชั้นน่ะมันเป็นคนดี ได้ข่าวมาว่าที่นี่มันเป็นซ่อง ก็เลยคิดว่าน่าจะช่วยเจ้าหน้าที่เค้ากำจัดซะ” รวิกำหมัดแน่นพยายามสะกดอารมณ์ “ว่าแต่แกเหอะ เล่นดนตรีอย่างเดียวไม่พอเลยต้องผันตัวมาเป็นพ่อเล้าสินะ ได้เยอะมั้ยล่ะฮ่าๆ”

พิมุกมองรวิด้วยสายตาเหยียดๆ ก่อนจะยิ้มเยาะแล้วพากันเดินหนีไป รวิกำหมัดแน่นจนสั่น ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ตัวสั่นทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ
อีกด้านหนึ่งที่ค่ายเพลง แก้วนั่งทำหน้าหงุดหงิดกระฟัดกระเฟียดอยู่

“โอ๊ย เจ็บใจๆ”
ศิริพรเดินเข้ามาแอบมองอย่างสมเพช
“ก็อย่างนี้ละน้า ที่ไหนที่นังเดือนอยู่ เธอก็อย่าหวังจะมีโอกาสได้เกิดเลย”
“ไอ้ชูเกียรติมันเห็นแก่เงิน”
“ชั้นว่านังเดือนมันจงใจตัดราคา เพราะมันอยากแกล้งเธอ”
แก้วหันมามองหน้าศิริพร
“แล้วเมื่อไหร่หล่อนจะเริ่มกำจัดนังเดือนซักที เห็นดีแต่จิกแต่กัด ไม่เห็นจะทำอะไรจริงๆ จังๆ ซักที หรือว่าดีแต่ปาก”
“ก็ใกล้แล้วล่ะ” ศิริพรทำไม่สนใจ
“คอยดูนะ ถ้ามันมาแย่งอะไรของชั้นอีก คราวนี้ชั้นจะฆ่ามันด้วยมือของชั้นเองเลย”
ศิริพรแอบยิ้มออกมา
“แหม น้ำหน้าอย่างเธอเนี่ยนะจะกล้าเหรอ”

แก้วหันขวับมาจ้องหน้าศิริพร
“ทำไมชั้นจะไม่กล้า ก็คอยดูสิ ว่าชั้นจะทำจริงมั้ย”
“ใจเย็นๆ ก็ได้ แค่เรื่องงานเอง ไม่ต้องถึงกับฆ่ากับแกงกันหรอก”
“มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน ทุกอย่างเลย โดยเฉพาะ”
“เรื่องพิมุกสินะ” ศิริพรยิ้มอย่างรู้ทัน
“ใช่ พี่พิมุก ถ้ามันยังมายุ่งกับพี่พิมุกของชั้นอีก ชั้นไม่ปล่อยมันจริงๆ แน่”
“เยอะนะ คนของแกเนี่ย”
ศิริพรลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป แต่แอบปรายตามามองแก้ว แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะเดินออกไป

รวิยังอยู่ที่ร้าน ทยอยเก็บของที่ยังพอใช้ได้ขึ้นมาใส่กล่อง แล้วถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ
“ว่าแล้วแกต้องมาที่นี่ เฮ้ย อะไรกันวะ ทำไมเป็นแบบนี้” ขำเดินเข้ามา มองสำรวจภายในร้านแล้วต้องตกใจ “เกิดอะไรขึ้นรวิ”
“ฝีมือไอ้พิมุกน่ะ”
“หา! มันอีกแล้วเหรอ” รวิพยักหน้ารับ “หนอยไอ้นี่ ปล่อยไม่ได้แล้ว”
ขำเดินอาดๆ จะออกไปแต่รวิตะโกนเรียกไว้
“อย่าเพิ่งเพิ่มคดี ไอ้ขำ”
ขำชะงักหันกลับมา
“แต่มันทำกับเรานะเว้ย”
“ช่างเหอะ ยังไงร้านมันก็ต้องปิดลงอยู่แล้ว”
“พูดอะไรอย่างนั้น เดี๋ยวพอเรื่องจบเราก็เปิดใหม่ได้นี่” รวิส่ายหน้า
“คงไม่มีใครกล้ามาแล้วล่ะ อีกอย่าง ชั้นก็ไม่มีเงินแล้วด้วย”
“แต่เดี๋ยวพวกเดือน”
“อย่าไปยุ่งกับเดือนอีกเป็นอันขาด”

ขำจ้องหน้ารวิอย่างสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่า เมื่อวานแกไปหาเดือนมาใช่มั้ย”
รวิเดินเก็บของต่อ แล้วพูดอย่างไม่สนใจ
“ต่างคนต่างอยู่เหอะขำ อย่าดึงเค้ามาเดือดร้อนกับเราเลย”
ขำอึ้งไป มองหน้ากับรวิอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจพยักหน้ารับ
“เข้าใจละ”
ขำเดินไปตบไหล่รวิอย่างเข้าใจ แล้วลงมือช่วยกันเก็บของต่อ

เวลาผ่านไป เดือนทำงานอย่างหนักทั้งถ่ายหนัง/ถ่ายโฆษณา/ออกงานอีเวนท์ โชว์ตัว/ เธอมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย แต่พยายามฝืนยิ้ม
ชูเกียรติยิ้มร่ายื่นเช็คให้เดือน เธอรับมาดูแล้วก็ถอนหายใจพยายามอดทน ป้อมได้แต่มองอย่างสงสารและเจ็บใจ

เดือนทิ้งตัวนั่งลงอย่างอ่อนเพลีย มือกุมหน้าผาก ป้อมเดินถือแก้วน้ำกับยาเข้ามายื่นให้
“พี่บอกให้วันนี้หยุด ก็ดื้อจริงๆ นะเรา”
เดือนรับยามาใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม ก่อนจะบอกป้อม
“ไม่ได้หรอก จะให้ทั้งกองเค้ามาเสียงานเพราะเดือนไม่ได้หรอก”

“แล้วไอ้งานน่ะ จะรับอะไรเยอะแยะนักหนา รับมาแล้วก็ใช่ว่าจะได้เงินเยอะซักเท่าไหร่ โดนอมเรียบ หึ”
เดือนไม่พูดอะไร จัดแจงหยิบกระเป๋าออกมาหยิบเช็คออกมาแล้วส่งให้ป้อม

“พี่ป้อมช่วยจัดการให้หน่อย โอนฝากคุณเทพเหมือนเดิมนะ”
“โธ่เดือน รวิมันจะรู้มั้ยเนี่ย ว่าเดือนทำเพื่อมันขนาดนี้” เดือนส่ายหน้า
“ที่พี่รวิทำเพื่อชั้น มันมากกว่านี้อีกจ๊ะ”
“พี่ว่าเดือนกับรวิต้องคุยกันให้รู้เรื่องนะ”
“อย่าเลยจ๊ะ ชั้นทำให้พี่เค้าเดือดร้อนมามากพอแล้ว พี่ป้อมรีบไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวไม่ทันต้องเป็นพรุ่งนี้อีก อ้อ เสร็จแล้วเดี๋ยวไปเจอกันที่บ้านเลยก็ได้นะจ๊ะ วันนี้ชั้นมีถ่ายถึงบ่ายแค่นั้น”
ป้อมถอนหายใจ ลุกขึ้นสะพายกระเป๋า
“เอางั้นก็ได้”
เดือนยิ้มพยักหน้ารับ มองตามป้อมที่เดินออกไป ก่อนจะนั่งพิงมือกุมหัวเหมือนเดิม

เย็นวันนั้นที่ค่ายเพลง ศิริพรยืนคุยโทรศัพท์อยู่
“ตกลงตามนั้นนะ ได้ ตอนนี้ชั้นออกมาอยู่ของชั้นเองแล้ว เธอไปหาแก้วได้ตามสบายเลย เป็นกำลังใจให้เค้าก่อนขึ้นคอนเสิร์ตไง” ศิริพรปรายตาไปด้านหลังเห็นแก้วนั่งชะเง้อชะแง้มองมาอย่างสนใจ “ก็ตามนั้นนะ ตามเวลาที่บอก ได้เดี๋ยวจะบอกแก้วให้”
ศิริพรแกล้งหันกลับมาพยักหน้ากับแก้วที่ยิ้มอย่างดีใจ ก่อนจะหันกลับมาคุยต่อ
ที่หน้าจอโทรศัพท์ศิริพร เป็นหน้าจอปกติไม่ได้โทรออกอะไร ศิริพรยิ้มมุมปากก่อนจะแกล้งยกหูขึ้นคุยต่อ
“โอเค งั้นแค่นี้ล่ะ”
ศิริพรแกล้งทำเป็นกดวางสายแล้วหันกลับมาเดินมาหาแก้ว
“เรียบร้อยใช่มั้ย”
“ก็ได้ยินแล้วนี่”
“หึ พี่พิมุก ทีแรกทำเป็นไม่สนใจ เป็นไงล่ะทีนี้รู้แล้วสิว่าใครกันแน่ที่คู่ควร” ศิริพรแอบเบะปาก มองอย่างสมเพช
“แล้วทำไมเค้าไม่คุยกับชั้นเองล่ะ”
“ก็ ก็เค้าคงเขินมั้ง ที่ทีแรกทำไม่สนใจเธอ”
แก้วทำท่าคิด ก่อนจะยิ้มออกมา
“ก็คงจะอย่างนั้นล่ะ”
แก้วมัวแต่ยิ้มร่าเลยไม่ทันได้สังเกตว่าศิริพรแอบหัวเราะอยู่

ที่บ้านรวิ เทพยื่นซองเงินส่งให้รวิ
“อีกแล้วหรือครับ” เทพเดินมานั่งข้างรวิแล้วพยักหน้ารับ นภากาศกับขำนั่งอยู่ข้างๆ “ผมรับไม่ได้หรอกครับ นี่มันมากเกินไปแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องผมรับเงินมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว”
เทพดึงมือรวิมาแล้วยัดใส่มือ
“เอาไปเหอะ ไม่งั้นจะเอาอะไรใช้เอาอะไรกิน”
“แต่”
“รับๆ ไปซะ ไม่งั้นคนให้เค้าจะเสียใจนะ”
รวิทำหน้าแปลกใจ
“คนให้”
เทพรู้ตัวรีบพูดกลบเกลื่อน
“เอ่อ ชั้นหมายถึง หมายถึง นภาน่ะ นภาเค้าก็ให้มาด้วย เดี๋ยวเค้าจะเสียใจเอา ใช่มั้ยจ๊ะนภา”
นภากาศอ้ำๆ อึ้งๆ พยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ
“โถ ใจงามทั้งผัวทั้งเมีย”
“ไอ้ขำ”
นภากาศหันมาจ้องขำตาเขียว ส่วนเทพยิ้มกว้างทันที
“เค้าล้อเล่นน่ะ เอางี้ ไม่มีอะไรจะให้ เค้าขอตอบแทนด้วยเรือนร่างแล้วกัน”
ขำยืนขึ้นทำท่าเซ็กซี่ใส่เทพ ที่รีบเบือนหน้าหนี รวิมีสีหน้าไม่สบายใจ ก้มลงมองซองเงินในมือตัวเอง สีหน้าครุ่นคิด

ส่วนที่กองถ่าย ทุกคนเตรียมตัวจะถ่ายอยู่ ทวีศักดิ์นั่งยิ้มมองเดือนซ้อมคิวกับผู้กำกับอยู่ สายสมรเดินมายืนข้างๆ สีหน้าไม่พอใจ
“เราไปกันได้แล้ว”
ทวีศักดิ์หันมามองอย่างไม่พอใจ
“ไปไหน”
“ก็งานเลี้ยงของหุ้นส่วนไง นี่อย่าบอกนะว่าลืม”
“คุณไปก็แล้วกัน ผมอยากดูถ่ายฉากนี้ก่อน”
“ไม่ได้ งานนี้หุ้นส่วนทุกคนเค้าไปกันหมด คุณจะมาเบี้ยวอยู่คนเดียวได้ยังไง”
ทวีศักดิ์ถอนหายใจ ลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ เดินตรงไปยังเดือนที่อยู่กับผู้กำกับและนักแสดงคนอื่น

“เดี๋ยวพอเดือนเดินมาตรงจุดนี้ นางร้ายก็บึ่งรถมาเลยนะ จอดตรงเส้นนะอย่าให้เลยล่ะ”
 
อ่านต่อหน้า 3
หางเครื่อง ตอนที่ 18 (ต่อ)
หางเครื่อง ตอนที่ 18 (ต่อ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...