xs
sm
md
lg

หางเครื่อง ตอนที่ 17

เผยแพร่:

หางเครื่อง ตอนที่ 17

แก้วเปิดประตูผลัวะเข้ามาในห้องอย่างแรง ศิริพรอยู่ในชุดผ้าขนหนู เดินนวยนาดออกมาจากห้องน้ำ มองแก้วด้วยสายตารำคาญ

“อ้าว ทำไมกลับมาไว ไม่ค้างกับพิมุกเหรอ”
แก้วเขวี้ยงกระเป๋าลงพื้น ตรงเข้าตบศิริพรดังฉาด ศิริพรสะบัดหน้ากลับมา สีหน้าโกรธจัด
“นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย”
แก้วไม่ตอบตรงเข้าบีบคอศิริพร ศิริพรพยายามดิ้นรน จิกผมแก้วดึงออก จนแก้วเผลอปล่อยมือ ศิริพรเลยตบซ้ายตบขวาจนแก้วล้มลงไปกอง
“อีบ้า แกบ้าไปแล้วหรือไง นังแก้ว”
แก้วลุกขึ้นชี้หน้าศิริพร
“แกมันเลว ศิริพร หลอกให้ชั้นออกไปหาพี่พิมุก แล้วแกก็แอบมายุ่งกับเสี่ยของชั้น”
ศิริพรมองหน้าแก้ว หัวเราะออกมา
“แกกับชั้นก็เลวไม่ต่างกันหรอก แกเป็นเมียน้อยเสี่ย แต่ก็ออกไปเล่นชู้กับไอ้พิมุก”
“อีศิริพร”

แก้วถลาเข้าไปตบศิริพรจนเซไปกระแทกกับโต๊ะ ศิริพรเห็นกระเป๋าตัวเองวางอยู่บนโต๊ะพอดี หันไปมองแก้ว ด้วยสายตาโกรธ แล้วจัดแจงเปิดกระเป๋าหยิบปืนออกมา เล็งปืนไปหาแก้ว แก้วตาโตอ้าปากค้าง ถอยกรูดไปข้างหลัง ศิริพรถือปืนเดินเข้าหา
“นี่ แกจะทำอะไรน่ะ อย่าทำบ้าๆ นะ”
“หุบปาก อยากให้ลูกตะกั่วมันแล่นไปเจาะหัวแกเหรอไง”
ศิริพรปรี่เข้าไปบีบคอแก้ว ดันไปจนติดกำแพง อีกมือก็ถือปืนขู่ แก้วตกใจ จนร้องไห้ ยกมือขึ้นมากันไว้
“อย่านะ แกอย่าทำอะไรชั้นนะ”
“ปากดีให้เหมือนตะกี๊อีกสิ แล้วดูว่าชั้นจะทำอะไร” ศิริพรยื่นหน้าไปพูดกับแก้ว “ขนาดบ้านนังเดือนชั้นยังเผามาแล้ว กะอีแค่ยิงหัวแกเนี่ย มันไม่ยากหรอก”
แก้วอ้าปากค้าง หันมามองศิริพร
“ฝีมือแกเองเหรอ”
“ใช่! ฝีมือชั้น แล้วตอนนี้แกก็ควรจะหุบปากร่วมมือกับชั้น จัดการกับนังเดือน เข้าใจมั้ย”
แก้วสะดุ้งหลับตาปี๋ด้วยความกลัว สีหน้าศิริพรตอนนี้โกรธจนสติแตก ไม่กลัวอะไรอีกต่อไป

วันต่อมาที่ร้านของรวิ
“เรียบร้อย”
รวินั่งอยู่บนบันไดสำหรับปีน แขวนป้ายชื่อร้านเสร็จก็มองอย่างพอใจ ขำ เทพ นภากาศยืนมองอยู่ด้านล่างปรบมืออย่างดีใจ โดยเฉพาะขำ ออกนอกหน้าเป็นพิเศษ
“ฮิ๊ว ร้านผมครับร้านผม”
“อ้าว ตกลงเปลี่ยนแล้วเหรอ งั้นสระไดร์ให้หน่อยสิ” เทพแซว ขำกับนภากาศหันมามองเทพ
“ตลกใหญ่นะเรา ป้าดูแลลุงหน่อยซิ” ขำหันไปบอกนภากาศ
นภากาศแกล้งเดินไปเหยียบเท้าขำ จนขำสะดุ้งกระโดดไปมา ก่อนจะไปช่วยรับอุปกรณ์จากรวิ รวิไต่ลงมาจากบันได ถอยหลังออกมาดูหน้าร้าน สีหน้ายิ้มแย้มอย่างพอใจ
“ยินดีด้วยรวิ”
“ขอบคุณครับคุณเทพ”

ไกลออกไป ลิ้นจี่แอบยืนมองมาที่ทุกคน สีหน้าหมั่นไส้สุดฤทธิ์ ก่อนจะแกล้งเปลี่ยนสีหน้าเศร้าบีบน้ำตาเดินสะอื้นดินผ่าน ทุกคนหันไปมอง
“อ้าว พี่ลองกอง หัวเราะอะไรอยู่น่ะ”
ลิ้นจี่ชะงัก หันมามองค้อนขำ
“ลิ้นจี่เว้ย อะฮือ” ลิ้นจี่สะอื้นต่อ
นภากาศหันไปสบตากับเทพแล้วหันมามองลิ้นจี่ เพราะกำลังสงสัยว่าจะมาไม้ไหน
“พี่ลิ้นจี่เป็นอะไรหรือเปล่า ร้องไห้ทำไมน่ะ” รวิถาม ขำทำท่าตกใจ
“พี่โรจน์ตายแล้วเหรอ โธ่ อายุก็ไม่น้อย ทำไมเพิ่งตาย”
รวิสะกิดขำส่งสายตาดุๆ เตือน ลิ้นจี่แกล้งสะอื้น แอบปรายตามองคนโน้นคนนี้
“พี่กำลังแย่ ฮือ ตอนนี้ที่วงไม่เหลืออะไรแล้ว”
“สม”

เทพรีบมาดึงแขนนภากาศ สะกิดเตือน ลิ้นจี่มองค้อนขวับที ก่อนจะหันมาตีหน้าเศร้าต่อ
“งานไม่มี ข้าวของเครื่องดนตรีก็ต้องขายทิ้งไปหมด พี่โรจน์ก็เจ็บออดๆ แอดๆ” รวิถอนหายใจ มองอย่างสงสาร
“ถ้ามีอะไรที่ชั้นพอช่วยได้ พี่ก็บอกได้นะ”
ขำเดินมาสะกิดเตือน แต่รวิส่ายหน้าประมาณว่าไม่เป็นไรน่า
“ลำพังพี่คนเดียวไม่เท่าไหร่หรอก แต่พวกหางเครื่องที่เหลือน่ะสิ ไม่มีทั้งงานทั้งเงิน น่าสงสาร อะฮือ” ลิ้นจี่
สะอื้นไป แกล้งปรายตามามองร้านของรวิ “เธอเปิดร้านใหม่เหรอ ดีจัง ว่าแต่พอจะช่วยรับพี่กับเด็กๆ ไว้ซัก 2-3 คนได้มั้ยล่ะ”
รวิลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หันไปมองคนอื่นๆ เห็นส่ายหน้ากันเป็นแถว
“ร้านชั้นเป็นวงโฟล์คซอง ไม่ต้องมีแดนเซอร์ อีกอย่างก็เพิ่งเปิด ยังไม่มีเงินจ้างใครหรอกจ้ะ”
“พี่มาช่วยเป็นแม่ครัวก็ได้ พวกนั้นก็เอามาเป็นเด็กเสิร์ฟ ขอแค่ให้มีข้าวกิน มีเงินนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้ว”
รวิหันไปมองทุกคนถามความเห็นอีก ขำยกมือไขว้กากบาทไม่เอาเด็ดขาด นภากาศกับเทพส่งสายตาดุๆ ส่ายหน้า
“เอ่อ คือ” รวิยังไม่ทันได้พูดอะไร ลิ้นจี่ชิงพูดขึ้นก่อน
“โอเค ขอบใจมากนะรวิ ตกลงเดี๋ยวพี่จะให้เด็กๆ มันมาเริ่มงานเลยนะ ขอบใจจริงๆ ขอให้เฮงๆ รวยๆ น้า”
ลิ้นจี่รีบมัดมือชก แล้วรีบเดินหนีไปทันที รวิหันไปมองทุกคน เห็นยืนกอดอก มองมาด้วยสายตาดุดัน รวิจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ พูดไม่ออก

อีกด้านหนึ่งที่สถานที่ถ่ายหนัง เดือนนั่งทำผมอยู่ ท่องบทไปด้วย ทวีศักดิ์เดินถือดอกไม้ช่อใหญ่เข้ามาหาเดือน พอมาถึงก็พยักหน้ากับช่างทำผมอย่างรู้กัน ช่างทำผมรีบวางหวีและดึงป้อมออกไปข้างนอก
“พี่มาช่วยหนูดูคิวของน้องเดือนหน่อย”
“อ้าว ก็ดูไปแล้วนี่”
“มาดูอีกทีค่ะ มีอะไรเปลี่ยนนิดหน่อย”
ช่างทำผมพูดจบก็ลากป้อมออกไป เดือนมองตามอย่างงงๆ หันกลับมาก็เห็นช่อดอกไม้มายื่นอยู่ตรงหน้าพอดี
“อุ๊ย เอ่อ คุณทวีศักดิ์”
เดือนยิ้ม รับช่อดอกไม้มาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“เป็นไงครับ บ้านใหม่ โอเคมั้ย”
“ค่ะ แต่ทำไมค่าเช่ามันถูกนักล่ะคะ แถมยังไม่เก็บเงินไปอีก”
“เพื่อนผมมันรวยไม่เป็นไรหรอก”
“แต่เดือนว่า...” เดือนพูดไม่ทันจบ ทวีศักดิ์ยื่นอะไรบางอย่างมาวางที่โต๊ะ เดือนก้มมองจึงเห็นว่าเป็นกุญแจรถ
“อะไรคะเนี่ย”
“เดือนจะได้มาทำงานสบายๆ ไง”

เดือนจ้องหน้าทวีศักดิ์สายตาดุ นิ่งไปครู่ แล้วเลื่อนกุญแจคืนทวีศักดิ์
“โทษนะคะ เดือนไม่ต้องการ”
“เถอะน่าเดือน ถือว่าเป็นสวัสดิการจากบริษัท”
ทวีศักดิ์ดึงมือเดือนมาพยายามจะยัดใส่มือ เดือนพยายามดึงมือกลับ

ขณะนั้นศิริพรกับแก้วเดินกรีดกรายเข้ามาในบริเวณกองถ่าย
“นี่เธอพาชั้นมาที่นี่ทำไม” แก้วถามอย่างแปลกใจ
“ก็มาเยี่ยมเยียนเพื่อนรักของเราไง” ศิริพรบอก
“เพื่อนรักบ้าบอที่ไหนของเธอ”
ศิริพรส่ายหน้า ระอาแก้ว
“กินปลาบ้างนะเธอน่ะ” ทีมงานในกองถ่ายเดินมาพอดี “โทษนะคะ คุณเดือนถ่ายหนังอยู่ตรงไหนคะ”
“อุ้ย คุณที่ออกข่าวนี่ ที่มาเป็นนักร้องแทนน้องเดือน แล้วนี่ก็น้องแก้ว”

ทีมงานทำท่าทาตื่นเต้น แก้วเชิดหน้าวางฟอร์มทันที
“พอดีวันนี้พวกเราไม่มีซ้อมน่ะจ้ะ เลยจะแวะมาทักทายเดือนซะหน่อย”
“น้องเดือนอยู่ทางโน้นเลยค่ะ” ทีมงานชี้มือไป
“ขอบคุณมากนะคะ”
พูดจบศิริพรก็วางท่ายิ้มแย้มเดินไปหาเดือน ทีมงานมองตามอย่างชื่นชม ส่วนแก้วก็วางท่า เดินเชิดหยิ่ง
“ทักทายนังเดือนงั้นเหรอ ตลกจะแย่”
“ปลาตัวเดียวคงไม่พอสำหรับเธอมั้ง”

ทวีศักดิ์พยายามยัดกุญแจรถใส่มือเดือน แต่เดือนก็ไม่ยอมรับจึงยื้อกันไปมา ศิริพรกับแก้วเดินมาเห็นพอดี “อุ๊ย” ศิริพรแกล้งทำหน้ายิ้มๆ อายๆ
เดือนรีบดึงมือกลับมา หันมาวางท่าเป็นปกติ
“พวกเธอมาทำไมกัน”
“ก็มาดูหล่อนกับผู้ชา...” แก้วยังพูดไม่ทันจบ ศิริพรรีบพูดแทรก

“พอดีวันนี้ว่างเลยแวะมาทักทายน่ะจ๊ะเดือน”
ศิริพรหันไปส่งสายตาปรามแก้วที่อ้าปากจะพูดต่อ แล้วแกล้งตีหน้ากลับไปยิ้มแย้มเหมือนเดิม

“เออ 2 คนนี้คือ...”
ทวีศักดิ์แปลกใจ แก้วทำท่าจะเดินเข้าไปศิริพรรีบแซงหน้าเดินเข้าไปนั่งซะก่อน
“ศิริพรค่ะ คุณ...”
“ทวีศักดิ์ครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
แก้วกระแซะตัวเข้ามาอ้าปากจะพูด แต่ศิริพรชิงพูดแทน
“นี่แก้วค่ะ” ศิริพรบอกแล้วรีบหันมาพูดกับเดือน “เดือน เป็นไงมั่ง สบายดีมั้ยจ๊ะ”
“สบายดีขึ้นเยอะเลย ตั้งแต่ไม่เจอพวกเธอ”
ศิริพรอึ้งไป แต่พยายามฝืนยิ้ม
“คุยกันตามสบายนะครับ”
ทวีศักดิ์ลุกขึ้นยิ้มให้แล้วเดินออกไป ศิริพรมองตามจนทวีศักดิ์เดินออกไปแล้วก็หันมาหาเดือน สีหน้าเปลี่ยนทันที

“เธอต้องการอะไรกันแน่”
เดือนถามออกมาตรงๆ
“ก็แค่อยากมาดูน้ำหน้าเธอตอนกระเด็นออกมาจากนักร้อง”
“ต๊าย มาเล่นหนังไม่ทันไร มีผู้ชายใหม่มาเลี้ยงแล้วเหรอ เก่งจังนะ”
ศิริพรกับแก้วมองเดือนอย่างดูถูก
“อย่าคิดว่าคนอื่นเค้าจะเห็นแก่เงินเหมือนพวกเธอนะ” ศิริพรกับแก้วทำลอยหน้าลอยตา ไม่รู้ไม่ชี้ “อย่างพวกเธอน่ะ มันก็ไม่ต่างจากโชว์รูมรถหรอก”
แก้วทำหน้างงๆ
“แกหมายความว่าไงของแก”
“ก็ดีแต่จะให้ผู้ชายถอยเข้าถอยออกเปลี่ยนคันไปเรื่อยๆ ไงล่ะยะ” ป้อมเดินปรี่เข้ามายืนข้างเดือน ชี้หน้า แก้วกับศิริพร “แต่อย่างพวกหล่อนน่ะมันแย่กว่านั้น เป็นพวกเต็นท์รถมือสอง ถึงได้มีแต่รถเก่าๆ เครื่องผุๆ ถอยเข้าไปจอดอยู่อย่างเดียว”
ศิริพรกับแก้วลุกพรวดขึ้น แก้วอ้าปากจะกรี๊ด ศิริพรรีบกระชากดึงแก้วให้หันกลับ
“ปากดีไปเถอะ เดี๋ยวซักวันจะรู้เอง”
ศิริพรกระชากแก้วที่จะโวยวาย พากันเดินออกไป
“เออ วันไหนล่ะ อย่านานนะยะ ชั้นจะรอ”
เดือนดึงป้อมให้นั่งลง จับมือให้ใจเย็นลงแล้วมองตามสองคนนั้นออกไปอย่างปลงๆ

ศิริพรลากแก้วถูลู่ถูกังออกมาด้านนอก แก้วสะบัดแขนออกเต็มแรง หันมาโวยใส่
“นี่เธอจะบ้าเหรอไง ปล่อยให้มันด่าเราฉอดๆ อยู่ฝ่ายเดียว”
“แล้วอยากมีเรื่องให้เป็นข่าวเหรอไง” แก้วสะบัดหน้าอย่างไม่พอใจ “หัดฉลาดหน่อย แค่นี้เราก็มีเรื่องไปปั่นมันเรียกน้ำย่อยแล้ว”
“เรื่องบ้าเรื่องบออะไรของเธออีก หา”
แก้วหันมาจ้องหน้าศิริพรอย่างสงสัย แต่ศิริพรไม่ตอบอะไร ได้แต่ส่ายหน้า ระอากับความโง่ของแก้วแล้วเดินหนีไป

เย็นวันนั้นที่วงของโรจน์มีชุดหางเครื่อง ไมโครโฟนเก่าๆ และไม้กลอง กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นห้อง ส่วนโรจน์
นั่งกระดกเหล้าอยู่ ข้างๆ ตัวมีขวดเปล่าล้มระเนระนาดอยู่ ลิ้นจี่เดินเข้ามา มองมาที่โรจน์อย่างเหนื่อยหน่าย
“เรียบร้อยไหม” โรจน์ถาม
“ชั้นไม่ได้โง่เหมือนแกนะ จะได้ทำพลาดได้ตลอด แล้วนี่เอาเงินที่ไหนไปซื้อเหล้ามากินอีกเนี่ย” โรจน์กระดก
เหล้าเข้าปากต่อไม่พูดอะไร “นี่แกอย่าบอกนะว่าแก” ลิ้นจี่รีบวิ่งไปดูที่กระเป๋าตัวเองในตู้ “ไอ้ผัวเฮงซวย นี่แกเอาเงินชั้นไปอีกแล้วเหรอ”
“อย่าบ่นได้มั้ย เดี๋ยวเสร็จงานนังนั่นมันก็ให้แกมาอีกไม่ใช่เหรอ รีบๆ ทำตามที่มันบอกให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”
“ทำงานน่ะมันต้องใช้เงินนะโว้ย ไหนจะค่าจ้างนังพวกนั้นอีก”
“รำคาญจริงโว้ย จะบ่นอะไรนักหนา แก่ก็แก่จะตายอยู่แล้วยังจะทำตัวน่าเกลียดขึ้นไปอีก”
ลิ้นจี่เดินเข้ามาเท้าเอวชี้หน้าโรจน์
“ปากดีจริงนะ แล้วไม่ใช่เมียแก่ๆ คนนี้เหรอ ที่ทนอยู่กับแก หนอย ดูซิ คนรอบๆ ตัวแกมีเหลือใครมั้ย โน่น หนีไปตั้งวงใหม่กับไอ้ประทีปกันหมดแล้ว”
โรจน์มีสีหน้าโกรธขึ้นทันที
“แกหุบปากไปเลยนะ ช่างหัวพวกมัน แกคอยดูนะ ชั้นจะสร้างวงขึ้นมาใหม่ แล้วไอ้พวกนั้นจะต้องกลับมาอ้อนวอนขออยู่กับชั้นเหมือนเดิม คอยดู”
ลิ้นจี่เบะปากใส่ แล้วเดินหนีหายเข้าไป ทิ้งโรจน์ให้นั่งดื่มต่อไปอยู่คนเดียว

วันต่อมาที่สถานที่ซ้อมคอนเสิร์ต ศิริพรเดินกระหนุงกระหนิงเข้ามากับเสี่ยวาทิน แก้วมองตามกำมือแน่น สีหน้าโกรธจัด ชูเกียรติเดินเข้ามายืนข้างๆ พูดขึ้นอย่างลอยๆ
“ตกกระป๋องซะแล้วสิ”
แก้วหันขวับ มาจ้องหน้าชูเกียรติ
“ไม่เกี่ยวกับพี่”
“แหม น่าสงสารนะ ใครๆ เค้าก็ไปได้ดีกันหมด แต่บางคนดูท่าจะร่วงลงๆ ซะแล้ว”
“สงสารตัวเองเหอะ ไม่มีนังเดือน เปอร์เซ็นต์ก็หายไปเยอะไม่ใช่เหรอ ต๊าย แล้วนี่จะพอจ่ายหนี้ในบ่อนเหรอ”
ชูเกียรติหุบยิ้ม หันมามองหน้าแก้ว พยายามอดกลั้นสุดฤทธิ์
“ไม่เอาน่าแก้ว เรามันก็คือๆ กันล่ะ ไก่เห็นตีนงู งูเห็น...” ชูเกียรติเหลือบตาไปมองหน้าอกแก้ว แก้วรีบเบี่ยงตัวหลบ มองค้อนขวับๆ “เมื่อไหร่จะลงมือซะทีล่ะ”
“ลงมืออะไร”
ชูเกียรติหัวเราะหึหึ หันมามองแก้วเหมือนรู้ทัน
“พี่ไม่โง่หรอกนะแก้ว ดูก็รู้ว่าเธอกับแม่นักร้องใหม่คนนั้นท่าทางจะทำอะไรกับเดือนซักอย่าง”
“อย่ามาพูดซี้ซั้วนะ” ชูเกียรติหัวเราะ
“เอาเหอะๆ เอาเป็นว่า ถ้าให้ช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน”
“จะให้นังเดือนมันกลับมาเป็นถังข้าวสารให้ได้ว่างั้น”
แก้วเบะปากมองชูเกียรติด้วยสายตาเหยียดๆ ชูเกียรติยิ้มรับไม่หยี่ระ แล้วเดินเลี่ยงไป

ส่วนที่สถานที่ถ่ายหนัง เดือนเดินเข้ามากับป้อมยกมือไหว้ผู้กำกับ ผู้กำกับรับไหว้อย่างไม่เต็มใจนักแล้วรีบเดินหนีไป เดือนเดินเข้ามายกมือไหว้ช่างแต่งหน้าช่างทำผม แต่ทุกคนดูท่าทางเมินๆ ไม่สนใจ
“นี่ มาแต่งหน้าทำผมให้เดือนหน่อยสิ” ป้อมหันไปบอกช่างแต่งหน้า แต่นางรีบทำเป็นหยิบแปรงเดินเลี่ยงไปแต่งให้นักแสดงคนอื่น “หูหนวกกันเหรอไงเนี่ย”
“ช่างเหอะพี่ป้อม เดี๋ยวเดือนแต่งเองก็ได้จ้ะ”
“งั้นเดี๋ยวพี่ทำผมให้”
เดือนถอนหายใจ หยิบเครื่องสำอางมา เริ่มลงมือแต่ง ป้อมหยิบหวีกับไดร์มาเตรียมจะช่วยเดือน คนดูแลคิวเดินผ่านมา เดือนรีบเรียกถาม
“พี่แจนคะ วันนี้เดือนมี 2 ฉากใช่มั้ยคะ”
คนดูแลคิวทำหน้าอึกอัก มองซ้ายมองขวา จำใจก้มลงทำเป็นเช็กดูในสมุด
“ของน้องเดือนวันนี้คืนคิวให้ค่ะ พอดีเราเปลี่ยนฉากที่จะถ่าย”
ป้อมโยนหวีลงบนโต๊ะ มือหนึ่งเท้าเอวอีกมือถือไดร์ชี้หน้าคนดูแลคิว
“อ้าว แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อวาน แล้วพรุ่งนี้ล่ะ”
“พรุ่งนี้ก็ไม่มี มะรืนก็ยัง แล้ววันอื่นก็ เอ่อ”
คนดูแลคิวทำไม่รู้ไม่ชี้รีบเดินหนีไป
“อ้าว จะไปไหน มาเคลียร์กันให้รู้เรื่องก่อน ตกลงมีคิววันไหนกันแน่”

ป้อมทำท่าจะโวยวาย เดือนรีบห้ามไว้
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ป้อม เดี๋ยวค่อยเช็กอีกทีก็ได้”
“เป็นบ้าอะไรกันไปหมดเนี่ย ทำแบบนี้ได้ไงกัน ไม่รู้ล่ะ เดี๋ยวพี่จะไปถามผู้กำกับให้รู้เรื่อง”
“พี่ป้อม เดี๋ยวก่อน พี่ป้อม”
ป้อมเดินกระฟัดกระฟัดกระเฟียดไปทันที เดือนรีบลุกขึ้นวิ่งตามไป

อีกด้านหนึ่งที่ร้านของรวิ ขำเอามือจับหน้าหันซ้ายหันขวา ท่าทางเคร่งเครียดเหมือนมองอะไรอยู่
“ยังไงก็ไม่คุ้น” ขำยืนเพ่งผู้หญิงสองสามคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ คนอื่นๆ ยืนอยู่รอบๆ นภากาศยืนกอดอกมองมาด้วยสายตาระแวง “ไหนบอกเป็นแดนเซอร์เก่าไง”
ลิ้นจี่แอบขมุบขมิบปากด่า ก่อนจะแกล้งทำเป็นฉอเลาะ
“แหม พวกนี้เค้ามาทีหลังตอนที่แกออกไปแล้วไงไอ้ขำ”
นภากาศเดินเข้ามา เพ่งมอง แล้วเหลือบสายตาไปมองลิ้นจี่ที่ทำหลบสายตามองไปที่อื่น
“บอกว่าเป็นแดนเซอร์เก่า ไหนลองเต้นให้ดูซิ”
ลิ้นจี่หันขวับมาหน้าเหวอ หันไปสบตากับผู้หญิง 2-3 คนนั้นที่แอบส่ายหน้า
“โอ๊ย จะอะไรกันนักกันหนา มันไม่ได้เต้นกันมาเป็นเดือนแล้วจะไปจำได้ยังไง แล้วนี่เอามาเป็นเด็กเสิร์ฟนะ ไม่ได้จะเต้นจ้ำบ๊ะยั่วแขก หรือเธอจะทำ หา นภา”
นภากาศหันขวับมาจ้องลิ้นจี่ตาเขียวปั้ด แต่ลิ้นจี่ทำไม่สนใจ เทพหันไปสะกิดรวิ
“ว่าไง คุณเจ้าของร้าน”

รวิถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดขึ้น
“ชั้นรับปากไว้แล้ว ก็คงต้องให้น้องๆ เค้าทำล่ะ แต่อย่างที่บอก ค่าจ้างไม่ได้เยอะอะไรมากมายนะ”
ลิ้นจี่ยิ้มกว้างกรีดกรายเบียดคนโน้นคนนี้เข้ามาหารวิทันที
“ต้องอย่างนี้สิพระเอกตัวจริง”
“อาทิตย์หน้าเปิดร้าน ก็เริ่มงานกันได้เลย”
ลิ้นจี่ยิ้มกว้างเดินไปทำกระซิบกระซาบส่งซิกกับผู้หญิงพวกนั้น ก่อนจะหันกลับมาบอก
“ขอบใจมากนะจ๊ะ งั้นชั้นกลับละจะพาเด็กๆ ไปขัดสีฉวีวรรณ ไปล่ะนะ”
ลิ้นจี่หันมาโบกมือให้ทุกคน แล้วปรายตามองค้อนนภากาศทีหนึ่ง ก่อนจะพาผู้หญิงพวกนั้นเดินออกออกไปเทพหันมาจับไหล่รวิ
“หวังว่าคงไม่มีปัญหาอะไรนะ”
สีหน้ารวิดูเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน

ที่สถานที่ถ่ายหนัง ผู้กำกับถอนหายใจวางบทลงบนโต๊ะ ป้อมนั่งกอดออกสีหน้าเอาเรื่อง ส่วนเดือนนั่งนิ่งไม่พูดอะไร
“พี่เองก็หนักใจอยู่เหมือนกัน”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอาตรงๆ เลยนะเดือน คุณสายสมรเธอสั่งเปลี่ยนคิวถ่ายทั้งหมด ของน้องเดือนนี่เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าจะแก้บทเสร็จน่ะ” เดือนกับป้อมทำหน้าสงสัย “เอ่อ เธอเป็นภรรยาของคุณทวีศักดิ์น่ะ”
“แล้วทำไมเค้าต้องทำแบบนั้ล่ะคะ”
ผู้กำกับ มองหน้าเดือน ตัดสินใจพูดออกมา
“มีคนไปบอกเธอว่าคุณทวีศักดิ์มาติดพันเดือนน่ะ เธอก็เลย...”
เดือนมีสีหน้าตกใจ ป้อมลุกขึ้นตบโต๊ะดังฉาด
“อะไรกัน แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ นี่”
“พี่เองก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน ยังถ่ายไปได้ไม่ถึงไหนเลย”
เดือนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปจูงมือป้อม
“ถ้าเปลี่ยนแปลงยังไงรบกวน ผู้กำกับช่วยติดต่อมาด้วยนะคะ”

เดือนยกมือไหว้ แล้วจูงมือป้อมที่ยังกระฟัดกระเฟียดอยู่เดินออกไป
ทวีศักดิ์ขับรถเข้ามาจอดแล้วดับเครื่อง
 
หยิบถุงของฝากท่าทางอารมณ์ดีกำลังจะเปิดประตูรถลงแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเดือนท่าทางจ๋อยๆ เดินออกมากับป้อมที่ท่าทางโกรธๆ อยู่ ทวีศักดิ์รีบเปิดประตูลงไปตะโกนเรียก
“เดือน เดือน จะไปไหนละนั่น ถ่ายเสร็จแล้วเหรอ” เดือนได้ยินเสียงเรียกก็ชะงักหันมามอง พอเห็นว่าเป็นทวีศักดิ์ก็ยกมือไหว้ แล้วรีบเดินไปกับป้อมอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อนสิเดือน เดือน”
เดือนเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทวีศักดิ์มองตามอย่างงุนงง

ทวีศักดิ์โยนบทลงบนโต๊ะ พร้อมกับตวาดเสียงดัง
“แล้วทำไมไม่มีใครบอกชั้น” ผู้กำกับ ฝ่ายประสานงาน ยืนก้มหน้านิ่งกันเป็นแถว “แล้วอย่างนี้ชาติไหนหนังชั้นมันจะถ่ายเสร็จ”
“อย่าใจร้อนสิคะ ชั้นให้คนจัดคิว จัดบทมาใหม่แล้วค่ะ”
สายสมรเดินเข้ามา พร้อมด้วยลูกน้อง หันไปหยิบบทจากลูกน้องส่งให้ ทวีศักดิ์รับมาอย่างไม่พอใจนัก ลองเปิดอ่านดู ก่อนจะหันไปมองสายสมรอย่างโมโห
“นี่มันบ้าอะไรกัน มีฉากทุเรศพวกนี้ในหนังผมได้ยังไง”
สายสมรลอยหน้าลอยตา ตอบอย่างไม่หยี่ระ
“ทำไมล่ะคะ หนังฝรั่งเค้าก็มีกันเยอะแยะ แล้วนี่ชั้นให้เดือนเค้าเด่นกว่าเดิมเยอะเลยนะ รับรองว่าจบเรื่องนี้ น้องเดือนของคุณดังระเบิดแน่”
ทวีศักดิ์เดินไปบีบหน้าของสายสมร
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนี้ จำไว้นะ”
“นี่คุณหลงมันมากเลยเหรอ หา”
ทวีศักดิ์ปรายตามามอง ไม่พูดอะไร แล้วเดินเลี่ยงออกไป สายสมรมองตามอย่างโกรธแค้น น้ำตาคลอเบ้า

หน้าอพาร์ทเม้นท์แก้ว ศิริพรลงรถมากับเสี่ยวาทิน เดินออเซาะจะเข้าไปข้างในสายตาเหลือบมาเห็นใครบางคนก่อน พิมุกยืนยิ้มเยาะมองมาอยู่ ศิริพรตกใจรีบแกล้งหันไปบอกเสี่ยวาทิน
“เสี่ยคะ เสี่ยเดินขึ้นไปก่อนนะคะ”
“อ้าว ทำไมล่ะหนูพร”
“หนูจะแวะซื้อเบียร์เย็นๆ ให้เสี่ยน่ะค่ะ นะคะ”
“แหม น่ารักจริงๆ”

ศิริพรมองจนเสี่ยวาทินเดินเข้าอพาร์ทเม้นท์ไปแล้วก็เดินมาหาพิมุก แล้วเชิดหน้าใส่
“แหม นักร้องค่ายนี้มันรักกันจริงๆ แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่ง..(ผัว)” พิมุกพูดไม่ออกเสียง
“อย่ามามัวพูดมาก มีอะไรก็พูดมา”
“หึ คงไม่ลืมนะสัญญาอะไรไว้กับชั้น หรือว่าอยากจะเข้าไปนอนในคุกแทน”
ศิริพรมองค้อนพิมุกจะกินเลือดกินเนื้อ แต่พยายามสะกดอารมณ์
“ชั้นให้นังลิ้นจี่เริ่มลงมือไปละ”
พิมุกมองหน้าศิริพรอย่างไม่เชื่อใจ
“นังลิ้นจี่เมียไอ้โรจน์เนี่ยนะ ให้ตายเหอะ ชั้นก็นึกว่าเธอจะมีแผนอะไร ผัวเมียโง่ๆ คู่นั้นมันจะทำอะไรได้”
ศิริพรมองพิมุกหัวจรดเท้า
“ใช้คนมันต้องใช้ให้เป็น ไม่ใช่ทำอะไรไร้สมองแบบที่เธอทำ”
“นี่เธอ”
“เอาเป็นว่าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเกินรอ รวิจะไม่อยู่ขวางหูขวางตาเธอแน่”

พิมุกเดินมาประชิดศิริพร ยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาใกล้
“ทำให้ได้เหมือนที่ปากพูดก็แล้วกัน”
ศิริพรผลักออกอย่างขยะแขยง สะบัดหน้าแล้วเดินไป เธอเชิดหน้า ชายตาไปเหลือบมองพิมุก
“เหมือนกับแก ที่จะอยู่ขวางหูขวางตาชั้นอีกไม่นาน”
ศิริพรพึมพำออกมา

วันใหม่ที่ร้านของรวิ รวิยืนอยู่บนเวที กำลังลองซ้อมเป่าแซกโซโฟนอยู่ ขำยืนถือไมค์ กระแอมทำเป็นทดลองไมค์
“สวัสดีมิตรรักแฟนเพลง ครื้นเครงกันถ้วนหน้า ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บรรยากาศแบบคันทรี่ๆ กับบทเพลงโฟล์คซองเบาๆ ที่จะมาขับขานให้ทุกท่านได้ซาบซึ้งถึงใจยันไส้ติ่ง”
ด้านล่าง นภากาศนั่งคุยกับเทพอยู่
“ยังไงชั้นก็ว่ามันแปลกอยู่ดี”
“ตั้งแต่รู้จักกัน ชั้นก็ว่ามันแปลกมาตั้งนานแล้ว”
นภากาศส่ายหน้า เอื้อมมือไปตีแขนเทพดังเพี้ยะ
“ชั้นไม่ได้หมายถึงไอ้ขำ”
“อ้าว”
“ชั้นหมายถึงโน่น”

นภากาศพยักเพยิดให้ดูผู้หญิง 2-3 คนที่ลิ้นจี่เอามาฝากกำลังช่วยกวาด ทำความสะอาดอยู่ เทพพยักหน้ารับ เห็นด้วย
“พี่ก็คิดอยู่เหมือนกัน”
“อย่างนังลิ้นจี่น่ะเหรอ ลำพังมาขอทำงานคนเดียวก็น่าคิดอยู่แล้ว นี่ยังจะพ่วงลูกน้องมาด้วย”
“หรือจะเกิดห่วงลูกน้องขึ้นมาจริงๆ”
“โอ๊ย ไม่มีทาง ตอนที่ชั้นอยู่วงเดียวกับมัน เห็นมันอมเงินเด็กตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แล้วนี่อยู่ๆ มาอะไรก็ไม่รู้”
“อืม แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่พ่อพระเอกของเรา ฮีก็ใจงามเหลือเกิน”

นภากาศกลับเทพหันไปมอง เห็นรวิยิ้มและโบกมือให้
“ชั้นว่ามันต้องมีแผนอะไรแน่เลย”
“แผนอะไรล่ะ”
“ถ้ารู้จะถามเหรอ” เทพแกล้งทำหน้าจ๋อยลงทันที “ไม่ต้องมาแอพทำหน้าแบ๊ว คิดสิคิด ว่าจะทำยังไง”
เทพถอนหายใจ มองหน้านภากาศอย่างปลงๆ
“คงทำอะไรได้ยาก เราเป็นแค่คนนอกนะ คงได้แต่ช่วยดูอยู่ห่างๆ”
นภากาศทำหน้าเซ็งๆ หันไปมองดูรวิอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาทำท่าเหมือนคิดอะไรอยู่
“เมื่อไหร่ คนดีๆ จะรู้จักทันคนบ้างนะ”
เทพยิ้มถือโอกาสเอื้อมมือไปจับมือนภากาศ
“คนดีอาจจะไม่ทันคน แต่คนดีจะมีความดีเป็นเกราะคุ้มครองนะ”
นภากาศหยุดคิดตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะรู้ตัวปรายตาลงมาที่มือของเทพที่จับมืออยู่ จนเทพต้องรีบชักมือกลับไป แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน

คืนนั้นที่บ้านเช่าของเดือน เดือนอยู่บนเตียง นอนคว่ำคุยโทรศัพท์อยู่ อีกมือก็กดรีโมททีวีไปด้วย ป้อมนั่งกอดหมอนอยู่ข้างๆ สีหน้ายังดูเซ็งๆ อยู่
“อือ ไปอยู่แล้ว เปิดร้านทั้งที ไม่ไปได้ไง อือ ว่าง ยังไม่มีคิวน่ะ” เดือนชายตาไปมองป้อมที่พอได้ยินเรื่องคิวก็ถอนหายใจออกมาอีก “สบายดีไม่มีอะไรต้องห่วงจ้ะ พี่รวิอ่ะ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ เช็กดูว่าขาดเหลืออะไรอีกหรือเปล่าจ้า งั้นไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้คุยกันต่อ บายจ้ะ”
เดือนกดวางโทรศัพท์หันมามองป้อม ทำหน้าเจื่อนๆ
“ไม่บอกรวิมันหน่อยเหรอ”
“เรื่อง...”
“อย่ามาทำแบ๊ว ก็เรื่องนังคุณนายนั่นไง”
เดือนแกล้งทำเป็นหยิบโน่นหยิบนี่เฉไฉ
“ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องบอกนี่”
“โดนมันแกล้งซะขนาดนั้นเนี่ยนะ ไม่มีอะไร”
“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก”
“แล้วถ้ารวิถามเรื่องถ่ายหนังขึ้นมาล่ะ”
เดือนแกล้งอ้าปากหาว ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว
“เดือนง่วงแล้ว มีอะไรไว้คุยกันพรุ่งนี้นะพี่ป้อม”
“เอ๊า มาง่งมาง่วงอะไรกันเดือน เฟคเห็นๆ ลุกขึ้นมาคุยกันก่อนสิเดือน”
เดือนแกล้งพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้ หลับตาลง ป้อมมองเดือนอย่างอ่อนใจ จัดแจงดึงผ้าห่ม ห่มให้เดือนดีๆ
เดือนแอบลืมตาขึ้นมา สีหน้ากังวล น้ำตาคลอเบ้า

อีกด้านหนึ่งที่อพาร์ทเม้นท์แก้ว แก้วหยิบกุญแจกำลังจะไขประตูเข้าแต่ประตูเปิดผลัวะออกมา ศิริพรกำลังออดอ้อนเดินมาส่งเสี่ยวาทิน
“อุ้ย หนูแก้ว”
แก้วมองหน้าเสี่ยวาทินสลับกับหน้าศิริพร มองออกแนวเหยียดๆ
“กลับแล้วเหรอคะเสี่ย”
“แหะๆ จ้ะ”
“จะอะไรยังไงก็แล้วแต่ เดือนนี้เสี่ยอย่าลืมจัดการในส่วนของแก้วด้วยนะคะ”
เสี่ยวาทินยิ้มแหยๆ รีบเดินกลับไป แก้วยืนจ้องหน้าศิริพรที่ทำเชิดไม่สนใจเดินหันหลังกลับเข้าห้องไป

แก้วเดินตามเข้ามาจัดแจงปิดประตู แล้วเดินมาดักหน้าศิริพร
“ตกลงเธอจะเอาไอ้แก่นี่จริงๆ ใช่มั้ย”
“ยังต้องถามอีกเหรอ”
แก้วพยายามกลั้นอารมณ์
“ก็คงไม่ต้องแล้วมั้ง แต่ยังไงชั้นก็ต้องได้ในส่วนที่ชั้นต้องได้”
“ก็เรื่องของเธอสิ”
“แล้วชั้นก็ต้องได้พี่พิมุกด้วย”
“โลภจังเลยนะ ก็เอาเหอะ ชั้นก็คิดจะช่วยเธออยู่แล้ว แต่คงต้องหลังจากที่กำจัดนังเดือนไปก่อนนะ”
แก้วโยนกระเป๋าลงไปที่โต๊ะ เดินมาจ้องหน้าศิริพร
“แล้วเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะลงมือจริงๆ จังๆ ซักที”
ศิริพรถอนหายใจ เอื้อมมือมาจับไหล่แก้ว แต่แก้วปัดมือออก
“ถ้ารอไม่ได้ก็ไปหาทางจัดการเอาเองก็แล้วกัน”
ศิริพรปรายตามองแก้วแบบไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหายเข้าห้องไป แก้วมองตามด้วยสายตาที่โกรธแค้น
สายตาแก้วมองไปเห็นกระเป๋าศิริพรที่วางอยู่ แก้วมองดูว่าศิริพรจะเดินออกมามั้ยก่อนเดินตรงไปที่กระเป๋าแล้วค่อยๆ เปิดออก สายตาก็คอยมองอย่างระแวง
ภายในกระเป๋ามีข้าวของ กระเป๋าเงิน เครื่องสำอางอยู่ในนั้น แก้วเหลือบมองดูที่ห้องอีกที ก่อนจะค่อยๆ ค้นกระเป๋า แก้วค้นจนเจอปืนที่อยู่ในกระเป๋า หยิบขึ้นมาท่าทางหวาดๆ มือสั่นๆ รีบปิดกระเป๋าศิริพรไว้เหมือนเดิม
 
ก่อนจะเดินเอาปืนไปใส่กระเป๋าตัวเอง แล้วเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
อ่านต่อหน้า 2
หางเครื่อง ตอนที่ 17 (ต่อ)
หางเครื่อง ตอนที่ 17 (ต่อ)
หางเครื่อง ตอนที่ 17 (ต่อ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...