xs
xsm
sm
md
lg

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 10

เด็กน้อยในอ้อมกอดของคุณหญิงสะบันงา มีเจ้าคุณโอบกอดอยู่ ทั้งสองคนมีความสุขมาก

“ในที่สุด ฉันก็มีลูกชายกับสะบันงา ฉันมีความสุขเหลือเกิน”
“ฉันก็ดีใจ และยินดีมากที่ให้ลูกชายกับท่านได้”
“ฉันตั้งชื่อเขาแล้ว คล้องจองกับพี่สาวทั้งสาม เรียกเขาว่าพฤกษ์นะสะบันงา”
“ค่ะพฤกษ์ แต่ใช่ว่าท่านจะมีลูกชายกับฉันเท่านั้นนะคะ ลูกชายของเดือนพี่ชายที่แก่กว่าลูกพฤกษ์สามวันนั่นอีกคน ท่านจะให้ชื่อเขาว่าอะไรคะ”
“พจน์เหมาะที่สุด คุณหลวงหมออดุลย์กำลังจะพาพจน์กับเดือนมาเยี่ยมนายแม่สะบันงา ผู้ที่ฉันยกย่องให้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านสมิติภูมิ”
เจ้าคุณหอมแก้มคุณหญิงสะบันงา หลงรักไม่เสื่อมคลาย
“เดี๋ยวคุณหลวงกับเดือนมาเห็นค่ะ”
“ลูกพฤกษ์เห็นแล้วเขายิ้มใหญ่ ดีใจที่แด๊ดดี้รักนายแม่ของเขามาก”
“ลูกยังไม่ทันลืมตาเลยค่ะ ท่านว่าเอาเอง เออออเอาเองแท้ๆ”
เสียงเคาะประตู พยาบาลเข็นรถเดือนที่อุ้มพจน์เข้ามา คุณหลวงหมออดุลย์ตามมาด้วย
“มาแล้วค่ะ พาพี่ชายมาดูคุณน้องชายค่ะ” เดือนบอกอย่างยิ้มแย้ม
“ไม่ใช่แค่ลูกพฤกษ์เป็นคุณน้องชายเท่านั้น ลูกพจน์ก็ต้องเป็นคุณพี่ชายเท่าเทียมกันจ้ะ เดือนส่งคุณพจน์มาให้ท่านอุ้มสิ”
เดือนส่งพจน์ เจ้าคุณรับมาอุ้ม ยิ้มยินดีมีแต่ความสุข
“คุณหลวงดูผมสิ รอมาแสนนานจนจะแก่ตายไม่มีลูกชาย บทจะมีลูกชายขึ้นมา มาทีเดียวสองคน โตขึ้นเป็นทั้งพี่ทั้งน้องและเพื่อนกันนะ ลูกพจน์ ลูกพฤกษ์”
“แข็งแรงมากทั้งคู่ขอรับ สุขภาพดีมาก”
“ขอบใจคุณหลวงมาก”
“ยินดีขอรับ เย็นนี้ท่านพาคุณทั้งสอง และคุณลูกชายกลับบ้านได้ขอรับ”
“คิดถึงลูกสาวอีกสี่คนที่บ้านเต็มทน ดีใจจริงๆ ฉันมีลูกหกคนแล้วว่าจะมีอีก”
คุณหญิงสะบันงาส่ายหน้า
“ฉันพอแล้วค่ะ เดือนแน่ะ...”
“แหม..แค่คนเดียวเดือนก็...”
เดือนพูดไม่ทันจบ เจ้าคุณขัดขึ้น
“ก็มีอีกได้”
เจ้าคุณหัวเราะ คุณหญิงสะบันงากับเดือนยิ้มแย้ม ทั้งหมดมีความสุขปลาบปลื้มยินดี

เรือนใหม่ของเจ้าคุณที่อยู่กับคุณหญิงสะบันงา...พริ้มเพรา แพรวพรรณราย พราวพิลาส นั่งเล่นตุ๊กตาด้วยกัน พริสซิลล่าเล่นคนเดียวไม่สนใจใครเช่นเดิม ดาควบคุมดูแลเด็กอยู่ โดยมีจิ๋มกับจุ๋มคอยช่วย
“คุณพริสซี่ขา มาเล่นกับคุณน้องๆสิคะ”
ดาพยายามชวน พริสซิลล่าเฉยเมยเหมือนไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง
“เธอไม่สนใครหรอกค่ะ เธอจะอยู่ของเธอคนเดียว มองอะไรเงียบๆ” จิ๋มบอก
“เหมือนเธอรู้อะไรคิดอะไรของเธออยู่คนเดียวค่ะ” จุ๋มเล่า
ดาทอดถอนใจ
“โลกของเธออยู่ที่ตัวเธอคนเดียวแท้ๆ แต่ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรนะ เมื่อใดที่เธอพอใจเรื่องที่คนอื่นพูดกัน นั่นแหละเธอจึงจะมาร่วมวงเอ่ยถึง”
“อย่างนี้ก็ไม่ใช่ปัญญาอ่อนอย่างที่เขาเอาไปแอบเล่ากันสิคะ” จิ๋มสงสัย
“เรื่องดีๆไม่มีใครชอบกล่าวขวัญ ดันไปนิยมชมชอบจะกล่าวถึงเรื่องที่พูดแล้วคนอื่นเสียหาย” ดาบอกอย่างไม่พอใจ
“ใช่ค่ะ หนูฟังแล้วเคืองแทนมากค่ะ” จุ๋มเห็นด้วย
“ขอบใจมากจ้ะที่เคืองแทนคุณพริสซี่...คุณพริ้ม คุณแพรว คุณพราว คุณพริสซี่ หิวข้าวหรือยังคะ แม่ดาจะไปดูแลอาหารให้นะคะ จุ๋มกับจิ๋มดูคุณๆให้ดีๆนะ”
จุ๋มกับจิ๋มรับคำ ดากำลังจะออกไป พริสซิลล่าทำไม่สนใจแต่รู้แล้วว่าดาออกไป
“หานายแม่” พริ้มเพราพึมพำ
แพรวพรรณราย กับพราวพิลาสพูดตาม
“หานายแม่ๆ”
ดาหันกลับมาบอก
“นายแม่ ไป...”
พริสซิลล่าพูดแทรกขึ้นมาทันที
“ออกน้อง”
ดา จุ๋ม และจิ๋มตกตะลึงตื่นเต้นมาก
“คุณพริสซี่ นั่นปะไร โง่เสียที่ไหน ฉลาดเหลือเกิน ใครว่าไม่รู้เรื่องกันนะ ฉลาดเกินคนด้วยซ้ำ รู้ได้อย่างไรคะว่านายแม่ไปออกน้อง”
ดาถาม พริสซิลล่าไม่สนใจอะไรอีกต่อไป ดาจึงเดินออกไปทิ้งเด็กทั้งสี่ไว้กับพี่เลี้ยงตามลำพัง เกิดการแย่งของเล่นกันอีก แพรวพรรณรายแย่งของจากพริ้มเพราแล้วตี
“จะเอานะ”
จุ๋มเข้ามาขวาง
“อย่าตีคุณพี่ค่ะ คุณแพรว”
“จะตี”
จุ๋มเห็นจิ๋มห้ามไม่ได้ ต้องมาแยก
“รีบอุ้มคุณพราวสิ เดี๋ยวโดนลูกหลงไปด้วย คุณแพรวขา ทำไมดุร้ายนักคะ”
จิ๋มรีบอุ้มพราวพิลาสไว้กลัวโดนลูกหลงของแพรวพรรณราย พริสซิลล่านั่งเหม่อ คิดถึงคุณหญิงศรีที่กล่อมเธอแล้วยิ้ม เธอไม่รู้สึกหวาดกลัวหน้าผีนั่นสักนิด
“เลิฟ ยู มามี่”

พริสซิลล่าพูดเบาๆคนเดียว แล้วลุกเดินออกไป พริ้มเพรากับพราวพิลาสมีจุ๋มคอยจัดการเรื่องของเล่น ส่วนจิ๋มอุ้มแพรวพรรณรายไว้ สองคนไม่สังเกตว่าพริสซิลล่าเดินออกไปแล้ว

 
ท้ายอาณาเขตบ้านเจ้าคุณ เหมาะกับซัง ลอดรั้วไม้ที่ทำไว้แค่แสดงอาณาเขตเท่านั้นเข้ามา
 
“ได้ข่าวว่าอีตาท่านเจ้าคุณมันเอานังผู้หญิงที่เป็นคู่รักของไอ้ศุกลมาตั้ง เป็นเมียเอก นางนั่นมันได้เป็นคุณหญิงแทนอีนังคนเก่าไปแล้ว”
“มีลูกมีเต้าด้วยกันตั้งหลายคน รวมทั้งของนังคุณหญิงคนเก่าที่ตายไป แล้วก็สี่”
ซังบอกอย่างมั่นใจว่าคุณหญิงศรีตายไปแล้ว
“ไปจับตัวมาเรียกค่าไถ่ได้สักคน ก็คงจะได้เงินหนารวยไปทั้งชาติอยู่นา” เหมาะคิดแผนชั่ว
“ข้าว่าหาทางให้ได้ไปพบอีตาเจ้าคุณ แล้วข่มขู่มันเอาเงินมาให้กันดีกว่า”
“แล้วมันจะให้ง่ายๆหรือ ก็ถ้าเราบอกมันว่าเราจะเอาความลับที่มันสั่งผ่านนังน้อยมาจ้างพวกเราฆ่าไอ้ศุกล มันน่าจะกลัวเรื่องแดงนะ”
“มันบอกว่ามันไม่ได้สั่งฆ่า แต่มันสั่งให้แค่สั่งสอนให้หราบจำ นังน้อยมันยุแยงเอาเองตะหาก”
“อุบะ ก็นังน้อยตายไปแล้ว ขุดกระดูกมันมาบอกได้ที่ไหน ก็ใส่ร้ายปรักปรำมันไปหน้าด้านๆสิมันไม่กล้าหือหรอก กลัวเสียชื่อกลัวอับอายขายหน้า พวกผู้ดีมันหน้าบาง กลัวที่สุดคือเสียชื่อเสียง”
ซังเริ่มเห็นด้วย
“แล้วเราจะพบมันได้ย่างไร ใครจะเข้าถึงตัวมันเจอมันได้”
“ก็ซุ่มอยู่แถวสวนกล้วยที่เดิมก่อนสิวะ ปะเหมาะได้โอกาสทำอะไรก็ทำไปก่อน กำลังหิวเงินว่ะ”
“ดี”
สองคนเดินดุ่มลึกเข้ามาในเขตบ้าน แต่แบบหลบๆ เลาะๆบังๆไป

พริสซิลล่าเดินบ่นงึมงำช้าๆ มาตามทางเข้าไปในสวน
“มามี่ เลิฟ ยู มามี่ เลิฟ ยู”

ในกระท่อม...คุณหญิงศรี เปรยกับเมี้ยน
“เมี้ยน ฉันคิดถึงพริสซี่ใจจะขาด”
“เมี้ยนแอบไปพามาให้นะคะ ไม่มีใครอยู่พอดีอยู่ที่โรงพยาบาลกันหมด”
“รู้แล้วแหละไอ้เรื่องอยู่โรงพยาบาลนั่น แล้วใครกันที่ดูแลเด็กตั้งสี่คน”
“เขามีแม่สาวใช้มาใหม่สองคน ชื่อจุ๋มกับจิ๋มค่ะ มีหัวเรือใหญ่คือแม่ดา”
“แต่คิดอีกทีก็ไม่อยากให้มา ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ ไม่อยากให้พริสซี่จำฉันได้ อยากให้เขามีแม่ที่แสนสวยแสนดีเหมือนสะบันงา”
“งั้นก็อีกครั้งเดียวก็ได้ค่ะ เมี้ยนไปก่อนนะคะ”
“ขออีกครั้งเดียว” คุณหญิงศรีทอดถอนใจ

ดากับทองหยอด ช่วยกันยกอาหารเด็กมาด้วยกัน
“อาหารมาแล้วค่ะ คุณหนูทั้งหลายมาค่ะมานั่งประจำที่” ดาร้องเรียก
ทองหยอดยิ้มแย้ม
“น่ารักน่าเอ็นดูกันแท้ๆนะแม่ดา สะสวยกันไปหมดทุกคน”
จุ๋มกับจิ๋ม พาเด็กๆมานั่งที่เก้าอี้ ขาดแต่พริสซิลล่า
“คุณพริสซี่ ไปไหน”
“สงสัยจะเดินเรื่อยเปื่อยไปด้านในค่ะ หนูไปดูนะคะ”
จุ๋มเดินไปดูรอบๆ ครู่เดียวก็กลับมาส่ายหน้า
“ไม่มีหรือ ไปหาดูกันให้ทั่วทุกห้อง แม่ทองหยอดจ้ะ ฝากดูคุณหนูสามคนนี่ด้วย จุ๋ม จิ๋มแยกย้ายกันไปหาให้ทั่วทุกห้อง”
ดาสั่งแล้วพากันออกไปตามหาพริสซิลล่า

พริสซิลล่าเดินต้วมเตี้ยมเข้ามาทางกระท่อม มีต้นไม้บัง
“มามี่ เลิฟยู มามี่”
พริสซิลล่าสวนกันกับเมี้ยนที่เดินเข้าไปทางเรือนทั้งหลาย
“สงสารคุณหญิง ช่างรักลูกเหลือเกิน ห่วงกระทั่งกลัวลูกจะไม่มีแม่สวยงาม นอกจากคุณศุกลไม่เห็นเธอห่วงใครชนิดละเอียดลออลึกซึ้งถึงเพียงนี้ นี่แหละความเป็นแม่”
สองคนเดินสวนกันมีต้นไม้บัง ไม่เห็นกัน

เหมาะกับซังลอบเดินมาจนถึงสวนกล้วย
“คลับคล้ายคลับคลาว่านั่นแหละ หลุมฝังศพไอ้ศุกล”
“มีดอกไม้อะไรไม่รู้มาปลูกอยู่ด้วย” ซ้งบอก
“ขุดศพมันขึ้นมา”
“เฮ้ยจะบ้าหรือ ขุดมันขึ้นมาหลอกหลอนหรือวะ”
“แหวนวงนั้นยังไม่ได้ทันรูดจากนิ้วมัน พอดีนังศรีนั่นมันมาโวยวาย”
“จะดีหรือวะ”
“ก็ไม่เลว ได้เงินแน่นอน แหวนนั่นวงใหญ่เอาการนา”
สองคนส่ายตาหา แล้วเห็นเสียมวางอยู่

ดากับทุกคนหาพริสซิลล่าไม่เจอตกใจกันมาก
“คุณพริสซี่หายไปไหน ท่านเจ้าคุณกลับมาคุณสะบันงารู้เข้าท่านเอาตายแน่ โธ่ ฉันไม่ควรไปเอาอาหารเลย”
ดาน้ำตาปริ่ม จุ๋ม จิ๋ม นั่งร้องไห้ ทองหยดตกใจมากต่างกอดอุ้มเด็กไว้คนละคน เมี้ยนเข้ามาเจอทุกคนกำลังตกใจ
“ร้องไห้ทำไมกัน”
“คุณพริสซี่หายค่ะ”
เมี้ยนตกตะลึง
“อะไรนะ”
“ฉันไปจัดอาหาร ให้สองคนดูคุณหนูทั้งสี่อยู่ พอกลับมาคุณพริสซี่หายไปเข้าใจว่าเธอจะแอบเล่นคนเดียวเช่นทุกครั้ง แต่ไม่พบ”
“ทองหยอด จุ๋มจิ๋ม ดูคุณหนูสามคนนี่เอาไว้ อุ้มกอดติดมือไว้อย่าให้ละจากมือ แม่ดาไปบอกนายสอน และทุกคนในบ้านให้ช่วยกันตามหาคุณหนูพริสซิลล่า หาไปจนถึงในสวนถึงท้ายบ้าน ทุกซอกทุกมุม อย่าให้รอดสายตา เดี๋ยวนี้ด้วย”
เมี้ยนสั่งเด็ดขาดแล้วรีบพรวดออกมาจากตึกเจ้าคุณ
“คุณหนูอย่าเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับคุณหนูนะ คุณหญิงขาดใจตายแน่”

เมี้ยนร้อนรนมาก

 
พริสซิลล่าเดินต้วมเตี้ยมมาถึงสวนกล้วยเริ่มงงทาง
 
“มามี่ มามี่”
เหมาะกับซังกำลังขุดหลุมศุกลจะเอาแหวนเงยหน้าไปเห็น พริสซิลล่าสวยน่ารักราวกับตุ๊กตาแต่งตัวสวยงามไม่ได้สนใจสองคน แต่กำลังมองหาอะไรบางอย่าง
“เด็กอะไรน่ารักแท้ๆ เหมือนตุ๊กตายังไงยังงั้น” เหมาะมองอย่างสนใจมาก
“ลูกไอ้ท่านเจ้าคุณแน่นอน หวานละเรา”
“เหมาะแท้ๆ เข้าแผนเรา ได้ทั้งแหวนได้ทั้งเด็กเอาไปเรียกค่าไถ่”
สองคนย่างสามขุมเดินเข้าไปหาพริสซิลล่า ในมือของเหมาะถือเสียมติดมืออยู่ พริสซิลล่ายังไม่สนใจสองคนเช่นเคย
“มามี่ เลิฟ ยู”
สองคนมาถึงตรงหน้าพริสซิลล่า ดักทั้งหน้า ทั้งหลัง
“นังหนู จะไปไหน”
พริสซิลล่าไม่สนสองคนจะเดินต่อไป ไม่มองไม่สนใจ สองคนมองหน้ากันแปลกใจ
“อีเด็กนี่แปลกแท้ๆ ทำไมมันไม่กลัวเรา”
“มันไม่สนใจเราด้วย”
“เฮ้ย ชื่ออะไร” เหมาะกระชากมือไว้
พริสซิลล่าก็ยังไม่สนใจแต่จะเดินต่อไปซึ่งเดินไม่ได้ เพราะโดนดึงไว้
“หรือว่ามันพูดไม่ได้ หรือว่ามันหูตึง”
เหมาะหันมาตรงหน้ารวบตัวพริสซิลล่าไว้
“พูดไม่ได้หูตึง แถมสวยน่ารักมาก มันน่า...”
“เฮ้ย นี่แก..คิดจะ...”
เหมาะพยักหน้า คิดจะข่มขืน
“ใช่ มันใบ้ หูหนวก มันไม่สนใจไม่รู้อะไรทั้งนั้น มันบอกใครไม่ได้หรอก ถ้าเรา...เสร็จ แล้วก็เรียกค่าไถ่จากพ่อมัน”
“แล้วแหวน”
“จัดการอีเด็กนี่ก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยมาเอาแหวน ที่นี่ไม่มีใครมาเดินหรอกนี่พลบค่ำแล้ว”
เหมาะอุ้มพริสซิลล่าไปที่หลังดงกล้วย ซังตามไปด้วย ตลอดทางพริสซิลล่าสงบเสงี่ยมไม่หืออือ

คุณหญิงศรีรอเมี้ยนพาพริซิลล่ากลับมา
“ทำไมวันนี้เมี้ยนช้าจริงๆ หรือว่าติดขัดพาออกมาไม่ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเราต้องตัดใจ จริงสิ มัวแต่อยากพบลูกกลับลืมศุกลไปเสียนี่”
คุณหญิงศรีเดินไปทางหลุมศพศุกล

เหมาะอุ้มพริสซิลล่าที่ไม่สนใจเหมาะกับซัง มาหลังดงกล้วย แล้ววางพริสซิลล่าลงมองหน้าซัง
“แกหันหน้าไปทางโน้น หรือไม่ก็เดินหลบไปก่อน”
ซังพยักหน้าถือเสียมไปด้วย

คุณหญิงศรีถือดอกไม้มาถึงหลุมตกใจ เห็นต้นสะบันงาโดนฟันกระเด็น คุณหญิงศรีแทบจะเหยียบ
“ต้นสะบันงาของศุกลทำไมเป็นอย่างนี้”
คุณหญิงศรีก้มลงไปหยิบมาดูมองไปเบื้องหน้า เห็นหลุมมีร่องรอยการขุด
“มีคนมาขุดหลุมศุกล ใครกัน”
คุณหญิงศรีผวาไปที่หลุม แล้วมองไปรอบๆ

เมี้ยนเข้ามาในกระท่อม
“คุณขาเกิดเรื่องแล้วค่ะ คุณหนูพริสซี่...”
ไม่มีคุณหญิงศรีในห้อง เมี้ยนเดาออกทันที
“คุณไปหาคุณศุกล”
เมี้ยนรีบพรวดออกไป

เหมาะคุกเข่าลงไปมองพริสซิลล่าที่นอนนิ่งไม่มองเหมาะ
“แบบนี้สิดีนักชอบมาก ช่างเงียบเชียบได้ถูกเวลาแท้ๆ”
เหมาะก้มลงไปอีก พริสซิลล่าที่ไม่มองหน้าเหมาะ ตะโกนดังมากแบบไม่มอง ไม่กลัว ไม่ตกใจ
“มามี่ๆ”
“เฮ้ย มันพูดได้” เหมาะตกตะลึง
“ตายละวา”
ซังเข้ามามองตกใจอีกคน

คุณหญิงศรีกำลังมองหาว่าใครมาขุดหลุมตะลึง เมื่อได้ยินเสียงเสียงพริสซิลล่าที่ร้องเรียกมามี่ๆ
“พริสซิลล่า”
คุณหญิงศรีวิ่งตะลุยเขยกไปทางดงกล้วย ขณะที่เมี้ยนกำลังวิ่งมาหาคุณหญิงศรีเกือบถึงหลุมศพ ได้ยินเสียงพริสซิลล่าร้องเรียกคุณหญิงศรี
“เสียงคุณหนูมาตามหามามี่นี่เอง คุณหนู”
เมี้ยนพุ่งไปทางเสียง

เหมาะเอามืออุดปากพริสซิลล่า
“อีเด็กเวร ดันร้องออกมาทำไมรนหาที่ตายหรือยังไงวะ”
“ฆ่ามันให้ตายเสียดีกว่า อีหนูมึงตาย” ซ้งยกเสียมขึ้น
คุณหญิงศรีพรวดเข้ามาพยายามจะทับตัวพริสซิลล่าไว้ แต่ไม่ถึงดีจึงยื่นมือมากันอีกด้วยตะโกนลั่น
“อย่าฆ่าลูกกูนะ ไอ้สารเลว”
เสียมที่ฟันลงมาอย่างแรงบนมือคุณหญิงศรี มือขาดกระเด็นลอยไปมีเลือดพุ่งกระฉูด เหมาะตกใจ
“นังนี่ยังไม่ตาย”
“งั้นมึงตายเสียวันนี้เถิด
“อย่าทำลูกกูๆ”
เสียงของคุณหญิงศรีที่ดังในความมืด เมี้ยนได้ยินเสียงกรีดร้องของคุณหญิงศรี
“คุณหญิง คุณหนู”

เมี้ยนกระโจนพรวดเข้าไปในดงกล้วยทันที

 
คุณหญิงศรีนั้น แม้ว่ามือจะขาด ยังมีอีกมือผวามากันพริสซิลล่าไว้
 
“มือมึงขาดไปแล้วมือหนึ่งยังกล้าเอาอีกมือมากัน ดี กูจะฟันให้มือมึงขาดอีกข้าง”
“ฟันมันให้เละทั้งแม่ทั้งลูก ฆ่ามันให้ตายทั้งสองคน อีนังนี่ตายยากนัก ฟาดลงมาไอ้ซัง”
คุณหญิงศรีหันหน้าสู้อีกมือกันลูกไว้ ผ้าที่คลุมหน้าคุณหญิงศรีหลุดออกมาเห็นหน้าผีชัดเจน สองคนตะลึง
“ผี...ฆ่ามัน”
ซังเงื้อสุดแรงกำลังจะฟาดลงไป เมี้ยนโดดมาจากด้านหลัง ชักมีดที่พกประจำแทงเข้าที่หลัง ซังโดนมีดเมี้ยนแทงฉึกสุดแรง ซังทรุดลงไปกอง มีดปักหลังยังคาอยู่
“ไอ้เหมาะช่วยกูด้วย”
เมี้ยนก้มลงไปหยิบเสียม กระโจนไปที่เหมาะที่ตกใจไม่หาย เมี้ยนฝาดเสียมกระหน่ำ เหมาะล้มไม่เป็นท่า ร้องด้วยความเจ็บปวดเมี้ยนก็ไม่ยอมหยุด
“ไอ้คนชั่วช้าสามานย์ มึงทำร้ายนายกูสองครั้งแล้ว มึงทำร้ายลูกนายกู มึงอย่าอยู่เป็นผู้เป็นคนเลย มึงจงไปนรกทั้งสองคน”
เหมาะถูกตีด้วยเสียมกระหน่ำๆติดกันจนฟุบนิ่ง เมี้ยนคลั่งแล้ว หันมามองซังที่คว่ำหน้า แต่ยังกระดิก เมี้ยนโจนเข้าใส่ ดึงมีดที่ติดหลังออกมาแล้วจ้วงแทงกระหน่ำลงไปไม่ยั้ง เมี้ยนน้ำตานองหน้า
“มึงฆ่าน้องกูทำไม” คุณหญิงศรีคร่ำครวญ
“คุณหญิงถามว่ามึงฆ่าน้องท่านทำไม ไอ้หมานรกตอบมาสิ” เมี้ยนตวาดถาม
“ใครสั่งมึง”
เหมาะ กำลังจะตาย
“อี อี น..น้อย...”
แล้วเหมาะก็ขาดใจตาย
“มันตายหมดแล้ว เมี้ยน มาดูคุณหนูก่อน”
“มามี่ เลิฟ ยู” พริสซิลล่าไม่รับรู้เรื่องอื่นใด
“คุณหนู” เมี้ยนได้สติ
เมี้ยนหันมา เห็นคุณหญิงศรีใช้มือข้างหนึ่งโอบกอดพริสซิลล่าไว้ สีหน้าเจ็บปวดมากสุดขีดน้ำตาไหลพราก
“คุณหญิง มือคุณหญิง”
คุณหญิงศรีกำลังจะหมดสติ
“อย่าเรียกฉันว่าคุณหญิง อย่าให้ใครรู้ ไม่ต้องช่วยฉันปล่อยให้ฉันตาย ฝากดูแลลูกฉันด้วย ฉันดีใจที่ไม่ใช่เขาสั่งฆ่าน้องฉัน”
แล้วคุณหญิงศรีก็หมดสติไปทันที เมี้ยนก้มลงไปอุ้มพริสซิลล่า แบกใส่บ่าไว้ร้องไห้โฮๆ
“ไม่ ไม่ นะ อย่าทิ้งเมี้ยนนะ อย่าทิ้งๆ เมี้ยน เมี้ยนจะเอาคุณหนูไปบ้านก่อนอย่าเป็นอะไรนะคะ”
เมี้ยนอุ้มพริสซิลล่าวิ่งสุดชีวิต คุณหญิงศรี นอนหน้าคว่ำหมดสติ ที่ข้อมือเลือดกลบนองไปหมด

เจ้าคุณก้าวลงมาจากรถก่อน แล้วประคองคุณหญิงสะบันงาที่อุ้มพฤกษ์ลงมาจากรถ ดาน้ำตานองหน้าทรุดตัวก้มลงกราบเจ้าคุณร้องไห้โฮ
“อิฉันผิดไปแล้วเจ้าค่ะ เชิญลงโทษอิฉันเจ้าค่ะ”
เจ้าคุณแปลกใจ
“วอท แฮปเพน เกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไมแม่ดา”
คุณหญิงสะบันงาคิดถึงลูกทันที
“พวกคุณหนูอยู่ที่ไหน”
“ทุกคนหลับแล้วเจ้าค่ะ ยกเว้น ..คุณหนูพริสซิลล่าเจ้าค่ะ”
เจ้าคุณ คุณหญิงสะบันงา เดือนตกใจ
“คุณหนูเป็นอะไร”
“เธอ เธอ..หาย....”
เมี้ยนอุ้มพริสซิลล่าที่ทำตัวปกติแต่เมี้ยนร้องไห้ วิ่งมาเหมือนบ้าคลั่ง
“คุณหนูอยู่นี่เจ้าค่ะ”
ทุกคนหันมามองดีใจมาก เจ้าคุณยื่นมือมารับพริสซิลล่าไป เมี้ยนกระซิบเบามาก
“กรุณารีบไปช่วยคุณของเมี้ยนไวๆเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ”
“เธอโดนคนเลวฟันมือขาดเจ้าค่ะ”
เจ้าคุณอุทานออกมาเบาๆ
“โอ มาย ก๊อด โน โน ดาหลิง โน”
เมี้ยนฉวยพริสซิลล่าจากมือเจ้าคุณ แล้วส่งต่อให้ดา เจ้าคุณวิ่งไปสุดชีวิต เมี้ยนหันมาบอกคุณหญิงสะบันงา
“มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นที่สวนกล้วยด้านหลังเจ้าค่ะ เอ้อ พี่สาวเมี้ยนไปช่วยคุณหนูเอาไว้ทันเจ้าค่ะ แต่เธอเองกลับโดยทำร้ายจนปางตายเจ้าค่ะ”
“โธ่” คุณหญิงสะบันงาน้ำตาไหลพราก
“รีบพาคุณหนูเข้าบ้านก่อนเจ้าค่ะ เมี้ยนจัดการทุกอย่างเองได้เจ้าค่ะ”
คุณหญิงบอกให้ทุกคนเข้าบ้าน ตัวเองรู้สึกสะกิดใจนิดหนึ่ง แต่ไม่มีเวลาติดใจที่ได้ยินเจ้าคุณอุทานออกมาว่าดาหลิง
“นายบุญขับรถอ้อมไปรอทางด้านโน้น มีคนเจ็บรออยู่” เมี้ยนสั่ง
“ครับ คุณเมี้ยน” นายบุญรับคำ
เมี้ยนวิ่งออกไปทันที

เจ้าคุณโอบกอดคุณหญิงศรีที่หมดสติร้องไห้
“ไอ แอม ซอรี่ โซ ซอรี่ ศรีดาหลิง ทำไม ทำไมถึงโชคร้ายอย่างนี้ ทำไมไม่เกิดกับไอ ทำไมไปเกิดกับดาหลิงเท่านั้น ดาหลิงไอเลิฟยู”
เมี้ยนมาถึง
“รีบพาไปหาคุณหมอเจ้าค่ะ เมี้ยนสั่งนายบุญเอารถมารอตรงจุดที่ใกล้ที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”
เจ้าคุณยังคงร้องไห้
“รีบไปสิเจ้าค่ะ เมี้ยนส่งท่านกับคุณหญิงขึ้นรถแล้ว เมี้ยนจะกลับมาจัดการ ศพไอ้เดนนรกสองตัวนี่ เราจะไม่บอกให้ใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ถึงขั้นมีคนตายเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเมี้ยนมาก”

สองคนพยายามช่วยกันประครองคุณหญิงศรี

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 10 (ต่อ)

คุณหญิงศรีนอนนิ่งมีผ้าพันคลุมหน้าไว้ในคลินิกคุณหลวงหมออดุลย์ มือข้างหนึ่งมีผ้าพันไว้หนามากเช่นกัน จากกิริยาของเจ้าคุณที่ทะนุถนอมน้ำตาคลอตลอดเวลา กิริยาที่แสดงออกมาทั้งเสียใจ สงสารและรักหญิงตรงหน้าเต็มที่ ทั้งโอบทั้งกอดลูบคลำผมไปมา

“ก๊อด เบลส ยู ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว”
“ใช่ขอรับ”
คุณหลวงหมออดุลย์นึกอยู่ว่าน่าจะเป็นคุณหญิงศรี แต่ไม่พูดดีกว่าเพราะเจ้าคุณไม่ได้พูดออกมา
“ไม่เป็นไรแล้วขอรับ กระผมขอประทานโทษที่ไม่อาจต่อมือได้ทันท่วงทีเพราะกว่าจะหามือพบและนำมาให้ผม ก็ใช้ไม่ได้แล้วขอรับ”
“ก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้เลือดออกจนหมดตัวแล้วเสียชีวิต ขอบใจคุณหลวงมาก”
“กระผมยินดีรับใช้ขอรับ”
“ถึงแม้ว่าคุณหลวงไม่ได้เอ่ยปากถามหรือมีท่าทีสงสัย แต่คุณหลวงคงพอคาดเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร”
“ขอรับ กระผมจะไม่ติดใจสงสัย หรือพูดอะไรที่ไม่ควรพูด กับผู้ใดทั้งสิ้นขอรับ อันสืบเนื่องมาจากความเคารพนับถือที่กระผมมีต่อท่าน และสืบเนื่องมาจากจรรยาแพทย์ด้วยขอรับ”
“ขอบใจมากอีกครั้ง คุณหลวงคือมิตรแท้ของทั้งผมและเธอ เธอต้องรับเคราะห์กรรมที่ไม่สมควรมากมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งนี้เพื่อปกป้องชีวิต พริสซี่เธอใช้มือของเธอกันเสียมที่ไอ้คนเลวจะมาตีพริสซี่”
“โธ่ นี่แหละครับหัวใจและมือของคนเป็นแม่ ย่อมใช้ทั้งสองสิ่งนี้เพื่อสร้างและปกป้องลูก ไม่มีสิ่งที่มีชีวิตใดในโลกนี้จะยิ่งใหญ่ไปกว่าสองมือและหัวใจแม่อีกแล้วขอรับ”
“เธอยิ่งใหญ่นักในหัวใจผม ดังนั้นไม่ว่าเธอจะต้องการเช่นไรผมจึงต้องตอบแทนเธอดังที่เธอต้องการ เธอไม่ต้องการให้ใครจำเธอได้ในแบบนี้คุณหลวงคงเข้าใจ”
“ขอรับ กระผมเข้าใจ กระผมเสียใจด้วยขอรับอีกนานเป็นร่วมเดือนขอรับกว่าแผลจะหายดี กระผมจะไปดูแลแผลให้เพราะอาจคิดเชื้อได้ขอรับ”
เจ้าคุณพยักหน้า ก้มลงจูบหน้าผากคุณหญิงศรีตรงที่ไม่มีแผล

เมี้ยนเผาศพเหมาะกับซ้งใกล้ๆดงกล้วย กองเพลิงลุกท่วมฟืนที่เมี้ยนเอามาทับถมเพื่อเผาศพสองคน เมี้ยนพนมมือ เผาพริก เผาเกลือสาปแช่งวิญญาณ
“ขอให้วิญญาณมึงทั้งสองไปลงนรก อย่าได้ผุดได้เกิดกลับมาเป็นผู้เป็นคน มาทำร้ายทำลายผู้อื่นอีกเลย พวกมึงไม่ใช่คน ไม่สมควรมาเกิดที่นี่ แม้ว่าจะเกิดในร่างหมาหรือสัตว์ชนิดใดก็ตาม พวกมึงเหมาะสมกับนรกเท่านั้น”
เมี้ยนดุดันเหี้ยมเกรียม น้ำตาไหลพราก

คุณหญิงสะบันงานั่งรอเจ้าคุณอยู่นาน กระทางกลับมา เจ้าคุณกลับมาหน้าตาผ่านความเศร้าโศกชนิดที่คุณหญิงสะบันงาไม่เคยเห็นมาก่อน คุณหญิงสะบันงากุมมือเจ้าคุณพามานั่งที่โซฟา ยื่นนมอุ่นๆมาให้รับประทาน
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมคะ”
เจ้าคุณถอนใจ เพราะใจกำลังสลายสงสารคุณหญิงศรีซ้ำสอง
“ใช่ ทุกอย่างเรียบร้อย”
“เอ้อ พี่สาวของเมี้ยนช่างแสนดีนะคะ เธอกล้าหาญมากช่วยคุณพริสซี่เอาไว้ได้”
คุณหญิงสะบันงารู้เพียงแค่นั้นไม่รู้ละเอียด เพราะเมี้ยนไม่เล่ามาก ถ้าเจ้าคุณไม่บอกคุณหญิงสะบันงาก็จะไม่ถามเช่นกัน
“ใช่ เธอช่างแสนดี และยอมเสียสละเสมอ”
คุณหญิงสะบันงาสงสัยนิดหนึ่งแต่ไม่พูดต่อ
“ต้องพยายามตอบแทนเธอให้มากที่สุดนะคะ”
“เธอไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน”
“ถ้าเช่นนั้นอย่างน้อย สมควรที่ฉันจะไปกราบขอบคุณเธอ หลังจากที่ฉันแข็งแรงกว่านี้”
“บางทีเธออาจสบายใจมาก ถ้าไม่ต้องมีใครไปขอบคุณเธอ Please ได้โปรดเถิดสะบันงา ปล่อยเธออยู่ของเธอไปตามลำพัง”
“ค่ะ”
เจ้าคุณดึงคุณหญิงสะบันงามาโอบกอดเศร้าๆ
“พริสซี่เป็นอย่างไรบ้าง”
“หลับไปแล้วค่ะ”
“มีอาการตกใจอะไรบ้างไหม”
“ไม่มีค่ะ เธอก็เฉยๆเหมือนเดิมของเธอค่ะ แปลกนะคะ เธอคงรักพี่สาวของพี่เมี้ยนมาก ถึงขนาดคิดที่จะหลบทุกคนเพื่อเดินไปหา ต่อไปนี้คงต้องระวังกันให้มากๆ”
“ฉันไม่อยากให้เรากีดกันไม่ให้เธอไปที่นั่น เพียงแต่ให้มีเมี้ยนไปด้วย ให้อยู่ในสายตา สะบันงาไม่ว่าใช่ไหม”
“ไม่ว่าหรอกค่ะ ขอเพียงให้แกอยู่ในสายตาพวกเราสักคนที่คุ้มครองแกได้ค่ะ”
“thank you”
เจ้าคุณพยักหน้า มีสีหน้าสบายใจขึ้น

ในห้องนอนเด็ก พวกเด็กๆต่างพากันนอนหลับ พริ้มเพรานอนเตียงเดียวกับแพรวพรรณราย พราวพิลาสนอนตามลำพัง พริสซิลล่านอนตามลำพังเช่นกัน จุ๋มกับจิ๋มนอนเฝ้า ขวางทางประตูห้องกันเด็กออกจากห้องโดยไม่มีใครเห็น
คุณหญิงสะบันงาเดินมาดูเด็กๆนอน ต่างนอนกอดตุ๊กตาของตัวเองคนละตัว แล้วเข้าไปก้มลงจูบเด็กทีละคน พอมาถึงพริสซิลล่าก็นั่งอยู่นานกว่าคนอื่น ลูบหัวลูบแก้ม
“คุณหญิงขา หนูขอโทษกับเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้โชคดีที่มีคนใจบุญมาช่วยไม่ให้มันเลวร้ายมากมายดังเช่นครั้งที่แล้ว ลูกสาวคุณหญิงโชคดีมากเหลือเกิน อยากให้คุณหญิงมาเห็นความน่ารักของแก ถึงแกจะผิดแผกจากคนอื่น แต่หนูมั่นใจว่าแกไม่ได้โง่อย่างที่ใครๆคิด แกฉลาดมากเกินเด็กในหลายๆเรื่อง ถ้าคุณหญิงยังมีชีวิตอยู่ กลับมาดูเธอเถิดค่ะ”
คุณหญิงสะบันงาก้มลงไปจูบพริสซิลล่าน้ำตาคลอ พริสซิลล่าละเมอตะโกนเหมือนตอนที่เรียกคุณหญิงศรี
“มามี่ๆ”
คุณหญิงสะบันงาตกใจ
“คุณพริส”
พริสซิลล่าหลับเงียบต่อไป คุณหญิงสะบันงาโล่งอกเข้าใจแล้วว่าละเมอ พริสซิลล่าลืมตามองคุณหญิงสะบันงา
“นายแม่”
คุณหญิงสะบันงาโอบกอดพริสซิลล่าไว้ พริสซิลล่าโอบกอดตอบ
“มามี่ เลิฟยู”
“ใครคะ มามี่ หนูพูดถึงใครคะ แม่อยู่นี่แล้วค่ะ”
“นายแม่”
หน้าพริสซิลล่าคิดถึงคุณหญิงศรีที่โผมากันไว้ แล้วซังฟันมือคุณหญิงศรีขาด
“มามี่”

คุณหญิงสะบันงาแปลกใจในคำพูดของพริสซิลล่า

 
คุณหญิงศรีนำต้นสะบันงาต้นใหม่มาปลูกไว้ที่หลุมศพศุกล เธอใช้มือเดียวที่เหลืออยู่ตบๆให้ดินเข้าที่ฉวยดอกไม้ที่ถือมาวางบนหลุม

“มันตายแล้วนาย นายมันตายแล้ว เมี้ยนฆ่ามันกับมือ พี่เห็นกับตา ก่อนตายมันยังสารภาพว่าเขาไม่ใช่คนสั่งฆ่า แต่เป็นนังน้อยคนกลับกลอกเลวทรามนั่น นายสบายใจได้แล้ว ต้นสะบันงาต้นใหม่พี่ก็เอามาปลูกให้นายแล้ว หลับให้สบายนะนายน้องรักของพี่”
คุณหญิงศรีน้ำตาคลอ

คอนแวนต์แห่งหนึ่ง...เมขลาวัย 6 ขวบหน้าตามอมแมม แต่งตัวชุดรุ่งริ่งคุ้ยขยะแต่ตาจดจ้องมองมาที่ในโรงเรียน
“ที่นั่นน่าอยู่จังเลย ต้องมีอาหารกินแน่ๆ”
เมขลามองไปเห็นแม่บ้านกวาดพื้นลานโรงเรียน ตัดสินใจวิ่งเข้าไปที่แม่บ้านแล้วแย่งไม้กวาดมาถือเอง แม่บ้านตกใจ
“เด็กบ้ามาแย่งไม้กวาดฉันทำไม ไปให้พ้น ออกไปให้พ้นจากโรงเรียนนี้นะ ที่นี่โรงเรียนผู้ดีมีเงินเขาเรียนกัน ไป”
เมขลาส่ายหน้าน้ำตาคลอ
“หนูไม่มีที่ไป พ่อแม่เอาหนูมาโยนทิ้งไว้ แล้วหนีไป หนูกลับบ้านไม่ถูก”
“พ่อแม่ที่ไหนกัน โดยเฉพาะแม่จะกล้าทิ้งลูก โกหกแน่ๆ”
“หนูแค่จะมาขอช่วยกวาดตรงนี้แลกข้าวกินเท่านั้นเอง ฮือฮือ”
ซิสเตอร์เดินออกมาถาม
“มีอะไรหรือแม่บ้าน”
เมขลาก้มลงกราบซิสเตอร์
“หนูโดนพ่อแม่ทิ้งไว้ไม่เหลียวแล หนูตัวคนเดียว ขอทานเขากินไปเรื่อยๆ คุ้ยขยะกินไปวันวันค่ะ”
“โถ น่าสงสารเหลือเกิน หิวไหมหนู”
“หิวมากค่ะ แต่หนูทนได้ หนูเคยทนจนเป็นลมไปเองแล้วค่ะ”
“โถ แม่บ้านช่วยพาเด็กไปหาอาหารกินด้วย”
“หนูขอทานอยู่ข้างหน้านี่ หนูอยากอยู่ที่นี่ หนูขอทำงานแลกข้าวกินได้ไหมคะ”
แม่บ้านส่ายหน้า
“ตัวเท่าเมี่ยงจะทำอะไรเป็น”
“ทำเป็นสิ”
เมขลากวาดเต็มที่ ซิสเตอร์มองแล้วเวทนา พยักหน้า
“ไปนอนกับแม่บ้าน แล้วช่วยแม่บ้านทำงานนิดๆหน่อยๆ อย่าขโมยนะ”
เมขลาก้มลงกราบอีกครั้ง
“ขโมยก็ตกนรกสิคะ หนูอยากเป็นคนดีของพระเจ้า”
คำนี้เองทำให้ซิสเตอร์มองเด็กอย่างทึ่ง
“รู้จักพระเจ้าด้วยหรือนี่ เธอเป็นเด็กฉลาดนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เมขลายิ้มดีใจ

คุณหญิงศรีอาการดีขึ้นนั่งคลุมหน้า เมี้ยนนั่งเฝ้าดูแลไม่ห่างอยู่ในกระท่อม
“พริสซี่เป็นอย่างไรบ้างเมี้ยน”
“น่ารักขึ้นทุกวันค่ะ ท่านสั่งเมี้ยนว่าให้พามาเยี่ยมคุณบ่อยๆค่ะ”
คุณหญิงศรีส่ายหน้า
“ไม่ต้องพามา ไม่อยากให้เธอรู้จักและจดจำฉันได้ว่าคือแม่”
“แต่เธอจำคุณได้ฝังใจแล้วค่ะ ที่มันเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นเพราะเธอรักคุณ คิดถึงคุณ เธอจึงมาหา ตอนชีวิตเธอคับขัน ตัวแค่เนี้ย เธอจะตะโกนเรียกหาคุณทำไมกันคะ เพราเธอรู้ว่าคุณคือที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ ให้เธอมาเถิดค่ะ แต่ให้อยู่ในสายตาดีกว่าปล่อยให้เธอแอบมาตามลำพังนะคะ”
คุณหญิงศรีนิ่งไป
“ฉันอยากให้เธอคิดว่าสะบันงาคือแม่ของเธอ สะบันงาเหมาะสมมากที่จะเป็นแม่ของลูก สะบันงาสามารถสอนให้เด็กๆ เป็นคนจิตใจดีงามได้”
“แต่คุณพริสซี่เธอพิเศษกว่าคนอื่น ไม่มีใครเหมาะสมเป็นแม่ของคุณพริสเท่ากับคนพิเศษอย่างคุณหรอกค่ะ เธอต้องการคุณ พรุ่งนี้ให้เมี้ยนพาเธอมาเยี่ยมนะคะ”
คุณหญิงศรีไม่ได้ตอบว่าอะไร

เจ้าคุณกับคุณหญิงสะบันงาเดินเข้ามาดูพริสซิลล่า ที่นั่งเงียบเหม่อลอยพึมพำ
“พริสซี่เป็นอะไรแม่ดา” เจ้าคุณสงสัย
“ไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มนม พาไปอาบน้ำเธอก็หยิกเอาเจ้าค่ะพึมพำอะไรบางอย่าง อิฉันฟังไม่ถนัดเจ้าค่ะ อะไร มาๆ อะไรมีๆนี่แหละเจ้าค่ะ”
“มามี่” คุณหญิงสะบันงาพูดขึ้น
เจ้าคุณอึ้งๆ เข้าไปอุ้มพริสซิลล่า
“ฉันจะพาพริสซี่ไปเดินเล่น ไปปลอบโยนให้เธออารมณ์ดี”
“ค่ะ เมื่อคืนเธอก็ละเมอพูดคำนี้ค่ะ ฉันคิดว่าเธอเรียกฉัน แต่เธอกลับเรียกใหม่ว่านายแม่แปลว่าเธอคงเรียกฉันว่านายแม่ แต่มามี่ไม่ใช่ฉัน ฉันสงสัยว่าเธอกำลังเอ่ยถึงใครกันแน่ค่ะ”
“ไอ โนว์”
เจ้าคุณไม่ตอบอะไรมาก อุ้มพริสซิลล่าออกไป

คุณหญิงศรี ลังเลเรื่องพริสซิลล่า
“ตกลงว่าเมี้ยนไปพามาให้นะคะ”
เสียงเคาะประตู ประตูมีคนเปิดออก คุณหญิงศรีกับเมี้ยนมองไป เห็นเจ้าคุณอุ้มพริสซิลล่ายืนกลางประตู
“พริสซี่พึมพำ มามี่ เลิฟยู ทั้งวัน ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมกินนม ไม่ยอมนอน ไม่ยอมอาบน้ำ”
คุณหญิงศรีน้ำตาทะลัก กางมือออก เจ้าคุณก้มลงปล่อยพริสซิลล่าลง
“พริสซี่”
พริสซิลล่าเดินหาคุณหญิงศรี ซบที่ตัก
“มามี่”
เมี้ยนน้ำตาคลอ คุณหญิงศรีน้ำตาไหล เจ้าคุณมองหน้าคุณหญิงศรียิ้มให้
“พริสซี่ เลิฟ ยู ฝากไว้ที่นี่ แล้วให้เมี้ยนพากลับนะ”
คุณหญิงศรีมองเจ้าคุณ ส่งสายตาขอบใจ
“ขอบคุณ ทั้งเรื่องเมื่อคืนก่อน และขอบคุณที่ไม่ได้สั่งฆ่านายศุกลน้องฉัน”
เจ้าคุณชะงักเท้า
“สัตว์นรกสองตัวมันสารภาพก่อนตาย”
“thank you”
เจ้าคุณเดินกลับไป คุณหญิงศรีใช้มือที่ไม่เสียโอบกอดพริสซิลล่าไว้ พริสซิลล่าก้มลงไปจูบมือของคุณหญิงศรีที่มีผ้าพันไว้
“Love you . thank you”
คุณหญิงศรีน้ำตาร่วงเผาะๆ
“เธอรู้ว่าคุณช่วยชีวิตเธอด้วยมือข้างนั้นค่ะ เธอฉลาดมาก”
“ดวงใจของแม่ ดวงใจของแม่”
คุณหญิงศรีกอด พริสซิลล่ากอดตอบ
“เลิฟ ยู มามี่”
“ดวงใจของมามี่”

คุณหญิงศรีกับเมี้ยนต่างน้ำตาทะลัก

 
ปารีส...ปานวาดอุ้มธรรม์ ลูกชายของเธอกับปีแอร์ไว้บนตัก นั่งมองปีแอร์น้ำตาไหลพราก ปีแอร์นอนบนเตียงเล็กๆพูดไม่ได้ ส่งสายตาเศร้าโศกและร้องไห้น้ำตาไหล ได้แต่บอกตัวเองในใจ...
 
‘ไอ แอม โซ ซอรี่ ต้องมาเป็นภาระให้ยูดูแล เลี้ยงดูไอ’
ปานวาดยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้ปีแอร์
“ฮันนี่ไม่ต้องกังวล เราอยู่กันได้ต่อไปอย่างไม่ต้องห่วง ยู แอนด์ มี แอนด์ ธรรม์ เราจะมีความสุขด้วยกันตลอดไป”
ปีแอร์สะอื้นออกมา ธรรม์ที่ซบอยู่กับอกปานวาดหน้าหม่นหมอง กระซิบถามปานวาด
“ทำไมแดดดี้โดนรถชนแล้วเดินไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ครับแม่”
“อีกหน่อยก็เดินได้ พูดได้เอง มันต้องใช้เวลา ธรรม์”
“เมื่อไหร่ นานแค่ไหนครับ”
ปีแอร์คิดในใจตอบลูก
‘ตลอดชีวิตนั่นแหละลูกเอ๋ย พ่ออยากตายพ่ออยากปลดเปลื้อง ภาระให้แม่ของลูก’
ปานวาดพยายามจะเข้มแข็งต่อหน้าสามี
“ไอจะไปส่งธรรม์ที่โรงเรียน แล้วจะไปทำงาน”
ปีแอร์ร้องไห้ ได้แต่คิด
‘เพื่อเอาเงินมารักษาไอ โธ่ปานวาด ปล่อยให้ไอตายเถิด ไปเสีย กลับบ้านไปหาพ่อแม่ของยู ท่านไม่โกรธยูแน่’
ปีแอร์พยายามส่ายหน้าห้าม
“เยส อย่ามาห้ามไอ ฮันนี่ เราจะมีกันและกันไปจนวันตายของไออาหารอยู่ตรงนี้ น้ำอยู่ตรงนั้น ซียู อิน ดิ อีฟวีนิ่ง เลิฟ ยู”
ปานวาดก้มลงไปจูบปีแอร์
“กิฟ แดดดี้ อะ คิส แอนด์ เซ กู๊ดบาย ทู ฮิม ธรรม์”
ธรรม์ทำตามอย่างเศร้าๆ
“กู๊ดบาย แด๊ด ไอ เลิฟ ยู”
ปานวาดจูงลูกออกมา ปีแอร์มองตามน้ำตาไหลพราก

คุณหญิงลออศรีกับเจ้าคุณเกษมเริ่มแคลงใจเรื่องปานวาด
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมลูกปานวาดไม่ตอบจดหมายเรา”
“คงจะวุ่นวายเรื่องเรียนอยู่กระมัง” เจ้าคุณเกษมพยายามคิดในทางที่ดี
“กลัวว่าจะไปวุ่นวายเรื่องอยากมีผัวฝรั่งน่ะสิ ยิ่งรั้นๆดันทุรังอยู่ จะมีใครที่เรารู้จักไปปารีสบ้างไหม จะฝากไปสอดแนมลูกปานวาดดูสิ ว่าทำไมเงียบเชียบอย่างนี้”
“ลองไปถามผู้ดูแลนักเรียนไทยที่นั่นก็ได้นี่นา ง่ายจะตายไป”
“โอ๊ย ฉันลองไปถามมาแล้ว เขาบอกว่าลูกปานวาดทำตัวเงียบเชียบ ไม่ไปรายงานตัวไม่ไปพบปะคบหากับนักเรียนไทยที่นั่น มันผิดปกติวิสัยของปานวาด”
“นั่นสิ แปลกจริงๆ ลูกคนนี้” เจ้าคุณเกษมเริ่มกังวล
“หรือว่าจะไปมีผัวฝรั่งจริงๆ เลยแอบคนไทย โอ๊ย แต่คิดก็พิสดารในหัวอกหัวใจแล้วคุณ”
คุณหญิงลออศรีเริ่มวิตกกังวล

ทองโตเป็นวัยรุ่นกำลังช่วยสังวรไถนา
“จำไว้นะทอง แกไม่ใช่ลูกคนธรรมดา พ่อแกเป็น...”
ทองขัดทันที
“เจ้าพระยาฝรั่ง ได้ดิบได้ดีที่เมืองไทย แต่นังเมียเอกที่เป็นคุณหญิงมันกลั่นแกล้งใส่ความแม่ จนแม่ต้องพาฉันลี้ภัยกลับมาอยู่ที่บ้านนอก”
“แล้วมันก็ไม่สนใจตามหาเราสองคน”
“แล้วทำไมแม่ไม่กลับไปหาเขา”
สังวรทอดถอนใจ
“แม่เคยกลับไปแล้ว นังน้อยมันบอกว่าถ้าแม่กลับมาเขาจะเอาแม่ใส่ตะราง เพราะนังคุณหญิงมันต้องการให้แม่ติดตะราง น้าสังเวียนของแกก็มีอันต้องฆ่ากันตายกับชู้ นี่ก็ต้องโดนใส่ร้ายอย่างเดียวกับแม่”
“แม่รออีกสักหน่อยเถิด ฉันจะกลับไปแก้แค้นแทนแม่ จะไปแก้แค้นนังคุณหญิงให้สาสมกับที่มันทำให้เราต้องตกระกำลำบาก”
“มันทำกับเราเช่นไรก็ทำกับพวกมันเช่นนั้นนะลูก สำหรับแม่ แก้แค้นพวกมันเท่านั้น จึงจะทำให้แม่นอนตายตาหลับ“
“รับรองแม่ ฉันนั่งคิดนอนคิดทุกวันว่าจะจัดการพวกมันอย่างไรให้สาสม”
“ขอบใจทองเอ๊ย”
สังวรน้ำตาไหล เริ่มไอไปด้วย เพราะป่วย

ศีลเป็นหนุ่ม เรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอกแล้ว เมื่อกลับมาเมืองไทย เขามานั่งคุกเข่าตรงหน้าเจ้าคุณ และคุณหญิงสะบันงาพลางก้มลงกราบสองคน
“พ่อดีใจ และยินดีกับความสำเร็จของศีล”
คุณหญิงสะบันงายิ้มอย่างพอใจ
“เรียนเร็วมาก ไปไม่กี่ปีจบทั้งปริญญาตรีปริญญาโท”
“ไม่อยากเรียนต่อปริญญาเอกหรือศีล” เจ้าคุณถาม
“กระผมอยากกลับมาทำงานขอรับ”
“เรียนมาทางด้านการบริหาร ก็ดีนะ พ่อกำลังคิดว่าจะลงทุนการค้า คิดจะเปิดห้างสรรพสินค้าให้เป็นกิจการของครอบครัว ศีลมาช่วยพ่อได้ไหม”
“ขอรับ กระผมยินดีทำงานให้ท่านอย่างเต็มกำลัง ขอรับ”
“ขอบใจ ดีมาก เราจะเริ่มวางแผนเรื่องห้างของเราหลังจากที่ศีลตั้งหลักได้สักสามเดือนพอไหม”
“กระผมไม่ต้องใช้เวลาตั้งหลักขอรับ เริ่มงานได้ทันทีขอรับ”
คุณหญิงสะบันงาขัด
“ก่อนอื่นต้องหาที่พักให้ศีลค่ะ ท่านว่าอย่างไรคะถ้าจะให้ศีลพักที่นี่ไปก่อน”
“ได้สิ เรือนพะไลยังว่างอยู่ทั้งหลังนี่นา ศีลไปพักที่นั่นได้ทันที”
“ขอบพระคุณมากขอรับ กระผมจะหาทางขยับขยายให้เร็วที่สุดขอรับ”
“ไม่ต้อง เพิ่งเรียนจบกลับมาจะเอาเงินที่ไหนไปใช้จ่ายกันเล่า”
“กระผมใช้จ่ายกระเหม็ดกระแหม่ ปิดเทอมกระผมก็ทำงานถึงสองแห่ง หลังเลิกเรียนกระผมก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊กขอรับ ได้เงินคิดเป็นชั่วโมงหลายปอนด์อยู่ขอรับ รวมทั้งที่ท่านให้กระผมติดตัวไปด้วย ยังมีที่ท่าน ส่งให้ผมตอนปีใหม่ด้วยคิดเป็นเงินไทยก็หลายอยู่ขอรับ”
คุณหญิงสะบันงาเอ็นดูล้อๆ
“มิเป็นล้านแล้วหรือนั่น”
“แสนเศษเท่านั้นขอรับ”
เจ้าคุณพยักหน้าพอใจ
“ถือว่ามากนะ สำหรับคนหนุ่มอายุยี่สิบสาม พ่อจะถือว่าศีลคือพนักงานคนสำคัญของห้างเรา พ่อจะให้เงินเดือนศีลทันทีที่เราเริ่มวางแผนธุรกิจของเรา”
“ขอบพระคุณมากขอรับ”

เจ้าคุณยิ้มพอใจในความอดออมของศีล


 
คุณหญิงลออศรีตะลึง เมื่อได้รู้เรื่องจากเจ้าคุณเกษมที่ไปสืบมา
 
“ปานวาดมีผัวฝรั่ง แถมมีลูก หัวใจฉันจะวายคาโซฟา คุณเกษมบินไปลากตัวมันกลับมา ห้ามเอาลูกเอาผัวมันมาด้วย ฉันอับอายขายหน้าเขาไปทั่วพาราแน่ๆ ช่างมั่นใจในการมีผัวฝรั่งเสียเหลือเกิน”
“แล้วลูกสาวเรามันจะยอมกลับมาตามลำพังหรือ คุณก็รู้นิสัยลูกเราดี”
“ถ้าเช่นนั้น ฉันจะเลิกส่งเงินไปให้มัน มันมีผัวก็ให้ผัวมันเลี้ยงกัน หางานเลี้ยงตัวเองทำเป็นไหม”
“คงจะยาก อยู่ที่บ้านกางเกงในตัวเดียวยังไม่เคยซักเอง ไม่ส่งเงินก็ดีนะคุณ เท่ากับบีบให้เขารีบกลับบ้าน”
“แล้วลูกกับผัวเล่า ฉันกลัวว่ามันจะพามาฉีกหน้าเราให้อับอาย”
“ลูกน่ะสายเลือดเรา หลานเรา ถึงจะอายก็ต้องทน แต่ผัวฝรั่งนั่นตัวใครตัวมันก็แล้วกัน ให้มันมากันก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง”
“นังลูกคนนี้มันเคยทำดีอะไรให้พ่อแม่ยิ้มออกบ้างไหม”
คุณหญิงลออศรีไม่พอใจมาก

สังวรตัดสินใจจะแก้แค้นคุณหญิงศรี จึงเรียกนายจัน กับนายเขียวซึ่งเป็ญาติ และเป็นนักเลงมาปรึกษา ขณะที่ทองนั่งอยู่ด้วย
“นังสังวรเอ็งจะให้น้าทำอย่างไรกับอีนังคุณหญิงที่ว่านั่น” นายจันถาม
“ไปจับตัวมันมาก่อน เอามาทรมานให้สาสม แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร กับมันเพื่อเรียกร้องเงินจากไอ้แก่ใจดำนั่น”
ทองเสนอตัวทันที
“ให้ฉันไปด้วยคนได้ไหม จะได้รู้ทางหนีทีไล่บ้านหลังนั้นเอาไว้ไปแสดงตัวกับพ่อของฉัน”
“มันจะยอมรับว่าเอ็งเป็นลูกหรือ ข้าว่าเอ็งอย่าไปเลย” นายเขียวแย้ง
“ฉันแค่ไปดูห่างๆเท่านั้นเอง ตาจัน ตาเขียว แม่ให้ฉันไปนะ ตอนนั้นที่แม่พาไปฉันยังจำอะไรไมได้ ฉันอยากเห็นบ้านที่มันต้องเป็นของฉัน” ทองหันไปอ้อนวอนสังวร
“ก็ได้ แต่เอ็งต้องรับปากแม่ว่าจะรอตาทั้งสองอยู่ด้านนอก ห้ามเข้าไปร่วมวงกับเขาเข้าใจไหม”
“จ้ะแม่”
“จับมันมาแล้วขู่กรรโชกเอาเงินไอ้แก่นั่นมาแบ่งกันจะได้ลืมตาอ้าปากกันได้บ้าง อย่าเข้าทางหน้าบ้านนะน้าจันน้าเขียว ฉันจะเขียนแผนที่ให้ เข้าทางด้านหลังผ่านดงกล้วยเข้าไปนั่นแหละ ง่ายดายที่สุด”
ทั้งหมดยิ้มย่อง หวังได้เงินจากเจ้าคุณมาใช้จ่าย

ศีลมองไปนอกหน้าต่างฝ่าความมืดไป ใจคิดถึงคุณหญิงศรีผู้มีพระคุณ
“คุณหญิงแม่ขอรับ ผมไม่ได้มีโอกาสทดแทนพระคุณ ผมไม่มีแม้แต่ข่าวคราวของท่าน ทำไมไม่มีใครสักคนที่เอ่ยถึงท่าน ทำไมทุกคนทำราวกับว่าในโลกนี้ไม่เคยมีท่าน นายแม่ก็แปลกแท้ๆ ท่านมาแทนที่ของคุณหญิงแม่หน้าตาเฉยได้เช่นไรซึ่งไม่น่าใช่วิสัยของท่านสักนิด ทุกคนกำลังปิดบังอะไรกันอยู่”
ศีลตัดสินเดินไปหาเมี้ยน ที่บ้านท้ายสวน
“พี่เมี้ยนต้องรู้ดีที่สุดแต่ไม่ยอมพูด แค่อยากขอไปกราบเท้าเคารพคุณหญิงแม่ที่เป็นคนหนึ่งที่พลิกชีวิตให้เรามีวันนี้ และวันหน้าที่สดใสรุ่งเรือง”
ศีลพลันได้ยินเสียงสะอื้นอีกแล้ว เหมือนที่เคยได้ยินครั้งก่อน เขาชะงัก
“เสียงสะอื้นนั่นอีกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นแน่”
ศีลก้าวทางต่อไป

ท้ายอาณาเขตบ้านเจ้าคุณ นายจัน นายเขียว และทอง สามคนกางแผนที่แล้วมองรั้ว
“ตรงนี้แหละตา ที่แม่สังวรเขาบอกว่าเป็นเขตรั้วท้ายบ้านพ่อฉัน” ทองชี้
“งั้นเอ็งรอนี่ไอ้ทอง”
“ฉันอยากไปเห็นหน้านังคุณหญิง”
“ประเดี๋ยวถ้าเราโชคดีเอ็งก็จะได้เห็น แต่ตอนนี้เอ็งอย่าเสี่ยง”
“ตาว่าเราจะเจอมันวันนี้เลยหรือ ถ้าไม่เจอเล่า”
“ก็ต้องซุ่มรอดูอยู่จนหาทางจับตัวมันให้ได้”
ทองพยักหน้า สองคนรอดรั้วเข้าไปในอาณาเขตบ้าน

คุณหญิงศรีลูบไล้แผ่นดินตรงบริเวณหลุมศพศุกล สะอื้นเบาๆ
“พี่มาเยี่ยมนาย หลับให้สบายนะ พี่ไม่เคยลืมนาย ไม่มีวันลืมนาย”
ศีลแอบมองได้ยินได้เห็นตลอด แต่เขาไม่เคยรู้ว่าคุณหญิงศรีมีน้องชาย
“พี่สาวของพี่เมี้ยนมีน้องชาย แล้วทำไมศพเขาจึงมาฝังอยู่ที่นี่แปลกแท้ๆ”
ศีลเพ่งมองต่อไป คุณหญิงศรีขยับตัวลุกขึ้น มือถูกพันไว้ด้วยผ้าสีดำโผล่มาจากชายแขนเสื้อที่ยาวรุ่มร่ามยามที่คุณหญิงศรีขยับแขน เห็นชัดเจนว่ามือหายไป คุณหญิงศรีนั้น ใส่ชุดดำเป็นการไว้ทุกข์ให้ศุกลและชีวิตที่เคยดีงามของตนเอง ศีลมองมืออย่างตกใจ
“มือของเธอหายไปไหน ครั้งก่อนที่เห็นยังมีครบมีเพียงเท้าและใบหน้า เท่านั้นที่โดนทำร้าย อะไรกันนี่ ทำไมจึงเกิดเหตุร้ายกับเธอคนนี้ซ้ำๆ โธ่ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน”
ศีลยืนนิ่งไม่ไหวติงเศร้าใจในสิ่งที่พบเห็น คุณหญิงศรีเดินคลุมหน้า เขย่งไปอย่างอยากลำบาก

หลังดงกล้วย นายจัน กับนายเขียวมองคุณหญิงศรีเช่นกันไม่รู้ว่าใคร แต่กลับคิดว่าคนรับใช้หรือไม่ก็คนบ้าบอ
“ใครกันวะอีบ้านั่น มันช่างแต่งตัวประหลาดเหมือนคนบ้า”
“ดูนั่น มือมันด้วนด้วยพี่จัน”
นายจันพยักหน้ารับ
“แถมมันเดินขาเป๋ ขาบิด สงสัยจะเป็นพวกขี้ข้าที่ไอ้อีสองคนนั่นมันเลี้ยงเอาไว้”
“เอายังไงดีพี่จันไปถามมันดีไหม”
“มีรึมันจะบอก มันต้อง…”
“อะไรหรือพี่จัน”
“จับตัวมาสอบสวนถึงจะได้ความ”

สองคนมองหน้ากัน พยักหน้า

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 10 (ต่อ)

เมี้ยนเข้ามาในเรือนเล็ก พร้อมด้วยถาดผลไม้ น้ำส้ม ของกินก่อนนอนสำหรับคุณหญิงศรี

“คุณคะ อ้าว แอบไปหาคุณศุกลอีกแล้ว บอกหลายครั้งแล้วว่าแถวนั้นมันอันตราย ช่างไม่ฟังอีเมี้ยนบ้างเลย โธ่”
เมี้ยนวางถาดอาหารแล้วหันไปออกไป เมี้ยนชะงัก
“อาวุธประจำกาย ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นมา”
เมี้ยนหยิบมีด และเดินไปที่เหมือนห้องเก็บของหยิบเสียมติดมือไปด้วยทำท่ายกแกว่งไกวไปมา
“ถ้าใครมาทำร้ายนายข้า ชิชะ มึงตายสถานเดียว” เมี้ยนยิ้มโหดๆ

ทองซุ่มรออยู่บริเวณอาณาเขตท้ายบ้าน อย่างกระสับกระส่าย
“นี่หรืออาณาบริเวณบ้านที่มันต้องเป็นของกู ช่างกว้างขวางเหลือเกิน อยากจะเห็นว่าตัวบ้านมันอยู่ตรงไหน มันใหญ่โตสวยงามอย่างที่แม่สังวรบอกจริงไหม”
ทองตัดสินใจก็ลอดรั้วเข้ามาในอาณาเขต ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“นี่บ้านกูโว๊ย” ทองตะโกนเล่นๆ “บ้านคุณหนูทอง ทายาทของท่านเจ้าคุณสมิติภูมิผู้มีอันจะกิน มีหน้ามีตามีอำนาจ”
ทองกางมือหมุนตัวไปมา แล้วหยุดแล้วหยิบผ้าขาวม้ามาพันโพกหน้ากันคนเห็น

คุณหญิงศรีเดินเขย่ง จะเดินกลับ แล้วสะดุดล้มคว่ำลงไป
“โอ๊ย”
ศีลแอบเดินตามผวาจะออกไป
“แย่จริง”
นายจันกับนายเขียวปราดมาถึงมาตะครุบตัวคุณหญิงศรีไว้
“ปล่อย” คุณหญิงศรีตวาด
“นังขี้ข้าอย่ามาขึ้นเสียง” นายจันตวาดกลับ
“บอกให้ปล่อย พวกแกเป็นใคร ไปให้พ้นนะ”
“ไปให้พ้นแน่ แต่แกต้องบอกมาว่าจะหานังคุณหญิงใจดำนั่นได้ที่ไหน”
“พวกแกอยากหาคุณหญิงทำไม”
“ไม่ต้องมาถาม ตอบมาว่านังคุณหญิงมันอยู่ที่ไหน”
คุณหญิงศรีมองสองคนใคร่ครวญยังไม่ตอบ สวนศีลชะงักรอดูสถานการณ์ แต่พร้อมจะโดดออกไปช่วย
“ใครส่งพวกแกมา”
“บอกว่าอย่าถาม แกมันก็แค่นังขี้ข้าขาเป๋มือกุดของนังคุณหญิงอย่ามาทำเป็นวางก้ามเสียงเขียวใส่พวกข้า นังเป๋”
นายจันตวาดอีก นายเขียวเสริม
“นังด้วนอย่าเรื่องมาก บอกมานะว่านังคุณหญิงมันอยู่ที่ไหน แล้วจะไว้ชีวิตโง่ๆพิการๆของแก”
“พวกแกสองคนอย่ารนหาที่ตาย พวกแกมันก็แค่กากเดนนรก อยากจะมาปล้นบ้านนี้ ไม่มีวันหรอก ไอ้หน้าโง่”
สองคนปราดไปหาคุณหญิงศรี
“นี่ขนาดขี้ข้ายังอวดเก่งถึงเพียงนี้ อีคุณหญิงมันคงกร่างน่าดู”
“อย่ามาแตะต้องตัวฉันเป็นอันขาดไอ้กุ๊ย”
“โฮ้โฮ แฮะ ขี้ข้าด่าเราว่ากุ๊ย ต้องสั่งสอน กูจะตบหน้ามึงสั่งสอนให้สำนึก”
นายจันเงื้อจะตบ
“ทำมาปิดหน้าปิดตา ขอกูดูหน้าอีขี้ข้าปากกล้าปกป้องนายเลวๆสักหน่อย”
นายเขียวกระชากผ้าคลุมหน้าออก หน้าคุณหญิงศรีน่ากลัวมาก ทั้งสองคนผงะ
“เฮ้ย ผี”
“ฮะๆ ใช่กูเป็นผี ฮะๆ”
ศีลจะพุ่งออกไป แต่เมี้ยนมาถึงก่อน เสียบมีดกลางหลังนายเขียวทันที นายเขียวฟุบ
“ไอ้หมาขี้เลื้อนนรก มึงช่างบังอาจนัก”
“โอ๊ย”
เมี้ยนฟาดเสียมใส่หน้านายจันไม่ยั้ง นายจันกลิ้งไปกลิ้งมา
“เฮ้ย อีบ้ามึงทำร้ายเพื่อนกู”
“กูจะทำร้ายมึงด้วยไอ้กุ๊ยสันดานต่ำ”
“โอ๊ย โอ๊ย พอแล้ว พอแล้ว” นายจันร้องลั่น
ศีลยืนตะลึง ทำอะไรไม่ถูก
“อะไรกันนี่”
คุณหญิงศรีลุกขึ้น ดึงมีดออกมาจากหลังของนายเขียว เมี้ยนเตะนายเขียว กับนายจันหงาย
“ใครส่งแกมา ไม่ตอบจะแทงให้ทะลุหัวใจแกเดี๋ยวนี้” คุณหญิงศรีเอามีดจ่ออกเขียวที่กำลังย่ำแย่อย่างโกรธจัด
เมี้ยนเหยียบยอดอกจันเอาเสียมทิ่มอก
“บอกมา หาไม่จะใช้เสียมแซะหัวใจแกเอาไปโยนให้หมากิน”
“นังสังวร” สองคนร้องออกมาพร้อมกัน
ศีลถอยหลบไปหลังพุ่มไม้ ตกใจเป็นที่สุด

ทองย่องมาถึงเพื่อจะมาดูเหตุการณ์ แล้วทองก็ถึงแก่ช็อคตะลึง
“ตาจัน ตาเขียว”
ทองยืนตัวแข็งทื่อกระเถิบหนีถอยหลัง หารู้ไม่ว่ากระเถิบมาอยู่ตรงหน้าศีล
“นี่ใครกันอีก” ศีลแปลกใจ

นายจันกับนายเขียวเลือดไหล หน้าเละน่วมทั้งตัว
“คุณขา ส่งมีดมาให้เมี้ยนค่ะ อย่าเอามือสะอาดของคุณไปแปดเปื้อนสัตว์กาลีที่มาจากนรก”
คุณหญิงศรีส่งมีดให้เมี้ยน
“อีนังสังวรมันส่งไอ้สองคนนี่มา มันช่างเลวร้ายไม่เลิกราเสียจริงๆ”
“คุณรีบกลับไปก่อนค่ะ ทางนี้เมี้ยนจัดการเองค่ะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจะส่งมันไปเที่ยวนรก พบไอ้สองตัวก่อนหน้านี้ค่ะ”
คุณหญิงศรีพยักหน้า เดินจากไปเงียบๆ
“บอกมานะว่าแกยังมีพวกของแกซ่อนอยู่อีกใช่ไหม”
สองคนไม่ตอบ เมี้ยนเงื้อ

“ตอบแล้ว” สองคนร้องลั่น

 
ทองที่ยืนแอบดูอยู่หน้าศีล ตกใจมาก
 
“ตาจัน ตาเขียว แย่แล้ว จะทำยังไงดีเล่า ผู้หญิงบ้าอะไรทำไมมันดุร้ายเก่งกาจขนาดนี้”
ศีลเอื้อมมือมาแตะ ทองสะดุ้งวาบ หันมามอง ศีลเอามือปิดปากทองส่ายหน้า
“รีบหนีไปซะ”
ทองยืนงงอึ้ง
“หนี”
ศีลพยักหน้า
“ไปสิ แล้วอย่าหวนกลับมาอีกเลย”
ทองค่อยๆย่องถอยออกไป
“ไอ้หน้าโง่ มึงเป็นใครมาสั่งกูว่าอย่าหวนกลับมาอีก”
ศีลมองตามโดยไม่รู้เลยว่า ...เมื่อปล่อยทองไปวันนี้ วันข้างหน้าจึงเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นมาอีกมากมาย

เมี้ยนยังคงคุกคามนายจัน กับนายเขียว
“ตอบมาสิ ว่าแกพาใครมาด้วย”
“ไอ้...”
ศีลโผล่ออกมา
“อะไรกันหรือครับพี่เมี้ยน”
เมี้ยนมองมาที่ศีลจำไม่ได้เพราะจากไปหลายปี มองแล้วยังงง
“แกมากับไอ้นรกสองคนนี่ใช่ไหม”
“ผม ศีลไงครับ”
“ตายจริง คุณศีลกลับมาเมื่อไหร่คะ”
“หลายวันแล้วครับ”
ขณะที่เมี้ยนมัวพูดกับศีล สองคนฉวยโอกาสตะกายหนี เมี้ยนนึกได้ หันมาเห็นสองคนกำลังพยายามหนี ตวาดแว๊ด
“หยุดนะ จะหนีไปไหน”
“ปล่อยเขาไปเถิดครับ เขาเจ็บมากพอแล้ว จะไปรอดแค่ไหนก็ไม่ทราบ” ศีลปราม
“แต่พวกมันเลวมาก มันมาถามหาคุณหญิง มันมีเจตนาร้าย”
“เท่าที่ผมทราบ คุณหญิงท่านไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนี่ครับ”
เมี้ยนนิ่งไป
“คุณศีลมาแถวนี้ เอ้อ ตอนไหนคะ”
“เพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เองครับ ผมจะพาพี่เมี้ยนไปส่งบ้านนะครับ”
“ไม่ต้องค่ะ ศัตรูสารเลวก็ตะกายหนีไปแล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง”
“แล้วพี่สาวของพี่เมี้ยน เธอสบายดีนะครับ”
“ค่ะ”
“ทุกวันนี้ผมยังไม่เคยลืมพระคุณคุณหญิงแม่ที่เมตตาผม ผมอยากพบเพื่อกราบท่านสักครั้ง”
“ท่านคงรับรู้ว่าคุณศีลต้องการกราบท่าน และท่านคงดีใจที่ได้เห็น ความสำเร็จของคุณศีลค่ะ”
เมี้ยนไม่วายปรายตาไปที่สองคนตะกายหนี แต่ไม่มีแล้ว ไปเร็วมาก เมี้ยนหันกลับมา ศีลผายมือ
“เชิญครับ ผมจะรอดูอยู่ตรงนี้ ถ้าพวกมันย้อนกลับมา ผมจะจัดการเองครับ”
“ขอบใจมากค่ะ”
เมี้ยนเดินออกไป ศีลพึมพำ
“สังวรคือใคร ทำไมจึงส่งคนมาหาคุณหญิง”

คุณหญิงศรีตกใจเมื่อรู้ว่าเมี้ยนเจอศีล
“แน่ใจนะว่าศีลไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินอะไรเมื่อสักครู่ และเขาเห็นแค่ที่เขาบอกเมี้ยนจริงหรือ”
“เขาบอกอย่างนั้นนี่คะ ดูท่าว่าเขาเป็นเด็กดีอยู่มากหรอกค่ะ เขาไม่ใช่คนปากมากพูดมากแน่ค่ะ เมี้ยนอยากให้เขามาช้ากว่านั้นค่ะ เมี้ยนยังไม่ทันจัดการไอ้สองคนนั่นเลย กะจะเผามันทั้งเป็น”
“โหดร้ายมากไปแล้วเมี้ยน เห็นไหมว่าการแค้นกันไปแค้นกันมา มันมีผลสืบเนื่องยาวนานแค่ไหน ที่ฉันว่าจะเอามีดจิ้มหัวใจมัน ฉันแค่ขู่ เพราะกำลังโกรธมากและอยากรู้ว่าใครส่งมันมา ที่แท้ก็นังสังวร”
“นังสังวรสุดเลว มันกัดติดไม่ปล่อย เมี้ยนกำลังสงสัยว่าพวกมันจะไม่ได้มาแค่สองคน กำลังขู่มัน มันยังไม่ทันจะตอบคำถาม คุณศีลเธอก็โผล่มาขัดจังหวะเสียนี่ เมี้ยนว่ามันอาจจะเข้าตำราประเพณีตีงูไม่ให้หลังหักหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ”
“ถ้าเราระวังให้ดี มันคงมาทำอะไรไม่ได้ง่ายๆหรอก เตือนพวกเขาที่ตึกด้านในด้วยก็แล้วกัน แต่พูดอ้อมๆอย่าให้พวกเขาตกใจนะ”
“ค่ะ แต่เมี้ยนจะไม่พูดให้เกี่ยวพันไปถึงนังสังวรให้ท่านเกิดอาวรณ์ถึงลูกมันเข้า”
“ป่านนี้ลูกของมันคงโตเป็นหนุ่มแล้ว”
คุณหญิงศรีถอนใจ

เจ้าคุณฟังเมี้ยนแล้ว พยักหน้าเหนื่อยหน่าย
“ครั้งนี้พวกใครไหนอีกเล่า”
“ไม่ทราบสิเจ้าค่ะ คุณท่านเลยต้องคอยรับกรรมจากการแก้แค้นของพวกมัน คุณท่านให้มาเตือนเจ้าค่ะ ว่าให้ระวังไว้ด้วย แต่ท่านไม่อยากเอิกเกริกให้ผู้คนรู้กันไปทั่วเจ้าค่ะ”
“เมี้ยนอย่าบอกใคร รู้กันเพียงเรา คุณสะบันงาก็อย่าไปบอกให้รู้นะ”
“เจ้าค่ะ”

เจ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจ
 

 
รถคันโก้ของบ้านเจ้าคุณจอดหน้าคอนแวนต์ นายบุญเดินลงมาเปิดด้านหนึ่ง เมี้ยนนั่งหน้านำลงมาเปิดอีกด้าน พริ้มเพราลงมามีจุ๋มจูง อีกด้านเมี้ยนรับพราวพิลาสมาจากจิ๋มที่หันไปพาแพรวพรรณรายลงมาจากรถ
 
“คุณพราวขา เมี้ยนพาคุณพริ้มกับคุณแพรวไปส่งที่ห้องเรียนก่อนนะคะ ประเดี๋ยวคุณพราวค่อยไปแผนกเด็กเล็กนะคะ”
ทั้งหมดเดินผ่านมาทางที่เมขลายืนตาละห้อยมองสามคนพี่น้อง ที่มีพี่เลี้ยงประคับประคองมาคนละคน ทั้งที่พริ้มเพราก็โตเท่ากัน เธอกระเถิบมามองสามคนอย่างสนใจในใจให้นึกอิจฉา อยากเป็นอย่างนั้นบ้าง
“ทำไมเด็กพวกนั้นถึงมีพี่เลี้ยงคอยเอาอกเอาใจกันทุกคนด้วย”
คุณหญิงฉวีจูงรำพึงลูกสาว เดินมาด้วยกัน
“คุณรำพึงของแม่จำไว้นะคะ ลูกรักจะคบเพื่อนคบฝูงดูให้ถ้วนถี่นะคะ ต้องเป็นลูกคุณหญิงเหมือนหนู แต่ถ้าเป็นลูกคุณนายก็ต้องประมาณว่ามีพ่อเป็นเจ้าสัวนะคะ”
“ค่ะคุณหญิงแม่ ว๊ายอีเด็กสกปรกมายืนเกะกะขวางทางฉันทำไม แหยะเหม็นสาบเด็กกุ๊ยสกปรกไปให้พ้นนะ”
เมขลาจ้องหน้ารำพึงไม่พอใจ
“พูดยังกับว่าตัวเองตดออกมาแล้วหอมกว่าใคร”
“ต๊าย นี่มันเด็กเหลือขอนี่นา แกมายืนในโรงเรียนลูกผู้ดีมีเงิน แถมมาทำปากกล้ากับลูกฉันได้อย่างไร ไปให้พ้นนะ”
คุณหญิงฉวีเอากระเป๋านักเรียนดันเมขลาล้มลงเพราะต้านแรงไม่ได้ ส่วนรำพึงเดินข้ามเมขลาไปทันทีโดยไม่สนใจ
“สมน้ำหน้า”
เมี้ยนกับทุกคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
“น่าเกลียดแท้ๆ ทำกับเด็กอย่างนั้นได้อย่างไรกัน”
พริ้มเพราเดินไปหาเมขลา ยื่นมือไปให้ เมขลามองไม่ไว้ใจ พริ้มเพรายิ้มให้
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าจ้ะ จับมือฉันสิแล้วลุกมาเถิด” พริ้มเพราถามอย่างเป็นห่วง
“ขอบใจมากจ้ะ”
“ฉันชื่อพริ้มเพรา นั่นน้องสาวฉัน คุณแพรวพรรณราย กับคุณพราวพิลาส เธอเล่าชื่ออะไร”
“เมขลา”
“เรามาเป็นเพื่อนกันนะเมขลา”
รำพึงหันมาเห็นตาโต
“ตายจริง คุณหญิงแม่ขา พริ้มเพราเพื่อนรำพึงไปช่วยเด็กกุ๊ยเหลือขอค่ะอย่าไปยุ่งกับมัน พริ้มเพรา”
“เขาน่าสงสารจะตายไป ฉันรับเขาเป็นเพื่อนแล้ว” พริ้มเพราหันมาบอก
“ต๊าย” สองคนแม่ลูกร้องออกมาพร้อมกัน
แพรวพรรณรายมองหน้าสองแม่ลูกแล้วพูดออกดังๆ
“คนใจร้าย”
คุณหญิงฉวีหันขวับไปมอง
“ว่าใครน่ะ”
แพรวพรรณรายชี้ไปที่คุณหญิงฉวีกับรำพึง
“ตัวเองนั่นแหละ”
เมี้ยนแอบหันไปยิ้มชอบใจ แล้วหันมาทำดุแพรวพรรณราย
“คุณแพรวขา อย่าพูดอย่างนี้สิคะ”
คุณหญิงฉวีจูงรำพึงมาหาเมี้ยน
“นี่แก เด็กพวกนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครยะ ทำไมไปคบเด็กเหลือขอยะ”
แพรวพรรณรายโต้
“นายแม่เราบอกว่าคนเหมือนกัน เท่าเทียมกันทุกคน”
“ต๊าย นี่ฉันโดนเด็กอายุห้าหกขวบถอนหงอกแล้วหรือนี่” คุณหญิงฉวีหันไปตวาดถามเมี้ยน “บอกมานะแกว่าเด็กพวกนี้ลูกใคร”
“ลูกใครคงไม่สำคัญเท่ากับพวกเธอมีน้ำใจต่อผู้อื่นหรอกค่ะ ขอตัวก่อนค่ะ ฉันมาส่งคุณหนู ไม่ได้มาให้ใครจิกหัวค่ะ”
เมี้ยนพาเด็กๆเดินหายไปในตึก คุณหญิงฉวีมองตามไม่พอใจ
“ต๊าย แม้แต่ขี้ข้าของเพื่อนหนูยังทำตัวอวดดีใส่แม่ ต้องรู้ให้ได้ว่าพวกนั้นมันลูกใครกัน ไปสืบมาให้แม่นะคะลูกรำพึง”
“ค่ะ”
คุณหญิงฉวีมองตาเขียวขุ่น

สังวรถอนใจ เมื่อรู้เรื่องจากทอง
“แกเกือบเอาตัวไม่รอดสินะทอง”
“ผู้ชายที่มาช่วยให้ฉันหลบหนีมาได้ เป็นใครกันนะ” ทองสงสัยมาก
“เซ่อซ่าไปให้มันเห็นหน้าจนได้”
“ฉันไม่เซ่ออย่างที่แม่คิดหรอก ฉันปิดหน้าไว้”
“ค่อยยังชั่ว”
“ถ้าไม่ใช่เขาบอกให้รีบหนี อีบ้านั่นมันฟันฉันด้วยเสียมหน้าเละเหมือนอีหน้าผีนั่นแล้ว”
“อีหน้าผี ใครกัน”
“ฉันก็ไม่รู้ เห็นตาจันกับตาเขียวบอกว่ามันเป็นขี้ข้าคุณหญิง มันพิการมือกุด ขาเป๋ แต่อีนังที่แข็งแรงดุร้ายนั่น ทำไมกลัวมันหงอ”
“แปลกจริง ที่นั่นไม่เคยมีใครลักษณะนี้”
ขาดคำนายจันเดินหน้าเละมา นายเขียวเดินย่องแย่งมาด้วยกัน
“ผู้หญิงบ้าอะไรไม่รู้แข็งแรงยังกับวัวควาย นี่ถ้าไม่ได้ไอ้หน้าหล่อนั่นมันไม่โผล่มาขัดจังหวะข้าคงตายคาเสียมอีบ้านั่นแน่” นายจันครวญ
“อีนังหน้าผีที่เราเรียกมันว่าขี้ข้านั่นมันถ้าจะไม่ใช่ขี้ข้าหรอก เพราะอีที่มาทีหลังนั่นมันเรียกว่าคุณ” นายเขียวเล่า
สังวรยิ่งแปลกใจ
“แปลกจริงๆมันเป็นใครกันนะ”
“มันดูเกรงกลัวปกป้องอีนั่นน่าดู ที่มันแทงเราตีเราก็เพราะมันแค้นแทนอีนั่น ฉันไม่ไปอีกแล้ว เข็ดจริงๆ”
“แต่ฉันจะไปอีก ฉันไม่มีวันเข็ด จะต้องไปแก้แค้นอีคุณหญิงแทนแม่ให้จงได้”

สังวรยิ้มให้ทองอย่างพอใจและขอบคุณ

 
คุณหญิงสะบันงา ฟังเมี้ยนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนแล้วถอนใจ
 
“ช่างเขาเถิดเมี้ยน แต่ต้องคอยปรามๆคุณแพรวเธอบ้าง ดูเอาเถิด ตัวแค่เนี้ยแอบจำคำพูดแม่ไปต่อว่าคนอื่น”
“เธอสู้คนจะตายไปค่ะ มีอย่างนี้สักคนก็ไม่ต้องห่วงว่าอีกสองคนจะโดนใครรังแกค่ะ” เดือนอธิบาย
“คุณน้องไปโรงเรียนกันหมดแล้ว ขาดแต่คุณพี่ไม่ได้เรียนอะไรเลยค่ะ”
ดากับเมี้ยนมองพริสซิลล่าที่ทำตัวเหมือนเดิม พริสซิลล่าร้องเอบีซีดีเป็นเพลง
“เอ่ ยี ซี้ ดี อี เอฟ จี...”
ทุกคนตกตะลึง เดือนแปลกใจ
“แม่เดือนยังไม่รู้จักเพลงที่คุณพริสซี่ร้องนั่นเลยนะคะ”
“คุณพริ้มค่ะ เธอเอามาร้องบ่อยๆตอนทำการบ้านค่ะ” ดาเล่า
คุณหญิงสะบันงามองอย่างสนใจ
“คุณพริสซี่เธอแอบจำ เก่งมากค่ะคุณพริสซี่”
“thank you” พริสซิลล่าพูดเรียบๆ
“ต๊าย นี่ก็อีกไปจำมาจากไหนกันคะ” คุณหญิงสะบันงาตื่นเต้นมากขึ้น
พริสซิลล่าไม่สนใจใคร เดินมาหาเมี้ยน
“มามี่”
เมี้ยนมองหน้าคุณหญิงสะบันงาที่พยักหน้า
“เธออยากไปหาคุณป้าค่ะ”
“ไปเถิด”
เมี้ยนจูงพริสซิลล่าออกไป
“เธอฉลาดมากค่ะ” เดือนบอก
“เธอเลือกฉลาดเฉพาะที่เธอพอใจเท่านั้น”
คุณหญิงสะบันงาถอนใจ

คุณหญิงศรีถามพริสซิลล่า
“หนูอยากอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือเป็นไหมคะพริสซี่ป้าจะสอนให้ค่ะ”
“มามี่ ไม่ใช่...ป้า”
เมี้ยนมองหน้าคุณหญิงศรี
“เธอไม่ต้องการให้คุณเป็นป้า เธอต้องการให้เป็นมามี่ค่ะ”
“เมี้ยนไปหยิบหนังสือมาเอาเล่มที่มีรูปเด็กๆนะ”
เมี้ยนหยิบมาหลายเล่มส่งให้คุณหญิงศรี พริสซิลล่าหันมาคว้าเล่มหนึ่งมามอง
“ชอบเล่มนี้หรือค่ะ คนเก่ง”
“อ่าน”
คุณหญิงศรีพยักหพริสซิลล่ามีหนังสือวางตรงหน้า แทบไม่มองไม่เปิด แต่พูดออกมาได้ครบหมด เจ้าคุณแปลกใจ
“อะไรกันนี่”
“คุณป้าอ่านให้ฟังเที่ยวเดียวจริงๆค่ะ” เมี้ยนบอก
คุณหญิงสะบันงายิ้มชื่นชม แต่ยังกังวล
“เก่งจนเหลือเชื่อ แต่เธอไม่มีความสัมพันธ์กับคนอื่นจะทำอย่างไรกับเธอดีคะ เธอจะได้อยู่ร่วมกันกับคนอื่นได้มากกว่าที่เป็นอยู่”
“ปรึกษาคุณหลวงหมออดุลย์ดีไหมคะ” เดือนออกความเห็น
“ปรึกษาคุณหลวงว่าเราควรทำอย่างไรกับเธอ” เจ้าคุณเห็นด้วย

ห้องเด็กในตึกเจ้าคุณ...พริสซิลล่านั่งคนเดียวไม่สนใจใคร ขณะที่พริ้มเพรา แพรวพรรณราย พราวพิลาส เล่นด้วยกันอยู่ หัวเราะเย้าแหย่ จุ๋มกับจิ๋มร่วมเล่นด้วย ขณะที่คุณหลวงหมออดุลย์ เจ้าคุณ คุณหญิงสะบันงา และเดือน กำลังมองดูพฤติกรรมของเธอ
“เธอไม่สนใจคนอื่น นอกจากสิ่งที่เธออยากสนใจ เธออยู่ในโลกของเธอคนเดียวกับคนที่เธอพอใจ คงต้องหาทางเบนและดึงความสนใจของเธอให้ออกมาให้มากที่สุดขอรับ” คุณหลวงหมออดุลย์แนะ
“เช่นอะไรบ้างคุณหลวง” เจ้าคุณถามอย่างสงสัย
“เท่าที่ฟัง กระผมจับความได้ว่าเธอมีความจำเยี่ยมมากขอรับ”
คุณหญิงสะบันงาพยักหน้า
“ค่ะ ครั้งเดียวที่เธอได้ยินเธอจำได้หมด”
“แต่ถ้าเธอไม่ชอบ อ้อนวอนเท่าไหร่เธอก็ไม่นำพาค่ะ” เดือนเสริม
เจ้าคุณคิดๆ
“ดนตรี...ดนตรีอาจดึงเธอออกมาให้ยอมร่วมสังคมกับคนอื่น”
“ดีขอรับ” คุณหลวงหมออดุลย์เห็นด้วย

ในห้องสำหรับเล่นดนตรีบ้านเจ้าคุณ ครูขิมตีขิมสอนพริ้มเพรา มีแพรวพรรณรายกับพราวพิลาสนั่งดู คุณหญิงสะบันงากับเมี้ยนนั่งดูด้วย
“หนูไม่ชอบ ไม่สนุก หนูจะไปเล่นกับคุณพฤกษ์คุณพจน์ที่บ้านแม่เดือน” แพรวพรรณรายพูดขึ้น
คุณหญิงสะบันงาหันไปหาจิ๋ม
“จิ๋มพาคุณแพรวไปเล่นกับคุณพจน์ คุณพฤกษ์ อย่าแอบไปข่มคุณพจน์นะคะ”
แพรวพรรณรายเชิด
“พจน์เป็นลูกเมียบ่าว”
คุณหญิงสะบันงาตกใจ
“ตายจริง นายแม่ไม่ชอบให้พูดอย่างนี้นะคะ คุณพจน์เป็นน้องนะคะ”
“ผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษค่ะ” แพรวพรรณรายแย้ง
“แต่สุภาพบุรุษไม่ได้มีไว้ให้สุภาพสตรีรังแกข่มขู่ค่ะ จิ๋มบอกคุณเดือนดูแลอย่าให้คุณแพรวข่มคุณพจน์นะ”
“เจ้าค่ะ” จิ๋มรับคำ
จิ๋มจูงแพรวพรรณรายออกไป พราวพิลาสเอ่ยขึ้น
“หนูอยากเล่น”
“หนูตัวนิดเดียวยังเล่นไม่ได้ค่ะ”
ส่วนพริสซิลล่าแม้เรียกหรืออุ้มมานั่ง ก็เดินหนีผลักไส และทำท่าโกรธจนหยิกตีเมี้ยนอาละวาด
“โนๆ”
คุณหญิงสะบันงากับเมี้ยนมองหน้ากัน
“คุณพริสซี่ไม่ชอบขิม”

“เธอแสดงออกให้เห็นว่าไม่ชอบเอามากๆนะคะ” เมี้ยนหนักใจ

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 10 (ต่อ)

ครูมาสอนพริ้มเพราตีระนาด พริ้มเพราไม่ดื้อดึงทำตามทุกอย่างที่แม่ขอร้อง พราวพิลาสหันมาหาแม่

“หนูอยากเล่น”
คุณหญิงสะบันงาขัดขึ้น
“เอาไว้โตอีกหน่อยนายแม่จะให้เล่นค่ะ”
พริสซิลล่าทุบตีผลักไสเมี้ยนเช่นเคย
“โนๆ” พริสซิลล่าเอามือปิดหู
“คุณพริสซี่ก็ไม่ชอบระนาด”
คุณหญิงสะบันงาพยักหน้ารับรู้

ครูมาสอนพริ้มเพราสีซอ
“คุณพริ้มเธอน่ารักนะคะ ไม่เคยโต้แย้ง ให้ทำอะไรก็ทำแต่โดยดี ไม่มีดื้อดึง” เมี้ยนเอ่ยชม
คุณหญิงสะบันงาถอนใจ
“ไม่เหมือนคุณแพรวไปเรือนโน้นทีไรต้องคอยเตือนว่าอย่าเอาแต่ใจตัว”
พราวพิลาสชอบเสียงซอมาก
“เพราะจังค่ะ นายแม่ หนู...”
คุณหญิงสะบันงาแทรกขึ้น
“อยากเล่นอีกแล้ว ลูกคนนี้ช่างรักดนตรีเสียจริงๆนะคะ”
พริสซิลล่าเอามือปิดหูแล้วร้องกรี๊ดๆ เมี้ยนกับคุณหญิงสะบันงาสบตากัน ส่ายหน้า ศีลเดินเข้ามามองอาการทั้งปวงอย่างครุ่นคิด

เจ้าคุณกับศีลดูความคืบหน้าการก่อสร้างตึกห้างสรรพสินค้า
“อีกกี่เดือนจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างศีล” เจ้าคุณพอใจมาก
“ไม่เกินหกเดือนขอรับ กระผมเอารายการสินค้าและยี่ห้อมาให้ท่านกับผู้บริหารคนอื่นๆเลือกสรร พร้อมสั่งแล้วขอรับ ส่วนใหญ่มาจากทางยุโรปขอรับ ส่วนของอื่นก็มาตามรายทางที่เรือผ่านขอรับ”
“ของไทยเล่ามีบ้างไหม”
“ก็เป็นจำพวกผ้าไหมขอรับ มีทั้งสำเร็จรูปและขายเป็นชิ้น มาจากเบลเยี่ยมก็มีพวกเครื่องแก้วเจียรนัย ทางอเมริกามีเครื่องสำอาง ชุดและอุปกรณ์กีฬาเราแบ่งเป็นแผนกๆขอรับ”
เจ้าคุณพยักหน้ารับฟัง

ศีลกับเจ้าคุณปรึกษากันต่อในห้องที่เป็นออฟฟิศทำงาน
“เราน่าจะมีแผนกเบเกอรี่บ้างนะศีล ที่บ้านเราสามารถผลิตได้สารพัด ทั้งขนมปัง ขนมเค้ก เนย เป็นต้น”
“ขอรับ ผมว่าน่าจะลองผลิตไส้กรอกแล้วทำให้เหมาะสมกับคนไทย น่าจะดีนะขอรับ”
“ดี พ่อเห็นด้วย ศีล”
“ขอรับ”
“พ่อรู้สึกตัวว่าแก่ลงมาก ไม่ค่อยแข็งแรง โรคหัวใจของพ่อนี่มันไว้ใจไม่ค่อยได้หรอก พ่อดีใจเบาใจที่ได้ศีลมาดูแลกิจการให้ครอบครัวของเรา พ่ออยากจะขอฝากศีลด้วย ถ้าหากว่าสักวันพ่อไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขา ศีลช่วยรับภาระธุรกิจของครอบครัวเราให้พ่อด้วย”
“ขอรับ แต่ท่าน เอ้อ...ผมไม่คิดว่า ท่านจะ...”
“จะตายง่ายๆหรือ พูดความจริงกันดีกว่าศีล ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนหรอก ที่ดูว่าพ่อมีความสุขสมบูรณ์พร้อมไปทุกอย่าง แต่นั่นมันสิ่งภายนอก มันไม่ใช่ภายในหัวใจของพ่อ พ่อมีทุกข์เช่นเดียวกับคนอื่น หรือมากกว่าด้วยซ้ำ มันบั่นทอนจิตใจพ่อตลอดมาตั้งแต่...เอ้อ คุณหญิงเขา...”
เจ้าคุณไม่พูดต่อ ศีลตั้งใจฟังเรื่องคุณหญิงศรี
“เอาเป็นว่าพ่อฝากครอบครัวพ่อไว้กับศีลนะ”
“ขอรับ กระผมจะทำเต็มกำลังและความสามารถขอรับ”
“ขอบใจ”
เจ้าคุณเดินมาโอบบ่าศีล
“เอ้อ กระผมมีเรื่องที่อยากจะกราบเรียนขอรับ”
“มีอะไรขัดข้อง เรื่องงานหรือ”
“หามิได้ขอรับ คือวันก่อนกระผม เอ้อ...”
ศีลนึกถึงตอนที่เห็นพริ้มเพราเรียนดนตรีแล้ว พริสซิลล่าร้องกรี๊ดๆ แล้วเล่าให้ฟัง เจ้าคุณถอนใจ
“พริสซี่ไม่ชอบดนตรี แถมคงจะเกลียดเอาด้วยซ้ำจึงอาละวาด”
“ส่วนใหญ่คนมักชอบดนตรี ดนตรีมีอีกหลายชนิดนะขอรับ ที่อาจมีประเภทที่คุณพริสซี่ชอบนะขอรับ”
“เช่นอะไรหรือ”
ศีลยิ้มๆ

แพรวพรรณรายกับพราวพิลาสนั่งเล่นดัวยกัน ได้ยินเสียงเปียโนดังลอดมาจากอีกห้อง แพรวพรรณรายหันมาหาคุณหญิงสะบันงา
“แม่นายขา หนูชอบเสียงนี้มากเลยค่ะ”
คุณหญิงสะบันงายิ้มแย้มบอก
“ก็ไปหัดเล่นสิคะ คุณแพรว”
แพรวพรรณรายส่ายหน้า
“หนูชอบฟังแต่ไม่ชอบเล่นค่ะ”
พราวพิลาสแทรกขึ้น
“หนูอยากเล่นค่ะ”
เมี้ยนมาสะกิดคุณหญิงสะบันงา
“ดูนั่นสิคะ”
เดือนมองพริสซิลล่า
“เธอไม่โกรธเหมือนทุกครั้งนะคะ”
ทุกคนมองไปที่พริสซิลล่า เห็นเธอนั่งนิ่งเหมือนกำลังฟัง คุณหญิงสะบันงายิ้มพอใจ เสียงเพลงหยุดลง พริสซิลล่าลุกขึ้น เดินออกไป เสียงเพลงใหม่ดังแว่วมาอีก พริสซิลล่าเดินไปเหมือนต้องมนต์ คุณหญิงสะบันงาตื่นเต้น
“พี่เมี้ยนไปเชิญท่านเจ้าคุณมาไวไว”
เดือนรีบบอก
“เธอจะเดินไปที่ห้องนั้นแล้วค่ะ”
คุณหญิงสะบันงายิ้มพอใจ
“ตามไปดูเธอสิ”
สองคนลุกตามไปดู จิ๋มกับจุ๋มดึงแพรวพรรณรายและพราวพิลาสตามไปด้วย

ในห้องดนตรี บ้านเจ้าคุณ...ครูเปียโน กำลังดีดเพลงเด็กๆ มีพริ้มเพรานั่งข้างๆดูการกดคีย์บอร์ดของครู อย่างเพลิดเพลิน พริสซิลล่าเดินช้าๆ มาหยุดดู คุณหญิงสะบันงากับเดือน พากันเดินมาหยุดมอง เมี้ยนนำเจ้าคุณเข้ามา เจ้าคุณมองอาการพริสซิลล่าอย่างตื่นเต้นดีใจ
“พริสซี่ สนใจเปียโน”
คุณหญิงสะบันงาหันมาบอก
“เดินมาเองค่ะ ไม่ได้มีใครพาเข้ามา”
เดือนชี้ไป
“ดูนั่นสิคะ เธอเดินใกล้เข้าไปเรื่อยๆแล้วค่ะ”
ครูเล่นเพลงนั้นจนจบ
“ทีนึ้คุณพริ้ม ลองทำตามที่ครูสอนสิคะ”
“ค่ะ”
พริสซิลล่าเดินมาที่พริ้มเพราแล้วแทรกตัวไปนั่ง พริ้มเพราตกใจ ครูแปลกใจ พริ้มเพราเดินมาหาคุณหญิงสะบันงา
“นายแม่ขา คุณพริส เธอ...”
“เธอชอบเปียโนน่ะค่ะ ให้เธอลองเรียนกับคุณครูนะคะ คุณพริ้ม คุณครูขา กรุณาดูแลเธอหน่อยนะคะ”
ครูรับคำ
“ค่ะ”
เมี้ยนมองอย่างแปลกใจ
“เธอจะทำอะไรคะนั่น”
ครูลงมือสอน
“วางนิ้วอย่างนี้ค่ะ กดนี่เสียง โด”
ครูกด แต่พริสซิลล่าไม่สนใจครู ลองกดคีย์สองสามที ครูหันมามองทางเจ้าคุณแบบยังไงดี เจ้าคุณพยักหน้า
“โอเค ปล่อยเธอ”
ทันใดมีเสียงเปียโนดังขึ้นมา เพลงเดียวกับที่ครูเล่นจบไปหยกๆ ครูตะลึง
“คุณพริสซี่”
ทุกคนอึ้ง

“พริสซี่ คุณพริสซี่”

 
พริ้มเพราสงสัย
 
“ทำไมคุณพริสซี่เล่นเพลงได้คะ ครูยังไม่ทันสอนสักหน่อย”
คุณหญิงสะบันงา น้ำตาซึม
“คุณหญิงขา คุณพริสซี่เธอพิเศษและวิเศษมากจริงๆค่ะ”
เจ้าคุณเดินมาโอบคุณหญิงสะบันงา น้ำตาซึม
“พริสซี่ฉลาดล้ำลึกและละเอียดอ่อนมาก จนคนเข้าไม่ถึง”
เดือนน้ำตาซึมเช่นกัน
“เธอทำได้อย่างไร แค่ฟังครั้งเดียวเท่านั้น”
“ราวกับนางฟ้ามาเกิดแท้ๆ” เมี้ยนร้องไห้ออกมา
พริสซิลล่าเล่นจนจบเพลง แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครูตกตะลึง แล้วปรบมือ
“ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตที่เคยพบเห็นมา”
ทุกคนปรบมือให้พริสซิลล่า เจ้าคุณยิ้มทั้งน้ำตา
“ต้องขอบใจศีล ที่แนะนำเรื่องเปียโน”
คุณหญิงสะบันงาดีใจ
“ฉันดีใจค่ะ ที่เราสามารถเริ่มค้นพบสิ่งที่เธอพอใจ”
“เธอฉลาดเหลือเกินค่ะ” เดือนชื่นชม
เจ้าคุณเดินไปอุ้มพริสซิลล่ามากอดหอม
“เลิฟยู ฮันนี่”
พริสซิลล่ายิ้ม
“ไอ เลิฟ มา มี่”
เจ้าคุณพยักหน้า ส่งพริสซิลล่าให้เมี้ยน เจ้าคุณสบตากับเมี้ยนอย่างรู้กัน
“ไปหาคุณป้านะ ฮันนี่”
“มามี่ มามี่” พริสซิลล่าเถียง
เจ้าคุณจำยอม
“โอเค มามี่”
เดือนแปลกใจ
“แปลกนะคะ เธอช่างรักคุณป้าราวกับแม่”
คุณหญิงสะบันงาคิดๆ
“ราวกับว่ามีความผูกพันอันลึกซึ้งมากที่คนอื่นมองไม่เห็น ระหว่างเธอกับพี่สาวของเมี้ยน”
คุณหญิงสะบันงาใช้ความคิดว่าทำไม

บ้านหลังเล็กของคุณหญิงศรี...พริสซิลล่าซบหน้ากับตัก คุณหญิงศรีน้ำตาไหล
“พริสซี่ชอบเปียโนเหมือนฉัน”
“จริงค่ะ” เมี้ยนบอก
พริสซิลล่ายิ้มมีความสุข
“เลิฟ ยู มามี่”
“ดวงใจของแม่ หนูทำให้หัวใจแม่อิ่มเอิบที่สุด แม่พอใจในสิ่งที่หนูเป็นไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่นก็ได้”
“แต่ต่อไปในภาคหน้าถ้าเธอไม่เหมือนกับคนอื่นในเรื่องที่ควรเหมือน เธอจะอยู่ลำพังคนเดียวไม่ได้นะคะ เพราะเธอไม่รู้จักชีวิตและโลกรอบๆตัวเธอค่ะ”
“มีน้องตั้งหลายคน มันก็ต้องมีใครสักคนที่ช่วยกันดูแลสิ”
“อีกหน่อยพวกคุณๆโตขึ้นต่างก็ต้องมีครอบครัวของตัวเองนะคะ”
คุณหญิงศรีขัดใจ
“เอ๊ะ คนกำลังสบายใจ ทำไมมาพูดจาให้ตระหนกตกใจ”
เมี้ยนจ๋อยๆ
“เมี้ยนขอประทานโทษค่ะ”
คุณหญิงศรีโอบกอดพริสซิลล่าเอาไว้
“ตอนนี้แม่ยังอยู่จะขอดูแลปกป้องคุ้มครองลูกจนกว่าชีวิตแม่จะหาไม่”
คุณหญิงศรีกอดพริสซิลล่าโยกตัวไปมา ราวกับมีตนเองกับลูกสาวสองคนในโลก

สังวรกับทอง สองแม่ลูกพยายามใหม่อีกครั้ง
“แกต้องกลับไปกรุงเทพ ไปสืบว่าตอนนี้มันมีลูกกี่คน แล้วอีนังคุณหญิง นั่นมันไปไหนมาไหนทำอะไรบ้าง”
“ได้สิแม่ เรื่องนี้ฉันชอบมาก พร้อมไปได้ทุกเมื่อ”
“ระวังตัวด้วย คนที่แกต้องระวังมากที่สุด ชื่ออีเมี้ยน”
ทองคิดๆ ภาพเมี้ยนแทงหลังเขียวและฟันจันด้วยเสียม แถมถามหาว่ามีใครมาด้วยแว่บเข้ามา ทองจำได้
“ใช่แล้ว อีเมี้ยน อีนังคนดุร้ายที่มันทุบตีและแทงตาจันตาเขียว ชื่ออีเมี้ยน มันโกรธที่ไปด่าว่านังหน้าผีขาเป๋มือกุดนายมัน”
“นายมันไม่ใช่นังหน้าผีที่แกว่า แต่มันคือนังคุณหญิง”
“ถ้าเช่นนั้นมันต้องมีนายใหม่ขึ้นมาอีกคน อย่างนั้นหรือ”
“เอาเป็นว่าแกไปสืบความเป็นไปของอีนังคุณหญิงก่อน แต่อย่าเพิ่งวู่วาม พวกมันจะผิดสังเกต แล้วแกจะลำบาก”
“ใช่จ้ะแม่ ตอนนี้พวกเราต้องใจเย็น ไม่มุทะลุเหมือนครั้งที่ผ่านมา จะช้าไปสักนิด แต่ทำการแก้แค้นสำเร็จก็สมใจเรานะแม่”
“แกต้องทำให้พวกมันไว้วางใจแก”
“ฉันจะต้องสร้างเหตุการณ์ที่ทำให้มันไว้ใจฉันให้ได้”
สังวรพยักหน้า

โรงเรียนพริ้มเพรา...เมขลามายืนมอง พวกพริ้มเพรา แพรวพรรณราย และพราวพิลาสที่มานั่งรอรถมารับ สามคนพี่น้องนั่งกินขนม เมขลามายืนมอง อยากกิน กลืนน้ำลายและอ้าปากตามสามคนพี่น้อง พริ้มเพรากำลังจะเอาขนมเข้าปาก ชะงัก
“เมขลา”
พริ้มเพราเดินเอาขนมไปให้ เมขลาแปลกใจ
“ให้ฉันหรือ”
พริ้มเพรายิ้มจริงใจ
“ใช่ อร่อยออก กินสิ”
เมขลารับมากินตุ้ยๆ
“ขอบใจ”
พริ้มเพราถอยไปนั่งกับน้องๆ ขณะที่เมขลากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย แพรวพรรณรายก็พูดขึ้น
“นางยักษ์ขมูขีแม่ลูกมาแล้ว”
รำพึงเดินมาพอดี ปราดมากระชากถุงขนมตกขนมหกกระจาย
“ต๊าย อีเด็กกุ๊ยเหลือขอ แกไปขโมยขนมใครมากิน”
รำพึงมองขนมที่ตกพื้น กระทืบๆขนมจนเละเทะ เมขลาเสียดาย
“เธอทำขนมฉันตกหมดเลย”
“ถ้าแกอยากกินมากก็ก้มลงไปเลียกินที่พื้นนั่นสิ”
เมขลามองสุดทน
“ทำเกินไปแล้วนะ แม่ลูกผู้ดีมีเงิน”
“จะทำมากกว่านี้ก็ได้นังลูกกุ๊ย ฉันจะบังคับให้แกกินให้ได้”
รำพึงไปกระชากเมขลาจะให้ก้มลงไปกินขนมที่ตกพื้นให้ได้ พริ้มเพราตกใจ
“อย่านะรำพึง”
แพรวพรรณรายโกรธ

“ทนดูไม่ได้แล้ว”

 
แพรวพรรณรายเดินอาดๆไปทันที แต่ไม่ทันแล้ว ขณะที่รำพึงกระชากหัวเมขลาให้ก้มลง เมขลาชกหน้ารำพึงโดยแรง รำพึงร้องไห้โฮ กุมหน้า
 
“ว๊ายอีขี้ข้า มึงชกหน้ากู กูจะฟ้องคุณหญิงแม่ให้เฆี่ยนมึง”
สามคนพี่น้องตกใจในคำพูดหยาบคายของรำพึง พราวพิลาสหันมาถามพิ้มเพรา
“กูแปลว่าอะไรคะ คุณพริ้ม”
แพรวพรรณรายตอบแทน
“แปลว่าผู้ดีมีเงินเวลาโกรธชอบพูดกู พูดมึงค่ะ”
รำพึงที่วิ่งร้องไห้ออกไป วิ่งกลับมา พร้อมด้วยคุณหญิงฉวีที่วิ่งโมโหโกรธามา
“อีเด็กกุ๊ยสกปรก แกชกหน้าลูกฉัน ไปเลย ไปพบซิสเตอร์เดี๋ยวนี้ ช่วยกันฉุดมันไปค่ะคุณรำพึง”
เมขลาไม่ยอม
“ไม่ไป...ไม่ไป”
สองแม่ลูกช่วยกันกระชากเมขลาออกไป คุณหญิงฉวีก็ลื่นขนมหกล้ม หงายท้องก้นกระแทก
“ว๊าย แกทำฉันหกล้มก้นกระแทกเชิงกรานแทบหัก”
คุณหญิงฉวีตบหน้าเมขลาทันที
“โอ๊ยมาตบหน้ากันทำไม”
คุณหญิงฉวีฉุดกระชาก
“ฉุดมันไปค่ะ ลูก”
เมขลาดิ้นรน
“ปล่อยนะ”
สามพี่น้องมองเหตุการณ์หันมามองหน้ากัน แพรวพรรณรายไม่พอใจ
“เราต้องต่อสู้กับความอยุติธรรมค่ะ คุณพริ้ม คุณพราว”
พริ้มเพราเห็นด้วย
“ดีค่ะ เราไปเป็นพยานให้เมขลาไปค่ะ คุณพราว”
สามคนพี่น้องเดินจูงมือกันไป

ในห้องซิสเตอร์...คุณหญิงฉวีเหวี่ยงเมขลาลงที่พื้นกลางห้องของซิสเตอร์ที่ตกใจมาก
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณหญิงฉวี”
“เด็กกุ๊ยนี่บังอาจมาชกหน้าลูกดิฉัน”
รำพึงร้องไห้คร่ำครวญ
“ฮือๆ มันอิจฉาหนู อยู่ดีๆมันก็วิ่งมาชก”
ประตูห้องเปิดออก สามพี่น้องเดินเข้ามา แพรวพรรณรายพูดสวนขึ้นทันที
“โกหกทั้งแม่ทั้งลูกค่ะ”
คุณหญิงฉวีหน้าตื่น
“ต๊าย เด็กนี่เอาอีกแล้ว มันใส่ร้ายฉันอีกแล้ว คุณรำพึงขา แม่บอกให้ไปถามว่ามันลูกเต้าเหล่าใครทำไมไม่ถามมาให้สักที ซิสเตอร์ตีอีเด็กนี่สิคะ”
พริ้มเพราพูดขึ้น
“ฟังพวกเราก่อนนะคะ”
ซิสเตอร์พยักหน้า คุณหญิงฉวีไม่พอใจ
“ต๊าย”
สามพี่น้องยืนเรียงหน้ากันพร้อมเป็นพยาน

ในห้องพักของแม่บ้าน...แม่บ้านมองเมขลาแบบไม่พอใจ
“นังเด็กเมขลาแกไปล่อแก้วให้ฟ้าผ่ามาอีกจนได้ เด็กอะไรไม่จักผู้ดี ไม่รู้จักว่าตัวเป็นขี้ข้า มันแตกต่างกันนัก จะหาญกล้าไปต่อกรกับเขา โง่มาก เขาทำอะไรแกก็ต้องทนสิ”
“หน้าหนูไม่ใช่ปูนหรืออิฐนะน้า จะได้ทนให้ใครตบมาตีได้ ใจหนูมันก็เหมือนกันมันทนไม่ได้หรอก ที่จะโดนจิกหัวก่นดา ราวกับว่าหนูเป็นหมาข้างถนนแล้วเขาเป็นเทวดา สักวันหนึ่งเถิด”
ซิสเตอร์เข้ามา
“เมขลา เจ็บมากไหม”
“เจ็บที่ใจค่ะ เพราะหนูต่ำต้อย หนูถึงโดนดูถูกทุกวัน แต่ถ้าหนู...”
เมขลาก้มลงไปกราบแทบเท้า ซิสเตอร์
“ทำอะไรน่ะ เมขลา”
“ถ้าหนูได้เรียนหนังสือเหมือนกับเด็กคนอื่น หนูจะไม่ใช่เด็กกุ๊ยอีกต่อไป แล้วถ้าหนูเรียนจบ หนูจะเป็นครูมาสอนหนังสือให้เด็กคนอื่นต่อไปค่ะ”
แม่บ้านหน้าตื่นตกใจ
“ต๊าย ช่างพูดช่างประจบเกินไปแล้วนะไปจำละครวิทยุที่ไหนมาน่ะ”
เมขลาอ้อนวอน
“เห็นแก่เด็กผู้ยากไร้ ทำบุญกับหนูสักครั้งนะคะ ทำกับหนูคนเดียวหนูจะไปทำต่อกับเด็กคนอื่นได้อีกตั้งหลายคนนะคะ”
แม่บ้านตวาด
“ต๊าย ใครสอนให้แกพูดจาอย่างนี้ เพ้อเจ้อ”
ซิสเตอร์คิดๆ
“เมขลาพูดจามีเหตุผล”
เมขลาก้มลงกราบอีกครั้ง อย่างดีใจ

ลานหน้าตึกโรงเรียนวันใหม่...เมขลาใส่ชุดนักเรียน วิ่งกางมือหมุนตัวมาอย่างดีใจ
“ไชโย ในที่สุดฉันก็ได้เป็นนักเรียนคอนแวนต์เหมือนพวกมัน”
พริ้มเพรา แพรวพรรณราย พราวพิลาส พากันเดินเข้ามา
“เมขลา เธอใส่ชุด...” พริ้มเพราแปลกใจ
“ฉันใส่ชุดนักเรียน ซิสเตอร์ รับฉันไว้เป็นนักเรียนที่นี่แล้ว เอ้อ...ขอบใจพวกเธอมากนะที่เมื่อวานช่วย เป็นพยานให้ฉัน”
สามคนตอบพร้อมกัน
“ไม่เป็นไร”
แพรวพรรณรายมองหน้า
“อย่ามาหักหลังเราทีหลังก็แล้วกัน”
เมขลาชะงักนิดหนึ่ง ทันใดคุณหญิงฉวีกับรำพึงก็พรวดมาถึง ตาโตตกใจมาก
“คุณหญิงแม่ขา อีเด็กกุ๊ยบ้า หน้าไม่อายใส่ชุดนักเรียนคอนแวนต์”
คุณหญิงฉวีจ้องหน้าเหยียด
“แกปลอมตัวเป็นนักเรียน อยากมาตีเสมอกับพวกผู้ดี ถอดชุดนักเรียนของแกออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
เมขลาไม่ยอม
“ไม่”
“จับมันถอดเลยค่ะคุณแม่”
คุณหญิงฉวีกับรำพึงปราดไป จะจับเมขลาถอดชุด สามพี่น้องมองหน้ากัน แพรวพรรณรายไม่พอใจ
“แก่แล้วยังทำตัวเป็นเด็ก ต้องสั่งสอน”
แพรวพรรณราย ยื่นเท้าไป คุณหญิงฉวีปราดมา เท้าคุณหญิงฉวีสะดุดเท้าของแพรวพรรณราย ล้มหน้าฟาด
“ว้าย”
รำพึงตกใจ
“คุณหญิงแม่”
แพรวพรรณรายหดเท้าแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ คุณหญิงฉวี ชี้หน้าสามคน
“แกคนไหนยื่นตีนมาขวางเท้าฉัน”
แพรวพรรณรายเบ้หน้า
“ต๊าย ผู้ดีอะไรพูดตีน ตีนแดงแน่ๆ”
คุณหญิงฉวีโกรธ

“ต๊าย อีเด็กปากกล้า แกรู้จักฉันน้อยไปแล้ว”

 
แพรวพรรณรายสวนทันที
 
“แก่...นิสัยแบบนี้ไม่มีใครอยากรู้จักหรอก น่ารังเกียจ”
“ต๊ายแกย้อนฉัน บอกมานะว่าพ่อแก แม่แกเป็นใคร”
แพรวพรรณรายตอบหน้าตาเฉย
“เป็นคน”
คุณหญิงฉวียิ่งโกรธ
“ต๊าย เด็กอะไรพ่อแม่ไม่สั่งสอน”
แพรวพรรณรายสวน
“ต๊าย ผู้ใหญ่อะไร พ่อแม่ไม่สั่งสอน”
คุณหญิงฉวีโมโหจนทนไม่ไหว
“ขอตบหน้าเด็กอวดดีนี่สักฉาดสิ”
ซิสเตอร์ออกมา พร้อมกับเสียงระฆังเรียกนักเรียนเข้าแถว คุณหญิงฉวีเงื้อมือค้าง แพรวพรรณรายมองหน้าหยัน
“กุ๋ยๆ หน้าไม่อาย”
คุณหญิงฉวีจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ในห้องเรียน พวกเด็กเดินเข้าแถวมานั่งเรียงรายกัน เมขลาเดินมาไม่มีใครยอมให้นั่งด้วย ไปนั่งตรงไหน คนนั้นก็ลุกหนี พริ้มเพราเรียก
“เมขลา มานั่งกับฉันสิ”
พอเมขลาจะเดินไป รำพึงก็มานั่งข้างพริ้มเพราหน้าตาเฉย รำพึงกระซิบกระซาบบอกต่อกันไปทั่วเรื่องเมขลาเป็นเด็กกุ๊ย
“มันเป็นเด็กกุ๊ยสกปรก”
“มันเป็นเด็กกุ๊ยสกปรก”
เด็กๆบอกกันต่อไปจนมาถึงพริ้มเพรา
“เขาเป็นเด็กปกติเหมือนเราไม่ใช่เด็กกุ๊ย”
รำพึงโวย
“ไม่จริง ไม่จริงพวกเราไม่จริง อย่ายอมเรียนหนังสือกับมัน อย่านั่งใกล้มัน อย่ากินข้าวโต๊ะเดียว อย่าเดินกับมัน อย่าพูดกับมัน”
ทุกคนพูดพร้อมกัน
“มันคนละชั้นกับเรา”
รำพึงตะโกนไล่
“ออกไปจากห้องเรียนของเราเดี๋ยวนี้ นังกุ๊ย พวกเรามาช่วยกันจับมันโยนไปนอกห้อง”
ทุกคนพากันมาลากเมขลาจะโยนไปนอกห้อง พริ้มเพราห้าม
“อย่ารังแกเขา”
รำพึงยุยงต่อ
“คุณหญิงแม่บอกว่ามันเป็นแกะดำ มันเป็นกาในฝูงหงส์ มันเป็นขี้ข้าในดงผู้ดี”
พริ้มเพรามาช่วยเมขลากลับชุลมุนไปหมด เมขลาเตะต่อยทุบตีพวกที่เข้ามาจับตัว ล้มระเนระนาด ครูประจำชั้นเดินเข้ามา
“ทำอะไรกันน่ะ นักเรียน หยุดนะ”
เด็กๆหยุด
“พวกเรา...”
รำพึงพูดไม่ทันจบ เมขลาแทรกขึ้น
“เล่นกันค่ะ มันเลยเถิดไปสักหน่อยค่ะ”
ครูมองเมขลาที่ยับเยินไปหมดทั้งตัว มีพริ้มเพรายืนข้างๆกำลังช่วยจัดเสื้อผ้าให้
“นักเรียกทุกคนฟังทางนี้ เรามีนักเรียนใหม่ เพิ่มมาหนึ่งคนชื่อเมขลา”
ทุกคนอึ้ง
“เมขลา”
“เมขลา มายืนหน้าห้องให้ทุกคนเห็นจ้ะ”
เมขลามายืนหน้าห้อง พริ้มเพราปรบมือให้ แต่คนอื่นๆโห่ เมขลากลั้นน้ำตาครุ่นคิดในใจ
‘อีลูกผู้ดีมีเงิน มีหน้ามีตา แม้ฉันไม่อาจมีอย่างพวกแก แต่รับรองว่า ฉันมีปัญญามากกว่าพวกแกแน่นอน ผู้ดีสวะ ผู้ดีจอมปลอม’

ทองมายืนหน้าป้อมยามมองบ้านหลังใหญ่โตมาก เขาหน้าตาดุดันเจ็บปวด
“นี่บ้านของกูแท้ๆ แต่ทำไมกันวะ ทำไมกูอยู่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเข้าบ้านได้”
ยามโผล่มาเอ็ดตะโร
“มายืนเกะกะหน้าบ้านทำไมไอ้หนุ่ม”
ทองยกมือไหว้
“พี่ครับ ผมตกงาน มาหางานทำ”
“ไปหาเอาข้างหน้าที่นี่ไม่มีงานให้ทำหรอก”
“ผมไม่เอาเงินเดือนก็ได้ ขอแค่แลกข้าวกินกับที่ซุกหัวนอนเท่านั้นก็พอแล้วครับพี่ เห็นหน้าตาพี่ก็พอรู้ว่าเห็นใจคนตกระกำลำบาก”
ยามมองแล้วคิด
“ก็ได้ แต่ต้องไปถามคุณแม่บ้านใหญ่ คุณเมี้ยนก่อน”
ได้ยินชื่อเมี้ยนทองตาลุกวาว แล้วหันมาทำหน้าเศร้า
“ได้ครับ ผมจะรอ”
“แกรอที่นี่ ห้ามเดินเข้าไปก่อนได้รับอนุญาต”
ทองพึมพำ
“บ้านของกูแท้ๆจะเดินเข้าไป ยังต้องมาขออนุญาตยาม จะเข้าไปกินไปอยู่ต้องทำงานแลก ต้องไปขอความเห็นจากอีขี้ข้าเมี้ยน นรกเอ๊ย”
เสียงรถแล่นมาถึงหน้าบ้าน บีบแตรจอดรอให้ประตูเปิด ยามจึงหันกลับมา
“ถอยไปก่อน ท่านเจ้าคุณมา อย่าเกะกะ”
ทองหันขวับไปพึมพำ
“ท่านเจ้าคุณหรือ ก็พ่อกูสิ พ่อกูมา นั่นพ่อกูแท้ๆ พ่อ”
ทองไม่หลีกไม่ถอยแต่ยืนตะลึงมองเข้าไปในรถ ยามรีบเรียก
“เฮ้ย บอกให้ถอยมา ท่านจะเข้าบ้าน”
ทองครุ่นคิดในใจ
“ขอดูน้ำใจพ่อสักหน่อยเถิด”
ทองตัดสินใจเดินเซไปปะทะหน้ารถแล้วล้มลงขวางรถทันที ยามตกใจ
“เฮ้ย...”

ศีลกับเจ้าคุณนั่งด้านหลังรถ เจ้าคุณมองหน้ารถ
“ใครมาเป็นลมขวางรถ”
“กระผมจะลงไปดูนะขอรับ”
“ลงไปดูเถิด ช่วยเขาหน่อย เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ขอรับ”
ศีลลงไป เจ้าคุณเปิดกระจกชะโงกมอง ทองแอบหรี่ตาดูผิดหวัง
“เขาไม่ลงมาเหลือบแลกู”
ทองทำเป็นลม นายบุญกับยามพยายามจะเอาทองออกจากจุดนั้น
“เมื่อกี้มันยังดีๆอยู่เลย จู่ๆเป็นลมไปง่ายๆเสียอย่างนั้น” ยามบ่น
“ยามช่วยกันเอามันหลบไปก่อน ท่านจะได้เข้าบ้าน”
ศีลเข้ามาถาม
“เขามาทำไมหรือ”
“มาของานทำขอรับ คงจะอดโซมา ถึงกับลมใส่”
“ฝากยามปฐมพยาบาลด้วย ฟื้นขึ้นมาค่อยพูดจาถามไถ่กัน”
ศีลเดินกลับไปที่รถ สองคนลากเอาทองหลบไป ศีลหันมาบอก
“อ้อให้ข้าวปลาเขากินด้วย”
ยามรับคำ
“ครับ”
ทองหรี่ตามอง รำพึงในใจ
“คล้ายว่าเคยเห็นมันมาก่อน”
ทองนึกถึงตอนที่ศีลไล่เขาให้หนีไป ก่อนที่เมี้ยนจะมาเจอแล้วทำร้ายก็จำได้
“ไอ้หมอนี่ที่ช่วยเราวันก่อน มันเป็นใครดูใหญ่โตจริง”

รถของเจ้าคุณแล่นผ่านไปในบ้าน


จบตอนที่10
รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11
รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11
ถนอมรินกาแฟให้กับอิทธิพลพลางเล่าเป็นฉากๆอย่างรู้ดี “ไม่มีทางหรอกค่ะ หนูชนไม่มีทางขอยืมเงินค่าโรงพยาบาลจากคุณอิทหรอกค่ะ คุณท่าน คุณอิทคงอยากจะช่วยหนูชนเอง นี่ก็ตามไปช่วยเฝ้าไข้พ่อของหนูชนที่โรงพยาบาลทุกวันเลยนะคะ” “ก็เลยไม่ต้องติวกันเลยล่ะซิ อีกไม่กี่วันก็จะสอบแล้ว” อิทธิพลบอก ถนอมแก้ตัวให้ “เออ..ก็คงไปติวกันที่โรงพยาบาลแหละค่ะ คุณท่านไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณอิททำรายงานได้เอมาแล้ว นี่ก็ขยันท่องหนังสือสอบทุกคืน เปลี่ยนไปเป็นคน ละคนเลย อย่างนี้เราต้องยกความดีให้หนูชนเค้านะคะ” “พ่อค้าขายข้าวผัดยังเลี้ยงลูกได้ดีกว่าชั้นอีก”
กำลังโหลดความคิดเห็น...