xs
xsm
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4

ร่างสูงใหญ่นั้นลากมิเชลล์เข้ามาในพุ่มไม้ จับกดลงกับพื้น มิเชลล์ดิ้นรนสุดชีวิต เตะถีบถองไปมา ตาเหลือกลาน

ที่แท้เป็นชารีฟ เขากดหน้ามิเชลล์ด้วยมือที่ปิดปากให้พิงแนบหัวกับพื้นหญ้ากระซิบดุดัน
“หยุดดิ้น...เดี๋ยวก็ได้ตายกันทั้งคู่หรอก มีคนมาโน่น เห็นมั้ย”
มิเชลล์ชะงัก นิ่ง หันไปมองตาม เห็น ซาอิ๊บสมุนเจ้าชายโอมาน เดินผ่านพุ่มไม้ไป เห็นเท้าเดินอยู่เหนือหัวย่ำตึ้กๆ ผ่านไป
มิเชลล์หันกลับมา ชารีฟจ้องมาตาเขม็งแต่มีผ้าบังช่วงปากอยู่ เห็นแต่ตาแดงก่ำอย่างคนที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงและร้องไห้มาอย่างหนัก
“ท่านชารีฟ..ฉันกำลังจะไปหาท่าน อะมีนาบอกว่าพระอนุชาโอมานคิดร้าย”
ชารีฟนิ่งงัน กุมขมับไปอย่างหมองเศร้าสุดขีด
น้ำเสียงชารีฟสั่นสะท้าน “องค์อาหเม็ดสิ้นพระชนม์แล้ว”
“พระเจ้า” มิเชลล์ช็อก
ชารีฟเปลี่ยนท่าทีเป็นเข็มแข็ง “พระเจ้าที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ พวกกบฏกำลังตามล่าฉัน วิทยุประกาศทุกสถานี เราต้องรีบหนีไปจากที่นี่”
มิเชลล์เสียงสั่นสะท้าน ท่าทีสยองสุดขีด “หนีไปไหน…เราจะไปไหนคะ”
“ไปในทะเลทราย ไปตายเอาดาบหน้า ฉันไม่มีทางเลือก เป็นผีเฝ้าทะเลทรายยังดีกว่าถูกพวกนรกนั่นจับไปทรมาน” ชารีฟมองหน้า “เธอจะยอมไปเสี่ยงกับฉัน หรือจะยอมอยู่เผชิญกับพวกเจ้าชายโอมาน”
มิเชลล์อึ้งไปนิดหนึ่ง จ้องหน้าชารีฟนิ่ง แล้วพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น “ฉันจะไปกับท่าน”
“ทะเลทรายที่เราจะไปเขาเรียกว่า แดนมรณะ เป็นจุดที่ร้อนจัดที่สุด และ...” ชารีฟหยุด มองหน้ามิเชลล์พูดเสียงต่ำเบา “มีเบดูอิน ท่องเที่ยวไปทั่ว ชนเผ่าเบดูอินนี้ดุร้ายกับคนที่เขาคิดว่าเป็นศัตรู เราอาจจะไม่รอดชีวิตกลับมา…”
มิเชลล์รับคำหนักแน่น “ค่ะฉันทราบ”
น้ำเสียงชารีฟเด็ดขาด “ดีล่ะ ปลดสร้อย ปลดแหวนทั้งหมดนั่นออกก่อน เครื่องประดับผมนั่นด้วย”
มิเชลล์รีบทำตามงงๆ ปลดผมออก ผมหลุดออกมายาวสลวย
ชารีฟมองตะลึงเล็กๆ กับความงาม มิเชลล์ใช้มือสางๆ ผมก้มหน้าก้มตา แล้วเงยหน้าสบตา ชารีฟเอื้อมมือมาแตะผมที่ยาวสลวยนิ่มนวลอย่างลืมตัว มิเชลล์ใจเต้นแรงมาก
ชารีฟรู้สึกตัวว่าเคลิ้มไปหน่อย เลยแกล้งทำเป็นจัดๆให้ พึมพำว่าผมยุ่ง มิเชลล์ขำกิ๊ก ชารีฟทำหน้าเคร่ง
จากนั้นชารีฟหยิบพวกของมีค่าทั้งหมดโยนใส่ถุงผ้าดิบที่สะพายติดตัวมาอย่างแรงๆ
“อ้อ…ถอดเสื้อด้วย”
มิเชลล์ผงะ “อะไรนะ”
“บอกให้ถอดเสื้อผ้าออก”
มิเชลล์ซีด “ถอด...ให้ฉัน…ให้ แก้..เอ้อ แก้หมดเหรอ ทำไม” หน้าตามิเชลล์เหรอหลาน่าขำมาก “แล้วฉันจะทำยังไง”
“มานี่” ชารีฟจูงมิเชลล์คลานแอบไปอีกทาง

ตรงมุมมืดที่ทหาร 2 คนนอนตาย ชารีฟคลานมาบริเวณนั้น ดึงมิเชลล์มาด้วย พยักหน้าไปในความมืด
“ดูนั่นสิ”
มิเชลล์หันไป อ้าปากจะร้อง ชารีฟตะครุบปากมิเชลล์ไว้ทันที ทหาร 2 คนนอนตายทับถมกัน เลือดเต็มเห็นได้ในแสงสลัว
“รอที่นี่นะ”
มิเชลล์ตัวสั่นหมอบนิ่ง ชารีฟปีนข้ามโขดหินไปที่ศพทหารนั้น ถอดเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว มิเชลล์รีบหันกลับ แล้วพิงโขดหิน หลับตานิ่ง
มิเชลล์ผะอืดผะอม จะอ้วกให้ได้ ทันใด มีชุดทหาร 1 ชุด โยนข้ามก้อนหินมา มิเชลล์สะดุ้งเฮือก
ชารีฟหันหลังให้มิเชลล์แต่งตัวอย่างเร็ว “เปลี่ยนซะ”
มิเชลล์ตัวสั่นงันงก กลั้นความคลื่นไส้ กลั้นใจหยิบชุดขึ้นมาดู
ชารีฟถอดชุดตัวไปพลาง อธิบายบอกพลาง “สวมกัมบาซเสียก่อน เสื้อตัวที่แขนยาวกระดุมผ่าหน้าตลอดยาวแค่เข่านั่นแหละแล้วสวมอาบายาทับ เห็นมั้ยไอ้เสื้อคลุมยาวทำด้วยขนอูฐนั่นแหละ เรียกว่า อาบายา มันจะป้องกันทราย หรือลมหรือฝนได้อย่างดี”
มิเชลล์ถือชุดอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ชารีฟถอดและใส่ของตัวอย่างรวดเร็ว มิเชลล์ทำท่าจะเป็นลม แล้วกลั้นใจ ถอดชุดสวยออกจากตัว ชุดสวยกระเด็นไป หยิบเสื้อมา
ชายเสื้อตัวในเปื้อนเลือดจนชุ่ม มิเชลล์ชะงัก สีหน้าแขยงสยองสุด
ชารีฟแต่งเสร็จแล้ว กระซิบถามต่อ “เสร็จรึยัง”
“ใส่ไม่ได้ มันเปื้อนเลือด เหม็นด้วย สกปรกด้วย ฉันจะอาเจียนอยู่แล้ว”
“ไม่เป็นไร ฉันใส่ให้”
“ไม่ต้อง..ใส่เองค่ะ ใส่เดี๋ยวนี้” มิเชลล์ละล่ำละลัก
ชารีฟปีนข้ามหินกลับมา พร้อมผ้าอีก 2 ผืน และเชือกผ้าฝ้ายสีดำถักเป็นเกลียว สำหรับคาดรอบหัว 2 อัน แล้ววางลงบนโขดหิน มองดูมิเชลล์
“ดีมาก” แล้วจู่ๆ เอามือคว้าผมสลวยของมิเชลล์ไปกำไว้แน่นด้วยมือซ้าย
“อะไรอีกล่ะ”

เสียงมิเชลล์ตกใจมาก ตาเหลือกโปน

ชารีฟไม่พูดไม่จา กระชากดาบโค้งจากเอวตนตัดฉับๆๆ โดยเร็ว มิเชลล์ตกใจ จนช็อก ทำอะไรไม่ถูก

ชารีฟตัดผมมิเชลล์แค่คอ แหว่งๆ วิ่นๆ อย่างแรงและเร็ว
“ขอโทษนะ เจ็บหน่อย” พอเสร็จจึงสะบัดมีดเก็บ
มิเชลล์โกรธ และเสียดายผมจนปากสั่น น้ำตาร่วงพรู “ทำไม..ทำไม” เสียงดังขึ้นๆ “ตัดผมฉันทำไม” พร้อมกันนั้นจับผมตัวเองอย่างตกใจ “ดูสิแหว่งหมดเลย” ตอนนี้มิเชลล์เสียงต่อว่าดังมาก “คนบ้า..บ้าที่สุดไม่ไปไหนด้วยแล้ว”
ชารีฟปิดปากหมับ “เบาๆ สิ เข้าใจไว้ด้วย ว่าฉันไม่ต้องการรับภาระคอยป้องกันความเป็นสาวของเธอจากพวกเบดูอินในทะเลทราย”
“ไม่ต้องมาป้องกันหรอก เอาผมฉันคืนมา” มิเชลล์หน้างอ
ชารีฟส่งให้
มิเชลล์โกรธ หน้างอสุดขีด รับผมช่องามไปถือไว้ สักครู่สีหน้าดีขึ้นก็โปรยปล่อยให้ปลิวไปตามลม
“ฉันขอโทษ ใครไม่เคยมีผมสวย ยาวขนาดนี้ไม่รู้หรอกว่า...รู้สึกยังไง”
ชารีฟนิ่งไปสักครู่ “ขอโทษเหมือนกัน” พลางจับบ่ามิเชลล์ให้หันมาหา แล้วเอาผ้าขาวที่วางไว้โพกหัวให้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นโอบมาปิดรอบคอเป็นเปลาะๆ ส่วนที่เกินมาจะกองอยู่รอบคอเป็นพวง แล้วใช้เชือกสีดำที่เป็นเกลียวพันรอบหน้าผากอีกทบจับให้แน่น
“ผ้าผืนนี้เขาเรียกว่ากัฟฟีเย จะช่วยป้องกันไม่ให้เธอโดนแสงแดด ร้อนจ้าตอนกลางวันและก็พายุทราย เอาล่ะ เช็ดน้ำตาได้แล้ว มาดมัวแซล” ราชองครักษ์มองดุๆ “หรือว่าจะให้เช็ดให้”
มิเชลล์อึ้ง สะบัดหน้า ขยักขย้อนคลื่นไส้เต็มทน
“เป็นอะไร”
“จะอ้วก..เหม็นเสื้อเนี่ย” ขาดคำ เสียงอาเจียนมิเชลล์ดังขึ้นทันที
ชารีฟทำหน้ากลุ้มใจ
“อาเจียนออกมาเลย…ออกมาให้หมด ต่อไปห้ามนะ”

ครู่ต่อมาชารีฟถือชุดเก่าของตัวเองและชุดสวยของมิเชลล์มาที่มุมหนึ่ง แล้วนั่งลงเอามือคุ้ยๆ ทรายจนเป็นหลุม มิเชลล์ตามมามองงงๆ ยังมีอาการขยักขย้อน
“ทำลายหลักฐาน..ก่อนอื่น ช่วยกันสิ” ชารีฟสั่งขรึมๆ
มิเชลล์อึ้งแล้วช่วยตะกุยทรายด้วยอย่างไม่ถนัดนัก
ชารีฟมองหมิ่นๆ “เล็บหักยังดีกว่ามีคนเห็นตามไปฆ่า”
มิเชลล์ชะงัก แล้วกัดปาก แล้วรีบตะกุยแรงๆ เร็วขึ้น
“เอาล่ะๆ พอแล้ว”
ชารีฟจัดแจงเอาเสื้อผ้าทั้งหมดฝังไป แล้วโกย ๆ ทรายกลบ แล้วยืนขึ้นเหยียบๆ ๆ แล้วหันไปยกเอาหิน 3-4ก้อนมาวางทับๆไว้ แล้วเดินไปชะโงกดูที่หน้าผาทำท่าดูลาดเลา
มิเชลล์ชะโงกมองมั่ง “เราต้องลงไปทางหน้าผาเนี่ยหรือคะ”
หน้าผาสูงมาก อีกทั้งเป็นผาหินขรุขระลึกชัน
ชารีฟพยักหน้า
“โอ๊ย..ไปได้ไงล่ะ ไม่ไปหรอกไปก็ตาย”
“ตามใจ งั้นฉันไปล่ะ” ชารีฟลุก
“เดี๋ยว”
ชารีฟหันมา
“ไปก็ได้”
ชารีฟพยักหน้า “รอเดี๋ยว...” แล้ววิ่งหายไปในความมืด
มิเชลล์งงๆ แล้วไม่รู้จะทำไง นั่งลงกอดเข่ารอ แล้วว่างก็ชะโงกดูอีกที แล้วก้อนหินที่มือวางอยู่กลิ้งขลุกๆ ลงผาไปมิเชลล์ผวาเกือบตก แล้วคว้าหินอีกก้อนไว้ได้
ก้อนหินหล่นกระทบชิ่งไปเรื่อยๆ หายลงไปเบื้องล่าง มิเชลล์ลรีบถอยให้ห่างจากหน้าผา
ชารีฟกลับมาพร้อมเชือก 1 เส้น ที่ทำเป็นห่วงแล้วข้างหนึ่ง
“เอ้า...” ชารีฟส่งให้ “สวมซะ”
มิเชลล์งงๆ “ทำไมคะ”
“เราต้องโยงเชือกให้ตัวติดกันไว้ เผื่อพลั้งพลาด เธอจะได้ไม่ตกลงไปตาย” ชารีฟชะงักไปนิด แล้วหัวเราะเบาๆ “แต่ถ้าฉันเป็นคนพลาดแล้ว เธอยึดไว้ไม่ไหวก็คงต้องตายกันทั้ง 2 คน” พลางสบตามิเชลล์อึดใจ
มิเชลล์กัดฟัน รีบคล้องเชือกทางคอ แล้วขยับลงไปที่เอว
ชารีฟช่วยขยับเชือกให้พอดีเอว “อือ..ผู้หญิงนี่เอวนิดเดียวแหละนะ” พลางมองจ้องตา
มิเชลล์สบตา ค้อน ดุๆ
ชารีฟบอกด้วยเสียงจริงจัง “ป่านนี้มันคงนึกว่าเราจะออกทางช่องหินลับใต้ดิน คงระดมพลไปดักทางโน้นไม่นึกหรอกว่าเราจะลงทางนี้เพราะชันมากเสี่ยงมาก จะมีกองคาราวานพ่อค้าอาหรับมารับเราที่เชิงเขาด้านหลังเวลาตี 4 กว่าๆ” แล้วชารีฟก็ผูกเชือกรอบเอวตัวเอง “ไปกันได้แล้ว”
ก่อนไป ชารีฟเดินไปเล็งๆ ที่ชะง่อนหิน แล้วค่อยๆ ปีนลงไปอย่างตั้งอกตั้งใจ

มิเชลล์มองตามไป แล้วค่อยๆ ไต่ตามไป

ด้านหะยีวิ่งย้อนกลับมาจากที่วิ่งผ่านไป ขาทหาร 2 คู่ ยื่นออกมาจากพุ่มไม้นิดๆ หากไม่สังเกตไม่เห็น และโชคดีที่หะยีไม่เห็น ทหารหลายคนสวนมา

“เฮ้ย มาช่วยกันตามหานังสนมฝรั่งเศส”

ส่วนชารีฟปีนก้าวนำลงไปอย่างระมัดระวังแต่มั่นคง มิเชลล์ค่อยๆ ไต่ตามไปช้า ลมพัดแรงเสียงหวิดหวิว เสื้อผ้าปลิวสะบัด
เท้า และมือชารีฟที่ค่อยๆ ไต่หน้าผา จับก้าวไปอย่างมั่นคง มิเชลล์กัดฟันเกร็งแน่น ไต่ตามไปสั่นๆ จังหวะหนึ่งมิเชลล์มองลงไปเบื้องล่าง เห็นเหวลึกมืดสนิทไร้จุดหมาย
ทันใดมีเสียงตูมดังลั่น มิเชลล์สะดุ้งคว้าพลาด ตกลงไป ชารีฟรั้งไว้และใช้ร่างตนดันร่าง มิเชลล์ให้แนบกับผนังหินจนมิเชลล์ตั้งตัวได้
ใบหน้าชารีฟใกล้ใบหน้ามิเชลล์มากๆ ร่างซ้อนร่าง ชารีฟโอบอุ้มปกป้องในอ้อมอก วินาทีนั้นโลกหยุดนิ่ง
สองคนแนบชิดกัน ใจเต้นแรงทั้งคู่ ต่างคนต่างเงียบ ต่างคนต่างรู้สึกผิดปกติในใจ
ทันใดพลุถูกจุดตูมๆ ๆ เต็มท้องฟ้าเบื้องบน
มิเชลล์ผวา เงยมอง ฟ้าสว่างด้วยพลุเป็นระยะๆ ราวกับเป็นเวลากลางวัน
“อะไรคะนั้น” มิเชลล์แหงนมองตาไม่กระพริบ
“พวกมันจุดพลุ ให้สว่าง เพื่อจะได้ค้นหาเราได้ง่ายๆ นะสิ”
มิเชลล์ยังเงยมองตาไม่กระพริบ มองว่าสวยสุดๆ
“สวยจังนะคะ...โอ๊ะ นั่นดูดวงนั้นซิเหมือนดาวเลย”
“เฮ้อ...” ชารีฟทำเสียงปลงอนิจจัง “เร็วเข้าเถอะ” แล้วปีนต่อ
มิเชลล์รีบตาม
ส่วนที่บนปากเหว พวกซาอิ๊บกับทหารวิ่งหากันเสียงเอะอะ ตึงตัง เสียงซาอิ๊บดังก้องไปทั้งหุบเหว
“เฮ้ย ไปรายงานพระอนุชา ไม่มีใครเสี่ยงกับหน้าผานี่หรอกลงไปทางนี้ตายอย่างเดียว”

เวลาต่อมา เห็น 2 คน ไต่ลงมาในระยะสูงน่าหวาดเสียว ชารีฟไต่นำลงมาเรื่อยๆ ด้วยอัตราความเร็วสม่ำเสมอ มิเชลล์ตามมา หอบเหนื่อยเหงื่อเต็มหน้า กัดฟันไต่ตาม
ที่สุด 2 คน ไต่ลงมาอยู่สูงจากพื้นราว 6-7 เมตร แล้ว
ทันใดมิเชลล์ก้าวพลาดอีก ชารีฟพยายามแต่ไม่ทัน ทั้ง 2 เสียหลักหล่นวูบลงไป ที่เชิงผาค่อนข้างจะไม่ชันนัก เป็นทางเนินทรายลาดทั้ง 2 ตกลงมาบนเนินทรายแล้วกลิ้งขลุกๆ ตามกันสลับล่างบนด้วยเชือกที่โยงกันไว้ จนมาสิ้นสุดลงที่พื้นราบ
ชารีฟค่อยๆ ประคองตัวจะลุกขึ้น แล้วชะงัก มิเชลล์แน่นิ่งไป ฟุบอยู่กับพื้นทราย ชารีฟตกใจ ซีด อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วเรียกเบาๆ
“มาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์ มิเชลล์..มิเชลล์”
ร่างมิเชลล์ยังนิ่ง ชารีฟเอื้อมมือจะไปแตะ
มิเชลล์ค่อยๆ ใช้แขนพยุงร่างเงยขึ้นมาช้าๆ
“นี่..เรายังไม่ตาย ใช่ไหม”
ชารีฟยิ้มเอาใจช่วยอย่างนึกเอ็นดู “ตอนนี้ ยัง”
มิเชลล์เอามือลูบตามร่างกายว่าเจ็บปวดตรงไหนรึเปล่า
ชารีฟปลดเชือกออกจากตัว “เอาเชือกออกสิ”
มิเชลล์รีบปลดเชือกโดยเร็ว สองคนลงนั่ง ชารีฟมองไปข้างหน้าสักครู่แล้วหันมามองจ้อง
มิเชลล์ทั้งๆที่ไม่ได้หันไป รู้ว่าชารีฟจ้อง คิดว่าเขามองความสวย สีหน้าออกอาการเขินๆนิดๆ
ชารีฟยังจ้องอยู่อย่างนั้น มิเชลล์ตัดสินใจหันไปมอง ชารีฟหน้ายิ้ม
“มองอะไรหรือคะ”
คราวนี้ชารีฟหัวเราะ
มิเชลล์งง “หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“เธอดูตลกดี”
มิเชลล์ฉุนคิดในใจคนอะไรมาว่าตลก “ไม่เคยมีใครว่าฉันตลก”
“เขาว่าเป็นคนอย่างอื่นเหรอเหรอ”
“ใช่”
“เช่น....” ชารีฟจ้อง รอฟัง
“เช่น...” มิเชลล์อึกอักนิดๆ “เขาว่าสวย”
ชารีฟหัวเราะปลงอนิจจัง “อะไรนะ”
มิเชลล์พูดเร็วปรื๋อ “สวย...สวย…คนพูดแต่ว่าฉันสวย ฉันรู้ตัวด้วย กระจกฉันก็มี”
“ทั้งคนที่พูดทั้งกระจกยังไม่เห็นจะสรุปแบบนี้ หัวก็โดนแทะแบบนี้นะสิ”
มิเชลล์สะดุ้งนิดๆ ตกใจที่ชารีฟว่าตนจริง “แต่ทำหยิ่ง เชิดหน้า ผมถูกแทะก็ยาวได้แต่ปากคนที่พูดไม่ดีสิ ยังไงก็ไม่หาย”
ชารีฟหัวเราะ ขำมาก “เห็นจะจริง”
มิเชลล์ค้อนขวับร้อง “ฮึ”
“คอยจนตี 4” ชารีฟบอก

สองคนขยับตัวนั่ง ห่างๆ กัน

เวลาผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง 2 คนนั่งในอีกอิริยาบถ ใกล้กันเข้ามาหน่อย

“ผู้หญิง” ชารีฟพูดลอยๆ
“อะไรนะคะ”
“ฉันกำลังสงสัยว่า ผู้หญิง…อย่างเธอจะทนชีวิตทะเลทรายได้แค่ไหน” ชารีฟบอก
มิเชลล์หน้าเครียดขึ้นมาทันที
“เราอาจต้องตระเวนเร่ร่อนซ่อนตัวเป็นผี” ชารีฟบอก
“อะไรนะคะ” มิเชลล์เสียงดังมาก
ชารีฟปิดปากทันที จนมิเชลล์ทำท่าว่าปล่อยเถอะ ชารีฟปล่อย มิเชลล์กระซิบถาม
“เป็นผีเหรอคะ”
“เธอเคยเห็นตัวตนของผีมั้ยล่ะ”
“อ๋อ” มิเชลล์นิ่งเงียบไปสักครู่ “พระอนุชา มีอำนาจมากมาย ทำไมถึงอยากได้มากไปกว่าที่มีอยู่แล้ว”
ชารีฟหัวเราะเบาๆ “มีคนบางคนคิดว่า สนมชาวต่างชาตินำความวิบัติมาสู่ฮิลฟารา”
มิเชลล์ตาโต หน้าซีด “จริงหรือคะ แล้วคุณละคะ คิดอย่างนั้นรึเปล่า”
“ทุกอย่างเกิดตามบัญชาของพระเจ้าเบื้องบน”
มิเชลล์มองหน้า “ขอบคุณค่ะ” ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
“ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งความสุขและความทุกข์ อำนาจเกียรติยศ เกียรติศักดิ์”
“ค่ะ ฉันเข้าใจ”
ชารีฟขยับตัว “เอาล่ะ เวลานี้เธอคือเด็กหนุ่ม..โง่..เซ่อซ่า..พูดไม่ค่อยรู้เรื่องคิดว่าจะเล่นบทนี้ได้มั้ย”
“หา..อะไรนะ พูดว่าอะไรนะ”
ชารีฟหงุดหงิด “ฉันพูดว่า เธอต้องโง่” แล้วชะงักในบัดดล รู้ว่ามิเชลล์แกล้งตน
มิเชลล์หัวเราะนิดๆ “นี่ไง..โง่แล้วไง โง่ทันใจท่านดีไหม” สาวเจ้าทำหน้าโง่จ๋อยๆ เซื่องๆ “หน้าโง่พอหรือยัง” แต่แล้วมองไปตาโต หันขวับมาบอก “มีรถมาค่ะ”
ชารีฟเหลียวขวับไปตาม เห็นไฟหน้ารถ 2 ดวงไกลๆ จากทะเลทราย มิเชลล์ลุกขึ้นทำท่าจะวิ่งไป ชารีฟคว้าตัวจนหันคว้าง ชารีฟผลักมิเชลล์ แล้วดันตัวล้มลงด้วยกันบนทราย มิเชลล์ผงะ ดิ้นรน
“จะได้ไปกับเขาไง”
ชารีฟสั่งเฉียบขาด “หลบ...หมอบให้ติดพื้น”
มิเชลล์อึ้ง รีบทำตาม
รถจิ๊ปใกล้เข้ามา มีการส่งวิทยุดังตลอด และแล่นผ่านไป ชารีฟ และมิเชลล์ ค่อยๆ โงหัวขึ้นมองตาม
ไฟท้ายรถแดงวาบๆ ห่างออกไปจนลับตา
ทันใดนั้นมีเครื่องบินๆ ผ่านมาบนฟ้า ชารีฟกดมิเชลล์ลงไปอีก รอจนเครื่องบินผ่านไป
ชารีฟเงยขึ้น สีหน้าเจ็บแค้นถึงขีดสุด
“มันคุมไว้หมดทุกด้านแล้ว ทางบกทางอากาศ เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
มิเชลล์ เบิกตาโตด้วยความตกใจและหวาดกลัว

ที่วังเจ้าหญิงสุไบดาเวลาเดียวกัน สุไบดานับเงินเหรียญจำนวนเยอะพอสมควร ใส่ถุงกำมะหยีสีดำ ไบคานกำลังพูดอยู่กับอับดุลเลาะห์ คนสนิท บอกแผนการ สักครู่สุไบดาเดินไปหา
“อับดุล” ส่งถุงเงินให้ “ฝากไปให้ลูกชาย”
อับดุลเลาะห์รับเงิน ท่าทางนอบน้อมมาก
“รีบไป เดี๋ยวไม่ทัน” ไบคานบอก
“พ่อค้าอูฐที่จะไปเมืองโฮไดดะ ข้าพเจ้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
“อับดุล ฉันไว้ใจเจ้า ส่งให้ถึงมือลูกชาย”
“เจ้าหญิงไม่ต้องเป็นห่วงพระเจ้าค่ะ” อับดุลเลาห์หันมาพูดกับไบคาน “ถึงท่านไบคานไม่ขอให้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าก็ต้องไปด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าเห็นนายน้อยชารีฟตั้งแต่วิ่งได้ รู้ว่าเป็นความหวังเดียวของท่านไบคานกับเจ้าหญิง อับดุลยอมตายถ้าของสิ่งนี้ไม่ถึงมือนายน้อยชารีฟ”
สองคนบอก “ขอบใจ อับดุล”
อับดุลเลาะห์ ทำความเคารพ แล้วไป สองคนมองตาม
“ใครมีคนซื่อสัตย์ทำงานให้ คนนั้นโชคดี อย่างที่สุด” สุไบดาว่า
ไบคานบอกขรึมๆ “จะให้เขาซื่อสัตย์กับเรา เราต้องซื่อสัตย์กับเขาก่อน”
สุไบดามองสามี ยิ้มอ่อนโยนให้

“พระอัลเลาะห์คุ้มครองลูกแม่ด้วย”

อ่านต่อหน้า 2

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4 (ต่อ)

หะยีเข้าเฝ้าเจ้าชายโอมานในห้องส่วนตัวที่วัง ถวายความเคารพแล้วรีบรายงานเรื่องชารีฟ

“พันเอกชารีฟและนังคนต่างชาติหายไป ค้นทั่วตึกเหลืองและบริเวณแล้วแต่ไม่พบ พบแต่ทหารรับใช้คนนี้ ขณะนี้สั่งสะกัดอุโมงค์ทางลับและสั่งตรวจค้นทุกกองคาราวานในทะเลทราย ทั้งหมดแล้วพะย่ะค่ะ”
“บัดซบ” โอมานกริ้ว ตบหน้าหะยีฉาดใหญ่
หะยีหน้าหัน อึ้งสนิท
“ลุยทะเลทราย สกัดกองคาราวานทุกกอง ตามมันมาให้ได้ ไม่ได้...เจ้าตาย” โอมานคำราม
หะยีออกไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าพระเจ้าจัดการเองพระเจ้าค่ะ” ซาอิ๊บเอ่ยขึ้น
“ลงมือได้” โอมานบอกเสียงดัง
ซาอิ๊บตะโกนไปทางลูกน้องชารีฟ “เฮ้ย...บอกมา”
ทหารลูกน้องชารีฟนิ่ง
“บอกมาดีๆ แล้วจะรอดตาย นายเองหนีไปไหน” ซาอิ๊บตะคอก
ทหารมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม
ซาอิ๊บตะคอก “ว่าไง”
ทหารคนนั้นมองหน้าโอมานเขม็ง โอมานเห็นสายตาแล้วปรี๊ดแตก เดินมาเตะ..เตะ..เตะ จนทหารกลิ้งไปกลิ้งมา ร่างทหารยับเยิน แต่ยังมองโอมาน สายตาแข็งกร้าวดังเดิม
“ไอ้..สัตว์” โอมานคำรามในคอ “มึงมองดูอย่างนี้..วอนตายนะมึง..ยกมือขึ้น”
โอมานตบซ้าย ตบขวา ต่อย ตบ เตะ อย่างมันมือ จนทหารเละไปทั้งหน้าทั้งตัว โอมานเหนื่อยแล้ว
“ซาอิ๊บ จะทำยังไงกับไอ้ทหารรับใช้โสโครกคนนี้”
“ไม่ยากพะยะค่ะ” ซาอิ๊บหยิบมีดวงเดือนออกมา “เฮ้ยไอ้หนูบอกมาเจ้าชายเอ็งหนีไปทางไหน ไม่อย่างนั้น ...รู้ใช่มั้ย...พิธีโบราณของเรา มีดวงเดือนนี้ล่ะ จะปาดไปตามนิ้วเจ้า และควักกระดูออกมาทีละข้อ ทีละข้อ จะบอกได้หรือยังว่า....”
โอมานรำคาญ “เฮ้ย พูดมากอยู่ทำไม..ทำเลย มันจะบอกก็ตอนมันเจ็บ ยังไม่เจ็บเจียนตาย ขู่มันให้ตายมันก็ไม่เปิดปาก เอามีดมานี้ ข้าทำเอง”
มีดวงเดือนในมือโอมาน ควักข้อนิ้วออกมา
ทหารคนนั้นร้องเหมือนวัวถูกเชือดแต่ไม่บอก นัยน์ตาเครียดแค้น จ้องโอมานเขม็ง
โอมานยิ่งมันในอารมณ์ปาดนิ้วต่อจนร่างทหารทนเจ็บปวดไม่ไหวฟุบคว่ำลง โอมานหัวเราะก้อง

ส่วนเหตุการณ์ที่เชิงหน้าผา ในทะเลทราย ชารีฟดูนาฬิกาหน้าเครียด
“อีกราวๆ ชั่วโมงกว่า จะตี 4”
มิเชลล์อึ้ง ถอนใจยาว มองไปรอบๆ ตัว แล้วกอดอกด้วยความหนาว
ชารีฟมองๆ มิเชลล์แล้วพูดขรึมๆ “กองคาราวานจะเดินผ่านทะเลทรายพรุ่งนี้เราจะแยกไปกับพวกเบดูอินในทะเลทรายข้างหน้าโน้นต่อไป”
ทันใดมีเสียงกระดิ่งไสเย็นดังแว่วมากับสายลม ชารีฟสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้น สีหน้าสดใสขึ้น มิเชลล์ลุกตามบ้าง
ชารีฟหันมาหามิเชลล์ “อย่าลืมนะ เธอไม่ใช่ผู้หญิงอีกต่อไป ทำท่าเข้มแข็งด้วย”
มิเชลล์ก้มลงมองสภาพตัวเองอย่างหวั่นๆ ลูบผมที่อยู่ใต้ผ้าคลุม “เขาจะเชื่อใช่ไหมคะ ว่าฉันเป็นผู้ชาย”
ชารีฟชะงัก จับบ่ามิเชลล์ให้ยืนเผชิญหน้าในระยะห่างพอควรมองขึ้น ลง ซ้าย ขวา แล้วจับผ้าให้คลุมๆ หน้ามิเชลล์มากขึ้น
“ใช้ได้ๆ หล่อไปนิด…ไม่เป็นไร เสื้อพวกนี้ใหญ่โตปิดบังร่างกายได้ดี ฉันจะเรียกเธอว่า “ตาฟา” จำชื่อใหม่ของเธอไว้”
มิเชลล์พึมพำ ย้ำ “ตา-ฟา”
“แล้วอย่าเรียกฉันเต็มยศอีกนะ เรียกว่าชารีฟเท่านั้นพอ”
มิเชลล์พึมพำอีก “ชารีฟ” พร้อมกับมองหน้าชารีฟ นัยน์ตาเชื่อถือเต็มเปี่ยม
ชารีฟนัยน์ตาหวั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง
“มา…มาทางนี้”
ชารีฟแตะแขนมิเชลล์แล้วพาเดินไปอีกทางที่เสียงกระดิ่งดังใกล้เข้ามา

ชารีฟจูงมิเชลล์ออกมานอกเนินทราย เสียงกรุ๋งกริ๋งดังใกล้เข้ามาทุกที แล้วในที่สุดม้าขาวตัวแรก
ก็ก้าวพ้นโค้งทรายเข้ามา ตามด้วยอูฐ 4 ตัว คาราวานคน 20 กว่าคน และฝูงม้าหลายตัว ฝูงแกะมากมาย มีเสียงม้าร้องผสมมาเป็นระยะ
หัวหน้าคาราวานชื่อ ฟูรอ เป็นคนอาหรับ มาพร้อมเมีย และลูกชาย ลูกสาว วัยรุ่นทั้งคู่
ชารีฟพึมพำด้วยดีใจ “ม้าขาวตัวแรก ใช่แล้ว มิเชลล์ หัวหน้าจะขี่ม้าขาว”
มิเชลล์มองขำๆ “ผม..ตาฟาครับ”
“ใช่ ตาฟา ดีมาก”
ขบวนคาราวานเคลื่อนใกล้เข้ามาๆ ชารีฟ และมิเชลล์ในคราบตาฟา ยืนเด่นเป็นสง่ารอ
ทันใดมีเสียงหวิวของพลุ แล้วพลุขึ้นไปส่องสว่างจ้าเต็มฟ้า มิเชลล์หงายหน้าดูตาโต
“แย่แล้ว..มิเชลล์” ไวเท่าความคิด ชารีฟดึงมิเชลล์ให้ทิ้งตัวแนบกับดิน
ทันใดรถจิ๊ปทหาร 3 คัน แล่นมาตีวงอ้อมกองคาราวาน เสียงม้าร้องแตกตื่น อูฐส่งเสียงพรืดๆ ไป รถจิ๊ป 3 คัน จอดโอบคาราวานเป็นระยะเท่ากัน แล้วทหาร 3 คัน กรูลงมาจากรถพร้อมอาวุธปืนครบมือเข้าค้นกองคาราวาน
หัวหน้าเบดูอินชื่อ ฟูรอ และหัวหน้าขบวนที่ขี่ม้าขาว ซึ่งที่แท้คืออับดุลเลาะห์ คนของไบคาน และเจ้าหญิงสุไบดา ลงจากหลังอูฐ และหลังม้าไปเจรจากับพวกทหาร ยืนเจรจาท่าทางเคร่งเครียด
ทหารลุยค้นเข้าไปในหมู่ลูกน้องของเบดูอิน ทันใดการเจรจาจบลง พวกทหารต่างแยกย้ายไปขึ้นรถ และต่างวิ่งกลับไปทางซ้าย
“มันไปกันแล้ว” ชารีฟขยับตัวเตรียมลุก
คนขี่ม้าขาวเด่นเป็นสง่าควบม้าใกล้เข้ามาทุกทีๆ เสื้อคลุมดำสนิทโพกพันช่วงปากมิดชิด เห็นแค่จมูกปากเท่านั้น
ชารีฟชะงัก เบิกตากว้าง ม้าขาวก้าวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เห็นหน้าชัดขึ้น ดูคล้ำคมคาย มีสง่า อายุราว 40 ปี
ชารีฟผุดลุกตรงเข้าไปหา อย่างรวดเร็ว ชายนั้นหยุดม้า รีบกระโดดลงมา
2 ชาย ปรี่ผวาเข้ากอดกัน แนบแก้มทักทายไปมา
“อับดุลเลาะห์ ไม่นึกเลย..ว่าจะเป็นท่าน อุตส่าห์มาเองหรือ” ชารีฟดีใจ
“ท่านพ่อให้ข้าพเจ้ามาเอง ถึงท่านไม่สั่งข้าก็ต้องมา อัลล่าห์จงคุ้มครองท่านชารีฟ”
ชารีฟบอกมิเชลล์ “อับดุลเลาะห์ เป็นคนสนิทของพ่อฉัน”
มิเชลล์ก้มหัวให้
“แยกจากขบวนที่โอเอซีส ใต้เมืองโฮไดดะ ต่อจากนั้นท่านต้องหลบหนีดีๆ เจ้าชายโอมานสั่งว่าพบท่านกับผู้หญิงต่างชาติที่ไหนฆ่าให้ตายทันที มีรางวัล” อับดุลเลาะห์บอก
ชารีฟเสียงเข้ม “ไม่แปลกที่ได้ยิน ท่านแม่เราว่าอย่างไร”
อับดุลเลาะห์ส่งถุงหนังแกะสีดำให้ “มารดาท่านฝากเหรียญเงินมาให้แต่อย่าให้ไอ้พวกนี้รู้”
ชารีฟซาบซึ้งใจ “ท่านแม่”
อับดุลเลาะห์กระซิบ “พ่อท่านจ้างกองคาราวานนี่ บอกเขาว่าท่านเป็นผู้จาริกแสวงบุญจะเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ให้เขานำทางไปส่งที่ทางแยกไปโฮไดดะจ่ายเงินไปหมดแล้ว ท่านคงต้องรีบไปข้าพเจ้าลา” อับดุลเลาะห์ซาลาม
“ขอบใจมาก”
“รอคอยที่จะพบกับท่านอีก” อับดุลเลาะห์เอ่ยด้วยสีหน้าซื่อสัตย์จริงจัง
“รอคอยเช่นกัน”
ชารีฟโอบกอด อับดุลเลาะห์กอดตอบ นิ่งๆ สักครู่หนึ่งจึงผละออกจากัน

“หัวหน้าพวกกองคาราวานนี้ มันชื่อ ฟูรอ”

อับดุลเลาะห์ขี่ม้าเหยาะๆ ออกไปแล้ว ชารีฟมองตาม สีหน้าครุ่นคิดหมองเศร้า มิเชลล์ในคราบตาฟายืนมองนิ่งๆ

เสียงฟูรอดังขึ้น “จะไปกันหรือยัง...ถุย” พลางเคี้ยวยาสูบหยับๆ ถุยลงดินเสียงดังมาก
ชารีฟเดินเป็นสง่าเข้าไปหาฟูรออย่างมุ่งมั่น แล้วหยุดตรงหน้า มิเชลล์หยุดตาม ยืนแอบเยื้องหลังเล็กน้อย
ฟูรอถามเสียงห้วนๆ หยาบๆ “ท่านใช่ไหมที่จะไปกับเรา”
“ใช่”
ฟูรอมองมิเชลล์เขม็ง “นั่นใคร...เด็กหนุ่มคนนั้น”
มิเชลล์ผวารีบดึงผ้าบังหน้ามากขึ้น หลบหลังชารีฟ
“มันชื่อตาฟา…เด็กของเราเอง” ชารีฟตบไหล่มิเชลล์ป้าบๆ “เฮ้ย..เป็นอะไรไปวะ ไอ้ตาฟา แอบหลังข้าทำไม”
มิเชลล์โดนจังๆ ไหล่เอียงไปเอียงมา
ฟูรอพยักหน้ารับรู้ หันไปมองลูกน้อง พร้อมกับบ่นเบาๆ “ท่าทางตัวเมียเหลือเกิน”
ลูกน้อง 2 คน จูงอูฐ 2 ตัวมาให้
“ขึ้นอูฐเร็วเข้า เราจะรีบออกเดินทาง” ฟูรอบอก
ชารีฟจะก้าวไปยังอูฐ มิเชลล์กลัว ดึงแขนชารีฟ แน่น
ชารีฟหันมา ดุเสียงดัง “ตาฟา..เร็วเข้าสิ เจ้านี่....เดี๋ยวเหอะ ทิ้งให้อดตายอยู่ตรงนี้แหละ...เร็ว” ส่งเสียงตวาด “ขึ้นอูฐเถอะ นั่งดีๆ นะ ยึดบังเหียนให้แน่น ฉันจะขึ้นให้ดูก่อนแล้ว เลียนแบบให้ดีนะ ฉันช่วยให้ขึ้นอูฐไม่ได้ต้องขึ้นเอง”
มิเชลล์พยักหน้ารับคำ ชารีฟนำไป อูฐตัวสูงคู้ขาลงรับ ชารีฟก้าวขึ้นนั่งอย่างคล่องแคล่ว มิเชลล์ก้าวตามไปขึ้นอูฐอีกตัวที่คู้ขารอรับ
สมุนฟูรอร้อง “เย่ห์ๆ” อูฐลุกอย่างแสนรู้
อูฐมิเชลล์มาคู้ขาลงนั่ง มิเชลล์ตัวสั่นสะท้านทั้งตัว ชารีฟมองกลั้นใจ มิเชลล์ขึ้นนั่ง อูฐมิเชลล์ลุกบ้าง มิเชลล์หวาดเสียวอ้าปากจะร้อง ชารีฟกระซิบตวาด”อย่าร้องนะ”
มิเชลล์เห็นแผ่นดินโยกเยก และรู้สึกว่าตัวอูฐสูงจากพื้นอย่างน่ากลัว มิเชลล์กลัวมาก กัดริมฝีปากแน่น หน้าตาน่าขำมาก มือจับบังเหียนแน่นจนเจ็บ ชารีฟกระตุ้นอูฐนำไป
มิเชลล์กัดฟันกระตุ้นอูฐตาม
ฟูรอนำขบวน ตามด้วยชารีฟซึ่งพยายามดึงอูฐให้คู่เคียงไปกับมิเชลล์ ฟูรอหน้านิ่งสนิท มองตรงไปข้างหน้า
มิเชลล์มองชารีฟอย่างขอความอุ่นใจ หน้าตาจะร้องไห้อยู่แล้ว ชารีฟมองตอบอย่างให้กำลังใจ
อูฐ 4 ตัว รวมลูกชายฟูรอ นำขบวนคาราวานออกเดินทางไปในทะเลทราย พวกขบวนตามเคลื่อนตามกันไป
ขบวนคาราวานเคลื่อนไปในทะเลทรายกว้างสุดตา เห็นขอบฟ้าเริ่มมีแสงตะวันอ่อนๆ อยู่สุดปลายฟ้า

กองคาราวานมาหยุดพัก ตรงที่หยุดพักกองคาราวานในทะเลทราย เวลาใกล้เที่ยง ซึ่งเป็นบริเวณโอเอซีสเล็กๆ มีร่มไม้พออาศัย
ทุกคนลงจากอูฐ ฟูรอ ลูกชาย ชารีฟ ลงเรียบร้อย พอมิเชลล์ก้าวลง เข่าอ่อนหมดแรง ลงไปกองกับพื้น
ฟูรอเดินมาใกล้ ถุยน้ำลายใส่โดยแรง มิเชลล์ตกใจมาก ตาโต ลากตัวเองหนีไปวาหนึ่ง
ฟูรอด่า “เจ้าจะหาเมียไม่ได้ ถ้าขี้เกียจแบบนี้....ถุย”
มิเชลล์สะดุ้งอีกครั้ง หน้าตาหันขวับมา เริ่มโกรธแล้วจะลุก
ชารีฟรีบดุแก้สถานการณ์ “ยัง..ยังอีก” พร้อมเข้ามากระชากแขนให้ลุกขึ้นโดยแรง “บอกแล้วอย่าทำอ่อนแอ เป็นลูกผู้ชายนะเจ้า” จากนั้นผลักไปโดยแรงจนมิเชลล์หน้าคะมำ
มิเชลล์โกรธจัดหันขวับมา ทำท่าจะสู้ ชารีฟขยิบตาห้าม มิเชลล์ในคราบตาฟาหันไปจ๋อยอย่างเดิม
“รำคาญเว๊ย หกล้มหกลุกเดินป้อแป้ เกะกะนัยน์ตาไม่ชอบไอ้หน้าตัวเมีย” ฟูรอด่าซ้ำ
ชารีฟด่าตาม “ได้ยินมั้ย ลุกขึ้น เข้มแข็ง..เร็ว”
มิเชลล์ยืดอก ทำท่าเข้มแข็ง
“ท่านฟูรอ ท่านจะจงเกลียดจงชังเด็กของข้าไปถึงไหน” ชารีฟถาม
“ก็ไม่เกลียดหรอก แต่รำคาญลูกกะตาโว้ย เห็นมันหกกะล้มหกกะลุก เกะกะลูกนัยน์ตา ไม่ชอบไอ้หน้าตัวเมีย”
“ขอท่านมองข้ามมันไปเหมือนมองดูกรวดทรายที่อยู่ในทะเลทรายแล้วกัน มันก็ไอ้เศษดานนั่นแหละ”
“จะให้เชื่อได้ยังไงว่าเป็นผู้จาริกแสวงบุญจะไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์สารรูปอย่างนี้เนี้ย ท่านไปเอามันมาจากไหน”
“มันเป็นเด็กรับใช้ในบ้านเศรษฐีแห่งฮิลฟารา”
ตลอดเวลาที่ชารีฟโต้ตอบฟูรอ ตาฟามองชารีฟนัยน์ตาขุ่นๆ
“ถึงว่าสิ เอามันมาด้วยทำไม”
“มันเป็นคนธรรมมะธัมโม เอามันไปแสวงบุญด้วย”
ฟูรอไม่เชื่อ “ถุย...” ใส่
ตาฟาเอนหลบแทบไม่ทัน ทำท่าจะลุกขึ้นลุย ชารีฟหิ้วเสื้อข้างหลังไว้ กระแทกเข้าแรงๆ ตาฟาสะอึก...เจ็บ จุกหันขวับมาทำท่าจะกลับมาลุยชารีฟ
ฟูรอคาใจถามอีก “ท่าทางไม่ให้เลย แน่หรือท่าน”
“จะสงสัยอะไรกันเล่าท่านฟูรอ อีกวันก็แยกกันแล้ว” ชารีฟตัดบท
“เฮ้ย พวกเรา” ฟูรอตะโกนเสียงดังมาก
ตาฟาสะดุ้งสุดตัว
ฟูรอเห็น เขม้นมองจับอาการ “ขวัญอ่อนจริง เหมือนผู้หญิงเลยเว๊ย”
ตาฟารีบทำท่าเข้มแข็ง จนน่าขำ บอกใบ้กับชารีฟแบบข้าแข็งแรงนะ พร้อมกับยกกล้ามให้ดูด้วย
ฟูรอหยิบอะไรปามาที่ตาฟาจนสะดุ้งโหยง กระโดดหลบ พอหันหลังให้ฟูรอสบตาชารีฟ ปากพึมพำบ่นบ้าด่าฟูรอ ท่าทีน่าขันมาก

เวลาต่อมาทุกคนกำลังช่วยกันกางกระโจม บริเวณกระโจมผู้หญิง ตาฟาเดินผ่านมา ลูกสาววัยรุ่นโผล่หน้ามอง ใบหน้าคลุมมิดชิด เห็นแต่ลูกตา
ตาฟาก้มหัวทักทาย ลูกสาวกำลังหยิบผ้าเป็นกองโต มองยิ้มให้ เลยก้าวพลาดจะล้ม
ตาฟาถลาเข้าไป “ฉันช่วย” แล้วช่วยยกไปในกระโจมให้
ทันใดนั้น มีเสียงกรี๊ดของพวกผู้หญิงดังสนั่นจากในกระโจม

ตามมาด้วยมิเชลล์ในคราบตาฟาเตลิดออกมาแทบไม่ทัน

จากนั้นแม่เด็กๆ ออกมายืนเอ็ดตะโร ส่งเสียงเอะอะ เห็นแต่ไกลได้ยินแว่วๆ ชารีฟวิ่งปราดมาจากอีกกระโจม มาลากตาฟาไป

“เข้าไปทำไม”
“ก้อ...จะ...ช่วยเขา”
ชารีฟตวาด “ช่วยอะไร”
“ลูกสาวเขา...ยกของหนัก”
ชารีฟหิ้วจนตัวลอย “มานี่เลย มาทางนี้” จนพอลับตัวคน กระซิบเสียงดุ “เป็นผู้ชาย เข้าไปในกระโจมผู้หญิงได้ไง”
ตาฟาเถียง “ไม่รู้นี่ว่าเข้าไม่ได้”
“รู้ไว้ซะ กระโจมลูกเมียหัวหน้า ห้ามผู้ชายคนไหนเข้าไปทั้งสิ้น”
“รู้แล้ว” ตาฟากระชากเสียง “ตอนนี้รู้แล้ว”
“ดี”
ตาฟาเหลือบตา ค้อนเล็กๆ
ชารีฟบอกต่อ “ที่รู้ก่อนตาย”
“ฮึ”
“มากินอาหาร…” มิเชลล์ในคราบตาฟานั่งเฉย “เร็ว”
3 สองคนนั่งกินขนมปัง
“บิขนมปัง มันแห้ง เห็นมั้ย เอาใส่น้ำกาแฟนี่ ให้นุ่มแล้วนี่อินทผลัมแห้ง”
ตาฟากินอย่างเร็ว หิวมาก ชารีฟมองอย่างเวทนา มิเชลล์มองมา ชารีฟเปลี่ยนสายตาทันที
“เคี้ยวให้ละเอียด เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”

ไม่นานต่อมา ชารีฟพาตาฟาเข้ามาในเต๊นท์
“เอ้า ฟูรอ ให้เรานอนกระโจมนี้ รีบนอนซะ เอาแรงตอนนี้เดินทางไม่ได้ร้อนมาก ต้องรอเย็น”
มิเชลล์ลงนอนทันที ชารีฟลงนอนเคียง แล้วหลับตาทำท่าเหมือนหลับ
สองคนนั้นนอนถัดชารีฟไป ทั้งหมดเบียดกันอยู่ในกระโจมเล็กมาก มิเชลล์นอนตัวงอหันหลังให้
ชารีฟลืมตานิดๆ ชำเลืองมอง เห็นแต่ด้านข้างซบนิ่งกับแขนที่รองเป็นหมอน
สักครู่ ยินเสียงสะอื้นดังแผ่วๆ ชารีฟขยับตัวจะเข้าไปปลอบ แต่ชะงักเสียก่อน

เวลาผ่านไป มิเชลล์หลับสนิทตัวงอ ขดขามาที่หน้าอก ชารีฟก็หลับ
จังหวะหนึ่ง มิเชลล์พลิกกลับมาทางชารีฟ ที่นอนตะแคงเหมือนกัน หน้าห่างกันเพียงนิ้วมือเดียว สักครู่ มิเชลล์ลืมตามองหน้าชารีฟนิ่งๆ ใจคิดวนเวียน ชารีฟลืมตา มิเชลล์สะดุ้งสุดตัวเหลือบตาไปทางอื่น
ชารีฟหัวเราะเบาๆ มิเชลล์เหลือบตาลง ชารีฟแตะปาดร่องแก้มที่ยังมีรอยน้ำตา
“น้ำตาเธอยังเป็นรอย…” พลางลูบเม็ดทรายออกจากแก้มอีกครั้ง “ทรายยังไม่หมดไปจากแก้มข้างนี้”
มิเชลล์หลับตาแน่น ชารีฟเหยียดช้อนไปใต้ต้นคอมิเชลล์ มิเชลล์สะดุ้ง
ชารีฟซึ่งใช้กระสอบอินทผลัมหนุนหมอน “นอนให้สบายเถิด มิเชลล์”
มิเชลล์นอนตัวแข็งในท่าหวาดหวั่น
ชารีฟงง “ทำไมทำท่าอย่างนี้เธอเป็นผู้หญิงยุโรปไม่ใช่รึ รักเสรีในปารีส..จะกลัวอะไรกับ” พลางขยับแขนดึงมิเชลล์เข้ามาแน่นยิ่งขึ้น “เรื่องแค่นี้...ผู้หญิงยุโรปน่ะไม่มีใครบริสุทธิ์แล้ว”
ชารีฟก้มลง ทำท่าจะจูบ มิเชลล์น้ำตาไหลทันที ตัวสะท้าน ทั้งๆหลับตา ชารีฟรู้สึกได้ถึงแรงสะอื้นเบาๆ ก้มลงดูเชยคาง ตกใจ น้ำตามิเชลล์ไหลเป็นทาง
“ขอโทษทีเถิด ฉันไม่คิดว่า..เอ้อ…”
มิเชลล์ลืมตามอง สองคนสบตากัน
“เธอไม่ออกไปเที่ยว ไม่เคยไปค้างกับนักศึกษาหนุ่มๆ จริงๆ หรือ ไม่เคยแม้แต่…”
มิเชลล์ส่ายหน้า “ฉันจะโดนไล่ออกจากสำนักชีทันที แล้วฉันจะเรียนไม่จบไม่ได้ปริญญา…เพราะฉะนั้นฉันไม่เคยเที่ยวกับใคร ไม่เคย...กับใคร”
“มิเชลล์ งั้นขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจจะรังแกเธอ”
มิเชลล์สะอื้นแรงขึ้น
“ขอโทษอีกครั้ง ต่อไปนี้” ชารีฟเช็ดน้ำตาให้ “ฉันจะดูแลเธอให้ดีสมกับที่แม่ชีเหล่านั้นบำรุงรักษาดอกไม้ดอกนี้อย่างบริสุทธิ์สะอาดไม่มีมลทิน ฉันจะคุ้มครองเธอเอง”
นัยน์ตามิเชลล์หวานละมุน ซาบซึ้งมาก ชารีฟอดใจเต็มที่รีบหันหลังให้

ชารีฟหลับสนิทแล้ว มิเชลล์ในคราบตาฟาดเมื่อยล้าเหลือเกินนั่งอูฐทั้งวัน บิดร่างไปมา บิดคอไปมา เหยียดแขน กำกำปั้น ฟาดไปโดนหน้าไอ้ฟูรอเต็มแรง ตาฟาสะดุ้งสุดตัว ตกใจมาก
“เฮ๊ย ใครวะ.. ใครทำข้า...” ฟูรอโวยเสียงดัง
ชารีฟตื่นทันที ดึงตาฟาเข้าไปอยู่ด้านหลัง ทำให้ตาฟาต้องกระโจนข้ามตัวชารีฟไป กิริยาเหมือนคลานไปบนตัวเขา ชารีฟไม่สนใจ แต่สมองไตร่ตรองอย่างเร็วว่าจะต่อรองยังไง
ฟูรอยังคงโวยวาย ก่อนที่จะฟุบหลับคาที่ไป นิ่งสักครู่ ชารีฟค่อยๆ ผ่อนคลาย
“เขาเป็นอะไร” ตาฟาถาม
“ตัวเธอสั่น...กลัวมากมั้ย” ชารีฟไม่ตอบ แต่ถาม
มิเชลล์ในคราบตาฟาพยักหน้าหงึกๆ ทำท่าจะเป็นลม ถามย้ำ “เขาเป็นอะไร”
“ละเมอ”
ตาฟาทำท่าอ่อนใจ “โธ่...เอ๋ย ไอ้....” พลางทำท่าจะตะกายกลับมาลุย
“จุ๊ จุ๊ นอน” ชารีฟจับหัวให้มิเชลล์นอนลง เอามือลูบนัยน์ตาให้หลับลง

เวลาใกล้ค่ำแล้ว ทุกคนในขบวนยังหลับอยู่ ฟูรอตะโกนเสียงดังมาก
“เฮ้ย...ยังไม่ตื่นอีกรึ มันจะสันหลังยาวไปถึงไหน”
ตาฟาได้ยิน รีบตะกายออกมาจากเต๊นท์ ชารีฟเดินมาจากข้างเต๊นท์
“กำลังจะปลุกมัน มันเด็กน่ะ นอนขี้เซาไปหน่อย เฮ้ย ไอ้ตาฟาเตรียมตัวจะออกเดินทางแล้ว”
ตาฟาพยักหน้ารีบลนลาน ฟูรอด่า
“ไอ้เด็กขี้เกียจสันหลังยาว นี่ท่าน...ไอ้นี่มันอ่อนแอจริงๆ อ่อนแอกว่าผู้หญิงของเราเสียอีก ถ้าท่านยังจะเอามันไปท่านจะลำบากแน่ๆ เพราะจากโอเอซีสโฮไดดะจะกันดารที่สุด ถ้าไม่อดทนล่ะ” ฟูรอเดินเข้าไปพูดใส่หน้าตาฟาด้วยเสียงขุ่มขู่ “ตายแน่ๆ”
มิเชลล์ หรือ ตาฟาลุกขึ้นแล้วโค้งแล้วโค้งอีก
ฟูรอเสียงดัง “ช่วยเก็บเต็นท์ด้วยนะแก”

ตาฟาช่วยเก็บเต๊นท์ เหนื่อย..หอบ ลิ้นห้อย ชารีฟมองดูสงสารมาก

เวลาเย็นย่ำใกล้พลบค่ำเต็มที่ กองคาราวานทั้งหมดเดินเป็นขบวนไปในทะเลทราย ฟูรอบังคับอูฐมาใกล้ชารีฟ
“จะเลี้ยงเป็นจ้าวเป็นนายหรือไง ไม่ยอมให้เดินเลยรึ แค่เด็กรับใช้ จะเอาใจกันไปถึงไหน” ว่าพลางก็ถ่มน้ำลายดังปรี๊ด ลอยผ่านหน้ามิเชลล์ไป มิเชลล์หลบแทบไม่ทัน
“จริงด้วย เฮ้ย เจ้าตาฟาลงมาเดินไปได้แล้ว” ชารีฟทำสัญญาณว่าจะลง
“ให้อยู่บนหลังอูฐตลอดเวลาได้ยังไง ไม่ใช่ผู้หญิงกับเด็กนี่ ถ้าไม่ไหวต้องนั่งอูฐอย่างเนี้ยต่อไป ท่านต้องดูแลมันยังกับเป็นเมียของท่านเลยล่ะ”

ตาฟาเงยหน้าขวับมองดูฟูรอตาเขียว แต่ฟูรอไม่เห็น

“ควรจะสอนให้มันบังคับอูฐด้วย ไม่งั้นท่านก็ต้องจงให้มันตลอดเวลาอย่างเนี้ย”
ชารีฟทำสัญญาณให้อูฐหยุดเดิน อูฐมิเชลล์ก็คุกเข่าเช่นกัน
“มา ลงมาเดินเสียดีๆ มันจะสบายไปหน่อยแล้ว เว๊ย ไอ้ไก่อ่อน”
มิเชลล์ลงมาอย่างรวดเร็ว แต่เป็นอีกครั้งที่เข่าอ่อนทรุดลงไปกอง
“ตายแล้ว เป็นอะไรเข่าอ่อนหรือ”
มิเชลล์เงยหน้ามอง หน้าตาน่าสงสารมาก
“ฉันประคองเธอไม่ได้” ชารีฟกระซิบ “ทนหน่อย ถึงโอเอซีส เราจะแยกจากมัน”
“ค่ะ” มิเชลล์กระซิบตอบพยายามทรงตัวลุกขึ้น “ฉันเข้าใจค่ะ”
มิเชลล์เดินไปข้างๆ อูฐ ชารีฟก็เดินไปข้างๆอูฐของตัว
“เจ้าฟูรอมันโหดร้ายอย่างนี้เอง มันไม่เคยปล่อยคนรับใช้ขึ้นอูฐด้วยซ้ำ อีกไม่นานหรอกทนได้มั้ย มิเชลล์”
มิเชลล์พยักหน้ารับทั้งๆที่ตัวเองจะหมดแรง ชารีฟยิ้มให้อย่างแจ่มใส ให้กำลังใจ
“ทำให้ฟูรอถึงเกลียดฉันเหลือเกิน”
“ก็เพราะเธอเป็นผู้ชาย ถ้ามันเห็นเธอผมยาวสลวยหอมกรุ่นไปทั่งตัวใส่ชุดบางเบาล่ะก็ มันคงหมอบอยู่แทบเท้าเธอเลยล่ะ”
ชารีฟเดินมาใกล้จับมือมิเชลล์ปลอบใจ
“อย่าให้มันเห็นมือเธอเป็นดี นี่มันมือผู้หญิง บอบบางและนิ่มเหลือเกิน”
มิเชลล์มองหน้า สองคนจ้องตากันสักครู่ มิเชลล์ชักมือออกไป นัยน์ตาชารีฟ มองมิเชลล์ตลอดเวลา ด้วยความเป็นห่วง

มิเชลล์เดินอยู่ข้างๆ อูฐ ใช้เงาของตัวอูฐกำบังความร้อน เดินป้อแป้ตามลำดับ
ฟูรอชักอูฐมาใกล้ “ให้มันเดินเสียมั่งดีแล้ว”
มิเชลล์ฮึดสุดขีด ทำท่าเข้มแข็ง ยืดอก เดินด้วยฝีเท้าแข็งขัน
ฟูรอบังคับอูฐมาใกล้ๆ มิเชลล์ แกล้งโดยมาบังคับอูฐจะให้ชน มิเชลล์เดินหลีกไปแล้ว ก็ยังชักอูฐตามไป
มิเชลล์หันขวับมา ทำท่าจะกระชากขาฟูรอ
“เอ๊า..เอาสิวะ ฮ่ะ ฮ่ะ กูจะได้ซัดให้จมทราย”
มิเชลล์กัดฟันแน่น
ฟูรอเล่นไม่เลิก เอาเท้าเขี่ยๆ ที่แขน
ชารีฟมอง สงสาร “เฮ้ย ไอ้ตาฟา เร่งเดินสิวะ” พูดเป็นเชิงให้รีบหลบไป
ฟูรอชักอูฐเลยไป มิเชลล์ตัวอ่อนยวบลงทันที
“มิเชลล์”
มิเชลล์ทรงกายขึ้น ฝืนตัวฮึดสุดขีด “อย่าห่วงเลยค่ะ ฉันไหว” ส่งเสียงกระซิบตอบชารีฟเบาหวิว
“ใกล้ถึงโอเอซีสแห่งทางไปเมืองโฮไดดะแล้ว”

กองคาราวานเดินทางอีกหนึ่งวันเต็มๆ จึงมาถึงโอเอซีสโฮไดดะ ที่พักแรมกลางทะเลทราย ซึ่งเขียวชะอุ่ม มีสัตว์ทะเลทรายวิ่งไปมา ฟูรอและชารีฟเผชิญหน้ากัน คนอื่นๆ จัดการกางกระโจมเตรียมจะพักค้างแรม
“ตกลงจะแยกกันตรงนี้” ฟูรอถาม
ชารีฟก้มหัวรับคำ
“ไม่พักก่อนรึ ถึงโอเอซีสแล้ว”
“ไม่”
มิเชลล์มองขวับมาทันที นัยน์ตาละห้อย อยากพัก
“จะไปยังไง” ฟูรอถาม
ชารีฟวางเงินเหรียญ ควักออกมาจากกระเป๋า 1 กอง
ฟูรอตาโตมาก แต่รีบทำท่าไม่ยี่หระ “จะเอาอะไรมั่งเสบียงเรอะ”
ชารีฟวางเงินลงไปอีกกอง “อูฐ 3 ตัว เสบียงกึ่งหนึ่ง ที่ท่านเหลือ…”
ฟูรอตาโต “โอ..ให้ราคาดีเหลือเกินนี่ มีเงินเยอะเรอะ”
“เงินนี้เป็นราคาของที่พูดไปเมื่อกี้ รวมทั้งปืนยาวหกกระบอกลูกกระสุนสองลัง”
ฟูรอชะงักกึก “ท่านรู้ว่าเรามีอาวุธขาย”
“ถ้าไม่ใช่อาวุธ คงไม่ขนมาแบกมาอย่างทะนุถนอมอย่างนี้หรอก” ชารีฟพยักหน้าไปทางอาวุธในลัง ที่ให้คนขนมาอย่างดี “เงินเราหมดพอดี แต่เรายอมเสียเงินเพราะของที่จำเป็นกว่า”
ฟูรอหันไปสั่งลูกน้อง “เฮ้ย เอาหีบพวกนั้นมานี่”
ชารีฟเตือน “ระวังพวกกองตำรวจทะเลทราย”
ฟูรอไม่สน “เฮ้ย...ไม่กลัวหรอก เราซื้ออาวุธจากทหารของเจ้าชายโอมาน พอรับของแล้วพวกทหารยังตามคุ้มกันเราจนพ้นเขตลาดตะเวนของตำรวจด้วย....ปลอดภัย”
ชารีฟกัดกรามแน่นเมื่อได้ยินชื่อโอมาน
“จะให้เชื่อรึว่าพวกทหารค้าอาวุธกับท่าน”
“ไม่งั้นจะเป็นพวกไหนล่ะทหารเท่านั้นที่จะมีอาวุธเยอะแยะ เจ้าชายโอมานนะของบประมาณซื้อาวุธได้ค่านายหน้าไปเที่ยวหนึ่งแล้วเอาอาวุธมาขายได้ไปเต็มๆ อย่างนี้บ้านเมืองไม่พังพินาศก็ไม่รู้จะว่ายังไง”

ชารีฟแค้นใจเหลือแสน หันมาสบตากับตาฟา

อ่านต่อหน้า 3

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4 (ต่อ)

ครู่ต่อมาเสบียง และอาวุธทั้งหมดถูกเก็บมิดชิดในกล่อง ชารีฟยกขึ้นบรรทุกอูฐตัวสุดท้าย แล้วออกเดิน ขบวนคาราวานของฟูรอ ยังนั่งพักผ่อนกันอยู่ระเกะระกะ

“เสบียง” ชารีฟพึมพำ “อินทผลัมแห้ง ข้าวโพดแห้ง น้ำตาล แป้ง ข้าว ชากาแฟ แค่นี้ก็สบายแล้ว ลาล่ะท่านฟูรอ ขอให้โชคดี”
มิเชลล์เดินนำไป ชารีฟจูงอูฐไปเรื่อยๆ เห็นโอเอซีสอยู่ด้านหลังไกลๆ จนลับตาไป
“หายเหนื่อยหรือยัง”
“ค่ะ หายแล้ว”
“หายแน่นะ”
“แน่”
“ดีแล้ว”
“แต่ทำไมเราไม่พัก” มิเชลล์คาใจ
“พักทำไม”
“ฉันอยากอาบน้ำ ซักผ้า อยากสระผมเหนียวตัวเต็มทนแล้ว” มิเชลล์บ่น
“มีชีวิตรอดแล้ว…จะบ่นทำไม”
ว่าพลางชักอูฐเดินผ่านไปทันที
มิเชลล์กระตุ้นอุฐเข้าไปเคียง “ที่ฉันพูดว่าอยากนั้น ผิดปกติเหรอ” ตอนท้ายกระแทกเสียงใส่
“ผิด”
“อะไร” มิเชลล์เสียงแข็ง “ไหนคุณบอกจะดูแลฉันให้ดีสมกับที่แม่ชีบำรุงรักษาฉันให้บริสุทธิ์สะอาดที่สุดแล้วเนี่ย ฉันสกปรกเหม็นสาปไปทั้งตัวเหนอะหนะ เป็นสังกะตัง” ว่าแล้วก็ขยี้ผมตัวเอง “มอม…ม่อกไปทั้งหน้าอย่างเนี้ย เนี้ยเหรอ ดูแลให้บริสุทธิ์สะอาด แล้วยังมาว่าฉันอยากในสิ่งที่ผิดปกติ” พูดแล้วอารมณ์ยิ่งขึ้น เสียงเลยดังขึ้นๆ
ชารีฟเถียง “ผิดปกติสิ เพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิง ผู้ชายไม่ค่อยอาบน้ำหรอก...ขี้เกียจ”
“พอแล้วฉันจะไม่ยอมเป็นผู้ชายตลอดเวลาหรอก ได้ยินมั้ย ฉันเป็นผู้หญิง” มิเชลล์พูดไป เต้นไป “ฉันอยากอาบน้ำ ฉันอยากตัวสะอาดไม่อยากเหม็น” ว่าแล้วเตะทรายเต็มแรงจนกระจุย “แล้วฉันก็เหนื่อย เมื่อย...อยากอาบน้ำได้ยินมั้ย”
ชารีฟมองไปด้านหลังมิเชลล์ “เหม็นน่ะดีแล้วน่า”
“คุณจะบ้าเหรอ เหม็นดีก็เหม็นไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่เหม็นด้วยหรอก”
“ดูโน่น แล้วยังจะอยากตัวหอมมั้ย”
มิเชลล์หันไปมองตาม เข่าอ่อนลงไปพับกับทราย เงยหน้ามองชารีฟ นัยน์ตากลัวสุดๆ
“เป็นไงบอกแล้วว่าตัวเหม็นน่ะดีแล้ว จริงมั้ยล่ะ”

มิเชลล์มองไปในทะเลทรายเบื้องหน้า เห็นทหารทะเลทราย โพกหัวด้วยผ้ากัฟฟีเยลายแดงกับเขียว ควบม้าอาหรับฝีเท้าดี 6 ตัว มุ่งเข้ามา
ชารีฟหยุดอูฐแล้วหันมาบอกมิเชลล์
“ทหารลาดตระเวน ม้าอาหรับฝีเท้าดีมาก อยู่เฉยๆ นะเราหนีมันไม่พ้นแน่”
“คะ...ค่ะ” เสียงมิเชลล์แผ่วเบาแทบไม่มีเสียงรอดออกจากปากเพราะความกลัว
“ชักผ้าคลุมหัวบังตาไว้ พยายามหลบหน้าไว้..อย่าลืมนะ เธอเป็นใบ้หูหนวก”
“คะ...คะ...ค่ะ” มิเชลล์ครางแผ่วเบา
ชารีฟสัพยอก “เห็นประโยชน์ของการทำตัวเหม็น รึยัง”
“ค่ะ เห็นแล้วค่ะ”
ชารีฟลงจากหลังอูฐ ขณะที่ม้าทั้ง 6 วิ่งมาถึงและเรียงรายเข้าล้อมชารีฟ มิเชลล์พยายามนั่งนิ่งที่สุดโดยไม่หันไปมองทางชารีฟและทหาร
ชารีฟนั่งลงคำนับจนหัวแทบจะจดพื้น หัวหน้าทหารลาดตระเวนวางท่าเบี่ยง นั่งตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย จ้องหน้าชารีฟเขม็ง แล้วหันไปมองมิเชลล์
หัวหน้าตะโกน “ไอ้เบดูอินคนนั้น ลงจากหลังอูฐเดี๋ยวนี้”
มิเชลล์ยังคงนั่งนิ่ง ทำท่าหงอเต็มที่
หัวหน้าลาดตระเวนตะโกนด้วยความโมโห “บอกว่าให้ลงจากหลังอูฐ หูหนวกรึไง”
“ถูกต้องแล้วขอรับท่าน มันหูหนวกตั้งแต่เกิด เป็นใบ้ด้วยแถมปัญญาก็ยังทราม” ชารีฟเปลี่ยนเสียงพูดแบบพวกเบดูอินชั้นต่ำทันที “มันเป็นเด็กของข้าพเจ้าเอง ชื่อตาฟาขอรับ”
หัวหน้าสั่งลูกน้อง “ไปลากตัวมันลงมา”
ชารีฟตกใจมาก ลูกน้องชักม้าเดินเข้ามาหามิเชลล์ มิเชลล์นิ่งพยายามข่มใจ แต่สังเกตเห็นได้จากเหงื่อที่ปุดออกบนหน้าผากและอาการหายใจที่ถี่แรง
มิเชลล์ไม่หันมามอง ลูกน้องทหาร
ชารีฟจ้องมองดูลูกน้องทหารตาไม่กระพริบ ลูกน้องทหารชักปืนออกมา
ชารีฟตกใจเหงื่อกาฬแตก “ท่านขอรับอย่าทำอะไรมันเลยขอรับมันไม่มีค่าอะไรเลย เสียดายลูกปืนเปล่าๆ” ชารีฟคำนับแล้วคำนับอีก
หัวหน้าไม่ตอบมองที่ลูกน้อง ลูกน้องเล็งปืนไปที่มิเชลล์เขม็ง
มิเชลล์เหลือบตามามองด้านข้างเห็นทหารกำลังเล็งปืนมาที่ตน มิเชลล์ตาเหลือกลาน กัดฟันแน่นตัวสั่นสะท้าน ทำท่างกเงิ่นกล้ว ให้น่าสงสาร เหงื่อกาฬไหลเต็มหน้า
ทหารขึ้นนกปืนดังกริ๊ก ชารีฟจ้องเขม็งด้วยความตกใจ
มิเชลล์ไม่กล้าแม้แต่จะหลับตานั่งนิ่งตัวสั่นกลั้นหายใจตาเบิกโพลงเห็นนิ้วเหนี่ยวไกปืน ปากกระบอกปืนไฟแลบขึ้นมาจากการยิง เสียงปืนแผดลั่นจนก้อง
ดวงตามิเชลล์เบิ่งโตขึ้นอีก เสียงปืนยังคงดังก้องกังวาน ชารีฟตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ

ปากกระบอกปืนมีควันจากการยิงลอยฉุยขึ้น

ผ้าโพกหัวของมิเชลล์ขาดกระจุย ควันยังลอยคลุ้งขึ้นจากผ้าโพกหัวนั้น หัวหน้าลาดตระเวนหัวเราะลั่น คนอื่นพลอยหัวเราะไปด้วย

มิเชลล์กลัวสุดขีด เหมือนคนเสียสติไปแล้ว ดิ้นไปดิ้นมาร้องโวยวายแบบคนเป็นใบ้และสุดท้ายลุกขึ้นจะหนี แต่ซวนเซล้มลง คว่ำหน้านิ่ง ชารีฟพลอยโล่งใจหัวเราะอ้อมแอ้มตามทหารเพื่อเอาใจแต่ใจจริงนั้นเสียววูบ
มิเชลล์ยังอยู่ในท่าเดิมไม่กระดุกกระดิก ลูกน้องทหารชักม้าอ้อมมาดูหน้า เห็นหน้ามิเชลล์ซีด ปากขาว ขอบตาดำคล้ำ ดวงตาเหลือกนิ่งไม่ไหวติง
ลูกน้องทหารถ่มน้ำลายลงกับพื้นราวกับเห็นเศษสวะเน่าเหม็นแล้วชักม้ากลับมาที่กลุ่ม
“ซากศพเดินได้ชัดๆ”
“มันเป็นบ้าขอรับท่าน คนบ้ามันสกปรก เหม็น แฮ่ะๆๆ”
“มันก็ไม่ต่างกับแกสักเท่าไหร่นักหรอก แกสองคนจะไปไหน” หัวหน้าตำรวจถาม
“เรากำลังจะไปเมืองจาอุฟ พี่น้องของเราอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าจะไปขายของด้วย”
“ขายอะไรมีอูฐแค่ 3 ตัวเท่านั้น” หัวหน้าตำรวจมองไปที่อูฐ
“พวกเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ เอาไปขายพวกผู้หญิงเบดูอินตามหมู่บ้านแถบเชิงเขาจาบาลซัมมาร์ขอรับแฮ่ะๆๆ” ชารีฟบอก วางท่าทีเป็นคนชั้นต่ำได้แนบเนียนมาก แถมพูดด้วยสำเนียงคนชั้นต่ำอีกด้วยชวนให้น่าเชื่อเถือ
“เดินทางมานี่พบพี่ชายชาวฮิลฟาราบ้างไหม ข้าได้รับแจ้งจากกษัตริย์องค์ใหม่ โอมานที่หนึ่งว่ามีเชลยยศพันเอกหน้าตาหล่อเหลากับนังผู้หญิงฝรั่งต่างชาติ หลบหนีมาทางนี้”
ชารีฟตีมึนตกข่าว “กษัตริย์โอมานที่1 หรือ ขอรับ เอ๊ะ ไม่ใช่องค์อาหเม็ด”
“ใช่สิ เจ้านี่หูป่า ตาเถื่อนจริง เราเปลี่ยนกษัตริย์แล้ว”
ชารีฟก้มหน้าต่ำ กัดฟันแน่นเสียใจแค้นใจปนเป ตาฟามองสบตา สีหน้าเห็นใจมาก
“กษัตริย์องค์ใหม่จะจับตัวท่านพันเอกทำไมขอรับ” ชารีฟแกล้งถาม
“มันทำผิดลักลอบพาพระสนมหนีมา เขาว่าสวยสุดใจ เป็นชาวต่างประเทศด้วย คำสั่งว่าให้จับเป็นแล้วส่งตัวไปที่พระราชวังหลวงบนเขาด่วน”
“โอ เลวทรามขนาดนี้เชียวหรือขอรับ มันน่าเหยียบให้จมดินจริงๆ ถ้าพบนะจะต้องกระทืบ…กระทืบ” ชารีฟทำท่ากระทืบซ้อนๆ กัน “หลายทีให้มันจมดินเล๊ย”
ชารีฟยังหัวเราะอยู่ ขณะหันไปมองหน้าทหารทุกคน เห็นทหารบนหลังม้าหน้าตาถมึงทึงจ้องมองมาอย่างพินิจพิจารณา
“เอ้อ...” ชารีฟค่อยๆ หุบปาก หยุดหัวเราะ
“เจ้าจะว่าอะไร” หัวหน้าจ้องหน้าชารีฟ
“เอ้อ...คือว่า ถ้าข้าพเจ้าพบท่านพันเอกจะรีบรายงาน ทันทีขอรับ แฮ่ะๆๆ”
“ดี” หัวหน้าทหาร จ้องหน้าชารีฟ แล้วนำขบวนชักม้าวิ่งกลับไปทางเดิม ชารีฟมองตามจนแน่ใจ แล้วเดินไปที่อูฐที่มิเชลล์นั่งอยู่ท่าเดิม ชารีฟมองหน้ามิเชลล์
พบว่ามิเชลล์นิ่งสนิท แล้วร่างมิเชลล์ค่อยๆ เอนตัวล้มลงฟุบกับหลังอูฐ
ชารีฟร้องลั่น “มิเชลล์” รีบเข้าไปดูแลอย่างเร็ว รับตัวมิเชลล์ที่เอนลงมา

เวลาผ่านไปเล็กน้อย มิเชลล์หลับตาพริ้ม เห็นมือชารีฟถือผ้าชิ้นเล็กๆ เปียกขึ้นโบกไปมาที่จมูก
มิเชลล์ค่อยๆ รับรู้กลิ่นที่ผ้า แล้วค่อยลืมตาขึ้น
มิเชลล์พิงตักชารีฟ หลบอยู่ที่เงาอูฐ สักครู่หนึ่งมิเชลล์รู้สึกตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็เซไปชารีฟจะเข้ามาประคอง
“ท่านให้ฉันดมอะไรน่ะ”
“ปัสสาวะอูฐ เธอเป็นลม” ชารีฟมองหน้าอย่างเป็นห่วง
“อะไรนะ” มิเชลล์เสียงดังมาก
“ปัสสาวะอูฐ”
มิเชลล์เป็นลมไปอีกหน ท่าทางน่าขำมาก

ที่โอเอซีส แห่งโฮไดดะ ซึ่งชารีฟและมิเชลล์แยกกับฟูรอ กลุ่มเบดูอิน เผ่าต่างๆ และเบดูอิน พวกของฟูรอ นั่งจับกลุ่มกันเรียงรายรอบๆ โอเอซีส ก่อนจะเห็นตำรวจลาดตระเวนกลุ่มที่ไล่มิเชลล์กับชารีฟ มายืนพักและตรวจดูแลอยู่บริเวณนั้น
รถจิ๊ปแล่นเข้ามาจอด ทหารยศสูงชั้นพันตรีกว่าหัวหน้าลาดตระเวนลงจากรถจิ๊ป ทหารกลุ่มลาดตระเวนเข้าแถวกันพรึบพรับ
“พบมันไหม” นายพันถามขึ้น
“ไม่พบขอรับ พวกเราตระเวนจนทั่วพื้นที่ มีแต่เบดูอินสกปรก 2 คน”
“แน่นะ”
“แน่ขอรับไม่มี คนลักษณะอย่างที่ว่าเลย เฮ้ย ฟูรอ”
“ขอรับ”
“เห็นมั้ย”
“เบดูอิน สกปรกสองคนเห็นครับ” ฟูรอบอก
“นายทหารราชองครักษ์กับผู้หญิงต่างชาติ” หัวหน้าทหารฟาดกับไม้ตรงนั้น ทรายกระจุย “เห็นหรือไม่ เราไม่สนใจเบดูอิน”
“ดีแล้ว จะได้รายงานไปทางวังหลวง” พันตรีนายนั้นบอก

ฟากโอมานเดินอาดๆ ตามเข้าไปในวังของสุไบดา ข้าหลวงแตกตื่นแหวกเป็นช่อง สุไบดากำลังกินยาที่นิชายื่นให้ ไบคานมาหยุดยืนมองอยู่ สุไบดาไม่ยี่หระ กินยาต่อ สายตามองเหมือนโอมานเป็นอากาศ
“มีอีกมั้ย..ยา เอามากินเยอะๆ”
“เจ้าน้าสุไบดา” โอมานทักเสียงดังขึ้น
“นิชา เราอยากดื่มอะไรร้อนๆ ซักแก้วหนึ่ง เจ้าไปจัดหามาให้ท่านไบคานด้วย”
โอมานแน่เหมือนกัน ไปนั่งคอย “เอ้า กินกันซะให้เสร็จ เสร็จเมื่อไหร่...” โอมานเอาข้าหลวงที่กำลังเดินไป นิชาหยุดชะงัก โอมานมองนัยน์ตาดุ “ก็เตรียมตัวได้”
นิชาหลบตา หลีก แล้วเดินไป

โอมานหันมามองสุไบดาตาเขม็ง

เจ้าหญิงสุไบดาหากลัวไม่ บอกไบคานให้หลบไป ไบคานลุกเดินจะออกไป โอมานเดินเข้าขวางทันที

“จะไปไหน ท่านน้าไบคาน”
ไบคานเดินตรงไปต่อ ชนิดที่ถ้าโอมานไม่หลบ ก็คงชนกัน โอมานเลยหลบ ไบคานออกไป
“ถ้าจะมาถามว่าชารีฟอยู่ที่นี่รึเปล่า ไม่มีคำตอบ อยากรู้เชิญค้นเอาเอง” สุไบดาบอกเสียงแข็ง
“เฮ้ย...ค้น”
สิ้นเสียงโอมาน ทหารแยกย้ายไป เสียงค้นหาดัง เสียงประตูปิดดังปัง เสียงบางอย่างแตก
“ขึ้นไปบนห้องนอน” โอมานเสียงดัง “ค้นให้กระจุย อย่าให้รอดสายตาแม้แต่นิ้วเดียว”
สุไบดาสีหน้าเฉยสนิท ไม่ยี่หระ
“เจ้าน้า” โอมานตรงรี่เข้ามา
ข้าหลวงทั้งหมดพรวดมาหาขวางสุไบดาไว้
“ไป” โอมานไล่เสียงดัง
ข้าหลวงทั้งหมด ไม่กระดิกตัว
“ภาษาคนนะเว้ย....ไป๊” โอมานตะโกนอีก
สุไบดาพยักหน้านิดเดียว ไม่พูดด้วยซ้ำ ข้าหลวงไปหมด
โอมานสบถ “วอน”
“ถ้าค้นเสร็จแล้ว…ไม่พบก็กลับไปได้โอมาน”
“ยังไม่หมดหรอกเจ้าน้า”
“เมื่อไหร่ก็ได้” สุไบดาท้า
“อย่าคิดว่าชารีฟจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของหลาน มันหนียังไงก็หนีไม่พ้น ทะเลทรายแค่นี้บินหาสักครึ่งวัน ไอ้มดไอ้ปลวกที่หนีอยู่ก็ไม่พ้นสายตา”
“ไม่มีวันหาชารีฟเจอ ถึงเจอชารีฟก็ไม่มีวันที่จะยอมตายเพราะมือสกปรกของโอมานหรือพรรคพวกของโอมาน”
โอมานจับแขนของสุไบดา แล้วลากมาใกล้ระยะชิดหน้า มองจ้องนัยน์ตาวาววับ สุไบดาไม่กลัว จ้องตอบ สบตาวาวพอกัน
“เจ้าน้า...เจ้าน้าน่ะ ไม่ตายดีหรอกนะ ปากอย่างนี้ต้องตายสวยๆ หน่อยเว้ย เฮ้ย...หาเจอมั้ย” ปากตะโกนถาม โดยยังไม่ปล่อยแขนสุไบดา
ทหารทุกคนออกมา ชิดเท้า คนหนึ่งตอบเบาๆ ว่า “ไม่เจอพระเจ้าค่ะ”
โอมานขู่เข็ญสุไบดาอีก “อยู่ไหน...เจ้าน้า”
“มีปัญญาก็หาให้เจอเองซิ โอมาน”
“อยู่ไหน” ไบคานตะเบ็งเสียงดังขึ้นไปอีก
สุไบดาไม่ตอบ แต่จ้องกลับนัยน์ตาเข้มจัด โอมานทำอะไรไม่ได้ ปล่อยแรงๆ จนร่างสุไบดากระเด็น
โอมานเดินปังๆ ออกไป สุไบดายืนอึ้ง ไบคานออกมายืนเคียง มือที่ห้อยอยู่เคียงกันของไบคานสอดมือเข้ามาประสาน สุไบดาหันมายิ้มเศร้าน่าสงสาร
“ชารีฟ...ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตากรรม” ไบคานบอก
“โอมานมันต้องตั้งตัวเป็นกษัตริย์แน่ๆ”

บรรยากาศหน้าวังเจ้าชายโอมาน เงียบสงบ ทหารรักษาพระองค์ เดินตบเท้าออกมาเรียงรายเป็นระเบียบ
โอมานเดินออก กิริยาหยิ่งผยองยิ่งนัก
ก้าวมายืนกางขา ท้าวสะเอวสองข้าง มองไปข้างหน้า ทหารมองจ้อง บางคนซุบซิบกันเบาๆ สีหน้าสะใจเป็นที่ยิ่ง
โอมานหันขวับมาเผชิญหน้ากับทุกๆ คน กวาดสายตาไปตามใบหน้า หน้าแรกๆ ที่อยู่ใกล้ๆ มองหวาดๆ
“ทหารทั้งหลาย”
ทหารขยับตัวนิดหน่อย ให้ได้ยินเสียงเท้าชิดกันและเสียงเรียบอาวุธบางอย่างกระทบกัน
“ตอบเรามาเดี๋ยวนี้....นี่ใคร” โอมานชี้ตัวเอง
ทหารเลิกลัก เพราะงงๆ ไม่รู้จะตอบอะไร
“ใคร!” เสียงโอมานแผดดังขึ้นไปอีก
ยังไม่ทันมีคำตอบ โอมานชักปืนขนาดเล็กยิงขึ้นฟ้า ทุกคนสะดุ้ง
เสียงหนึ่งดังขึ้น “กษัตริย์โอมาน”
โอมานพอใจมาก มองกวาดไปทั่วๆ ประกาศก้อง
“เรากษัตริย์โอมานที่ 1 แห่งฮิลฟาราขอประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ไว้ว่า เราจะเป็นกษัตริย์ที่นำฮิลฟาราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงที่ไม่เคยเกิดขึ้นในฮิลฟารา”
ผู้คน ทหาร ข้าราชการ โค้งคำนับ อารมณืแตกต่าง จากใบหน้ายิ้มแย้มยินดีจริงๆ ไปจนถึงสีหน้าที่นิ่งสงบ บางสีหน้าลอบทำท่าเจ็บในใจ แต่พยายามอดกลั้นไว้
“ข้ารู้ว่ามีคนไม่ชอบข้า มีคนเกลียดข้า แต่ข้าไม่สนใจ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ วันใดที่ฮิลฟาราเจริญ..ร่ำรวย..ก้าวหน้า วันนั้นประชาชนจะเข้าใจ ฮิลฟาราจงเจริญ” โอมานทำท่านำให้ทุกคนพูดตาม
ทุกคนพูดตามเซ็งแซ่ โอมานพูดซ้ำอีก 2 ครั้ง ทุกคนพูดตาม รวมทั้งหมดเป็น 3 ครั้ง พอจบ ทุกคนเงียบสงบ
“จากวันนี้จนวันสุดท้ายรัชสมัยกษัตริย์โอมาน ศัตรูตัวสำคัญของเราคือไอ้ชารีฟ เพราะมันเป็นผู้ลักลอบปลงพระชนม์อาหเม็ดผู้เป็นที่รักของเราจำไว้..ไอ้ชารีฟ เห็นที่ไหนฆ่าที่นั่น”

ภายในท้องพระโรงอันใหญ่โต โอ่โถง นางระบำเป็นสิบ กำลังรำฟ้อนอยู่ และเห็นทหารองครักษ์ 10 คน ยืนเรียงรายตามจุดต่างๆ โอมานครึ่งนั่งครึ่งนอนบนบัลลังก์ สูบยาอย่างสบายอารมณ์
ซาอิ๊บเดินเข้ามาถวายบังคม แล้วเข้ามากระซิบโอมานมีท่าทีหงุดหงิด โบกมือไล่นางรำออกไป
“ทำไมหาไม่เจอ ป่านนี้แล้วยังหามันไม่เจออีก” โอมานหงุดหงิดมาก
“สงสัยว่ามันจะมุ่งหน้าออกสู่ทะเลทรายลึกพระเจ้าค่ะ”
“ก็ทำไมไม่ปล่อยให้มันออกไปได้เล่า คนตั้งมากมายมุดหัวกันไปไหนหมด ไอ้ชารีฟมันเป็นผู้วิเศษรึไง ถึงได้รอดสายตาพวกเจ้าไปได้” โอมานเสียงดังมาก
“เราคาดว่าถ้ามันมุ่งออกทะเลทรายลึกมันจะต้องไปเอาน้ำที่โอเอซีสไฮไดดะก่อน เราไปคอยที่นั่น แต่ว่า…”
โอมานสวนทันที “ไม่พบมัน ระยำ หามันให้ได้ ถึงจะต้องพลิกแผ่นดินหาก็ต้องทำ ข้าจะไม่มีความสุขตราบใดที่ไอ้ชารีฟมันยังไม่ตายไป”
“พระเจ้าค่ะ” ซาอิ๊บลนลานออกไป

โอมานโกรธกริ้วขนาดหนัก

กลางทะเลทรายยามนั้น แสงแดดแรงกล้าขึ้น แลเห็นชารีฟ และอูฐบรรทุกของ กับอูฐมิเชลล์เดินตามกันมา ชารีฟชักอูฐรอมิเชลล์

“อดทนหน่อยนะ โอเอซีสข้างหน้ามีอีกหลายแห่ง ยังไม่ถึงทุรกันดารจริงๆ หรอก ฉันจะพาอูฐวิ่งล่ะนะ ถ้าเดินจะช้าเกินไป จับบังเหียนให้ดี”
“ค่ะ” มิเชลล์ตอบแผ่วเบา สีหน้าของมิเชลเหนื่อยล้า ดูเลื่อยลอย ทำตามชารีฟจับบังเหียนแน่น
ชารีฟกระตุ้นอูฐ อูฐวิ่งตามกันไป
ดวงอาทิตย์แผดกล้ามากขึ้นอีก ขณะชารีฟกระตุ้นอูฐวิ่ง ตามด้วยมิเชลล์ที่มีอาการเหนื่อยอ่อน แต่ยังจับบังเหียนแน่น เห็นเท้าอูฐวิ่งตะกุยทราย

เวลาผ่านไปอีก ใบหน้าชารีฟสงบนิ่งแต่ยังคงเดินไม่หยุด ขณะมิเชลล์ลงเดินอย่างเหนื่อยอ่อนเต็มที่มอง
ตามหลังชารีฟไป เห็นชารีฟ เดินอย่างเร่งรีบ
“ท่านๆ” มิเชลล์มองไปรอบเห็นแต่ทะเลทรายเหมือนกันหมด
“อะไร” ชารีฟถามโดยไม่หันกลับมามอง
“เราหลงทางหรือเปล่า”
“เปล่า”
“ท่านรู้ได้ยังไง”
“รู้” ชารีฟยังคงเดินไปข้างหน้า
มิเชลล์มีอาการป้อแป้มากขึ้น ลมร้อนพัดเข้ามาปะทะหน้ามิเชลล์จนต้องหยีตาเอามือป้องแต่
ชารีฟยังคงเดินเฉย
ขามิเชลล์ย่ำพื้นทราย แล้วชักขึ้นมาอย่างยากลำบากรู้สึกว่ากำลังขาหมดไปทีละน้อย มิเชลล์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แล้วมิเชลล์ก็เบิกตาโพลงขึ้นเมื่อหันไปเห็นภาพข้างทาง
มิเชลล์เห็นเป็นภาพเลือนลาง ปรากฏเป็นหมอกบางๆ สีเทาลอยไปทั่ว ภายในหมอกเทาเห็นเงา สะท้อนแสงแดดระยิบระยับคล้ายๆ กับผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดด บางครั้งชัด บางครั้งเลือนราง มิเชลล์เพ่งมองอีกครั้ง ภาพน้ำชัดขึ้นเป็นหนองน้ำ พร้อมภาพต้นอินทผลัมลางๆ
“น้ำ..น้ำ”
ในสายตามิเชลล์คราวนี้เห็นเป็นโอเอซีสกว้างใหญ่ ต้นอินทผลัมสูงเอนตัวอยู่ไปมาในสายลมระยะห่างจากมิเชลล์ประมาณ 3-5 กิโลเมตร แล้วภาพนั้นก็เลือนไปเป็นพักๆ
มิเชลล์เบิกตาขึ้นรู้สึกตื่นเต้น หันไปมองชารีฟ ยังคงก้าวเดินอย่างไม่มีความรู้สึกว่าจะหันไปดูสิ่งที่มิเชลล์เห็น
“ชารีฟ..บ่อน้ำ..ชารีฟ ท่านเห็นบ่อน้ำนั่นไหม อยู่ทางขวามือโน่น เรามาถึงบ่อน้ำแล้ว ท่าน ท่าน” มิเชลล์ตะโกน
ชารีฟไม่หันมามองยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าเคร่งขรึม “อย่ามองเดินตามฉันมา”
“ชารีฟ..ดูซิ อยู่ทางขวานั่น”
“บอกว่าอย่ามอง ก้มหน้าแล้วเดินตามฉันมา”
มิเชลล์โกรธที่ชารีฟไม่ฟังตน จนร้องไห้ออกมา “ทำไมท่านไม่ฟังฉัน เห็นไหมว่าเราเจอน้ำแล้วโธ่ท่านหยุดก่อน ท่าน ฉันไม่ไปกับท่านแล้ว” พลางปล่อยมือจากเชือกอูฐเดินโซเซไปทางขวาที่เห็นภาพลวงตา
ชารีฟหันไปดูเห็นมิเชลล์เดินโซเซออกไป “กลับมา มิเชลล์กลับมาบอกว่าอย่าไป นั่นมันเป็นภาพลวงตา“ ตามถึงตัวมิเชลล์จับตัวไว้ “ฟังนะมิเชลล์ เวลาอากาศร้อนจัดมันจะเกิดภาพลวงตายิ่งสภาพจิตใจเราไม่มั่นคงมันจะเห็นภาพนั้นชัดขึ้นจริงๆ มันไม่มีอะไรเลยมิเชลล์มีแต่ทะเลทราย เข้าใจไหม ถ้าเราหลงเดินไปหาภาพที่เราเห็น เราจะยิ่งออกนอกเส้นทางมากขึ้น เราจะหลงอยู่ในทะเลทรายไม่มีวันรู้จบ”
ชารีฟลากมือมิเชลล์กลับไปที่อูฐ มิเชลล์ตามัวกำลังจะเป็นลมเดินตามชารีฟ อาการป้อแป้ เรียก “ชารีฟ” เสียงแผ่วเบาแล้วล้มแหมะลง ชารีฟรับแทบไม่ทัน

ดวงอาทิตย์ลอยตัวขึ้นสูง แสงแดดก็ยิ่งร้อนแรง ชารีฟนั่งประคองมิเชลล์หลบหลังเนินทรายอาศัยร่มเงาบังแดด ชารีฟเอามือเกลี่ยเม็ดทรายที่หน้าผากและข้างแก้มมิเชลล์ ตาจ้องมองด้วยความสงสาร ชารีฟสำนึกได้ ว่าร่างที่อยู่ในอ้อมกอดเป็นหญิง ไม่ใช่เด็กชายที่รุงรังสกปรกมือเขี่ยไรผมที่หลุดลอดออกมาจากผ้า เลื่อนมาแตะที่จมูกที่โด่งงามและริมฝีปากบาง
ภาพอดีตขณะมิเชลล์ที่อยู่ในชุดเบาพริ้วสีเขียวเมื่อวันแรกเจอผุดขึ้นมาในห้องคิดราชองค์รักษ์หนุ่ม
ใบหน้ามิเชลใกล้หน้าชารีฟมากขึ้น แววตาชารีฟอ่อนโยนลง ใจเริ่มสั่นขณะที่ร่างงามนั้นอยู่ในอ้อมกอด มิเชลล์ เผยอริมฝีปากขึ้น

ชารีฟก้มลงใกล้เหมือนจะจูบ แล้วก้มลงไปอีกช้าๆ ปากกับปากจะถึงกันอยู่แล้ว

อ่านต่อหน้า 4

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 4 (ต่อ)

มิเชลล์ส่ายหน้าไปมาช้าๆ ชารีฟชะงักได้สติแล้วถอนใจยาว หันไปดูถุงบรรจุน้ำแล้ว ค่อยจ่อปากถุงหนัง บรรจุน้ำเข้าที่ริมฝีปากแห้งกรังและแตกระแหงของมิเชลล์

เสียงมิเชลล์ครางเบาๆ “อือ” ตากระพริบถี่ แต่ยังไม่ลืมขึ้น
ชารีฟค่อยวางร่างมิเชลล์ลงเอาถุงหนังใส่น้ำหนุนหัวให้
ชารีฟคอยนั่งเฝ้ามิเชลล์ ที่นอนหลับสนิท

สองคนออกเดินทางต่อ มิเชลล์ยังสะลืมละลือขณะที่ขี่อูฐกันมา
“จะพาไปไหน ฉันยังง่วงอยู่เลย”
“เถอะน่าตามฉันมา จับอูฐดีๆ เดี๋ยวก็ตกหรอก”
“บอกก่อนสิพาไปไหน”
“บอกให้ตามมาอย่าพูดมาก”
“เอ๊ะ...ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์นะจะได้กดปุ่มให้เดินซ้ายเดินขวา ไม่ต้องใช้สมอง”
ชารีฟจับไหล่สองข้างมองตา ก้มลงไปจนใกล้
“อย่านะ อย่าทำอะไรฉัน” เสียงมิเชลล์แผ่วเต็มที
ชารีฟหัวเราะชอบใจ “คิดว่าจะทำอะไร”
“ก็...คุณจะ...คุณจะ...จะ...” มิเชลล์จะพูดว่าจูบ
ชารีฟจับหน้าทั้งหน้า ทั้งที่ยังยิ้มอยู่ แล้วจับให้หันไปมองทางโอเอซิส
มิเชลล์มองไป ในแสงแดดระยิบระยับอยู่ข้างหน้า แล้วค่อยๆเห็นเป็นน้ำ
“น้ำ..ฉันเห็นน้ำแล้ว”
มิเชลล์เห็นภาพโอเอซีสเลือนๆ ด้วยแสงตะวันที่เริ่มสว่าง
“นั่น..ฉันเห็นจริงๆ ค่ะ ฉันตาไม่ฝาด ไม่ใช่ภาพลวงตา” มิเชลล์ละล่ำละลักบอกชารีฟ กลัวชารีฟจะไม่เชื่อเหมือนคราวก่อน “จริงๆนะคะ”
ชารีฟแกล้งนิ่งเฉย
“คราวนี้จริงๆ นะคะ ดูซิอยู่ข้างหน้านั่น” ชารีฟทำหน้าเฉยจนมิเชลล์หน้าเสีย “ไม่ใช่อีกเหรอคะ”
“ใช่..ฉันก็เห็น”
“คุณเห็น เห็นจริงๆนะ ใช่น้ำจริงนะ ไม่ใช่ภาพลวงตาอีกนะพยักหน้า คุณพยักหน้า ถ้าคุณเห็นจริง”
ชารีฟกระตุ้นอูฐ ออกวิ่งเหยาะๆ มิเชลล์ทำตามดีใจสดใส
“เร๊ว..ไปเร็วๆ อูฐจ๋า รีบวิ่งหน่อย นะจ๊ะ อูฐคนดี วู้...เห็นน้ำแล้ว...วู้...วู้”
ชารีฟยิ้มขำ

ที่โอเอซีส กุไวอิยา เห็นดงกระถินเหลืองนับร้อยต้น พื้นทรายเรียบขาวสะอาด ลมโชยสบายสงบเงียบ
ต้นปาล์มและอินทผลัมขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ออกลูกสีเหลืองสด น้ำในบ่อกว้างใสแจ๋ว ขอบบ่อมีหญ้ารกและหินระเกะระกะ และป่าดงดิบขึ้นเป็นหย่อมๆ
มิเชลล์ร้อง “เย่” อูฐคุกเข่าลง
มิเชลล์กระโดดลงจากอูฐวิ่งรี่เข้าไปหาแอ่งน้ำ ล้มตัวลงนอนพังพาบวักน้ำขึ้นลูบหน้า เสียงชารีฟตะโกนไล่หลัง
“อย่าเพิ่งรีบดื่มน้ำนะประเดี๋ยวจะจุก”
มิเชลล์ปลดผ้ากัฟฟีเยที่คลุมหัวออก สยายผมซึ่งสั้นราวต้นคอ สลัดไปมาแล้วจุ่มหัวลงกับน้ำแล้วเงยหน้าลุกขึ้นนั่ง วักน้ำใส่เสื้อ น้ำไหลลงไปตามคอเสื้อ ผ่านทรวงอก มิเชลล์รู้สึกเย็นวาบด้วยความสุข สายตากวาดมองไปรอบๆ ราวกับเห็นแดนสวรรค์
ชารีฟปลดข้าวของลงจากหลังอูฐพลางมองมิเชลล์ขำๆ
มิเชลล์เล่นน้ำดุจเด็กๆ น้ำ กระจายไปรอบตัว เหมือนเกร็ดเพชรวับวาว ชารีฟจ้องมองนัยน์อ่อนโยนลง มิเชลล์หันมาเห็นวิ่งเข้ามาชวนชารีฟ ไปเล่นน้ำด้วย
ชารีฟบอก “ไม่” มิเชลล์ไม่ฟังเสียงลากไป
สองคนเล่นน้ำ มิเชลล์สาดน้ำใส่ ชารีฟจะหนีไม่ยอมเล่นด้วย แต่ในที่สุดก็ทนไม่ได้กับสายน้ำที่ฉ่ำเย็น

เวลาต่อมา แลเห็นชุดที่มิเชลล์สวม ตากไว้กับกอหญ้าเรียงราย ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มิเชลล์ลอยคออยู่ในน้ำกำลังแหวกว่ายอย่างมีความสุข ร้องตะโกนถามชารีฟ “ท่านคะไม่อาบน้ำหรือคะ”
ชารีฟตัว หัว เปียกหมด กางกระโจมเสร็จแล้วขนของเข้ากระโจมไม่เห็น มิเชลล์
มิเชลล์ใช้ผ้ากัฟฟีเยคลุมตัวไว้หลวมๆ รอบไหล่ นั่งหมกตัวอยู่ในพงหญ้าริมน้ำ หน้าตาสะอาดสดใสผมเปียกชื้น สอดส่ายสายตามองไปรอบตัว ถ้าอยู่ใกล้ต้นไม้มีดอก เก็บมาเสียบผม หรือเอากิ่งพันเป็นมงกุฎครอบหัว
เสียงชารีฟเรียก “มิเชลล์”
มิเชลล์ตกใจร้องลั่น “อย่าเข้ามานะ” รีบห่อตัว
ชารีฟโผล่เข้ามาเห็นมิเชลล์ตกใจ “เธอแต่งตัวบางๆ แบบนั้นไม่ได้แดดกำลังร้อนพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว” ชารีฟ ถอดเสื้อคลุม เหวี่ยงปลิวมาโปะบนหัวมิเชลล์
“โอ๊ย...ทำไมต้องโยนล่ะ”
“เธอไม่รู้จักแดดทะเลทราย จำไว้ อย่าให้เจ็บป่วยเป็นอะไรกลางทะเลทรายเป็นอันขาด มันยุ่งยากเข้าใจมั้ย”
“ไม่เข้าใจ ก็คุณเป็นหมอ”
“อยู่กลางทะเลทราย ฉันไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ ถ้ามีเวทมนต์เสกเป่าให้คนไข้หายป่วย แต่ถ้าเสกเป่าไม่ได้ ถึงเป็นหมอก็ทำให้คนหายป่วยไม่ได้”
มิเชลล์ค้อนขวับ “พูดซะยาว บอกแค่ไม่มีฝีมือก็ได้” แล้วลุกขึ้น
“โอเค” ชารีฟดึงแขนมิเชลล์เข้ามาชิดตัว ก้มลงไปกระซิบ “ไม่มีฝีมือ”
มิเชลล์มองนัยน์ตาชารีฟนิ่งอยู่ เหมือนเคลิ้มนิดๆ
“อยากให้ฉันมีฝีมือหรือไม่”
มิเชลล์ผลักร่างบึกบึนออกไป “ไม่ต้อง”
มิเชลล์รู้สึกตัวขึ้น สะบัดตัวจะเดินไป ชารีฟฉวยแขนหันมาจ้องหน้านิ่ง

“หิวหรือยัง”

สองคนอยู่หน้ากระโจม มิเชลล์จุ่มขนมปังลงในถ้วยน้ำแล้วกินกับอินทผลัม พร้อมจิบกาแฟ ท่าทีน่าขำมาก เพราะหิวโซ ชารีฟเดินเข้ามาด้วยเนื้อตัวสะอาดสะอ้านหยดน้ำยังเกาะอยู่ตามตัวหอบเอาเสื้อผ้าของ มิเชลล์มาด้วยมาตากใกล้ๆ ทรุดลงนั่งใกล้ๆ

“เราจะพักที่นี่กี่วันคะ”
“กี่วัน” ชารีฟเสียงดุ “ถามได้ว่ากี่วัน พรุ่งนี้เช้าตรู่ก็ต้องออกเดินทางแล้ว อูฐได้กินน้ำแล้วนอนอีกตื่นเราจะต้องไปให้ถึงจาอุฟโดยเร็วที่สุด”
มิเชลล์สลดลง “ทำไมต้องดุด้วยล่ะ ฉันถามดีๆ แท้ๆ”
“ถามให้มันเข้าท่าหน่อย จะมาอยู่ได้ยังไงเป็นวันๆ”
“เอ๊ะ ก็ฉันไม่รู้นี่ ไม่เห็นมีใครตาม เราาจะรีบทำไม”
“อ้อ จะอยู่ให้คนตามมาถึงนะ ได้ เอามั้ย”
“เอาสิ”
“พูดจาน่าตี ไม่มีกาลเทศะเลย”
“เอ๊ะ บอกว่าเอาสิแล้วเป็นไง”
“พูดออกมาได้”
“ทำไม ถึงมีคนตาม ท่านก็พาหนีจนได้แหละ”
ชารีฟหน้าเคร่งมองทั้งๆ ขำเหลือเกิน มิเชลล์จ๋อย

คืนนั้นสองคนเดินเคียงกันมาตามท้องทะเลทราย มีแต่แสงจันทร์อาบร่าง ทั้งสองหยุดยืนมองท้องฟ้า พระจันทร์เหนือทะเลทราย สุกสว่าง
“พระจันทร์สวย” มิเชลล์รำพึง
ชารีฟหันมามองด้านข้างนิ่งๆ “ใช่ พระจันทร์สวย”
“ฉันสงสัยว่า” มิเชลล์หันมา แล้วชะงักกึก เจอสายตามองจ้องกันสักครู่ หันกลับไปอย่างเดิม
มิเชลล์นิ่งไป ใจคอวาบหวาม
“สงสัยว่าอะไร”
“ว่า...” มิเชลล์ยังคุมอารมณ์หวั่นไหวนั้นไม่ได้
ชารีฟลุกขึ้นนอนตะแคง มองลึกเข้าไปในดวงตา
มิเชลล์ผลักไหล่ให้นอนอย่างเดิม “ว่า.... โอเอซิสคืออะไร”
ชารีฟเหวอ แล้วหัวเราะดังลั่น ขำจริงๆ “โธ่เอ๊ย...คิดว่าเรื่องอะไร”
“เรื่องอะไร” มิเชลล์ย้อนเสียงเข้ม
“โอเค...โอเค โอเอซิสในทะเลทรายเกิดจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ใต้ดิน”
“ไม่จริงหรอก”
“อ้าว...แล้วถามทำไม”
“ทะเลทราย...ซ้าย...ทราย เสียขนาดนี้ มีแต่ทราย จะมีแหล่งน้ำใต้ดินได้ยังไง... ท่านน่ะ อย่ามาหลอกกันเลย” มิเชลล์ค้อนขวับ
ชารีฟมองอย่างขำและเอ็นดู “ตามใจ งั้นก็ไม่พูดแล้ว”
ต่างคนต่างนิ่งกันไปสักครู่
มิเชลล์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น “ก็ได้... น้ำใต้ดินมาจากไหน”
ชารีฟหัวเราะหึๆ
มิเชลล์ลุกพรวด นั่งหันหน้ามองชารีฟ “ฉันอยากรู้จริงๆค่ะ”
“มาจากฝน เวลาฝนตกน้ำฝนซึมลงไปกักเก็บไว้ใต้ดินแล้ว”
“อ้าว แล้วน้ำมาอยู่บนดินได้ไงคะ” มิเชลล์ขัดอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวซิ..จะฟังหรือไม่ฟัง”
“ฟังเจ้าค่ะ”
“นั่งดีๆ...ทำหน้าอยากฟังด้วย”
“โอเค” มิเชลล์ตั้งใจฟัง
ชารีฟขำปนเอ็นดู “ตรงไหนจะเป็นโอเอซิสได้ต้องเป็นพื้นที่ต่ำมาก ทำให้น้ำใต้ดินมีแรงดันมากที่จะดันตัวเองขึ้นมาชั้นบน จนเป็นแอ่งน้ำที่ตามปกติ”
“เห็นทะเลทรายมีแต่ทรายเต็มไหมด ที่ตรงไหนจะต่ำจนกลายเป็นแอ่งน้ำได้หรือคะ”
“มีแรงลมพัดกัดเซาะผิวทรายให้ลึกลงไปเรื่อยๆ จนต่ำกว่าบริเวณรอบๆ”
“อ๋อ... เข้าใจแล้วค่ะ เอ๊ะ แล้วใครมาปลูกต้นไม้ละคะ”
“ขึ้นเอง”
“ขึ้นเอง! ไม่จริง..หลอกอีกแล้ว” มิเชลล์ค้อนอีกวงใหญ่ๆ
“เอ้า..จริง ใครจะวิ่งมาปลูกต้นไม้ที่โอเอซิส เกิดจากเม็ดพันธุ์ที่สัตว์มาถ่ายทิ้งไว้ หรือคนมากินทิ้งไว้ นกบินมาถ่ายตกลงมา ก็ขึ้นเองได้”
“แสดงว่านก หรือสัตว์ หรือคนปลูกไว้ ไม่ได้ขึ้นเอง ท่านตอบผิด”
มิเชลล์พูดทุกคำ ล้มตัวลงนอน หันหลังให้
ชารีฟหัวเราะ ขำมาก มิเชลล์ทำเสียง “ฮึ” เบาๆ
“อย่างเพิ่งนอน ดูพระจันทร์ดีกว่า..สวยนะมิเชลล์”
มิเชลล์นอนหงาย “พระจันทร์กลางทะเลทราย”
“สวยกว่าที่ปารีสมั้ย”
“ค่ะ...สวยกว่า”
“พระจันทร์ที่ฮิลฟาราก็สวย...วันหนึ่ง ฉันจะพาเธอกลับไปดู”
“ค่ะ” มิเชลล์รับเสียงแผ่วเบา
ชารีฟจ้องมิเชลล์นิ่ง มิเชลล์รู้สึกว่าถูกมอง หันมาชารีฟถอนสายตาทันที พูดแก้เก้อ
“พรุ่งนี้จะสอนให้ยิงปืน”

ในยามเช้า วันต่อมา สองคนยืนอยู่ด้วยกัน ชารีฟถือปืน
“เธอต้องหัดยิงปืนให้เป็น”
“ยิงปืน ไม่ ฉันไม่หัด”
“ต้อง...ถ้าจำเป็นเธอต้องช่วยฉัน”
“ไม่...คุณยิงคนเดียว ฉันไม่ยิง ไม่เคยยิงใคร”
“เธอเคยโดนจูบมั้ยล่ะ” ชารีฟถาม
มิเชลล์ ตาโต “ไม่...ไม่เคย”
“วันหนึ่งก็ต้องเคย ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกทั้งนั้น” ชารีฟหันมามองนัยน์ตาลึกซึ้ง

มิเชลล์สบตานิ่งๆ อยู่สักครู่ แล้วหลบตาเมินไปตอบออกมา “ก็ได้”

ชารีฟสอนท่าทางให้มิเชลล์ยิง โอบอยู่ด้านหลัง มิเชลล์มองตาคว่ำ ชารีฟสอนกระซิบเบาๆ ใกล้หู

“เอาละ รู้ท่าทางรู้วิธีแล้วนะ”
“อ้าว...ไม่ให้ยิงเหรอคะ”
“อยากให้ทหารได้ยินแล้วย้อนกลับมาเหรอ”
มิเชลล์บ่นอุบอิบ “ไม่รู้นี่”
ชารีฟเก็บปืน จูงมือมิเชลล์กลับไปที่กระโจม
“พวกของฟูรอเป็นโจรใช่มั้ยคะ แล้วเป็นเบดูอินหรือเปล่า”
ชารีฟอธิบาย “คำว่า “เบดูอิน” แปลว่าผู้ท่องเที่ยวไปในทะเลทราย มีหลายพวก พวกที่ใหญ่โตคนเยอะ จะมีหัวหน้าเรียกว่า “ชีค” เขาจะพักอยู่ตามเมืองโบราณกลางทะเลทราย แต่บางพวกก็โหดร้าย ทำมาหากินเป็นโจร คอยปล้นพวกคาราวานพ่อค้าพวกนี้โหดแบบไอ้ฟูรอนั่นแหละ ของที่มันขายให้เรามันก็ปล้นเขามา”
มิเชลล์พยักหน้ารับรู้หงึกๆ
“เอาล่ะ ต่อไปเราจะไหว้พระเจ้ากัน”

ภายในกระโจม ท่ามกลางแดดตอนกลางวันอันร้อนระอุ
ชารีฟกำลังนมัสการพระอาหล่าตามแบบคนอิสลาม มิเชลล์นั่งดูอยู่
“เธอต้องหัดทำ เพราะจะต้องทำตัวให้เหมือนกับคนพื้นเมืองทั่วไป”
“ฉันเป็นคริสต์” มิเชลล์บ่ายเบี่ยง
ชารีฟออกคำสั่ง “เธอต้องทำ..ทำให้ดีด้วย พระผู้เป็นเจ้าของฉันท่านก็คงไม่อยากให้คนนอกศาสนาแกล้งทำความเคารพท่านเพื่อเล่นละครตบตาคนหรอกแต่เพื่อความปลอดภัยของชีวิตเธอท่านคงให้อภัย”
“ค่ะ” มิเชลล์เสียงอ่อย
“ทีนี้ฟัง...เรากราบไหว้พระเจ้าวันละห้าครั้ง”
มิเชลล์ตาโต “ห้าครั้ง”
“ครั้งที่หนึ่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้น สองตอนเที่ยงตรง สามระหว่างเที่ยงถึงบ่ายเรียกว่าอาชิค สี่ตอนเย็นก่อน อาทิตย์ตกดิน เรียกว่ามะกะ-หริบ ห้าครั้งสุดท้าย เวลา 2 ทุ่มเรียกว่าละหมาดอิชา ก่อนจะทำจะต้องล้างมือและหน้าให้สะอาด”
มิเชลล์พยักหน้ารับสีหน้าวิตกกังวล “ถ้าไม่มีน้ำละคะ”
“ก็ใช้ทรายถูเอา”
มิเชลล์หน้าถอดสี “ทราย..เอาทรายเนี่ยนะ ถูหน้า”
“เออ” เสียงชารีฟปลงอนินจัง “ใครจะเอาทรายถูหน้าเล้าถามอะไรอย่างนั้น ถูแค่มือกับแขน เราต้องทำ จำไว้การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าแม้เพียงอึดใจเดียว ก็เป็นกุศลฝึกทำตามฉัน” พลางดึงมือมิเชลล์เข้ามาใกล้ “ดูฉัน” ชารีฟทำให้ดูมิเชลล์ทำตาม
มิเชลล์ทำตามอย่างตั้งใจ
“ดีมาก”

บรรยากาศตอนบ่ายแก่ๆ แลเห็นอูฐกำลังเล็มใบกระถินอ่อนดู เป็นธรรมชาติอันสดชื่นร่มเย็น
ส่วนด้านในกระโจมชารีฟนอนหลับสนิท
มิเชลล์นอนตะแคงหันหลังให้ครุ่นคิดถึงชีวิตต่อไปข้างหน้า และพลิกกลับหันมานอนมอง ชารีฟสำรวจไปทั่วร่าง
มิเชลล์ทบทวนความรู้สึกของตัวเองต่อชายผู้นี้ บางครั้งหมั่นไส้ บางครั้งก็กลัวความดุดันเด็ดเดี่ยวของเขาแต่บางครั้งเขาก็ทำให้อารมณ์ของเธอหวั่นไหว แต่มิเชลล์ก็บูชาความเป็นผู้ชายสุดประเสริฐของเขา มิเชลล์มอง
ใบหน้ารกครึ้มเต็มไปด้วยหนวดเคราเหมือนมหาโจร แล้วรำพึงเบาๆ
“ท่านราชองครักษ์ พันเอกชารีฟ” สีหน้ามิเชลล์อ่อนโยนลงดูสวยหวานจับใจ
ชารีฟลืมตาทันที มาสบตากัน มิเชลล์ตกใจถอยห่างออกมา
“ทำไมไม่นอน”
“นอนไม่หลับ”
“นัยน์ตาแดงช้ำมาก หลับซะ”
ชารีฟดึงมือมิเชลล์ให้ล้มตัวนอน “เราต้องนอนเอาแรงเพราะคืนนี้ ต้องเดินทางกันอีก อยู่ทะเลทรายต้องพยายามฝึกฝนตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามหลักของคนทะเลทราย กลางวันแดดร้อนเราต้องนอน กลางคืนเย็นสบายเราก็เดิน อย่าโง่ฝืนวิถีชีวิตของชาวทะเลทราย” ชารีฟดึงอย่างแรงจนมิเชลล์ล้มตัวนอนเคียง “ตื่นขึ้นมาจะมีของอร่อยกิน”
“อะไรคะ”

ที่กองไฟหน้ากระโจมยามค่ำ เห็นกระต่ายถูกเสียบไม้หมุนย่างไฟ จนสุกเหลืองส่งกลิ่นหอม
มิเชลล์นั่งพิงกระสอบฟืน ชำเลืองมองน้ำลายไหล กลืนน้ำลายเห็นถนัด
“หอมจัง” ท่าทีมิเชลล์เหมือนเด็กตะกละ
“เดี๋ยวก็ได้กิน เอ้า สุกแล้ว”
“เนื้ออะไรท่านเอามาจากไหนน่าอร่อยนะ” มิเชลล์กัดเข้าไปแล้วคำหนึ่ง “อร่อยจัง”
“เนื้อเนี่ยเหรอ เนื้อกระต่าย” ชารีฟบอก
มิเชลล์ร้อง “ว้าย” เหวี่ยงเนื้อออกจากมือ
ชารีฟโมโห “โธ่เอ๊ย”
“ฉันจะคาย..ไม่กิน คายตรงไหนได้”
ชารีฟไปหยิบมาปัดๆ ทรายออกยื่นให้อีก “อย่าคายนะ เสียดายกลืนเข้าไป เร็ว กลืนเอ้าแล้วเอาไปกินอีก..นี่”
มิเชลล์กระเดือกเข้าไป “ขอบคุณค่ะ ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่กิน”
“ต้องกิน เธอขาดโปรตีนมานานแล้ว”
“ฉันทนได้”
“แต่ร่างกายเธอทนไม่ได้ กินเสีย”
“ไม่”
“ลองสักนิดเถอะน่า อย่าทำเป็นคนโง่หน่อยเลย”
“ก็ฉันไม่กิน มันเหม็นสาบ”
“บอกให้กินกินเข้าไปเดี๋ยวนี้” ชารีฟคว้ามือมิเชลล์ถือเนื้อเงื้อขึ้น
ดวงตาของชารีฟแข็งกร้าวดุดัน จนมิเชลล์รู้สึกเย็นวาบด้วยความกลัว รับเนื้อก้อนนั้นเข้ามาใส่ปาก เคี้ยวได้ 2-3 ทีก็ พะอืดพะอม ลุกขึ้นวิ่งออกไปทันที

ชารีฟหัวเราะขำเดินกลับมานั่งกินเนื้อกระต่ายต่อหน้าตาเฉย

ตรงชายน้ำที่ชารีฟชำแหละกระต่าย มิเชลล์วิ่งมาถึงบริเวณนั้น ก็อ้วกเป็นการใหญ่ อ้วกจนหมดจึงวักน้ำขึ้นล้างปากล้างมือเหมือนจะให้กลิ่นสาปนั้นหายไปจนหมด

แล้วมิเชลล์ก็เหลือบเห็นมีดเล็กๆ ที่ชารีฟใช้ชำแหละเนื้อแล้วลืมทิ้งไว้ มิเชลล์หยิบมีดขึ้นมาดู นัยน์ตามีแววห้าวหาญแวบหนึ่ง หยิบขึ้นมาเหน็บเอวไว้ จึงเดินกลับไปที่กองไฟ

ชารีฟอยู่หน้ากระโจมกินเนื้อกระต่ายจนหมด แล้วแกะถุงหนังแพะบรรจุน้ำยกขึ้นดื่มท่าทางมีความสุขมาก
“คนยุโรปนี่โง่จริงๆ นะกินอะไรไม่เป็นเสียเลย”
มิเชลล์โกรธ “พวกเราไม่โง่อย่างท่านว่าหรอก พวกท่านนะซิป่าเถื่อน”
ชารีฟหมดอารมณ์สนุกหยุดทันที “ป่าเถื่อนยังไงไม่ทราบ ถ้าป่าเถื่อนจริง คนยุโรปอย่างพวกเธอจะมาลอกเลียนแบบเอกศิลปวิทยาการความเจริญต่างๆ ไปจากชาวตะวันออกทำไม ทั้งวิทยาศาสตร์ดนตรี การแพทย์ ทั้งระบบการปกครองพวกเธอลอกแบบเอาจากเราไปทั้งนั้น”
“แต่พวกเรามีมารยาทไม่ป่าเถื่อนดุร้ายโหดเหี้ยมแย่งชิงสมบัติกันแม้กระทั่งพี่น้องยังฆ่ากันเอง”
ชารีฟตาลุกวาวอย่างน่ากลัว จับไหล่มิเชลล์เขย่า
“หรือไม่จริงล่ะ”
ชารีฟกอดมิเชลล์รุนแรงทันที
มิเชลล์ร้อง “อย่า”
ชารีฟรัดร่างมิเชลล์เข้ามาอีก แล้วโน้มหน้าเข้าจูบปากมิเชลล์รุนแรงไม่ปรานีปราศรัย เพราะมิเชลล์ดิ้นหนี แต่ชารีฟจับตัวแรงจูบแรง บดขยี้จนหนำใจ จึงปล่อย มิเชลล์ผละออก โกรธและอับอายน้ำตาคลอเบ้า มิเชลล์หันหลังกลับน้ำตาไหลพราก
“คนป่าเถื่อนก็จริง แต่ก็จูบคนศิวิไลซ์อย่างเธอเป็นเหมือนกันนะ วิธีนี้เราไม่ใช้กันหรอก แต่ก็ทำเป็น อาจจะดีกว่าพวกผู้ชายของเธอก็ได้”
มิเชลล์โกรธจัดน้ำตาไหลอาบแก้ม หันกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้งดวงตาลุกวาว หยิบมีดเล็กที่ชารีฟ ลืมทิ้งไว้ที่ริมน้ำขึ้นมากำไว้
“ฉันไม่ตบหน้าท่านหรอกพันเอกชารีฟ เพราะนั่นเท่ากับเร่งให้ท่านทำอะไรเลวๆ มากขึ้นอีก ท่านมันคนป่าเถื่อนการทรมานผู้หญิงเป็นความสุขของท่านใช่ไหม อย่านึกว่าฉันจะให้อภัยท่าน ต่อไปนี้เราจะไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันมีดเล่มนี้จะเสียบหัวใจท่านทันทีถ้าท่านกำแหงทำอุกอาจเพราะถือว่าฉันเป็นหญิงที่อยู่กลางทะเลทรายตามลำพังกับผู้ชายอย่างท่าน ท่านจะเรียกร้องบุญคุณด้วยวิธีแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด จำไว้”
“ส่งมีดมา” ชารีฟยื่นมือไปจะแย่ง
มิเชลล์หลบ “ไม่”
ชารีฟโกรธจัด “บอกให้ส่งมีดมา”
“ไม่ มีดเล่มนี้จะอยู่กับฉันตลอดไป ถ้าท่านรังแกฉันแม้แต่น้อย ฉันจะยอมตายเสียดีกว่าตกเป็นของท่าน”
ชารีฟชะงัก “ไม่รุนแรงไปหน่อยหรือ”
มิเชลล์เดินไปหยิบปลอกมีดที่ชารีฟวางไว้บนลังมาสวมเข้ากับมีดเหน็บไว้ที่เข็มขัด
ชารีฟหงุดหงิดก้มลงเก็บข้าวของแล้วตะโกนก้องร้องเรียกอูฐดังลั่น ระบายอารมณ์โกรธ ท่าทีน่าขัน

“เฮ้ย เจ้าอูฐ นอนขี้เกียจอยู่ทำไม ลุกขึ้น”

อ่านต่อตอนที่ 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...