xs
xsm
sm
md
lg

ลูกทาส ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ลูกทาส ตอนที่ 7

หน้าเรือนพระยาไชยากรตอนเช้า พลอยกำลังโบยหลังเข้มที่นอนคว่ำหน้า ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทุกครั้งที่พลอยลงหวาย
 
โดยมีเจ้าคุณ มาโนช ยืนดูด้วยสีหน้าถมึงทึง ในขณะที่กิ่ง และบรรดาทาสพากันดูเข้มถูกโบย ด้วยความหวาดกลัว ปนสะใจเพราะหมั่นไส้เข้มมานานแล้ว
พลอยโบยจนครบตามกำหนด ก็เข้าไปคุกเข่าไหว้เจ้าคุณ
"ครบแล้วขอรับท่านเจ้าคุณ"
เจ้าคุณโมโหมาก
"พวกมึงดูไว้ นี่คือค่าที่ไอ้เข้มมันโง่เขลา อยู่เวรแล้วให้ผู้หญิงล่อเอาไปตีหัว จนนักโทษสำคัญของกูหนีไปได้ ลากมันไปให้พ้นตากู" เจ้าคุณหันไปสั่งพวกทาส
พวกทาสช่วยกันลากเข้ม ที่เลือดโทรมหลัง เจ็บปวดจนลุกไม่ไหว ร้องโอดโอยตลอดเวลาออกไป
มาโนชชี้หน้ากิ่ง
"ส่วนมึงนังกิ่ง มึงเป็นแม่ไอ้แก้วแลสมคบกับอีเจิม จนเป็นเหตุให้ไอ้มีต้องตาย นับว่าสำคัญกว่าใครหมด ดังนั้นมึงต้องรับโทษเป็นสองเท่าของไอ้เข้ม"
"บ่าวไม่ได้สมคบกับนังเจิมนะเจ้าคะ บ่าวมารู้ภายหลัง แต่บ่าวยอมรับว่า เป็นคนเร่งรัดให้ไอ้แก้วหนีไปจริง ถ้าท่านเจ้าคุณกับคุณมาโนชจะลงโทษบ่าวก็ยินดีเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องที่ไอ้บุญมีตาย ก็เป็นเพราะมันทำร้ายนังเจิมก่อน จนเกิดต่อสู้กันขึ้น ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ"
เจ้าคุณตะคอก
"มึงยังกล้าเถียงอีกรึนังกิ่ง เมื่อมึงไม่รู้สำนึก กูจะจับมึงขังแทนลูกชายมึง จนกว่าจะได้ตัวไอ้แก้วคืนมา" เจ้าคุณหันไปสั่งพลอย
"เฆี่ยนมัน แล้วเอามันไปขัง"
พลอย เข้าไปจับกิ่งนอนคว่ำหน้าแล้วลงมือเฆี่ยนด้วยหวาย กิ่งร้องด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางความหวาดกลัวของทุกคน ในขณะที่เจ้าคุณและมาโนช เดินขึ้นเรือนไปโดยไม่แยแส ทั้งคู่เดินคุยกันขึ้นมาบนเรือน
"เรื่องศพไอ้บุญมี วานพ่อมาโนชแจ้งนครบาลแทนอาด้วย ถ้านครบาลจัดการตามกฎหมายแล้ว จะเอาศพมันไปไว้วัด หรือโยนให้แร้งกิน ก็ตามใจพ่อมาโนชเถอะ"
มาโนชคิดอยู่ครู่นึง
"คุณอาขอรับ เราจะระบุผู้ฆ่าไอ้บุญมีเสียใหม่ มิดีหรือขอรับ"
เจ้าคุณชะงักไป
"ยังไงรึ"
"เราก็ระบุว่า ไอ้แก้วแหกที่คุมขัง แล้วฆ่าไอ้บุญมีตาย โดยให้ไอ้เข้มแลพยานอื่นช่วยกันยืนยัน โทษไอ้แก้วจะได้หนักขึ้น จนถึงประหารยังไงเล่าขอรับ"
เจ้าคุณคิดตาม ก่อนจะหัวเราะชอบใจ ตบบ่ามาโนชอย่างถูกอกถูกใจ มาโนชก็พลอยยิ้มแย้มได้หน้า และได้ล้างแค้นแก้วไปด้วย แต่ทันใดนั้นเอง เสียงน้ำทิพย์ก็ดังขึ้น
"ไม่ได้นะคะคุณพ่อ ลูกไม่ยอมเด็ดขาด"
ทุกคนหันไปมองตาม เห็นน้ำทิพย์เดินลิ่วเข้ามาหา
"คุณพ่อทำอย่างนี้ก็เท่ากับสร้างเรื่องใส่ความแก้ว ให้แก้วรับผิดทั้งๆที่ไม่ได้ทำ"
มาโนชโมโหหึง
"น้องห่วงมันมากนักรึ ถึงได้ออกหน้ามาเถียงแทนมัน กลิ่นสาบทาส มันคงเย้ายวน ถูกใจน้องมากสินะ"
"พี่มาโนช"
ไชยากรตวาดสวนขึ้น
"พอได้แล้วน้ำทิพย์ เรื่องของลูกยังไม่สิ้นคาวชั่ว อย่ามาออกความเห็นในเรื่องนี้ ผู้ผิดมีแผลสันหลังอยู่ หาควรมีสิทธิ์ออกความเห็นใดๆอีกไม่"
"แต่คุณพ่อกำลังทำบาปนะคะ"
พระยาไชยากรจ้องหน้าน้ำทิพย์เขม็ง
"แล้วที่พ่อทำบาป ก็เพราะความใฝ่ต่ำของผู้ใดเป็นต้นเหตุเล่า"
น้ำทิพย์อึ้ง หลบตาพ่อไม่กล้าเถียงอีก เจ้าคุณเดินเลี่ยงไป มาโนชมองน้ำทิพย์แล้วยิ้มเยาะสะใจ ก่อนจะเดินตามพระยาไชยากรไป น้ำทิพย์ร้อนใจ หมดปัญญาจะช่วยแก้ว

เวลาเช้า ชาวบ้านเดินออกมาจากบ้าน เตรียมจะไปทำนาทำสวน ทันใดนั้นเอง ชาวบ้านก็เห็นคอก กำลังขโมยเสื้อผ้า แถมมืออีกข้างถือผลไม้เต็มไปหมด ชาวบ้านหยิบไม้ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเดินย่องๆเข้าหาคอก กะตีให้น่วม พอเข้าไปใกล้ ก็เงื้อไม้ตีทันที แต่จังหวะนั้นเอง คอกหันมาเห็นเข้า เลยหลบได้หวุดหวิด
"อย่าหนีนะโว้ย ไอ้หัวขโมย มาให้ข้าเพ่นกบาลซะดีๆ หนอย มีมือมีตีนไม่ยอมทำงานทำการ มาเที่ยวขโมยขอชาวบ้าน"
คอกหลบซ้ายหลบขวา จนชาวบ้านเริ่มเหนื่อยหอบไล่ไม่ไหว คอกก็ฉวยโอกาสรีบหอบของที่ขโมยได้วิ่งหนีไปทันที

บุญเจิมนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ สีหน้าเศร้าซึม เอาแต่คิดเรื่องที่ฆ่าบุญมีอยู่ตลอด เธอตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลพรากสะอึกสะอื้น เกิดมาไม่เคยฆ่าใคร แต่กลับต้องมาฆ่าพี่ชายแท้ๆของตัวเอง
ขณะนั้นเอง คอกก็วิ่งถือผลไม้ เสื้อผ้า กลับมาหาบุญเจิม
"นังเจิมๆ"
บุญเจิมสะดุ้ง ดึงสติกลับมาได้ ซับน้ำตาออกให้หมด
"กินอะไรเสียหน่อยเถอะนังเจิม ข้าขโมยผ้าผ่อนมาให้เอ็งผลัดด้วยนะ บุญนักที่ไม่โดนจับได้"
บุญเจิมนิ่งซึม สะกดอารมณ์เหมือนไม่ได้ยินคอกพูดแม้แต่น้อย คอกงงๆ
"อ้าว ทำไมไม่กินล่ะวะนังเจิม เป็นอะไรรึ"
ขาดคำ บุญเจิมก็ค่อยๆร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
คอกตกใจ
"นังเจิม"
บุญเจิมโผเข้ากอดคอกแน่น ร้องไห้
"ข้าฆ่าพี่มี ไอ้คอก ข้าฆ่าพี่มี พี่ชายแท้ๆ ของข้าเอง"
บุญเจิมร้องไห้ไม่ยอมหยุด ด้วยความเสียใจ และหวาดกลัวสุดๆ
 
คอกอึ้งอยู่ครู่นึง ก่อนจะค่อยๆ สวมกอดบุญเจิมตอบ ด้วยความรักและสงสารจับใจ

เวลาเช้า คุณกัลยาสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผิดกับตอนป่วย กำลังเคาะประตูห้องทำงานของพี่ชายที่แก้วนอนอยู่

"แก้วจ๊ะ ออกมากินข้าวพร้อมเจ้าอ้นสิ"
เงียบ ไม่มีเสียงตอบจากข้างใน เธอแปลกใจ
"ฉันเข้าไปนะจ๊ะแก้ว"
คุณแดงเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป ภายในห้องว่างเปล่า ไม่มีแก้วอยู่ เธอมองไปรอบๆ เหลือบไปเห็นจดหมายฉบับหนึ่งถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงาน เธอเดินไปหยิบขึ้นมาอ่าน ปรากฏว่าเป็นจดหมายของแก้วนั่นเอง

ในเวลาต่อมา บริเวณชานเรือนแพ คุณพระกำลังอ่านจดหมายของแก้ว โดยมีน้องสาวนั่งหน้าเศร้าอยู่ใกล้ๆ
"บุญคุณที่คุณพระมีต่อกระผม แม้ตายแล้วเกิดใหม่ก็คงทดแทนไม่หมด กระผมจึงไม่อยากให้คุณพระต้องพลอยเดือดร้อนเพราะปกป้องข้าทาสอย่างกระผม แลขอให้คุณพระ โปรดอย่าได้เป็นห่วง เพราะกระผมย่อมอยู่ในที่ปลอดภัยได้เสมอ รอให้กระผมอายุครบยี่สิบเอ็ดปี พ้นจากความเป็นทาสเมื่อใด กระผมคงได้มากราบเท้าคุณพระแลคุณแดง ผู้ให้ความเมตตาแก่กระผมโดยตลอดมา...แก้ว"
พระนิติธรรมอ่านจบ ก็หันไปพูดกับน้องสาว
"น้องอย่าเศร้าเสียใจไปเลย เจ้าแก้วมันตัดสินใจแล้ว คงกลัวว่าจะชักนำความเดือดร้อนมาให้เรา"
เธอเป็นห่วงแก้วมาก
"น้องไม่เข้าใจเลย ทำไมแก้วถึงต้องทำแบบนี้ด้วย โทษของแก้วก็เพียงแค่ขัดคำสั่งนาย แลหนีนายออกมาเท่านั้น เจ้าคุณไชยากรจะต้องตามล่าแก้วเอาเป็นเอาตาย ถึงขนาดทำให้เราต้องเดือดร้อนเชียวหรือ" นิติธรรมคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"บางที เจ้าแก้วอาจจะไปรู้อะไรบางอย่างมา แต่ไม่เล่าให้เราฟังก็เป็นได้ น้องอย่าคิดให้กลุ้มใจไปเลย แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่พี่มั่นใจ ว่าคนอย่างเจ้าแก้วถ้าตั้งใจจะหนีแล้ว ไม่มีใครจับมันได้ดอก เห็นทีมันจะอยู่จนถึงกำหนดพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสฉบับนั้นเป็นแน่"
"น้องก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้นค่ะ แต่แก้วตัวคนเดียว ถ้าไม่มีพวกเราคอยช่วยเหลือ แล้วใครกันคะ ที่จะประคองแก้วให้พ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้ คิดแล้ว ก็หวั่นใจเหลือเกินค่ะ"
พระนิติธรรมลือชาก็มีสีหน้าแววตาเป็นห่วงแก้วไม่แพ้กัน

เวลาสาย บริเวณหน้าบ้านเช่า ขอทานสกปรกคนหนึ่ง ใช้ผ้าสกปรกห่มและนั่งขดตัวเยื้องหน้าบ้านเช่านิ่มออกไปเล็กน้อย นิ่มและอบเชย มองดูอยู่ด้วยสีหน้าหวาดกลัว อบเชยจะเข้าไปดู แต่นิ่มคว้าแขนเอาไว้
"แม่อบเชย อย่าเข้าไปเลย"
"ขอดูหน่อยเถอะ ตายหรือยังก็ไม่รู้"
อบเชยมองหาและหยิบกิ่งไม้ตามข้างทาง เดินเข้าไปดูใกล้ๆ อบเชยใช้ไม้เขี่ยผ้าที่ห่มคลุมปิดหน้าออกก็ตกใจมาก
"เจ้าแก้ว"
นิ่มเองก็ตกใจ
"ตายจริง เรื่องเพียงนี้ ถึงกับไล่ฆ่ากันเชียวรึ"
นิ่มคุยกับแก้ว โดยมีอบเชยอยู่ใกล้ๆ
"อันที่จริง มีเหตุอีกหลายประการ แต่กระผมไม่สะดวกที่จะกราบเรียนคุณนายตอนนี้ขอรับ แต่ก็อยากจะขอความเมตตาจากคุณนายให้ช่วยชีวิตกระผมไว้ซักครั้งเถิดขอรับ"
"ข้อนั้นไม่ต้องห่วงดอก แก้วมีบุญคุณกับฉันหลายเรื่อง ถึงอย่างไรเสีย ฉันก็ต้องช่วยแก้วแน่ เพียงแต่ที่นี่ก็ไม่กว้างขวางอะไร ฉันกลัวว่า หากท่านเจ้าคุณมา จะหลบกันไม่พ้นน่ะสิ"
อบเชยยิ้มเจ้าเล่ห์
"อยู่ที่นี่ไม่เหมาะดอกพี่นิ่ม แต่มีอยู่ที่หนึ่ง ที่อีตาพระยานาล่มคิดไม่ถึงเป็นแน่ แลเจ้าของที่ก็เต็มใจช่วยเสียด้วย ขอเพียงได้หักหน้าท่านเจ้าคุณของพี่เป็นพอ"
แก้วสงสัยมาก
"ที่ไหนรึแม่อบเชย"
อบเชยยิ้มเจ้าเล่ห์

ภายในร้านธูป น้อมกำลังทิ้งค้อนใส่แก้ว
"ที่แท้ก็เป็นทาสเค้านี่เอง แล้วก็มาโป้ปดว่าเป็นคนละแวกบ้านแม่นิ่ม ฉันก็ว่าแล้วว่ามันมีพิรุธ ตั้งแต่วันที่แม่นิ่มเจ็บท้องจะคลอดลูก แต่ฉันก็มัวแต่ห่วงลูกห่วงหลาน เลยไม่ทันได้ถามจนลืมไปเลย"
แก้วกราบที่ตักน้อม
"กระผมต้องขอโทษคุณนายน้อมที่โกหกขอรับ แต่กระผมกลัวว่าถ้าบอกความจริงว่าเป็นทาสของท่านเจ้าคุณ คุณนายจะรังเกียจจนไม่ยอมอ่านจดหมายของคุณนายนิ่มน่ะขอรับ"
"เอาเถอะๆ เรื่องมันผ่านไปแล้ว แล้วนี่จะให้ฉันช่วยอะไรก็ว่ามา"
"กระผมก็แค่อยากจะขอทำงานแลกข้าว แลหลบซ่อนอยู่ที่นี่จนอายุครบยี่สิบเอ็ดให้พ้นจากความเป็นทาสเท่านั้นขอรับ"
น้อมยิ้มเจ้าเล่ห์
"แค่นั้นน่ะรึ ได้สิ แต่หากพ้นจากทาสเมื่อใด ฉันขอเอาเรื่องนี้ไปบอกอีตาพระยาไชยากร เป็นการเยาะให้หนำใจสักครั้ง จะได้หรือไม่ล่ะ"
แก้วยิ้มขำๆ
"ได้ขอรับ แต่ระหว่างที่กระผมซ่อนตัวอยู่ที่นี่ คุณนายโปรดเรียกกระผมว่า รอด นะขอรับ คนอื่นที่ไม่รู้เรื่อง จะได้ไม่เรียกชื่อ แก้ว จนความไปถึงหูท่านเจ้าคุณน่ะขอรับ"
"ได้สิ พ่อรอดตามฉันมา ฉันจะพาไปที่โรงงานธูป"

น้อมเดินนำแก้วไป แก้วยิ้มดีใจที่น้อมเมตตาให้ความช่วยเหลือ

โรงงานทำธูปของน้อม เป็นการทำธูปแบบโบราณ คนงานหลายคนกำลังฟั่นธูป ฝนจันทร์หอม ทำเทียน ทำน้ำอบน้ำปรุง ฯลฯ
 
โดยโรงงานอยู่ด้านหลังของร้านธูปนั่นเอง ทั้งโรงงานและร้านอยู่ในอาณาเขตบ้านของน้อม
น้อมกำลังเดินสอนงานแก้วอยู่
"งานมีให้ทำทุกวัน แต่ฤดูเข้าพรรษาจะหนักโขอยู่ เพราะมีคนต้องการธูปเทียนมาก จนต้องทำกันหามรุ่งหามค่ำเลยทีเดียว ไหวหรือไม่ล่ะ พ่อรอด"
แก้วยิ้มรับ
"ไหวขอรับ งานหนักกว่านี้ กระผมก็เคยทำมาแล้วขอรับ"
น้อมพยักหน้ายิ้มๆ รู้ว่าแก้วเป็นทาสย่อมต้องผ่านงานหนักมาหมดแล้วหันไปเรียกตุ๊กตา
"ตุ๊กตา"
ตุ๊กตากำลังห่อธูปอยู่ พอได้ยินน้อมเรียกก็เข้าไปหาทันที ตุ๊กตาเป็นสาววัยรุ่น ผิวขาว สวยน่ารักมาก
เหมือนลูกผู้ดีมากกว่าจะเป็นคนงานของน้อม
"คุณนายมีอะไรให้รับใช้หรือคะ"
"นี่พ่อรอด เป็นคนงานเพิ่งมาใหม่ แกพาไปที่เรือนพักที แล้วก็หาเสื้อผ้าแลข้าวของเครื่องใช้ให้ด้วยล่ะ"
ตุ๊กตายิ้มแย้ม
"ค่ะคุณนาย ทางนี้จ้ะพี่รอด"
แก้วเดินตามตุ๊กตาไป น้อมแอบจับมองตามหลังรูปร่างกำยำล่ำสันของแก้วไป ดูอมยิ้มหูตาเป็นประกายเล็กน้อย

แก้วกำลังดูเรือนพักคนงานอยู่ โดยมีตุ๊กตายืนอยู่ใกล้ๆ
"เรือนใหญ่โตกว้างขวางนัก อยู่กันกี่คนรึแม่ตุ๊กตา"
"มีพี่รอดคนเดียวล่ะจ้ะ เพราะคนงานที่นี่เป็นคนละแวกนี้ทั้งหมด เช้ามาทำงาน ตกเย็นก็กลับ เรือนหลังนี้ เอาไว้ให้คนต่างถิ่นมาพัก เพราะช่วงฤดูเข้าพรรษาต้องใช้คนงานมาก แต่พอหมดฤดู ก็แยกย้ายกันกลับหมดจ้ะ"
แก้วพยักหน้ารับ
ขณะนั้นเอง ก็มีคนงานคนหนึ่ง เดินมาตามตุ๊กตา
"นังตุ๊กตา อาเอ็งมาหาแน่ะ"
ตุ๊กตาหน้าเสีย กลัว ไม่อยากเจออาเลย
"เดี๋ยวฉันมานะจ๊ะพี่รอด"
ตุ๊กตาเดินตามคนงาน 1 ไป แก้วหันไปมองเรือนพักแล้วยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

น้ำทิพย์เอายาฝรั่งมาให้กิ่ง ที่โดนโบยหลังจนล้มป่วย และต้องเอาใบตองปูนอนบนแคร่หน้าบ้าน
กิ่งยกมือไหว้
"ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะคุณน้ำทิพย์ แต่ทีหลัง ไม่ต้องเอายามาให้บ่าวอีกแล้วนะเจ้าคะ ของแพงทั้งนั้น บ่าวเสียดายเหลือเกินเจ้าค่ะ"
"ยายกิ่งเป็นคนของคุณแม่ เป็นหน้าที่ที่ฉันต้องดูแลอยู่แล้ว ยาเพียงนี้ ไม่ต้องเสียดายดอก แลฉันอยากไถ่โทษแทนคุณพ่อด้วย เพราะคุณพ่อลงโทษยายกิ่งอย่างไม่เป็นธรรม มีอย่างรึ โกรธลูกแต่กลับมาลงเอาที่แม่"
"ไม่เป็นไรดอกเจ้าค่ะ แค่บ่าวได้เห็นเจ้าแก้วปลอดภัย บ่าวก็ดีใจแล้ว แลคุณน้ำทิพย์ยังช่วยบ่าว ให้เลื่อนการถูกขังที่เรือนขังทาสออกไป บ่าวก็สุขสบายขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"
น้ำทิพย์ถอนใจหนักๆ ไม่รู้จะช่วยมากกว่านี้ได้ยังไง
"ยายกิ่งหันหลังมาเถอะจ้ะ เดี๋ยวฉันทายาให้"
กิ่งตกใจ
"อย่าเจ้าค่ะ คุณเป็นนาย ไม่ควรลดตัวลงมาเจ้าค่ะ"
"นายบ่าวอะไรกัน ฉันช่วยคนเจ็บคนป่วย ไม่ถือว่าลดตัวดอก"
ขณะนั้นเอง มาโนชก็เดินเข้ามาหาน้ำทิพย์
"ลดตัวมากกว่านี้ก็ทำมาแล้ว แค่ทายาให้พวกทาสจะเป็นอะไรไป จริงหรือไม่ล่ะน้องน้ำทิพย์"
น้ำทิพย์หันมามองมาโนชด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะหันกลับไปพูดกับกิ่ง ตัดบทเพื่อเลี่ยง ไม่อยากทะเลาะด้วย
"ถ้ายายกิ่งไม่อยากให้ฉันทายาให้ ฉันจะไปบอกบ่าวไพร่คนอื่นให้มาดูแลแทนก็แล้วกันนะ"
น้ำทิพย์เดินเลี่ยงไป โดยไม่เหลือบมองมาโนชแม้แต่น้อย มาโนชเดินตามติดออกไป กิ่งได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วงน้ำทิพย์

น้ำทิพย์กำลังเดินเลี่ยงผ่านสวนมา มาโนชเร่งฝีเท้า จนตามมาคว้าข้อมือน้ำทิพย์ไว้
มาโนชโมโหหึง
"ที่ดูแลปกป้องนังกิ่งมัน เพราะอยากจะเอาใจไอ้แก้วอย่างงั้นล่ะสิ พี่ไม่คิดเลย ว่าน้องจะใฝ่ต่ำได้ถึงเพียงนี้ เสียแรง เกิดเป็นลูกชาติลูกตระกูล แต่กลับเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับอาจมจนเหม็นคลุ้งไปทั่ว"
น้ำทิพย์โมโหมาก จ้องหน้ามาโนชเขม็ง
"ถ้าคำว่าสูงแลต่ำของพี่มาโนช หมายถึงชาติตระกูลแลทรัพย์สินเงินทองแล้ว ฉันก็คงใฝ่ต่ำจริงอย่างที่
พี่มาโนชว่า แต่ฉันถือคุณงามความดีเป็นสำคัญ ฉันจึงไม่คิดว่าการมีใจให้แก้วเป็นการใฝ่ต่ำ แต่หากฉันมีใจให้พี่มาโนช นั่นคือการใฝ่ต่ำที่น่ารังเกียจเป็นที่สุด"
มาโนชโมโหสุดขีด กระชากข้อมือน้ำทิพย์
"มากไปแล้วน้ำทิพย์ แค่มีใจให้ไอ้แก้วก็เหลือจะทนแล้ว ยังกล้ายกมันมาเปรียบกับพี่อีกรึ อ๋อ หรือว่าตกเป็นเมียมันไปแล้วล่ะ มิน่า ถึงคอยดูแลนังกิ่ง ที่แท้ก็อยากปรนนิบัติแม่ผัวนี่เอง"
ขาดคำ น้ำทิพย์ก็ตบหน้ามาโนชทันที เขาโมโหสุดๆ ดึงน้ำทิพย์เข้ามาจูบกอดกะปล้ำให้หายแค้น เธอดิ้นสู้ ก่อนจะได้จังหวะกัดเข้าที่หัวไหล่ จนมาโนชร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เธอรีบผลักเขาออกไปและชี้หน้า
"คราวก่อนที่พี่กระทำหยามฉัน คุณพ่อท่านยังแค่เตือน แต่ถ้าพี่ยังไม่สำนึก ฉันจะให้คุณพ่อไล่พี่ออกจากเรือน จะลองดูหรือไม่ล่ะ"
มาโนชจ้องหน้าน้ำทิพย์ด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ไม่กล้าทำอะไร เธอจ้องกลับแบบไม่กลัว ครั้นเห็นเธอเอาจริง เขาเลยเดินเลี่ยงไปทางอื่นด้วยความเจ็บใจ นับวัน เธอจะยิ่งเกลียดชังมาโนชมากขึ้นทุกที
 
ก่อนจะถอนใจโล่งอกที่มาโนชยอมหนีไปซะได้

เวลากลางคืน บรรยากาศในป่าช้า ที่ดูน่าสะพรึงกลัว เสียงหมาหอนดังมาเป็นระยะๆ
 
คอกถือตะเกียงเดินนำบุญเจิมมาที่กระท่อมร้างเล็กๆในป่าช้า บุญเจิมหวาดกลัว เดินเกาะแขนคอกมาตลอดทาง
คอกพาบุญเจิมมาที่กระท่อม
"กระท่อมนี้แหละนังเจิม ข้าถามคนละแวกนี้มาแล้ว กระท่อมร้าง ไม่มีใครอยู่ดอก"
บุญเจิมกลัวผี
"ที่อื่นมีตั้งมากมาย เอ็งพาข้ามาป่าช้าทำไมวะ ไม่กลัวผีหักคอเอารึ ไอ้คอก"
คอกหัวเราะ
"ก็เพราะคนอื่นกลัวผีน่ะสิวะ ที่นี่ถึงปลอดภัยที่สุด ไม่มีใครคิดดอก ว่าเราจะหนีคดีมาซ่อนตัวในป่าช้า"
คอกเดินไปสำรวจดูรอบๆกระท่อม
"กระท่อมยังดีอยู่ แต่ฝุ่นหนานัก ข้าจะเข้าไปปัดกวาดข้างใน เอ็งรออยู่ข้างนอกก่อนนะ นังเจิม"
บุญเจิมพยักหน้ารับ คอกเปิดประตูเข้ากระท่อมไป ฝุ่นคลุ้งจนคอกแทบสำลัก
บุญเจิมมองสำรวจไปรอบๆ รู้สึกวังเวงน่ากลัว แคร่หน้ากระท่อมมีเศษไม้ใบหญ้าวางกองสุมอยู่ เลยเอามือไปปัดใบไม้ออกเพื่อจะนั่งรอคอก ไม่คาดคิด ทันทีที่ปัดใบไม้ออกก็เห็นหน้าบุญมีนอนตายตาเหลือกอยู่ใต้กองใบไม้ใบหญ้า บุญเจิมกรี๊ดลั่น กลัวสุดขีดผงะถอยออกมา ก่อนจะสะดุดล้มลง
คอกได้ยินเสียง เลยรีบออกมาจากกระท่อมด้วยความเป็นห่วง
"เป็นอะไรนังเจิม"
บุญเจิมกลัวสุดๆ นั่งตัวสั่นงันงก
"พี่มี พี่มีนอนอยู่บนแคร่"
คอกรีบเอาตะเกียงไปส่องดู แต่ก็ไม่เห็นอะไรแม้แต่น้อย
"ไม่เห็นมีอะไรเลย เอ็งตาฝาดไปกระมังนังเจิม"
บุญเจิมกลัวสุดๆ
"ข้าเห็น ข้าเห็นจริงๆ พี่มี พี่มีตามมาหลอกข้า"
คอกได้แต่มองบุญเจิมหวาดกลัวผีบุญมีด้วยความสงสาร รู้ว่าคงรู้สึกผิดที่ฆ่าพี่ชายจนตาฝาดไป
เธอกลัวมากวิ่งมาเกาะหลังคอกแจ
"เอ็งไปไหนข้าไปด้วย"
"งั้นก็เข้าไปช่วยข้าข้างในก่อน จะได้หลับได้นอนกัน"
คอกเดินนำเข้าไปในกระท่อม บุญเจิมเกาะเอวคอกจนแทบจะกอด ตามติดไม่ห่าง คอกอมยิ้มชอบใจกับสถานการณ์เป็นใจแบบนี้

คอกวางตะเกียงไว้ที่กลางกระท่อม ภายในกระท่อมถูกทำความสะอาดเรียบร้อย บุญเจิมนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่มุมห้อง
"เลิกร้องไห้เถอะนังเจิม เชื่อข้า เอ็งมันตาฝาดไปเอง ข้าไม่เห็นจะมีผีเผอที่ไหนเลย"
บุญเจิมสะอึกสะอื้น ปล่อยโฮ
"ก็เอ็งไม่ได้ฆ่าพี่มีนี่ แล้วพี่มีจะมาหลอกเอ็งทำไม ไม่เหมือนข้า ข้าเป็นน้องสาวแท้ๆ แต่กลับเนรคุณฆ่าพี่ ชายตัวเอง พี่มีถึงได้อาฆาตพยาบาทข้า"
"ก็ตอนนั้น พี่มีจะฆ่าพี่แก้ว ถ้าข้ากับเอ็งไม่ขวางไว้ พี่แก้วก็คงไม่รอดแล้ว แลใครจะคิด ว่าเรื่องจะเลยเถิดไปเช่นนี้ ไม่ใช่ความผิดของเอ็งดอก อย่าโทษตัวเองไปเลยนังเจิม"
"เอ็งไม่รู้ดอก เอ็งไม่รู้
"ข้าก็ไม่ฉลาดเหมือนพี่แก้วเสียด้วย หากพี่แก้วอยู่ คงปลอบใจเอ็งได้ดีกว่านี้"
บุญเจิมตวาดแว๊ดขึ้นมาทันที
"พี่แก้วๆ เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกพูดถึงพี่แก้วเสียที พี่แก้วไม่มีวันมาอยู่กับข้าดอก ไม่มีวัน"
คอกงงไปหมด ตามอารมณ์บุญเจิมไม่ทัน ไม่เข้าใจว่าบุญเจิมเป็นอะไร ในขณะที่บุญเจิมร้องไห้สะอึกสะอื้น ยิ่งคิดว่าตนเสียตัวให้เข้ม ไม่คู่ควรกับแก้วแล้ว ก็ยิ่งเจ็บปวดใจ จนไม่อยากได้ยินแม้แต่ชื่อแก้วอีก

ตำรวจกำลังสอบปากคำเหล่าทาสชาย หญิง ถึงการตายของบุญมีที่บ้านพระยาไชยากรตอนเช้าวันใหม่ ตำรวจคนหนึ่งกำลังสอบปากคำเข้มอยู่
"ไอ้แก้วมันแหกเรือนขังทาสออกมาขอรับ กระผมกับพี่บุญมีช่วยกันจะจับมันกลับไป แต่ไอ้แก้วมันสู้ เอามีดแทงพี่บุญมีตาย แล้วก็ตีกระผมจนหมดสติไปขอรับ"
ตำรวจฟังเข้มให้การ แล้วก็จดรายละเอียดไว้เป็นหลักฐาน กิ่งยังเจ็บจากการถูกโบย เดินกระย่องกระแย่งมาจะให้ปากคำกับตำรวจ ทันใดนั้น พลอยก็เข้ามาขวางหน้ากิ่งไว้ก่อน
" เอ็งจะขวางหน้าข้าทำไมวะไอ้พลอย ข้าจะไปหานครบาล บอกเรื่องที่ไอ้บุญมีถูกฆ่าตาย ให้นครบาลท่านรู้"
"ป้ากิ่งกลับเรือนไปเสียเถอะ ท่านเจ้าคุณเมตตา ผัดผ่อนไม่ให้ต้องถูกขังในเรือนขังทาสก็บุญเท่าไหร่แล้ว เรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องของป้า อย่ายุ่ง"
"ทำไมจะไม่ใช่วะ ไอ้แก้วมันเป็นลูกของข้า"
พลอยเปิดชายเสื้อให้กิ่งดู เห็นมีดที่เหน็บเอวอยู่ กิ่งชะงัก เงียบปากไปทันที รู้ว่าพลอยไม่ต้องการให้ตนให้การกับตำรวจ เลยข่มขู่

บริเวณศาลาท่าน้ำ กิ่งคุกเข่าเล่าให้น้ำทิพย์ฟัง โดยมีอ้อนอยู่ใกล้ๆ กิ่งอัดอั้นตันใจ พูดไปร้องไห้ไป
"คิดจะฆ่าแกงไอ้แก้วยังไม่พอ พอมันหนีพ้น ก็ใส่ร้ายว่ามันเป็นคนฆ่าไอ้มีอีก แลยังกันไม่ให้บ่าวไปให้การกับนครบาล ด้วยกลัวว่าบ่าวจะพูดความจริง"
น้ำทิพย์ชำเลืองมองหน้านมอ้อน สีหน้าสงสารเห็นใจสองแม่ลูกนี่จริงๆ
" ไอ้แก้วมันก็แค่แอบไปที่เรือนแพของพระนิติธรรมลือชาเท่านั้น เหตุใดต้องจองล้างจองผลาญกันถึงเพียงนี้ด้วย"
กิ่งร้องไห้สงสารลูกชายออกมาอีก น้ำทิพย์ และอ้อนสีหน้าเจื่อนไป รู้ดีว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ใช่แค่นั้น แต่เป็นเพราะแก้วกับน้ำทิพย์รักกันต่างหาก
"ป้ากิ่งไม่ต้องกลัวดอกจ้ะ ถึงอย่างไร ฉันก็ไม่ยอมให้แก้วต้องเป็นผู้ร้ายฆ่าคนดอก"
"แต่นังกิ่งมันโดนสั่งห้ามออกจากเรือนนะเจ้าคะ แล้วจะไปให้การกับนครบาลได้อย่างไรกัน แลบ่ายนี้ ประกาศจับไอ้แก้วก็คงเกลื่อนไปทั่วแล้ว เราคงช่วยมันไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ"
น้ำทิพย์เครียดหนัก
"มันต้องมีวิธีสิจ๊ะนม เพียงแต่ฉันไม่รู้กฎบัตรกฎหมายเหมือนคุณพ่อกับพี่มาโนช เลยหาช่องทางไม่ได้" น้ำทิพย์ฉุกคิดขึ้น
"นมจ๊ะ นมช่วยสืบให้ฉันที ว่าคืนนี้ใครเป็นเวรยามที่ท่าน้ำ"
อ้อนแปลกใจ
"คุณน้ำทิพย์จะทำอะไรหรือเจ้าคะ"

น้ำทิพย์ยิ้มแบบมีแผน หาทางช่วยแก้วได้แล้ว
 
อ่านต่อหน้า 2

ลูกทาส ตอนที่ 7 (ต่อ)

แก้วทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทั้งฝนจันทร์หอม ฟั่นธูป ทำเทียน ฯลฯ
 
พอใครใช้ให้ไปช่วยงาน แก้วก็เต็มใจไปทำให้ น้อมและอบเชยยืนดูแก้วทำงานอยู่
น้อมยิ้มแย้มดูปลาบปลื้มออกนอกหน้า
"ไอ้เจ้ารอดคนนี้ มันขยันขันแข็งแลฉลาดหัวไว สอนงานหนเดียวก็ทำได้ ดีกว่าข้าจ้างคนงานแถวนี้สองสามคนเสียอีก"
อบเชยยิ้มรับ
"ถ้าป้าไม่รังเกียจก็ดีแล้วล่ะจ้ะ ฉันจะได้หมดห่วงในข้อนั้น เหลืออยู่ข้อเดียว ที่คงต้องถามไถ่กันให้ชัดแจ้ง"
"อะไรรึนังอบเชย"

ผ่านเวลาสักครู่ แก้วตกใจสุดๆ
"กระผมน่ะรึฆ่าพี่บุญมี ไม่จริงนะขอรับ กระผมยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า พี่บุญมีตายแล้ว"
แก้วกำลังคุยกับน้อม และอบเชยอยู่ที่โถงบ้าน
"ข้อนั้นฉันเชื่อ เพราะถ้าฆ่าคนตายจริง คงหนีไปไกลแล้ว ไม่เสี่ยงมาหลบอยู่ในร้านธูปดอก แต่ตอนนี้ประกาศจับแก้วปิดไปทั่ว อีกไม่นาน ก็คงมีรูปเหมือนด้วย แก้วต้องคิดแล้วว่าจะเอาตัวรอดยังไง"
แก้วคิดหนักอยู่ครู่นึง)
"เรื่องที่เกิดขึ้น คงเป็นเพราะท่านเจ้าคุณกับคุณมาโนชไม่ยอมปล่อยกระผม จึงสร้างเรื่องใส่ร้ายขึ้นเพื่อหวังจะจับตัวกระผมให้ได้น่ะขอรับ"
น้อมของขึ้น ตบเข่าฉาด
"เลวทรามเหลือเกิน ฆ่าคนเสียเลย ยังไม่ชั่วช้าเท่าสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี พ่อแก้วไม่ต้องกลัวดอกนะ หลบอยู่ที่นี่นั่นแหละ ฉันรับรองว่าจะไม่มีใครหน้าไหนมาจับตัวพ่อแก้วไปได้แน่"
สีหน้าน้อมมั่นใจว่าจะช่วย แก้วยกมือไหว้
"ขอบพระคุณขอรับ แต่ถึงอย่างไร กระผมก็ต้องสืบให้ได้ว่าความจริงเป็นเช่นไร ไม่เช่นนั้น ต่อให้กระผมเป็นไทแล้ว ก็คงต้องหนีไปชั่วชีวิต เลวร้ายกว่าเป็นทาสอีกขอรับ"
"แล้วนายแก้วจะทำยังไง เป็นทาสหนีนายเงิน จะกลับไปสืบความจริงที่เรือนก็คงไม่ได้"
"กระผมมีวิธีขอรับ เพียงแต่ต้องรอให้ถึงวันพระเสียก่อน แลต้องขอความช่วยเหลือจากคุณนายน้อมด้วยขอรับ"
น้อมยิ้มหวานให้แก้ว สายตาเป็นประกายวิบวับ
"อยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกมาเถิด ถึงอย่างไรเสีย ฉันก็ต้องช่วยพ่อแก้วอยู่แล้วล่ะจ้ะ"
อบเชยชำเลืองมองรอยยิ้มและสายตาแปลกๆที่น้อมมองแก้ว รู้สึกติดใจทะแม่งๆ น้อมมีสีหน้าแววตาชิงชังขึ้นมา
"ฉันไม่มีวันยอมให้แผนการชั่วช้าของอีตาพระยาไชยากรสำเร็จเด็ดขาด"
แก้วยิ้มดีใจ โชคดีที่น้อมไม่ถูกกับพระยาไชยากร เขาเลยมีคนช่วยเหลือเพิ่มขึ้น

เวลาหัวค่ำ บริเวณท่าน้ำบ้านพระยาไชยากร บรรดาทาสผู้ชาย กำลังเดินเวรยามกันอยู่ ทาสชายคนหนึ่งยืนยามอยู่ที่ท่าน้ำ ขณะนั้นเอง ก็มีทาสหญิงเดินนำน้ำทิพย์ที่ใช้ผ้าคลุมหน้าเข้ามาหาทาสชายที่ยืนเวรยามอยู่ที่ท่าน้ำ
ทาส 1แปลกใจ
"อ้าว นังทอง มาทำอะไร"
"ฉันจะมาเอาเรือไปใช้จ้ะ พี่ผูกไม่ต้องบอกใครนะ"
" มืดค่ำแล้ว เอ็งจะพายเรือไปไหน แลทำไมข้าถึงบอกใครไม่ได้"
ขณะนั้นเอง น้ำทิพย์ก็เปิดผ้าคลุมหน้าออก
ทาส 1 ตกใจ รีบคุกเข่าลง
"คุณน้ำทิพย์"
"ฉันเห็นว่าคืนนี้ดาวสวยดี เลยอยากให้ทองก้อนพายเรือให้ฉันนั่งเล่น"
เธอหยิบถุงเงินให้ทาส 1แล้วบอก
"แลไม่อยากวุ่นวาย ฉะนั้นผูกไม่ต้องบอกใครเข้าใจหรือไม่"
ทาส 1กลัวไม่กล้ารับเงิน
"แต่"
ทาส 2หยิบถุงเงินจากมือน้ำทิพย์ยัดใส่มือทาส 1 ไป
"คุณน้ำทิพย์ให้ ก็รับไปเถอะพี่ผูก แลจำไว้ด้วยว่าฉันเป็นเมียพี่ หากพี่ปากพล่อยออกไป ฉันก็ต้องรับโทษไปด้วย"
ทาส 1โดนมัดมือชก ไม่รู้จะทำยังไง
"นังทองก้อน"
"พี่อย่าลืม ว่าเราเป็นผัวเมียกันได้เพราะใคร ถ้าคุณน้ำทิพย์ไม่ช่วยพูดกับท่านเจ้าคุณ ฉันก็ยังต้องบำเรอคุณมาโนชอยู่ จะได้เป็นเมียพี่รึ เชิญเจ้าค่ะคุณน้ำทิพย์"

น้ำทิพย์กับทาส 2 เดินไปลงเรือ ก่อนที่ทาสจะพายออกไป ทาส 1 ดูต้นทางให้ สีหน้าลำบากใจอยู่เหมือนกัน

คุณกัลยาดื่มยาสมุนไพรด้วยสีหน้าเหยเก โดยมีพระนิติธรรมยืนอยู่ใกล้ๆ

"น้องไม่ดื่มไม่ได้หรือคะคุณพี่ ทานยาฝรั่งอย่างเดียวก็น่าจะพอแล้ว"
"แข็งใจหน่อยเถอะน้องแดง สมุนไพรพวกนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายนัก พี่ถามหมอมาหลายคนแล้ว ทุกคนยืนยันว่าช่วยรักษาโรคของน้องได้ เวลานี้ อะไรดีเราก็ต้องกินไว้ก่อน อย่าติมันเพียงแค่รสชาติเลย"
คุณกัลยาหน้าเหยเก แต่ฝืนดื่มยาสมุนไพรจนหมด คุณพระยิ้มรับ รับถ้วยยาคืนมาจากน้องสาว
"เก่งมากน้องแดง"
"คุณพี่ได้ข่าวแก้วบ้างหรือยังคะ"
"ยังเลย พี่บอกแล้ว ว่าถ้าคนอย่างเจ้าแก้วตั้งใจจะหนี ยากนักที่จะมีใครตามเจอ คงต้องรอให้มันส่งข่าวมาเองเท่านั้น"
คุณแดงหน้าจ๋อยลงไป อยากรู้ข่าวแก้ว
ขณะนั้นเอง ทาสหญิงก็พาน้ำทิพย์มาถึงที่เรือนแพคุณพระ พลางร้องเรียก
"คุณพระเจ้าคะ"
นิติธรรมหันมอง
"นั่นใครน่ะ มืดค่ำป่านนี้แล้วมีอะไร"
น้ำทิพย์ที่เดินตามมาพลันเปิดผ้าคลุมหน้าออก
"ต้องขอประทานโทษที่มารบกวนค่ะคุณพระ"
น้ำทิพย์ยกมือไหว้ พระนิติธรรมลือชารับไหว้ นึกไม่ถึง ยิ้มดีใจที่ได้เจอน้ำทิพย์
"คุณน้ำทิพย์"

ผ่านเวลาเล็กน้อย คุณพระกำลังคุยกับน้ำทิพย์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุณกัลยานั่งฟังอยู่ใกล้ๆในห้องทำงาน
"นี่ถึงกับใส่ไคล้ปรักปรำปั้นพยานเท็จกันเลยรึ ไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง ก็น่าจะกลัวบาปกรรมกันบ้าง"
" ฉันเองก็ไม่ชำนาญกฎบัตรกฎหมาย ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงต้องมาขอรบกวนคุณพระนี่ล่ะค่ะ"
นิติธรรมยิ้มบางๆ
"ตรงข้ามกับรบกวน ฉันถือว่าคุณน้ำทิพย์ให้เกียรติมาถึงนี่ต่างหาก เรื่องเจ้าแก้ว ยังพอมีทางแก้ได้อยู่ หากว่าบุญเจิมถูกตำรวจจับ ความจริงก็จะถูกปรากฏออกมาจากบุญเจิม เจ้าแก้วก็คงพ้นผิดฐานฆ่าคนไปได้"
น้ำทิพย์คิดตาม
"แต่คุณพ่อไม่ได้แจ้งว่าบุญเจิมหนีไปน่ะสิคะ แล้วตำรวจจะจับบุญเจิมได้อย่างไร"
คุณพระพยักหน้าช้าๆ
"ท่านเจ้าคุณไชยากรรอบคอบนัก ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องให้นางกิ่งมารดาของจ้าแก้วนี่แล้วเป็นพยานปากสำคัญ"
คุณกัลยาหน้าเครียด
"แต่ป้ากิ่งถูกกักตัวไว้ แล้วจะให้ตำรวจเบิกตัวไปให้การได้ยังไง ล่ะคะ"
"เรื่องนี้จะกระทำเปิดเผยไม่ได้แน่ ต้องกระทำเป็นการลับ ด้วยการส่งบัตรสนเท่ห์ไปยังกรมพระนครบาล เล่าเรื่องนี้ให้เจ้ากรม แลนายเวรใหญ่ผู้ทำการสอบสวนเรื่องนี้ทราบ เค้าจะได้เบิกตัวนางกิ่งมาให้การ แต่ต้องกระทำอย่างละมุนละม่อมฉับพลัน หาไม่แล้ว นางกิ่งคงตายก่อนตำรวจจะไปถึงตัวได้"
น้ำทิพย์คิดตาม ยิ้มบางๆ
"แผนการนี้ดีเหลือเกินค่ะ แต่หากว่าฉันทำเองเกรงจะไม่ละเอียดทุกด้านทุกมุมอย่างที่คุณพระพูด ทางที่ดี หากคุณพระจะเมตตาถือเอาว่าเราทำกุศลร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ก็ขอให้คนอื่นเขียนตามคำบอกของคุณพระ แล้วส่งไปที่กรมพระนครบาล ดีหรือไม่คะ"
คุณกัลยาดีใจที่ช่วยแก้วได้
"ถ้าอย่างนั้น ขอให้ฉันได้ทำบุญด้วยคนเถิดค่ะ คุณพี่คะ น้องจะใช้ลายมือของน้องเขียนตามคำบอก
ของคุณพี่ แล้วปิดผนึกส่งไปถึงเจ้ากรมพระนครบาลเลย ไม่มีใครจำลายมือน้องได้ดอกค่ะ เพราะน้องเป็นนักเรียนไม่ใช่ข้าราชการ"
คุณพระอึกๆอักๆไม่สบายใจ
"แต่พี่เป็นตุลาการนะน้องแดง หากความทราบไปถึง ท่านเสนาบดีหรือล้นเกล้าล้นกระหม่อมเข้า พี่คงถูกตำหนิอย่างรุนแรง เพราะตุลาการต้องวางตัวเป็นกลาง แต่นี่กลับมาทำการเข้าข้างผู้ถูกกล่าวหาเช่นนี้ มันไม่ควร"
"หากผู้ถูกกล่าวหาผิดจริง คุณพระไปช่วยเข้า ก็ควรแล้วที่ถูกครหา แต่ครั้งนี้เป็นรู้ระหว่างเรา ตลอดจนถึงเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าแก้วไม่ได้ผิดแต่เป็นผู้บริสุทธิ์นะคะ" น้ำทิพย์ว่า
คุณพระยิ้มขำ
"คุณน้ำทิพย์พูดจาไพเราะฉลาดเฉลียวอย่างนี้นี่เล่า เจ้าแก้วถึงได้เทิดทูนคุณน้ำทิพย์นัก เอาเถอะ ฉันจะเป็นคนบอกให้น้องแดงเขียนตามเอง"
น้ำทิพย์ และคุณกัลยายิ้มดีใจอย่างมากจนออกนอกหน้า ที่ในที่สุดก็หาทางช่วยแก้วได้แล้ว
 
เผอิญทั้งคู่หันมาเห็นหน้าและรอยยิ้มของอีกฝ่ายพอดี ต่างชะงักไปเล็กน้อย เบือนหน้าไปอีกทางต่างยิ้มเจื่อนลง รู้สึกได้เองว่า อีกฝ่ายเป็นห่วงและรู้สึกพิเศษกับแก้วมากเช่นกัน

สองพี่น้องเดินมาส่งน้ำทิพย์ โดยมีทาสหญิงนั่งอยู่หน้าเรือน

"แล้วแก้วไม่ได้ส่งข่าวให้คุณน้ำทิพย์รู้บ้างหรือคะ ว่าตอนนี้หลบอยู่ที่ไหน"
"ไม่ได้ส่งข่าวเลยค่ะ แต่ฉันเชื่อว่าแก้วคงต้องอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่อย่างนั้น ทั้งคุณพ่อทั้งพี่มาโนช คงไม่ตามล่าตัวแก้วกันขนาดนี้ดอกค่ะ"
"น้องอย่ากังวลเลย เจ้าแก้วมันได้ที่อยู่ปลอดภัยเมื่อใด ก็หาทางส่งข่าวมาเอง เชื่อพี่เถอะ" พระนิติธรรมบอก
คุณแดงหน้าตาซึมๆลงไป น้ำทิพย์ไหว้คุณพระ
"ฉันคงต้องขอลาคุณพระกับคุณแดงก่อนนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะที่ช่วยเหลือแก้ว"
พระนิติธรรมรับไหว้ มองน้ำทิพย์ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
"เรื่องเจ้าแก้ว ฉันต้องช่วยอยู่แล้ว แต่หากคุณน้ำทิพย์มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็ขอให้นึกถึงฉันไว้บ้าง ว่าฉันยินดีที่จะช่วยเหลือคุณน้ำทิพย์ทุกประการ"
"ขอบพระคุณค่ะคุณพระ" น้ำทิพย์ยิ้มรับ แล้วพยักหน้าให้ทาสก่อนเดินนำกลับไป พร้อมใช้ผ้าคลุมหน้า
ทาสหญิงเดินตามไปติดๆ คุณพระมองตามด้วยความเสียดาย อยากจะอยู่กับเธอให้นานกว่านี้
"คุณน้ำทิพย์เมตตาบ่าวไพร่เหลือเกินนะคะ ถึงขนาดยอมเสี่ยงภัยมาหาคุณพี่ น้องไม่เคยเห็นนายคนใดเป็นเช่นนี้เลย"
"ก็เพราะคุณน้ำทิพย์เป็นเช่นนี้ยังไงเล่า พี่ถึงได้ยอมมอบใจให้เธอไปหมดสิ้นแล้ว" คุณพระสีหน้าหลงใหลชื่นชม
พระนิติธรรมไม่เอะใจในคำพูดของน้องสาวแม้แต่น้อย คุณกัลยามองตามคุณน้ำทิพย์ไปด้วยความรู้สึกติดใจสงสัยบางประการ

เวลาสาย มาโนชกำลังอ่านจดหมายที่เป็นบัตรสนเท่ห์ด้วยความโกรธจัด โดยมีเจ้านายที่เป็นตำรวจอยู่ใกล้ๆ
"แค่บัตรสนเท่ห์ ไม่กล้าแม้แต่จะลงชื่อ จะต้องไปสนใจทำไมล่ะ ขอรับ"
ตำรวจ 1มองมาโนชอย่างระแวง
"แต่ไอ้บัตรสนเท่ห์นี่ ส่งถึงท่านเจ้ากรมตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง จนท่านต้องปลุกฉันไปหารือ แล้วจะไม่ให้สนใจได้ยังไง ว่าแต่ทางคุณมาโนชเถอะ คดีที่ทาสคุณมาโนชตาย ไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร ที่ต้องอำพรางฉันใช่หรือไม่"
มาโนชหน้าเสีย แล้วรีบยืนยัน
"ไม่มีขอรับ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ทาสคนอื่นๆในเรือนให้การ คนฆ่าไอ้บุญมี คือไอ้แก้วขอรับ"
"แต่ถึงอย่างไร ฉันก็คงต้องสอบสวนเพิ่ม เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะทาสที่ชื่อนางกิ่งมารดาเจ้าแก้ว เป็นไปได้อย่างไร ที่ทาสทั้งเรือนมีคนเดียวที่ไม่ได้ให้การ แลเป็นคนใกล้ชิดผู้ถูกกล่าวหาที่สุดเสียด้วย"
มาโนชร้อนใจสุดๆ กลัวว่าสอบปากคำแล้ว คดีจะพลิกจนแก้วพ้นผิดไปได้

ในเวลาต่อมา พลอย และเข้ม ฉุดกระชากลากถูตัวกิ่งออกจากเรือนอย่างรุนแรง
"พวกเอ็งจะพาข้าไปไหน ไอ้พลอยไอ้เข้ม ข้าไม่ไป ปล่อยข้า"
พลอยตะคอก
"อยู่เฉยๆเถอะป้า ท่านเจ้าคุณอุตส่าห์เมตตา เห็นว่าป้าแก่แล้ว เลยจะให้ไปดูแลสวนที่เมืองนนท์ ป้าจะพี้พิไรไปทำไม"
"เอ็งอย่ามาปดข้า ข้าไม่เชื่อ ปล่อยข้า ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ปล่อยข้า"
"จะพูดมากไปทำไมวะไอ้พลอย รีบๆลากไปเร็วๆเถอะ ชักช้าจะเสียการกันหมด" เข้มบอก
พลอย และเข้ม ไม่ฟังเสียง จะลากกิ่งไปให้ได้ แต่ทันใดนั้นเอง น้ำทิพย์ก็เดินนำตำรวจกลุ่มหนึ่งเข้ามาหา เธอพูดเสียงเฉียบขาด
"ปล่อยป้ากิ่งเดี๋ยวนี้"
พลอยและเข้มชะงักไป
"ตำรวจของกรมพระนครบาลอยู่ที่นี่ ถ้าใครกล้าขัดขืน ฉันจะให้ตำรวจท่านจับไปขังคุกเสียเลย"
พลอยและเข้มเห็นตำรวจมาก็กลัว รีบปล่อยกิ่งแล้วนั่งคุกเข่าทันที ทางด้านกิ่งรีบเข้าไปคุกเข่ากอดขาน้ำทิพย์ ด้วยความกลัว
"คุณน้ำทิพย์เจ้าขา ช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ จู่ๆไอ้พลอยไอ้เข้มก็จะมาพาตัวบ่าวไปที่อื่น บ่าวไม่ไปนะเจ้าคะ" น้ำทิพย์ปลอบโยน
"ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ฉันไม่ปล่อยใครทำร้ายป้ากิ่งได้ดอก"
เธอหันไปพูดกับตำรวจ
"คนนี้ล่ะค่ะ ป้ากิ่งมารดาของแก้ว ถ้าอยากจะสอบปากคำอะไรก็เชิญได้เลยค่ะ"
ตำรวจ 1บอก
"ขอบคุณขอรับ ...มากับฉันประเดี๋ยวนางกิ่ง ฉันต้องการจะสอบปากคำเรื่องการตายของนายบุญมี"
กิ่งดีใจสุดๆที่จะได้เป็นพยานให้แก้วแล้ว
"เจ้าค่ะ"
กิ่งรีบตามตำรวจ เลี่ยงไปทันที น้ำทิพย์หันไปพูดกับพลอย เข้ม
"พี่มาโนชคงใช้ให้เจ้าสองคนพาตัวป้ากิ่งไปซ่อนที่อื่น หรือไม่ก็ปิดปากเสียใช่หรือไม่"
พลอยและเข้มก้มหน้างุด กลัวความผิด
"อย่าหวังเลยว่าจะสำเร็จ ฉันจะปกป้องป้ากิ่งทุกวิถีทาง แลคำให้การของป้ากิ่งต่อตำรวจในวันนี้ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการยันตัวแก้วในภายหน้า ต่อให้จับแก้วได้ก็ใส่ร้ายให้แก้วต้องรับโทษไม่ได้ดอก"
พลอย และเข้มหน้าเสีย เห็นน้ำทิพย์เอาจริงก็ไม่กล้า น้ำทิพย์มีสีหน้านิ่งๆ แต่ก็ดูมีอำนาจน่าเกรงขาม
 
ก่อนจะเดินเลี่ยงไปหากิ่งเพื่อฟังการให้การ

ในเวลาต่อมา พระยาไชยากรระเบิดอารมณ์ใส่น้ำทิพย์ ที่นั่งหน้านิ่งๆเหมือนไร้ความรู้สึก โดยมีมาโนชอยู่ใกล้ๆ

"ลูกต้องการให้พ่ออกแตกตายอย่างนั้นรึ ถึงได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพ่อ ไม่ยอมเลิกเช่นนี้"
น้ำทิพย์หน้านิ่งๆ
"ลูกไม่เคยคิดเป็นศัตรูกับคุณพ่อเลยค่ะ ตรงข้าม ลูกพยายามจะหยุดยั้งไม่ให้คุณพ่อก่อกรรม อันจะเป็นบาปติดตัวต่างหากล่ะคะ"
มาโนชโมโหหึง
"เพื่อปกป้องไอ้แก้วมากกว่ากระมัง พอดีพอร้าย ไอ้บัตรสนเท่ห์นั่น ก็คงเป็นฝีมือน้องด้วยใช่หรือไม่"
"แล้วมันแปลกอะไรหรือคะ ในเมื่อเราก็รู้อยู่เต็มอก ว่าแก้วไม่ได้ฆ่าบุญมี ฉันเพียงแต่ช่วยให้การสอบสวนของกรมพระนครบาล เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น"
" ด้วยการทรยศพ่ออย่างนั้นน่ะรึน้ำทิพย์"
น้ำทิพย์กราบเท้าพ่อ
"ลูกต้องขอประทานโทษค่ะคุณพ่อ แต่ลูกต้องทำเพื่อไม่ให้แก้วต้องรับผิดโดยที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แลไม่ให้คุณพ่อต้องมีบาป ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นค่ะ"
"กระผมทนไม่ไหวแล้วขอรับคุณอา ถ้าน้องน้ำทิพย์เป็นไส้ศึกคอยขัดขวางเราอยู่อย่างนี้ เราคงกำจัดเจ้าแก้วไม่ได้แน่ แลหากมันอายุครบเกณฑ์ได้เป็นไทเมื่อใด คงไม่แคล้ว..."
" ไม่แคล้วอะไร พูดให้จบสิคะพี่มาโนช หากพี่เป็นชายจริงก็พูดออกมาเลย"
"น้องดูถูกพี่รึ คิดว่าอยู่ต่อหน้าคุณอา แล้วพี่จะไม่กล้า..."
เจ้าคุณตัดบท ก่อนหันไปจ้องหน้าน้ำทิพย์เขม็ง
"พอได้แล้วพ่อมาโนช ... อย่าคิดเลยว่าพ่อจะยอมให้ไอ้แก้วมันรอดไปได้ แต่ถึงหากมันพ้นมือพ่อ พ่อก็ไม่มีวันให้เลือดชั่วของมัน มาปนกับเลือดผู้ดีของเราเด็ดขาด... พ่อมาโนช อาต้องการให้พ่อมาโนชหมั้นหมายกับน้องให้เร็วที่สุด พ่อมาโนชไปจัดการหาฤกษ์หายามไว้ได้เลย"
น้ำทิพย์ผงะไปด้วยความตกใจ มาโนชดีใจสุดๆ คิดไม่ถึง
"ขอรับคุณอา"

น้ำทิพย์หน้าซีดเผือด น้ำตารื้นๆ นึกไม่ถึงว่า พ่อจะทำเรื่องหักหาญน้ำใจได้ขนาดนี้
 
อ่านต่อหน้า 3

ลูกทาส ตอนที่ 7 (ต่อ)

ตอนเย็น มาโนชกำลังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีอยู่ที่หน้าเรือน โดยมีพลอยและเข้ม คอยตามประจบ

"ไม่นึกเลย ว่าเรื่องไอ้แก้วคราวนี้ จะมีคุณกับข้าถึงกับได้หมั้นกับน้องน้ำทิพย์ นี่ถ้าไอ้แก้วตาย ข้าคงได้แต่งงานเป็นแน่"
พลอยพูดประจบประแจง
"นั่นสิขอรับ แต่ก็น่าแปลกนะขอรับ ท่านเจ้าคุณเคยลั่นวาจา ว่าคุณมาโนชต้องได้เป็นขุนก่อน ถึงจะให้หมั้น แล้วไฉนจู่ๆถึงเปลี่ยนใจได้ล่ะขอรับ"
มาโนชชักสีหน้าไม่พอใจ ถึงยังไงก็ไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องแก้วกับน้ำทิพย์รักกัน
" เอ็งอย่ามากเรื่องได้หรือไม่ไอ้พลอย คุณอาให้ข้าหมั้นกับน้องน้ำทิพย์ก็ดีแล้ว จะตั้งแง่จับผิดอะไรอีก"
" มิได้ขอรับ กระผมไม่กล้าจับผิดท่านเจ้าคุณดอกขอรับ"
เข้มรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
"คุณมาโนชอย่าเคืองไปเลยขอรับ อารมณ์เสียไปเปล่าๆ มีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ควรต้องฉลองมากกว่านะขอรับ"
"พูดอย่างนี้ค่อยเข้าหูหน่อย ไปโว้ย"
มาโนชเดินนำไป พลอย และเข้ม รีบตามไปอย่างดีใจ น้ำทิพย์ยืนมองตามมาโนชอยู่บนเรือน โดยมีอ้อนยืนอยู่ใกล้ๆ
อ้อนไม่สบายใจ
"ทูนหัวของนม จะเสียสละเพื่อลูกทาสอย่างไอ้แก้วเกินไปแล้วกระมังเจ้าคะ ต้องหมั้นหมายกับคนอย่างคุณมาโนช ช่างไม่คุ้มค่าเสียเลย"
น้ำทิพย์หน้าเศร้าๆบอก
"ช้าเร็ว คุณพ่อก็ต้องให้ฉันหมั้นกับพี่มาโนชอยู่ดีล่ะจ้ะนม แต่ถ้าการหมั้นของฉันจะช่วยต่อชีวิตแก้วออกไปได้ ฉันกลับมองว่ามันคุ้มมากจ้ะนม"
น้ำทิพย์น้ำตารื้นๆขึ้นมา อ้อนได้แต่ถอนใจ
"ก็คงช่วยต่อชีวิตไปได้ชั่วคราวเท่านั้นล่ะเจ้าค่ะ ตราบใดที่ยังหาตัวนังเจิมไม่เจอ ก็คงยากที่เจ้าแก้วจะพ้นผิดได้ แต่ถ้านมเป็นนังเจิม นมก็คงไม่โง่ให้ถูกจับง่ายๆเหมือนกันล่ะเจ้าค่ะ"
น้ำทิพย์เองก็หนักใจเรื่องนี้ ถ้าจะช่วยแก้วก็ต้องจับบุญเจิม แต่ถ้าบุญเจิมถูกจับก็ต้องรับโทษ น้ำทิพย์ก็อดสงสารบุญเจิมไม่ได้อีกเช่นกัน

บุญเจิมกำลังมัดกองฟืนเพื่อเก็บไว้ใช้ อยู่ที่หน้ากระท่อมในป่าช้า ขณะกำลังทำงานอยู่ ก็รู้สึกว่ามีคนมายืนข้างหลัง บุญเจิมหันกลับไป ปรากฏว่าเป็นแก้วที่มายืนข้างหลังตน บุญเจิมดีใจสุดๆ จะเข้าไปหา แต่ก็ชะงักไว้ หน้าสลดลงไป
"พี่แก้ว"
"เป็นอะไรนังเจิม ข้ามาหาเอ็ง เอ็งไม่ดีใจดอกรึ"
"ดีใจสิพี่ ฉันเห็นพี่ปลอดภัย ฉันก็ต้องดีใจ แต่ฉัน... ฉันไม่มีหน้าพบพี่อีกแล้ว"
"เพราะไอ้เข้มน่ะรึ"
บุญเจิมตกใจสุดๆ
"พี่รู้"
"รู้สิ แต่เอ็งอย่าโทษตัวเองเลย เอ็งทำไปเพื่อช่วยข้า ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจเอ็ง"
บุญเจิมร้องไห้
"พี่ไม่รังเกียจฉันรึ"
แก้วส่ายหน้าช้าๆยิ้มบางๆ
"ข้าไม่รังเกียจเอ็งดอก ต่อให้เอ็งเป็นยังไง ข้าก็ไม่มีวันรังเกียจเอ็ง"
บุญเจิมซึ้งใจสุดๆ ร้องไห้โผเข้ากอดแก้ว
"พี่แก้ว"
บุญเจิมโผเข้าอยู่ในอ้อมกอดของแก้ว
ขณะนั้นเอง บุญเจิมค่อยๆ ยกมือขึ้นมาดูพบว่าเปื้อนเลือดแดงฉาน เธอตกใจ ผละออกจากกอดของแก้วพบว่า แก้มที่ซบอกแก้วก็เปื้อนเลือด เธอดีดตัวออก ตกใจสุดขีด เมื่อคนที่ตนกอดอยู่นั้นไม่ใช่แก้ว แต่เป็นบุญมีในสภาพเน่าเฟะ
"นังเจิม มึงฆ่ากู มึงต้องชดใช้"
บุญมีแค้นสุดขีด ปาดมือไปบีบคอ บุญเจิมกรี๊ดลั่น ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

ภายในกระท่อม บุญเจิมนอนหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวแล้วบีบคอตัวเองอย่างทุรนทุราย คอกตกใจ รีบเข้ามาปลุก ดึงมือที่บีบคอออก พร้อมปลุก
"นังเจิมๆ เป็นอะไร นังเจิม"
บุญเจิมตกใจตื่น พอตั้งสติได้ก็โผเข้ากอดคอกด้วยความหวาดกลัว ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ไอ้คอก พี่มี พี่มีจะฆ่าข้า ช่วยข้าด้วย"
คอกถอนใจ
"อีกแล้วรึนังเจิม เอ็งฝังใจเรื่องพี่มีไม่เลิก ถึงได้เห็นโน่นเห็นนี่ แลยังเก็บเอามาฝันอีก นี่ถ้าพี่แก้วรู้เข้าคงทุกข์ใจนัก ที่เอ็งต้องมีบาปในใจเช่นนี้"
บุญเจิมผละออก ตวาดแว๊ด
"ข้าบอกแล้วยังไง ว่าอย่าพูดถึงพี่แก้วอีก พี่แก้วไม่มีวันมาหาข้าดอก แลข้าก็ไม่มีหน้าไปพบพี่แก้วอีกแล้วด้วย เรื่องที่เกิดขึ้น ถือว่าข้าได้ชดใช้ให้พี่แก้วจนหมดสิ้น เอ็งอย่าได้พูดอีก"
คอกแปลกใจ
"เอ็งพูดอย่างนี้อีกแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นังเจิม พี่แก้วเคยเป็นดวงใจของเอ็งไม่ใช่รึ แล้วเหตุใด เอ็งถึงไม่มีหน้าพบพี่แก้ว พี่แก้วต้องสำนึกในน้ำใจที่เอ็งช่วยเหลือสิ จะไม่พบหน้ากันได้อย่างไร"
บุญเจิมน้ำตาไหลพรากออกมา ด้วยความอัดอั้นตันใจ จนคอกตกใจ
"เอ็งร้องไห้ทำไมนังเจิม"
บุญเจิมพูดทั้งน้ำตา
"เอ็งจำวันที่เราช่วยพี่แก้วได้หรือไม่ ข้าไปมอมเหล้าไอ้เข้ม เพื่อขโมยกุญแจไปปล่อยพี่แก้ว แต่ไอ้เข้มมันไม่ยอมหลับ แลมัน มันยังปลุกปล้ำข้า ถ้าข้าหนี ก็คงหมดโอกาสช่วยพี่แก้วข้าเลย...ข้าเลย"
บุญเจิมร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่สามารถพูดต่อได้ คอกช็อก อึ้ง พูดอะไรไม่ออก ก่อนจะน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสารบุญเจิมสุดหัวใจ เขาค่อยๆดึงบุญเจิมเข้ามากอด
"อย่าพูด เอ็งไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว นังเจิม ข้าก็จะไม่รื้อฟื้นเรื่องนี้อีก ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ แล้วลืมมันไปเสียเถิด"
" เอ็งรู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าทำไมข้าถึงไม่มีหน้าพบพี่แก้ว ข้ามันเป็นหญิงมีคาวมลทินเสียแล้ว ไม่คู่ควรกับพี่แก้วดอก"
คอกน้ำตาคลอ
"พี่แก้วจะคิดเช่นไร ข้าไม่รู้ แต่ข้ายังรักเอ็งเช่นเดิม เอ็งจะมีมลทินหรือไม่ ก็หามีความหมายใดกับข้า ข้ารักเอ็งนังเจิม"
คอกจ้องตา บุญเจิมนึกไม่ถึง น้ำตาไหลต่อเนื่อง
"ไอ้คอก"
คอกสารภาพทั้งน้ำตา
"เอ็งได้ยินไม่ผิดดอกนังเจิม ข้ารักเอ็ง รักมานานนักหนาแล้ว แต่ในสายตาเอ็งมีแต่พี่แก้วคนเดียวเท่านั้น จึงไม่เคยมองเห็นข้าเลย แต่ในใจแลสายตาข้า มีแต่เอ็งเพียงคนเดียวมาตลอด"
ทั้งคู่สบตากันนิ่ง คอกเปิดเผยความในใจที่เก็บไว้ออกมา ในขณะที่บุญเจิมกำลังรู้สึกตกต่ำรังเกียจตัวเอง แต่กลับมีผู้ชายมาบอกรักและไม่รังเกียจตน ก็อดใจอ่อนไม่ได้

บุญเจิมร้องไห้ไปพร้อมเลื่อนมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้คอก ทั้งคู่สบตากันนิ่ง คอกค่อยๆ โน้มตัวเข้าหาบุญเจิมก่อนที่ทั้งคู่จะล้มตัวลงนอน

บริเวณร้านธูปน้อมตอนกลางคืน แก้วตกใจเมื่อรับฟังเรื่องราว

"นังเจิมน่ะหรือขอรับ เป็นคนฆ่าพี่บุญมี"
แก้วกำลังคุยกับน้อมและอบเชยอยู่ที่โถงร้าน
"ได้ยินไม่ผิดดอก ฉันไปเลียบๆเคียงๆถามหมื่นณรงค์ตำรวจ กรมพระนครบาลมาแล้ว ท่านหมื่นบอกว่ามีคนส่งบัตรสนเท่ห์ไปถึงท่านเจ้ากรม เลยให้มีการสอบปากคำเพิ่ม แลมีคนให้การไปคนละทางบอกว่า มีทาสชื่อนังบุญเจิม เป็นคนแทงไอ้บุญมีตาย มิใช่ฝีมือพ่อแก้ว"
แก้วคิดตาม ยิ่งสับสน
"บัตรสนเท่ห์ คงเป็นฝีมือคนใดคนหนึ่งที่เมตตากระผม แต่นังเจิมเป็นน้องแท้ๆของพี่มี เรื่องที่จะฆ่ากันตายนั้น มันน่าแปลกนัก"
“เมื่อมีคนให้การเช่นนี้ แล้วเหตุใดยังมีประกาศจับแก้วอีกล่ะป้า” อบเชยถาม
“ก็มันหาตัวคนทำผิดไม่ได้ ก็ต้องจับพ่อแก้วมาไต่สวนก่อนน่ะสิ ถ้าไม่ผิด หลวงท่านก็จะปล่อยตัวมาเอง”
“ถึงจะหลุดข้อหาฆ่าคน แต่ก็โดนข้อหาหนีนายเงินอยู่ดี ยังไงก็คงต้องหลบไปก่อน จนกว่าจะเป็นไทนั่นแหละ”
แก้วใช้ความคิดก่อนพูดต่อ
“เรื่องนี้กระผมอยากสืบให้รู้แน่ชัดก่อนขอรับ” แก้วตอบก่อนหันไปถามอบเชย
“ไม่ทราบว่าเรือที่กระผมขอไปได้แล้วหรือไม่ขอรับ”
“กะอีแค่เรือพายลำเดียว ทำไมข้าจะหาให้ไม่ได้”
อบเชย ยิ้มขี้เล่น น่ารักสมวัย แก้วยิ้มดีใจ น้อมค้อนใส่ หมั่นไส้อบเชย
“ช่างเจรจาเหลือเกินนะแม่อบเชย ได้ของตามที่แม่นิ่มสั่งครบถ้วนแล้ว ก็รีบกลับไปเสียทีเถอะ”
อบเชยหน้าเจื่อนๆไป
“ก็จะไปอยู่เดี๋ยวนี้แหละป้า แต่มันเสี่ยงมากนะแก้ว จะไปจริงๆรึ”
แก้วหน้าขรึมลง มุ่งมั่นเอาจริง
“ขอรับ ถึงจะเสี่ยงอย่างไร กระผมก็ยังอยากรู้ความจริง แลต้องทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ขอรับ”
ทั้งอบเชยและน้อมต่างเผลอมองแก้ว และเผลอยิ้มออกมาด้วยความชื่นชมในความใจกล้า

เวลาเช้าตรู่ น้ำทิพย์ และอ้อนกำลังตักบาตรพระที่พายเรือมาอยู่ที่ท่าน้ำ พอตักบาตรเสร็จ พระก็สวดมนต์ให้ศีลให้พร จากนั้นศิษย์วัดก็พายเรือออกไป
“นมเก็บของไปก่อนนะคะ”
“จ้ะนม เดี๋ยวฉันให้ทานเสร็จจะตามไปจ้ะ”
อ้อนเก็บข้าวของใส่ถาด แล้วถือถาดเดินเลี่ยงไป น้ำทิพย์เอาข้าวที่เหลือในขัน โปรยให้ปลากินเป็นการให้ทานไป ขณะนั้นเอง เสียงแก้วดังนำมาก่อน
“เหลือเศษข้าวไว้เป็นทานแก่กระผมบ้างนะขอรับ”
น้ำทิพย์หันไปมอง แก้วค่อยๆ เปิดงอบที่สวมปิดบังหน้าตาออก เธอดีใจสุดๆ
“แก้ว”
แก้วยิ้มหวาน มองน้ำทิพย์อย่างไม่ละสายตา เธฮหลบสายตาเอียงอายอยู่ในที

ผ่านเวลาเล็กน้อย ในบรรยากาศริมคลองตอนเช้าๆ ดูสงบสวยงาม แก้วกำลังพายเรือให้น้ำทิพย์นั่ง พร้อมกับคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไปด้วย
แก้วสีหน้าเครียดๆ
“ไม่คิดเลย ว่าเรื่องจะเลยเถิดไปได้ขนาดนี้ บุญเจิมต้องกลายเป็นฆาตกรฆ่าพี่ชายตัวเอง ก็เพราะต้องการช่วยกระผมแท้ๆ”
น้ำทิพย์ถอนใจหน้าเศร้าๆ
“ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นดอกจ้ะ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราก็ทำได้แค่แก้ไขไปเท่านั้น นี่ฉันก็ให้นมอ้อนเอาศพบุญมีไปทำพิธีเผาที่วัดแล้ว ดีกว่าเป็นศพไร้ญาติถูกแร้งกาจิกกิน”
“เป็นบุญกุศลแล้วล่ะขอรับ”
แก้วหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจแล้วบอก
“คุณมาโนชเป็นนายพี่มีแท้ๆ ยามเป็นก็ใช้ ยามตายกลับไม่เผาผี ใจดำนัก เอ่อ แล้วแม่ของกระผมเป็นยังไงบ้างขอรับ”
“ป้ากิ่งแกยังไม่หายดีเลยจ้ะ แต่แก้วไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะดูแลป้ากิ่งแทนแก้วเอง”
“ฝากคุณน้ำทิพย์ด้วยนะขอรับ แต่ถ้าแม่แกถามอะไรคุณน้ำทิพย์บอกแต่ว่ากระผมปลอดภัยดี อย่าบอกว่ากระผมอยู่ที่ไหนนะขอรับ เพราะกระผมเกรงว่าคุณมาโนชจะวางแผนหลอกถามแม่หรือไม่ก็ทรมานให้แม่บอกที่อยู่กระผมน่ะขอรับ”
น้ำทิพย์ยิ้มแบบรู้ทัน
“กลัวพี่มาโนช หรือกลัวคุณพ่อฉันกันแน่ ที่พูดมา มันเหมือนคุณพ่อฉันเสียมากกว่านะ”
แก้วยิ้มขำๆ ไม่พูดต่อ แต่ก็ยอมรับว่าน้ำทิพย์พูดถูก
“หากว่าแก้วอยู่ในฐานะเสมอฉัน หรือฉันเป็นทาสเหมือนกับแก้ว เรื่องของเราก็คงไม่เป็นอย่างนี้”
แก้วจับมือน้ำทิพย์ไว้อย่างทะนุถนอม ยิ้มบางๆ
“ต้องขอบคุณอุปสรรคครั้งนี้ หากไม่มี กระผมแลคุณน้ำทิพย์คงไม่กล้าเปิดใจ”
น้ำทิพย์ยิ้มบางๆเขินอาย แต่พอคิดถึงเรื่องหมั้นก็หน้าเศร้าลงไปอีก
“แต่ฉันกำลังจะหมั้นกับพี่มาโนชแล้ว ฉันกลัวเหลือเกินแก้ว ว่าฉันจะอาภัพจนต้องแต่งงานกับพี่มาโนชจริงๆ”
แก้วกุมมือน้ำทิพย์เอาไว้อย่างถนุถนอม
“อย่าเพิ่งหมดหวังสิขอรับ ขอเพียงฃคุณอดทนรอได้ วันใดที่ไอ้ลูกทาสคนนี้ได้เป็นไท จะตั้งใจรับราชการให้มียศศักดิ์เทียมหน้าเทียมตาแลนำเกียรติยศมาสู่คุณน้ำทิพย์ ผู้เป็นขวัญแลหัวใจของไอ้แก้วให้จงได้”
น้ำทิพย์ยิ้มชื่นใจจนน้ำตาคลอ แก้วค่อยๆ เลื่อนมือน้ำทิพย์มาแนบข้างแก้ม ก่อนที่เธอจะดึงมือคืนมาอย่างเบาๆ
“รีบพาฉันกลับไปส่งเถิดแก้ว หายออกมานานแล้ว”
เธอรีบเลื่อนสายตามองไปที่ลำน้ำแทนด้วยความเขินอาย
 
แก้วจับตามองด้วยสายตาปลาบปลื้มก่อนจะพายเรือกลับไปส่งทางท้ายเขตสวนที่ปลอดคน

บุญเจิมกำลังเย็บผ้าอยู่ที่หน้ากระท่อม ขณะนั้นเอง คอกก็เดินถืออาหารอย่างดีมากมายเข้ามาหา
 
เขาหอมแก้มเธอด้วยความรักใคร่ บุญเจิมเบี่ยงตัวออก
“ไม่เอาน่าไอ้คอก กลางวันแสกๆ”
“เอ็งหยุดเย็บผ้า แล้วมากินข้าวกินปลาก่อนเถอะ วันนี้ข้าตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต ท่านเลยแบ่งข้าวปลาอาหารมาให้ ของดีๆทั้งนั้น กินได้ถึงเย็นเลย”
“เอ็งไปกินก่อนเถอะ ข้าขอเย็บตรงนี้ให้เสร็จก่อน แล้วจะตามไป”
“เร็วๆล่ะ ข้าอยากกินข้าวพร้อมเอ็ง”
คอกเดินเลี่ยงไป เตรียมอาหารคดข้าวไว้รอบุเมียรักด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข เธอมองตามคอกไป ด้วยสีหน้าเศร้าๆ ยังรักแก้วอยู่มาก แต่คอกก็ดีกับเธอมากจนเผลอใจอ่อน เธอตัดสินใจทิ้งงานผ้าไว้แล้วลุกเดินไปช่วยคอกจัดอาหาร
คอกยิ้มแย้มดีใจ โอบกอดบุญเจิมไว้แล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ เธอเขิน เผลอผลักคอกแรงไปหน่อยจนคอกเสียหลักล้มไปนั่งก้นกระแทกพื้น เจ็บ
“สมน้ำหน้า”
บุญเจิมจัดอาหารต่อไป คอกยิ้มดีใจรีบกุลีกุจอลุกมาช่วยอย่างใกล้ชิด

ยามเที่ยง นิ่ม และอบเชย กำลังเดินซื้อของอยู่ในย่านร้านค้าในเมือง นิ่มมีท่าทีแจ่มใส เลือกซื้อผ้า และของใช้จุกจิกอย่างเพลิดเพลิน เธอหยิบผ้าขึ้นมาทาบกับตัว
“ชิ้นนี้เป็นยังไงบ้างอบเชย”
“ก็สวยดีนะพี่นิ่ม ขับผิวผ่องขึ้นมากเลย”
ทันใดนั้น บริเวณหัวถนน แก๊งอั้งยี่ * ของเฉียวหูเดินตามกันมา พร้อมอาวุธครบมือ พร้อมกับเค้ง ลูกสมุนมือขวา
อีกหัวถนน แก๊งอั้งยี่อีกแก๊งพร้อมอาวุธครบมือ เดินมาเช่นกัน และอีกมุมถนน แก๊งที่สามก็เดินมา เตรียมถล่มกันสามฝ่าย
ชาวบ้าน 1หันไปเห็นพวกอั้งยี่ ก็ตกใจมาก ตะโกนลั่น
“พวกอั้งยี่จะสู้กันแล้ว”
ชาวบ้านร้านตลาดตกอกตกใจ รีบปิดร้าน ปิดประตูหน้าต่างทันที ต่างคนต่างหลบ ไม่กล้าออกมา
นิ่ม และอบเชยตกใจมาก จะหนีก็หนีไม่ทัน เลยรีบซุกแอบอยู่หลังต้นไม้
ทันใดนั้น พวกอั้งยี่ทั้งสามแก๊งก็ตะโกนลั่น ชักอาวุธออกมา พุ่งเข้าตะลุมบอนกันทันที เค้งเป็นแนวหน้าบุกเข้าถล่มฝ่ายตรงข้าม สู้ด้วยมือเปล่าซักพัก ก็ชักกรรไกรขาเดียวออกมา ไล่แทงฝ่ายตรงข้ามจนกระเจิง
เฉียวหู ตะโกนสั่งการลั่น
“ฆ่าพวกมันให้หมด ทุกคนจะได้รู้ ว่าไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าซิวลี่กือของพวกเรา”
พวกแก๊งของเฉียวหูเก่งกว่า โดยเฉพาะมีเค้งเป็นทัพหน้า แก๊งอื่นเริ่มแตกร่นกันไป เค้งถีบอั้งยี่คนหนึ่งกระเด็นไปล้มอยู่ใกล้ๆ นิ่ม และอบเชย ทั้งคู่กรีดเสียงร้องลั่น จะหนีก็หนีไม่ทัน ได้แต่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่
เค้งจะเข้าไปซ้ำ แต่พอเห็นนิ่ม และอบเชยก็ชะงักไว้ จะโหดยังไง ก็ไม่อยากฆ่าคนต่อหน้าผู้หญิง เค้งตะคอก
“หนีไปสิ อยากโดนลูกหลงเหรอ ไป”
ทั้งคู่รีบหนีไปตามที่เค้งสั่งทันที เค้งหันกลับไปตะลุมบอนกับพวกอั้งยี่แก๊งอื่นต่อ ต่างฝ่ายต่างสู้กันอย่างดุเดือด โหดเหี้ยม
หมายเหตุ - อั้งยี่ เป็นแก๊งมาเฟียของคนจีน มีหลายแก๊ง มักจะมีเรื่องแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์บ่อยๆ โดยคนจีนสมัยนั้น บางคนก็ตัดผมแล้ว แต่บางคนก็ยังไว้เปียแบบแมนจูอยู่ และอาวุธที่เป็นเอกลักษณ์ของอั้งยี่ คือ “กรรไกรขาเดียว” โดยใช้เป็นอาวุธต่อสู้ หรือแทงปักไว้กับตัวศัตรูเพื่อประกาศศักดา

ภายในร้านธูป น้อมกำลังปลอบโยนห่วงใยนิ่มสุดๆ อบเชยดมยามดมอยู่ใกล้ๆ
“พิโธ่พิถัง ขวัญเอ๊ยขวัญมานะแม่นิ่ม อั้งยี่พวกนี้ มันร้ายกาจขึ้นทุกวัน แต่ละก๊กมีคนเป็นร้อย วิวาทกันที
นครบาลก็เอาไม่อยู่ ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
“ฉันเคยได้ยินมาว่า สมัยก่อนที่พวกอั้งยี่มีกำลังมาก เคยถึงขั้นเข้ายึดเมือง จนต้องส่งกองทัพเข้าไปปราบ คนตายกันเป็นร้อยเป็นพันเลยนะจ๊ะแม่”
นิ่มเป็นกังวล น้อมรู้สึกกลัวเหมือนกัน
“ถ้าถึงขั้นนั้น เราหนีไปอยู่หัวเมืองกันดีหรือไม่ แม่นิ่ม”
อบเชยดมยาแล้วบอก
“โอ๊ย หัวเมืองก็ใช่จะปลอดภัยนะป้า เค้าว่าพวกมันแย่งกันคุมโรงฝิ่นโรงสีทั่วไปหมด ใครขัดขืนก็ถูกฆ่าทิ้งน้ำ อยู่พระนครยังจะดีเสียกว่า”
น้อมชักหงุดหงิด พูดพลางถอนใจส่ายหน้า
“คิดแล้วยิ่งเจ็บใจ แม่นิ่มมีผัวเป็นถึงพระยาแท้ๆ เกิดเรื่องกับเมียเช่นนี้กลับหายหัว พึ่งพาอะไรไม่ได้เล๊ย”

นิ่มก็ดูซึมๆ แอบน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เหมือนกัน

ยามบ่าย ท่ามกลางบรรยากาศที่ทำงานพระนิติธรรมลือชา มีข้าราชการทำงานมากมาย
 
คุณพระเดินมาตามทางเดิน ข้าราชการชั้นผู้น้อยเจอก็ทำความเคารพ คุณพระยิ้มแย้มทักทายเป็นกันเอง
คุณพระกำลังเดินมาหาเจ้านายของตน ซึ่งกำลังคุยกับพระยาไชยากรอยู่ พอคุณพระเห็นเจ้าคุณก็ยกมือไหว้ พระยาไชยากรรับไหว้ แต่ต่างฝ่ายต่างเหล่ๆกัน แต่โดยมารยาทก็ไม่มีใครกล้าเปิดศึกก่อน
ข้าราชการ 1ถาม
“มีอะไรรึเปล่าคุณพระ”
พระนิติธรรมหันไปพูดกับเจ้านาย
“เอกสารแปลเสร็จแล้ว ท่านเจ้าคุณต้องการตรวจทานก่อนหรือไม่ขอรับ”
“ถ้าคุณพระเป็นคนแปล ฉันไม่ต้องตรวจดอก ส่งไปให้ท่านเจ้าคุณประดิษฐ์เถิด”
“ขอรับ”
เจ้าคุณปั้นยิ้ม
“กระผมคงไม่รบกวนแล้ว ขอลากลับก่อนนะขอรับ ถึงวันงานถ้าท่านเจ้าคุณว่าง ก็ขอกราบเรียนเชิญด้วย”
ข้าราชการ 1บอก
“เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกัน ฉันต้องไปแน่ ท่านเจ้าคุณอย่าห่วงเลย”
พระยาไชยากรเดินเลี่ยงไป โดยไม่สนใจพระนิติธรรมแม้แต่น้อยคุณพระมองตามเจ้าคุณด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหันมาคุยกับเจ้านาย
“ท่านเจ้าคุณไชยากรมาทำไมหรือขอรับ ท่าทางเหมือนไม่ได้มาราชการ”
ข้าราชการ 1ถอนใจ ตบบ่าพระนิติธรรม
“ฉันเสียใจด้วยนะคุณพระ ท่านเจ้าคุณไชยากรมาเชิญฉันไปงานหมั้นของคุณน้ำทิพย์บุตรีกับคุณมาโนชหลานชายท่าน”
พระนิติธรรมตกใจสุดๆ ไม่คิดว่ามาโนชจะหมั้นกับน้ำทิพย์
“คุณพระอย่าคิดอะไรมากเลย ด้วยรูปร่างหน้าตา หน้าที่ราชการของคุณพระ ย่อมมีผู้หญิงอีกมากให้คุณพระเลือก ไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ”
พระนิติธรรมตกใจมาก นิ่งงันไปเลย

เวลาเย็น พระนิติธรรมลือชาเดินลิ่ว ตรงมายังเรือนของเจ้าคุณ เพื่อจะคุยกับน้ำทิพย์ให้รู้เรื่อง มาโนช พลอย และบรรดาลูกน้อง รีบดาหน้ากันมาขวางไว้ไม่ให้ขึ้นเรือน
มาโนชไม่พอใจ พูดประชด
“คุณพระคงจะเห็นว่าคราวก่อน กระผมบุกไปค้นหาตัวไอ้แก้ว คุณพระก็เลยจะมาหาทาสที่เรือนกระผมบ้างกระมัง”
“ทาสของฉันไม่มีใครหนีดอกคุณมาโนช แต่ที่ฉันมาที่นี่ เพราะฉันจะมาหาคุณน้ำทิพย์”
พลอยโมโหบอก
“จะมากเกินไปแล้ว”
มาโนชรีบยกมือไม่ให้พลอยพูด ก่อนจะหันไปยิ้มเยาะพระนิติธรรม
“มิทราบว่าคุณพระ มีธุระอะไรกับว่าที่คู่หมั้นของกระผมหรือขอรับ”
คุณพระขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ พยายามระงับอารมณ์
“คำว่า ว่าที่ ก็แปลว่ายังไม่ได้เป็นคู่หมั้น ดังนั้นฉันไม่จำเป็นต้องบอกคุณมาโนช แค่ไปเรียนคุณน้ำทิพย์ว่าฉันมาพบก็พอ”
“นี่ถึงกับใช้กันเชียวรึ”
ทันใดนั้นเอง เสียงน้ำทิพย์ดังขึ้น
“คุณพระคะ”
ทุกคนหันมอง เห็นน้ำทิพย์ยืนหน้านิ่ง เชิดอยู่บนเรือน
“เชิญขึ้นมาบนเรือนก่อนสิคะ”
“คุณน้ำทิพย์อนุญาตเองเช่นนี้ คงไม่มีอะไรขัดข้องแล้วกระมังคุณมาโนช”
คุณพระพูดจบก็เดินขึ้นเรือนไป มาโนชมองตามด้วยความเจ็บแค้นใจ

คุณพระกำลังคุยกับน้ำทิพย์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่บนเรือน
“ฉันไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดคุณน้ำทิพย์จึงยอมให้ท่านเจ้าคุณไชยากร รวบรัดหมั้นหมายกับคุณมาโนชเอาเช่นนี้”
“ฉันขัดคุณพ่อไม่ได้ คุณพระก็น่าจะเข้าใจนี่คะ”
“ขัดไม่ได้ ก็เลยต้องยอมหมั้นอย่างนั้นรึ คุณน้ำทิพย์ไม่คิดบ้าง หรือ ว่าภายหน้าถึงถอนหมั้นไปแล้ว ก็ต้องเสื่อมเสียเพราะได้ชื่อเป็นหม้ายขันหมาก แลถึงแต่งงานกันจริง ก็มีแต่จะเลวร้ายลงไปอีก”
“ที่คุณพระกล่าวมาทั้งหมด ฉันทราบค่ะ แต่ถึงทราบ ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
“ทำไมจะไม่มี ก็ฉันไงเล่า หรือว่าคุณน้ำทิพย์เห็นว่าฉันช่วยเหลืออะไรคุณไม่ได้”
“เปล่าดอกค่ะ เพียงแต่ฉันไม่อยากสร้างความลำบากให้คุณพระ แลทางออกของเรื่องนี้ ก็คงไม่พ้นต้องรบกวนคุณพระให้หมั้นหมายตัดหน้าเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต่างอะไร กับที่ฉันต้องรับหมั้นพี่มาโนชเลย”
คุณพระแปลกใจ
“ทำไมถึงจะไม่ต่าง ไม่ใช่ว่าฉันยกยอตัวเองดอกนะ แต่ฉันไม่เห็นทางเลย ว่าคนอย่างคุณมาโนชจะทำให้ผู้หญิงคนใดมีความสุขได้”
น้ำทิพย์ยิ้มบางๆ
“ถ้าเรื่องความดีงาม คุณพระเหนือกว่าพี่มาโนชมากนัก แต่ที่ฉันว่าไม่ต่าง คือฉันก็ต้องหมั้นหมายกับคนที่ฉันไม่ได้รักอยู่ดี”
คุณพระอึ้งไป สงสัยขึ้นมา
“คุณน้ำทิพย์พูดเช่นนี้ หรือว่าคุณน้ำทิพย์มีคนรักอยู่แล้ว”
"ค่ะ ฉันมีคนที่ฉันรักอยู่แล้ว"
คุณพระตกใจมาก นึกไม่ถึง
"ใครคือผู้โชคดีคนนั้น พอจะบอกได้หรือไม่"
เธอมองคุณพระนิ่งอยู่ครู่นึง ก่อนจะตัดใจบอก
"แก้วค่ะ ฉันรักแก้ว"
พระนิติธรรมตกใจสุด ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว เพราะนึกไม่ถึงน้ำทิพย์หน้าเศร้าลง ยกมือไหว้ขอโทษ
"ฉันต้องขอโทษคุณพระด้วยนะคะ ที่ปิดเรื่องนี้เอาไว้ แต่ฉันไม่ได้มีเจตนาจะโกหกคุณพระเลย เพียงแต่ที่แล้วมา ทั้งฉันแลแก้วต่างก็ไม่กล้าจะเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ จนเราทั้งคู่ ต่างคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีใจให้ ถ้าไม่ใช่เพราะคาบเกี่ยวความเป็นตายก็คงไม่มีใครกล้าเปิดเผยความในใจดอกค่ะ"
คุณพระพยายามตั้งสติ
"นี่แสดงว่ามีใจให้กันมานานแล้วรึ"
"เรียกว่าไม่รู้เกิดขึ้นเมื่อไหร่จะดีกว่าค่ะ แต่ในเมื่อเรารู้แล้ว ว่าหัวใจเราเป็นดวงเดียวกัน ฉันก็จะไม่โกหกตัวเองอีกต่อไป แลจะไม่เปลี่ยนใจไปจากแก้วด้วยค่ะ"

พระนิติธรรมลือชาอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ไม่เคยคิดว่าคนที่น้ำทิพย์รักจะเป็นแก้ว ลูกทาสในเรือนไปเสียได้
 
อ่านต่อหน้า 4

ลูกทาส ตอนที่ 7 (ต่อ)

คุณพระเดินซึมๆลงมาจากเรือน มาโนชยืนเตรียมเยาะเย้ยอยู่ที่หน้าเรือน

" สีหน้าคนละคนกับตอนขึ้นเรือนไปเลยนะขอรับคุณพระ คราวนี้ คงหมดข้อสงสัยแล้วใช่หรือไม่ขอรับ"
คุณพระถอนใจหนักๆฃ
"ถ้ากับคุณน้ำทิพย์ ฉันหมดข้อสงสัยแล้ว นับแต่นี้ ฉันคงไม่พูดเรื่องนี้กับเธออีก"
มาโนชยิ้มสะใจ
"ดีขอรับ เพราะถ้ากระผมหมั้นหมายกับน้องน้ำทิพย์แล้ว มันคงไม่งาม ที่คู่หมั้นของกระผมมีผู้ชายอื่นมาหาถึงเรือน"
"เยาะเย้ยฉัน แล้วคุณมาโนชสบายใจขึ้นรึ ถึงคุณมาโนชจะได้หมั้นหมายกับคุณน้ำทิพย์ ก็เพียงเพราะเป็นคำสั่งของท่านเจ้าคุณไชยากรเท่านั้น ตัวคุณมาโนชเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าคุณน้ำทิพย์เต็มใจหรือไม่"
มาโนชเจ็บใจ
"จะเต็มใจหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากระผมเป็นผู้ชนะ ได้หมั้นหมายกับน้องน้ำทิพย์ คุณพระแพ้แล้ว อย่าอ้างโน่นอ้างนี่จะดีกว่า"
"เปล่าเลย ฉันไม่ได้ยกข้ออ้างมาแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น แต่ทั้งฉันแลคุณมาโนช ไม่มีผู้ใดชนะดอก เราต่างแพ้ด้วยกัน เพราะคุณน้ำทิพย์ไม่ได้รักในเราทั้งสองเลย ซึ่งคุณมาโนชก็แจ้งแก่ใจดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ตามจองล้างจองผลาญเจ้าแก้วเช่นนี้ จริงหรือไม่ล่ะ"
มาโนชขบกรามแน่นจนขึ้นสัน เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว คุณพระเดินเลี่ยงกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ผ่านเวลาซักพัก ห้องทำงานพระยาไชยากร เจ้าคุณตบมือลงบนเข่าดังฉาดด้วยความพอใจ โดยมีมาโนชอยู่ใกล้ๆ
"จริงรึ ไอ้คุณพระเรือนแพมันพูดเช่นนั้นจริงๆรึพ่อมาโนช"
มาโนชเจ็บใจมาก
"จริงสิขอรับ มันกล้าพูดอย่างนี้ ก็แสดงว่าน้องน้ำทิพย์ยอมรับเรื่องไอ้แก้วต่อหน้ามัน กระผมไม่เข้าใจ ว่าน้องน้ำทิพย์ไม่อับอายบ้างหรือยังไง ที่เอ่ยปากว่ามีใจให้ไอ้ลูกทาสนั่น"
เจ้าคุณหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ มาโนชงงไปหมด
"คุณอาหัวเราะทำไมขอรับ"
ไชยากรขำชอบใจ
"พ่อมาโนชอย่าเคืองน้องเลย ลูกน้ำทิพย์เป็นคนตรง... ใจคิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น แลนั่นแหละ คือสิ่งที่อาต้องการ"
มาโนชงงๆ
"หมายความว่ายังไงขอรับ"
เจ้าคุณยิ้มเจ้าเล่ห์
"อาจงใจให้เรื่องหมั้นหมายเข้าหูพระนิติธรรมเองล่ะ เพราะอาแน่ใจ ว่าไอ้คุณพระจะร้อนใจจนต้องมาถามไถ่ลูกน้ำทิพย์ด้วยตัวเอง ซึ่งหากลูกน้ำทิพย์ยอมรับเรื่องไอ้แก้วต่อหน้ามัน ไอ้คุณพระมันต้องแค้นใจไอ้แก้วเป็นแน่"
มาโนชคิดตามก็เข้าใจ ยิ้มร้ายๆ
"ไอ้คุณพระมันคอยช่วยเหลือไอ้แก้วมาตลอด ถ้ามันชังน้ำหน้าไอ้แก้วเสียแล้ว ไอ้แก้วมันย่อมหนีไม่พ้นมือเราแน่ แผนการนี้ดีเหลือเกินขอรับคุณอา"
เจ้าคุณหัวเราะชอบใจ
"ส่วนเรื่องลูกน้ำทิพย์ พ่อมาโนชไม่ต้องกังวลไปดอก ตั้งใจรับราชการให้ดีก็พอ เพราะถึงลูกน้ำทิพย์จะไม่มีใจให้พ่อมาโนชตอนนี้ แต่ถ้าไอ้แก้วตายเสียแล้ว ก็ไม่ยากที่จะเปลี่ยนใจ ยิ่งถ้าได้แต่งงาน อยู่กันไปก็จะรักกันไปเอง เชื่ออาเถอะ"
มาโนชยิ้มเจ้าเล่ห์ ได้ยินพระยาไชยากรพูดแบบนี้ก็สบายใจ คิดว่าถ้าได้แต่งงานก็ต้องเป็นอย่างที่เจ้าคุณพูดไว้แน่

ตอนหัวค่ำ แก้วกำลังทำความสะอาด เช็ดถูโรงงานธูป หลังจากทุกคนทำงานกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ขณะกำลังทำงานอยู่ แก้วก็เหลือบเห็นตุ๊กตายืนชะเง้อมองไปที่ข้างนอกโรงงาน ท่าทางสองจิตสองใจ ลังเลอะไรซักอย่าง ในมือของตุ๊กตา ถือถุงใส่เงินด้วย แก้วถามอย่างแปลกใจ
"ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างรึตุ๊กตา"
ตุ๊กตายื่นถุงใส่เงินให้ดู
"เปล่าจ้ะ ฉันได้มาแล้วจ้ะ"
"อ้าว แล้วทำไมยังไม่กลับล่ะ งานของตุ๊กตาเสร็จตั้งแต่เย็นๆแล้วไม่ใช่รึ"
ตุ๊กตาเหน็บถุงใส่เงินไว้ที่ชายพกที่เอวไปส่งๆ แบบใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ท่าทางเครียดๆ
"ฉันยังไม่อยากกลับเรือนน่ะพี่รอด"
"ทำไมล่ะ"
ตุ๊กตาอึกๆอักๆ แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
"เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ เรือนที่ฉันอยู่มันร้อน ฉันเลยยังไม่อยากกลับไปเท่านั้นเอง"
"แต่นี่มันมืดค่ำแล้วนา พ่อแม่พี่น้องจะไม่เป็นห่วงเอารึ"
ตุ๊กตาอึกๆอักๆ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง
"จ้ะ ฉันกลับเดี๋ยวนี้ล่ะจ้ะ"

ตุ๊กตาเดินเลี่ยงออกไป แก้วทำความสะอาดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าตุ๊กตาทำถุงเงินตกเอาไว้

ผ่านเวลาซักครู่ ตุ๊กตาเดินมาตามทางในตรอกซอกซอย กำลังจะถึงบ้าน
 
ขณะนั้นเอง อาเขยของตุ๊กตาที่แอบอยู่ข้างทาง ก็โผล่ออกมากอดจากทางด้านหลัง
ตุ๊กตาตกใจสุดๆ
"อา ปล่อยหนูเถอะ หนูเป็นหลานอานะ"
อาเขยยิ้มร้ายๆ
"ใช่อาหลานแท้ๆเสียที่ไหนเล่า ข้าเป็นแค่อาเขยเท่านั้น ไม่เป็นไรดอก"
ตุ๊กตากลัวจับใจ
"อย่าทำอะไรหนูเลย สงสารหนูเถอะ"
อาเขยหัวเราะ
"ถ้าข้าจะขืนใจเอ็ง ข้าทำไปนานแล้ว เอ็งจะรอดมือมาถึงป่านฉะนี้รึ ข้าอยากให้เอ็งเต็มใจมากกว่า จริงๆนะตุ๊กตา เอ็งอยากได้อะไรก็บอกมาเถอะ ข้าจะหาให้ทุกอย่าง"
ทันใดนั้นเอง แก้วก็ตามมาพอดี
"ตุ๊กตา"
อาเขยตกใจ ตุ๊กตารีบเบี่ยงตัวหนีออกมา แก้วเหล่คนทั้งคู่ รู้ว่าต้องมีอะไรแน่ๆ ก่อนจะยื่นถุงใส่เงินให้
"ทำถุงเงินตกเอาไว้ ฉันเลยเอามาคืนให้"
ตุ๊กตารีบรับถุงใส่เงินมา
"ขอบใจจ้ะพี่รอด"
ตุ๊กตารับถุงเงินมาแล้วก็รีบเดินหนีเข้าไปบ้านไปทันที อาเขยเจ็บใจที่เสียโอกาส ก่อนจะหันมาจ้องหน้าแก้ว แล้วเดินกลับไปด้วยหน้าตาเซ็งๆ ที่เสียจังหวะ แก้วมองตามด้วยความสงสัย

คุณกัลยาร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้น ส่วนพี่ชายก็หน้าตาเศร้าหมองอยู่ใกล้ๆ
"มิน่าล่ะ เพราะมีใจให้คุณน้ำทิพย์นี่เอง แก้วถึงไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนอีก แต่น้องไม่เข้าใจ ว่าทำไมแก้วกับคุณน้ำทิพย์ถึงต้องหลอกเราสองคนด้วย"
"ข้อนี้เป็นสิ่งที่พี่ต้องถามจากปากเจ้าแก้วให้จงได้ พี่ไม่คิดเลย ว่าคนที่พี่ไว้ใจแลเมตตาช่วยเหลือมาตลอด จะปกปิดเรื่องสำคัญ ทำเหมือนเราสองคนพี่น้องเป็นคนโง่เง่าเช่นนี้"
"คุณพี่โกรธแก้วหรือคะ"
"โกรธรึ พี่เสียใจมากกว่าน้องแดง เสียใจที่ถูกทรยศหักหลังจากคนที่เราไว้ใจ แล้วน้องล่ะ โกรธเจ้าแก้วมันหรือไม่"
คุณแดงร้องไห้ ส่ายหน้า
"ไม่รู้ค่ะ น้องอยากจะโกรธทั้งแก้ว ทั้งคุณน้ำทิพย์ แต่น้องก็โกรธไม่ลง อาจจะเป็นเพราะน้องเอง ก็เสียใจเหมือนคุณพี่มากกว่ากระมังคะ"
คุณพระโอบบ่าน้อง ปลอบโยน
"อย่าคิดมากเลย น้องเองก็ไม่สบายอยู่ ประเดี๋ยวจะทรุดหนักลงไปอีก เรื่องนี้อีกไม่นานต้องได้คำตอบจากปากเจ้าแก้ว ลองคนรักกันย่อมอดใจไม่ไหว ต้องลอบมาพบเจอกันด้วยเสน่หาอีกเป็นแน่"
คุณกัลยายังห่วงแก้วอยู่ ถามทั้งน้ำตาคลอ
"ถ้าคุณพี่เจอแก้วแล้ว จะทำอย่างไรคะ คุณพี่จะทิ้งแก้วไม่ช่วยเหลืออีกหรือจะแจ้งให้ท่านเจ้าคุณไชยากรทราบคะ"
พระนิติธรรมลือชามีสายตาแข็งกร้าว นิ่งสนิท จนไม่รู้ว่าในใจคิดยังไงกับเรื่องนี้กันแน่

บ้านเช่านิ่มในตอนเช้า แก้วกำลังคุยกับนิ่มและอบเชยอยู่ นิ่มสีหน้าหนักใจปนห่วง
"ได้ยินว่าตุ๊กตาเป็นคนเมืองสมุทรสาคร พ่อแม่ทำประมง มีลูกหลายคน แต่ตุ๊กตาหน้าตาสะสวยน่ารักกว่าใคร อาเค้าไม่มีลูก ก็เลยขอมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กพอพ่อแม่ตาย พี่น้องก็แยกย้ายกันไปหมด ตุ๊กตาก็เลยไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครกระมัง"
แก้วพยักหน้ารับ
"มิน่าเล่า ตุ๊กตาถึงต้องยอมทนอยู่ที่นั่น เอ่อ แล้วอาแท้ๆของตุ๊กตา เค้าไม่ว่าอะไรบ้างหรือขอรับ"
อบเชยส่ายหน้าถอนใจออกมาเซ็งๆ
"แม่หยิบน่ะรึ จะไปกล้าว่าอะไร กลัวผัวยังกะหนูกลัวแมว แลไอ้พูนก็เป็นนักเลง ฐานะรึก็มั่นคง ถึงจะไม่ชอบใจยังไง ก็ทำได้แค่เอาหูไปนา เอาตาไปไร่เท่านั้นเอง"
"บาปกรรมแท้ๆ เป็นอาเขยแต่กลับคิดบัดสีกับหลานเสียได้"
"ตุ๊กตา มันก็ไม่ใช่คนกล้าหาญอะไรเสียด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมเก็บเรื่องนี้เอาไว้ดอก เอาอย่างไรดีพี่นิ่ม จะปล่อยไว้อย่างนี้ก็สงสารมันนะ เรารู้เรื่องแล้ว จะนิ่งดูดายก็กระไรอยู่"
"เรื่องเช่นนี้ หากสะพัดออกไป แม้ความจริงจะไม่มีอะไร แต่ตุ๊กตาก็ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเป็นแน่ เราคงต้องแอบช่วยมันเงียบๆ คอยสอดส่องดู แลวันไหนตุ๊กตาทำงานดึก ก็ให้ค้างเสียบนเรือนกับแม่ก็แล้วกัน"
แก้วดีใจ
"คุณนายนิ่มคิดรอบคอบแล้วขอรับ คงไม่มีทางไหนดีกว่านี้แล้ว เว้นแต่..."

ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงของตกลงบนพื้น เสียงดังออกมาจากในห้อง ทั้งสามคนตกใจ เลยรีบตามเข้าเรือนไปดู

พอทั้งสามคนตามเข้าไป ก็เห็นน้อมกำลังยืนบนเก้าอี้เพื่อหยิบของหลังตู้ โดยมีห่อของส่วนนึง

ตกลงมาอยู่บนพื้น
"ทำอะไรน่ะป้า"
"ข้าจะหาของๆข้าน่ะสิ คราวก่อน จำได้ว่าเอามาให้แม่นิ่มตั้งเยอะ ทำไมหาไม่เจอเลยวะ เอ็งย้ายของข้าหรือเปล่านังอบเชย"
อบเชยหน้าหงิก
"โทษฉันอีกแล้ว พอป้าเห่อหลาน ก็ขนอะไรมาให้เต็มไปหมด ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่าอะไรเป็นอะไร"
"แม่อยากได้อะไร ถามฉันดีกว่าจ้ะ ฉันช่วยหาให้" นิ่มบอก
น้อมใจร้อน ค้นหาไป เจอห่อของที่ต้องการพอดี
"เจอแล้ว"
น้อมเอื้อมมือจะไปหยิบ แต่จังหวะนั้น พลาด พลัดตกเก้าอี้ลงมา ร้องลั่น
"ว้าย"
แก้วตกใจ รีบเข้าไปรับน้อมไว้ทันที
"ระวังขอรับ"
แก้วเข้าไปรับน้อมได้ทัน ศีรษะซบกับอกแก้ว แม้จะสูงวัยก็อดสะเทิ้นอายไม่ได้ นิ่มและอบเชยรีบเข้ามาประคองแม่ที่มัวแต่เพลินซบอกแก้วไม่ขยับ
"เป็นอะไรหรือไม่ขอรับคุณนายน้อม"
น้อมรู้สึกปั่นป่วนเล็กน้อย ตั้งสติได้
"ไม่เป็นอะไรจ้ะ" น้อมรู้สึกหน้าร้อนผ่าว วูบวาบเหมือนเด็กสาวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รีบเบือนหน้าไปทางอื่น เขินอาย จนต้องสั่งอบเชยแก้เขินไป
"ห่อนั้นแหละ ขึ้นไปหยิบมาซินังอบเชย"
"กระผมหยิบให้ขอรับ"
แก้วขึ้นเก้าอี้ไปหยิบของให้ น้อมมองตามรูปร่างของแก้ว ก็รู้สึกวูบวาบพิกล อมยิ้มเขินๆ ไม่กล้ามองแต่แอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

บุญเจิมกำลังดูเงินในถุงเงินด้วยความตื่นเต้นอยู่ที่กระท่อมในป่าช้า โดยมีคอกอยู่ใกล้ๆ
"นี่มันมากโขอยู่นะไอ้คอก ถึงสองบาทได้กระมัง เอ็งไปขโมยใครมารึ"
คอกเซ็งๆ
"ชีวิตข้า เคยขโมยหนเดียวก็ตอนหนีมาจากบ้านท่านเจ้าคุณเท่านั้นล่ะวะ นอกนั้นแล้ว ไม่เคยคิดจะลักของใครให้เป็นบาปดอก เงินพวกนี้ ข้าไปรับจ้างชาวบ้านละแวกนี้ แล้วเค้าให้มาต่างหาก"
บุญเจิมดีใจ
"แค่ไม่กี่วัน ก็ได้มากอย่างนี้เชียวรึ"
คอกยิ้มแย้ม
"ก็เออสิวะ เรือนเราก็มีอยู่ ข้าวปลาพระท่านก็เมตตาให้ ทำงานได้เท่าใดก็เหลือเก็บเท่านั้น แล้วจะไม่มากได้อย่างไร"
"มิน่าเล่า ท่านเจ้าคุณถึงไม่อยากให้เราเป็นไท ใช้งานพวกเราเปล่าๆ ไม่ต้องเสียเงินสักแดง ท่านเจ้าคุณถึงได้มั่งมีนัก"
บุญเจิมคืนถุงใส่เงินให้คอก แต่เขาไม่รับ
"เอ็งเก็บไว้เถอะ นับแต่นี้ ข้าให้เอ็งเป็นคนเก็บเงิน"
บุญเจิมแปลกใจ
"ทำไมล่ะ"
"ก็เอ็งเป็นเมียข้า เงินของข้าก็เป็นเงินของเอ็งด้วยเช่นกัน"
บุญเจิมยิ้มรับบางๆ มีความสุขที่คอกดีกับเธอขนาดนี้
คอกดึงบุญเจิมเข้ามากอด
"อีกไม่นานดอกนะนังเจิม พอเราเก็บเงินทองได้มากกว่านี้ เราจะหนีไปอยู่หัวเมืองไกลๆด้วยกัน คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวใครจะจับเรากลับไปแล้ว"
"เอ็งคิดว่าเราจะหนีพ้นจริงรึ ข้าฆ่าพี่มีตาย โทษหนักหนานัก ใครจะยอมให้เราหนีไปได้ง่ายๆ"
"แต่ข้ามั่นใจ ว่าเราต้องหนีพ้น แลหากไปถึงหัวเมืองเมื่อใด เราก็เปลี่ยนชื่อเสีย ใครจะมารู้ว่าเราเป็นใคร ไปทำอะไรมา จากนั้น เราก็ช่วยกันทำมาหากิน ขยันขันแข็งเสียอย่างจะกลัวอะไร เอ็งกับข้า จะได้มีความสุขเสียที"
บุญเจิมยิ้มบางๆอย่างคล้อยตามมีความหวังไปกับคอกด้วย ถ้าเป็นอย่างที่คอกพูดจริงๆก็คงดี
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
"มีใครอยู่บ้างโว้ย นี่ข้าทิดอ่ำนะ มีใครอยู่บ้าง"
คอกตะโกนตอบ
"อยู่จ้ะอยู่ รอเดี๋ยวนะ"
บุญเจิมแปลกใจ
"ทิดอ่ำนี่ใครรึ"
"ไวยาวจกร *ของวัดน่ะ ข้าไปรับจ้างแกแทงหยวกกล้วยมา แกคงเอาเงินค่าจ้างมาให้"
คอกเดินออกจากกระท่อมไป
บุญเจิมพึมพำอย่างขำๆ

"ไอ้คอก มันหาเงินเก่งเหมือนกันนะนี่"

ไวยาวจกร คือคนที่ทำหน้าที่ดูแล จัดการเรื่องต่างๆในวัด ปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้ว เปลี่ยนเป็นกรรมการของวัดแทน

ไวยาวจกรวัยกลางคน ท่าทางใจดียื่นเงินให้คอก คอกยกมือไหว้ รับเงินมาด้วยความดีใจ
"ขอบคุณจ้ะลุง"
"ไม่เป็นไร เออ แต่เอ็งนี่แทงหยวกกล้วยสวยจริงๆว่ะ คนชมกันทั้งงานเลย ไปหัดที่ไหนมารึ"
คอกนับเงินไปพูดไป
"ก็หัดเอาที่บ้านท่านเจ้าคุณ... "
คอกชะงัก พลั้งปากไปจนรีบกลบเกลื่อน
"เอ่อ ท่านเจ้าคุณสิงห์วัดละแวกบ้านฉันน่ะล่ะจ้ะ ที่วัดมีคนแทงหยวกเก่งหลายคน ฉันถูกใช้งานบ่อยๆก็เลยจำๆมาน่ะ"
ไวยาวจกรพยักหน้าเข้าใจ คอกเลียบๆเคียงๆ ถาม
"เออ แล้วเรื่องที่ฉันวานให้ลุงไปดู คืบหน้าว่ายังไงบ้างจ๊ะ"
" ก็ไม่เห็นมีอะไร ได้ยินพวกที่นครบาล เค้าว่าประกาศจับออกมาแล้ว แต่มีคนให้การไปอีกทาง เลยยังชะลอประกาศไว้ ไม่ได้ติดทั่วพระนคร เออ แล้วทำไม เอ็งถึงได้สนใจเรื่องทาสเรือนพระยาไชยากรถูกฆ่านักวะ"
คอกอึกๆอักๆ รีบแก้ตัว
"เอ่อ อ๋อ ทาสที่ตายเป็นญาติห่างๆฉันน่ะจ้ะ ฉันเลยอยากรู้ ว่าจับตัวคนฆ่าได้หรือยัง แต่ฉันอ่านหนังสือไม่ออกแลเป็นคนต่างถิ่นด้วย เลยต้องรบกวนลุงน่ะจ้ะ"
"เรื่องแค่นี้ ไม่รบกวนดอกโว้ย ไว้ได้เรื่องอะไรคืบหน้า แล้วข้าจะมาบอกนะ"
"ขอบคุณมากจ้ะ"
บุญเจิมยืนฟังอยู่ในกระท่อม ได้ยินทั้งคู่คุยกันจนหมด
"แปลกแท้ ยังไม่มีประกาศจับฉันอีกรึ"
สีหน้าบุญเจิมติดใจสงสัย

น้อมเดินยิ้มแย้มแช่มชื่นดูมีความสุขเดินออกมาจากบ้านเช่านิ่มพร้อมกับแก้ว โดยมีนิ่ม และอบเชยตามมาส่ง
"เร็วๆสิจ๊ะพ่อรอด บ่ายคล้อยแล้ว เดี๋ยวข้าวของดีๆจากเมืองฝรั่งก็หมดกันพอดีดอก"
แก้วกระอักกระอ่วน เกรงใจ อบเชยหมั่นไส้น้อม
"โอ๊ย ข้าวของเมืองฝรั่งมังค่า ราคาแพงออกโข จะมีคนซื้อได้สักกี่คนกัน ไม่หมดง่ายๆดอกป้า"
น้อมตวาดแว๊ด
"เอ็งหุบปากไปเลยนังอบเชย ใครถามเอ็ง"
น้อมหันมาพูดอ่อนหวานกับแก้ว แตะต้นแขน ให้ความสนิทสนม พูดเอาใจ
"พ่อรอดอยากได้เสื้อผ้าจากเมืองฝรั่งใหม่บ้างหรือไม่ล่ะจ๊ะ เดี๋ยวฉันซื้อให้"
แก้วปั้นยิ้มตอบ
"เป็นพระคุณขอรับ แต่กระผมคงตามไปรับใช้คุณนายน้อมถึงห้างฝรั่งไม่ได้ดอกขอรับ"
น้อมหน้าเสีย ผิดหวังมาก
"อ้าว ทำไมล่ะจ๊ะ"
"กระผมยังอยู่ในระหว่างหลบหนี คุณนายก็ทราบ แค่ออกมาข้างนอกก็เสี่ยงมากพอแล้ว ถ้าไปซื้อของตามห้างฝรั่งอีก กระผมกลัวจะมีคนเห็นเข้าน่ะขอรับ"
อบเชยแอบเหล่มองพฤติกรรมของน้อมเล็กน้อย
"แก้วพูดถูกแล้วล่ะจ้ะแม่ อย่าพาแก้วไปเลย เกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่คุ้มเสีย"
น้อมทิ้งค้อน
"ก็ได้ๆ นี่เห็นแก่ว่ามีเหตุจำเป็นดอกนะ"
แก้วดีใจมาก ยกมือไหว้
"ขอบพระคุณขอรับ ถ้าอย่างนั้น กระผมกลับเลยนะขอรับ"
แก้วรีบชิ่งหนีไปทันที น้อมไม่ทันตั้งตัว
"พ่อรอด เดี๋ยวสิ"
แก้วเอาหมวกงอบขึ้นมาสวมรีบเดินก้มหน้าก้มตาไปอย่างเร็ว
น้อมถอนใจออกมา พูดงอนๆ
"ไปคนเดียวก็ได้"
น้อมเดินกระฟัดกระเฟียด ปล่อยให้นิ่ม อบเชยมองหน้ากันอย่างงงๆ
"ป้าแกเป็นอะไรน่ะพี่นิ่ม พักหลังนี่ดูแปลกๆ ชอบกล นับแต่รับนายแก้วเข้าเรือนไป"
อบเชยสีหน้าติดใจสงสัย
นิ่มยิ้มๆ แขวะน้องอย่างเอ็นดู
"ขนาดอบเชยยังไม่รู้ แล้วพี่จะรู้ได้ยังไงล่ะ"
อบเชยหางตามองนิ่มเล็กน้อย นิ่มเดินตามไปส่งแม่ อบเชยมีสีหน้าใช้ความคิดเกี่ยวกับท่าทางแปลกๆของน้อมที่มีต่อแก้ว

บรรยากาศในลานวัดแห่งหนึ่ง ดูสงบร่มรื่น น้ำทิพย์กำลังยืนมองทิวทัศน์รอแก้ว แก้วมาถึงก็รีบเดินเข้าไปหาน้ำทิพย์ทันที
"คุณน้ำทิพย์ มานานแล้วหรือขอรับ"
"ฉันมาตั้งแต่ก่อนเพล แต่มาถวายเพลด้วย ถ้านับว่ามารอแก้ว ก็ไม่ได้รอนานดอกจ้ะ เพิ่งมารอเมื่อครู่นี้เอง"
"กระผมต้องขอโทษด้วยนะขอรับ ที่ทำให้คุณน้ำทิพย์ต้องรอ กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ ลำบากนัก"
น้ำทิพย์แปลกใจ
"ทำไมรึ"
แก้วยิ้มแหยๆ
"ไม่มีอะไรดอกขอรับ กระผมบ่นไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง"
น้ำทิพย์ยิ้มบางๆ
"วันนี้ฉันมาถวายเพล เลยพาคนมาช่วยด้วย แก้วอยู่พบก่อนสิ"
แก้วแปลกใจ
"ใครกันหรือขอรับ"
กิ่งดีใจสุดๆเดินมาทางด้านหลังแก้ว
"เจ้าแก้ว"
"แม่"
แก้วรีบเข้าไปคุกเข่า กราบเท้าแม่ สองแม่ลูกเข้ามากอดกันด้วยความดีใจสุดๆ กิ่งก็ร้องไห้ไม่หยุด แก้วก็กอดแม่แน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งรักและคิดถึงสุดหัวใจ

น้ำทิพย์ยิ้ม น้ำตาคลอด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจที่แม่ลูกได้เจอกัน
 
อ่านต่อตอนที่ 8
ลูกทาส ตอนที่ 6
ลูกทาส ตอนที่ 6
กลางคืนคืนหนึ่ง ณ พระที่นั่งสมมุติเทวราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงประทับอยู่บนที่ประทับว่าราชการ โดยมีเจ้าคุณ พระนิติธรรม และขุนนางคนอื่นหมอบกราบเข้าเฝ้ากันอยู่ พระยาไชยากร และ พระนิติธรรม ชำเลืองมองกันเล็กน้อย แล้วเจ้าคุณก็เบือนหน้าไปทางอื่น ด้วยความเกลียดขี้หน้าพระนิติธรรม ในวันที่ 1 กันยายน พุทธศักราช 2429 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ผู้สำเร็จราชการมหาดไทย ได้สิ้นพระชนม์ลง ขุนนางคนหนึ่ง นาม เจ้าพระยาพลเทพ คลานเข่าออกมาต่อหน้าที่ประทับ แล้วกราบถวายบังคม จึงทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพระยาพลเทพ (รอด) ได้บัญชามหาดไทยแทน และได้ขึ้นเป็นเจ้าพระยารัตนบดินทร์
กำลังโหลดความคิดเห็น...