xs
xsm
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7

วันต่อมา ทั้งสองคนประคองกันเดินมาช้าๆ กลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างในแสงแดดเปรี้ยง สภาพขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ท่าทางอ่อนเพลียเหลือเกิน

เวลาผันผ่านไปอีกสักระยะ ทั้งสองคนท่าทางล้าและเหนื่อยมากขึ้น ชารีฟพยายามประคับประคองมิเชลล์ ช่วยเหลือ
“มิเชลล์” ขณะที่ชารีฟเดินไปก็พูดไป เสียงพูดออกมาจากหัวใจ “เธอมีบุญคุณกับฉันเหลือเกินช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจของฉันในเวลาที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน คิดดูสิว่าฉันจะเป็นยังไง ถ้าต้องหนีมาคนเดียว”
สองสบตากันนิ่งนาน ส่งผ่านความรู้สึกจากหัวใจ

ที่วังองค์โอมานเวลานั้น องค์มือโอมานตบบนโต๊ะอย่างแรง เสียงดังกัมปนาท
“จนป่านนี้ยังจับไม่ได้.. ยังแม้แต่จะได้ข่าวมัน”
ทุกคนยืนนิ่ง
“ไอ้ชารีฟ..กูทำมึงไม่ได้ มึงคอยดูแล้วกันว่า กูจะจัดการกับใคร”

สุไบดาอยู่ที่วังกับไบคาน และ นิชา นางข้าหลวง ถามทันทีที่เห็นองค์โอมานโผล่เข้ามา
“มีอะไรจะจัดการกับเราไหนว่าไปสิโอมาน”
“หลานเป็นกษัตริย์... กษัตริย์โอมาน เจ้าน้าเรียกให้ถูกต้องด้วย”
“ไม่รับรู้...กษัตริย์อะไร ยังไม่เห็นใครแต่งตั้ง อย่ามาพูดจาวางโต”
“เจ้าน้า หลานสั่งลงโทษเจ้าน้าได้เลยนะ”
“ก็เอาสิ จะจับไปขังคุก เฆี่ยนตี หรือจะสั่งประหารก็เอาเลย”
“เจ้าน้า อย่าทรงท้า”
“ท้า...น้าท้า ถ้าคิดว่าเป็นกษัตริย์แล้วจะมาพร้อมประกาศิตจากสวรรค์ สั่งลงโทษ สั่งฆ่าคนได้ตามใจ ก็เอาเลย แล้วดูซิว่าประชาชนจะนั่งปิดหูปิดตาอยู่เฉยๆ ได้เหรอ”
“เจ้าน้า เจ้าน้าช่างไร้เดียงสาเสียจริง แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้เหรอว่า...หลานไม่โง่”
สุไบดาหัวเราะเยาะ “ไม่โง่ แต่ก็ไม่ฉลาดนี่”
องค์โอมานสวนคำ “แต่ก็ฉลาดพอที่จะสั่งฆ่าคน...เงียบๆให้ตายอยู่ในซอกใดซอกหนึ่งในวังนี้แหละ แม้แต่กระดูกซักชิ้นยังไม่มีใครเห็นเลย” ประโยคสุดท้ายตะคอกใส่หน้าไบคาน พ่อชารีฟ
ไบคานเอนตัวหนี สุไบดาไม่พอใจ
“นี่ท่าน กลัวทำไม ไม่ต้องกลัว ให้มันรู้ไปว่าโอมานผู้ยิ่งใหญ่กลัวชารีฟถึงขนาดมาขู่ฆ่า พ่อ แม่เขา”
“พูดขึ้นมาเองก็ดีแล้ว บอกมานะเจ้าน้า ลูกชายเจ้าน้าอยู่ไหน”
“โอมานยังหาเขาไม่พบ แล้วใครจะหาพบ ในเมื่อโอมานยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินอยู่แล้ว” สุไบดาแดกดัน
“อยู่...ที่...ไหน” องค์โอมานเค้นคำ
“ไม่รู้”
องค์โอมานเงื้อมือ “ซักที...จะรู้มั้ยเจ้าน้า”
“กี่ทีก็ได้”
องค์โอมานยัวะจัด หันไปข่มขู่ไบคานแทน “ท่านน้าไบคาน...บอกมาชารีฟอยู่ที่ไหน เขาส่งข่าวมาบ้างรึป่าว...ว่าไง จะบอกหรือไม่บอก”
ไบคานไม่ตอบ เอนตัวหลบไปหลบมา
“บอกว่าไม่ต้องกลัว ให้เขาทำไป ถ้าบ้าอำนาจก็ให้บ้าไป ไม่ต้องหลบ” สุไบดาฉุน
“ไม่ได้หลบ” ไบคานโต้
“เห็นๆ ว่าหลบ”
“กลัวกษัตริย์โอมานสำรากโดนหน้า” ไบคานตอบเสียงเรียบร้อย
องค์โอมานตบเปรี้ยง ทหารทั้งหลาย ตกใจไปตามๆ กัน
“โอมาน...ถ่อยเกินแล้ว”
สุไบดาคำราม ตรงเข้าคว้าแขนองค์โอมาน แล้วผลักจนกระเด็นไปอย่างไม่เกรงกลัว ตัวเองตามเข้าไปจับตัวขึ้นมาประจันหน้า สุไบดานัยต์ตาลุกวาว เป็นคนโกรธง่าย อารมณ์ร้อนแรง
“สั่งประหารก็ไม่มีวันหลุดปากว่าชารีฟอยู่ที่ไหน” สุไบดาพูดใส่หน้า เสียงต่ำ เบา แต่เข้มจัด
สู้สายตากันสักครู่ องค์โอมานยอมถอย
“กลับ”
“ท่าน...หญิงทำถูกมั้ย หญิงผิดรึเปล่าที่แข็งกับเขาขนาดนี้ เขาจะตามล่าฆ่าลูกเราจนได้หรือไม่”
ไบคานอึ้ง สุไบดาอึ้ง ข้าหลวงทั้งนั้นอึ้งไปตามๆกัน

ขณะเดียวกันสองคนอยู่ในที่พัก ชารีฟก้มลงดูเท้าของมิเชลล์หน้าเครียด มิเชลล์ก้มลงดูเท้าของตัวเอง
“จวนจะหายแล้ว”
“ยิ่งเดินยิ่งหายเร็วนะคะ” น้ำเสียงมิเชลล์ขำๆ
ชารีฟเงยหน้าขึ้นมองมิเชลล์ เผยอตัวขึ้นไปจูบเบาๆที่แก้ม จมูกต่อจมูกชนกัน ชารีฟนัยน์ตาอ่อนโยน
“เธอน่ารักเหลือเกินมิเชลล์ รู้ไหมว่าฉันเห็นเธอครั้งแรกที่ร้านอาหารวันนั้น ฉันก็รักเธอทันที”
มิเชลล์ยิ้มใส่ตาชารีฟ ทั้งสองคนกอดกันอย่างซาบซึ้ง มิเชลล์เริ่มรู้สึกว่าความอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ชารีฟกอดนั้น ที่สุดมิเชลล์ก็ผล็อยตัวอ่อนซวบซบลงไปกับทราย หลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน
ชารีฟรีบลุกขึ้น ไปผ่าส้มเป็นสองซีกแล้วบีบใส่ปากมิเชลล์ มิเชลล์อ้าปากรับอย่างอ่อนระโหย
“คืนนี้เราเดินพ้นเนินใหญ่ข้างหน้านั้นแล้วก็จะถึงเมืองร้างเมืองหนึ่ง มีตึกเก่าๆ สำหรับหลบลมหนาว เราจะได้พักผ่อนจริงๆ อดทนสักนิดจะมิเชลล์”
มิเชลล์พยักหน้า แต่หลับตานิ่งเงียบไป
“มิเชลล์..มิเชลล์...เป็นอะไรหรือเปล่า”

เห็นมิเชลล์นิ่ง ชารีฟละล่ำละลักเรียกสติ “มิเชลล์”

มิเชลล์ลืมตา พยายามรวบรวมเรี่ยวแรง ฝืนตัวอย่างมาก

“ฉันยังอยู่ ยังไม่เป็นอะไร”
“อย่าเป็นนะ”
“ค่ะ...ฉันจะไม่…” เสียงมิเชลล์เงียบไป

เวลาตอนกลางคืน สองคนอยู่ใกล้เมืองร้างที่อยู่ข้างหน้า เมืองร้างกลางทะเลทรายแห่งนี้ มีตึกเก่าๆ ซึ่งไม่มีคนอยู่แล้วมีอยู่ 3-4 ตึก ลักษณะเป็นเมืองที่เคยมีคนอยู่แต่ต่อมาคนละทิ้งไป สองคนเดินมุ่งหน้าไปที่เมืองร้างนั้น ชารีฟพยายามโอบประคองมิเชลล์ สักครู่มิเชลล์ล้มลงบนพื้นทราย ชารีฟโอบประคองขึ้นมาอีก
“มิเชลล์อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ เราจะต้องอยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยกันไปจนตาย”
ชารีฟพยายามพามิเชลล์ไปเรื่อยๆ ขึ้นไปบนเนินสูง สักครู่มิเชลล์ก็ทรุดฮวบลงอีก ชารีฟนั่งลงประคอง
“ฉันคงจะไปไม่ไหวแล้วค่ะชารีฟ คุณมีภาระที่จะต้องทำเพื่อประเทศชาติของคุณ ปล่อยฉันไว้ที่นี่เถอะ ฉันยกขาไม่ขึ้นจริงๆ ค่ะ คงจะ...ขึ้นเดินขึ้นเนินไม่ไหวแน่ๆ”
“พูดอะไรอย่างนั้นนะมิเชลล์” ชารีฟเสียงดุเบาๆ “พ้นเนินนี้ไปเราก็จะถึงเมืองร้างข้างหน้า อดทนหน่อยซี่” ตอนท้ายเสียงเหมือนจะเอ็ดเพื่อให้กำลังใจ
“ไม่ค่ะ ฉันไปไม่ไหวแล้วจริงๆ ทิ้งฉันเถอะ”
“ไม่ได้..เราจะต้องไปด้วยกัน เธอจะให้ฉันทิ้งเมียของฉันได้ยังไง”
มิเชลล์พยายามเผยอตามองชารีฟ แต่ไม่ไหว..หลับตาลง หัวผล็อยลงเหมือนกับจะสิ้นใจแล้ว
“มิเชลล์..มิเชลล์” น้ำเสียงชารีฟตกใจมาก
ชารีฟก้มลงพิจารณามิเชลล์ว่าตายหรือยัง ลมหายใจมิเชลล์อ่อนมาก สักครู่มิเชลล์ขยับหน้าเล็กน้อย พูดเสียงเบามาก
“อีกนานไหมคะ”
ชารีฟก้มลงไปหูฟังใกล้ๆ “เธอว่าอะไรนะ มิเชลล์”
“อีกนานไหมคะกว่าเราจะตาย”
ชารีฟกัดกรามแน่น สายตาปวดร้าว แดงก่ำ ความรู้สึกกดดันหนักหน่วง
“พรุ่งนี้เราจะขาดน้ำเป็นวันที่สี่ ร่างกายจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ เพราะร่างกายคนเราต้องการน้ำบริสุทธิ์สำหรับการหมุนเวียนของระบบต่างๆ” เสียงชารีฟเจ็บปวดขึ้นทุกที “ฉันไม่ควรจะเป็นหมอเลย ฉันไม่ควรจะมีความรู้เหล่านี้ ฉันไม่ควรจะรู้ว่าอีกเมื่อไหร่ที่เราสองคนจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้”
มิเชลล์นอนพาดอยู่บนตักชารีฟ ชารีฟก้มหน้า ซบหน้าลงกับตัวมิเชลล์น่าเวทนาเป็นที่สุด
ติอมาชารีฟประคองมิเชลล์เดินมา แต่มิเชลล์ล้มฮวบลงอีกครั้ง
ชารีฟโยนห่อกระโจมทิ้ง โยนสัมภาระบางอย่างทิ้ง ก้มลงอุ้มมิเชลล์ เดินโซเซขึ้นไปทางเมืองร้างแห่งนั้น

ชารีฟอุ้มมิเชลล์มาใกล้จนมองเห็นเมืองร้างอยู่ตรงหน้า...เดินเข้าไปเรื่อยๆ
“เราถึงเมืองร้างแล้ว”
ณบริเวณเมืองร้าง ชารีฟวางมิเชลล์ลงแล้วก็ทรุดฮวบลง นอนแผ่ลงอย่างหมดแรง
ชารีฟมองท้องฟ้า “ข้าแต่พระอัลเลาะห์ พระองค์ทรงกรุณาเสมอ” แล้วหลับตาลงทันที ทั้งสองคนนอนกันอย่างสิ้นแรง
มิเชลล์อยู่ในสภาพที่ใกล้จะตาย ตามัวหมองไร้แววตา แก้มเป็นสีชมพูจัดเพราะพิษไข้ ปากแตกระแหงมีเลือดไหลซึมอยู่ เพ้อออกมา
“แม่อธิการ..พ่อ..พ่อมาหาหนูเหรอคะ” น้ำเสียงมิเชลล์ตื่นเต้นขึ้นนิดหนึ่ง “แม่..แม่ยังไม่ตาย คนเยอะแยะไปหมด”
ชารีฟสะดุ้งตื่น เหลียวกลับมาเข้ามาประคอง แตะตัวมิเชลล์แล้วทำท่าสะดุ้งนิดหนึ่ง ด้วยตัวร้อนมาก
ตระหนักชัดว่าขณะนี้วาระสุดท้ายกำลังคืบคลานมา คาดว่าจะไม่รอดเกินเย็นวันนี้
ชารีฟคับแค้นขบกรามเป็นสันนูน ซบหน้ากับทรวงอกที่สะท้อนขึ้นสะท้อนลงของมิเชลล์ ชายที่เคยแข็งแกร่งทั้งกายและใจ แต่เวลานี้กำลังร้องไห้ ดวงตาแดงช้ำ น้ำตาค่อยๆ หยดลงช้าๆ ลงสู่ทรวงอกของมิเชลล์เห็นน้ำตาที่แผ่ซานจนเปียกเสื้อ
ลมพัดหวิวๆ เห็นทรายปลิวตามลมที่พัดหวนไปหวนมา ชารีฟสัมผัสริมฝีปากของมิเชลล์พึมพำอย่างแผ่วเบา
“ขอองค์พระอัลลาะห์ได้โปรดให้ข้าตายก่อนเถอะ ข้าไม่อยากเห็นวาระสุดท้ายของผู้หญิงคนนี้ คนที่เป็นสุดที่รักของข้า”
มิเชลล์กระสับกระส่าย เห็นเลือดซึมออกจากแผลที่ปาก
ขณะนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำ พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มีแสงสีแดงปนเหลืองอมส้มแผ่กระจายไปทั่ว มิเชลล์หมดเสียงแล้ว ปากขมุบขมิบ นัยน์ตาเหมือนมีม่านสีขาวบดบังฟ้ามืดลงทุกที
ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาเหมือนชีวิตของทั้งสองคน
ในความเป็นหมอชารีฟรู้ดีว่า อีกประเดี๋ยวไม่นานนี้มิเชลล์ต้องตายแน่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ชารีฟจึงกดดันมาก สิ่งที่ทำได้ก็คือ จ้องมอง กอด โอบประคอง ด้วยสีหน้าที่ปวดร้าวใจอย่างสูงสุด
มิเชลล์พยายามลืมตา สบตาชารีฟ พยายามมองด้วยสายตาที่อยากจะพูดว่า…ลาก่อน
ชารีฟน้ำตาไหลอยู่เงียบๆ ไหลออกมาเรื่อยๆ ไม่มีความคิดจะพูดอะไรเพียงรอวาระสุดท้ายเท่านั้น
ไกลออกไปในทะเลทรายที่มืดสลัวจนแทบจะไม่เห็นแสง มีจุดแดงๆ ของกองไฟลุก เห็นเป็นสีแดงอมส้มตัดกับสีดำของบริเวณโดยรอบ
ชารีฟเงยหน้าขึ้นมองไปไกลๆ ปาดน้ำตา แล้วก็เห็นกองไฟนั้น ขมวดคิ้วเพ่งมอง กองไฟนั้นลุกวูบขึ้นวูบลงชารีฟนัยน์ตาเปล่งประกายดีใจจนสุดที่จะระงับ เรียกมิเชลล์อย่างตื่นเต้น
“มิเชลล์ เราไม่ตายแล้ว มิเชลล์ฉันเห็นกองไฟ ต้องเป็นกองไฟของพวกเบดูอิน มีกองคาราวานอยู่ตรงโน้น ฉันจะพาเธอไปหาเขา คอยสักครู่นะมิเชลล์”
ชารีฟวางมิเชลล์ลง ก้าวเดินพรวดๆ ออกไปอย่างรวดเร็วอย่างมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที สายลมพัดอยู่รอบตัว ชารีฟเดินไปบางครั้งก็เซถลาล้มลงไปก็มี ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาใหม่
กองไฟนั้นใกล้เข้ามา ชารีฟพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เห็นเปลวไฟ เห็นกระโจม เห็นอูฐ เป็นเงาตะคุ่มๆ
ชารีฟเดินไปถึงแล้ว คนที่กองคาราวานออกมายืนดู มีอาลีที่เป็นพี่ชายของติเยาะอดีตสาวใช้บ้านแคชฟียา และเมียของอาลีท้องโต เด็กเล็กๆ 2-3 คน เล่นทรายอยู่ใส่เสื้อมอมแมมสกปรก
ทั้งหมดมองมาที่ชารีฟที่กำลังเดินเข้าไป ชารีฟเดินโซเซเข้าไป มองหน้าอาลี แล้วมองไล่ไปที่ทุกคน ทุกสายตาจ้องมองชารีฟเป็นตาเดียว

“ช่วย...ช่วยด้วย” เสียงชารีฟแหบโหย

มิเชลล์อยู่ในกระโจมที่กองคาราวาน แต่ยังนอนไม่ได้สติ ชารีฟหันไปบอกคนของกองคาราวานที่ยืนล้อมอยู่

“ขอน้ำ…”
ชารีฟหยิบน้ำที่มีอยู่เล็กน้อยในภาชนะ แล้วเช็ดตัวมิเชลล์ เช็ดขาแขน เช็ดแรงๆ รูดเนื้อไปแรงๆ เพื่อให้ความร้อนคลายลง แล้วเช็ดที่หน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง แล้วดึงผ้าที่โพกหัวออก
ติเยาะชะโงกหน้าเข้าไปมอง ขมวดคิ้ว
จนพอชารีฟเช็ดหน้าของมิเชลล์จนเห็นหน้าได้กระจ่างตา ติเยาะก็ทิ้งตัวลงข้างๆ มิเชลล์ ช้อนหัวมิเชลล์ขึ้น แล้วพร่ำพูด
“ครู...มาดมัวแซล...โอ้ อัลเลาะห์ ครูจริงๆ หรือนี่ อาหะหมัด...มานี้ลูก มาดูซินี่ครูของลูกใช่มั้ย”
อาลีถลันเข้ามา กระชากติเยาะออกไปโดยแรง ชารีฟรีบรับหัวมิเชลล์ไว้ได้ทัน ยังไม่ฟาดกับพื้นทราย
อาลีตวาด ตะคอก “ติเยาะน้องของข้าเข้าไปจับต้องผู้ชายแปลกหน้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ เลวแท้ๆ เจ้าเป็นอะไรไปแล้ว”
“ข้าจำได้ นั่นไม่ใช่ผู้ชาย นั่นเป็นผู้หญิง เป็นครูชาวต่างประเทศในบ้านเศรษฐีแห่งเกซาห์ ลูกสาวเจ้าของบ้านไล่ข้าออกจากบ้าน ครูนี่แหละที่มีน้ำใจให้เงินข้า ข้าจะต้องช่วยครู” หันหน้าไปบอกชารีฟ “ข้าจะดูแลครูเอง” พลางเขยิบไปทำท่าจะประคองหัวของมิเชลล์ต่อจากชารีฟ
“พิสูจน์ก่อนว่าเจ้าคนนี้ไม่ใช่ผู้ชาย” อาลีบอก
ติเยาะหันไปตวาดเสียงแหลม “เอ๊ะ อาลี...พี่ไม่เชื่อข้ารึ”
ชารีฟพูดเสียงหนักแน่น “เชื่อเถอะ นางเป็นเมียของข้าเอง”

ที่หน้ากระโจม ติเยาะอาลีมือถือชามใบหนึ่งมีนมแพะอยู่ สักครึ่งชาม กำลังออกท่าออกทางเล่าเรื่องให้อาลีฟัง
“ไม่เชื่อ” อาลีบอก
ติเยาะโกรธ “ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ไอ้โง่” พูดใส่พี่ชายหน้าหน้าตาเฉย

ชารีฟค่อยๆ เทนมใส่ปากมิเชลล์ มีติเยาะยืนมองด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
“เดี๋ยวขอน้ำเช็ดตัว ไข้จะลดลง เพราะเราไม่มียาช่วย”
“ครู ครูต้องหายนะ ครูอย่าตายนะ”
“เจ้ารักครูมากขนาดนี้เหรอ”
“ครูมีพระคุณมาก ยามนั้นน้ำใจของครูเหมือนสายฝน ขณะที่ข้ากำลังหัวใจแห้งแล้งเหลือเกิน เพราะข้าถูกไล่ออกมาจากบ้าน ไม่มีความผิดเลย ครูช่วยข้า ครูให้เงินข้า”
“เรื่องมันเป็นยังไง”
ติเยาะเล่าความหลังตอนที่มิเชลล์ช่วยติเยาะไว้ ตอนถูกแคชฟีย่าไล่ออกจาก
“ครู” ติเยาะจับมือครูมาทูนบนหัว “ครูต้องไม่ตายนะ”

ตกตอนกลางคืน กองคาราวานอยู่บนหลังอูฐ เดินบ้าง เด็กๆ แม่อุ้มอยู่บนหลังอูฐก็มี เห็นเป็นเงาดำๆ เดินไปตามทาง อูฐตัวสุดท้าย มิเชลล์อยู่ในอ้อมแขนของชารีฟ
“ใกล้เช้าเราจะถึงโอเอซีสอินาอิซา” อาลีบอกคนอื่นๆ

โอเอซีสอินาอิซา เป็นเมืองอยู่ในหุบเขา ซ่อนอยู่ระหว่างหน้าผาหินทั้งสองข้าง กองคาราวานเดินมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองอินาอิซา
ชารีฟบนหลังอูฐ ประคองมิเชลล์ ระซิบถามเบาๆ
“มิเชลล์ รู้สึกตัวหรือยัง”
มิเชลล์ไหวหน้าให้รู้ว่าได้ยิน แต่ยังหลับตานิ่งสนิท
“เรากำลังจะถึงเมืองอินาอิซาแล้ว เราไม่ตายแล้วนะมิเชลล์ เราทั้งคู่รอดแล้วนะมิเชลล์”

ฝ่ายติเยาะและอาลีกำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง
“ไม่ได้”
“ครูเคยมีบุญคุณกับข้า ช่วยครูหน่อย” ติเยาะขอร้อง
“ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง คนตั้ง 2 คนจะให้มากินอาหาร กินน้ำที่มีอยู่นิดเดียว มันไม่พอเข้าใจมั้ย”
“กินส่วนของข้า” ติเยาะว่า
“พูดจาทุเรศจริง แกจะกินอะไร” อาลีโมโห
“ไม่กิน หรือกินน้อยๆ”
“ไม่พูดด้วยแล้ว” อาลีเดินหนีไป
ติเยาะกลุ้มใจ

กองคาราวานแวะพักที่ใกล้ๆ เมืองอินาอิซา โดยเห็นกองคาราวานกองอื่นๆ มากมายตั้งที่พักเป็นกลุ่มๆ
พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ใกล้สางแล้ว คนกำลังกางกระโจม ผู้หญิงต้มน้ำ บางคนรีดนมแพะ ติเยาะเดินย่องมาหาชารีฟและมิเชลล์
ชารีฟกำลังเช็ดตัวมิเชลล์ ติเยาะเข้ามานั่งยองๆ มองดู ชารีฟเช็ดตัวให้มิเชลล์เสร็จแล้วหันมาทางติเยาะ
“ถึงอานาอีซาแล้วท่านจะไปไหน”
ชารีฟเงยหน้าขึ้นมองติเยาะทันที สายตาฉงนสักครู่ว่าทำไมติเยาะพูดเป็นเชิงไล่
“ยังไม่รู้เลย”
ติเยาะอึกอักสักครู่ “พี่ชายข้าบอกว่า”
ชารีฟเริ่มจะรู้แล้วว่าติเยาะจะพูดอะไร
“เขาบอกว่า เราต้องสงวนเสบียงอาหาร” พูดจบติเยาะก็ก้มหน้าด้วยความเสียใจ
“เขาให้เวลาเรากี่วัน”
“เขาบอกว่ามะรืนนี้เขาจะย้ายไปทางทิศเหนือใกล้กระโจมของหมอตำแย พี่สะใภ้ของข้าจะคลอดลูกที่นั่น”
ชารีฟมองหน้าติเยาะเป็นเชิงให้พูดต่อ
“เขาต้องการให้ท่านแยกไปตามลำพัง” แล้วร้องไห้ออกมาทันที ติเยาะก้มหน้าสะอื้น “ข้าเสียใจนัก ข้าไม่มีปัญญาช่วยอะไรครูได้เลย ครู...ครู...ยกโทษให้ติเยาะนะ ข้ายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณครูเลย”
ชารีฟถอนหายใจยาว พยักหน้ารับรู้ และก้มหน้าก้มตาเช็ดตัวให้มิเชลล์
 
จังหวะนี้เหรียญที่ห้อยอยู่ที่หน้าอก มองเห็นถนัดตา แล้วติเยาะก็ลุกพรวดพราดออกไปโดยเร็ว
 

อีกบริเวณหนึ่งของกองคาราวาน ติเยาะกำลังระล่ำระลักพูดกับอาลี แต่ถูกพี่ชายจอมงกทำเสียงแข็งใส่

“อะไรเล่ายังไม่จบเรื่องอีก นางติเยาะ อะไรนะจะให้ข้าพานางครูของเจ้าไปที่ไหนนะ”
“พูดไปแล้วไม่รู้จักฟัง พาไปกระโจมใหญ่โน่น” ติเยาะชี้มือไปทางกระโจมใหญ่ของ หัวหน้าใหญ่ ตั้งอยู่
“ไปทำไม..คนในกระโจมนั้นเป็นเจ้าเป็นนาย มีอะไรที่จะไปพูดกับเขา”
“เลิกดุข้าซะที่ได้ไหม แล้วฟังข้า”
“ไม่ฟัง คนสองคนนั้นน่ะ เมียของมันเป็นคนนอกศาสนา มันทำผิดประเพณีไม่เห็นเหรอ ข้าไม่อยากให้มันอยู่ สั่งให้ไล่มันไป ทำไมไม่บอกมันซะที”
“ข้าบอกให้ฟังข้านะอาลี ถึงเจ้าจะเป็นพี่ชายเจ้าก็ต้องฟังข้า ข้ากำลังพูดเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้า”
อาลีโวยลั่น “ไม่อยากฟังโว้ย ข้าไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องไปวุ่นวายกับเขา ข้าบอกให้ไล่มันไปก็ไล่มันไป ถ้าแกขืนไม่ไล่มันไปนะ ข้าจะไล่แกออกไปจากกองคาราวานของข้าด้วย”
“เออ..ไม่ไปด้วยก็ได้ คอยดูเถอะ ถ้าข้าได้ดิบได้ดีแล้วเนี่ย อย่ามาขอให้ข้าช่วยนะ” ติเยาะเดินห่างออกมา โดยตั้งใจไปหาชารีฟ
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
“ข้าจะไปพาเขาไปหาหัวหน้าใหญ่ที่กระโจมโน้น”
อาลีวิ่งตามมา กระชากแขนติเยาะ “ไปไม่ได้นะ รู้ไหมว่าที่นั่นน่ะมีทหารอยู่เยอะแยะ เข้าไปละถูกฆ่าตายเสียก่อนเลย”
“ไม่มีทาง ไม่ตาย”
“ไม่ตายได้ไง หัวหน้าใหญ่ที่กระโจมนั่นนะไม่มีใครได้เคยเห็นตัวเลย จ้างเขาก็ไม่ออกมาให้เจ้าพบหรอก”
ติเยาะขึ้นเสียงทันที “ต้องออก”
อาลีโมโห “บ๊ะไอ้นี่พูดจาไม่รู้เรื่อง ไอ้โง่ คอหลุดจากบ่าเมื่อไหร่จะรู้ตัว”
ติเยาะเดินพลางหันมาเถียงพลาง “แกซี ไอ้อาลี คอแกจะหลุดจากบ่า ถ้าแกไม่พาท่านผู้นี้ไปพบหัวหน้าใหญ่”
“โว้ย..นางนี่พูดจาไม่รู้เรื่อง” อาลีเงื้อง่า ทำท่าจะตบติเยาะ
ติเยาะยืดอกขึ้น “รู้ไหมว่าข้าเห็นอะไร ผู้ชายคนนั้นน่ะ ห้อยเหรียญแล้วก็พกมีด”
“แล้วยังไง เหรียญกะมีด มันจะแปลกอะไร”
“เหรียญกะมีดลวดลายสวย เหมือนของที่เขาใช้ในวังน่ะ”
ติเยาะบอก

บริเวณกระโจมของหัวหน้าใหญ่ ซึ่งเป็นกระโจมขนาดใหญ่มาก กระโจมนั้นหลบซ่อนอยู่ในวงล้อมของกระโจมอื่นๆ
ทางไปสู่กระโจมใหญ่เป็นถนนทรายซึ่งทำไว้เรียบร้อย สะอาดตา รอบกระโจมมีคนถือปืนยืนอยู่เรียงรายเป็นวงกลมห่างๆ
กระโจมใหญ่มีม่านทางเข้าเป็นผ้าปักสีสวย ทำให้แตกต่างจากกระโจมอื่นๆ
ภายในกระโจม ซึ่งปูพรมตลอดทั้งหลัง สีล้วนเป็นสีเขียวเหลือง ทั้งสิ้น มีม่านสีเขียวกั้นเป็นตอนๆ ยกพื้นด้านหนึ่งปูพรมสีเลือดหมูลายสวย มีโต๊ะทองเหลืองมีผลไม้วาง อยู่ บนยกพื้นนั้นมีแท่นทองสวยงามสำหรับนั่ง

“หัวหน้าใหญ่” นั่งอยู่บนยกพื้นนี้ มองออกไปเห็น ติเยาะ และอาลีเดินมา มีทหารเดินคุมมาอีก 2 คน มาถึงลงนั่ง ทหารเงยหน้าขึ้นบอกหัวหน้าใหญ่
“เบดูฮินสองพี่น้องที่จะเข้าเฝ้า เอ๊ย ขอพบหัวหน้า”
อาลีกับติเยาะเหลือบมองหัวหน้าใหญ่ ซึ่งแต่งตัวภูมิฐาน เสื้อผ้าหรูหรา เห็นลูกน้องหลายคนยืนเรียงรายเป็นครึ่งวงกลม ทุกคนจ้องเขม็ง สองพี่น้องเริ่มตัวอ่อนลง หมดแรง
“เอ้า...ว่าไง” หัวหน้าใหญ่เสียงดัง อย่างผู้มีอำนาจมาก
อาลีมองติเยาะ
“พี่พูดก่อนสิ”
“เรา...” อาลีเริ่มตะกุกตะกัก “เราได้อุปการะชายคนหนึ่งกับภรรยาาของเขา เขาถูกปล้นจนหมดตัว เมียเป็นคนนอกศาสนา ยังไม่ได้ทำพิธีรับเข้าในศาสนาของเรา นางไม่ได้คลุมหน้าเพราะนางแต่งตัวเป็นผู้ชาย ครั้งแรกข้าก็ไม่สงสัยแต่น้องของข้าจำได้”
หัวหน้าใหญ่ซัก “แล้วไงต่อไป”
อาลีเล่าต่อ “น้องข้า...จำได้ว่า นางเคยเป็นครูที่เกซาห์ เราจึงรู้กันว่าเป็นหญิง เขาไม่ยอมเล่าอะไรทั้งสิ้น นอกจากเป็นสามีภรรยากัน เจ้าผู้ชายรักเมียของมันเหลือเกิน เวลานี้นังผู้หญิงเจ็บหนักเพราะขาดน้ำมาหลายวัน”
“เฮ้ย จะเอาอะไรก็พูดมา..น้า ไม่งั้นก็ไป” หัวหน้าใหญ่ว่า
“ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ขอแต่ให้ผัวเมียพ้นกระโจมของข้า เรายากจนมาก เสบียงก็มีจำกัด มันอยู่ก็เบียดเบียนเรา ข้ากลัวอดตาย” อาลีบอก
สายตาที่หัวหน้าใหญ่มองมงเข้มมาก
อาลีหงอยลง “เราไปได้หรือยังท่าน”
“จะอยู่ทำไมล่ะ” หัวหน้าใหญ่บอก
อาลีฟังไม่รู้เรื่องอยู่อึดใจใหญ่ๆ ก็พยักหน้าเรียกติเยาะออกไป
“มันงกจริงๆ หาน้ำใจไม่มีเลย ใจคอจะให้คนตายต่อหน้าต่อตารึไง” หัวหน้าใหญ่บ่น
ทุกคนเงียบกริบ
“ให้ทหารไปพาตัวผู้ชายคนนั้นมาหาเราเดี๋ยวนี้”

มิเชลล์ยังอ่อนเพลียอยู่มาก ชารีฟเฝ้าอยู่ เห็นมีบางคนทำตัววับๆ แวมๆ อยู่ที่หน้ากระโจม ชารีฟเดินเซๆ ไปเปิดดู ติเยาะหลบวูบหายไป ชารีฟฉงน แปลกใจ พอหันหลังเดินกลับเข้าไปในกระโจม ทหารในเครื่องแต่งตัวพราง ก็เข้ากระหนาบข้าง
“หัวหน้าต้องการพบ”
ชารีฟทำท่าจะขัดขวาง แต่อ่อนเพลียเกินไป

ทหารปล่อยชารีฟเดินเข้ามาในกระโจม ชารีฟพยายามทรงกายเดินเข้ามา ทุกคนจ้อง ชารีฟยกหัวสูง ด้วยศักดิ์ศรีทั้งๆ ที่แทบจะไม่ไหว
เสียงคุ้นหูดังขึ้น “เจ้าเป็นใคร”
คำพูดกระแทกเข้าใบหน้าชารีฟทีละคำๆ เขาเงยหน้าขวับทันทีเมื่อได้ยินเสียง จำเสียงได้แม่น ตาคมปราบคู่นั้นเบิกโพลงอย่างคนตกใจสุดขีด อ้าปากจะพูด ขยับปาก
หัวหน้าใหญ่ท่านนั้นคือ “องค์อาหเม็ด” ซึ่งกำลังขยิบตาให้ชารีฟนิดหนึ่ง ชารีฟรีบหุบปากอย่างเร็ว
“เอาละ เราจะซักถามมันตามลำพัง”

ทหารทั้งหมดเข้ามาพาตัวติเยาะกับอาลีออกไปพ้นกระโจมอย่างรวดเร็ว

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7 (ต่อ)

สองคนพ้นตัวจากกระโจมไปแล้ว ชารีฟถลาเข้าไปหาองค์อาหเม็ด ฟุบหน้าอยู่แทบเท้า เจ้าชายอับดุลลาห์ ทำสัญญาณให้ทหารที่ขยับตัวจะเข้ามาป้องกันให้ถอยออกไป ทหารทุกคนถอยตามสั่ง

“องค์อาหเม็ด โอ ข้าพระเจ้า ข้าไม่เชื่อตาตัวเองว่าที่ประทับนี้คือพระองค์ พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่”
องค์อาหเม็ดวางมือที่ไหล่ของชารีฟทั้งสองข้าง “พระเจ้ายังปราณีเราอยู่ รวมทั้งเจ้าด้วยชารีฟ เจ้าผอมซูบไป แต่ท่าทางสง่างามไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในเครื่องแบบนายพันเอกราชองครักษ์หรือชุดสกปรกของพวกเบดูอิน”
“ข้าพระองค์หนีเอาตัวรอด โทษฐานครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก อย่าอภัยเลยนะพะย่ะค่ะ”
“หยุดพูดได้แล้วชารีฟ ข้าเข้าใจทุกอย่าง”
“พระองค์..เอ้อ…” ชารีฟสงสัย แต่ตะกุกตะกัก ไม่กล้าถาม
องค์อาหเม็ดรู้ทัน “สงสัยใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงไม่ตาย ถามนายพลมุสกัตซิ”
นายพลมุสกัตเล่า “ข้าเข้าไปทางลัดถึงห้องขององค์อาหเม็ด แล้วพาพระองค์ออกมาจากวังหลวงโดยทางลัดนั้นเช่นกัน”
“ชารีฟ มาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์ มากับเจ้าด้วยใช่ไหม”
ชารีฟสะดุ้งในสีหน้า เพราะมิเชลล์ได้ชื่อว่ากำลังจะเป็นพระสนม
ชารีฟตอบเบาๆ “พะย่ะค่ะ”
“ดีมาก ที่เจ้าคุ้มครองนางที่กำลังจะเป็นสนมของข้าให้รอดปลอดภัยมาจนถึงมือข้า”
สีหน้าชารีฟว้าวุ่นใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไร
“นายพลมุสกัต พาพันเอกชารีฟราชองครักษ์ของเราไปแต่งกายให้เหมาะสม แต่อย่าโกนหนวดเคราทิ้ง ให้เก็บไว้ อย่าลืมเสียล่ะอย่าโกน...หนวดและเคราทิ้ง…”
“พะย่ะค่ะ”
องค์อาหเม็ดรับสั่งต่อ “ชารีฟ ข้าจะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายในรับตัวมาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์ มารักษาให้หายวันหายคืน ข้าจะคอยดูซิว่านางยังคงจะสวยงามเหมือนที่ข้าพบนางที่ฮิลฟาราหรือเปล่า”
“พะย่ะค่ะ”
“การที่ชายและหญิงจะขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันนั้น ต้องผ่านพิธีการทางศาสนา อีหม่ามแห่งอินาอิซาจะเป็นผู้ประกอบพิธีนี้”
ชารีฟทอดนัยน์ตาต่ำลงพื้น รับคำเบาๆ “พะย่ะคะ”
“ขอบอกให้ทุกคนรู้ว่า พันเอกชารีฟเป็นญาติของเรา มีกำเนิดจากเชื้อพระวงศ์แห่งฮิลฟารา การแต่งงานของเขากับ มาดมัวเซลล์เดอ ลาโรนีล์ ต้องทำให้สมเกียรติ พิธีจะจัดขึ้นที่ฮิลฟาราในนามของเราอาหเม็ดที่สาม”
ดำรัสนั้นกระแทกเข้าเข้าหน้าชารีฟเต็มแรง สายตาเป็นประกายด้วยความซาบซึ้ง ถลาเข้าไปซบหน้าลงกับเท้าของอาหเม็ด มือจับที่เท้าของอาหเม็ด ซาลาม
อาหเม็ดก้มลงตบไหล่ชารีฟเบาๆ พึมพำให้ได้ยินกันสองคน
“ข้ายินดีด้วย แม้ว่าจะอดอิจฉาไม่ได้ว่าเจ้าได้เมียสวยหยาดฟ้ามาดินเช่นนั้น”
ชารีฟยิ้มกับองค์อาหเม็ด สีหน้าเขินๆ เล็กน้อย
อาหเม็ดประกาศดังๆ “พิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดจะจัดขึ้นที่ฮิลฟารา เมื่อถึงเวลานั้นเราคิดว่า เจ้าชายโอมานผู้ทรยศต่อราชวงศ์คงจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว”
ทหารทุกคนชูดาบหรือชูปืนและโห่ร้องเสียงดังอย่างฮึกเหิม

เวลานั้นชารีฟแต่งตัวสะอาดเอี่ยม หน้าตาแจ่มใส แต่ยังไว้หนวดเครารุงรังเช่นเดิม ชารีฟก้มลงช้อนตัวมิเชลล์ขึ้นมาแนบอก มิเชลล์ยังคงอ่อนเพลีย
“ทายซิว่าฉันไปพบใครมา”
มิเชลล์มองหน้าเป็นคำถาม
“องค์อาหเหม็ดแห่งฮิลฟารา” ชารีฟบอกอย่างภาคภูมิ
มิเชลล์เบิกตากว้าง…ตกใจมากกว่าดีใจ
“ไม่เชื่อใช่ไหม เป็นความจริง องค์อาหเม็ดยังมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่มิเชลล์เราต้องจากกันชั่วคราว เพราะรับสั่งให้เธอเข้าไปพักฟื้นในฮาเร็มของพระองค์”

หลายวันต่อมา มิเชลล์แต่งตัวสวยงามด้วยเสื้อผ้าสาวพื้นเมืองอาหรับ ดูสวยงามยิ่งขึ้น ม่านของกระโจมแหวกออก มิเชลล์เดินเข้าไปเฝ้าองค์อาหเม็ด โดยมีพระสนมเดินนำและข้าราชบริพารฝ่ายในผู้หญิงเดินตามไป
ข้างหน้าที่ประทับซึ่งองค์อาหเม็ดนั่งคอย ชารีฟ นายพลมุสกัต เจ้าชายอับดุลลาห์ยืนอยู่ด้วยกัน ชารีฟมองจ้องมาที่มิเชลล์ แววตาเต็มเปี่ยมด้วยไปความรักอย่างเต็มที่ มิเชลล์เดินเข้าไปถึงองค์อาหเม็ด ทำความเคารพ ก้มหัวพนมมือซาลาม
“มาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์ เรายินดีเป็นที่ยิ่ง”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ”
“ต่อจากนี้จะมีพิธีรับ มาดมัวแซล เดอลาโรนีล์ ไว้ในศาสนาของเรา”
มิเชลล์เหลือบตามองชารีฟ ราชองค์รักษ์พยักหน้าว่าเป็นความจริง มิเชลล์ทำความเคารพอีกที
“หม่อมฉันยินดี และพร้อมที่จะรับสนองพระราชโองการเพคะ”
“ดีมาก ขอให้พระสนมเอกของเราสั่งสอน ขนบธรรมเนียมประเพณีของสตรีฝ่ายในของราชสำนักฮิลฟารา จากนี้อีกไม่นาน เราคาดว่าจะมีพิธีสมรสที่โอ่อ่าที่สุดในรอบสิบปี และเธอจะเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในรอบสิบปีอีกเช่นกัน”
มิเชลล์ ทำความเคารพ ชารีฟหันมาทำความเคารพเช่นกัน ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส
“คงอีกไม่นานที่เราจะทำพิธีสมรสที่ว่านี้ หลังจากที่เรายึดอำนาจของเรากลับคืนมาจากโอมาน คนทรยศ”

อยู่มาวันหนึ่ง ภายกระโจมขององค์อาหเม็ด
“งานสำคัญของเจ้า” องค์อาหเม็ดมองชารีฟ “เจ้า” หันมามองอับดุลลาห์ “และของท่าน” มองนายพลมุสกัตเป็นคนสุดท้าย
ทั้งสามคนซาลามต่ำน้อมรับพระบัญชา
“คือ...นำราชบัลลังก์จากโอมานกลับมาคืนเรา”

องค์อาหเม็ดเสียงเข้ม ทุกคนต่างสัมผัสถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวาจาองค์พระประมุขแห่งฮิลฟารา

อยู่มาวันหนึ่ง ภายท้องพระโรงเมืองฮิลฟารา องค์โอมานเดินอาดๆ ลงมาจากบัลลังก์ด้วยท่าทางวางอำนาจเต็มที่ ตรงมาจนถึงจุดที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เฝ้าอยู่ ชี้นิ้วเข้าไปแทบจะถึงหน้า

“บังอาจนัก”
นายทหารชั้นผู้ใหญ่คนนั้นเบนตัวหลบ องค์โอมานคว้าไหล่ ลากตัวออกมา
“ไม่ต้องหลบ เจ้าบังอาจยังไงถึงมาแนะนำให้เราพักงานชั่วคราว”
“ข้าพระองค์ไม่ได้บังอาจอันใดเลยพระเจ้าค่ะ เพียงแต่...” นายทหารคนนั้นทอดเสียง
“อะไร พูดออกมา เจ้าต้องกล้าหาญพอ”
“ข้าพระองค์เป็นห่วงพระเจ้าค่ะ” สีหน้านายทหารท่านนั้นดูจริงใจมาก “เป็นห่วงพระอาการประชวรของพระองค์ โรคนี้ต้องผ่าตัดนะพระเจ้าค่ะ”
องค์โอมานมีท่าทีอ่อนลง เห็นว่าทหารซื่อสัตย์ “เราไม่อยากผ่า”
ทหารคนอื่นๆ หันมาพูดกันเบาๆ
องค์โอมานพูดเสียงดัง “ทำไม ไม่ต้องพูดกันเอง ใครมีอะไรพูดออกมาดังๆ”
นายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง ถามเบาๆ ว่า “เพราะเหตุใดหรือพระเจ้าค่ะ”
“มีคนผ่าตัดโรคเฮอร์เนียแล้วตายคามีดหมอหลายคน”
นายทหาร ข้าราชการ ยิ่งคุยกันใหญ่ ท่าทีตกใจ
“ตกใจทำไม นี้คือเรื่องจริง โรคเฮอร์เนียมันก็โรคไส้เลื่อนธรรมดา เรายังไม่เป็นอะไร ยังไม่ผ่าตัด...ไม่ต้อง มองหน้ากัน” องค์โฮมานเสียงดังขึ้น “เรายังไม่ผ่าตัด จำไว้”

ไม่นานต่อมาองค์โอมานอยู่ในห้องทรงสำราญส่วนพระองค์ นั่งนิ่งสนิท ในใจวิตกถึงอาการเจ็บป่วยของตัวเอง
ซาอิ๊บเอ่ยขึ้น “ผ่าตัดเถอะน่ะพระเจ้าค่ะ”
“ยัง เรายังไม่พร้อม”
“แต่ข้าพระองค์พร้อม”
“หมายความว่ายังไง”
“ข้าพระองค์ พร้อมกับเพื่อนนายทหารที่เป็นข้าทูลละอองบาท พร้อมใจกันถวายคำสัตย์ว่า…”
องค์โอมานยิ้มย่อง ต่อคำให้ “ว่าจะจงรักภักดี”
“ใช่พระเจ้าค่ะ จะจงรักภักดีไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
องค์โอมานตบไหล่แรงๆ “ดีมาก มันต้องอย่างนี้”
ซาอิ๊บอึกอัก “ถ้า...”
“ถ้า...มีทำไมคำว่าถ้า ไอ้คำนี้มีทำไม น่าจะประชุมราชบัณฑิตยกเลิกมันออกไปซะ ไม่ให้ใช้แล้วคำว่าถ้า.. ความหมายมันต้องเป็นเรื่องไม่ดีทุกครั้งสิน่า ของท่านถ้า...อะไรกันเล่า”
ซาอิ๊บตั้งลำจนตัวตรงแล้ว กระแอมเบาๆ “ถ้า...พระองค์ยอมผ่าตัด”
โอมานตะลึงงัน

องค์โอมานอยู่ในชุดนอน เตรียมจะเข้าบรรทมแล้ว ซาอิ๊บเอ่ยขึ้นอีก
“บัลลังก์ของพระองค์ยังไม่แข็งแรง พระองค์ต้องยอมรับนะพระเจ้าค่ะ องค์อาหเม็ดหายไป นายพลมุสกัตยังคอยจ้อง ไอ้ชารีฟก็ไม่รู้ว่าหนีไปที่ไหน”
“พูดเร็วๆ ง่วงนอนแล้ว”
ซาอิ๊บทำหน้าเบื่อหน่ายใส่นิดหน่อย “ก็…” ทำเสียงไม่ค่อยสนใจแล้ว “ถ้า...”
“วะ ถ้าอีกแล้ว ถ้าอะไร” องค์โอมานฉุนจัด เสียงดังอารมณ์มาเป็นพายุ
“ถ้าสามคนนี้อยู่ด้วยกัน”
องค์โอมานตะลึงยิ่งกว่าเหตุการณ์เมื่อกี้
“ข้าพระองค์รับอาสามาทูลพระองค์ว่า ในเมื่อราชบัลลังก์ยังไม่แข็งแรง”
“เออ...เมื่อกี้ก็พูดไปทีแล้ว พูดอีกทำไม”
“ก็ควรจะทำพระวรกายพระองค์ให้แข็งแรงไว้พระเจ้าค่ะ”
องค์โอมานอึ้ง

ที่กระโจมองค์อาหเม็ด วันหนึ่ง พระองค์ตรัสกับนายพลมุสกัต
“นำคำสั่งเราไปทูลพระชายาที่ฝ่ายใน ว่าเราต้องการให้รับผู้หญิงต่างชาติที่มากับพันเอกชารีฟ มาไว้ในฮาเร็มของเรา”
นายพลมุสกัตเอ่ยทักท้วงขึ้น “พันเอกชารีฟจะยอมหรือพระเจ้าค่ะ เจ้าเบดูอินนั่นบอกว่านางเป็นภรรยาของท่านราชองครักษ์”
“หญิงและชายจะได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันนั้น ต้องผ่านพิธีการทางศาสนาและการรับรองจากอิหม่าม ชารีฟเป็นญาติของเรามีกำเนิดมาจากเชื้อพระวงศ์แห่งฮิลฟารา การแต่งงานต้องทำให้สมเกียรติจัดขึ้นที่ฮิลฟาราในนามของเรา อาหเม็ดที่สาม”
“จะบอกพันเอกชารีฟว่าอย่างไร ถ้าเขาถามถึงภรรยา เอ้อ..ถามถึงนาง”
“บอกว่านางจะอยู่ในฮาเร็มจนกว่าเราจะได้อำนาจมาอยู่ในมือ แล้วเราจะจัดพิธีแต่งงานให้”
นายพลมุสกัตเพ่งมองพระพักตร์องค์อาหเม็ด ซึ่งพระองค์รู้ดีว่ามุสกัตอยากรู้
องค์อาหเม็ดเสียงอ่อนโยนแต่จริงจัง “ผู้หญิงคนนี้ คนที่เดินทางจากเกซาห์มาถึงฮิลฟาราในฤกษ์ดีที่ตามคำทำนายจะมีลูกชาย 6 คน...ใช่หรือไม่...ถึงแม้ว่าพ่อของเด็กชาย 6 คนนั้นจะไม่ใช่เรา แต่เป็นญาติสนิทของเรา…ชารีฟ เรายินดีกับเขาอย่างจริงใจ”
“ข้าพระองค์ขอไปบอกเรื่องนี้ให้พันเอกชารีฟทราบก่อนพระเจ้าค่ะ”

นายพลมุสกัต พาชารีฟเข้ามาในกระโจมอีกหลัง
ชารีฟสงสัยจัด “มีเรื่องสำคัญอะไรหรือท่าน นายพลมุสกัต”
“เป็นรับสั่ง ขององค์อาหเม็ดให้ท่านพักที่กระโจมนี้”
ชารีฟนิ่ง อึ้งไปนิด “ท่านจะพามิเชลล์มาอยู่กับเราที่นี่ใช่หรือไม่”
“นางไม่ได้อยู่ที่กระโจมเบดูอินแล้ว”
“ทำไม..นางป่วยอยู่นะท่านนายพล ท่านเอานางไปไหน” ชารีฟมีทีท่ากระวนกระวายขึ้นมาทันที
“ไปรักษาตัวที่กระโจมของฝ่ายใน เป็นกระโจมของพระชายา”
“ทำไมล่ะ ทำไมนางรักษาตัวอยู่ที่นี่ไม่ได้”
“พระชายารับสั่งว่ามียา มีข้าหลวงช่วยดูแล”
“เราดูแลนางได้ ส่งยามาให้เราแล้วกัน”
“มีคำสั่งมาแล้ว”
ชารีฟสวนทันที “ล้มเลิกได้ ท่านทูลพระชายาแล้วกัน”
นายพลมุสกัตชักโมโห “โธ่เอ๊ย...ท่านราชองครักษ์”
ชารีฟหงุดหงิด “หยุดเรียกอย่างนั้นเสียที เราไม่ได้เป็นและไม่ปรารถนาจะเป็นอีกต่อไป”
“ท่านกำลังไม่มีเหตุผล”
ชารีฟสวนเสียงดัง “เป็นท่าน ท่านจะมีหรือไม่ เมียของท่านกำลังเจ็บท่านควรได้ดูแลรักษาแต่แล้วนางถูกพรากไปที่อื่น”
“ยังไงก็ตาม ท่านทำอะไรไม่ได้หรอก มันสายไปแล้ว”
ชารีฟถามเสียงแผ่ว

“นางไปแล้วหรือ”

เวลาเดียวกันทหารชาย 2 คน วางเปลลงที่หน้ากระโจมของเบดูอิน

“มาช่วยกันยกตัวนาง” ฟาราห์หัวหน้านางข้าหลวง เรียกข้าหลวง 2 คน ให้เปิดเข้าไปในกระโจมเบดูอินของอาลี
ฟากชารีฟกระโจนออกมาจากกระโจมตัวเองอย่างรวดเร็ว รีบร้อนเดินแกมวิ่งจนเสื้อคลุมปลิว
ส่วนมิเชลล์อยู่บนเปลแล้ว นางข้าหลวงกำลังห่มผ้าให้ อาลีและติเยาะ รวมทั้งเบดูอินคนอื่นๆ แอบมองอยู่ข้างนอกกระโจม

ชารีฟเดินพรวดๆ มาไม่สนใจใครหน้าไหน เลี้ยวลงมาจากกระโจมหลังสวยงามในหมู่นี้ ก็เดินจ้ำไปตามทาง
ทหารชายยกเปลที่มีร่างสลบไสลของมิเชลล์ขึ้น นางกำนัลนำทางออกเดินไป
ชารีฟเดินเลี้ยวมาใกล้ถึงแล้ว เร่งฝีเท้าขึ้นอีก มองไปข้างหน้า เห็นแล้ววิ่งจ้ำทันที แต่ไกลมาก
ขบวนเปลขนร่างมิเชลล์เดินไปเรื่อยๆ ชารีฟวิ่งสุดแรงเกิด เสียงหอบดังก้องๆ อยู่ในสายลมแห่งทะเลทราย แต่ไม่ทันเสียแล้ว ชารีฟวิ่งตัดเนินทรายผ่านกระโจม มองไปแล้วต้องหยุดกึก
มีข้าหลวงยืนอยู่อีก 3-4 คน คอยรับขบวนเปลมิเชลล์
ชารีฟยืนอยู่อย่างเดียวดายบนทะเลทราย หน้าหมองสุดขีด เสียใจมาก ทอดถอนใจส่งเสียงแสดงความเสียใจออกมา
มิเชลล์ที่นอนอยู่หลับตาสนิท เหมือนกำลังหลับ ยินเสียงแห่งความเสียงใจของชารีฟดังมา ราวกับใจส่งถึงกัน มิเชลล์ขยับนัยน์ตาเปิดขึ้นนิดหน่อยเหมือนได้ยิน แต่แล้วก็นิ่งไปอย่างเดิม
นางข้าหลวงฟาราห์เหลียวขึ้นไปมองบนเนิน เห็นชารีฟยืนคอตก สิ้นหวังอยู่

ภายในกระโจมของพระชายา เวลาเดียวกัน
พระชายา มเหสีเอกแห่งองค์อาหเม็ด ก้มลงมองมิเชลล์ใกล้ๆ
มิเชลล์นอนนิ่งเหมือนคนตาย หน้าซีดขาวแทบไม่มีสีเลือด
“นางงามยิ่งนัก”
นางข้าหลวงคนที่ 1 เห็นงามด้วย “เพคะ”
พระชายาเอ่ยต่อ “ทั้งๆ ที่เจ็บหนักอย่างนี้”
“เพคะ ซีดเซียว หน้าแห้งไม่มีสีเลือด แต่ยังงามเหลือเกิน” นางข้าหลวงคนเดิมทูล
“องค์อาหเม็ดคงเสียดายนางเหลือเกิน”
นางข้าหลวงคนที่ 1 มองพระชายา อย่างเห็นใจมาก
“อย่ามองเราอย่างนั้น เราไม่คิดเสียใจอะไรอีกแล้วที่องค์อาหเม็ดจะมีสนมอีกซักกี่คน”
“ก็ดีแล้วที่ได้เป็นคนนี้เพคะ”
“ทำไม...เพราะนางสวยหลือเกิน...งั้นเหรอ”
นางข้าหลวงส่งสายตายอมรับ แต่หลบๆ ไม่กล้าสบเนตรตรงๆ
“เรานิ่งแล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเร่ร่อนหนีตายมาอยู่ตรงนี้ ทำให้เรารู้ว่า...ได้ว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อย่าได้คิดห้ามใครให้ หยุดทำอะไร...ห้ามไม่ได้”
นางข้าหลวงมองมาอย่างเห็นใจ
“ห้ามได้แต่ตัวเอง”
นางข้าหลวงคนที่ 2 เข้ามา “ได้แล้วเพคะพระชายา”
“น้ำยาแผนโบราณใช่มั้ย นี่ละจะทำให้นางแข็งแรงขึ้นจนเจ้าแทบไม่เชื่อสายตาทีเดียว” พระชายาหยิบขวดแก้วทรงสูงปากแคบใส่น้ำยาสีเหลืองจัดขึ้นมามองอย่างหมายมาด

ส่วนที่บริเวณใกล้กระโจมของเบดูอิน ติเยาะเดินแกมวิ่งจะเข้ากระโจม ไล่ตะเพิดพี่ชายที่ตามมาติดๆ
“ไปให้พ้นเลย”
“น่า ติเยาะ ข้าขออภัยเถิด” อาลีเข้ามาจนใกล้
ติเยาะหันมาผลักหน้าเต็มแรง อาลีกระเด็นไป “ไอ้คนงก อย่ามาพูดกับข้าอีกข้าไม่ใช่น้องเจ้าอีกแล้ว”
“อ้าว..ทำไมพูดอย่างนี้ เดี๋ยวพ่อแม่ได้ยิน เขาตายไปแล้วนะ จะให้กลับมาหาเหรอ”
“ข้าอุตส่าห์บอกพี่แล้วว่าครูมิเชลล์มีบุญคุณ ถ้านางไม่ให้เงินข้า ข้าก็มาตามหาพี่ไม่ได้”
“ก็..ตั้งสองคน จะให้อยู่ก็มีพวกเรา 2 คนอดตาย”
“พูดบ้าๆ อาหหมัดอย่าฟังลุงเจ้าน่ะ” อาหหมัดหันมาพยักหน้า แล้วเล่นต่อ “ข้าไม่อยากให้ลูกข้าติดนิสัย ขี้งกจากพี่”
อาลีเถียง “เฮ้ย ไม่เคยสอนมันนะ”
“พี่…ช่างไม่รู้อะไรบางเลย เด็กมันเห็นแค่เนี้ยแหละ แค่พี่พูดแบบเนี้ย ไอ้ที่ข้าสอนไว้แทบเป็นแทบตาย อาหหมัดลืมหมดเลย แต่ของพี่มันจะไม่ลืมมันจะว่าดีเพราะลุงทำลุงพูดให้ได้ยินคาหู”

ติเยาะกระแทกเสียงใส่แล้วสะบัดตัวไป จนชายผ้าปัดหน้าพี่ชาย อาลีจ๋อยสนิท

ผ่านไปอีกหนึ่งวัน มิเชลล์ยังนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ในกระโจมของพระชายา นางข้าหลวงป้อนน้ำ ป้อนซุปอ่อนๆ เป็นอาหาร

ระหว่างนั้นนางข้าหลวงอีกคนมาเช็ดตัวให้ ยินเสียงพวกนางคุยกันว่า...สวยเหลือเกิน
พระชายา มองดูการป้อนอาหาร
มิเชลล์เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เสร็จแล้ว นางข้าหลวงหยิบเสื้อผ้าใช้แล้วออกไป
พระชายามองพิจารณา จึงตรัสถาม “สวยสมบูรณ์แบบ นางเป็นภรรยาของชารีฟหรือ”
“เพคะ ลือกันว่าไม่แต่งงานแต่เป็นสามีภรรยากันตั้งแต่อยู่ทะเลทราย”
มิเชลล์ค่อยๆ ลืมตา
“เป็นยังไงบ้าง สบายดีขึ้นบ้างหรือยัง” พระชายาถาม
มิเชลล์เห็นทุกอย่างตรงหน้ายังหมุนๆ อยู่ แล้วหลับตาลง สลบไสลไปอีก
ข้าหลวงป้อนซุปอีกคำ
ขณะกำลังป้อนซุปใส่ปาก มิเชลล์ลืมตา ขมวดคิ้วแล้วหันมามองพระชายา
“เรา..พระชายาแห่งองค์อาหเม็ดที่สาม ขอต้อนรับเธอ ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร พ่อแม่เป็นใคร แต่เธอมาที่นี่โดยคำบัญชาขององค์อาหเม็ด จงอยู่ที่นี่ให้สบาย”
พระชายายืนหันหลังให้ หยิบจับอะไรบางอย่าง ฟาราห์ นางข้าหลวงประจำพระองค์นั่งช่วยอยู่ด้วย คุยกันเสียงเบาๆ
“เราจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรือเพคะ”
“ฟาราห์” พระชายาส่งเสียงเอ็ด “พูดจาปากสีย ฟาราห์ เจ้าดูหมิ่นองค์อาหเม็ดอย่างไม่น่าให้อภัย”
ฟาราห์กราบฟุบลงไปกับพื้น
“องค์อาหเม็ดไม่มีวันให้โอมานรังแกประชาชนของพระองค์ พระองค์ทรงทำอะไรหลายอย่างที่จะเอาฮิลฟาราคืนมา แล้วยิ่งตอนนี้ชารีฟอยู่กับเรา”
ฟาราห์รีบกราบทูล “เพคะ...น่ายินดียิ่ง”
“ชารีฟคือความหวังสำคัญ เรารู้ว่าเขาต้องเอาฮิลฟารากลับมาแม้ว่าเขาต้องตาย”
มิเชลล์รู้สึกตัว ได้ยินเสียงคุยนั้น…พยายามตั้งใจฟัง แล้วหน้าเสียขึ้นทุกทีๆ ค่อยๆ ลุกขึ้น สายตายังพร่าพราย เดินเซไปหาพระชายา ไปจนใกล้ แล้วหมดเรี่ยวแรง เอื้อมแขนไปจวนถึงตัว ล้มฮวบลง พระชายาตกใจหันกลับมา มือมิเชลล์แตะอยู่ที่ปลายเท้าพอดี มิเชลล์ซบนิ่งไป
“ตายแล้วฟาราห์”

มิเชลล์นอนร้องไห้ น้ำตาหลั่งไหลด้วยความเสียใจ แม้จะพยายามเงียบ ก็ยังมีเสียงสะอื้นเฮือกๆ มือพระชายาลูบหัวมิเชลล์อย่างปลอบโยน
มิเชลล์หันไป ปล่อยเสียงสะอื้นออกมาสุดแรง
“เจ้ากลัวว่าชารีฟจะตายรึ”
มิเชลล์ทำสีหน้ารับคำกลั้นน้ำตาสุดแรงเกิด
“เจ้ากลัวก็ถูก ชารีฟก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในเขตของความตายแล้ว”
มิเชลล์สะอื้นสะท้อนขึ้นมาในอก
“และเจ้าควรจะรู้และควรจะยอมรับ ตั้งแต่วันที่เจ้ายอมเป็นภรรยาของเขา...ภรรยาของทหาร”
“เพคะ...พระชายา...หม่อมฉันควรยอมรับเพคะ”
“ไม่จริงมิเชลล์ เจ้ายังทำไม่ได้ สายตาเจ้าบอกเรา”
มิเชลล์หลบตา
“มนุษย์เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต่างกันที่หน้าที่ หน้าที่ของมนุษย์ในโลกนี้ตั้งแต่เกิดเป็นลูก เป็นนักเรียน เป็นคนทำงาน เป็นเพื่อน เป็นสามีหรือภรรยา เป็นพ่อแม่เป็นปู่ย่าตายาย” พระชายาพูดเตือนสติ “นั่นคือหน้าที่ต่อครอบครัวต่อสังคม”
มิเชลล์ฟังอย่างตั้งใจมาก
“แต่ชารีฟ เขามีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น”
“เพคะ”
“หน้าที่ต่อแผ่นดิน”
มิเชลล์ฟุบหมอบลงไปตรงหน้าพระชายา
“เจ้าเป็นเมียเขาเท่ากับเจ้ามีหน้าที่ต่อแผ่นดินด้วย” พระชายาวางมือบนหัวมิเชลล์ “วันหนึ่ง เมื่อเจ้าตระหนักความจริงข้อนี้ถึงมาบอกเรา ไม่ต้องรีบ…ใช้เวลาตรึกตรองนานๆ”
มิเชลล์ซาลามต่ำ ทั้งๆ นอนอยู่

มิเชลล์เดินออกมาช้าๆ หยุดยืนที่หน้ากระโจม สีหน้าครุ่นคิดตรึกตรอง สักครู่หนึ่งมิเชลล์เดินเร็วขึ้นๆ สีหน้าเหมือนคิดได้แล้ว ท่าทีโล่งใจ
มิเชลล์เดินกลับเข้ามาในกระโจม เดินเร็วๆ เข้าไปซาลาม คุกเข่าที่เบื้องหน้าพระชายา
พระชายายิ้มอ่อนหวาน “บอกเราได้หรือยัง”
“เพคะ”
“พร้อมใช่มั้ยมิเชลล์”
“พร้อมเพคะ”
“เราขออวยพร...เจ้าคือผู้หญิงที่จะมีลูกชายหกคนให้ชารีฟ”

มิเชลล์ยิ้มแจ่มใส ใบหน้าเปล่งปลั่งสวยงาม นัยต์ตาเป็นประกายเจิดจ้า

อ่านต่อหน้า 3

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7 (ต่อ)

ภายในกระโจมที่ประทับขององค์อาหเม็ด เจ้าชายอับดุลลาแห่งอิชฟาอัคทูลถามขึ้น

“ผู้หญิงต่างชาติคนนี้เป็นใครพ่ะย่ะค่ะ น่าสนใจ”
“อ๋อ เรื่องราวเป็นอย่างนี้”
ภาพจำในวันที่มิเชลล์มาเข้าเฝ้าในวันแรกที่มาผุดขึ้นมาในห้วงคิดองค์อาหเม็ด ตามด้วยเหตุการณ์ตอนที่มิเชลล์เข้าเฝ้าก่อนเจ้าชายโอมานจะก่อการกบฏ
“น่าเสียดายพ่ะย่ะค่ะ ที่เจ้าพี่ไม่ได้นางสนมต่างชาติคนนั้น เขาว่าผู้หญิงฝรั่งเศสมีเสน่ห์รุนแรง สง่างามและอ่อนหวาน ทรงเสน่ห์ หม่อมฉันคิดว่าชารีฟจะทนแม่คนนี้ยั่วยวนไม่ไหวมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ” อับดุลลาว่า
“ผิดถนัด” องค์อาหเม็ดทรงโบกพระหัตถ์ให้ทหารออกไป
นายทหารคนอื่นๆ ที่ยืนเฝ้าถวายอารักขา พากันถอยลงไปทีละคน
“เจ้าพี่รับสั่งว่า ทรงทำพิธีรับเป็นนางสนมแล้ว ชารีฟทราบหรือเปล่า”
“เขารู้ แต่พี่ยังไม่ได้ฉลอง”
“ทรงโปรดถึงกับจะฉลองประทานเชียวหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ผู้หญิงคนนี้มีสมองที่ฉลาดเฉลียวดียิ่งกว่าความงามของนาง”
“ชารีฟไม่ควรจะฮุบเสียเอง ในเมื่อทรงรับไว้แล้ว ถึงจะได้ข่าวสิ้นพระชนม์ นางก็จะเป็นหม้ายตามประเพณี” อับดุลลาทูลอีก
“หญิงสาวกับชายหนุ่มเหมือนไฟกับน้ำมัน ใกล้กันมีแต่จะกระพือโหมกำลังให้ร้อนยิ่งขึ้น ต้องชมชารีฟว่าเก่งมากกว่า ที่จับผู้หญิงคนนี้ได้”
“เจ้าพี่รับสั่งคล้ายกับว่านางผู้นั้นถือตัวนัก”
“ก็เป็นเช่นนั้น โตกับศาสนาและแม่ชี พี่ได้นางเพราะบังคับ แต่ชารีฟจะได้นางเพราะอะไร พี่ไม่รู้” สีพระพักตร์กษัตริย์ ฉายแววตรึกตรอง “แต่…ก็ไม่อยากรู้นักหรอก”
ชารีฟเข้ามาพอดี
“รับสั่งให้หาข้าพระองค์”
“พักผ่อนแข็งแรงแล้วนะชารีฟ”
“พระเจ้าค่ะ เป็นพระกรุณา”
“พร้อมที่จะทำงานสำคัญแล้วนะ”
“พร้อมแล้วพระเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องสำคัญมากจะบอก ในขั้นต้อนนี้ก่อนข้อหนึ่ง อย่าเอาหนวดเคราออก ข้อสอง...” พระองค์นิ่งไปอึดใจ “หัดใช้ มีด-วง-เดือน ให้เก่ง”
ชารีฟฉงน “มีดวงเดือนหรือพระเจ้าค่ะ”
“รู้ใช่มั้ยว่าใครในแผ่นดินฮิลฟาราที่เชี่ยวชาญการใช้มีดนี้”
“กษัตริย์โอมาน” ชารีฟว่า
“ใช่.. มัน.. กษัตริย์โอมาน” น้ำเสียงองค์อาหเม็ดเยาะหยัน “และคนต่อไปที่ต้องเก่งไม่แพ้โอมานคือเจ้า ชารีฟ ผู้สืบบัลลังก์อันดับที่ 5 แห่งฮิลฟารา”
ชารีฟมองอย่างพิศวงมาก
“อย่าถามเหตุผล ทำตามที่ข้าสั่ง เก็บเครานั้นไว้ก่อน แล้วไปหัดใช้มีดวงเดือนให้เก่งที่สุดเท่าที่เจ้าสามารถจะเก่งได้”

บริเวณลานกว้างริมน้ำตก ซึ่งมีธารน้ำไหลสำหรับให้คนมาตักนำไปใช้ ชารีฟกำลังหัดรำมีดวงเดือนและซ้อมฟันด้วยมีดนี้อยู่ตรงนั้น ครูสอนบอกเทคนิควิธีการต่างๆ อย่างชำนาญ ชารีฟพยายามเรียนรู้อย่างตั้งใจที่สุด สีหน้ามุ่งมั่น มือที่กวัดแกว่งดูแข็งแกร่ง สอดรับกับขาที่เหยาะย่างอย่างแข็งแรง เหงื่อหยดพร่างพรูเต็มใบหน้าและชุ่มหนวดเครารุงรัง
ถัดมานายพลมุสกัต การิมและ เจ้าชายอับดุลลาห์ ยืนดูกันอยู่ การิมยืนถอยหลังไปนิดหนึ่ง ถามด้วยท่าทางนอบน้อม
“เหตุใดชารีฟจึงต้องเรียนวิธีใช้มีดวงเดือน”
“เพื่อจะได้มีฝีมือทัดเทียมเจ้าชายโอมานในวันหนึ่ง” มุสกัตบอก
“ท่านนายพลหมายความว่า ชารีฟอาจจะต้องต่อสู้กับองค์โอมานอย่างนั้นหรือ” อับดุลลาห์สงสัย
“ข้าพระองค์ยังไม่ได้วางแผนอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่องค์อาหเม็ดคำนึงว่าการใช้มีดวงเดือนนั้นเป็นอาวุธที่เชี่ยวชาญขององค์โอมาน และในการนำราชบัลลังก์คืนมาจากองค์โอมาน ชารีฟอาจจะต้องเผชิญหน้ากับองค์โอมานไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงมีพระบรมราชโองการให้ชารีฟหัดใช้มีดวงเดือน”

แววตาของนายพลชราครุ่นคิด

มิเชลล์ก้าวเข้าไปในกระโจมที่ประทับพระชายา ด้วยฝีเท้าเบาๆ พระชายาประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พรมหนังแกะอ่อนนุ่ม มีข้าหลวง 2-3 คน ชุมนุมเลือกผ้าแพรพรรณสีสวยๆ

“เขาว่าประเทศเพื่อนบ้านเราจะเลิกใช้ผ้าคลุมหน้าสีดำแล้วเพคะ” ข้าหลวงคนแรกทูล
พระชายา หันขวับมามอง รวมทั้งนางข้าหลวงทุกคน
“ประเพณีของเราใช้มาแต่โบราณกาล ลองมาเปลี่ยนสิ ไม่ช้าไม่นาน คงจะขอเลิกประเพณีคลุมหน้าไปเลย วัฒนธรรมเหลวแหลกของไอ้พวกฝรั่งต่างชาติจะทำลายความดีงามของเราหมด” พูดไปๆ พระชายาก็ของขึ้น เสียงดังขึ้นตวาดขึ้นตามลำดับ “ประเพณีเราดีงาม ขอย้ำ เป็นประเพณีที่ดีที่งามด้วย ต้องช่วยกันรักษา ไม่ใช่ไเจ๊าะแจ๊ะกับคนแถวถนนแล้วเอามาเผยแพร่...จริงมั้ย” พระชายาจ้องตานางข้าหลวงปากดี
ข้าหลวงคนนั้นเหมือนดอกไม้ถูกน้ำร้อนลวก อับเฉาลง เงียบปากไปในทันที
พระชายาหันไปเห็นมิเชลล์ “มิเชลล์ มานี่มานั่งใกล้ๆ ฉัน”
มิเชลล์เข้ามา ทำความเคารพแล้วนั่งลง
“คนอื่นๆ ออกไปก่อน เอาผ้าแพรพรรณพวกนี้ไปด้วย”
ข้าหลวงขนของไปหมดแล้ว
พระชายาพิจารณามิเชลล์ พลางยิ้มๆ “ผมยาวขึ้นแล้วนะ ชารีฟน้องเราตัดผมได้เก่งมากเหมือนถูกตัวอะไรแทะ”
เพียงได้ยินชื่อเขา มิเชลล์ก็ยิ้มสว่างจนเห็นฟันทั้งปาก หน้าแจ่มใส
“เจ้ายิ้มอย่างนี้หน้าตาแจ่มใส…งามเหลือเกิน แต่…” พระชายาจับผมพิจารณาอยู่ไปมา “เอาอย่างนี้ดีกว่า”

ที่กระโจมของพวกข้าหลวง เวลาต่อมา มีนางข้าหลวง 2 คน วุ่นวายหากรรไกรไปตัดผมมิเชลล์
“อย่างนี้ได้มั้ย” นางคนแรกนี้ชูกรรไกรเล่มใหญ่ หนาขึ้นมา
“อันนั้นไว้ตัดผมเจ้าแล้วกัน” อีกนางบอก
ข้าหลวงคนแรกวิ่งวุ่นหาอีก
“เฮ้อ...ทำไมถึงจะทรงเล่นซุกซนอย่างนี้นะ” คนที่ 2 บ่นงึมงำ
“เล่นที่ไหนกัน จะเอาไปทรงตัดผมผู้หญิงต่างชาติคนนั้นจริงๆ” คนเดิมท้วง
ข้าหลวงคนที่ 3 วิ่งเข้ามา “ได้หรือยัง”
“ได้แล้ว” ข้าหลวงคนแรกบอก

สักครู่หนึ่งต่อมา กรรไกรเล่มเล็ก ปลายเรียว ในมือพระชายายกขึ้นจดจ้อง มิเชลล์หลับตา พระชายาขยับ ง้างกรรไกร แล้วถอยออกไปอีก
“เราก็ไม่เคยเหมือนกัน”
มิเชลล์ร้อง “อ้าว”
พระชายาหัวเราะขำๆ “แต่ก็จะลองนะ”
“ไม่เป็นไรเพคะ ถ้าทรงตัดแล้วเหมือนตัวอะไรอีกตัวแทะ ไว้ยาวอีกก็ลองตัดอีก”
พระชายาหัวเราะเสียงดัง “อุ้ย…” รีบปิดปากรักษากิริยา “ลืมไปว่าหัวเราะเสียงดังไม่ได้ เอ้า ตัดล่ะนะ”
จากนั้นพระชายาลงมือตัดซ้าย ตัดขวา และตัดข้างหลัง แม้จะเป็นครั้งแรก แต่ก็ตัดซอยได้อย่างแคล่วคล่อง โดยประหลาด
เสร็จแล้ว มิเชลล์เลื่อนเข้ามาดูเงาตัวเองในกระจก เห็นเป็นใบหน้าสวยสดใส ในผมทรงสั้นน่ารัก
“ฝีมือเราเป็นยังไง”
“ทรงเก่งมากเพคะ”
“ขอบใจ เออ...เราว่าจะถามเจ้าหลายวันแล้วว่าเจ้าคิดจะเรียนภาษาอารบิคบ้างไหม เราจะสอนให้”
มิเชลล์มองพระชายาด้วยดวงตาซาบซึ้งสุดๆ พลางคำนับต่ำ
“เป็นพระกรุณาเหลือเกินเพคะ ในเวลาที่ผ่านมานี้หม่อมฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า หม่อมฉันควรรู้ภาษาอารบิค”
“จะสอนให้ทั้งอ่านและเขียน อยากเขียนอะไรจะได้เขียนไว้อวดน้องชายของเราในวันแต่งงาน”
มิเชลล์ก้มหน้าสีหน้าเขินอาย
พระชายาเชยคางแย้มยิ้มบอก

“ชารีฟจะได้ภูมิใจว่า เจ้าพร้อมที่จะเป็นคนของประเทศนี้ทั้งกายและใจ”

ในกระโจมของพระชายาอีกวันหนึ่ง พระชายาเริ่มสอนมิเชลล์อ่านตัวหนังสืออารบิค สอนให้เขียนอักษรอารบิค

พระชายาฟังมิเชลล์อ่านออกเสียงเริ่มคล่องขึ้น
ต่อมาพระชายาดูมิเชลล์ที่กำลังเขียนภาษาอารบิคเป็นประโยคยาวๆ ได้ พอเขียนเสร็จมิเชลล์ยิ้มภูมิใจ
“ต่อไปเมื่อชารีฟต้องรับหน้าที่สำคัญที่สุดในรัฐบาลขององค์อาหเม็ด เจ้าจะมีส่วนอย่างมากในการทำงานเคียงคู่น้องชายของเรา”
“หม่อมฉันรอคอยวันนั้นเพคะ”
พระชายา มีสีหน้าจดจำรำลึก มิเชลล์เงยหน้ามองว่าจะพูดอะไรต่อ
“เจ้ารู้ไหมมิเชลล์ เมื่อตอนที่เขาลอบเข้าไปบอกในฮาเร็มว่าองค์อาหเม็ดทรงพระกรุณาให้มารับตัวนั้น เราแทบจะเป็นลมเพราะความตื่นเต้นดีใจ คว้าอะไรไม่ถูก เพราะตอนนั้นสิ้นหวัง นึกว่าตายแน่แล้ว เราออกมาโดยทางใต้ดินนะ รอนแรมมาในทะเละทรายจนถึงอานาอิซามันก็ไม่ไกล แต่กลัวพวกโจร น่าขำนะ..เวลาตกยากนี่น่ะ รถยังไม่ได้นั่งเลย เราต้องนั่งอูฐ โยกเยกแทบแย่ สนมอื่นๆ ขององค์อาหเม็ดมันร้องไห้รำพันจะตามมาด้วย ต้องปลอบกันแทบแย่ว่าไปลำบาก ให้รักษาตัวให้ดี ไม่ช้าหรอกก็จะเสด็จกลับ มันก็เป็นเมียท่านคงรู้สึกเหมือนๆ กัน แต่ยามยาก คนเป็นเมียหลวงนั่นแหละที่ต้องลำบากตรากตรำอยู่ในกระโจมกลางทะเลทรายอย่างนี้” พระชายาพูดระบดระบาย
“เจ้าหญิงเสด็จพระองค์เดียว แล้วพระชายาองค์อื่น ไม่โปรดให้ตามเสด็จหรือเพคะ”
“เขาไม่กล้ามาเอง กลัวว่าจะเป็นแผนของกบฏ”
“องค์อาหเม็ดไม่ทรงกริ้วหรือเพคะ”
“ไม่หรอก....จะหาใครมีเหตุผลเท่าพระองค์ท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านกับชารีฟเหมือนกันตรงที่เป็นคนมีเหตุผลที่สุด”

ขณะที่องค์อาหเม็ดกำลังดูแผนที่อยู่ในกระโจมที่ประทับ ดูแล้วทำเครื่องหมายสำคัญไว้ ทหารเข้ามา ถวายความเคารพแล้วกราบทูล
“เจ้าชายแห่งอิชฟาอัคขอเข้าเฝ้าพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดพยักหน้า นัยน์ตายังไม่ละจากแผนที่
เจ้าชายอับดุลลาห์เข้ามา ซาลามต่ำ
องค์อาหเม็ดทัก “เป็นยังไงน้องพี่”
“มีข่าวหลายข่าวของท่านอาโอมาน”
องค์อาหเม็ดสะดุดหู นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหันมาทางอับดุลลาห์ นัยน์ตาเย็นเฉียบ เสียงดังทันที
“ยังจะนับญาติกับมันอีกรึ มันทำขนาดนี้ยังจะนับอีกรึ”
อับดุลลาห์ตกใจ ซาลาม “ข้าขออภัยโทษ จะไม่เอ่ยนามท่าน…เอ้ย กษัตริย์โอมานอีก”
องค์อาหเม็ดนิ่ง ด้วยความสะเทือนใจไปสักครู่ “ดีแล้ว…ดีแล้วที่พูดคำว่า กษัตริย์โอมาน”
เจ้าชายอับดุลลาห์มองนัยน์ตาเป็นคำถาม
“จะได้คอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าพี่จะต้องเอาความเป็นกษัตริย์คืนมา ยังมีอีกหลายเรื่องนักที่ต้องทำให้ประชาชน การศึกษาเอย สุขภาพอนามัยเอย พี่ไม่คิดว่าโอมานจะทำ นี่เขาเป็นกษัตริย์ตั้ง...เกือบ 2 เดือนแล้ว เขาทำอะไรไปมั่ง”
อับดุลลาห์มองอย่างเลื่อมใส
“ข่าวของโอมาน ซึ่งพี่เชื่อว่าไม่ใช่ข่าวดี ใช่มั้ย”
“กษัตริย์โอมานกำลังติดต่อกับประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง เพื่อให้ประเทศมหาอำนาจนั้นช่วยเหลือด้านอาวุธ”
“นั่นไง ถึงถามว่าเคยทำเรื่องดีๆ บ้างมั้ย โอมานน่ะ ไม่รู้เลยหรือว่ามีประเทศมหาอำนาจประเทศไหนที่จะช่วยเหลือประเทศเล็กๆ อย่างเรา...ด้านอาวุธเสียด้วย..โดยไม่หวังประโยชน์อะไรตอบแทน ไม่รู้เลยหรือว่ามีกี่ประเทศในโลกนี้ที่รับความช่วยเหลือจากประเทศมหาอำนาจแล้วต้องสูญเสียอะไรบ้าง ที่สำคัญที่สุด เกียรติภูมิของประเทศก็แทบจะไม่เหลือ”
“ข้ารู้ดีว่าเจ้าพี่จะไม่มีวันปล่อยให้ฮิลฟาราต้องอยู่ในสภาพอย่างนั้น น้ำมันที่อัลเลาะห์ประทานมาให้เรา อย่าหวังว่าใครจะขุดไปง่ายๆ”
“ฮิลฟาราต้องยืนบนขาของตัวเอง ข้าขอฝากความหวังกับเจ้าและชารีฟ”

ที่ลานกว้างบริเวณริมน้ำตก อีกวันหนึ่ง ชารีฟหัดมีดวงเดือน ด้วยความตั้งใจตามเคย วันนี้เห็นชัดว่าฝีมือดีขึ้น โดยเฉพาะพวกท่ายากๆ ราชองครักษ์ทำได้สำเร็จ ครูฝึกตบมือชมเชย

วันเดียวกัน ค่ำแล้ว พระจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าที่มืดสนิท เป็นคืนข้างแรมแก่ๆ แลเห็นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวคล้ายเคียว ดูเศร้าสลด และว้าเหว่เหมือนหัวใจของมิเชลล์ยามนี้
มิเชลล์นั่งเท้าคางมองดูพระจันทร์ หน้าหมองจัด
ภาพความหลังของตัวเองกับชารีฟผ่านเข้ามาในความคิด ล้วนเป็นภาพความหลัง ในทะเลทราย ที่รอนแรมอยู่ด้วยกัน ทั้งสุขสม และทุกข์ขมที่แบ่งปันกัน
ในเวลาเดียวกันชารีฟเองก็นั่งเหม่อดูพระจันทร์อยู่เช่นกันที่หน้ากระโจม ภาพความหลังระหว่างตนกับมิเชลล์ผ่านเข้ามาในความคิด ช่างน่าประหลาด ที่สองคนคิดล้วนเป็นเป็นภาพเดียวกัน

มิเชลล์ก้มหน้าอยู่ในฝ่ามือทั้งสอง เงยหน้าขึ้นน้ำตาเต็มตา มองจ้องไปข้างหน้าเหมือนจะให้ทะลุความมืดไปจนเห็นตัวชารีฟ
ข้าหลวง 2 คนเดินกลับมาที่กระโจม
“วันนี้ไปดูท่านราชองครักษ์รึเปล่า” ข้าหลวงคนที่ 1 ว่า
มิเชลล์หยุดขยับตัว ตั้งใจฟัง
ข้าหลวงคนที่ 2 บอก “มีรึจะไม่ไป ก็ตอนเราคุมพวกทาสไปตักน้ำก็เห็นเต็มตาเขาซ้อมมีดกัน มีดนั่นนะ เล่นยากจะตาย อยู่ชายน้ำนั่นแหละ"
“โอ...ท่านงามอะไรเช่นนี้ จริงมั้ย ท่าทางองอาจ จับมีดวงเดือน...ฟันฉับ” ข้าหลวงคนที่ 1 ว่าอย่างเป็นปลื้ม
ข้าหลวงทั้งสองเดินหายไปแล้ว

สีหน้ามิเชลล์ใคร่ครวญครุ่นคิด และมีความหวังขึ้นมา

ที่หน้ากระโจมที่พักนางข้าหลวง เย็นวันต่อมา นางทาสรับใช้ทุกคนนุ่งห่มดำตลอดทั้งตัว คลุมใบหน้าปิดมิดชิดเหลือแต่ช่องนัยน์ตาเพื่อมองเห็น ทุกคนเทินเหยือกดินปากคอดไว้บนหัว เตรียมเดินเป็นแถวเพื่อไปตักน้ำที่ลำธาร มีนางข้าหลวง 2 คนคุมไป

มิเชลล์ ค่อยๆ โผล่ออกมาแอบดู สายตามุ่งมั่น

ไม่นานต่อมา มิเชลล์พาตัวเองมาอยู่ในกระโจมต่อหน้าพระพักตร์ของพระชายา
“พระชายาเพคะ หม่อมฉันขออนุญาตไปเดินเล่นแถวๆ ลำธาร”
“ที่นั่นไม่เหมาะกับเจ้า พวกนางทาสไปตักน้ำใช้”
“หม่อมฉันอยาก...ไปดูการประลองฝีมือเพคะ” มิเชลล์จ้องวงพักตร์พระชายา
“ดูประลองฝีมือ จะดูใครประลองฝีมือ”
“ใครก็ตามที่ประลองฝีมือด้วยมีด-วงเดือน อยู่เพคะ”
พระชายา ยิ้มในสีหน้า อย่างรู้ใจ จ้องตามิเชลล์นิ่ง
“หม่อมฉันไม่ได้คุยกับใครหรือสืบถามจากใครหรอกเพคะ เผอิญได้ยินเขาพูดกันว่ามีการประลองมีด -วงเดือนกัน”
พระชายาถามเสียงมีความหมาย “เป็นห่วงเขานักรึ”
มิเชลล์มองนัยน์ตาบอกความนัยทุกประการ
พระชายาเข้าใจดี เชยคางมิเชลล์ขึ้น “อะไรหนอจะมีอานุภาพเหนือสิ่งนี้ สิ่งที่เจ้ากำลังมีอยู่เต็มหัวใจ”
มิเชลล์ ตอบรับด้วยแววตา ด้วยสีหน้า
“อยากเห็นการประลองมากนักรึ”
“ถ้าพระชายาจะทรงพระกรุณา”
เจ้าหญิงพระชายาสรวลเบาๆ ก่อนจะตบพระหัตถ์สองสามครั้ง นางข้าหลวงเข้ามา
“พวกทาสที่จะออกไปขนน้ำเริ่มทำงานหรือยัง”
“เกือบได้เวลาแล้วเพคะ”
“ลำธารอยู่ห่างจากกระโจมของเรามากไหม”
“ไม่ไกลนักเพคะ แต่เลยเขตของฝ่ายในออกไป บริเวณนั้นใกล้กับสนามประลองฝีมือของทหาร เวลานี้ท่านราชองครักษ์กำลังฝึกซ้อมมีดเพคะ ครูเป็นชาวพื้นเมืองถิ่นนี้ ผู้บงการและกำกับการฝึกคือท่านนายพลมุสกัต”
“ดีแล้ว…หาชุดดำให้มิเชลล์สักชุดสิ พาออกไปกับเจ้าด้วย ปะปนในกลุ่มนางทาสขนน้ำ อย่าให้ใครจับได้ว่าเป็นฝ่ายในลักลอบออกมาเป็นอันขาด” พระชายารับสั่งเฉียบขาด
“เพคะ”
พระชายาหันมาทางมิเชลล์ “ไปดูให้พอใจแล้วรีบกลับมา อย่ามัวไถลไปที่อื่น”
“เพคะ”
“แต่งตัวแล้วมาให้เราดูหน่อย”
พริบตาเดียว มิเชลล์อยู่ในชุดสีดำ ชุดเดียวกับเหล่านางทาสเมื่อครู่นี้ ยืนตรงหน้าพระชายา
“รูปทรงอรชรอ้อนแอ้นอย่างนี้ จะไม่มีใครรู้เลยหรือว่านี่ไม่ใช่ทาส”

ตรงทางเดินออกจากกระโจม นางข้าหลวงเดินนำมาบริเวณนั้น มิเชลล์เดินตาม ฟาราห์ ข้าหลวงวัยกลางคน ปากร้ายใจดี เคยรักษามิเชลล์บ่นๆ
“ทหารมากขึ้นทุกวัน แต่จะล้มตายอีกมากในวันข้างหน้า ผู้หญิงจะเป็นม่าย เด็กจะขาดพ่อ ภรรยาจะขาดสามีเป็นที่พึ่ง” แล้วทำท่าอ้อนวอนพระเจ้า “ขอความสุขจงกลับคืนมาสู่พวกเราโดยเร็วเถิด”

ในเวลาต่อมาพวกนางทาสเดินกันเป็นแนวไปตามผืนทราย มุ่งหน้าไปทางลำธาร มิเชลล์ เดินตามข้าหลวง ข้าหลวงเดินเร็วมาก
พอถึงแถว ข้าหลวงก็ผลักมิเชลล์เข้าไป พร้อมกับส่งเหยือกให้
“เอ้า” ส่งเสียงอย่างรู้กันว่าแกล้งดุ “อย่ามัวเถลไถล”
นัยน์ตาของมิเชลล์ กับนัยน์ตาข้าหลวง สบตากันเป็นนัย แล้วมิเชลล์ก็เดินเข้าแถวไปทันที ทูนเหยือกไว้บนหัว เหยือกอยู่เสียเมื่อไหร่ มันขลุกไปขลิกมาจนมิเชลล์ต้องเดินเอวอ่อนตามมันไปด้วย

ตรงบริเวณลานทรายกว้างขวางร่มรื่น ดวงอาทิตย์ลอยต่ำ ใกล้ค่ำมากแล้ว
มิเชลล์อยู่ตรงนั้น สอดตามองซ้ายแล้วมองขวา แล้วเห็นหมู่ปาล์มและอินทผลัมออกลูกเหลืองจัด สวยจับตา
มีหญิงเบดูอินคนอื่นทยอยออกมาที่ริมลำธาร เพื่อมาตักน้ำไปใช้แล้ว ฉับพลันทุกคนหยุดนิ่งมองตรงไปเบื้องหน้า

ที่บริเวณลานประลองกำลัง ซึ่งเป็นลานทรายราบเรียบ ร่มรื่นด้วยหมู่ปาล์มและกอหญ้า ชารีฟกำลังฝึกประลองกำลังด้วยมีดวงเดือนกับทหารคู่ฝึก เหงื่อเต็มตัว
“มาทางนี้ค่ะ อยากจะดูการต่อสู้ก็ยืนอยู่ตรงจุดนี้แหละ เห็นชัดทีเดียว แต่อย่าเลยตรงนี้ไปนะ” ข้าหลวงบอกมิเชลล์
“อ้าว แล้วเธอจะไปไหนล่ะจ๊ะ”
“ฉันจะไปพบคนขายของทางกระโจมโน้น เจ้าหญิงรับสั่งให้เขาหาแพรสวยๆ มาขาย เขาเพิ่งจะมาจากเมืองท่าฝั่งทะเลด้านเหนือ จะนัดให้เขาเข้าเฝ้าที่กระโจมที่ประทับ” ตอบแล้วข้าหลวงนางนั้นผละไปทันที แต่ไม่ก่อนจสั่งว่า “แล้วฉันจะมารับ รออยู่ที่นี่นะ”
“จ้ะ” มิเชลล์รับคำ
ข้าหลวงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หวนกลับมาบอกอีกว่า “อย่าอยู่นาน นักนะ ถ้าพวกทหารมาล้างหน้าที่ตาน้ำต้นทาง เลี่ยงไปให้ไกล”
“จ้ะ”
มิเชลล์เดินตรงไปข้างหน้า นัยน์ตาจ้องจับที่คนประลองฝีมือ นั่น! ใช่แล้ว ชารีฟกำลังซ้อมอย่างเข้มแข็ง มิเชลล์มองดูด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
ด้วยความคิดถึง มิเชลล์เผลอฝันไปว่า ตัวเองออกวิ่งไปเต็มแรงจนกระโปรงปลิว มิเชลล์อยู่ในชุดขาวสวยบางเบาพลิ้วทั้งตัว ชารีฟยืนคอยในชุดซ้อมสีหน้ายิ้มแย้ม
มิเชลล์วิ่งมาเร็วจี๋ ขึ้นไปถึงตัวหยุดยืนนิ่ง หายใจหอบถี่ แล้วชารีฟก็อ้าแขนรับ มิเชลล์ผวาเข้าในอ้อมกอดแห่งรักเต็มแรง

แขนสองคู่โอบกอดซึ่งกันและกัน ใบหน้าแนบชิดกัน มิเชลล์โอบรอบคอชารีฟที่กอดประทับรับขวัญเต็มรัก

อ่านต่อหน้า 4

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 7 (ต่อ)

มิเชลล์ยืนหลับตานิ่งคิด...ฝันต่อ เท้าก็เดินใกล้เข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว แต่แล้วเสียงพระชายาดังก้องขึ้นในหู

“มิเชลล์ บอกแล้วว่าให้ระวังตัว อย่าออกไปไกล”
มิเชลล์สะดุ้งลืมตา รู้ตัวว่าทั้งหมดนั้นหล่อนคิดฝันไปเอง ขณะจ้องมองชารีฟ
“ชารีฟ” มิเชลล์พึมพำเบาๆ “ฉันเป็นห่วงท่าน ระวังตัวด้วย”
ชารีฟฝึกเสร็จแล้ว เดินเช็ดเหงื่อมากับพวกทหารที่ประลองกำลังด้วยกัน 2-3 คน มิเชลล์จ้องมองอย่างลืมตัว ชารีฟเดินเข้ามากับทหาร ตรงมาที่ลำธาร
“เฮ้ย...นั่นนางทาสต่ำทรามยืนดูอะไรนั่น” ทหาร 1 ใน นั้นเอะอะ
มิเชลล์สะดุ้งแล้วถอยหลัง 3-4 ก้าว สะดุดขาตัวเองล้มลง
“นางคนนี้ บังอาจนัก เป็นทาสมีหน้าที่ตักน้ำใยมาเดินเก้กังอยู่ตรงนี้ มีแผนอะไรรึเปล่า”
ทหารคนนี้พูดเสียงดังฟังชัด พูดพลางเดินพรวดๆ เข้ามา มิเชลล์ลนลาน หันหลังตะกายตัวหนี
ทหารตะโกน “เฮ้ย หยุดอยู่ตรงนั้น อย่าขยับนะ”
ชารีฟปราม “ช่างเถอะเจ้า นางอาจอยากดูเราต่อสู้กันก็ได้”
มิเชลล์พยักหน้าซ้อนๆ กันหลายที ก้มหน้าลงเกือบถึงพื้นทราย
“ก็นั่นแหละท่าน มันอยากดู ก็ต้องดูไกลๆ อะไรทะเล่อทะล่าเข้ามาดูถึงนี้” ทหารคนเดิมบ่น
มิเชลล์ลุกขึ้นจะไป หันไปดูชารีฟที่ยืนมองมาอย่างปราณี ใจเต้นแรงอยากเข้าไปหาเหลือเกิน
“ลุกขึ้นแล้วกลับไปตักน้ำเสียให้เสร็จ มิฉะนั้นเจ้าอาจจะโดนลงโทษ”
มิเชลล์รีบไปทันที ตะเกียกตะกายไปตามกองทราย ลุกยังไม่ขึ้น
“ไปเร็วๆ” ทหารคนนั้นตะคอกอีก
มิเชลล์ล้มลงไปอีกด้วยความตกใจ จังหวะนี้มือชารีฟเอื้อมมาจับแขนมิเชลล์ให้ลุกขึ้น
มิเชลล์ใจวาบหวาม กลั้นน้ำตา อยู่ใกล้จนเอื้อมถึงแล้ว แต่ยังไม่สามารถรู้กันได้
ชารีฟไม่ได้สงสัยอะไรเลย ปล่อยมือเมื่อมิเชลล์ยืนได้แล้ว พูดเบาๆ ว่า “รีบไปเสีย”
แล้วตัวเองหันไปพยักหน้ากับทหาร เดินต่อไปทางลำธาร มิเชลล์ยืนใจสั่นสะท้านแทบจะทะลักออกมานอกทรวงอก
แล้วฉับพลันก็เดินรวดเร็วไปที่ลำธาร ชารีฟแยกกับครูฝึก เดินย้อนไปทางต้นน้ำ

ขณะที่ชารีฟกำลังวักน้ำขึ้นล้างแขน ล้างหน้า มิเชลล์ยืนมองอยู่ด้านหลัง ปลดแหวนเปียรุสสีไข่นกการะเวกจากคอแล้วสวมบนนิ้วนางข้างขวา แล้วเดินไปที่ลำธาร บริเวณด้านซ้ายของชารีฟ น้ำในลำธารใสแจ๋วจนเห็นพื้นกรวดทราย
มิเชลล์จ้วงเหยือกดินเผาใบโตลงในน้ำ ตะแคงลงเบาๆ เหยือกแตะน้ำแผ่รัศมีกระจายเป็นวงกว้างออกไปทุกที
ชารีฟกำลังเอื้อมมือลงน้ำ ผิวน้ำกระเพื่อมมาทางที่ตัวเองยืนอยู่ น้ำที่กระเพื่อมมาเบาๆ เป็นทิวมาเรื่อยๆ ช้าๆ ราวกับจะแทนความหมาย ส่งสารบางอย่างมาให้
ชารีฟจ้องมองที่กระแสน้ำ เลื่อนสายตาไป เห็นมือ เห็นแหวน หัวใจเต้นโครมครามเหมือนมีกลองใบใหญ่เข้าไปกระหน่ำ
ชารีฟพึมพำ “มิเชลล์”
“ชารีฟ” มิเชลล์กระซิบตอบ
“อา...เธอนั่นเอง” ชารีฟก้าวเข้ามาหา
มิเชลล์รีบบอก “ผิดธรรมเนียมค่ะ ผู้ชายผู้หญิงสนทนากันไม่ได้”
“ตรงนี้ไม่มีใครเลย”
“ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวอาจจะมีคนมา”
“ฉันดีใจจนลืมตัว สบายดีแล้วหรือ”
“ค่ะ”
“คิดถึงเธอใจแทบขาด มิเชลล์ คิดถึงเธอทั้งวัน..ทั้งคืน ทุกเวลา ทุกนาที” ชารีฟหยิบมีดวงเดือนขึ้นมาขัดใหญ่ “ฉันเฝ้าดูพระจันทร์แล้วก็ดูพระอาทิตย์ นับแทบไม่ถ้วนว่าเราไม่ได้พบกันนานเท่าไหร่ ผมของเธอยาวขึ้นแล้ว
คิดถึงฉันบ้างไหม”
“เป็นห่วงค่ะ” มิเชลล์ค่อยๆ ปล่อยให้น้ำไหลเข้าปากเหยือก
ชารีฟพูดพร่ำ “หัวใจไม่ได้อยู่กับตัวฉันเลย ตั้งแต่เขาพรากเธอไปอยู่ฮาเร็ม เขารักษาเธอดีอยู่หรือ”
“ค่ะ ฉันอยู่กระโจมเดียวกับเจ้าหญิงพระชายา”
ชารีฟดีใจ “อยู่กับพี่หญิง ดีมาก ฉันสบายใจแล้ว แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่าความคิดถึง เขาน่าจะให้เราอยู่ด้วยกันเสียเลยนะ”
“ท่านฝันกลางทะเลทราย” มิเชลล์เย้า
“ขอฉันฝันสักนิดเถอะนะ ความรักมันเผาผลาญฉันจนเหลือจะทุรนทุรายแล้ว”
“ท่านต้องระงับใจบ้าง” มิเชลล์กระซิบ
“แม้แต่มือของเธอฉันก็จำได้ ไม่ต้องสวมแหวนก็รู้ ฉันจำได้ไม่ลืม เสียงของเธอยิ่งทำให้หัวใจของฉันเต้นแทบจะระเบิด”
“ไม่ได้พบกันนาน ท่านพูดเพราะ ขึ้นเยอะ” มิเชลล์สัพยอก
“ฉันจะไปจากอานาอิซาวันมะรืนนี้แล้ว” ชารีฟกระซิบบอก
“ไปไหนคะ” มิเชลล์ใจหายวับ
“ราชการลับ เป็นตายเท่ากัน”
“เกี่ยวเนื่องกับการฝึกมีดโบราณหรือคะ”
“ใช่ ฉันจะขอบคุณพระเจ้าที่ดลใจให้เราได้พบกัน” เสียงชารีฟแผ่วเบาเหมือนแว่วมากับสายลม
“ชารีฟ”
“มิเชลล์ เธอจะให้แหวนเครื่องรางนั้นกับฉันได้ไหมที่รัก เธอบอกฉันว่าเปียรุสชุดนี้ได้มาจากเจ้าหญิงฟารีดา และเธอก็ปลอดภัยมาตลอดเวลา ฉันไม่อยากจะไปโดยไม่กลับมาอีก”
“ชารีฟ” มิเชลล์ปล่อยเหยือกดินหลุดมือไปสู่ก้นลำธาร ตรงหน้า พึมพำออกมาว่า “ฉันเป็นห่วงท่านเหลือเกิน เขาว่าจะมีการนองเลือด ท่านต้องระวังตัวนะคะ ถ้าท่านเป็นอะไรฉันจะ...จะ…ฉันต้องตามท่านไป”
“อย่าพูดอะไรอีกเลย ฉันจะยับยั้งใจไม่อยู่ แล้วทุกสิ่งก็จะพังพินาศในพริบตาเดียว อยากจะจูบลาเธอใจแทบขาดอยู่แล้วนะ อยากจะกอดเธอไว้กับอก ความรักเป็นอย่างนี้เอง ห่างกันก็พอทนหรอก แต่ใกล้แค่เอื้อมมือถึงอย่างนี้ มันทรมานสิ้นดี”
“นางข้าหลวงของพระชายามาแล้วค่ะ” มิเชลล์กระซิบ มองไปตามทางเดินที่วกวนขึ้นมา
ชารีฟเย้า “จับนางมัดเสียดีไหม”
“ตายจริง” มิเชลล์ขำเผลอตัว หัวเราะคิก เบาๆ
“นังคนนี้เจ้ากี้เจ้าการที่สุด ฉันรู้จักนางดี อยู่กับแม่มาก่อนไม่ชอบฉันนักหรอก เพราะดื้อกับนางอย่างถึงพริกถึงขิง ไม่เอาไม่พูดเรื่องคนอื่นเธอรักฉันมากไหม”
“ไม่ต้องถามเลยชารีฟ ฉันจะวางแหวนไว้บนเนินหินนั้นนะคะ”
“ไม่ เธอเอาไปวางหลังโขดหินนั่น..เร็วสิ” ชารีฟพยักพเยิดไปอีกทาง
“ค่ะ”
มือมิเชลล์วางแหวนลงบนเนินหินที่ชารีฟบอกอย่างบรรจง
รัศมีบรืเวณหัวแหวนเป็นประกายล้อกับพระอาทิตย์ อ้อมแขนชารีฟโอบมารอบตัวมิเชลล์ทันควัน มิเชลล์หันไปหาอย่างรวดเร็ว แล้วร่างสองร่างก็แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ชารีฟก้มลงเคล้าเคลียไปทั้งหน้าด้วยความรักความคิดถึง มิเชลล์หลับตาดื่มด่ำสัมผัสนั้นเข้าไปในใจ
“ข้าหลวงคนนั้นมาแล้วค่ะ”
“คอยฉันนะ..ฉันจะรีบกลับมาหาเธอ ไม่ว่าที่ไหน ที่นี่...ที่ฮิลฟาราหรือที่ไหนในโลกนี้”
“ฉันจะรอท่านค่ะ”
“ความทรมานที่ไม่มีสิ้นสุด เราจะไม่ได้พบอีกนานทีเดียว”
ชารีฟประคองหน้ามิเชลล์ด้วยสองมือ มองลึกเข้าไปในดวงตา เห็นน้ำตาคลอเต็มตามิเชลล์แล้ว ชารีฟปล่อยมือหยิบแหวน แล้วเดินไป พร้อมเสียง “ลาก่อน”
ชารีฟเดินห่างออกไปทุกที ก้มหน้าต่ำ แม้จะตัวตรง ผึ่งผายก็ตาม
มิเชลล์พึมพำ “จะกลับมาหรือไม่กลับมาพบกันอีก ฉันก็จะไม่มีใครอีกแล้วนอกจากท่าน ฉันจะไม่กลับฝรั่งเศสหรอก ชีวิตของฉันผูกพันกับทะเลทรายเสียแล้ว ขอให้พระเจ้าอวยพรท่าน”
ชารีฟเดินจากมา มิเชลล์อยู่ข้างหลัง มองจ้อง มองจนชารีฟไกลออกมาทุกที มิเชลล์น้ำตาหยาดลงมาทันที ก้มหน้าซับ แล้วสะดุ้ง

มือข้าหลวงแตะที่แขน สีหน้ารู้อะไรเป็นอะไร มิเชลล์พยักหน้าตอบ สองคนเดินจากไปด้วยกันช้าๆ

เย็นวันนั้น ในกระโจมที่ประทับพระชายา เจ้าหญิงพระชายาถามขึ้นเมื่อเห็นมิเชลล์เข้ามา

“สนุกมั้ยมิเชลล์ ใครแสดงการต่อสู้วันนี้”
มิเชลล์อึ้งไปอึดใจ “ท่านราชองครักษ์กับครูฝึกเพคะ”
“อ้อ” สายตาพระชายามองมิเชลล์อย่างเอ็นดูขณะถาม “เขาจำเธอได้มั้ย”
มิเชลล์ก้มหน้าต่ำ นึกถึงภาพที่ชารีฟก้มลงจับแขนและบอกว่า “รีบไปเสีย”
“จำไม่ได้เพคะ” มิเชลล์ไม่ได้โกหก ด้วยตอนแรกจำไม่ได้จริงๆ
“แรกๆ ก็อย่างนี้ สดชื่นนักหนา อีกหน่อยเถอะ พอตำแหน่งเมียหลวงมาถึง มันน่าเบื่อเสียยิ่งกว่าเมื่อตอนเป็นสาวเสียอีก ถ้าฉันไม่แต่งงานป่านนี้ก็สบายไปแล้ว พี่น้องมีมากมาย ไม่ต้องทุกข์ใจ”
“ความรักล่ะเพคะ”
“นั่นแหละ เพราะคำนั่นนั้นแหละ”
“ความรัก” มิเชลล์พูดเหมือนเสียงรำพึง
“รู้ไม่ใช่รึว่า ผู้ชายเขาต้องมีเมียถึงสี่คน”
“เพคะ ทราบเพคะ บางคนพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็มีไม่ได้เพคะ”
“อ้าว นี้เจ้าจะแต่งงานกับใคร พ่อค้าหาบเร่งั้นรึ พวกเศรษฐกิจไม่ดีน่ะ”
มิเชลล์หน้าเสียไปนิด
“เจ้าต้องเป็นเมียหลวงแน่ๆอยู่แล้ว เตรียมตัวรับอีก 3 เมียเถิด”

มิเชลล์ยืนอยู่หน้ากระโจม ในค่ำคืนเดือนเต็มดวง คล้ายชีวิตยามนี้ของมิเชลล์ที่พบเห็นทางสว่างแล้ว
มิเชลล์มองท้องฟ้า สีหน้าดื่มด่ำ เปี่ยมสุข กระทั่งเสียงพระยาดังก้องขึ้น
“รู้ไม่ใช่รึว่าผู้ชายเขาต้องมีเมียถึง 4 คน”
มิเชลล์หน้าสลดลง เพราะประเพณีตะวันตกนั้นเคร่งครัดมาก ผู้ชายต้องมีเมียคนเดียว

เวลาต่อมา มิเชลล์อยู่ในกระโจมพระชายา ก้มตัวทำความเคารพซาลามต่ำ
“หม่อมฉันเคยทนไม่ได้ แม้แต่จะคิดว่าต้องอยู่ร่วมกับหญิงอื่นในบริเวณเดียวกัน แต่บัดนี้หม่อมฉันรู้ดีว่าท่านราชองครักษ์จะต้องเป็นผู้นำครอบครัว เมื่อหม่อมฉันสมัครใจที่จะเป็นของเขา หม่อมฉันก็เต็มใจที่จะนับถือพระเจ้าองค์เดียวกับเขา”
“ดีแล้วมิเชลล์ วันหนึ่ง หรืออาจจะเป็นวันนี้ก็ได้ ที่เจ้าจะรู้ว่าเจ้าคิดถูกความรักชนะทุกสิ่งทุกอย่างเสมอ”
ใบหน้ามิเชลล์สดใส สวยงาม ขณะเงยหน้ายิ้มอ่อนหวานกับพระชายา
“จริงเพคะ ความรักของมนุษย์ช่างมีอิทธิพลเหลือเกิน”

วันนี้ กษัตริย์โอมานประทับอยู่บนบัลลังก์สีทอง กลางท้องพระโรงฮิลฟารา นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานจากโรคไส้เลื่อน
ซาอิ๊บสังเกตอยู่ จึงทูลขึ้น “เลิกประชุมเถิดพระเจ้าค่ะ”
องค์โอมานตวาด “หยุด ซาอิ๊บอยากเป็นกษัตริย์แทนข้ายังงั้นรึ”
“ข้าพระองค์ไม่อยากเป็นกษัตริย์หรอก แค่อยากเป็นคนพากษัตริย์ไปหาหมอเท่านั้นพระเจ้าค่ะ”
องค์โอมานหายใจแรงๆ “ฟังเจ้าแล้วข้าหงุดหงิด ไอ้ซาอิ๊บ ไม่ต้องเล่นลิ้น ยังไม่อยากผ่าเข้าใจมั้ย เอ้า มาพวกเรา เมื่อกี้ถึงไหน อ้อ ถึงเรื่องที่เขาจะส่งอาวุธให้เรา และอีกเรื่อง นายพลอิมรอน ไหนใครขอความช่วยเหลือเรา
เรื่องอะไรนะ”
“มิตรประเทศ ที่อยู่ติดกับเราพระเจ้าค่ะ เขาจะทำรัฐประหาร เขาขอให้เราช่วยส่งอาวุธให้” นายพลอิมรอนกราบทูล
“บอกเขาไปว่าเราตกลง เราจะช่วยเรื่องอาวุธ” กษัตริย์โอมานว่า
“แต่...ประเทศเราก็เพิ่งเริ่มต้นนะพระเจ้าค่ะ” นายพลอิมรอนท้วง
“เริ่มต้นอะไร พูดเป็นบ้าไปได้ นี่” องค์โอมานฉุน ชี้มือลงที่พื้น “ไม่ใช่ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในแถบนี้รึ กษัตริย์องค์ก่อนเขาก็วางระเบียบเป็นระบบดีแล้ว จะใครอีก” พอเห็นแต่ละคนทำหน้างงๆ ก็ตรัสต่อ “ไม่ต้องงง จะมีใครถ้าไม่ใช่พี่ชายอาหเม็ดของเรา แล้วยังจะคิดอะไรแบบคนขี้เกียจ เฮ้ย เอาออกจากตำแหน่งได้แล้ว นายพลอิมรอน ไม่ต้องเอาไว้ให้เปลืองเงินเดือน แก่ก็แก่ทำอะไรก็ไม่ได้ เอ้าร่างหนังสือปลดนายพลอิมรอน ข้าจะเซ็นทันที”
“ถ้าเซ็นหนังสือเสร็จ ข้าพระองค์จะขอทูลเรื่องถวายการผ่าตัด” ซาอิ๊บบอก
องค์โอมานตบโต๊ะข้างบัลลังก์สุดแรง ตบเสร็จนิ่วหน้า ด้วยรู้สึกเจ็บองค์มาก ลุกขึ้นจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เกิดซวนเซแล้วพยายามทรงตัว โบกมือไม่ให้คนช่วย
“ข้าพระองค์จะเชิญศาสตราจารย์หมอโมฮัมหมัด นะพระเจ้าค่ะ” ซาอิ๊บย้ำคำ
“เชิญมาทำไม ไอ้ซาอิ๊บ” องค์โอมานชี้หน้า “ยุ่งอีกแล้วนะเจ้า” พร้อมกับตวาดอย่างแรง
“เชิญมาถวายการผ่าตัด” ซาอิ๊บบอก ไม่ย่อท้อ
“ไม่ผ่า..ข้าไม่ผ่า”
ซาอิ๊บถามทันควัน “ทำไมหรือพระเจ้าค่ะ ขอพระราชทานเหตุผล”
“ไม่มีเหตุผล แต่ไม่ผ่า”
“ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นไร แต่ขอให้ผ่าแล้วกันพระเจ้าค่ะ”
กษัตริย์โอมานกริ้วสุดขีด ลุกขึ้นแล้วตั้งท่าจะเข่นซาอิ๊บให้ล้มคามือ แต่ตัวเองกลับหน้ามืด เจ็บที่ไส้เลื่อนขึ้นมา จนต้องกุมไว้ แล้วม้วนตัวลงอีกครั้ง ข้าราชบริพาร ทั้งหลายร้องเอะอะ ซาอิ๊บรีบเข้าไปประคององค์โอมาน บรรยากาศวุ่นวายกันไปหมด
ขณะที่ใครๆ ต่างเข้าไปหากษัตริย์โอมาน แต่นายพลอิมรอนยืนเฉย ก่อนจะเดินตัวตรงออกไปจากท้องพระโรง สีหน้าแค้นสุดๆ

ที่ตลาดแห่งหนึ่งในฮิลฟารา ผู้คนกำลังซื้อของ ขายของ เป็นที่อลหม่านไปหมด นายพลอิมรอนเดินเข้ามาในตลาดนั้น สีหน้าเครียดจัดมาก มีทหารสองคนยืนอยู่ข้างๆ ท่าทางคมเข้ม เครียดจัดเช่นกัน
ทหารคนที่ 1 พูดโดยไม่มองหน้าอิมรอน “จะให้ทำอย่างไรท่านนายพล”
ทหารคนที่ 2 เสริม “หลู่เกียรติกันขนาดนี้ ปลงพระชนม์เสียเถิดท่านนายพล”
หัวคิ้วนายพลอิมรอนขมวดเข้าหากัน แล้วค่อยๆ คลายลง “จะต้องทำเองทำไม ขอยืมมือคนอื่นทำไม่ดีกว่ารึ”
ทหารคนที่ 1 งง “ยืมมือใครหรือท่านนายพล”
นายพลอิมรอนเดินเนิบๆ อยู่กลางตลาด ทำท่าเหมือนมาซื้อของ ทหารสองคนตาม ชาวบ้านหลีกทางบ้าง ซาลามบ้าง
“ดูอินทผลัมพวกนี้สิ ลูกใหญ่ลูกโตดีจริง” นายพลอิมรอนหยิบอินทผลัมขึ้นมาหลายๆ ลูก “เราจะซื้อไปฝากเมียเรา” พลางหันมาทางทหารคนสนิท “ราชองครักษ์ชารีฟ ยังไม่ตาย เวลานี้อยู่ที่หมู่บ้านอานาอิซา” แล้วหันไปอีกทางพูดเสียงดังขึ้น “ไปทางโน้นเถอะ นั่นผ้าแพรพรรณพวกนั้นเราจะซื้อไปฝากเมียเรา”
พ่อค้าอินทผลัมตะโกนตาม ไม่เอาเหรอ อินทผลัมสดๆ ไม่เอาเหรอ

ครู่ต่อมานายพลอิมรอนเดินนำไปที่แผงผ้าแพรพรรณ “เจ้าว่าเมียข้าจะชอบผืนไหน” แล้วลดเสียงลง “คนที่อยากให้กษัตริย์โอมานตายมากที่สุด...” นายพลอิมรอนมองหน้า สองลูกน้อง
“สุลต่าน” ทหารคนที่ 1 กระซิบ
“ถูกต้อง แต่สุลต่านจะทำเองหรือไม่”
“ไม่มีวัน คนที่โดนใช้ให้ทำคือ พันเอกชารีฟ” ทหารคนที่ 1 บอก

ครู่ต่อมา อีกบริเวณใกล้ตลาด เงียบๆ ไม่มีคนพลุกพล่าน นายพลอิมรอน เอ่ยขึ้นกับลูกน้องทั้งสอง
“เจ้าฉลาดรอบคอบ สมเป็นท.ส.ของข้า เจ้าฉลาดพอที่จะรู้ซึ้งถึงความแค้นของคนที่โดนรังแกอย่างไม่เป็นธรรม กษัตริย์โอมานลงโทษข้าอย่างไม่เป็นธรรม ข้ารับใช้ใต้ฝ่าเท้ามาสิบกว่าปี สิ่งที่ข้าได้รับคือสิ่งนี้รึ ทำหนังสือปลดอิมรอน มาแล้วข้าจะเซ็น...เฮอะ” นายพลสูงวัยเค้นเสียงต่ำลึกในลำคอด้วยความแค้นสุดๆ “ให้เซ็นไป แล้วจะรู้ว่าคนอย่างอิมรอนใครจะมารังแกเล่นๆ ไม่ได้”
ทหารคนที่ 1 บอก “ทำตัวไม่สมกับคนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”
“พวกกบฏไม่เคยเป็นใหญ่ต่างหาก” ทหารคนที่ 2 ว่า
“ส่งคนไปอานาอิซาด่วนที่สุด ปล่อยข่าวศาสตราจารย์โมฮัมหมัดจะมาผ่าตัดไส้เลื่อนให้กษัตริย์จอมปลอมของเรา และต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของราชองครักษ์ชารีฟ...เขารู้ว่าควรทำอย่างไร”

นายพลอิมรอนสั่งการ

ข่าวชิ้นดังกล่าวถูกส่งมาถึงอานาอิซา อย่างรวดเร็ว เวลานั้นทหารลาดตระเวน เดินแกมวิ่งมาแต่ไกล หน้าตาตื่นเต้นมาก มุ่งตรงมาหานายพลมุสกัตที่กำลังเจรจากับทหารสี่ห้าคน อยู่ตรงมุมหนึ่งของกลุ่มกระโจม

ทหารลาดตะเวนมาถึง ทำความเคารพ ท่าทียังตื่นเต้นอยู่ นายพลมุสกัตเหลียวมามอง
“ท่านนายพล”
“ตื่นเต้นอะไรจะปานนั้น มีอะไรพูดไป”
“มีข่าว...ข่าว เอ้อ...”
“เออ ข่าวร้ายหรือข่าวดี”
“ข้าวร้าย... ที่เป็น...เป็น...”
นายพลมุสกัตเริ่มดูออก “เจ้าติดอ่างเหรอเนี่ย”
ทหารลาดตระเวน พยักหน้าซ้อนๆ กัน “ใช่...ใช่ครับ”
“ใครเอาทหารติดอ่างมาเป็นพลลาดตระเวนวะ ที่จริงติดอ่างก็เป็นทหารไม่ได้อยู่แล้ว” นายพลมุสกัตชักหงุดหงิด
ทหารลาดตระเวนท้วง “เป็น...เป็นทหาร ไม่...ไม่ต้องพูด...เอ้อ...พูดมาก
“เออ…เข้าใจ เป็นทหารไม่ต้องพูด…แค่รบเป็น เอ้า ก็ได้ ข่าวร้ายที่เป็นอะไร ที่เจ้าจะพูด”
“เป็น...ข่าวดีครับ” ทหารลาดตระเวนบอก
“งั้นรึ ยาวมั้ย ถ้ายาวให้เพื่อนเจ้ามาพูดบอกข้าดีกว่า”
ทหารลาดตระเวน คนที่ 1 ร้อง “ครับผม” ด้วยท่าทีเข้มแข็งสุดๆ แล้วหันหลังวิ่งโกยอ้าวไป
นายพลมุสกัตมองขำๆ “อ้าว...ท่าน” แล้วเห็นชารีฟเดินเดินมาถึง
“เสียงเอะอะ มีอะไรกัน”
ทหารลาดตระเวนคนที่ 1 วิ่งนำทหารคนที่ 2 กลับมาถึง 2 คนทำความเคารพ
“มาแล้วหรือ เอ้า ว่าไป เจ้าคนนี้เขาบอกว่ามีข่าวร้ายที่กลายเป็นข่าวดี อะไรหรือเจ้า” นายพลมุสกัตถาม
ทหารลาดตระเวน คนที่ 1 ทำท่าจะอ้าปากตอบ
นายพลมุสกัตร้องบอก “หยุด”
ทหารลาดตระเวน 1 ตกใจ ทำท่าน่าขำมาก หุบปากดังหมับ แล้วพึมพำ “ละ ละ ลืม” ก่อนจะถอยไปดันตัวให้เพื่อนทหารลาดตระเวนคนที่ 2 ขึ้นหน้าไป
ทหารลาดตระเวนคนที่ 2 รายงาน “มีข่าวมาว่ากษัตริย์โอมานเจ็บหนัก เป็นไส้เลื่อน ต้องผ่าตัดด่วน หมอชื่อ ศาตราจารย์โมฮัมหมัดครับท่าน”
ทั้งชารีฟและนายพลมุสกัตมองหน้ากัน แล้วรอยยิ้มแห่งความยินดีก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเต็มหน้านายพลมุสกัต
“เป็นโอกาสของเราแล้ว ท่านราชองครักษ์”
“โอกาส... มันไม่ใช่เพราะกษัตริย์โอมานเป็นโรคเฮอร์เนียหรอก” ชารีฟว่า
นายพลมุสกัตคิดไปคิดมา แล้วออกเดินไปเร็วรี่
ชารีฟฉงน “ท่านจะไปไหน ท่านนายพล”
“ไปเฝ้าองค์อาหเม็ด”
“โอมานไม่ได้เจ็บหนักหรอกนะ ท่านจะไปทูลว่าอะไร” ชารีฟท้วงท่าทีงวยงงไม่หาย

อีกวันหนึ่ง องค์อาหเม็ดประทับอยู่ในกระโจม กำลังดูแผนที่ฮิลฟารา มือหนึ่งถือจอกชา สีหน้าเคร่งเครียด
ทหารเปิดผ้าคลุมเข้ามาถวายการเคารพ “นายพลมุสกัตขอพระราชทานอนุญาตพระเจ้าค่ะ”
มุสกัตไม่รีรอ เข้ามาอย่างเร็ว เร่งร้อน พยักหน้าให้ทหารออกไป
“ทำท่าเหมือนโอมานมันเอาคอหอยมาจ่อให้เชือดอยู่หน้ากระโจม” องค์อาหเม็ดเย้า
นายพลมุสกัตมองจ้อง นัยน์ตาเป็นประกาย
องค์อาหเม็ดมองแล้วฉุกใจ สีพระพักตร์พิศวง “มุสกัต...อย่าบอกนะว่า...”
“ไม่ผิดพระเจ้าค่ะ”
“อะไรไม่ผิด”
“กษัตริย์โอมานเห็นทีจะถึงฆาตแล้วพระเจ้าค่ะ”
“อะไรจะรวดเร็วขนาดนั้น” พระองค์ก้มลงมองแผนที่ใกล้ๆ “จะไม่ให้เราออกแรงกันเลยรึ”
“กษัตริย์โอมานประชวรอาการหนัก” นายพลทูล
องค์อาหเม็ดชะงัก “เป็นอะไร”
“ไส้เลื่อนพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดฉงน “ไส้เลื่อน... มีใครเคยตายเพราะไส้เลื่อน”
“ประชวรหนัก ก็แปลว่า คงต้องประทับอยู่แต่ในตำหนัก”
“อาจจะออกมานอกตำหนักบ้างมั้ง...ท่านนายพล” สุรเสียงองค์อาหเม็ดขำๆ “แต่ในหรือนอกก็ไม่ตายหรอก”
“มิได้พระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์ขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปปลิดพระชนม์ด้วยมือของข้าพระองค์เอง เพราะข้าพระองค์รู้ทางลับใต้ภูเขาด้านล่างของวังหลวงราวกับบ้านของข้าพระองค์ ปิดตาเดินได้พระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดคิดตลอดเวลาที่มุสกัตพูด แล้วถามทันที “ใครเป็นหมอรักษาโอมาน”
“ข่าวออกมาว่าศาสตราจารย์โมฮัมหมัดจะเดินทางไปถวายการผ่าตัดพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดสีหน้าคิดอะไรออก มีแผนขึ้นมาในใจ นายพลมุสกัตไม่เห็น มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความคิดของตน
“เท่านี้ใช่มั้ย ท่านนายพล”
“พระราชทานอนุญาตนะพระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์พร้อมแล้ว”

นายพลมุสกัต และชารีฟนัดพบกันที่มุมลับตาแห่งหนึ่งบริเวณทะเลทราย
“ทรงตอบว่าอย่างไรหรือท่านนายพล”
“ทรงคัดค้านว่า การงานใดที่กระทำโดยอารมณ์มักจะขาดความรอบคอบ” สีหน้าท่านนายพลเศร้าลงขณะบอกคำต่อมา “ไม่ทรงอนุญาต”
“เหตุใดท่านจึงต้องการฆ่าสุลต่านนัก”
“ลูกสาวน้อยๆ ของข้าพเจ้า” เสียงนายพลมุสกัตสะอึกขึ้นมา แล้วกลั้นน้ำตาอย่างยากเย็น “นางเป็นข้าหลวงของเจ้าหญิงฟารีดา ชายาของเจ้าชายโอมาน” แล้วเสียงหายไปในลำคอ
“ท่านนายพล” เสียงชารีฟเบาเป็นพิเศษ “เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของท่าน”
เหตุการณ์ในอุทยานของวัง วันที่โอมานก่อกบฏผุดขึ้นมาในห้วงคิดนายพลชรา

ตอนนั้น อะมีนาแยกจากมิเชลล์ เดินแกมวิ่งหลบหลีกลัดเลาะมาตามหมู่ต้นไม้ของอุทยาน
ระหว่างนั้นมีดโค้งวงเดือนในมือทหารคนหนึ่งที่ดักซุ่มอยู่ตรงพุ่มไม้หนึ่ง มองจ้องอะมีนาที่วิ่งมาแต่ไกล
ทหารคนนี้ ท่าทางของมันน่ากลัว ออกแนวเหี้ยมโหด
พอร่างอะมีนาโผล่มา มันยกมีด ปาดดังฉับที่คอ อะมีนาไม่ได้ร้องสักแฮะ ตัวบิดเล็กน้อย ไอ้ทหารเลวมันปล่อยทันที
ร่างอะมีนาร่วงผล็อยลงอย่างช้าๆ จนเอียงซบลงกับพื้น แล้วศีรษะซวนซบลงพอดี

นายพลมุสกัตฟุบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนเห็นเป็นรอย เสียงสำลักในคอเพราะกลั้นน้ำตาสุดแรงเกิด
“คำสั่งของเจ้าชายโอมานรึ” ชารีฟถาม
“ใช่ เจ้าชายโอมานอยู่ในที่นั้นด้วย สายสืบของเราบอกว่า อะมีนาลูกน้อยของข้าพเจ้าจงรักภักดีต่อองค์อาหเม็ดเหมือนพ่อของมัน และรักแม่ครูมิเชลล์มากมายผิดสังเกต เพราะอะไรเพราะมันขาดแม่ ภรรยาของข้าพเจ้าที่ตายรูปทรงโปร่งระหงเหมือนผู้หญิงต่างชาติคนนั้น ลูกสาวของข้าพเจ้าคงจะรักและยึดถือครูแทนมารดาแน่ๆ”
คำบอกบอกเล่านั้นสั่นสะท้านราวกับกรีดออกมาจากหัวใจ
ชารีฟรู้สึกตัวชาวูบเมื่อนึกถึงมิเชลล์ที่ถูกกล่าวถึง ระงับใจเป็นปกติแล้วจึงถามออกไปว่า
“นางบอกครูผู้นั้นด้วยเรื่องอะไร”
“ข่าวกบฎที่เป็นความลับสุดยอด ข้าพเจ้ากระซิบบอกลูก เจ้าชายโอมานโหดเหี้ยมเหลือเกิน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ฆ่าอย่างทารุณได้ ด้วยเหตุนี้แหละข้าพเจ้าจึงอยากจะอาสาเข้าไปฆ่าพระองค์ด้วยมือข้าเอง”
“และทุกอย่างจะเป็นอย่างที่ทรงมีพระราชกระแสไว้ แผนจะล้มเหลว และท่านอาจจะถูกฆ่าเพราะท่านกำลังโกรธ ทำอะไรไม่รอบคอบแน่นอน” ชารีฟปลอบ
“ด้วยเหตุนี้ไง ข้าพเจ้าถึงเสนอให้ท่านเป็นคนปฏิบัติงานสำคัญยิ่งต่อองค์อาหเม็ดและฮิลฟาราของเรา”
“การวางแผนปลงพระชนม์เจ้าชายโอมานควรจะทำร่วมกัน ไม่ใช่ให้ข้าพเจ้าเสนอวิธีการขึ้นไปคนเดียว มันดู โดดเดี่ยว ไร้คนร่วมคิด”
นายพลมุสกัตบอกอย่างมั่นใจ

“ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านทำได้”

เวลาต่อมาที่บริเวณหน้ากระโจมที่ประทับองค์อาหเม็ด สองคนยืนประจันหน้ากัน โดยมีทหารอารักขาอยู่ไกลๆ คอยรักษาความปลอดภัย

องค์อาหเม็ดจ้องหน้า นัยน์ตาเข้มจัด “มีเรื่องสำคัญจะบอก”
“พระเจ้าค่ะ”
“โอมานเจ็บหนัก”
ชารีฟทำท่ารับรู้
อาหเม็ดถามย้ำ “รู้แล้ว?”
“พระเจ้าค่ะ”
“เป็นโรคที่ทรมาน แต่มันไม่ตายหรอก อย่าหวังว่ามันจะตาย”
ชารีฟค้อมหัวรับรู้
“มันเป็นไส้เลื่อน รักษายังไงไส้เลื่อนนี่”
“ถึงที่สุดแล้วต้องผ่าตัดพระเจ้าค่ะ”
“นั่นสิ... ต้องผ่าตัด” องค์อาหเม็ดเดินไปเดินมา “รู้ใช่มั้ยว่าใครจะเป็นคนไปผ่ามัน”
“พระเจ้าค่ะ”
“ใคร?” องค์อาหเม็ดถามสวนทันควัน
“โปรเฟสเซอร์ โมฮัมหมัดพระเจ้าค่ะ” ชารีฟเสียงเบาลงอีก
“รู้อย่างนี้ได้ความคิดอะไรบ้างมั้ยชารีฟ”
ชารีฟก้มหน้านิ่ง
“ถ้ายังคิดไม่ออกตอนนี้ไม่เป็นไร... ยังมีเวลาให้เจ้าคิดอีกวันหนึ่ง พรุ่งนี้มาพบเราพร้อมคำตอบ”

วันรุ่งขึ้น ที่ท้องพระโรงในกระโจมใหญ่ขององค์อาหเม็ด ชารีฟ นายพลมุสกัต เจ้าชายอับดุลลาห์ และนายทหารคนอื่นๆ ประชุมหารือกันอยู่ ต่อหน้าพระพักตร์องค์ประมุขแห่งฮิลฟารา
“เป็นยังไงชารีฟ”
“ข้าพระองค์ คิดไม่ออกพระเจ้าค่ะ ว่าจะวางแผนปลงพระชนม์เจ้าชายโอมานได้ยังไง”
“ไม่จริง” พระองค์เสียงดัง “ไม่เชื่อหรอกว่าคิดไม่ออก”
ชารีฟก้มหน้านิ่ง
“บอกมาว่าเจ้าคิดออกแล้ว แต่ที่ไม่อยากบอกข้าเพราะอะไร”
ชารีฟหน้าเศร้ามาก “พระเจ้าค่ะ”
“สีหน้าของเจ้าเดาได้ไม่ยาก เจ้าหน้าเศร้าหมองผิดปกติ เพราะเจ้าต้องไปฆ่าไอ้ทรยศโอมานรึ”
“การฆ่าคนเป็นหน้าที่ของทหารอยู่แล้วพระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์ฆ่าได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นร้อยเป็นพันคน ถ้าเป็นการต่อสู้กันซึ่งๆ หน้า”
“นั่นไง เขาว่าเขาว่าฆ่าได้แต่ต้องสู้ แสดงว่าเจ้าคิดไว้แล้วว่าจะไม่มีการต่อสู้ใช่มั้ย” องค์อาหเม็ดจ้องหน้านิ่ง
ชารีฟนิ่งอยู่อย่างนั้น
องค์อาหเม็ดตวาดสุรเสียงดังจนคนตกใจ “ใช่มั้ย ชารีฟ”
“ใช่พระเจ้าค่ะ” ชารีฟส่งเสียงอุบอิบ
องค์อาหเม็ดตบเข่าอย่างพอใจ “เจ้าวางแผนเหมือนที่ข้าวางแน่ๆ แผนที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับศาสตราจารย์โมฮัมหมัดด้วยใช่หรือไม่”
“ใช่พระเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ ง่ายๆ สั้นๆ ทุกคนฟังไว้ ชารีฟจะปลอมเป็นนายแพทย์โมฮัมหมัดผู้นี้แหละเข้าไปผ่าตัดโอมาน และฆ่าโอมานอย่างนี้ใช่มั้ย ชารีฟ”
“พระเจ้าค่ะ” ชารีฟก้มหน้านิ่ง
“แล้ว มีอะไรที่ต้องเศร้าหนักหนา ฮะ ชารีฟ” องค์อาหเม็ดแปลกพระทัยมาก

ชารีฟยืนกอดอกหน้าตาเศร้าหมองอยู่หน้ากระโจมตนเอง มองเพ่งไปที่กระโจมของพระชายาที่เห็นเป็นเงาตะคุ่ม
“มิเชลล์”
มิเชลล์ในกระโจมนั้น กำลังนอนอยู่ ทำท่าเหมือนได้ยินเสียงเรียก แต่ก็รู้สึกอึดใจเดียว ก็ทำท่าหลับ ปิดตาลง
ชารีฟพึมพำ “มิเชลล์ อยู่ตรงหน้านี้เอง แต่เหมือนสุดเอื้อม วันนี้ฉันว้าเหว่จริงๆ ฉันอยากเห็นหน้าเธอ อยากคุยกับเธอ มิเชลล์”
มิเชลล์ลืมตา แล้วลุกขึ้นนั่ง
“ฉันฝันถึงเธอทุกคืน แต่คืนนี้ฉันอยากเห็นตัวเธอจริงๆ อยาก...อยากให้เธออยู่ในอ้อมแขนของฉัน” นัยน์ตาชารีฟบ่งบอกอารมณ์ตามวาจาที่พูดอยากให้เธอรับฟังความอัดอั้นตันใจของฉัน เธอคงรู้วิธีที่จะปลอมโยนฉัน”
มิเชลล์ลุกจากเตียงเตี้ยๆ ที่นอนอยู่ แล้วค่อยๆ ย่องออกมา
“ฉันต้องทำ แม้ว่าไม่อยากทำ ฆ่าโอมานนั้นฉันทำได้ง่ายดาย แต่ต้องไม่ใช่วิธีนี้”
ชารีฟยืนก้มหน้านิ่งอยู่สักครู่
มิเชลล์ก้าวผ่านกระโจม มาสู่ประตู ชารีฟหันหลังกลับ
มิเชลล์โผล่ม่านประจำกระโจมออกมาทันที กวาดตามอง เห็นร่างตะคุ่มๆ เดินจากไป
“ชา...ชารีฟ”
แล้วร่างกายที่อยู่กับชารีฟทุกค่ำคืนในความฝัน ก็โลดแล่นลงจากเนินทรายเตี้ยๆ ตรงนั้น ด้วยสีหน้าตื่นเต้นตื้นตันมาก เร่งเท้าสองข้างวิ่งซอยถี่
ชารีฟได้ยินเสียง หยุดเดิน
มิเชลล์วิ่งสุดฝีเท้า อ้าปากจะเรียกดังๆ “ชะ...” ดีว่าอุดปากไว้ทัน
ชารีฟ ได้ยินเสียงมิเชลล์แล้ว หยุดกึก
มิเชลล์วิ่งมาจนถึงตัว ยืนอยู่ด้านหลัง ชารีฟกลั้นใจแล้วหันหลังกลับ
สองคนยืนจ้องกันด้วยสายตาลึกซึ้งด้วยความรัก ผูกพันกัน เหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกัน ถ่ายทอดความรักสู่กันจนหมดหัวใจ และฉับพลัน ร่างสองร่างก็โผเข้าหากันเต็มแรง กอดกันแนบสนิท
ทั้งสองทรุดตัวลงนั่ง ชารีฟกอดมิเชลล์ไว้ในอ้อมแขน
“ฉันคิดว่าต้องไปโดยไม่ได้เห็นหน้าเธออีกแล้ว มิเชลล์เหมือนสวรรค์ส่งเธอมาให้ฉันมีกำลังใจเป็นครั้งสุดท้าย”
มิเชลล์มองหน้า “ชารีฟ ท่านหน้าเศร้าเหลือเกิน ทราบแล้วใช่มั้ยคะว่าท่านต้องไปทำภารกิจอะไร”
“ทราบแล้ว”
“ท่านถึงหมองเศร้าอยู่เช่นนี้ โอ ชารีฟ ฉันอยากช่วยท่านเหลือเกิน ฉันอยากจะไปกับท่าน อยากอยู่ใกล้ๆ ท่านเวลาที่ท่านมีทุกข์”
ชารีฟเอื้อมสองมือไปประคองหน้ามิเชลล์ไว้ “ยอดรัก ได้ยินเท่านี้ฉันมีกำลังใจขึ้นมาก ฉันจะต้องทำงานให้สำเร็จ ฉันจะต้องไม่ล้มเหลว เพื่อจะได้รีบกลับมาหาเธอ มากอดเธอ” ชารีฟกอดแน่นเข้าไปอีก “กอดเธอไว้กับอกฉันอย่างนี้”
“แต่แค่นั้นไม่ได้ทำให้ท่านคลายทุกข์ใช่มั้ยคะ ภารกิจนั้นคงยิ่งใหญ่จนทำให้ท่านหน้าตาดูมีกังวลตลอดเวลา”
“ฉันกังวลเพราะงานที่ฉันต้องไปทำนั้น เป็นงานที่ทำให้เกียรติภูมิของวิชาชีพของฉันต้องย่อยยับไปด้วยมือสองข้างของฉันเอง”

“ท่านต้องทำอะไรบ้างคะ”
 
มิเชลล์จ้องหน้านิ่งรอฟัง
 
อ่านต่อตอนที่ 8
กำลังโหลดความคิดเห็น...