xs
xsm
sm
md
lg

ลูกทาส ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลูกทาส ตอนที่ 8

ผ่านเวลาซักครู่ แก้ว น้ำทิพย์และ กิ่ง ก้มลงกราบพระประธานในโบสถ์

"แม่คงต้องกลับล่ะนะเจ้าแก้ว"
"อะไรกันแม่ เพิ่งคุยกันได้ไม่กี่คำเอง แม่จะกลับแล้วรึ"
"แม่มาช่วยคุณน้ำทิพย์ถวายเพล แลนี่ก็บ่ายแล้ว ถ้ายังไม่กลับ คนจะสงสัยเอา"
แก้วประจบประแจงแม่
"แต่ฉันอยากอยู่กับแม่อีกหน่อยนี่ วันที่หนีมาก็จวนตัว แทบไม่ได้ล่ำลากันเลย ต้องฝากคุณน้ำทิพย์คอยแจ้งข่าวให้"
กิ่งยิ้มแย้ม ลูบหัวแก้วด้วยความเอ็นดู
"ยังมีเวลาอีกมาก ที่เอ็งกับแม่จะได้อยู่ด้วยกัน ขอให้เอ็งได้เป็นไทแลพ้นผิดเรื่องไอ้บุญมีก่อนเถิด แต่หากตอนนี้ เอ็งถูกจับได้ เราก็คงไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วแก้วเอ๊ย"
" ตามใจป้ากิ่งเถอะจ้ะแก้ว หากฉันหาโอกาสได้ เราค่อยมาพบกันอีก"
"ขอรับคุณน้ำทิพย์ แม่ ฉันรู้นะ ว่าแม่อยากเห็นชายผ้าเหลืองของฉัน ฉันสัญญา ว่าฉันเป็นไทเมื่อใด สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือบวชให้แม่จ้ะ"
กิ่งน้ำตาคลอด้วยความปลาบปลื้ม
"ขอบใจมากลูก ขอบใจเอ็งมาก"
แก้วเข้าไปกอดแม่ด้วยความรักเต็มเปี่ยม น้ำทิพย์อดชื่นชมในความรักความกตัญญูของแก้วต่อแม่ แก้วเลื่อนสายตามมามองที่น้ำทิพย์ขณะสวมกอดแม่อยู่... ทั้งคู่ส่งยิ้มของความรักและห่วงหาให้กันอย่างไม่ปิดบัง แต่ก็ยังไม่กล้าแสดงความรักต่อกันมากมายกว่านี้

แก้วประคองกิ่งออกมาจากโบสถ์ โดยมีน้ำทิพย์เดินตามมา
"แก้วกลับไปได้แล้วล่ะจ้ะ ไม่ต้องไปส่งฉันกับป้ากิ่งดอก ถึงที่นี่จะไม่ค่อยมีคนผ่านไปมานัก แต่แก้วก็ไม่ควรประมาทนะ"
"ขอรับคุณน้ำทิพย์"
แก้วหันไปพูดและไหว้ลาแม่
"ฉันลาล่ะจ้ะ"
"ไปเถอะ คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองนะลูก"
น้ำทิพย์ประคองกิ่งเดินเลี่ยงไป แก้วมองตามจนสุดตา ก่อนจะหันกลับไปสวมงอบปิดบังหน้าตา เพื่อจะเดินไปอีกทาง แต่ทันใดนั้น แก้วก็ต้องชะงัก เมื่อพระนิติธรรมลือชาเดินออกมาหา
แก้วดีใจมาก
"คุณพระ มาที่นี่ได้ยังไงกันขอรับ"
คุณพระสายตาเย็นชา
"จะยากอะไร ถ้าแกยังไปมาหาสู่คุณน้ำทิพย์อยู่ ฉันก็แค่สะกดรอยตามคุณน้ำทิพย์ ยังไงเสียก็ต้องได้เจอแก ฉันเคยคิดว่าแกฉลาด น่าจะซ่อนตัวได้มิดชิด แต่แกก็ตัดคุณน้ำทิพย์ไม่ขาด"
แก้วดูจ๋อยๆไป
"ดีที่ท่านเจ้าคุณไชยากรคิดไม่ถึงข้อนี้ ไม่เช่นนั้น แกคงไม่รอดแล้ว"
สีหน้าแววตาคุณพระดูแข็งกร้าว เคืองๆ แก้วเห็นสีหน้าแววตา ตลอดจนคำพูด ก็ชักรู้สึกเอะใจว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ จากที่ดีใจก็เริ่มเปลี่ยนเป็นหวั่นใจแทน

ผ่านเวลาเล็กน้อย ภายในมุมสงบร่มรื่นในวัด แก้วก้มลงกราบเท้าคุณพระ ด้วยความเสียใจ สำนึกผิดสุดๆ ในขณะที่พระนิติธรรมมีสีหน้าเย็นชา ยังโกรธเคืองอยู่
"กระผมต้องกราบขอโทษคุณพระด้วยขอรับ ที่ทำให้คุณพระต้องเสียใจ แต่กระผมไม่เคยคิดจะหลอกลวงคุณพระเลยนะขอรับ"
"แกกับคุณน้ำทิพย์มีใจให้กัน แต่กลับไม่บอกฉัน นี่รึไม่หลอกลวง"
"ฟังกระผมก่อนขอรับคุณพระ เรื่องความรัก กระผมยอมรับว่า กระผมมีใจให้คุณน้ำทิพย์มานานแล้ว แต่ก็เพียงเก็บไว้ในหัวใจเท่านั้น ไม่กล้าแสดงให้ผู้ใดรู้ เพราะไอ้แก้วเจียมตัว ว่าเป็นแต่เพียงทาสชั้นต่ำ ต่อเมื่อถึงเวลาเป็นตาย จึงได้กล้าบอกออกไป เพราะไม่อยากให้ติดค้างในใจเท่านั้นขอรับ"
"แต่คุณน้ำทิพย์ก็รับรักเอ็งไม่ใช่รึ"
"นั่นเป็นข้อที่กระผม คิดไม่ถึงเหมือนกันขอรับ หากกระผมรู้ กระผมคงกราบเรียนคุณพระแต่ต้น นับแต่วันที่คุณพระบอกกระผมว่ามีใจให้คุณน้ำทิพย์แล้ว แต่นี่เพราะไม่รู้ กระผมจึงคิดจะเป็นพ่อสื่อให้คุณพระกับคุณน้ำทิพย์เสียด้วยซ้ำ ด้วยสำนึกว่าไม่คู่ควร แลอยากให้คุณน้ำทิพย์ได้คู่ครองที่ดีอย่างคุณพระขอรับ"
คุณพระอึ้งไป เพราะแก้วเคยเป็นพ่อสื่อให้ตนจริง จนต้องโทษถูกโบยสาหัส
"นี่ฉันยังจะเชื่อแกได้อยู่อีกรึไอ้แก้ว"
แก้วพนมมือ
"ที่นี่เป็นวัด ไอ้แก้วไม่กล้าปดในวัดดอกขอรับ แลคุณพระก็รู้จักกระผมอย่างถ่องแท้ ไอ้แก้วเป็นคนฉ้อฉลโป้ปดเพื่อเอาตัวรอดหรือไม่ คุณพระย่อมทราบดีไม่ใช่หรือขอรับ"
แก้วพูดอย่างนี้ก็เถียงไม่ออกเหมือนกัน และถึงยังไงก็ยังเอ็นดูแก้วอยู่
"เอาเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว"
"ขอบพระคุณขอรับคุณพระที่ยังเมตตาไอ้แก้ว"
คุณพระสีหน้าหนักใจขึ้นมา
"แต่ยังมีอีกคนที่ผิดหวังกับเรื่องราวคราวนี้ไม่น้อยไปกว่าฉัน"
แก้วสงสัย
"ใครกันขอรับ"
"ผู้ที่แอบมีใจให้แก้วมานานโดยที่แก้วไม่รู้ หรืออาจรู้ แต่ไม่กล้าคิดอาจเอื้อมเช่นกัน"
แก้วใช้ความคิด
"กระผมนึกไม่ออกจริงๆขอรับ"
"น่าสงสารน้องแดงนักไม่ได้อยู่ทั้งในสายตาและในหัวใจแก้วเลย แม้แต่น้อย"
แก้วอึ้งสนิท ไม่ทันได้คิดถึงเลย พึมพำออกมา
"คุณแดง"

แก้วหน้าขรึมลงอย่างไม่สบายใจมาก

เวลาเย็น เรือนแพพระนิติธรรมลือชา คุณกัลยาน้ำตาคลอเบ้าคุยกับแก้ว

"แก้วไม่ต้องขอโทษฉันดอก แก้วเพียงแต่ไม่ได้มีใจให้กับฉัน ไม่ได้ทำผิดอะไรไม่ใช่รึ"
แก้วหน้าเสีย
"แต่กระผมทำให้คุณแดงต้องเสียใจนะขอรับ"
"เรื่องเช่นนี้ ใช่ทุกคนจะสมหวังเสียเมื่อไหร่ล่ะแก้ว มีฉันคนเดียวที่เสียใจก็พอแล้ว เพียงแต่ ฉันอยากจะรู้ ข้อหนึ่งเท่านั้น"
"อะไรหรือขอรับ"
"ถ้าไม่มีคุณน้ำทิพย์ แก้ว... แก้วจะคิดกับฉันเช่นไร"
แก้วอึ้งอยู่ครู่นึง
"คุณแดงเป็นน้องสาวของคุณพระ คนที่กระผมเคารพรักมากที่สุดในชีวิต แลความเคารพรักนั้น ก็ได้ส่ง มาถึงคุณแดงด้วย ทำให้ถึงจะมีหรือไม่มีคุณน้ำทิพย์ กระผมก็ยังเคารพรักคุณแดงเช่นเดิมขอรับ"
"พอแล้วแก้ว ฉันต้องการรู้เพียงแค่นี้ แก้วกลับไปเถิด"
แก้วหน้าสลดลง ก่อนจะเดินออกจากเลี่ยงไป คุณกัลยาได้แต่มองตามแก้วไป ด้วยความเศร้าเสียใจ เพราะถึงยังไง ตนก็คงไม่มีทางได้หัวใจแก้วมาแน่นอนแล้ว เธอน้ำตาไหลซึมออกมา รู้ดีว่าต้องตัดใจให้ได้

แก้วเดินซึมๆกลับมาที่หน้าโรงงานธูปตอนหัวค่ำ ในใจก็คิดไม่สบายใจ ไม่อยากให้ผู้ที่มีบุญคุณกับเขาต้องเสียใจแบบนี้เลย แต่ก็ไม่มีทางเลือก
ขณะนั้นเอง แก้วก็เห็นอาเขยตุ๊กตาดึงมือตุ๊กตาออกมาจากในโรงงานธูป
"ไป กลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้ แล้วต่อไปก็ไม่ต้องมาฟั่นธูปอีกแล้ว มาแล้วก็ไม่ยอมกลับ ไม่ให้มาแล้วโว้ย"
"อย่าอา ฉันไม่กลับ ฉันกลัวแล้ว"
อาเขยจะลากตุ๊กตาไป แต่แก้วเข้าไปขวางหน้าก่อน
"พี่รอด"
อาเขยตะคอก
"กล้าดียังไงมาขวางทางข้า ไม่อยากกระดูกออกนอกเนื้อก็ไสหัวไปซะ"
แก้วถอนใจ
"ใจจริง กระผมก็ไม่อยากข้องเกี่ยวเลย แต่หากยอมให้พาตุ๊กตาไป แล้วเกิดอะไรขึ้น ก็จะเป็นบาปติดตัวกระผมที่เห็นแล้วไม่ยื่นมือช่วย ปล่อยตุ๊กตาเถิดขอรับ"
"มึงกล้าขวางกูรึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน"
อาเขยฉุกคิด เมื่อหันมามองตุ๊กตาด้วยความหึงหวง
"อ๋อ มิน่าเล่า เพราะไอ้หนุ่มนี่เอง เอ็งถึงกล้าขัดใจข้า"
อาเขยเหวี่ยงตุ๊กตาออกไป แล้วชกหน้าแก้วทันที แก้วหลบได้ ก่อนจะเตะสวนเข้าไปเต็มๆจนอาเขยผงะ
และแค้นมาก เลยพุ่งเข้าชกต่อยแก้วอย่างบ้าคลั่ง ทั้งคู่สู้กันอย่างสูสี ผลัดกันโดนเตะต่อย กันไปไม่น้อยจนแก้วปากแตก แต่แก้วหนุ่มแน่นกว่า พอได้จังหวะ ก็จับข้อมืออาเขยบิดจนร้องลั่น
"ทีหน้าทีหลัง อย่าได้คิดกระทำบัดสีกับตุ๊กตาอีก หาไม่แล้ว ฉันจะแจ้งนครบาลให้มาจับเข้าคุก แม้ไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ แต่ก็เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ยังคิดชั่วได้ อัปรีย์นัก"
แก้วผลักอาเขยออกไป อาเขยเจ็บแขน ส่งสายตาอาฆาต ก่อนจะรีบหนีไป แก้วส่ายหน้า ระอากับคนแบบนี้จริงๆ ตุ๊กตาร้องไห้โฮวิ่งมาสวมกอดแก้วเอาไว้ ตัวสั่นด้วยความกลัว
"ขอบคุณมากค่ะพี่รอด"
แก้วลูบหัวเด็กสาวเบาๆ ด้วยความสงสาร สีหน้าใช้ความคิดหาทางช่วยเหลือตุ๊กตาให้รอดพ้นเงื้อมือคนใจบาปให้ได้

หัวค่ำต่อเนื่อง แก้วพาตุ๊กตามาคุยกับน้อมที่หน้าเรือน
"ไม่ต้องกลัวนังตุ๊กตา แกมาอยู่ที่เรือนข้า ดูซิ ว่ามันยังจะกล้าบุกมาเอาตัวแกไปอีกหรือไม่ รู้จักคุณนายน้อมน้อยไปเสียแล้ว"
ตุ๊กตายกมือไหว้
"ขอบพระคุณมากค่ะคุณนาย ตุ๊กตาจะไม่ลืมพระคุณครั้งนี้เลยค่ะ"
"ไม่ต้องขอบอกขอบใจฉันดอก แกเป็นคนงานของฉัน มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ฉันก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว ไปอยู่ที่เรือนด้านหลังก็แล้วกัน มีบ่าวไพร่อยู่กันหลายคน จะได้ช่วยกันดูแลด้วย"
"ค่ะคุณนายน้อม"
ตุ๊กตาเดินเลี่ยงไป แก้วยิ้มแย้ม
"คุณนายใจดีเหลือเกินขอรับ ขอให้ผลบุญส่งให้คุณนายร่ำรวยอย่างนี้ทุกชาติๆไปนะขอรับ"
น้อมเขิน ส่งสายตากรุ้มกริ่มให้แก้ว
"ปากหวานจริงนะพ่อรอด แล้วนี่มีงานการต้องทำอีกหรือไม่เล่า"
"ไม่มีแล้วขอรับ คุณนายมีอะไรจะใช้กระผมหรือขอรับ"
น้อมยิ้มเขินๆ ดีใจที่จะได้หาเรื่องอยู่กับแก้ว แก้วมีสีหน้างงปนสงสัย

ผ่านเวลาเล็กน้อย บริเวณโถงเรือนน้อม เธอนอนให้แก้วนวดขาอย่างมีความสุข ยิ่งนวด น้อมก็ยิ่งเคลิ้ม
ในขณะที่แก้ว ชักรู้สึกทะแม่งๆ หน้าตาเหยเกไปนวดไป
"อือ นวดเก่งจังเลยจ้ะพ่อรอด ตรงนั้นแหละ แรงอีกหน่อย นั่นแหละจ้ะ แรงอีกนิด อีกนิด โอ๊ย น้ำหนักมือถูกใจฉันจริงๆ"
บ่าวไพร่น้อมเดินผ่านมา เห็นแก้วนวดขาให้น้อม จนน้อมยิ้มเคลิ้ม ก็เหล่มองอย่างสนอกสนใจ แก้วอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี อยากจะเผ่นเต็มทนแล้ว
"พ่อรอด พ่อเคยฟังเรื่องพระอภัยมณีหรือไม่"
"เคยอ่านขอรับ"
น้อมแปลกใจแต่ก็ยิ้มชื่นชม
"จรึงรึ หายากนะ ที่บ่าวไพร่จะอ่านหนังสือออก"
แก้วยิ้มแย้ม เล่าด้วยความภูมิใจ
"กระผมชอบอ่านหนังสือทุกชนิดขอรับ พระอภัยมณีก็เคยอ่านหลายรอบแล้ว แต่เรื่องจีน ไม่ค่อยได้อ่าน นอกจากเรื่องไซ่ฮั่นกับสามก๊กแล้ว ก็หาได้เคยอ่านเรื่องใดอีกเลยขอรับ"
"ถ้าเคยอ่านพระอภัยมณีมาหลายรอบแล้ว ก็ต้องจำตอนพระอภัยเป่าปี่เกี้ยวนางละเวงได้น่ะสิ"
น้อมแกล้งท่องกลอนแฝงความหมาย พร้อมกับมองแก้วด้วยสายตากรุ้มกริ่ม โลมเลีย
"ต้อยตะริดติดตี่เจ้าพี่เอ๋ย จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย แม้เด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเชย ฉุยฉายชื่นรื่นรวยระทวยทด จะกล่อมกอดกว่าจะหลับกับเขนย..."
น้อมยิ่งท่องกลอน แก้วก็ยิ่งกลัว เพราะกลอนแฝงความหมายให้แก้วหยุดเร่ร่อนให้น้อมดูแลชัดๆ แก้วกลัวหนักจนเผลอบีบขาน้อมแรงเกินไป
"โอ๊ยๆๆ เจ็บๆ พ่อรอด"
แก้วตกใจ รีบยกมือไหว้
"ขอประทานโทษขอรับ กระผมไม่ทันระวัง ทำให้คุณนายต้องเจ็บ"
น้อมหน้าเหยเก แล้วออดอ้อน
"ไม่เป็นไรดอกจ้ะ พ่อรอดไม่ต้องนวดแล้ว พ่อรอดจ๋า ฉันใจคอไม่ค่อยดีเลย พ่อกระเถิบเข้ามาใกล้ๆฉันหน่อยสิจ๊ะ"
แก้วสะดุ้งเฮือก รีบแกล้งปวดหัวเอาตัวรอด
"โอ๊ยๆๆ"
น้อมตกใจ
"เป็นอะไรหรือจ๊ะพ่อรอด"
แก้วแกล้งปวดหัวจะเป็นจะตาย
"ปวดหัวขอรับ ปวดมาก สงสัยจะเป็นไข้ กระผมขอไปนอนพักก่อนนะขอรับ"
แก้วยกมือไหว้แล้วรีบเผ่นทันที ไม่ให้โอกาสน้อมตั้งตัวแม้แต่น้อย
"พ่อรอดๆ เดี๋ยว พ่อรอด โง่ โง่จริงๆ ไม่เคยเห็นใครโง่อย่างนี้มาก่อนเลย" น้อมพูดพลางตบเข่าด้วยความเจ็บใจ

น้อมกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจปนเสียดาย

เวลากลางคืน บรรยากาศในโรงฝิ่น มีชาวบ้านมาสูบฝิ่นมากมาย โรงฝิ่นจะกั้นห้องเล็กๆหลายๆห้อง

ให้คนที่สูบฝิ่นเข้าไปใช้ โดยในห้องมีอุปกรณ์สูบฝิ่นอยู่ พอสูบเสร็จ ก็จะออกไปให้คนอื่นเข้าไปสูบต่อ ขณะที่พวกขี้ยากำลังเคลิ้ม มาโนชก็พาตำรวจเข้าบุกจับทันที พวกขี้ยาพากันตกอกตกใจ ไม่คิดว่าจะเจอตำรวจบุกจับแบบนี้
"เอาพวกมันไปให้หมด อย่าเว้นแม้แต่คนเดียว" มาโนชตะโกนสั่ง
เจ้าของโรงฝิ่นตกใจ รีบเข้ามาหามาโนช พูดด้วยสำเนียงจีน
"นี่มันอะไรกัน มาจับลูกค้าอั๊วทำไม"
"สายของฉันแจ้งมาว่า โรงฝิ่นของเอ็งให้ที่ซ่อนพวกโจรปล้นฆ่าจากเขาแหลม ฉันเลยต้องจับตัวไปไต่สวนให้หมด ว่าเป็นจริงตามที่แจ้งมาหรือไม่"
"ไม่จริง ลูกค้าของอั๊วเป็นคนละแวกนี้ทั้งนั้น คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่"
มาโนชตะคอก ข่มขู่
"ถึงคุ้นก็ต้องจับ ถ้าใครขัดขืนล่ะก็ ฉันจะถือว่าเป็นพวกโจรทั้งสิ้น"
พวกชาวบ้านกลัวกันลนลาน ยอมให้ตำรวจควบคุมตัวไปแต่โดยดี โดยเจ้าของโรงฝิ่นทำหน้าเหมือนอยากตาย โดนแบบนี้แล้วต่อไปใครจะเข้าโรงฝิ่นอีก

ผ่านเวลาซักพัก ในบริเวณตึกแถวเล็กๆ เฉียวหูยื่นถุงใส่เงินให้มาโนชรับไปเปิดถุงตรวจนับเงิน โดยมีเค้งยืนอยู่ใกล้ๆ
"ทำไมคราวนี้มากนักล่ะ"
"ได้ยินมาว่าลื้อจะหมั้น อั๊วเลยให้เป็นของขวัญ" เฉียวหูว่า
มาโนชยิ้มพอใจ
"รู้ธรรมเนียมอย่างนี้ก็ดี แต่เอ็งนี่มันร้ายจริงๆ โรงฝิ่นไหนที่ใช้กำลังยึดได้ก็ยึด ที่ยึดไม่ได้ก็รังควาญ อย่างนี้จะไม่ร่ำรวยไหวรึ"
เฉียวหูยิ้มเจ้าเล่ห์
"ถ้าไม่มีลื้อคอยช่วย อั๊วก็คงทำไม่ได้"
มาโนชผยอง
"รู้ก็ดีแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เอ็งต้องจำไว้"
"อะไร"
มาโนชชี้หน้าเฉียวหู
"อย่าใช้คำว่าอั๊ว ลื้อ กับข้า ต้องเรียกข้าว่า คุณมาโนช เท่านั้น ไม่อย่างนั้น ข้าจะไม่ช่วยเอ็งแบบนี้อีก"
มาโนชเดินออกจากตึกแถวไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง เค้งไม่พอใจ จะตามไปเอาเรื่อง แต่เฉียวหูยื่นมือมาขวางไว้
"ไม่ต้อง มันยังมีประโยชน์อีกมาก ปล่อยมัน ก่อน... แล้วเรื่องทาสเป็นยังไงบ้าง"
"อีกไม่เกินเจ็ดวัน พวกทาสจะมาถึง" เค้งบอก
เฉียวหูยิ้มเจ้าเล่ห์ หัวเราะชอบใจ
"ดี ยิ่งใกล้จะเลิกทาส ราคาทาสก็ยิ่งสูง ไม่ค้ากำไรตอนนี้ แล้วจะรอถึงเมื่อไหร่"

ผ่านเวลา 3-4 วัน บริเวณหน้าเรือนพระยาไชยากรในตอนเช้า บ่าวไพร่ขึ้นลงเรือนกันอย่างรีบร้อน บนเรือน เจ้าคุณกำลังสั่งงานทาสหญิงบนเรือนเพื่อจัดเตรียมงานหมั้น แต่งานจัดอย่างเร่งรีบ ทุกคนเลยวิ่งวุ่นวายไปหมด
"เร็วๆเข้าสิโว้ย ไอ้พวกสันหลังยาว ถ้างานหมั้นลูกข้าล้มขึ้นมา ข้าจะเฆี่ยนให้หลังขาดทั้งเรือนเลย " พระยาไชยากรตวาดสั่ง
ได้ยินดังนั้น พวกทาสยิ่งกลัวหนัก วิ่งวุ่นกันไปหมด อ้อนเดินออกมาหาพระยาไชยากร
"อ้าว นมอ้อน ลูกน้ำทิพย์แต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จแล้วรึ"
นมอ้อนหน้าบึ้งตึง
"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ ของคาวหวานสำหรับเลี้ยงแขกเหรื่อ อิชั้นก็ไปคุมมาจนเสร็จหมดแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ"
เจ้าคุณโล่งอก
"ดีที่ได้นมอ้อนช่วย ท่านเจ้าคุณพ่อของพ่อมาโนชมาเมื่อใด ก็จะได้หมั้นกันเสียที"
"เกิดมา อิชั้นก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นนี่ล่ะเจ้าค่ะ ฤกษ์ผานาทีไม่ต้องดู งานหมั้นอะไรแบบนี้"
"นมก็รู้ไม่ใช่รึ ว่าเหตุใดฉันต้องรีบหมั้น หากรอฤกษ์ก็อีกหลายปี ป่านนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้"
อ้อนประชด
"เจ้าค่า รู้ดีเลยเจ้าค่ะ แล้วท่านเจ้าคุณล่ะเจ้าคะ รู้หรือไม่ว่าได้ทำร้ายทำลายอะไรลูกสาวตัวเองลงไปบ้าง"
อ้อนสะบัดหน้าแล้วเดินหนีไปทางอื่น พระยาไชยากรเจ็บใจ แต่ทิฐิตัวเองมีมากกว่าและโลภสมบัติของมาโนชด้วย เลยไม่ยอมล้มเลิกเด็ดขาด

พระนิติธรรมลือชายืนมองไปที่เรือนของพระยาไชยากร วันนี้เป็นวันหมั้นของน้ำทิพย์ เขาอดใจหายไม่ได้ คุณพระถอนใจหนักๆ น้องสาวเดินออกมาหาทางด้านหลัง
"เสียดายหรือคะคุณพี่"
"เค้าไม่รักเรา จะเสียดายไปทำไม แต่ถ้าใจหาย พี่ก็ยอมรับ เพราะพี่ยังมองไม่เห็นเลยว่า คุณน้ำทิพย์จะมีความสุขไปได้จากการหมั้นครั้งนี้ เพราะต่อให้ภายหน้าไม่ได้ตกแต่งกัน คุณน้ำทิพย์ก็ต้องกลายเป็นหม้ายขันหมาก ไม่พ้นขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี"
คุณกัลยาหน้าเศร้าลง
"แต่คุณน้ำทิพย์เธออาจจะดีใจก็ได้นะคะ เพราะอย่างน้อยก็เป็นการเสียสละ เพื่อชายอันเป็นที่รักของเธอ"
เธอไอโขลก คุณพระสงสารน้อง
"ไปพักผ่อนเถอะน้องแดง อย่าคิดเรื่องนี้อีกเลย เดี๋ยวอาการจะทรุดลงไปอีก"
คุณแดงยิ้มบางๆ
"แล้วคุณพี่ล่ะคะ ทำใจให้ไม่คิดได้หรือไม่"
พระนิติธรรมอึ้งไปครู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ
"ดีใจหรือไม่ ที่ซักตุลากรอย่างพี่จนมุมเสียแล้ว"
เธอยิ้มขำๆ ก่อนจะหน้าเศร้าลงเมื่อคิดถึงแก้ว
"ไม่รู้ว่าแก้วจะรู้สึกยังไงบ้างนะคะ"
พระนิติธรรมลือชาถอนใจออกมาก่อนจะโอบบ่าน้องสาวพาเดินคุยกลับไปที่เรือน

แก้วกำลังฟั่นธูปแบบใจลอย คิดถึงแต่เรื่องหมั้น จนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในขณะที่ตุ๊กตา และคนงานอื่นๆ ทำงานตามปกติ ตุ๊กตาเหลือบไปเห็นท่าทางแก้ว แปลกใจ
"พี่รอด พี่รอดจ๊ะ"
แก้วเงียบ ไม่ได้ยินแม้แต่น้อย ตุ๊กตาแปลกใจ เขย่าตัวแก้ว
"พี่รอด เป็นอะไรไปจ๊ะ"
แก้วเพิ่งรู้สึกตัว
"มีอะไรรึตุ๊กตา"
ตุ๊กตายิ้มขำๆ
"ฉันควรต้องถามพี่มากกว่า พี่คิดอะไรอยู่หรือจ๊ะ ฉันไม่เคยเห็นพี่เหม่อลอยอย่างนี้เลย"
แก้วปั้นยิ้มให้

"ไม่มีอะไรหรอก ทำงานต่อเถอะ"

บนเรือนพระยาไชยากร มาโนชกำลังสวมแหวนหมั้นให้น้ำทิพย์
 
โดยมีเจ้าคุณและพ่อของมาโนช - พระยานคราเขตต์บุรี และแขกเหรื่อที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกไม่กี่คน เป็นงานเล็กๆเพราะจัดอย่างเร่งรีบ หนึ่งในนั้นมีเจ้านายของพระนิติธรรมด้วย)
อ้อน และบรรดาทาสคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ อ้อนมองน้ำทิพย์ด้วยความสงสารจับใจ
หลังสวมแหวนหมั้นเสร็จ น้ำทิพย์ไหว้มาโนชด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แต่มาโนชรับไหว้อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
พระยาไชยากรดีใจมาก
"ในที่สุด เราก็ได้เป็นทองแผ่นเดียวกันจนได้นะขอรับเจ้าคุณนครา ฉันเองก็ตั้งตารอวันนี้มานานแล้ว นี่ก็เหลืออย่างเดียว ว่าถ้าพ่อมาโนชได้เป็นหลวงเมื่อใด ฉันก็จะได้มีหลานอุ้มเสียที"
เจ้าคุณทั้งสองต่างหัวเราะชอบใจขึ้นพร้อมกัน อ้อนเบะปากหมั่นไส้สุดๆ
"พ่อมาโนช ต่อไปอาต้องฝากน้องด้วยนะ"
"คุณอาอย่าห่วงเลยขอรับ กระผมรักน้องน้ำทิพย์มานานแล้ว ไม่ว่าน้องน้ำทิพย์เคยทำผิดอะไร กระผมก็พร้อมจะอภัยให้ขอรับ"
น้ำทิพย์ปั้นยิ้ม
"ฉันก็พร้อมจะอภัย ที่พี่มาโนชชอบเรียกทาสสาวๆมาบำเรอแลชอบสำมะเลเทเมาเหมือนกันค่ะ"
มาโนชชักสีหน้าไม่พอใจทันที พ่อมาโนชรีบหัวเราะกลบเกลื่อน
"มันต้องอย่างนี้สิ เป็นคู่หมั้นคู่หมายกันแล้ว หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องอภัยให้กัน มันถึงจะอยู่กันยืด"
เจ้าคุณแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
"จริงขอรับเจ้าคุณ เจ้าคุณพูดถูกขอรับ"
พระยาไชยากรหัวเราะเสร็จ ก็หันไปจ้องหน้าลูกสาวด้วยสีหน้าแววตาดุ ไม่พอใจ น้ำทิพย์หน้าเจื่อนๆลง

เวลาบ่าย ภายในห้องนอนน้ำทิพย์ อ้อนกำลังช่วยน้ำทิพย์ถอดเครื่องประดับออก น้ำทิพย์นั่งนิ่ง หน้าเศร้าที่ต้องหมั้นกับมาโนชจนได้
"ฉันตั้งใจ จะให้งานหมั้นผ่านไปโดยดีแท้ๆ แต่ก็ทนไม่ไหว ต้องต่อปากต่อคำกับพี่มาโนชจนได้"
"อุ๊ย เพียงแค่นี้ ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ ถ้าเป็นนมล่ะก็..."
นมอ้อนพูดไม่ทันจบ มาโนชก็ผลักประตูเปิดเข้ามา
"มากไปแล้วกระมังเจ้าคะคุณมาโนช นี่เป็นห้องนอนคุณน้ำทิพย์นะเจ้าคะ ถือดียังไง เปิดเข้ามาโดยอำเภอใจเช่นนี้" อ้อนบอกด้วยความโมโห
มาโนชตะคอกสวน
"ก็ถือดีที่เป็นคู่หมั้นหมายน่ะสิ นมต่างหาก เกี่ยวข้องอะไรด้วย อย่าจุ้นจ้านให้มากนักเลย"
อ้อนตกใจ ไม่คิดว่าจะโดนมาโนชถอนหงอกเอาเช่นนี้
"แค่คู่หมั้นหมายเท่านั้น ยังไม่ได้แต่งงาน หากพี่มาโนชอยากสำแดงอำนาจบาตรใหญ่ ก็รอได้ยศหลวงแล้ว แต่งงานกับฉันก่อนเถอะค่ะ"
มาโนชยิ้มเยาะ
"หากเป็นพี่ ต้องรอเป็นหลวงก่อน แต่ถ้าเป็นไอ้ลูกทาสนั่นไม่ต้องมียศอะไร น้องก็พร้อมจะลดตัวลงไปหามันถึงเรือนขังทาสใช่หรือไม่"
น้ำทิพย์โกรธสุดๆ ตบหน้ามาโนช แต่เขาว้าข้อมือไว้ได้ทันไม่ยอมให้ตบ
"ที่พี่มาหาน้อง ก็เพื่อจะมาย้ำ ว่าเราเป็นคู่หมั้นหมายกันแล้ว น้องอย่าได้บังอาจต่อปากต่อคำกับพี่อย่างเมื่อครู่อีก แลจำให้ขึ้นใจด้วย ว่าคุณน้ำทิพย์ไม่ใช่ดอกฟ้าเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่เป็นหญิงมีตำหนิ ที่พี่ต้องช่วยกู้ศักดิ์ศรีให้ด้วยการหมั้นต่างหาก สำนึกบุญคุณไว้ด้วย"
น้ำทิพย์จ้องหน้ามาโนชกลับ ขบกรามแน่นด้วยความแค้นสุดๆ จนน้ำตาท่วมตา มาโนชยิ้มเยาะสะใจ ก่อนจะปล่อยมือน้ำทิพย์ แล้วออกจากห้องไป
อ้อนแค้นสุดๆ
"ไม่ทันไรก็ข่มเหงกันแล้ว นมจะไปฟ้องท่านเจ้าคุณ"
น้ำทิพย์พยายามข่มอารมณ์เต็มที่ พูดทั้งน้ำตาท่วมตา
"อย่าเลยจ้ะนม พี่มาโนชพูดถูก ที่คุณพ่อจัดงานหมั้นให้ฉัน ก็เพื่อศักดิ์ศรีของท่านเอง คุณพ่อ
ไม่มีทางเห็นลูกใฝ่ต่ำอย่างฉัน ดีไปกว่าคนที่มากอบกู้ศักดิ์ศรีของท่านดอกจ้ะ"
นมอ้อนได้แต่มองน้ำทิพย์ด้วยความสงสารจนต้องสวมกอดน้ำทิพย์เอาไว้ เธอน้ำตาไหลแต่สีหน้าเด็ดเดี่ยวพร้อมเผชิญปัญหา

พระยาไชยากรเดินมาส่งเจ้านายของพระนิติธรรมลือชา
"กระผมต้องขอบพระคุณท่านเจ้าคุณมากนะขอรับ ที่เมตตามางานหมั้นของลูกสาวกระผม"
ข้าราชการ 1บอก
"ท่านเจ้าคุณให้เกียรติไปเชิญฉันด้วยตัวเอง ฉันจะไม่มาได้อย่างไรเล่า"
พระยาไชยากรยิ้มแย้มพอใจ
"นี่ขนาดเรือนท่านเจ้าคุณ อยู่ไกลจากเรือนของกระผมมากโขอยู่ ท่านเจ้าคุณยังอุตส่าห์มา แต่คนที่อยู่ห่าง กันแค่คลองกั้น กลับไม่ยอมมา คิดแล้วก็น่าน้อยใจนะขอรับ"
ข้าราชการ 1บอก
"ท่านเจ้าคุณอย่าถือโทษคุณพระนิติธรรมเลย เรื่องที่คุณพระมีใจให้คุณน้ำทิพย์ เป็นเรื่องเปิดเผยรู้กันทั่ว จู่ๆคุณน้ำทิพย์ มาหมั้นกะทันหันเช่นนี้ ก็คงยากจะทำใจ"
เจ้าคุณใส่ไฟหาเรื่องเต็มที่
"ท่านเจ้าคุณเมตตาผู้ใต้บังคับบัญชากระมังขอรับ แต่สำหรับกระผมแล้ว เห็นว่าคุณพระนิติธรรม คงจะผูกใจเจ็บมากกว่า จึงไม่ยอมมา นี่ดีนะขอรับ ที่กระผมไม่มีราชการต้องเกี่ยวข้องกับคุณพระผู้นี้ ไม่เช่นนั้น คงถูกกลั่นแกล้งเอาได้"
ข้าราชการ 1 ตกใจ รีบแก้ตัวแทน
"โอ๊ย คุณพระไม่ใช่คนเช่นนั้นดอก ท่านเจ้าคุณ อย่ากังวลเลย แลอีกไม่นาน คุณพระนิติธรรมก็ต้องขึ้นมาแทนฉันแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องมีข้อราชการเกี่ยวข้องกันอยู่ดี ถึงเวลานั้น ท่านเจ้าคุณก็จะรู้เองว่าคุณพระท่านเป็นทองแท้เชียวนะ"
เจ้าคุณตกใจมาก นึกไม่ถึง
"ขึ้นมาแทนท่านเจ้าคุณ ก็ต้องเป็นพระยาน่ะซีขอรับ"
"ก็ใช่น่ะสิ ฉันน่ะไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว แลกฎบัตรกฎหมายใหม่ๆ ก็ไม่ถนัดคุ้นเคย คงรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้อีกปีสองปีเท่านั้นแหละ"
" แต่ยังมีข้าราชการอีกมาก เหตุใดพระนิติธรรมถึงจะได้เป็นพระยาเร็วนักล่ะขอรับ ถ้าอีกซักสิบปี กระผมจะไม่แปลกใจเลย"
"คุณพระท่านมีความรู้มาก ซ้ำยังมีสายตายาวไกล เหมาะสมกับบ้านเมืองในเวลาเช่นนี้ จึงก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่น ฉันยังเสียดายอยู่เลย ที่คุณน้ำทิพย์หมั้นหมายไปแล้ว เพราะหากได้ตกแต่งกับพระนิติธรรม คงต้องได้เป็นคุณหญิงที่สาวที่สุดเป็นแน่"
พระยาไชยากรอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าพระนิติธรรมกำลังจะไล่ตามตนมาเร็วขนาดนี้ ยิ่งคิดยิ่งเสียดาย

น้ำทิพย์ เพราะมาโนชมีแต่เงินเท่านั้น แต่อย่างอื่นคงเทียบพระนิติธรรมไม่ติด
 
อ่านต่อหน้า 2

ลูกทาส ตอนที่ 8 (ต่อ)

เวลาเย็น คอกเดินแบกจอบ อารมณ์ดี กลับมากระท่อมในป่าช้า หลังจากออกไปรับจ้างทำงานมา

"นังเจิม ข้ากลับมาแล้ว"
คอกเดินไปใช้กะลาตักน้ำมาล้างหน้า แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบจากบุญเจิม จึงลองเรียกดูอีก
"นังเจิม"
เงียบ ไม่มีเสียงตอบจากบุญเจิม คอกแปลกใจ เลยเปิดประตูกระท่อมเข้าไปดู ปรากฏว่าข้างในว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของบุญเจิมแม้แต่น้อย เขาตกใจ กลัวบุญเจิมทิ้งเขาไป
"นังเจิม เอ็งอยู่ไหน นังเจิม"
คอกพล่าน ออกตามหาบุญเจิมทันที

คอกตามมาถึงในวัด มองหาไปรอบๆก็ไม่เห็นบุญเจิม เลยยิ่งร้อนใจหนัก คอกรีบเข้าไปชาวบ้านที่กวาดลานวัดอยู่
"น้าๆ เห็นนังเจิมเมียฉันหรือไม่"
ชาวบ้าน 1บอก
"อ๋อ มันไปที่ท่าน้ำน่ะ เห็นว่า..."
พอคอกรู้ว่าบุญเจิมไปที่ท่าน้ำ เลยรีบตามไปทันที
ชาวบ้าน 1 งงๆ
"อะไรวะ พูดยังไม่ทันจบก็ไปแล้ว"

บุญเจิมกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้า จากชาวบ้านที่เอามาวางขายอยู่ ตรงบริเวณท่าน้ำ มีแผงขายของอยู่หลายแผง และเรือที่เอาของมาขายจอดอยู่ ให้คนเข้าไปเลือกซื้อข้าวของต่างๆ บุญเจิมเลือกผ้าได้ถูกใจ
"เอาผืนนี้ล่ะจ้ะ"
บุญเจิมหยิบเงินยื่นให้ ชาวบ้านก็เอาผ้าที่บุญเจิมเลือก มาห่อกระดาษ
ขณะนั้น มาโนชเดินมาส่งพระยานคราเขตต์บุรี พ่อของเขาลงเรือ โดยมีพลอย และเข้มตามรับใช้
"เจ้าคุณพ่อเพิ่งมาถึง ก็จะกลับแล้วหรือขอรับ น่าจะอยู่เที่ยวพระนครสักสี่ห้าวันก่อน"
"งานพ่อที่หัวเมืองใต้มีอีกมากนัก แลต้องดูแลทรัพย์สมบัติอีก จะไว้ใจใครก็ยาก อยู่นานไม่ได้ดอก เออ แต่พ่อติดใจสงสัย ว่าเหตุใดแม่น้ำทิพย์ถึงพูดจาเช่นนั้นในงานหมั้น นี่ตกลงไม่ได้เต็มใจหมั้นรึ"
มาโนชหน้าบึ้งตึง
"เรื่องมันยาวขอรับ เอาไว้กระผมจะเขียนจดหมาย เล่าเรื่องทั้งหมดไปเรียนให้เจ้าคุณพ่อทราบเองขอรับ"
เจ้าคุณพยักหน้ารับ
"เช่นนั้นก็ได้ แต่ไม่ว่าจะมีเหตุอะไร พ่อมาโนชต้องนึกถึงทรัพย์สมบัติของเจ้าคุณพ่อแม่น้ำทิพย์ไว้ให้ดีๆ แม้จะไม่ได้รับราชการที่เดียวกันแล้ว แต่ทางเค้าก็มีสมบัติไม่น้อยไปกว่าเราเช่นกัน ไม่ควรที่จะปล่อยให้ตกเป็นของคนอื่น"
"ขอรับเจ้าคุณพ่อ กระผมจะจำให้ขึ้นใจขอรับ"
บุญเจิมซื้อผ้าเสร็จ กำลังดูของอย่างอื่น สายตาก็เหลือบไปเห็นมาโนชกับพวกเข้าพอดี เธอตกใจกลัว รีบเดินหนีไปทันที แต่จังหวะนั้นเอง เข้มก็เหลือบมาเห็นเข้า แม้จะมองไม่ถนัด แต่พึมพำ
"นังเจิม"
เข้มรีบเดินเลี่ยงตามบุญเจิมไปทันที

บุญเจิมเดินถือห่อกระดาษใส่ผ้าที่ซื้อหนีมาด้วยความกลัว ทันใดนั้น ก็มีคนลอบเข้ามาที่ด้านหลังของเธอแล้วเอามือปิดปาก เธอตกใจสุดๆ แต่ก็ไม่ทันทำอะไร ก็โดนลากเข้าพงหญ้าข้างทางทันที
เข้มรีบตามมา พร้อมกับมองหาบุญเจิมไปทั่ว
"หายไปเร็วนักวะ"
ขณะนั้นเอง พลอยก็ตามเข้มมา
"ไอ้เข้ม เอ็งมาทำอะไรวะ" พลอยถาม
"ข้าเห็นคนคล้ายๆนังเจิม ก็เลยตามมา"
พลอยมองไปรอบๆ
"นังเจิมรึ ข้าไม่เห็นมีหมาซักตัว อย่าว่าแต่คนเลย เอ็งตาฝาดหรือเปล่าวะไอ้เข้ม"
"จะฝาดได้ยังไงวะ เหล้ายังไม่ได้กินซักหยด ข้าตามมาติดๆ ไม่รู้หายไปได้ยังไง"
"ช่างมันเถอะวะไอ้เข้ม รีบกลับไปหาคุณมาโนชก่อนเถอะ เกิดคุณมาโนชเรียกหาแล้วไม่อยู่ จะโดนเอ็ดกันหมด"
เข้มเสียดาย อยากรู้ว่าเป็นบุญเจิมรึเปล่า แต่ก็กลัวมาโนชมากกว่า เลยยอมกับไปกับพลอย
คอกเอามือปิดปากบุญเจิมไว้ ทั้งคู่แอบซ่อนอยู่ที่พงหญ้าข้างทาง เลยรอดจากเข้มไปได้หวุดหวิด

บริเวณหน้ากระท่อมในป่าช้าตอนหัวค่ำ คอกกำลังคุยกับบุญเจิมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ดีที่ข้าตามไปทัน ไม่อย่างนั้นเอ็งคงโดนไอ้เข้มจับได้แล้ว"
บุญเจิมหน้าเสีย
"ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าออกไปแค่นี้ จะเจอไอ้เข้มได้"
คอกยิ่งพูดยิ่งโมโห
"แล้วเอ็งออกไปทำไม ข้าบอกว่าให้อยู่แต่ในเขตวัดไม่ใช่รึ"
"ก็ข้าบอกแล้วยังไง ว่าข้าคิดไม่ถึง ทำไมเอ็งต้องดุด่าข้าด้วย"
คอกระแวง
"คิดไม่ถึง หรือว่าเอ็งจงใจกันแน่นังเจิม ที่อื่นมีออกมาก แต่เอ็งกลับไปที่ท่าน้ำ คิดจะลงเรือไปไหนรึ"
บุญเจิมเข้าใจแล้วว่าคอกระแวงจึงโมโหมาก
"ข้าจะไปไหนน่ะรึ ก็ไปให้พ้นจากเอ็งยังไงเล่า ข้าเหม็นขี้หน้าเอ็งเต็มทนแล้วไอ้คอก"
"นังเจิม"
ขาดคำ บุญเจิมก็ตบหน้าคอกสวนกลับมาอย่างแรง เธอน้ำตาคลอด้วยความเจ็บใจ หยิบห่อกระดาษมาฉีกออก เอาผ้าที่ซื้อมาโยนใส่หน้าคอก
"ข้าไปซื้อผ้ามาตัดเสื้อให้เอ็ง เพราะเห็นว่าเอ็งใส่เสื้อตัวเดียวมานานแล้ว แต่เอ็งกลับระแวงว่า ข้าจะหนี เมื่อเอ็งไม่ไว้ใจข้า ก็อย่าอยู่ด้วยกันอีกเลย"
บุญเจิมจะหนี แต่คอกรีบเข้าไปกอดไว้ไม่ให้หนี
"อย่านังเจิม ข้าขอโทษ ข้าผิดเองที่ไม่เชื่อใจเอ็ง ข้ากลัวว่าเอ็งจะทิ้งข้าไป เพราะข้ารู้ว่าเอ็งไม่ได้รักข้า แต่ข้ารักเอ็ง รักมากเหลือเกินนังเจิม อย่าทิ้งข้าไปเลยนะ"
บุญเจิมร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะหันกลับมาคุยกับคอก
"เอ็งอย่าคิดโง่ๆอย่างนี้อีก ข้าเป็นเมียเอ็งแล้ว จะทิ้งเอ็งไปได้อย่างไร"
คอกดีใจ ดึงบุญเจิมเข้ามากอดทั้งน้ำตา ทั้งคู่กอดกันร้องไห้ นับวันก็ยิ่งผูกพันกันมากขึ้นทุกที

แก้วกำลังทำความสะอาดโรงงานในตอนกลางคืน หลังจากทำงานเสร็จ คนงานคนหนึ่งกำลังจะกลับ
คนงาน 1บอก
"ขยันจริงนะเจ้ารอด ไม่เหนื่อยบ้างรึ"
แก้วยิ้มแย้ม
"เหนื่อยก็ต้องทำจ้ะ ดีกว่าไม่มีงานมีการทำ"
"อย่างเอ็ง จะไม่มีงานมีการทำได้ยังไง อย่างน้อย ก็มีงานนวดขาคุณนายน้อมยังไงล่ะวะ"
คนงาน 1 เดินหัวเราะชอบใจจากไป แก้วหน้าเจื่อน อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี โดนบ่าวไพร่ คนงานนินทากันสนุกปาก หลังจากนั้นไม่นาน แก้วก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่ง ร้องเรียกอยู่นอกโรงงาน
"ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยข้าที"
แก้วตกใจ คิดว่ามีคนถูกทำร้าย เลยรีบออกไปช่วยทันที

แก้ววิ่งตามออกมา ในบริเวณที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับไม่เห็นใคร
ทันใดนั้น แก้วก็เหลือบเห็นนักเลงคนหนึ่งฟันดาบใส่ตนทันที แก้วหลบตามสัญชาติญาณ คมดาบพลาดไปหวุดหวิดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด นักเลง 3-4 คน รีบกรูกันออกมา พร้อมอาวุธครบมือ ล้อมกรอบกันมาจะเล่นงานแก้ว
แก้วตั้งสติ ตั้งการ์ดมวย เตรียมสู้เต็มที่ พวกนักเลงรุมกันเข้ามา แก้วใช้วิชามวยไทย เข้าต่อสู้อย่างดุเดือด แก้วมือเปล่าแต่ก็สู้ทั้งรุกทั้งรับ สู้พลางหนีพลาง แต่ก็โดนล้อมจนฝ่าออกไปไม่ได้
นักเลงคนหนึ่งโผเข้าฟันแก้วกะเอาตาย แต่แก้วหลบได้แล้วเตะสวนจนดาบหลุดจากมือ แก้วรีบหยิบดาบขึ้นมา แล้วตะลุยเข้าใส่พวกนักเลงทันที จนพวกนักเลงกระเจิง ก่อนที่แก้วจะฉวยโอกาสฝ่าวงล้อม หนีออกมาได้สำเร็จ
 
แก้วสงสัยว่าเป็นพวกไหนกันที่ลอบกัดตน

น้ำทิพย์กำลังทายาที่แขนแก้วที่เป็นแผลถลอก ฟกช้ำนิดหน่อยจากการต่อสู้เมื่อคืน แก้วเจ็บแผล

"โอ๊ยๆ เบาๆขอรับคุณน้ำทิพย์ เจ็บขอรับ"
น้ำทิพย์หมั่นไส้
"แค่นี้อย่าทำเป็นร้องเลย ทีโดนเฆี่ยนปางตาย ยังไม่เห็นร้องซักแอะ"
"มันเหมือนกันที่ไหนล่ะขอรับ คนที่เฆี่ยนโบยกระผมเป็นศัตรู กระผมยิ่งร้อง ก็มีแต่จะสร้างความสาแก่ใจให้เท่านั้น แต่คนที่ทายาให้กระผมตอนนี้ เป็นดวงใจของกระผมแล้ว กระผมจะกัดฟันทนเจ็บไปเพื่ออะไรล่ะขอรับ" แก้วพูดพลางส่งสายตากรุ้มกริ่ม
น้ำทิพย์เขินอายแกล้งทายาหนักขึ้น
"เจ้าคารมนักนะ"
แก้วเจ็บแผล
"โอ๊ยๆๆ คุณน้ำทิพย์ขอรับ โอ๊ย"
น้ำทิพย์ทิ้งค้อน หมั่นไส้
"ยังจะเล่นลิ้นอยู่อีก ช่างไม่รู้เวลาเสียบ้างเลย ฉันหมั้นกับพี่มาโนชแล้ว แม้จะไม่เต็มใจ
แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้น เพื่อรักษาเกียรติของฉัน ต่อไปหากไม่จำเป็น เราก็อย่าพบกันอีกเลย"
แก้วหน้าเศร้าลง
"กระผมสาบาน ว่าจะยอมให้คุณน้ำทิพย์เป็นเพียงคู่หมั้นหมายเท่านั้น แต่ไม่มีวันยอมให้คุณต้องแต่งงานกับชายอื่นเป็นอันขาด รอกระผมก่อนนะขอรับ กระผมเป็นไทเมื่อใดจะเร่งสร้างเนื้อสร้างตัว แสวงหาเกียรติยศ มาสู่คุณให้จงได้" แก้วพูดพลางจับมือน้ำทิพย์ไว้
น้ำทิพย์ยิ้มบางๆอย่างมีความสุข
"ฉันเชื่อจ้ะ แลฉันจะวางชีวิตฉันไว้ในมือแก้วเช่นกัน"
แก้ว และน้ำทิพย์ สบตาให้กันด้วยความรักความเข้าใจเต็มเปี่ยม อยากจะสวมกอดกัน แต่ก็ต้องยับยั้งช่างใจไม่ทำ เพราะน้ำทิพย์หมั้นหมายแล้วเป็นการไม่เหมาะสม เธอขยับตัวห่างออกมาเพื่อความเหมาะสม ก่อนจะกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง
"แล้วเรื่องที่แก้วถูกลอบทำร้ายล่ะจ๊ะ แก้วคิดว่าอย่างไร"
แก้วคิดหนัก
"ข้อนี้ กระผมก็แปลกใจเหมือนกันขอรับ เพราะมีคนรู้ว่ากระผมเป็นใครอยู่ไม่กี่คน แลไม่น่าที่ท่านเจ้าคุณจะรู้ได้ ว่ากระผมซ่อนตัวอยู่ที่ใด ในโรงงานธูป กระผมก็เป็นเพียงไอ้รอด ลูกจ้างคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร"

ตุ๊กตากำลังสารภาพกับแก้วด้วยท่าทางรู้สึกผิดสุดๆ
"อาเป็นคนบอกฉันเองจ้ะ ว่าอาเขยโกรธที่พี่รอดช่วยฉันก็เลยให้ลูกน้องมาดักฆ่าพี่รอด ฉันขอโทษ จริงๆจ้ะพี่รอด ที่ทำให้พี่ต้องเดือดร้อนไปด้วย" ตุ๊กตาพูดพลางยกมือไหว้
น้อมเอามือนาบอกด้วยความตกใจ เป็นห่วงแก้วมาก
"ช่างเถอะ ไม่ใช่ความผิดของตุ๊กตาดอก แลพี่ก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย เพราะคิดไม่ถึงว่าเรื่องเพียงเท่านี้ ถึงกับต้องส่งคนมาฆ่ากันด้วย"
น้อมเจ็บใจ
"มันกล้าทำร้ายพ่อรอด ก็เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับฉัน คอยดูเถอะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง"
น้อมสีหน้าอยากเอาคืน
"ตุ๊กตาไปทำงานทำการต่อเถอะ แล้วอย่ากังวลไปเลย พี่ไม่โกรธเคืองตุ๊กตาดอก" แก้วบอก
"ขอบใจจ้ะ"
ตุ๊กตาเดินเลี่ยงไป
น้อมมองตามจนแน่ใจว่าตุ๊กตาไปพ้นแล้ว เลยหันมาพูดกับแก้ว
"พ่อรอดต้องระวังให้มากนะ ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายดันเข้ามาแทรกอีก หากพลาดไป ถึงตายเชียว"
แก้วยกมือไหว้ หน้าเครียด ถอนใจออกมาอย่างหนักใจ
"ขอบพระคุณที่เตือนขอรับ กระผมจะระวังให้มาก เพราะเพียงแต่เรื่องที่ถูกใส่ความ ก็หาทางแก้ไม่ได้แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมีศัตรูเพิ่มขึ้นอีก"
น้อมแอบชำเลืองมองแก้ว ด้วยสายตาปลาบปลื้มใหลหลงเอามาก

เวลาบ่าย พระนิติธรรมลือชาเดินเข้าห้องทำงานมาพร้อมกับน้องสาว
"น้องไปรับยาแล้ว ก็รอกลับพร้อมพี่เถอะ อีกไม่นานพี่ก็เลิกงานแล้ว"
คุณกัลยาไอโขลก หน้าเศร้าลง
"ค่ะ คุณพี่ กินยาแล้วก็นอนพัก วันๆทำได้อยู่แค่นี้ น้องเบื่อเหลือเกินแล้วค่ะ นี่ดีว่าเรียนจบแล้วนะคะ ไม่อย่างงั้นก็คงเสียการเรียนอีก"
พระนิติธรรมปลอบโยน
"โรคนี้ก็เรื้อรังอย่างนี้แหละ กว่าจะหายก็ต้องใช้เวลา"
"หรือไม่...ก็ไม่หายเลย"
เธอเดินหน้าเศร้าๆเลี่ยงไป พระนิติธรรมสงสารน้อง แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ขณะนั้นเอง เธอก็เหลือบเห็นประกาศจับเขียนรูปใบหน้าของแก้ว วางอยู่ที่โต๊ะทำงานของพระนิติธรรม เธอหยิบขึ้นมาดูด้วยความตกใจ" นี่มันประกาศจับแก้วนี่คะ มีรูปเหมือนด้วย ไหนคุณพี่บอกว่า คดียังไม่แน่ชัด เลยให้ชะลอ การติดประกาศจับออกไปก่อนยังไงล่ะคะ"
คุณพระหน้าเครียด
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆก็มีการเร่งรัดออกประกาศจับมาอีก ประกาศใบนี้ พี่ก็เพิ่งได้เมื่อครู่นี้เอง"
"แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะคะ ไม่ใช่ประกาศจับทั่วไป แต่มีภาพเหมือนด้วย อย่างนี้แก้วคงไม่รอดแน่"
คุณพระมีสีหน้าเคร่งเครียดหนัก ตนเองก็หนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

ช่วงหัวค่ำ ณ ห้องทำงาน พระยาไชยากรดูประกาศจับแก้วแล้วหัวเราะชอบใจ มาโนชอยู่ใกล้ๆ
"มีประกาศจับพร้อมภาพเหมือนเช่นนี้ ไอ้แก้วไม่พ้นมือเราแน่"
มาโนชยิ้มแย้ม
"ทางนครบาลเห็นว่า นังกิ่งให้การขัดกับทาสคนอื่น เลยชะลอคดีไอ้แก้วไว้ แต่พอเจ้าคุณพ่อของกระผมมีหนังสือไปเร่งเท่านั้นล่ะขอรับ ประกาศจับก็ออกมาทันที"
ไชยากรหัวเราะ ตบบ่ามาโนช
"ดีแล้ว ขอเพียงจับไอ้แก้วได้ ถึงมันจะรอดคดีฆ่าไอ้มี แต่มันก็ต้องโทษหนีนายเงินอยู่ดี เรามีสิทธิเอาตัวมันกลับมาได้"
"พอเราได้มันกลับมา เราก็ค่อยฆ่ามันทิ้งทีหลัง ใช่หรือไม่ขอรับ"
ทั้งคู่ต่างหัวเราะชอบใจ

ชาวบ้านกำลังใส่บาตรพระยามเช้า โดยมีคอกเป็นลูกศิษย์วัด ตามพระบิณฑบาตอยู่ ขณะนั้นเอง คอกก็เหลือบไปเห็นกระดานติดประกาศต่างๆของทางการ ซึ่งในนั้นมีประกาศจับแก้วรวมอยู่ด้วย
คอกแปลกใจมากรีบหันไปบอกพระ
"พี่แก้ว หลวงพ่อขอรับ เมตตาช่วยอ่านประกาศตรงนี้ให้กระผมฟังทีเถอะขอรับ กระผมอ่านหนังสือไม่ออก"
พระภิกษุเดินมาที่กระดานติดประกาศ อ่านอยู่ครู่นึง ก็หันไปบอกคอก
"ประกาศจับคนน่ะโยม ชื่อนายแก้ว เป็นทาสบ้านพระยาไชยากร ต้องข้อหาฆ่านาย บุญมีทาสด้วยกันตายแล้วหนีไป"
คอกทั้งตกใจทั้งงงสุดๆ

"เป็นไปได้ยังไง"

บุญเจิมร้อนใจ หลังจากรู้เรื่องจากคอก

"ทำไมถึงจะจับพี่แก้วล่ะ ก็ในเมื่อคนฆ่าพี่มีคือข้า ไม่ใช่พี่แก้ว"
"ข้อนั้นข้าไม่รู้ดอก แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ เราก็คงไม่ต้องหลบซ่อนตัวอีกต่อไปแล้ว"
บุญเจิมตวาดแว๊ดด้วยความโมโห
"เอ็งพูดอย่างงี้ได้ไงไอ้คอก เอ็งดีใจที่เราไม่ต้องหลบซ่อนตัว เพราะมีพี่แก้วมารับเคราะห์แทนอย่างงั้นรึ"
คอกหน้าเสีย
"ข้า เอ่อ ข้าไม่ได้คิดอย่างงั้น ข้าเองก็รักพี่แก้ว แต่เรื่องมันกลับกลายเป็นเช่นนี้แล้ว จะให้ทำอย่างไรเล่า"
" พอดีพอร้าย ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะท่านเจ้าคุณใส่ความพี่แก้วก็เป็นได้ เพราะท่านเจ้าคุณชิงชังพี่แก้วนัก ที่พี่แก้วกับคุณน้ำทิพย์ชอบพอกัน"
คอกตกใจสุดๆ
"พี่แก้วกับคุณน้ำทิพย์น่ะรึ เป็นไปได้อย่างไรกัน"
บุญเจิมริษยาสุดๆ
"ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ข้านี่แหละเป็นคนแอบดูพี่แก้วกับคุณน้ำทิพย์พรอดรักกันอยู่ในห้องขัง แล้วก็ข้านี่แหละที่เป็นคนนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณถึงได้สั่งฆ่าพี่แก้วยังไงล่ะ"
"นังเจิม"
บุญเจิมยิ่งคิดยิ่งแค้น
"เห็นอย่างงี้ ใครจะอดหึงได้ อยากทำลายเสียให้วอดวายไปทั้งคู่ด้วยซ้ำ คุณน้ำทิพย์ก็ไม่ถือตัวว่าเป็นหงส์สูงศักดิ์ ลดตัวลงมาแย่งกาตัวที่ข้ารักไปครอง มันน่าจะฆ่าให้ตายซะทั้งคู่"
"ก็ในเมื่อเอ็งอยากทำลาย แล้วไปช่วยพี่แก้วไว้ทำไม"
"เพราะข้ารักพี่แก้วยังไงล่ะ เพราะรักเลยอยากทำลายเค้าและก็เพราะรักอีกนั่นแหละ เลยอยากช่วยให้เค้ารอดชีวิต ความรัก มันก็ชอบกลอย่างงี้นี่เอง"
บุญเจิมน้ำตาคลอเบ้า คอกสับสนไปหมด)
"แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปดี"
"มีทางเดียว ข้าจะไปบอกกรมการอำเภอ สารภาพกับเค้าว่า อีเจิมคนนี้ต่างหากที่ฆ่าพี่มี ไม่ใช่พี่แก้ว พยานในคืนนั้นก็มีเอ็งกับป้ากิ่ง ทำไมตำรวจเค้าจะไม่เชื่อ"
คอกตกใจสุดๆ
"ไม่ ข้าไม่ยอมให้เอ็งทำอย่างนั้นเด็ดขาด เอ็งรู้หรือไม่ ถ้าเอ็งไปสารภาพ เอ็งอาจจะถูกประหารก็ได้"
บุญเจิมสีหน้าเด็ดเดี่ยว เดินออกจากกระท่อม
"ข้ารู้ แต่ถึงยังไง ข้าก็ต้องไป"
คอกรีบเข้าไปกอดบุญเจิมไว้ ไม่ให้ไป
"เอ็งไม่รักข้าบ้างรึนังเจิม ถึงคนอื่นไม่รู้ แต่ผีสางนางไม้รู้ดี ว่านังเจิมกับไอ้คอกคนนี้เป็นผัวเมียกัน ข้าก็ไม่ปรารถนาจะเห็นแก่ตัวดอกนะ แต่ข้ารักเอ็ง รักเอ็งจนหมดหัวใจข้า เอ็งตรองดูเถิด ว่าเอ็งไปรับทุกข์แทนพี่แก้ว แล้วเอ็งได้อะไรตอบแทนบ้าง ความรัก ที่แม้สักนิดหนึ่งที่หวังจะได้รับจากเค้า เอ็งก็ไม่ได้ เพราะเค้ารักคุณน้ำทิพย์ผู้เป็นนายจนหมดหัวใจแล้ว นังเจิม เชื่อข้าเถิด อย่าทำอย่างปากว่าเลย"
คอกน้ำตาไหลออกมาบุญเจิมก็ร้องไห้ เสียใจสุดๆ
"แล้วเอ็งจะปล่อยให้พี่แก้วต้องตายโดยที่ไม่ได้ทำผิดอย่างนั้นรึ"
คอกรู้สึกผิดสุดๆ พูดทั้งน้ำตา
"ข้ารู้ ว่าข้าคิดเช่นนี้ ชั่วช้าเลวทรามนัก แต่หากต้องเสียเอ็งไป ข้ายอมเป็นคนเลว ตกนรกหมกไหม้เสียดีกว่า"
"เอ็งพูดถูก ถึงข้ายอมตาย พี่แก้วก็คงไม่รักข้าขึ้นมาได้ดอก ไหนจะมีราคี มีผัวถึงสองคนแล้ว จะเอาอะไรไป เปรียบกับคุณน้ำทิพย์เล่า"
คอกดีใจทั้งน้ำตา
"เอ็งจะไม่ไปแล้วใช่หรือไม่"
บุญเจิมพยักหน้ารับ คอกดีใจมาก
"เมื่อเอ็งไม่ไป ก็อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย"
ต่างคนต่างซับน้ำตาให้กันและกัน คอกยิ้มดีใจ
"ไปกินข้าวกินปลากันเถอะ"
คอกหันกลับไป เพื่อจะไปเตรียมอาหารให้บุญเจิม ทันใดนั้น บุญเจิมก็หยิบไม้ฟืนที่อยู่ใกล้ๆ ตีหัวคอกจากทางด้านหลังเต็มแรง จนสลบเหมือดไปทันที
"ข้าขอโทษ ไอ้คอก"
บุญเจิมโยนไม้ฟืนทิ้ง ก่อนจะวิ่งออกจากกระท่อมไปทั้งน้ำตา

มาโนช เดินคุยกับเจ้านายซึ่งเป็นตำรวจออกมาจากที่ทำงาน
ตำรวจ 1บอก
"ช่วงนี้ไอ้พวกอั้งยี่อาละวาดหนัก คุณมาโนชต้องกำชับลูกน้องตรวจตราให้ดี ถ้ามีข่าวว่าพวกมันจะก่อเรื่อง ต้องรีบรายงานฉันทันทีเข้าใจหรือไม่"
มาโนชรีบประจบประแจง
"ไม่ต้องห่วงขอรับ กระผมกวดขันลูกน้องทุกคน แลบารมีเจ้าคุณพ่อกับเจ้าคุณอากระผมก็ไม่ใช่น้อย ข่าวในทางลับที่คนอื่นไม่มี กระผมก็รู้หมดขอรับ"
ตำรวจ 1 พยักหน้าพอใจ บุญเจิมกำลังจะเข้าไปเพื่อมอบตัว แต่โดนตำรวจที่เฝ้าหน้าประตูกันไว้ก่อน
ตำรวจ 2 ถาม
"มาหาใครหรือแม่ ที่นี่เข้าตามใจชอบไม่ได้ดอกนะ"
บุญเจิมร้อนใจ
"ฉันจะมามอบตัว ให้ฉันเข้าไปเถอะ"
มาโนชได้ยินเสียงก็รู้สึกคุ้นๆ พอหันไปดูเห็นบุญเจิมก็ตกใจ
ตำรวจ 2 ถาม
"มอบตัวเรื่องอะไรรึ"
"ฉันเป็นคนฆ่า..."
มาโนชรีบตามเข้ามาตะคอก
"เฮ้ย คนบ้าจากที่ไหนมาเอะอะโวยวาย ไป ไล่ไปให้พ้นๆ เดี๋ยวนี้เลย"
"คุณมาโนช นี่บ่าวเองเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่รู้จักเอ็ง มาทึกทักเรียกชื่อข้าได้ยังไง...เอ้า ยังไม่ไล่ไปอีก" มาโนชว่าแล้วหันไปสั่งตำรวจ 2
พวกตำรวจช่วยกันไล่บุญเจิมไป ไม่ให้เข้า บุญเจิมร้อนใจรู้ว่า มาโนชจะเล่นงานแก้วให้ได้ เลยไม่ยอมให้ตนสารภาพ แต่ตำรวจก็กันไว้ไม่ให้เข้าไป
ขณะนั้นเอง เจ้านายมาโนชก็เดินเข้ามาหา
"มีอะไรรึคุณมาโนช"
"คนบ้าน่ะขอรับ พระเดชพระคุณอย่าสนใจเลย"
บุญเจิมเห็นเจ้านายมาโนชมาใกล้ เลยรีบกำดินที่พื้น ปาใส่เจ้านายมาโนชจนเสื้อผ้าเลอะเทอะทันที
ตำรวจ 1โมโหที่จู่ก็โดนดินปาใส่เสื้อ
"เฮ้ย มาปาดินใส่ข้าทำไมวะ เหิมเกริมเกินไปแล้ว"
ทั้งมาโนช ทั้งตำรวจมัวแต่ตกใจ บุญเจิมเลยฉวยโอกาส รีบเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าตำรวจ 1 ทันที
"อีชั้นขอประทานโทษเจ้าค่ะ อีชั้นชื่อบุญเจิม ตั้งใจจะมามอบตัว ในข้อหาฆ่าพี่บุญมีพี่ชายของอีชั้นเองเจ้าค่ะ แต่อีชั้นถูกกันไว้ จึงต้องล่วงเกินพระคุณเจ้าค่ะ"

ตำรวจ 1 ตกใจ คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้ มาโนชเครียดจัด ไม่คิดว่าบุญเจิมจะกล้ามามอบตัวรับผิดแทนแก้วแบบนี้

คอกคุกเข่า ยกมือไหว้ ตาแดงกล่ำ ต่อหน้าพระนิติธรรมในห้องทำงาน

"คุณพระขอรับ ช่วยนังเจิมด้วยเถอะขอรับ อย่าให้นังเจิมต้องถูกประหารเลยนะขอรับ"
นิติธรรมดึงคอกลุกขึ้น
"ลุกขึ้นเถอะคอก ไม่ต้องคุกเข่าดอก"
พระนิติธรรมดึงคอกลุกขึ้น
" ฉันก็อยากช่วยนะ แต่ฉันเป็นตุลาการมีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย แลฉันรู้จักทั้งบุญเจิมทั้งแก้วด้วย จะไปตัดสินคดีนี้เองก็จะถูกครหาเอาได้ ที่ทำได้ ก็เพียงแค่แนะนำเท่านั้น"
"คุณพระแนะนำมาเถอะขอรับ กระผมจะกระทำตามทุกอย่าง"
คุณพระคิดอยู่ครู่นึง
"บุญเจิมกระทำผิดจริง จะไม่รับโทษเลยนั้นคงไม่ได้ แต่ถ้าสารภาพความจริงทุกอย่าง ก็คงละเว้นโทษตายได้ เหลือเพียงถูกจองจำเท่านั้น"
"ข้อนั้นนังเจิมมันทำแน่ขอรับ เพราะมันตั้งใจจะสารภาพเพื่อช่วยพี่แก้วอยู่แล้ว"
คุณพระพยักหน้ารับ
"ฉันก็คิดอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นบุญเจิมคงไม่ไปมอบตัวเองดอก ที่เหลือ ก็คือพานางกิ่งมารดาเจ้าแก้วมาเป็นพยานยืนยันเพียงแค่นี้ เจ้าแก้วก็จะพ้นข้อกล่าวหา แลบุญเจิมก็พ้นโทษตายด้วย"
"แล้วกระผมต้องทำอะไรบ้างขอรับ"
"แกไปบอกบุญเจิม ให้แจ้งต่อกรมการ ให้นำตัวนางกิ่งมาเบิกความ นางกิ่งได้ให้ปากคำกับนครบาลไว้แล้วชั้นหนึ่ง คงไม่เป็นปัญหา ถ้าบุญเจิมไปสารภาพแล้ว ตอนนี้ก็คงถูกขังอยู่ แกเข้าไปเยี่ยมได้เลย ไม่ต้องกลัว"
"ได้ขอรับ กระผมจะทำตามนี้ เอ่อ คุณพระพอจะได้ข่าวพี่แก้วบ้างหรือไม่ขอรับ"
"ทำไมรึ"
คอกหน้าเศร้าลงน้ำตาท่วมตา เจ็บช้ำ แต่อยากทำเพื่อคนที่ตนรัก
"กระผมอยากให้นังเจิมได้เจอพี่แก้วขอรับ นังเจิมมันรักพี่แก้วมาก หากได้เจอ มันคงจะดีใจอย่างหาอะไรเทียบไม่ได้"
คอกยอมรับความจริงว่าบุญเจิมไม่ได้รักตน แต่เขาก็อยากทำให้บุญเจิมมีความสุข แม้ตนจะต้องทนทุกข์ก็ตาม พระนิติธรรมมองคอกด้วยสีหน้าใช้ความคิด

เวลาบ่าย พระยาไชยากรตบโต๊ะด้วยความโมโห กำลังพาลใส่มาโนชที่ทำงาน
"พ่อมาโนชปล่อยให้นังบุญเจิมไปมอบตัวได้ยังไง อีกไม่นานก็จะได้ตัวไอ้แก้วแล้ว เสียแผนการที่วางไว้หมด"
มาโนชหน้าตาหงิกงอไม่พอใจ
"กระผมก็พยายามแล้ว แต่มันขวางไม่อยู่จริงๆ ใครจะคิดล่ะ ขอรับ ว่าอีบุญเจิมจะไม่กลัวตาย เดินมามอบตัวเอง"
" ก็เพราะพ่อมาโนชประมาทเกินไป ตั้งแต่วันที่มันหนีไป หากพ่อมาโนชตามล่ามันซะ ก็คงไม่เป็นอย่างนี้ดอก"
"ถ้าอย่างนั้นเหตุใดคุณอาไม่สั่งกระผมล่ะขอรับ คุณอาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน จะโทษกระผมฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนะขอรับ"
เจ้าคุณโมโหมาก
"นี่พ่อมาโนชกล้าย้อนอาเชียวรึ"
มาโนชชะงัก ตั้งสติได้ก็ยกมือไหว้
"กระผมขอโทษด้วยขอรับ กระผมไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินเลย"
เจ้าคุณพยายามระงับอารมณ์ ยังไงก็เมตตามาโนชอยู่มาก เลยไม่อยากดุด่าอะไร
"มีทางแก้แล้วขอรับ ถึงอีบุญเจิมจะมามอบตัว แต่ถ้าไม่มีพยานยืนยัน เราก็ยังใส่ความมันได้ ว่ามันเป็นชู้กับไอ้แก้ว เลยมารับผิดเพื่อหวังช่วยไอ้แก้วยังไงล่ะขอรับ"
"นี่พ่อมาโนชหมายความว่า..."
มาโนชยิ้มเหี้ยม
"ขอรับ ฆ่านังกิ่งเสีย ก็จะไม่มีใครมาเป็นพยานให้อีบุญเจิม"
พระยาไชยากรหน้าขรึมลง ก่อนจะมีสีหน้าแววตาอำมหิต ถ้าเพื่อเล่นงานแก้ว แค่ฆ่าแม่ของแก้ว
เพิ่มอีก ตนก็ไม่เสียดาย

บรรยากาศในโรงงาน คนงานกำลังทำธูป เทียน น้ำอบ ฯลฯ อย่างขยันขันแข็ง แก้วกำลังฝนจันทร์อย่างขะมักเขม้น ขณะนั้นเอง คนงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาแก้ว
"เจ้ารอด มีคนมาหาแน่ะ"
แก้วหันกลับไปมอง เลยเห็นคอกยืนอยู่หลังคนงาน แก้วดีใจมาก
"ไอ้คอก"
คอกยืนนิ่งน้ำตาท่วมตาทันทีที่เห็นแก้ว
แก้วเข้ามาหา ถามไถ่เป็นชุด
"นี่เอ็งมาได้อย่างไร แล้วนี่เอ็งหายไปไหนมาข้าเป็นห่วงเอ็งนัก แล้วนังเจิมเล่า มันไม่ได้อยู่ด้วยกับเอ็งรึ"
คอกน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะคุกเข่าลงกอดขาแก้วร้องไห้
"พี่แก้ว ยกโทษให้นังเจิมมันด้วยเถอะ ยกโทษให้มันด้วย"

แก้วตกใจ งงไปหมดที่จู่ๆคอกก็กอดขาตนร้องไห้ และขอให้ยกโทษให้บุญเจิม
 
อ่านต่อหน้า 3

ลูกทาส ตอนที่ 8 (ต่อ)

บุญเจิมนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในคุก ขณะที่คุยกับแก้วและคอกที่มาเยี่ยม

"เอ็งอย่าเสียใจเลยนังเจิม ที่แล้วมา ข้าอภัยให้เอ็งจนหมดสิ้น แลต้องขอบคุณ ที่เอ็งต้องเสียสละมากมาย เพื่อช่วยข้า แม้แต่ตอนนี้ ถ้าเอ็งไม่มอบตัว ข้าก็ไม่ตำหนิเอ็ง แต่เอ็งก็ยังทำเพื่อช่วยข้า"
" เลิกพูดเถอะพี่แก้ว ฉันทำเพื่อไถ่บาปให้ตัวเองเท่านั้น ฉันเป็นคนฆ่าพี่มี ไม่ใช่พี่ แล้วจะให้พี่รับผิดแทนฉันได้ยังไง"
"แต่ถึงยังไง ข้าก็ยังเป็นหนี้บุญคุณเอ็งอยู่ดี เอ็งไม่ต้องกลัวนะนังเจิม พ้นโทษเมื่อไหร่ ข้าจะดูแลเอ็งเอง"
บุญเจิมปล่อยโฮ ร้องไห้ไม่ยอมหยุด คอกสงสารเมียสุดๆ
"พี่แก้วออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะ ฉันขอคุยกับนังเจิมสองสามคำ แล้วจะตามไป"
แก้วพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป
คอกบอกบุญเจิม
"เอ็งต้องทำตามที่คุณพระท่านบอกนะนังเจิม โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา"
บุญเจิมพยักหน้ารับทั้งน้ำตา
"ข้ารู้แล้ว ไอ้คอก เอ็งเล่าอะไรให้พี่แก้วฟังบ้าง"
"เอ็งไม่ต้องห่วงดอก ข้าเล่าแต่เรื่องที่เอ็งเป็นคนไปฟ้องท่านเจ้าคุณเท่านั้น เรื่องอื่น ข้าไม่ได้พูดดอก"
"เอ็งไม่น่าพาพี่แก้วมาเลย ข้าละอายแก่ใจ ไม่อยากสู้หน้าพี่แก้วแล้ว"
คอกเจ็บปวดใจ แต่ก็ทนเพื่อคนที่ตนรัก
"แต่เอ็งรักพี่แก้วไม่ใช่รึ ข้าอยากให้เอ็งดีใจ ก็เลยพาพี่แก้วมา แลเอ็งจะได้สบายใจ ว่าพี่แก้วไม่ได้ถือโทษโกรธเอ็งแล้ว"
"แต่ข้ากับเอ็งเป็นผัวเมียกันแล้ว เอ็งไม่เสียใจรึ ที่ข้ายังรักพี่แก้วอยู่"
คอกน้ำตาคลอ เอื้อมมือไปจับมือบุญเจิม
"เสียใจสิ แต่ข้าก็อยากจะทำ เพราะความสุขของเอ็ง คือสิ่งที่ข้าอยากเห็นมากที่สุด"
บุญเจิมร้องไห้ พูดไม่ออก ไม่คิดว่าคอกจะรักเธอมากขนาดนี้ ได้แต่บีบมือของคอกแน่น แทนความรู้สึกขอบคุณ

น้ำทิพย์กำลังคุยกับกิ่งอยู่ที่หน้าเรือนพระยาไชยากร ด้วยสีหน้าดีอกดีใจที่หน้าเรือนตอนหัวค่ำ
"จริงหรือเจ้าคะคุณน้ำทิพย์ เจ้าแก้วจะพ้นผิดแน่แล้วหรือเจ้าคะ"
"ก็คงต้องรอให้ตุลาการท่านตัดสินก่อน แต่บุญเจิมรับสารภาพเอง แลยังบอกกรมการ ให้เบิกป้ากิ่งไปเป็นพยานยืนยันด้วย ก็ไม่น่าจะต้องห่วงอะไรดอกจ้ะ"
กิ่งดีใจสุดๆ
"นี่ถ้าไม่กลัวนังบุญเจิมจะอายุสั้น บ่าวจะกราบเท้ามันจริงๆนะเจ้าคะ คิดไม่ถึงเล๊ย ว่านังเจิมมันจะเป็นคนดี กลับมารับผิดเองเช่นนี้"
"คงเป็นเพราะแก้วน่ะจ้ะ เลยทำให้บุญเจิมยอมมอบตัว พรุ่งนี้จะมีการไต่สวนคดีบุญเจิมแต่เช้า ฉันจะไปส่งป้ากิ่งด้วยตัวเองนะ จะได้ไม่มีใครขวางไม่ให้ป้ากิ่งไปให้การได้"
"เป็นพระคุณเจ้าค่ะ บ่าวจะให้การไปตามจริง แลยืนยันว่าไอ้มีทำร้ายนังบุญเจิมก่อน แล้วนังบุญเจิมก็ไม่ได้ ตั้งใจฆ่า เพียงแต่พลั้งมือขณะแย่งมีดกัน นังบุญเจิมจะได้ถูกลงโทษน้อยลงเจ้าค่ะ"
"ดีแล้วจ้ะ ถ้าเช่นนั้น ป้ากิ่งก็ไปนอนเถิด ฉันก็จะรีบเข้านอนเหมือนกัน"
"เจ้าค่ะ"
น้ำทิพย์เดินเลี่ยงกลับขึ้นบนเรือนไป กิ่งเดินกลับไปที่เรือนทาส พลอยและเข้มในมุมหนึ่งมองตามแล้ว กระชับไม้ในมือรีบตามหลังกิ่งไปติดๆ

น้ำทิพย์กำลังจะเดินไปที่ห้องนอน อ้อนที่รีบเข้ามาหาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ดูร้อนใจ
"คุณน้ำทิพย์เจ้าคะ นังกิ่งล่ะเจ้าคะ นังกิ่งอยู่ที่ไหน"
น้ำทิพย์แปลกใจ
"ป้ากิ่งกลับเรือนไปแล้ว มีอะไรหรือจ๊ะนม"
อ้อนไม่สบายใจ
"เมื่อตอนเย็น นมแอบเห็นคุณมาโนชกลับมาที่เรือน แล้วเรียกไอ้พลอยไอ้เข้มไปสั่งความอะไรซักอย่าง แต่นมอยู่ไกลเลยไม่ได้ยิน หลังจากนั้นคุณมาโนชก็ออกจากเรือนไป แล้วก็ยังไม่กลับมาเลยเจ้าค่ะ"
"พี่มาโนชก็อยู่ไม่ค่อยติดเรือนอยู่แล้ว ไม่น่าแปลกอะไรกระมังจ๊ะ"
"แต่ทุกครั้ง ที่ออกไปสำมะเลเทเมา คุณมาโนชต้องพาเจ้าพลอยเจ้าเข้มไปด้วยนะเจ้าคะ แต่ครั้งนี้กลับไปคนเดียว แลจนป่านนี้ท่านเจ้าคุณก็ยังไม่กลับเรือน เมื่อเช้าก็ไม่ได้แจ้งด้วยว่าจะอยู่ค้างคืนทำข้อราชการ
นมว่ามันพิกลแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
"นมหมายความว่ายังไงจ๊ะ"
อ้อนหน้าเครียดบอก
"นมกลัว ว่าจะเกี่ยวข้องกับนังกิ่งน่ะสิเจ้าคะ ถ้าอย่างไรให้นังกิ่งมาค้างที่ห้องคุณน้ำทิพย์ดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้แน่ใจ ว่าพรุ่งนี้นังกิ่งได้ไปเป็นพยานแน่ มิได้ถูกฆ่าปิดปากเสียแต่คืนนี้"
น้ำทิพย์นิ่งอึ้งไป เริ่มกลัวว่ากิ่งจะถูกฆ่าปิดปากขึ้นมาเหมือนกัน

กิ่งกำลังจะเดินกลับเข้าเรือน ทันใดนั้น พลอย และเข้มก็ลอบเข้ามาทางด้านหลัง แล้วใช้ไม้ตีกิ่งที่ท้ายทอยจนล้มสลบเหมือดไป พลอยตามไปประคองกิ่ง ในขณะที่เข้มมีท่าทางหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปช่วย
พลอยหันไปดุเพื่อน
"เอ้า มาช่วยกันหน่อยสิวะไอ้เข้ม จะกินแรงรึ"
เข้มรีบเข้าไปช่วย ทั้งคู่พากันหามกิ่งไป น้ำทิพย์และอ้อนแอบดูอยู่มุมหนึ่ง น้ำทิพย์ถึงกับหน้าเสีย ห่วงกิ่งมาก
"มาช้าไปจนได้"
"ไอ้พวกนี้ ช่างกล้านัก นมจะไปเล่นงานพวกมันเองเจ้าค่ะ"
น้ำทิพย์รีบดึงข้อมืออ้อนไว้
"อย่าจ้ะนม พวกมันได้รับคำสั่งจากคุณพ่อแลพี่มาโนชเป็นแน่ เราเข้าไปห้าม มันก็ไม่เกรงเราดอกจ้ะ จะเป็นอันตรายเสียเปล่าๆ"
"ถ้าอย่างนั้น ทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ"
น้ำทิพย์ใช้ความคิดหนัก ว่าจะเอายังไงดี

ผ่านเวลาซักครู่ คุณกัลยาเอาปืนมาให้พระนิติธรรมลือชา โดยมีน้ำทิพย์ และอ้อนอยู่ใกล้ๆ
"ปืนค่ะคุณพี่"
คุณพระรับปืนมา ก่อนจะหันไปพูดกับน้ำทิพย์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ฉันจะตามไปช่วยแม่เจ้าแก้วเอง คุณน้ำทิพย์กับน้องแดงรออยู่ที่นี่แหละ"
"ระวังตัวนะคะคุณพระ พวกเจ้าพลอยเจ้าเข้มมันมีอาวุธติดตัวด้วย"
"ฉันจะระวัง"
"เรือที่พวกมันใช้เป็นเรือแจว คงไปได้ไม่ไกลดอกเจ้าค่ะ น่าจะพานังกิ่งไปที่ดินของท่านเจ้าคุณตรงคลองลำพู เพราะถ้าจะ ปิดปากแลซ่อนศพไว้ที่นั่นก็เหมาะนัก"
นิติธรรมพยักหน้ารับ เก็บข้อมูล อ้นเดินเข้ามาหาพระนิติธรรม
"เรือยนต์เตรียมพร้อมแล้วขอรับ"
"งั้นไปกันเลย"

พระนิติธรรม และอ้น รีบเดินออกไปจากเรือน โดยมีน้ำทิพย์ คุณแดง และนมอ้อน มองตามด้วยความเป็นห่วง

พลอย และเข้มช่วยกันพายเรือ โดยจับกิ่งมัดมือมัดเท้า ใช้ผ้าผูกตา กิ่งยังสลบอยู่
 
ภายในเรือมีจอบและดาบของพลอย และเข้มด้วย
พลอยพูดไปพายเรือไปอย่างขำๆ
"เดิมที พี่มีจะใช้แผนนี้กำจัดไอ้แก้ว นึกไม่ถึง ว่าจะต้องเปลี่ยนมาใช้กับแม่ไอ้แก้วแทน"
เข้มกลัวมาก
"นี่เราต้องฆ่าคนจริงๆหรือวะไอ้พลอย"
"ขั้นนี้แล้ว เอ็งยังสงสัยอะไรอีก กลัวรึ"
เข้มกลัวมาก
"ก็ข้าไม่ใช่นักมวยต่อยคู่ชกตายเหมือนเอ็งนี่ เกิดมา ข้าเคยแต่ฆ่าหมาฆ่าแมว จะให้มาฆ่าคน ข้าก็ต้องกลัวสิวะ"
พลอยหัวเราะเยาะ
"อย่าตาขาวไปหน่อยเลยวะไอ้เข้ม แค่เหนื่อยกว่าที่ต้องขุดหลุมฝังใหญ่กว่าก็เท่านั้นเอง แต่ก็ได้ค่าจ้างเกินคุ้มนะโว้ย"
"ทำไมท่านเจ้าคุณต้องทำถึงขั้นนี้ด้วยวะ โกรธแค้นอะไรไอ้แก้วนักหนา ถึงกับต้องฆ่าแม่มันเพื่อไม่ให้ไปเป็นพยานด้วย"
"จะด้วยเหตุใด ก็ไม่เกี่ยวกับเรา เราเป็นทาสเค้า นายสั่งให้ทำก็ทำ ยิ่งทำแล้วได้เงินด้วย ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือวะ"
เข้มกลัวจนหน้าซีด มองดูกิ่งที่นอนสลบอยู่ที่พื้นเรือ ก็ยิ่งหวาดกลัวจับใจ

ผ่านเวลาซักพัก ภายในที่ดินของท่านเจ้าคุณ ตรงคลองลำพู พลอย และเข้ม กำลังช่วยกันขุดหลุม
กิ่งถูกมัดมือมัดเท้า ผูกตา นอนสลบอยู่กับพื้น
"ลึกพอหรือยังไว้ไอ้พลอย"
"ต้องลึกอีกโว้ย เดี๋ยวกลิ่นมันโชยขึ้นมาจะเป็นที่สงสัยเอาได้"
ทั้งคู่ช่วยกันขุดต่อ ขณะนั้นเอง กิ่งก็ค่อยๆรู้สึกตัวว่าโดนมัดมือมัดเท้า เจ็บระบมที่ถูกตี
"โอ๊ย..."
เข้มได้ยินเสียงกิ่ง หันไปดูก็ตกใจที่เห็นกิ่งฟื้น
"นังกิ่งฟื้นแล้ว เอายังไงดีวะ"
"เอ็งก็ตีมันให้ตายสิวะ หรือจะให้ฝังทั้งเป็นก็เอา"
เข้มยิ่งกลัวหนัก เดินถือจอบไปที่กิ่งกะจะตีให้ตาย เพียงแค่เงื้อจอบขึ้น หลับตา มือไม้สั่น เตรียมจะตี เป็นเวลาเดียวกับพระนิติธรรม และอ้น กำลังเดินตามหากิ่งอยู่ด้วยความร้อนใจที่มุมหนึ่งในสวน คุณพระเหน็บปืน ส่วนอ้นถือดาบมาด้วย
เข้มกำลังจะตี และด้วยความกลัวจับใจ ในที่สุดก็ไม่ตี
"ข้าทำไม่ได้ ข้าไม่กล้าฆ่าคน"
พลอยเซ็งมาก
"ไอ้ใจเสาะ ถอยไป ข้าทำเอง"
เข้มรีบเดินเลี่ยงออกมา ปล่อยให้พลอยเดินถือจอบมาที่กิ่ง พลอยเงื้อจอบขึ้น กะตีที่หัวกิ่งให้ตาย
เข้มหลับตาปี๋ ไม่กล้าดู พลอยกำลังจะหวดลงไป แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้น พลอยถูกยิงเข้าที่ไหล่ถากไป แต่ก็มีเลือดออกพอสมควร
พระนิติธรรมลือชา และอ้น รีบตามเข้ามาช่วย เข้มตกใจสุดๆ รีบหยิบดาบของตนขึ้นมา แล้วโยนดาบอีกเล่มให้ พลอยรับดาบมา แต่แขนยังบาดเจ็บอยู่เลยไม่ถนัด พอจะฟันคุณพระก็ช้าเกินไป เพราะโดนพระนิติธรรมเอาปืนจ่อเล็ง จนไม่กล้าขยับ เข้มจะเข้ามาฟัน แต่โดนอ้นฟันดาบสกัดไว้ ทั้งคู่เลยต่อสู้กัน
คุณพระจ้องหน้าพลอยเขม็ง
"ไปซะ ฉันไม่อยากฆ่าคน"
พลอยได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง เลยวิ่งหนีไป เข้มเห็นเพื่อนหนีก็กลัว เลยรีบเผ่นแน่บวิ่งตามพลอยไป คุณพระรีบเข้าไปช่วยกิ่งทันที

พระนิติธรรมกำลังคุยกับน้ำทิพย์ และคุณกัลยา อ้อนกำลังทายาแก้ฟกช้ำให้กิ่งที่ท้ายทอยจากการถูกพลอยกับเข้มตี โดยมีอ้นอยู่ใกล้ๆ
คุณกัลยาพูดอย่างเจ็บใจพร้อมไอโขลก
"คุณพี่น่าจะจับตัวมันมาด้วย ไม่น่าปล่อยให้หนีไปได้เลย"
พระนิติธรรมยิ้มขำ
"พี่เรียนแต่หนังสือ เคยสู้รบปรบมือกับใครที่ไหน แล้วพวกมันก็มีกันตั้งสองคน มีดดาบก็มี เจ้าอ้นก็ใช่จะพึ่งพาได้ แค่ไล่มันไปแล้วช่วยแม่เจ้าแก้วกลับมาได้ ก็ถือว่าบุญแล้ว"
"พึ่งไม่ได้อะไรกันขอรับ คุณพระไม่สั่งเอง ไม่งั้นกระผมจะจับมันมัดเสียทั้งคู่เลย"
"ปากดีนักนะ ตอนนั่งเรือตามไป ใครเอาแต่ท่องมนต์ปลุกพระกันวะ เจ้าอ้น"
อ้นยิ้มแหยๆ ไม่กล้าโม้อีก
"แต่ถึงยังไง คุณพี่ก็น่าจะจับตัวให้ได้นะคะ จะได้จับตัวเข้าคุกเสียให้หมด" คุณกัลยาพูดพลางไอโขลก
น้ำทิพย์หน้าเสีย เพราะคนบงการเรื่องนี้ก็คือพ่อของเธอนั่นเอง
พระนิติธรรมลือชาเหล่มองน้ำทิพย์นิดนึง
"ถึงพี่จับมาได้ ก็เอาผิดไม่ได้ดอก มีแต่จะถูกฆ่าปิดปากเหมือนคราวก่อนเท่านั้นเอง แลคุณน้ำทิพย์
ก็คงไม่สบายใจด้วย จริงหรือไม่ขอรับ" คุณพระยิ้มบาง
น้ำทิพย์สีหน้าลำบากใจ
"ขอบพระคุณค่ะ ที่คุณพระคิดเผื่อฉัน ฉันเป็นคนกลางจะทำอะไรก็ลำบาก"
กิ่งสงสารน้ำทิพย์
"คุณน้ำทิพย์ไม่ต้องกังวลดอกเจ้าค่ะ ที่ท่านเจ้าคุณกับคุณมาโนชจะทำร้ายบ่าว ก็เพราะไม่อยากให้บ่าว ไปเป็นพยานเรื่องไอ้บุญมี แต่ถ้าบ่าวไปเป็นพยานเสียแล้ว ก็คงไม่มีเหตุต้องทำร้ายกันอีก"
"แกพูดถูกแล้วนังกิ่ง คืนนี้แกก็ไปนอนที่ห้องคุณน้ำทิพย์ก็แล้วกัน จะได้แน่ใจว่าปลอดภัยแน่"
"จ้ะคุณนม"
น้ำทิพย์ยิ้มดีใจ ในที่สุดก็ช่วยกิ่งได้ และแก้วกำลังจะพ้นมลทินซะที

แก้วกำลังจัดของในร้านขายธูปของน้อมอยู่ในตอนเช้า โดยมีคอกยืนกระวนกระวายด้วยความ
เป็นห่วงบุญเจิม
"ป่านฉะนี้ คงเริ่มตัดสินคดีนังเจิมแล้วกระมังพี่แก้ว"
แก้วพยักหน้ารับ
"ไม่เกินเพลก็คงเสร็จแล้วล่ะ"
คอกร้อนใจสุดๆ
"ฉันอยากไปฟังเค้าตัดสินคดีเสียจริง อยากรู้ว่านังเจิมมันจะเป็นยังไงบ้าง"
"อดใจอีกหน่อยเถอะวะ เอาไว้ตัดสินคดีเสร็จ แล้วค่อยไปเยี่ยมมันในคุกก็ได้"
"แต่ฉันห่วงมันนี่พี่"
"ข้าก็ห่วงมัน แต่เราไปไม่ได้ดอกวะไอ้คอก เพราะทั้งข้าทั้งเอ็งเป็นทาสหนีนายเงิน ถ้าท่านเจ้าคุณเจอเข้า ต้องถูกจับกลับไปแน่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับนังเจิมมันเสียสละโดยเปล่าประโยชน์"
คอกกระสับกระส่าย ร้อนใจสุดๆ
"แต่อกฉันมันจะแตกตายอยู่แล้วพี่ ฉันกลัวนังเจิมมันจะถูกประหาร"
แก้วตบบ่าคอก
"อย่ากลัวเลยไอ้คอก เราทำตามที่คุณพระท่านแนะนำทุกประการแล้ว แลนังเจิมมันพูดแต่ความสัตย์ ต้องได้ลดหย่อนผ่อนโทษเป็นแน่"
คอกร้อนใจสุดๆ แม้แก้วจะคอยปลอบใจยังไง แต่ก็ยังอดกลัวไม่ได้อยู่ดี แก้วรู้สึกได้ว่า คอกห่วงบุญเจิมมากจนออกนอกหน้าจนผิดสังเกต

บุญเจิมถูกใส่โซ่ตรวนเดินมาตามทางเดินไปคุกโดยมีตำรวจคอยควบคุมตัวมา บุญเจิมสีหน้าเศร้าสร้อย เสียงคำตัดสินของตุลาการยังก้องในหัวของบุญเจิม
"นางบุญเจิมได้ให้การรับสารภาพ ว่าเป็นคนฆ่านายบุญมี พี่ชายจริง แลมีนางกิ่งเป็นพยานยืนยัน ว่าทั้งคู่เกิดต่อสู้กันขึ้น แล้วนางบุญเจิมพลั้งมือฆ่าพี่ชายตาย จึงพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นางบุญเจิมผิดจริงแต่มิได้มีเจตนา แลยังเข้ามอบตัวสารภาพเอง จึงให้ละเว้นโทษบั่นคอ เหลือเพียงคุมขังไว้ในคุกตามเวลาที่บัญญัติ
ไว้ในกฎบัตรกฎหมาย จนกว่าจะพ้นโทษานุโทษ"

บุญเจิมน้ำตาจะค่อยๆไหลลงอาบแก้ม

ในเวลาบ่าย คอกร้องไห้สะอึกสะอื้น ขณะเกาะลูกกรงคุยกับบุญเจิมที่ถูกขังคุกอยู่ โดยมีแก้วยืนอยู่ไม่ห่างนัก

"นังเจิมเอ๊ย อยากได้อะไรก็บอกข้านะ ข้ามาเยี่ยมเอ็งเมื่อไหร่ จะได้ติดไม้ติดมือเอามาให้"
"เอ็งเลิกร้องไห้ก็พอแล้วไอ้คอก ข้าไม่อยากเห็นน้ำตาเอ็ง"
"ก็ข้าสงสารเอ็งนี่ เคยอยู่ข้างนอก มีอิสระ ทำอะไรได้ดังใจ แต่กลับต้องมาถูกขังในกรงเช่นนี้"
"เป็นทาสเค้า จะมีอิสระซักเท่าใดกัน ข้างในหรือข้างนอกกรง ก็ไม่ต่างกันนักดอกไอ้คอก แต่ข้าถูกขังเช่นนี้ กลับรู้สึกเป็นสุขกว่าอยู่ข้างนอกเสียอีก"
"ทำไมล่ะนังเจิม"
"เพราะข้า ได้ไถ่โทษที่ฆ่าพี่มีน่ะสิ เอ็งก็เห็นไม่ใช่รึ ว่าข้าไม่เคยเป็นสุขเลยนับแต่พี่มีตาย ข้าฝันเห็นวิญญาณพี่มีตามหลอกหลอนมาตลอด บางที การที่ข้าได้ชดใช้ความผิด อาจจะทำให้พี่มีอโหสิให้ข้า
ก็ได้"
แก้วถอนใจด้วยความสงสารบุญเจิม
"ยังได้มีชีวิตอยู่ก็บุญแล้วนังเจิมเอ๊ยลืมๆ ไป เผลอไม่นานก็พ้นโทษแล้ว"
บุญเจิมช้อนตามองแก้ว น้ำตาคลอท่วมตาขึ้นมา คอกมองหน้าบุญเจิม น้ำตาท่วมเช่นกัน
"เอ็งไม่ต้องห่วง ข้าจะรอเอ็ง เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก"
แก้วยิ้มบางๆพูดพลางยกมือไหว้
"กว่าจะถึงเวลานั้น ทั้งข้า เอ็ง แลไอ้คอก คงได้เป็นไทกันทั้งหมด ตามพระราชประสงค์ของ พระพุทธเจ้าหลวงท่านที่อยากให้สยามไม่มีทาสอีกต่อไป พวกเราสามคน จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะนังเจิม"
บุญเจิมน้ำตาคลอ ซึ้งใจ แม้จะติดคุกแต่ก็เริ่มเห็นความหวัง
"จ้ะพี่แก้ว ฉันจะออกไปมีชีวิตใหม่พร้อมพี่กับไอ้คอกจ้ะ"
คอก และบุญเจิม จับมือกันผ่านกรงขัง ร้องไห้ด้วยความซึ้งใจ แก้วยืนมอง แล้วยิ้มอย่างมั่นใจว่า ชีวิตหลังคุกของบุญเจิมจะต้องดีขึ้น

ตอนเย็น แก้วเดินกลับเข้าร้านธูป พอเข้ามา น้อมก็รีบออกไปรับอย่างดีอกดีใจ รีบเข้าไปจูงมือแก้ว
"พ่อรอด กลับมาแล้วรึ มา มานี่เร็ว"
"จะพากระผมไปไหนหรือขอรับคุณนายน้อม"
"แหม ช่างสงสัยจิ๊ง ฉันก็จะพาพ่อรอดมากินฉลองที่พ่อรอดพ้นมลทิน ได้รอดสมชื่อยังไงล่ะจ๊ะ คิดว่าฉัน จะพาไป ทำอะไรรึ" น้อมมองแก้วด้วยสายตากรุ้มกริ่ม แล้วหัวเราะคิกๆคักๆ
แก้วหน้าเหยเก ไม่รู้จะพูดอะไรดี
"มาจ้ะ มากินเร้ว เดี๋ยวสำรับจะเย็นเสียหมด"
น้อมจูงมือแก้วมาที่สำรับอาหาร ที่ตั้งไว้รอ มีอาหารมากมายเต็มไปหมด แก้วอึ้งไปครู่
"กินกันแค่สองคนหรือขอรับ"
"สองคนสิจ๊ะ จะให้คนอื่นมากินด้วยให้รำคาญไปทำไม"
น้อมทิ้งค้อน แก้วหน้าเหยเก
"กระผมว่า กับข้าวมากมายขนาดนี้ ห้าหกคนยังกินไม่หมดเลยกระมังขอรับ"
น้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม
"ก็ค่อยๆกินสิจ๊ะ ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร หรือจะให้ฉันช่วยป้อนให้ก็ได้นะ"
แก้วกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะทำยังไง เจอน้อมหัวเราะคิกๆคักๆ หยอดตลอด ขณะนั้นเอง คนงานหญิงคนหนึ่ง ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาน้อม
"คุณนายเจ้าคะ คุณนาย แย่แล้วเจ้าค่ะ"
น้อมเสียอารมณ์ ตวาดแว๊ด
"ใครตายยะ"
คนงานสะดุ้งเฮือก
"มิได้เจ้าค่ะ ไม่มีใครตาย แต่ตุ๊กตาเจ้าค่ะ ตุ๊กตาจะขอออก แลหนีไปอยู่ที่อื่นแล้วเจ้าค่ะ"
น้อมถอนใจพรืดออกมา หงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ แก้วแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ตุ๊กตาร้องไห้สะอึกสะอื้น ต่อหน้าแก้วอยู่ที่หน้าเรือนน้อม โดยมีห่อผ้าของตนวางอยู่ใกล้ๆ
ตุ๊กตาร้องไห้สะอึกสะอื้น
"ฉันอยู่ต่อไม่ได้แล้วจ้ะพี่รอด ขนาดฉันอยู่แต่ในโรงงานธูป อาเขยฉันก็ยังตามหาเรื่องไม่เลิก ถึงขั้นข่มขู่คนงานคนอื่นด้วยอย่างนี้ ขืนฉันอยู่ต่อ ก็รังแต่จะทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย"
"แล้วตุ๊กตาจะไปอยู่ที่ไหน พ่อกับแม่ก็สิ้นบุญไปหมดแล้วไม่ใช่รึ หรือว่าจะกลับไปหาพี่น้อง"
ตุ๊กตาร้องไห้
"ไม่จ้ะ อาเขยฉันรู้จักบ้านพี่น้องฉันทุกคน กลับไปก็ไม่พ้นอยู่ดี"
"ถ้าอย่างนั้นตุ๊กตาจะหนีไปที่ไหนล่ะ"
ตุ๊กตาร้องห่มร้องร้องไห้
"ไม่รู้จ้ะ แต่ถึงยังไงฉันก็อยู่ต่อไม่ได้แล้วจริงๆ ขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า"
แก้วถอนใจ เห็นสภาพตุ๊กตาแล้วก็เวทนา เลยใช้ความคิดว่าจะหาทางช่วยยังไงดี

เวลาหัวค่ำ บริเวณชานเรือนแพ พระนิติธรรมลือชากำลังหงุดหงิด
"ตัวแกยังเอาตัวเองไม่รอด เพิ่งจะหายใจทั่วท้องขึ้นมาหน่อย ก็ริอาจจะช่วยคนอื่นแล้วรึเจ้าแก้ว ทำตัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อมประเดี๋ยวก็ไม่รอดทั้งคู่ดอก"
แก้คุกเข่าอยู่บนพื้น โดยมีตุ๊กตาหมอบกราบไม่เงยหน้าอยู่ที่พื้น เพราะกลัวขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างพระนิติธรรม
"เพราะกระผมรู้ตัว ว่ายังเอาตัวไม่รอดนี่ล่ะขอรับ จึงต้องขอฝากตุ๊กตาไว้ใต้ใบบุญคุณพระแทนขอรับ ไม่อย่างนั้นตุ๊กตา คงยากจะพ้นความบัดสีแน่ขอรับ"
"หนอย เจ้าคารมนักนะแก รู้ว่าฉันใจอ่อนล่ะสิ"
แก้วยิ้มบางๆ
"ใจดีต่างหากขอรับ ถ้าคุณพระไม่ใช่คนที่เมตตาต่อสัตว์ผู้ยาก กระผมก็คงไม่กล้ามาดอกขอรับ"
คุณพระเซ็งสุดๆ
"ไม่รู้ฉันติดหนี้เวรกรรมอะไรแก แกทำฉันเสียใจ ฉันยังต้องช่วยแกอีก"
คุณพระหันไปพูดกับตุ๊กตา
"ชื่อตุ๊กตารึ"
ตุ๊กตาหมอบกราบ ยังไม่กล้าเงยหน้า
"เจ้าค่ะ"
"นับแต่นี้ หล่อนเป็นบ่าวประจำตัวของคุณแดงน้องสาวฉันก็แล้วกัน ส่วนที่หลับที่นอน ก็ใช้ห้องทำงานฉันไปก่อน เพราะที่นี่มันคับแคบ ฉันทำงานเสร็จเมื่อไหร่ หล่อนค่อยเข้าไปนอน"
ตุ๊กตาดีใจมาก
"ได้เจ้าค่ะ ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ คุณพระ"
ตุ๊กตากราบที่พื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยความดีใจ
ขณะนั้นเอง ตุ๊กตาก็ได้เห็นหน้าพระนิติธรรมเต็มๆ ก็ชะงัก เธอมองหน้าคุณพระนิ่ง เกิดรักแรกพบขึ้นมาทันที เพียงแค่สบตาครั้งแรก ก็แอบหลงรักคุณพระขึ้นมาซะแล้ว ขณะที่คุณพระพระไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร
“ตุ๊กตา จ้องหน้าคุณพระท่านทำไม” แก้วถาม
ตุ๊กตาเพิ่งรู้สึกตัว
“ขอโทษจ้ะ”
ตุ๊กตารีบหยิบห่อผ้าแล้วเดินเข้าข้างในด้วยความอาย แก้วหันไปยิ้มกว้างใหึ้คุณพระ พระนิติธรรมมองแก้วด้วยสายตาตำหนิ ถอนใจส่ายหน้า อารมณ์ประมาณหาภาระมาให้
 
แก้วเลยจ๋อยลงไป ไม่กล้ายิ้มอีก

เวลาเช้า บริเวณหน้าเรือนพระยาไชยากร พวกทาสชายช่วยกันจับพลอย และเข้ม ลากมาหามาโนชที่ยืนถมึงทึงอยู่หน้าเรือน
 
พลอยและเข้มดิ้นพราดๆ แต่ก็สู้แรงคนหลายคนไม่ได้ ทั้งคู่ถูกจับให้คว่ำหน้าลงกับพื้น ท่ามกลางเหล่าทาสชาย-หญิงที่มุงดู โดยเฉพาะพลอยที่หัวไหล่พันแผลจากการถูกคุณพระยิงเฉี่ยวอยู่ด้วย
เข้มในอาการกลัวสุดๆ
“เมตตาด้วยขอรับคุณมาโนช กระผมผิดไปแล้ว เมตตาด้วยขอรับ”
มาโนชโมโหมาก
“มึงทำเรื่องสำคัญของกูเสีย ยังกล้าขอความเมตตาจากกูอีกรึ”
“แต่พวกกระผมไม่ผิดนะขอรับ ใครจะคิด ว่าไอ้คุณพระ...”
มาโนชรีบตะคอก ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนส่งคนไปฆ่ากิ่ง
“หุบปาก พวกมึงทำผิด ยังไม่สำนึก ถ้าเช่นนั้น กูจะทำให้พวกมึงสำนึกเอง”
มาโนชหันไปสั่งทาสชาย
“โบยมันสองคน ถ้าไม่สลบคาหวาย ไม่ต้องหยุด”
ขาดคำ ทาสชาย 2 คนที่ทำหน้าที่เฆี่ยน ก็ลงมือเฆี่ยนพลอย และเข้ม แบบไม่ยั้งทันที เข้มร้องโอดโอยโหยหวน ส่วนพลอยขบกรามแน่น ไม่ยอมร้องแม้แต่คำเดียว พวกทาสที่มุงดู ต่างจับกลุ่มซุบซิบกัน สมน้ำหน้า ไม่มีใครสงสารพลอย กับเข้ม เลยซักคน
น้ำทิพย์ กิ่ง และอ้อนยืนดูเหตุการณ์อยู่บนเรือน
กิ่งถอนใจส่ายหน้า
“เวรกรรมจริงจิ๊งไอ้พลอยไอ้เข้ม ถูกเฆี่ยนปางตายแน่ คราวนี้”
อ้อนยิ้มขำๆ
“แต่ถ้าพวกมันไม่ถูกเฆี่ยน ก็ต้องเป็นแกที่ตายล่ะนังกิ่ง”
กิ่งยิ้มเจื่อนๆ
“ก็จริงจ้ะ”
“แต่ที่ถูก ไม่ควรมีใครต้องตายหรือเจ็บตัวไม่ใช่หรือจ๊ะ แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ ภายหน้าก็คงมีอีก เพราะคนบงการไม่ได้รับการลงโทษ เค้าก็ย่อมต้องทำผิดซ้ำ แลฉันคือคนที่ไม่ดีที่สุด เพราะฉันเป็นคนปกป้องคนบงการอย่างไรล่ะ”
อ้อน และกิ่ง มองน้ำทิพย์ด้วยความเห็นใจ เพราะยังไงพระยาไชยากรก็เป็นพ่อ จะให้เธอเอาเรื่องพ่อก็โหดร้ายเกินไป ไม่สบายใจเลยที่พ่อเป็นแบบนี้

กิ่งยื่นยาทาและยากินแบบฝรั่งให้พลอย และเข้ม ที่ถูกเฆี่ยนหลังจนหลังแตก เลือดอาบ ต้องนั่งอยู่
บนพื้น จะลุกขึ้นยืนยังไม่ไหว ทั้งคู่ลังเลกับยาในมือกิ่ง
“เอ้า เป็นอะไรไป รับไปสิ คุณน้ำทิพย์เธอฝากมาให้”
พลอยระแวง
“ยาฝรั่งพวกนี้มันแพงไม่ใช่รึ คุณน้ำทิพย์จะเอามาให้พวกฉันทำไม”
กิ่งถอนใจอย่างเซ็งๆ แล้ววางยาลงข้างๆพลอย เข้ม
“ที่แท้ระแวงนี่เอง เอ็งจะใช้ก็ใช้ ไม่ใช้ก็ทิ้งไป แต่อย่าระแวงคุณน้ำทิพย์ เธอให้ยาพวกเอ็งเพราะสงสารที่พวกเอ็งถูกลงโทษ เพราะฆ่าข้าไม่สำเร็จ”
พลอย และเข้ม ตกใจ ไม่คิดว่ากิ่งจะรู้เรื่อง
“ป้าพูดอะไรกัน ฉันไม่รู้เรื่อง”
“อย่าปดเลยไอ้เข้ม เอ็งนึกว่าข้าถูกมัดอยู่แล้วจะไม่รู้อะไรรึ แต่ที่ข้าไม่พูด ก็เพราะเห็นแก่คุณน้ำทิพย์ เพราะหากสืบสาวกัน ก็ไม่พ้นไปลงที่ท่านเจ้าคุณเป็นแน่”
พลอย และเข้มสบตากัน กิ่งพูดขนาดนี้ ก็ป่วยการจะปฏิเสธต่อ
“แล้วป้าไม่โกรธเคืองพวกฉันรึ” เข้มถาม
“โกรธสิวะ แต่พวกเอ็งก็รับคำสั่งมาอีกที แลยังได้รับโทษสาสมแล้ว ข้าก็ไม่คิดจะพยาบาทต่อดอก”
พลอยละอายใจ ยกมือไหว้
“ขอบคุณจ้ะป้า”
กิ่งถอนใจพรืดออกมาแล้วเดินเลี่ยงไปด้วยหน้าเคืองๆ ให้อภัยแต่ก็ยังเจ็บใจอยู่
เข้มหยิบยาขึ้นมาดู แลเวพูดสีหน้าเศร้า
“ข้าจำคำพูดไอ้แก้วได้ขึ้นใจ มันบอกว่า ถึงเราจะรับใช้เอาใจเค้าอย่างไร เราก็ยังเป็นทาส ไม่ใช่คนในสายตาของผู้เป็นนายอยู่ดี โดนคุณมาโนชสั่งเฆี่ยนคราวนี้ ข้าถึงได้เข้าใจกระจ่าง ยังดีที่มีนายอย่างคุณน้ำทิพย์”
พลอยฟังเข้มพูดแล้วก็ขบกรามแน่นด้วยความแค้น แต่ยังต้องอยู่ใต้การปกครองของมาโนช เลยทำอะไรไม่ได้

เวลาบ่าย ภายในคุกหญิง คอกเปิดตะกร้า เอาอาหารที่เตรียมมา ยื่นส่งผ่านลูกกรงให้บุญเจิม
“กินเสียสินังเจิม ของชอบเอ็งทั้งนั้นเลย”
“ทีหลังเอ็งไม่ต้องเอาข้าวปลามาให้ข้าดอก ถึงข้าจะอยู่ในคุก แต่ข้าวปลาก็มีเหลือกินอยู่แล้ว”
“แต่มันจะถูกปากเหมือนเราทำเองรึ เอ็งอย่าห้ามข้าเลย ข้าอยากเอามาให้เอ็ง”
บุญเจิมยิ้มบางๆ กินข้าวที่คอกเอามาให้ แก้วเดินเข้ามาในคุก เพื่อจะมาเยี่ยมบุญเจิมเช่นกัน โดยไม่ได้นัดหมายกัน แก้วเห็นคอกกำลังเอาอาหารและพูดคุยกับบุญเจิมอยู่ สายตาท่าทางที่คอกดูแลบุญเจิม ดูแปลกๆไม่เหมือนเพื่อน แก้วเลยหยุดดูด้วยความสนใจ
คอกนึกขึ้นได้ หยิบสายสิญจน์ออกมา
“จริงสิ ข้าเกือบลืมไป ยื่นมือมาสินังเจิม”
บุญเจิมแปลกใจ แต่ก็ยื่นมือผ่านลูกกรงให้คอก
“มีอะไรรึ”
คอกผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือบุญเจิม ยิ้มแย้ม
“สายสิญจน์ของหลวงพ่อที่วัดน่ะ เค้าลือกันว่าหลวงพ่อท่านศักดิ์สิทธิ์นัก เราไปพึ่งใบบุญที่วัดอยู่ตั้งนานก็ไม่รู้ พอข้ารู้ ก็รีบขอมาให้เอ็ง เสนียดจัญไรในคุก จะได้ไม่กล้ำกรายเอ็งยังไงเล่า”
บุญเจิมยิ้มดีใจที่คอกเป็นห่วงขนาดนี้ แก้วเห็นอย่างนี้ก็ยิ่งมั่นใจ ว่าทั้งคู่มีอะไรเกินเพื่อนแน่ๆ แก้วอมยิ้มออกมา

ผ่านเวลาซักพัก ในวัดแห่งหนึ่ง แก้วทำหน้าตาบึ้งตึงแกล้งคอกที่กระอักกระอ่วน อายๆ
“ฉันก็ไม่ได้อยากปิดพี่ดอก เอ่อ แต่ ฉันกับนังเจิม ยังไม่ได้ทำตามธรรมเนียม เลยไม่รู้จะพูดยังไง น่ะพี่”
แก้วหน้าบึ้งอยู่ครู่นึง ก่อนจะหลุดขำออกมา
“ทำไมต้องทำหน้าอย่างนั้นวะ ไอ้คอก ข้าไม่ได้โกรธเคืองอะไรเอ็งเสียหน่อย เพียงแค่เห็นท่าทางเอ็งกับนังเจิมแปลกพิกลไป จึงถามดูเท่านั้นเอง”
คอกโล่งอก
“พี่ไม่ว่าอะไรฉันแน่นะ นังเจิมมันเคยรักพี่มาก แต่...”
“เอ็งก็รู้ ว่าข้าเห็นนังเจิมมันเป็นเพียงน้อง ไม่เคยคิดเป็นอื่นเลย แลเอ็งกับมันเป็นผัวเมียกันก็ดีแล้ว เพราะเอ็งก็เป็นเหมือนน้องชายข้าเช่นกัน คนที่ข้ารักสองคน ได้ครองคู่กัน ข้ามีแต่จะดีใจ จะดุด่าเอ็งทำไม” แก้วพูดพลางตบบ่าคอก
คอกดีใจมาก
“ขอบคุณมากจ้ะพี่แก้ว”
“แต่ถ้านังเจิม มันพ้นโทษเมื่อไหร่ เอ็งต้องตกแต่งมันตามธรรมเนียม อย่าอยู่กันเงียบๆเช่นนี้อีก เข้าใจหรือไม่”
“ฉันตั้งใจอยู่แล้วจ้ะพี่ เห็นฉันแบบนี้ แต่ฉันรักนังเจิมมันมาก นะพี่ รักมานานแล้วด้วย”
แก้วเห็นคอกเขินอาย ก็เดินเข้ามากอดคอ เดินขำๆไป

เวลาเย็น ที่บริเวณชายทุ่ง พวกทาสจำนวนหนึ่ง กำลังหนีด้วยความหวาดกลัว เค้งนำอั้งยี่จำนวนหนึ่ง วิ่งไล่ล่าพวกทาส เขาชักกรรไกรขาเดียวขว้างใส่ทาสคนหนึ่งถูกเข้าที่ด้านหลัง ทาสคนนั้นร้องโหยหวน ก่อนจะล้มลงขาดใจตาย
พวกทาสหวาดกลัวมาก แต่เห็นท่าจะหนีไม่ทัน บางคนเลยหันไปหยิบไม้เข้าไปสู้ คนอื่นก็หยิบของเท่าที่พอหาได้ เข้าสู้กับพวกอั้งยี่
อั้งยี่บางคนโดนทำร้ายเข้าไปหลายที แต่เค้งมีฝีมือมากกว่าทุกคน ทั้งเตะทั้งต่อย ใช้วิชากังฟูเล่นงานพวกทาสแต่ละคน จนบาดเจ็บล้มตายกันทั่ว
พอจัดการเสร็จ เฉียวหูก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับอั้งยี่อีกจำนวนหนึ่งที่คุมพวกทาสที่จับไว้ได้มา
“ลื้อทำได้ดีมากอาเค้ง พวกลื้อดูเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่าง ใครก็ตามที่คิดจะหนี มันต้องเจอ
จุดจบอย่างนี้ พวกลื้อเกิดมาเป็นทาส มีหน้าที่ ทำงานจนกว่าจะตายหรือไม่ ก็เป็นสินค้าให้อั๊วเอาไปขาย อย่าได้คิดหนี หรือแข็งข้อกับอั๊ว เอาตัวพวกมันไป” เฉียวหูพูดเสียงดัง
พวกอั้งยี่พาพวกทาสไปท เฉียวหูมองพวกทาสที่บาดเจ็บล้มตาย อย่างเสียดาย
“เสียไปหลายคน เห็นทีต้องหาเพิ่มเสียแล้วล่ะอาเค้ง”
“อั๊วจะรีบจัดการให้ตั่วกอ*”
เฉียวหูพยักหน้ารับแล้วเดินข้ามศพของพวกทาส ที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และทิ้งเอาไว้อย่างไม่แยแส

*พวกอั้งยี่จะเรียกหัวหน้าว่า “ตั่วกอ” หรือ “ตั่วเฮีย” ซึ่งแก๊งอั้งยี่ของเฉียวหูเป็นจีนฮกเกี้ยนจึงเรียกว่าตั่วกอ รองหัวหน้าคือ ยี่กอ ซากอ
 
อ่านต่อหน้า 4

ลูกทาส ตอนที่ 8 (ต่อ)

บริเวณเรือนแพพระนิติธรรมลือชาตอนหัวค่ำ คุณกัลยาไอโขลกไม่ยอมหยุด ไอจนตัวโก่ง และไม่มีทีท่าจะหยุด ตุ๊กตารีบถือถาดใส่เหยือกกับถ้วยเข้ามาให้

“น้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งค่ะคุณแดง จิบเสียหน่อยสิเจ้าคะ จะได้หายไอ”
ตุ๊กตารินน้ำจากเหยือกใส่ถ้วยก่อนจะยื่นให้ คุณกัลยายังไอโขลกและรับถ้วยมาจิบ
“ขอบใจจ้ะ”
ตุ๊กตาตกใจ รีบเข้าไปลูบหลังคุณแดง
“คุณแดงไอหนักเลยนะเจ้าคะ ถ้ายังไง บ่าวไปตามหมอมาให้นะเจ้าคะ”
“ฉันไปหามาแล้ว ไม่เห็นยาที่ฉันกินรึ”
“ยาฝรั่งอาจจะไม่ถูกโรคกระมังคะ ไม่เห็นคุณแดงดีขึ้นเลย ลองกินยาไทยดีหรือไม่เจ้าคะ”
คุณกัลยาส่ายหน้า
“ไม่ โรคฉันรักษากับยาฝรั่งดีกว่า ฉันรู้ดี”
ตุ๊กตาแปลกใจ
“หรือคะ แล้วคุณแดงป่วยเป็นโรคอะไรหรือเจ้าคะ”
คุณกัลยาโมโหทันที
“จะอยากรู้ไปทำไม ฉันป่วยเป็นอะไรก็เรื่องของฉัน ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ไป ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้เลย” คุณกัลยาพูดพร้อมกับไอโขลกเป็ฯระยะ
“เจ้าค่ะๆ”
ตุ๊กตารีบเปิดประตูออกจากห้อง แต่พอออกไปก็เห็นพระนิติธรรมลือชายืนอยู่หน้าประตูก็รีบคุกเข่าลงอย่างกลัวๆ คุณพระรู้ว่า น้องป่วยเลยหงุดหงิดง่าย และน้องไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นโรคน่ารังเกียจ เลยพาลใส่ตุ๊กตา

ในเวลาต่อมา ที่ชานเรือน คุณพระกำลังคุยกับตุ๊กตา
“อย่าโกรธน้องฉันเลยนะ อันที่จริงแล้ว น้องแดงเป็นคนใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ตั้งแต่เจ็บป่วย ใจคอก็ไม่เหมือนเดิม หงุดหงิดง่าย ถ้าทำอะไรไม่ดีลงไป ฉันก็ขอโทษแทนน้องแดงด้วย”
ตุ๊กตายิ้มบางๆ ปลื้มสุดๆ
“คุณพระไม่ต้องขอโทษบ่าวดอกเจ้าค่ะ บ่าวทราบดี ว่าคนป่วยไข้ย่อมอารมณ์เสียง่าย บ่าวไม่กล้าโกรธเคืองคุณแดงดอกเจ้าค่ะ”
“ขอบใจนะ แต่ฉันขอเถอะ อย่าเรียกตัวเองว่า บ่าว เลย เพราะถึงฉันจะให้หล่อนรับใช้น้องสาวฉัน แต่แท้ที่จริง หล่อนก็หนีร้อนมาพึ่งเย็น ไม่ใช่บ่าวไพร่จริงๆ”
“ไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ คุณพระมีบุญคุณกับบ่าว ถ้าไม่ได้คุณพระให้ที่อยู่ที่กิน ป่านนี้ไม่รู้บ่าวจะเป็นยังไงบ้าง บ่าวไม่กล้าตีตนเสมอดอกเจ้าค่ะ”
“แต่ถึงอย่างไร ฉันก็ไม่ชอบให้หล่อนเรียกตัวเองว่า บ่าว อยู่ดี เอาอย่างนี้ เรียกแทนตัวเองว่า ตุ๊กตา ก็แล้วกัน ฟังดูไม่ตีตนเสมอ แต่ก็ไม่กดหล่อนจนเกินไป”
ตุ๊กตายิ้มเขินๆ รู้สึกเหมือนใกล้ชิดพระนิติธรรมเพิ่มขึ้น
“เจ้าค่ะ เอ่อ คุณพระเจ้าคะ เมื่อเย็น คนของเรือนฝั่งตรงข้ามเอา ส้มสูกลูกไม้มาให้บ่าว เอ่อ ตุ๊กตาเห็นว่าเป็นของเล็กน้อย ไม่มีราคาค่างวดเท่าใด จึงรับเอาไว้ตามที่คุณพระสั่งเจ้าค่ะ”
พระนิติธรรมพยักหน้ารับ
“ดีแล้ว ที่ฉันกำชับเช่นนี้ เพราะฉันเป็นตุลาการ หากเที่ยวรับข้าวของคนอื่นจะถูกครหาเอาได้ แลพระยาไชยากรเจ้าของเรือนฝั่งข้ามคลอง ก็ใช่จะชื่นชอบอะไรฉันนัก เพียงแต่คงไปรู้มา ว่าหน้าที่ราชการฉันกำลังรุ่งโรจน์ ก็เลยอยากเอาใจเท่านั้นเอง”
“คุณพระเป็นคนยุติธรรมเหลือเกินเจ้าค่ะ ต่อไป ตุ๊กตาจะระวังให้มากเจ้าค่ะ”
พระนิติธรรมยิ้มเมตตาให้ตุ๊กตาที่รู้สึกสะเทิ้นอายไม่กล้าสู้สายตา คุณพระเดินกลับไปดูอาการคุณแดง
ตุ๊กตาได้แต่แอบมองตามด้วยแววตาปลาบปลื้มเอามากๆ

ผ่านเวลาไป 7-8 วัน นิ่มกำลังไกวเปลกล่อมลูกอยู่ พร้อมกับคุยกับแก้ว และน้อม ไปด้วย น้อมยิ้มหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
“ไอ้พูนมันยังรู้จักคุณนายน้อมน้อยไป หนอย ทำมาเป็นกร่างถามหานังตุ๊กตา เจอแม่เรียกนครบาลมา หนีหางจุกตูดไปเลย”
“แต่ยังไง แม่ก็ต้องระวังให้มากนะจ๊ะ นายพูนเป็นนักเลง ฉันกลัวว่าจะมาทำร้ายแม่”
น้อมเชิ่ดใส่
“คนละแวกวัดนามบัญญัติ มีใครบ้างไม่เคยพึ่งพาแม่ ลองมันทำอะไรสิ ถ้าภายในสามวันไม่ย้ายเรือนออกไป อย่ามาเรียกแม่ว่าคุณนายน้อมเลย”
แก้วยิ้มแย้มบอก
“ตอนนี้ตุ๊กตาก็ไม่ได้อยู่ที่โรงงานแล้ว ทั้งคนงานบ่าวไพร่ก็ยืนยันได้ แล้วนายพูนจะมาเอาผิดอะไรกับคุณนายล่ะขอรับ แลถึงรู้ว่าตุ๊กตาอยู่ที่ไหน นักเลงอย่างนั้น ก็ไม่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับคุณพระดอกขอรับ”
“จริงจ้ะพ่อรอด นังตุ๊กตามันรอดปากเหยี่ยวปากกาได้ ก็เพราะปัญญาของพ่อรอดแท้ๆเลย”
แก้วยิ้มแหยๆ ไม่ว่าทำอะไรน้อมก็อวยตลอด จนน่ากลุ้ม ขณะนั้นเอง อบเชยก็วิ่งหน้าตาตื่นขึ้นเรือนมา
“แย่แล้ว แย่แล้วพี่นิ่ม ป้าน้อม อีตาพระยานาล่มมา จวนจะถึงหน้าบ้านแล้วด้วย”
ทุกคนต่างตกใจมาก เพราะถ้าพระยาไชยากรเจอแก้วที่นี่ล่ะตายหมู่แน่
“ท่านเจ้าคุณไม่ได้มาตั้งหลายวัน ทำไมจู่ๆ ถึงมาแต่เช้าอย่างนี้ล่ะ”
“เรื่องนั้น ไว้ค่อยถามกันเองเถอะ นายแก้วรีบหนีไปก่อน เร็วเข้า”
“ถ้าอย่างนั้น กระผมจะออกทางหลังบ้าน แม่อบเชยช่วยไปถ่วงเวลาท่านเจ้าคุณก่อนนะขอรับ”
“ได้ๆ”
อบเชยรีบออกไปหน้าบ้าน เพื่อถ่วงเวลา แก้วก็รีบไปทางด้านหลังทันที
“พ่อรอด ฉันไปด้วยจ้ะ รอฉันด้วย”
น้อมรีบตามแก้วไปทันที นิ่มทั้งร้อนใจ แปลกใจ ไม่รู้ว่าพระยาไชยากรมาแต่เช้าอย่างนี้ จะมีปัญหาอะไรรึเปล่า

แก้ว และน้อมเดินคุยกันหลังจากหนีออกมาได้แล้ว
“อุ๊ย นี่ถ้าไม่เห็นแก่พ่อรอดล่ะก็ ฉันไม่มีวันหนีอีตาพระยาไชยากรเด็ดขาด”
“กระผมทราบขอรับ แลเป็นพระคุณเหลือเกิน ที่คุณนายยอมหนีเพื่อกระผม”
น้อมเขินอาย ส่งสายตาวิบวับ
“พ่อรอดรู้ก็ดีแล้วล่ะจ้ะ”
แก้วยิ้มแหย ลำบากใจ น้อมเริ่มแปลกใจ
“แต่อีตาเจ้าคุณนี่ก็ร้ายเหลือ กะอีแค่ทาสคนเดียว ทั้งวางแผนใส่ร้าย ทั้งตามล่าจะเอาให้ตายให้ได้ ไม่รู้โกรธแค้นอะไรนักหนา”
แก้วรู้ดีอยู่แก่ใจแต่บอกน้อมไม่ได้

เวลาต่อเนื่องมา พระยาไชยากรยิ้มแย้มเดินนำนิ่มเข้ามาในห้องนอน
“ไอ้หนูลูกฉันคนนี้ มันน่ารักน่าชังเหลือเกิน ท่าทางจะเฉลียวฉลาด โตขึ้นต้องได้เป็นใหญ่เป็นโตแน่”
“ก็เหมือนท่านเจ้าคุณน่ะล่ะค่ะ ยิ่งหน้าตา นับวันก็ยิ่งเหมือน ถึงไม่บอก คนเค้าก็รู้ว่าต้องเป็นลูกท่านเจ้าคุณแน่ๆ”
พระยาไชยากรหัวเราะชอบใจ อย่างมีความสุข นิ่มเดินไปหยิบเสื้อตัวใหม่มาให้สามีเปลี่ยน
“แล้วทำไม วันนี้ท่านเจ้าคุณถึงได้มาแต่เช้าล่ะคะ จำได้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดของท่านเจ้าคุณ ทุกทีจะมาอย่างเร็วก็ตอนเย็นๆไม่ใช่หรือคะ”
ไชยากรหงุดหงิด
“เรือนฉันมันมีแต่เรื่องขัดหูขัดตาน่ะสิ ฉันถึงไม่อยากอยู่ ที่ฉันไม่มาเสียหลายวัน ก็เพราะมัวแต่ไปจัดการ เรื่องร้อนใจ แต่ก็มีแต่คนคอยขัดขวาง ไอ้คนที่จะช่วยเหลือ ก็ไม่มีใครได้อย่างใจซักคน”
นิ่มยิ้มบางๆ รู้ว่าสามีจะเล่นงานแก้ว เลยรีบเปลี่ยนเรื่อง
“อย่าหงุดหงิดไปเลยค่ะ อย่างไรเสีย ท่านเจ้าคุณก็มาหาฉันกับลูกแล้ว ก็ลืมเรื่องร้อนใจ แล้วพักผ่อนให้สบายเถอะค่ะ”
พระยาไชยากรยิ้ม อารมณ์ดีขึ้น เมื่อมีนิ่มเอาอกเอาใจ
“แล้ววันนี้ ท่านเจ้าคุณจะค้างหรือไม่คะ ฉันจะได้ให้แม่อบเชยยกสำรับมาให้ถูกเวลา”
“วันนี้ฉันอยู่แค่เย็นๆเท่านั้น เพราะต้องไปงานเลี้ยงบ้านท่านเจ้าคุณเทวาต่อ นี่ก็เห่อฝรั่งมังค่า เรือนปลูกตามแบบฝรั่งยังไม่พอ ยังจัดงานเลี้ยงเหมือนฝรั่ง ต้องให้เมียตามผัวออกงานอีก” เจ้าคุณพูดพลางยิ้มเยาะแล้วส่ายหน้าเซ็งๆไม่เห็นด้วย
นิ่ม พอรู้ว่าภรรยาต้องตามสามีออกงาน ก็แอบดีใจ เพราะคราวนี้ตนคงได้ออกงานตามพระยาไชยากรแน่ๆ
 
ซึ่งก็เท่ากับตนได้เป็นภรรยาออกหน้าออกตาซะที

นิ่มกำลังคุยกับอบเชยอยู่ที่ชานเรือน

“จะให้ฉันหาชุดออกงาน งานบุญหรืองานศพล่ะพี่นิ่ม” อบเชยถามอย่างแปลกใจ

นิ่มตีแขนอบเชยเบาๆ แล้วทิ้งค้อน
“งานบุญงานศพอะไรกัน แม่อบเชยนี่ งานเลี้ยงบ้านท่านเจ้าคุณเทวาเย็นนี้ต่างหาก พี่คงต้องไปออกงานกับท่านเจ้าคุณ อบเชยช่วยหาชุดให้พี่ทีนะ”
“แล้วอีตา เอ่อ เจ้าคุณของพี่ จะให้พี่ไปด้วยแน่หรือจ๊ะ”
“แน่สิจ๊ะ ท่านเจ้าคุณว่างานเลี้ยงแบบฝรั่ง เค้าต้องให้เมียออกงานด้วย แล้วถ้าพี่ไม่ไป ใครจะไปล่ะ”
นิ่ม แอบวาดฝันว่าจะได้ควงคู่สามีออกงานอย่างสมเกียรติ

บริเวณชานเรือนแพพระนิติธรรมลือชา คุณกัลยายืนมองสายน้ำด้วยสายตาเหม่อลอย เหมือนคนไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีความหวัง ตุ๊กตาเดินถือผ้าคลุมไหล่เข้ามาหา
“คลุมผ้าเสียหน่อยนะคะคุณแดง ลมเย็นๆแบบนี้ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีก”
เธอพยักหน้ารับอย่างซึมๆ ก่อนที่ตุ๊กตาจะคลุมผ้าให้
“ไม่เบื่อรึ ต้องคอยมาดูแลคนป่วยอย่างฉัน”
“ไม่ดอกเจ้าค่ะ ตุ๊กตาดีใจที่ได้รับใช้คุณกับคุณพระ เพราะคุณสองคน มีเมตตากับตุ๊กตามาก”
เธอถอนใจ
“แต่ฉันเบื่อ ฉันอยากแข็งแรงเหมือนคนอื่นบ้าง นี่ฉันเรียนจบแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไร เพราะมัวแต่เจ็บป่วยอยู่อย่างนี้” คุณกัลยาพูดแล้วก็ไอโขลก
“เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดา คุณแดงอย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ พักรักษาตัวอีกไม่นานก็หายแล้ว หายเมื่อไหร่ คุณแดงอยากจะทำอะไร ก็ได้ทำทั้งนั้นล่ะเจ้าค่ะ”
“ถ้าฉันหายน่ะนะ”
เธอไอโขลกขึ้นมาอีก ไอเบาๆไม่แรงมาก แต่พอดูที่ฝ่ามือกลับเต็มไปด้วยเลือดที่ไอออกมา ทั้งสองคนตกใจสุดๆ เมื่อเห็นเลือดที่ไอออกมา
“เลือด คุณแดงไอเป็นเลือด”
คุณกัลยาตกใจสุดๆ ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าอาการจะทรุดลงขนาดนี้ ตุ๊กตาฉุกคิดขึ้น
“หรือว่าคุณแดงป่วยเป็น...”
คุณกัลยาตวาดแว๊ด ทั้งโกรธทั้งกลัวคนรังเกียจ
“รู้แล้วว่าฉันป่วยเป็นอะไร ก็ไปให้พ้นๆ ถ้าไม่อยากตาย ก็อย่ามาเข้าใกล้ฉัน”
เธอผลักตุ๊กตาออก แล้วเดินหนีเข้าข้างในไป ตุ๊กตาได้แต่มองตามด้วยความตกใจ และสงสารคุณกัลยาสุดๆที่ป่วยเป็นวัณโรค

ในบรรยากาศของเรือนแพหมู่ มีการค้าขายกันคึกคักพอสมควร พระนิติธรรมลือชา และตุ๊กตากำลังจ่ายตลาด เลือกซื้อของกินของใช้อยู่ คุณพระก็เป็นคนจ่ายเงินให้ ก่อนจะเดินคุยกันมา
“มิน่าล่ะเจ้าคะ คุณพระถึงไม่ให้ตุ๊กตาไปนอนเป็นเพื่อนคุณแดง ที่แท้ก็กลัวตุ๊กตาจะติดโรคน่ะเอง”
“ฉันก็ต้องขอโทษหล่อนด้วยนะ ที่ไม่ได้บอกกล่าวกันตั้งแต่ต้น แต่โรคเช่นนี้ มันเป็นที่รังเกียจ ฉันก็เลยไม่รู้จะพูดยังไง”
ตุ๊กตายิ้มบางๆ
“ไม่เป็นไรดอกเจ้าค่ะ เป็นใครก็พูดยากทั้งนั้น ตุ๊กตาเข้าใจ เอ่อ แล้วคุณแดงเป็นมานานหรือยังคะ”


“ก็ไม่นานเท่าไหร่ นี่ก็รักษากับหมอฝรั่งอยู่ หมอคนนี้เค้าเก่งมาก ฉันก็ได้แต่หวัง ว่าน้องแดงจะหายจากโรค ฉันบอกเจ้าอ้นให้ไปกราบเรียนเจ้าคุณพ่อเรื่องหล่อนแล้วนะ เดี๋ยวหล่อนไปเก็บข้าวของ แล้วย้ายไปอยู่ที่เรือนเจ้าคุณพ่อของฉันก็แล้วกัน”
ตุ๊กตาตกใจมาก
“คุณพระจะไล่ตุ๊กตาออกจากเรือนหรือคะ”
“ฉันไม่ได้ไล่ แต่ฉันเป็นห่วง กลัวหล่อนจะติดโรคจากน้องแดง ก็เลยจะให้หลบไปอยู่ที่อื่นต่างหาก หล่อนไม่ต้องกลัวนะ หลบอยู่กับเจ้าคุณพ่อฉัน ไม่มีใครทำอะไรหล่อนได้ดอก”
ตุ๊กตาหน้าจ๋อย อ้อนวอน
“คุณพระอย่าให้ตุ๊กตาไปเลยนะคะ ถ้าตุ๊กตาไปแล้วใครจะดูแลคุณแดง พี่อ้นก็ต้องทำงาน ส่วนคุณพระก็มีราชการรัดตัว ตุ๊กตาอยู่ ก็ยังพอช่วยได้บ้างนะคะ”
“แล้วหล่อนไม่รังเกียจน้องแดงรึ เมื่อก่อน น้องแดงยังไม่มีอาการ แต่ตอนนี้ถึงกับไอเป็นเลือดแล้ว หล่อนอาจจะติดโรคเอาก็ได้”
“ตุ๊กตาไม่เคยรังเกียจคุณแดงเธอเลยค่ะ ตรงกันข้าม ออกจะสงสารเธอเสียด้วยซ้ำ ที่ต้องป่วยเป็นโรคเช่นนี้ตั้งแต่ยังสาว ขอให้ตุ๊กตาได้ดูแลเธอ เพื่อตอบแทนบุญคุณของคุณพระด้วยเถอะนะ เจ้าคะ”
พระนิติธรรมยิ้มบางๆ มองตุ๊กตาด้วยความซึ้งใจ ไม่คิดว่าตุ๊กตาจะมีน้ำใจมากขนาดนี้ นับวันก็ยิ่งเห็นความดีของตุ๊กตามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่สบตากันเล็กน้อย ตุ๊กตาเหมือนต้องมนต์สะกดไม่สามารถละสายตาไปจากดวงตาของคุณพระได้
คุณพระเสียอีกที่เป็นฝ่ายต้องดึงสายตากลับ ปั้นหน้านิ่งเดินนำไปก่อน ขณะที่ตุ๊กตาช้อนตามองตามพระนิติธรรมลือชาไปสายตาปลาบปลื้มหลงใหล

เวลาต่อเนื่องมา น้ำทิพย์เดินออกมาจากห้องหนังสือ ทันใดนั้น มาโนชก็เข้าไปกอดรวบเอวน้ำทิพย์ไว้ทันที เธอตกใจสุดๆ
“พี่มาโนช ปล่อย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
มาโนชยิ้มกรุ้มกริ่ม
“เราเป็นคู่หมั้นกันแล้ว อีกหน่อย ก็ต้องเป็นผัวเมียกัน จะหวงเนื้อหวงตัวไปทำไมกันจ๊ะน้องน้ำทิพย์”
“ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะฟ้องคุณพ่อ แล้วให้คุณพ่อไล่พี่ออกจากเรือน”
มาโนชหัวเราะชอบใจ
“คุณอาออกไปหาเมียน้อยนานแล้ว ไม่อยู่ให้น้องน้ำทิพย์ฟ้องดอก แต่ถึงจะอยู่ คุณอาก็กลัวเลือดผู้ดี ต้องแปดเปื้อนด้วยเลือดทาสของไอ้แก้วมากกว่า ไม่มีทางจะไล่พี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ไอ้ลูกทาสนั่นดอก”
น้ำทิพย์เจ็บใจสุดๆ เลยกัดข้อมือมาโนชเต็มๆ เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เธอฉวยโอกาสสะบัดตัวหลุดออกมา เขาจะตามเข้าไปเอาเรื่อง แต่ทันใดนั้น อ้อนก็โผล่เข้ามาขวางหน้าเขาไว้
อ้อนตวาดแว๊ด
“อย่านะเจ้าคะคุณมาโนช ถ้าคิดจะรังแกคุณน้ำทิพย์ล่ะก็ ข้ามศพอีอ้อนคนนี้ไปก่อน”
อ้อนพูดพลางชักมีดปอกหมากพลูออกมา
มาโนชเห็นอ้อนเอาจริงก็ชักกลัว ใจไม่กล้าที่จะหักหาญเหมือนกัน เขาทำเป็นแกล้งหัวเราะ
“เลยเถิดใหญ่แล้วนมอ้อน ฉันก็แค่หยอกเย้าน้องน้ำทิพย์เล่นประสาคู่หมั้นคู่หมายเท่านั้นเอง นมอ้อนคิดเป็นจริงเป็นจังไปได้”
เขาได้ทีเลยเดินเลี่ยงไป แต่ก็แอบเจ็บใจที่นมอ้อนมาขัดขวาง
อ้อนถอนใจโล่งอก ก่อนจะหันไปพูดกับน้ำทิพย์
“กราบเรียนท่านเจ้าคุณเถอะค่ะ ขืนให้คุณมาโนชลำพองตัวอย่างนี้ต่อไป ซักวัน คุณน้ำทิพย์จะพลาดท่าเอาได้นะคะ”
“ไม่มีประโยชน์ดอกจ้ะนม พี่มาโนชพูดถูก ถ้าต้องเลือกระหว่างพี่มาโนชกับแก้ว คุณพ่อคงยอมให้ฉันถูกพี่มาโนชหยามเสียมากกว่า”

น้ำทิพย์สีหน้าเจ็บช้ำ เสียใจ

เวลาเย็น นิ่มในชุดไทยสวยหรูสำหรับออกงาน เดินออกมาจากข้างในบ้าน มาหาอบเชยที่นั่งรออยู่

“ โอ้โห งามเหลือเกินจ้ะพี่นิ่ม งามไม่มีที่ติเลยจ้ะ” อบเชยน้ำเสียงตื่นเต้น
นิ่มยิ้มแย้ม
“คงไม่ขายหน้าท่านเจ้าคุณกระมังอบเชย ท่านเจ้าคุณเทวาดูแลท่าเรือ ฐานะมั่งคั่งนัก งานเลี้ยงที่บ้านท่านคงมีแต่ผู้ดีมีตระกูล พี่กลัวเหลือเกิน ว่าจะไม่สมหน้าสมตาท่านเจ้าคุณ”
“ยิ่งกว่าสมหน้าสมตาอีกจ้ะ พี่นิ่มของฉันสวยออกปานนี้ ถ้าแขกเหรื่อในงานไม่มองจนเหลียวหลังก็ประหลาดแล้วล่ะ”
นิ่มยิ้มเขินๆ พระยาไชยากรแต่งตัวพร้อมออกงาน เดินออกมาจากข้างใน ชะงัก มองนิ่มอย่างแปลกใจ “แต่งตัวเช่นนี้ทำไมแม่นิ่ม”
นิ่มยิ้มแย้ม
“ก็จะไปงานเลี้ยงกับท่านเจ้าคุณยังไงล่ะคะ ท่านเจ้าคุณว่าชุดนี้ใช้ได้หรือไม่คะ ฉันให้อบเชยไปซื้อ”
เจ้าคุณพูดสวนขึ้นอย่างไม่พอใจ
“มีใครบอกว่าให้แม่นิ่มไปงานอย่างนั้นรึ”
นิ่มหน้าเสีย
“ก็ท่านเจ้าคุณบอกว่า งานเลี้ยงแบบฝรั่ง ตามธรรมเนียมต้องให้เมียตามออกงานด้วย ฉันก็เลย...”
“พวกฝรั่งมันจะถือธรรมเนียมอย่างไรก็เรื่องของมัน แต่ที่นี่เป็นบ้านเราเมืองเรา ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแล บ้านเรือน เลี้ยงดูลูกก็พอแล้ว จะไปยุ่มย่ามในเรื่องงานการของผู้ชายทำไมกัน”
นิ่มหน้าเสีย ซึมลงไปทันที
“ขอประทานโทษค่ะท่านเจ้าคุณ”
อบเชยชักมีทีท่าไม่พอใจขึ้นมา
“ทีหน้าทีหลัง จะทำอะไรก็ถามฉันก่อน ไม่ใช่ฟังไม่ได้ศัพท์ก็จับไปกระเดียดอย่างนี้”
พระยาไชยากรเดินหงุดหงิดลงจากเรือนไป อบเชยมองตามอย่างไม่พอใจ ก่อนจะไปปลอบใจนิ่ม
“เค้าไม่ให้ไปก็ไม่ต้องไป ชุดสวยๆเช่นนี้ เอาไว้ใส่ไปงานอื่นก็ได้พี่นิ่ม”
นิ่มพยักหน้าซึมๆพร้อมกับเดินเข้าข้างใน ผิดหวังมาก
อบเชยเดินตามมา ขณะนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องใส่รังนกกล่องใหญ่ วางอยู่ที่โต๊ะกลาง เธอแปลกใจ ก่อนเดินเข้าไปหยิบมาเปิดดู
“กล่องอะไร ... นี่รังนกนี่พี่นิ่ม ของดีเสียด้วย คงแพงโข”
นิ่มฉุกคิดขึ้น
“ท่านเจ้าคุณคงเตรียมเอาไปกำนัลท่านเจ้าคุณเทวา เดี๋ยวพี่เอาไปท่านก่อน”
นิ่มรับกล่องรังนกมาจากอบเชย แล้วรีบเดินตามเจ้าคุณออกไป

ทาสชายขับรถม้าพาพระยาไชยากรไปพ้นซอยแล้ว เจ้าคุณเบะปากดูถูก บ่นกับตัวเองเบาๆ พร้อมส่ายหน้าไปมา
“ใครจะให้ลูกแม่ค้าขายธูปออกงานด้วย”
นิ่มรีบเดินตามออกมาที่หน้าบ้าน อบเชยตามหลังมา
“ท่านเจ้าคุณไปแล้วพี่”
นิ่มเป็นห่วงสามี หันไปพูดกับอบเชย
“อบเชยไปตามรถลากมาให้พี่ที พี่จะรีบเอาของไปให้ท่านเจ้าคุณ”
“แล้วพี่นิ่มไปถูกรึ”
“ถูกสิ ท่านเจ้าคุณเทวาเป็นลูกค้าร้านธูปของแม่ พี่รู้ว่าเรือนท่านอยู่ที่ไหน”
“ถ้าอย่างนั้นรอเดี๋ยวจ้ะพี่นิ่ม”
อบเชยเดินเลี่ยงไปตามรถลาก
“เร็วๆ นะอบเชย”
นิ่มมีสีหน้าร้อนใจเป็นห่วงที่สามีลืมของ แล้วจะไม่มีของขวัญไปให้เจ้าของงาน

บรรยากาศในงานเลี้ยงอย่างสากล มีแขกเหรื่อมากมาย กำลังจับกลุ่มคุยกัน โดยผู้ชายก็พาภรรยามาออกงานด้วย พระยาไชยากรเดินเข้างานมา พอเห็นข้าราชการที่คุ้นเคย ก็รีบเข้าไปหาทันที
แขก 1บอก
“อ้าว ท่านเจ้าคุณ นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว”
พวกแขกเหรื่อที่จับกลุ่มคุยกัน ยกมือไหว้ เจ้าคุณก็รับไหว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ก็ไว้ตัวในที เพราะตำแหน่งสูงกว่า
“ฉันจะไม่มาได้อย่างไร ท่านเจ้าคุณเทวาอุตส่าห์เชิญทั้งที แล้วท่านเจ้าคุณเล่า”
แขก 2ยิ้มแย้มบอก
“ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิง ยังแต่งตัวไม่เสร็จขอรับ เห็นว่าสั่งตัดชุดแบบฝรั่งมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ คงต้องแต่งตัวกันนานหน่อย”
เจ้าคุณแอบยิ้มดูถูก ประมาณว่า เจ้าของงานดัดจริตทำตัวแบบฝรั่ง บริเวณหน้าประตู นิ่มเดินถือกล่องใส่รังนกเข้ามา พร้อมมองหาพระยาไชยากร
แขก 1ถาม
“แล้วท่านเจ้าคุณมาคนเดียวหรือขอรับ ถึงคุณหญิงของท่านเจ้าคุณจะเสียไปนานแล้ว แต่ได้ยินมาว่าเมียคนใหม่ของท่านเจ้าคุณก็งดงามไม่น้อย จะไม่ให้พวกกระผมได้เห็นเป็นบุญตาบ้างหรือขอรับ”
นิ่มเห็นพระยาไชยากรเข้าก็ดีใจ เลยรีบเดินเข้าไปหา
“นี่ถ้าไม่สนิทสนมกัน ฉันคงนึกว่าคุณหลวงเยาะฉันเล่น เพียงเมียน้อยจะพามาออกงานออกการใหญ่โตได้อย่างไร หากเป็นคุณหญิงที่ได้ตราตั้งก็ว่าไปอย่าง”
นิ่มชะงักไป เสียใจมาก คิดไม่ถึงว่า สามีจะดูถูกตนขนาดนี้
แขก 3ยิ้มแย้มบอก
“นั่นสิขอรับ หากไม่ใช่เมียเอกที่มีศักดิ์เสมอกันแล้ว จะพามาอวดได้อย่างไร”
“ถูกแล้ว ผู้หญิงที่เป็นเมียน้อยเมียบ่าวมันโง่เขลาเบาปัญญา ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มาเป็นเมียน้อยให้เสียเกียรติดอก เมียเช่นนี้ ได้อยู่เรือนเลี้ยงลูก มีเงินทองให้ใช้สอยก็บุญเท่าไหร่แล้ว ขืนพามาออกงาน ก็ขายขี้หน้าเสียเท่านั้นเอง”
พระยาไชยากรกับพวกแขกเหรื่อ หัวเราะชอบใจกันใหญ่ นิ่มทนไม่ไหว พยายามระงับอารมณ์แล้วปั้นยิ้ม
“ท่านเจ้าคุณคะ”
ไชยากรหันกลับไป เห็นนิ่มเข้าก็ตกใจสุดๆ
“แม่นิ่ม มาได้ยังไง”
นิ่มปั้นยิ้ม
“ฉันเห็นท่านเจ้าคุณลืมของ เลยเอามาให้ค่ะ”
นิ่มยื่นกล่องรังนกให้ พระยาไชยากรรับไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แขก 2 เห็นนิ่มสวยก็สนใจ
"ใครกันหรือขอรับท่านเจ้าคุณ"
เจ้าคุณอึกๆอักๆ ไม่รู้จะตอบยังไง
"เอ่อ..."
นิ่มปั้นยิ้ม ชิงตอบ ทั้งน้ำตาเคลือบตา
"ฉันเป็นบ่าวในเรือนของท่านเจ้าคุณค่ะ คนชั้นต่ำ โง่เง่าเบาปัญญาอย่างฉัน พระเดชพระคุณอย่ารู้จักให้เป็นเสนียดหูเลยค่ะ"
นิ่มยกมือไหว้ลาทุกคนแล้วรีบเดินกลับออกไปพร้อมน้ำตาร่วงผล๋อย
นิ่มเดินกลับไป โดยไม่โวยวายอะไรแม้แต่น้อย เจ้าคุณเคร่งเครียดหนัก ลึกๆแล้วก็รักนิ่มมาก และกลัวนิ่มจะโกรธ แต่จะให้ตามไปง้อก็เสียศักดิ์ศรีเกินไป เจ้าคุณเลยปั้นยิ้มกับทุกคนเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที
"รีบมากจนลืม สงสัยปีนี้จะแก่ขึ้นมาก ขี้หลงขี้ลืม"

เจ้าคุณทำหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ก็แอบเหลือบตามองตามนิ่มไปด้วยความไม่สบายใจนัก

บ้านเช่านิ่มตอนหัวค่ำ อบเชยกำลังอ่านหนังสืออยู่ พร้อมกับไกวเปลให้หลานไปด้วย นิ่มเดินซึมๆกลับเข้ามา

"อ้าวพี่นิ่ม กลับมาแล้วรึ เอาของไปให้...."
อบเชยพูดไม่ทันจบ นิ่มก็โผเข้ากอดอบเชยแน่น ร้องไห้ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น อบเชยก็ได้แต่ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่านิ่มเป็นอะไร

ตอนเช้าวันใหม่ที่บนเรือน น้ำทิพย์กำลังคุยอยู่กับพระยาไชยากร เธอตกใจกับเรื่องที่พ่อเล่าให้ฟัง
"แล้วคุณพ่อก็กลับจากงาน โดยที่ไม่ตามไปขอโทษแม่นิ่มเลยน่ะหรือคะ"
"ทำไมพ่อต้องไปขอโทษด้วย พ่อไม่ได้ทำอะไรผิด แม่นิ่มวุ่นวายไปเองต่างหาก"
"แต่คุณพ่อดูถูกแม่นิ่ม หาว่าเป็นเมียน้อย ไม่คู่ควรพาออกงานออกการเชียวนะคะ"
"แล้วไม่จริงรึ ลูกเคยเห็นขุนน้ำขุนนางที่ไหน พาเมียน้อยออกงานเลี้ยงบ้าง"
น้ำทิพย์อ่อนใจสุดๆกับค่านิยมของพ่อ
"แล้วคุณพ่อไม่คิดบ้างล่ะคะ ว่าแม่นิ่มต้องกลายเป็นเมียน้อยเพราะใคร ถ้าไม่ใช่เพราะคุณพ่อ หลอกลวงเธอ"
แม้เจ้าคุณจะโดนแทงใจดำ แต่ไม่ยอมแพ้
"ก็แล้วลูกจะให้พ่อยกย่องลูกแม่ค้าร้านขายธูปเป็นคุณหญิงอย่างนั้นรึ รู้ไปถึงไหน อายเค้าไปถึงนั่น"
น้ำทิพย์ได้แต่ถอนใจออกมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
"ความจริงพ่อก็เลี้ยงดูแม่นิ่มอย่างดี เงินทองก็มีให้ใช้สอยไม่ขาดมือ แม่นิ่มก็ควรจะรู้จักพอเสียบ้าง ไม่ใช่เพียรเผยอจะเทียบกับพ่ออย่างนี้"
น้ำทิพย์ พูดอะไรไม่ออก ไม่ชอบนิสัยแบบนี้ของพ่อเลย แต่จะว่าพ่อก็ไม่ได้ ขณะนั้นเอง มาโนชก็เดินถือสมุดบัญชีมายื่นให้เจ้าคุณดู
"คุณอาขอรับ กระผมตามเก็บดอกเบี้ยของเดือนนี้มาให้แล้ว คุณอาลองตรวจบัญชีดูก่อนนะขอรับ"
พระยาไชยากรรับสมุดบัญชีมาตรวจดูด้วยความหงุดหงิด แต่เรื่องเงินๆทองๆก็ไม่อยากพลาด มาโนชหันไปส่งยิ้มให้น้ำทิพย์ เธอเบือนหน้าไปทางอื่น แล้วลุกเดินหนีทันที ไม่ยอมมองหน้าเขาแม้แต่น้อย
มาโนชมองตามด้วยความเจ็บใจ ขบกรามแน่น คิดอยากเอาชนะน้ำทิพย์ให้ได้

สายวันเดียวกัน บรรดานักโทษหญิง กำลังขุดดิน ปลูกผักไว้ทานเองกันในคุก บุญเจิมขุดดินอยู่ พวกผู้คุมเดินถือกระบอกน้ำไม้ไผ่เข้ามา
"เอ้า พักกินน้ำกินท่ากันก่อน"
พวกนักโทษพากันหยุดพัก แล้วไปรับกระบอกน้ำมาดื่มแก้กระหาย บุญเจิมเลี่ยงมานั่งหลบมุมดื่มน้ำ
พอดื่มเสร็จ ก็มองไปที่สายสิญจน์ที่ข้อมือแล้วคิดถึงคอก คิดถึงความรัก ความซื่อสัตย์ที่คอกมีให้ก็ยิ่งรู้สึกดี

ภายในโรงงานธูปยามบ่าย คอกกำลังฝนจันทน์อยู่ แก้วยกของขนของมาวาง แล้วเดินไปหาคอก
"ไม่เหนื่อยบ้างรึไอ้คอก พักก่อนสิ"
" ไม่ต้องพักดอกจ้ะ ฉันอยากรีบทำงานให้เสร็จ เผื่อจะได้ไปเยี่ยมนังเจิมมัน"
แก้วยิ้มๆ เห็นคอกห่วงบุญเจิมตลอดก็ดีใจด้วย
ขณะนั้นเอง ก็มีคนงานหญิงคนหนึ่งรีบเข้ามานินทากับพวกคนงานด้วยความตั้งอกตั้งใจ
"พวกเราๆ มีข่าวใหญ่"
พวกคนงานรีบล้อมวงกันเข้ามา อีกคนถาม
"ข่าวใหญ่อะไรของแกนังปริก ถ้าไม่ใหญ่จริง ฉันจะฟ้องคุณนายน้อมว่าแกอู้งาน สันหลังยาว"
"เรื่องคุณนายนิ่มหอบลูกกลับมาเรือน ใหญ่พอหรือยังล่ะยะ"
"พาหลานมาหายาย จะแปลกอะไรรึป้า" แก้วว่า
"ก็แปลกตรงที่อุ้มลูกกลับมาพร้อมน้ำตานองหน้าน่ะสิเจ้ารอด"
พวกคนงานต่างฮือ วิพากษ์วิจารณ์ นินทากันมันปาก แก้วแปลกใจ สงสัยทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับนิ่ม

นิ่มกำลังกอดน้อมร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยมีอบเชยยืนอยู่ใกล้ๆ น้อมสงสารลูก
"ไม่ต้องร้องนะแม่นิ่ม ไม่ต้องร้อง ถ้าอึดอัดคับข้องใจนัก ก็กลับมาอยู่กับแม่ ลูกคน หลานอีกคนแค่นี้ ทำไมแม่ จะเลี้ยงไม่ได้"
"อ้าวป้า ไม่ทันไร ก็ยุให้ผัวเมียเลิกกันเสียแล้ว" อบเชยว่า
น้อมตวาดแว๊ด
"แล้วจะทนให้มันดูถูกทำไมวะ ลูกสาวข้า ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา แม้จะไม่มีเชื้อแถวผู้ดีเก่าเหง้าผู้ดีแต่ก็ไม่น้อยหน้าใคร เงินทองก็ได้มาโดยสุจริต อีตาเจ้าคุณ เสียอีกร่ำรวยขึ้นทุกวันอย่างนี้ ไม่แคล้วรับสินบาทคาดสินบนเป็นแน่"
อบเชยอ่อนใจ
"โอ๊ย ไปกันใหญ่แล้วป้า แต่พี่นิ่มมีลูกเต้ากับเขา จะให้เด็กโตมาเป็นลูกไม่มีพ่อรึไง อย่างไรก็ควรหันหน้าคุยกันก่อน ถ้าไม่ไหวก็ค่อยตัดขาดกัน ไม่ใช่เอะอะก็ยุส่งท่าเดียว"
น้อมค้อนใส่ไม่พอใจ
"เอ็งไม่ต้องสาระแนมาสอนข้านังอบเชย"
นิ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น
"มันไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วอบเชย พี่ทนได้ทุกอย่างแม้จะถูกหลอกไปเป็นเมียน้อย พี่ก็ไม่เคยโกรธเคืองท่านเจ้าคุณ แต่นี่ถึงกับดูถูกดูแคลน ราวกับพี่ไม่มีหัวจิตหัวใจ ทั้งๆที่พี่เป็นแม่ของลูกชายท่านแท้ๆ ...เราคงไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันอีกแล้ว"
น้อมได้ที เข้าข้างลูกเต็มที่
"โถ แม่นิ่มของแม่ คิดถูกแล้วล่ะลูก คนอย่างเรามีศักดิ์ศรีพอ ผัวอย่างมันพ่ออย่างมัน ไม่มีเสียจะดีกว่า ไม่มีมันเราก็อยู่ได้ ไม่ต้องไปง้อมันหรอก"
น้อมโอบกอดลูกไว้ ในขณะที่นิ่มก็กอดแม่ร้องไห้ เสียใจกับเรื่องนี้สุดๆ อบเชยดูหนักใจ และไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

เวลาต่อเนื่องมา น้อมออกมาจากห้องนอนนิ่ม โดยมีอบเชยอยู่ใกล้ๆ น้อมกระหยิ่มยิ้มย่อง หัวเราะสะใจ ในที่สุด ลูกก็กลับมาหาตนจนได้
อบเชยเหล่มองป้าแบบรู้ทัน
"สมใจป้าล่ะสิ ได้ล้างแค้นแล้วนี่"
"ยัง แค่นี้ยังไม่สาแก่ใจข้าดอก คอยดูนะนังอบเชย ข้าจะเลี้ยงหลานชายข้าให้รักแต่ข้าคนเดียว เล่าความชั่วของพ่อมันให้ฟังทุกวัน จนลูกมันไม่ยอมเรียกพ่อ ถึงจะสมกับความแค้นของข้า"
น้อมเดินหัวเราะสะใจเลี่ยงไป อบเชยอึ้งไปครู่ ก่อนจะเดินโวยวายตามไป
"ใจร้ายเกินไปแล้วนะป้า เด็กมันไม่เกี่ยวอะไรด้วย อยากให้มันมีบาปติดตัวรึไง"

น้อมเดินหนีไปด้วยสีหน้าหงิกงอ
 
อ่านต่อตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...