xs
xsm
sm
md
lg

หางเครื่อง ตอนที่ 17

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หางเครื่อง ตอนที่ 17

แก้วเปิดประตูผลัวะเข้ามาในห้องอย่างแรง ศิริพรอยู่ในชุดผ้าขนหนู เดินนวยนาดออกมาจากห้องน้ำ มองแก้วด้วยสายตารำคาญ

“อ้าว ทำไมกลับมาไว ไม่ค้างกับพิมุกเหรอ”
แก้วเขวี้ยงกระเป๋าลงพื้น ตรงเข้าตบศิริพรดังฉาด ศิริพรสะบัดหน้ากลับมา สีหน้าโกรธจัด
“นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย”
แก้วไม่ตอบตรงเข้าบีบคอศิริพร ศิริพรพยายามดิ้นรน จิกผมแก้วดึงออก จนแก้วเผลอปล่อยมือ ศิริพรเลยตบซ้ายตบขวาจนแก้วล้มลงไปกอง
“อีบ้า แกบ้าไปแล้วหรือไง นังแก้ว”
แก้วลุกขึ้นชี้หน้าศิริพร
“แกมันเลว ศิริพร หลอกให้ชั้นออกไปหาพี่พิมุก แล้วแกก็แอบมายุ่งกับเสี่ยของชั้น”
ศิริพรมองหน้าแก้ว หัวเราะออกมา
“แกกับชั้นก็เลวไม่ต่างกันหรอก แกเป็นเมียน้อยเสี่ย แต่ก็ออกไปเล่นชู้กับไอ้พิมุก”
“อีศิริพร”

แก้วถลาเข้าไปตบศิริพรจนเซไปกระแทกกับโต๊ะ ศิริพรเห็นกระเป๋าตัวเองวางอยู่บนโต๊ะพอดี หันไปมองแก้ว ด้วยสายตาโกรธ แล้วจัดแจงเปิดกระเป๋าหยิบปืนออกมา เล็งปืนไปหาแก้ว แก้วตาโตอ้าปากค้าง ถอยกรูดไปข้างหลัง ศิริพรถือปืนเดินเข้าหา
“นี่ แกจะทำอะไรน่ะ อย่าทำบ้าๆ นะ”
“หุบปาก อยากให้ลูกตะกั่วมันแล่นไปเจาะหัวแกเหรอไง”
ศิริพรปรี่เข้าไปบีบคอแก้ว ดันไปจนติดกำแพง อีกมือก็ถือปืนขู่ แก้วตกใจ จนร้องไห้ ยกมือขึ้นมากันไว้
“อย่านะ แกอย่าทำอะไรชั้นนะ”
“ปากดีให้เหมือนตะกี๊อีกสิ แล้วดูว่าชั้นจะทำอะไร” ศิริพรยื่นหน้าไปพูดกับแก้ว “ขนาดบ้านนังเดือนชั้นยังเผามาแล้ว กะอีแค่ยิงหัวแกเนี่ย มันไม่ยากหรอก”
แก้วอ้าปากค้าง หันมามองศิริพร
“ฝีมือแกเองเหรอ”
“ใช่! ฝีมือชั้น แล้วตอนนี้แกก็ควรจะหุบปากร่วมมือกับชั้น จัดการกับนังเดือน เข้าใจมั้ย”
แก้วสะดุ้งหลับตาปี๋ด้วยความกลัว สีหน้าศิริพรตอนนี้โกรธจนสติแตก ไม่กลัวอะไรอีกต่อไป

วันต่อมาที่ร้านของรวิ
“เรียบร้อย”
รวินั่งอยู่บนบันไดสำหรับปีน แขวนป้ายชื่อร้านเสร็จก็มองอย่างพอใจ ขำ เทพ นภากาศยืนมองอยู่ด้านล่างปรบมืออย่างดีใจ โดยเฉพาะขำ ออกนอกหน้าเป็นพิเศษ
“ฮิ๊ว ร้านผมครับร้านผม”
“อ้าว ตกลงเปลี่ยนแล้วเหรอ งั้นสระไดร์ให้หน่อยสิ” เทพแซว ขำกับนภากาศหันมามองเทพ
“ตลกใหญ่นะเรา ป้าดูแลลุงหน่อยซิ” ขำหันไปบอกนภากาศ
นภากาศแกล้งเดินไปเหยียบเท้าขำ จนขำสะดุ้งกระโดดไปมา ก่อนจะไปช่วยรับอุปกรณ์จากรวิ รวิไต่ลงมาจากบันได ถอยหลังออกมาดูหน้าร้าน สีหน้ายิ้มแย้มอย่างพอใจ
“ยินดีด้วยรวิ”
“ขอบคุณครับคุณเทพ”

ไกลออกไป ลิ้นจี่แอบยืนมองมาที่ทุกคน สีหน้าหมั่นไส้สุดฤทธิ์ ก่อนจะแกล้งเปลี่ยนสีหน้าเศร้าบีบน้ำตาเดินสะอื้นดินผ่าน ทุกคนหันไปมอง
“อ้าว พี่ลองกอง หัวเราะอะไรอยู่น่ะ”
ลิ้นจี่ชะงัก หันมามองค้อนขำ
“ลิ้นจี่เว้ย อะฮือ” ลิ้นจี่สะอื้นต่อ
นภากาศหันไปสบตากับเทพแล้วหันมามองลิ้นจี่ เพราะกำลังสงสัยว่าจะมาไม้ไหน
“พี่ลิ้นจี่เป็นอะไรหรือเปล่า ร้องไห้ทำไมน่ะ” รวิถาม ขำทำท่าตกใจ
“พี่โรจน์ตายแล้วเหรอ โธ่ อายุก็ไม่น้อย ทำไมเพิ่งตาย”
รวิสะกิดขำส่งสายตาดุๆ เตือน ลิ้นจี่แกล้งสะอื้น แอบปรายตามองคนโน้นคนนี้
“พี่กำลังแย่ ฮือ ตอนนี้ที่วงไม่เหลืออะไรแล้ว”
“สม”

เทพรีบมาดึงแขนนภากาศ สะกิดเตือน ลิ้นจี่มองค้อนขวับที ก่อนจะหันมาตีหน้าเศร้าต่อ
“งานไม่มี ข้าวของเครื่องดนตรีก็ต้องขายทิ้งไปหมด พี่โรจน์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ” รวิถอนหายใจ มองอย่างสงสาร
“ถ้ามีอะไรที่ชั้นพอช่วยได้ พี่ก็บอกได้นะ”
ขำเดินมาสะกิดเตือน แต่รวิส่ายหน้าประมาณว่าไม่เป็นไรน่า
“ลำพังพี่คนเดียวไม่เท่าไหร่หรอก แต่พวกหางเครื่องที่เหลือน่ะสิ ไม่มีทั้งงานทั้งเงิน น่าสงสาร อะฮือ” ลิ้นจี่
สะอื้นไป แกล้งปรายตามามองร้านของรวิ “เธอเปิดร้านใหม่เหรอ ดีจัง ว่าแต่พอจะช่วยรับพี่กับเด็กๆ ไว้ซัก 2-3 คนได้มั้ยล่ะ”
รวิลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หันไปมองคนอื่นๆ เห็นส่ายหน้ากันเป็นแถว
“ร้านชั้นเป็นวงโฟล์คซอง ไม่ต้องมีแดนเซอร์ อีกอย่างก็เพิ่งเปิด ยังไม่มีเงินจ้างใครหรอกจ้ะ”
“พี่มาช่วยเป็นแม่ครัวก็ได้ พวกนั้นก็เอามาเป็นเด็กเสิร์ฟ ขอแค่ให้มีข้าวกิน มีเงินนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้ว”
รวิหันไปมองทุกคนถามความเห็นอีก ขำยกมือไขว้กากบาทไม่เอาเด็ดขาด นภากาศกับเทพส่งสายตาดุๆ ส่ายหน้า
“เอ่อ คือ” รวิยังไม่ทันได้พูดอะไร ลิ้นจี่ชิงพูดขึ้นก่อน
“โอเค ขอบใจมากนะรวิ ตกลงเดี๋ยวพี่จะให้เด็กๆ มันมาเริ่มงานเลยนะ ขอบใจจริงๆ ขอให้เฮงๆ รวยๆ น้า”
ลิ้นจี่รีบมัดมือชก แล้วรีบเดินหนีไปทันที รวิหันไปมองทุกคน เห็นยืนกอดอก มองมาด้วยสายตาดุดัน รวิจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ พูดไม่ออก

อีกด้านหนึ่งที่สถานที่ถ่ายหนัง เดือนนั่งทำผมอยู่ ท่องบทไปด้วย ทวีศักดิ์เดินถือดอกไม้ช่อใหญ่เข้ามาหาเดือน พอมาถึงก็พยักหน้ากับช่างทำผมอย่างรู้กัน ช่างทำผมรีบวางหวีและดึงป้อมออกไปข้างนอก
“พี่มาช่วยหนูดูคิวของน้องเดือนหน่อย”
“อ้าว ก็ดูไปแล้วนี่”
“มาดูอีกทีค่ะ มีอะไรเปลี่ยนนิดหน่อย”
ช่างทำผมพูดจบก็ลากป้อมออกไป เดือนมองตามอย่างงงๆ หันกลับมาก็เห็นช่อดอกไม้มายื่นอยู่ตรงหน้าพอดี
“อุ๊ย เอ่อ คุณทวีศักดิ์”
เดือนยิ้ม รับช่อดอกไม้มาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“เป็นไงครับ บ้านใหม่ โอเคมั้ย”
“ค่ะ แต่ทำไมค่าเช่ามันถูกนักล่ะคะ แถมยังไม่เก็บเงินไปอีก”
“เพื่อนผมมันรวยไม่เป็นไรหรอก”
“แต่เดือนว่า...” เดือนพูดไม่ทันจบ ทวีศักดิ์ยื่นอะไรบางอย่างมาวางที่โต๊ะ เดือนก้มมองจึงเห็นว่าเป็นกุญแจรถ
“อะไรคะเนี่ย”
“เดือนจะได้มาทำงานสบายๆ ไง”

เดือนจ้องหน้าทวีศักดิ์สายตาดุ นิ่งไปครู่ แล้วเลื่อนกุญแจคืนทวีศักดิ์
“โทษนะคะ เดือนไม่ต้องการ”
“เถอะน่าเดือน ถือว่าเป็นสวัสดิการจากบริษัท”
ทวีศักดิ์ดึงมือเดือนมาพยายามจะยัดใส่มือ เดือนพยายามดึงมือกลับ

ขณะนั้นศิริพรกับแก้วเดินกรีดกรายเข้ามาในบริเวณกองถ่าย
“นี่เธอพาชั้นมาที่นี่ทำไม” แก้วถามอย่างแปลกใจ
“ก็มาเยี่ยมเยียนเพื่อนรักของเราไง” ศิริพรบอก
“เพื่อนรักบ้าบอที่ไหนของเธอ”
ศิริพรส่ายหน้า ระอาแก้ว
“กินปลาบ้างนะเธอน่ะ” ทีมงานในกองถ่ายเดินมาพอดี “โทษนะคะ คุณเดือนถ่ายหนังอยู่ตรงไหนคะ”
“อุ้ย คุณที่ออกข่าวนี่ ที่มาเป็นนักร้องแทนน้องเดือน แล้วนี่ก็น้องแก้ว”

ทีมงานทำท่าทาตื่นเต้น แก้วเชิดหน้าวางฟอร์มทันที
“พอดีวันนี้พวกเราไม่มีซ้อมน่ะจ้ะ เลยจะแวะมาทักทายเดือนซะหน่อย”
“น้องเดือนอยู่ทางโน้นเลยค่ะ” ทีมงานชี้มือไป
“ขอบคุณมากนะคะ”
พูดจบศิริพรก็วางท่ายิ้มแย้มเดินไปหาเดือน ทีมงานมองตามอย่างชื่นชม ส่วนแก้วก็วางท่า เดินเชิดหยิ่ง
“ทักทายนังเดือนงั้นเหรอ ตลกจะแย่”
“ปลาตัวเดียวคงไม่พอสำหรับเธอมั้ง”

ทวีศักดิ์พยายามยัดกุญแจรถใส่มือเดือน แต่เดือนก็ไม่ยอมรับจึงยื้อกันไปมา ศิริพรกับแก้วเดินมาเห็นพอดี “อุ๊ย” ศิริพรแกล้งทำหน้ายิ้มๆ อายๆ
เดือนรีบดึงมือกลับมา หันมาวางท่าเป็นปกติ
“พวกเธอมาทำไมกัน”
“ก็มาดูหล่อนกับผู้ชา...” แก้วยังพูดไม่ทันจบ ศิริพรรีบพูดแทรก

“พอดีวันนี้ว่างเลยแวะมาทักทายน่ะจ๊ะเดือน”

ศิริพรหันไปส่งสายตาปรามแก้วที่อ้าปากจะพูดต่อ แล้วแกล้งตีหน้ากลับไปยิ้มแย้มเหมือนเดิม

“เออ 2 คนนี้คือ...”
ทวีศักดิ์แปลกใจ แก้วทำท่าจะเดินเข้าไปศิริพรรีบแซงหน้าเดินเข้าไปนั่งซะก่อน
“ศิริพรค่ะ คุณ...”
“ทวีศักดิ์ครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
แก้วกระแซะตัวเข้ามาอ้าปากจะพูด แต่ศิริพรชิงพูดแทน
“นี่แก้วค่ะ” ศิริพรบอกแล้วรีบหันมาพูดกับเดือน “เดือน เป็นไงมั่ง สบายดีมั้ยจ๊ะ”
“สบายดีขึ้นเยอะเลย ตั้งแต่ไม่เจอพวกเธอ”
ศิริพรอึ้งไป แต่พยายามฝืนยิ้ม
“คุยกันตามสบายนะครับ”
ทวีศักดิ์ลุกขึ้นยิ้มให้แล้วเดินออกไป ศิริพรมองตามจนทวีศักดิ์เดินออกไปแล้วก็หันมาหาเดือน สีหน้าเปลี่ยนทันที

“เธอต้องการอะไรกันแน่”
เดือนถามออกมาตรงๆ
“ก็แค่อยากมาดูน้ำหน้าเธอตอนกระเด็นออกมาจากนักร้อง”
“ต๊าย มาเล่นหนังไม่ทันไร มีผู้ชายใหม่มาเลี้ยงแล้วเหรอ เก่งจังนะ”
ศิริพรกับแก้วมองเดือนอย่างดูถูก
“อย่าคิดว่าคนอื่นเค้าจะเห็นแก่เงินเหมือนพวกเธอนะ” ศิริพรกับแก้วทำลอยหน้าลอยตา ไม่รู้ไม่ชี้ “อย่างพวกเธอน่ะ มันก็ไม่ต่างจากโชว์รูมรถหรอก”
แก้วทำหน้างงๆ
“แกหมายความว่าไงของแก”
“ก็ดีแต่จะให้ผู้ชายถอยเข้าถอยออกเปลี่ยนคันไปเรื่อยๆ ไงล่ะยะ” ป้อมเดินปรี่เข้ามายืนข้างเดือน ชี้หน้า แก้วกับศิริพร “แต่อย่างพวกหล่อนน่ะมันแย่กว่านั้น เป็นพวกเต็นท์รถมือสอง ถึงได้มีแต่รถเก่าๆ เครื่องผุๆ ถอยเข้าไปจอดอยู่อย่างเดียว”
ศิริพรกับแก้วลุกพรวดขึ้น แก้วอ้าปากจะกรี๊ด ศิริพรรีบกระชากดึงแก้วให้หันกลับ
“ปากดีไปเถอะ เดี๋ยวซักวันจะรู้เอง”
ศิริพรกระชากแก้วที่จะโวยวาย พากันเดินออกไป
“เออ วันไหนล่ะ อย่านานนะยะ ชั้นจะรอ”
เดือนดึงป้อมให้นั่งลง จับมือให้ใจเย็นลงแล้วมองตามสองคนนั้นออกไปอย่างปลงๆ

ศิริพรลากแก้วถูลู่ถูกังออกมาด้านนอก แก้วสะบัดแขนออกเต็มแรง หันมาโวยใส่
“นี่เธอจะบ้าเหรอไง ปล่อยให้มันด่าเราฉอดๆ อยู่ฝ่ายเดียว”
“แล้วอยากมีเรื่องให้เป็นข่าวเหรอไง” แก้วสะบัดหน้าอย่างไม่พอใจ “หัดฉลาดหน่อย แค่นี้เราก็มีเรื่องไปปั่นมันเรียกน้ำย่อยแล้ว”
“เรื่องบ้าเรื่องบออะไรของเธออีก หา”
แก้วหันมาจ้องหน้าศิริพรอย่างสงสัย แต่ศิริพรไม่ตอบอะไร ได้แต่ส่ายหน้า ระอากับความโง่ของแก้วแล้วเดินหนีไป

เย็นวันนั้นที่วงของโรจน์มีชุดหางเครื่อง ไมโครโฟนเก่าๆ และไม้กลอง กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นห้อง ส่วนโรจน์
นั่งกระดกเหล้าอยู่ ข้างๆ ตัวมีขวดเปล่าล้มระเนระนาดอยู่ ลิ้นจี่เดินเข้ามา มองมาที่โรจน์อย่างเหนื่อยหน่าย
“เรียบร้อยไหม” โรจน์ถาม
“ชั้นไม่ได้โง่เหมือนแกนะ จะได้ทำพลาดได้ตลอด แล้วนี่เอาเงินที่ไหนไปซื้อเหล้ามากินอีกเนี่ย” โรจน์กระดก
เหล้าเข้าปากต่อไม่พูดอะไร “นี่แกอย่าบอกนะว่าแก” ลิ้นจี่รีบวิ่งไปดูที่กระเป๋าตัวเองในตู้ “ไอ้ผัวเฮงซวย นี่แกเอาเงินชั้นไปอีกแล้วเหรอ”
“อย่าบ่นได้มั้ย เดี๋ยวเสร็จงานนังนั่นมันก็ให้แกมาอีกไม่ใช่เหรอ รีบๆ ทำตามที่มันบอกให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”
“ทำงานน่ะมันต้องใช้เงินนะโว้ย ไหนจะค่าจ้างนังพวกนั้นอีก”
“รำคาญจริงโว้ย จะบ่นอะไรนักหนา แก่ก็แก่จะตายอยู่แล้วยังจะทำตัวน่าเกลียดขึ้นไปอีก”
ลิ้นจี่เดินเข้ามาเท้าเอวชี้หน้าโรจน์
“ปากดีจริงนะ แล้วไม่ใช่เมียแก่ๆ คนนี้เหรอ ที่ทนอยู่กับแก หนอย ดูซิ คนรอบๆ ตัวแกมีเหลือใครมั้ย โน่น หนีไปตั้งวงใหม่กับไอ้ประทีปกันหมดแล้ว”
โรจน์มีสีหน้าโกรธขึ้นทันที
“แกหุบปากไปเลยนะ ช่างหัวพวกมัน แกคอยดูนะ ชั้นจะสร้างวงขึ้นมาใหม่ แล้วไอ้พวกนั้นจะต้องกลับมาอ้อนวอนขออยู่กับชั้นเหมือนเดิม คอยดู”
ลิ้นจี่เบะปากใส่ แล้วเดินหนีหายเข้าไป ทิ้งโรจน์ให้นั่งดื่มต่อไปอยู่คนเดียว

วันต่อมาที่สถานที่ซ้อมคอนเสิร์ต ศิริพรเดินกระหนุงกระหนิงเข้ามากับเสี่ยวาทิน แก้วมองตามกำมือแน่น สีหน้าโกรธจัด ชูเกียรติเดินเข้ามายืนข้างๆ พูดขึ้นอย่างลอยๆ
“ตกกระป๋องซะแล้วสิ”
แก้วหันขวับ มาจ้องหน้าชูเกียรติ
“ไม่เกี่ยวกับพี่”
“แหม น่าสงสารนะ ใครๆ เค้าก็ไปได้ดีกันหมด แต่บางคนดูท่าจะร่วงลงๆ ซะแล้ว”
“สงสารตัวเองเหอะ ไม่มีนังเดือน เปอร์เซ็นต์ก็หายไปเยอะไม่ใช่เหรอ ต๊าย แล้วนี่จะพอจ่ายหนี้ในบ่อนเหรอ”
ชูเกียรติหุบยิ้ม หันมามองหน้าแก้ว พยายามอดกลั้นสุดฤทธิ์
“ไม่เอาน่าแก้ว เรามันก็คือๆ กันล่ะ ไก่เห็นตีนงู งูเห็น...” ชูเกียรติเหลือบตาไปมองหน้าอกแก้ว แก้วรีบเบี่ยงตัวหลบ มองค้อนขวับๆ “เมื่อไหร่จะลงมือซะทีล่ะ”
“ลงมืออะไร”
ชูเกียรติหัวเราะหึหึ หันมามองแก้วเหมือนรู้ทัน
“พี่ไม่โง่หรอกนะแก้ว ดูก็รู้ว่าเธอกับแม่นักร้องใหม่คนนั้นท่าทางจะทำอะไรกับเดือนซักอย่าง”
“อย่ามาพูดซี้ซั้วนะ” ชูเกียรติหัวเราะ
“เอาเหอะๆ เอาเป็นว่า ถ้าให้ช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน”
“จะให้นังเดือนมันกลับมาเป็นถังข้าวสารให้ได้ว่างั้น”
แก้วเบะปากมองชูเกียรติด้วยสายตาเหยียดๆ ชูเกียรติยิ้มรับไม่หยี่ระ แล้วเดินเลี่ยงไป

ส่วนที่สถานที่ถ่ายหนัง เดือนเดินเข้ามากับป้อมยกมือไหว้ผู้กำกับ ผู้กำกับรับไหว้อย่างไม่เต็มใจนักแล้วรีบเดินหนีไป เดือนเดินเข้ามายกมือไหว้ช่างแต่งหน้าช่างทำผม แต่ทุกคนดูท่าทางเมินๆ ไม่สนใจ
“นี่ มาแต่งหน้าทำผมให้เดือนหน่อยสิ” ป้อมหันไปบอกช่างแต่งหน้า แต่นางรีบทำเป็นหยิบแปรงเดินเลี่ยงไปแต่งให้นักแสดงคนอื่น “หูหนวกกันเหรอไงเนี่ย”
“ช่างเหอะพี่ป้อม เดี๋ยวเดือนแต่งเองก็ได้จ้ะ”
“งั้นเดี๋ยวพี่ทำผมให้”
เดือนถอนหายใจ หยิบเครื่องสำอางมา เริ่มลงมือแต่ง ป้อมหยิบหวีกับไดร์มาเตรียมจะช่วยเดือน คนดูแลคิวเดินผ่านมา เดือนรีบเรียกถาม
“พี่แจนคะ วันนี้เดือนมี 2 ฉากใช่มั้ยคะ”
คนดูแลคิวทำหน้าอึกอัก มองซ้ายมองขวา จำใจก้มลงทำเป็นเช็กดูในสมุด
“ของน้องเดือนวันนี้คืนคิวให้ค่ะ พอดีเราเปลี่ยนฉากที่จะถ่าย”
ป้อมโยนหวีลงบนโต๊ะ มือหนึ่งเท้าเอวอีกมือถือไดร์ชี้หน้าคนดูแลคิว
“อ้าว แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อวาน แล้วพรุ่งนี้ล่ะ”
“พรุ่งนี้ก็ไม่มี มะรืนก็ยัง แล้ววันอื่นก็ เอ่อ”
คนดูแลคิวทำไม่รู้ไม่ชี้รีบเดินหนีไป
“อ้าว จะไปไหน มาเคลียร์กันให้รู้เรื่องก่อน ตกลงมีคิววันไหนกันแน่”

ป้อมทำท่าจะโวยวาย เดือนรีบห้ามไว้
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ป้อม เดี๋ยวค่อยเช็กอีกทีก็ได้”
“เป็นบ้าอะไรกันไปหมดเนี่ย ทำแบบนี้ได้ไงกัน ไม่รู้ล่ะ เดี๋ยวพี่จะไปถามผู้กำกับให้รู้เรื่อง”
“พี่ป้อม เดี๋ยวก่อน พี่ป้อม”
ป้อมเดินกระฟัดกระฟัดกระเฟียดไปทันที เดือนรีบลุกขึ้นวิ่งตามไป

อีกด้านหนึ่งที่ร้านของรวิ ขำเอามือจับหน้าหันซ้ายหันขวา ท่าทางเคร่งเครียดเหมือนมองอะไรอยู่
“ยังไงก็ไม่คุ้น” ขำยืนเพ่งผู้หญิงสองสามคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ คนอื่นๆ ยืนอยู่รอบๆ นภากาศยืนกอดอกมองมาด้วยสายตาระแวง “ไหนบอกเป็นแดนเซอร์เก่าไง”
ลิ้นจี่แอบขมุบขมิบปากด่า ก่อนจะแกล้งทำเป็นฉอเลาะ
“แหม พวกนี้เค้ามาทีหลังตอนที่แกออกไปแล้วไงไอ้ขำ”
นภากาศเดินเข้ามา เพ่งมอง แล้วเหลือบสายตาไปมองลิ้นจี่ที่ทำหลบสายตามองไปที่อื่น
“บอกว่าเป็นแดนเซอร์เก่า ไหนลองเต้นให้ดูซิ”
ลิ้นจี่หันขวับมาหน้าเหวอ หันไปสบตากับผู้หญิง 2-3 คนนั้นที่แอบส่ายหน้า
“โอ๊ย จะอะไรกันนักกันหนา มันไม่ได้เต้นกันมาเป็นเดือนแล้วจะไปจำได้ยังไง แล้วนี่เอามาเป็นเด็กเสิร์ฟนะ ไม่ได้จะเต้นจ้ำบ๊ะยั่วแขก หรือเธอจะทำ หา นภา”
นภากาศหันขวับมาจ้องลิ้นจี่ตาเขียวปั้ด แต่ลิ้นจี่ทำไม่สนใจ เทพหันไปสะกิดรวิ
“ว่าไง คุณเจ้าของร้าน”

รวิถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดขึ้น
“ชั้นรับปากไว้แล้ว ก็คงต้องให้น้องๆ เค้าทำล่ะ แต่อย่างที่บอก ค่าจ้างไม่ได้เยอะอะไรมากมายนะ”
ลิ้นจี่ยิ้มกว้างกรีดกรายเบียดคนโน้นคนนี้เข้ามาหารวิทันที
“ต้องอย่างนี้สิพระเอกตัวจริง”
“อาทิตย์หน้าเปิดร้าน ก็เริ่มงานกันได้เลย”
ลิ้นจี่ยิ้มกว้างเดินไปทำกระซิบกระซาบส่งซิกกับผู้หญิงพวกนั้น ก่อนจะหันกลับมาบอก
“ขอบใจมากนะจ๊ะ งั้นชั้นกลับละจะพาเด็กๆ ไปขัดสีฉวีวรรณ ไปล่ะนะ”
ลิ้นจี่หันมาโบกมือให้ทุกคน แล้วปรายตามองค้อนนภากาศทีหนึ่ง ก่อนจะพาผู้หญิงพวกนั้นเดินออกออกไปเทพหันมาจับไหล่รวิ
“หวังว่าคงไม่มีปัญหาอะไรนะ”
สีหน้ารวิดูเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน

ที่สถานที่ถ่ายหนัง ผู้กำกับถอนหายใจวางบทลงบนโต๊ะ ป้อมนั่งกอดออกสีหน้าเอาเรื่อง ส่วนเดือนนั่งนิ่งไม่พูดอะไร
“พี่เองก็หนักใจอยู่เหมือนกัน”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอาตรงๆ เลยนะเดือน คุณสายสมรเธอสั่งเปลี่ยนคิวถ่ายทั้งหมด ของน้องเดือนนี่เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าจะแก้บทเสร็จน่ะ” เดือนกับป้อมทำหน้าสงสัย “เอ่อ เธอเป็นภรรยาของคุณทวีศักดิ์น่ะ”
“แล้วทำไมเค้าต้องทำแบบนั้ล่ะคะ”
ผู้กำกับ มองหน้าเดือน ตัดสินใจพูดออกมา
“มีคนไปบอกเธอว่าคุณทวีศักดิ์มาติดพันเดือนน่ะ เธอก็เลย...”
เดือนมีสีหน้าตกใจ ป้อมลุกขึ้นตบโต๊ะดังฉาด
“อะไรกัน แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ นี่”
“พี่เองก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน ยังถ่ายไปได้ไม่ถึงไหนเลย”
เดือนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปจูงมือป้อม
“ถ้าเปลี่ยนแปลงยังไงรบกวน ผู้กำกับช่วยติดต่อมาด้วยนะคะ”

เดือนยกมือไหว้ แล้วจูงมือป้อมที่ยังกระฟัดกระเฟียดอยู่เดินออกไป

ทวีศักดิ์ขับรถเข้ามาจอดแล้วดับเครื่อง
 
หยิบถุงของฝากท่าทางอารมณ์ดีกำลังจะเปิดประตูรถลงแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเดือนท่าทางจ๋อยๆ เดินออกมากับป้อมที่ท่าทางโกรธๆ อยู่ ทวีศักดิ์รีบเปิดประตูลงไปตะโกนเรียก
“เดือน เดือน จะไปไหนละนั่น ถ่ายเสร็จแล้วเหรอ” เดือนได้ยินเสียงเรียกก็ชะงักหันมามอง พอเห็นว่าเป็นทวีศักดิ์ก็ยกมือไหว้ แล้วรีบเดินไปกับป้อมอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อนสิเดือน เดือน”
เดือนเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทวีศักดิ์มองตามอย่างงุนงง

ทวีศักดิ์โยนบทลงบนโต๊ะ พร้อมกับตวาดเสียงดัง
“แล้วทำไมไม่มีใครบอกชั้น” ผู้กำกับ ฝ่ายประสานงาน ยืนก้มหน้านิ่งกันเป็นแถว “แล้วอย่างนี้ชาติไหนหนังชั้นมันจะถ่ายเสร็จ”
“อย่าใจร้อนสิคะ ชั้นให้คนจัดคิว จัดบทมาใหม่แล้วค่ะ”
สายสมรเดินเข้ามา พร้อมด้วยลูกน้อง หันไปหยิบบทจากลูกน้องส่งให้ ทวีศักดิ์รับมาอย่างไม่พอใจนัก ลองเปิดอ่านดู ก่อนจะหันไปมองสายสมรอย่างโมโห
“นี่มันบ้าอะไรกัน มีฉากทุเรศพวกนี้ในหนังผมได้ยังไง”
สายสมรลอยหน้าลอยตา ตอบอย่างไม่หยี่ระ
“ทำไมล่ะคะ หนังฝรั่งเค้าก็มีกันเยอะแยะ แล้วนี่ชั้นให้เดือนเค้าเด่นกว่าเดิมเยอะเลยนะ รับรองว่าจบเรื่องนี้ น้องเดือนของคุณดังระเบิดแน่”
ทวีศักดิ์เดินไปบีบหน้าของสายสมร
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนี้ จำไว้นะ”
“นี่คุณหลงมันมากเลยเหรอ หา”
ทวีศักดิ์ปรายตามามอง ไม่พูดอะไร แล้วเดินเลี่ยงออกไป สายสมรมองตามอย่างโกรธแค้น น้ำตาคลอเบ้า

หน้าอพาร์ทเม้นท์แก้ว ศิริพรลงรถมากับเสี่ยวาทิน เดินออเซาะจะเข้าไปข้างในสายตาเหลือบมาเห็นใครบางคนก่อน พิมุกยืนยิ้มเยาะมองมาอยู่ ศิริพรตกใจรีบแกล้งหันไปบอกเสี่ยวาทิน
“เสี่ยคะ เสี่ยเดินขึ้นไปก่อนนะคะ”
“อ้าว ทำไมล่ะหนูพร”
“หนูจะแวะซื้อเบียร์เย็นๆ ให้เสี่ยน่ะค่ะ นะคะ”
“แหม น่ารักจริงๆ”

ศิริพรมองจนเสี่ยวาทินเดินเข้าอพาร์ทเม้นท์ไปแล้วก็เดินมาหาพิมุก แล้วเชิดหน้าใส่
“แหม นักร้องค่ายนี้มันรักกันจริงๆ แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่ง..(ผัว)” พิมุกพูดไม่ออกเสียง
“อย่ามามัวพูดมาก มีอะไรก็พูดมา”
“หึ คงไม่ลืมนะสัญญาอะไรไว้กับชั้น หรือว่าอยากจะเข้าไปนอนในคุกแทน”
ศิริพรมองค้อนพิมุกจะกินเลือดกินเนื้อ แต่พยายามสะกดอารมณ์
“ชั้นให้นังลิ้นจี่เริ่มลงมือไปละ”
พิมุกมองหน้าศิริพรอย่างไม่เชื่อใจ
“นังลิ้นจี่เมียไอ้โรจน์เนี่ยนะ ให้ตายเหอะ ชั้นก็นึกว่าเธอจะมีแผนอะไร ผัวเมียโง่ๆ คู่นั้นมันจะทำอะไรได้”
ศิริพรมองพิมุกหัวจรดเท้า
“ใช้คนมันต้องใช้ให้เป็น ไม่ใช่ทำอะไรไร้สมองแบบที่เธอทำ”
“นี่เธอ”
“เอาเป็นว่าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเกินรอ รวิจะไม่อยู่ขวางหูขวางตาเธอแน่”

พิมุกเดินมาประชิดศิริพร ยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาใกล้
“ทำให้ได้เหมือนที่ปากพูดก็แล้วกัน”
ศิริพรผลักออกอย่างขยะแขยง สะบัดหน้าแล้วเดินไป เธอเชิดหน้า ชายตาไปเหลือบมองพิมุก
“เหมือนกับแก ที่จะอยู่ขวางหูขวางตาชั้นอีกไม่นาน”
ศิริพรพึมพำออกมา

วันใหม่ที่ร้านของรวิ รวิยืนอยู่บนเวที กำลังลองซ้อมเป่าแซกโซโฟนอยู่ ขำยืนถือไมค์ กระแอมทำเป็นทดลองไมค์
“สวัสดีมิตรรักแฟนเพลง ครื้นเครงกันถ้วนหน้า ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บรรยากาศแบบคันทรี่ๆ กับบทเพลงโฟล์คซองเบาๆ ที่จะมาขับขานให้ทุกท่านได้ซาบซึ้งถึงใจยันไส้ติ่ง”
ด้านล่าง นภากาศนั่งคุยกับเทพอยู่
“ยังไงชั้นก็ว่ามันแปลกอยู่ดี”
“ตั้งแต่รู้จักกัน ชั้นก็ว่ามันแปลกมาตั้งนานแล้ว”
นภากาศส่ายหน้า เอื้อมมือไปตีแขนเทพดังเพี้ยะ
“ชั้นไม่ได้หมายถึงไอ้ขำ”
“อ้าว”
“ชั้นหมายถึงโน่น”

นภากาศพยักเพยิดให้ดูผู้หญิง 2-3 คนที่ลิ้นจี่เอามาฝากกำลังช่วยกวาด ทำความสะอาดอยู่ เทพพยักหน้ารับ เห็นด้วย
“พี่ก็คิดอยู่เหมือนกัน”
“อย่างนังลิ้นจี่น่ะเหรอ ลำพังมาขอทำงานคนเดียวก็น่าคิดอยู่แล้ว นี่ยังจะพ่วงลูกน้องมาด้วย”
“หรือจะเกิดห่วงลูกน้องขึ้นมาจริงๆ”
“โอ๊ย ไม่มีทาง ตอนที่ชั้นอยู่วงเดียวกับมัน เห็นมันอมเงินเด็กตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แล้วนี่อยู่ๆ มาอะไรก็ไม่รู้”
“อืม แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่พ่อพระเอกของเรา ฮีก็ใจงามเหลือเกิน”

นภากาศกลับเทพหันไปมอง เห็นรวิยิ้มและโบกมือให้
“ชั้นว่ามันต้องมีแผนอะไรแน่เลย”
“แผนอะไรล่ะ”
“ถ้ารู้จะถามเหรอ” เทพแกล้งทำหน้าจ๋อยลงทันที “ไม่ต้องมาแอพทำหน้าแบ๊ว คิดสิคิด ว่าจะทำยังไง”
เทพถอนหายใจ มองหน้านภากาศอย่างปลงๆ
“คงทำอะไรได้ยาก เราเป็นแค่คนนอกนะ คงได้แต่ช่วยดูอยู่ห่างๆ”
นภากาศทำหน้าเซ็งๆ หันไปมองดูรวิอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาทำท่าเหมือนคิดอะไรอยู่
“เมื่อไหร่ คนดีๆ จะรู้จักทันคนบ้างนะ”
เทพยิ้มถือโอกาสเอื้อมมือไปจับมือนภากาศ
“คนดีอาจจะไม่ทันคน แต่คนดีจะมีความดีเป็นเกราะคุ้มครองนะ”
นภากาศหยุดคิดตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะรู้ตัวปรายตาลงมาที่มือของเทพที่จับมืออยู่ จนเทพต้องรีบชักมือกลับไป แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน

คืนนั้นที่บ้านเช่าของเดือน เดือนอยู่บนเตียง นอนคว่ำคุยโทรศัพท์อยู่ อีกมือก็กดรีโมททีวีไปด้วย ป้อมนั่งกอดหมอนอยู่ข้างๆ สีหน้ายังดูเซ็งๆ อยู่
“อือ ไปอยู่แล้ว เปิดร้านทั้งที ไม่ไปได้ไง อือ ว่าง ยังไม่มีคิวน่ะ” เดือนชายตาไปมองป้อมที่พอได้ยินเรื่องคิวก็ถอนหายใจออกมาอีก “สบายดีไม่มีอะไรต้องห่วงจ้ะ พี่รวิอ่ะ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ เช็กดูว่าขาดเหลืออะไรอีกหรือเปล่าจ้า งั้นไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้คุยกันต่อ บายจ้ะ”
เดือนกดวางโทรศัพท์หันมามองป้อม ทำหน้าเจื่อนๆ
“ไม่บอกรวิมันหน่อยเหรอ”
“เรื่อง...”
“อย่ามาทำแบ๊ว ก็เรื่องนังคุณนายนั่นไง”
เดือนแกล้งทำเป็นหยิบโน่นหยิบนี่เฉไฉ
“ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องบอกนี่”
“โดนมันแกล้งซะขนาดนั้นเนี่ยนะ ไม่มีอะไร”
“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก”
“แล้วถ้ารวิถามเรื่องถ่ายหนังขึ้นมาล่ะ”
เดือนแกล้งอ้าปากหาว ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
“เดือนง่วงแล้ว มีอะไรไว้คุยกันพรุ่งนี้นะพี่ป้อม”
“เอ๊า มาง่งมาง่วงอะไรกันเดือน เฟคเห็นๆ ลุกขึ้นมาคุยกันก่อนสิเดือน”
เดือนแกล้งพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้ หลับตาลง ป้อมมองเดือนอย่างอ่อนใจ จัดแจงดึงผ้าห่ม ห่มให้เดือนดีๆ
เดือนแอบลืมตาขึ้นมา สีหน้ากังวล น้ำตาคลอเบ้า

อีกด้านหนึ่งที่อพาร์ทเม้นท์แก้ว แก้วหยิบกุญแจกำลังจะไขประตูเข้าแต่ประตูเปิดผลัวะออกมา ศิริพรกำลังออดอ้อนเดินมาส่งเสี่ยวาทิน
“อุ้ย หนูแก้ว”
แก้วมองหน้าเสี่ยวาทินสลับกับหน้าศิริพร มองออกแนวเหยียดๆ
“กลับแล้วเหรอคะเสี่ย”
“แหะๆ จ้ะ”
“จะอะไรยังไงก็แล้วแต่ เดือนนี้เสี่ยอย่าลืมจัดการในส่วนของแก้วด้วยนะคะ”
เสี่ยวาทินยิ้มแหยๆ รีบเดินกลับไป แก้วยืนจ้องหน้าศิริพรที่ทำเชิดไม่สนใจเดินหันหลังกลับเข้าห้องไป

แก้วเดินตามเข้ามาจัดแจงปิดประตู แล้วเดินมาดักหน้าศิริพร
“ตกลงเธอจะเอาไอ้แก่นี่จริงๆ ใช่มั้ย”
“ยังต้องถามอีกเหรอ”
แก้วพยายามกลั้นอารมณ์
“ก็คงไม่ต้องแล้วมั้ง แต่ยังไงชั้นก็ต้องได้ในส่วนที่ชั้นต้องได้”
“ก็เรื่องของเธอสิ”
“แล้วชั้นก็ต้องได้พี่พิมุกด้วย”
“โลภจังเลยนะ ก็เอาเหอะ ชั้นก็คิดจะช่วยเธออยู่แล้ว แต่คงต้องหลังจากที่กำจัดนังเดือนไปก่อนนะ”
แก้วโยนกระเป๋าลงไปที่โต๊ะ เดินมาจ้องหน้าศิริพร
“แล้วเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะลงมือจริงๆ จังๆ ซักที”
ศิริพรถอนหายใจ เอื้อมมือมาจับไหล่แก้ว แต่แก้วปัดมือออก
“ถ้ารอไม่ได้ก็ไปหาทางจัดการเอาเองก็แล้วกัน”
ศิริพรปรายตามองแก้วแบบไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหายเข้าห้องไป แก้วมองตามด้วยสายตาที่โกรธแค้น
สายตาแก้วมองไปเห็นกระเป๋าศิริพรที่วางอยู่ แก้วมองดูว่าศิริพรจะเดินออกมามั้ยก่อนเดินตรงไปที่กระเป๋าแล้วค่อยๆ เปิดออก สายตาก็คอยมองอย่างระแวง
ภายในกระเป๋ามีข้าวของ กระเป๋าเงิน เครื่องสำอางอยู่ในนั้น แก้วเหลือบมองดูที่ห้องอีกที ก่อนจะค่อยๆ ค้นกระเป๋า แก้วค้นจนเจอปืนที่อยู่ในกระเป๋า หยิบขึ้นมาท่าทางหวาดๆ มือสั่นๆ รีบปิดกระเป๋าศิริพรไว้เหมือนเดิม
 
ก่อนจะเดินเอาปืนไปใส่กระเป๋าตัวเอง แล้วเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
อ่านต่อหน้า 2

หางเครื่อง ตอนที่ 17 (ต่อ)

เช้าวันใหม่ที่ร้านรวิ พระกำลังเจิมป้ายร้านอยู่ รวิกับทุกคนยกมือไหว้ พระสงฆ์เริ่มประพรมน้ำมนต์ให้ ทุกคนพนมมือรับ
 
ป้อมแกล้งทำท่าปวดแสบปวดร้อนเวลาโดนน้ำมนต์ คนอื่นแอบขำๆ
“ขอให้ทำมาค้าขึ้นร่ำรวยๆ นะโยม”
ทุกคนพนมมือรับพร เอามือลูบหัว ขำพนมมือขมุบขมิบปากอยู่นานจนป้อมต้องสะกิด
“ไอ้ขำ อธิษฐานอะไรนักหนา”
“เยอะ นี่ยังมีอีกนะ”
ขำควักโพยยาวเหยียดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ป้อมส่ายหน้า เดินหนีไปหาคนอื่น รวิกับเดือนยืนมองหน้าร้านยิ้มกว้าง
“ฝันเป็นจริงแล้วสิพี่รวิ ร้านของพี่”
“ร้านของเราตะหาก”
ทั้งคู่หันมามองหน้ากันยิ้มอย่างมีความสุข ลิ้นจี่กรีดกรายพาลูกน้องเดินเข้ามา
“ตายจริง มาไม่ทันเหรอเนี่ย ว่าจะมารับพรซะหน่อย”
“ฟังเสียงพระสวดได้ด้วยเหรอ” นภากาศย้อนถาม ลิ้นจี่หันมามองค้อนขวับ

เดือนกับป้อมหันมามองหน้ารวิอย่างงงๆ
“เอ่อ คือพี่ลืมบอกไป คืองี้นะเดือน” รวิจะบอก ลิ้นจี่รีบพูดแทรก
“คือพอดีพี่มาของานน่ะเดือน เดือนก็รู้นี่” ลิ้นจี่แกล้งตีหน้าเศร้า “ตั้งแต่เดือนออกไป วงก็ไม่มีคนจ้าง วงเราก็เจ๊ง พี่กลับพวกนี้เลยมาของานทำ”
นภากาศกับป้อม มองมาแล้วเบะปากใส่
“สะตอ”
“มาก”
ลิ้นจี่มองค้อนขวับทำปากขมุบขมิบใส่ แล้วแกล้งเข้าไปเกาะแขนเดือน
“นะเดือนนะ ถือว่าช่วยๆ กันนะ”

เดือนพยักหน้ายิ้มๆ ไม่คิดอะไร ลิ้นจี่แอบเบะปากใส่
“เดือนไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ ช่วยๆ กันไป”
“ระวังนะเดือน ชาวนากะงูเห่า ยิ่งเป็นงูแก่ๆ” ป้อมหันไปทางลิ้นจี่ “ยิ่งต้องระวัง”
ลิ้นจี่ทำไม่สนใจ
“ขอบใจเดือนมากเลยนะจ๊ะ ทั้งสวยทั้งใจดี”
ลิ้นจี่แอบลอยหน้าลอยตาแลบลิ้นใส่ป้อมกับนภากาศที่มองอย่างไม่ไว้ใจอยู่

ศิริพรเดินออกมาจากห้องเดินไปหยิบน้ำดื่มแล้วมานั่งที่โซฟา จัดแจงใส่ต่างหูทั้ง 2 ข้างจับผมให้เรียบร้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เธอลุกขึ้นยืนเตรียมตัวออกไปข้างนอก มองซ้ายมองขวาหากระเป๋าเห็นกระเป๋าวางอยู่ที่โต๊ะ เลยลุกขึ้น เดินไปคว้ากระเป๋าจะเดินออกไป
ศิริพรชะงัก รู้สึกบางอย่างหันไปมองกระเป๋าในมือลองยกขึ้นมาเช็กดูน้ำหนัก เธอทำหน้าแปลกใจ รีบเดินไปนั่ง เปิดกระเป๋าแล้วค้นดู ศิริพรค้นดูอยู่สักพักตัดสินใจเทของในกระเป๋าออกมาทั้งหมด เธอทำท่าครุ่นคิดแล้วตกใจเพราะปืนหายไป แล้วก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างได้
“นังแก้ว”

เย็นวันนั้นที่ร้านของรวิ ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านอย่างประปราย ป้อมกับขำยืนต้อนรับยิ้มแย้มอยู่
“เชิญคร้าบ เครื่องดื่มเย็นๆ ดนตรีเพราะๆ”
“เด็กเสิร์ฟสวยๆ เชิญเลยฮ่ะ” ขำหันมากระซิบกับป้อม “มีลูกค้าใช้ได้เลยนะพี่ป้อม”
“ใช่ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวัน ร้านเราไปรอดแน่ไอ้ขำ”
“มีวิธีให้ลูกค้าเข้ามาเยอะกว่านี้อีก สนป่ะ” ป้อมพยักหน้ารับ สนใจมาก “พี่ป้อมหลบไปอยู่หลังร้านดิ รับรองลูกค้าเข้าตรึม”
ป้อมมองหน้าขำนิ่งๆ ก่อนจะจับขำล็อกคอตีเข่า

ที่บนเวที รวิถือแซกโซโฟนยิ้มร่าขึ้นไปบนเวที เทพถือกีตาร์เดินตามขึ้นไปแล้วกระซิบกับรวิ
“เดี๋ยววันนี้ชั้นช่วยเล่นให้ก่อน” รวิยิ้มพยักหน้ารับ “ค่าตัวด้วย อย่าลืมๆ” รวิหัวเราะ
“ได้เลยครับคุณเทพ” รวิเดินไปหยิบไมค์แล้วพูด “สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเลยนะครับที่เข้ามาอุดหนุนร้านเรา”
ขำกับป้อมที่แกล้งกันอยู่ชะงักหันหน้าไปมองตามเสียง
“อ๋า รวิแย่งซีนชั้นไปแล้ว ไม่ยอม”
“แล้วสำหรับวันเปิดร้านวันแรกของเราวันนี้ แน่นอนว่าต้องมีอะไรเป็นพิเศษ ขอเชิญทุกท่านพบกับ 2 นักร้องสาวสุดพิเศษ ของเรา นภา พาฝัน และเดือน งามพร้อม”
เดือนยิ้มร่า เดินไปจูงมือนภากาศที่งงอยู่ขึ้นไปด้วย
“อะไรกัน ไม่บอกไม่กล่าวกันก่อนเลยนะ”
“เอาน่าพี่นภา ช่วยๆ กัน”
เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับเสียงท่วงทำนองดนตรี เดือนกับนภากาศนั่งลงที่เก้าอี้ เริ่มร้องเพลงอย่างไพเราะสลับกันไปมา

เด็กเสิร์ฟคนที่ลิ้นจี่พามาฝากเดินเข้ามาหาในครัวด้วยท่าทางมีพิรุธ ขณะนั้นลิ้นจี่กำลังสับเนื้ออยู่บนเขียงทำหน้าเซ็งๆ หันมาเห็น ก็รีบมองซ้ายมองขวาเดินมาคุยทันที
“เป็นไง แกทำตามที่ชั้นบอกหรือเปล่า”
“ก็พยายามอยู่พี่ กำลังเล็งๆ อยู่คนไหนกระเป๋าหนัก”
“เออๆ ดีแล้ว วันนี้ยังไม่ต้องอะไรมาก เดี๋ยวไก่ตื่น”
“ว่าแต่หนูจะไม่โดนจับแน่นะพี่”
“อุวะ นังนี่ก็บอกไปแล้วไง ยังจะมากลัวโน่นกลัวนี่ จะเอามั้ยเงินน่ะ” เด็กเสิร์ฟคนนั้นพยักหน้า ทำหน้าแหยๆ
“ไปๆ ออกไปได้แล้ว บอกนังสองคนนั้นด้วย อ่อยเหยื่อไว้เยอะๆ ปลามันจะได้ติดเบ็ด”
ลิ้นจี่พูดจบก็เดินกลับไปที่เขียง ลงมือสับเนื้อต่อ สายตาคอยมองซ้ายมองขวาอย่างมีพิรุธ

บนเวที เดือนกับนภากาศร้องเพลงจบ เสียงปรบมือดังขึ้น ด้านล่าง ป้อมปรบมือย่างเริงร่า แต่ขำทำสะบัดหน้าหนี
“เป็นอะไรไอ้ขำ ช่วยกันตบมือสิ”
“ไม่”
“อะไรของแก หา”
“ชั้นงอน รวิแย่งซีนชั้น ชั้นต้องเป็นโฆษกสิ”
ป้อมหัวเราะขำ เสียงโทรศัพท์ป้อมดังขึ้น ป้อมเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์กรีดนิ้ว กดรับสาย
“ฮัลหลุยส์ จากไหนฮ๊า”

เดือนเดินลงมาจากเวทีกับรวิ เหลือเทพกับนภากาศที่ยังคงเล่นดนตรีกับร้องเพลงอยู่
“โอ๊ย ไม่ได้ร้องเพลงตั้งนาน มีความสุขจัง” เดือนบอก รวิเอามือขยี้หัวเดือนอย่างเอ็นดู
“ก็ไปเป็นดาราหนังแล้วนี่” เดือนหุบยิ้มหน้าเสียลงเล็กน้อยจนรวิสังเกตเห็น “มีอะไรหรือเปล่าเดือน”
เดือนรีบส่ายหน้า แกล้งตีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม
“เปล่านี่จ๊ะ”
ป้อมเดินปรี่เข้ามาหาเดือน หน้าตาดูดีใจ
“เดือน ตะกี๊ผู้กำกับเค้าโทรมา บอกว่าแก้บทเรียบร้อยแล้ว ให้เดือนกลับไปถ่ายต่อได้เลย”
เดือนยิ้มกว้าง ดีใจ
“จริงเหรอพี่ป้อม โอ๊ย ค่อยยังชั่วหน่อย”
“กลับไปถ่ายต่อ? หมายความว่าไงน่ะเดือน” รวิถามอย่างสงสัย เดือนกับป้อมมองหน้ากันชะงักไป ป้อมรีบพูดแก้ให้
“ก็ ก็ไม่มีอะไรหรอกรวิ พอดีเค้ามีการปรับบทกันนิดหน่อยน่ะ”
รวิจ้องหน้าเดือนกับป้อม ท่าทางยังสงสัยอยู่
“แน่นะ ไม่มีอะไรปิดบังชั้นแน่นะ” เดือนกับป้อม แกล้งยิ้มพยักหน้ารับ ทำเนียนๆ “ถ้ามีอะไรแล้วไม่ยอมบอกพี่ล่ะน่าดู”
รวิเดินมาแกล้งบีบจมูกเดือนอย่างเอ็นดู
บนเวที เทพกับนภากาศยังคงเล่นดนตรีและร้องเพลงอย่างไพเราะต่อไป

วันต่อมาที่ค่ายเพลง คอสตูมช่วยกันเข็นราวเสื้อผ้าชุดแสดงเข้ามาในห้องซ้อม โปรดิวเซอร์เดินเข้ามาจัดแจงบอกทุกคน
“โอเคครับทุกคน วันนี้เดี๋ยวจะให้ลองชุดกันแล้วนะครับ เผื่อมีตรงไหนแก้ไข แจ้งที่คอสตูมได้เลยนะครับ”
แดนเซอร์คนอื่นๆ ต่างตื่นเต้นดีใจ เดินเข้าไปหยิบดูเสื้อผ้ากันยกใหญ่ คอสตูมเดินเข้ามาหาศิริพร ชี้ให้ดูอีกราวหนึ่งต่างหาก
“ชุดของน้องพรจะอยู่ทางนี้นะคะ เป็นของนักร้อง”
ศิริพรพยักหน้ารับ เดินไปหยิบๆ จับๆ ดูเสื้อผ้า

“แล้วของชั้นอยู่ไหนล่ะ”

แก้วถามขณะเดินเชิดเข้ามา ปรายตามองศิริพร

“ทางนี้ค่ะน้องแก้ว ที่เดียวกับน้องพรเลย”
แก้วเดินเข้าไปประชิดศิริพร ทำเป็นจับๆ ดูชุดเหมือนกัน
“เธอเอาของชั้นไปใช่มั้ย” ศิริพรกระซิบถาม แก้วหันมามองแกล้งทำหน้าเหรอหรา พูดเสียงดัง
“อะไรเหรอศิริพร ใครเอาอะไรของเธอไปเหรอ”
ศิริพรมองซ้ายมองขวาแล้วหันกลับมาแกล้งดูชุดแล้วพูดต่อ
“อย่ามาทำสะตอ เธอเอาปืนของชั้นไปใช่มั้ย”
แก้วหันมามองศิริพรแล้วเบะปากใส่
“มีหลักฐานมั้ยล่ะว่าชั้นเอาไป ถ้าไม่มีก็อย่ามามโน”
แก้วพูดจบก็คว้าชุดแล้วเดินหายไปทางห้องลอง ศิริพรมองตามอย่างโกรธๆ แต่จู่ๆ ก็ค่อยยิ้มออกมา เหมือนคิดอะไรได้
“ดี จะได้กำจัดทีเดียวพร้อมๆ กัน”
ศิริพรคว้าชุดแล้วเดินหายไปเช่นกัน

เดือนเดินอ่านบทมาตามทางกับป้อม ท่าทางอารมณ์ดี จนถึงหน้าร้านสะดวกซื้อ
“อ่านอยู่นั่นล่ะเดือน เค้าเปลี่ยนบทแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เดือนว่าคงไม่ต่างจากเดิมเยอะหรอกมั้ง”
“เดี๋ยวพี่ขอซื้อน้ำก่อน เดือนเอาอะไรมั้ย”
“ไม่ล่ะ พี่ป้อมเข้าไปซื้อเหอะ เดี๋ยวชั้นรอข้างนอกนะ”
“เข้าไปหาอะไรรองเท้า เอ้ย รองท้องซะหน่อยก็ยังดีนะเดือน” เดือนส่ายหน้า
“เดือนขอรอข้างนอกดีกว่าจ้ะ”
ป้อมพยักหน้ารับ เดินหายเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ เดือนยืนอ่านบทไปเรื่อยๆ ไม่ได้มองอะไรจึงไม่เห็มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่มาจอดข้างหน้า ทั้งคนขี่และคนซ้อนใส่หมวกกันน็อกบังหน้าไว้ทั้งคู่ เดือนมัวแต่อ่านบทอยู่ ไม่ทันสังเกต
คนซ้อนมอเตอร์ไซค์เดินลงมาจากรถ ตรงปรี่เข้ามาหาเดือนทันที เดือนเริ่มรู้ตัวเงยหน้าขึ้นมาเจอก็สะดุ้งตกใจ
“เธอใช่มั่ย เดือน งามพร้อม แม่ดาราหน้าใหม่”
เดือนเห็นท่าไม่ดี ก้าวถอยหลังจะหันกลับวิ่งเข้าไปในร้านแต่ไม่ทัน ผู้ชายคนนั้นคว้ามือเดือนไว้ก่อน

ป้อมเดินถือขวดน้ำมาจ่ายที่แคชเชียร์ จึงไม่เห็นเหตุการณ์ข้างนอกที่เดือนกำลังสะบัดมือหนีผู้ชายคนนั้นอยู่
“จะทำอะไรนะ ปล่อยนะ พี่ป้อม”
เดือนตะโกน ผู้ชายคนนั้นไม่ฟังเสียง กระชากเดือนกลับมา ตบเดือนด้วยหลังมือจนเดือนล้มลงไป
“หน้าตาก็ดีไม่น่าเลยนะ”
ผู้ชายคนนั้นล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมทำท่าจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา

ในร้านสะดวกซื้อ ป้อมยังคงยืนอยู่ที่แคชเชียร์ รอคิดเงินอยู่ ด้านนอกร้านเดือนล้มลงอยู่ที่พื้น ผู้ชายคนนั้นยืนจังก้าอยู่ คนในร้านเริ่มสังเกตเห็นชี้ไม้ชี้มืออกมาที่หน้าร้าน ป้อมหันตามออกมามองที่ข้างนอกร้าน แล้วก็ตกใจสุดขีด
“เดือน”

ผู้ชายคนนั้นล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมหยิบขวดแก้วสีชาใบใหญ่ออกมา เปิดฝาแล้วเดินย่างเข้ามาหาเดือนเธอพยายามถอยหนีอย่างทั้งตกใจทั้งกลัว
“บอกลาหน้าสวยไปได้เลย คุณดารา”
ป้อมวิ่งพรวดออกมาสีหน้าตกใจสุดขีด
“เดือน”
ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาอยู่ตรงหน้าเดือน ยกขวดขึ้น เดือนตาโต ตกใจสุดขีด

เดือนนั่งอยู่ที่พื้นเอามือขึ้นมาปิดหน้าบังไว้ เสียงป้อมร้องกรี๊ดกร๊าดอยู่ เดือนนิ่งไปครู่ แปลกใจค่อยๆ ลดมือลง
ผู้ชายคนนั้นเทน้ำเปล่าออกจากขวดแก้วเอามือตัวเองรองไว้จนหมดแล้วเขวี้ยงขวดทิ้งหันมาชี้หน้าเดือน
“วันนี้แค่เตือน คราวหน้าของจริง”
พูดจบมันก็เดินกลับไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกไป ป้อมวิ่งเข้ามาประคองเดือน คนแถวนั้นเริ่มเข้ามามุง
“เดือน เป็นไงมั่ง โธ่ถังกะละมังบุบ”
เดือนยังอยู่ในอาการตกใจ หน้าซีด แต่ก็พยายามฝืน
“เดือนไม่เป็นอะไรจ้ะพี่ป้อม”
“หนูเป็นอะไรหรือเปล่า ไปแจ้งความมั้ย”
“นี่น้องเดือนนี่ อุ๊ยตายแล้ว ชั้นเห็นนะ ตะกี๊อย่างกับมันมันจะเอาน้ำกรดสาดงั้นแน่ะ”
“หนูเดือนไปมีเรื่องอะไรกับใครเค้าเนี่ย”
คนแถวนั้นเริ่มเข้ามามุงเพิ่ม วิจารณ์กันต่างๆ นานา เดือนสีหน้าไม่สู้ดีนัก รีบพยักหน้ากับป้อมให้รีบไป
“เดือนไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะ พี่ป้อมไปกันเถอะ”
ป้อมกับเดือนรีบแหวกผู้คนที่ยังวิจารณ์กันอยู่ แล้วพากันเดินไปอย่างรวดเร็ว

“ไปแจ้งความเถอะนะเดือน”
ป้อมดึงแขนเดือนเอาไว้ ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในสถานที่ถ่ายหนัง
“เดือนไม่อยากให้มันเป็นข่าว”
“แล้วจะปล่อยไว้แบบนี้เหรอ มันเป็นใครก็ไม่รู้ เกิดมันย้อนกลับมาทำอะไรอีกล่ะ จะทำยังไง”
เดือนอึ้งไป ไม่รู้จะตอบยังไง ผู้กำกับเดินมาที่เดือนพร้อมกับยื่นบทให้
“น้องเดือน นี่บทใหม่ อ้าว หน้าไปโดนอะไรมาครับเนี่ย”
เดือนก้มพยายามหลบหน้า ป้อมเลยรีบพูดแก้ตัว
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกฮ่ะ พอดีซ้อมบทกันแล้วเกิดพลาดนิดหน่อยฮ่ะ ไหนขอดูบทหน่อยสิฮ๊า”
“อ๋อ ครับ ถ้างั้นเดี๋ยวไปแต่งหน้ารอได้เลยครับ” ผู้กำกับมองหน้าเดือน ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
“เอ่อ อีกเรื่องนะน้องเดือน”

ผู้กำกับมองซ้ายมองขวา ท่าทางระแวงแล้วพูดกระซิบกับเดือน
“คือช่วงนี้คุณทวีศักดิ์เค้าติดงานไม่ได้เข้ามาดู แต่ เอ่อ คุณสายสมรเธอจะเข้ามาดูแลแทนนะ ยังไงทำอะไรก็ระวังด้วยละกัน”
เดือนหยักหน้ายิ้มให้ผู้กำกับ
“ขอบคุณมากค่ะ”
ป้อมยืนกอดอกมองตามผู้กำกับที่เดินเข้าไป ก่อนจะบ่นออกมา
“รอบตัวเรานี่มีแต่คนอันตรายจริงๆ”
เดือนนิ่ง พยายามพยักหน้ารับ แต่ไม่ยอมสบตาป้อม รีบเดินเข้าไปด้านใน

ร้านของรวิ ลิ้นจี่ถือไม้กวาดทำเป็นกวาดโน่นกวาดนี่ สายตาก็คอยสอดส่องมองไปเรื่อย รวิสะพายกระเป๋าเดินยิ้มอย่างอารมณ์ดี แล้วบอกกับขำ
“ไอ้ขำ ชั้นจะไปหาดูอะไรมาเข้าร้านเพิ่มหน่อยนะ”
“อะแฮ่มๆ ที่ไหนเหรอตัวเอง”
“ก็”
ขำพยักหน้ารับเข้าใจ มองด้วยสายตารู้ทัน ลิ้นจี่แอบชำเลืองมองมาอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน
“งั้นเชิญตามสบายเลยครับพี่ แหม ฝากจุ๊บๆ เดือนด้วยล่ะ”
“ของชั้น ไอ้บ้า” ขำหัวเราะ
“โอเคๆ งั้นคืนนี้ชั้นยึดร้าน เป็นเจ้าของคนเดียวเลยนะ”
“เชิญตามสบาย อ้อ เดี๋ยวคืนนี้คุณเทพกับพี่นภาจะมาช่วยเล่นให้นะครับ เสี่ยขำ”
ขำยืดอก ทำท่าเชิดๆ ภูมิอกภูมิใจ รวิหัวเราะกับท่าทางของขำ แล้วก็เดินออกจากร้านไป ลิ้นจี่หันมามองชะเง้อตามรวิที่เดินออกไป

เดือนนั่งแต่หน้าอยู่ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผมไม่มีใครพูดอะไรกับเธอเลย
“นี่ ช่วยปิดรอยตรงนี้หน่อยนะ” ป้อมบอก ช่างแต่งหน้าไม่พูดอะไร แต่กดแป้งลงไปที่หน้าเดือนอย่างแรง
“อุ๊ย”
“เบาๆ สิยะ หน้าคนนะยะ”
ช่างแต่งหน้าไม่พูดอะไร เก็บอุปกรณ์แล้วเดินสะบัดออกไป
“อะไรของมันนักหนา แม่พวกนี้”
“ช่างเหอะพี่ป้อม”
เดือนพยักเพยิดไปอีกด้าน ป้อมมองตามเห็นสายสมรนั่งไขว้ห้างจ้องมาอยู่
“พี่ว่า เรื่องทั้งหมดต้องเป็นฝีมือนางแน่ๆ เดี๋ยวพี่จะเข้าไปเคลียร์เอง”
ป้อมทำท่าจะเดินไป เดือนรีบรั้งมือเอาไว้
“อย่านะพี่ป้อม เดือนไม่อยากมีปัญหาอีก”
“แต่ว่ามัน”
“เถอะน่าพี่ป้อม ดีกว่าอดเล่นนะ”
ป้อมถอนหายใจ เดินสะบัดกลับมานั่งไม่พอใจอย่างแรง ส่งสายตาไปมองสายสมรด้วยความไม่พอใจ เดือน มองไปที่สายสมรแล้วก็รู้สึกเหนื่อยใจ

ที่อพาร์ทเม้นท์ของแก้ว แก้วกำลังจะเตรียมตัวออกไปข้างนอก นั่งลงหยิบโทรศัพท์มาจะใส่กระเป๋า เธอเปิดกระเป๋าออก หยิบโทรศัพท์จะใส่ลงไปแต่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แก้วหยิบปืนที่ขโมยมาจากศิริพรขึ้นมาดู เธอจ้องที่ปืน สีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วถอนหายใจออกมาส่ายหน้าแล้วก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

เดือนนั่งอ่านบทสีหน้าเคร่งเครียด
“ทำหน้าเครียดเชียวเดือน ทำไม บทมันเล่นยากเหรอ”
“เปล่าหรอกพี่ป้อม แต่ชั้นรู้สึกว่าทำไมมีแต่ฉากพวกนี้เยอะไปมั้ย”
“ไหนพี่ดูซิ” ป้อมรับบทไปอ่าน แล้วก็ตกใจเอามือปิดปาก “ว้าย มีแต่ฉากโดนตบกับเลิฟซีนตั้งหลายฉากแน่ะ น่าอิจฉา เอ้ย ไม่ใช่”
ทีมงานเดินมาหาเดือนอย่างไม่เต็มใจ
“น้องเดือน เตรียมถ่าย”

พูดจบก็เดินไปไม่มองหน้าเดือน เดือนถอนหายใจลุกขึ้นพยักหน้ากับป้อมแล้วเดินไป

อีกด้านหนึ่งที่สถานที่จัดงานคอนเสิร์ตซึ่งมีการซ้อมใหญ่ นักข่าวบันเทิงยืนรายงานอยู่ด้านหน้าเวทีคอนเสิร์ต

“โอเค 5 4 3 2 เริ่ม”
“ค่ะ อัพเดทบันเทิงวันนี้ เรามาอัพเดทคอนเสิร์ตใหญ่แห่งปีกับวันซ้อมใหญ่นะคะ และที่อยู่ ข้างๆ ดิชั้นตรงนี้ แต๊แด นักร้องสาวของเราน้องแก้วกับน้องพรค่ะ” แก้วกับศิริพรในชุดนักร้องยืนโบกมือให้ “เป็นไงกันบ้างคะ มาอัพเดทกันหน่อยกับงานนี้”
แก้วจิกยิ้มอ้าปากจะพูด ศิริพรพูดแทรกขึ้นซะก่อน
“ค่ะ วันนี้ก็เป็นวันที่เราซ้อมใหญ่กันนะคะ พวกเราก็เต็มที่ค่ะ รับรองสนุกมากแน่ๆ ค่ะ”
แก้วพยายามเสนอหน้าออกมาพูด
“ใช่ค่ะ อย่าลืมนะคะ วันอาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้แล้ว อย่าลืมมาดูกันเยอะๆ นะคะ”
“ไหนๆ ก็มาแล้วคงต้องถามถึงเรื่องที่มีการเปลี่ยนนักร้องบ่อย คิดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกมั้ยคะ”
“ไม่มี๊ ไม่มีแล้วค่ะ คราวนี้แก้วเป็นตัวจริงคนเดียวเลย ไม่มีเปลี่ยนแปลงแน่นอน”
ศิริพรมองด้วยหางตาแล้วแอบเบะปากใส่
“ค่ะ พรเองก็จะร้องให้ดีที่สุดแทนในส่วนของเดือน”
“ได้เจอน้องเดือนบ้างมั้ยคะ”
“พรยังไปหาเค้าที่กองถ่ายอยู่เลย ยังได้ยินเค้าบ่นๆ เรื่องกองถ่ายไม่มืออาชีพเลย เดือนดูอยู่มั้ยจ๊ะ อดทนหน่อยนะจ๊ะ เรื่องร้องเพลงไม่ต้องห่วงนะ ชั้นจะทำให้เต็มที่จ้ะ”
“น้องเดือนเค้าบ่นเรื่องกองถ่ายเหรอคะ แล้วบ่นเรื่องอะไรอีกคะ”

ที่รอบนอก นักข่าวอีกคนหยิบสมุดขึ้นมาจดทันที
“พรว่าเราอย่าไปพูดถึงมันเลยดีกว่านะคะ”
ศิริพรเสแสร้งยิ้มโบกไม้โบกมือให้กล้อง แกล้งปล่อยให้นักข่าวอยากรู้ต่อไป

ที่กองถ่ายหนัง กองถ่ายเริ่มงาน ผู้กำกับยืนคุยกับเดือนกับนักแสดงอีกคนหนึ่งอยู่
“เดี๋ยวพอเดือนพูดจบ น้องก็ง้างมือขึ้นตบ เดือนก็สะบัดหน้าตามนะครับ แล้วค่อยๆ หันกลับมา ส่งสายตาเศร้าๆ ตามนี้นะครับ”
เดือนพยักหน้ารับ หันไปเหลือบมองนักแสดงอีกคน แต่นางทำเมินใส่เดือน สายสมรยืนกอดอก ยืนมองเดือน แล้วก็ยิ้มแบบเหยียดๆ
“ซีน 5 เทค 1 แอ็กชั่น”
ตัวประกอบเดินตรงเข้าหาเดือน เดือนทำหน้าเศร้าพูดตามบท
“คุณกำลังเข้าใจชั้นผิด ชั้นกับเค้าเราแค่...”
“เพี๊ยะ”

ตัวประกอบตบเดือนเข้าเต็มหน้า จนเดือนเซ ป้อมลุกพรวดขึ้น ผู้กำกับตกใจ คนอื่นๆ หันมามองเป็นตาเดียว
“คัท”
ผู้กำกับกับป้อมรีบวิ่งเข้าไปหาเดือน ป้อมชี้หน้าด่านักแสดงอีกคน
“จะบ้าเหรอ ทำไมต้องตบจริง”
“ไม่ได้ตั้งใจ พอดีมันอิน”
“เดี๋ยวชั้นอินบ้างเอามั้ย”
ป้อมง้างมือจะเข้าไปตบ เดือนรีบดึงไว้ สายสมรเดินเชิดเข้ามา
“อะไรกัน มีปัญหาอะไร”
“ก็อีชะนีนี่สิ เล่นนอกบทตบจริงซะแรงแลย”
ป้อมบอก สายสมรปรายตามามองเดือน ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
“มันก็ต้องมีพลาดบ้างอะไรบ้าง อยากจะเป็นนักแสดง เรื่องแค่นี้ทนไม่ได้เหรอไง”
ป้อมอ้าปากจะเถียง แต่เดือนสะกิดห้ามไว้
“ขอโทษค่ะ เดี๋ยวขอใหม่อีกรอบนะคะ”
ป้อมกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ แต่เดือนก้มหน้าก้มตายอมรับ
“ก็ดี งั้นถ่ายต่อได้เลย ชักช้าเสียเวลา เสียเงินด้วย”
พูดจบนางก็เดินสะบัดออกไป ก่อนออกไปสายสมรหันมาส่งสายตาเจ้าเล่ห์รู้กันกับนักแสดงคนนั้น แล้วเดินออกไป

ส่วนที่จัดงานคอนเสิร์ต แดนเซอร์ทยอยเอาชุดมาแขวนที่ราว แก้วถือชุดที่เปลี่ยนออกแล้ว ก่อนจะโยนกองไว้กับพื้น ชูเกียรติเดินเข้ามายิ้มให้ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“แก้วจ๊ะ” แก้วหันกลับมามองชูเกียรติด้วยสายตาระแวง “คือพี่มีเรื่องจะคุยกับแก้วนิดนึง”
“มีอะไรก็พูดมาเลยดีกว่าพี่เกียรติ ทำท่าลับๆ ล่อๆอยู่ได้”
“แหม แสนรู้จริงๆ น้องแก้วเนี่ย คือมีงานโฆษณาเข้ามาตัวหนึ่งเค้าสนใจอยากได้แก้วไปเป็นพรีเซนเตอร์น่ะจ้ะ”
แก้วหูผึ่งสนใจขึ้นมาทันที แต่ก็แกล้งวางฟอร์ม
“โฆษณา แล้วมาบอกแก้วทำไม เห็นปกติมีงานอะไรก็เห็นเรียกแต่เดือนๆ นี่”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ ใครมีแววพี่ก็สนับสนุนทั้งนั้นแหล่ะ”
“หึ คงรู้ว่าไม่มีทางเอานังเดือนกลับมาแล้วใช่มั้ยล่ะ” ชูเกียรติแอบมองค้อนแก้ว “ก็ได้ แต่ชั้นให้พี่แค่ 20 เปอร์เซ็นต์นะ”
“เฮ้ย อะไรกัน ปกติต้อง 30”
“25 ถ้าไม่เอาก็จบ” ชูเกียรติจ้องหน้าแก้ว พูดไม่ออก “คิดให้ดีนะพี่เกียรติ ดีกว่าไม่ได้อะไร ไม่มีเงินไปให้พวกเจ้าหนี้”
แก้วเชิดหน้า กล้าต่อรองเพราะถือว่าตัวเองเป็นต่อ
“ก็ได้”
“งั้นก็ตามนี้นะคะ”
แก้วหัวเราะอย่างผู้ชนะ แล้วเดินเชิดออกไป ทิ้งให้ชูเกียรติมองตามหลังอย่างเจ็บใจ ก่อนจะเดินตามไปเช่นกัน
ศิริพรที่ยืนฟังทั้งคู่คุยกันอยู่ทางด้านหลัง ทำสีหน้าเหมือนจะคิดแผนการอะไรบางอย่าง

ที่กองถ่ายหนัง เห็นเดือนโดนตบในแต่ละเทค จนเทคสุดท้ายเดือนล้มลงไปนั่งสะบัดหน้ากลับมามองน้ำตาคลอเบ้า
“คัท! โอเค” ผู้กำกับเหลือบตาไปมองสายสมร “ผ่านแล้วนะครับ”
สายสมรลอยหน้าลอยตา พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ป้อมวิ่งเข้าไปหาเดือน ช่วยประคองเดือนขึ้นมา จับหน้าเดือนกลับมาดู
“โธ่ เดือนของพี่”
“เดี๋ยววันนี้เลิกกองเลย” ผู้กำกับเดินมาหาเดือน หน้าตาลำบากใจ “น้องเดือนโอเคนะครับ”
เดือนพยักหน้า สีหน้าดูซึมๆ
“ลองมาโดนตบเองมั้ยล่ะยะ จะได้รู้วาโอเคมั้ย ไม่รู้จะสั่งเทคอะไรนักหนา”
“เดือนโอเคค่ะ”
เดือนหันไปพยักหน้ากับป้อม แล้วพากันเดินไปที่พักเตรียมเก็บของ ตอนเดินกลับสายตาเหลือบไปเห็นสายสมรกับนักแสดงคนนั้น นักแสดงคนนั้นเดินไปหยุดตรงสายสมรส่งสายตายิ้มแบบสะใจรู้กัน สายสมรแอบยื่นเงินให้ แล้วนางก็เดินไป สายสมรปรายตามามองเดือน ยิ้มสะใจแล้วก็เชิดหน้าสะบัดกลับไป เดือนได้แต่นิ่งๆ ไม่พูดอะไร พาป้อมที่ยังกระฟัดกระเฟียดอยู่เดินกลับไปเก็บของ
“เจ็บใจนัก เจ็บใจๆ” เดือนนิ่งไปไม่พูดอะไร มือก็เก็บของไปเรื่อย “จะปล่อยให้มันแกล้งอยู่อย่างนี้เหรอ”
เดือนปิดกระเป๋า ถอนหายใจ
“ก็คงต้องอดทนไปก่อน”
เดือนมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายเต็มที่

ช่วงค่ำวันนั้นที่ร้านอาหาร ศิริพรหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์
“ดี ดีมาก” ศิริพรคุยโทรศัพท์อยู่ “งั้นก็เริ่มได้เลย เดี๋ยวชั้นจะโทรแจ้งเอง” ศิริพรกดวางโทรศัพท์ หันมาจ้องข้างหน้า “ท่าทางเราจะได้จะกำจัดพวกรวิได้เร็วกว่าที่คิดนะ”
พิมุกนั่งอยู่ตรงข้ามศิริพร ท่าทางดูอารมณ์ดี
“เยี่ยม ขอบใจ”
พิมุกยกแก้วขึ้นกระดกเข้าปากตัวเอง
“ไม่เป็นไร ถือว่าแลกกัน”
“แหม่ แต่ไม่ค่อยคุ้มเลยนะ ชั้นเกือบโดนจับข้อหาวางเพลิง แต่เธอช่วยชั้นแค่นี้”
“อย่ามาเยอะนะพิมุก เราตกลงกันแล้ว” พิมุกยักไหล่ ทำท่าไม่ใส่ใจ“เธอต้องการอะไรอีก”
พิมุกมองศิริพรไปตามทรวดทรง ศิริพรรู้ตัวรีบจับคอเสื้อให้กระชับ มองหน้าพิมุกด้วยสายตาดุดัน
“ไม่รู้สิ ยังคิดไม่ออก”

พิมุกกระดกเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเดินไปเอามือจับผมศิริพรขึ้นมาดม ศิริพรปัดออก
“เดี๋ยวคิดออกแล้วจะบอกนะ แม่นักร้องสาวคนสวย”
“แทนที่จะมารุ่มร่ามกับชั้น ไปสงเคราะห์คนที่เค้าหลงเธอหัวปักหัวปำซักหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ”
พิมุกชะงักไป คิดตาม
“นังแก้วน่ะเหรอ หึ”
“ซักหน่อยน่า ฆ่าเวลาเล่น เรายังต้องใช้ประโยชน์จากมันอีกเยอะนะ”
ศิริพรส่งสายตา ท่าทางมีเลศนัย พิมุกถอนหายใจ ทำท่าเบื่อหน่าย เดินกลับมานั่งที่เดิม
“จะให้มันมาเจอชั้นที่ไหนบอกมาอีกทีละกัน”

ศิริพรยิ้มออกมา ยกแก้วขึ้นชูให้พิมุก แล้วเอามาจิบ แต่สายตาแอบมองพิมุกเหมือนมีแผนอะไรอยู่
 
อ่านต่อหน้า 3

หางเครื่อง ตอนที่ 17 (ต่อ)

ที่ร้านของรวิ นภากาศร้องเพลงอยู่บนเวที เทพเล่นดนตรีอยู่ข้างๆ ลูกค้าเดินเข้ามา ขำยืนต้อนรับท่าทางวางมาดเต็มที่

นภากาศที่ร้องเพลงอยู่หันไปยิ้มกับเทพแล้วหันมามองข้างหน้า แล้วเธอก็ทำหน้าเหมือนเห็นอะไรผิดสังเกต สายตานภากาศเห็นเด็กเสิร์ฟ(เด็กของลิ้นจี่) ทำท่ากระซิบกระซาบพูดคุยกับแขก ก่อนจะลุกขึ้นมองซ้ายมองขวาแล้วพากันเดินออกจากร้านไป นภากาศทำหน้าแปลกใจ เริ่มสงสัย
ที่ประตูหน้าห้องครัว ลิ้นจี่ชะเง้อออกมามอง แล้วยิ้มออกมาอย่างไม่น่าไว้ใจ

เดือนกับป้อมเปิดประตูเข้าบ้านมาเดือนมีท่าทางอิดโรย
“ว้าย”
“แบร่ โอ๊ย”
รวิโผล่พรวดออกมาจะแกล้งเดือน รวิเห็นหมัดเดือนลอยเข้ามาก่อนทุกอย่างจะวูบมืดลงทันที

เดือนนั่งเอาเจลเย็นประคบตาให้รวิอยู่ที่โซฟาในห้อง
“สมน้ำหน้า เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง”
“ก็กะจะสะใภ้ซักหน่อย”
“แล้วสะใภ้มั้ยล่ะ”
รวิเอามือจับเบ้าตาตัวเอง ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองหน้าเดือน รวิทำหน้าแปลกใจเหมือนเห็นอะไร รีบเอามือจับหน้าเดือนให้หันกลับมา
“เดือน แล้วนี่หน้าเดือนไปโดนอะไรมา”
เดือนรีบเบี่ยงหน้าหนี หลบสายตา
“ผิดคิวนิดหน่อยน่ะจ้ะ”
“ไม่หน่อยหรอก”
ป้อมบอกขณะเดินถือแก้วน้ำมาวางให้รวิกับเดือน
“มีอะไรหรือเปล่าพี่ป้อม” ป้อมเหลือบตาไปมองเดือน เห็นเดือนส่ายหน้าไม่ให้บอกรวิ เลยนิ่งไปไม่พูดอะไรต่อ
“มีอะไรปิดชั้นกันแน่”
รวิมองหน้าเดือนกับป้อมสลับกัน ทำหน้าเคร่งเครียด
“ก็เดือนบอกว่าผิดคิวนิดหน่อยเอง ไม่มีอะไรไง”
“ไม่บอกก็ไม่บอก เดี๋ยวพี่จะตามไปดูที่กองถ่ายเอง”
เดือนตกใจ หันมาจ้องหน้ารวิ ที่จ้องตอบ ทำหน้าจริงจังไม่แพ้กัน

ที่ร้านของรวิ ลูกค้าทยอยเดินออกจากร้าน ขำยืนโค้งคำนับหน้าตายิ้มแย้ม
“ขอบคุณคร้าบ โอกาสหน้าเชิญมาใหม่นะครับ อุดหนุนครบ 3 ปี แถมฟรีมิกเซอร์นะครับ” นภากาศเดินเหมือนมองหาใครอยู่ในร้าน “อ้าว ป้าคนนี้อย่าอู้ๆ เอาผ้ามาเช็ดโต๊ะ เอาจานไปเก็บด้วยเร็วๆ”
นภากาศเขกกะโหลกขำเข้าเต็มแรง
“ทะลึ่ง ลามปาม ขี้กลาก”
ขำเอามือคลำหัวป้อยๆ
“โธ่ เค้าล้อเล่นอ่ะป้า”
“ล้อเล่นบ้าอะไรตอนนี้ แกดูบ้างหรือเปล่าเนี่ย ว่าใครเข้าใครออกไปบ้าง”
ขำทำหน้างงๆ พอดีกับที่เทพเดินมาหาทั้งคู่
“อ้าว ป้าคนนี้อย่าอู้ๆ เอาผ้ามาเช็ดโต๊ะ เอาจานไปเก็บด้วยเร็วๆ”
นภากาศหันไปจ้องเทพตาเขียว ก่อนดึงหูเต็มแรง
“พอกันเลยนะ มามุกเดียวกันเลย”
“เค้าล้อเล่นนะตัวเอง”
“มัวมาเล่นกันอยู่ได้ เด็กเสิร์ฟหายไปไหนแล้วยังไม่รู้กันอีก” เทพกับขำทำหน้างงๆ มองนภากาศอย่างสงสัย
“ก็เด็กของนังลิ้นจี่น่ะสิ ชั้นเห็นมันออกไปกับแขกแล้วก็หายไปเลย”
“ออกแขก”
ขำกับเทพหันมามองหน้ากัน แล้วพร้อมใจกันเต้นท่าแบบออกแขกก่อนลิเกเล่น นภากาศส่ายหน้ามองทั้งคู่อย่างเอือมระอาแล้วเดินหนีไป

“ก็บอกว่าไม่ต้องไปไง”
เดือนกับรวินั่งเถียงกันอยู่
“พี่จะไป”
“ทำไมพี่พูดไม่รู้เรื่องเนี่ย”
รวิเอานิ้วอุดหู ไม่ยอมฟังเดือนพูด เธอเลยพยายามดึงมือออก ป้อมเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันเลยทำไม่สนใจหันไปเปิดทีวีแทน
“อุ๊ยเดือน ข่าวซ้อมใหญ่คอนเสิร์ต”
เดือนกำลังดึงมือรวิอยู่ชะงักหันมามอง

ภาพในทีวีเห็นบรรยากาศการซ้อมใหญ่ แสงสีตระการตา เดือน มองด้วยสายตาละห้อย
“นี่ถ้าเดือนยังได้ร้องอยู่ป่านนี้ก็คงอยู่บนเวทีนั่นละ”
ภาพในทีวีเปลี่ยนมาเป็นพิธีกรกำลังสัมภาษณ์แก้วกับศิริพรอยู่
“โอ๊ยทนดูหน้ามันไม่ไหว”
ป้อมทำท่าจะกดเปลี่ยนแต่เดือนร้องห้ามไว้
“อย่าเพิ่งพี่ป้อม”

ภาพในทีวี ศิริพรกับแก้วลอยหน้าลอยตาพูด
“ค่ะ พรเองก็จะร้องให้ดีที่สุดแทนในส่วนของเดือน”
“ได้เจอน้องเดือนบ้างมั้ยคะ”
“พรยังไปหาเค้าที่กองถ่ายอยู่เลย ยังได้ยินเค้าบ่นๆ เรื่องกองถ่ายไม่มืออาชีพเลย เดือนดูอยู่มั้ยจ๊ะ อดทนหน่อยนะจ๊ะ เรื่องร้องเพลงไม่ต้องห่วงนะ ชั้นจะทำให้เต็มที่จ้ะ”
“สะตอสุดๆ อ่า พูดอย่างนี้ได้ไง” ป้อมตกใจกับคำพูดศิริพร
“พรุ่งนี้ที่กองถ่ายคงมีมหกรรมต้อนรับเดือนอีกแล้วสิเนี่ย”
เดือนมีสีหน้าเริ่มกังวลขึ้นมาทันที

ที่ร้านของรวิ นภากาศเดินจ้ำไปที่หน้าห้องครัว เทพกับขำรีบเดินตามมา
“เดี๋ยวก่อนสินภา อาจไม่มีอะไรก็ได้มั้ง”
“มีไม่มีก็ต้องถามนังนั่นให้รู้เรื่อง”
ลิ้นจี่เดินสะพายกระเป๋าออกมาจากห้องครัวพอดี พอออกมาเห็นพวกนภากาศยืนอยู่ก็ตกใจ
“มะ มีอะไรกันเหรอ”
“เด็กของเธอไปไหน”
ลิ้นจี่ตีเนียนไม่รู้เรื่อง หลบสายตา
“ทะ ทำไม มันก็ทำงานของมันไม่ใช่เหรอ”
“แล้วมันอยู่ซักคนมั้ยล่ะ”
ลิ้นจี่แกล้งทำเป็นชะโงกหน้ามองหา
“มันก็คงกลับไปแล้วมั้ง เลิกงานแล้วนี่”
“ชั้นเห็นมันออกไปกับแขกตั้งนานแล้ว แกบอกมาดีกว่า ผู้หญิงพวกนั้นเป็นใครกันแน่ ชั้นไม่เคยเห็นอยู่ในวงมาก่อนเลย”
ลิ้นจี่หลบสายตา พยายามตีเนียนไม่รู้เรื่อง

“ขอโทษครับ ใครเป็นเจ้าของร้าน”

ทุกคนหันขวับไป เห็นตำรวจ 2-3 คนยืนอยู่ ขำยืดอกวางท่าเดินเข้าไปหาตำรวจทันที

“อ่ะแฮ่มๆ ผมเอง มีอะไรให้รับใช้ครับคุณตำรวจ” ตำรวจนายนั้นมองขำแล้วหันไปพยักหน้ากับอีก 2 คนข้างหลัง ที่ตรงเข้ามาจับขำใส่กุญแจมือทันที “เฮ้ยๆ ทำอะไรเนี่ย”
“นี่มันอะไรกันครับ” เทพถามอย่างตกใจ
“ทางเราได้รับแจ้งว่าร้านนี้มีการลักลอบขายบริการ แล้วตอนนี้เราก็จับผู้หญิงพวกนั้นได้หมดแล้ว ทุกคนสารภาพว่าเจ้าของร้านนี้เป็นคนจัดการทั้งหมด”
ตำรวจอีกชุดหนึ่ง พาเด็กของลิ้นจี่ที่โดนใส่กุญแจมือเดินเข้ามา นภากาศกับเทพหันมามองหน้ากันอย่างตกใจ
ลิ้นจี่แอบยิ้มอย่างสะใจ

แก้วเดินเข้ามาในห้องเห็นกระเป๋าศิริพรวางอยู่ 2-3 ใบ ศิริพรเดินเก็บของของตัวเองทยอยใส่กระเป๋า
“นี่เธอทำอะไรของเธอน่ะ”
“เก็บของไง”
“หึ ทำไม? เสี่ยเค้าซื้อบ้านให้แล้วเหรอ”
ศิริพรหันมาแกล้งยิ้มให้
“ถึงเสี่ยไม่ซื้อให้ ชั้นก็มีเงินจ้ะ แต่ที่ชั้นจะย้ายออกเนี่ยก็เพื่อเธอนะ”
แก้วทำหน้าไม่เชื่อ มองศิริพรด้วยสายตาเหยียดๆ
“เพื่อชั้น จะมาไม้ไหนอีกเนี่ย”
“ก็แล้วแต่จะคิดนะ แต่ที่ชั้นทำนี่ก็เพื่อเธอกับพิมุกโดยเฉพาะเลยนะ”
แก้วได้ยินชื่อพิมุกก็หูผึ่งทันที
“แล้วพี่พิมุกมาเกี่ยวอะไรด้วย”

ศิริพรแกล้งตีหน้าใสซื่อพูดต่อ
“ก็เห็นเค้าบอกว่าอยากจะมาฉลองกับเธอก่อนเธอขึ้นคอนเสิร์ต ชั้นเห็นว่าไหนๆ ก็ไหนๆ ล่ะ เปิดโอกาสให้เธอเต็มที่เลย ไม่ดีเหรอไง” แก้วนิ่งไป คิดอยู่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี ศิริพรแกล้งเดินมาจับไหล่แก้ว แก้วกระเถิบหนีเพราะยังระแวง “ตอนนี้เธอกำลังจะได้เป็นนักร้องดังแล้ว พิมุกเค้าคงเริ่มเห็นอะไรในตัวเธอแล้วล่ะ แหมน่าอิจฉาจังนะ งานก็รุ่ง ความรักก็เริ่ด”
แก้วเชิดหน้าวางท่าทันที
“ก็ช่วยไม่ได้นะ ธรรมดาของคนสวย”
ศิริพรแอบเบะปากใส่
“ยินดีด้วยนะจ๊ะ”
ศิริพรแกล้งลงมือจัดของต่อ แต่แอบเหลือบตามองแก้วที่ยืนยิ้มฝันหวานอยู่เป็นระยะ

เช้าวันใหม่ ในบ้านเช่าของเดือน รวินอนหลับอยู่ที่โซฟา เดือนเดินย่องๆ จะออกไปข้างนอก ผ่านตรงที่รวินอนอยู่ มีป้อมเดินย่องตามมา
“ไม่ปลุกจริงเหรอเดือน” ป้อมกระซิบถาม
รวิขยับตัวดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น เดือนชะงักหันไปจุ๊ปากกับป้อมให้เบาๆ
“ไม่อ่ะ ขืนไปที่กองถ่าย รับรองยุ่งแน่”
เดือนกระซิบบอกแล้วชะโงกไปมองเห็นรวิยังหลับอยู่ เลยเดินย่องๆ กับป้อมออกจากบ้านไป รวิค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน

นภากาศเดินสะพายกระเป๋าออกจากบ้าน เทพจอดรถรออยู่หน้าบ้านรีบลงจากรถออกมา
“เดี๋ยวพี่ไปส่งที่โรงพักก่อนแล้วกัน”
“ไม่ต้องหรอก พี่รีบไปรับรวิเหอะ กว่าจะไปกว่าจะกลับก็เย็นพอดี”
“เอางั้นเหรอ ก็ได้”
เทพหันกลับเปิดประตูขึ้นรถ นภากาศเรียกไว้
“เดี๋ยว” เทพกำลังจะปิดประตู ชะงักหันมามอง “ขับรถระวังด้วยล่ะ”
เทพยิ้มหน้าบาน พยักหน้ารับ
“จ้ะ”
เทพปิดประตูรถ สตาร์ทแล้วขับออกไป นภากาศมองตามจนรถขับออกไปก่อนจะหันไปเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขับผ่านมาพอดี

เดือนกับป้อมเดินเข้ามาในกองถ่าย ทุกคนมองมาทางเดือนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร หันไปซุบซิบแล้วเบะปากมาทางเดือน เดือนเจอใครก็ทักทาย แต่ทุกคนพากันเชิดใส่ไม่สนใจ ผู้กำกับเดินมา เดือนยกมือไหว้แต่ผู้กำกับนิ่งๆ ไม่สนใจ
“เดี๋ยววันนี้ถ่ายฉากที่ 10 ก่อนนะ เข้ากับพระเอก”
“อ๋อ ฉากนั้นมัน เอ่อ...”
“ทำไม ทำไม่ได้เหรอ”
“เปล่าค่ะ เพียงแต่เดือนไม่คุ้นกับฉากแบบนี้ ยังไงผู้กำกับช่วยแนะนำด้วยนะคะ”
ผู้กำกับปรายตามองเดือนด้วยหางตา
“อย่าเลย พอดีผมมันไม่ใช่มืออาชีพ”
ผู้กำกับพูดจบก็เดินหนีไป เดือนหันมามองหน้ากันกับป้อม รู้สึกแย่จนบอกไม่ถูกแต่ไม่รู้จะทำยังไง

ที่โรงพัก ขำยืนเกาะลูกกรงร้องโวยวาย
“ปล่อยเค้านะ ปล่อยเค้าไป บังอาจทำกับท่านขำ ว่าที่พิธีกรชื่อดังได้ยังไง ปล่อย”
ตำรวจเอามืออุดหู ทำหน้ารำคาญ
“หยุดโวยวายซักทีนายขำ ไม่งั้นจะจับขังเดี่ยวนะ”
“ก็ปล่อยเค้าสิ ปล่อยเค้า” ตำรวจส่ายหน้า เดินหนี นภากาศเดินตรงเข้ามายกมือขึ้นไหว้ตำรวจที่เดินสวนออกไป “ป้า ป้ามาช่วยชั้นแล้วใช่มั้ย พาชั้นออกไปทีนะป้า”
“ถ้าแกไม่หยุดเรียกชั้นป้า ชั้นจะปล่อยแกให้โดนขังลืมอยู่แบบนี้ล่ะ” ขำเอามือปิดปากสงบปากสงบคำทันที
“ใจเย็นก่อน ยังไงก็ต้องรอรวิมาสอบปากคำเพิ่มเติมก่อน โธ่เอ๊ย กะอยู่แล้วเชียว เอางูเห่าเข้าบ้าน”
นภากาศกับขำ ปรายตาไปมองเด็กของลิ้นจี่ที่ถูกจับขังอยู่ห้องติดกัน

ที่กองถ่ายหนัง ผู้กำกับสั่งเทคอย่างหงุดหงิด
“เทค นี่กี่เทคแล้วเนี่ย แค่ให้พระเอกกอดนี่มันยากตรงไหน”
สายสมรเดินกอดอกเข้ามา ปรายตามองเดือนด้วยหางตา
“เรื่องแค่นี้ทำเป็นเล่นตัวทำยังกับไม่เคย”
ป้อมหันขวับมาจ้องทันที กำหมัดแน่น พยายามสะกดอารมณ์เต็มที่ เดือนยกมือไหว้ขอโทษ หน้าตาซึมๆ
“ขอโทษค่ะ ขอเดือนลองใหม่นะคะ”
คนอื่นๆ หัวเสียกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ บ่นอุบอิบ มองมาที่เดือนสายตาไม่เป็นมิตร เดือนพยายามอดทน ไม่พูดไม่เถียงอะไร
“เอ้า เอาใหม่ ถ้าไม่ได้ก็ยกกองมันเลยวันนี้”
คนตีเสลทยกเสลทขึ้น
“ซีน 10 เทค 5 แอ๊คชั่น”
พระเอกพยายามดึงเดือนเข้ามากอดให้แน่นกว่าเดิม โน้มตัวจะนอนลงบนเตียง เดือนสูดลมหายใจเข้าพยายามไม่คิดอะไร หลับตาเอนตัวลงตามบท หน้าพระเอกยื่นหน้ายื่นปากเข้ามาใกล้เต็มที่ รวิโผล่พรวดเข้ามาในกองถ่าย ตรงไปที่เดือนที่กำลังถ่ายอยู่ จัดแจงดึงกระชากพระเอกคนนั้นออกมาแล้วต่อยเข้าเต็มแรง จนเกิดการชุลมุนเสียงกรี๊ดกร๊าดขึ้น เดือนหันมาเห็นรวิก็ตกใจ

“พี่รวิ”

รวิพยายามจะเข้าไปใส่พระเอกคนนั้นอีก แต่เดือนรีบดึงไว้ก่อน

“อย่านะพี่รวิ”
ป้อมวิ่งเข้ามาช่วยห้ามรวิไว้ พยายามจะดึงแยกออกมา สายสมรเดินเข้ามาโวยวาย
“นี่มันอะไรกัน แล้วแกเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง”
รวิชี้หน้าพระเอก
“ถ้าขืนแกยุ่งกับแฟนชั้นอีก แกโดนหนักกว่านี้แน่”
พอได้ยินคำว่าแฟนคนอื่นๆ หันไปซุบซิบนินทากันใหญ่ เดือนทำหน้าไม่ถูก หันไปมองคนอื่นๆ ที่ซุบซิบนินทากันอยู่ แล้วรีบดึงรวิให้ออกไป
“งั้นก็ช่วยบอกแฟนเธอด้วยนะเดือน ถ้าขืนเข้ามายุ่มย่ามเวลาทำงานอีกล่ะก็ เธอมีปัญหาแน่”
สายสมรบอก เดือนหน้าเสีย รีบช่วยกันกับป้อมลากรวิออกไปข้างนอกทันที

เดือนกับป้อมลากรวิออกมาข้างนอก รวิยังหัวเสียอยู่
“พี่ทำอะไรของพี่เนี่ย”
รวิหันขวับมาจ้องหน้าเดือน ตาเขียว
“เดือนตะหากทำอะไร”
“ทำอะไร? เดือนก็ถ่ายหนังอยู่ แล้วนั่นมันก็ฉากที่เดือนกำลังจะผ่านหลังจากที่โดนมาไม่รู้กี่เทค จนพี่เข้ามาเนี่ย”
“อ๋อ นี่แสดงว่าให้มันกอดมันจูบมาทั้งวันแล้วงั้นสิ”
“พี่รวิ”
“โอ๊ย หยุดเถียงกันซะที”

ป้อมปรี๊ดแตก เดือนกับรวิมองหน้ากันก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปคนละทาง
“ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันไม่ได้เลยใช่มั้ย”
“พี่ป้อมก็ดูสิ เห็นมั้ยว่าน้องสาวพี่เค้าทำอะไร”
“ทำอะไร ไหนบอกซิ เดือนทำอะไร”
“หยุด” ป้อมยกมือขึ้นห้าม “รวิ นั่นมันฉากในหนังจริงๆ”
รวิเงียบไปไม่รู้จะเถียงอะไร
“ถ้ารู้ว่ามีฉากแบบนี้ ชั้นไม่ให้เล่นหรอก”
“แล้วคิดว่าถ้าชั้นรู้ ชั้นจะเล่นเหรอ” เดือนบอก ป้อมมองทั้งคู่แล้วก็ถอนหายใจ

เสียงโทรศัพท์รวิดังขึ้น เขาหยิบออกมากดรับสาย อารมณ์ยังเสียอยู่
“ฮัลโหล มีอะไรวะ อ้าวคุณเทพ ขอโทษครับ อยู่ที่ไหนเหรอ อยู่กับ...” รวิชายตาไปมองเดือน “อยู่กับพี่ป้อมน่ะครับ” เดือนหันมามองค้อนขวับ “อะไรนะครับ ไอ้ขำโดนจับ ข้อหาอะไรครับ ครับๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้”
รวิกดวางสายอย่างเร่งรีบ ป้อมกับเดือนมองมาย่างสงสัยและอยากรู้
“มีอะไร รวิ”
รวิหน้าเครียด
“คุณเทพโทรมา บอกว่าไอ้ขำโดนจับที่ร้าน”
“อะไรนะ” เดือนกับป้อมอุทานออกมาพร้อมกัน
“คุณพระ แล้วมันโดนจับเรื่องอะไร”
“ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ต้องรีบไปแล้วเนี่ย คุณเทพกำลังขับรถมารับ”
“ชั้นไปด้วย”
รวิมองหน้าเดือน ยังเคืองอยู่
“ไม่ต้องหรอก กลับไปถ่ายฉากเลิฟซีนจิ้นกระจายต่อเหอะ”
เดือนเดินมาจ้องหน้ารวิ ก่อนจะต่อยท้องรวิอย่างจัง จนรวิตัวงอ
“ถ้าขืนยังกวนประสาทไม่ดูเวลาอีก โดนหนักกว่านี้แน่”
รวิเอามือลูบท้องตัวเอง หน้าตาเหยเก
“งั้นไปกันเหอะ เร็ว”
ป้อมกับเดือนเดินนำไป ส่วนรวิคลำท้องตัวเองแล้ววิ่งตามไป

เทพนั่งอยู่ในรถ บีบแตรไล่คันหน้า
“ป้าแกขับรถอะไรของแกวะนั่น นั่นๆ มัวแต่กดโทรศัพท์อยู่อีก มันน่านัก”
“มันเรื่องอะไรกันครับคุณเทพ อยู่ๆ ขำโดนจับได้ไง” รวิถามอย่างแปลกใจ
“นั่นสิคะ ขำไปทำอะไรเหรอคะ”
ป้อมทำหน้าตกใจ เอามือขึ้นมาปิดปาก
“หรือว่ามันไปขโมยกางเกงในใครเข้า โธ่ ไอ้ขำนะไอ้ขำ อยากได้ทำไมไม่บอก”
เทพเหลือบมามองป้อม แล้วรีบส่ายหน้า
“คืออย่างนี้ เมื่อคืนอยู่ๆ ก็มีตำรวจบุกไปที่ร้าน บอกว่ามีคนโทรไปแจ้งว่าร้านเราเปิดร้านบังหน้า แต่จริงๆ แล้วแอบขายบริการ”
“อะไรนะ”
“คุณพระ ใครมันช่างใส่ร้ายเราได้ แต่ไงเราไม่ต้องกลัวหรอก เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง”
“จริง”

ทุกคนชะงักไปหันมาจ้องหน้าเทพ
“คุณเทพหมายความว่าไงคะ”
“มีผู้หญิงในร้านเราทำแบบนั้นจริง แล้วก็ถูกจับได้แล้วด้วย”
“บ้าจริง ใครมันทำแบบนั้น หรือว่า...”
เทพถอนหายใจหันมามองหน้ารวิ
“เด็กของยัยลิ้นจี่ไง”

ที่โรงพัก ลิ้นจี่ยืนเกาะอยู่หน้าห้องขัง เด็กของลิ้นจี่ 2-3 คนถูกจับขังอยู่
“เจ๊ เจ๊ต้องช่วยหนูนะ”
“เจ๊ต้องประกันตัวหนูออกไปนะ”
ต่างคนต่างแย่งกันพูด จนลิ้นจี่ต้องโวยออกมา
“แกจะโวยวายกันทำไมเนี่ย บอกว่าช่วยก็ช่วยสิ แต่พวกแกอย่าลืมละกัน” ลิ้นจี่หันซ้ายหันขวา ดูว่ามีใครเห็นมั้ย ก่อนจะกระซิบกับพวกนั้น ขณะนั้นขำนั่งอยู่ในห้องขังอีกห้องติดๆ กันมองมา ลิ้นจี่ทำไม่รู้ไม่ชี้แกล้งกระซิบกัน “อย่าลืมพูดตามที่บอกไว้ก็แล้วกัน”
ขำมองจ้องมาอย่างสงสัย ลิ้นจี่ชะเง้อมอง แล้วเห็นพวกรวิเดินมาพอดีก็เลยรีบเปลี่ยนสีหน้าทันที

พวกรวิเดินมาถึงหน้าโต๊ะของตำรวจ นภากาศนั่งรออยู่ก็รีบเดินเข้ามาหา
“เป็นไงมั่งนภา”
“ให้รวิเข้าไปคุยกับตำรวจก่อน เค้ารออยู่”
รวิเดินเข้าไปหาตำรวจ ยกมือไหว้
“คุณรวิใช่มั๊ย คุณเป็นเจ้าของร้าน ใช่หรือเปล่าครับ”
“ใช่ครับ”
“ทางเราได้รับแจ้งว่าที่ร้านของคุณแอบมีการลักลอบขายบริการทางเพศ”
เดือนเดินตรงปรี่เข้ามาที่โต๊ะทันที
“ไม่จริงนะคะคุณตำรวจ ต้องมีการเข้าใจผิดแน่ๆ”
“อ้าว นี่คุณเดือนที่เป็นนักร้องนี่ แล้วคุณมาเกี่ยวอะไรด้วยครับ”
เดือนพยักหน้ารับ
“ร้านนี้ก็เป็นร้านของเดือนเหมือนกันค่ะ”
ตำรวจอึ้งไปคนที่อยู่แถวนั้นหันมามอง บางคนก็พูดซุบซิบ บางคนก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป
“ถ้างั้นเราคงต้องขอสอบปากคำคุณทั้งคู่แล้วล่ะครับ”

เดือนหันไปสบตากับรวิ ที่มองมาที่เดือนด้วยสีหน้าวิตกกังวล
 
อ่านต่อหน้า 4

หางเครื่อง ตอนที่ 17 (ต่อ)

รวิมองหน้าเดือนแล้วตัดสินใจดึงมือเดือนให้ถอยหลังออกมาอยู่กับพวกนภากาศ แล้วหันไปบอกกับตำรวจ

“เรื่องนี้คุณเดือนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องครับ”
เดือนดึงรวิให้กันกลับมา แต่รวิไม่สนใจเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าตำรวจ
“อ้าว แล้วที่บอกว่าเป็นร้านของคุณเดือนเหมือนกันหมายความว่าไงครับ”
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ยืมเงินคุณเดือนเธอมาลงทุนเท่านั้น เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับร้านนี้เลย”
“พี่รวิ”
รวิหันไปมองหน้าเดือนที่ไม่พอใจอยู่ แล้วหันกลับมาคุยต่อ ตำรวจมองรวิสลับกับเดือน แล้วพูดออกมา
“ถ้างั้นผมต้องขอสอบปากคำคุณนะครับ รบกวนทุกคนออกไปรอข้างนอกด้วยครับ”
เดือนพยายามจะเดินเข้าไป แต่รวิหันกลับมาส่ายหน้าห้ามไว้ ป้อมกับนภากาศเลยมาดึงเดือนพากันออกไปข้างนอก รวิมองตามพวกเดือนที่เดินออกไป ถอนหายใจ สีหน้าดูกังวล

ป้อมพาเดือนออกมาหน้าห้องสอบสวน คนอื่นทยอยเดินตามออกมา
“พี่รวิเค้าคิดจะทำอะไรของเค้าเนี่ย”
“ใจเย็นก่อนนะเดือน รวิเค้าคงไม่อยากให้เดือนเดือดร้อนไปด้วย”
“ก็เลยจะยอมรับคนเดียวเลยงั้นเหรอ ไม่ได้ ชั้นต้องเข้าไปคุยให้รู้เรื่อง”
“ว้าย อย่านะเดือน”
เดือนเดินหันหลังจะกลับเข้าไป นภากาศเดินมาดักหน้าไว้
“คิดจะทำอะไรน่ะ เข้าไปแล้วจะทำอะไรได้เหรอไง”
“แต่พี่นภาคะ พี่รวิเค้า”
“เดือน!” นภากาศเรียกเสียงดุ จ้องหน้า “ใช้ความคิด อย่าใช้แต่อารมณ์” เดือนนิ่งไป ไม่กล้าเถียง “นี่ขำกับรวิกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้ว แล้วถ้าเธอโดนอีกคนจะเป็นยังไง”
เดือนก้มหน้านิ่ง น้ำตาคลอ ป้อมรีบเข้ามกอด
“ใจเย็นก่อนนะเดือน ตอนนี้ก็แค่โดนสอบปากคำ ถ้ายังไงเราประกันตัวออกไปก่อนแล้วค่อยหาทางกัน”
เทพเดินเข้ามาปลอบใจ เดือนได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่รู้จะพูดอะไร

พิมุกขับรถเข้ามาจอดที่ค่ายมวย เตี้ยกับบ่างวิ่งถลาเข้ามารอรับ พิมุกเปิดประตูรถลงมา เตี้ยกับบ่างรีบแย่งกันเสนอหน้าพูด
“พี่ๆ รู้ยังๆ”
“รู้อะไรของเอ็ง”
“คืองี้”
บ่างเอามือมาผลักเตี้ยซะหน้าหงาย แล้วแย่งพูด
“คืองี้ เค้าลือกันว่าเมื่อคืนที่ร้านของไอ้ลิเกนั่น อุ๊บส์”
เตี้ยปิดปากบ่างแย่งพูด
“เค้าแว่ เอ้ย เค้าว่ามีตำรวจบุกเข้าไป จับไอ้ขำไปแล้ว แต่ไอ้ลิเกนั่น”
บ่างพยายามแกะมือเตี้ยออกแล้วแย่งกันจะพูด จนพิมุกรำคาญต้องตบกะโหลกทั้งคู่
“โอ๊ย รำคาญจริง จะแย่งกันทำซากอะไร หา” เตี้ยกับบ่างเอามือกุมหัวหน้าจ๋อย “ข้ารู้เรื่องแล้ว”
“พี่ไปรู้มาจากไหนอ่ะ”
“จากไหนพวกเอ็งไม่ต้องสนใจหรอก แต่เดี๋ยวข้ามีงานให้พวกเอ็งทำ”
เตี้ยกับบ่างหูผึ่งรีบแย่งกันเสนอหน้าทันที
“งานอะไรจ๊ะ”
พิมุกยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ เตี้ยกับบ่างได้แต่มองอย่างงงๆ

อีกด้านที่โรงพัก ตำรวจเปิดประตูออกมาเรียกทุกคนเข้าไป
“ยังไงเดี๋ยวขอเชิญพวกคุณด้วยนะครับ”
ทุกคนต่างรีบเดินเข้ามากันอย่างรวดเร็ว รวินั่งคอตกอยู่หันมามองทุกคน ก่อนจะเลยไปสบตาเดือนที่มองมาด้วยสายตาที่เป็นห่วง
“ทั้งคุณรวิ ทั้งนายขำ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ยังไงเราก็ต้องขอควบคุมตัวทั้งคู่ไว้ก่อนนะครับ”
“ได้ยังไงกันล่ะฮ๊า อยู่ๆ มากล่าวหากันแบบนี้”
“ผู้หญิงที่ถูกจับมาให้การว่าทางร้านเป็นคนจัดการหาลูกค้ามานะครับ”
“คำพูดแบบนี้ใครๆ ก็พูดได้”
ตำรวจถอนหายใจ มองหน้าทุกคนแล้วพูดต่อ
“แล้วก็ยังมีพยานยืนยันเห็นว่าคุณรวิติดต่อกับลูกค้าอยู่ครับ”
“อะไรกัน ใครมาพูดมั่วๆ แบบนี้” เทพถามอย่างไม่พอใจ

ลิ้นจี่เดินออกมา แกล้งร้องไห้สะอื้น
“อะฮือ ทำไมทำกับเด็กมันแบบนี้” ทุกคนหันไปมองตาม ลิ้นจี่แกล้งสะอื้นต่อแล้วเดินเข้ามาชี้หน้ารวิ “รวินะรวิ ใจร้ายที่สุดเลย พี่อุตส่าห์เอาเด็กมาฝากทำงาน ไม่คิดเลยว่าเธอจะส่งเด็กมันไปทำแบบนี้ โธ่ๆ”
รวิลุกขึ้นยืนจ้องหน้าลิ้นจี่
“พี่ลิ้นจี่หมายความว่าไง ชั้นไปส่งเด็กอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่”
ลิ้นจี่แกล้งทำเป็นกลัว เดินเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ตำรวจ
“โธ่ๆ จะมาแก้ตัวอะไรตอนนี้ เธอกับทุกคนให้พี่หาเด็กมา บอกว่าจะให้มาเป็นเด็กเสิร์ฟ ไม่นึกเลย อะฮือ คนใจร้าย”
ป้อมปรี่เข้าไปชี้หน้า ลิ้นจี่รีบเข้าไปหลบหลังตำรวจ
“อีชะนีแก่ โกหกหน้าด้านๆ เลยนะ”
ป้อมปรี่เข้าไปจะไปดึงลิ้นจี่ออกมา รวิกับทุกคนรีบช่วยกันดึงไว้
“พอๆ หยุดๆ ทุกคน ไม่งั้นพวกคุณจะโดนข้อหาทะเลาะวิวาทนะครับ” ตำรวจบอก

ทุกคนชะงักถอยกลับมา ป้อมพยายามสงบสติอารมณ์แต่ยังชี้หน้าลิ้นจี่ ขมุบขมิบปากด่าอยู่
“ยังไงทางเราก็ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาครับ” รวิบอก
“เราจะขอสู้คดีครับคุณตำรวจ” เทพบอก
ตำรวจพยักหน้ารับ จัดแจงเปิดแฟ้มหยิบเอกสารออกมา
“ถ้างั้นก็ต้องประกันตัวออกไป แล้วไปว่ากันตามกระบวนการอีกทีครับ”
รวิหันไปมองหน้าทุกคน และสบตากับเดือน สีหน้าวิตกกังวล

เช้าวันใหม่ที่ตลาด กิมนั่งถือพักโบกให้ตัวเองอยู่ที่แผง อีกมือก็ถือหนังสือที่มีรูปแก้วอยู่
“แหม นั่งดูรูปลูกสาวตัวเองได้ทุกวี่ทุกวันเลยนะ ดังแล้วนี่ไม่เอาบัตรคอนเสิร์ตมาแจกหน่อยเหรอ” แม่ค้าแผงข้างๆ บอก กิมเชิดหน้า พูดลอยๆ ไม่สนใจ
“ของซื้อของขายจะมาขอฟรีได้ไง”
“อะไร แค่นี้ก็แจกไม่ได้เหรอวะ”
“อู๊ย เค้าจะมาแจกอะไรพวกเราวะ ลำพังแม่มันเองเหอะ ได้มาซักใบมั๊ย ฮ่าๆ”
กิมลุกขึ้นถกผ้าถุงชี้หน้าด่าพวกแม่ค้า
“อีพวกนี้ เป็นอะไรนักหนาคอยหาเรื่องกัดข้าอยู่ได้ หนอย วอนซะแล้ว”
“ข่าวใหญ่ๆ จ้า ข่าวใหญ่”
“ข่าวใหญ่ไม่ใส่ไข่ ใส่แต่สี”
เสียงเตี้ยกับบ่างดังขึ้น

กิมกับพวกแม่ค้าคนอื่นๆ หันมามอง
“ข่าวใหญ่บ้าบออะไรของพวกเอ็งอีก”
“เอ็งสองคนจะแต่งกันเหรอ เมื่อไหร่ล่ะ”
“เดือนหน้านี้จ้ะ”
“เชิญทุกคนด้วยนะจ๊ะ”
เตี้ยกับบ่างทำท่ากระแซะกันก่อนจะรู้ตัว
“จะบ้าเหรอ ไอ้นี่ก็เคลิ้มเชียว ไปไกลๆ หยะแหยง” เตี้ยผลักหัวบ่าง
“ข่าวอดีตพระเอกลิเกโดนจับ”
“พระเอกลิเกที่ไหนวะ หรือว่า...”
“ไอ้รวิ”
กิมสนใจทันทีรีบลุกออกมาจากแผง เดินมาหาเตี้ยกับบ่าง
“ไหนๆ มันโดนจับเรื่องอะไรวะ เอ็งเล่ามาเร็วข้าอยากรู้”
“คืองี้”
เตี้ยกับบ่างเล่าอย่างออกรส กิมทำหน้าทำตาตื่นเต้นตกใจ หันไปกวักมือเรียกคนอื่นๆ เข้ามาร่วมฟัง แล้วพากันทำท่าตกใจไปตามๆ กัน

ที่หน้าบ้านรวิ เดือนกับป้อมนั่งอยู่ในรถเทพ เปิดกระจกรถ หันมามองรวิด้วยสายตาละห้อย
“ยังไงเดี๋ยวชั้นจะหาทางช่วยนะจ๊ะพี่รวิ” เดือนบอก รวิพยายามฝืนยิ้มบอกกับเดือน
“ไม่ต้องห่วงหรอกเดือน เราไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ใช่ๆ หนอยพูดแล้วเจ็บใจ บังอาจมาจับท่านขำได้”
“รีบไปเถอะ มีถ่ายต่อไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวเสียงานยิ่งไปกันใหญ่” นภากาศบอก
เดือนพยักหน้ารับ เทพที่อยู่ฝั่งคนขับชะโงกหน้าออกมา
“เดี๋ยวเย็นชั้นกลับมาแล้วค่อยมาหาทางกัน อย่าเพิ่งทำอะไรใจร้อนล่ะรวิ”
“ครับ คุณเทพ”

รวิพยักหน้ารับ หน้าเครียดๆ เทพสตาร์ทรถขับออกไป เดือนมองกลับมาสีหน้าดูกังวล จนรถลับตาไป
“เดี๋ยวชั้นกลับก่อนละกัน ถ้าไงตอนเย็นๆ เจอกัน” นภากาศบอกรวิ
“ขอบคุณพี่นภามากครับ”
นภาพยักหน้ารับ เอามือตบไหล่รวิเบาๆ ให้กำลังใจ ก่อนจะเดินไป ขำเดินมาโอบคอรวิ พยายามทำครื้นเครง
“จะเครียดไปใยเล่าสหาย ไปหาอะไรรองท้องซัก 2-3 ชามที่ตลาดกันดีกว่า”
รวิพยักหน้ารับ แล้วพากันเดินไปกับขำ

รวิกับขำเดินเข้ามาในตลาด ขำเดินดูของกินอย่างสนใจ คนอื่นๆ มองรวิกับขำด้วยสายตาเหยียดๆ บางร้านพอเห็นรวิกับขำเดินผ่าน รีบกันลูกสาวให้ไปอยู่ข้างหลัง รวิรู้สึกเอะใจกับบรรยากาศแปลกๆ เลยหันไปบอกขำ
“ไอ้ขำ ทำไมคนอื่นเค้ามองเราแบบนี้วะ”
“เป็นเรื่องธรรมดาของบอยแบรนด์”
“ชั้นว่ามันไม่ใช่นะ”
ขำไม่คิดอะไรเดินไปจนถึงร้านของกิม
“ป้า เอาเงาะ 10 ขีด” กิมปรายตามามองขำแล้วทำไม่ได้ยิน “อ้าว ป้าหูตึงเหรอเอาเงาะ 10 ขีด”
รวินึกว่ากิมรำคาญเพราะขำกวนเลยเดินเข้าไปสั่งแทน
“ป้ากิม เอาเงาะให้โลนึงจ้ะ”
กิมหันขวับมาทันที
“ไม่ขาย”

รวิทำหน้างงๆ ถามกิมต่อ
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ไม่ขาย แล้วแก 2 คนรีบออกไปให้พ้นจากหน้าร้านข้าเร็วๆ ด้วย”
ชาวบ้านผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาซื้อผลไม้ กิมหันไปหยิบให้อย่างเต็มใจ ขำเลยโวยขึ้น
“อ้าวป้า เลือกลูกค้า 2 มาตรฐานนี่หว่า”
“เออ แล้วทำไม ไปไกลๆ เลยนะ” กิมหันไปบอกลูกค้า “หนูๆ ออกห่างๆ จากไอ้ 2 คนนี้มันอันตราย”
“พูดแบบนี้หมายควาย เอ้ย หมายความว่าไง”
กิมไม่ตอบอะไรลุกขึ้นหันไปตะโกนบอกคนอื่น
“พวกเรา ไอ้พ่อเล้ากับลูกน้องมันมาเดินหาเหยื่อในนี้แล้ว ใครมีลูกสาวระวังหน่อยนะ”

แม่ค้าคนอื่นๆ ชะเง้อหน้ามาดูกัน ปากก็ขมุบขมิบด่า ลูกค้าผู้หญิงที่เดินอยู่ในตลาดต่างพากันเดินเลี่ยงขำกับรวิอย่างเห็นได้ชัด
“พูดแบบนี้ได้ไง ไม่จริงนะ ไม่จริงนะตัวเอง”
ขำเดินเข้าไปพูดกับผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามเดินเลี่ยงหลบ แต่นางกรี๊ดลั่น
“ดูๆ จะทำอะไรเค้าน่ะ ไปเลยนะ ไป พวกเราช่วยไล่มันกันหน่อย”
พวกพ่อค้าแม่ค้าต่างพากันตะโกนด่าตะโกนไล่ บางคนก็เอาของขว้างปา
“ไอ้ขำ ไปกันก่อนเร็ว”
รวิลากขำที่พยายามจะอธิบาย ฝ่าวงล้อมของพวกแม่ค้าออกไป เตี้ยกับบ่างที่ยืนแอบซุ่มดูอยู่หันมาตบมือกันอย่างพอใจ แล้วรีบหันหลังกลับวิ่งออกไป

พิมุกยื่นแบงค์พันออกมาสองใบ เตี้ยกับบ่างตาโต อ้าปาก เอื้อมมือที่สั่นมารับไป
“นี่พี่ให้ชั้นจริงๆ เหรอจ๊ะ”
“ว้าวๆ ตั้งพันนึง”
พิมุกยิ้มออกมาอย่างพอใจ เดินกลับไปที่กระสอบทราย จัดแจงใส่นวม
“รางวัลสำหรับผลงานเจ๋งๆ”
“โชคดีจังที่ได้มาเป็นลูกน้องพี่พิมุก”
เตี้ยเดินเข้ามาใกล้ ทำท่าเลียแพล่บๆ
“พี่มุกของเราใจดี๊ ใจดี”
บ่างเดินเข้ามาเลียนแบบบ้าง
“หึหึ ไม่ต้องมาสอพลอ วันไหนที่ไอ้รวิมันหายไปอย่างถาวร ข้าจะเลี้ยงพวกเอ็งยิ่งกว่านี้”
มือของพิมุกที่สวมนวมอยู่ต่อยเข้าไปที่กระสอบทรายเต็มแรงด้วยความสะใจ

เทพขับรถมาส่งเดือนที่สถานที่ถ่ายหนัง เดือนกับป้อมเดินลงจากรถเทพอย่างเร่งรีบหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ
“ขอบคุณคุณเทพมากนะคะ”
“อืม ไม่เป็นไรหรอก เรื่องรวิ อย่าเพิ่งคิดมากนะ”
“ค่ะ เอ่อ เรื่องเงินประกันตัวของพี่รวิกับขำ”
“ไม่เป็นไรหรอก ชั้นแค่ช่วยส่วนที่ขาดนิดหน่อยเอง เดือนน่ะสิ”
เดือนส่ายหน้า สีหน้าจริงจัง
“ต่อให้มากกว่านี้เดือนก็ต้องหามาช่วยพี่รวิกับขำให้ได้ ส่วนที่คุณเทพออกให้ก่อนแล้วเดือนจะรีบหามาคืนนะคะ”
“คิดมากน่ะ รีบเข้าไปเถอะสายแล้วไม่ใช่เหรอ”
เดือนพยักหน้ารับยกมือไหว้อีกครั้งแล้วหันไปเรียกป้อม
“ขอบคุณอีกครั้งนะฮ๊าคุณเทพ ขอให้ยัยนภารักหลงนะฮ๊า”
ป้อมพูดจบก็พากันเดินเข้าไป เทพรอจนเห็นทั้งคู่เดินเข้าไปแล้ว จึงขับรถออกไป

เดือนกับป้อมกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในกองถ่าย เจอผู้กำกับเดินมาดักไว้ เดือนรีบยกมือไหว้ทันที
“กองถ่ายนี้ถึงจะไม่มืออาชีพ แต่ก็ไม่มีใครเค้ามาสายหรอกนะ”
“ผู้กำกับ ขอโทษค่ะ พอดีเดือน...”
“คุณสายสมรรออยู่รีบเข้าไปพบเดี๋ยวนี้”
พูดจบผู้กำกับก็เดินเข้าไป เดือนกับป้อมหันมามองหน้ากัน รู้สึกว่ากำลังจะงานเข้าอีกแล้ว

สายสมรนั่งไขว่ห้างหน้าเชิดอยู่ เดือนกับป้อมเดินเข้ามาหวั่นๆ นิดๆ ยกมือไหว้สายสมร
“คุณสายสมรเรียกพบเดือนเหรอคะ”
“หล่อนไปทำอะไรมาเมื่อคืน” เดือนอึ้งไป ไม่คิดว่าสายสมรจะรู้ “งามหน้านักนะ ริอาจจะคบพ่อเล้าเป็นแฟนเหรอ นี่หล่อนคิดจะทำอาชีพอะไรกันแน่”
“ไม่ใช่นะคะ เรื่องพี่รวิเดือนอธิบายได้นะคะ”
“ชั้นไม่อยากฟัง” สายสมรลุกขึ้นเดินมาจ้องหน้าและชี้หน้าเดือน “หล่อนรู้มั้ยว่าข่าวมันเกือบจะหลุดออกไปแล้วถ้าไม่ใช่นักข่าวที่รู้จักกันโทรมาบอกชั้นก่อน นี่หล่อนกำลังจะทำให้หนังเพลงของทวีศักดิ์ป่นปี้ รู้ตัวมั้ย”
เดือนหน้าเสีย ไม่รู้จะเถียงอะไร

“นี่หล่อน ยังไม่ทันรู้เรื่องรู้ราวก็แว๊ดเอาแว๊ดเอา เก็บกดมากเหรอไงยะ” ป้อมใส่อย่างเหลืออด

เดือนรีบดึงป้อมไว้ กลัวมีเรื่อง สายสมรมองป้อมหัวจรดเท้า แล้วเชิดใส่ไม่สนใจ หันไปด่าเดือนต่อ

“อยากรู้เหมือนกัน ถ้าทวีศักดิ์เค้ารู้เรื่องจะเป็นยังไง หึ แล้วชั้นก็ไม่รู้จะปิดไปได้ถึงเมื่อไหร่ ข่าวแบบนี้นักข่าวละชอบกันนัก”
“คุณสายสมรคะ”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไปถ่ายต่อได้แล้ว ทำงานให้คุ้มค่าจ้างชั้นด้วย ไปสิ”
เดือนก้มหน้าก้มตาพยักหน้ารับ รีบดึงป้อมที่กระฟัดกระเฟียดอยู่ออกไป

ส่วนที่วงดนตรีของโรจน์ เด็กของลิ้นจี่ 2-3 คน ยืนถือโทรศัพท์ท่าทางเหมือนรอใคร ลิ้นจี่เดินออกมามองซ้ายมองขวา ท่าทางมีพิรุธ
“บอกว่าไม่ให้มาตอนกลางวันไง”
“พี่ก็จ่ายส่วนที่เหลือมาซะทีสิ”
“ใช่ๆ ไม่คุ้มเลย ไหนทีแรกบอกว่าไม่โดนจับ”
“เออน่ะ แหมทำยังกะไม่เคย”
“ไม่ต้องพูดมากน่ะพี่ จ่ายมาเร็วๆ”
ลิ้นจี่ขมุบขมิบปากด่า ก่อนจะเปิดกระเป่าหยิบเงินออกมา
“เอ้าเอาไป แล้วคืนนี้อย่าลืมนะ นัดแขกไว้ให้แล้ว”
“ตั้งตัวเป็นเอเย่นต์เลยนะ แล้วนี่อมเอ้ยหักไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ”
“ไม่ต้องพูดมาก ส่วนที่จ้างก็ให้ไปแล้ว ส่วนที่ชั้นต้องได้ก็ต้องได้ ไปกันได้แล้ว”
เด็กสาวยืนบ่นอยู่กับลิ้นจี่ที่ทำท่าไม่พอใจเหมือนกัน
ระหว่างนั้นนภากาศแอบดูอยู่ เธอพยักหน้าเข้าใจเรื่องราวทันที

ขำนอนกุมท้องอยู่ที่บ้านรวิ ส่วนรวินั่งหน้าเครียดเหม่อมองออกไปด้านนอก นภากาศเดินเข้ามาแล้วยื่นถุงอาหารมาตรงที่ขำนอนอยู่ ขำตาโตเด้งพรวดลุกขึ้น คว้าถุงอาหารทันที
“ชั้นรู้ว่าแกเป็นคนตะกละ แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้นะ”
ขำไม่สนใจจัดแจงรื้อถุงอาหารทันที
“โธ่ป้า จะว่าอะไรชั้นก็ยอมล่ะ ตั้งแต่เช้ากินบะหมี่แห้งไปห่อเดียวเอง”
นภากาศก้มลงไปหยิบซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาดู
“เนี่ยนะบะหมี่แห้งแก ก็แล้วทำไมไม่ไปซื้ออะไรกินล่ะ ขี้เกียจมากนักเหรอไง”
รวิถอนหายใจ หันมาบอกนภากาศ
“เปล่าหรอกพี่นภา แต่ไม่มีใครยอมขายอะไรให้เราเลย”
ขำหยิบของกินออกมากินเต็มปาก ปากก็พูดไปด้วย
“อย่าว่าแต่ขายเลยป้า เอาชีวิตรอดออกมาจากตลาดได้ก็บุญแล้ว”
“ทำไม มีอะไร”
“ก็ไอ้เรื่องที่เราโดนจับนั่นล่ะ ตอนนี้เค้าเอาไปลือกันแล้วว่าชั้นเป็นพ่อเล้า หลอกผู้หญิงไปขายตัว”
“บ้าชะมัด! ใครมันเอาไปพูดเนี่ย”
“ใครก็ไม่รู้หรอก ที่รู้ๆ ตอนนี้ชั้นกับรวิอยู่ยากแล้วล่ะ”
“ชั้นก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ร้านก็ต้องปิด แถมยังต้องหาเงินสู้คดีอีก”
นภาถอนหายใจ ก้มลงไปหยิบอาหารในถุง ตีมือขำไปทีหนึ่งเพราะไม่ยอมปล่อย แล้วเดินเอาไปยื่นให้รวิ
“อย่าเพิ่งยอมแพ้ เราน่าจะมีทางอยู่บ้าง”
รวิหันมามองหน้านภา สีหน้าแปลกใจกับคำพูดของเธอ

ส่วนที่กองถ่าย ป้อมเดินมากับเดือนกำลังจะเดินเข้าฉาก สายสมรมาดักหน้าเอาไว้
“นี่อะไรเนี่ย”
“คะ”
“นี่เธอใส่ชุดอะไรของเธอเนี่ย”
“ก็ชุดของพวกหล่อนเลือกมาไงยะ” ป้อมบอก สายสมรไม่ฟังเสียง ตะโกนเรียกหาคอสตูม
“นี่ คอสตูมอยู่ไหนเนี่ย ชั้นบอกว่าฉากนี้ให้ใช้ชุดที่ชั้นเลือกไว้ไง เอามาเปลี่ยนเดี๋ยวนี้” ทีมงานเดินถือชุดเข้ามาหาสายสมร สายสมรพยักหน้าให้ส่งไปให้เดือน เดือนรับมาอย่างงงๆ “เปลี่ยนให้เรียบร้อยแล้วออกมาเร็วๆ ด้วยล่ะ”
“เรื่องมาก”
เดือนถอนหายใจหันกลับไปเปลี่ยน

อีกด้านหนึ่งที่ค่ายเพลง แก้วเดินเชิดออกมาจะมาเรียกรถ ชูเกียรติเดินตามต้อยๆ
“แก้ว แก้ว เดี๋ยวก่อนสิจ๊ะ”
แก้วหยุดเดินหันมาทำหน้าเบื่อหน่าย
“มีอะไร”
“ก็เรื่องนั้นไง งานโฆษณา” แก้วทำหน้าเซ็งๆ แต่จริงๆ แล้วแอบตื่นเต้น “ก็เดี๋ยวเสร็จงานคอนเสิร์ตแล้ว แก้วต้องเข้าไปแคสแล้วนะจ๊ะ”
“หา ต้องแคสอะไรอีกเนี่ย ก็ไหนเค้าบอกเค้าสนแก้วไง”
“เค้าก็ต้องแคสเป็นพิธีนั่นล่ะจ้ะ แต่ยังไงลูกค้าเค้าก็คงเลือกแก้วยู่แล้ว”
“ต้องเลือก ให้แก้วเสียเวลาแล้วเค้าก็ต้องเลือก พี่เกียรติต้องช่วยดันให้ถึงที่สุด”
ชูเกียรติแกล้งหัวเราะ
“รู้แล้วล่ะน่า ถ้าไม่เชียร์ ไม่ดันแก้วแล้วพี่จะไปดันใคร”
แก้วปรายตามามองเหยียดๆ แล้วเบะปาก
“ก็ไม่มีใครให้พี่ดันแล้วไงล่ะ ทุกคนเค้ารู้นิสัยเรื่องอมเงินของพี่ดี งานนี้ที่แก้วยอมช่วยก็ถือว่าเป็นบุญคุณมากแล้ว สำเหนียกเอาไว้ด้วย”
แก้วพูดจบก็เดินเชิดหนีไป ปล่อยให้ชูเกียรติยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธอยู่ ศิริพรเดินเข้ามาแกล้งพูดลอยๆ”แหม น่าเสียดายนะ ถ้าเดือนอยู่ใครบางคนคงได้อะไรมากกว่านี้”
ชูเกียรติหันมามองหน้าศิริพร ก่อนจะเดินหนีไป ศิริพร ยิ้มออกมา หันไปโบกแท็กซี่แล้วขึ้นรถไป

ที่กองถ่าย ผู้กำกับยืนบอกบทเดือนกับนักแสดงอีกคน
“ฉากนี้พอโดนพระเอกกอด ให้นางเอกดิ้นจนหลุดออกมาตบหน้าพระเอกแล้วเดินหนีไป พระเอกเลยวิ่งตามดึงแขนนางเอกกลับมา โอเคนะ แล้วค่อยเข้าร้องเพลงมิวสิคคัล”
เดือนกับนักแสดงอีกคนพยักหน้ารับ ผู้กำกับวิ่งไปประจำที่ คนตีเสลทเตรียมพร้อม แล้วสั่งเริ่ม
“แอคชั่น”
นักแสดงคนนั้นตรงเข้ากอดเดือนแน่น เดือนพยายามดิ้นแล้วพูดตามบท
“อย่านะคะอย่าทำแบบนี้”
มือของนักแสดงชายคนนั้นที่โอบเดือนอยู่เลื่อนมือลงไปบีบก้นเดือน เดือนทำหน้าตกใจ แต่นักแสดงคนนั้นยักคิ้วให้ แล้วแอบกระซิบ
“เค้าลือกันในกองว่าน้องเดือนมีแฟนเป็นพ่อเล้าเหรอ บริการเองด้วยหรือเปล่าจ๊ะ”
เดือนผลักอกพระเอกคนนั้นเต็มแรง ก่อนจะลืมตัวตบจริงเข้าไปที่หน้าพระเอกอย่างจัง ทุกคนตกใจอึ้งกันไป เดือนเลยตามบทพยายามเดินหนี นักแสดงคนนั้นเดินตามเดือนมากระชากเดือนอย่างแรง เสื้อของเดือนที่มีรอยด้ายลุ่ยอยู่ด้านหน้าขาดออก เดือนตกใจสุดขีดคว้าเสื้อดึงเข้าหากันปิดไว้
“ว้าย หยุดถ่ายเดี๋ยวนี้ หยุดถ่าย” ป้อมวิ่งถลาเข้าไปหาเดือน เอาตัวกอดบังเดือนไว้ “หยุดถ่ายเลยนะ”
สายสมรเดินเชิดเข้ามาแกล้งตกใจ พูดขึ้นลอยๆ
“ตายละคอสตูมอยู่ไหนเนี่ย ทำไมซื้อชุดแบบนี้มา หา” เดือนตาแดงกล่ำ น้ำตาคลอหันมาจ้องหน้าสายสมร
“ไม่ไหว ทีหลังเลือกชุดที่มันทนทานกว่านี้หน่อยนะ”
พูดจบนางก็เดินกรีดกรายผ่านเดือนกับป้อมที่มองด้วยความเจ็บใจไป
“เร็วเหอะ ให้ไว จะได้ถ่ายต่อ”
ผู้กำกับบอก

เดือนหลบมานั่งร้องไห้อยู่อีกมุมหนึ่ง เธอกำหมัดแน่น ป้อมเดินถือแก้วน้ำเย็นเข้ามาให้ แล้วเดินมาลูบหัวเดือน
“เลิกเถอะนะเดือน ไม่ต้องไปถ่ายมันแล้ว ไอ้หนังบ้าๆ แบบนี้”
เดือนส่ายหน้า น้ำตายังไหลอยู่
“ไม่ได้หรอกพี่ป้อม เราต้องหาเงินไปสู้คดีของพี่รวิ ถ้าเดือนไม่ถ่ายหนังแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาล่ะ”
“โธ่ เดือน แต่เดือนก็ต้องทนถูกพวกมันแกล้งแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหรอ”
ศิริพรเดินเข้ามาเห็นเดือนร้องไห้อยู่ ก็เบะปากใส่ใจ แต่แกล้งเปลี่ยนสีหน้า
“อ้าว เป็นอะไรไปน่ะเดือน”

เดือนได้ยินเสียงศิริพร รีบปาดน้ำตาหันหน้าหนี
“ใครจุดธูปเรียกแกมา อีงิ้วผี” ป้อมหันมาถาม
“พอดีชั้นรู้เรื่องที่ร้านรวิแล้วล่ะ ก็เลยจะมาถามว่ารวิเค้าเป็นไงบ้าง”
“เป็นห่วงหรือว่าแค่สาระแนล่ะ” ป้อมย้อนถาม ศิริพรเม้มปากเชิดหน้า แกล้งเปลี่ยนเรื่องพูด
“ชั้นก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหล่ะ”
“ถ้ารู้แล้วก็ไสหัวไสหางแหลมๆ ของแกออกไปสิ” ศิริพรมองค้อนขวับ
“เธอนี่ก็น่าสงสารจริงๆ นะ มีแต่เรื่อง ไม่เหมือนแก้วที่ตอนนี้รุ่งเอาๆ เห็นว่าจะได้ถ่ายโฆษณาอะไรแทนเธอด้วยนี่”
เดือนหันขวับกลับมาทันที
“ถ่ายโฆษณางั้นเหรอ” ศิริพรพยักหน้ารับ
“ถ้าแกจะมาบอกเพื่อเยาะเย้ยแค่นี้แกก็กลับไปได้ละ”
ศิริพรยักไหล่ทำไม่สนใจ เดินสะบัดหน้าออกไป ศิริพรแอบปรายตามามองเดือนเหมือนมีแผนบางอย่าง

เดือนอยู่ในคาแรคเตอร์ของหนังที่เธอแสดง ร้องเพลงเศร้าจับใจกับชะตาชีวิตของเธอ เป็นพาร์ทมิวสิคคัลของหนัง แต่เธอเองก็ยังคงต้องจำทนกับการถูกรุมกลั่นแกล้งของนักแสดงร่วมและสายสร เดือนจำใจต้องอดทน เพื่ออนาคต และคนที่ตนรัก

เย็นวันนั้นรวิเดินเข้าบ้านมาถือถุงกับข้าวมาวางลงบนโต๊ะ ขำวิ่งทะล่ามาตรงไปที่ถุงกับข้าวจัดแจงรื้อดู ไม่ได้มองอย่างอื่นเลย
“ไปถึงไหนมาเนี่ย หายไปเป็นชั่วโมงเลย”
“อืม ก็นั่งรถเข้าไปในเมืองน่ะ”
“ซื้อข้าวแค่นี้ ต้องเข้าไปในเมืองกันแล้วเรา เหนื่อยแย่เลยเพื่...” ขำเงยหน้าขึ้นมองรวิ แล้วก็หุบยิ้มลงทันที
“หน้าแกไปโดนอะไรมา”
รวิเบี่ยงหลบหน้า
“นิดหน่อยไม่มีอะไร”
“ชั้นถามว่าแกไปโดนอะไรมา” ขำถามเสียงดังแล้วจ้องหน้ารวิสีหน้าจริงจัง
“เจ๊ขายก๊วยเตี๋ยวเค้าเข้าใจผิดคิดว่าชั้นจะไปทำอะไรลูกเค้า ก็เลย...”
“ยัยเจ๊ที่อยู่ท้ายตลาดนั่นอ่ะนะ ลูกแกเพิ่งอยู่ป.2เองไม่ใช่เหรอ”
“เออ ทำไงได้ ก็คนเค้าลือกันไปทั่วแล้วนี่หว่า”
ขำตบโต๊ะเสียงดัง สีหน้าโกรธจัด
“คนสมัยนี้มันเป็นอะไรกันวะ ยังไม่รู้อะไรจริงไม่จริงก็เชื่อกันไปหมดละ”
“ช่างเหอะ กินข้าวกันดีกว่า”
รวิทำเป็นจัดข้าว แต่แอบเอามือจับหัวที่ได้แผลมา สีหน้าขำดูจริงจังและเคร่งเครียด

“อย่าเลยเดือน จะกลับไปให้มันโกงอีกเหรอไง”
ป้อมบอกขณะเดินอยู่กับเดือน กำลังจะกลับบ้าน
“แต่เราก็จะได้เงินเพิ่มมานะพี่ป้อม”
“จะได้ซักเท่าไหร่กัน”
“เท่าไหร่เราก็ต้องเอานะพี่ป้อม พี่ป้อมก็ได้ยินที่คุณเทพบอก สู้คดีมันต้องใช้เงินเยอะนะ”
ป้อมเอามือกุมหัวไม่รู้จะทำยังไง จนทั้งคู่เดินมาหยุดที่หน้าห้องชูเกียรติ
“ไม่อยากกลับมาเหยียบที่นี่อีกจริงๆ ให้ตายเหอะ” เดือนถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู “มันจะอยู่เหรอ ไม่ใช่ป่านนี้โดนยึดเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว”
ชูเกียรติเปิดประตูออกมา พอเห็นเดือนหับป้อมก็แปลกใจ
“เดือน มีอะไร”
เดือนทำท่าลังเล ป้อมเบือนหน้าหนี
“เดือนมีเรื่องจะรบกวนพี่เกียรติค่ะ”

ชูเกียรติมองเดือนอย่างสงสัย แต่ก็เปิดประตูกว้างให้เดินเข้าไป

อีกด้านหนึ่ง เทพกับนภากาศจอดรถซุ้มอยู่หน้าวงดนตรีของโรจน์ จนกระทั่งเห็นรถคันหนึ่งขับเข้ามาจอด
 
ลิ้นจี่กรีดกรายพาเด็กออกมา ทำท่ายกมือไหว้คนในรถที่ส่งเงินออกมาให้ ก่อนจะผลักเด็กขึ้นรถ แล้วโบกมือจนรถเคลื่อนออกไป
นภากาศกับเทพที่อยู่ในรถหันมามองหน้ากัน
“เป็นอย่างที่คิด เด็กของนังลิ้นจี่นี่มันทำงานพวกนี้เป็นอาชีพ”
“ไม่ใช่พวกหางเครื่องสินะ”
นภากาศส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ใช่หรอก ชั้นไม่เคยเห็น”
“แล้วยัยลิ้นจี่เค้าจะมาใส่ร้ายรวิทำไม จะว่าแค้นเรื่องวงก็น่าจะแค้นพี่มากกว่า”
“คงมีใครจ้างให้ทำ”
“แต่ดูตอนนี้เหมือนนางจะชอบอาชีพนี้จริงๆ ซะแล้ว”
นภากาศปรายตากลับไปมองอย่างสมเพช ทั้งคู่มองไปที่ลิ้นจี่อีกครั้ง เห็นรถอีกคันเข้ามาจอด ลิ้นจี่กรีดกรายพาเด็กออกมาเช่นเดิม

“เดือน เดือนคิดอะไรถึงยอมมันแบบนั้น”
ป้อมถามเมื่อกลับถึงบ้านเช่า เดือนทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน ป้อมเดินตามเข้ามานั่งข้างๆ
“ก็ตอนนี้เราจำเป็นนี่พี่ป้อม”
“หัก 50 เปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ ที่ไหนเค้ายอมกัน”
เดือนเอนหลังพิงลงไปหลับตานิ่งเสียงโทรศัพท์เดือนดังขึ้นมา เธอลืมตาขึ้นเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมา พอเห็นว่าใครโทรมาก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“ฮัลโหล พี่รวิ เป็นไงบ้าง ไม่ห่วงได้ไง อืม อย่าคิดมากนะ รู้เปล่า เดี๋ยวเดือนจะลองหาทางช่วย ไม่ๆ ให้เดือนอยู่เฉยๆ เดือนทำไม่ได้หรอก อืม เดี๋ยวไว้คุยกันนะ”
เดือนกดวางสาย ก่อนจะเหม่อมองสายตาทอดยาวออกไป ป้อมได้แต่มองมาที่เดือนอย่างเห็นอกเห็นใจ

รวิกดวางโทรศัพท์ สายตาจ้องมองไปที่โทรศัพท์ที่มีรูปเดือนอยู่
“ยัยเด็กบ๊อง จะทำเพื่อพี่ทำไมนักหนา หา” รวิพูดออกมาคนเดียว
ขำเดินมานั่งลงข้างๆ
“คุยกับเดือนแล้วเหรอ”
“อืม”
“แล้วเดือนรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา” รวิส่ายหน้า
“ไม่หรอก เดี๋ยวเป็นห่วงเปล่าๆ ยิ่งขี้กังวลอยู่ด้วย แค่นี้ก็เครียดเรื่องจะช่วยเรายังไงแล้ว”
“อืม ตัวเดือนเองก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันนะ”
รวิหันมามองหน้าขำ สงสัย
“เดือน เป็นดารานะ ถ้ามีข่าวเรื่องนี้ออกไปจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ ที่ผ่านมาก็เจอมาสารพัด ถ้าเจอเรื่องนี้อีก คงได้ออกจากวงการแบบถาวรแน่ๆ”
รวิฉุกคิดขึ้นมาทันที หันกลับไปก้มมองโทรศัพท์ตัวเองที่มีรูปของเดือนอยู่

เช้าวันใหม่ แผ่นโปสเตอร์งานคอนเสิร์ตติดอยู่ที่ผนังค่ายเพลง ชูเกียรติเดินนำทีมงานคนหนึ่งที่ถือม้วนโปสเตอร์งานคอนเสิร์ตเข้ามาในห้อง แก้วกับศิริพรนั่งไขว้ห้างรออยู่
“อะไรเนี่ยพี่เกียรติให้มารอตั้งนานแล้ว มีอะไร”
ชูเกียรติรับม้วนโปสเตอร์มาจากทีมงานแล้วพยักหน้า ทีมงานก็เดินออกไป ชูเกียรติถือม้วนโปสเตอร์มาวางที่โต๊ะ จัดแจงส่งปากกาให้แก้วกับศิริพร
“โปสเตอร์เอาไว้แจกแฟนเพลงที่ร่วมเล่นเกม แก้วกับพรเซ็นให้ด้วย”
แก้วดี๊ด๊าขึ้นมาทันที จัดแจงรีบดึงโปสเตอร์ออกมาเซ็นลายเซ็นลงไป
“อุ๊ยต๊าย อุ๊ยตาย แจกลายเซ็น อ่อ ใช่สิตอนนี้แก้วเป็นนักร้องดังแล้ว” ศิริพรปรายตามามองหมั่นไส้ “แล้วก็กำลังจะได้เป็นนางแบบโฆษณาด้วย”

ชูเกียรติกำลังจะเดินออกไปจากห้อง หันหลังกลับมาทันที เดินมาพูดกับแก้วท่าทีดูเปลี่ยนไป
“เรื่องงานโฆษณาน่ะ เอาไว้ก่อนละกัน”
แก้วชะงักทันที เงยหน้าขึ้นมาจ้องชูเกียรติ
“หมายความว่าไง”
“หมายความตามที่พูด พักไว้ก่อน”
“อะไรกัน อธิบายมาเดี๋ยวนี้นะพี่เกียรติ”

ชูเกียรติยักไหล่ไม่พูดอะไร เดินออกไปจากห้อง แก้วกระแทกปากกาลงกับโต๊ะ หงุดหงิดขึ้นมาทันที
“อย่างนี้ละ ยังไงเค้าก็เลือกคนเดิมไว้ก่อน” ศิริพรบอก
“คนเดิม คนเดิมที่ไหน”
ศิริพรทำเป็นเซ็นไปเรื่อยๆ พูดอย่างไม่สนใจ
“จะมีใคร เมื่อวานชั้นยังเห็นเดือนเค้าไปหาชูเกียรติอยู่เลย”
“อะไรนะ นังเดือนเหรอ นี่มันนึกบ้าอะไรของมันเนี่ย ถึงกลับมาง้อไอ้พี่เกียรติ”
ศิริพรเหลือบตามาดูท่าทีแก้ว แล้วใส่ไฟต่อ
“มันคงรู้มั้งว่าเธอจะได้เล่น เลยมาตัดหน้าแกล้งเธอ”
แก้วมีสีหน้าโกรธจัด หยิบโปสเตอร์ที่เซ็นอยู่ขึ้นมาฉีกทิ้ง ศิริพรยิ้มเยาะแล้วลงมือเซ็นต่อ

เดือนยืนรอป้อมอยู่ในบ้าน
“พี่ป้อม เสร็จหรือจ๊ะ”
“แป๊บนึงนะเดือน เหมือนจะท้องเสียเลย”
“งั้นวันนี้พี่ป้อมหยุดพักผ่อนเถอะจ้ะ เดี๋ยวเดือนไปเอง”
“เอางั้นเหรอ ได้ๆ เดี๋ยวถ้าดีขึ้นแล้วพี่จะรีบตามไปนะ อู๊ย มาอีกระลอก”
เดือนเดินตรงไปที่ประตู จัดแจงเปิดประตูออกจึงเจอกับทวีศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างหน้าพอดี

เดือนนั่งเงียบอยู่กับทวีศักดิ์ในรถ
“ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว”
ทวีศักดิ์พูดขึ้น ขณะที่สายตายังมองทางข้างหน้า
“เรื่องอะไรคะ”
เดือนหันไปมองหน้าทวีศักดิ์ คิดว่ารู้เรื่องที่กองถ่าย
“ก็เรื่องของคุณกับผู้ชายคนนั้นไง” เดือนนิ่งไปไม่พูดอะไร “คุณต้องเลิกติดต่อกับผู้ชายคนนั้นนะ”

เดือนตกใจหันมาจ้องหน้าทวีศักดิ์
“ทำไมคะ ทำไมเดือนต้องเลิกกับพี่รวิ”
“ก็ถ้าเป็นข่าวออกไปจะทำยังไง”
“เดือนไม่สน”
“แต่ผมสน! มันมีผลกระทบต่อหนังของผมแน่” เดือนนิ่งไป ไม่รู้จะเถียงยังไง“เชื่อผมสิเดือน คุณกำลังจะเป็นดาราดังแล้วนะ”
“ให้เดือนทิ้งพี่รวิตอนที่กำลังลำบากอยู่เดือนทำไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องจริงเลยซักนิด”
ทวีศักดิ์จ้องหน้าเดือนอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจพูดขึ้น
“เอาอย่างนี้ละกัน ผมจะหาทางช่วยเค้าเอง”
เดือนหันขวับมาทันที สีหน้าดูมีความหวังขึ้น
“จริงเหรอคะ”
“ผมรู้จักทนายเก่งๆ อยู่หลายคน แต่มีข้อแม้นะ เดือนต้องเลิกติดต่อกับหมอนั่น”
เดือนหุบยิ้ม หน้าเจื่อนลงไม่รู้จะทำยังไง

ป้อมยืนล็อกประตูบ้าน อีกมือหนึ่งก็กุมท้องอยู่ เสร็จแล้วหันกลับมากำลังจะเดินออกไป รวิเดินเข้ามาพอดี
“เอ๊า รวิ มาได้ไงเนี่ย”
“เดือนล่ะพี่ป้อม”
“ไปกองถ่ายแล้ว พอดีพี่ท้องเสีย เดือนเลยไปก่อน” รวิพยักหน้ารับเข้าใจ “แล้วนี่จะเอาไง จะไปด้วยกันหรือจะรอที่นี่”
“ไปด้วยกันดีกว่าจ้ะ”
“โอเค งั้นก็ไปกันเลย”
ป้อมกับรวิจัดแจงพากันเดินออกไป

ที่บ้านรวิ ขำยังนอนห่มผ้าอยู่ที่พื้นกรนเสียงดังสนั่น นอนพลิกตัวไปพลิกตัวมาก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วก็เห็นเทพกับนภากาศยืนกอดอกมองอยู่ ขำสะดุ้งพรวดขึ้น ดึงผ้าห่มมาปิดตัวทันที
“ทำอะไรน่ะ อย่านะไม่ได้ใส่ กกน.นะ”
เทพย่อตัวลงหยิบหมอนเขวี้ยงใส่ขำ
“ไอ้โรคจิต เดี๋ยวก็เป็นไส้เลื่อนหรอก”
“รวิไปไหน”
“ก็นอนอยู่ในห้องนั่นไง อ้าว”
ขำชี้มือไปทางห้องนอนของรวิ แต่เห็นประตูเปิดอ้าอยู่
“ในห้องไม่มี”
“อ้าว แล้วไปไหนของมัน”
“นี่คงไม่เครียดมากจนไปโดดน้ำตายหรอกนะ”
“น้ำแถวนี้ไม่ต้องโดดก็ตาย แค่เอามาแตะลิ้น”
นภากาศเดินไปชะเง้อชะแง้ดู
“สงสัยจะออกไปข้างนอกจริงๆ”
“ว่าแต่ลุงกับป้าเหอะ มาทำไมแต่เช้า”
“อ้าว ไอ้นี่ อุตส่าห์จะมาส่งข่าวเรื่องยัยลิ้นจี่”
ขำบิดขี้เกียจ ปากก็พูดไป
“ยัยลิ้นจี่เน่า ทำไมเหรอ”
เทพกับนภากาศหันไปมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าหันมาหาขำที่มองอย่างสนอกสนใจ

ที่กองถ่าย เดือนนั่งหน้าซีด มือกุมขมับ หลับตาอยู่
“น้องเดือน เตรียมถ่าย”
ทีมงานเดินเข้ามาเรียกเสียงไม่เต็มใจนัก แล้วก็เดินสะบัดออกไป เดือนลืมตาขึ้น ลูบหน้าลูบตา ก่อนจะลุกขึ้นจะเดินออกไป เดือนเกิดหน้ามืดเซไปเซมาจนจะล้ม ทวีศักดิ์เข้ามารับเดือนไว้ เดือนหน้าซีด หันมามองทวีศักดิ์
“ขอโทษค่ะ คุณทวีศักดิ์”
“นี่คุณไม่สบายนี่เดือน หน้าซีดเชียว”
ทวีศักดิ์รีบประคองเดือนมานั่ง เอามือแตะหน้าผาก
“เดือนไม่เป็นอะไรค่ะ แค่หน้ามืดนิดหน่อย ถ่ายต่อเถอะค่ะ”
“จะถ่ายได้ยังไงคุณเป็นแบบนี้”
“ถ่ายต่อเถอะค่ะ เดือนอยากให้งานเสร็จไวๆ”
“ทำไม จะได้ไปช่วยผู้ชายคนนั้นเร็วๆ เหรอไง”
“ค่ะ เดือนอยากช่วยพี่รวิเร็วๆ”
ทวีศักดิ์ไม่พอใจ ลุกขึ้นยืน
“ก็ผมบอกคุณแล้วไงว่าผมจะช่วย แต่เดือนต้องทำตามที่ผมบอก”

เดือนพยายามลุกขึ้นยืนแต่ก็เซจะล้มอีก จนทวีศักดิ์ต้องรีบเข้ามาประคอง รวิกับป้อมกำลังจะเดินเข้ามาพอเห็นก็เลยชะงัก ป้อมตกใจจะส่งเสียงออกมา แต่รวิจุ๊ปากให้เงียบๆ
“เชื่อผม ผู้ชายคนนั้นจะทำให้คุณติดร่างแหไปด้วย คนอื่นเค้าจะมองคุณยังไง” รวิที่แอบมองอยู่ อึ้งไป “คุณกำลังจะดังกำลังจะรุ่ง อย่าให้มันพังเพราะผู้ชายคนนั้นเลย”
รวิหน้าสลดลง หันหลังกลับเดินออกไป แต่ป้อมดึงตัวไว้ แต่รวิส่ายหน้า เหลือบไปมองเดือนอีกที ก่อนจะเดินหน้าเศร้าออกไป เดือนพยายามฝืนตัวเองขึ้น ผละออกจากทวีศักดิ์
“ไม่ค่ะ เดือนจะไม่มีวันทิ้งพี่รวิเด็ดขาด”
ทวีศักดิ์อึ้งไป ตัดสินใจถาม
“คุณกับเค้าไม่ใช่แค่เพื่อนกันใช่มั้ย” เดือนอึ้งไปไม่ตอบอะไร ทวีศักดิ์ถอนหายใจ เข้าใจทันที “งั้นก็ขอแค่จนกว่าหนังจะฉาย ช่วยติดต่อกับเค้าให้น้อยที่สุดได้มั้ย” เดือนมองหน้าทวีศักดิ์เหมือนอยากถามอะไร “ขอแค่นี้ แล้วผมจะช่วย”
เดือนยิ้มกว้างออกมายก มือไหว้ทวีศักดิ์
“ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ”
ป้อมเดินเข้ามา เดือนหันไปยิ้มกับป้อมที่เหมือนพยายามจะพูดอะไรแต่ไม่กล้าพูด

รวิเดินหน้าเศร้าน้ำตาคลอเบ้าออกมา เสียงของขำดังเข้ามาในความคิด
“เดือนเป็นดารานะ ถ้ามีข่าวเรื่องนี้ออกไปจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ ที่ผ่านมาก็เจอมาสารพัด ถ้าเจอเรื่องนี้อีก คงได้ออกจากวงการแบบถาวรแน่ๆ”
ต่อด้วยเสียงทวีศักดิ์
“คนอื่นเค้าจะมองคุณยังไง คุณกำลังจะดังกำลังจะรุ่ง อย่าให้มันพังเพราะผู้ชายคนนั้นเลย”

รวิพยายามกลั้นน้ำตา เดินต่อไป พร้อมกับเสียงเพลงเศร้าๆ
 
อ่านต่อตอนที่ 18
กำลังโหลดความคิดเห็น...