xs
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4

เผยแพร่:

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4

ร่างสูงใหญ่นั้นลากมิเชลล์เข้ามาในพุ่มไม้ จับกดลงกับพื้น มิเชลล์ดิ้นรนสุดชีวิต เตะถีบถองไปมา ตาเหลือกลาน

ที่แท้เป็นชารีฟ เขากดหน้ามิเชลล์ด้วยมือที่ปิดปากให้พิงแนบหัวกับพื้นหญ้ากระซิบดุดัน
“หยุดดิ้น...เดี๋ยวก็ได้ตายกันทั้งคู่หรอก มีคนมาโน่น เห็นมั้ย”
มิเชลล์ชะงัก นิ่ง หันไปมองตาม เห็น ซาอิ๊บสมุนเจ้าชายโอมาน เดินผ่านพุ่มไม้ไป เห็นเท้าเดินอยู่เหนือหัวย่ำตึ้กๆ ผ่านไป
มิเชลล์หันกลับมา ชารีฟจ้องมาตาเขม็งแต่มีผ้าบังช่วงปากอยู่ เห็นแต่ตาแดงก่ำอย่างคนที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงและร้องไห้มาอย่างหนัก
“ท่านชารีฟ..ฉันกำลังจะไปหาท่าน อะมีนาบอกว่าพระอนุชาโอมานคิดร้าย”
ชารีฟนิ่งงัน กุมขมับไปอย่างหมองเศร้าสุดขีด
น้ำเสียงชารีฟสั่นสะท้าน “องค์อาหเม็ดสิ้นพระชนม์แล้ว”
“พระเจ้า” มิเชลล์ช็อก
ชารีฟเปลี่ยนท่าทีเป็นเข็มแข็ง “พระเจ้าที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ พวกกบฏกำลังตามล่าฉัน วิทยุประกาศทุกสถานี เราต้องรีบหนีไปจากที่นี่”
มิเชลล์เสียงสั่นสะท้าน ท่าทีสยองสุดขีด “หนีไปไหน…เราจะไปไหนคะ”
“ไปในทะเลทราย ไปตายเอาดาบหน้า ฉันไม่มีทางเลือก เป็นผีเฝ้าทะเลทรายยังดีกว่าถูกพวกนรกนั่นจับไปทรมาน” ชารีฟมองหน้า “เธอจะยอมไปเสี่ยงกับฉัน หรือจะยอมอยู่เผชิญกับพวกเจ้าชายโอมาน”
มิเชลล์อึ้งไปนิดหนึ่ง จ้องหน้าชารีฟนิ่ง แล้วพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น “ฉันจะไปกับท่าน”
“ทะเลทรายที่เราจะไปเขาเรียกว่า แดนมรณะ เป็นจุดที่ร้อนจัดที่สุด และ...” ชารีฟหยุด มองหน้ามิเชลล์พูดเสียงต่ำเบา “มีเบดูอิน ท่องเที่ยวไปทั่ว ชนเผ่าเบดูอินนี้ดุร้ายกับคนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรู เราอาจจะไม่รอดชีวิตกลับมา…”
มิเชลล์รับคำหนักแน่น “ค่ะฉันทราบ”
น้ำเสียงชารีฟเด็ดขาด “ดีล่ะ ปลดสร้อย ปลดแหวนทั้งหมดนั่นออกก่อน เครื่องประดับผมนั่นด้วย”
มิเชลล์รีบทำตามงงๆ ปลดผมออก ผมหลุดออกมายาวสลวย
ชารีฟมองตะลึงเล็กๆ กับความงาม มิเชลล์ใช้มือสางๆ ผมก้มหน้าก้มตา แล้วเงยหน้าสบตา ชารีฟเอื้อมมือมาแตะผมที่ยาวสลวยนิ่มนวลอย่างลืมตัว มิเชลล์ใจเต้นแรงมาก
ชารีฟรู้สึกตัวว่าเคลิ้มไปหน่อย เลยแกล้งทำเป็นจัดๆให้ พึมพำว่าผมยุ่ง มิเชลล์ขำกิ๊ก ชารีฟทำหน้าเคร่ง
จากนั้นชารีฟหยิบพวกของมีค่าทั้งหมดโยนใส่ถุงผ้าดิบที่สะพายติดตัวมาอย่างแรงๆ
“อ้อ…ถอดเสื้อด้วย”
มิเชลล์ผงะ “อะไรนะ”
“บอกให้ถอดเสื้อผ้าออก”
มิเชลล์ซีด “ถอด...ให้ฉัน…ให้ แก้..เอ้อ แก้หมดเหรอ ทำไม” หน้าตามิเชลล์เหรอหลาน่าขำมาก “แล้วฉันจะทำยังไง”
“มานี่” ชารีฟจูงมิเชลล์คลานแอบไปอีกทาง

ตรงมุมมืดที่ทหาร 2 คนนอนตาย ชารีฟคลานมาบริเวณนั้น ดึงมิเชลล์มาด้วย พยักหน้าไปในความมืด
“ดูนั่นสิ”
มิเชลล์หันไป อ้าปากจะร้อง ชารีฟตะครุบปากมิเชลล์ไว้ทันที ทหาร 2 คนนอนตายทับถมกัน เลือดเต็มเห็นได้ในแสงสลัว
“รอที่นี่นะ”
มิเชลล์ตัวสั่นหมอบนิ่ง ชารีฟปีนข้ามโขดหินไปที่ศพทหารนั้น ถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว มิเชลล์รีบหันกลับ แล้วพิงโขดหิน หลับตานิ่ง
มิเชลล์ผะอืดผะอม จะอ้วกให้ได้ ทันใด มีชุดทหาร 1 ชุด โยนข้ามก้อนหินมา มิเชลล์สะดุ้งเฮือก
ชารีฟหันหลังให้มิเชลล์แต่งตัวอย่างเร็ว “เปลี่ยนซะ”
มิเชลล์ตัวสั่นงันงก กลั้นความคลื่นไส้ กลั้นใจหยิบชุดขึ้นมาดู
ชารีฟถอดชุดตัวไปพลาง อธิบายบอกพลาง “สวมกัมบาซเสียก่อน เสื้อตัวที่แขนยาวกระดุมผ่าหน้าตลอดยาวแค่เข่านั่นแหละแล้วสวมอาบายาทับ เห็นมั้ยไอ้เสื้อคลุมยาวทำด้วยขนอูฐนั่นแหละ เรียกว่า อาบายา มันจะป้องกันทราย หรือลมหรือฝนได้อย่างดี”
มิเชลล์ถือชุดอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ชารีฟถอดและใส่ของตัวอย่างรวดเร็ว มิเชลล์ทำท่าจะเป็นลม แล้วกลั้นใจ ถอดชุดสวยออกจากตัว ชุดสวยกระเด็นไป หยิบเสื้อมา
ชายเสื้อตัวในเปื้อนเลือดจนชุ่ม มิเชลล์ชะงัก สีหน้าแขยงสยองสุด
ชารีฟแต่งเสร็จแล้ว กระซิบถามต่อ “เสร็จรึยัง”
“ใส่ไม่ได้ มันเปื้อนเลือด เหม็นด้วย สกปรกด้วย ฉันจะอาเจียนอยู่แล้ว”
“ไม่เป็นไร ฉันใส่ให้”
“ไม่ต้อง..ใส่เองค่ะ ใส่เดี๋ยวนี้” มิเชลล์ละล่ำละลัก
ชารีฟปีนข้ามหินกลับมา พร้อมผ้าอีก 2 ผืน และเชือกผ้าฝ้ายสีดำถักเป็นเกลียว สำหรับคาดรอบหัว 2 อัน แล้ววางลงบนโขดหิน มองดูมิเชลล์
“ดีมาก” แล้วจู่ๆ เอามือคว้าผมสลวยของมิเชลล์ไปกำไว้แน่นด้วยมือซ้าย
“อะไรอีกล่ะ”

เสียงมิเชลล์ตกใจมาก ตาเหลือกโปน
ชารีฟไม่พูดไม่จา กระชากดาบโค้งจากเอวตนตัดฉับๆๆ โดยเร็ว มิเชลล์ตกใจ จนช็อก ทำอะไรไม่ถูก

ชารีฟตัดผมมิเชลล์แค่คอ แหว่งๆ วิ่นๆ อย่างแรงและเร็ว
“ขอโทษนะ เจ็บหน่อย” พอเสร็จจึงสะบัดมีดเก็บ
มิเชลล์โกรธ และเสียดายผมจนปากสั่น น้ำตาร่วงพรู “ทำไม..ทำไม” เสียงดังขึ้นๆ “ตัดผมฉันทำไม” พร้อมกันนั้นจับผมตัวเองอย่างตกใจ “ดูสิแหว่งหมดเลย” ตอนนี้มิเชลล์เสียงต่อว่าดังมาก “คนบ้า..บ้าที่สุดไม่ไปไหนด้วยแล้ว”
ชารีฟปิดปากหมับ “เบาๆ สิ เข้าใจไว้ด้วย ว่าฉันไม่ต้องการรับภาระคอยป้องกันความเป็นสาวของเธอจากพวกเบดูอินในทะเลทราย”
“ไม่ต้องมาป้องกันหรอก เอาผมฉันคืนมา” มิเชลล์หน้างอ
ชารีฟส่งให้
มิเชลล์โกรธ หน้างอสุดขีด รับผมช่องามไปถือไว้ สักครู่สีหน้าดีขึ้นก็โปรยปล่อยให้ปลิวไปตามลม
“ฉันขอโทษ ใครไม่เคยมีผมสวย ยาวขนาดนี้ไม่รู้หรอกว่า...รู้สึกยังไง”
ชารีฟนิ่งไปสักครู่ “ขอโทษเหมือนกัน” พลางจับบ่ามิเชลล์ให้หันมาหา แล้วเอาผ้าขาวที่วางไว้โพกหัวให้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นโอบมาปิดรอบคอเป็นเปลาะๆ ส่วนที่เกินมาจะกองอยู่รอบคอเป็นพวง แล้วใช้เชือกสีดำที่เป็นเกลียวพันรอบหน้าผากอีกทบจับให้แน่น
“ผ้าผืนนี้เขาเรียกว่ากัฟฟีเย จะช่วยป้องกันไม่ให้เธอโดนแสงแดด ร้อนจ้าตอนกลางวันและก็พายุทราย เอาล่ะ เช็ดน้ำตาได้แล้ว มาดมัวแซล” ราชองครักษ์มองดุๆ “หรือว่าจะให้เช็ดให้”
มิเชลล์อึ้ง สะบัดหน้า ขยักขย้อนคลื่นไส้เต็มทน
“เป็นอะไร”
“จะอ้วก..เหม็นเสื้อเนี่ย” ขาดคำ เสียงอาเจียนมิเชลล์ดังขึ้นทันที
ชารีฟทำหน้ากลุ้มใจ
“อาเจียนออกมาเลย…ออกมาให้หมด ต่อไปห้ามนะ”

ครู่ต่อมาชารีฟถือชุดเก่าของตัวเองและชุดสวยของมิเชลล์มาที่มุมหนึ่ง แล้วนั่งลงเอามือคุ้ยๆ ทรายจนเป็นหลุม มิเชลล์ตามมามองงงๆ ยังมีอาการขยักขย้อน
“ทำลายหลักฐาน..ก่อนอื่น ช่วยกันสิ” ชารีฟสั่งขรึมๆ
มิเชลล์อึ้งแล้วช่วยตะกุยทรายด้วยอย่างไม่ถนัดนัก
ชารีฟมองหมิ่นๆ “เล็บหักยังดีกว่ามีคนเห็นตามไปฆ่า”
มิเชลล์ชะงัก แล้วกัดปาก แล้วรีบตะกุยแรงๆ เร็วขึ้น
“เอาล่ะๆ พอแล้ว”
ชารีฟจัดแจงเอาเสื้อผ้าทั้งหมดฝังไป แล้วโกย ๆ ทรายกลบ แล้วยืนขึ้นเหยียบๆ ๆ แล้วหันไปยกเอาหิน 3-4ก้อนมาวางทับๆไว้ แล้วเดินไปชะโงกดูที่หน้าผาทำท่าดูลาดเลา
มิเชลล์ชะโงกมองมั่ง “เราต้องลงไปทางหน้าผาเนี่ยหรือคะ”
หน้าผาสูงมาก อีกทั้งเป็นผาหินขรุขระลึกชัน
ชารีฟพยักหน้า
“โอ๊ย..ไปได้ไงล่ะ ไม่ไปหรอกไปก็ตาย”
“ตามใจ งั้นฉันไปล่ะ” ชารีฟลุก
“เดี๋ยว”
ชารีฟหันมา
“ไปก็ได้”
ชารีฟพยักหน้า “รอเดี๋ยว...” แล้ววิ่งหายไปในความมืด
มิเชลล์งงๆ แล้วไม่รู้จะทำไง นั่งลงกอดเข่ารอ แล้วว่างก็ชะโงกดูอีกที แล้วก้อนหินที่มือวางอยู่กลิ้งขลุกๆ ลงผาไปมิเชลล์ผวาเกือบตก แล้วคว้าหินอีกก้อนไว้ได้
ก้อนหินหล่นกระทบชิ่งไปเรื่อยๆ หายลงไปเบื้องล่าง มิเชลล์ลรีบถอยให้ห่างจากหน้าผา
ชารีฟกลับมาพร้อมเชือก 1 เส้น ที่ทำเป็นห่วงแล้วข้างหนึ่ง
“เอ้า...” ชารีฟส่งให้ “สวมซะ”
มิเชลล์งงๆ “ทำไมคะ”
“เราต้องโยงเชือกให้ตัวติดกันไว้ เผื่อพลั้งพลาด เธอจะได้ไม่ตกลงไปตาย” ชารีฟชะงักไปนิด แล้วหัวเราะเบาๆ “แต่ถ้าฉันเป็นคนพลาดแล้ว เธอยึดไว้ไม่ไหวก็คงต้องตายกันทั้ง 2 คน” พลางสบตามิเชลล์อึดใจ
มิเชลล์กัดฟัน รีบคล้องเชือกทางคอ แล้วขยับลงไปที่เอว
ชารีฟช่วยขยับเชือกให้พอดีเอว “อือ..ผู้หญิงนี่เอวนิดเดียวแหละนะ” พลางมองจ้องตา
มิเชลล์สบตา ค้อน ดุๆ
ชารีฟบอกด้วยเสียงจริงจัง “ป่านนี้มันคงนึกว่าเราจะออกทางช่องหินลับใต้ดิน คงระดมพลไปดักทางโน้นไม่นึกหรอกว่าเราจะลงทางนี้เพราะชันมากเสี่ยงมาก จะมีกองคาราวานพ่อค้าอาหรับมารับเราที่เชิงเขาด้านหลังเวลาตี 4 กว่าๆ” แล้วชารีฟก็ผูกเชือกรอบเอวตัวเอง “ไปกันได้แล้ว”
ก่อนไป ชารีฟเดินไปเล็งๆ ที่ชะง่อนหิน แล้วค่อยๆ ปีนลงไปอย่างตั้งอกตั้งใจ

มิเชลล์มองตามไป แล้วค่อยๆ ไต่ตามไป
ด้านหะยีวิ่งย้อนกลับมาจากที่วิ่งผ่านไป ขาทหาร 2 คู่ ยื่นออกมาจากพุ่มไม้นิดๆ หากไม่สังเกตไม่เห็น และโชคดีที่หะยีไม่เห็น ทหารหลายคนสวนมา

“เฮ้ย มาช่วยกันตามหานังสนมฝรั่งเศส”

ส่วนชารีฟปีนก้าวนำลงไปอย่างระมัดระวังแต่มั่นคง มิเชลล์ค่อยๆ ไต่ตามไปช้า ลมพัดแรงเสียงหวิดหวิว เสื้อผ้าปลิวสะบัด
เท้า และมือชารีฟที่ค่อยๆ ไต่หน้าผา จับก้าวไปอย่างมั่นคง มิเชลล์กัดฟันเกร็งแน่น ไต่ตามไปสั่นๆ จังหวะหนึ่งมิเชลล์มองลงไปเบื้องล่าง เห็นเหวลึกมืดสนิทไร้จุดหมาย
ทันใดมีเสียงตูมดังลั่น มิเชลล์สะดุ้งคว้าพลาด ตกลงไป ชารีฟรั้งไว้และใช้ร่างตนดันร่าง มิเชลล์ให้แนบกับผนังหินจนมิเชลล์ตั้งตัวได้
ใบหน้าชารีฟใกล้ใบหน้ามิเชลล์มากๆ ร่างซ้อนร่าง ชารีฟโอบอุ้มปกป้องในอ้อมอก วินาทีนั้นโลกหยุดนิ่ง
สองคนแนบชิดกัน ใจเต้นแรงทั้งคู่ ต่างคนต่างเงียบ ต่างคนต่างรู้สึกผิดปกติในใจ
ทันใดพลุถูกจุดตูมๆ ๆ เต็มท้องฟ้าเบื้องบน
มิเชลล์ผวา เงยมอง ฟ้าสว่างด้วยพลุเป็นระยะๆ ราวกับเป็นเวลากลางวัน
“อะไรคะนั้น” มิเชลล์แหงนมองตาไม่กระพริบ
“พวกมันจุดพลุ ให้สว่าง เพื่อจะได้ค้นหาเราได้ง่ายๆ นะสิ”
มิเชลล์ยังเงยมองตาไม่กระพริบ มองว่าสวยสุดๆ
“สวยจังนะคะ...โอ๊ะ นั่นดูดวงนั้นซิเหมือนดาวเลย”
“เฮ้อ...” ชารีฟทำเสียงปลงอนิจจัง “เร็วเข้าเถอะ” แล้วปีนต่อ
มิเชลล์รีบตาม
ส่วนที่บนปากเหว พวกซาอิ๊บกับทหารวิ่งหากันเสียงเอะอะ ตึงตัง เสียงซาอิ๊บดังก้องไปทั้งหุบเหว
“เฮ้ย ไปรายงานพระอนุชา ไม่มีใครเสี่ยงกับหน้าผานี่หรอกลงไปทางนี้ตายอย่างเดียว”


เวลาต่อมา เห็น 2 คน ไต่ลงมาในระยะสูงน่าหวาดเสียว ชารีฟไต่นำลงมาเรื่อยๆ ด้วยอัตราความเร็วสม่ำเสมอ มิเชลล์ตามมา หอบเหนื่อยเหงื่อเต็มหน้า กัดฟันไต่ตาม
ที่สุด 2 คน ไต่ลงมาอยู่สูงจากพื้นราว 6-7 เมตร แล้ว
ทันใดมิเชลล์ก้าวพลาดอีก ชารีฟพยายามแต่ไม่ทัน ทั้ง 2 เสียหลักหล่นวูบลงไป ที่เชิงผาค่อนข้างจะไม่ชันนัก เป็นทางเนินทรายลาดทั้ง 2 ตกลงมาบนเนินทรายแล้วกลิ้งขลุกๆ ตามกันสลับล่างบนด้วยเชือกที่โยงกันไว้ จนมาสิ้นสุดลงที่พื้นราบ
ชารีฟค่อยๆ ประคองตัวจะลุกขึ้น แล้วชะงัก มิเชลล์แน่นิ่งไป ฟุบอยู่กับพื้นทราย ชารีฟตกใจ ซีด อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วเรียกเบาๆ
“มาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์ มิเชลล์..มิเชลล์”
ร่างมิเชลล์ยังนิ่ง ชารีฟเอื้อมมือจะไปแตะ
มิเชลล์ค่อยๆ ใช้แขนพยุงร่างเงยขึ้นมาช้าๆ
“นี่..เรายังไม่ตาย ใช่ไหม”
ชารีฟยิ้มเอาใจช่วยอย่างนึกเอ็นดู “ตอนนี้ ยัง”
มิเชลล์เอามือลูบตามร่างกายว่าเจ็บปวดตรงไหนรึเปล่า
ชารีฟปลดเชือกออกจากตัว “เอาเชือกออกสิ”
มิเชลล์รีบปลดเชือกโดยเร็ว สองคนลงนั่ง ชารีฟมองไปข้างหน้าสักครู่แล้วหันมามองจ้อง
มิเชลล์ทั้งๆที่ไม่ได้หันไป รู้ว่าชารีฟจ้อง คิดว่าเขามองความสวย สีหน้าออกอาการเขินๆนิดๆ
ชารีฟยังจ้องอยู่อย่างนั้น มิเชลล์ตัดสินใจหันไปมอง ชารีฟหน้ายิ้ม
“มองอะไรหรือคะ”
คราวนี้ชารีฟหัวเราะ
มิเชลล์งง “หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“เธอดูตลกดี”
มิเชลล์ฉุนคิดในใจคนอะไรมาว่าตลก “ไม่เคยมีใครว่าฉันตลก”
“เขาว่าเป็นคนอย่างอื่นเหรอเหรอ”
“ใช่”
“เช่น....” ชารีฟจ้อง รอฟัง
“เช่น...” มิเชลล์อึกอักนิดๆ “เขาว่าสวย”
ชารีฟหัวเราะปลงอนิจจัง “อะไรนะ”
มิเชลล์พูดเร็วปรื๋อ “สวย...สวย…คนพูดแต่ว่าฉันสวย ฉันรู้ตัวด้วย กระจกฉันก็มี”
“ทั้งคนที่พูดทั้งกระจกยังไม่เห็นจะสรุปแบบนี้ หัวก็โดนแทะแบบนี้นะสิ”
มิเชลล์สะดุ้งนิดๆ ตกใจที่ชารีฟว่าตนจริง “แต่ทำหยิ่ง เชิดหน้า ผมถูกแทะก็ยาวได้แต่ปากคนที่พูดไม่ดีสิ ยังไงก็ไม่หาย”
ชารีฟหัวเราะ ขำมาก “เห็นจะจริง”
มิเชลล์ค้อนขวับร้อง “ฮึ”
“คอยจนตี 4” ชารีฟบอก

สองคนขยับตัวนั่ง ห่างๆ กัน
เวลาผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง 2 คนนั่งในอีกอิริยาบถ ใกล้กันเข้ามาหน่อย

“ผู้หญิง” ชารีฟพูดลอยๆ
“อะไรนะคะ”
“ฉันกำลังสงสัยว่า ผู้หญิง…อย่างเธอจะทนชีวิตทะเลทรายได้แค่ไหน” ชารีฟบอก
มิเชลล์หน้าเครียดขึ้นมาทันที
“เราอาจต้องตระเวนเร่ร่อนซ่อนตัวเป็นผี” ชารีฟบอก
“อะไรนะคะ” มิเชลล์เสียงดังมาก
ชารีฟปิดปากทันที จนมิเชลล์ทำท่าว่าปล่อยเถอะ ชารีฟปล่อย มิเชลล์กระซิบถาม
“เป็นผีเหรอคะ”
“เธอเคยเห็นตัวตนของผีมั้ยล่ะ”
“อ๋อ” มิเชลล์นิ่งเงียบไปสักครู่ “พระอนุชา มีอำนาจมากมาย ทำไมถึงอยากได้มากไปกว่าที่มีอยู่แล้ว”
ชารีฟหัวเราะเบาๆ “มีคนบางคนคิดว่า สนมชาวต่างชาตินำความวิบัติมาสู่ฮิลฟารา”
มิเชลล์ตาโต หน้าซีด “จริงหรือคะ แล้วคุณละคะ คิดอย่างนั้นรึเปล่า”
“ทุกอย่างเกิดตามบัญชาของพระเจ้าเบื้องบน”
มิเชลล์มองหน้า “ขอบคุณค่ะ” ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
“ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งความสุขและความทุกข์ อำนาจเกียรติยศ เกียรติศักดิ์”
“ค่ะ ฉันเข้าใจ”
ชารีฟขยับตัว “เอาล่ะ เวลานี้เธอคือเด็กหนุ่ม..โง่..เซ่อซ่า..พูดไม่ค่อยรู้เรื่องคิดว่าจะเล่นบทนี้ได้มั้ย”
“หา..อะไรนะ พูดว่าอะไรนะ”
ชารีฟหงุดหงิด “ฉันพูดว่า เธอต้องโง่” แล้วชะงักในบัดดล รู้ว่ามิเชลล์แกล้งตน
มิเชลล์หัวเราะนิดๆ “นี่ไง..โง่แล้วไง โง่ทันใจท่านดีไหม” สาวเจ้าทำหน้าโง่จ๋อยๆ เซื่องๆ “หน้าโง่พอหรือยัง” แต่แล้วมองไปตาโต หันขวับมาบอก “มีรถมาค่ะ”
ชารีฟเหลียวขวับไปตาม เห็นไฟหน้ารถ 2 ดวงไกลๆ จากทะเลทราย มิเชลล์ลุกขึ้นทำท่าจะวิ่งไป ชารีฟคว้าตัวจนหันคว้าง ชารีฟผลักมิเชลล์ แล้วดันตัวล้มลงด้วยกันบนทราย มิเชลล์ผงะ ดิ้นรน
“จะได้ไปกับเขาไง”
ชารีฟสั่งเฉียบขาด “หลบ...หมอบให้ติดพื้น”
มิเชลล์อึ้ง รีบทำตาม
รถจิ๊ปใกล้เข้ามา มีการส่งวิทยุดังตลอด และแล่นผ่านไป ชารีฟ และมิเชลล์ ค่อยๆ โงหัวขึ้นมองตาม
ไฟท้ายรถแดงวาบๆ ห่างออกไปจนลับตา
ทันใดนั้นมีเครื่องบินๆ ผ่านมาบนฟ้า ชารีฟกดมิเชลล์ลงไปอีก รอจนเครื่องบินผ่านไป
ชารีฟเงยขึ้น สีหน้าเจ็บแค้นถึงขีดสุด
“มันคุมไว้หมดทุกด้านแล้ว ทางบกทางอากาศ เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
มิเชลล์ เบิกตาโตด้วยความตกใจและหวาดกลัว

ที่วังเจ้าหญิงสุไบดาเวลาเดียวกัน สุไบดานับเงินเหรียญจำนวนเยอะพอสมควร ใส่ถุงกำมะหยีสีดำ ไบคานกำลังพูดอยู่กับอับดุลเลาะห์ คนสนิท บอกแผนการ สักครู่สุไบดาเดินไปหา
“อับดุล” ส่งถุงเงินให้ “ฝากไปให้ลูกชาย”
อับดุลเลาะห์รับเงิน ท่าทางนอบน้อมมาก
“รีบไป เดี๋ยวไม่ทัน” ไบคานบอก
“พ่อค้าอูฐที่จะไปเมืองโฮไดดะ ข้าพเจ้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
“อับดุล ฉันไว้ใจเจ้า ส่งให้ถึงมือลูกชาย”
“เจ้าหญิงไม่ต้องเป็นห่วงพระเจ้าค่ะ” อับดุลเลาห์หันมาพูดกับไบคาน “ถึงท่านไบคานไม่ขอให้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าก็ต้องไปด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าเห็นนายน้อยชารีฟตั้งแต่วิ่งได้ รู้ว่าเป็นความหวังเดียวของท่านไบคานกับเจ้าหญิง อับดุลยอมตายถ้าของสิ่งนี้ไม่ถึงมือนายน้อยชารีฟ”
สองคนบอก “ขอบใจ อับดุล”
อับดุลเลาะห์ ทำความเคารพ แล้วไป สองคนมองตาม
“ใครมีคนซื่อสัตย์ทำงานให้ คนนั้นโชคดี อย่างที่สุด” สุไบดาว่า
ไบคานบอกขรึมๆ “จะให้เขาซื่อสัตย์กับเรา เราต้องซื่อสัตย์กับเขาก่อน”
สุไบดามองสามี ยิ้มอ่อนโยนให้

“พระอัลเลาะห์คุ้มครองลูกแม่ด้วย”

อ่านต่อหน้า 2
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4 (ต่อ)

หะยีเข้าเฝ้าเจ้าชายโอมานในห้องส่วนตัวที่วัง ถวายความเคารพแล้วรีบรายงานเรื่องชารีฟ

“พันเอกชารีฟและนังคนต่างชาติหายไป ค้นทั่วตึกเหลืองและบริเวณแล้วแต่ไม่พบ พบแต่ทหารรับใช้คนนี้ ขณะนี้สั่งสะกัดอุโมงค์ทางลับและสั่งตรวจค้นทุกกองคาราวานในทะเลทราย ทั้งหมดแล้วพะย่ะค่ะ”
“บัดซบ” โอมานกริ้ว ตบหน้าหะยีฉาดใหญ่
หะยีหน้าหัน อึ้งสนิท
“ลุยทะเลทราย สกัดกองคาราวานทุกกอง ตามมันมาให้ได้ ไม่ได้...เจ้าตาย” โอมานคำราม
หะยีออกไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าพระเจ้าจัดการเองพระเจ้าค่ะ” ซาอิ๊บเอ่ยขึ้น
“ลงมือได้” โอมานบอกเสียงดัง
ซาอิ๊บตะโกนไปทางลูกน้องชารีฟ “เฮ้ย...บอกมา”
ทหารลูกน้องชารีฟนิ่ง
“บอกมาดีๆ แล้วจะรอดตาย นายเองหนีไปไหน” ซาอิ๊บตะคอก
ทหารมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม
ซาอิ๊บตะคอก “ว่าไง”
ทหารคนนั้นมองหน้าโอมานเขม็ง โอมานเห็นสายตาแล้วปรี๊ดแตก เดินมาเตะ..เตะ..เตะ จนทหารกลิ้งไปกลิ้งมา ร่างทหารยับเยิน แต่ยังมองโอมาน สายตาแข็งกร้าวดังเดิม
“ไอ้..สัตว์” โอมานคำรามในคอ “มึงมองดูอย่างนี้..วอนตายนะมึง..ยกมือขึ้น”
โอมานตบซ้าย ตบขวา ต่อย ตบ เตะ อย่างมันมือ จนทหารเละไปทั้งหน้าทั้งตัว โอมานเหนื่อยแล้ว
“ซาอิ๊บ จะทำยังไงกับไอ้ทหารรับใช้โสโครกคนนี้”
“ไม่ยากพะยะค่ะ” ซาอิ๊บหยิบมีดวงเดือนออกมา “เฮ้ยไอ้หนูบอกมาเจ้าชายเอ็งหนีไปทางไหน ไม่อย่างนั้น ...รู้ใช่มั้ย...พิธีโบราณของเรา มีดวงเดือนนี้ล่ะ จะปาดไปตามนิ้วเจ้า และควักกระดูออกมาทีละข้อ ทีละข้อ จะบอกได้หรือยังว่า....”
โอมานรำคาญ “เฮ้ย พูดมากอยู่ทำไม..ทำเลย มันจะบอกก็ตอนมันเจ็บ ยังไม่เจ็บเจียนตาย ขู่มันให้ตายมันก็ไม่เปิดปาก เอามีดมานี้ ข้าทำเอง”
มีดวงเดือนในมือโอมาน ควักข้อนิ้วออกมา
ทหารคนนั้นร้องเหมือนวัวถูกเชือดแต่ไม่บอก นัยน์ตาเครียดแค้น จ้องโอมานเขม็ง
โอมานยิ่งมันในอารมณ์ปาดนิ้วต่อจนร่างทหารทนเจ็บปวดไม่ไหวฟุบคว่ำลง โอมานหัวเราะก้อง

ส่วนเหตุการณ์ที่เชิงหน้าผา ในทะเลทราย ชารีฟดูนาฬิกาหน้าเครียด
“อีกราวๆ ชั่วโมงกว่า จะตี 4”
มิเชลล์อึ้ง ถอนใจยาว มองไปรอบๆ ตัว แล้วกอดอกด้วยความหนาว
ชารีฟมองๆ มิเชลล์แล้วพูดขรึมๆ “กองคาราวานจะเดินผ่านทะเลทรายพรุ่งนี้เราจะแยกไปกับพวกเบดูอินในทะเลทรายข้างหน้าโน้นต่อไป”
ทันใดมีเสียงกระดิ่งไสเย็นดังแว่วมากับสายลม ชารีฟสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้น สีหน้าสดใสขึ้น มิเชลล์ลุกตามบ้าง
ชารีฟหันมาหามิเชลล์ “อย่าลืมนะ เธอไม่ใช่ผู้หญิงอีกต่อไป ทำท่าเข้มแข็งด้วย”
มิเชลล์ก้มลงมองสภาพตัวเองอย่างหวั่นๆ ลูบผมที่อยู่ใต้ผ้าคลุม “เขาจะเชื่อใช่ไหมคะ ว่าฉันเป็นผู้ชาย”
ชารีฟชะงัก จับบ่ามิเชลล์ให้ยืนเผชิญหน้าในระยะห่างพอควรมองขึ้น ลง ซ้าย ขวา แล้วจับผ้าให้คลุมๆ หน้ามิเชลล์มากขึ้น
“ใช้ได้ๆ หล่อไปนิด…ไม่เป็นไร เสื้อพวกนี้ใหญ่โตปิดบังร่างกายได้ดี ฉันจะเรียกเธอว่า “ตาฟา” จำชื่อใหม่ของเธอไว้”
มิเชลล์พึมพำ ย้ำ “ตา-ฟา”
“แล้วอย่าเรียกฉันเต็มยศอีกนะ เรียกว่าชารีฟเท่านั้นพอ”
มิเชลล์พึมพำอีก “ชารีฟ” พร้อมกับมองหน้าชารีฟ นัยน์ตาเชื่อถือเต็มเปี่ยม
ชารีฟนัยน์ตาหวั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง
“มา…มาทางนี้”
ชารีฟแตะแขนมิเชลล์แล้วพาเดินไปอีกทางที่เสียงกระดิ่งดังใกล้เข้ามา

ชารีฟจูงมิเชลล์ออกมานอกเนินทราย เสียงกรุ๋งกริ๋งดังใกล้เข้ามาทุกที แล้วในที่สุดม้าขาวตัวแรก
ก็ก้าวพ้นโค้งทรายเข้ามา ตามด้วยอูฐ 4 ตัว คาราวานคน 20 กว่าคน และฝูงม้าหลายตัว ฝูงแกะมากมาย มีเสียงม้าร้องผสมมาเป็นระยะ
หัวหน้าคาราวานชื่อ ฟูรอ เป็นคนอาหรับ มาพร้อมเมีย และลูกชาย ลูกสาว วัยรุ่นทั้งคู่
ชารีฟพึมพำด้วยดีใจ “ม้าขาวตัวแรก ใช่แล้ว มิเชลล์ หัวหน้าจะขี่ม้าขาว”
มิเชลล์มองขำๆ “ผม..ตาฟาครับ”
“ใช่ ตาฟา ดีมาก”
ขบวนคาราวานเคลื่อนใกล้เข้ามาๆ ชารีฟ และมิเชลล์ในคราบตาฟา ยืนเด่นเป็นสง่ารอ
ทันใดมีเสียงหวิวของพลุ แล้วพลุขึ้นไปส่องสว่างจ้าเต็มฟ้า มิเชลล์หงายหน้าดูตาโต
“แย่แล้ว..มิเชลล์” ไวเท่าความคิด ชารีฟดึงมิเชลล์ให้ทิ้งตัวแนบกับดิน
ทันใดรถจิ๊ปทหาร 3 คัน แล่นมาตีวงอ้อมกองคาราวาน เสียงม้าร้องแตกตื่น อูฐส่งเสียงพรืดๆ ไป รถจิ๊ป 3 คัน จอดโอบคาราวานเป็นระยะเท่ากัน แล้วทหาร 3 คัน กรูลงมาจากรถพร้อมอาวุธปืนครบมือเข้าค้นกองคาราวาน
หัวหน้าเบดูอินชื่อ ฟูรอ และหัวหน้าขบวนที่ขี่ม้าขาว ซึ่งที่แท้คืออับดุลเลาะห์ คนของไบคาน และเจ้าหญิงสุไบดา ลงจากหลังอูฐ และหลังม้าไปเจรจากับพวกทหาร ยืนเจรจาท่าทางเคร่งเครียด
ทหารลุยค้นเข้าไปในหมู่ลูกน้องของเบดูอิน ทันใดการเจรจาจบลง พวกทหารต่างแยกย้ายไปขึ้นรถ และต่างวิ่งกลับไปทางซ้าย
“มันไปกันแล้ว” ชารีฟขยับตัวเตรียมลุก
คนขี่ม้าขาวเด่นเป็นสง่าควบม้าใกล้เข้ามาทุกทีๆ เสื้อคลุมดำสนิทโพกพันช่วงปากมิดชิด เห็นแค่จมูกปากเท่านั้น
ชารีฟชะงัก เบิกตากว้าง ม้าขาวก้าวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เห็นหน้าชัดขึ้น ดูคล้ำคมคาย มีสง่า อายุราว 40 ปี
ชารีฟผุดลุกตรงเข้าไปหา อย่างรวดเร็ว ชายนั้นหยุดม้า รีบกระโดดลงมา
2 ชาย ปรี่ผวาเข้ากอดกัน แนบแก้มทักทายไปมา
“อับดุลเลาะห์ ไม่นึกเลย..ว่าจะเป็นท่าน อุตส่าห์มาเองหรือ” ชารีฟดีใจ
“ท่านพ่อให้ข้าพเจ้ามาเอง ถึงท่านไม่สั่งข้าก็ต้องมา อัลล่าห์จงคุ้มครองท่านชารีฟ”
ชารีฟบอกมิเชลล์ “อับดุลเลาะห์ เป็นคนสนิทของพ่อฉัน”
มิเชลล์ก้มหัวให้
“แยกจากขบวนที่โอเอซีส ใต้เมืองโฮไดดะ ต่อจากนั้นท่านต้องหลบหนีดีๆ เจ้าชายโอมานสั่งว่าพบท่านกับผู้หญิงต่างชาติที่ไหนฆ่าให้ตายทันที มีรางวัล” อับดุลเลาะห์บอก
ชารีฟเสียงเข้ม “ไม่แปลกที่ได้ยิน ท่านแม่เราว่าอย่างไร”
อับดุลเลาะห์ส่งถุงหนังแกะสีดำให้ “มารดาท่านฝากเหรียญเงินมาให้แต่อย่าให้ไอ้พวกนี้รู้”
ชารีฟซาบซึ้งใจ “ท่านแม่”
อับดุลเลาะห์กระซิบ “พ่อท่านจ้างกองคาราวานนี่ บอกเขาว่าท่านเป็นผู้จาริกแสวงบุญจะเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ให้เขานำทางไปส่งที่ทางแยกไปโฮไดดะจ่ายเงินไปหมดแล้ว ท่านคงต้องรีบไปข้าพเจ้าลา” อับดุลเลาะห์ซาลาม
“ขอบใจมาก”
“รอคอยที่จะพบกับท่านอีก” อับดุลเลาะห์เอ่ยด้วยสีหน้าซื่อสัตย์จริงจัง
“รอคอยเช่นกัน”
ชารีฟโอบกอด อับดุลเลาะห์กอดตอบ นิ่งๆ สักครู่หนึ่งจึงผละออกจากัน

“หัวหน้าพวกกองคาราวานนี้ มันชื่อ ฟูรอ”
อับดุลเลาะห์ขี่ม้าเหยาะๆ ออกไปแล้ว ชารีฟมองตาม สีหน้าครุ่นคิดหมองเศร้า มิเชลล์ในคราบตาฟายืนมองนิ่งๆ

เสียงฟูรอดังขึ้น “จะไปกันหรือยัง...ถุย” พลางเคี้ยวยาสูบหยับๆ ถุยลงดินเสียงดังมาก
ชารีฟเดินเป็นสง่าเข้าไปหาฟูรออย่างมุ่งมั่น แล้วหยุดตรงหน้า มิเชลล์หยุดตาม ยืนแอบเยื้องหลังเล็กน้อย
ฟูรอถามเสียงห้วนๆ หยาบๆ “ท่านใช่ไหมที่จะไปกับเรา”
“ใช่”
ฟูรอมองมิเชลล์เขม็ง “นั่นใคร...เด็กหนุ่มคนนั้น”
มิเชลล์ผวารีบดึงผ้าบังหน้ามากขึ้น หลบหลังชารีฟ
“มันชื่อตาฟา…เด็กของเราเอง” ชารีฟตบไหล่มิเชลล์ป้าบๆ “เฮ้ย..เป็นอะไรไปวะ ไอ้ตาฟา แอบหลังข้าทำไม”
มิเชลล์โดนจังๆ ไหล่เอียงไปเอียงมา
ฟูรอพยักหน้ารับรู้ หันไปมองลูกน้อง พร้อมกับบ่นเบาๆ “ท่าทางตัวเมียเหลือเกิน”
ลูกน้อง 2 คน จูงอูฐ 2 ตัวมาให้
“ขึ้นอูฐเร็วเข้า เราจะรีบออกเดินทาง” ฟูรอบอก
ชารีฟจะก้าวไปยังอูฐ มิเชลล์กลัว ดึงแขนชารีฟ แน่น
ชารีฟหันมา ดุเสียงดัง “ตาฟา..เร็วเข้าสิ เจ้านี่....เดี๋ยวเหอะ ทิ้งให้อดตายอยู่ตรงนี้แหละ...เร็ว” ส่งเสียงตวาด “ขึ้นอูฐเถอะ นั่งดีๆ นะ ยึดบังเหียนให้แน่น ฉันจะขึ้นให้ดูก่อนแล้ว เลียนแบบให้ดีนะ ฉันช่วยให้ขึ้นอูฐไม่ได้ต้องขึ้นเอง”
มิเชลล์พยักหน้ารับคำ ชารีฟนำไป อูฐตัวสูงคู้ขาลงรับ ชารีฟก้าวขึ้นนั่งอย่างคล่องแคล่ว มิเชลล์ก้าวตามไปขึ้นอูฐอีกตัวที่คู้ขารอรับ
สมุนฟูรอร้อง “เย่ห์ๆ” อูฐลุกอย่างแสนรู้
อูฐมิเชลล์มาคู้ขาลงนั่ง มิเชลล์ตัวสั่นสะท้านทั้งตัว ชารีฟมองกลั้นใจ มิเชลล์ขึ้นนั่ง อูฐมิเชลล์ลุกบ้าง มิเชลล์หวาดเสียวอ้าปากจะร้อง ชารีฟกระซิบตวาด”อย่าร้องนะ”
มิเชลล์เห็นแผ่นดินโยกเยก และรู้สึกว่าตัวอูฐสูงจากพื้นอย่างน่ากลัว มิเชลล์กลัวมาก กัดริมฝีปากแน่น หน้าตาน่าขำมาก มือจับบังเหียนแน่นจนเจ็บ ชารีฟกระตุ้นอูฐนำไป
มิเชลล์กัดฟันกระตุ้นอูฐตาม
ฟูรอนำขบวน ตามด้วยชารีฟซึ่งพยายามดึงอูฐให้คู่เคียงไปกับมิเชลล์ ฟูรอหน้านิ่งสนิท มองตรงไปข้างหน้า
มิเชลล์มองชารีฟอย่างขอความอุ่นใจ หน้าตาจะร้องไห้อยู่แล้ว ชารีฟมองตอบอย่างให้กำลังใจ
อูฐ 4 ตัว รวมลูกชายฟูรอ นำขบวนคาราวานออกเดินทางไปในทะเลทราย พวกขบวนตามเคลื่อนตามกันไป
ขบวนคาราวานเคลื่อนไปในทะเลทรายกว้างสุดตา เห็นขอบฟ้าเริ่มมีแสงตะวันอ่อนๆ อยู่สุดปลายฟ้า

กองคาราวานมาหยุดพัก ตรงที่หยุดพักกองคาราวานในทะเลทราย เวลาใกล้เที่ยง ซึ่งเป็นบริเวณโอเอซีสเล็กๆ มีร่มไม้พออาศัย
ทุกคนลงจากอูฐ ฟูรอ ลูกชาย ชารีฟ ลงเรียบร้อย พอมิเชลล์ก้าวลง เข่าอ่อนหมดแรง ลงไปกองกับพื้น
ฟูรอเดินมาใกล้ ถุยน้ำลายใส่โดยแรง มิเชลล์ตกใจมาก ตาโต ลากตัวเองหนีไปวาหนึ่ง
ฟูรอด่า “เจ้าจะหาเมียไม่ได้ ถ้าขี้เกียจแบบนี้....ถุย”
มิเชลล์สะดุ้งอีกครั้ง หน้าตาหันขวับมา เริ่มโกรธแล้วจะลุก
ชารีฟรีบดุแก้สถานการณ์ “ยัง..ยังอีก” พร้อมเข้ามากระชากแขนให้ลุกขึ้นโดยแรง “บอกแล้วอย่าทำอ่อนแอ เป็นลูกผู้ชายนะเจ้า” จากนั้นผลักไปโดยแรงจนมิเชลล์หน้าคะมำ
มิเชลล์โกรธจัดหันขวับมา ทำท่าจะสู้ ชารีฟขยิบตาห้าม มิเชลล์ในคราบตาฟาหันไปจ๋อยอย่างเดิม
“รำคาญเว๊ย หกล้มหกลุกเดินป้อแป้ เกะกะนัยน์ตาไม่ชอบไอ้หน้าตัวเมีย” ฟูรอด่าซ้ำ
ชารีฟด่าตาม “ได้ยินมั้ย ลุกขึ้น เข้มแข็ง..เร็ว”
มิเชลล์ยืดอก ทำท่าเข้มแข็ง
“ท่านฟูรอ ท่านจะจงเกลียดจงชังเด็กของข้าไปถึงไหน” ชารีฟถาม
“ก็ไม่เกลียดหรอก แต่รำคาญลูกกะตาโว้ย เห็นมันหกกะล้มหกกะลุก เกะกะลูกนัยน์ตา ไม่ชอบไอ้หน้าตัวเมีย”
“ขอท่านมองข้ามมันไปเหมือนมองดูกรวดทรายที่อยู่ในทะเลทรายแล้วกัน มันก็ไอ้เศษดานนั่นแหละ”
“จะให้เชื่อได้ยังไงว่าเป็นผู้จาริกแสวงบุญจะไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์สารรูปอย่างนี้เนี้ย ท่านไปเอามันมาจากไหน”
“มันเป็นเด็กรับใช้ในบ้านเศรษฐีแห่งฮิลฟารา”
ตลอดเวลาที่ชารีฟโต้ตอบฟูรอ ตาฟามองชารีฟนัยน์ตาขุ่นๆ
“ถึงว่าสิ เอามันมาด้วยทำไม”
“มันเป็นคนธรรมมะธัมโม เอามันไปแสวงบุญด้วย”
ฟูรอไม่เชื่อ “ถุย...” ใส่
ตาฟาเอนหลบแทบไม่ทัน ทำท่าจะลุกขึ้นลุย ชารีฟหิ้วเสื้อข้างหลังไว้ กระแทกเข้าแรงๆ ตาฟาสะอึก...เจ็บ จุกหันขวับมาทำท่าจะกลับมาลุยชารีฟ
ฟูรอคาใจถามอีก “ท่าทางไม่ให้เลย แน่หรือท่าน”
“จะสงสัยอะไรกันเล่าท่านฟูรอ อีกวันก็แยกกันแล้ว” ชารีฟตัดบท
“เฮ้ย พวกเรา” ฟูรอตะโกนเสียงดังมาก
ตาฟาสะดุ้งสุดตัว
ฟูรอเห็น เขม้นมองจับอาการ “ขวัญอ่อนจริง เหมือนผู้หญิงเลยเว๊ย”
ตาฟารีบทำท่าเข้มแข็ง จนน่าขำ บอกใบ้กับชารีฟแบบข้าแข็งแรงนะ พร้อมกับยกกล้ามให้ดูด้วย
ฟูรอหยิบอะไรปามาที่ตาฟาจนสะดุ้งโหยง กระโดดหลบ พอหันหลังให้ฟูรอสบตาชารีฟ ปากพึมพำบ่นบ้าด่าฟูรอ ท่าทีน่าขันมาก

เวลาต่อมาทุกคนกำลังช่วยกันกางกระโจม บริเวณกระโจมผู้หญิง ตาฟาเดินผ่านมา ลูกสาววัยรุ่นโผล่หน้ามอง ใบหน้าคลุมมิดชิด เห็นแต่ลูกตา
ตาฟาก้มหัวทักทาย ลูกสาวกำลังหยิบผ้าเป็นกองโต มองยิ้มให้ เลยก้าวพลาดจะล้ม
ตาฟาถลาเข้าไป “ฉันช่วย” แล้วช่วยยกไปในกระโจมให้
ทันใดนั้น มีเสียงกรี๊ดของพวกผู้หญิงดังสนั่นจากในกระโจม

ตามมาด้วยมิเชลล์ในคราบตาฟาเตลิดออกมาแทบไม่ทัน
จากนั้นแม่เด็กๆ ออกมายืนเอ็ดตะโร ส่งเสียงเอะอะ เห็นแต่ไกลได้ยินแว่วๆ ชารีฟวิ่งปราดมาจากอีกกระโจม มาลากตาฟาไป

“เข้าไปทำไม”
“ก้อ...จะ...ช่วยเขา”
ชารีฟตวาด “ช่วยอะไร”
“ลูกสาวเขา...ยกของหนัก”
ชารีฟหิ้วจนตัวลอย “มานี่เลย มาทางนี้” จนพอลับตัวคน กระซิบเสียงดุ “เป็นผู้ชาย เข้าไปในกระโจมผู้หญิงได้ไง”
ตาฟาเถียง “ไม่รู้นี่ว่าเข้าไม่ได้”
“รู้ไว้ซะ กระโจมลูกเมียหัวหน้า ห้ามผู้ชายคนไหนเข้าไปทั้งสิ้น”
“รู้แล้ว” ตาฟากระชากเสียง “ตอนนี้รู้แล้ว”
“ดี”
ตาฟาเหลือบตา ค้อนเล็กๆ
ชารีฟบอกต่อ “ที่รู้ก่อนตาย”
“ฮึ”
“มากินอาหาร…” มิเชลล์ในคราบตาฟานั่งเฉย “เร็ว”
3 สองคนนั่งกินขนมปัง
“บิขนมปัง มันแห้ง เห็นมั้ย เอาใส่น้ำกาแฟนี่ ให้นุ่มแล้วนี่อินทผลัมแห้ง”
ตาฟากินอย่างเร็ว หิวมาก ชารีฟมองอย่างเวทนา มิเชลล์มองมา ชารีฟเปลี่ยนสายตาทันที
“เคี้ยวให้ละเอียด เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”

ไม่นานต่อมา ชารีฟพาตาฟาเข้ามาในเต๊นท์
“เอ้า ฟูรอ ให้เรานอนกระโจมนี้ รีบนอนซะ เอาแรงตอนนี้เดินทางไม่ได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...