xs
xsm
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 6

งานเลี้ยงจัดขึ้นในห้องโถงด้านล่างของตึก มีผู้คนมากมาย นั่งเป็นวงกินเลี้ยงกันอยู่ 5-6 วง วงละ 5 คน มิเชลล์กับชารีฟ เดินลงบันไดมาในห้องโถง ชีคอัสมันเดินเข้ามาหากับแขกผู้ใหญ่ 3 คน

“อา ท่านนายแพทย์ เชิญๆ ทางนี้เลย” ชีคหันมาเรียกชารีฟ ชารีฟรีบดึงมิเชลล์เข้าไป “เชิญนั่งๆๆๆ”
ชีคอัสมันนำไปนั่งลงบนเบาะหนังแกะทุกคนนั่งลงล้อมวง ชารีฟดึงให้มิเชลล์นั่งลงข้างตัว ทุกคนในวงผงกหัวยิ้มๆ ให้กัน มิเชลล์ผงกแล้วยิ้มจ๋อยๆ ไม่รู้ต้องเจออาหารแบบไหน?
ทันใดชายร่างล่ำยกถาดอลูมิเนียมใบยักษ์ มีเนื้อกีบัสเกือบทั้งตัววางเหลืองเกรียมนอนอยู่ตรงกลาง มีข้าวสุกและถั่วโรยรอบ
มิเชลล์มองอ้าปาก เห็นตัวกีบัสทั้งตัว ชารีฟโอบไหล่สะกิดโดยแรง มิเชลล์หุบปากทันที โดยในขณะนี้คนอื่นๆ ก็เริ่มตั้งวง 4-5 วง วงละ 5 คน
ชีคอัสมันใช้มีดตัดเนื้อกีบัส ส่งให้ชารีฟก่อนเพื่อน “สำหรับมิตรสนิทของข้าพเจ้า ท่านนายแพทย์” แล้วจัดแจงฉีกเนื้ออีกชิ้นส่งให้มิเชลล์ “ชิ้นนี้สำหรับเจ้า ผู้ช่วยแพทย์ที่สามารถ” มิเชลล์รับไปท่าทีแหยงๆ
ชีคอัสมันเอื้อมมือมาตบบ่ามิเชลล์ป๊าบๆ มิเชลล์ไหล่ทรุด แกล้งทำกระซิบดังๆ อย่างจะให้ชารีฟ ได้ยินด้วย
“ช่วยรั้งนายของเจ้าให้อยู่ที่จาอุฟนานๆ สักหน่อยนะ เพราะดูเขาเชื่อถือ และเป็นห่วงเจ้าราวกับห่วงลูกห่วงเมียอย่างนั้นแหละ ฮ่าๆๆ แล้วข้าจะหาสาวงามให้เจ้าสักคน” ชีคหลิ่วตาประกอบคำพูด
พวกที่ร่วมวงด้วยพากันหัวเราะครึกครื้น
มิเชลล์หัวเราะไม่ออกชารีฟพลอยขำไปด้วย มิเชลล์ค้อนๆ
“เพราะคุณหมอวิเศษผู้นี้ พ่อข้าหายป่วยแล้ว” ยูซุฟบอก
ทุกคนตบมือ หันมายิ้มพยักพเยิดชมชารีฟเป็นการใหญ่ ชารีฟโค้งขอบคุณ
ทุกคนลงมือกินเนื้อกีบัสอย่างอร่อย ชารีฟกัดกินพลางพยักเพยิดให้มิเชลล์กิน มิเชลล์มองเนื้อในมือ ท่าทางไม่กล้ากิน ชารีฟถลึงตา แล้วทำท่ากินนำอย่างอร่อย
ชีคอัสมันหันมายิ้มกับมิเชลล์พลางกินพลางอย่างมูมมาม มิเชลล์ยิ้มจืดๆ รีบกินบ้าง แต่แล้วก็เหม็นสาปกึ๊กแทบสำลัก มิเชลล์มองคนอื่น เห็นทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย
ชารีฟกินอย่างมัวเมา มิเชลล์ทำท่าขยักขย้อน รีบๆกลืน ชารีฟมองมา ถลึงตาให้กินๆ เข้าไป
มิเชลล์เอียงตัวมากระซิบ “เหม็นจัง”
ชารีฟพูดเสียงดัง “หอมรึ..หอมก็กินเยอะๆ”
มิเชลล์อ้าปากค้าง
“หอมมากมั้ย” ชารีฟหันไปทางชีคอัสมัน “เจ้าตาฟา ชอบกลิ่นตัวกีบัสบอกว่าหอม”
ชีคอัสมันหันมาเจอ หัวเราะ ตักข้าวมาใส่ในจานมิเชลล์อีก แถมตักมันของตัวกีบัสมาสุมให้อีกเพียบ “หอม..ใช่..กลิ่นมันน่ากินจริงๆ เอ้า กินมากๆ สิตาฟาไม่ยังงั้นเจ้าจะผอมบางไม่ใหญ่โตอย่างนายของเจ้านะ ดูท่านสิ สูงใหญ่สง่างามผู้ชายตัวกระจ้อยร่อย จะน่าดูที่ไหนกัน เอ้า นี่ไขมันของตัวกีบัส น่ากินเห็นมั้ย มันย่องเลย”
มิเชลล์ยิ้มหน้าแหยมาก แอบหยิกชารีฟ อย่างแรงทีหนึ่ง
ชารีฟสงสารรีบแก้ตัวให้ “เจ้าหมอนี่มันมีกระเพาะเล็กมาก เอากลับไปมั่งเถิด” พร้อมกับตักเนื้อกีบัสคืนให้ชีค
ชีคอัสมันมองมิเชลล์อย่างเอ็นดู “เฮ้ย ไม่ได้ มันคงจะชอบกินแต่ขนมปังกับอินทผลัมล่ะสิ จึงเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแบบนี้” แล้วเอาคืนใส่จานมิเชลล์มาอีก โดยเอามือข้างที่ไม่เปื้อนลูบหัวมิเชลล์ไปมาอย่างเอ็นดู “ต้องให้กินไขมันของตัวกีบัส มันจะได้อ้วนมีเนื้อมีหนัง รับใช้เจ้านายได้เต็มที่ กิน…เร็ว”
มิเชลล์นั่งจ๋อย ก้มหน้าก้มตากินไปอย่างผะอืดผะอมเต็มที่
ชารีฟสงสารเต็มทน ชีคอัสมันหันไปทางอื่น ก็ตักมันเละๆ ในจานมิเชลล์มากินเสียเอง

ไม่นานต่อมาในแสงสลัว มิเชลล์วิ่งมาอย่างสุดฝีเท้า แล้วมาแอบอ้วกที่ข้างบ่ออย่างสะบักสะบอมน่าสงสาร หัวทิ่มหัวตำ แล้วจึงสาวเชือกตักน้ำในบ่อขึ้นมาล้างปาก บ้วนปาก ล้างหน้า หอบอย่างหมดเรี่ยวแรง พอลุกขึ้นเดินก็ชะงัก เห็นชารีฟยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า มิเชลล์ยืนหอบเหนื่อย วิงเวียนเหมือนจะเป็นลม
“หมดท้องรึยัง”
มิเชลล์พยักหน้า
“ไป...ฉันจะพาไปนอน”
“ไม่ต้อง ฉันไปเอง” มิเชลล์เดินโซเซไป

ครู่ต่อมามิเชลล์เดินตุปัดตุเป๋เข้ามาซุกตัวลงบนที่นอน ฟุบลงกับหมอน ชารีฟ ตามเข้ามา แล้วทรุดคุกเข่าลงข้างๆ ยื่นมือมาแตะ มิเชลล์สะดุ้งเฮือก รีบสะบัดและเขยิบหนีห่าง
“รู้สึกยังไงบ้าง เวียนหัวมั้ย ปวดท้องมั้ย”
มิเชลล์มัท่าทีอ่อนลง ส่ายหน้าไปมา “ฉันพยายามแล้วนะคะ แต่ ท่าน คงคิดว่าฉันไม่มีความอดทน”
“ไม่หรอก” ชารีฟปลอบ
“ทำไมท่านรีบกลับมาล่ะคะ เดี๋ยวเจ้าภาพเขาจะสงสัยเอานะ”
ชารีฟนั่งลง เหยียดขา พิงผนังท่าทีสบายๆ “ประเพณีของคนที่นี่กินเสร็จแล้วต้องลากลับทันที ไม่มีใครสงสัยอะไรหรอก” ชารีฟเหลียวมามองหน้าอย่างเวทนา “แล้ว เธอไม่หิวหรือไม่มีอาหารอีกเลยนะ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้”
มิเชลล์ส่ายหน้า “กินอะไรไม่ลงอีกแล้วล่ะคะ”
ชารีฟเขยิบเข้ามาใกล้มิอีกหน่อย แล้วเอนตัวลงนอนหนุนที่นอนอย่างเพลียๆ “ทุกคนเอ็นดูเธอมากนะ แต่อีกไม่กี่วันเราจะเดินทางไปซากากา เธอต้องกินให้มากๆ ทำตัวให้แข็งแรงเข้าไว้” ราชองค์รักษ์หนุ่มพลิกตัวหันไปหามิเชลล์ “นอนหลับเสียสิ จะได้ไม่เพลียมาก”
มิเชลล์เบี่ยงตัวลุกขึ้น ถอนใจเศร้าๆ ลอยๆ
“เมื่อไหร่ฉันจะพ้นไปจากฝันร้ายซะทีนะ”
ชารีฟนิ่งไปครู่หนึ่ง ตาลอยคว้างอย่างฝันๆ
“ถ้าเหตุการณ์เรียบร้อย เธอจะแวะไปเที่ยวที่บ้านของฉันบ้างก็ได้”
“ท่านคงมีพี่น้องเต็มบ้าน เพราะบิดาท่านมีภรรยาถึง 4 คน”
ชารีฟชะงัก ตื่นจากภวังค์ “ใครบอก”
“อ้าว ก็เหมือนกับผู้ชายทุกคนที่นี่ ท่านชีคอัสมันเอย หรือพ่อของแคชฟียา”
“มารดาของฉันไม่มีหมายเลข” ชารีฟบอก
“ทำไมล่ะคะ”
“ที่บ้านฉัน บางอย่าง เรามีความเป็นอยู่แบบตะวันตก” ชารีฟกลิ้งตัวไปใกล้มิเชลล์รีบลุกหนีห่างออกไปอีก ชารีฟขำหัวเราะออกมา “เธอนี่ ไม่น่าเป็นผู้หญิงตะวันตกเลย นะ รักนวลสงวนตัวเสียจริง”
มิเชลล์มองชารีฟ สีหน้าระแวงไม่ไว้ใจ ตัวแข็งทื่อ “ฉันจะบวชชีเมื่อกลับถึงฝรั่งเศส ไม่จำเป็นก็ไม่อยากแตะต้อง เอ้อ ท่านสุภาพบุรุษ”
ชารีฟหัวเราะก๊าก “แต่โหรดูจากดวงดาว ว่าผู้หญิงที่เดินทางเข้ามาในวังตามกฤษ์ยามที่กำหนดไว้ จะให้ลูกชายถึงหกคนกับสามีของนาง”
“ไม่ใช่ฉันแน่ คงจะหมายถึงแคชฟียา มากกว่า ฉันเป็นชาวต่างชาติ” มิเชลล์ถอยจนหลังติดฝา
ชารีฟรุกเข้ามาใกล้ “แต่ตามตำราบอกว่า เธอผู้นั้นเป็นหญิงงามที่สวยแปลกไม่เหมือนใคร ใครได้เป็นสามีของเธอจะรักลุ่มหลงเธอมาก และมีเธอเป็นเมียเพียงคนเดียว ไม่มีหญิงอื่นอีกเลย”
ชารีฟเขยิบเข้ามาจนแทบแนบชิดกับมิเชลล์ จ้องตามิเชลล์อย่างคุกคาม
มิเชลล์รู้สึกสั่นสะท้าน ทำอะไรไม่ถูก ชารีฟจับไหล่ทั้งสองข้าง ก้มหน้าลงมาจนเกือบถึงหน้ามิเชลล์อยู่แล้ว
ทันใดนั้นมีตาคู่หนึ่งแวบที่ผ้าม่าน
มิเชลล์หันไปเห็น ผวา “เอ๊ะนั่นใคร”

ชารีฟผวาหันขวับ เห็นร่างผอมวิ่งแผล็วไป ชารีฟกระโดดตามไปทันที

ชายอาหรับร่างผอมคนนั้นวิ่งเลิกลักเหมือนหนูผีอยู่ตรงทางเดินหน้าห้อง ชารีฟโดดตามมากระชากตัวไว้ ชายอาหรับหน้าซีดขาสั่น ซาลามปลกๆ

“เจ้ามาแอบดูข้าทำไม” น้ำเสียงชารีฟเหี้ยมจัด
ชายอาหรับตะกุกตะกัก “ชีค ท่านชีคอัสมันให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปพบด่วน”
ชารีฟกระชากคอ “แล้วทำไมไม่เข้าไปบอกดีๆ เจ้าแอบฟังข้าพูดกันรึ”
“ข้า ข้าไม่ทันได้ยินอะไร พอข้าโผล่ไป ท่านก็เห็นพอดี ข้าสาบานได้”
“แล้วชีคอัสมันจะพบข้าทำไม” ชารีฟอ่อนลง และปล่อยมือลง
“คน คนของเราไปปะทะกับพวกโจรตูอิค มันมาลักขโมยม้าและอูฐ จากกองคาราวานของเรา คนของเราหลายคน บาดเจ็บ จากกระสุนปืน”
ชารีฟอึ้งไป “จริงรึ”
“ได้โปรดเถิดท่านนายแพทย์คนเจ็บเยอะแยะ ช่วยรักษาพวกมันด้วย”
ระหว่างนี้มิเชลล์ในคราบตาฟาโผล่มาดูเหตุการณ์ อยู่ห่างๆ
ชารีฟชี้หน้า “จำไว้ คราวหน้าคราวหลังอย่ามาทำลับๆ ล่อๆ แบบนี้อีกจะบอกอะไรมาบอกให้ถึงตัวไปได้แล้ว”
ชายอาหรับร่างผอมทำหน้าลอกแลก รีบหันหลังพรวดออก ชนกำแพงดังกึก คลำหัวป้อยๆ จ้ำเดินไปทันที
ชารีฟหันมาเจอมิเชลล์ เครียด “เตรียมตัวเถอะ เรามีงานหนักอีกแล้วคืนนี้”
“โจรตูอิค เป็นใครคะ”
“เป็นพวกโจรที่ร่อนเร่กลางทะเลทราย ทั้งปล้น ทั้งฆ่า ทารุณป่าเถื่อนมาก” ชารีฟออกเดินพร้อมกับบ่นบ้าอย่างอัดอั้น และกลัดกลุ้มสุดๆ

“ไม่มีเครื่องมือซักชิ้นเดียวจะให้รักษายังไง บ้าที่สุด”

ที่หน้าทางเข้าตึกของชีคอัสมัน คืนนั้น บรรดาม้าแตกตื่น ร้องอยู่ในแสงสลัวหน้าตึก พวกชายฉกรรจ์ 3-4 คน กำลังหามคนเจ็บลงจากหลังม้า

คนเจ็บบางคนเดินกระโผลกกะเผลกมา บางคนมีเพื่อนประคองพากันเข้าไปในตึก เลือดโชก ส่งเสียงกันเอะอะระงม
ชารีฟเดินมาดู มิเชลล์ในคราบตาฟาตามหลัง
มิเชลล์กระซิบ “แถวนี้เขาไม่มีตำรวจทะเลทรายหรือคะ ทำไมปล่อยให้ปล้นกันขนาดนี้ ป่าเถื่อนที่สุด”
“เมืองนี้อยู่อย่างอิสระมานานแล้ว พวกตำรวจไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกที่ยังเร่ร่อนในทะเลทราย พวกนี้อยู่กันแบบดึกดำบรรพ์ ต้องมีหัวหน้ามีการแย่งชิงอำนาจ เราเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวทะเลทรายไม่ได้”
มีคนหามเปลคนเจ็บเลือดโชกหน้าเละผ่านไป
มิเชลล์ผวา ปิดหน้า “ฉันอยากจะไปให้พ้นจากที่นี่”
ชารีฟดึงแขนมาตะคอกแรงๆ เตือนสติ “เจ้าคือตาฟา ผู้ช่วยของข้า จำไว้สิ ต้องช่วยข้ารักษาคนพวกนี้ เจ้าต้องทนให้ได้”
“ฉันทำไม่ได้ ทำไม่ได้”
“หยุดนะ” ชารีฟตวาดแรงอีก
มิเชลล์หยุดกึก หน้าเหวอ รู้สึกโกรธขึ้นมา “ทำไม ก็ฉัน...”
“ไม่มีประโยชน์ที่จะบ่น เธอมีทางเลือกทางเดียว”
มิเชลล์หน้าสลดเพราะรู้ชะตาแล้ว
“ดี...ว่าง่ายๆ โตเร็วๆ” ชารีฟตบหัวเล่นไปมา
“โอ๊ย เจ็บนะ ไม่ไปด้วยแล้ว”
ชารีฟคว้าข้อมือแรง จะลากไป แต่แล้วชะงักทั้งสองคนหันไปดู เห็นชีคอัสมันเดินเข้ามาหน้าตาถมึงทึง มิเชลล์ผงะ พยายามทำตัวเป็นปกติ หน้าซีดอยากเป็นลม เพราะภาพสยดสยองที่เห็น
“พวกโจรตูอิคลอบโจมตีกองคาราวานของเรา ที่เดินทางกลับจากซากากา” ชีคอัสมันว่า
ลูกน้องรายงานเพิ่มเติม “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลยว่าพวกมันไปได้อาวุธปืนยาวอย่างดีจากไหน คงเป็นอาวุธเถื่อนที่ลักลอบมาขาย ไม่งั้นคนของเราฝีมือดีทั้งนั้น ไม่มีวันจะเสียทีพวกมันได้”
“แต่เราไม่มียาและเครื่องมือเลยนะท่าน” ชารีฟบอก
ชีคอัสมันจับไหล่ชารีฟสองข้างอย่างวิงวอนแกมบังคับ “ท่านต้องทำได้สิ เราเชื่อในสมองกับสองมือของท่าน ท่านคืออาวีเซ็นน่าที่พระผู้เป็นเจ้าส่งมา ท่านต้องทำได้”
“ถ้ามีอะไรผิดพลาด ข้าจะเสียใจมาก เราตัดสินใจอยู่บนคำว่า “เสี่ยง” คำเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรทำให้มั่นใจเลยเพราะ...” ชารีฟแบมือสองข้าง “มือเปล่าๆ เลยนะท่าน”
“ก็ยังดีที่เรายังมีโอกาศได้ “เสี่ยง” แม้โอกาสนั้นจะมีแค่เปอร์เซ็นต์เดียวแต่ถ้าเราไม่เสี่ยงโอกาสคือศูนย์เปอร์เซ็นต์” ชีคว่า
ชารีฟอึ้งไป แล้วตัดสินใจ “ถ้างั้น หามีดใหม่เอี่ยมกับผ้าสะอาดๆ แล้วก็ข้าต้องการแอลกอฮอล์จำนวนมาก”
“แอลกอฮอล์” ชีคอัสมันนิ่งไป “จะไปหาที่ไหน ไม่มีหรอกแถวนี้” ชีคคิดไปมาแล้วคิดออก “ ไอ้ขี้เมาสองคนพี่น้องที่เชิงเขา ส่งคนไป”
ชารีฟสั่งเสียงเด็ดขาด “ยืดเหล้าทั้หมดของพวกมันเมา เหล้าทั้งหมดเท่าที่ท่านจะหาได้ที่กระท่อมของมัน”
ชีคอัสมันรับคำเสียงเด็ดขาดเช่นกัน “ตกลง” แล้วหันไปตะโกนเรียก
 
“ยูซุฟ..เหล้าทั้งหมดของไอ้ขี้เมาเชิงเขา”

ไม่นานนั้นเอง ที่กระโจมเก่าๆ โทรมๆ ของ 2 พี่น้องขี้เมา นะหมัดนอนอ้าซ่ากรนครอกๆ กอดไหเหล้า ส่วนขี้เมากาเซ็มยังซดเหล้าอย่างเมามันพลางร้องเพลงไม่เป็นภาษา ทันใดนั้นยูซุฟแหวกกระโจมเข้ามา

กาเซ็มผงะ เพ่งมอง “เฮ้ย ใคร...ใครวะ”
ยูซุฟไม่ฟังเสียง ตรงเข้าแย่งไหเหล้ามาดมๆ แล้วเดินเขี่ย ๆ หาตามมุมต่างๆ
“อะไรกันวะ เอาเหล้าข้าไปทำไม” กาเซ็มตะกายขึ้นมาไขว่คว้า

ยูซุฟไม่ให้หยิบของหันมาจัดการมัน แต่กาเซ็มสู้สะเปะสะปะ หวงเหล้ายิ่งชีวิต สุดท้ายลงไปนอนเงียบ ท่าทีน่าขำมาก

ยูซุฟเจอกองหนังสัตว์เก่าๆ อยู่กองหนึ่ง จัดแจงเปิดแผ่นหนังสัตว์ออก ปรากฏว่ามีไหเหล้าเต็มไปหมด

กาเซ็มผวา ร้องเสียงหลง “อย่า อย่าแตะต้องเหล้าของข้า อย่าเอาไปนะ ได้โปรดมันคือชีวิตของข้า”
ยูซุฟไม่ฟังเสียง รีบตะโกนสั่งสมุน “เฮ้ย เข้ามาโว้ย เอาเหล้าพวกนี้ไปให้หมด”
กาเซ็มร้องครวญคราง เสียดายของรัก พวกสมุนกรูกันเข้ามา
“โธ่ๆ” กาเซ็มไม่รู้จะทำยังไง รีบไปเขย่าร่างพี่ชายที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่ “พี่ๆ ช่วยด้วยๆ มันจะเอาสมบัติของเราไปหมดแล้ว พี่...ไอ้พี่โว๊ย” กาเซ็มตะโกนกรอกเข้าไปในรูหูเต็มเสียง
นะหมัดงัวเงียลุกขึ้น “อะไรวะๆ” พอมองเห็นเหตุการณ์ก็ตาเหลือก ตกใจ “เฮ้ยๆ ทำอะไรกัน นี่มันของข้า อย่านะๆ” ผวาพรวดไปขวางไหเหล้า
ยูซุฟผลักมะหมัดจนกระเด็น “ไอ้คนนอกศาสนา ไอ้พวกขี้เหล้า ขี้ขโมย กูไม่ฆ่ามึงก็บุญนักแล้วโว้ย เฮ้ย เร็ว ท่านนายแพทย์อาวีเซ็นน่าบอกให้ขนไปให้หมด”
พวกสมุนยูซุฟขนไหเหล้าไปหมด กาเซ็ม และ นะหมัด ตะกายเข้ากอดไหเหล้า พลางไหว้วิงวอน ยูซุฟ มองๆ เห็นอีกไหที่ตะกี้พี่ชายนอนกอดหลับอยู่ จึงเดินเข้าไปคว้ามาอีก แล้วเดินออกไป
2 พี่น้องด่าลั่น “ไอ้พวกเวรตะไล” / “ไอ้พวกสัตว์นรก” / “ไอ้ชั่ว” / “ไอ้เลว” / “ไอ้ซิบ...”
กาเซ็มชะงักสะดุดหู “เอ๊ะ ตะกี้มันว่า ใครให้มาเอาเหล้าเราไปนะ
นะหมัดนายแพทย์อาวีเซ็นน่า
กาเซ็มตาวาววับ “นายแพทย์อาวีเซ็นน่ากูจำได้เลยชื่อนี้ มึงคอยดูกูมั่งนะมึง มีโอกาสกูจะแก้แค้นมึงคอยดู”
2 พี่น้องเคียดแค้น และอาฆาตชารีฟอย่างรุนแรง

ตกกลางดึก คนเจ็บจำนวนมากมาย นอนร้องโอดโอยอยู่ในห้องโถงใหญ่ ชารีฟ เอาเหล้าราดไปบนแผลที่ขาของชายผู้หนึ่ง เสียงร้องโหยหวน สีหน้าเจ็บปวดสุดๆ มิเชลล์ยืนตัวสั่นข้างๆ
ชีคอัสมันยืนอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่งผ้าให้ชารีฟ ชารีฟส่งผ้าให้คนเจ็บคาบไว้ระหว่างฟัน
“มีด…” ชารีฟหันมาทางมิเชลล์
มิเชลล์สั่นกลัว หยิบมีดปลายแหลมคมกริบ ที่กำลังถือลนไฟอยู่ไปส่งให้ มือสั่นจนต้องใช้อีกมือมาช่วยประคอง ชารีฟรับไป คนเจ็บกัดผ้าแน่น
มิเชลล์เบือนหน้าหนี ชีคอัสมันลุ้นตัวโก่ง ชารีฟจรดมีดผ่าขา แล้วหยิบกระสุนมาโยนใส่ถาดอลูมิเนียมดังแคร็ก
ระหว่างนั้น สีหน้าชารีฟแน่วแน่และมีสมาธิ ส่วนสีหน้าคนเจ็บที่กัดฟันแน่น เหงื่อแตก ส่วนชีคอัสมันที่สยอง
ชารีฟหันมาหามิเชลล์
“เช็ดเหงื่อให้ทีสิ”
มิเชลล์มือสั่นๆ ฝืนใจ ใช้ผ้าขนหนูที่ถือเตรียมไว้ซับหน้าให้ชารีฟ ตาก็มองคนเจ็บท่าทีหวาดผวา จนผ้าไม่ถึงหน้าชารีฟเสียที
ชารีฟกระซิบเบาแต่ดุเข้ม “มิเชลล์”
มิเชลล์สะดุ้งสุดตัว เชิดหน้าอย่างน่าขำ เช็ดพรวดๆ ทั้งหน้า จนชารีฟหน้าหงายไปมา ยูซุฟช่วยเอาผ้าพันแผลคนเจ็บอย่างชำนิชำนาญ
อีกมุมหนึ่ง หมอโบราณกำลังคั้นเลือดจากไหล่คนเจ็บอีกคน
ภายในห้องนั้น มีคนเจ็บนอนรอเรียงรายอยู่เต็ม
“โอ๊ย เบาๆ หน่อยท่านหมอ” คนไข้ในมือหมอผีชราร้อง
ชีคอัสมันมองไป แล้วเดินไปดู “เจ้าก็มีกระสุนฝังในเช่นกันใช่ไหม”
“ใช่ ท่านชีคอัสมัน” คนเจ็บบอก
“มาทางนี้ ท่าน” ชีคอัสมันหันมาเรียกชารีฟ
ชารีฟกำลังล้างมือหันไปรู้สึกร้อน จัดแจงถอดเสื้อคลุมอาบายาออกพาดบ่ามิเชลล์ไว้ แล้วถลกแขนเสื้อตัวในขึ้นอีก
“เอาของทั้งหมดตามมา” ชารีฟสั่งมิเชลล์
มิเชลล์รีบถือมีด และตะเกียงตามไป ยูซุฟถือถาดที่ใส่ผ้าสะอาดและคนโทเหล้าตามไป
ชารีฟก้มลงดูแผล ตรวจแผลดู หมอโบราณถอยไป นัยน์ตามองชารีฟอย่างหมั่นไส้
ชารีฟบอก “ขอเหล้า”
ยูซุฟส่งคนโทให้ ชารีฟก้มลงให้เหล้าชะแผล คนไข้ร้องสุดเสียง ชารีฟมองตาเป็นเชิงบอกว่าขอให้อดทน คนไข้มองตาชารีฟแล้วพยักหน้ากัดฟันแน่น ไม่ร้อง
ทันใดนั้นเอง เหรียญตราองครักษ์ที่ชารีฟห้อยติดคอไว้เป็นสีเงิน หลุดแล่บออกมานอกเสื้อ
หมอผีชราชะงัก จ้องเขม็ง สีหน้าตื่นเต้นตกใจ มิเชลล์มองเห็นพอดี มองหน้าหมออย่างแปลกใจ
ชีคอัสมันส่งผ้าให้คนเจ็บกัด
ชารีฟยื่นมือมาทางมิเชลล์ “มีด”
ด้วยมิเชลล์มัวแต่มองตามอาการหมอผีชรา ที่ค่อยๆ ถอยออกไป เลยไม่ได้ยิน
ชารีฟฉุน “มีด เร็วๆ ซี่”
มิเชลล์สะดุ้ง รีบส่งให้ ชารีฟลงมือผ่าต่อ
เสียงชีคอัสมันดังขึ้น

“ท่านต้องเร่งเมือหน่อย มีคนไข้ต้องผ่าตัดอีกหลายคน”

มิเชลล์ช่วยชารีฟรักษาคนไข้จนถึงเวลาใกล้รุ่ง ดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ขอบทะเลทรายอาบโลกให้เป็นสีเงิน แซมทองและชมพู เรื่อเรือง แลดูสวยงาม

ชารีฟเดินโผเผเข้ามาในห้องพัก ทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างหมดแรง เสื้อตัวในมีหยดเลือดเปื้อนเป็นจุดๆ มิเชลล์ถือเสื้ออาบายาตามเข้ามานั่งทรุดลงกอดเข่าข้างๆ ชารีฟหลับตาลงเพลียๆ
“คุณเหนื่อยมาก พักนะคะ” มิเชลล์รู้สึกเห็นใจ
ชารีฟมองมิเชลล์ สายตาชื่นชม “เก่งมาก ฉันนึกว่าเธอจะเป็นลมไปซะแล้ว หิวมั้ย”
“หิวจนเลิกหิวกลัวจนเลิกกลัว ช็อกจนเลิกช็อก”
ชารีฟตบไหล่เบาๆ “เก่ง” แล้วถอนใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม “เราไม่มียาแก้อักเสบ หรือยาแก้ติดเชื้อเลย สงสารคนพวกนั้น ต่อไปคงต้องปล่อยไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า”
“เออ” มิเชลล์นึกได้ “หมอโบราณคนนั้น เขามองท่านแปลกๆ แล้วเขาก็รีบออกไปไหนก็ไม่ทราบ”
ชารีฟงงๆ “หมอคนไหนอีกล่ะ
“ก็ หมอคนเดิมนั่นแหละค่ะ ท่านไม่สังเกตหรือคะ”
ชารีฟส่ายหน้า ไม่สนใจ “โธ่เอ๊ยมิเชลล์ ทำไมเธอถึงฝังใจกลัวไอ้แก่นั่นซะจริง”
“ก็เค้าทำท่าประหลาดดูผิดปกติ ท่านน่ะไม่เห็นเหมือนฉันจะรู้อะไรล่ะ”
“เขาเกิดที่นี่ เขาต้อง...” ชารีฟหาวยาวๆ “ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเขา”
“โธ่เอ๊ย ท่านพูดเป็นหนังการ์ตูน ที่รบกันทั้งโลกเนี่ย ไม่ใช่คนที่เกิดแผ่นดินไหน ทรยศแผ่นดินนั้นเหรอ กษัตริย์โอมานล่ะเกิดที่ไหนไม่ทราบ”
เจอคำนี้ ชารีฟนิ่งไปเลย
“เถียง...” มิเชลล์ค้อนขวับ “ฉันไม่ได้ใช่มั้ย กลัวแกจะไปส่งข่าวของเราไปบอกตำรวจทะเลทราย” มิเชลล์หันกลับมาต้องชะงัก
ชารีฟหลับคร่อกไปแล้ว ดูไร้พิษสง หน้าตาดูอ่อนโยนเหมือนเด็กๆ มิเชลล์มองรู้สึกอ่อนใจ และกังวลไม่คลาย

ขณะเดียวกันที่บริเวณนอกกระโจม หมอโบราณค่อยๆ ย่องๆ จูงม้ามาด้วย จนห่างกระโจมออกมา ขึ้นมา ควบขับออกไป ม้าวิ่งตะบึงไปบนทราย อย่างรวดเร็ว

2 คนตื่นแล้ว มิเชลล์กำลังแต่งตัว
“เสร็จหรือยังมิเชลล์”
“เดี๋ยวค่ะ”
ชารีฟโผล่หน้าเข้ามา เสียงเขียว “ว่าไงนะ”
“ว่าเดี๋ยวค่ะ” มิเชลล์ยังไม่รู้ตัว
ชารีฟทำหน้าปราม มองออกไปข้างนอกเป็นเชิงว่ามีคนมา
“อ๋อออ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวเสร็จแล้วครับ” ตอนหลังเสียงดังขึ้น
“เร็ว เจ้านี้ชักช้าจริง” ชารีฟนำออกไป

ชารีฟออกไปหน้ากระโจม บ่นพึมพำ “ยังเด็กหนุ่มๆ แต่มันเชื่องช้าเป็นคนแก่”
ยูซุฟเมียงมองเข้ามาท่าทีเกรงใจมาก “ท่านนายแพทย์”
“ทำไม” ชารีฟฉงน
“ขอข้าพเจ้าถามอะไรหน่อยได้มั้ยท่าน”
“ได้ ถามมาเลย”
“คือว่า...ไอ้เจ้า เอ่อ...ตาฟาเนี่ย มันเป็น...มันเป็น...”
“เป็นอะไรเหรอ”
“คือว่า...ข้าพเจ้าไม่ได้เจตนาจะสอดรู้สอดเห็นหรอกนะ แต่ข้าพเจ้าได้ยินมันตอบท่านว่า เดี๋ยวค่ะ” ยูซุฟทำเสียงเล็กๆ “มันเป็นผู้ชายแท้หรือเปล่า”
“อ๋อ...” นัยน์ตาชารีฟคิดคำตอบอย่างรวดเร็ว “นั่นน่ะเหรอ คือยังงี้ไอ้เจ้าเนี่ยเป็นน้องสุดท้อง ใครๆ ก็เอ็นดูมัน ท่านแม่ของเราเอ็นดู ว่ามันหน้าตาสะอาดสะอ้าน บางทีก็พูดคะ…ขา กับมัน”
มิเชลล์ในคราบตาฟาโผล่ออกมา
ชารีฟหันไปถาม “ใช่มั้ยคะ”
มิเชลล์หน้าเหวอไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “อะไรนะครับ” ทำเสียงเข้มแข็งสุดขีด
ชารีฟหัวเราะ “แต่มันไม่ยอม มันก็เลยทำท่าเข้มแข็งแบบนี้ไง เอ้า ไปกันเถอะ ท่านชีคมีธุระสำคัญจะพูดกับเราสองคน”
ชารีฟคว้าคอมิเชลล์อย่างแรงๆ จนมิเชลล์คะมำ มือมิเชลล์ตุ๊ยเข้าที่สีข้างชารีฟแรงๆ จนชารีฟตัวงอ
“ผมเดินเองได้ครับ”
ชารีฟเกิดหมั่นไส้ ผลักจนหน้าคะมำไปอีกทาง “ตามใจ”
มิเชลล์ในคราบตาฟาค้อนประหลับประเหลือก
“รู้มั้ยท่านชีคมีอะไรจะพูดกับข้า ถึงเรียกมาด่วนอย่างนี้” ชารีฟหันมาทางยูซุฟ

ภายในกระโจมใหญ่ที่พักของ ชีคอัสมัน ซึ่งเป็นกระโจมที่มีชั้นใน ซึ่งตบแต่งหวานแหวว แบบผู้หญิงอยู่ สักพักเห็นชีคอัสมันเดินตัวงอๆ เจ็บแผลไปต้อนรับ ชารีฟ ตาฟา ที่เดินเข้ามา ยูซุฟตาม ทักทายเชิญนั่ง
“ท่านแจ้งว่ามีเรื่องด่วน เรื่องอะไรหรือท่านชีค”
“เดี๋ยว เดี๋ยว ดื่มกันก่อน เอ้า ยูซุฟ”
ยูซุฟมารินเหล้าอย่างรู้งาน
“ดื่มให้เลือดลมสูบฉีดก่อน ก่อนจะพูดธุระสำคัญ”
ชารีฟสะดุดหู มองหน้ากับมิเชลล์ในคราบตาฟา สายตาพิศวง
“เป็นความลับรึไม่ ให้เจ้าตาฟากลับกระโจมไปก่อน”
“ยัง..ยัง มันสิต้องอยู่ มันเป็นคนสำคัญตรงนี้เลยล่ะ”
ตาฟาหน้าเหรอหรามาก มองชารีฟเป็นเชิงถาม
“งั้นรึท่านชีค”
ชีคอัสมันหัวเราะเสียงดัง จนเจ็บแผล “โอย..ยังงั้นซิ อ๊ะ เจ้าตาฟา สงสัยล่ะสิหน้าเหรอหราเชียวเจ้า รับรองๆ ว่าเจ้าจะต้องชอบใจมาก มันคงจะเป็นสิ่งแปลกใหม่ของเจ้า”
หนุ่มน้อยตาฟายิ่งหน้าเหวอใหญ่เลย แต่ชารีฟหน้าครุ่นคิดเหมือนจะรู้แล้ว
“เอ..ทำไมช้าจริง” ชีคอัสมันลุกเดินโขยกเขยกไป แผลจากฝียังไม่หายดี
“ท่าน...ท่านราชองครักษ์ ท่านรู้แล้วใช่มั้ยว่า คืออะไร” มิเชลล์ถาม
“อ้าว ฉันจะรู้ได้ยังไง” ชารีฟกวน
“ไม่รู้ ไม่เชื่อหรอก ท่านทำหน้าว่าท่านรู้”
ชารีฟยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กวนอีก “ไหน หน้ายังไงถึงเป็นหน้ารู้”
“หน้าอย่างเนี้ย”
ชารีฟยิ่งยื่นเข้าไปอีก “อย่างไหน”
ตาฟาเอนตัวหนี “เอ๊ะ”
“เอ้า...ฉันโดนข้อหา ฉันก็ต้องแก้สิ”
“กรุณาสุภาพหน่อย ท่านทำอะไรที่ไม่ควรทำหลายอย่างแล้วนะ” มิเชลล์ดุ
ชารีฟนิ่งไปสักครู่ นัยน์ตาสบกัน มีแววรู้สึกผิดเล็กๆ แล้วถอยห่างออกไป
“ขอโทษ”

เจ้าหนุ่มตาฟาใจหายเล็กๆ สองคนนั่งกันนิ่งๆ

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 6 (ต่อ)

ขณะเดียวกัน เห็นผ้าม่านด้านในไหวเบาๆ เป็นริ้ว มองทะลุไปเห็นลูกสาวชีคอัสมัน 3 คนยืนคอย โดยมีมือเมียชีคค่อยๆ แหวกม่าน ใบหน้าทุกหน้า ลอบมองออกไป

“นั่นไง สามีในอนาคตของเจ้า” เมียชีคบอกลูกๆ ทั้ง 3
ลูกสาวคนโตถาม “คนไหนจ้ะแม่ของลูก”
“ของลูกด้วย” ลูกคนกลางว่า
“ลูกด้วย” คนเล็กผสมโรง
“เจ้า...เจ้า...สองคนโต ของเจ้าคือ คนสูงใหญ่สง่างามสวมอาบายาสีดำขลิบทองนั่นแหละ”
สามสาว มีสีหน้ายิ้มแย้ม มองอย่างพึงพอใจ และสะเทิ้นอาย
“มีสายเลือดกษัตริย์ บิดาของลูกบอกว่าจะยกลูกให้เขา” แม่บอกลูกๆ อีก
ลูกคนโต กะลูกคนกลางหันมาทำท่าดีใจ
“แม่จ๋า แล้วลูกล่ะ” คนเล็กถาม
“เจ้าหนุ่นคนนั้นไง”
“จริงเหรอแม่” ลูกคนเล็กเพ่งมอง
“มันชื่อตาฟา” แม่บอก
“หน้าตาหล่อจริง แต่ ลูกว่าเขาเหมือนผู้หญิง”
“ปากดี ไปค่อนแคะเขาอีกหน่อย เขาก็จะเป็นผัวเจ้านั่นแหละ”
ลูกสาวคนเล็กทำท่าอาย “ถึงจะเหมือนผู้หญิงแต่ลูกเต็มใจนะจ๊ะแม่”
“เดี๋ยวบิดาเจ้าคงแจ้งให้เขาทราบ”
“เราจะได้พบเขามั้ยจ้ะแม่” คนโตถาม
“อะไร้...ไม่รู้ธรรมเนียมเลย หรือลูกสาวแม่”
“จนกว่าเขาจะยินยอมมาเป็นลูกเขยแม่” คนกลางว่า
“เมื่อไหร่พ่อจะพูดเสียที ลูกใจเต้นเต็มทนแล้ว”

สาวน้อยลูกคนเล็กจ้องมิเชลล์ ลุ้นสุดขีด

ชีคอัสมันฟังคำตอบชารีฟแล้วประหลาดใจมาก
 
“ท่านไม่ยอมรับ”
ชารีฟส่ายหน้า “ข้าพเจ้าขออภัยท่าน”
“ลูกสาวสองคนนะ อายุเพิ่ง18 กับ 16 กำลังแรกรุ่น ข้าพเจ้าเต็มใจยกให้ท่านและจะยกตำแหน่งผู้นำให้ท่าน”
“ข้าพเจ้ามีงานต้องทำอีกมาก เกรงว่าจะดูแลผู้คนของท่านไม่เต็มที่” ชารีฟอออกตัวอย่างสุภาพ
“ข้าพเจ้าผิดหวังมาก” ชีคอัสมันถอนใจยาว
สักครู่ ชีคหันขวับมาทางตาฟา มิเชลล์สะดุ้ง ถอนนิดๆ ทั้งๆ นั่งอยู่
“ลูกสาวคนสุดท้องของข้า ข้ายกให้เจ้า”
ตาฟาตอบทันควัน “ไม่เอา”
ชีคอัสมันหน้าเหวอ “ไม่คิดเลยหรือ”
“ลูกพี่ของข้าไม่รับข้าก็ไม่รับ”
ชารีฟแกล้ง “ไม่เป็นไรข้าไม่ว่าอะไร เจ้ารับนางไว้เถอะ เจ้าก็โตแล้วสมควรมีเมียได้”
เจ้าหนุ่มตาฟาพยายามมองตา “ข้าอยากอยู่กับท่าน”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องหรอก เจ้ายังหนุ่มข้าเห็นใจเจ้า” ชารีฟเล่นไม่เลิก
“ข้าจะติดตามท่านไปไม่สะดวกที่จะมี เอ๋อ...เมีย”
“สะดวก...สะดวก เพราะข้ายินดีให้เจ้าอยู่ที่นี่เป็นลูกเขยท่านชีค”
“ข้าไม่อยู่” เสียงมิเชลล์บ่นอุบอิบ
“ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก” ชารีฟแกล้งต่อ
หนุ่มน้อยตาฟาส่ายหน้า จะหมดความอดทนแล้ว
“ข้าอยากให้เจ้ามีความสุข”
ตาฟาเหลืออด เสียงดัง “เอ๊ะ บอกว่าไม่ก็ไม่สิ”
ชารีฟชอบใจที่เห็นมิเชลล์โมโห หัวเราะเบาๆ “อย่าขวยเขินไปเลยน่า”
มิเชลล์ในคราบตาฟานิ่งไปสักครู่ แล้วเริ่มหัวเราะเล็กๆ “ความจริง...” มองหน้าชารีฟเขม็ง
ชารีฟชักเหวอ
“ยอมรับแล้วใช่มั้ยเจ้าหนุ่ม” ชีคถาม
“คิดดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน” ตาฟาท่าท่างกรุ้มกริ่ม “ข้าแต่งงานอยู่รับใช้ท่านชีคไม่ต้องออกไปไหนให้เหนื่อยยาก ทะเลทรายมันร้อนระอุไปหมด ข้าชักจะเข็ดแล้ว”
“ไม่ห่วงเจ้านายเจ้าแล้วหรือ” ชีคถามอีก
“โอ้ยจะห่วงทำไม ท่านเก่งจะตาย” มิเชลล์ได้ที
“งั้นก็เป็นอันตกลง”
“ดีมาก...” ตาฟาบอก
ชารีฟสบตากับตาฟา หนุ่มน้อยปลอมทำหน้ายั่วเย้า เป็นต่อ ชารีฟยิ้มตอบไม่ยี่หระ ตามมาชักสับสน
“เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วนะ สำหรับการเดินทางของท่านอาวีเซ็นน่าวันพรุ่งนี้”
“เรียบร้อยทุกอย่างท่าน”

“ข้าจะไปครวจพ่อของเจ้าอีกครั้ง ก่อนจากไป” ชารีฟบอกยูซุฟ

ยูซุฟพาเดินไปทางบ้านตน ชารีฟกับตาฟา เดินตาม ชารีฟก้มหน้าก้มตาเดิน แขนเสื้อถูกดึงอย่างแรง ชารีฟแทบหงายหลัง

ชารีฟหันกลับมาเย้า “ยังดีใจอยู่เหรอที่จะเป็นลูกเขยของท่านชีค”
“ท่าน...ท่านว่าดีมาก” มิเชลล์มองหน้าชารีฟ แล้วพูดต่อแต่ตะกุกตะกัก นิดหน่อย “ที่ฉันจะ...จะ”
ชารีฟต่อให้ “มีเมีย”
หนุ่มน้อยตาฟาค้อนขวับ “ทำไมท่านถึงว่าดีมากล่ะ”
“อ้าว! ลูกน้องจะได้เมียทั้งที ฉันเห็นเจ้ายินดีปรีดานี่”
“ฮึ ท่านก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”
ชารีฟหัวเราะเสียงดังมาก “อ้อ...เพิ่งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้นะเนี่ย เจ้าไม่บอกฉันไม่รู้หรอก คิดว่าเป็นไปได้ซะอีกเห็นเจ้าเออออกับท่านชีคเสียดิบดี”
มิเชลล์ฉุน ทุบเข้าไปเต็มแรงดังอั้ก ชารีฟหัวเราะเสียงกังวาน

ครู่ต่อมาชารีฟเดินให้พ่อยูซุฟเกาะแขนไปมาในบ้าน มิเชลล์เดินตามห่างๆ
“หมายความว่า ข้านั้นแก่ชราเกินไปแล้วรึ”
ชารีฟประคองพ่อยูซุฟให้นั่งลงที่เก้าอี้ “ท่านเป็นหนุ่ม แต่ตับของท่านนั้นชรามากแล้ว”
ยูซุฟประคองถาดชา พลางหัวเราะเข้ามา
“ท่านอาวีเซ็นน่าช่างสั่งสอนพ่อได้ซาบซึ้งจริงๆ ฟังราวกับว่าตับของคนเรานั้นก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกับคน” ยูซุฟวางชุดน้ำชาลง “เชิญ เชิญท่าน เชิญท่านตาฟา แล้วนี่ของพ่อ” พลางรินน้ำชาให้พ่อ
พ่อรับไป “ท่านอาวีเซ็นน่าเป็นคนน่ารักเหลือเกิน พ่อว่าท่านต้องไม่ใช่คนธรรมดาๆ อย่างเราแน่ๆ”
“หากท่านอาวีเซ็นน่าอยู่กับพวกเราตลอดไป ชาวชุมชนของเราคงมีสุขภาพดีขึ้นไม่เอาแต่โง่งมงายอยู่กับวิธีเก่าๆ ของเจ้าหมอไสยศาสตร์นั่น”
ชารีฟกระแอม “อย่าเลย ข้าพเจ้าไม่อยากแย่งอาชีพใคร อีกอย่างข้าพเจ้ายังมีภารกิจอีกมากมายนักรออยู่”
ยูซุฟถอนใจยาว “ท่านมีบุญคุณกับข้าพเจ้าอย่างล้นเหลือ ข้าพเจ้าจะจดจำตลอดไป”
“แค่จดจำอย่างเดียวไม่พอหรอกยูซุฟ เมื่อมีโอกาส เจ้าจะต้องทดแทนบุญคุณของท่านด้วย” ผู้เป็นพ่อบอก
ยูซุฟหัวเราะ “โธ่ มันก็แน่นอนอยู่แล้วน่า พ่อก็”
ทุกคนยิ้มแย้มเบิกบานใจกัน

ชารีฟ และ มิเชลล์ ออกจากบ้านยูซุป เดินกลับกระโจมนอน สองคนเดินกันมาในความมืด ช้าๆ หมดแรงทั้งคู่ มิเชลล์สะดุด ชารีฟคว้าข้อมือไว้ทัน จับตัวให้ยืนทรงตัวดีๆ
“ได้แล้วนะ”
“สะดุดอะไรไม่ทราบ”
“จะไปทราบทำไม”
มิเชลล์หัวเราะชอบใจ “จริงด้วย มันคงไม่ได้ตั้งใจมาขวางทาง”
ชารีฟหัวเราะเบาๆ ยิ้มเอ็นดู เตะอะไรบางอย่างที่ขวางอยู่ เป็นก้อนหิน
“อันนั้นสงสัยมันตั้งใจ” มิเชลล์ว่า
“รู้ได้ไง”
“ท่านถึงต้องกำจัดมันไป”
ชารีฟหัวเราะอีก “ท่าจะจริง”
สองคนเดินกันมาเรื่อยๆ ความรู้สึกแปลกๆ ก่อขึ้นในใจมากขึ้นทุกที
“เหนื่อยมั้ยมิเชลล์”
“ท่านสิ ท่านเหนื่อยกว่าฉันมาก ต้องตัดสินใจรักษาคนเจ็บแบบมือเปล่าๆ แล้วยังต้องคอยให้กำลังใจฉันอีก ฉันเป็นตัวถ่วงแท้ๆ”
ชารีฟหันมามองมิเชลล์นิ่งๆ มิเชลล์ส่งสายตาเห็นใจมองจ้อง นัยน์ตาสุกใสเหมือนดาว ชารีฟขยับตัวมาใกล้นิดหน่อย มิเชลล์ถอยหลัง สะดุดอีก
ชารีฟขยับจะช่วย แต่มิเชลล์ทรงตัวรวดเร็ว
“ไม่ต้องค่ะ ฉันยืนได้แล้ว”
“เก่งจริงนะ” น้ำเสียงชารีฟประชดประชัน
“แน่นอน..ก็มัน” มิเชลล์ก้มหน้า ยินเสียงบ่นอุบอิบ “จำเป็นนี่”
ชารีฟหัวเราะเสียงก้อง “เก่งให้ตลอดนะ”

พอผ่านม่านหน้ากระโจมเข้ามาได้ มิเชลล์ทรุดตัวลงทันที
“มิเชลล์ เป็นอะไร”
“เปล่า...แค่หมดแรงเฉยๆ วันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน”
“บอกแล้วว่าเก่งให้ตลอด”
“ให้ตลอดก็จวนแล้วนี่...หมดวันแล้ว ได้เวลานอนเสียที ท่านรีบนอนนะ ท่านเหนื่อยกว่าฉันอีก”
“ฉันจะพาเธอไปนอน” ขาดคำชารีฟก็อุ้มมิเชลล์จนตัวลอย
มิเชลล์ร้อง “อุ๊ย...ปล่อย”
ชารีฟเดินมาวางร่างบนที่นอน แล้วห่มผ้าให้
“นอนซะ”
มิเชลล์ตาโรยๆ มองมา แล้วพยักหน้าหลับตา ชารีฟจ้องมองนิ่งๆ แลเห็นมีดที่เอวมิเชลล์โผล่ออกมา
ชารีฟเป่าคบเพลิงที่ปักอยุ่มุมหัวที่นอน วูบดับลง
จากนั้นชารีฟหันกลับมาที่มิเชลล์ มองจ้อง ด้วยสายตารักล้นอก แล้วแตะมือที่ทอดอยู่ข้างกาย สัมผัสนิ้วทีละนิ้ว เล็บที่ควรยาวสวยถูกตัดจนสั้นกุด ราชองค์รักษ์จูบมือพร้อมกับเอามือมาแนบแก้ม นิ่งอยู่อย่างนั้น สายตาปวดร้าวและสงสารเหลือเกิน
ผ้าคลุมผมของมิเชลล์หล่นมาที่พื้น ชารีฟเสยผมที่ยุ่งเหยิงไม่ได้รูปทรง แล้วก้มลงจูบที่หน้าผากเบาๆ เลื่อนมาที่นัยน์ตาทั้งสองข้าง แล้วเลื่อนลงมาอีกจวนถึงปากรอมร่อ
ฉับพลัน ชารีฟก็หยุด ถอนใจยาว นิ่งงันอยู่สักครู่ก็ถอยออกมาล้มตัวลงนอน
มองจากที่ไกลๆ เห็นร่างสองคนนอนเห็นเป็นเงา ยินเสียงชารีฟบอก

“นอนให้หลับ พรุ่งนี้เช้ามืดเราจะเดินทางแล้ว เดินทางไกลนะคราวนี้”

อ่านต่อตอนต่อไป

ขณะที่ยูซุฟเดินตัวเอียงอยู่นอกบ้าน ท่าทางเมานิดๆ มาถึงยืนฉี่ พอเสร็จหันหลังกลับแต่ก็ต้องตกใจ ด้วยมีคนของชีคอัสมัน 2 คนประกบสีข้าง

ยูซุฟทำท่าจะร้อง แต่ถูกมือปิดปากทันทีอย่างแรง
“อะ...อะไรกันนี่”
คนสองคนลากไปทันที ยูซุฟดิ้นรนไม่ยอม สู้สุดใจขาดดิ้น ทั้งเตะทั้งถีบ แต่คนของชีคอัสมันต่อยปาก ทำให้ร้องไม่ได้ ในที่สุดคนของชีคอัสมันก็ฟาดเบาๆ ไปที่สันคอ ร่างยูซุฟร่วงผล็อยลงทันที

ภายในกระโจมชีคอัสมัน เวลาต่อมา ยูซุฟค่อยๆ รู้ตัว เจ็บท้ายทอย สะบัดหน้าไปมา ร้องเสียงแผ่ว
“โอย...ใครวะ...ทำข้าทำไม ข้าไม่เคยคิดร้ายกับใคร”
ยูซุฟเงยหน้าตกตะลึง ชีคอัสมันมองอยยู่
“ท่าน ท่านชีคอัสมัน ท่านช่วยข้าไว้ใช่ไหมเนี้ย มีคนทำร้ายข้า”
ชีคอัสมันบอก “เปล่า”
“อ้าว...แล้วข้ามาอยู่ในกระโจมท่านได้ไงล่ะ”
“อ๋อ ข้าให้คนไปเอาตัวเจ้ามา”
ยูซุฟงง “งั้น...คนของท่านใช่ไหมที่...”
“ใช่...เจ้าขัดขืนนี่”
ยูซุฟเอะอะทันที “ท่าน...ทำไมทำอย่างนี้ ข้าเจ็บนะท่าน”
“เอาน่า...เจ็บเดี๋ยวก็หาย”
“โธ่ ท่าน หายที่ไหนล่ะ”
“นี่....ยูซุฟ อย่างมัวเอาใจใส่กับเรื่องเจ็บนิดๆ หน่อยๆ ควรจะรู้สิว่าข้าคงมีเรื่องสำคัญ ไม่งั้นจะให้คนไปพาตัวเจ้ามารึ”
ยูซุฟบ่นไม่เลิก “เขาทำข้าเจ็บ”
“วะ” ชีคอัสมันตบที่บ่าแรงๆ
ยูซุฟเงียบ
“เรื่องสำคัญ ถ้าทำสำเร็จข้าจะให้รางวัลอย่างงามเชียวนะรางวัลงาม...งานสบาย เอามั้ย”
“ไม่ฆ่าใครนะ” ยุซุฟบอก
“โธ่เอ๊ย ฆ่าคนน่ะงานสบายหรือ”
“งานอะไรล่ะท่าน”
“พาตัวคุณหมอกลับมา พอเจ้าขายอูฐและม้าเสร็จ ออกอุบายว่ามีธุระสำคัญกับข้า แต่เจ้าลืมบอกข้าแล้วพากันกลับมา ทำเป็นเรื่องใหญ่โตแล้วกัน”
“ถ้าเขาไม่ยอมกลับมาด้วย”
“นั่นเป็นหน้าที่เจ้า”
“ท่านจะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมให้ข้าทำอย่างนี้”
“ข้าจะยกลูกสาวให้เขา...เขาไม่เอา”
“อ้าว แล้วท่านจะให้เขากลับมา...เขาจะรับลูกสาวท่านเป็นเมียเรอะ”
“เราจะใช้วิธีบังคับ มอมยา...จู่โจม...จัดการรวบรัดให้เขาเป็นผัวลูกสาวข้าเลย”
ยูซุฟอ้าปากค้าง ตอนชีคอัสมันพูด
“เราจะให้เขา 2 คน ให้ไอ้หนุ่มลูกน้องเขา 1 คน”
ยูซุฟยังเหวออยู่อย่างนั้น
ชีคอัสมันถามย้ำ “ว่าไง”
“ข้างงมาก...งง...ทำไมคุณหมอไม่รับ...2 คน ได้เมียที่เดียวตั้ง 2 คน เชียวนะ”

ตรงลานกว้างหน้าตึกชีคอัสมัน ตอนเช้ามืด ชารีฟนั่งเป็นสง่าอยู่บนหลังม้าอาหรับ แต่งตัวกลมกลืนเหมือนคนอื่นๆ แต่เป็นสีดำขลิบทอง ชักม้าเดินมาเตรียมขบวนย่างเหยาะๆ
มิเชลล์ชักม้าตามมาข้างๆ แต่งตัวปิดหน้ามิดชิดแบบผู้ชาย เห็นแต่ตาวาวๆ
เห็นชายฉกรรจ์ 20 คน ทาส 5 คน ม้า 20 อูฐ 5 ตัว และแกะจำนวนหนึ่ง พร้อมอยู่เช่นกัน

พวกชายฉกรรจ์บางคนจูงม้า บางคนคุมฝูงแกะ บางคนจูงอูฐตามมา ทุกคนถือคบเพลิง
มีพวกทาส 5 คนนั้น ถือคบเพลิงจุดให้บริเวณนั้นสว่าง

ขณะเดียวกันภายในห้องพักชีคอัสมัน 2 ผัวเมียคุยกันอยู่
“นายแพทย์จะไปแล้ว ไหนท่านว่าเขาจะอยู่เป็นลูกเขยเราไง เนี่ย ลูกสาว 3 คน ของเรา รอคอยกันอยู่เลย”
“รับรอง เขาจะกลับมาอยู่ที่นี่ เป็นลูกเขยเราแน่ๆ”
“เขากำลังจะไป ท่านรับรองได้ไง”
“รับรองได้สิ ยูซุฟ” ชีคเรียกเสียงดัง
เมียรีบคลุมหน้าทันที
ยูซุฟเข้ามา ทำท่าซาลาม
ชีคอัสมันย้ำ “อย่าลืมว่า เจ้ามีหน้าที่สำคัญยิ่ง”
“ไม่ลืมท่าน” ยูซุฟก้มหัว
“ทำตามแผนของข้า พาตัวคุณหมออาวีเซ็นน่ากลับมาอยู่กับเราให้ได้”
“ข้าพเจ้าจะทำตามแผนของท่านทุกอย่าง รับรอง” ยูซุฟจากไป
“แผนอะไรหรือท่าน” เมียงง
“อยากได้คุณหมอเป็นลูกเขยใช่หรือไม่”
“ใช่”
ชีคอัสมันบอกแน่วแน่ “นั่นแหละ แผนนั้นแหละ”

ครู่ต่อมาชีคอัสมันเดินมาหาชารีฟ ตรงกองคาราวาน ชารีฟโดดลงจากหลังม้าเข้าไปจับมือชีคอัสมัน ตาฟาลงบ้างตาม ธรรมเนียม ยูซุฟมองๆ ทำหน้ามีพิรุธ
“ท่านไม่ต้องวิตก ยูซุฟจะคอยดูแลท่านจนถึงซากากาอย่างปลอดภัย”
“ขอบพระคุณท่านมาก หากไม่ตายเสีย เราคงได้พบกันอีก
ชีคอัสมันหัวเราะเสียงดัง “ท่านไม่ตายง่ายๆ หรอก ยังไงๆ เราต้องได้พบกันอีกแน่”
ทั้ง 2 บีบมือกันแน่น ชารีฟกระโดดขึ้นม้าตามเดิม ชีคอัสมันไปตบไหล่ตาฟาอย่างแรงอีกตามเคย ตาฟาหน้าแหยไหล่ทรุด ขึ้นม้าอย่างทุลักทุเล โชคดีที่ชีคอัสมันไม่เห็น ยูซุฟกระโดดขึ้นม้าของตน
ชีคอัสมันโบกมือ “ไปได้ ขอให้ทุกคนโชคดี”
“ออกเดินทางได้” ยูซุฟตะโกนบอกทุกคนแล้วกระตุ้นม้าควบนำไป
ชารีฟทำท่าตะเบ๊ะให้ชีคอัสมันอีกทีอย่างล้อๆ แล้วควบตามไป ตาฟาตามไป
ชีคมองเห็นตาฟาอยู่บนหลังม้าก็ร้อง “เฮ้ย” แล้วเรียกเสียงดังมาก “ตาฟา”
มิเชลล์ในคราบตาฟาสะดุ้งสุดตัว
“จะไปไหน”
“เอ่อ ...ข้า...ข้า”
“กลับมา ไหนบอกข้าจะไม่ไปไงล่ะ” ชีคว่า
“แต่ว่า ข้า...”
“สัญญา ลูกสาวข้าคอยอยู่”
ตาฟานิ่งงัน เหลียวมองชารีฟตาละห้อยเป็นเชิงอ้อนวอน
“ท่านชีค ข้าเองที่ขอร้องให้มันไปกับข้าก่อน เพราะข้าไม่มีคนรับใช้ ลำบากจริงๆ”
ชีคอัสมันหรี่ตานิ่งคิด สองคนหน้าลุ้น ใจเต้นแรง
“เอาล่ะ ก็ได้ แต่เจ้าตาฟา ถ้ามีอะไรข้างหน้าเจ้าอย่าตุกติกนะ”
“แน่นอน ข้าจะยอมเป็น เอ้อ...ของลูกสาวท่าน”
“เป็นอะไรล่ะ พูดให้ชัดๆ” ชีคอัสมันจ้องหน้า
“เป็น...” มิเชลล์หันไปมองชารีฟ
เห็นชารีฟยิ้มๆ ขำๆ ก็โมโห บอกเสียงดัง
“เป็นผัว...ผัวลูกสาวท่าน”
ชารีฟหัวเราะก๊าก ตาฟาหันไปตาเขียวปั้ด
“ออกเดินทางได้” ชีคอัสมันโบกมือ
ขบวนม้า อูฐทั้งหมดตามไปทุกคนถือคบเพลิง

ชีคอัสมันโบกมือท่ามกลางทาสที่ถือคบเพลิง แล้วทำหน้าสาสมใจเป็นอย่างยิ่งออกมา

เส้นทางในการเดินทางพ้นทะเลทราย มีหุบเขาเป็นระยะๆ ฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้น ยูซุฟเดินม้านำหน้าตัดมาด้านข้างของหุบเขาสูง ตามด้วยชารีฟ และมิเชลล์

คาราวานทั้งหมดซึ่งเดินเรียงแถวลมทะเลทรายพัดวู่หวิว ทรายปลิวว่อนหน้าผาโดนลมพัดจนชันต้านลม
มิเชลล์หรี่ตา ห่อไหล่อย่างหนาวเหน็บ ชารีฟหันมามองเป็นห่วง มิเชลล์พยักหน้าว่าไหว ชารีฟยิ้มให้ ยูซุฟค่อยๆ กระตุ้นม้ามาเคียงกับชารีฟ
“เย็นนี้เราก็เข้าเขตซากากา”
“พ่อค้าคนกลางที่จะมาซื้อม้าและอูฐจากเรา จะเริ่มประมูลราคาเมื่อไหร่ล่ะ”
“พรุ่งนี้เช้าตรู่ ท่านคอยดูให้ดี การประมูลบางครั้งถึงแย่งกัน”
“ใครเป็นคนคุม”
“ตำรวจและทหาร” ยูซุฟบอก
ชารีฟและมิเชลล์มีสีหน้าตกใจ
“จริงหรือนี่”
ยูซุฟหัวเราะเบาๆ “ท่านไม่ต้องกลัวหรอก เรามีสายสืบรายงานตลอดเวลาอาทิตย์นี้จะไม่มีตำรวจมาตรวจ”
“ข้าพเจ้าไม่อยากพบความยุ่งยาก ไม่แวะดีกว่าซากากา เราน่าจะเลยไปเมืองอื่น” ชารีฟจริงจังมาก “เราตัดสินใจกันแล้ว”
“โธ่ สบายใจได้ท่าน เชื่อข้าพเจ้าสิ ครั้งนี้ปลอดภัยจริงๆ”
มิเชลล์พยายามสบตาชารีฟว่าอย่าอยู่เลย ชารีฟพยักหน้าปลอบใจ
ชารีฟเครียด “ชีคอัสมันคงบอกเรื่องของข้าพเจ้ากับท่านหมดแล้วล่ะสิ”
ยูซุฟปลอบๆ “มันจำเป็น เพราะข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้เป็นผู้พิทักษ์ท่าน” กวาดตามองทางมิเชลล์
มิเชลล์และชารีฟสบตากัน ต่างเงียบอึ้งไป ยูซุฟลอบมองสองคน ใจคิดถึงแผนตัวเองที่ชีคอัสมันสั่งมา

เดินทางมาสักพักใหญ่แล้ว กองคาราวานพักดื่มน้ำอยู่ใต้ร่มเงาผาหิน พวกคนเลี้ยงสัตว์เอาอาหารให้พวกสัตว์กิน
ชารีฟและยูซุฟพักดื่มน้ำมุมหนึ่ง เห็นมิเชลล์นั่งพักอยู่ห่างๆ
ยูซุฟพยายามกล่อมตามที่นายสั่ง “ความจริง จาอุฟก็เป็นแดนสงบปราศจากคนที่จะดั้นด้นมาถึง พวกทางการไม่อาจมาแตะต้องท่านได้ ไฉนท่านจึงไม่คิดจะตั้งรกรากเสียกับท่านชีคอัสมัน”
ชารีฟยิ้มๆ “ข้าพเจ้ากลัวว่า วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าไม่อาจตอบสนองความหวังดีของชีคอัสมันได้ มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องบาดหมางใจกันภายหลัง” ราชองครักษ์มองตายูซุฟ “ข้าพเจ้าหมายถึงที่ชีคอัสมันจะยกลูกสาวให้”
ยูซุฟหลบตา เสลูบคลำตามตัวม้า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ”
“ทำไมจะไม่เข้าใจ” ชารีฟมองหน้ายูซุฟเขม็ง “ท่านรู้ธรรมเนียมดี”
ยูซุฟหันมาเลิกลัก “เปล่าๆ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจจริงๆ นะ ท่านคิดอะไร”
ชารีฟบอกด้วยสีหน้าจริงจัง “ยังไงๆ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจอยู่ที่จาอุฟตลอดไปได้ ขอให้รู้ไว้ด้วย”
ยูซุฟรีบแก้ตัว “ชีคอัสมันก็ไม่ได้บังคับ”
“การบังคับ ไม่ใช่วิธีของคนฉลาด” ชารีฟบอกเรียบๆ แต่เน้นทุกคำ “ชีคอัสมันรู้ดี”
ระหว่างสองคนพูดกัน มิเชลล์ลอบมองอย่างสนใจ

เวลาต่อมายูซุฟขี่ม้านำขบวน ตามด้วยชาและมิเชลล์ และขบวนยืดยาว พระอาทิตย์แผดจ้าแต่ลมแรงและหนาว
มิเชลล์ห่อไหล่ ท่าทางหนาวเหน็บ ปากแห้งแตกระแหง ชารีฟ มองมิเชลล์ห่วงๆ แล้วชักม้าเข้ามาจนชิดพอที่จะกระซิบพูดกันได้
“หนาวมากไหม”
มิเชลล์ฝืนทำหน้าเข้มแข็ง “ไม่ค่ะ”
“อากาศแห้งมากเหลือเกิน เราต้องรีบเดินทางเพื่อให้ถึงซากากาก่อนตะวันตกดิน”
“เมื่อกี้ ท่านกับยูซุฟคุยอะไรกันคะ”
“จริงๆนะ มิเชลล์” ชารีฟหน้าขรึมๆ “เวลานี้เราไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น ทุกคนหวังประโยชน์ใส่ตัว แม้แต่ชีคอัสมัน”
“ยูซุฟบอกอะไรคุณหรือคะ”
“เปล่า แต่เขาจงรักภักดีต่อชีคอัสมัน และคงทำทุกอย่างตามที่ชีคอัสมันสั่งอย่างเคร่งครัด”
“ความจริง คุณน่าจะแต่งงานกับลูกสาวชีคอัสมัน แล้วหยุดเร่ร่อนไปอย่างเสี่ยงๆ แบบนี้” มิเชลล์พูดเปรยๆ
ชารีฟหันขวับ “แล้วเธอล่ะ”
“พอคุณได้เป็นเขยชีคอัสมันแล้ว คุณก็หาทางส่งฉันไปเกซาห์ไปสถานทูตฝรั่งเศส”
ชารีฟอึ้งไป มองหน้ามิเชลล์ด้วยความรู้สึกคล้ายจะน้อยใจ “แล้วเธอก็จะกลับไปปารีส โดยปลอดภัย” พลางถอนใจยาว “เธอพูดจริงๆ หรือ เธอไม่อาลัย ที่นี่บ้างรึ”
มิเชลล์สูดลมหายใจลึก หันมามองชารีฟเต็มตา “ถ้าฉันรอด ตายไปจากที่นี่ ฉันคงจะรำลึกอยู่เสมอ ว่าครั้งหนึ่ง ฉันเคยได้มาผจญภัยอย่างเฉียดฉิวกับความตายที่สุด แล้วก็คงรำลึกถึงท่าน พันเอกชารีฟผู้กล้าหาญ มีน้ำใจ มีเมตตากรุณาต่อฉัน ฉันจะไม่มีวันลืมมิตรภาพระหว่างเรา”
ชารีฟอึ้งไป แล้วหน้าเครียดขึ้นเหมือนโกรธได้ยินคำว่ามิตรภาพ ทันใดตะโกนสั่งม้า แล้วกระตุ้นม้าให้วิ่งจากมิเชลล์ไปหายูซุฟ
มิเชลล์เงียบขรึม ซึมไป สีหน้าชารีฟ เคร่งเครียด อย่าพูดกับตัวเองอยู่ในใจ
“ใช่สิ...มิตรภาพ...เท่านั้นไม่มีอย่างอื่นแน่หรือ”

อีกฟากหนึ่ง เห็นมูลของสัตว์ ทั้ง ขี้แกะ ขี้ม้า ขี้อูฐ อยู่บนพื้นทราย ปะปนไปบนรอยเท้าสัตว์เหล่านั้น สองพี่น้องขี้เหล้านะหมัดและกาเซ็มกำลังเกะรอยชารีฟ และยูซุฟจากมูลสัตว์เหล่านั้น
“พวกมันไปซากากาแน่ คิดว่า เราคงตามทันนะพี่”
“มันทิ้งที่นี่ไปนานรึยัง”
“ประมาณ 2 ชั่วยาม ถ้ามันพักค้างคืนที่ซากากาก็ดี”
นะหมัดพึมพำ “ไอ้อาวีเซ็นน่า”
“กับไอ้สมุนหน้าตัวเมียของมัน มันทำกับเราเจ็บแสบมาก” กาเซ็มตะโกนดังลั่น “เอาเหล้าไป...เอาชีวิตไปดีกว่าโว๊ย”
“แกว่า เราจะทำยังไงกับมันดีวะ มันถึงจะสาสม” นะหมัดถาม
กาเซ็มทำหน้าเจ้าเล่ห์ครุ่นคิด

หากมองจากบนภูเขาเหนือตัวเมืองซากากา แลเห็นเมืองซากากาเบื้องล่าง ดูสวยงามในแสงแดดยามเย็น บ้านเรือนเป็นกลุ่มตึกดินเตี้ยๆ ทำด้วยดินเหนียวและหินจากภูเขา ตั้งอยู่สะเปะสะปะไม่เป็นระเบียบ เป็นตรอกซอกซอยมีถนนใหญ่ตัดกลางเมืองมีต้นปาล์มขึ้นแซมเป็นหมู่ๆ มีควันไฟลอยขึ้นตามหลังคาบ้าน ไกลออกไปพระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำ
มิเชลล์ยืนกอดอกมองดูเมืองเบื้องล่างอยู่บนหน้าผาอย่างตื่นตา ชารีฟเข้ามายืนข้างๆ
“ซากากาเป็นเพียงเมืองผ่าน ไม่มีตึกรามใหญ่โตหรือถนนคอนกรีต สภาพความเป็นอยู่เมื่อหลายร้อยปีเป็นมาอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็คล้ายคลึงกัน”
“อาหารการกินคงสมบูรณ์ดีนะคะ เพราะเป็นเมืองเปิด”
ยูซุฟเดินมาข้างๆ มิเชลล์ แถมตบหลังตบไหล่ไปมาอย่างเอ็นดู ทำเอามิเชลล์สะดุ้งเฮือก ยืนแข็งทื่อ
“ฮ่าๆๆ พรุ่งนี้เช้าลงไปในเมือง เจ้าจะได้กินขนมอร่อยๆ ขอเงินเจ้านายของเจ้าซิ แล้วออกเที่ยวให้สนุก”
มิเชลล์ยิ้มกร่อยๆ
“ทำไม เจ้ากลัวอะไรเรอะ เจ้าเป็นหนุ่มแล้วไม่ใช่เรอะ ไม่ใช่เด็กๆ จะได้คอยเกาะติดท่านชารีฟแจแบบนี้”
มิเชลล์ทำหน้าบอกไม่ถูก ชารีฟดึงตัวมิเชลล์มาจากยูซุฟท่าทีน่าขันมาก เข้าไปกันดื้อๆ
“ไอ้คนนี้มันขี้ขลาดตั้งแต่เกิด ขี้ขลาด ขี้กลัว ขี้งอน ขี้น้อยใจ สารพัด”
ยูซุฟหัวเราะ “เป็นกะเทยรึเปล่า ฮะ”
ชารีฟแกล้งหันไปทำท่าป้องปาก “อย่าบอกใครนะ...ข้าว่า มันน่ะ ใช่เลย”

มิเชลล์ค้อนวงใหญ่ให้ชารีฟ

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 6 (ต่อ)

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณพักของสัตว์ ซึ่งยืนๆ นอนๆ กันอย่างสงบ กาเซ็มถือมีดค่อยๆ ย่องมาหยุดในความมืด แล้วคลานกระดึ้บๆ เข้ามาหาฝูงสัตว์ช้าๆ

ส่วนอีกมุมนะหมัดคนพี่คาบมีดไว้ในปาก คลานต่ำแบบจระเข้มาอีกด้านหนึ่ง
สองคนพี่น้องมาพบกันใต้ท้องอูฐตัวหนึ่ง
กาเซ็มกระซิบ “ไอ้หมอเทวดามันอยู่ที่กองไฟด้านหน้า”
“ไอ้ยูซุฟมันอยู่ด้วย เราคงยังทำอะไรไม่ได้ มันกำลังกินอาหารกัน” นะหมัดบอก
“มันวางเวรยามกันหนาแน่นทำไมวะ ยังกะกลัวอะไรยังงั้นแหละ”
“โฮ้ย ขนาดเวรยามขนาดนี้ เราสองคนยังดอดเข้ามาได้เลย ไอ้พวกนี้มันจะแค่ไหนกัน ฮ่าๆๆๆ” กาเซ็มย่ามใจสุดขีด
ทันใดนะหมัดเกิดอาการตาค้างพูดไม่ออก กาเซ็มงง
“ว่าไงพี่ ทำไมพี่หน้าซีดแบบนี้ล่ะ บอกแล้วว่าเราสองคนร่วมกันซะอย่าง”
นะหมัดอ้ำอึ้ง พยายามบุ้ยใบ้ให้ดูด้านหลัง
“อะไรเหรอพี่ อะไร”
นะหมัดทำมีดหล่นจากมือ ชูแขนขึ้นสูงเหนือหัว กาเซ้มเฉลียวใจ หันมา
เห็นยามสามคน ปืนครบมือจ้องมาอย่างประสงค์ร้าย สมทบด้วยชายฉกรรจ์ชาวคาราวานอีก 6-7 คน
หน้าซีด ปล่อยมีดหลุดมือ ยกแขนขึ้นสูง เข่าอ่อน

ตรงลานกว้างหน้ากระโจม ทุกคนนั่งกินอาหาร แยกย้ายกันนั่งตามที่ต่างๆ ระเกะระกะ มิเชลล์ในคราบตาฟานั่งเคี้ยวผลไม้แห้งแบบไม่อร่อยเลย ชารีฟชำเลืองมองตลอดเวลา นั่งอยู่กับยูซุฟ
มิเชลล์กัดผลไม้แห้งแข็งและเหนียว กัดเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยจะออก ชารีฟจ้องอย่างเป็นห่วง มิเชลล์กัดสุดแรงเกิดจนหน้าคะมำแทบจะเสียหลัก ชารีฟขยับตัวทันทีจะเข้าไปช่วย มิเชลชล์ตั้งตัวได้ สบตาชารีฟ หัวเราะอ่อยๆ น่ารัก ชารีฟยิ้มอย่างเอ็นดู

ครู่หนึ่งยูซุฟหยิบ”มะระกู่” กล้องยาสูบกระบอกยาวออกมาสูบ อวดความสวยงาม
“ชีคอัสมันให้ข้าพเจ้า” ดูดยา แล้วส่งให้ชารีฟ
ชารีฟดูดเสร็จ แล้วส่งกลับให้ยูซุฟต่อ ยูซุฟดูดอีกทีแล้วส่งให้ตาฟา
มิเชลล์ตกใจสบตาชารีฟแว้บหนึ่ง แล้วรับมาดูดได้พรวดเดียวก็หูฮื้อตาลาย หน้าตาท่าทางตลกมาก
ชารีฟมองอย่างขำๆ เพราะตาฟาพยายามสะกดใจ แสบเพดานปากน้ำตาไหลพราก ไม่กล้าทำท่าผิดปกติว่าตัวเองสูบไม่เป็น ก้มหน้าเล่นกับพื้นทรายอยู่ไปมา ชารีฟขำมาก
มีเสียงเอะอะดังมา ตามด้วยลูกน้องของยูซุฟ 3-4 คน จับตัวนะหมัดกับกาเซ็มเข้ามา ผลักให้ลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้ายูซุฟ
ยูซุฟตะคอก “มีอะไรรึ ถึงได้มายุ่มย่ามถึงที่นี่ จะขโมยอูฐรึ”
“ข้าพเจ้ามาขายของ เสร็จแล้วอยากจะขอกลับไปจาอุฟกลับท่าน เพราะอันตรายมากเหลือเกินขากลับ” นะหมัดว่า
“เราไม่กลับทางเก่า ถ้าจะกลับกับเราก็ไปรอที่ปากทางออกจากเมืองซากากา” ยุซุฟบอก
กาเซ็มมีสีหน้าตกใจ “ทำไมล่ะท่าน”
ยูซุฟจ้องอย่างสงสัย “ท่าทางเจ้าตื่นเต้นนักนะ...อย่างนี้เขาเรียกว่า มีพิรุธ”
สองคนทำท่ากลบเกลื่อน
“โอ๊ะเปล่าข้าพเจ้าเพียงแต่คิดว่ากลับทางเดิมสะดวกไม่ต้องอ้อมภูเขา” นะหมัดแก้ตัว
“มันเรื่องของข้า เจ้าไม่ต้องยุ่ง เจ้าจะไปก็คอยอยู่ท้ายขบวน อย่ามายุ่มยามหน้าขบวนเป็นอันขาด ถ้าไม่ไปก็อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกเข้าใจมั้ย”
สองคนลนลานทำความเคารพ “ซาลาม นายท่าน ซาลาม”
“ซาลาม ข้าพเจ้าหวังพึงด้วยเถอะ ขากลับอันตรายเหลือเกิน” นะหมัดอ้อนวอน
“พูดซ้ำซากทำไม” ยูซุฟจ้องมอง นัยน์ตาดุเขม็ง
สองคนฟุบลงไปกับพื้นทรายยูซุฟสั่ง
“เอาตัวมันไป”
ลูกน้องเข้ามาจับตัวไป
จังหวะนี้นะหมัดเหลือบสายตาชำเลืองไปทางชารีฟอย่างจับจ้องลอบมอง ชารีฟสบตากับนะหมัด ขมวดคิ้วสงสัย
ลูกน้องยูซุฟลากสองคนกลับไป
“ไอ้สองคนนี้เป็นเดนคนจริงๆ หน้าไหว้หลังหลอก ขี้โกง จะไม่ให้มันไปด้วยก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนเมืองเดียวกัน”
ชารีฟยังคงสงสัยคาใจสองคนอยู่
ที่สุดยูซุฟลุกขึ้น “นอนได้เถอะท่าน” แล้วหันมาตบไหล่ตาฟา ป้าบใหญ่ “เจ้าไปนอนในกระโจมกับลูกน้องข้าทางโน้น”
มิเชลล์ไหล่ทรุดเจ็บจนน้ำตาแทบร่วง แต่สายตาตื่นตระหนกมองชารีฟ ตกใจที่ต้องไปนอนกับลูกน้อง
“เชิญท่านชารีฟนอนในกระโจมเดียวกับข้าทางนี้” ยูซุฟผายมือให้เดินไป ชารีฟลุกเดินตามไป
หน้าตามิเชลล์ตื่นผวาทำท่าจะไปคัดค้าน แต่ชะงักยืนงงงันไม่รู้จะทำอย่างไร
ยูซุฟกับชารีฟเดินหายเข้าไปในกระโจม
มิเชลล์ยืนหน้าตกใจ เหลียวมองไปรอบๆ มองไปทางกระโจมลูกน้อง เห็นมีเงาของชายหนุ่มล่ำสันหลายคนปรากฏอยู่ตามกระโจมนั้น ก็ยิ่งตกใจไม่รู้จะทำยังไงดี
ลูกน้องยูซุฟคนหนึ่ง เปิดกระโจมออกมาอย่างแรง เดินเปะปะออกมาแล้วไปยืนหันหลังให้ปัสสาวะลงทรายเสียงดังได้ยินถนัดในความมืด
มิเชลล์ยิ่งตกใจ รีบแอบเข้าไปชิดกระโจมของยูซุฟ นั่งลงห่อตัวกอดอกด้วยความหนาว หน้าตาจะร้องไห้ มองเข้าไปในกระโจมชารีฟด้วยใจนึกโกรธ ทำไมทิ้งเรา ก้มหน้า ซบลงกับเข่ารู้สึกอ้างว้าง หมดหนทาง
จู่ๆ มือชารีฟเอื้อมมาแตะมือของมิเชลล์ ชารีฟทรุดตัวลงนั่ง มิเชลล์ตกใจเงยหน้ามอง แล้วผวาเข้าหาชารีฟอย่าลืมตัว อารามดีใจ ชารีฟนั่งมองหน้าด้วยสายตาอบอุ่น ยิ้มน้อยๆ จับไหล่ทั้งสองข้างบอกเสียงนุ่ม ท่าทีจริงจัง
“คิดได้ยังไง ว่าฉันจะทิ้งเธอให้ไปนอนรวมกลุ่มในกระโจม คนงานผู้ชายนั่น”

ด้านหมอผีชราควบม้ารอนแรมมาในทะเลอย่างรวดเร็วเพื่อไปแจ้งกองตำรวจทะเลทราย แล้วสักพักแทนสายตาเห็นกองไฟอยู่ไกลๆ

หมอผีชราชักม้าให้หยุดลง ตัดสินใจแล้วควบม้าออกไปทางแสงไฟ

ข้างๆ กองไฟ มีชาวเบดูอิน 6-7 คน กำลังล้อมวงกินอาหารกันอยู่ แล้วทันใดมีเสียงฝีเท้าม้า ทุกคนมองหน้ากันแล้วคว้าอาวุธปืนขึ้นมาเตรียมพร้อม หมอผีชราโผล่มา

เบดูอินคนที่ 1 ตะโกน “หยุด ไม่หยุดกูยิงนะโว้ย”
หมอผีชะงัก แล้วกระโดดลงมาจากหลังม้า หกล้มหกลุกแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น ชูมือขึ้นสูง
“อย่ายิงจ้ะ อย่ายิงข้าเป็นหมอ ไม่ใช่โจร”
เบดูอินคนที่ 2 ถาม “เป็นหมอเรอะ หมอมาทำอะไร”
“คือ...” ตาเฒ่าค่อยๆ เดินใกล้เข้ามา “คือข้าอยากจะอาศัยเดินทางไปกับคาราวานไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะเดินทางไปไหน”
เบดูอินคนที่ 1 ถามฉุนๆ “ก็เจ้าจะไปไหนล่ะ”
หมอผีชราอึกอัก “เอ้อ ไป ไปไหนก็ได้ ที่มีกองตำรวจทะเลทราย”
เบดูอินคนที่ 3 ประหลาดใจ “เจ้าจะไปพบตำรวจ ไปทำไมกัน เกิดอะไรขึ้นเรอะ”
“คือ ข้ามีเรื่องสำคัญ ต้องแจ้งให้ตำรวจรู้เกี่ยวกับเกี่ยวกับพวกกบฏน่ะจ้ะ ข้าต้องรายงานด่วน”
เบดูอินคนที่ 1 งง หนัก “กบฏอะไร”
“กบฏในเมืองหลวงสิ เจ้าเร่ร่อนอยู่แต่ในทะเลทราย เจ้าไม่รู้เรื่องหรอก งานนี้มีรางวัลด้วยนะ หากเจ้าให้ข้าไปด้วย ข้าจะแบ่งรางวัลให้เจ้าทุกคน ตกลงไหม”
พวกเบดูอินมองหน้ากัน
เบดูอินคนที่ 1 สนใจมาก “รางวัลรึ”
“ใช่ รางวัลนำจับคนสำคัญ คนยิ่งใหญ่คนหนึ่ง” หมอผีชราตาเป็นประกาย

ส่วนชารีฟพามิเชลล์เข้ามาในกระโจมที่พักยูซุฟ ตบไหล่มิเชลล์ไม่แรงมาก แสดงให้เห็นว่านี่เป็นผู้ชาย
“เอ้า..ตรงนั้น”
ยูซุฟจับตัวตาฟาไปทางหนึ่ง
“เอ้า มาพอดี มานอนตรงนี้มา”
มิเชลล์ตาเหลือกมองชารีฟ
“พาตัวมานอนใกล้ๆ ตัว”
ยูซุฟหันมาหัวเราะ “เจ้านายเจ้า เป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน นอนก็ต้องเอามานอนด้วย” พลางหันมาพูดกับตาฟา “เอ้า..ตามสบายนะ” ยูซุฟเอาผ้ามาห่มให้
มิเชลล์หน้าเสียมองชารีฟ ขณะชารีฟยิ้มขำๆ “เฮ้ยไอ้ตาฟามานอนนี่” ตบที่นอนเรียก
“ทำไมล่ะ ก็มันนอนจะหลับแล้ว”
“มันนอนดิ้น มา เร็วสิวะ ชักช้าทำไม เดี๋ยวเหอะ” ชารีฟเรียกอีก
คราวนี้มิเชลล์แทบจะกระโจนมา
ชารีฟกดตัวให้นอน จับหัวให้ลงนอนแรงๆ ตบไหล่แรงๆ หัวเราะเบาๆ ขำๆ มิเชลล์หน้ามุ่ย ค้อนนิดๆ
“นอน” ชารีฟออกเสียงสั่ง
มิเชลล์มองหน้า ดื้อใส่ ชารีฟจ้องตา มิเชลล์สบตาครู่หนึ่งแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น
ชารีฟห่มผ้าให้อย่างแผ่วเบา สองคนสบตากันซึ้งๆ อีกครั้ง ชารีฟเอามือรีดลงที่เปลือกตาของมิเชลล์เป็นเชิงให้หลับได้แล้ว ทุกอย่างเงียบสงัด ทุกคนหลับสนิท

ข้างนอกกระโจม มองผ่านจากข้างในเป็นเงาดำวูบไหว เคลื่อนไปมา ที่แท้เป็นโจรตูอิคถือมีดเดินย่องมา แล้วเปิดกระโจมย่องเข้ามา มองกวาดสายตาไป ยกมีดขึ้นเตรียมพร้อมจนเห็นเป็นเงา ประกาย
ชารีฟค่อยๆ ลืมตามอง และสีหน้าเตรียมพร้อม โจรก้าวคร่อมร่างของมิเชลล์ ยูซุฟเงื้อมีดสุดตัวแล้วจ้วงแทงทันที
ชารีฟกระโจนลุกขึ้นทันควัน หลบมีดอ้อมไปข้างหลังแล้วรัดคอของโจรแน่นอีกมือหนึ่งบิดข้อมือที่กำมีดอยู่จนโจรร้องโอ๊ก มีดปลายมนรูปโค้งตกลงบนพื้น แล้วต่อจากนั้นก็เกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรง โจรพยายามหนีแต่ชารีฟจับตัวไว้
ยูซุฟลุกขึ้นตั้งแต่แรกยืนมอง ทำท่าเหมือนกับพยายามจะเข้ามาช่วย ลูกน้อง 2-3 คน ถลันเข้ามาในกระโจม ยูซุฟสั่งเสียงดัง
“จับมัน”

โจรถูกมัดมือไว้นั่งกองอยู่กับพื้นข้างหน้ากระโจม ยูซุฟจิกหัวโจรขึ้นอย่างรุนแรง ตวาด
“มึงเป็นใคร มาจากไหน รับจ้างใครให้มาฆ่าข้าถึงในกระโจมนี้”
โจรสั่นไปทั้งตัว น้ำตาจะไหลเพราะความหวาดกลัว
ชารีฟยืนกอดอกมองนิ่งๆ ส่วนมิเชลล์ยืนอยู่หน้าหวั่นๆ แอบหลังชารีฟโผล่หน้ามาท่าทางน่าขัน
ยูซุฟกระชากคอเสื้อของมันเขย่าอย่างรุนแรง “เปิดปากของเจ้าเดี๋ยวนี้นะไอ้นรก บอกข้ามาดีๆ ว่าใครเป็นคนจ้างให้มาฆ่าข้า ไอ้บูชิค ใช่ไหม นี่ไง กูรู้นะสัญลักษณ์ผ้าโพกหัวของพวกมึง” ยูซุฟกระชากผ้าโพกหัวออกมาแรงๆ “ไอ้เดนคน ถ้ามึงไม่พูดกูจะลากลิ้นดึงมาตัดเดี๋ยวนี้”
โจรปากคอสั่น “อย่า..อย่าทำข้า”
“ไอ้บูชิคอยู่ที่ไหน” ยูซุฟตะคอกถาม
“นายของข้าอยู่ที่กระโจมนอกเมืองซากากา”
“ดีละ ข้าจะฝากของที่ระลึกไปให้นายของมึง” ยูซุฟสั่งลูกน้องเสียงดัง “ส่งศพไปให้เจ้านายมันจนถึงกระโจมหน้าเมืองซากากา”
ขาดคำเจ้าโจรร้ายก็ตาเหลือกลาน ยูซุฟเงื้อมีดขาววับปาดคอ เลือดพุ่งกระเซ็น ร่างอ่อนปวกเปียกทรุดลงกับพื้น
มิเชลล์หลับตานิ่ง วิงเวียนจะเป็นลม ทำท่าน่าขำ ตลกๆ ชารีฟเข้ามาโอบไหล่ไว้ กระซิบเบาๆ
 
“เข้มแข็งไว้มิเชลล์ เป็นการตอบแทนที่สาสมแล้ว”

ศพของโจรตูอิคถูกผูกมัดเป็นตราสังข์ สั่งบันทุกขึ้นหลังม้า ลูกน้องยูซุฟขึ้นควบม้าอีกตัวหนึ่งจูงม้าที่แบกศพพากันไป ยูซุฟกลับมา ตวาดเสียงดัง

“ใครเป็นยาม มาที่นี่”
ยามถลาออกมา ฟุบลงกับพื้น
“เจ้าหลับยามรึ”
“เปล่า...ข้าพเจ้าหนาวจึงไปผิงไฟ” ยามว่า
ยูซุฟฟาดเปรี้ยงไปที่ปากครึ่งจมูกครึ่ง ยามเลือดกำเดาไหลออกมาทันที
“โกหก ไอ้นรก บอกมาตามตรงนะว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”
ยามเสียงสั่นละล่ำละลัก “ข้าพเจ้าผิง...ผิง…ไฟ...ไฟ...จริง…จริงๆ”
ยูซุฟซัดเข้าไปอีก 2-3 ที แล้วกระชากตัวเข้ามา สะบัดตัวมันค้น แล้วหยิบถุงห่อกระดาษขาวเล็กๆ ออกมาคลี่ออกโรยผงละเอียดลงไป บนกองไฟ
“มึงหลบไปเสพยากูรู้ หมดสิ้นกันทีไอ้ยาเสพของมึง หากทำอีกเป็นครั้งที่สองกูจะลงโทษสถานหนัก”
“ซาลาม...ซาลามนาย” ยามคำนับซ้ำซาก เดินงกๆ เงิ่นๆออกไป
ยูซุฟหันมาทางชารีฟ “ข้าพเจ้าเป็นหนี้ชีวิตท่าน”
“โปรดคิดว่าเป็นการช่วยเหลือระหว่างมิตรเท่านั้น ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร”
ยูซุฟก้มหน้าซาลามอย่างต่ำ

เวลาเช้าวันรุ่งขึ้น พวกลูกน้องกำลังเก็บกระโจม ทุกคนเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อไป ยูซุฟสั่งการลูกน้องให้เตรียมม้าเตรียมอูฐ และเก็บกระโจมให้เรียบร้อย
มิเชลล์ยืนท่าทางไม่ค่อยสบายใจ ชารีฟเดินผ่านมาจับไหล่ บีบเบาๆ อย่างปลอบประโลม แล้วเดินตรงเข้าไปหายูซุฟ ยูซุฟหันมามอง สายตาตรึกตรองลึกซึ้ง
“ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง” ชารีฟบอก
ยูซุฟตัดสินใจเด็ดขาด “ข้าพเจ้ามีอะไรจะพูดกับท่านอย่างหนึ่ง สำคัญมาก เป็นเรื่องความเป็นความตาย”

ตรงบริเวณห่างออกไปจากกองคาราวานเล็กน้อย แลเห็นกองคาราวานที่เตรียมพร้อมเรียบร้อย มีตาฟายืนมองจ้องมา ยูซุฟกับชารีฟยืนเผชิญหน้ากันสองคน
“ท่านมีอะไรจะบอกข้าพเจ้า”
“ชีคอัสมันปรารถนาที่จะให้ท่านอยู่ที่เมืองจาอุฟตลอดไป”
“โดยการยกลูกสาวให้เป็นเมียข้าพเจ้ารึ” ชารีฟยิ้มบางๆ
“นั่นเป็นผลพลอยได้ แต่แผนการของชีคคือให้ตำรวจทะเลทรายตามจับท่านเมื่อออกจากซากากา และการตามจับนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าท่านจะเปลี่ยนใจอยู่กับเราตลอดไป”
ชารีฟหน้าชะงักทันที สีหน้าเคร่งขรึม ไม่ค่อยพอใจ
“ท่านบอกให้ข้าพเจ้าทราบเพื่ออะไร ท่านยูซุฟ”
“เพราะว่าท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตอบแทนท่าน...ท่านต้องการอะไร ข้าพเจ้าไม่ขัดขวาง ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกลงโทษจากชีคอัสมันก็ตาม”

เวลาตอนเย็น ที่โรงพักสัตว์ เป็นเพิงกว้างใหญ่ ยูซุฟเดินนำชารีฟเข้ามาในนั้น มิเชลล์เดินตามมา
“ขอให้ท่านซ่อนในโรงพักสัตว์นี้ก่อน จนกว่าจะมืด พระจันทร์ขึ้นแล้วค่อยออกเดินทาง กองคาราวานของข้าพเจ้าจะไปทางทิศใต้”
“แล้วข้าพเจ้าล่ะ” ชารีฟถาม
“ท่านควรเดินทางขึ้นไปทางเหนือ ชั่วเวลาเจ็ดวันท่านจะพบโอเอซีสใหญ่ชื่อ โอเอซีสแห่งอานาอีซา”
ครู่ต่อมา ยูซุฟไปแล้ว ชารีฟนั่งนิ่งๆ ตาเฝ้ามองไปที่ตาฟา เห็นตาฟานั่งจัดข้าวของที่อยู่ข้างๆ ด้ามมีดโผล่ออกมาจากผ้าคลุม
“คืนมีดแล้วหรือยัง”
“ยัง”
“อ้าว”
“ทำไมคะ”
“จะคืนหรือไม่คืนเนี่ย”
“ไม่คืนค่ะ”
ชารีฟชักฉุน “เอ๊ะ”
“คุณหาเอาใหม่ซีคะ”
“มีดเล่มนั้นมีตราทหารราชองครักษ์ประทับอยู่นะ”
“ก็ฉันชอบ”
“เฮ้อ…” ชารีฟถอนหายใจเสียงดัง ลุกขึ้นเดินไปเดินมา “นี่เธอยังไม่ไว้ใจฉันอีกเหรอ จะสงวนตัวไว้ให้องค์อาหเหม็ดเหรอ ท่านสิ้นพระชนม์แล้วนะ”
ตาฟาสะบัดหน้าทันควันมองชารีฟนัยน์ตาเขียวปั๊ด เถียงเสียงดัง “ฉันบอกแล้วไงคะว่าที่ตัดสินใจไปอยู่ในฮาเร็มขององค์อาหเหม็ดนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัย แล้วฉันจะบอกให้นะว่า แม้ฉันจะเป็นเมียน้อยเพื่อแลกชีวิตฉันก็ยอม เพราะกลางคืนย่อมจะหมดไป แล้วกลางวันที่สว่างไสวก็จะตามมา มันก็คงมีทางที่จะหลุดรอดจากขุมนรกนั่นมาซักวันหรอกน่า”
ชารีฟลุกขึ้นเข้ามาตรงหน้าตาฟานัยน์ตาเป็นประกายด้วยความโกรธ “เธอว่าฮาเร็มขององค์อาหเหม็ดเป็นขุมนรกรึ”
ตาฟาเงยหน้ามองสบตาชารีฟอย่างกล้าหาญ รับคำเสียงหนักแน่น “ค่ะ แต่ก็เป็นขุมนรกชั้นดี แล้วถ้าจะต้องเป็นเมียน้อย ใครสักคนก็ต้องเลือกเป็นเมียน้อยของคนระดับนี้ ยังไง ยังไง ก็ยังมีเงินทองใช้ มีเครื่องเพชรนิลจินดาประดับ”
ชารีฟมองจ้องมิเชลล์ สายตาพินิจพิจารณา มีแววฉงนและไม่แน่ใจ
“อะไรคือความปรารถนาที่แท้จริงของเธอนะ มิเชลล์”
“ปรารถนาในเรื่องอะไรไม่ทราบ”
“ครอบครัวไง”
มิเชลล์ตอบทันควัน “ฉันไม่เคยมีครอบครัว”

ปลายเสียงสั่นเครือด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ

ชารีฟซึ่งกำลังเดินไปเดินมา ชะงักฝีเท้าหันกลับมามอง เห็นมิเชลล์ในคราบตาฟานั่งกอดเข่า เหมือนคนมีทุกข์หนัก เงยหน้าขึ้นสบตาชารีฟเต็มๆ

“สงสัยอะไรเหรอคะ ที่จริงฉันก็เคยมีพ่อแม่และครอบครัวเหมือนกัน แต่มันไม่ชัดเจนจนรู้สึกว่าเหมือนความฝันที่ฉันจำได้ก็คือ ฉันมีครอบครัวที่ใหญ่มาก พี่น้องมาจากที่ต่างๆ หน้าตาไม่เหมือนกัน พ่อไม่มี มีแต่แม่”
สองคนสบตากันอย่างแรงอีกครั้งหนึ่ง ชารีฟมองอย่างสนใจว่ามิเชลล์จะพูดอะไรต่อไป
“แม่ชีไงคะ”
นัยน์ตาชารีฟวูบลงด้วยความสงสาร
“ฉันเป็นคนที่ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ไม่แปลกอะไรที่ฉันจะเดินทางมาประเทศนี้ แล้วก็ตัดสินใจเป็นสนมขององค์อาหเหม็ดเพียงเพื่อแลกกับชีวิต ฉันอาจจะตัดสินใจทำอะไรง่ายๆ เพราะเด็กกำพร้าทุกคนเป็นเหมือนกันหมดไม่ว่าจะได้รับความอบอุ่นเพียงใดก็ไม่มีวันจะเพียงพอ”
ชารีฟจ้องหน้ามิเชลล์นิ่งๆ
“และที่สำคัญที่สุดก็คือ ชีวิตของเด็กกำพร้านั้นเป็นชีวิตที่เศร้าหมองตลอดกาล ถ้าคนที่พื้นฐานจิตใจไม่ดีอาจจะฆ่าตัวตายไปก็ได้ แต่ฉันไม่ต้องการหนีชีวิตแบบนั้นหรอก ดูโง่เง่าจริงๆ”
“เธอคิดจะอยู่ตัวคนเดียวหรือเปล่า”
“คุณถามทำไม”
ชารีฟก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง มองจ้องนัยน์ตาบอกความในใจออกมาบางส่วน “เธอเลิกระแวงฉันหรือยัง”
“ยังค่ะ” มิเชลล์ตอบทันที
ชารีฟหน้าตึงขึ้นทันที “ทำไมล่ะ”
“ท่านเป็นผู้ชายหนุ่มและฉันเป็นหญิงสาวซีคะ”
ชารีฟเงยหน้าหัวเราะชอบใจเสียงดัง
มิเชลล์หน้างอใส่ “ถ้าเผื่อท่านเป็นผู้หญิง และฉันเป็นผู้ชาย ท่านก็คงจะตอบอย่างนี้เหมือนกัน”
ชารีฟยังคงหัวเราะชอบใจอยู่ ดึงแขนมิเชลล์ให้ลุกขึ้น
“ไป...ไปตลาดกันดีกว่า”

บริเวณตลาดที่สองคนเดินเข้ามา เป็นตลาดที่มีสภาพจ้อกแจ้กจอแจ อาณาบริเวณกว้างขวาง มีการซื้อขายม้าอูฐ แพะ แกะ เป็นตลาดแบกับดิน ซึ่งผู้ขายเป็นชาวเบดูอิน สินค้ามีอาหารแห้ง ผ้าแพรพรรณ และของเครื่องใช้อื่นๆ
มิเชลล์นั้นเดินตามชารีฟต้อยๆ โดยยึดเสื้อคลุมของชารีฟไว้แน่นเพราะกลัวหลง ขณะนัยน์ตาคอยสอดส่ายมองสินค้าที่ขายตามข้างทาง มีร้านขายผลไม้ ส้ม ลูกโตสีเหลืองสด มองจ้องส้มและคิดในใจว่าอยากซื้อหันกลับมากระตุกแขนเสื้อชารีฟเบาๆ
“ท่านคะ”
ชารีฟยืนกอดอกมองนิ่งไปยังที่แห่งหนึ่ง
“ท่านคะ เอ้อ ท่านครับ”
ชารีฟยังคงยืนจ้องไปข้างหน้า มิเชลล์มองตามสายตานั้น เห็นนะหมัดกับกาเซ็มยืนปะปนอยู่กับผู้คนทั้งหลาย มีผู้ชาย 3 คนซึ่งเป็นตำรวจทะเลทรายยืนรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดจับตามองมาที่ชารีฟ นัยน์ตาสำรวจถี่ถ้วน สองพี่น้องกระซิบอะไรบางอย่างกับผู้ชาย 3 คนนั้น แล้วทั้งหมดก็ค่อยๆหลบหายไป
มิเชลล์มอง ชารีฟก็มอง แล้วชารีฟก็หันหลังกลับ ค่อยๆ เดินไปตามทาง
มิเชลล์เดินตาม กระตุกเสื้อคลุมอีก “ท่านครับ”
“พูดไปซี่”
“ฉันอยากจะซื้อขนมหวานและผลไม้”
“ตามใจ อย่าเดินไปไกลนักนะ เดี๋ยวจะหลง”
“ขอบคุณครับ”
ชารีฟออกเดินต่อไป มิเชลล์เดินตามไปอีกอย่างใกล้ชิด ชารีฟหยุดทันควัน มิเชลล์ชนโครมเข้าให้เพราะมัวหันไปมองทางร้านผลไม้
ชารีฟหันกลับมาฉวยแขนมิเชลล์ มือข้างหนึ่งตบไหล่แรงพอควร
“เดินดีๆ ซีเจ้า” ชารีฟเสียงดังเหมือนเอ็ดแล้วเปลี่ยนเป็นกระซิบ “ทำไมยังไม่ไปล่ะ”
“ก็…” มิเชลล์อึกอัก “ฉันไม่มีเงิน เอ๊ย…” มิเชลล์เสียงดังขึ้นนิด “ก็ผมไม่มีเงินนี่ครับ”
“อะไรนะ”
“ขอเงินครับ”
ชารีฟบ่นเบาๆ “ยุ่งจริง” พลางหยิบเงินส่งให้
มิเชลล์รับเงินมา “ไม่พอครับท่าน ขออีกหน่อย”
ชารีฟโอบไหล่ พาเดินไปเรื่อยๆ ยื่นหน้ามากระซิบ
“ที่นี่ไม่มีใครใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่ใช่ปารีสหรือลอนดอนนะ”
มิเชลล์หยุกกึกทันที มองนัยน์ตา ค้อนนิดๆ “ขี้เหนียว”
“ฉันจำเป็นต้องเก็บเงินไว้”
“ผมก็จะซื้อของจำเป็นนี่ครับ ของที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น พวกท่านคงจะเป็นอย่างนี้ทุกคนละซี่ เวลาจ่ายเงินให้เมียหมายเลข 1, 2, 3, 4, ทำยังกะให้เงินขอทาน ผมว่าผู้หญิงที่นี่น่ะควรจะปฏิวัติได้แล้ว หากินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง” มิเชลล์พูดเร็วปรื๋อ
ชารีฟมัวแต่ยืนงง
“ไม่เอาก็ได้” แล้วมิเชลล์ก็เดินลิ่วไปทันที

ชารีฟมองตาม นัยน์ตายิ้มมีแววเอ็นดูเต็มตา
 
อ่านต่อหน้า 4

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 6 (ต่อ)

มิเชลล์ในคราบตาฟาเดินดูโน่นดูนี่ตามตลาดไปเรื่อยๆ หยุดซื้อขนมหวานเป็นแป้งกลมๆ ชุบน้ำตาล ใส่ถาดทองเหลืองไว้ ซื้อส่งเหรียญให้แล้วรับของมาถือไว้ พ่อค้าส่งส้มให้ ตาฟาส่งเงินให้พ่อค้า แล้วเดินต่อไป

ต่อมามิเชลล์ยืนอยู่ที่หน้าร้านกาแฟ รับถ้วยใส่กาแฟแล้วถอยออกมาใกล้ๆ ยกแก้วดื่มปรากฏว่ารสกาแฟขมมากจนสำลัก ไอหลายๆทีติดกัน สีหน้าเหยเกน่าขำ
สักครู่เดินมาถึงซอกตึก แถวนั้นมีพ่อค้าขายของอยู่อย่างบางตา นะหมัด กับกาเซ็ม และตำรวจทะเลทรายชาย 3 คน ยืนสนทนากันอยู่ตรงนั้น มิเชลล์เห็นรีบหลบทันที
“เจ้าเห็นผู้หญิงต่างชาติมากับท่านองครักษ์หรือไม่” ชายคนแรกถาม
“ไม่เห็นมีนี่ท่าน คุณหมอมากับเด็กหนุ่มรับใช้คนหนึ่ง” นะหมัดบอก
“แน่ใจนะว่าเป็นราชองครักษ์ชารีฟ” คนแรกถามย้ำ
“แน่ใจซิท่าน ข้าจำได้แม่นยำที่สุด” กาเซ็มตอบ
“นายของเจ้าจะออกทางด้านใต้ใช่หรือไม่ ดีแล้ว เราจะไปรอทางนั้น แล้วจู่โจมจับตัวไปทันที” ตำรวจคนดังกล่าวบอก นัดแนะกัน
สองคนบอกพร้อมกัน “ซาลาม..ขอให้ท่านโชคดี”
“ข้าพเจ้าขอรับรางวัลไปเลยได้หรือไม่” นะหมัดเอ่ยขึ้น
“เจ้าจะได้รางวัลก็ต่อเมื่อข้านำเหรียญตราประจำทหารราชองครักษ์ไปถวายองค์โอมานเรียบร้อยแล้ว” ตำรวจคนเดิมบอก
“และนั่นหมายความว่าเจ้าของเหรียญตายแล้ว” ตำรวจคนที่ 2 ว่า
มิเชลล์ได้ยินชัด ตกใจมากจนตาเหลือก
“อ้าว..ไหนท่านว่าข้าพเจ้าบอกความลับให้แล้วท่านจะตอบแทนรางวัลเราเลยไง” นะหมัดท้วง
กาเซ็มผสมโรง “หมอโบราณที่เมืองจาอุฟมาถามเรา เราจะตอบยังไงล่ะ”
“เกี่ยวอะไรกับหมอโบราณ” ตำรวจคนแรกงง
“ก็...หมอโบราณคนนั้นเขาให้มาบอกท่านเรื่องเหรียญนะสิ” กาเซ็มว่า
“ไอ้ถ่อย พูดจาให้มันฟังรู้เรื่องหน่อย งานยังไม่ทันเสร็จจะเอารางวัลได้ยังไง” ตำรวจคนแรกฉุน
“ก็ข้าพเจ้าจะพบท่านได้อีกเมื่อไหร่ล่ะ” นะหมัดถาม
ตำรวจคนที่ 2 ฟาดมือลงบนไหล่นะหมัดเต็มแรง “นั่นมันเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องเฝ้าดูข้า ถ้าเจ้าอยากได้รางวัล”
ตำรวจคนที่ 3 เอ่ยขึ้น “เมื่อพวกเราฆ่าราชองครักษ์ชารีฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมตัวรับรางวัลได้”
ตอนนี้มิเชลล์ไม่ฟังเสียงแล้ว วิ่งกระเจิดกระเจิงไปทันที

มิเชลล์ในคราบหนุ่มน้อยตาฟาวิ่งฝ่าผู้คนในตลาดมา สายตาสอดส่ายหาชารีฟตลอด แต่ในมือยังถือถุงส้ม และขนมหวานไว้อย่างมั่นคง วิ่งไปวิ่งมาจนกระทั่งมาชนเปรี้ยงเข้ากับชารีฟ
มิเชลล์เงยหน้าระล่ำระลัก “ท่าน” กำลังพูดคำว่า คะ ออกมา ชารีฟเอามือตะปบที่ปากทันที ลากตัวไป
มิเชลล์ดิ้นรนสุดขีด พยายามพูด “ท่านครับ”
ชารีฟเอ็ดเสียงดัง “ปล่อยให้ข้าคอยนาน เดี๋ยวเถอะ กลับไปถึงกระโจมโดนดีแน่ ไอ้หนู”

สองคนอยู่ที่กระโจม เห็นมิเชลล์กำลังเล่าเรื่องละล่ำละลักเรื่องที่ไปพบและได้ยินมาให้ชารีฟฟัง
ชารีฟอึ้ง
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับรองว่าเราไม่มีอันตรายแน่ๆ”
“ไม่มีได้ยังไงล่ะคะ ก็มันจะฆ่าท่านน่ะ มันพูดกันฉันได้ยินตั้งหลายหน”
“ก็เราไม่ได้ ไปทางที่มันรอจะฆ่าเราอยู่นี่นา”
มิเชลล์นึกขึ้นได้ เขินอย่างน่าขำ และจ๋อยมาก
“ลืมแล้วเหรอว่าเราจะไปอีกทาง เราจะไปทางเหนือขณะที่กองคาราวานจะไปทางใต้”
มิเชลล์โล่ง...หัวเราะชอบใจมาก
ชารีฟมองอย่างขำๆ “ขำอะไรนักหนา”
“ขำซิคะ มันคงคอยอยู่ทางใต้ของเมืองจนแห้งตายไปเลย ฮะ ฮ่ะ ฮ่ะ” มิเชลล์หัวเราะชอบใจมากมาย อ้าปากกว้าง
ชารีฟมองอย่างประทับใจ ถึงแม้มิเชลล์จะดูมอมแมมและแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย แต่ความสวยก็ยังมองเห็นได้เด่นชัด เมื่อยามมิเชลล์ปล่อยตัวตามสบายแบบนี้
จากที่กำลังหัวเราะอยู่ มิเชลล์หยุดชะงักทันที เมื่อเห็นชารีฟจ้องมองเขม็ง สายตาชารีฟบ่งบอกความในใจหมดสิ้น มิเชลล์ค่อยก้มหน้าเงียบ
ชารีฟเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เชยคางขึ้น เสียงอ่อนโยน
“ทางข้างหน้า ลำบากนะ ไหวไหม”
มิเชลล์มองตาชารีฟสีหน้าเข้มแข็งขึ้น
“ถ้าท่านไหว ฉันก็ไหวค่ะ”
“เบื่อขี้หน้าฉันเต็มที่น่ะซิ”
“ฉันควรจะถามท่านมากกว่า”
“ไม่…” ชารีฟตอบเสียงสูงทันที “ไม่เคยเบื่อ คิดว่าฉันเหมือนคนที่แต่งงานแล้วไปไหนก็เอาเมียไปด้วย”
มิเชลล์ร้องโวยเสียงดัง “เอ๊ะ คิดอย่างนั้นได้ไงคะ”
“คิดได้ซิ ก็นอนอยู่ด้วยกันทุกคืน ก็เหมือนสามีภรรยาน่ะแหละ ฉันก็เริ่มจะชินจนขาดเธอไม่ได้แล้ว”
“ท่านอย่าเอาความบังเอิญมาพูดเป็นเรื่องจริงจังหน่อยเลย ขี้เกียจฟัง”
“แล้วเธอล่ะ รู้สึกว่าขาดฉันไม่ได้มั่งไหม”
มิเชลล์ล้มตัวลงนอนทันที หันหลังให้ ซ่อนสีหน้าเพราะกลัวจะหลุดความในใจออกไป
สักครู่ชารีฟก็เข้ามาใกล้ๆ คลอเคลียอยู่ข้างหูกระซิบถาม “เราจะรักกันได้ไหม”
มิเชลล์สะบัดตัวลุกขึ้นทันที เสียงแหลมกลบเกลื่อนความในใจ “เอ๊ะ ท่านเป็นอะไรไปคะเนี่ย อารมณ์ทหารหรือไง พอเริ่มหายเครียดก็ต้องหาทางออกแบบนี้ บอกไว้ก่อนนะ ถ้าฉันจะตัดสินใจรักใครซักคนก็หมายความว่าฉันจะต้องมีครอบครัวอย่างไม่ต้องแบ่งความรักให้ใคร ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีของท่านไม่ได้เป็นแบบนี้ บอกเสียก่อนนะคะ ฉันไม่พร้อมที่จะเป็นคนที่หนึ่ง ฉันต้องการเป็นคนเดียว”
“ฉันสัญญาว่า…”
มิเชลล์ขัดขึ้นทันที “อย่าสัญญาเลยค่ะ มันไม่มีประโยชน์อะไร ฉันรู้ว่าท่านซึมซับประเพณีเหล่านี้จนรู้สึกว่ามันเป็นธรรมดาที่ผู้ชายจะมีเมียสี่คน ฉันรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านลืมความเคยชินซะเถอะนะคะ พ้นจากนี้ไปแล้วเราก็จะห่างกันไปทุกที ฉันคงกลับฝรั่งเศส”
ชารีฟนั่งนิ่งอึ้ง สักครู่หันหลังล้มตัวลงนอนเงียบ มิเชลล์เหลียวมองด้วยสายตาอ่อนลง รู้สึกขัดแย้งในใจอย่างแรง
สีหน้าชารีฟ หมองจัด

ตอนกลางคืนของอีกวัน กองคาราวานพร้อมที่จะเดินทางแล้ว กระโจมทั้งหลังถูกเก็บเรียบร้อย ตอนนี้ไม่มีสัตว์แล้ว เพราะขายไปหมดแล้ว มีแต่อูฐและข้าวของที่บรรทุกอยู่บนหลังอูฐ
ทุกคนขึ้นหลังอูฐ ยูซุฟเหลียวไปทางโรงพักสัตว์ เห็นหน้าของชารีฟและเด็กหนุ่มตาฟาโผล่ออกมา ยูซุฟพยักหน้าน้อยๆ ว่าจะไปแล้วนะ
ชารีฟก้มหัวให้ สายตารู้สึกถึงบุญคุณของยูซุฟ
ยูซุฟพยักหน้าอีกครั้งแล้วทำสัญญาณให้กองคาราวานเคลื่อนออกไป ทั้งหมดค่อยๆ เคลื่อนออกไปจนลับตา
ชารีฟหันมาทางมิเชลล์ “ไปกันเถอะ”
สองคนยืนอยู่ที่อูฐสามตัวที่ยูซุฟทิ้งไว้ให้ ชารีฟช่วยส่งตัวมิเชลล์ขึ้นหลังอูฐ แล้วตัวเองขึ้น แล้วสองคนก็พาอูฐออกเดิน ชารีฟจูงอูฐตัวที่สามที่บรรทุกข้าวของอยู่บนหลังไปด้วย อูฐทั้งสามออกเดินทางไปทางตรงกันข้ามกับที่กองคาราวานออกไป

มองเห็นเงาอูฐสามตัวตะคุ่มๆ ในความมืดยามค่ำคืน ชารีฟและมิเชลล์อยู่บนหลังอูฐคนละตัว ก้าวเดินไปบนทะเลทรายอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ

แสงอาทิตย์แรงกล้า มองเห็นทรายระยิบระยับต้องแสงแดด กระโจมเล็กๆ ตั้งอยู่กลางผืนทราย มีอูฐสามตัวยืนอยู่กลางแดด มิเชลล์นั่งอยู่หน้ากระโจม เหลียวกลับเข้าไปดูเห็นชารีฟนอนหลับเป็นตาย

จากนั้นมิเชลล์จัดการต้มกาแฟ จัดอาหารแห้ง แล้วส่งให้ชารีฟซึ่งตื่นแล้ว ชารีฟดื่มกาแฟ กินอาหารแห้ง แล้วไปนั่งหันหลังให้นิ่งเฉย มิเชลล์มองสีหน้าน้อยใจ ทั้งสองคนมีท่าทีห่างเหินกันจากเรื่องที่พูดกันเมื่อคืนก่อนหน้านี้
ตกกลางคืนทั้งสองยังคงนั่งอยู่บนหลังอูฐ แล้วเดินทางต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

วันต่อมาชารีฟเตรียมที่นอน มิเชลล์ยืนถือถ้วยกาแฟมีควันกรุ่น มองสีหน้าลังเล มิเชลล์เอากาแฟไปวางให้ ชารีฟมองปลายตา
“กาแฟ”
“ขอบใจ...ไม่กิน” ชารีฟหันไปอีกทาง
มิเชลล์จ๋อย
ชารีฟนอนลงตัวงอหน่อยๆ มิเชลล์เอาผ้าห่มไปยื่นให้ ชารีฟหันหน้าหนี มิเชลล์คลี่จะห่มให้ ถูกชารีฟปัดผ้าห่มออกลุกขึ้น ไปอีกทาง มิเชลล์หน้าสลด แต่เริ่มจะถอนใจอย่างหงุดหงิด
มิเชลล์นอนหลับอยู่ใกล้ๆ ชารีฟ ชารีฟค่อยๆ ลืมตา มอง เห็น มิเชลล์หลับสนิท
ชารีฟเข้าไปจ้องหน้าใกล้ๆ สายตารักและปรารถนา แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเสียงมิเชลล์ที่พูดดังก้องอยู่ในหู
“ฉันรู้ว่าคุณซึมซับประเพณีเหล่านี้จนรู้สึกว่ามันเป็นธรรมดาที่ผู้ชายจะมีเมียสี่คน ฉันรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณลืมความเคยชินซะเถอะนะคะ พ้นจากนี้ไปแล้วเราก็จะห่างกันไปทุกที ฉันคงกลับฝรั่งเศส”
ชารีฟถอยออกไป สีหน้าเจ็บใจ ไปนั่งชันเข่า และครุ่นคิด

มิเชลล์ตื่นแล้ว เก็บของพับผ้าห่ม จับเสื้อคลุมชารีฟ หยิบสะบัดๆ แล้วทำท่าจะเอามาให้ ชารีฟหยิบเอาเสื้อไปจากมือ หน้าตาเฉยเมย มิเชลล์กระแทกอะไรในมือ ลงนั่ง จับเข่า
“จะไปมั้ย” เสียงชารีฟเย็นชามาก
คืนนั้นทั้งสองคนยังคงเดินทางมาในทะเลทราย และไม่พูดไม่จากัน หน้าเฉยๆ ต่อกันอย่างเดิม

เวลาต่อมา ชารีฟล้มตัวลงนอน ทำท่าจะหลับตา ถ้วยกาแฟและเศษอาหารที่กินกันวางอยู่ตรงนั้น
มิเชลล์ปราดเข้าไปกระชากเสื้อคลุมชารีฟเต็มแรง
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่า เดินทางมาสามวันสามคืน ท่านไม่พูดกับฉันซักคำ ทำไม”
ชารีฟจ้องเข้าไปในดวงตามิเชลล์ “ฉันจะพูดทำไม ในเมื่อคำพูดของฉันไม่มีความหมาย”
แล้วชารีฟก็ล้มตัวลงนอน หันหลังให้มิเชลล์
มิเชลล์กระแทกกระทั้นข้าวของอยู่ตรงนั้น แล้วลุกขึ้นผลุนผลันออกมาหน้ากระโจม หน้างอมาก ครั้นพอเงยหน้ามองออกไปไกลๆ แล้วต้องขมวดคิ้ว
มิเชลล์มองไปที่สุดขอบฟ้า เห็นจุดดำๆ หลายจุดกำลังเคลื่อนเข้ามาในทิศทางที่มิเชลล์นั่งอยู่ มิเชลล์อ้าปากค้าง สีหน้าเริ่มตกใจ
สีดำโบกสะบัดเป็นทิวแถวคือผ้าคลุมหัวนั่นเอง มีคนควบม้าตรงมาทางนี้เกือบสิบคน มิเชลล์อ้าปากจะร้องแต่แล้วรีบปิดปากของตัวเองไว้ทัน กระโจนเข้าไปในกระโจมอย่างรวดเร็ว เขย่าตัวชารีฟอย่างแรง
“คุณคะ คุณ ตื่น...ตื่น...ตื่นได้แล้วค่ะ มีคนมาทางนี้ค่ะ”
ชารีฟหันกลับมา หน้าตายังงัวเงียนิดหน่อย
“มีคนมาตั้งหลายคนค่ะ”
ชารีฟลุกขึ้นอย่างว่องไว เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาทุกที ชารีฟก้าวออกมาหน้ากระโจม ม้าทั้งสิบตัวมาถึงพอดี คนบนหลังม้าล้วนโพกด้วยผ้าดำลายขาวและแดง นัยน์ตาคมกริบ ม้าทุกตัวยืนเรียงแถวหน้ากระดาน จ้องมาที่ร่างของชารีฟ
หัวหน้าโจรกระตุ้นม้าก้าวออกมา ยืนกระจันหน้ามองจ้องชารีฟ แล้วหันมาจ้องมิเชลล์ในคราบตาฟา มิเชลล์มองตอบแล้วต้องหลบตาวูบ หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ถอยไปแอบหลังชารีฟ
“เตะไอ้ขยะคนนั้นไปทางอื่น มันแค่ขี้ข้า”
สมุนคนหนึ่งกระโดดลงมาจากหลังม้า ปราดเข้ามารวบแขนของมิเชลล์อย่างรวดเร็ว แล้วเหวี่ยงลงไปบนพื้นทราย
ทันใดชารีฟชักมีดออกมาจากฝัก
“จะทำอะไรก็คิดให้ดีเสียก่อน ไอ้หนุ่มผู้กล้าหาญ” หัวหน้าโจรขู่
ชารีฟชะงักมีดทันที เหลียวดูว่าไม่มีทางต่อสู้ได้
“แกเป็นใคร”
หัวหน้าโจรแสยะปาก ลูกน้องโจรหัวเราะขึ้นเสียงดังกระฮึ่ม
“บูชิค..ข้าชื่อบูชิค เป็นหัวหน้าโจรบูชิค”
มิเชลล์ เจ็บจนลุกไม่ขึ้น ทั้งแขนทั้งขาคิดว่าคงจะเคล็ดแน่ๆ ขยับจะลุกแล้วก็ต้องฮวบลงไปใหม่
“เจ้าใช่ไหมที่ช่วยชีวิตไอ้ยูซุฟคนของชีคอัสมัน” บูชิคถาม
“ใช่”
“เจ้าฆ่าลูกน้องของข้า หยามน้ำหน้าข้ามาก” บูชิคสั่งลูกน้อง
“ข้าทำตามหน้าที่ หน้าที่ของข้าคืนนั้นคือต้องป้องกันมิตร” ชารีฟบอกนิ่งๆ
“แล้วเวลานี้ล่ะ มิตรของเจ้าป้องกันอะไรเจ้าได้บ้าง” บูชิคตะคอกถามเสียงเกรี้ยวกราด
“ถ้าเขาอยู่ในบริเวณนี้ ก็แน่ใจเถอะว่าเขาจะต้องช่วยข้า”
โจรบูชิคแหกปาก หัวเราะเสียงดังสนั่น บรรดาลูกน้องโจรก็หัวเราะประสานเสียงกันดังลั่นเช่นกัน

“รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน”

โจรบูชิคเล่าเรื่องให้ชารีฟฟัง เป็นเหตุการณ์ที่กองโจรของมันพาพวกบุกเข้าไปในกองคาราวานของยูซุฟ และในที่สุดโจรบูชิคก็ฆ่ายูซุฟด้วยมีดดาบ เสียงแทงดังน่ากลัว เลือดไหลรินนองพื้นทราย

มิเชลล์ได้ฟังก็อ้าปากจะร้องและปิดปากตัวเองไว้ได้ทันท่วงที ชารีฟ หน้าเศร้า
“ว่าไงล่ะ ไม่มีใครชนะบูชิคได้หรอกเกลอเอ๋ย ไอ้ยูซุฟน่ะตายคาที่เลย” บูชิคคุยเขื่อง
“เจ้าตามข้ามาทำไม” ชารีฟถาม
“แก้แค้นซีวะ” บูชิคยกมือขึ้น ชูมือที่ขาดมีผ้าพันไว้ เลือดเกรอะกรัง “เห็นไหมข้าไม่มีมืออีกต่อไปแล้ว” น้ำเสียงของมันสะท้านสะเทือนด้วยความเศร้า
ภาพเหตุการณ์ที่ยูซุฟฟาดดาบลงเต็มแรง จนมือหัวหน้าโจรขาดกระเด็นผุดขึ้นมาอีกแว้บ บูชิคกัดฟันแน่น
“ไอ้ยูซุฟ ก่อนมันจะตายมันตัดมือข้าเห็นหรือเปล่า เดี๋ยวข้ากำลังจะแก้แค้นได้แล้ว”
“เจ้าจะเอาอะไร” ชารีฟถาม
“ทรมานให้เจ้าตายทีละน้อยๆ ในทะเลทรายแห่งนี้ไงล่ะ” บูชิคบอก
ลูกน้องโจรชูมือ และส่งเสียง ฆ่ามัน..ฆ่ามัน..ดังลั่น
“ก่อนจะฆ่า ซ้อมมันให้ข้าดูเป็นขวัญตาหน่อยซิ”
โจรทั้งหลายทั้งปวง กรูกันลงมาจากม้า ชารีฟกระชากมีดออกมา คมมีสะท้อนแสงแดดวาววับ ถอยหลังไปเพื่อตั้งหลัก
โจรทั้งปวงเข้ารุมพร้อมกันทุกจุด การต่อสู้ระหว่าง 1 ต่อ 10 ก็เริ่มขึ้น ไม่ถึงอึดใจ ชารีฟก็หมดทางสู้ด้วยฝีมือของบูชิค ที่เข้าด้านหลังแล้วตะปบคอเสื้อของชารีฟเต็มแรง กระชากจนหน้าหงาย โจรอีกคนก็ต่อยโครมตรงลิ้นปี่ ชารีฟตัวงอ
มิเชลล์ซบหน้าลงกับพื้นทราย ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพราก ยินเสียงหมัดกระทบเนื้อชารีฟดังอยู่ตรงนั้น สักครู่เสียงทั้งหมดเงียบลง
มิเชลล์หันกลับไป ชารีฟนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นทราย เลือดเต็มหน้า
พวกโจรได้ทำลายข้าวของกระจุยกระจาย ดึงกระโจมลงมาหมด หยิบถุงหนังใส่น้ำไหลออกมาหายไปหมด
สมุนโจรคนหนึ่งกระชากตัวชารีฟ ดึงเข้มขัดหนังที่ใส่เงินออกไป สักครู่เห็นมีดหน้าตกใจ หันไปเรียกหัวหน้าโจร
“นาย…”
บูชิคหันมา ลูกน้องโจรชูมีดให้ดู บูชิคตาค้างมองจ้อง จำได้ทันที ด่าเสียงดัง
“ระยำ ซวยแล้วไหมล่ะเรา เฮ้ย พวกเราหยุดเว้ย เราซ้อมทหารของพระราชา เดือดร้อนแล้วซีเนี่ย”
ลูกน้องโจรงง “เดือดร้อนยังไงล่ะนาย”
“โจรทั้งหลายน่ะรู้กันทั่ว จะปล้นจะฆ่าจะรุมกระทืบใคร..ไม่เป็นไรแต่อย่าไปแตะต้องคนของกษัตริย์” บูชิคบอก
ลูกน้องโจรต่างตกใจ “ตายละทำไงดี”
“น่ากลัวจะต้องย้ายที่พักกันอีกละมัง” อีกคนบ่น
“เออซิวะ” บูชิคตอบลอดไรฟัน “หาที่ตายแล้วซีกู”
“งั้นฝังมันทั้งสองคนเลยดีไหม” ลูกคนคนแรกบอก
“ไม่ได้” บูชิคเสียงแข็ง “นี่ใกล้เวลาเครื่องบินออกลาดตระเวนกันแล้ว รีบไปกันเถอะ”
ขาดคำมีเสียงเครื่องบินดังอยู่เบื้องบน ทุกคนแหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นเครื่องบินกำลังบินมา แต่ไกลอยู่มาก
ภายในพริบตา โจรทั้งหลายก็ควบม้าพากันหายไปหมด
มิเชลล์ค่อยๆ เงยหน้า น้ำตาไหลเต็มหน้า หยิบถุงหนังใส่น้ำทุกถุง น้ำกำลังไหลซึม และทุกถุงที่ยกขึ้นมาไม่เหลือน้ำเลย บางถุงเหลืออยู่ 4-5 หยด กำลังหยดลงบนพื้นทรายหายซึมไปอย่างรวดเร็ว
นัยน์ตามิเชลล์พร่าพราย ลุกขึ้นโซเซมาที่ชารีฟ ช้อนใบหน้าขึ้นมา เห็นรอยเขียวคล้ำเป็นหย่อมๆ เลือดเต็มหน้าขึ้นพาดตัก ตัวเปื้อนทรายไปทั่ว รอยช้ำปรากฏไปทั่วจากการโดนซ้อม ที่ใบหน้ามีเลือดไหลเต็มหน้า
มืเชลล์เอาผ้าอ่อนนุ่มเช็ดเลือดเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนใบหน้าของชารีฟ จากนั้นจึงค่อยๆ เอาผ้าเช็ดเลือดจากใบหน้าของชารีฟอย่างแผ่วเบา
สักครู่ชารีฟลืมตา ผวาลุกขึ้นแล้วทรุดลงบนพื้นทรายอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด สายตามองไปรอบๆ ขบกรามจนเป็นสันนูน สีหน้าเคียดแค้น
สักครู่ชารีฟลุกขึ้นอีกครั้ง มิเชลล์เข้าไปพยุง แต่แล้วก็ครางเบาๆ ทรุดลงไป มือจับที่ข้อเท้า บอกให้รู้ว่าเจ็บ
ชารีฟปราดเข้ารับร่างของมิเชลล์ทันที
มิเชลล์ร้องไห้เสียงดัง ชารีฟกอดรัดร่างของมิเชลล์แนบแน่น มิเชลล์เองก็โอบแขนรอบคอของชารีฟ กลิ้งเกลือกใบหน้าที่อาบน้ำตาบนอกของชารีฟ
ชารีฟกอดประคองด้วยกิริยาปลอบประโลม มิเชลล์โอบชารีฟไว้เต็มอ้อมแขนด้วยความเต็มใจเป็นครั้งแรก
ชารีฟกระซิบเสียงแหบแห้ง “จบสิ้นกันที พระเจ้าทรงเมตตาได้เท่านี้เอง ไม่มีอูฐ ไม่มีน้ำ ไม่มีเสบียง เหลือเวลาอีก 4 วันกว่าจะถึงเมืองอินาอิซาไม่มีทางเลย”
มิเชลล์กอดชารีฟยิ่งแน่นขึ้น กระซิบถามเบาๆ
“เราต้องตายหรือคะ”
“ไม่มีใครรอดไปได้ในสภาพอย่างนี้”
“คุณเข้มแข็งเสมอนี่คะ คุณไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ”
ชารีฟมองตามิเชลล์อย่างประทับใจ แล้วก้มหน้าลขณะถาม “เธอเชื่ออย่างนั้นใช่ไหม”
มิเชลล์สบตาชารีฟ แล้วอารมณ์ทั้งสองคนก็ไหลเลื่อนไปตามครรลองของความรัก
ชารีฟจูบใบหน้าที่แหงนเงยขึ้น ริมฝีปากเลื่อนลงมาเกือบจะแนบริมฝีปากของมิเชลล์
“ชารีฟ” มิเชลล์กระซิบเสียงแผ่ว สั่นสะท้าน มีกังวานของความหวาดหวั่นอยู่
ชารีฟชะงัก สีหน้ากลับไปเคร่งขรึมอย่างเดิม “ฉันเป็นคนพาเธอมาสู่ความตายแท้ๆ พวกขบถต้องการชีวิตของฉันคนเดียว แต่ฉันพาเธอมาด้วย”
มิเชลล์เงยหน้าที่ชุ่มน้ำตาขึ้นมองตอบรับชารีฟ นัยน์ตาคมกริบดูอ่อนโยนและคมซึ้ง ปล่อยกระแสความในใจหลั่งไหลออกมาจนหมดสิ้น
“กลัวความตายไหมมิเชลล์”
“ไม่ค่ะ ฉันรู้แล้วว่าตราบใดที่คุณยังอยู่ ฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น”
ทั้งสองคนแยกย้ายกันตรวจตราข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มิเชลล์เดินกระโผลกกระเผลกไปดูมุมหนึ่ง
“ไม่มีอะไรเหลือเลยค่ะ น้ำมันก็เจาะไหลทิ้งหมด เสบียงมันก็เอาไป อูฐมันก็เอาไป” มิเชลล์อัดอั้น เสียงแหลมขึ้นๆ “ทำไมมันไม่ฆ่าเราเสียนะปล่อยให้ทรมานทำไม หม้อกาแฟ ห่อผ้านวมและเสื้อผ้ามันทิ้งกระจัดกระจายไปหมด”
ชารีฟเดินเข้ามา รู้ใจทุกอย่างว่ามิเชลล์กำลังหวาดหวั่นและกลัว ชารีฟเดินเข้ามาโอบร่างของมิเชลล์ไว้กับอก นิ่งๆ ถ่ายเทความรู้สึกอบอุ่นแก่เธอ มิเชลล์นิ่งเงียบอยู่กับอกชารีฟ
“นั่งตรงนี้นะ เดี๋ยวจะหาดูว่ามีอะไรพอที่จะกินได้บ้าง”
“คุณซีคะต้องเป็นคนนั่งลง” มิเชลล์ดึงตัวชารีฟให้นั่งลง
ชารีฟนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“เห็นมั้ยคะ ใครควรจะเป็นคนไปหาอาหาร เห็นสภาพอย่างนี้ก็รู้แล้ว”
ชารีฟทอดสายตาจ้องมองมิเชลล์ที่เดินไปหาว่ามีอะไรเหลือไว้ให้กินบ้าง เห็นมิเชลล์หยิบถุงผ้าขึ้นชู เป็นถุงใส่พวกขนมปังแห้ง อินทผลัมแห้ง เอามาสะบัดดูไม่มีอะไร แล้ว
มิเชลล์ตาโตมองกราดไป เห็นขนมปังก้อนเล็กๆ ตกอยู่ที่พื้นทรายสองก้อน หล่อนปราดเข้าไปหยิบขึ้นมา ค่อยๆ เขี่ยทรายออกอย่างแผ่วเบา หันกลับมาชูขนมปังให้ชารีฟดู กิริยาท่าทางเหมือนเด็ก
“รอดตายแล้วค่ะ” มิเชลล์ชูขนมปังขึ้นให้ดู
ชารีฟยิ้ม “เก่งมาก”
มิเชลล์เดินเอาขนมปังมาส่งให้ชารีฟ ขณะที่เขากำลังจะรับ มิเชลล์ก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาด้วยความดีใจ ชารีฟสะดุ้งสุดตัว มองมิเชลล์เดินกระโผลกกระเผลกปราดไปหยิบห่อผ้าของตัวเองขึ้นมาหน้าตาเหลอหลา
พอเปิดออกส้มที่ซื้อมาวางอยู่เต็ม

“เห็นฝีมือหรือยังล่ะคะ”

สองคนนั่งกินส้มด้วยกัน มิเชลล์ลากขาเดินตรวจดูทรัพย์สมบัติข้าวของตรงโน้นตรงนี้ไปมา

“มิเชลล์มานั่งนี่เถอะ ฉันจะตรวจขาของเธอ”
ชารีฟตรวจกระดูกข้อเท้ามิเชลล์อย่างละเอียด กิริยาให้เป็นเจ้าเล่ห์นิดๆ คือจับขาตรวจอยู่นั่นแล้ว
ขณะมิเชลล์มองอย่างกระวนกระวาย ชารีฟตรวจไปเรื่อย ตรวจสูงขึ้นไปอีก
สีหน้ามิเชลล์เริ่มจะรู้แล้วว่ามีการเจ้าเล่ห์เกิดขึ้น ตรวจขึ้นมาถึงหัวเข่า
ชารีฟพึมพำเบาๆ “ขาของเธอสวยเหลือเกินมิเชลล์”
มิเชลล์ดึงขาข้างที่เจ็บกลับมาทันที “คุณคะหมอกำลังตรวจโรคนะคะ ไม่ใช่กรรมการพิจารณาความงาม”
ชารีฟหัวเราะอ่อยๆ “ฉันไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่”
มิเชลล์ค้อนขวับทันที “โธ่ เรากำลังจะตายอยู่แล้ว ท่านยังมีอารมณ์” อึกอักนิดหน่อยก่อนบอก “อย่างนี้อีก”
“มิเชลล์” ชารีฟเชยคางให้สูงขึ้น มองนัยน์ตาลึกซึ้ง “ก็เพราะเรากำลังจะตายน่ะซิ ฉันถึงพยายามตักตวงทุกอย่างที่เรียกว่าความสุขให้กับตัวเอง ทำไมเราควรจะนั่งเศร้าซึมให้ตายเร็วขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“คุณจะทำยังไงต่อไปคะ”
“เราจะต้องออกเดินทางในเวลากลางคืน”
มิเชลล์ท้วง “แต่ว่า..เราไม่มีอูฐนะคะชารีฟ”
ชารีฟนัยน์ตาแข็งกร้าวขึ้นมานิดหนึ่ง “ใช่..เราไม่มีอูฐ แต่เรามีขาไง สองขาของเรานี่แหละ”

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ตกอยู่ในแสงจันทร์ สองคนเดินไปด้วยกัน ชารีฟหอบหิ้วสัมภาระมีกระโจมและเสื้อผ้าด้วยแขนข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งโอบอยู่รอบเอวมิเชลล์
มิเชลล์เดินโขยกเขยกเพราะเจ็บขา ชารีฟเดินไปมองหน้าอย่างเป็นห่วง มิเชลล์พยักหน้าว่าไหว

เวลาเช้าตรู่ วันรุ่งขึ้น พระอาทิตย์สาดแสงแรกของวันขึ้นส่องฟ้า สองคนเดินระโหยโรยแรงจากการเดินทางรอนแรมมาทั้งคืน ทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนเพลีย ชารีฟจับเท้ามิเชลล์ขึ้นมาตรวจ พลิกไปมา มองดูมิเชลล์ สายตาเป็นคำถามว่า…ไหวไหม มิเชลล์พยักหน้าว่าไหว
ต่อมาชารีฟกางกระโจม มิเชลล์นั่งหลับตา อ่อนเพลีย ชารีฟป้อนส้มให้มิเชลล์ สองคนสบตากัน สายตายังเข้มแข็งและมุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกัน
ทั้งสองคนนอนหลับไปจวบจนเวลาเริ่มจะค่ำ พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ชารีฟนอนลืมตาโพลง มองขึ้นไปสูง สายตาวิตกกังวลหนักใจมาก มิเชลล์ซึ่งนอนขดตัวหันหลังให้ ลืมตาและพลิกกลับมา ชารีฟขยับตัวลุกขึ้นนั่ง
“ฉันอยากให้เท้าหายเร็วๆ จะได้เดินเร็วขึ้น”
ชารีฟเปล่งเสียงออกมาเหมือนรำพึง “ฉันไม่เชื่อหรอกว่า นี่คือวาระสุดท้ายของเรา”
“เราไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร มีแต่ส้มอีกไม่กี่ลูก มันจะไปได้แค่ไหนคะ”
ชารีฟหันมามองหน้ามิเชลล์ รั้งตัวเข้ามากอด “ถ้าเราจะตายที่นี่” สองมือของเขาประคองใบหน้ามิเชลล์ขึ้นมา มองลึกเข้าไปในดวงตา “ก็ขอให้สมใจในความรักเถอะมิเชลล์ ถ้าเราโชคดีได้หลุดพ้นขุมนรกแห่งนี้ เธอยังจะกลับฝรั่งเศสอีกหรือเปล่า”
“คุณก็คงจะเหมือนกับผู้ชายทุกคนในประเทศนี้ใช่ไหมคะ ฉันจะเป็นภรรยาคนที่ 1 แล้วก็จะแก่ลงๆ ทุกวันเพื่อที่จะเป็นเมียหลวง เป็นเมียหลวงที่จะต้องเอื้อเฟื้อต่อเมียน้อยอีก 3 คน ของคุณในอนาคตลูกของฉันจะเป็นพี่ใหญ่แล้วก็ต้องดูแลและเมตตาต่อลูกของเมียคนอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ” สุ้มเสียงตัดพ้อของมิเชลล์อัดอั้นขึ้นทุกทีๆ “ไม่...ไม่ค่ะ ฉันจะกลับปารีส ปล่อยฉันเถอะค่ะ”
“ฉันจะไม่ยอมให้เธอไปไหนเป็นอันขาด ไม่มีใครมีสิทธิ์ในตัวเธอเท่ากับฉัน เข้าใจไหม”
ชารีฟกอดมิเชลล์แน่น กอดซุกไซ้ที่แก้ม เรื่อยมาที่คออย่างมีอารมณ์รุนแรงขึ้น เสียงสั่นเครือ
“มิเชลล์ เธอรักฉันแล้วใช่มั้ย”
มิเชลล์หลับตา
“รักฉันหรือยัง รักฉันเหมือนที่ฉันรักเธอหรือยัง”
มิเชลล์ยังเงียบ
“พระเจ้าโปรดอภัยฉันด้วยเถอะในการกระทำครั้งนี้ ฉันไม่ยอมให้เธอหนีจากฉันไปไหนอีกเป็นอันขาด ฉันสัญญาด้วยเกียรติยศของตัวเอง ครอบครัวของเราจะมีเพียง พ่อ แม่ และลูก ไม่มีคนอื่นไม่มีจริงๆ”
นัยน์ตามิเชลล์วูบวาบด้วยความยินดี มองหน้าชารีฟเป็นเชิงถามว่า พูดจริงหรือเปล่า
ชารีฟมองตอบด้วยนัยน์ตาซื่อตรง...ว่าพูดจริง
“ฉันขอโทษที่ทำให้คุณไม่สบายใจ แต่ฉันเป็นคนขาดความรักแล้วก็กลัวว่าความรักที่ได้ไปจะไม่ยั่งยืน ถึงจะรู้ว่าทุกคนจะต้องเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพราะคำมั่นสัญญาของคุณขณะนี้อาจจะเป็นสิ่งไร้ค่าในอนาคตก็ตาม”
ขณะพูดสายตามิเชลล์บ่งบอกความนัยว่ายินยอมแล้ว ชารีฟนัยน์ตาเป็นประกาย จับไหล่มิเชลล์แล้วกดลงให้นอนช้าๆ ตัวเองเอนตัวตามลงไปช้าๆ
“มิเชลล์ถ้าพระเจ้าทรงกรุณาจริง ลูกคนแรกของฉันจะต้องถือกำเนิดในทะเลทรายแห่งนี้ และเขาจะต้องเป็นชายที่แข็งแกร่งทรหดเหมือนพ่อ เขาจะมีเลือดของคนทะเลทราย แต่สุภาพละมุนละไมแต่เฉลียวฉลาดอย่างแม่”
เสียงของชารีฟในประโยคสุดท้ายนี้ นุ่มนวล ในบรรยากาศสวยซึ่ง สองคนเดินมาถึงที่สุดแห่งทางรักที่สุกงอมแล้ว ทั้งสองกอดจูบ ลูบไล้เนื้อตัวซึ่งกันและกัน โดยตลอดเวลามีเสียงของชารีฟพร่ำรำพันดังออกมาเป็นประโยคสุดท้ายว่า

“รักฉันเหมือนที่ฉันรักเธอแล้วใช่ไหม”

 
อ่านต่อตอนที่ 7
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 5
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 5
ที่วังเจ้าชายโอมาน เวลาเดียวกัน องค์โอมานเดินตรงเข้าหา ฟารีดาลุกพรวดจะเดินหนี “ฟารีดา หยุด...” ฟารีดาไม่ฟังเสียง โอมานเดินพรวดจับข้อมือฟารีดา ลากมาอย่างแรง “ปล่อยนะ” โอมานยังลากมา “ปล่อยหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีอะไรจะพูด และไม่อะไรจะฟังคนทรยศต่อแผ่นดิน” โอมานเลือดขึ้นหน้า เหวี่ยงแรงจนฟารีดาหมุนสองรอบสามรอบไปฟุบอยู่ “อย่าเรียกข้าคนทรยศอีก ข้าทำลงไปเพื่อให้เจ้าได้เป็นพระราชินี” “ไม่จริง เจ้าพี่ทำให้ตัวเองเป็นกษัตริย์ เจ้าพี่อยากเป็นกษัตริย์เพราะเจ้า แม่ของเจ้าพี่พูดใส่หัวเจ้าพี่ตั้งแต่เล็กๆ ว่า...” ฟารีดาพูดอย่างรวดเร็ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...