xs
xsm
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3

ในวันต่อมา ชารีฟยืนรอ เด่นเป็นสง่าอยู่กลางสวนสวย ตำหนักฝ่ายในของเจ้าหญิงฟารีดา ซาฟีน่าหัวหน้านางกำนัลคลุมหน้าดำพามิเชลล์ในชุดสาวอาหรับเช่นกันแต่ไม่ได้คลุมหน้าเดินออกมาหา

มิเชลล์เวลานี้ท่าทางปลงชีวิตไม่ยินดียินร้ายใดๆ แล้ว
“ท่านราชองครักษ์ มาดมัวเซลล์ มิเชลล์ เดอลาโรนีล์” นางกำนัลซาฟีน่าส่งตัวมิเชลล์ แล้วถอยไป
มิเชลล์ก้มหน้าน้อยๆ สบตาชารีฟ
“เรามีข่าวมาบอกเธอ..เรื่องผลการสอบสวนทั้งหมด”
“ว่าอย่างไรคะ” มิเชลล์มีสีหน้ากังวล
“กลัวหรือนี่”
มิเชลล์นัยน์ตาโกรธเกรี้ยว “ฉันไม่ได้โกหกทำไมต้องกลัว”
ชารีฟจ้องมองนิ่งนัยน์ตา ออกอาการขำนิดๆ มิเชลล์หน้าบึ้งจัด
“การสืบสวนและข่าวคราวที่ส่งมา จากสถานทูตในปารีสทั้งการสอบสวนจากตัวคหบดีแห่งเกซาห์ตรงกับคำให้การของเธอ เธอพ้นมลทินแล้ว”
“ท่านผิดหวังหรือคะ” มิเชลล์ยังฉุน พาลหาเรื่อง
“ทำไมเธอถึงคิดว่าฉันผิดหวัง ในเมื่อฉันบอกเธอว่า ฉันเชื่อเธอก่อนที่ผลการสืบสวนจะออกมาเสียอีก”
มิเชลล์หน้าคว่ำ
“เถียงฉันไม่ได้ ก็เลยต้องเงียบ” ชารีฟยิ้มนิดๆ
“ขอโทษค่ะ ท่านราชองครักษ์” มิเชลล์ค้อนนิดๆ
ชารีฟขำ หัวเราะนิดๆ “เนื่องจากผลการสอบสวนเป็นที่พอพระราชหฤทัย ทรงอนุญาตให้เธออยู่ต่อไป เพราะทรงมีงานให้เธอทำ”

“ท่านจะบอกฉันก่อน ได้ยังคะว่างานอะไร”
“เจ้าหญิงฟารีดาเป็นพระมเหสีเอก ที่สมเด็จพระชายาเจ้าชายโอมานเกรงพระทัยมาก ถึงแม้จะไม่ค่อยทรงพอพระทัยเท่าไหร่”
“อะไรหรือคะ” มิเชลล์ซัก
ชารีฟโยกโย้ “เจ้าหญิงต้องออกรับแขกต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ ปีๆ หนึ่ง เราต้องต้อนรับชาวต่างประเทศเป็นร้อยๆ ครั้ง”
มิเชลล์เริ่มหมดความอดทน “ท่านไม่ต้องบอกฉันก็ได้คะ ดิฉันจะไปทูลถามเจ้าหญิงเอง”
“เธอนี่ไม่อดทนเลยนะ”
“ค่ะ ฉันไม่อดทนกับคนที่ทำให้ฉันเป็นตัวตลก”
ชารีฟขำท่าทีตะบึงตะบอนนิดๆ
“เธอไม่ต้องทนต่อไป ฉันจะบอกเดี๋ยวนี้ ว่างานที่องค์อาหเม็ดโปรดให้เธอทำคือ...”

งานที่ว่าคือให้มิเชลล์สอนหนังสือภาษาฝรั่งเศสให้ฟารีดา โดยมีอะมีนาและข้าหลวง 3 คน นั่งเรียนแอบๆ อยู่
“เริ่มตั้งแต่ตัวอักษรฝรั่งเศสเลยนะคะ นี่ค่ะ อา เบ เซ เด…” เสียงมิเชลล์ดังแผ่วๆ ลง

ที่ตำหนักเจ้าหญิงฟารีดา อีกวันต่อมา
ฟารีดาส่งแหวน และสร้อยให้มิเชลล์ “ฉันให้ไว้แต่งตัว” พร้อมกับเชยคาง “ทั้งๆ ที่เธอสวยมากแทบจะไม่ต้องใช้เครื่องประดับเลยก็ย่อมได้”
มิเชลล์ถวายการเคารพ
“อะมีนา คอยดูแลมิเชลล์ให้รู้วิธีปฏิบัติตัวในวัง”
“เพคะ”

เวลาต่อมาอะมีนาจูงมิเชลล์มาท่าทีร่าเริง แต่งเครื่องประดับที่ได้รับมา
“ครูรู้ไหมคะ อะมีนาชอบครูตั้งแต่แรก ที่ครูเข้าเฝ้าแล้วเป็นลมน่ะค่ะ”
มิเชลล์มอง สีหน้าแปลกใจ
“ก็ครูงามยังกับดาราฮอลลี่วู้ด...แล้วยิ่งแต่งชุดประจำชาติเรา ยิ่งสวยราวกับนางในเทพนิยายอาหรับราตรี”

ทันใดนั้นพวกทาสหญิงวิ่งฮือฮาเข้ามา แล้วหลบคนละทิศละทาง เสียงบอกพระอนุชาโอมานเสด็จ
“ตายละ” อะมีนารีบคลุมหน้า “พระอนุชาเสด็จ”
มิเชลล์คลุมตาม
โอมานเดินดุ่มๆ เข้ามา เห็นมิเชลล์ชะงัก ทหารตามเสด็จ 2-3 คน อะมีนาย่อตัวทำความเคารพ มิเชลล์ย่อตาม
โอมานมองมิเชลล์ และอะมีนาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วเดินผ่านไป มิเชลล์ยืนอึ้ง
โอมานย้ายสายตาตามที่อะมีนา จ้องอย่างน่ากลัวมาก อะมีนาจ้องตอบ ด้วยสายตาเฉยๆ เหมือนมองอะไรที่ไร้ความหมาย
โอมานหัวเราะเสียงกระหึ่ม ฟังแล้วน่ากลัว “นังอะมีนา พ่อเจ้าสบายดีรึ ฮ่ะ...ฮ่ะ…ฮ่ะ”
“สบายดีเพคะ สบายมากๆ เลยเพคะ”
โอมานผิดหู ชะงัก หรี่ตามอง “เจ้ารู้ได้ไง”
“พ่อลูกกันถึงยังไงๆ ก็ต้องหาทางติดต่อกันจนได้ เพราะถึงแม้พ่อหม่อมฉันจะถูกอำนาจลึกลับขับไล่ไปอยู่ถึงชายแดนก็ตาม”
โอมานหรี่ตามอง “นังนี่ปากกล้านัก” ขยับเข้ามาใกล้ นัยต์ตาราวแสงไฟขณะจ้องหน้า อะมีนาใจสั่น แต่ทำใจดีสู้เสือ
โอมานทำหยาบหยามแตะไหล่ ลูบลงมาที่หน้าอก อะมีนายืนตัวแข็งกัดกรามแน่น โอมานลูบต่ำลงมาอีก
“ไม่” อะมีนาขัดขืนรุนแรง
โอมานใช้อีกมือจับปากบีบเข้าหากันไม่ให้พูด นัยน์ตากระหาย มิเชลล์ว้าวุ่นเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไง
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ นังข้าหลวงปากดี อยากรู้มั้ยว่าพ่อเจ้าทำอะไร ถึงต้องระเห็จไปอยู่ชายแดน”
“ไม่...ไม่” อะมีนาดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากมือ จนโอมานยอมปล่อยมือ “หม่อมฉันแค่ว่าพ่อหม่อมฉันเป็นคนดี ซื่อสัตย์ต่อองค์อาหเม็ด”
“ซื่อสัตย์ทำไมกระเด็นไปอยู่ชายแดน” โอมานย้อนหยันๆ
“พระองค์ถามหม่อมฉันทำไมเพคะ น่าจะทรงรู้ดีนะเพคะ” โอมานดึงอะมีนาเข้ามากอดอย่างแรงก้มลงเหมือนจูบแต่ไม่ แล้วผลักอย่างแรง จนอะมีนาล้มโครม
“อะมีนา” มิเชลล์เข้าไปประคอง “ทำไมทรงรังแกผู้หญิงอย่างนี้เพคะ”
โอมานตวาดสวนคำ “อย่าบังอาจ นังผู้หญิงต่างชาติชั่วร้าย อย่าบังอาจถามอะไรเราทั้งสิ้น”

แล้วโอมานก็สะบัดเสื้อคลุมเดินไปทันที

มิเชลล์พาอะมีนาเข้ามาในห้องพัก อะมีนาทั้งเจ็บทั้งแค้น จนน้ำตาคลอ

“อะมีนา...เจ็บตรงไหน” มิเชลล์ดูตามตัว
“เจ็บในใจ นี้...ตรงนี้” อะมีนาทุบหัวใจตัวเอง เสียงเครือสั่นสะท้าน
“ทำไมพระอนุชาจึงทำกับอะมีนาอย่างนี้นะ ไม่สมควรเลยที่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์จะทำอย่างนี้กับข้าหลวงและเป็นผู้หญิงด้วย”
“ศักดิ์สูงมีความหมายอะไร ในเมื่อใจโหดเหียมอำมหิต ทำกับอะมีนาอย่างนี้ ใครๆก็ไม่แปลกใจหรอกค่ะครู เพราะพระอนุชาเกลียดพ่อของอะมีนา ครูได้ยินหรือเปล่าล่ะคะ”
“ได้ยิน ทำไมล่ะ”
“เพราะนายพลมุสกัตพ่อของอะมีนาเป็นคนที่รู้ทันพระอนุชาที่สุด พ่อเห็นพระอนุชามาตั้งแต่เด็กๆ รู้ตัวว่าพระองค์น่ะ! เป็นเด็กมีปัญหา เพราะแม่ของท่านน่ะเป็นผู้หญิงพื้นเมืองแท้ๆ เป็นลูกเจ้านครแต่ก็เล็กมาก แต่แม่ท่านอยากเป็นพระราชินี เมื่อไม่มีทางได้เป็นก็ยุยงลูกชายให้คอยแย่งจากพี่ชาย”

อะมีนาเล่าจนเห็นเป็นภาพ เหตุการณ์ครั้งอดีตเกิดขึ้นกลางสนามในพระราชวัง ต่อหน้าข้าราชบริพาร
พระอนุชาโอมานวัย 6 ชันษา วิ่งเร็วจี๋ หน้าตาร่าเริง หัวเราะชอบใจ ตลอดเวลา
เจ้าชายอาหเม็ดวัย 10 ชันษา ยืนถือเครื่องบินบังคับอันหนึ่ง กำลังดู โดยมีทหารคนหนึ่งกำลังถวายการสอนวิธีเล่น เจ้าชายอาหเม็ด ดูภูมิฐาน ท่วงทีมีมีสง่า ยืนมือไขว้หลังพยักหน้าน้อยๆ ฟังคำบรรยาย
สีหน้าโอมานขี้โกงจัด วิ่งตรงๆ แล้วเลี้ยวขวับ ชนเจ้าชายอาหเม็ดโครม ร่างพี่ชายกระเด็นไป
จากนั้นโอมานคว้าเครื่องบินที่ลอยอยู่กลางอากาศ แล้ววิ่งหายไปเลย

มิเชลล์ฟังแล้วตกใจ “ตายจริง”
อะมีนาเล่าเสริม “เกิดมาเพื่อแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากพี่ชาย ตอนนี้เหลือสิ่งสุดท้าย คือ ราชบังลังก์”
มิเชลล์อุดปากอะมีนา “อะมีนา พูดอะไรต้องระวังตัว ไม่โง่ ใช่มั้ย”
“ไม่โง่ค่ะ แต่อะมีนาไว้ใจครู ดูตาข้างเดียวอะมีนาก็รู้ว่าครูไม่เป็นอันตราย”
“พ่ออะมีนารู้ทันเจ้าชาย ทำไมยอมไปอยู่ชายแดน”
“โธ่ครู นี่ถ้าไม่ใช่ครูอะมีนาจะถามเลยว่า ไม่โง่ใช่มั้ย”
คราวนี้มิเชลล์ยิ้มเขิน “สงสัยจะโง่”
“แต่อะมีนาก็ไม่ทราบเหมือนกัน”
มิเชลล์ร้อง “อ้าว”
“คือถูกย้ายก็ต้องไป ทหารนี่ ใช่มั้ยคะ แต่ความจริงพ่อจะทูลร้องเรียนกับองค์อาหเม็ดก็ได้ เพราะไม่มีความผิด แต่พ่อไม่ทำ พ่อไปอย่างเต็มใจ”
“ก็เพราะว่าไปอยู่ตรงนั้น มีประโยชน์บางอย่าง”
“คงใช่ คนที่รู้มีคนเดียวคือ ท่านราชองครักษ์ชารีฟ” อะมีนาบอก
สีหน้ามิเชลล์หวนไห้ คิดคำนึงถึงชารีฟขึ้นมาทันที

ชารีฟเข้าวังตรงเข้ามาทำความเคารพ เสด็จพ่อไบคาน เสด็จแม่ เจ้าหญิงสุไบดา ต่อหน้าข้าหลวง และนิชานางกำนัล สุไบดาสวมกอดลูกชายอย่างรักใคร่
“แม่คอยตั้งแต่เช้า ทำไมมาช้าจังลูก”
“มีเรื่องราวมากมายพระเจ้าค่ะเด็จแม่”
“เรื่องของแม่สาวชาวฝรั่งเศส ที่จะมาเป็นพระสนมขององค์อาหเม็ดใช่มั้ยลูก”
“เด็จแม่ทรงทราบทุกเรื่อง” ชารีฟหัวเราะเบาๆ
“ยังไม่รู้หรือลูก” ไบคานเย้า อ่านหนังสือที่กางปิดหน้า ชารีฟหัวเราะเบาๆ
“ท่านพี่ก็...” สุไบดาหันมาทางลูกชาย “แม่รู้อะไร พูดอะไร และทำอะไรหลายๆ อย่าง เพราะพ่อของลูกไม่รู้ ไม่พูด และไม่ทำ”
ชารีฟหัวเราะอีก “จริงมั้ยท่านพ่อ”
“เห็นจะจริง” ไบคานยิ้มน้อยๆ แล้วหันไปอ่านหนังสือต่อ
“เด็จแม่ ลูกจะต้องไปราชการสัก 4 หรือ 5 วัน”
“เพิ่งกลับมา...จะไปอีกแล้วหรือลูก ไปไหน”
“ชายแดน” เสียงชารีฟเบาลงขณะบอก สีหน้าดูเป็นกังวล
สุไบดาฟังแล้วไม่สบายใจ “ชารีฟ... เวลานี้แม่ดูสถานการณ์ประหลาดนัก”
“เด็จแม่ทรงได้ยินอะไรมาหรือ”
“วังโอมานดูประหลาด เห็นว่ามีคนพลุกพล่านผิดปกติ จริงมั้ยนิชา”
“จริงเพคะ มองจากตำหนักนี้ก็เห็นค่ะท่าน” นิชาหันมาบอกชารีฟ “มีทหารหน้าตาแปลกๆ เหมือนมาจากชายแดน”
ชารีฟพยักหน้านิดๆ
“ตัวโอมานก็ดูท่าทางหยิ่งผยองขึ้นทุกวัน ลืมกำพืดเดิมเสียสิ้น กำเริบเสิบสานเหมือนแม่ไม่มีผิด”
“เจ้าน้องสุไบดา” ไบคานส่งเสียงปราม
“ท่านพี่” สุไบดาส่ายหน้าห้าม “ท่านพี่ก็รู้ดี รู้ไว้เถิดว่าไม่มีใครรู้จักแม่ของโอมานดีเท่าแม่” พลางหันมาบอกชารีฟ “เราเคยมีเรื่องขัดแย้งกัน เพราะความมักใหญ่ ใฝ่สูงอยากเป็นพระราชินี ไม่เจียมตัวเองมาจากไหน”
“ขอโทษ...” ไบคานลุกออกไป
“นั่นคือพ่อของลูก คนธรรมดาสามัญที่ชนะใจเจ้าหญิงอย่างแม่ เป็นคนดีที่สุดที่เคยพบมา พ่อของลูกอยากบอกแม่ว่า ไม่สำคัญว่าใครจะมาจากไหน…ไม่ใช่ประเด็น แต่ที่สำคัญคือนิสัย แม่โอมานเป็นผู้หญิงที่ทะเยอทะยานมากเท่าที่แม่เคยพบ เขาไม่เคยคำนึงว่า ที่เขาอยากจะเป็นไปได้ไหม พอไม่สมใจก็มาปลูกฝังความทะเยอทะยานให้กับโอมาน โอมานน่ะโชคร้ายที่มีแม่อย่างนี้”
“ลูกก็โชคดีมากที่มีแม่อย่างเด็จแม่” ชารีฟทอดเสียงนุ่มนวล
“ต่อไปนี้จะทำอะไร...ระวังโอมาน” สุไบดาบอกจริงจัง

คำพูดพระมารดากระแทกเข้าหน้าชารีฟเต็มแรง

ขณะเดียวกันภายในห้องเจ้าหญิงฟารีดา ซึ่งตกแต่งอย่างหรูหรา ด้วยเครื่องเรือนสไตล์หลุยส์ พระอนุชาโอมาน อยู่ในนั้น

“นังแหม่มนั่นต้องมีความสัมพันธ์กับไอ้ชารีฟแน่นอน…”
“คงไม่ใช่หรอกเพคะ”
โอมานคิดแค้น “ตอนนี้ไอ้ชารีฟกำลังเดินทางไปชายแดน มันอ้างว่าจะไปให้ดูแลสร้างขวัญกำลังใจทหารชั้นผู้น้อย แต่มันจะไปพบกับไอ้นายพลมุสกัต พ่อของอีนังอะมีนาแน่นอน แล้วอย่าคิดนะ ว่าพี่จะอยู่เฉยๆ คอยดูนะ ฟารีดาคอยดู”
“เสด็จพี่จะทำอะไรเพคะ อย่าทำเลยนะเพคะ” ตอนท้ายเสียงฟารีดาเบาลง
“พูดอะไรอย่างนั้นฮะ พูดอะไรให้เข้าเรื่องหน่อย”
ฟารีดาหลบตา เงียบ
โอมานเห็นเจ้าหญิงไม่เถียง น้ำเสียงจึงอ่อนลง “ไม่ทำอะไรมากหรอก แค่ฆ่าไอ้ชารีฟเท่านั้น ฆ่าเงียบๆ กลางทะเลทรายนั่นแหละ”
ฟารีดาตะลึง

ช่วงเวลาใกล้ค่ำแล้ว
กองกำลังทหารของชารีฟและการิม และทหารของหะยีที่แต่งตัวในชุดของโจรตูอิดคลุมหน้าดำ
แลเห็นกองทหารของชารีฟ และการิม พากันขี่ม้าอยู่ในทะเลทรายที่เวิ้งว้างสุดประมาณ คนขี่ม้าอีกกลุ่มซึ่งอยู่ในชุดพื้นเมืองเบดูอิน เข้ามาหยุดยืนดูอยู่ด้านข้างหลังเนินทรายแห่งหนึ่ง แล้วออกไป นั่นคือพวกของหะยีที่รับจ้างจากอนุชาโอมานมาฆ่าชารีฟ นั่นเอง
หะยีร้องบอกลูกน้อง
“ทางโน้น มันมากันแล้ว จำไว้นะพวกเราเป้าหมาย ราชองครักษ์ชารีฟ รางวัลงามนะจากพระอนุชาโอมาน”

ชารีฟ การิม และกองกำลังเดินทางมาถึง บริเวณโอเอซิสร้างในทะเลทราย ทุกคนแลเห็นโครงกระดูก ชาวทะเลทรายนอนตาย ตรงบริเวณที่เคยเป็นโอเอซิส
ชารีฟเห็นโอเอซิสร้าง มีซากตึกสร้างจากดินปลักหักพังอยู่ 2-3 ตึก แล้วเห็นต้นไม้ยืนแห้งตาย
“ชั่วเวลาแค่ปีเดียว ที่เราไม่ได้มา กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว” ชารีฟว่า
ทั้งหมดชักม้าเดินเข้าไปใกล้ๆ
“ทะเลทรายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”
“โอเอซิสเล็กๆ แบบนี้ไม่นานน้ำแห้งหมด ไม่มีคนมาอีกต่อไป” การิมบอก
ชารีฟขมวดคิ้ว สังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง เสียงลมพัดทรายหวีดหวิว จู่ๆ ยกมือห้ามพรรคพวก ทุกคนหยุดม้าของชารีฟนำขบวนอ้อมตึกร้างมาเงียบๆ ท่าทางระวังระไว มองเห็นเห็นศพนอนตาย 4 ศพ
ชารีฟรีบเข้าไปจับตัวอย่างเร็ว “ตัวยังอุ่นๆ เพิ่งตาย ระวังตัว”
ทุกคนไหวตัว การิมมองไปทางเนิน “ดูนั่น”
บริเวณเนินใกล้ๆ ปรากฏศีรษะของคนบนหลังม้าประมาณ 15 คน โผล่ขึ้นจากเนิน แล้วเห็นฝูงม้าเคลื่อนที่ เรียงรายบนสันแนวของเนินนั้นในชุดเบดูอินซึ่งดูคล้ายกองโจร
ชารีฟกระชับปืน ทหารทุกคนระวังตัว สักครู่ได้ยินเสียงโห่ร้องดังด้านหลัง
ชารีฟเหลียวไปดูข้างหลัง เห็นฝูงโจรบนหลังม้าอีก 20 คน โห่ร้องควบม้าเข้าใส่ทางด้านหลัง กองโจรซึ่งที่จริงคือทหารของโอมาน ที่อยู่ทางด้านหน้าพุ่งเข้าใส่บ้าง
ชารีฟตะโกน “ลงจากม้า หาที่กำบัง”
ทหารทุกคน ลงจากม้า จูงม้า เข้าหาที่กำบังตึก ขณะเดียวกันที่กองโจรเข้ามาแล้วยิงปืนใส่ ทหารคนหนึ่งล้มลง ชารีฟและทหารใช้ซากรถจี๊ปเป็นกำบัง กองโจรขี่ม้าวงล้อมไว้แล้วยิงเข้าใส่ ชารีฟยิงโจรตกลงหลังม้า
การต่อสู้ตะลุมบอนเกิดขึ้น ทั้งปืนทั้งมีดถูกใช้ต่อสู้กันพัลวัน เห็นทหารของชารีฟล้มตาย การิมชักมีดออกฟันทหารโจรตกจากหลังม้า
โจรคนหนึ่งโดดจากหลังม้ารวบคอการิม แล้วชักมีดจะแทง ชารีฟใช้ปืนพกที่อยู่ในมือยิงโจรที่รวบการิมไว้ล้มลง ชารีฟทั้งยิงทั้งฟัน

หะยีซึ่งอยู่ในชุดพรางคลุมหน้าอยู่รอบนอกของการต่อสู้ เล็งปืนยาวไปที่ชารีฟ

หัวหน้าทหารลูกน้องหะยี เหลือบเห็นกระโจนเต็มแรงเหมือนเสียหลักเซไปชนหะยี จนหะยีเสียหลักแต่ก็ยังยิงไป เห็นชารีฟโดนปืนผงะล้มลง

การิมตะโกนร้องเรียกชารีฟลั่น “ท่าน…”
ชารีฟเห็นภาพการต่อสู้พร่าพราว ทุกอย่างตรงหน้าหมุนไปรอบๆ แล้วหมุนไปพบด้านหนึ่งเห็นกองทหารของยูโซปควบเข้ามาช่วย ยูโซปสู้คู่กันกับการิม คนอื่นๆ สู้บ้าง หนีบ้าง ทหารสองกองสู้กันสุดๆ
หะยีตะโกนสั่ง “สู้ไม่ไหวแล้ว เฮ้ย ถอยโว๊ย”

ที่ห้องทำงาน ในตำหนักเจ้าชายโอมาน วันต่อมา องค์อนุชาโมโหสุดขีดพอหะยีมารายงานว่างานล้มเหลว
“ฆ่ามันไม่สำเร็จ” โอมานมองหะยีอย่างโกรธา แล้วเหวี่ยงหลังมือฟาดเข้าที่ใบหน้าของหะยีเต็มแรง “หะยีเจ้าเลวมาก เสียแรงไว้ใจ เสียแรงเป็นมือดีทำงานแค่นี้ไม่สำเร็จ” ไม่หายแค้นฟาดเข้าไปอีกที
หะยีเลือดกบปาก เสียงสั่นด้วยความเสียใจ “มีกองทหารมาช่วยพระเจ้าค่ะ ข้าสู้มันไม่ไหว มันมาจำนวนมาก แต่ราชองครักษ์บาดเจ็บนะพระเจ้าค่ะ ข้ายิงถูกอย่างจัง”
“กองทหารมาช่วย..ของใคร..หา” โอมานตวาดลั่น “ไอ้หะยี มึงรู้รึเปล่าว่ากองทหารของใคร” เดินมาใกล้ เหวี่ยงๆ มือ เบิ๊ดกะบาลเข้าไปอีกที “แล้วกูบอกให้ฆ่ามันไม่ใช่มาอวดอ้างว่ามันบาดเจ็บ มันบาดเจ็บ แต่มึงน่ะตาย” ซัดเข้าไปอีกที
“เพราะ...” หะยีขมวดคิ้วคิด
“เพราะอะไร ยิงคนแค่นี้ไม่ตาย มึงไปยิงหมากลางถนนไป คงยิงถูกแต่หางเท่านั้น”

“มันมี ไอ้คนหนึ่ง ใช่แล้วพระเจ้าค่ะ มีไอ้คนทรยศ” หะยีบอกอย่างมั่นใจ

ขณะเดียวกัน ที่เมืองอานาอิซา ภายในห้องนอนบ้านนายพลมุสกัต ซึ่งเป็นตึกที่สร้างจากดินเหนียว
ชารีฟ การิม ยูโซป หัวหน้าทหารลูกน้องหะยี นายพลมุสกัต
ชารีฟลืมตาขึ้นเห็นเป็นเพดานห้องนอนห้องหนึ่งในตึกดินเหนียว ซึ่งสภาพดูธรรมดาแบบชาวบ้าน ชารีฟจะลุกแต่ก็รู้สึกเจ็บแผลที่ท้อง
สักครู่การิมเข้ามาพร้อมยูโซป การิมเอ่ยขึ้น
“ท่านราชองครักษ์สลบไป 1 วันเต็มๆ”
ชารีฟสงสัย “ใครมาช่วยเรา”
“ท่านยูโซปมาช่วยไว้ทัน” การิมบอก
ชารีฟฉงน “ยูโซปหรือ...ยูโซปเรารู้จักหรือเปล่า”
“ข้าอยู่กับนายทหารใหญ่ที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง” ยูโซปไม่ตอบว่าหัวหน้าเป็นใคร “เจ้าหัวหน้าทหารของร้อยเอก หะยีผู้นี้มันบอกข้าว่าองค์โอมานสั่งเจ้านายมันให้ตามมาฆ่าท่าน” ยูโซปพูดแบบต้องการเปลี่ยนเรื่อง
หัวหน้าทหารของหะยี ซึ่งยืนอยู่ที่ประตู ท่าทางเป็นคนจริงจัง และรักความยุติธรรม
“เข้ามาซิ” ชารีฟเรียก
หัวหน้าทหารเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อม
“หัวหน้าทหารของหะยีมันเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน” ยูโซปบอกอีก
“แต่เขาจะขึ้นชื่อว่าทรยศต่อหะยี ถ้ารู้ถึงองค์โอมานเจ้าจะเป็นอันตราย”
“อัลลอร์ทรงโปรด ข้าไม่อยากให้คนอย่างท่านต้องเสียชีวิต ขอฝากตัวรับใช้ท่าน” หัวหน้าทหารคนนั้นบอก
“นี่เราอยู่ที่ไหน”
นายพลมุสกัตเข้ามา พร้อมเอ่ยเสียงดังทรงอำนาจ “บ้านข้าเอง”
“ท่านนายพลมุสกัต” ชารีฟจะลุกตื่นเต้นมาก “ท่านนายพลจริงๆ ด้วย”
สองคนนั่งประจันหน้ากัน ชารีฟยังเจ็บตัวงอๆ
“ข้ารู้เรื่องจากการิมแล้ว ข้าเองก็วิตกในความทะเยอทะยานของพระอนุชาโอมานอยู่เหมือนกัน” ท่านนายพลว่า
“พระอนุชาโอมานก่อกบฏแน่” เสียงชารีฟแผ่วเบา แต่นัยน์ตาเข้ม
“ท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงทหารแถวชายแดน ส่วนใหญ่เลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน” ราชองครักษ์ กระซิบตอบ “ขอบคุณมาก”
“พระอนุชาแกล้งส่งข้ามาอยู่ชายแดนอย่างนี้ ดีแล้ว ข้าจะได้รวบรวมผู้คนอยู่ทางนี้” มุสกัตว่า
“อะมีนาบอกแต่เพียงว่าพ่อสบายดี”
มุสกัตพยักหน้ารับ “ข้าติดต่อกับอะมีนาลูกสาวข้าไม่ได้ขาด รู้เรื่องราวภายในดี”
“ทุกอย่างไม่ปกติไปหมด มีบรรยากาศของความลับเต็มพระราชวัง” ชารีฟรำพึง

“ไม่ใช่ความลับหรอก ท่านราชองครักษ์ ความทรยศต่างหาก โอมานทรยศแน่นอน เชื่อคำคนแก่เถิด”

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3 (ต่อ)

อีกหลายวันต่อมา ชารีฟ ก้าวยาวๆ มาเข้าเฝ้าในท้องพระโรงวังหลวง ถวายบังคมองค์อาหเม็ด นิ่วหน้านิดๆ ด้วยยังเจ็บแผลอยู่ องค์อาหเม็ดดีพระทัยมาก
 
“ชารีฟ กลับมาแล้วรึ หายหรือยัง”
“ค่อยยังชั่วแล้วพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดลดเสียงขณะถาม “พบใครบ้างล่ะ”
“พวกเดิมพระเจ้าค่ะ นายพลมุสกัต”
องค์พระประมุข บ่นเบาๆ “ไม่ต้องไปบ่อยๆ ก็ได้ บ้านเมืองสงบดีแล้ว บอกมุสกัตไม่ต้องเป็นห่วงเราหรอก”
“ถึงอย่างไรก็ต้องระวัง และเตรียมพร้อมอยู่เสมอพระเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกน่า ไม่งั้นงบประมาณก็ต้องลงที่ทหารหมด เอาไปส่งเสริมเรื่องการศึกษากับสาธารณะสุขดีกว่า”
“ขอเฝ้าระวังไว้ก่อน พระเจ้าค่ะ” ชารีฟทูล
“ตามใจ อ้อเราจะไปเมืองอิชฟาอัค พรุ่งนี้นะชารีฟ”
“พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันรีบกลับมาให้ทันอยู่แล้ว”
“มีอะไรจะให้ช่วยหน่อย”
ชารีฟก้มหัวสุภาพ)
องค์อาหเม็ดเขินเล็กๆ “ช่วย..ไปรับมาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์มาหาเราหน่อย”
ชารีฟนิ่งสนิทขณะฟังดำรัส ในสายตามีแววไหวหวั่นวูบหนึ่ง

ชารีฟลงบันไดมาหน้าวังมีการิมตาม เผชิญหน้ากับโอมานที่จะเข้ามาเฝ้าพอดี ชารีฟหยุดนิ่ง โอมานเดินมามองหน้า ชารีฟ มองไป สบตาหะยีเต็มแรง ชารีฟขมวดคิ้ว หะยีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ทำความเคารพเราด้วย แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเวลาปฎิบัติการก็ตาม” โอมานบอก
ชารีฟทำความเคารพอย่างแรง
โอมานหัวเราะ “ฮ่ะ ฮ่ะ” เอามีดประจำตัวตบแถวๆ แก้มชารีฟเป็นการยั่วประสาท “ดูท่าทางไม่ค่อยสบาย เจ็บตรงไหนรึ” พร้อมกับสะบัดๆ ตีๆ ไปตามตัว จนถูกแผล ทว่าชารีฟ ไม่มีสะดุ้งเลย
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ แข็งแรงดี” โอมานตบไหล่แรงสุดๆ “อือม์ ข้าตีเจ้าเนี่ยไม่เจ็บเลยหรือ หะยี ราชองครักษ์นี่แข็งแรงดีแท้ เจ้าว่าไง”
“ไม่แน่พระเจ้าค่ะ! อาจจะแข็งนอกอ่อนใน พระเจ้าค่ะ!”
โอมานหัวเราะดังก้องฟ้า แล้วเดินไป หะยีมองชารีฟ ยิ้มเยาะเดินตาม
ชารีฟนิ่วหน้าเจ็บมาก ตัวงอ การิมรีบยามืนประคอง

ภายในตำหนักที่ประทับเจ้าหญิงฟารีดา อีกวันหนึ่ง
นางข้าหลวงรินน้ำชาจากกาทองเหลืองแบบอาหรับสลักลวดลายลงยา ลงในถ้วยตะไลใบเล็กประดับเพชรพลอยๆ ให้เจ้าหญิงฟารีดา
ฟารีดายกดื่มช้าๆ มิเชลล์เดินเข้ามา คุกเข่า ฟารีดาส่งมือให้จูบยิ้มหวาน
“รับฟังข่าวดีเถิดครู องค์อาหเม็ดโปรดให้ครูเข้าเฝ้า โปรดที่จะสนทนาวิสาสะด้วย เป็นการส่วนพระองค์” ฟารีดาอมยิ้มมีเลศนัย
มิเชลล์ชักรู้สึกว่ามีเลศนัย “เจ้าหญิงทรงหมายถึงอะไรเพคะ”
ฟารีดารีบตีหน้าเฉย “เราไม่ได้รับคำสั่งให้บอกอะไรมากกว่านี้” กระแอมเบาๆ จิบชาไปพลาง
มิเชลล์อึ้งไป “เจ้าหญิงทรงทราบไหมเพคะ ว่าทรงมีธุระอะไรกับหม่อมฉัน” นางข้าหลวง คอยรินชาเติมให้ฟารีดาไปเรื่อยๆ เมื่อวางถ้วยลง
ฟารีดาส่ายหน้า “มีพระราชโองการให้เข้าเฝ้าเวลาสี่ทุ่มตรงคืนนี้...จะมีรถพระที่นั่งมาจอดรับที่ประตูทิศตะวันตก…อ้อ...แต่งตัวเสร็จ ครูอย่าลืมแวะมาให้เราดูก่อนนะ...เชิญ”

เย็นนั้นมิเชลล์ เดินไปเดินมากลุ้มใจ อยู่ในห้องพัก อะมีนาเคาะประตู
มิเชลล์รีบไปเปิด “อะมีนา...คืนนี้ฉันต้องเข้าไปเฝ้าองค์อาหเม็ด”
อะมีนาตบมือเกรียว “ครูจะได้เป็นพระสนมแน่ คราวนี้พระอนุชาโอมานจะต้องแค้นจนพระมัสสุกระดิก”
“อะมีนา อะไรนะ” มิเชลล์ตกใจ “พูดว่าอะไรนะ”
“แต่เป็นความปรารถนาขององค์อาหเม็ด ที่พ่ายแพ้แก่ความงามของครู อีกประเดี๋ยวคงมีคนพาครูไปถวายตัว ดีใจจังเลย…”
“อะมีนา..อย่าพูดเล่นอย่างนี้ ฉันไม่ชอบ” มิเชลล์เสียงเย็นเฉียบ
อะมีนามีสีหน้าคลายความรื่นเริงลง ตกใจเล็กๆ
“ขอ..ขอโทษค่ะครู แต่...”
“แต่อะไร”
“อะมีนาดีใจค่ะครู ครูรู้มั้ยคะ ครูน่ะมาจากดวงดาวและจักรราศีที่เป็นมหาฤกษ์เชียวนะคะ”
“อะไรนะ” มิเชลล์ทำท่าขำๆ ปนไม่เชื่อ “แค่ฟังยังไม่รู้เรื่องเลยจะเป็นจริงได้ยังไง”

“จะเล่าให้ฟังนะคะ”

แล้วอะมีนาเล่าเหตุการณ์วันหนึ่งในอดีต เวลานั้นภายในท้องพระโรง องค์อาหเม็ดประทับบนบัลลังก์ทอง ข้าราชบริพารทุกคน เข้าเฝ้าตามตำแหน่งของตน โหรหลวงประจำราชสำนักกราบทูล

“ผู้หญิงที่จะเข้ามาสู่ราชสำนักคนนี้ มาจากดวงดาวที่มีจักรราศรีที่อุดมฤกษ์วิเศษสุด นางจะนำโชคมาให้ นางจะมีบุตรชายถึง 6 คน บุตรแต่ละคนของนางจะมีความสำคัญต่อประเทศฮิลฟาราอย่างยิ่งในอนาคต”

มิเชลล์ฟังจบท้วงเสียงแผ่วเบาจริงจัง “ไม่ใช่หรอกอะมีนา ฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น”
“องค์อาหเม็ดพระชนมายุห้าสิบเอ็ด แต่ยังไม่แก่นะคะครู แล้วยังไม่มีโอรส
“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวอะมีนา”
“อ้าว แล้วครูเสียใจกับเรื่องที่ต้องดีใจทำไมคะ”
“เพราะ...” มิเชลล์ชะงัก มีสายตาหมองเศร้าลง
ภาพของชารีฟ หลายๆ อิริยาบถที่มองมายังมิเชลล์อย่างลึกซึ้ง ผูดขึ้นมาทันทีทันใด ซ้อนๆ ติดกัน
“ถึงจะไม่อยาก ครูก็ต้องเข้าเฝ้าวันนี้ อยากดูจังว่าเจ้าหญิงจะแต่งตัวให้ครูยังไง”
นางข้าหลวงเข้ามา “เจ้าหญิงรับสั่งให้พาครูไปที่ตำหนักค่ะ”
มิเชลล์ฉงน “ไปทำไมหรือ”

ภายในห้องแต่งตัว ซึ่งปิดม่านหลายชั้น หัวหน้านางข้าหลวงพามิเชลล์เข้ามาในห้องนั้น แหวกม่านหลายชั้น กลางห้องมีแท่นๆ หนึ่ง ตั้งอยู่
“รออยู่ที่นี่..ตอนค่ำ จะมีคนนำอาหารมาให้”
“ให้ฉันรอทำไม” มิเชลล์สงสัย
“พักผ่อนตามสบายนะครู”
นางกำนัลออกไปแล้ว มิเชลล์งงๆ นั่งนิ่งอยู่ที่แท่น
สักพักมิเชลล์อดรนทนไม่ไหวลุกขึ้น เดินแหวกม่านออกไป เปิดประตูออกไป
มีนางกำนัลใบ้คนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่ พอเห็นมิเชลล์รีบลุกขึ้นขวาง
“นี่..เธอ..ไปตามอะมีนามาหาฉันหน่อยสิ”
นางกำนัลส่ายหน้า ทำเครื่องหมายให้รู้ว่าฟังไม่ได้ยิน
มิเชลล์ทำท่าใบ้ พยายามเน้นปากช้าๆ “อะมีนา..อะมีนาน่ะ..อะมีนา อยู่ไหน”
นางกำนัลใบ้อีกคน ส่ายหัว จับตัวมิเชลล์ รุนหลังอย่างนุ่มนวลให้กลับเข้ามาในห้อง และจูงมิเชลล์กลับมาที่แท่นกลางห้องทำท่าให้มิเชลล์นั่งลง
“แล้ว..ทำไมต้องเอาฉันมาอยู่ที่นี่ด้วย ฉันรออยู่ที่ห้องก็ได้นี่นา”
นางกำนัลใบ้ส่ายหน้า ชี้ให้มิเชลล์อยู่ตรงนี้ห้ามไปไหน และรีบออกไป
มิเชลล์งงๆ ในที่สุด ไม่รู้จะทำยังไง เอนตัวลงนอนก่ายหน้าผากถอนใจ

ตำหนักฟารีดาตกอยู่ในความสลัวของยามค่ำคืน ถาดหนึ่งนั้นที่วางอยู่คือถาดเสื้อผ้า แพรพรรณเครื่องประดับต่างๆ
นางกำนัลใบ้ ทั้ง 2 จับตัวมิเชลล์ยืนขึ้น
“อะไรกันเนี่ย..จะทำอะไรฉัน”
ทั้ง 2 ช่วยกันปลดชุดที่มิเชลล์ใส่ออก ชุดมิเชลล์หล่นมากอง ทีแรกมิเชลล์พยายามขัดขืน แต่ทั้ง 2 ก้มหน้าก้มตาปฎิบัติงานตนมิเชลล์ยินยอม นางคนแรก รินน้ำหอมใส่มือ เอาน้ำหอมลูบตามซอกคอมิเชลล์
อีกนาง รินน้ำหอมใส่มืออีก ลูบตามแขนมิเชลล์
นางกำนัลคนแรก รินน้ำหอมใส่มืออีก และลูบไล้ช่วงแผ่นหลังของมิเชลล์จนทั่ว
จากนั้นนางคนที่ 2 หยิบชุดขึ้นมา เป็นชุดยาว สีขาวลายทองระยับ แขนกว้างปลายบาน ชายกระโปรงยาวระพื้น
มิเชลล์ถูกจับใส่ชุดยาวขาว - ทอง นั้น มือนางกำนัลคนที่ 2 รูดซิปด้านหลังให้
นางกำนัลคนแรก หยิบเกลียวไหมทองขึ้นมาจากถาด คาดที่เอวมิเชลล์
นางกำนัลคนที่ 2 หยิบแหวน 5 นิ้ว ที่มีสายโยงมารัดกับแป้นทองหลังมือเชื่อมไปสู่กำไลข้างหนึ่งขึ้น และมือมิเชลล์ถูกใส่ด้วยเครื่องประดับแหวนกำไลนั้นทีละนิ้วๆ
นางกำนัล 1 หยิบหวีขึ้นมาหวีผมมิเชลล์และนางตลบขึ้นเกล้าอย่างรวดเร็ว นางกำนัล 2 หยิบเครื่องประดับผมมาติดให้ นางกำนัล 1 เอาผ้าโปร่งบางสีดำคลุมทับลงบนผม
มิเชลล์ก้มหัวให้คลุมผ้าดำนั้น แล้วค่อยๆ เงยขึ้นช้าๆ ตาที่หลุบต่ำค่อยๆ มองช้อนขึ้น
สองนางกำนัลตะลึง ด้วยเบื้องหน้า เป็นภาพหญิงสาวที่สวยงามยิ่งนัก

เวลาเดียวกัน องค์อาหเม็ดแต่งองค์เรียบร้อยแล้ว สีหน้าลึกซึ้ง คิดถึงมิเชลล์
“มิเชลล์ เดอลาโรนีล์” พระองค์พึมพำเบาๆ “อยากรู้ว่าฟารีดาจะแต่งตัวให้เธองามสักเพียงไหน”

ทางด้านมิเชลล์ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้องประทับ เจ้าหญิงฟารีดามองสำรวจจากเท้าไล่ขึ้นไปทั้งตัวและใบหน้าอันสวยงามชวนฝันมีผ้าคลุมบางเบา ฟารีดาค่อยๆ ลุกขึ้นจากตั่งที่นั่งอย่างตะลึง
“งามจริงๆ แม่ครูของฉัน..เข้ามาใกล้ๆ สิจ๊ะ”
มิเชลล์ก้าวเข้าไปหาอย่างงงๆ หัวหน้านางกำนัลคอยคุม

มิเชลล์อยู่เบื้องหลัง ก้าวตามไปหยุดอยู่ห่างๆ

นางกำนัลนำกล่องเครื่องประดับมาคุกเข่าให้ข้างๆ เจ้าหญิงฟารีดารับกล่องมาเปิดออก

ภายในคือสร้อยคอที่ทำเป็นรูปอุบะทำด้วยทองคำประดับหินสีไข่นก การะเวกเป็นช่อชั้นลดหลั่นกันจนกระทั่งเป็นรูปแหลมที่หว่างอก
มิเชลล์สบตาฟารีดาแล้วทรุดลงคุกเข่าโดยอัตโนมัติ ฟารีดาเอาสร้อยอุบะสวมคอให้มิเชลล์
“หินชนิดนี้เป็นเครื่องรางป้องกันทั้งภัยอันตรายและทั้งคนคิดร้าย ทั้งยังนำโชคมาสู่เจ้าของ ฉันให้ครูในคืนอันเป็นสิริมงคลนี้ รักษาให้ดีนะ..แล้วจะมีโชคลาภอันประเสริฐ ใครคิดร้ายก็จะแพ้ภัยตนเอง”
มิเชลล์ก้มลงดูสร้อย
“หินนี้เรียกว่าเปียรุสเป็นของขลังของพวกเรา ชาวทะเลทราย”
หินบนหน้าอกมิเชลล์ เห็นความงามของหิน
“องค์อาหเม็ดให้หม่อมฉันเข้าเฝ้าทำไมเพคะ และเหตุใดต้องให้แต่งตัวมากมายอย่างนี้เพคะ”
“แล้วจะรู้” ฟารีดายิ้มๆ “ป่านนี้รถคงมารอครูแล้ว ที่ประทับส่วนพระองค์ขององค์อาหเม็ด นั้นงดงามวิเศษราวกับสวรรค์ชั้นฟ้า ขอให้ครูของฉันจงโชคดีจ้ะ” เจ้าหญิงยื่นมือให้
มิเชลล์ก้มลงจูบ แล้วถอยออก หัวหน้านางกำนัลพามิเชลล์ออกไป
“รถคงมารออยู่แล้ว”

ตรงหน้าตำหนักอันกว้างขวาง นางกำนัลหญิงชราเดินนำมิเชลล์ออกมา บริเวณนั้น มิเชลล์ก้าวตามอย่างสำรวมกิริยาก้มหน้าตลอด
“นั่นไง รถมารออยู่แล้วจริงๆ แม่ครู” หัวหน้านางกำนัลบอก
มิเชลล์เงยหน้าขึ้น แล้วชะงัก รถสีดำมีคนขับประจำที่จอดรออยู่
โดยมุมหนึ่งชารีฟในชุดเครื่องแบบเต็มยศยืนรอ หันหลังให้ แล้วค่อยๆ หันมาสบตากันเต็มแรง
มิเชลล์ก้าวลงมาช้าๆ มาหยุดลงที่หน้าบันได
ชารีฟเปิดประตูแล้วก้มโค้งอย่างสำรวม มิเชลล์มองอย่างดีใจที่เจอคนที่รู้จัก “ท่านกลับมาจากชายแดนนานแล้วรึ”
ชารีฟขรึมสนิทขณะบอก “องค์อาหเม็ดให้ข้าพเจ้ามารับท่าน”
มิเชลล์ชะงัก เสียหน้าที่ชารีฟไม่ตอบรับไมตรี
“ฉันจะขอบคุณท่าน ฉันรู้ว่าท่านช่วยฉันให้ไม่ถูกประหาร…” มิเชลล์จ้อยังไม่จบ
ชารีฟพูดขัดเสียงเย็นชา “ขณะนี้ท่านคือ...แขกในพระองค์ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์จะพูดด้วย”
มิเชลล์อึ้ง เม้มปาก
“ท่านเป็นคนที่ซื่อตรงต่อกฎเกณฑ์ที่ฟังดูไร้เหตุผลอย่างนี้เสมอรึ”
ชารีฟโค้งอีกที “ขึ้นรถเถิดองค์อาหเม็ดทรงรออยู่แล้ว”
มิเชลล์ทำขรึมใส่บ้าง เข้าไปนั่งที่ประตูตอนหลังเปิดรออยู่ ชารีฟปิดประตูให้ แล้วเปิดประตูเข้านั่งคู่กับคนขับ ปิดประตูลง รถแล่นออกไป

มิเชลล์นั่งมาในรถ หน้าตาไม่สบายใจนัก ชารีฟนั่งขรึมดุจหุ่น มิเชลล์ชำเรืองมอง แต่ชารีฟยังคงนิ่งสนิท
“ท่านราชองครักษ์”
ชารีฟนิ่งสนิท
“ถ้ารถเสียจะพูดกันได้หรือไม่”
ชารีฟยังนิ่ง มิเชลล์กลุ้ม

รอดมาจอดที่หน้าตำหนักองค์อาหะเม็ด ทหาร 6 คน ยืนรักษาการเป็นระยะ ชารีฟลงมา ทหารทำความเคารพ ชารีฟเคารพตอบ แล้วรีบมาเปิดประตูให้มิเชลล์ แล้วโค้งสุภาพ
มิเชลล์ก้าวลงมา “ยินดีด้วยที่รถมีสมรรถภาพดี ไม่เกิดเสียขึ้นกลางทาง”
ชารีฟเดินนำขึ้นบันไดไป มิเชลล์ตามไป
“ไม่งั้นท่านคงกลุ้มใจตายไม่รู้จะบอกฉันว่าอย่างไร”
พวกทหารยืนตรงหน้านิ่งร่างไม่กระดิก ราวหุ่น
“แต่คนเก่งกาจอย่างท่าน คงมีวิธีบอกกันเป็นแน่”
ชารีฟหันมามองหน้า มิเชลล์สบตาไม่เกรงกลัว สองคนจ้องตากันนิ่งๆ
ชารีฟส่ายหัวเดินขึ้นบันไดไป มิเชลล์เดินตาม

จากบันไดหินอ่อนโถงกลางสู่ชั้นบนตำหนัก โคมไฟแชนเดอเลียเจียระนัยระย้าเปิดไฟระยับ ทั้งหมดในตำหนักเป็นหินอ่อน ทางเดินปูพรมแดงหมดสิ้น
ชารีฟก้าวเป็นสง่า นำมิเชลล์เข้ามาแล้วเดินนำมายืนที่บันไดท่าทางไร้วิญญาณ มิเชลล์ก้าวตามช้าๆ สงบเสงี่ยม ทหารรักษาการ เป็นระยะ 6 คน ยืนนิ่งเป็นหุ่น
มิเชลล์ไม่วอกแวกก้าวขึ้นบันไดไปอย่างสำรวม หันมามองชารีฟ
“ฉันต้องไปคนเดียวแล้วหรือ”
สายตาชารีฟมองไปตรงหน้าไม่สบตา มิเชลล์ยืนมองอยู่จนชารีฟต้องชำเลืองดู นัยน์ตาสบกันนิ่งนาน แล้วชารีฟก็เดินนำต่อ
“แค่เนี้ย...พูดไม่ได้”
ชารีฟหยุดกึก แต่ไม่หันมา
“นึกว่าเป็นใบ้...ชั่วคราว”

ชารีฟเดินต่อ มิเชลล์หัวเราะเบาๆ สะใจ

คืนนั้น ทางเดินหน้าห้องปูพรมแดง ติดไฟโคมเป็นระยะ ชารีฟก้าวมั่นคง แน่วแน่ นำมิเชลล์มา มิเชลล์ตามมาอย่างสำรวม

ที่หน้าห้องมีทหาร 2 คนยืนเฝ้าอยู่
ชารีฟเดินมาถึงหน้าประตู หยุดลง ทหารเปิดประตูให้ ชารีฟก้าวนำเข้าไป
มิเชลล์ชั่งใจชั่วครู่ กัดริมฝีปากก่อนก้าวตามเข้าอย่างไปช้าๆ

ห้องประทับขององค์อาหเม็ดสีขาว แต่งสไตล์ยุโรปเต็มที่ ม่านเป็นกำมะหยี่สีเหลืองทองปักลายด้วยไหมทอง มีพู่คาด ผูกม่าน เป็นไหมทอง เครื่องเรือนเป็นหลุยส์สีขาวเดินลายทอง ผนังด้านนึงเป็นกระจกเงามีกอบขาวทองฉลุเกือบเต็มผนัง มีช่อไฟระย้าวิจิตรบรรจงเป็นรูปเทียนช่อ ด้านในสุดยกเป็นแท่นมีตั่งสีขาวลายทองบุนวม แบบหลุยส์ ปูพรมหนังเสือดาวบนพื้นหน้าแท่น มีแจกันทรงสูงปักกุหลาบขาว-เหลือง และใบเฟิร์นเขียวสด
ชารีฟเดินนำมิเชลล์มากลางห้อง แล้วโค้งแล้วรีบเดินกลับออกไป มิเชลล์ผวาตามไปขวาง
“จะบอกได้สักนิดมั้ยว่า…”
ชารีฟจ้องนิ่ง
มิเชลล์ถามเสียงเรียบ จริงจัง “จะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
ชารีฟมองบอกด้วยสายตา มิเชลล์ อึ้งไป
“ท่านคิดว่าฉันสมควรต้องมาที่นี่หรือ”
ชารีฟไม่ตอบ หันหลังกลับออกไป ประตูปิดลง
มิเชลล์อึ้ง นิ่งงัน ยืนมองประตูอย่างสิ้นหวัง
องค์อาหเม็ดก้าวมาจากหลังม่านพอดี มิเชลล์สะดุ้งหันขวับมา พระประมุขแห่งฮิลฟาราอาณาจักรกลางทะเลทรายในชุดอาหรับตัวในสีขาว ผ้าคลุมเป็นสีเขียวมรกตขอบทอง ผ้าคลุมพระเศียรสีขาวขลิบทองเช่นกัน
มิเชลล์ค่อยๆ ถวายบังคม อาหเม็ดเยื้อนยิ้มเมตตา ผายมือไปที่เก้าอี้ชุดหลุยส์
“นั่งสิ มาดมัวเซลล์”
“เพคะ” มิเชลล์ ถอยไปนั่งลง
องค์อาหเม็ดเดินมายืนตรงหน้า “ตกใจมากรึ ที่เชิญมาในนี้”
มิเชลล์พยายามรักษากิริยา “เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ”
“อยู่กับเจ้าหญิงฟารีดา มีความสุขดีรึ”
“เพคะ”
“คิดจะกลับฝรั่งเศสรึเปล่า”
“คิดจะกลับไปบวชเพคะ”
“ไม่คิดจะมีครอบครัวรึ”
“ไม่เพคะ”
“เช่นนั้น จะกลับไปทำไมเล่า” องค์อาหเม็ดดำเนินเข้ามาใกล้อีก
มิเชลล์ประหม่า ในที่สุดยืนขึ้นเผชิญหน้า องค์อาหเม็ดค่อยๆ เอื้อมมือมาเลิกผ้าคลุมหน้ามิเชลล์ขึ้นให้พ้นจากใบหน้า และปล่อยปลิวไปตกที่พื้นอย่างช้าๆ
มิเชลล์สั่นไปทั้งตัว ท่าทางหวาดกลัวมาก หลบตาต่ำตลอด
องค์อาหเม็ดค่อยๆ เชยคางมิเชลล์ขึ้น “เธอเป็นผู้หญิงที่งามยิ่ง ความงามของตะวันตกและตะวันออกผสานกันอย่างพอดิบพอดี...ดวงตาของเธอ...”
มิเชลล์เหลือบตามาสบพระเนตร แล้วรีบหลบวูบ
องค์อาหเม็ดถอนใจยาว “ดวงตาของเธอ ทำให้ผู้ชายคลั่งไคล้ โหรยังทำนายอีกว่า เธอจะมีลูกชายถึง 6 คนในอนาคต และลูกชายเธอจะมีความสำคัญยิ่งต่อฮิลฟารา”
มิเชลล์มององค์อาหเม็ด ไม่ถึงกับตกใจ ด้วยรู้ชะตาอยู่แล้ว
องค์อาหเม็ดหัวเราะเบาๆ “น่าเสียดาย ที่เธอเป็นสตรีต่างชาติ ต่างศาสนา ลูกที่เกิดมาจะไม่มีสิทธิ์ในการเป็นกษัตริย์ที่นี่...แต่ฉันก็ยังอยากจะได้เธอมาเป็นของฉันอยู่นั่นเอง”
มิเชลล์คราง เสียงสั่นเครือ “องค์อาหเม็ด”
องค์อาหเม็ดยิ้มบางๆ ปล่อยมือจากคางมิเชลล์ เดินไปมา “เป็นความจริงที่ผู้ชายทุกคนย่อมปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของหญิงที่งามเลิศเช่นเธอ ฉันเป็นบุคคลที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดในที่นี้ ในแผ่นดินนี้ และฉันเองเป็นผู้ให้ชีวิตคืนแก่เธอ เธอจะปฎิเสธฉันหรือ”
พระองค์เดินกลับมา ใช้มือทั้งคู่จับที่ต้นแขน มิเชลล์ พาเดินผ่านม่านไปยังห้องข้างๆ
“ได้โปรดเถิดเพคะ” มิเชลล์อ้อนวอน
“เธอจะปฏิเสธฉันรึ” องค์อาหเม็ดเหลียวมองหน้า
“ได้โปรดเถิดเพคะ...ได้โปรด”

เสียงอ้อนวอนร้องขอ ของมิเชลล์ดังออกมาหน้าห้อง
“ได้โปรด...หม่อมฉันขอร้อง ได้โปรด”

ชารีฟยืนนิ่งสนิท มองจ้องประตูครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจหันหลังกลับ เดินห่างออกมา แล้วหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่
 
อ่านต่อหน้า 3

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3 (ต่อ)

องค์อาหเม็ดดำเนินพามิเชลล์ผ่านม่านเข้ามาด้านใน ห้องนั้นเป็นห้องนอนมีเตียงขนาดใหญ่สไตล์หลุยส์ เครื่องนอนล้วนเป็นสีเขียวมรกต มีม่านบางๆ คั่นอยู่รอบๆ เตียง 2-3 ชั้น มิเชลล์ตัวแข็งทื่อ ตาเบิกโต

องค์อาหเม็ดมองแล้วยิ้มเอ็นดู ปล่อยมือจากแขนมิเชลล์ ตรัสขึ้น “นี่ไม่ใช่เป็นการบังคับนะ เราไม่ชอบฝืนใจใคร บอกเรามาสิ ว่ามีใครอื่นอีกหรือเปล่าที่อยู่ในหัวใจของเธอ มาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์”
มิเชลล์อึ้งไป แล้วทูลถามด้วยท่าทีหวั่นๆ “ถ้าหม่อมฉันกราบทูลว่ามี”
“เราจะไม่ขัดขืนใจเจ้า แต่เจ้าต้องแต่งงานกับชายนั้นใน 7 วันข้างหน้า ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม” องค์ประมุขตรัสอีก
มิเชลล์อึกอัก “เอ้อ..เป็นการลงโทษหรือเพคะที่ปฏิเสธพระองค์”
องค์อาหเม็ดยิ้ม สุรเสียงเฉียบขาด “แน่นอน”
มิเชลล์คิดวุ่นวายนึกไม่ออก “หม่อมฉันจะต้องทูลเดี๋ยวนี้หรือเพคะ”
“คนรักของเธอมีหลายคนรึ จึงตัดสินใจไม่ได้” องค์อาหเม็ดตรัส
“เอ้อ…หม่อมฉันจะต้องเลือกดู..ว่า ว่าใครเหมาะสมที่สุด” มิเชลล์ละล่ำละลักหนัก “แต่…”
ทีแรกองค์อาหเม็ดทียิ้มออก แล้วกลับต้องชะงัก “แต่อะไร”
มิเชลล์สบตา กราบทูลตรงๆ “หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจกว้างที่จะยอมรับสภาพสภาพสนมที่ถูกทอดทิ้งเดียวดาย...ยามสามีไม่ปรารถนา”
“เรารักเจ้า…” พระองค์จับมือมิเชลล์ สายพระเนตรหวานซึ้ง “เราปรารถนาเจ้า”
“หม่อมฉันซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณเป็นที่สุดเพคะ”
องค์อาหเม็ดปล่อยมือ เซ็งเล็กน้อย “เลิกพูดเป็นทางการแบบนั้นเสียทีเถอะ”
มิเชลล์จนมุม พยายามหาทางออก “องค์อาหเม็ด หม่อมฉัน…หม่อมฉันขอประทานเมตตาสักครั้งเพคะ” พร้อมกันนั้นมิเชลล์รีบคุกเข่าลงทันที
องค์อาหเม็ดอึ้งไป “อะไรอีกล่ะ”
มิเชลล์เว้าวอนด้วยดวงตาน่าสงสาร “ได้โปรดประทานเวลาให้หม่อมฉันสัก...สัก 3 วันเถิดเพคะ”
องค์พระประมุขแห่งฮิลฟาราผงะ “เพื่ออะไรกัน” น้ำเสียงขุ่น ไม่พอใจ
มิเชลล์รีบอธิบาย “หม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์ไม่โปรดฝืนใจสตรี พระกรุณาธิคุณในข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไปนับตั้งแต่หม่อมฉันเหยียบย่างมาที่นี่ ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงปรารถนาจะขอเวลาเพื่อตัดสินใจว่าจะสนองพระราชประสงค์ของพระองค์หรือไม่”
องค์อาหเม็ดทอดถอนพระทัย ดำเนินไปที่หน้าต่าง “การรอคอย...ช่างทรมานจริงๆ 3 วันเท่านั้นนะ”

ต่อมาไม่นานชารีฟเดินนำมิเชลล์มาตามทางเดินออกจากวัง เพื่อมาขึ้นรถ
พระสุรเสียงขององค์อาหเม็ดดังก้องในหูชารีฟ
“อีก 3 วัน เจ้าไปรับนางมาหาเราอีก ชารีฟ”
“พระเจ้าค่ะ”

จู่ๆ ชารีฟก็ถามขึ้น “เหตุใดต้องอีก 3 วัน”
มิเชลล์หยุดกึก หันมามองเผชิญหน้า เอาผ้าปิดหน้าออก “ฉันทูลขอเอง ฉันต้องการเวลาตัดสินใจ”
ชารีฟจ้องหน้ามิเชลล์ และมิเชลล์ก็จ้องตาตอบชารีฟ
“ฉันหวังว่าอาจมีปาฏิหาริย์ หรือมีใครมาช่วยฉัน หรือ...” มิเชลล์ถอนใจยาวหนักหน่วง “ให้องค์อาหเม็ดลืมเลือนเรื่องนี้ไป”
“หวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” ชารีฟบอก
“ท่านราชองครักษ์ ท่านจะช่วยฉันเหมือนที่ท่านช่วยไม่ให้ฉันโดนประหารได้หรือไม่”
“ฉันไม่ช่วย เพราะนี่ไม่ใช่การประหาร”
มิเชลล์จ้องหน้าชารีฟนิ่งๆ สายตาเขานิ่งๆ อ่านไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร สักครู่ก็หันกลับเดินไป หยิบผ้าปิดหน้า

สองคนอยู่รถที่แล่นไป เลี้ยวเข้าทางขึ้นตำหนักของโอมาน ชารีฟนั่งหน้า มิเชลล์นั่งหลัง มีผ้าปิดหน้าเรียบร้อย หน้าเคร่งขรึม
ชารีฟมองไปข้างนอกอย่างสนใจ เห็นทหารยืนรักษาการของโอมาน ล้วนเป็นชายผิวดำ หน้าเหี้ยม แต่งชุดดำ คาดเอวด้วยหนังสีดำ เหน็บมีดพื้นเมือง ยืนเหมือนรูปปั้น ตามรายทาง ชารีฟมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ที่ตึกสีเหลือง ซึ่งเป็นที่อยู่ของชารีฟ เป็นตึกหลังเล็กๆ ล้อมรอบด้วยต้นปาล์ม ชารีฟ การิม และนายทหารทหารองครักษ์ในสังกัดอีก 4 คน หารือกันอยู่ในห้องหนึ่ง
“เจ้าชายโอมานตั้งทหารกองใหม่อีกแล้วใช่มั้ย การิม” ชารีฟเปิดประเด็นเรื่องคาใจ
“ครับ ท่านราชองครักษ์ สดๆร้อนๆ เมื่อสองวันที่แล้วนี้เอง”
“องค์อาหเม็ดบ่นพึมพำว่าทหารกองนี้แปลกดี มีแต่พวกผิวดำ ชื่อกองอะไรนะการิม”
“ชื่อกองรักษาการณ์และลาดตระเวนในทะเลทรายครับ” การิมบอก
“ชื่อกองแปลกกว่า รักษาการณ์กับลาดตระเวน ทำไมมาอยู่ด้วยกันแล้วไม่เห็น ทำอะไรนอกจากอารักขาวังของเจ้าชายโอมาน”
“ขึ้นอยู่กับพระองค์โดยตรง วันนี้อาจสั่งให้ไปรักษาการณ์ พรุ่งนี้สั่งให้ไปลาดตระเวนในทะเลทราย ก็ได้มั้งขอรับ” การิมท้วง
“เออ..เข้าท่า แล้วถ้ามะรืนนี้สั่งให้ไปสอดแนมตามกรมกองอื่นๆ ชื่อก็ต้องเป็น กองรักษาการณ์และลาดตระเวนในทะเลทรายและสอดแนมกองอื่นๆ”
การิมหัวเราะเบาๆ
“ยาวได้อีกเป็นวาเลยผู้กอง” ชารีฟเย้า
“ครับ...ยาวได้อีกเป็นวา”
“กำลังจะกบฏ....ราชบังลังก์อยู่แล้ว ยังมามัววุ่นวายเรื่องตั้งกองทหาร” ชารีฟตั้งข้อสังเกต
“ท่าน...ท่านไม่คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือครับ”
"คิดสิ...ทำไมฉันจะไม่คิด ใครอยากให้มีกบฏเล่า"
การิมท้วง "แต่สุ้มเสียงของท่าน ฟังธรรมดา"
“จะให้ทำเสียงยังไง แบบในหนังเหรอการิม ไหนเจ้าลองทำซิ...เจ้าชายโอมานกำลังจะกบฏ”

ขณะเดียวกันในห้องประทับของเจ้าหญิงฟารีดา โอมานเสียงดังมาก พอรู้เรื่องจากฟารีดา
“อะไรนะ..เจ้าพูดว่าอะไร ฟารีดา”
“มิเชลล์ไปเฝ้าองค์อาหเม็ดแล้วเพคะ
โอมานตบโต๊ะเปรี้ยง “เธอรู้เห็นเป็นใจให้ไปใช่มั้ย”
“ถึงหม่อมฉันจะไม่รู้เห็นเป็นใจให้นางไป หม่อมฉันจะขัดพระทัยองค์อาหเม็ดได้หรือเพคะ”
โอมาน งุ่นง่านมาก เดินไปเดินมา
“แล้วรู้รึเปล่าล่ะ ว่ามันจะมีลูกตั้ง 6 คน”
“ใช่ ใครๆ ก็รู้กันทั้งราชสำนัก”
โอมาน กรากเข้ามาที่ฟารีดาทันที จับไหล่ 2 ข้างบีบแรงๆ แล้วเขย่าจนฟารีดาหัวสั่นหัวคลอน ฟารีดานิ่งอึดไม่พูดสักคำ
โอมานเขย่าจนหนำใจแล้ว เหวี่ยงฟารีดาไปหมอบกับพื้น เจ้าหญิงฟารีดาหมอบนิ่งรับชะตากรรม นัยน์ตามองไปข้างหน้า ความร้าวรานใจลึกในใบหน้า
“โง่ โง่บัดซบ โอกาสของตัวมีที่จะเป็นราชินี ยังไม่รู้จักยับยั้งสกัดกั้นขวากหนาม”
ฟารีดา นิ่งอึดอัดยิ่งนัก
“คอยดูแล้วกัน ถึงเวลาแล้ว หรือแม้ยังไม่ถึง เราก็ไม่รออีกต่อไป”
สีหน้าฟารีดาตื่นตกใจ นัยน์ตาตระหนกมาก
“มือของเราทั้งสองมือนี้แหละ จะฝืนโชคชะตาของฮิลฟาราเอง”

ฟารีดาสะอื้นเต็มแรง ด้วยตระหนักว่าเลือดกำลังจะนองทั่วฮิลฟารา

ภายในห้องของตึกเหลือง มีเพียงแสงไฟดวงเดียวส่องลงไปบนโต๊ะ ที่มีกระดาษแผนที่ และกระดาษแผนการต่างๆ ทั้งหมดอันมี ชารีฟ การิม และนายทหาร 4 นาย ท่าทีเข้มแข็งองอาจ ประชุมกันต่อ

ชารีฟพูดหน้าตาคร่ำเคร่ง ทุกคนฟัง การิมถามบ้างเป็นบางครั้งที่สงสัย
ในที่สุดทุกคนทำท่ารู้แผนการหมดแล้ว
“เจ้าชายโอมานได้ทุกอย่างเท่าเทียมองค์อาหเม็ดหรืออาจจะมากกว่า เหตุใดจึงทรงทะเยอะทะยานไปมากกว่านี้ให้จารึกความอัปยศไว้ในประวัติศาตร์ของฮิลฟาราทำไม” การิมคาใจนัก
“พระเจ้าตาของโอมานขึ้นเรื่องอำนาจในแคว้นชายแดนเล็กๆ เพราะฆ่าพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง”
การิมหน้านิ่งสนิทไปเลย
“จัดทหารหน่วยราชองครักษ์เต็มรูปแบบเข้าอารักขาตำหนักขององค์อาหเม็ดตลอดเวลา นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

จากนั้นไม่นาน ทั่วเขตพระราชฐาน วังองค์อาหเม็ด มีการสับเปลี่ยนกองทหารองครักษ์ ซึ่งเป็นอย่างเข้มแข็ง สวยงาม น่าดูยิ่ง

มิเชลล์กลับห้องรับรองที่พัก ครุ่นคิดหนัก ไตร่ตรองกับตัวเอง

วันต่อมามิเชลล์เล่นเพลงพิณอยู่ในสวนสวย วังเจ้าหญิงฟาริดา อะมีนาฟังอยู่ด้วย มิเชชล์บรรเลงด้วยสีหน้านิ่งเรียบเฉย ตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ นางกำนัลคอยดูแลอยู่ไม่ไกลนัก
“วันนี้ครูเล่นเพลงเศร้ามากค่ะ...ทำไมคะ” อะมีถาม
มิเชลล์ยิ้มน้อยๆ “อะมีนาเธอเป็นคนฉลาด ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่รู้”
อะมีนามองมิเชลล์นิ่งๆ แล้วสายตาเปลี่ยนเป็นเห็นใจ “อะมีนาไม่รู้จริงๆ ค่ะ ทำไมล่ะคะครู ทำไมครูถึงไม่ปราถนาตำแหน่งที่ผู้หญิงทั้งฮิลฟาราปราถนา”
“ประเพณีของฉัน ครอบครัว ต้องมีสามีคนเดียวและภรรยาคนเดียว” มิเชลล์บอกหนักแน่น
“จริงหรือคะครู”
“จริง”
“โอ…แปลกจริงค่ะ เป็นไปได้ยังไงค่ะ”
“ไม่แปลกหรอกอะมีนา ประเพณีของชนชาติต่างๆ ไม่เหมือนกัน ทุกประเพณีมีที่มาที่ไปของมัน ประเทศของเธออยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผู้ชาย ผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง ผู้ชายปกปักรักษาเลี้ยงดูผู้หญิงเพราะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย”
“ประเพณีของครูล่ะคะ”
“ประเทศของฉัน ผู้หญิงผู้ชายเท่ากัน”
“เท่ากัน โอ…เป็นไปไม่ได้”
“เป็นอย่างนั้นอะมีนา ผู้ชายไม่ได้เลือกภรรยาฝ่ายเดียว ผู้หญิงก็เลือกสามีเหมือนกัน เมื่อแต่งงานแล้ว สามีภรรยามีสิทธิ์มีหน้าที่เท่ากันในครอบครัว”
อะมีนาสงสัยอีก “เช่นอะไรหรือคะครู”
“เช่น ผู้หญิงอาจจะทำงานหาเงิน ผู้ชายทำงานบ้านและเลี้ยงลูก”
อะมีนาตาโตเป็นไข่ห่าน
“ทั้งสองฝ่ายต้องซื่อสัตย์ต่อกัน ถ้าใครนอกใจมีคนอื่นถือว่าผิดประเพณีอย่างแรง อีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้”
อะมีนาฉงน “เป็นประเพณีที่แปลกมาก”
“ทุกประเพณี เป็นไปตามประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ”
“ถ้าอย่างนั้น...ครูจะต้องตัดสินใจยังไงหรือคะ”
ชารีฟยืนฟังอยู่หลังพุ่มไม้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ตัดสินใจอย่างไรน่ะหรือ”
ชารีฟเดินออกไปทันที เหมือนไม่อยากฟังคำตอบ
“ท่านราชองครักษ์” อะมีนาเห็นรีบลุกขึ้นยืน หน้าตายิ้มแย้ม
“อะะมีนา...” ชารีฟมองอย่างรู้กัน
อะมีนามองตอบแบบเดียวกัน
“ฝากความระลึกถึงพ่อเจ้าด้วย”
“เจ้าค่ะ ท่านราชองครักษ์ พ่อส่งข่าวว่า…” อะมีนามีสีหน้าลึกซึ้ง เป็นนัย ขณะบอก “หมู่นี้ลมแรงเหลือเกิน พ่อจะหลบลมเข้ามาที่ฮิลฟาราไม่ช้านี้ค่ะ”
“เราจะคอย” คารมชารีฟช่างคมคายนัก
อะมีนายิ้มกับมิเชลล์แล้วไป
“ฉันจะมาบอกว่า พรุ่งนี้จะมารับไปเฝ้าองอาหเม็ด” ชารีฟบอก
“ฉันทราบแล้วค่ะ ท่านไม่ต้องลำบากมาบอกด้วยตัวเอง”
“ฉัน.....เต็มใจที่จะลำบาก”
มิเชลล์สบตา รู้สึกประทับใจมาก ชารีฟบอกต่อ
“เพราะมันเป็นหน้าที่...ไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็นเช่นไร”
มิเชลล์เหมือนค้อนนิดๆ เมินไปทางอื่น
ชารีฟมองมาสายตาคมกริบ มิเชลล์หันกลับมาสบตา
ชารีฟบอกอย่างรวดเร็ว “มาบอกเท่านี้” แล้วหันหลังกลับไปทันที
มิเชลล์ยืนอึ้ง ถ้อยคำเมื่อครู่ดังก้องขึ้นในหู
“มันเป็นหน้าที่...ไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็นเช่นไร”

มิเชลล์เข้าเฝ้าในห้อง องค์อาหเม็ดถามทันที
“มาดมัวแซลเดอลาโรนีล์ มีคำตอบให้เราหรือยัง”
มิเชลล์ก้มหน้าคิดไตร่ตรองหนัก แล้วเงยหน้าสีหน้าตัดสินใจ “หม่อมฉันตัดสินใจแล้วว่าจะสนองพระกรุณาธิคุณ”
สีหน้าขององค์อาหเม็ด คลายจากยิ้มน้อยๆ เป็นสงบ นิ่งงัน ตรัสเสียงแผ่ว แต่ชัดเจน
“ทำไมถึงตัดสินใจตอบแทนเราด้วยชีวิตทั้งชีวิต”
มิเชลล์น้ำตามเต็มดวงตา “หม่อมฉันเปรียบเหมือนคนตายแล้วเมื่อออกจากเกซาห์ แต่ฟื้นได้อีกครั้งเพราะพระองค์ ชีวิตต้องตอบแทนด้วยชีวิตพระองค์ทรงมีพระคุณต่อหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีใครที่จะเดือดร้อนหากว่าหายสาปสูญ ถ้าปฏิเสธพระองค์ก็เท่ากับฆ่าตัวตายอีกครั้ง”
องค์อาหเม็ดเข้ามาตรงหน้า ประคอง 2 มือที่ใบหน้าสวย แล้วบรรจงจูบที่หน้าผากเบาๆ
“พรุ่งนี้เราจะเดินทางไป อิชฟาอัค เมื่อกลับมา เราจะให้พันเอกชารีฟเข้าไปรับเจ้า หวังว่าจะไม่มีการปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง”

ขณะเดียวกันชารีฟยืนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ที่หน้าต่าง ตรงทางเดินหน้าห้อง ทันใดประตูห้องเปิดออกมา
ชารีฟชะงักหันขวับมา
มิเชลล์ก้าวออกมา มีผ้าคลุมหน้าเรียบร้อย องค์อาหเม็ดก้าวตามออกมา
ทหาร 2 คน ที่ยืนหน้าประตูถวายความเคารพ ชารีฟถวายการเคารพ
องค์อาหเม็ดตรัสกับชารีฟ “นำนางผู้นี้กลับไปที่ตำหนักเจ้าหญิงฟารีดาได้แล้ว ส่งหีบของขวัญตามไปมอบให้นางวันพรุ่งนี้ กลับจากอิชฟาอัคเราจะมีพิธีรับพระสนมคนใหม่ แจ้งให้ทราบทั่วกันด้วยนะชารีฟ”
ชารีฟโค้งรับนอบน้อม
องค์อาหเม็ดหันกลับมามองมิเชลล์อย่างรักใคร่ แล้วเดินมาใกล้ๆ
ชารีฟสำรวมหลบตาต่ำตลอด นัยน์ตาเหลือบมองแวบเดียว แล้วรีบกลับมามองต่ำอย่างเดิม อารมณ์อาวรณ์ และเสียดาย
องค์อาหเม็ดเสด็จเข้าห้องบรรทมแล้ว

ชารีฟหันมามองมิเชลล์ สองคนสบตากันนิ่งนาน

ชารีฟเดินตัวตรงคอตั้งลงบันไดมา คนขับรถไม่อยู่ตรงนั้น มิเชลล์เดินตามไปช้าๆ ชารีฟ เปิดประตูรถให้มิเชลล์ มองตรงไปข้างหน้า

“ขอบคุณค่ะ”
ชารีฟยังคงไม่มองมา มิเชลล์ขยับตัวผ่านเข้ารถเห็นหน้าชารีฟนิ่งสนิท
จู่ๆ คนขับรถวิ่งมาจากแถวนั้น
มิเชลล์มองชารีฟที่ก้มตัวลงปิดประตู เหลือบเข้ามองมิเชลล์ที่กำลังจ้องอยู่ นัยน์ตาสบกันโดยไม่ตั้งใจ เห็นนัยน์ตามิเชลล์ลางๆ ภายใต้ผ้าคลุม
รถแล่นออกช้าๆ ชารีฟนั่งอยู่ด้านหน้า

ส่วนที่คฤหาสน์ท่านเศรษฐีแห่งเมืองเกซาห์เช้าวันต่อมา แม่แคชฟียานั่งสวดมนต์เสร็จลง ลุกขึ้น หันมา
ท่านเศรษฐีเดินคอตกเข้ามาหา
“มีอะไรหรือท่าน”
“ข่าวจากอิชา..บอกว่า..มิเชลล์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นนางสนมคนใหม่จะมีพิธีแต่งตั้งอีก 4 วัน”
“พระอัลลอห์ช่วย”
“ทางในวังบอกว่า..นางนั่นเอง..คือหญิงที่โหรหลวงไดทำนายไว้…”
เมียท่านเสรษฐี หน้าหมองเศร้าลงทันที เมื่อคิดถึงลูกสาวสุดสวาท
แคชฟียาเปิดประตูเข้ามาอย่างเต็มแรง เรียก “ท่านแม่...” เสียงดังก้อง
“อะไรกันลูกแม่ตกใจหมด”
“มีข่าวของมิเชลล์จากฮิลฟาราแล้วใช่มั้ย ท่านแม่”
“ก็ มีแล้ว”
“ทำไมท่านแม่ไม่บอกลูก ข่าวสำคัญอย่างนี้ไม่รู้หรือว่าลูกคอย...”
“ลูกอย่าสนใจมิเชลล์อีกต่อไปเลยนะลูก ส่งนางไปแล้วนางจะไปได้ดีหรือตกทุกข์ ก็ไม่ต้องสนใจ แคชฟียาลูกแม่ ต่อไปถ้าคู่รักชาวฝรั่งเศสของลูกทำตัวดีๆ คุณพ่ออาจจะยอม”
แคชฟียามีสีหน้าครุ่นคิด “ไม่ต้องพูดถึงมันไอ้คนใจ...” คิดแล้วตัดสินใจพูด “สัตว์...เลว”
แม่ถอนหายใจยาว
“ข่าวของมิเชลล์เป็นยังไงคะ”
แม่อึกอัก
“ท่านแม่บอกลูกมาเดี๋ยวนี้”
“มิเชลล์กำลังเป็นนางสนมคนใหม่”
แคชฟียาช็อก นิ่งเป็นหินไปอึดใจ แล้วกรี๊ดเสียงดังมาก กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก เสียงดังโหยหวนไปทั่วทั้งคฤหาสน์

แคชฟียาวิ่งเตลิดออกมา ปากก็ยังกรี๊ดๆ
“แคชฟี่.. ลูกแม่…” แม่ทำมืออ้อนวอน “หยุดก่อน”
แคชฟียาหันมา “ทำไมต้องหยุด จะไปฆ่านังมิเชลล์”
แม่ตกใจตาเหลือก พ่อกุมอก ตกใจ
“อุตส่าห์พามาทำงาน อยู่สุขสบาย มีทุกอย่าง เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวจัดให้เต็มที่ ชุดสวยๆของลูกให้มันใส่ตลอด รักมันแค่ไหน มันทรยศได้ยังไง”
“แต่ลูกส่งเขาไปเองนะ” แม่ท้วง
“ก็มันต้องตาย ทำไมมันถึงได้ดีเป็นสนมคนใหม่ล่ะ”
“เป็นพระประสงค์ แคชฟี่ เป็นพระประสงค์”
“ไม่จริง มันไปหว่านเสน่ห์ คนอย่างมันโปรยเสน่ห์ไม่เลือกว่าเป็นใคร คู่รักของลูกมันยังเอาไป”
“อะไรนะ ลูกพูดว่าไง” แม่ตกใจ
“โรแบร์...โรแบร์ของลูกมันก็แย่งไปไม่คิดเลยว่าเป็นผัวเพื่อน”
ผู้เป็นแม่จะเป็นลม ตกใจมาก ท่านเศรษฐีรับภรรยาไว้ทัน
แคชฟียาร้องไห้...เสียงดังขึ้น...ดังขึ้น “โรแบร์ โรแบร์”
“แคชฟี่ พูดอะไรออกมา ใครเป็นสามี” ท่านเศรษฐีเกรี้ยวกราด
“ทำไม ฟังไม่ได้เลยหรือพ่อท่าน ส่งลูกไปเรียนฝรั่งเศสปารีสนะ มันเป็นดินแดนของความรักพ่อแม่ไม่รู้หรือ แล้วดูลูกพ่อ สวยใช่มั้ย ลูกเป็นดอกไม้นะพ่อ ดอกไม้ที่สีสวย กลิ่นหอม แล้วยังร่ำรวยด้วย คิดว่าจะแห้งแล้งไม่มีใครสนเหรอ” แคชฟียาพูดใส่หน้าบิดา
“มีคู่รักได้ แต่ทำไมต้องมีผัว” พ่อไม่พอใจมาก
“แหมพ่อเจ้าขา คู่รักกับผัวก็เหมือนกันแหละค่ะ ไม่เห็นเหรอคนที่รีบแต่งงานน่ะท้องทุกคน บรรดาลูกสาวของเพื่อนพ่อ ไม่ท้องเขาก็ยังไม่แต่ง”
“อีลูกเลว นอกคอก ชั่วที่สุด พระเจ้าจะลงโทษแก”
“พ่อ อย่าแช่งลูก”
“แกจะได้รับโทษอย่างสาสม”
“พ้อ... อย่า...อย่า”
ท่านเศรษฐีตั้งตาแช่ง ภรรยาก็ห้ามไม่กยุด แคชฟียาหัวเราะท้าทาย ออกอาการจิตหลอนเล็กๆ บรรยากาศอลเวงอลหม่าน ด้วยทุกคนเล่นบทบาทของตน แต่ไม่มีใครฟังใคร

เย็นวันนั้น แคชฟียาไม่แต่งหน้า นั่งเศร้าซึม มีอาการทางจิตนิดหน่อยแล้ว ใบหน้าเศร้า แล้วเดี๋ยวคิดอะไรได้ก็ยิ้ม นัยน์ตาเหมือนเห็นโรแบร์ แต่เพิ่งเริ่มนิดๆเท่านั้น
ต่อมาไม่นาน แคชฟียาแต่งตัวสวยงามโอเว่อร์ ทั้งกระโปรงบานแปดชั้นปักเลื่อม เกล้าผมเป็นช่อๆ วิจิตร
พิศดารทาเล็บๆ ละสี แต่งหน้าเข้ม นั่งโทรศัพท์ด้วยโทรศัพท์เก่าๆ เจ๊งๆ สายขาดห้อยร่องแร่ง
แคชฟียาทำเสียงอ่อนเสียงหวาน หัวเราะคิกคัก “ไม่ได้หรอกจ้ะ โรแบร์ ก็บอกแล้วไงล่ะ ว่าแคชฟียาไม่ว่าง..แคชฟียาต้องเข้าเรียนตอนบ่ายโมงจ้ะพรุ่งนี้เราค่อยเจอกันนะ ฮิๆๆ” แคชฟี่หัวเราะคิกคัก
แม่ยืนหน้าหมองจัดมองดูลูกสาว แล้วหันมาทางท่านเศรษฐี สบตาสามี ท่านเศรษฐีแห่งเกซาห์กลั้นความรู้สึกเต็มที่ขบกรามแน่น
“อะไรนะ ไม่อยากมาเจอฉัน ทำไมล่ะโรแบร์..ทำไม” แคชฟียาร้องไห้ออกมาทันที เสียงสั่น น้ำตาไหลพรากผู้เป็นแม่ ก้มหน้าต่ำ น้ำตาหยด เงียบๆ
ท่านเศรษฐีจะเดินไปหาแคชฟียา ภรรยาจับแขนไว้ส่ายหน้า
“ทำไมลูกสาวเราต้องเป็นอย่างนี้”
“เป็นพระประสงค์ของพระอัลเลาะห์”

คืนนั้น คนขับรถเปิดรถให้ มิเชลล์ลงจากรถ เดินขึ้นบันไดตำหนักเจ้าหญิงฟารีดา
เสียงชารีฟดังขึ้น “ไม่รอปาฏิหาริย์แล้วรึ”
มิเชลล์หยุด แล้วค่อยๆ หันมา สบตากันอย่างแรง สายตาชารีฟ ฉายชัดว่าลึกๆ เสียดาย คอยคำตอบมองจ้อง
“ตอนที่ฉันพูดถึงปาฏิหาริย์ ฉันรู้แล้วว่าไม่มี”
“องค์อาหเม็ดไม่บังคับคุณแน่นอน ฉันรู้ว่าทรงย้ำถามเธอว่า เต็มใจรึเปล่า”

“ใช่ และฉันก็ทูลว่าฉันเต็มใจ”

ใบหน้าหล่อเข้มของชารีฟนิ่งสนิท แต่นัยน์ตาจ้องมองมิเชลล์ลึกซึ้ง

“คุณอาจอยากจะรู้เหตุผล หรืออาจไม่อยากรู้ แต่ฉันจะบอก”
นัยน์ตาชารีฟบอกว่ากำลังฟัง
“ถ้าฉันปฏิเสธ ฉันคงถูกส่งกลับฝรั่งเศส ฉันไม่อยากกลับไปฝรั่งเศสฉัน ไม่อยากอยู่ฝรั่งเศส แต่ถ้าถามว่าฉันจะไปไหนฉันกับบอกไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปไหน สุดท้ายฉันไม่อยากใช้นามสกุล เดอลาโรนีล์ ไม่อยากเกี่ยวข้องกับสกุลอันยิ่งใหญ่ของพ่อ”
“เธอจะเอานามสกุลนี้ไปทิ้งเสียที่ไหน” ชารีฟถาม
“นั่นสิ” มิเชลล์หัวเราะหยัน ขื่นขมนิดๆ
“ใครๆ ก็อยากขึ้นชื่อว่าเป็นสมาชิกของสกุลที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวยมีชื่อเสียงทั้งสิ้น ร็อคกี้เฟลเลอร์ เคนเนดี้ ฮิลตัน แวนเดอร์บิลท์ รวมทั้ง เดอลาโรนีล์ของเธอ” ชารีฟว่า
“ฉันจะนามสกุลอะไรก็ได้ ขอให้คนนามสกุลนั้นยอมรับว่าฉันเป็นสมาชิกคนหนึ่ง”
“เธอนามสกุลเดอลาโรนีล์ โดยสิทธิ์ของเธออย่างสมบูรณ์ บิดากับมารดาของเธอตั้งครอบครัวขึ้นด้วยความรักต่อกัน เขาทั้งสองต้องรักกันอย่างมาก เขาถึงฝ่ากำแพงประเพณี ยอมถูกประณามและรังเกียจจากญาติพี่น้องและเมื่อเธอเกิดมาเขาต้องรักเธอมาก เพราะเธอคือพยานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขา เธอเกิดมาในโลกนี้ด้วยความยินดีของเขาทั้งสองคน ถ้าเธอยังจำได้เธอคงยังรู้สึกอุ่นในอ้อมแขนของพ่อของแม่”
สีหน้ามิเชลล์ปวดร้าว กัดฟัน กลั้นน้ำตาเต็มที่
“จำได้มั้ยความรู้สึกยามที่แม่กอดเธอ”
“คุณจะพูดทำไม ฉันไม่มีแล้วอ้อมกอดนั้น” มิเชลล์สุดกลั้น สะอื้นเฮือกใหญ่
“เธอจะมีได้ยังไง ในเมื่อเขาตายแล้วทั้งสองคน” ชารีฟบอก
มิเชลล์ร้องไห้ทันที “ทำไมคุณต้องพูดจาทำร้ายจิตใจฉันด้วย...ทำไม”
“ถ้าฉันไม่พูดอย่างนั้น พ่อแม่เธอจะยังมีชีวิตอยู่เหรอ”
มิเชลล์ถอนสะอื้นอย่างรุนแรง
“มันคือความจริง พ่อแม่เธอตายแล้ว สิ่งที่ไม่ตาย คือ ความรักของเขาต่อเธอ เธอจะต้องแคร์คนอื่นทำไม”
“ท่านไม่รู้หรอก เพราะท่านไม่เจออะไรอย่างที่ฉันเจอ ท่านไม่เคยเจอสายตาของพี่น้องที่มองท่านอย่างคนแปลกหน้า ไม่เคยเจอปู่กับย่าที่พูดโดยไม่มองหน้า” มิเชลล์ทำเสียงเลียนแบบที่ย่าพูดในวันที่ไปพบพร้อมกับโซฟี อาสะใภ้ “เราไม่เคยรับเธอเป็นหลาน ที่ให้ใช้นามสกุลเพราะเป็นกฎหมาย ตระกูลเดอลาโรนีล์ไม่เคยมีลูกผสมปะปนโดยเฉพาะคนต่างศาสนา เราบริจาคเงินให้คอนแวนต์ เพื่อวิณญาณของปิแอร์เท่านั้น ปิแอร์พ่อของฉัน สุดท้ายปู่ก็บอกว่า...เป็นอันว่ารู้เรื่องกันแล้ว ไม่ต้องพบกันอีก” มิเชลล์พูดเร็วโดยไม่ติดขัด
ชารีฟนิ่งอึ้ง
“น่าแปลกที่ฉันจำคำพูดนั้นได้ทุกคำ ทั้งๆที่ฉันน่าจะลืม”
ชารีฟพูดไม่ออก
มิเชลล์หันมาทางชารีฟ น้ำตาแห้งแล้ว พูดเสียงกลั้นหัวเราะ “ท่านเชื่อมั้ยคะ เคยมีคนถามฉันตรงๆ เลยว่า ฉันนามสกุลเดอลาโรนีล์แน่หรือ ทำไมนัยน์ตาสีน้ำตาล ทำไมผมสีน้ำตาลดำ เดอลาโรนีล์ต้องตาสีฟ้าและก็ผมสีทอง”
“มิเชลล์ ฉันขอโทษ...”
“เห็นเหตุผลหรือยัง ว่าฉันยังไม่อยากย้อมผมสีทองและใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้าไปตลอดชีวิตหรอก”
สองคนจ้องกันนิ่งนาน
คนหนึ่งเห็นใจ สงสาร เวทนา และเปลี่ยนเป็นให้กำลังใจ
อีกคนเสียใจ ท้อแท้ แต่รับรู้สายตาที่อบอุ่นและให้กำลังใจที่ทอดส่งมา

ซาฟีน่า หัวหน้าข้าหลวงเล่นพิณอยู่ในอุทยานตำหนักเจ้าหญิงฟารีดา นางข้าหลวง 3 - 4 ฟังอยู่ด้วยกัน มิเชลล์เดินเข้ามาหา ขอยืมพิณ
ครู่ต่อมาที่อีกมุมสนาม มิเชลล์เล่นพิณ เพลงหวานเศร้า อะมีนาฟังสีหน้าดื่มด่ำ
ชารีฟอัญเชิญหีบเครื่องเพชรมาจากกษัตริย์เดินมาตามทาง แว่วเสียงพิณหวานหวิวมา ชะงัก มองไปตามเสียง แล้วโผล่หน้าพ้นตรงมุมกอไม้ เห็นมิเชลล์นั่งเล่นพิณอยู่ท่ามกลางหมู่ทาส ดูงดงามเหมือนภาพในเทพนิยาย ชารีฟแอบมองตะลึง
มิเชลล์ เล่นเพลงพิณ อย่างเพลิดเพลิน ไม่รู้เรื่องราว ชารีฟมองอย่างเคลิบเคลิ้ม ทันใดมีเสียงกระแอมขัดขึ้น
ชารีฟหันไป เห็นซาฟีน่าจ้องเขม็ง เห็นนัยน์ตาแข็งกร้าวอยู่ภายใต้ผ้าคลุม
“คุณซาฟีน่า” ชารีฟทัก
“ท่านราชองครักษ์..อัญเชิญหีบพระราชทานมาแล้วรึเจ้าคะ”
มิเชลล์ได้ยิน หันมาชะงัก เห็นชารีฟรีบหยุดเล่น
พวกทาสหันมาเห็นชารีฟ รีบคลุมหน้าจ้าละหวั่น มิเชลล์คลุมหน้าตามช้าๆ ขณะมองชารีฟ
ชารีฟเดินมาโค้งเคารพ คุกเข่าลงเอาหีบวางตรงหน้า มิเชลล์จ้องหน้าชารีฟนิ่ง สายตาบอกอะไรหลายอย่าง
“หีบพระราชทานจากองค์อาหเม็ด” ชารีฟเสียงแผ่วเบาลง “สำหรับ…” สายตาหมองลงอีกนิดตอนเอ่ยคำว่า “วันถวายตัว” ออกมา
“เมื่อไหร่” มิเชลล์ถามเสียงแผ่วเบา
“วันเสด็จกลับจากอิชฟาอัค”
“ฉันถามว่าเมื่อไหร่คะ”
“จะเสด็จวันนี้ อีก 3 วัน เสด็จกลับ” ราชองครักษ์ยิ้มนิดๆ แต่สายตามองลึกเข้าไปในดวงตาของมิเชลล์ “วันนั้นเวลา 4 ทุ่ม ฉันจะเข้ามารับเธอ เธอรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
ชารีฟลุกขึ้นทันที โค้ง แล้วเดินกลับ
มิเชลล์นั่งนิ่งสนิท

เจ้าหญิงฟารีดาเปิดหีบออก ด้วยสีหน้าตื่นเต้น และพึงใจ
“อา...งามอะไรอย่างนี้”
ภายในหีบ มีชุดแพรสีเขียวไข่กา ปักเลื่อมลายทองเนื้อผ้าบางเบาพับอยู่ วางทับด้วยแหวนและชุดกำไลเครื่องประดับเพชรลูกน้ำสีชมพูอ่อน ฟารีดาเลื่อนหีบไปตรงหน้ามิเชลล์
“ครูจะต้องงดงามอย่างหาที่ติมิได้”
มิเชลล์เฉยเมย หน้าตาไม่รู้ร้อนหนาว
ฟารีดาเรียกซ้ำ “ครู…”
“หม่อมฉันจะได้สอนหนังสือเจ้าหญิงอีกมั้ยเพคะ” สายตามิเชลล์หมองจัดขณะจ้องหน้าถาม
“โถ…จะเป็นไปได้อย่างไร พระสนมจะมานั่งสอนหนังสือ มีแต่จะเพลิดเพลินอยู่ในวังใส่แต่เครื่องเพชรนิลจินดาที่จะพระราชทานอีกมากมายก่ายกอง ใส่วันละ 3-4 ชุดยังไม่ครบเลยมั้ง”
สายตามิเชลล์ ปวดร้าวนัก ไม่มีทางเลือก
“เสด็จอิชฟาอัคแล้ว อีก 3 วันก็เสด็จกลับ เจ้าชายอับดุลลาผู้ครองอิชฟาอัค เป็นหลานอาขององค์อาหเม็ด”

วันต่อมา แม้พระราชวังอิชฟาอัค จะโอ่อ่า ใหญ่โต แต่ยังน้อยหากเทียบกับ พระราชวังฮิลฟารา
เจ้าชายอับดุลลา พระราชนัดดา รูปร่างผอมสูง ท่าทางไม่แข็งแรงนัก แต่หน้าตาแจ่มใส ดูเป็นคนซื่อสัตย์ และทหารชั้นผู้ใหญ่ยืนคอย องครักษ์และ ข้าราชการอื่นๆ จัดขบวนคอยรับเสด็จอยู่หน้าพระราชวังแห่งนี้ รถพระที่นั่งแล่นมา โดยมีรถตามขบวนเสด็จอีกหลายคัน
อับดุลลายิ้มแย้ม องค์อาหเม็ดเสด็จลงจากรถ ชารีฟอยู่หน้ารถรีบลงมาคอย
อับดุลลาซาลาม “สมเด็จอา หลานยินดีเหลือเกินพระเจ้าค่ะ”
“อับดุลลาหลานรัก”
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดแตะไหล่เบาๆ มองนัยน์ตา “เรามีเรื่องจะพูดกันมาก” พูดแล้วลดเสียงลง “เรื่องสำคัญ”
อับดุลลาโค้งรับคำ
องค์อาหเม็ดหันมาสบตาราชองครักษ์ ชารีฟโค้งศีรษะนิดๆ องค์พระประมุขแห่งฮิลฟาราดำเนินไปกับอับดุลลา ชารีฟและคนอื่นๆ ตาม

ระหว่างนี้ ไม่มีใครเห็นว่าข้าราชการคนหนึ่ง ที่เป็นสายลับของโอมาน เดินตามไปด้วย ลอบมองจับสังเกตทุกเหตุการณ์

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 3 (ต่อ)

เจ้าชายโอมานวางมือเท้าบนโต๊ะ กำแน่นทั้งสองมือ เมื่อได้รับรายงาน

“อาหเม็ดเสด็จอิชฟาอัครึ ทำไมไม่มีหมายกำหนดการมาก่อน”
เหล่าคนสนิท ซาอิ๊บ มุสตาฟา และหะยี ทุกคนเงียบ โอมานหน้าเครียด คิดไตร่ตรอง หนักมาก ทุกคนต่างอึดอัด
“คิดกันบ้างไหมว่า...องค์อาหเหม็ดมีแผนการอะไรจึงเสด็จอิชฟาอัคแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอย่างนี้”
ทุกคนยังคงเงียบงัน
โอมานกริ้ว ตบโต๊ะโดยแรง “ไม่มีใครคิดออกเลยรึ..โง่จริง” พลางถอนหายใจแรงๆ “สั่งการไปถึงคนของเราที่อิชฟาอัค ให้ตามเรื่องด่วน”
“เขารู้แล้วพระเจ้าคะ ไม่ช้าคงมีรายงานเข้ามา” ซาอิ๊บกล่าว
โอมานฉงน “ใคร”
“เขาเป็นข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่งในคณะมนตรีของอิชฟาอัคพะย่ะค่ะ”

ภายในเขตพระราชวังอิชฟาอัคเวลาต่อมา บรรยากาศเคร่งเครียด
“ทหารรับจ้างของเจ้าชายโอมานไม่เคยฝึกวิธีการรบเพราะรวบรวมมาจากหัวเมือง แต่สิ่งที่ดีสำหรับพวกนี้ คือ แข็งแรง อดทน สู้ตาย และไม่มีสมอง” ชารีฟทูล
สีหน้าองค์อาหเม็ดเครียดเคร่ง “ชารีฟเราอยากให้แน่ใจ โอมานไม่เคยมีทีท่าอะไรให้เราสงสัยเลย”
“แน่ใจพะยะค่ะ สายของข้าพระองค์เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติข้าพระองค์ให้ทหารรักษาการณ์วังหลวง 24 ชั่วโมงเต็มอัตรา ปัญหาของเรา คือ กองร้อยหลวงที่รักษาเมืองฮิลฟาราอยู่ในมือคนของโอมาน”
“แต่กองรักษาการณ์วังหลวงอยู่ในมือเจ้า ชารีฟ เจ้าคิดว่าจะรักษาวังหลวงได้หรือไม่”
“ได้พะยะค่ะ ข้าพระองค์วางทหารที่เชี่ยวชาญการรบไว้แล้วพะยะค่ะ”
“โอมานจะลงมือเมื่อไหร่ กะได้ไหมชารีฟ”
“ถ้าองค์อาหม็ดยังไม่กลับถึงฮิลฟารา เจ้าชายก็ยังไม่ลงมือพะยะค่ะข้าพระองค์คิดว่าน่าจะไม่ช้าหลังจากพระองค์ถึงฮิลฟารา”
องค์อาหเม็ดคิดไตร่ตรอง สีหน้าเครียดมาก ทุกคนเครียดหมด องค์พระประมุขหันมาทางอับดุลลา ที่คุกเข่าลงตรงหน้า รอรับคำสั่ง
“อับดุลลา หลานรัก ในฐานะที่หลานเป็นเจ้าชายแห่งอิชฟาอัค...เตรียมตัวไว้ อาจะแต่งตั้งให้เธอ แทนตำแหน่งของโอมาน” พระองค์ตรัสเสียงแผ่วเบา
“หลานเต็มใจสนองพระคุณเสด็จอา”
“ชารีฟ เมื่อกลับไปเราจะรับพระสนม ใหม่เสียก่อน หลังจากนั้นอีก 3 วันเราจะสำเร็จโทษโอมาน”
คำพูดดังกล่าวกระแทกเข้าเข้าใบหน้าข้าราชการสายลับของโอมานทันที

ไม่นานนักม้าเร็ว รับจดหมายจากข้าราชการสายลับของโอมาน
“ถวายเจ้าชายโอมานด่วนที่สุด”
ม้าเร็วรับจดหมาย ข้าราชการสายลับโอมาน พยักหน้าอย่างพอใจ

แสงจันทร์เต็มดวง ให้แสงสว่างสาดส่องไปทั่วท้องทะเลทรายสุดตา ม้าเร็วควบขับม้าตะบึงมาอย่างรวดเร็ว

ม้าเร็วมาถึงวังเจ้าชายโอมานในเวลาไม่นานนัก กระดาษจดหมายฉบับดังกล่าวถูกขยำเป็นก้อนๆ ด้วยมือของเจ้าชายโอมาน
โอมานหัวเราะเสียงสนั่น “ฮะ ฮะ องค์อาหเม็ดทรยศต่อข้า ไอ้อับดุลลามันมีดีอะไรไอ้หน้าตัวเมียชัดๆ” โอมานลุกขึ้นยืนมองทุกคน พูดเสียงเฉยๆ เหมือนคุยเรื่องอาหารการกิน “พรุ่งนี้เสด็จกลับ ถึงวังหลวงเมื่อไหร่ ปลงพระชนม์เลย”
ทุกคนซาลามรับคำโอมานพูดเสียงชัดเจน หนักแน่น แต่เบาและช้าๆ
โอมานย้ำ “ฆ่าทหารยามที่เฝ้าวังหลวงทั้งหมด จัดทหารของเราเข้าอยู่เวรแทน”
ซาอิ๊บสมุนร่างยักษ์ ท้วง “เห็นจะยากพะยะค่ะ ทหารองครักษ์ทั้งกองเฝ้าวังหลวงอยู่พะยะค่ะ
โอมานซัดโครม “ไอ้ขี้ขลาด”
ซาอิ๊บก้มหน้านิ่ง
“มุสตาฟา”
มุสตาฟาก้าวออกมายืนตรง ท่าทีแข็งแรง
“จะทำยังไง”
“ทหารของเราส่วนหนึ่งให้หัวหน้านางกำนัลที่ชื่อ ซาฟิน่า นางเป็นพวกเรารับเข้าไปแฝงตัวอยู่ในวัง องค์อาหเม็ดเสด็จเมื่อไหร่ ทหารของเราข้างนอกจะเข้าประชิด ข้างในจะออกมาประกบและฆ่าให้หมดพะยะค่ะ”
“ซาฟีน่า...จัดข้าหลวงที่เป็นพวกของเราอยู่เวรบริเวณชั้นใน ซาอิ๊บกับมุสตาฟา เข้าไปรอที่วังหลวง ใครขัดขืนไม่ต้องไว้ชีวิต องค์อาหเม็ดเสด็จขึ้นเมื่อไหร่ฆ่าทันที ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ไอ้ชารีฟมันจะมีเวลาแก้เกมนี้มั้ยอยากรู้นัก”

ตอนกลางวัน ซาฟีน่าหัวหน้านางข้าหลวงรูปร่างผอม สูง เกร็ง หน้าตาเข้มงวดร้ายลึก จัดข้าหลวง เข้าอยู่เวรในตัวตำหนักที่ประทับองค์อาหเม็ด โดยเดินมาข้าหลวงพรรคพวกเดินตาม ซาฟีน่าสั่งให้ยืนตรงนี้ ตรงโน้น ตรงนั้น
“ทำตามที่สั่งนะเจ้าข้าหลวง”
“ค่ะ คุณซาฟิน่า”
ซาฟีน่าและข้าหลวงสบตากันอย่างมีนัย

ฟากซาอิ๊บกับมุสตาฟา หลบแว้บเข้ามาในบริเวณตำหนักหลวง โดยข้าหลวงลูกน้องซาฟีน่า เป็นผู้เปิดทางให้

ขณะเดียวกันที่หน้าตำหนักหลวง องค์อาหเม็ดเสด็จกลับ ขบวนเสด็จใหญ่โตพอประมาณ ประกอบด้วยรถยนต์หลวงหลายคัน ทหารองครักษ์รายล้อมตัวตำหนักหนาแน่นมาก
ชารีฟนั่งคันเดียวกัน ทหารตามหลังประมาณ 20 คน มีข้าราชการผู้ใหญ่ที่ร่วมประชุม ชารีฟลงจากรถ
ผู้บังคับกององครักษ์เข้ามาชิดเท้าตรงและรายงานชารีฟ
“ผู้บังคับกององครักษ์ เหตุการณ์เป็นอย่างไร”
“ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ท่านราชองครักษ์กำชับไว้ทุกประการ” ผู้บังคับกองรายงาน
ชารีฟฟังแล้วหันไปเปิดประตูให้องค์อาหเม็ด
องค์ประมุขแห่งฮิลฟารา ลงจากรถ ชารีฟลงมาใกล้ๆ คอยรับเสด็จขึ้นตึก การิมลงมาด้วยยืนระวังตัว
จังหวะนี้โอมานเดินมาอย่างเร็วๆ เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องกังวาน มาอย่างมีอำนาจ
โอมานสบตาข้าราชการพวกตน แล้วคำนับอาหเม็ดด้วยการโค้งต่ำ
“ขอบใจโอมานที่มารับพี่ เชิญเถอะ พี่จะขึ้นพักผ่อนก่อน”
“ขอให้เจ้าพี่พักผ่อนให้สุขสำราญ เดินทางเหนื่อยมา พักนานๆ นะพระเจ้าค่ะ” โอมานยิ้มสดใส บริสุทธิ์ยิ่งชารีฟเพ่งมองโอมาน ฟากโอมานสบตาชารีฟเหมือนถามว่ามึงมีอะไรมั้ย ชารีฟเมินไปทางอื่น โอมาน คำนับ ถอยออกไป
“ชารีฟกลับไปพักผ่อนได้” องค์อาหะเม็ดลดเสียงลง “อย่าลืมไปรับมิเชลล์”
ชารีฟโค้ง สีหน้าอึ้ง
องค์อาหเม็ดเสด็จขึ้นตำหนัก มีนางกำนัลหลายคนคอยรอรับอยู่ตามบันไดตึกเรียงรายขึ้นไป พระองค์ขึ้นบันไดไปอย่างเร็ว ชารีฟชำเลืองมอง

ทหารองครักษ์ยืนเรียงรายดูหนาแน่น ยืนนิ่งด้วยถูกฝึกมาอย่างดี

สักครู่หนึ่งองค์อาหเม็ดและทุกคนเข้าตึกไป ชารีฟสบตากับโอมานนิ่งๆ กันสุกครู่ รู้กันด้วยสายตา สักครู่โอมานหัวเราะเยาะออกมานิดๆ สายตาเข้มจัด แล้วหันหลังกลับ เดินกระแทกเท้าเสียงดังๆ กลับไป ทหารโอมานตามไปเป็นพรวน

ชารีฟพยักหน้าเรียกผู้บังคับกอง
“ฉันมีราชการด่วนต้องทำ จะกลับมาอีกทีค่ำๆ”
“ขอรับ ท่านราชองครักษ์ กระผมประจำการ 24ชั่วโมงขอรับ”
ชารีฟรับการเคารพ ทำสัญญาณให้การีมอยู่ตรงนั้น ตัวเองขึ้นรถไปเร็ว

อาหเม็ด ซาอิ๊บ มุสตาฟา นางกำนัลพรรคพวกโอมาน
นางกำนัลขององค์อาหเม็ดคนหนึ่งชื่อรายา เดินเร็วๆ มาตามทาง รายาเป็นข้าหลวงฝ่ายดี ไม่รู้เรื่องใดๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่ววังหลวงยามนี้
นางกำนัลพวกโอมาน โผล่มา 2 คน เห็นรายาตกใจ
“ตายแล้ว รายาไม่รู้เรื่องหรือถึงมา” นางกำนัลถาม
“รายา เจ้ามาทำไมไม่ใช่เวรเจ้า” อีกคนถามตาม
“จะมาขอแลกเวรเพราะว่าพรุ่งนี้…มีธุระจะกลับบ้าน คุณซาฟิน่าอยู่ที่ไหน”
สองคนมองตากันอย่างมีนัย
ขณะรายาเดินผ่านประตูห้ององค์อาหเม็ด จะไปอีกทาง ซาอิ๊บแอบอยู่รอจังหวะ ซาอิ๊บตวัดมัดคอ เฉือนฉับ แล้วเอาผ้ามัดคออย่างเร็ว ซับเลือดไว้ แล้วลากร่างรายาไปทันที
นางกำนัลพวกโอมาน ออกมาคอยรับเสด็จเรียงรายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น องค์อาหเม็ดเสด็จมาเร็วๆ ท่าทางเหนื่อยๆ กำลังจะเข้าห้องบรรทมไป นางกำนัลโอมานสองคนเดินตามเข้าไป ซาอิ๊บและมุสตาฟาออกมา นางกำนัลเปิดทางให้ สองคนตามองค์อาหเม็ดเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

ครู่ต่อมาองค์อาหเม็ดได้ยินเสียง หันขวับกลับมา ซาอิ๊บโปะยาสลบเข้าที่หน้าอาหเม็ด เสียงร้องของนางกำนัลคนหนึ่งดังขึ้น ร้องอยู่ข้างนอก เพราะเห็นศพรายา ซาอิ๊บตกใจปล่อยร่างขององค์อาหเหม็ดลงบนเตียง แล้วออกไป

นางกำนัลเพื่อนรายา ร้องเสียงดังตกใจมาก วิ่งพรวดออกมา
“เป็นอะไร” นางกำนัลลูกน้องโอมานสีหน้าตกใจ มองเข้าไปในห้ององค์อาหเหม็ด
นางกำนัลเพื่อนรายาครวญคร่ำ “รา…รายา..รายาตายแล้ว”
นางกำนัลลูกน้องของโอมานถึง “ไม่จริง”
“จริงๆ ศพอยู่ห้องโน้น เขาบอกว่าจะมาแลกเวรกับเธอ ชวนฉันมาเป็นเพื่อน หายมานานฉันเลยมาตาม”
หันไปเห็นซาอิ๊บ ตกใจ อ้าปากค้าง แล้วจะกรี๊ด ถูกซาอิ๊บปิดปากทันที เพื่อนรายาสะบัดจนหลุด ร้องกรี๊ดเสียงดัง
ซาอิ๊บฉุน “มุสตาฟาคอยอะไรเล่า”
มุสตาฟาปราดเข้า ตวัดคอ เฉือนทันที
“ทำไมต้องฆ่า” นางกำนัลอีกคนตกใจ “ฆ่าทำไม ไหนบอกไม่ฆ่าไง” แล้วร้องไห้ออกมา
“ท่านซาอิ๊บ” นางกำนัลลูกน้องเสียงสั่น ตกใจเหมือนกัน “องค์อาหเม็ดล่ะ”
“เดี๋ยวก็สิ้นพระชนม์ โดนยาสลบไปแล้ว” ซาอิ๊บบอก
นางกำนัลโอมานยิ่งร้องใหญ่
“แล้วฉันทำยังไง”
“ไม่ต้องเข้าไปทำเป็นไม่รู้เรื่องจนกว่าจะเช้า”
นางกำนัล 1 ใน 2 เอาแต่สะอึกสะอื้น “ทำไมต้องปลงพระชนม์ท่าน ไหนบอกว่าจะทำให้ท่านแค่สลบไง ถ้าฉันรู้ว่าจะฆ่าท่าน ฉันไม่ร่วมด้วยหรอก”
มุสตาฟาเดินเข้ามาใกล้ ทำเป็นปลอบโยน “อย่าร้องไห้เลยน้องสาวไหนๆ พระองค์ก็ตายไปแล้ว นิ่งซะ”
นางกำนัลคนนั้นพยายามนิ่งกลืนน้ำตา
“ไม่นิ่งหรอ มาพี่ช่วย” มุสตาฟาเสียบฉึก ทั้งที่กอดอยู่
นางกำนันสะอึก ตาเหลือก คอห้อย สิ้นใจตายทันที

รถจิ๊ปหลายคันแล่นเข้าจอด แลเห็นทหารของโอมานจำนวนราว 100 คน อาวุธครบมือวิ่งเข้าล้อมวัง ทหารองค์อาหเม็ดตกใจ แต่เขาสู้ ขัดขวาง ฟันกันเป็นสามารถ
มีเสียงฟันดาบฉัวะๆ ล้มกันเป็นแถว ทหารโอมานเข้ารักษาการ อีกส่วนวิ่งเข้าไปในตัวตำหนัก

ไม่นานนัก ตามที่ต่างๆ ภายในวังหลวง ทหารของเจ้าชายโอมานวิ่งเข้ามายึดวัง แยกย้ายกันเข้าตามห้องต่างๆ ทหารขององค์อาหเม็ดสู้อย่างไม่ถอย แต่จำนวนน้อยกว่า พายแพ้ ล้มตายระเนระนาด

คืนเดียวกันเวลาเดียวกัน เท้ามิเชลล์ในรองเท้าแตะสีทองประดับเพชรก้าวมาหน้ากระจก
เงาสะท้อนในกระจก มิเชลล์สวมใส่ชุดพระราชทาน และเครื่องประดับเพชรชมพู และสร้อยที่ฟารีดาให้ มิเชลล์จ้องดูเงาตัวเองอย่างพิศวง แววตาเศร้าหมอง จับสร้อยที่ฟารีดาให้อย่างจะขอความมั่นใจ
มิเชลล์ถอนใจถอยออกมาจากกระจก นั่งลงที่เตียงหมุนแหวนเล่นอย่างเลื่อนลอย
ทันใดมีเสียงกระซิบเร่าร้อนของอะมีนาดังมา
“ครูคะๆๆ”
มิเชลล์สะดุ้ง มองไปรอบๆ ห้อง
เสียงอะมีนาดังขึ้นอีก “ครูคะๆ เร็ว...เปิดประตู”
มิเชลล์ถลาไปเปิดประตู อะมีนาถลันพรวดเข้ามา มิเชลล์ถามเร็วๆ อย่างตกใจ
“อะมีนา..เธอหายไปไหนมา เกิดอะไรขึ้น” มิเชลล์รีบประคองอะมีนา
“พ่อ..อะมีนาไปพบพ่อมา”
“ไหนว่าพ่อของเธออยู่ชายแดนไง”
“พ่อเข้าวังหลวงด้วยทางลับใต้ดิน องค์อาหเหม็ดเสด็จกลับจากอิชฟาอัคพระอนุชาโอมานก่อการกบฏ..เวลานี้คุมอำนาจทหารไว้หมดแล้วองค์อาหเหม็ดอยู่ในอันตราย พ่อกำลังจะไปเฝ้า”
มิเชลล์ตกใจมาก “ตายล่ะ…แล้ว ท่านชารีฟล่ะ”
“องค์อาหเหม็ดทรงให้ท่านชารีฟคอยจัดการพิธีแต่งตั้งสนม”
“แล้ว..แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง..อะมีนา”
“ตอนนี้ทหารของเจ้าชายโอมานล้อมวังไว้หมดแล้ว ท่านชารีฟอยู่ที่ตึกเหลืองด้านหน้า จะต้องมีคนออกไปตาม แต่ไม่มีใครออกไปได้”
“รู้ได้ยังไงว่าท่านอยู่ตึกเหลือง” มิเชลล์สงสัย
“พ่อบอก เป็นสถานที่ลับของท่านไม่มีใครรู้ว่าท่านมีทางลับภายในตึก”
มิเชลล์อาสา “ฉันไปเอง ฉันเป็นชาวต่างชาติ ฉันอาจจะใช้ข้ออ้างบางอย่างขอผ่านไปได้” มิเชลล์หยิบเสื้อคลุมสีดำมาคลุมตัว “รอก่อนนะอะมีนา ฉันจะรีบไป” แล้วเปิดประตูออกไป
“อะมีนา จะไปอยู่กับเจ้าหญิงฟารีดา ที่นั่นคงปลอดภัย”
“อะมีนา...ระวังตัวนะ..มีใครเห็นเธอพบกับพ่อเธอรึเปล่า”
“ไม่มีค่ะ” อะมีนาคิดอยู่อึดใจหนึ่ง “คิดว่าไม่มี ครูเองระวังตัวนะคะ”
มิเชลล์พยักหน้า อะมีนาเข้าหากอดกันเหมือนเป็นลางอะไรบางอย่าง
“ขอพระอัลเลาะห์คุ้มครองครู”
“เช่นกัน อะมีนา”

ไม่นานนัก อะมีนาเดินเร็วๆ มาตามทาง ทุกมุมว่างเปล่า และเงียบกริบ อะมีนาย่องผ่านเงามืดที่เสาข้างประตู ทันใดนั้นมีมือมารวบปาก มีดโค้งตวัดวูบมองไม่ทันเห็นแต่แสงสะท้อนแวบ อะมีนาทรุดฮวบ เลือดอาบคอ ล้มลงตายแทบเท้าของหะยีทหารคนสนิทของโอมาน หะยีกำมีด ยิ้มเหี้ยม
“นังตัวดี..ปากเก่งดีนัก”
โอมานก้าวออกมาจากอีกมุม
“มันมาจากไหน”
“มาจากห้องนางผู้หญิงต่างชาติ”
“แล้วนังนั่นล่ะ” โอมานถาม
“เห็นออกไปจากห้องไม่ทราบไปไหน” หะยีบอก
โอมานซัดหน้าเข้าฉาดหนึ่ง “ไอ้โง่ มันออกไปตามไอ้ชารีฟน่ะสิ เพราะอีนังอะมีนาไปบอกแน่นอน ไอ้ชารีฟมันหายตัวไปไหนไม่รู้”
“แล้วทำยังไงพระเจ้าค่ะ” หะยีถาม

โอมานซัดเข้าไปอีกฉาด “ไปตามสิวะ”

อนุชาโอมานเดินดุ่มมาถึงหน้าห้องฟารีดา เสียงเล่นเพลงพิณและเสียงหัวเราะรื่นเริงตบมือตามจังหวะเพลง ดังออกมา โอมานยิ้มมุมปากวูบหนึ่ง แล้วผลักประตูพรวดเข้าไป

เหล่าทาสหญิง 5-6 คน ที่กำลังเล่นดนตรี เริงระบำ และนั่งดูตบมือกันร่าเริงหันมา เห็นโอมาน ต่างร้องวี๊ดว๊ายรีบเอาผ้าคลุมหน้า แล้ววิ่งหนีหลบไปทางประตูอ้อมร่างโอมานตามกันไปเป็นหาง
เจ้าหญิงฟารีดาที่นั่งอยู่ที่ตั่งลุกขึ้นมาอย่างงงๆ ในมือถือจอกชา โอมานรีบปิดประตูห้องลง
ฟารีดาถามงงๆ “เจ้าพี่โอมาน”
“นังอะมีนา” โอมานเสียงเขียว
“ทำ..ทำไมเพคะ”
“นังปากมาก ไว้ชีวิตมันไว้ทำไม”
“เจ้าพี่” เสียงฟารีดาตกใจขีดสุด “ใครฆ่ามันเพคะ ฆ่าทำไม นี่เป็นเขตหวงห้ามนะเพคะ” เจ้าหญิงมองจ้อง “หรือว่า…”
ฟารีดาน้ำตาไหลออกทันที ตัวทรุดฮวบลง
“เจ้าพี่..ไม่เชื่อหม่อมฉันเลย ทำไมเพคะ เจ้าพี่ได้อำนาจทางทหารไว้ในมือแล้ว ทำไมถึงอยากได้อะไรมากกว่านี้”
โอมานนิ่งอึดไปสักครู่ พูดเสียงเคร่งขรึม เหมือนพยายามสงบอารมณ์ “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครอง เปลี่ยนแผ่นดินใหม่ องค์อาหเม็ดไม่ซื่อต่อพี่...เฮอะ จะแต่งตั้งอับดุลลาแทนพี่ โธ่เอ๋ย ไอ้เจ้านั่นน่ะมันไม่เข้าท่า โง่ก็ปานนั้น ไม่มีทางอื่นแล้วที่จะขวางอาหเม็ด…” โอมานกัดกรามนิดๆ สีหน้าขมวด ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกัน
“องค์อาหเม็ด..เจ้าพี่ทำอะไร ทำอะไรเพคะ”
“สิ้นพระชนม์แล้ว” โอมานบอกเสียงสะใจ
ฟารีดากรีดเสียงร้อง “อะไรนะเพคะ” นัยน์ตาเบิกกว้าง ตกใจสุดขีด

ขณะเดียวกันที่หน้าห้องบรรทมองค์อาหเม็ด มีทหารของโอมานที่เฝ้าอยู่ 2 คน หน้าตาไม่สู้ดี
ทหารคนที่ 1 ถอนหายใจเสียงดัง
ทหารคนที่ 2 ถามเบาๆ “เป็นอะไร”
“แกไม่เป็นหรือ ยืนเฝ้าพระศพองค์อาหเม็ดอย่างนี้ แกสบายใจรึ” คนที่ 1 เสียงเหมือนกระซิบ
“จะบ้าเหรอ แกดูหน้าฉันสิ” คนที่ 2 ลูบหน้าตัวเอง “เป็นไง”
ทหาร 1 จ้องหน้าทหาร 2 ใบ หน้าทหาร 2 ซีดขาว ตัวสั่นเหมือนหนาวยะเยือก
“ใช่ ฉันไม่รู้เราทำผิดหรือทำถูก” คนที่ 1 ครวญ
ทหารคนที่ 2 บอก “พระอัลเลาะห์ทรงทราบว่าข้าถูกบังคับให้ทำ”

ด้านฟารีดาร้องไห้หนักหน่วง รุนแรงมาก
“หยุดเสียที ไม่มีใครทำร้ายพระองค์ สิ้นพระชนม์พระทัยวายเอง”
“ไม่จริง หม่อมฉันไม่เชื่อ”
“ก็ตามใจ”
“ประชาชนรู้กันหรือยังเพคะ”
“ยังนอนตายอยู่คนเดียวในห้องโน่น”
“หม่อมฉันอยากตาย” ฟารีดาสะอื้นจนตัวโยน
“อย่าคิดสั้น...ตำแหน่งพระราชินีแห่งฮิลฟารากำลังรออยู่”
“ไม่” ฟารีดาบอกเสียงแผ่ว
“เจ้าว่ายังไงนะ” โอมานกริ้ว
ฟารีดาเสียงดังขึ้น “หม่อมฉันจะทูลลากลับบ้าน กลับเกซาห์”
“อย่าโง่หน่อยเลย” โอมานเสียงเขียว ตาขวาง
“หม่อมฉันไม่รับ”
“ต้องรับ”
“ไม่รับ ถวายคืน” ฟารีดายืนกราน
“ให้แล้ว..ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ถ้ายังไม่อยากตาย”
ฟารีดาร้องไห้โฮๆ
“นังอะมีนาน่ะถูกปาดคอหอย คอรุ่งริ่งแทบจะขาดอยากเป็นอย่างนั้นรึหา…” โอมานตะคอกแรง จับแขนยกจนตัวลอย “อยากตายรึ”

ส่วนที่ห้ององค์อาหเม็ด ขณะ 2 คน เปิดประตูเข้ามา คนหนึ่งเอ่ยขึ้น “เข้าไปเฝ้าพระศพคนหนึ่งเถิด แกแน่ะ”
“ไม่ แกสิ”
ทหารคนที่ 2 ร้อง “เฮ้อ” เปิดประตูเข้ามาหน้าตกใจ
บนเตียงไม่มีร่างองค์อาหเม็ดแล้ว ทหารคนนั้นร้องดัง…”ฮ้า” เสียงสั่นสะท้านตกใจสุดขีด

“ครู…” ฟารีดาโพล่งขึ้น น้ำเสียงนึกได้ “มิเชลล์ล่ะเพคะ”
“นังต่างชาติคนนั้นน่ะหรือ…ชะตากรรมเดียวกับนางอะมีนานั่นแหละ พวกเดียวกันนี่”
ฟารีดาปิดปาก ตาเบิกโพลง “ต้องฆ่าใครอีกกี่คน…ฮะ..ต้องฆ่าใครอีกกี่คนเพคะ”

ฟากทหาร 2 คน ยืนสั่นเทาอยู่หน้าห้องพระศพองค์อาหเม็ด มองหน้ากันเลิกลัก
“ถ้าพระอนุชารู้” คนหนึ่งว่า
“ตายเหมือนกัน” อีกคนบอก
แล้ว 2 คน เชือดคอตัวเองทันที เป็นเวลาเดียวกับ ทหารของโอมานอีกคนเปิดประตูเข้ามาพอดี

โอมานเปิดประตูออกมา ฟารีดาฟุบกองอยู่กับพื้นในห้อง
“อย่าคร่ำครวญนัก..รำคาญ”
ฟารีดาเหลียวมองสายตาฉ่ำนองด้วยน้ำตา
โอมานบอก “จวนจบแล้ว สวมมงกุฎราชินีวันไหนแล้วจะรู้” พร้อมกันนั้น ก็เปิดประตูออกมา “พวกเจ้า”
นางกำนัล นางข้าหลวง 2 - 3 คนอยู่หน้าห้องตัวสั่นไปหมดสิ้น
“เฝ้าเจ้าหญิงไว้ ถ้าให้หนีไป ทุกคนคอหอยขาดอย่างนางอะมีนา”
ข้าหลวงตกใจกันทุกคน แล้วเลี่ยงเข้าห้องเจ้าหญิงไป

โอมานออกเดิน มุสตาฟาลากทหารคนหนึ่งเข้ามา พร้อมกับเอ่ยขึ้น
“ข่าวร้ายเจ้าชาย”
“อะไร” โอมานจับด้านมีดรูปโค้งในฝักที่ห้อยข้างตัว
มุสตาฟาบอก “พระศพหาย”
“หา..ว่าอะไร..ไอ้ถ่อย”
มุสตาฟาจับตัวทหารเหวี่ยงมาฟุบตรงหน้า “มันเฝ้าอยู่ รายงานมาจากวังหลวง”
“มึงว่าไป” โอมานจ้องตา
“ข้าพุทธเจ้าเห็นแก่ตา พระศพหาย”
โอมานชักดาบ ปาดคอคนพูด ล้มโครม ไม่มีเสียงร้อง
“สั่งกุดหัวไอ้เวรยาม ห้องบรรทม”
“พวกนั้นชิงฆ่าตัวตายแล้ว มันกลัว” มุสตาฟาบอก
“วิทยุบอกให้ทั่ว ตามให้ได้” โอมานประกาศก้อง

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณลานจอดเครื่องบินแห่งหนึ่ง มีเฮลิคอปเตอร์จอดอยู่ แลเห็นทหาร 3-4 คน
ช่วยกันแบกพระศพ โดยมีนายพลมุสกัต และทหารคุ้มกันอยู่ ทุกอย่างรีบเร่ง พอเรียบร้อย

ทุกคนวิ่งขึ้นเรือบินรวดเร็ว พริบตานั้นแลเห็นเรือบิน ทะยานบินขึ้นจากพื้นดินอย่างเร็วและแรง

ที่วังเจ้าหญิงสุไบดา พระมารดาของชารีฟ รู้เรื่องกบฏกันแล้ว ทั้งนิชานางกำนัลคนสนิท ข้าหลวงทั้งปวง และทหารชั้นผู้ใหญ่ 2 คน อยู่ด้วยกัน ทุกคนหน้าเครียด

สุไบดาถามเสียงดังมาก “กบฏ เกิดกบฏขึ้นจริงหรือ”
“จริงพระเจ้าค่ะ พวกเราได้รับคำสั่งให้มาอารักขาวังเจ้าหญิง”
“โอมานใช่มั้ย” สุไบดาถามทันที
ทหารทั้งสามคนมองตากัน สีหน้าบ่งบอกว่าใช่
สุไบดาถอนใจ “จนได้...ขอบใจ ฉันไม่ไปไหนหรอก จะอยู่ที่นี่ โอมานจะส่งทหารมาทำอะไร ท่านก็ดูแลให้ด้วยแล้วกัน”
“อย่าให้เลือดตกมากนัก ไม่ไหวก็ยอม...อย่าเสี่ยงชีวิต” ไบคานเตือน
ทหารทำความเคารพ “เป็นความกรุณา”
ไบคานสีหน้าไม่ดีเลย ทหารทั้งปวงทำความเคารพ ออกไป
“คงไม่เหลือรอดชีวิตมาหรอก โอมานหรือจะปล่อยไว้” สุไบดาว่า
“ขอร้องนะ...น้องหญิง อย่าสู้กับโอมาน พวกข้าราชบริพารจะตายกันหมด”
“ไม่ทราบเหมือนกันนะท่านพี่ อดใจไม่ค่อยได้เวลาพบหน้าโอมาน หน้าแม่มันลอยมาทุกที ผู้หญิงอะไรขี้ริ้วน่าเกลียด ไม่รู้ว่าพี่ชายเราเอาเป็นเมียได้ยังไง นิสัยยิ่งน่าเกลียด ยิ่งกว่าหน้าตาอีก”
“ชารีฟอยู่ไหน”
“ไม่ต้องห่วงชารีฟ น้องเชื่อว่าชารีฟเตรียมการป้องกันไว้แล้ว”
สุดาบันพูดปลอบใจตัวเอง แต่สีหน้ากังวลมาก ไบคานลุกมา แตะมือปลอบโยนเบาๆ สุไบดาอ้อนวอนพระเจ้า
“อัลเลาะห์คุ้มครองลูกด้วย...ชารีฟ”
ขณะที่สุไบดาพูดกันกับสามี บรรดาข้าหลวงทั้งปวงยืนฟังเงียบๆ หน้าตาวิตกกังวลบ้าง กลัวบ้าง

ที่ห้องบัญชาการของเจ้าชายโอมาน พลวิทยุกำลังฟังวิทยุรายงานเสียงครืดคราดๆ โอมานโผล่พรวดเข้ามา มุสตาฟาตามติด
“วิทยุบอกให้ทั่ว ตามจับพันเอกชารีฟให้ได้ มันแน่ๆ ที่เป็นตัวการขโมยพระศพ” โอมานคำรามก้อง
พลวิทยุ 2 ฟังวิทยุ หน้าเครียดแล้วผงะ “มีรายงานอีกแล้วพะยะค่ะ”
“ว่าไง”
พลวิทยุ 2 รายงาน “มีเครื่องบินขึ้นทางทิศตะวันตก ไม่ปรากฏสัญชาติ ทหารที่คุ้มกันสนามบินถูกฆ่าตาย มีคนเห็นนายพลมุสกัตด้วยพระเจ้าค่ะ สงสัยว่าจะเป็นการโยกย้ายพระศพแน่นอนพระเจ้าค่ะ”
โอมานแค้นคั่ง กราดเกรี้ยว “ไอ้มุสกัต มันมาจากชายแดนได้ทันเวลารึนี่ ต้องเป็นไอ้ชารีฟ ที่ร่วมมือกัน จับมันให้ได้”
โอมานประกาศก้อง
ฝ่ายเจ้าหญิงฟารีดาบอกนางกำนัล
“ใครไปดูครูกลับมาหรือยัง”
หัวหน้านางกำนัลเปิดประตูเข้ามาพอดี “ครูหายไปจากห้องเพคะ”

ตรงทางไปตึกเหลืองซึ่งอยู่ริมหน้าผา ริมทะเลทราย มิเชลล์ในรองเท้าแตะหรูหรากรุยกรายวิ่งเร่งร้อนมาตามทางเส้นนั้น ลัดเลาะไปตามต้นปาล์ม
ครู่ต่อมามิเชลล์วิ่งไม่คิดชีวิต สะดุด เซถลาหกล้มหกลุก มิเชลล์สะดุดอีก ล้มกลิ้ง
มิเชลล์ลุกขึ้นมา น้ำตาเต็มตา สลัดรองเท้าคู่หรูทิ้งไป แล้ววิ่งต่อแนบ
หะยีเดินตามมาอีกทาง แล้วชะงัก เห็นรองเท้ามิเชลล์ทำหล่นไว้ มันยิ้มแสยะ หยิบรองเท้าขึ้นมาดู แล้วเขวี้ยงทิ้ง รีบตามไป
มิเชลล์วิ่งต่อ หยุดหอบครู่หนึ่ง สายตามองไปข้างหน้า เห็นตึกเหลืองทะมึนอยู่ใกล้ๆ แล้ว ในแสงจันทร์ มิเชลล์สูดลมหายใจฮึดสู้ วิ่งต่อไป
จังหวะนี้ มี 2 ทหาร เดินสูบบุหรี่คุยกันโขมงโฉงเฉงมา มิเชลล์สะดุ้งรีบกระโดดหลบหลังก้อนหิน 2 ทหารเดินต่อไป ตามทางที่มิเชลล์มา หะยีโผล่มาเกือบชนกับ 2 ทหาร
2 ทหารรีบทำความเคารพ หะยีถามอะไรบางอย่าง แต่ 2 ทหารมองหน้ากันเลิกลัก แล้วส่ายหัว ไม่รู้ไม่เห็น หะยีโกรธ ฟันเสียทั้งสองคนล้มคว่ำตายต่อหน้า
“ไอ้โง่ โง่ระยำทั้งสองคน”
มิเชลล์โผล่พรวดมาแล้วจะวิ่งต่อ แต่เห็นหะยีโผล่มา มิเชลล์ผงะทิ้งตัวราบหลบลงกับพื้น หะยีก้าวดุ่มๆ ผ่านไป
มิเชลล์กลัวจัดทำอะไรไม่ถูก แล้วตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางไปอีกมุมหนึ่ง

ขณะเดียวกันที่วังเจ้าหญิงสุไบดา มีทหารชั้นผู้ใหญ่เดินเข้ามา ทำความเคารพแล้วลงนั่ง สีหน้าเคร่งเครียด
“องค์อาหเม็ดสิ้นพระชนม์แล้ว”
สุไบดาตะลึง ปิดปากที่กำลังจะร้องเสียงดัง แล้วข่มอารมณ์สุดแรงเกิด
ไบคานสงบอารมณ์ “แน่ใจหรือ”
“ข่าวมาถึงสักครู่” ทหารบอก
“เรายังไม่เชื่อ จนกว่าเราจะเห็นด้วยตา ทำอย่างนี้ก็หลอกกันได้ เพราะจะได้ข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม” สุไบดาว่า
ทหารทั้งปวง ทำความเคารพแล้วไป ข้าหลวงทั้งหมด หน้าตาไม่เป็นหน้า ลุกฮือกลับ
“ไม่ต้องกลัว ยังไงเขาไม่มาฆ่าพวกเจ้าหรอก” สุไบดาสบตากับไบคาน แล้วแค่นหัวเราะ “วังนี้ถ้าจะมีใครตายก่อนก็เป็นเรานั่นแหละ”
“ท่านพี่...ไปส่งวิทยุให้น้องหน่อย”
“ถึงใคร”
“น้องคิดว่าชารีฟต้องหนี...ท่านพี่ส่งวิทยุไปถึงพ่อค้าอูฐ ลูกน้องท่านพี่” สุไบดาบอก
ไบคานเห็น “โอ...จริง เขาจะออกเดินทางคืนนี้”
“ถ้าชารีฟจำเป็นต้องหนี พ่อค้าอูฐลูกน้องท่านพี่คนนี้แหละ จะได้ช่วยเร็ว...ท่านพี่”

ภายในตึกเหลือง ที่พักของชารีฟเวลานั้น ชารีฟ การิม และทหาร 2 คน อยู่ด้วยกัน ฟังเสียงจากวิทยุประกาศ
”องค์อาหเม็ดสิ้นพระชนม์แล้ว มีผู้ลอบประชนม์องค์อาหเม็ด”
ชารีฟตะลึงงันมาก นัยน์ตาแดงกล่ำขขึ้นมา สั่นสะท้านไปทั้งตัว และฉับพลันลุกขึ้น ตั้งท่าจะเผ่นออก การิมเข้ารวบตัวไว้ ชารีฟดิ้นรนร้อง “ปล่อย” แต่การิมจับไว้มั่น จนชารีฟสงบลง ก้มหน้าต่ำนิ่งอยู่ สักครู่ลุกขึ้นอย่างแรง
ชารีฟทุบโต๊ะปัง “ไหนฝ่ายข่าวลับบอกว่าโอมานจะลงมือหลังจากองค์อาหเม็ดกลับจากฟาอัคได้ 3 วันไง”
“โอมานเปลี่ยนเวลาฉับพลัน ไม่ทราบว่าได้ข้อมูลอะไรมา”
ชารีฟขมวดคิ้วจนมุ่น “เป็นเรื่องที่องค์อาหเม็ดจะตั้งเจ้าชายอับดุลลาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนโอมานแน่ๆ ใช่แล้ว...”
ชารีฟครุ่นคิด นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตอนนั้นชารีฟมองหน้าข้าราชการไส้ศึกของโอมาน
ชารีฟมั่นใจสีหน้าแค้นจัด
“เจ้าชายอับดุลลาเลี้ยงไส้ศึกของโอมาน ส่งข่าวแจ้งไป อิชฟาอัคให้ระวังพระองค์” ชารีฟบอกทหาร 2 คน
“รับปฏิบัติ” ทหาร 1 รับแข็งขัน
“อีก 10 นาทีนะท่านราชองครักษ์” ทหาร 2 หยุดชะงัก
เสียงวิทยุประกาศข่าวด่วน “ประกาศด่วน ผู้ก่อการกบฎและปลงพระชนม์องค์อาหเม็ด คือ ราชองครักษ์ชารีฟ คาดว่าจะหลบหนีออกนอกประเทศ ผู้ใดพบขอให้แจ้งจะมีรางวัลอย่างงาม”
ชารีฟขบกรามแน่น สีหน้าเจ็บช้ำ
“ท่านราชองครักษ์ ท่านพ่อของท่านจะส่งข่าวเส้นทางการหนีของท่านในอีก 10 นาที” การิมดูนาฬิกา
ชารีฟวางมือบนบ่าการิม “การิม เจ้าก็หาทางหนีไปอีกทาง อย่าอยู่กับฉันเลย จะเป็นอันตราย”
“ไม่ ผมจะอยู่กับท่านจนถึงที่สุด”
“ไม่จำเป็น มากคนยิ่งเป็นอันตราย หนีไป โอมานไม่ตามเจ้าหรอก พระอัลเลาะห์จะบันดาลให้เราพบกันอีก”
การิมสบตาชารีฟ สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“อัลเลาะห์คุ้มครองเจ้า” ชารีฟแตะบ่า การิมออกไปอย่างรวดเร็ว
ชารีฟขยับตัวรวดเร็ว หยิบสร้อยห้อยเหรียญใส่คอแล้วเอาใส่ในอกเสื้อ หยิบมีดปลายโค้งงอขึ้นมาเหน็บที่เอว
เสียงวิทยุ ประกาศ “หนึ่ง...สอง...หนึ่ง...สอง” เสียงแผ่วเบามาก
ทหาร 1ปราดมาที่วิทยุ “สอง...หนึ่ง...สอง...หนึ่ง” เสียงแผ่วเบาเหมือนกัน
“อูฐที่สั่งซื้อจะมาถึงเมืองไฮไดดะ ให้ไปรับได้พ่อตีขี่ม้าขาวตัวแรก”
ทหาร 1ถาม “มาถึงเวลาอะไร”
“ตี 4” เสียงตัดสายดังฉับ
ทหาร 1 ฉุน “วะ...ยังไม่ทันรู้เรื่อง”
ชารีฟวางมือบนบ่า ทหารหันไปคำนับ
“ทำไมจะไม่รู้เรื่อง เราจะต้องไปเมืองไชโดดะ กับพ่อค้าอูฐ ออกเดินทางตี 4”
ทหาร 1 ก้มหัวรับคำ
“เจ้าสองคนหาทางกลับไปบ้านบิดาเรา เรียนท่านว่าเราจะไปตามเส้นทาง ที่ท่านจัดให้ และวันหนึ่งจะกลับมาหาท่าน”
ทหาร 2 คน ซาลามต่ำ
ชารีฟจับบ่าทั้ง 2 คน “อัลเลาะห์คุ้มครอง”
สองทหารพึมพำเบาๆ “อัลเลาะห์คุ้มครองท่าน”
สองคนไปอย่างรวดเร็ว
ชารีฟยืนนิ่งสักครู่ สีหน้าปวดร้าวมากคิดถึงอาหเม็ด สีหน้าแค้นจัด เสียงประกาศว่า
”องค์อาหเม็ดสิ้นพระชนม์แล้ว มีผู้ลอบประชนม์องค์อาหเม็ด” ดังก้อง
ชารีฟสะบัดหน้า รีบออกจากห้อง แล้วหยุด แล้วมองไปทางวังฟารีดา นิ่งคิด
ภาพมิเชลล์ ต่างๆ ที่เคยได้พบกัน ผ่านเข้ามาในความคิดเหมือนสายฟ้าแลบ
ชารีฟสะบัดความคิดถึงทิ้ง พึมพำเบาๆ
“อัลเลาะห์คุ้มครองเธอ มิเชลล์”
จากนั้นชารีฟก็ก้าวออกไปทันที

มิเชลล์วิ่งปนคลานกระเสือกกระสนมาตามทางมืดสนิท จนสักพักไม่มีใคร บรรยากาศเงียบสงัด มิเชลล์ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นมอง ด้านหลังของตึกเหลืองตั้งอยู่เบื้องหน้า
มิเชลล์สูดสมหายใจลึก เช็ดน้ำตา รีบวิ่งต่อไป ทันใดนั้นร่างสูงทะมึนร่างหนึ่ง โผล่พรวดมารวบตัวมิเชลล์แน่น ปิดปากหมับ

มิเชลล์ตาโตเหลือกลาน ร่างนั้นลากมิเชลล์ พาเข้าไปหลังพุ่มไม้ข้างทางจนได้

อ่านต่อตอนต่อที่ 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...