xs
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 2

เผยแพร่:

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 2

เช้าวันนั้น แลเห็นขบวนรถเสด็จขององค์อาหเม็ด เจ้าผู้ครองนครฮิลฟารา เมืองกลางทะเลทรายแห่งนี้ แล่นมาที่ถนนหน้าวัง โดยมีรถมอเตอร์ไซค์นำขบวน รถพระที่นั่งแล่นมา มีรถตามมาเป็นขบวน รถพระที่นั่งจอดหน้าวัง รถขบวนจอดตาม พวกทหารใหญ่รอรับเสด็จอยู่

รถทหารมหาดเล็กองครักษ์ที่ตามรถขบวนเสด็จจอดลงอย่างเร็ว ทุกคนลงมาจากมารถอย่างว่องไว เพื่อคอยรับเสด็จ องค์อาหเม็ดดำเนินลงจากรถ ทหารทำความเคารพ พันเอกชารีฟอยู่ด้วย องค์อาหเม็ดทักทายผู้คน 2-3 คน แล้วเสด็จขึ้นตำหนัก
ชารีฟ และบรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ตามเสด็จ

ห้องโถงอันใหญ่โตกว้างขวางว่างเปล่า ก่อนจะมีเสียงทหารตบเท้ากันเข้ามาพรึ่บพรับพร้อมเพรียง ทหารเดินเข้าเป็นระเบียบ แล้วมายืนตรงเป็นแถว
องค์อาหเม็ดดำเนินออก แต่งตัวเต็มยศเหมือนไปงานใหญ่ ชารีฟตามมาใกล้ๆ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทุกคนเดินตามมาห่างๆ
องค์อาหเม็ดเดินมาอย่างงามสง่า สมเป็นฉากเปิดตัว เดินผ่านทหารทำความเคารพเป็นลำดับไป
สักครู่องค์อาหเม็ดหยุด สีหน้าครุ่นคิด หันองค์ไปมองชารีฟสบตากันแรงๆ ชารีฟเดินเข้ามาจนใกล้ ทำความเคารพ
“พระเจ้าค่ะ”
อาหเม็ดตรัสเสียงเบา นัยต์ตามองไปทางอื่น เหมือนพูดเรื่องไม่สำคัญ “ไม่เห็นโอมาน”
ชารีฟทูลตอบสีหน้าเป็นนัย “พระเจ้าค่ะ”
องค์อาหเม็ดสบตากับชารีฟอีกครั้ง สายตาบอกซึ่งกันและกันว่ามีบางอย่างไม่ปกติเกิดขึ้น สักครู่องค์อาหเม็ดเปลี่ยนเสียงให้เป็นปกติแกมร่าเริง “ตามมาชารีฟ เราอยากรู้เรื่องนางคนสวยที่เกซาห์”
ชารีฟซาลามต่ำ องค์อาหเม็ดดำเนินต่อไป ชารีฟตามเสด็จ

ไม่นานต่อมา ชารีฟนั่งหันหลังให้องค์อาหเม็ดซึ่งประทับนิ่งอยู่ภายในห้องทรงสำราญ สักครู่องค์อาหเม็ดหันมาหาตรัสถาม
“ชารีฟเห็นตัวนางแล้วรึ”
“เห็นแล้วพระเจ้าค่ะ นางสวยการศึกษาดี ฐานะดีมากพระเจ้าค่ะ”
อาหเม็ดพอพระทัย
“ลูกใคร”
“นางเป็นลูกสาวเศรษฐีแห่งเมืองเกซาห์พระเจ้าค่ะ”
“นางทำอะไร”
“นางจบมาจากปารีส ตั้งโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสในบ้าน”
“อา...นางมีจิตใจดีอย่างนั้น เรา...อาหเม็ดก็ปรารถนาในตัวนางเป็นอย่างยิ่ง นางตั้งโรงเรียน...สอนคนเดียวหรือ”
“นางมี...เอ้อ...ครูคนอื่น” ชารีฟกราบทูล
“ครู...คนบ้านเจ้ารึ ภาษาฝรั่งเศสเรียนจนสอนได้ นี่ไม่ใช่เรียนมาน้อยๆ นะ หรือว่าไงชารีฟ”
“พระเจ้าค่ะ!”
อาหเม็ดตรัสต่อ “จะว่ายังไงก็ตาม เจ้ามีหน้าที่จัดการให้เราได้ลูกสาวเศรษฐีเกซาห์นั้น”
“พระเจ้าค่ะ” ชารีฟน้อมรับสั่ง
“ตกลงนางสอนกับใคร ใครช่วยนาง”
“มีเพื่อนชาวฝรั่งเศสมาช่วยคนนึง พระเจ้าค่ะ” ชารีฟทูล
“เจ้าเคยเห็นมั้ย”
“เคยเห็นพระเจ้าค่ะ” ชารีฟทูล
“สวยมั้ย” อาหะเม็ดถามทันควัน
ชารีฟกำลังจะตอบ “ก็...”
“ไม่เป็นไร คนนี้ก่อน ลูกสาวเศรษฐีแห่งเกซาห์เสียก่อน” อาหเม็ดตรัสตัดบท

วันรุ่งขึ้น มีข้าราชการและเจ้านายชั้นผู้ใหญ่มาจากองค์อาหเม็ด 2 คน มาพบท่านเศรษฐีที่คฤหาสน์ พ่อ และ แม่แคชฟียาให้การต้อนรับอยู่ที่ห้องโถงบ้าน มีคนรับใช้หญิงคอยดูแล อย่างนอบน้อม
ทั้งหมดนั่งเจรจา เจ้านาย 2 คน มาจากวัง เพื่อมาสู่ขอแคชฟียาให้องค์อาหเม็ดนั่นเอง การเจรจาเป็นไปด้วยดี พ่อ กับแม่ แคชฟียา มีกิริยาท่าทางอ่อนน้อมมาก
“อีก 3 วันจะคอยคำตอบว่าท่านจะยกลูกสาวให้ตามที่มีพระประสงค์หรือไม่” เจ้านายคนแรกสรุป
เจ้านายอีกคนเสริม “องค์อาหเม็ดพระทัยร้อน ไม่อยากคอยนาน”

ไม่นานต่อมา ที่อีกบริเวณหนึ่งในบ้าน พวกน้องผู้ชายเล่น คุยกันเสียงดัง น้องผู้หญิงดูเล่นตุ๊กตาสวยๆ กันไป ท่านเศรษฐีผู้พ่อ นั่งนิ่งอยู่
จู่ๆ เสียงแหลมสูงของแคชฟียาก็แหวขึ้นมา
“อะไรนะแม่ สู่ขอลูก...สู่ขอลูก เรื่องตลกหรือเปล่า”
แม่สะดุ้งตกใจถอยออกไปไกล เรียกหาพ่อทันที “ท่านพี่”
“เป็นหน้าที่มารดา ที่จะกล่อมเกลาลูกสาว” ท่านเศรษฐีลุกออกไปทันที
แม่นั่งคุยกับลูกสาวต่ออีกหลายคำ แคชฟียาโต้ทุกประโยค
จนสุดท้ายแม่บอก “แม่ถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดของครอบครัว ถ้าลูกตกลง เป็นสนมขององค์อาหเม็ด ลูกจะมีลูกถึง 6 คน ตามคำทำนาย”
แคชฟียาทำหน้าสยดสยองมาก พึมพำงึมงำ “ลูก 6 คน”
“ลูกจะได้เป็นราชินีแน่นอน”
แคชฟียาลุกเนือยๆ หันมาทางแม่ นัยน์ตาสวยคมวาววับขณะตอบ
“ลูกไม่ตกลง ไม่มีวันตกลงเป็นนกอยู่ในกรงทอง”

ท้องฟ้ายามเช้า พระอาทิตย์ส่องแสงสีทองสวยงามอย่างที่มิเชลล์ไม่เคยเห็นมาก่อน เวลาผ่านไป มิเชลล์เริ่มภารกิจเช้านี้ กำลังสอนเด็กๆ อยู่ แคชฟียามาหาถึงในห้องเรียน
“มิเชลล์วันนี้พอแล้ว ไม่ต้องสอนต่อ”
“ไม่ได้ แคชฟี่ ยังไม่หมดเวลา”
“พอ...” แคชฟียาตบมือไล่ “ไปให้หมด เลิกเรียนแล้ว” เด็กนักเรียนงง แคชฟี่ไล่ช้ำ “บอกให้ไป”
คราวนี้เด็กๆ วิ่งกรูออกไปเสียงเกรียวกราว
“แคชฟี่ ทำไม...” มิเชลล์ตกใจมาก
“มิเชลล์ ไปเตรียมตัว ฉันต้องพบโรแบร์ให้ได้”

แคชฟียาบอกอย่างหมายมาด
ไม่นานต่อมา แคชฟียากับมิเชลล์ ก้าวลงจากรถช้าๆ นุ่มนวล แคชฟียากวาดสายตามองหาโรแบร์จนเจออยู่ตรงมุมหนึ่งของตลาด

“อยู่นั่น มิเชลล์โบกมือเร็ว โบกมือให้มานี่”
มิเชลล์หน้างงๆ แต่ก็พยายามโบกด้วยท่าทีน่าขัน
“แคชฟียา แคชฟียา” เสียงคนเรียกซะเสียงดัง
แคชฟียากำลังจะเดินไปหาโรแบร์ ต้องชะงัก หน้าบึ้งทันที
“พวกบ้านทางใต้ เบื่อจริง”
แคชฟียาเดินไปหาญาติบ้านใต้ที่เรียกเสียงดัง มิเชลล์เดินห่างออกไปหาโรแบร์

สองคนอยู่ด้วยกันในอีกมุมหนึ่ง โรแบร์เอ่ยขึ้น
“ถ้าคุณจะเมตตา ผมมีเรื่องจะบอกคุณ”
“เรื่องอะไรคะ” มิเชลล์ยังยิ้มแย้มอยู่
“ผม..ผมเพิ่งรู้ตัว ว่าผมคิดผิดที่มาหลงแคชฟี่”
มิเชลล์ตกใจ “โอ...โรแบร์”
“ผมเบื่อความยุ่งยาก การลักลอบพบปะ เบื่ออุปสรรคเรื่องประเพณี แคชฟี่กับผม เราแตกต่างกันมาก”
“แต่คุณ...ก็รักแคชฟี่มากนี่คะ”
“ใช่ แต่ ตอนนี้ ความรักมันหมดไปแล้ว”
“อะไรกัน…โรแบร์” มิเชลล์ทั้งตกใจแลผิดหวัง มองมาอย่างตำหนิ “กะแค่อุปสรรค์แค่นี้ ก็ทำให้ความรักของคุณหมดไปได้เหรอคะ แคชฟี่รักคุณมากนะคะ”
โรแบร์พูดด้วยท่าทางจริงจังมาก
“ตอนที่ผมรักแคชฟี่ผมก็รัก แต่ขณะนี้ผมรักคนอื่น ผมก็รักคนอื่น”
“คุณ...คุณรักคนอื่นแล้ว แล้วคุณมาทำอะไรที่ประเทศนี้ เรากำลังจะทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยกัน แต่คุณก็มาทำให้โครงการของเราพังทลายหมด พอตอนนี้แคชฟี่มีความหวังว่าจะแต่งงานกับคุณ แล้วจู่ๆ คุณก็มาบอกว่า คุณมีคนอื่น บ้าที่สุด”
“ใช่ มันบ้า…แต่ผมต้องบอกคุณว่า ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร…” โรแบร์จ้องมิเชลล์เขม็ง
“ฉันไม่ต้องการรู้ คุณพูดกับแคชฟี่เองก็แล้วกัน ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว” มิเชลล์เดินหนี
โรแบร์เดินตาม เรียก “มิเชลล์ มิเชลล์”
มิเชลล์มองหาแคชฟียาโรแบร์วิ่งมาจนทันถึงตัว
“มิเชลล์ คุณต้องรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร”
มิเชลล์ฉุนมากขึ้น “เอ๊ะ โรแบร์ หน้าไม่อายเที่ยวประจานความผิดตัวเองให้คนอื่นฟัง”
“คุณไม่ใช่คนอื่น…คุณคือผู้หญิงคนนั้น” โรแบร์บอก
มิเชลล์ตกตะลึง ยืนตัวแข็งเป็นหิน
“มิเชลล์ มันนานพอดูนะ กว่าที่ผมจะรู้ว่า ความคิดที่ตรงกันเป็นเชือกเส้นใหญ่ที่จะผูกมัดคนให้รักกัน ไม่ใช่ความสนุก ไม่ใช่การไปเที่ยวด้วยกัน ไม่ใช่สัมผัสซึ่งกันและกัน มันแค่นี้” โรแบร์ชี้ที่หัวใจตัวเอง
มิเชลล์นิ่งอึ้ง ใจสับสนหนัก
“ผมชื่นชมในความคิดของคุณ ความมุ่งมั่นของคุณ คุณเป็นผู้หญิงที่มีค่า”
มิเชลล์เริ่มได้สติและเตือนสติโรแบร์บ้าง“แล้วแคชฟี่ล่ะ คุณจะเอาแคชฟี่ไปไว้ที่ไหน คุณจะบอกเธอยังไง”
“คุณก็รู้…ว่าผมกับแคชฟี่เข้ากันไม่ได้ เมื่อแคชฟี่อยู่ปารีส เธอน่ารัก แต่อยู่ที่นี่ เธอเจ้าอารมณ์ ชอบใช้อำนาจ ผมต้องการภรรยาที่มีความคิดว่าสามีภรรยาต้องเท่ากัน”
มิเชลล์ยืนอึ้ง คิดตาม เห็นใจโรแบร์
โรแบร์แตะมือมิเชลล์เบาๆ สุภาพ มองหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน มิเชลล์ลืมตัวปล่อยให้โรแบร์จับค้างไว้อย่างนั้น
สองคนไม่รู้ว่า แคชฟียายืนนิ่งอยู่ในเงามืด ห่างไปราว 2 เมตร จดสายตาจ้องมองมาด้วยนัยน์ตาคมกริบ

ไม่นานหลังจากนั้นแคชฟี่เดินกรุยกรายมาจนถึงในห้องโถงที่ตั้งถาดแก้ว แจกันแก้ว เครื่องแก้วเจียระไนจากยุโรปสีสวยงาม ซึ่งล้วนเป็นของเก่าแอนทีค แล้วมาหยุดยืนนิ่งร้าวรานใจ ใบหน้าสวยเฉี่ยวค่อยๆ ฉายความโศกเศร้าเสียใจสุดซึ้งออกมา
ทันใดนั้นแคชฟียาก็ระเบิดความรู้สึกอันรุนแรง กวาดเอาชุดเครื่องแก้วทั้งชุดลงจากโต๊ะ กระเด็นตกแตกดังเพล้งกระจัดกระจาย แคชฟี่ยืนจังก้าแค้นจัด
ติเยาะมาโผล่เห็นพอดี ตกใจร้องว๊ายเบาๆ แล้วรีบเอามือปิดปาก
แคชฟียาด้ยินเหลียวขวับมา “มีอะไร นังติเยาะ”
“คุณแม่คุณ ให้...ให้ มาตามคุณ ไปพบคะ” ติเยาะอึกอักลนลานจัด
“งั้นเหรอ ขอบใจนะ” แคชฟียายิ้มแจ่มใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะเดินเชิดออกไป
ติเยาะอกสั่นขวัญแขวน แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปเก็บกวาดแก้ว

วันแล้ววันเล่า โรแบร์ตั้งตาคอยอยู่ที่ตลาด คอยๆๆ ท่าทางสลดลงทุกที

จนวันนี้ สองสาวยืนพูดกันอยู่ที่ประตูซึ่งเปิดอ้าอยู่ ลักษณะมิเชลล์ถูกแคชฟียาผลักออกมา
“ฉันไม่ไป”

มิเชลล์ยืนกรานหนักแน่น
แคชฟียาเข่นเขี้ยวอารมณ์ขึ้นมาเป็นริ้วๆ ทีละน้อยๆ กลายเป็นแค้นจัด มิเชลล์จะปิดประตู แคชฟียาผลักออกเต็มแรง

“ไปกับฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่”
“ฉันบอกให้ไป” แคลฟียาผลักเต็มแรง
มิเชลล์ย้ำคำเดิม “ไม่”
แคชฟียานัยน์ตาลุกวาว “แกเป็นลูกจ้างฉันนะ”
มิเชลล์ตกตะลึง “แคชฟี่”
ไม่เท่านั้นแคชฟียาเข้ามาตบตีดึงทึ้งอย่างรุนแรง “ไป...ไปเดี๋ยวนี้ บอกให้ไปกับฉัน”
“แคชฟี่ เธอบังคับฉันไม่ได้ ฉันไม่มีวันไป”
มิเชลล์จับตัวแคชฟี่ลุ้นให้ออกไปจากห้องด้วยกำลังแรง ปิดประตู

แคชฟียาเดินมาจากข้างบน หน้าตาขุ่นมัวมาก ตั้งใจจะออกมาหน้าบ้าน แต่ใจนึกว่าจะออกไปได้ยังไง เดินไปเดินมาคิดหาทาง พวกคนใช้สาวๆ เดินมา ทำความเคารพ แคชฟี่ไม่สน
สักครู่ แคชฟียาจะเดินเข้าตึก เห็นเด็กชายอาหมัด ลูกชายคนงาน 1 ในนักเรียนของมิเชลล์ มายืนชะเง้อเมียงมอง มือถือจดหมาย
“อาหมัด…จะหาใคร”
พออาหมัดเห็นแคชฟียา หันหลังกลับ วิ่งหนีรีบเอาจดหมายใส่กระเป๋ากางเกง
เสียงดุดันกราดเกรี้ยวของแคชฟียาดังตามหลังมา “หยุดเดี๋ยวนี้นะ มานี่”
แคชฟี่ลากอาหมัดมาตีหลายทีที่แขน
“มีอะไรปิดบัง บอกมา”
อาหมัดส่ายหน้าร้องไห้เสียงดัง
แคชฟียาตบไปอีก 2 ที “เจ้าปิดบังอะไรบอกมา” เห็นเด็กชายเงียบ แคชฟี่ยิ่งบันดาลโทสะตบอีกอีกเปรี้ยง ค้นตามตัวแล้วหยิบจดหมายจากกระเป๋ากางเกงอาหมัดออกมา
“ใคร...ใครให้เอามาให้ใคร”
อีกสักครู่หนึ่ง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ขณะมิเชลล์กำลังเล่นพิณอยู่ในห้องพัก หล่อนรีบลุกไปเปิดให้ เห็นอาหมัดในสภาพหน้าตาเลอะเทอะน้ำตามีเลือดกำเดา มอมแมม ยืนกลัวๆอยู่
“อาหมัด เป็นอะไรเนี่ยอาหมัด ใครทำ” มิเชลล์ตกใจมาก
อาหมัดยัดจดหมายใส่มือมิเชลล์แล้วรีบไป สภาพจดหมายยู่ยี่มาก มิเชลล์เปิดจดหมายออกอ่านทันที
“ผมคอยคุณอยู่ มิเชลล์ มีเรื่องสำคัญมาก ถ้าคุณไม่ออกมาพบ ผมจะบุกเข้าไปถึงในบ้านแคชฟี่ มาพบผมที่โรงแรม...”

ไม่นานต่อมา มิเชลล์ก้าวเท้ารีบเร่ง ลงบันไดหน้าคฤหาสน์มา มิเชลล์อยู่ในชุดกระโปรงขาวดูงามเก๋ ถือกระเป๋าขาว มีหมวกขาวผูกโบว์ชมพูสวมอยู่ยิ่งดูงดงาม เธอรีบเร่งก้าวไปที่ประตูบ้าน
แคชฟียาซุ่มดูอยู่ที่ระเบียงชั้นบน โผล่หน้ามามองอย่างเคืองแค้น มองมิเชลล์ที่รีบร้อนออกประตูไปแคชฟียามองตามด้วยน้ำตาคลอ แล้วถอยพ้นไปจากตรงนั้น
“มันร่วมมือกันทรยศฉัน มันสองคนลืมแล้วว่าหัวขโมยของในร้านยังถูกตัดมือประจาน นี่มิเชลล์ แกขโมยหัวใจของฉันทั้งดวง ต้องแลกด้วยอะไร”
แคชฟียาคำรามในลำคอ

ติเยาะกำลังเช็ดเลือดกำเดาให้ลูกอยู่ตรงมุมหนึ่งบริเวณหลังคฤหาสน์ ท่าทางร้อนใจ เป็นทุกข์มาก
“บอกแม่สิ…บอกแม่....ใครทำลูก...หา อาหมัด ใครทำลูก
เด็กชายเอาแต่ส่ายหน้าร้องไห้ ติเยาะทายาให้ลูก
“ตรงนี้ก็เขียวไปหมด แกซุกซนไปชกกับใครมาหาอาหมัด”
จังหวะนี้ แคชฟียาก้าวเข้ามา อาหมัดเห็น ขยับถอยแอบหลังแม่ หน้าตากลัวจัด
แคชฟียาทำเป็นยิ้มหวาน “เป็นไง...อาหมัด...แกเจ็บมากไหม”
อาหมัดไม่ตอบ โผซุกอกแม่แน่น
“อย่าบอกใครนะ ถ้าแกปากสว่างจะโดนหนักยิ่งกว่านี้ จะถูกเฆี่ยนด้วยแส้แล้วเอาเกลือทาด้วย”
“ทำไมต้องทารุณด้วยล่ะ” ติเยาะซาลาม “ขอทีเถิด”
“หยุดปากโสมมของเจ้า นังติเยาะ”
“ลูกฉันเจ็บหนักนะเจ้าค่ะ”
“ดูในกระเป๋าของลูกแกอีกที”
ติเยาะหยุด หยิบเงินในกระเป๋าอาหมัดออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ทำหน้าอย่างนั้น หมายความว่ายังไง ไม่พอใจรึ” แคชฟียาจ้องหน้า
“ความเจ็บปวด ของลูกฉันไม่ขายเป็นเงินนะคะ คุณซื้อไม่ได้หรอก” ติเยาะวางเงินคืน ใบหน้าขมขื่นเสียใจ ทำท่าจะร้องไห้
แคชฟียาจ้องนิ่งอยู่สักครู่ แล้วฉวยเงินไป “จองหอง จนแล้วยังจองหอง อดตายเมื่อไหร่ถึงจะรู้”

แคชฟี่ไปแล้ว ติเยาะกอดอาหมัด ร้องไห้โฮๆ
ขณะเดียวกันที่ห้องอาหารในโรงแรมหรู มิเชลล์เจอโรแบร์แล้ว สองคนนั่งที่โต๊ะตรงมุมหนึ่ง มิเชลล์ตัดสินใจบอกเขาไปตามตรง

“โรแบร์ ฉันไม่ได้รักคุณ”
โรแบร์ผงะ ตกตะลึง
มิเชลล์บอกสำทับอย่างจริงจัง “ฉันยังไม่อยากมีพันธะค่ะโรแบร์ อย่าโกรธฉันเลย ฉันรู้ว่าคุณมีความตั้งใจจริง แต่ฉันยังพอใจกับชีวิตอิสระ ลืมฉันดีกว่าค่ะ โรแบร์”
“มิเชลล์” โรแบร์คราง จับมือหญิงสาว จดสายตาจ้องหน้าอยู่อย่างนั้น “ทั้งๆ ที่ผมกับคุณนั้นเหมือนกัน เราจะอยู่มีความสุข”
“เราจะไม่พบกันอีกนะคะ โรแบร์ ฉันจะนึกถึงคุณ ในฐานะของเพื่อนที่ดีคนนึง” มิเชลล์บีบมือตอบปลอบใจ
โรแบร์พยายามสบตาเว้าวอน
ทันใดนั้น ที่ประตูห้องอาหาร คณะของพันเอกชารีฟก้าวเข้ามา ชารีฟนำตามด้วยการิม และพวกนายร้อยในชุดทหารเต็มยศเดินพรึ่บพรับเข้ามาดูสง่างามและน่าเกรงขามมาก
ชารีฟสอดส่ายสายตาหาคนที่นัดแล้วชะงัก เมื่อสายตาไปประสบภาพมิเชลล์นั่งสบตาซึ้งเว้าวอนอยู่กับโรแบร์
ชารีฟชะงัก มองดูเฉพาะมิเชลล์ด้วยแววตาคมกล้า จังหวะเดียวกันมิเชลล์เองเมินจากโรแบร์ เงยหน้าขึ้น เจอสายตาชารีฟพอดิบพอดี มิเชลล์ชะงัก เธอพบว่าชารีฟมองมาอย่างเขม็งและเปิดเผย ดวงตาคมวาวดูดุเข้ม
ใบหน้าชารีฟในความฝันผุดขึ้นมาทันควัน
มิเชลล์ตกใจมากว่าเขาช่างเหมือนชายหนุ่มในความฝันอะไรอย่างนี้ เธอลุกขึ้นยืนพรวด
โรแบร์ตกใจถามว่า “เป็นอะไร” มิเชลล์ได้สติข่มใจนั่งลงอย่างเดิม
ชารีฟมองมิเชลล์อยู่อีกอึดใจ แล้วเดินต่อไปอีกมุมหนึ่งของร้าน ลูกน้องตามไปเป็นพรวน พวกบริกรวิ่งโค้งขวักไขว่
มิเชลล์ค่อยๆ หันไปมองอีก แล้วสะดุ้งวาบ เห็นชารีฟนั่งลง ปากพูดอะไรกับลูกน้องเบาๆ แต่ตาจ้องเขม็งมาที่มิเชลล์ จนมิเชลล์รีบหันหน้ากลับมา หน้าแดง มือสั่น จับแก้วน้ำสั่นๆ จนต้องรีบวางลง
“ใครคะโรแบร์ ผู้ชายคนนั้น”
“ราชองครักษ์ของกษัตริย์อาหเหม็ด” คำต่อมาโรแบร์บอกเบาๆ “เป็นที่ไว้ใจของพระองค์ที่สุดชื่อนายแพทย์พันเอกชารีฟ”
มิเชลล์ตะลึง “ทำไม…โอ...ทำไม”
ภาพความฝันทุกครั้งทุกคืน ผุดขึ้นมาในห้วงคิด
โรแบร์ฉงน “ทำไม…อะไรหรือ”
“เปล่า…ไม่…ไม่มีอะไร ฉันอยากกลับ ป่านนี้แคชฟี่อาจถามถึงฉันอยู่ก็ได้” มิเชลล์เสียงแผ่ว
โรแบร์มองงงๆ ชารีฟจ้องมิเชลล์เขม็ง
“ขอบคุณสำหรับอาหารกลางวันค่ะ โรแบร์”
โรแบร์สายตาละห้อย “ผมคงอยู่ที่นี่สักพัก แล้วจะย้ายไปอยู่อัฟริกาเหนือกับคุณอาอีกคน”
“ถ้ามีโอกาส ฉันอาจจะไปเยี่ยมคุณค่ะ ถึงตอนนั้นคุณอาจจะมีลูกหลายคนแล้วก็ได้” มิเชลล์บอก
“ขอบคุณ มิเชลล์ คุณพูดได้ตรงมาก” โรแบร์ยิ้มบางๆ
“ฉันไม่ชอบหลอกใครค่ะ ทั้งคนอื่นๆ และหลอกตัวเองด้วย”
“คุณคิดจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตหรือไง” โรแบร์ถามเสียงนุ่ม
มิเชลล์ยิ้มสงบ “ฉันอาจจะกลับไปบวชชีที่คอนแวนต์ค่ะ”
โรแบร์นั่งมองมิเชลล์ นัยน์ตาปวดร้าวเหลือแสน พยายามระงับอารมณ์
“ผมจะไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตได้พบผู้หญิงที่งามทั้งกายทั้งใจ ผมขอให้คุณพบกับคนที่รักคุณอย่างแท้จริง คนที่ทำให้คุณรักเขา คนที่จะคุ้มครองให้คุณมีความสุขตลอดไป” น้ำเสียงโรแบร์สั่นสะท้านขณะพูดคำต่อมา “ผมจะไม่ลืมคุณเลย มิเชลล์”
มิเชลล์จิตใจอ่อนไหวขึ้นมา ให้นึกสงสาร จึงแตะมือโรแบร์ที่วางบนโต๊ะเบาๆ เชิงปลอบประโลม
ทันใดนั้นเอง ชารีฟเดินนำคณะออกมาจากภายใน และต้องชะงักที่เห็นมิเชลล์กับโรแบร์จับมือกัน และมองจ้องอีกเขม็ง

ส่วนมิเชลล์เงยหน้าขึ้น เจอสายตาชารีฟที่จ้องเขม็ง ถึงกับชะงัก

อ่านต่อหน้า 2
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 2 (ต่อ)

สายตาคมเข้มของชารีฟที่จ้องมองมา ทำให้มิเชลล์ใจสั่นสะท้าน เอามือออกจากมือโรแบร์ทันที ชารีฟยังคงจ้องด้วยสายตาคมเข้ม แล้วเดินผ่านโต๊ะของมิเชลล์ในระยะใกล้มาก

ขณะชารีฟผ่านตัวมิเชลล์นั้น เกิดมีลมแรงพัดเข้ามาวูบหนึ่ง ผ้าคลุมสีดำของชารีฟ โบกสะบัดละผ่านมือของมิเชลล์ที่จับอยู่บนพนักเก้าอี้ เป็นสัมผัสเบาๆ บางๆ ในกันและกันโดยที่มิเชลล์นั่งตัวแข็งทื่อ
แล้วชารีฟก็ผ่านไป พร้อมการิม และคณะ

ไม่นานต่อมา โรแบร์กับมิเชลล์ ยืนร่ำลากันที่หน้าร้าน สองคนจับมือกันท่าทีใกล้ชิดอีกนิดหน่อย เฉพาะโรแบร์จับมือมิเชล์ มองหน้าอย่างซาบซึ้งเปิดเผย ส่วนมิเชลล์ได้แต่สงสาร ทอดยิ้มปลอบใจ
จังหวะนี้รถยนต์สีดำคันใหญ่แล่นผ่านไปช้าๆ มิเชลล์หันไปดูสบตาชารีฟที่นั่งอยู่ด้านหลัง ชารีฟหน้าเฉยเป็นหน้ากาก

มิเชลล์กลับถึงบ้านแคชฟียา เห็นติเยาะกวาดพื้นอยู่ จึงร้องเรียก
“ติเยาะ”
ติเยาะหันมามอง แล้วเดินหนี มิเชลล์เดินตามไปจนทัน
“อาหมัดเป็นยังไงบ้าง เลือดเขาออกมากนะที่จมูกน่ะ เขาไปต่อยกับใครมา”
ติเยาะเงียบก้มหน้า น้ำตาหยดเป็นสาย
“ใครต่อยเขาใช่มั้ย” มิเชลล์ถามซ้ำ
“ไม่มีใครต่อยมันนายหญิง” ติเยาะตอบแผ่วเบาดุจเสียงกระซิบ
“ถ้าอย่างนั้น เขาเคยมีเลือดออกทางจมูกบ่อยๆ หรือเปล่า”
“เปล่า”
“แล้วใครทำอะไรเขาล่ะจ๊ะ” มิเชลล์ฉงน อยากรู้มาก
ติเยาะ เอามือประสานกันแน่นยิ่งขึ้นขณะบอก “ลูกสาวของท่านผู้หญิง”
มิเชลล์ไม่เชื่อ “แคชฟี่รึ ไม่จริงหรอก”
“จ้ะนายหญิง ลูกชายของฉันเป็นคนรับจดหมายมาให้นายหญิง ลูกสาวท่านพบเข้าขอดู มันไม่ยอมให้ เพราะนายฝรั่งไม่ได้ฝากให้ท่าน คุณแคชฟียาก็เลยตบมันหลายที”
ติเยาะเล่าจนเห็นภาพเป็นฉาก ตั้งแต่แคชฟียาตีอาหมัด มือแย่งจดหมายของโรแบร์ ปากก็พูดว่า
“เอามานี่...บอกให้ส่งมา”
อาหมัดไม่ยอมบอก “นายฝรั่งให้นายหญิงคนสวย”
แคชฟี่ฟาดโครมเข้าไปที่หน้า จมูกเด็กชายเลือดไหลทันที แคชฟียาฉวยจดหมายมาอ่าน ก่อนจะคืนให้

เสียงของแคชฟียาเรียก “มิเชลล์” ดังขัดขึ้น มิเชลล์สะดุ้งหันไปหา
“เพิ่งกลับหรือมิเชลล์”
“ใช่”
“บอกฉันได้ไหมว่าไปไหนมา”
“เธอก็รู้แล้วนี่” มิเชลล์บอกเสียงเรียบ
แคชฟียาตาวาววับ “ใครบอกเธอ นังปากดีนั้นนะซี”
“ฉันเห็นเด็กถูกทำร้ายจนเลือดกำเดาไหลจึงถามเขา” มิเชลล์บอก
แคชฟียาตะโกนเรียกสาวใช้ชราเสียงดัง “ฮาน่า...”
ไม่มีใครตอบ แคชฟี่ฉุนเดินไปกดกริ่ง เสียงดังกังวานก้องทั่วคฤหาสน์
ฮาน่า พี่เลี้ยงเก่าแก่เดินงกๆ เงิ่นๆ ออกมา
“ฮาน่า บอกนางแม่ลูกสองคนนั่น ให้มันเก็บของและไสหัวออกไปจากบ้านของฉัน ภายในวันนี้ก่อนตะวันตกดิน อย่าให้ฉันเห็นมันแม่ลูกอีกต่อไป”
“นายหญิง” ฮาน่าพึมพำ ด้วยความตกใจ
“มีอะไรอีก” แคชฟีย่ามองเป็นเชิงถาม
“สองคนแม่ลูกน่าสงสารที่สุด มันเป็นหม้าย ผัวตายบนเกาะกลางทะเลเพราะป่วยเป็นฝีดาษ เขาก็เลยจับผัวมันไปขังที่เกาะนั่น อาเหม็ดยังไม่คลอดเลย นายหญิงก็มีเมตตาเลี้ยงดูมาแล้ว มันทำผิดอะไรหรือจึงไล่มัน มันไม่มีใครที่ไหน อีกแล้วนะคะ” ฮาน่าพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“ทำตามที่สั่ง ถ้ายังไม่อยากไปอีกคน” แคชฟียาบอกเสียงขุ่น

มิเชลล์หน้าไม่ดีเอาเลย  มองสบตาแคชฟียา แต่แคชฟี่ยักไหล่แล้วเดินจากไป
ครู่ต่อมา ฮาน่านั่งคอตกหน้ากระท่อมคนใช้หลังหนึ่ง มิเชลล์เดินเข้าไปใกล้ๆ ติเยาะกอดลูกชายไว้กับอก น้ำตาไหลเป็นทางยาวอาบแก้ม ห่อผ้าสีขาวมอๆ มัดรวมกับของใช้กระจุกกระจิกอันมีกาน้ำทองเหลืองจับรอยคราบเขียวใบหนึ่งและกระทะเหล็กเก่าๆ สีดำสนิทรอยเป็นพวงวางข้างตัว

นางเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นมิเชลล์ รั้งลูกเข้ามากอด ชักชายผ้าคลุมสีดำปิดหน้า เสียงสะอื้นดังแผ่วๆ นางก้มหน้าลงระหว่างเข่า
มิเชลล์เรียก “ติเยาะ”
ติเยาะนิ่ง เห็นไหล่สะเทือน
อาหมัดหน้าซีดเข้าไปกอดแม่
“รับเงินนี่ไปเถอะฉันให้...เผื่อว่าจะยังหางานใหม่ไม่ได้ มันมากจะอยู่ได้ทั้งเดือนเชียวนะ ฉันเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้เธอกับลูกชายต้องลำบาก”
“นายหญิง” ติเยาะพึมพำพลางหันกับมามอง น้ำตาเต็มหน้า
“จริงๆ ฉันเสียใจจริงๆ ด้วยนะ”
“ข้าจะไม่ลืมความใจดีของนายหญิงเลย อัลหล่าคงจะบันดาลให้ข้าได้ช่วย”
“อัลหล่าคงจะไม่รับฟังหรอก นายหญิงอยู่ถึงในเมือง เจ้านั้นนับวันจะห่างไกลไปจากเมืองทุกที...นายหญิง...ติเยาะกับลูกคู่นี้จะกลับไปอยู่กับพี่ชายที่เป็นพวกเบดูอินเร่ร่อนอยู่ในทะเลทราย มันจะไม่กลับมาที่นี่อีก” ฮาน่าบอก
มิเชลล์ตกใจระคนแปลกใจ “ทะเลทราย...อยู่ได้อย่างไง”
“ชาวเบดูอินคู่กับทะเลทราย อยู่ได้นายหญิง ห่วงแต่ลูกมันจะไม่ได้เรียนหนังสือ” ติเยาะว่า
มิเชลล์พยักหน้ารับรู้ ติเยาะจับมือมิเชลล์จูบอย่างนบนอบ แล้วแม่ลูกก็พากันออกไป เสียงสะอื้นดังแว่วๆ มาตลอดทาง
“ฮาน่า แคชฟี่ไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยนะ” มิเชลล์พูดเป็นเชิงถามหญิงชรา
“ความแค้นทำได้ทุกอย่าง” น้ำเสียงฮาน่ามีนัยบางประการซ่อนอยู่
ฮาน่าเดินไป มิเชลล์หน้าเป็นกังวล

ค่ำคืนนั้น มิเชลล์นั่งพนมมือ ท่าทางสงบสวดอ้อนวอนพระเจ้า
“ขอให้พระอัลเลาะห์ผู้เป็นใหญ่ ช่วยสองคนแม่ลูกนั่นด้วยนะเจ้าคะ เขาสองคนเชื่อมั่นในพระองค์มาก”

เช้าวันรุ่งขึ้น มิเชลล์นั่งคอยนักเรียนอยู่ในห้อง หน้าตาผิดหวัง เวลาผ่านไป มิเชลล์นั่งแปลกใจ ที่ไม่มีนักเรียนมาสักคน จึงลุกขึ้นเดินจะออกไปดู
แคชฟียาเดินเข้าประจันหน้ากัน
“แคชฟี่”
“จะไปไหน”
“ไปตามนักเรียน”
“ไม่ต้องไปตามหรอกไม่มีใครเรียนแล้ว”
มิเชลล์งง “ทำ..ทำไมล่ะ”
“ฉันสั่งห้ามพวกมัน” แคชฟียาหันไปเห็น เด็กนักเรียนยืนออกันตรงประตูห้อง แอบๆ ท่าทีหวาดหวั่น
“มายืนเฝ้าอะไร กลับไปให้หมด”
เด็กๆ ยังลังเล
“ไป๊” แคชฟียาหยิบของอะไรบางอย่างปาไปที่เด็กๆ จนเด็กๆ หายไปหมด
“แคชฟียา อธิบายได้ไหมว่าคืออะไร” น้ำเสียงมิเชลล์ค่อนข้างแหลมเพราะตกใจปนโกรธ “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
แคชฟียาจ้องมิเชลล์ดวงตาเข้มจัด หันหลังกลับเดินจากไปเร็วรี่
มิเชลล์ตามติดจะเอาคำตอบ แคชฟี่หันมาผลักเต็มแรง
“ไม่ต้องตามฉันมา”
มิเชลล์ยืนนิ่งตกใจมากขึ้น
“ฮ่ะ...ฮะ” แคชฟียาหัวเราะเสียงแหลม “รู้ไว้ด้วยว่าเธอเป็นลูกจ้าง ต้องทำตามที่ฉันสั่งทุกอย่าง”
แคชฟี่เดินหนีทันที มิเชลล์ไม่ยอมเดินตามไปอย่างรวดเร็ว

แคชฟียาเดินพรวดเข้ามาหาแม่ที่กำลังพูดอยู่กับพ่อท่าทางเป็นกังวลอยู่ในห้องโถง มิเชลล์ตามมาติดๆ
แคชฟียาหันไปตวาดอย่างรุนแรง ชี้หน้าไล่ “ไปให้พ้นหน้าฉัน ไม่อยากเห็น”
มิเชลล์ยืนตะลึงพรึงเพริด แคชฟี่หันหลังกลับเดินไปหาพ่อแม่
มิเชลล์ หันหลังวิ่งกลับห้อง
แคชฟียามีท่าทางหงุดหงิด บ่นพึมพำเบาๆ “นังตัวดีมันบังอาจมาแย่งโรแบร์”
“แคชฟี่ มานี่ซิ” ท่านเศรษฐีเรียก
“หนูยังไม่อยากฟังเรื่องอะไรทั้งสิ้น” แคชฟี่เสียวเขียวใส่บิดา
“ปฏิเสธองค์อาหเม็ด...เราจะลำบากนะแคชฟียาหนูคิดดูให้ดีๆ”
ผู้เป็นแม่มองมาด้วยหน้าตาวิงวอน
“คิดดีที่สุดแล้ว พ่ออุตส่าห์ส่งไปเรียนถึงฝรั่งเศสเพื่อให้กลับมาเป็นผู้หญิงที่วันๆ คอยว่าเมื่อไหร่สามีจะมานอนด้วยน่ะเหรอ..หนูไม่ยอมหรอก”
แคชฟียาเดินพรวดจะออกไป ท่านเศรษฐีซวนเซลงนั่ง ปวดขมับ แม่ร้องเสียงดังว่า “ท่านพี่เป็นอะไร” แคชฟี่หันมาดู
ท่านเศรษฐีเงยหน้าสบตาเมีย นัยน์ตาลึกล้ำหวาดหวั่น จนนางกลัว
“อย่านะคะ ท่านอย่าคิดเอาใครไปหลอกลวงองค์อาหเม็ดแทนแคชฟียา เท่ากับส่งคนไปตายนะคะ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าหน้าแคชฟียาเต็มแรง นึกแผนได้ในใจ เดินห่างออกมา แต่สีหน้ามาดมั่นตั้งใจฟังเต็มที่”
“จำไม่ได้หรือคะนังแม่คนที่มันสับเปลี่ยนตัวเอาหลานสาวไป แทนลูกสาว เจ้าชายโอมานพระอนุชากริ้วจัดสั่งตัดหัวนังตัวปลอมนั่นทันทีไม่ฟังเสียงด้วยซ้ำ”
แคชฟียา ได้ไอเดียทันที หันกลับไป
พ่อกลัดกลุ้ม แม่คุกเข่าอยู่ข้างพ่อ แคชฟียา เข้าไปนั่งทำกิริยาลุแก่โทษตามธรรมเนียมชาวอาหรับ พ่อแม่หันมาหน้าตามีความหวังมาก
“แคชฟี่ ลูกรัก”
“คิดดูอีกที ลูกโง่มากที่ปฏิเสธองค์อาหเม็ด ลูกตกลงค่ะ”
พ่อแม่ดีใจสุดๆ
“ขออย่างเดียว อย่าบอกมิเชลล์นะคะ ลูกอายมิเชลล์”

แคชฟียาบอกเสียงเข้มตาเป็นประกาย
คืนนั้นขณะที่มิเชลล์เล่นพิณอยู่ในห้องพัก สีหน้าเศร้าสร้อย แคชฟียาเคาะประตู แล้วเปิดเข้ามาหน้าตาร่าเริงสุดๆ

“มิเชลล์พรุ่งนี้สอนหนังสือเสร็จแล้ว เราไปชอปปิ้งกันนะ..ค่ำๆ ก็ได้เธอจะได้หายเหนื่อยก่อน”
พูดจบแคชฟียาออกไปปิดประตูดังปัง
มิเชลล์ทำหน้างงๆ “สอนหนังสือเสร็จ…สอนหนังสือได้แล้วเหรอ” น้ำเสียงมิเชลล์เยาะๆ “จะมีเด็กไหนมาเรียนล่ะ เธอไล่ไปหมดแล้วนี่”

วันรุ่งขึ้น มิเชลล์จำใจมาชอปปิ้งกับแคชฟียา เจ้าของร้านคอยดูแลบรรดาลูกค้า ซึ่งลูกค้าในร้านขายของเลิศหรู ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสุภาพสตรีชั้นสูง ทุกคนคลุมหน้ามิดชิด และสุภาพบุรุษมาดภูมิฐาน
แคชฟียากรีดนิ้วหยิบผ้าไม่สวยงามผืนหนึ่งขึ้นมา ลอบย่นหน้า กิริยาไม่ชอบเลย
“ฉันซื้อผ้าชิ้นนี้”
มิเชลล์ท้วง “แต่แคช..มันเอ้อ..ไม่สวยนะ สีมันแดงเกินไปลายก็ไม่สว”
แคชฟียาไม่แยแส “ฉันจะซื้อ”


แคชฟียากลับบ้าน ตรงมายังห้องนั่งเล่น เอาผ้าผืนดังกล่าวอวดมารดา
“สวยมั้ยคะแม่”
ผู้เป็นแม่มองจ้องเหมือนเห็นสิ่งมหัศจรรย์ “สวยหรือ แม่จะพูดว่าอย่างไรดี” พลางทำหน้าสยดสยองเพราะผ้าน่าเกลียดมาก
แคชฟียารู้ทัน “มันน่าเกลียดใช่มั้ยคะ”
“จ้ะ คำนั้นเหมาะสมที่สุด”
“งั้นหนูจะขอให้มิเชลล์ไปเปลี่ยนให้ดีกว่า” แคชฟียาบอก
“ดีแล้วหนูไม่ต้องไปเองหรอก เพราะ…” ผู้เป็นแม่ยิ้มด้วยสีหน้าลึกล้ำขณะบอก “ใกล้วันมาแล้ว”
แคชฟียามีสีหน้าขรึมลง “แม่คะ หนูต้องทำยังไงบ้างคะ”
นางมองหน้าลูกสาว เข้าใจว่าแคชฟี่หมายถึงอะไร “หนูทำตัวให้สวยงาม พร้อมทั้งตัว” พร้อมกับทำมือไล่ไปตามรูปร่างของแคชฟียา “และ…” ประโยคต่อมาลดเสียงลงมองไปรอบๆ “เมื่อถึงวันที่นัดหมายจะมีคนมารับลูกไป..เงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก...ลูกต้องนิ่งๆ ที่สุดอย่าส่งเสียงอะไรทั้งสิ้น”
“เขาจะมารับหนูที่บ้านนี้หรือคะ”
“ไม่ใช่ เขาจะมารับที่ร้านที่ลูกซื้อผ้ามาวันนี้นี่แหละ เขาจะมารับอีก 2 วันนะ”
“อีก 2 วันเหรอคะ...ฮ...ฮะ อีก 2 วัน” แคชฟี่ตกใจนิดเดียว
ครู่ต่อมา แคชฟียาเดินมาตามทางในบ้าน สีหน้าลึกล้ำ วางแผนชั่วร้ายมาก

ตอนค่ำวันนั้น ที่บริเวณตึกหลังใหญ่
ยินเสียงแคชฟียาสั่ง “มิเชลล์ ผ้าที่ซื้อมาวันนั้น เธอเอาไปเปลี่ยนให้ด้วย”
มิเชลล์เดินหนีเข้าห้องตัวเอง
แคชฟียาคตามมา ในมือมีผ้าผืนสีน่าเกลียดนั้น
“ฉันบอกเธอแล้วว่าผ้าเนี่ย...ไม่สวย ถึงขั้นน่าเกลียด”
แคชฟียาขัดขึ้นกลางคัน “ไม่ใช่เรื่องของเธอ เธอแค่มีหน้าที่เอามันไปเปลี่ยน”
มิเชลล์ทักท้วง “แต่ว่า…”
“ไม่มีใครอยากได้ความเห็นของเธอ” แคชฟียาไม่แยแส
มิเชลล์โต้ ฉุนมากขึ้น “ไม่ใช่ความเห็น มันเป็นความจริงว่าฉันท้วงเธอแล้ว เธอไม่เชื่อ เรื่องแค่นี้ทำไมฉันจะพูดไม่ได้”
แคชฟี่หน้าบึ้ง มิเชลล์ถอนใจก่อนจะถาม
“จะให้ไปเปลี่ยนเมื่อไหร่”
สีหน้าแคชฟียาลึกล้ำมาก ขณะบอก
“อีก 2 วัน”

2 วันต่อมา แม่กับพ่อแคชฟี่ นั่งคู่กันอยู่ที่โต๊ะสนามในสวนสวยหน้าบ้าน แคชฟียานั่งนิ่งสีหน้าตาตรึกตรองเป็นกังวลนิดๆ
“พ่อขอบใจแคชฟียา”
“แม่ด้วย”
แคชฟียาหันมาทางพ่อ แม่ “พ่อกับแม่คิดว่าหนูเป็นลูกที่ดีมั้ยคะ”
พ่อหน้างง มองแม่
“ทำไมหนูถามอย่างนั้น” แม่ถามกลับ
“หนูถามให้แน่ใจว่าหนูทำถูกแล้ว”
“ถูกสิลูก รู้มั้ยว่าพ่อจะได้อะไรจากการที่มีลูกสาวเป็นสนมขององค์อาหเม็ด” ท่านเศรษฐีบอก
แคชฟียานั่งหน้านิ่งๆ สักครู่แล้วลุกขึ้น คุกเข่าลงจับมือพ่อและแม่แล้วลุกเดินจ
กำลังโหลดความคิดเห็น...