xs
xsm
sm
md
lg

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11

ถนอมรินกาแฟให้กับอิทธิพลพลางเล่าเป็นฉากๆอย่างรู้ดี

“ไม่มีทางหรอกค่ะ หนูชนไม่มีทางขอยืมเงินค่าโรงพยาบาลจากคุณอิทหรอกค่ะ คุณท่าน คุณอิทคงอยากจะช่วยหนูชนเอง นี่ก็ตามไปช่วยเฝ้าไข้พ่อของหนูชนที่โรงพยาบาลทุกวันเลยนะคะ”
“ก็เลยไม่ต้องติวกันเลยล่ะซิ อีกไม่กี่วันก็จะสอบแล้ว” อิทธิพลบอก
ถนอมแก้ตัวให้ “เออ..ก็คงไปติวกันที่โรงพยาบาลแหละค่ะ คุณท่านไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณอิททำรายงานได้เอมาแล้ว นี่ก็ขยันท่องหนังสือสอบทุกคืน เปลี่ยนไปเป็นคน ละคนเลย อย่างนี้เราต้องยกความดีให้หนูชนเค้านะคะ”
“พ่อค้าขายข้าวผัดยังเลี้ยงลูกได้ดีกว่าชั้นอีก”
“ลูกที่ดีไม่ได้หมายถึงลูกที่เรียนเก่งเท่านั้นนะคะ คุณอิทถึงจะเกเรไปหน่อยแต่ก็เป็นเด็กที่มีจิตใจดี ไม่งั้นคงไม่วิ่งวุ่นช่วยหาค่าโรงพยาบาลให้หนูชนหรอกค่ะ ที่คุณท่านสั่งสอนคุณอิทมา ไม่เสียเปล่าหรอกค่ะ คุณอิทถึงได้คิดเป็น รู้จักทำอะไรตอบแทนหนูชนที่ต้องเหนื่อยกับคุณอิทมามาก”
“ชั้นก็ควรจะคิดตอบแทนหนูชนด้วยใช่มั้ย ป้าหนอม ไม่ใช่คิดถึงแต่ลูกของตัวเอง”
“อิชั้นไม่บังอาจจะสอนคุณท่านหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณท่านจะไปเยี่ยมคุณพ่อของหนูชน แสดงน้ำใจซักหน่อยก็ดีนะคะ”
อิทธิพลยิ้มและมองถนอมอย่างรู้ทันที่พยายามชี้ทางให้อย่างเนียนๆ

เช้าวันใหม่ ชนมนนั่งกอดกระเป๋าเงินใจเต้นโครมๆ เสียงพรินเตอร์ดังขึ้นกระแทกใจให้ตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก พนักงานฝ่ายการเงินกำลังพิมพ์ใบเสร็จและรายการค่าใช้จ่ายในบริเวณฝ่ายการเงินคนไข้ใน
ชนมนหยิบกระดาษจดค่าโรงพยาบาลที่คำนวณไว้แล้วมาดู
“ค่าห้อง..ค่าหมอ..ค่ายา..สี่หมื่นน่าจะพอ”
ชนมนนับเงินสดในซองที่เตรียมรอจ่ายเงิน เงินสี่หมื่นดูเป็นจำนวนมหาศาลมากสำหรับชนมน พนักงานดึงใบรายการค่าใช้จ่ายออกจากเครื่องพรินเตอร์ออกมาแล้วหันมาทางชนมน
อิทธิฤทธิ์พุ่งเข้ามาพอดี เขารีบดึงใบรายการมาและรีบส่งบัตรเครดิตให้พนักงานทันที พนักงานรับบัตรไปอย่างงงๆ
“นายอิท! ชั้นบอกนายแล้วใช่มั้ยว่า ไม่ต้องมารับผิดชอบ”
“ชั้นก็บอกเธอแล้วใช่มั้ยว่า ชั้นจะรับผิดชอบเอง!”
“เอามานี่นะ!” ชนมนว่า
อิทธิฤทธิ์ชูใบรายการค่าใช้จ่ายขึ้นสูงๆ ชนมนกระโดดเท่าไหร่ก็คว้าคืนมาไม่ได้
“ก็เอาไปให้ได้สิ!”
“นายอิท!”
ชนมนถอยหลังแล้วจะวิ่งเข้าไปพุ่งชน อิทธิฤทธิ์คว้าตัวชนมนแล้วกอดล็อคคอไว้
อิทธิฤทธิ์พูโกับพนักงาน “รูดบัตรได้เลยครับ คุณ รูดไปเลยๆ”
ชนมนดิ้นรนจากอิทธิฤทธิ์ “ไม่ได้นะคะ เก็บเงินที่ชั้นนี่ค่ะ ปล่อยชั้นนะ นายอิท!จ่ายเงินสดได้ลดตั้งสิบเปอร์เซ็นต์ ! ลดได้ตั้งหลายพัน”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงชั้นก็ต้องเป็นคนจ่าย!”
“นายไม่ต้องรู้สึกผิดนักหรอก!”
“ชั้นไม่ได้รู้สึกผิด ชั้นอยากช่วยเธอ! ถ้าไม่ใช่เธอ ชั้นไม่มีวันไปขอร้องพ่อขอบัตรเครดิตคืนหรอก ชั้นทำเพื่อเธอ! ให้ชั้นทำเพื่อเธอบ้างได้มั้ย! หา!”
ชนมนชะงักนิ่งมองอิทธิฤทธิ์และมีท่าทีอ่อนลง อิทธิฤทธิ์ตายใจคลายมือออก
“นายสอบให้ได้เอ ก็ถือว่าทำเพื่อชั้นแล้ว!” ชนมนว่า
ชนมนรีบผลักอิทธิฤทธิ์ออกไปแล้วพุ่งไปจะยื่นซองเงินให้พนักงาน
“เท่าไหร่คะ คุณ”
“หลอกกันนี่หว่า!”
อิทธิฤทธิ์พุ่งตามไปดึงตัวชนมนไว้
“เท่าไหร่ก็รูดไปเลยครับ บัตรผมวงเงินไม่จำกัด”
“ไม่ได้หรอกค่ะ” พนักงานบอก
ชนมนรีบบอก “ชั้นจ่ายเองค่ะ ชั้นจ่ายเงินสด รับรองไม่มีปัญหา”
“เงินสดก็รับไม่ได้ค่ะ”
อิทธิฤทธิ์กับชนมนไม่ทันฟังพนักงาน ทั้งสองยังคงดึงตัวกันไปมาและทะเลาะกันไป
“เก็บบัตรของนายไปเลย ไป”
“เฮ้ย! บัตรชั้นไม่มีปัญหา! ยังไงชั้นต้องเป็นคนจ่าย”
“เค้าไม่รับบัตรนาย! ยังจะมาดื้อด้านอีก” ชนมนพูดกับพนักงาน “ที่นี่ไม่รับบัตร รับแต่เงินสดใช่มั้ยคะ”
“ไม่รับทั้งบัตรทั้งเงินสดค่ะ” พนักงานบอก
อิทธิฤทธิ์กับชนมนชะงักหยุดยื้อตัวกันทันที “อ้าว!?”
“ท่านผู้การอิทธิพลจ่ายให้แล้วน่ะค่ะ นี่ค่ะ ใบเสร็จ นำใบเสร็จไปรับยาที่ชั้น 5 ได้เลยนะคะ”
ชนมนรับซองใบเสร็จมาจากพนักงานอย่างแปลกใจ เธอดึงใบเสร็จที่มีโน้ตแนบมาด้วยออกมาดูอีกครั้ง
“ท่านผู้การให้เงินโบนัสชั้น!”
“พ่อทำเงี้ยได้ไง แย่งซีนกันชัดๆ”
อิทธิฤทธิ์ผิดหวังที่ไม่ได้ช่วยจ่ายค่าโรงพยาบาลให้ชนมน

อิทธิพลเดินเข้ามาพร้อมลูกน้องนายตำรวจ นักธุรกิจ 2 -3 คนผ่านมายกมือไหว้อิทธิพลอย่างนอบน้อม ลูกน้องนายตำรวจอีกคนเดินมาจากทางลิฟต์ตรงมาหาอิทธิพล
“เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย” อิทธิพลถาม
“ครับ ท่านผู้การ”
“นี่สงสัยชั้นจะมาช้าไปหน่อย”
“คนไข้ยังอยู่ที่ห้องครับ ท่านผู้การขึ้นไปเยี่ยมตอนนี้ยังทันครับ”

อิทธิพลพยักหน้ารับแล้วเดินนำออกไป ลูกน้องรีบเดินตามไป ลูกน้องอีกคนเดินนำไปกดลิฟต์ให้

ชูชัยยืนนิ่งมองไปนอกหน้าต่างคิดเรื่องธรรม์อยู่ ชินพัฒน์กวาดข้าวจากถาดอาหารเช้าใส่ปากเป็นคำสุดท้ายจนหมดเกลี้ยง

“พ่อไม่ต้องคิดมากเรื่องค่าโรงบาลหรอก อะไรที่จำเป็นต้องจ่ายก็ต้องจ่าย คนเราแก่แล้วก็เงี้ย ก็ต้องเจ็บโน่นปวดนี่เป็นธรรมดา ก็ดูแลกันไปรักษากันไป แต่พ่อก็น่าจะเลือกเป็นโรคอะไรที่เป็นหนักๆไปเลย แบบรักษาทีเดียวหายน่ะ พ่อ”
“พูดพอหรือยัง” ชูชัยถาม
“ทำเหม่อใส่ลูกนี่ พ่อคิดเรื่องไรอยู่เหรอ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชูชัยกับชินพัฒน์หันไปทางประตู ชินพัฒน์รี่ไปเปิดประตูทันที ชูชัยยืนมองรออย่างลุ้นๆ สักพักธรรม์ก็เดินเข้าประตูมาแทนที่จะเป็นอิทธิพล
ชูชัยยิ้มรับ “กำลังนึกถึงอยู่พอดี”
ธรรม์ยกมือไหว้ “คุณหมอให้กลับได้แล้วหรือครับ นี่ดีที่ผมมาทันเวลาพอดี”
“หมวดดูจะเป็นคนป่วยซะเอง เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตาเครียดๆ”
“จะมีอะไรซะอีกล่ะ พ่อ ก็ไปทำให้พี่มาย่าของผมเสียชื่อจนต้องถูกพักงาน หมวดเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า ทำไมไม่ออกมาแก้ข่าวให้พี่มาย่า นิสัย” ชินพัฒน์ว่า
“ไอ้ชิน! หมวดธรรม์ไม่ใช่เพื่อนเล่น พูดอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน” ชูชัยพูดกับธรรม์ “ปัญหาเรื่องผู้หญิงน่ะ เรื่องเล็ก ชีวิตของคุณยังมีปัญหาใหญ่ๆที่รออยู่อีกเยอะ ชีวิตตำรวจน่ะต้องออกไปเสี่ยงตายทุกวัน จะทำอะไรอย่าใจร้อนเหมือน” ชูชัยจะพูดว่าพ่อ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ “เหมือนวัยรุ่นล่ะ”
“ผมจะระวังตัวครับ ยังไงผมก็ไม่ยอมตายง่ายๆหรอกครับ คุณลุง ผมยังมีคดีของพ่อผมที่ยังไม่ได้สะสาง”
ชูชัยนิ่งอึ้งไป ประตูเปิดผลัวะออกมาแล้วอิทธิฤทธิ์ก็เข็นรถเข็นแล่นฉิวเข้ามาอย่างเร็ว ชนมนเดินตามมาโดยถือถุงยาถุงใหญ่ๆ ที่กินได้สามเดือนติดมือมาด้วย
“รถเข็นมาแล้วคร้าบ” อิทธิฤทธิ์ชะงักเมื่อเห็นธรรม์ “มาทำไม?”
“นายนั่นแหละมาทำไม!?” ชูชัยย้อน
ชนมนรีบขัด “เรากลับกันเลยดีกว่านะ พ่อ”
“พ่อไม่นั่งรถเข็น” ชูชัยบอก
“ไม่อยากนั่งก็ไม่ต้องนั่งครับ คุณลุงก็หายดีแล้ว ไม่ต้องนั่งรถเข็นหรอกครับ” อิทธิฤทธิ์สนับสนุน
“แต่มันเป็นกฎของโรงพยาบาลนะครับ คุณลุง” ธรรม์บอก
“งั้นก็ได้”
ชูชัยนั่งลงที่รถเข็นง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ อิทธิฤทธิ์ขยับจะมาเข็นรถให้แต่ชูชัยยกมือขึ้นห้ามทันที ชนมนต้องขยับจะมาเข็นให้ เธอมองอิทธิฤทธิ์ว่าให้อยู่เฉยๆอย่าหาเรื่อง
“พี่เข็นให้ดีกว่า” ธรรม์อาสา
ชูชัยพยักหน้ารับ “ขอบใจๆ”
ธรรม์เข็นรถเข็นที่ชูชัยนั่งออกไป ชนมนถือถุงยาเดินตาม อิทธิฤทธิ์กับชินพัฒน์มองตามอย่างเหม็นหน้าธรรม์

ธรรม์เข็นรถเข็นชูชัยนำหน้ามาพร้อมกับชนมนที่ถือถุงยามาด้วย อิทธิฤทธิ์กับชินพัฒน์ที่ถือกระเป๋าเสื้อเดินตามหลังมากระทุ้งศอกและพยักหน้าให้กันเพื่อดูธรรม์ด้วยความหมั่นไส้
“ใครใช้ให้มันมาเนี่ย”
“นั่นดิ พี่อิท! พ่อก็เป็นไรไม่รู้ อยู่ๆก็ปลื้มตาหมวดนี่ขึ้นมาซะเฉยๆ”
อิทธิฤทธิ์แปลกใจ “จริงดิ!?”
“จริง! พ่อทำยังกับว่าเพิ่งเจอลูกชายที่พลัดพรากจากกันงั้นแหละ ผมว่า..ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ๆ ผมต้องสืบซะหน่อยแล้ว แม่หมวดธรรม์ชื่อไร พี่ ถ้าเกิดผมกับตาหมวดนี่เป็นพี่น้องกัน..เออ..งั้นพี่ชนก็รักกับหมวดธรรม์ไม่ได้น่ะดิ”
“เฮ้ย! ไอ้ธรรม์ มันคิดไรกับชนงั้นเหรอ”
อิทธิฤทธิ์ก้าวพรวดๆไปทำคะแนน ชูชัยนึกได้ก็หันไปทางชนมน
“เออ..แล้วค่าโรงพยาบาลเท่าไหร่ล่ะ”
อิทธิฤทธิ์ยื่นหน้าเข้ามา “เรื่องนั้น ไม่ต้องห่วงครับ คุณพ่อผมจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
ชูชัยทำหน้านิ่งไม่พอใจ ชนมนศอกใส่อิทธิฤทธิ์อย่างขัดใจที่มาบอกเรื่องนี้
“นายอิท! ไม่ใช่ตอนนี้!” ชนมนว่า
“ชั้นไม่รับเงินบริจาคของใคร”
อิทธิฤทธิ์หน้าเสีย ทุกคนมาหยุดที่ลิฟต์ ธรรม์กดลิฟต์ให้เปิดออก ธรรม์เข็นรถเข็นชูชัยเข้าไป ชนมนและชินพัฒน์เดินตามเข้าไป ทุกคนตัวเกร็งที่เห็นสีหน้าชูชัยนิ่งเฉยมาก ธรรม์มองอิทธิฤทธิ์อย่างอยากช่วยแต่หาจังหวะไม่ได้
อิทธิฤทธิ์พูดขึ้น “คุณลุงครับ...”
ชูชัยมองจนอิทธิฤทธิ์ก้าวขาตามมาไม่ออก ประตูลิฟต์ค่อยๆปิดลง อิทธิฤทธิ์ยืนบื้อและมึนงง ประตูลิฟต์อีกตัวเปิดออก อิทธิพลกับลูกน้อง 2 คนเดินออกมา
“นายอิท..”
อิทธิฤทธิ์แปลกใจ “อ้าว!พ่อ! มาไมเนี่ย”
“มาเยี่ยมพ่อของหนูชน”
“คุณลุงเค้ากลับไปแล้ว นี่พ่อจ่ายค่าโรงบาลทำไม ผมบอกแล้วว่า ผมจะจ่ายเองเป็นเรื่องแล้ว เห็นมั้ย”
อิทธิฤทธิ์กดปุ่มลิฟต์หลายครั้งแล้วเขาก็ใจร้อนจึงวิ่งออกไปลงไปทางบันไดหนีไฟ อิทธิพลมองตาม

ชูชัยนั่งหน้านิ่งอยู่ที่รถเข็น ชนมนกระสับกระส่ายมองพ่อ ในขณะที่ชินพัฒน์ชะเง้อมองหาอิทธิฤทธิ์
“พ่อ..”
“ไว้ไปคุยกันที่บ้าน” ชูชัยบอก
“ทำไมพี่อิทยังไม่ตามมาอีก พี่ชนโทรตามพี่อิทที” ชินพัฒน์ใช้
ชูชัยรีบบอก “ไม่ต้อง!”
รถของธรรม์แล่นเข้ามาจอดเทียบ ธรรม์รีบลงมาช่วยจะช่วยพยุงชูชัยแต่ชูชัยชิงลุกจากรถเข็นก่อน
“ไม่ต้องๆ ผมแข็งแรงดีแล้ว หมวด”
ธรรม์เปิดประตูด้านหลังให้ ชูชัยมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่างจนต้องมองไปด้านในตึกโรงพยาบาล
“มีอะไรหรือครับ” ธรรม์ถาม

“ไม่มีอะไรๆ” ชูชัยบอก

อิทธิพลกับลูกน้อง 2 คนเดินออกมาจากลิฟต์ ลูกน้องคนหนึ่งโทรมือถือเรียกรถ

ชูชัยมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ชนมนก็มองหาอิทธิฤทธิ์ด้วย
“ทำท่าเหมือนมาเฟียในหนังเลยอ่ะ กลัวใครแอบลอบยิงเหรอ พ่อ” ชินพัฒน์ถาม
“ไอ้นี่มันเพ้อเจ้อได้ตลอด ไป ขึ้นรถ!” ชูชัยพูดกับชนมนที่กำลังมองหาอิทธิฤทธิ์ “ชน ! ขึ้นรถ! หมวดธรรม์อุตส่าห์ไปส่ง อย่าให้เค้าต้องรอ”
ชูชัยกับชินพัฒน์ขึ้นไปนั่งข้างหลังรถ
“เดี๋ยวอิทก็ตามไปเองแหละ ชน” ธรรม์บอก
ชนมนจำต้องรีบขึ้นรถไปนั่งข้างคนขับ ธรรม์ขึ้นรถตามไปอย่างรวดเร็ว แล้วรถธรรม์ก็แล่นออกไปแบบเฉียดฉิวกับอิทธิพลกับลูกน้อง 2 คนที่เดินออกมาที่หน้าตึก
รถอิทธิพลแล่นมาจอดเทียบหน้าตึกอย่างรวดเร็ว ลูกน้องเปิดประตูให้อิทธิพลขึ้นรถไปแล้วรีบไปนั่งข้างคนขับ ลูกน้องอีกคนยืนรอจนรถอิทธิพลแล่นออกไป อิทธิฤทธิ์ในสภาพหัวฟูหน้ามันวิ่งหอบแฮกๆ เข้ามาหยุดยืนข้างลูกน้องคนนั้น เขามองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นใครแล้ว
“เฮ้ย! ไปไหนหมดแล้ว”
“ท่านผู้การไปแล้วล่ะครับ”
อิทธิฤทธิ์เพิ่งเห็นหน้าลูกน้องพ่อที่ลงมาได้ก่อน “เฮ้ย! ชั้นเหนื่อยเปล่าเหรอเนี่ย”
อิทธิฤทธิ์ฮึดฮัดโมโหแต่ไม่ยอมแพ้

รถธรรม์แล่นมาจอดที่หน้าบ้าน ธรรม์กับชนมนรีบลงจากรถมาช่วยพยุงชูชัยลงจากรถทางด้านหลัง
“ไม่ต้องๆ ไอ้ชินมันยิ่งว่าพ่อแก่อยู่” ชูชัยบอก
ชินพัฒนืกระดึ๊บๆ ลงจากรถเป็นคนสุดท้าย
“แล้วผมพูดผิดตรงไหน ก็พ่อแก่แล้วจริงๆ ไม่รู้จะมีแรงผัดข้าวผัดไปอีกกี่ปีแต่ไม่ต้องห่วง ยังไงพี่ชนเลี้ยงพ่อได้อยู่แล้ว”
“พูดอย่างนี้แสดงว่า แกจะไม่เลี้ยงชั้นใช่มั้ย”
ชินพัฒน์มองไปทางหน้าบ้าน) พี่อิท!”
ทุกคนหันไปมองตามชินพัฒน์ก็เห็นอิทธิฤทธิ์ยืนพิงข้างมอเตอร์ไซค์ด้วยท่าทางเท่ๆ อิทธิฤทธิ์เดินยิ้มอวดเบ่งเข้ามาแม้จะแอบเหนื่อยที่ซิ่งจนมาถึงก่อนได้สำเร็จ
อิทธิฤทธิ์พูดกับธรรม์ “ขับรถเต่าวิ่งไล่กัดยางเงี้ย จะไปจับผู้ร้ายที่ไหนทันฎ อิทธิฤทธิ์พูดกับชูชัย “นี่ถ้าคุณลุงกลับมากับผมก็ถึงบ้านนานแล้วล่ะครับ ไม่ต้องไปติดอยู่บนถนนเป็นชั่วโมง”
“จะให้ชั้นซ้อนท้ายมอตอร์ไซด์นายกลับงั้นเหรอ”
อิทธิฤทธิ์นิ่งอึ้งไปเพราะเพิ่งนึกได้ว่าพลาดไปเสียแล้ว
“แล้วให้ชนกับชินเกาะล้อหน้าล้อหลังติดมอเตอร์ไซค์นายมางั้นสิ มีสมองแต่ไม่รู้จักคิด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมถึงถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย” ชูชัยว่า
ชูชัยจะเดินเข้าบ้าน อิทธิฤทธิ์รีบไปดักหน้าชูชัยไว้
“ผมไม่ทันคิดน่ะครับ คุณลุง ผมมัวแต่ดีใจที่หาทางช่วยจ่ายค่าโรงบาลได้”
“ชั้นบอกแล้ว ชั้นไม่รับ แล้วชั้นจะจ่ายคืนให้” ชูชัยพูดกับธรรม์ “หมวดอย่าเพิ่งกลับนะอยู่กินข้าวกลางวันกันก่อน” ชูชัยพูดกับอิทธิฤทธิ์ “ส่วนนาย กลับไปได้แล้ว”
ชูชัยเดินลิ่วๆเข้าไปในบ้าน
“อย่ายอมแพ้นะ พี่อิท! ผมอยู่ข้างพี่เสมอ” ชินพัฒน์เชียร์
ชินพัฒน์ตบไหล่อิทธิฤทธิ์อย่างปลอบใจ เขาแสยะยิ้มใส่ธรรม์แล้วรีบตามพ่อเข้าไป อิทธิฤทธิ์หันไปจ้องธรรม์อย่างเอาเรื่อง
“นี่นายคิดจะแข่งกับชั้นอีกแล้วใช่มั้ย ไอ้ธรรม์!”
“แข่งเรื่องอะไร”
อิทธิฤทธิ์หันไปมองชนมนแล้วขัดใจที่พูดออกมาตรงๆไม่ได้
“นายประจบสอพลอพ่อของชนหวังอะไร ก็เรื่องนั้นแหละ อย่าคิดนะว่า คราวนี้ชั้นจะยอมให้นายอีก! กลับไปเลย ไป”
ธรรม์ยิ้มขำ “ชั้นไม่ได้หวังอะไร ชนก็เหมือนน้องสาวชั้น”
“เฮ้ย! มุกนี่เลิกได้แล้ว ไม่ต้องมาทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีหลอกล่อผู้หญิงให้ตายใจมีย่าคนเดียวไม่พอหรือไง” อิทธิฤทธิ์พูดกับชนมน “เห็นมั้ย มันไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เธอคิด เธอควรอยู่ห่างๆมันไว้ เห็นทำหงิมๆอย่างนี้ มันจีบสาวไปทั่ว อย่าได้ไว้ใจมันเชียว”
“จะบ้าเหรอ! พี่ธรรม์ไม่ได้จีบชั้น” ชนมนรีบบอก
“ถ้ามันไม่ได้จีบเธอ แล้วมันจะเอาใจพ่อเธอทำไม พ่อเธอดูปลื้มมันเหลือเกินอยากได้ลูกเขยเป็นตำรวจหรือไง”
“พ่อไม่เคยปลื้มผู้ชายคนไหนทั้งนั้น ก็พี่ธรรม์อุตส่าห์มาส่งถึงบ้าน พ่อก็ต้องเลี้ยงข้าว มันก็เท่านั้นแหละ นายคิดมากไปเอง” ชนมนว่า
อิทธิฤทธิ์มองชนมนกับธรรม์ที่ทำหน้าหน่ายใส่แล้วก็เริ่มจะโล่งใจขึ้น

ชูชัยผัดข้าวผัดอย่างขันแข็ง ไฟลุกโหมฟึ่บในกระทะ เสียงตะหลิวเคาะกระทะโช้งเช้งๆ อิทธิฤทธิ์หน้าหงิกหน้างอนั่งอยู่กับชินพัฒน์ ทั้งสองดูดโอเลี้ยงแล้วสุมหัวกันคิด
“อย่างนี้ชัวร์ พี่! พ่อต้องอยากได้ลูกเขยตำรวจแน่นอน” ชินพัฒน์บอก
“เฮ้ย! ไม่ได้! ยังไงชั้นก็ไม่ยอม!” อิทธิฤทธิ์ว่า
“ดูทรงแล้ว พ่อคงอยากตัดไฟตั้งแต่ต้นลม กลัวพี่ชนจะคว้านักบิดมอไซด์อย่างพี่อิทเป็นแฟน ก็เลยรีบหาแฟนให้พี่ชนซะก่อน”
“ชั้นไม่ได้อยากเป็นแฟนกับชนซักหน่อย”
“อย่าท่ามาก! พี่ ขอร้อง! ถ้าทำฟอร์มมาก เดี๋ยวผมไม่ช่วยนะ”
“นายจะช่วยอะไรชั้นได้” อิทธิฤทธิ์ว่า
“อ่ะแน่ะ! ยอมรับแล้วใช่มั้ยว่า ชอบพี่สาวผม! ไป! ลุย! พี่ ตอนนี้เรายังทำอะไรไม่ได้ ไปเป็นก้างก็ยังดี”
ชินพัฒน์ดึงอิทธิฤทธิ์ออกไปจากโต๊ะทันที

ชนมนกับธรรม์กำลังคุยกันอยู่อย่างเคร่งเครียด
“พี่ธรรม์ทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ ยังไงก็ต้องไปคุยกับมาย่าให้รู้เรื่อง” ชนมนว่า
“ตอนนี้คุยยังไงก็คุยไม่รู้เรื่องหรอก” ธรรม์บอก
“แต่ตอนนี้ย่าเค้าต้องการพี่ธรรม์ที่สุดนะคะ ถึงเค้าจะโกรธจะงอนพี่ธรรม์ยังไงก็ต้องไปคุยค่ะ น่านะ พี่ธรรม์ โทรไปตอนนี้เลยค่ะ”
ชนมนจับแขนธรรม์เขย่าตื๊อให้ธรรม์ทำตาม อิทธิฤทธิ์ยืนจ้องมองชนมนจับแขนธรรม์อย่างขัดลูกตามาก ชินพัฒน์เข้ามาดันธรรม์ออกไปให้ห่างแล้วดึงอิทธิฤทธิ์ให้นั่งลงแทรกกลางระหว่างชนมนกับธรรม์ แล้วเขาก็แทรกร่างอวบๆของตัวเองมาดันธรรม์ให้ห่างไปอีก
ชินพัฒน์พูดโดยไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ “คุยอะไรกัน ท่าทางสนุกเชียว”
“ไม่ใช่เรื่องของแก” ชนมนหันไปทางธรรม์ “พี่ธรรม์..”

“โทรแล้ว ย่าเค้าไม่ยอมรับสาย” ธรรม์บอก

“นี่ทะเลาะกับย่ามาเหรอ ทะเลาะกันเรื่องไร ย่าทำงานจนไม่มีเวลาให้นายล่ะสิ มีแฟนเป็นซุปตาร์ก็เงี้ยแหละ เรื่องแค่นี้ทนไม่ได้ ก็ไม่น่าไปยุ่งกับย่าตั้งแต่แรก แล้วไง พอมีปัญหาก็กลับมาหาชน เค้าจะช่วยไรนายได้ หรือทำเป็นอกหักรักคุดให้ชนสงสาร ไงนายก็ทิ้งย่าไม่ได้นะโว้ย”


อิทธิฤทธิ์ว่า 
“นายอิท! นายไม่รู้เรื่องย่าเลยหรือไง นายนี่ไม่เคยสนใจใครนอกจากเรื่องตัวเอง” ชนมนบอก
“ใครว่าล่ะ พี่ชน พี่อิทตกข่าวพี่มาย่าก็เพราะมัวแต่สนใจพี่ชนไง ไม่เหมือนตำรวจบางคนที่มาเอาหน้าตอนที่ปัญหาทุกอย่างจบแล้ว”
ธรรม์ขำ “พูดชื่อพี่ออกมาเลยก็ได้”
ชูชัยยกถาดข้าวผัดสามจานมาเสิร์ฟให้ธรรม์ ชนมน และชินพัฒน์ อิทธิฤทธิ์เหวออยู่คนเดียวที่ไม่ได้ข้าวผัด
“ของพี่อิทล่ะ พ่อ” ชินพัฒน์ถาม
“นึกว่ากลับไปแล้ว” ชูชัยบอก
“ไม่เป็นไร ชั้นไม่หิว คุณลุงครับ เรื่องค่าโรงบาล…”
“ค่ารักษาพยาบาล ไอ้เด็กสมัยนี้มันจะพูดภาษาไทยให้ถูกต้อง ชัดๆเต็มๆประโยคมันจะตายหรือยังไง”
“ครับๆ เรื่องค่ารักษาพยาบาลของคุณลุง ที่พ่อผมจ่ายให้ ไม่ใช่เพราะดูถูกคิดว่าคุณลุงจะไม่มีเงินจ่าย แต่เงินส่วนนี้เป็นเงินที่ชนต้องได้อยู่แล้วน่ะครับ”
“พี่ชน..” ชูชัยแก้คำให้
อิทธิฤทธิ์ฝืนใจ “ครับ พ่อตั้งใจให้เงินก้อนนี้กับ..พี่ชนเป็นโบนัสน่ะครับ”
“ยังไงชั้นก็ไม่รับ” ชูชัยบอก
“คุณลุงรับไว้เถอะครับ นี่เป็นข้อตกลงที่คุณพ่อคุยกับชนตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าชนช่วยอิททำรายงานได้เอ จะได้เงินพิเศษเป็นโบนัสให้ แล้วถ้านายอิทสอบได้เอก็จะได้เงินโบนัสอีกก้อน คุณพ่อผมไม่ได้ช่วยเหลือหรือบริจาคเงินให้คุณลุงแต่นี่เป็นเงินที่ชนต้องได้อยู่แล้วน่ะครับ” ธรรม์บอก
ชูชัยนิ่งคิด “ก็ได้..ลุงจะรับไว้ ยังไงก็ฝากขอบคุณคุณพ่อด้วยนะ หมวด”
อิทธิฤทธิ์กระซิบกับชินพัฒน์ “มันพูดต่างกับชั้นตรงไหน?”
ชินพัฒน์กระซิบตอบ “อาการหนัก! พ่ออาการหนักมาก! อยากได้ตำรวจเป็นลูกเขยเอามั่กๆ”
ชนมนมองชูชัยอย่างแปลกใจที่เขาอ่อนลงและดูจะเมตตาธรรม์เอามากๆ

ตี๋เล็กที่หน้ายังช้ำนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้โดยเอาขาพาดโต๊ะทำงานและกรนเบาๆ บ๊วยเดินเข้ามาแบบลับๆล่อๆ แล้วเหล่มองไปทางตี๋เล็ก เขาย่องอย่างระวังแล้วค่อยๆ ยกขาตี๋เล็กที่พาดอยู่ให้พ้นทาง บ๊วยเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักพอดีกับที่ตี๋เล็กละเมอทำท่าบิดมอเตอร์ไซค์ บ๊วยชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
ตี๋เล็กทำเสียงสตาร์ทรถ “แต๊กๆๆ” แล้วเขาก็ทำเสียงรถซิ่งออกไป “ปรื้นๆๆ”
ตี๋เล็กละเมอยกมือจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา
“ปรื้นๆๆ” ตี๋เล็กทำเสียงขึ้นๆลงๆเบรกบ้าง ซิ่งบ้างตามอัธยาศัย
บ๊วยค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักแล้วล้วงมือเข้าไปควานหาเงิน ตี๋เล็กละเมอซิ่งรถเหมือนกำลังดริฟท์รถอย่างเสียวไส้สุดๆ เขาบิดไปทั้งตัวจนร่วงตกจากเก้าอี้ไปกองที่พื้นดังพลั่ก พร้อมๆกับที่บ๊วยรีบปิดลิ้นชักดังปัง
ตี๋เล็กตื่นขึ้นทันที “เฮ้ยๆ เสียงอะไรวะ!”
ตี๋เล็กลุกพรวดพราด บ๊วยถอยออกห่างจากลิ้นชักโต๊ะทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่ได้ทำอะไรผิดทันที
“ใคร? ใครผลักชั้นวะ”
“พี่ละเมอตกเก้าอี้ไปเอง ฝันไรเหรอ พี่ ท่าทางมันซะ”
“ฝันว่าซิ่งรถแข่งกับไอ้อิทน่ะซิ กำลังจะชนะมันอยู่แล้ว ดันตื่นซะได้ มีไรป่าว วันนี้แกดูแปลกๆว่ะ”
“ลูกพี่..ผมช็อตเงิน”
“ว่ามาเลย จะเอาเท่าไหร่”
“ไม่เท่าไหร่หรอก ผมขอยืมซักหมื่นซิ ลูกพี่”
“กระจอก... หา! หมื่นนึง! ทั้งตัวชั้นมีแค่ห้าร้อย ป๊าสั่งม้าไว้ ถ้ายังไม่ยอมปิดร้านนี้ก็ห้ามให้เงินชั้น”
“แล้วเงินห้าหมื่นที่ซื้อมอไซด์ไอ้อิทนั่นล่ะ”
“จ่ายค่าของล็อตใหม่ไปหมดแล้ว”
“ของเก่ายังขายไม่หมดเลย สั่งของเข้ามาใหม่ทำไม ช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนเข้าร้านเลยผมว่า ลูกพี่ลองมองหาธุรกิจใหม่ดีกว่านะ”
“แกจะให้ชั้นไปทำอะไร”
“ทำอะไรก็ได้ที่รวยเร็วๆ” บ๊วยบอก
“ป๊าชั้นรวยอยู่แล้ว ทำไมชั้นต้องทำอะไรให้เหนื่อยวะ”
“แต่ผมเหนื่อย! ช่วยงานพี่ได้เงินบ้างไม่ได้บ้าง พี่มัวแต่ซิ่งรถกับจีบหญิง ร้านปิดวันเว้นวันอย่างนี้ ได้เจ๊งแน่! ผมต้องใช้เงิน ไม่ได้มีมีอาป๊าอาม้าเหมือนพี่ เข้าใจป่ะ”
“รมณ์เสียมาจากไหนวะ แกไปเสียบอลมาอีกล่ะซิ เดี๋ยวนี้แกเล่นบอลเป็นหมื่นแล้วเหรอ ไอ้บ๊วย!?”
เจ้าหนี้ชายหน้าเหี้ยมของบ๊วย 2 คนเดินมาด้อมๆมองๆที่หน้าร้าน บ๊วยเหลือบไปเห็นเข้า
บ๊วยเลิ่กลั่ก “เปล่าๆ ผมจะเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ไม่ให้ยืม ผมไปหาที่อื่นก็ได้”
บ๊วยรีบหลบวูบออกไปทางด้านหลังของร้าน
“ไปหาที่อื่น ไปหาที่ไหนวะ ไอ้บ๊วย”
ตี๋เล็กหันไปเห็นชายหน้าเหี้ยม 2 คนเข้ามา พอเห็นบ๊วยหลบไปทางหลังร้านทั้งสองก็ถอยออกไปทันที ตี๋เล็กนิ่งคิดอย่างสงสัยว่าบ๊วยต้องติดหนี้พวกนักเลงแน่ๆ

บ๊วยเดินเตร่แถวหน้าร้านเกมอย่างกระวนกระวายใจ เข้เดินตรงมาหาบ๊วย
บ๊วยดีใจ “พี่เข้! คุยให้ผมแล้วหรือยัง”
“คุยให้แล้ว แต่ลูกพี่ขอเจอหน้าแกก่อน”
“แล้วพี่เค้าจะรับผมมั้ย ผมเคยส่งยาให้ตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่เคยพลาดซักครั้งเดียว”
“เรื่องอย่างนี้มันต้องค่อยเป็นค่อยไปโว้ย อยู่แกจะมาข้ามขั้นขอคุมทั้งเขต มันต้องคุยกันยาว”
“แล้วต้องไปคุยกับพี่เค้าที่ไหน”
“ที่นี่แหละ”

บ๊วยเงยหน้าขึ้นมองร้านเกมสำหรับเด็กเกรียนที่รวย
 
อ่านต่อหน้า 2

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ภายในร้านเกม เก่งกาจกดเมาส์อย่างเมามัน ขวดนมเปรี้ยวเปล่าหลายขวดวางอยู่ใกล้ๆ เขา

เข้พาบ๊วยเดินเข้ามา บ๊วยรีบกวาดตาหาเก่งกาจแต่ก็เห็นแต่เจ้าของร้านยืนหน้าซีดอยู่ บ๊วยเห็นทั้งร้านมีโต๊ะเดียวที่มีคนเล่นเกมอยู่และมีลูกน้อง 3-4 คนยืนกระจายแอบคอยระวังหลังให้เจ้านายอยู่
เข้เดินนำบ๊วยตรงเข้าไปหาเก่งกาจแล้วหยุดยืนอยู่ข้างหลังเขา เก่งกาจยกมือซ้ายที่ถือขวดนมเปรี้ยวขึ้นห้ามไม่ให้ขัดจังหวะ เสียงระเบิดดังตูมใหญ่จากจอคอมพิวเตอร์แล้วทุกอย่างก็เงียบลง เก่งกาจหมุนเก้าอี้หันมาประจันหน้ากับบ๊วย
“พี่เก่ง... นี่ไอ้บ๊วยครับ พี่”
บ๊วยรีบยกมือไหว้เก่งกาจทันที
“พี่เก่งครับ..”
เก่งกาจรีบบอก “เด็กไป”
เก่งกาจลุกขึ้นจะเดินออก
“ผมต้องการเงินครับ พี่! ถ้าผมไม่เดือดร้อนจริงๆ ผมไม่กล้ามาขอร้องพี่หรอกครับ” บ๊วยบอก
เก่งกาจพูดโดยไม่หันมา “ใครๆ ก็ต้องการเงินทั้งนั้น”
“ผมต้องไปหาเงินมาใช้หนี้ครับ”
เก่งกาจหันกลับมา “เอาเงินไปทำอะไร พ่อเป็นมะเร็ง แม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เมียท้อง หรือส่งเสียน้องเรียนหนังสือ”
“เอาไปใช้หนี้บอลครับ ผมติดเจ้ามืออยู่แสนห้า มันยอมให้ผ่อนอาทิตย์ละหมื่น มันขีดเส้นตายวันนี้ ถ้าไม่มีเงินให้มัน ผมโดนเชือดแน่”
เก่งกาจเริ่มพอใจที่บ๊วยตอบตรง “งานใหญ่อย่างนี้ แกไม่น่าจะไหว”
“ก็ให้โอกาสผมก่อนซิครับ ก่อนที่พี่เก่งจะก้าวมาถึงจุดนี้ก็เคยเป็นลูกน้องกระจอกๆ อย่างผมไม่ใช่เหรอครับ”
“ไอ้บ๊วย ! อยากตายหรือไง” เข้ว่า
“ปล่อยให้มันพูดไป” เก่งกาจบอก
บ๊วยพูดต่อ “ที่ผมขอร้องพี่เข้ให้พาผมมาหาพี่ ก็เพราะผมอยากเป็นลูกพี่กับเค้าบ้าง ผมไม่อยากเป็นลูกน้องไปจนวันตาย ยิ่งเป็นลูกน้องของลูกพี่ที่ไม่เอาไหน พึ่งพาไม่ได้ มีแต่พาลูกน้องลงเหว ผมขอเป็นลูกพี่เองไม่ดีกว่าเหรอครับ”
เก่งกาจรู้สึกโดนใจมาก “ใช่ มีลูกพี่อย่างนั้น ไม่มีซะดีกว่า” เก่งกาจนิ่งนึก “ลูกพี่เก่าชั้นชื่อชาติชาย แต่ไม่ได้ชาติชายสมชื่อเลย” เก่งกาจยิ้มขำ “ชั้นไม่ได้ข่าวนานแล้ว คงตายไปแล้วล่ะมั้ง” เก่งกาจหันมาจ้องบ๊วย “ถ้าแกอยากมายกระดับตัวเองจากหางแถวมาอยู่หัวแถว แกก็ต้องพิสูจน์ให้ชั้นเห็นก่อนว่า แกแน่พอ”
บ๊วยแข็งใจประสานตากับเก่งกาจแบบเตรียมพร้อมรับมือทุกอย่าง

เก่งกาจเดินนำบ๊วยมาหยุดหลบที่ซอกหลืบในซอยที่มีคนผ่านไปผ่านมาไม่มาก
“พี่เก่งจะให้ผมทำอะไร สั่งมาได้เลย ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง” บ๊วยว่า
เก่งกาจดุ “เงียบ!”
บ๊วยดี๊ด๊าตื่นเต้น “เงียบ-ครับ-เงียบ”
เก่งกาจดึงปืนออกมาจากที่เหน็บไว้ด้านหลัง บ๊วยเริ่มหายซ่า เขามองปืนอย่างตื่นตกใจ เก่งกาจเช็คปืนดูลูกกระสุนอีกครั้ง เขาเตรียมปืนให้บ๊วยแบบพร้อมยิง
“พี่..พี่เก่งจะให้ผมทำไรเหรอครับ”
“เห็นไอ้หนวดนั่นมั้ย ไอ้ผู้ชายที่กำลังเดินมาน่ะ” เก่งกาจถาม
บ๊วยหันไปมองตามที่เก่งกาจชี้ให้ดู เขาเห็นผู้ชายหน้าเข้มๆเดินมาแต่ไกลคนเดียว
“มันเป็นสายสืบ เก็บมันซะ!” เก่งกาจสั่ง
บ๊วยสั่น “เก็บ..เก็บมัน..”
“ยิงมันทิ้งซะ มันเป็นตำรวจสายสืบ ที่ชั้นต้องหยุดส่งยาเป็นอาทิตย์ก็เพราะไอ้นี่แหละ ไอ้ตัวปัญหา”
“ผมต้องยิงมันจริงๆเหรอครับ” บ๊วยถาม
เก่งกาจยัดปืนใส่มือบ๊วย
“ต้อง..ต้องยิงมันให้ตายเลยหรือครับ” บ๊วยถาม
“ถ้าไม่ยิงให้ตาย จะยิงให้เปลืองกระสุนทำไม แกอยากก้าวขึ้นเป็นลูกพี่ หรือจะเป็นลูกน้องไอ้หน้าแหยไปจนตายล่ะ”
บ๊วยกลัวเก่งกาจก็กลัวแต่ก็ไม่กล้ายิงใครตาย บ๊วยตัดสินใจยกปืนขึ้นเล็งแล้วเบนปืนจนไม่ตรงเป้าหมาย บ๊วยหลับตาแล้วยิงออกไปแต่เสียงปืนดังแชะแบบไม่มีกระสุน บ๊วยลืมตาโพลงอย่างงุนงง บ๊วยหันไปมองเก่งกาจแล้วก็เพิ่งเห็นว่ากระสุนทั้งหมดอยู่ในกำมือของเก่งกาจ
“ดีมาก แกผ่านแล้ว” เก่งกาจบอก
“ผม...ผมผ่านหรือครับ”
“ชั้นไม่ได้ต้องการให้แกฆ่าใคร..ในตอนนี้ แกเชื่อฟังดี ชั้นชอบว่ะ แกคุมเขตไอ้สังข์ไปแล้วกัน ถิ่นแกอยู่แล้วนี่ เรื่องหนี้ของแก ชั้นจะใช้คืนให้เอง ไม่ต้องห่วง”
เก่งกาจจะเดินออกไป
“เดี๋ยวครับ พี่เก่ง แล้วไอ้หนวดนั่น มันเป็นตำรวจจริงๆหรือครับ”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ”
บ๊วยหันไปมองก็เห็นชายหน้าเข้มมารับรถสามล้อขายทองหยิบทองหยอดจากร้านแล้วขี่รถสามล้อออกไป
“พี่เก่งต้มผมซะเปื่อย!” บ๊วยบอก
บ๊วยหันกลับมาหาเก่งกาจอีกที แต่เก่งกาจเดินไปไกลแล้ว เข้กับลูกน้อง2คนโผล่มาประกบซ้ายขวา
 
บ๊วยยิ้มดีใจที่ได้ก้าวไปอีกขั้นแต่แล้วก็ต้องลังเลใจเมื่อเห็นปืนของเก่งกาจยังอยู่ในมือตัวเอง

ณ บ้านอิทธิฤทธิ์ยามเช้า อิทธิฤทธิ์กับชนมนนั่งติวกันที่โต๊ะ
 
ชนมนนั่งตรวจข้อสอบให้อิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์จ้องมองชนมนอยู่ไม่วางตา
ชนมนพูดโดยไม่เงยหน้า “มองอะไร อ่านหนังสือไป”
“ไอ้ธรรม์ไปที่บ้านเธออีกหรือเปล่า”
“ทำไมไม่ถามพี่ธรรม์ล่ะ ทำเหมือนไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน”
“แค่ตอบว่าไปหรือไม่ไป ตอบยากนักหรือไง”
ชนมนเงยหน้าขึ้นมองอย่างเหนื่อยใจ “พี่ธรรม์ไม่เคยคิดอะไรกับชั้นจริงๆ”
“แล้วเธอล่ะ” อิทธิฤทธิ์ถาม
“เคยคิด...แต่ตอนนี้เลิกคิดแล้ว”
อิทธิฤทธิ์กระโจนเข้าไปหาทันที “อะไรนะ เธอเคยชอบไอ้ธรรม์มันเหรอ”
“ผู้ชายอบอุ่น น่ารัก แสนดี ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่ชอบหรอก” ชนมนบอก
“เออๆ ผู้หญิงชอบมัน พอเข้าใจ แต่ทำไมพ่อเธอถึงได้ชอบมันด้วย แล้วทำไมถึงเกลียดขี้หน้าชั้นนัก”
“ทำไมนายต้องสนใจด้วยว่า พ่อชั้นคิดยังไงกับนาย”
“ก็..ก็ชั้นกลัวว่า พ่อเธอจะไม่ยอมให้เธอมาติวชั้นน่ะสิ”
“พ่อไม่เคยบังคับอะไรชั้น นายไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ห่วงเรื่องสอบดีกว่า ชั้นอยากให้นายหยุดขี่มอเตอร์ไซค์จนกว่าจะสอบเสร็จ”
“โอ๊ย ไม่ได้หรอก ขาดมอไซด์ได้ขาดใจตายพอดี ถ้าประมาท ขี่มอไซด์กับขับรถเก๋งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุพอๆกันแหละ เวลาชั้นขี่มอไซด์ ชั้นรู้สึกปลอดภัยกว่าขับรถอีก”
“งั้นนายห้ามไปซิ่งไปซ่าที่ไหน ห้ามไปแข่งรถกับใครเด็ดขาด สัญญากับชั้นได้มั้ย”
“ได้ ! ชั้นให้สัญญา เธอก็ต้องสัญญากับชั้นด้วย”
“สัญญาเรื่องอะไร”
“ไม่ว่าพ่อเธอจะชอบไอ้ธรรม์แค่ไหน เธอก็ห้ามกลับไปชอบมันอีก สัญญาซิ สัญญา”
“ไร้สาระจริงๆ” ชนมนว่าแต่ก็ยื่นนิ้วก้อยให้ “เอ้า สัญญาก็ได้”
อิทธิฤทธิ์เกี่ยวนิ้วก้อยกับชนมนแล้วรวบมือชนมนเพื่อจะดึงเข้ามาใกล้ตัว
“เรามาทำสัญญาแบบนี้ดีกว่า”
อิทธิฤทธิ์ก้มลงเอาจมูกชนกับจมูกของชนมน ชนมนตกใจถอยหลังไปด้วยความเขินมาก
“สัญญากับอิทธิฤทธิ์..ต้องแบบนี้! ชั้นไปเรียนล่ะ ขอสัญญาอีกทีนะ”
อิทธิฤทธิ์ก้มลงชนจมูกกับชนมนอีกครั้งแล้วรีบคว้ากระเป๋าหนังสือเดินออกไปลิ่วๆ
“นายอิท !”
ชนมนแตะจมูกตัวเองอย่างเขินๆแต่แอบสุขใจอย่างบอกไม่ถูก

มณีมันตราเดินมาตามทางเดินอย่างโดดเดี่ยว นักศึกษาหญิง 2-3คนมองมณีมันตราแล้วจับกลุ่มเมาท์กันเบาๆ บางคนเหล่มองเธอแล้วทำหน้าเมินๆ แบบดูถูกแกมสะใจ อิทธิฤทธิ์เอื้อมมือมาแตะที่ไหล่มณีมันตราเบาๆ มณีมันตราหันขวับไปมองก็เห็นเป็นอิทธิฤทธิ์ที่ยิ้มให้กำลังใจ
มณีมันตราอุ่นใจขึ้น “อิท..”
“โทษทีนะ ย่า ชั้นเพิ่งรู้ข่าวเรื่องเธอ”
นักศึกษาหญิงชาย 3 คนที่เดินสวนมาต่างจ้องมณีมันตราอย่างอยากรู้ว่าจะจ๋อยจืดแค่ไหน
“มองไร?!”
กลุ่มนักศึกษาเห็นหน้าตาเอาเรื่องของอิทธิฤทธิ์ก็ต้องรีบเดินออกไปทันที
“ย่า..”
“ชั้นไม่เป็นไร..ไม่เป็นไรจริงๆ”
“พ่อชนเค้าเข้าโรงบาลน่ะ ชั้นกับชนก็เลยยุ่งๆ ไม่มีเวลาเลย เราโทรไป เธอก็ปิดมือถือ เธอหนีพวกนักข่าวหรือหนีไอ้ธรรม์?”
มณีมันตราพูดล้อๆ “เดี๋ยวนี้เป็น “เรา” ไปแล้วเหรอ”
“เฮ้ย! อย่าเปลี่ยนเรื่อง! ถ้าไอ้ธรรม์มันช่วยอะไรเธอไม่ได้ ชั้นจะช่วยเธอเอง ไอ้สัญญาที่เธอเซ็นไว้กับบริษัทนี่ มันต้องมีช่องโหว่บ้างล่ะ อยู่ๆจะมาสั่งพักงานหยังงี้ได้ไง แล้วมันโง่หรือเปล่า เธอกำลังดังสุดๆ ยังหาเงินให้มันอีกไม่รู้เท่าไหร่”
“ก็บริษัทกอบโกยจนพอแล้วน่ะซิ แล้วก็คงอยากเชือดชั้นให้คนอื่นดูด้วย ตอนนี้นักแสดงคนอื่นไม่มีใครกล้าต่อรองอะไรแล้ว เรื่องพักงานน่ะ ช่างเถอะ สอบเสร็จแล้วค่อยคิดล่ะกัน”
“มีอะไรให้ช่วย บอก!”
“เธอจะไม่ถามเหรอว่า ข่าวชั้นกับพี่ธรรม์เป็นจริงหรือเปล่า”
“ทำไมต้องถาม เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ว ชั้นเชื่อว่า เธอไม่มีวันทำอย่างนั้น”
มณีมันตรายิ้มอย่างรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่ขึ้น
“แล้วชั้นก็ไม่เชื่อว่าไอ้ธรรม์มันจะกล้า! บื้อจะตายชัก!”
มณีมันตราขำ “อิท!”
“ไปเรียนได้แล้ว ไป แล้วเดี๋ยวเจอกัน”
มณีมันตราเดินเข้าห้องเรียน อิทธิฤทธิ์โบกมือให้แล้วยืนส่งรอจนมณีมันตราเดินเข้าห้องไปแล้วถึงแยกตัวออกไปเข้าอีกห้อง

ตี๋เล็กยืนพิงมอเตอร์ไซค์ของตัวเองด้วยมาดเท่ บ๊วยขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆมาเทียบกับรถของตี๋เล็กแบบต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บ๊วยลงจากมอเตอร์ไซค์เดินหน่ายๆ ไปหาตี๋เล็ก
“โทรเรียกผมมาทำไม พี่ มาแอบดูดารา มาคนเดียวไม่ได้หรือไง” บ๊วยว่า
ตี๋เล็กยัดเงินห้าพันใส่มือบ๊วย
“ชั้นขอม้ามาได้ห้าพัน แกเอาไปก่อน อาทิตย์หน้าชั้นจะลดราคายกร้าน น่าจะมีเงินเข้าร้านแล้ว แกติดหนี้หมื่นนึงใช่มั้ย ไม่ได้มากกว่านั้นนะ”
“ลูกพี่...”
“ถ้าแกยังเห็นชั้นเป็นลูกพี่ของแก ใช้หนี้ให้หมด แล้วเลิกเล่นบอลซะ ถ้าแกอยากได้เงิน ชั้นจะฝากแกไปทำงานที่ปั๊มของป๊า เอาป่ะล่ะ ป๊าชั้นก็รวยจากที่เป็นเด็กปั๊มนะโว้ย ทำเป็นเล่นไป”
บ๊วยนิ่งอึ้งเพราะรู้ว่าสายไปเสียแล้วที่จะทำงานสุจริตแต่ก็ช่างมันแล้ว เพราะไหนๆก็เลยเถิดไปแล้ว
“ไม่เป็นไร ลูกพี่ ผมหางานได้แล้ว” บ๊วยเริ่มคึกเป็นบ๊วยคนเก่า “แล้วนี่ลูกพี่เจอน้องมาย่าหรือยัง”
“ก็ว่าจะมาดักเจอตอนน้องเค้าเลิกเรียนนี่แหละ แต่ต้องหาทางกำจัดก้างขวางคอออกไปซะก่อน”
“ไอ้อิท!!”

ตี๋เล็กกับบ๊วยพูดและพยักหน้าพร้อมกันอย่างเคืองแค้น

อิทธิฤทธิ์กับมณีมันตราเดินออกมาจากตึกเรียนด้วยกัน
 
“ไปกินข้าวเย็นบ้านชั้นนะ ย่า ป้าหนอมบ่นคิดถึง”
มณีมันตราลังเลเพราะไม่อยากไป
“กลัวเจอไอ้ธรรม์มันเหรอ ถ้าเจอมันก็ยิ่งดี ยิ่งห่างกัน ไม่เจอกันนานๆ ก็จะยิ่งต่อกันไม่ติด เธอคิดไง รู้สึกไง ก็พูดออกไปเลย อย่าไปกลัว”
“แล้วเธอล่ะ คิดยังไง รู้สึกยังไง ก็กล้าพูดทุกเรื่องงั้นเหรอ”
อิทธิฤทธิ์ทำหน้าตาย “ใคร? อะไร? ยังไง? ที่ไหน?”
“ก็เรื่องพี่ชนกับเธอน่ะซิ! ที่ไหนเหรอ ก็ที่นี่ไง” มณีมันตราจิ้มที่อกซ้ายของอิทธิฤทธิ์ “อย่านึกว่าชั้นไม่รู้”
“โอ๊ย! ถูกยิง!”
อิทธิฤทธิ์แกล้งทำเหมือนเจ็บเหลือเกิน เขากุมอกซ้ายแล้วเซถอยหลังออกไป มณีมันตรายิ้มขำเพราะรู้ว่าอิทธิฤทธิ์เบี่ยงเบนความสนใจอยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงปรื้นๆ ของมอเตอร์ไซค์ดังมาจากข้างหลังอิทธิฤทธิ์กับมณีมันตราหยุดชะงักหันไปมอง ตี๋เล็กซิ่งมอเตอร์ไซค์มาแต่ไกล โดยมีบ๊วยซิ่งตามหลังมา
“จัดการมันเลย ลูกพี่!”
ตี๋เล็กซิ่งมอเตอร์ไซค์พุ่งมาจากด้านหลังโดยคิดโง่ๆ หมายจะแทรกกลางให้อิทธิฤทธิ์ออกห่างจากมณีมันตราโดยไม่รู้เลยว่าต้องเฉี่ยวมณีมันตราไปด้วย อิทธิฤทธิ์ดึงมณีมันตราให้หลบมอเตอร์ไซค์ตี๋เล็กได้อย่างเฉียดฉิว แต่ก็ต้องล้มกลิ้งลงไปข้างทางทั้งสองคน ตี๋เล็กกับบ๊วยซิ่งรถวนกลับมา อิทธิฤทธิ์รีบพยุงมณีมันตราให้ลุกขึ้น
“ย่า เป็นไรป่าว?”
“ไม่เป็นไร..ชั้นไม่เป็นไร”
อิทธิฤทธิ์มองมณีมันตราที่ยังตกใจอยู่โดยข้อศอกกับหัวเข่าของเธอถลอกมีเลือดไหลซิบๆ อิทธิฤทธิ์ยิ่งโกรธ อิทธิฤทธิ์เดินตรงไปหาตี๋เล็กกับบ๊วยที่จอดรถและลงจากรถมอเตอร์ไซค์แล้ว อิทธิฤทธิ์เข้าไปกระชากคอเสื้อตี๋เล็ก
“ไอ้ตี๋เล็ก! คราวนี้ชั้นไม่เอาแกไว้แน่”
ตี๋เล็กเห็นมณีมันตราเดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาหา
“ชั้นไม่ได้ตั้งใจ!” ตี๋เล็กบอก “เป้าหมายของชั้นคือ แก ไม่ใช่น้องมาย่า! แกอยู่ใกล้ๆน้องเค้า
ทำไมล่ะ”
อิทธิฤทธิ์เงื้อมือ “ไอ้บ้าเอ๊ย”
“ต่อยเลย!” บ๊วยยุ
ตี๋เล็กตกใจ “เฮ้ย!”
บ๊วยพูดต่อ “แน่จริง ก็ต่อยเลย ถ้าแกมีเรื่องชกต่อยในมหาลัย คราวนี้แกถูกไล่ออกแน่ๆ”
“เออ!ใช่! ต่อยเลยๆ อยากโดนไล่ออกก็ต่อยเลย!” ตี๋เล็กยุ
อิทธิฤทธิ์ลดมือแล้วผลักตี๋เล็กออกไป มณีมันตรารีบกระเผลกเข้ามาหาอิทธิฤทธิ์
“กลับเถอะ อิท ชั้นไม่อยากให้ใครต้องมีปัญหาเพราะชั้นอีกแล้ว”
“แต่ปัญหาเรื่องนี้จะต้องจบวันนี้! ไอ้ตี๋เล็ก! แกต้องเลิกรังควาญมาย่า!” อิทธิฤทธิ์ว่า
บ๊วยคิดแผนได้ “แกก็แข่งรถชนะลูกพี่ให้ได้ก่อนดิ! ถ้าแกชนะ ลูกพี่ก็จะไม่มาให้น้องมาย่าเห็นหน้าไปตลอดชีวิต!”
“เฮ้ย! จะดีเหรอ?” ตี๋เล็กกังวลเพราะลึกๆแล้วก็รู้ว่าอิทธิฤทธิ์เก่งกว่า
อิทธิฤทธิ์นิ่งคิดและนึกถึงคำพูดของชนมนแวบขึ้นมา
“ห้ามไปแข่งรถกับใครเด็ดขาด สัญญากับชั้นได้มั้ย”
อิทธิฤทธิ์หันไปมองมณีมันตราอย่างสองจิตสองใจเพราะตอนนี้มณีมันตราอยู่ในช่วงที่ลำบากที่สุดแล้วยังต้องเผชิญกรรมกับตี๋เล็กอีก
“ไม่นะ อิท!”
อิทธิฤทธิ์ตอบ “ตกลง! ชั้นจะแข่งกับแก”
ตี๋เล็กโชว์ให้มณีมันตราเห็นว่าเขาไม่กลัว “ได้! มาแข่งกันเลย!”
ตี๋เล็กกับบ๊วยรีบกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ บ๊วยหยิบมือถือขึ้นมากดโทรบอกกลุ่มแก๊งในวงการทุกคน
อิทธิฤทธิ์ผละแยกจากมณีมันตราไปด้วยหน้าเคร่งเครียดเอาจริง
มอเตอร์ไซค์ของตี๋เล็กกับบ๊วยแล่นออกไป อิทธิฤทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมณีมันตราไปอย่างเร็ว
อิทธิฤทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์แซงหน้าตี๋เล็กกับบ๊วยไปเร็วเหมือนลมพัดผ่าน มณีมันตรานิ่งอึ้งเพราะไม่รู้จะห้ามยังไง

มอเตอร์ไซค์จอดอยู่เต็มที่จอดรถสนามแข่งรถ กลุ่มเด็กนักแข่งและกลุ่มเด็กแว้นต่างแห่เดินเข้ามาแยกกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มเด็กแข่งรถ เด็กรวยเล่นมอเตอร์ไซค์เชียร์อิทธิฤทธิ์กับกลุ่มเด็กแว้นเชียร์ตี๋เล็กที่เป็นเด็กแว้นเก่า กลุ่มเด็กแว้นรุมล้อมบ๊วยที่กำเงินในมือเป็นปึกพลางจดโพยอย่างมีความสุข
“แทงข้างไหนๆ ไอ้อิท 5 ต่อ 1 ได้ๆ” บ๊วยพูดกับเด็กแว้นอีกคน “พี่ล่ะ 10 ต่อ 1 เล่นแรงนะเนี่ยใครจะแทงอีก เร่เข้ามาเลยๆ การแข่งขันใกล้เริ่มแล้ว”
บ๊วยง่วนกับการรับเงินพนันการแข่งขัน กลุ่มนักแข่งรถเดินผ่านมองกลุ่มเด็กแว้นอย่างเหยียดๆ

ที่มุมเตรียมตรวจสภาพรถ อิทธิฤทธิ์ในชุดแข่งรถกำลังตรวจเช็ครถเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีเจ๋งเป็นลูกมือ
“พี่อิท...”
“ไม่ต้องห้าม! เวลานี้ใครก็ห้ามชั้นไม่ได้”
เสียงชนมนดังขึ้น “แล้วชั้นล่ะ!”
อิทธิฤทธิ์กับเจ๋งสะดุ้งเฮือก ทั้งสองหันขวับไปมองก็เห็นชนมนยืนจ้องมา
“มาได้ไง! ย่าโทรไปบอกล่ะสิ! แล้วนี่ย่าอยู่ไหน” อิทธิฤทธิ์ถ่วงเวลา
อิทธิฤทธิ์มองข้ามหัวชนมนไปแล้วก็เห็นมณีมันตราเดินแทรกกลุ่มคนที่แน่นขนัดเข้ามา แต่เจอแก๊งทีเร็กซ์ล้อมหน้าล้อมหลังขอถ่ายรูปคู่อยู่
อิทธิฤทธิ์บอกลูกน้อง “ไอ้เจ๋งไปช่วยหน่อย ไป”
เจ๋งรีบออกไปช่วยปกป้องมณีมันตราทันที
“ทำไมไม่ดูแลย่า ปล่อยให้เข้ามาเองได้ไง”
“นายสัญญากับชั้นว่าไง?!” ชนมนถาม
อิทธิฤทธิ์บอก “มันจำเป็น!”
“ถ้านายเกิดเป็นอะไรไป ไปสอบไม่ได้ นายจะพลาดโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง! ทุกอย่างที่เราพยายามด้วยกันมา ต้องมาพังพินาศเพราะความไม่รู้จักคิดของนาย”
“ชั้นคิดดีแล้ว!”
“ถ้านายใช้หัวคิด นายน่าจะรู้ว่า คนอย่างตี๋เล็กไม่เคยรักษาคำพูด ถึงนายแข่งชนะก็ไม่มีประโยชน์ ขนาดพี่ธรรม์ห้ามแล้ว ตี๋เล็กยังไม่เชื่อเลย แล้วจะมาเชื่อคนอย่างนายเหรอ”
อิทธิฤทธิ์โกรธขึ้นมาทันที “ไอ้ธรรม์ห้ามไอ้ตี๋เล็กไม่ได้ แต่ชั้นนี่แหละที่จะหยุดมันเอง ชั้นจะไม่ให้มันมายุ่งกับมาย่าอีก ถ้าชั้นบอกว่าจบ มันก็ต้องจบ”
“เพื่อมาย่าแล้ว นายทำได้ทุกอย่าง แม้แต่ผิดสัญญากับชั้น”
“ใช่! ชั้นทำเพื่อมาย่าได้ทุกอย่าง พอใจยัง?! ชั้นจะทำในสิ่งที่ไอ้ธรรม์ทำไม่ได้ ไม่มีใครหยุดชั้นได้”
อิทธิฤทธิ์ใส่หมวกกันน็อคแล้วขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป
“ชั้นนี่แหละจะหยุดนายเอง” ชนมนบอก
ชนมนทั้งโกรธทั้งเจ็บใจที่อิทธิฤทธิ์ยอมเสี่ยงเพื่อช่วยมณีมันตรา ชนมนเหลือบไปเห็นบ๊วยกับกลุ่มเด็กแว้นที่ส่งเงินให้กันเพื่อพนันการแข่งรถก็นึกถึงธรรม์
 
เธอคิดจะเรียกตำรวจมาจับให้หมด

เจ๋งพามณีมันตราเบียดผู้คนมายืนเชียร์ที่ริมขอบสนาม
 
“พี่ชนล่ะ เจ๋ง” มณีมันตราถาม
“ไม่รู้เหมือนกัน โมโหกลับไปแล้วมั้ง” เจ๋งบอก
“แล้วใครจะห้ามอิทได้ล่ะ”
“นาทีนี้แล้ว ไม่มีใครห้ามพี่อิทได้หรอกครับ ให้พี่อิทแข่งให้จบๆไปดีกว่า เด็กแว้นเต็มสนามอย่างนี้ ไม่ดีแน่”
“ยังไงเหรอ”
“ก็ปกติเรามีสปอนเซอร์จัดงานแข่งรถ มีแต่นักแข่งรถ ไม่มีไอ้เด็กแว้นพวกนี้หรอกไม่รู้ว่า พวกมันมาได้ยังไง! ผมได้กลิ่นตุๆไงไม่รู้”
มณีมันตรายิ่งกลุ้มใจหนักขึ้นไปอีก

อิทธิฤทธิ์กับตี๋เล็กขี่มอเตอร์ไซค์เข้าสู่สนาม ผู้คนรอบสนามฮือฮาอย่างสนุกสนาน บ๊วยพูดอยู่ที่ไมโครโฟน
“การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว! อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เราจะรู้กันซักทีว่า ใครคือแชมป์ตัวจริง แล้วใครคือไอ้ขี้แพ้”
บ๊วยโกยเงินทั้งหมดใส่กระเป๋าไปพลางเตรียมชิ่งหนีถ้าหากตี๋เล็กแพ้

มอเตอร์ไซค์ของตี๋เล็กและอิทธิฤทธิ์แล่นมาหยุดที่จุดสตาร์ท เด็กแว้นโบกธงแดงเตรียมพร้อม เด็กแว้นอีกคนยิงปืนดังปัง อิทธิฤทธิ์และตี๋เล็กซิ่งรถออกไปทันที มณีมันตรา เจ๋งและทุกคนลุ้นตัวโก่ง
มอเตอร์ไซค์ของอิทธิฤทธิ์และตี๋เล็กซิ่งเคียงกันอย่างสูสี อิทธิฤทธิ์ซิ่งมอเตอร์ไซค์ผ่านโค้งแรกนำหน้าตี๋เล็กไปได้ ตี๋เล็กบิดเร่งเครื่องซิ่งตามมาติดๆ จ่อท้ายมอเตอร์ไซค์อิทธิฤทธิ์
อิทธิฤทธิ์เร่งความเร็วจนสามารถทิ้งห่างตี๋เล็กไปไกล บ๊วยเริ่มทำหน้าตาล่อกแล่ก กลุ่มเด็กแว้นเริ่มเซ็งที่เห็นแววว่าตี๋เล็กต้องแพ้แน่ อิทธิฤทธิ์ซิ่งรถมาอย่างสบายๆแล้วก็ต้องตกใจและทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
อิทธิฤทธิ์ตกใจ “เฮ้ย!”
ชนมนโผล่พรวดออกมายืนกลางลู่แข่งอยู่ข้างหน้าโดยโบกถือธงสีแดงผืนใหญ่ไปมา
มณีมันตรา เจ๋งและผู้คนต่างก็ฮือฮาตกใจ
“พี่ชน!”
อิทธิฤทธิ์ชะลอรถลงแต่ยังหยุดในทันทีไม่ได้
อิทธิฤทธิ์ตะโกน “หลีกไป!”
ชนมนยืนหน้าเคร่งปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับ อิทธิฤทธิ์ลดความเร็วมอเตอร์ไซค์แต่ก็ไม่ทันจึงเฉี่ยวเอาชนมนกระเด็นล้มลงไปหัวฟาดลงกับพื้นอย่างแรง อิทธิฤทธิ์เสียหลักพารถเข้าไปสนามหญ้ากลางสนาม รถมอเตอร์ไซค์ของอิทธิฤทธิ์หมุนไปหนึ่งรอบก่อนจะแฉลบล้มลงไป

ตี๋เล็กซิ่งมอเตอร์ไซค์เข้าเส้นชัยไปอย่างหน้าด้านๆ บ๊วยที่กำลังจะหอบเงินพนันหนีไปต้องหันกลับมาแล้วกระโดดอย่างมีความสุข
บ๊วยวิ่งไปที่ไมโครโฟน “พี่ตี๋เล็กชนะแล้ว! พี่ตี๋เล็กคือแชมป์ตัวจริง! T-Rex never die!!”
รถตำรวจแล่นเข้ามาในสนาม เสียงหวอตำรวจดังกึกก้องตามมาด้วยรถผู้ต้องหา
บ๊วยตะโกน “เฮ้ย! พ่อมา”
ธรรม์และตำรวจ 2 คนลงจากรถ ตำรวจนับสิบนายเข้าจากทางเข้ามาเป็นกำลังเสริม กลุ่มเด็กแว้นวิ่งหนีกันอุตลุตวุ่นวาย บางคนโยนถุงยาบ้าทิ้งไป ต่างหนีมุดออกไปตามทางออกต่างๆ
บ๊วยกอดกระเป๋าเงินวิ่งซิกแซกปีนรั้วและมุดช่องโหว่ใดในสนามหนีไปอย่างชำนาญทาง ตี๋เล็กถอดหมวกกันน็อคออกแล้วชูมือขึนด้วยความดีใจแต่แล้วก็ต้องชูค้างไว้เมื่อเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นข้างหน้า
ธรรม์พร้อมตำรวจ 2 นายตรงเข้าไปหาตี๋เล็ก ตี๋เล็กตกใจทิ้งหมวกกันน็อควิ่งหนีไปแล้วสะดุดขาตัวลงล้มลงหน้าทิ่มกับพื้น ธรรม์ตรงเข้าจับมือตี๋เล็กไขว่หลังแล้วใส่กุญแจมือฉับ!
“จับผมทำไม ! ผมแข่งรถในสนาม ! ไม่ได้ไปแว้นบนถนนซักหน่อย!”
“นายไม่ได้แข่งอย่างเดียวน่ะซิ มีการมั่วสุมเล่นการพนันอีกด้วย ! เล่นการพนันมันผิดกฎหมายทางอาญา” ธรรม์ขู่ “คราวนี้นายได้ติดคุกแน่”
“ผมไม่ได้เล่น! ผมมาแข่งรถ! ผมไม่รู้เรื่อง! ไม่รู้เรื่องจริงๆ”
ตำรวจ 2 นายมาช่วยรวบตัวพาตี๋เล็กไป ธรรม์หันไปมองหาอิทธิฤทธิ์

อิทธิฤทธิ์นอนคว่ำตัวอยู่ห่างจากมอเตอร์ไซค์ที่ล้มขวางอยู่ใกล้ๆ อิทธิฤทธิ์ค่อยๆขยับตัวแล้วยันตัวลุกขึ้น อิทธิฤทธิ์ถอดหมวกกันน็อคแล้วโยนทิ้งไปอย่างไม่แยแส
“ชน!”
อิทธิฤทธิ์รีบมองหาชนมนทันที เขารีบกระโผลกกระเผลกออกไป กลุ่มนักแข่งรถมุงดูชนมนเป็นวงกว้าง อิทธิฤทธิ์แหวกคนเข้ามา มณีมันตรากำลังใช้ผ้ากดห้ามเลือดที่ขมับของชนมนอยู่
อิทธิฤทธิ์ตกใจ “ชน!”
อิทธิฤทธิ์เข้าไปประคองชนมนและช่วยกดห้ามเลือดแทนมณีมันตรา
มณีมันตราตกใจกลัว “ชั้น..ชั้นโทรเรียกรถพยาบาลแล้ว เจ๋งออกไปดักรอรถอยู่”
ธรรม์เดินตามเข้ามา มณีมันตราลืมเรื่องทุกอย่างจึงโผเข้าไปหาธรรม์ทันที
“พี่ธรรม์! พี่ชน..”
ธรรม์พูดอย่างฉับไว “รถพยาบาลกำลังมาแล้ว ให้ชนนอนราบลงกับพื้นดีกว่า อิท ตอนนี้เราอย่า
เพิ่งเคลื่อนย้ายคนเจ็บเป็นดีที่สุด เรายังไม่รู้ว่า ชนบาดเจ็บตรงไหนบ้าง”
อิทธิฤทธิ์ไม่ได้ฟัง “ชน..”
ชนมนนอนแน่นิ่งไม่ได้สติในอ้อมกอดของอิทธิฤทธิ์ ผ้าที่อิทธิฤทธิ์กดห้ามเลือดชุ่มไปด้วยเลือด พอขยับมือออกมาเพียงแวบเดียวเลือดก็ไหลออกจากขมับอีก อิทธิฤทธิ์ทนรอไม่ไหว เขาขยับตัวช้อนตัวชนมนขึ้นอุ้มทันที
“นายอิท!”
“ชั้นไม่รอแล้ว! รอต่อไป ชนได้เลือดไหลหมดตัวแน่”
“ดูสภาพตัวเองซะก่อน! นายอุ้มชนไปไม่ไหวหรอก” ธรรม์ว่า
อิทธิฤทธิ์ไม่สนใจฟัง เขาอุ้มชนมนจนถนัดมือแล้วลุกขึ้น ธรรม์เข้ามาจะมาช่วย
“หลีกไป!”
อิทธิฤทธิ์แข็งใจแม้เริ่มปวดร้าวไปทั้งตัวแต่ก็ยังอุ้มชนมนเดินฝ่าไทยมุงออกไป
“หลีกไป!”
อิทธิฤทธิ์มองชนมนในอ้อมกอดที่หน้าซีดเซียวและหายใจแผ่วแล้วก็ยิ่งโกรธตัวเอง ธรรม์จับมือมณีมันตราพาเดินออกไป มณีมันตราก้าวขาไม่ออกด้วยความกลัวว่าชนมนจะเป็นอะไรไป
“พี่ชน..”
“ชนจะต้องปลอดภัย”
ธรรม์โอบไหล่พามณีมันตราค่อยๆ พาเดินออกไป อิทธิฤทธิ์เดินอุ้มชนมนเดินออกไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มล้าจึงหยุดพลางกระชับกอดชนมนเข้าหาตัวอีก
อิทธิฤทธิ์น้ำตาแทบหยด “เธอจะต้องไม่เป็นไร..ชั้นขอโทษ..ชั้นขอโทษที่ผิดสัญญา..ชั้นขอโทษ”

อิทธิฤทธิ์อุ้มชนมนเดินต่อไปและต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด
 
อ่านต่อหน้า 3

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ชูชัยกำลังผัดข้าวผัดกระทะใหญ่อย่างแข็งขัน ชินพัฒน์ถือโทรศัพท์บ้านไร้สายวิ่งหน้าตื่นเข้ามา

“พ่อ! หมวดธรรม์โทรมา!”
“แกต้องเรียกเค้าว่า พี่ อย่าทำเทียบรุ่น!” ชูชัยบอก
ชินพัฒน์ย้ำอย่างงุนงงเพราะกำลังตกใจ “พ่อ! หมวดธรรม์โทรมา!”
“เอ๊ะ ไอ้นี่! หมวดธรรม์โทรมา มีอะไร?”
“หมวดธรรม์โทรมาบอกว่า พี่ชนเกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้ถูกส่งตัวไปโรงบาลแล้ว พ่อ!”
ชูชัยโยนตะหลิวทิ้งลงกระทะแล้วรีบปิดเตาแก๊สทันที เขาถอดผ้ากันเปื้อนออก
ชูชัยพูดเสียงดัง “ปิดร้าน! วันนี้ไม่ขายแล้ว เชิญออกไปได้!”
ลูกค้าที่นั่งกินข้าวผัดอยู่ต้องเงื้อช้อนค้าง ลูกค้าที่นั่งรอข้าวผัดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ชูชัยย้ำเสียงดัง “วันนี้ปิดร้านแล้ว!”
ลูกค้าที่รอข้าวผัดอยู่รีบเดินออกไปจากร้านทันที ลูกค้าที่ยังกินค้างรีบกินอีกคำสองคำแล้ววางช้อนส้อมก่อนจะวางเงินลงบนโต๊ะแล้วรีบเดินออกไป ชูชัยดึงโทรศัพท์จากชินพัฒน์แล้วรีบกดโทรหาธรรม์พลางรีบเดินออกไป ชินพัฒน์เดินตามไปติดๆ
“แกอยู่นี่แหละ ปิดร้านไป”
“ผมก็อยากไปดูพี่ชนเหมือนกัน ไม่รู้เจ๊ไปเดินอีท่าไหนถึงได้ถูกมอไซด์ชนเอาได้”
ชูชัยชะงัก “ถูกมอเตอร์ไซค์ชน? ไปถูกชนที่ไหน?”
“ที่สนามแข่งรถ!”
ชูชัยยิ่งเครียดจัดขึ้นไปอีกเพราะแน่ใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอิทธิฤทธิ์แน่ๆ

ชนมนนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง เจ้าหน้าที่สองคนช่วยกันเข็นเตียงชนมนไปทางห้องฉุกเฉินอิทธิฤทธิ์ตามมาติดๆ อย่างไม่ยอมห่าง
“ชน..ชน..”
พยาบาลเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข็นเตียงชนมนเข้าไป อิทธิฤทธิ์จะตามเข้าไปด้วยแต่พยาบาลขวางทางห้ามไว้
“ญาติรอข้างนอกนะคะ”
หมอเดินอย่างรีบร้อนเข้ามาเพราะถูกเรียกตัวด่วน
“อาจารย์หมอ เชิญค่ะ” พยาบาลผายมือ
หมอรีบเข้าห้องฉุกเฉิน อิทธิฤทธิ์จะมั่วตามหมอเข้าไปด้วย
“เข้าไม่ได้นะคะ คุณ”
“ผมมากับคนเจ็บ ผมต้องเข้าไปด้วย”
“ไม่ได้ค่ะ ยังไงก็เข้าไม่ได้”
พยาบาลยังคงขวางทางอิทธิฤทธิ์ไว้ เจ้าหน้าที่เข็นเครื่องมือตามเข้าไปในบรรยากาศวุ่นวายรีบเร่งพยาบาลตามหลังเจ้าหน้าที่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน ประตูห้องฉุกเฉินปิดลง
อิทธิฤทธิ์โวย “ไม่ให้เข้า แล้วจะรู้ได้ไงว่าเพื่อนผมจะปลอดภัย!”
ธรรม์กับมณีมันตราเพิ่งตามมาถึง ธรรม์ดึงอิทธิฤทธิ์ไว้ได้ทันก่อนที่อิทธิฤทธิ์จะบุกเข้าไป
“ใจเย็นๆ ..ชนถึงมือหมอแล้ว ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ” ธรรม์บอก
“เธอบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ให้หมอตรวจดูซักหน่อยดีมั้ย” มณีมันตราเสนอ
อิทธิฤทธิ์รีบบอก “ไม่ต้อง ชั้นไม่เป็นไร”
ธรรม์เห็นมืออิทธิฤทธิ์ “อิท..ไปให้หมอทำแผลก่อนเถอะ”
อิทธิฤทธิ์มองมือตัวเองที่เปื้อนเลือดอยู่
“ชั้นบอกแล้วว่า ไม่เป็นไร นี่มันเลือดของชน”
อิทธิฤทธิ์ยิ่งโกรธยิ่งโมโหตัวเองยิ่งขึ้น เขาหันไปทุบกำแพงระบายอารมณ์ที่ทำอะไรไม่ได้เลย
“โธ่เว้ย!”
ธรรม์กับมณีมันตราได้แต่มองอิทธิฤทธิ์แล้วปล่อยให้เขาอาละวาด

อิทธิพลกำลังคุยโทรศัพท์มือถือกับธรรม์
“แน่ใจนะว่านายอิทไม่เป็นไร ดูมันไว้ด้วยล่ะ อย่าให้มันทำเรื่องโง่ๆอีก”
อิทธิพลกดปิดโทรศัพท์มือถือ ถนอมที่มีทั้งมือถือทั้งเครื่อง Walkie Talkie เดินเข้ามารายงาน
“คุณท่านคะ คุณมาย่าบอกว่า หนูชนยังไม่ออกจากห้องฉุกเฉินเลยล่ะค่ะ” ถนอมบอก
“ชั้นรู้แล้ว”
“คุณท่านอย่าโกรธคุณอิทเลยนะคะ มันคงเป็นอุบัติเหตุน่ะค่ะ”
“แล้วถ้าไอ้อิทมันไม่บ้าไปแข่งรถ มันจะเกิดเรื่องมั้ยล่ะ”
“คุณอิทไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องหรอกค่ะ ตอนนี้คุณอิทเองก็คงเสียขวัญ นี่ถ้าเจ็บเองได้ คงอยากจะเจ็บซะเองล่ะค่ะ” ถนอมรวบรัด “คุณท่านจะไปโรงพยาบาลตอนนี้เลยใช่มั้ยคะ” ถนอมพูดใส่วอทันที “เอารถมาได้ คุณท่านพร้อมแล้ว”
“ไอ้ลูกคนนี้มันหาแต่เรื่องมาให้!”
“นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ คุณท่านรีบไปเถอะนะคะ”
“ขอให้มันเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆเถอะ!”
อิทธิพลเดินผละออกไป ถนอมมองตามอย่างเป็นห่วงมาก

อิทธิฤทธิ์ยืนพิงผนังตรงข้ามห้องฉุกเฉิน เขาจ้องเขม็งไปที่ประตูห้องฉุกเฉินทุกวินาที ประตูเปิดออก อิทธิฤทธิ์ขยับตัวจะพุ่งเข้าไปหา แต่เขาเห็นว่าเป็นเพียงพยาบาลที่เดินออกมา ธรรม์กับมณีมันตราเดินเข้ามาหาอิทธิฤทธิ์ ธรรม์ยื่นขวดน้ำให้ อิทธิฤทธิ์ปัดมือธรรม์ออก
“ไปนั่งรอก่อนเถอะ ท่าทางคงอีกนาน”
อิทธิฤทธิ์ตอบห้วนๆ “ไม่!”
ชูชัยรีบเร่งเดินตรงมา
ชูชัยพูดกับธรรม์ “ชนเป็นยังไงบ้าง !”
“ยังไม่รู้เลยครับ เรากำลังรอคุณหมออยู่” ธรรม์บอก
“คุณลุงครับ..” อิทธิฤทธิ์เรียก
ชูชัยหันขวับมาจ้องอิทธิฤทธิ์ที่เดินเข้ามาหาด้วยความรู้สึกผิด
อิทธิฤทธิ์พูดต่อ “เป็นความผิดของผมเองครับ ผมขอโทษ”
ชูชัยกระชากคอเสื้ออิทธิฤทธิ์
“ใช่! เป็นความผิดของนาย! ถ้าลูกชั้นเป็นอะไรไปล่ะก็..แกตาย”
ธรรม์กับมณีมันตรามองท่าทีแข็งกร้าวของชูชัยด้วยความตกใจ ธรรม์รีบขยับเข้าไปหา
“คุณลุงครับ ชนจะต้องปลอดภัยครับ”

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก

เจ้าหน้าที่เข็นเตียงชนมนที่มีผ้าพันแผลที่หัวออกมาพร้อมๆกับหมอ ชูชัยปล่อยมือจากอิทธิฤทธิ์แล้วรีบเข้าไปดูลูกสาวทันที
 
“ชน..” ชูชัยพูดกับหมอ “ลูกสาวของผมเป็นยังไงบ้าง ปลอดภัยแล้วใช่มั้ยครับ คุณหมอ”
“ผมคงต้องขอตรวจให้ละเอียดอีกครั้งนะครับ ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วง คงจะเป็นเรื่องที่ศีรษะคนไข้กระแทกกับพื้นอย่างแรงจนหมดสติ คงต้องรอผลตรวจเอ็มอาร์ไอก่อน แล้วผมถึงจะบอกอะไรได้มากกว่านี้”
หมอรีบเดินตามเจ้าหน้าที่ที่เข็นเตียงชนมนออกไป ชูชัยรีบตามหมอไป อิทธิฤทธิ์เดินตามไปติดๆ ชูชัยหันกลับมาประจันหน้ากับอิทธิฤทธิ์
“ไม่ต้องตามมา !” ชูชัยตะคอก
“ผมเป็นคนทำให้ชนต้องเป็นแบบนี้ ผมขอรับผิดชอบทุกอย่างเอง”
“ไม่ต้องมารับผิดชอบ! ชั้นดูแลลูกสาวชั้นเองได้ จะไปไหนก็ไป!”
“ผมไม่ไป! ผมจะอยู่กับชน”
ชูชัยชะงักยืนจ้องมองอิทธิฤทธิ์ แต่อิทธิฤทธิ์ไม่กลัวและยังคงเดินหน้าต่อ ชูชัยกระชากตัวอิทธิฤทธิ์กลับมา แล้วชูชัยก็ชกเปรี้ยงจนอิทธิฤทธิ์หน้าหงาย ธรรม์กับมณีมันตราตกตะลึง
“ชั้นจะไม่ยอมให้ชนต้องเจ็บตัวเพราะนายอีก ต่อไปอย่ามายุ่งกับลูกสาวชั้น ไป! กลับไป! อย่ามาให้ชั้นเห็นหน้านายอีกเป็นอันขาด” ชูชัยเอาจริง
ชูชัยเดินตามหมอไป อิทธิฤทธิ์ตั้งหลักได้ก็ยังจะตามไปอีกแต่ธรรม์รั้งตัวเขาไว้
“อิท! อย่าทำให้คุณลุงโกรธมากไปกว่านี้เลย”
อิทธิฤทธิ์สะบัดตัวออกจากธรรม์ด้วยท่าทางพาลๆ เพราะไม่อยากให้ธรรม์แตะตัวในตอนที่อารมณ์ยังคุกรุ่นอยู่ อิทธิฤทธิ์เดินหน้าเครียดออกไป ธรรม์กับมณีมันตรามองหน้ากันอย่างหนักใจ

อิทธิฤทธิ์นั่งก้มหน้าเอามือกุมหัวไว้อย่างคิดไม่ตกว่าจะหาทางเข้าไปหาชนมนได้ยังไง อิทธิพลเข้ามาแตะไหล่ลูกชาย อิทธิฤทธิ์ปัดมือออกอย่างหงุดหงิดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเพราะคิดว่าเป็นธรรม์
“ไม่ต้องมายุ่ง! ชั้นหาทางของชั้นเองได้”
อิทธิพลพูด “ถ้าแกหาทางเองได้ แกคงไม่มานั่งกลุ้มใจอยู่อย่างนี้หรอก”
อิทธิฤทธิ์เงยหน้าขึ้นเห็นอิทธิพลยืนอยู่ เขาก็รีบยืดตัวทำฟอร์มว่าไม่ได้จ๋อย
อิทธิพลมองไปทั่วตัว “ชั้นนึกว่า ต้องเข้าไปเยี่ยมแกในห้องไอซียูซะแล้ว”
“นักแข่งระดับผม ป้องกันตัวเองอย่างดีอยู่แล้ว เห็นมั้ย พ่อ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยซักนิด!” อิทธิฤทธิ์ลุกขึ้นยืนแล้วชูมือขึ้นสุดๆ แต่แล้วก็ต้องทำหน้าแหยด้วยความปวดขัดยอกตัว “โอย..เออ..ก็แค่เคล็ดขัดยอกนิดๆหน่อยๆ”
“ถึงแข้งขาแกไม่ได้หัก แต่ก็ต้องให้หมอเค้าตรวจดูให้ละเอียด รออยู่นี่แหละ ชั้นแจ้งทางโรงพยาบาลไปแล้ว เดี๋ยวคงมีคนมาจัดการให้ ส่วนแก..แล้วชั้นค่อยจัดการทีหลัง”
อิทธิพลจะเดินออกไป แต่อิทธิฤทธิ์ขวางทางพ่อไว้
“พ่อจะไปไหน”
“ไปเยี่ยมหนูชน”
“พ่ออย่าเพิ่งไปตอนนี้เลย ลุงชู..พ่อของชน..เค้า..เค้าโกรธผมมาก เดี๋ยวเค้าจะพาลลงกับพ่อไปด้วย ลุงชูไม่เคยไว้หน้าใคร เดี๋ยวพ่อถูกไล่ออกมา ได้เสียเกียรตินายตำรวจใหญ่หมด”
อิทธิพลมองอิทธิฤทธิ์นิ่งเป็นเชิงถามโดยไม่คิดว่าลูกจะเป็นห่วงพ่อด้วย
“พูดจริงไม่ได้ประชด พ่อกลับไปก่อนเถอะ ผมเป็นคนก่อเรื่อง ผมขอรับผิดชอบเองทุกอย่าง ผมจะไม่ทำให้เสียไปถึงพ่อหรอก”
“ชั้นเป็นพ่อของแก ยังไงชั้นก็ทิ้งความรับผิดชอบไปไม่ได้ แล้วแกมานั่งอยู่อย่างนี้คงแก้ปัญหาได้หรอก เป็นลูกผู้ชายต้องเผชิญปัญหาไม่ใช่วิ่งหนีปัญหา จำไว้!”
อิทธิพลเดินออกไป อิทธิฤทธิ์นึกแผนได้ในทันที
อิทธิฤทธิ์เข้าไปขวางหน้า “เดี๋ยว พ่อ! ผมให้หมอตรวจก็ได้ แต่พ่อต้องช่วยอะไรผมหน่อย พ่อซี้กับผอ.โรงบาลนี้ใช่มั้ย”
อิทธิพลยืนรอว่าอิทธิฤทธิ์จะให้ช่วยอะไร

ชนมนในชุดคนไข้มีผ้าพันศีรษะนอนยังไม่ได้สติอยู่บนเตียง ธรรม์กับมณีมันตราเฝ้าดูอาการของชนมนอยู่ ชูชัยเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าดีขึ้น
“คุณหมอว่ายังไงบ้างครับ คุณลุง” ธรรม์ถาม
“ชนไม่เป็นไรแล้ว หมอบอกว่าผลตรวจออกมาดีทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง”
ชูชัยพูดแล้วลูบหัวลูกสาวเบาๆอย่างห่วงใย
“ไอ้ลูกของผมคนนี้มันหัวแข็งเหมือนพ่อ..มันไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก”
ชนมนขยับศีรษะนิดๆ แล้วค่อยๆฟื้นคืนสติ เธอลืมตาขึ้น
ชูชัยเรียก “ไอ้ชน..”
ชนมนมองชูชัยแล้วค่อยเห็นธรรม์และมณีมนตราด้วยความมึนๆงงๆ
“พ่อ..”
“เจ็บตรงไหนบ้าง ลูก” ชูชัยถาม
ชนมนแตะที่หัวตัวเองแล้วนึก “หนู..”
“พี่ชนถูกมอเตอร์ไซค์ชนน่ะค่ะ จำได้มั้ยคะ ย่าไปตามพี่ชนมาช่วยห้ามไม่ให้อิทแข่งมอเตอร์ไซค์กับตี๋เล็ก”
ธรรม์เห็นชูชัยหน้าตึงขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่ออิทธิฤทธิ์
ธรรม์รีบขัด “เรื่องที่เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ ตอนนี้ชนอยู่โรงพยาบาล ปลอดภัยแล้วนะ” ธรรม์พูดกับชูชัย “คืนนี้คุณลุงจะให้ใครอยู่เฝ้าชนครับ หรือจะจ้างพยาบาลพิเศษ”
“หนูเฝ้าให้ได้นะคะ หนูเป็นผู้หญิงน่าจะดูแลพี่ชนได้สะดวกกว่า” มณีมันตราบอก
“ผมเฝ้าเองดีกว่า แต่ยังไงก็ขอบคุณที่มีน้ำใจ ผมคงต้องกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน” ชัยลังเลเพราะเป็นห่วงชนมน
“ผมกับย่าจะอยู่เป็นเพื่อนชนให้เองครับ”
ชูชัยลูบหัวชนมนอีกครั้ง ชนมนยิ้มให้พ่อพลางชูสองนิ้วให้
ชนมนพูดเสียงเบา “หนูไม่เป็นไรแล้ว พ่อ”
ชูชัยยอมผละออกไปจากห้องพร้อมๆกับเจ้าหน้าที่ที่เข็นรถเข็นคนป่วยเข้ามาในห้อง อิทธิฤทธิ์ในชุดคนไข้มีผ้าปิดปากครึ่งหน้าหลบหน้าหลบตาอยู่บนรถเข็นโดยที่ไม่มีใครรู้
“หิวน้ำมั้ยคะ พี่ชน” มณีมันตราถาม
ธรรม์กับมณีมันตรามัวแต่ดูแลชนมนจนไม่สังเกตคนไข้ใหม่ที่มาพักที่เตียงข้างๆ เจ้าหน้าที่รูดม่านปิดรอบๆเตียง ชนมนนึกถึงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมา

ชูชัยเดินมาทางห้องคนไข้ ใจของเขาคิดพะวงทั้งชินพัฒน์ที่อยู่บ้านและเรื่องชนมนที่เขาต้องรีบกลับมาดูแล
 
อิทธิพลที่เดินออกมาทางลิฟต์เดินตรงมาที่ห้องคนไข้ เสียงฝีเท้าของชูชัยและอิทธิพลที่ย่ำลงพื้นดังขึ้นในความเงียบ

ชูชัยกับอิทธิพลกำลังเดินเข้าหากันมากขึ้นทุกทีๆ
 
ชูชัยที่ก้มหน้าคิดเรื่องลูกๆอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้า ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ 2 คนก็ช่วยกันเข็นม่านกั้นเตียงคนไข้อันใหญ่เข้าแทรกกั้นกลางระหว่างชูชัยกับอิทธิพลในจุดที่ทั้งสองจะต้องปะทะหน้ากันพอดี ชูชัยรีบเดินไปที่ลิฟต์ อิทธิพลเดินตรงไปที่ห้องคนไข้ อิทธิพลหันไปมองข้างหลังอีกครั้งด้วยความรู้สึกแปลกๆแต่ก็เห็นเพียงประตูลิฟต์ที่เพิ่งปิดไป

ชนมนนั่งพิงพนักเตียงคนไข้อยู่ เธอยกมือไหว้ขอบคุณอิทธิพลที่จะออกค่ารักษาพยาบาลให้
“ขอบคุณมากค่ะ แต่คราวนี้หนูรับความช่วยเหลือจากท่านไม่ได้หรอกค่ะ”
“แต่เธอต้องมาเจ็บตัวก็เพราะนายอิท” อิทธิพลบอก “ชั้นต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล แล้วลองปรึกษาพ่อของเธอดูว่า ต้องการค่าทำขวัญซักเท่าไหร่”
“หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆค่ะ ที่จริงที่หนูต้องเจ็บตัวก็ไม่ใช่ความผิดของอิทซะทีเดียว”
“ชนอย่าคิดมากเลย ถือว่าคุณพ่อเป็นนายจ้างของชน ชนบาดเจ็บเพราะเกิดจากการทำงาน คุณพ่อก็ต้องรับผิดชอบ เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว” ธรรม์บอก
อิทธิพลพูดกับธรรม์ “ฝากจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยนะ ถ้าหนูชนไม่อยากพักห้องรวมกับคนอื่น ก็จัดการย้ายไปอยู่ห้องพิเศษซะ”
เสียงของตกดังโครมมาจากเตียงข้างๆ หลังม่านเหมือนเป็นการประท้วงว่าไม่เห็นด้วย อิทธิพลเหลือบมองไปที่เตียงข้างๆ ที่อยู่หลังม่านอย่างรู้ทัน
อิทธิพลพูดกับชนมน “ขอบใจนะ เธอทำหน้าที่ยิ่งกว่าติวเตอร์ซะอีก ชั้นเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”
อิทธิพลเดินออกไปโดยไม่ฟังคำเสียงค้านของชนมน
“แต่ท่านคะ..” ชนมนเอ่ยขึ้น
“อย่าไปค้านให้เสียเวลาเลย ชน คุณพ่อตัดสินใจแล้วไม่เปลี่ยนใจแน่ พี่เป็นห่วงชนมากกว่า กลายเป็นคนใจร้อนเหมือนอิทตั้งแต่เมื่อไหร่ คราวหน้าอย่าแก้ปัญหาด้วยวิธีดับเครื่องชนอย่างนี้อีก เห็นมั้ยว่างานนี้มีแต่คนต้องเจ็บตัว” ธรรม์ว่า
“ชนขอโทษค่ะ ตอนนั้นชนไม่ทันคิดจริงๆ..ก็คนกำลังโมโห”
“อิทเป็นห่วงพี่ชนมากเลยนะคะ ย่าโทรบอกอิทดีกว่าว่า พี่ชนไม่เป็นไรแล้ว” มณีมันตราบอก
“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องโทร ไม่ต้องบอกอะไรทั้งนั้น”
“คุณลุงไม่อยู่ นี่เป็นโอกาสเดียวที่อิทจะมาเยี่ยมชนได้ ย่าโทรบอกอิทเลย” ธรรม์ว่า
“ไม่ต้องค่ะ ชนไม่อยากเห็นหน้าเค้า!”
อิทธิฤทธิ์ในชุดคนไข้นั่งอยู่ที่เตียงข้างๆ ซึ่งมีม่านปิดกั้นอยู่ถึงกับชะงักกึกไป ชนมนยังคงโกรธอิทธิฤทธิ์อยู่จริงๆ

ถนอมเดินตามอิทธิพลที่เพิ่งกลับเข้าบ้านด้วยท่าทีเป็นกังวลที่รู้ว่าอิทธิฤทธิ์ต้องอยู่โรงพยาบาล
“คุณท่านคะ ไหนว่าคุณอิทไม่เป็นอะไร แล้วทำไมต้องนอนโรงพยาบาลล่ะคะ” ถนอมถาม
“นายอิทไม่เป็นอะไรจริงๆ” อิทธิพลบอก
“แต่ยังไงอิชั้นก็ต้องไปดูคุณอิท คุณท่านใจร้ายจริงๆ ปล่อยให้คุณอิทนอนอยู่โรงพยาบาลคนเดียวได้ยังไง อิชั้นไปเฝ้าคุณอิทเองค่ะ”
“ไม่ต้องไป นายอิทไม่ได้อยู่คนเดียว”
“คุณท่านจ้างพยาบาลพิเศษเหรอคะ”
“เออ..น่า นายอิทไม่ได้อยู่คนเดียวก็แล้วกัน”
“แล้วคุณอิทอยู่กับใครเหรอคะ นี่คุณท่านต้องมีอะไรปิดบังไว้แน่ๆ!”
ถนอมซักอิทธิพลต่อเพื่อให้รู้เรื่อง

อิทธิฤทธิ์นั่งหน้างอด้วยความน้อยใจชนมนที่เขาอุตส่าห์ห่วงจะเป็นจะตายแต่ชนมนกลับไม่แคร์เลย ชนมนยังคงดื้อไม่ยอมฟังธรรม์กับมณีมันตรา
“พี่ชนอย่าโกรธอิทเลยนะคะ คนที่พี่ชนควรโกรธก็คือย่า..ย่าเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด”
“พี่ก็ผิดที่ไม่ดูแลย่าให้ดี ถ้าพี่อยู่ด้วย นายตี๋เล็กคงไม่กล้ามาตอแยย่าแน่ๆ เรื่องคงไม่เลยเถิดมาขนาดนี้” ธรรม์บอก
“พี่ธรรม์กับย่าไม่ต้องรับผิดแทนคนอื่นเลย คนที่ผิดเห็นๆก็คืออิทคนเดียว ถ้าเค้าเป็นคนรักษาคำพูด เรื่องวันนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แต่นั่นแหละเพื่อย่าแล้ว เค้าทำได้ทุกอย่าง” ชนมนน้อยใจมาก “ถ้าสัญญาแล้วทำไมไม่ได้ แล้วจะมาสัญญาทำไม”
ธรรม์กับมณีมันตรามองชนมนอย่างจับความรู้สึก ชนมนเริ่มรู้สึกตัวว่าพร่ำเพ้อความในใจมากไปแล้ว
“เออ..ชนเหนื่อย...อยากนอนพักแล้วล่ะ ไม่ต้องเฝ้าชนหรอก ชนอยู่คนเดียวได้”
ชนมนไถลตัวลงนอนดึงผ้าห่มมาปิดจนถึงคางแล้วหันหลังให้ธรรม์กับมณีมันตราทำให้หันหน้าไปที่เตียงข้างๆ ชนมนมองไปที่ผ้าม่านที่กั้นกลางอยู่ก็เห็นแต่เงาคนลางๆนั่งจับเจ่าอยู่บนเตียง
อิทธิฤทธิ์ที่นั่งบนเตียงหลังผ้าม่านขยับจะเข้าไปเปิดผ้าม่านแต่แล้วก็เปลี่ยนใจลงตัวลงนอนอย่างงอนๆ เมื่อนึกถึงชนมนที่ลั่นวาจาว่าไม่อยากเจอหน้าเขา
“ไม่อยากเห็นหน้า ก็ต้องไม่เห็น!”
อิทธิฤทธิ์ล้มตัวลงนอน ชนมนกับอิทธิฤทธิ์นอนนิ่งคิดอยู่บนเตียงที่เคียงคู่กันโดยมีเพียงม่านกั้นกลาง

ถนอมจ้องหน้าอิทธิพลอย่างไม่เข้าใจ
“คุณท่านคิดยังไงคะ ที่ยอมตามใจคุณอิทอย่างนั้น” ถนอมถาม
“มันบอกว่า เป็นทางเดียวที่จะเข้าใกล้หนูชนได้..” อิทธิพลบอก
“ปกติคุณท่านเคยตามใจคุณอิทง่ายๆที่ไหน แล้วนี่มาตามใจให้ทำเรื่องแผลงๆ อีก ถ้าทางพ่อหนูชนจับได้ล่ะก็ จะว่ายังไงล่ะคะเนี่ย เห็นว่าโกรธคุณอิทมากเลยไม่ใช่เหรอคะ ถึงขนาดสั่งไม่ให้เข้าใกล้ลูกสาวเขา เออ แล้วต่อไปจะติวกันยังไงล่ะเนี่ย”
“ชั้นก็เป็นห่วงเรื่องติวนี่แหละ ก็เลยต้องยอมให้อิทมันไปอยู่ใกล้ๆช่วยดูแลหนูชน ให้พ่อหนูชนเห็นว่า อิทมันรู้สึกผิดแค่ไหน”
ถนอมแอบหยอกที่อิทธิพลมีท่าทีอ่อนลง “หมู่นี้คุณท่านใจดีกับคุณอิทจังเลยนะคะ”
“นายอิทขอโอกาสที่มันจะได้ทำดีแก้ตัว ชั้นก็ควรจะให้โอกาสมัน จะว่าไป ไอ้อิทนี่มันโชคดีนะ ที่ได้โอกาสแก้ตัวอยู่เสมอ ไม่เหมือนชั้น..ที่คงไม่โอกาสแก้ไขอะไรอีกแล้ว ทั้งเรื่องพ่อนายธรรม์..แล้วก็ยังเรื่อง..แม่ของนายอิท”
“โธ่..ไม่ใช่ความผิดของคุณท่านเลยนะคะ..”

อิทธิพลยังรู้สึกผิดอยู่จึงได้แต่เดินออกไป ถนอมมองตามอย่างเข้าใจ

มณีมันตราเดินมาส่งธรรม์ถึงลิฟต์
 
“ส่งพี่แค่นี้ก็พอ รีบไปอยู่เป็นเพื่อนชนเถอะ” ธรรม์บอก
“พี่ชนโกรธอิทอย่างนี้..ย่าไม่สบายใจเลยล่ะค่ะ พี่ธรรม์”
“สองคนนั้นโกรธกันไม่นานหรอก ดูเราสองคนสิ วันก่อนเราทะเลาะกันแทบเป็นแทบตาย ตอนนี้เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เราทะเลาะกันเรื่องอะไร”
“แต่ย่าจำได้!”
“เฮ้อ..ผู้หญิง..”
“ย่าจำได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพี่ธรรม์ ย่าขอบคุณนะคะที่พี่ธรรม์เป็นห่วงอนาคตของย่า แต่ย่ายอมให้พี่ธรรม์เสียสละเพื่อย่าไม่ได้จริงๆ”
“ย่าอาจจะยอมเสียงานที่ตัวเองรักไปได้ แต่ก็เฉพาะในตอนนี้เท่านั้นแหละ ยิ่งเวลาผ่านไป ย่าจะยิ่งเสียดายเวลา เสียดายที่พลาดงานดีๆไป แล้วย่าก็จะเกลียดพี่”
“ไม่มีทาง ย่าไม่มีวันจะโทษพี่ธรรม์เป็นอันขาด”
“แต่มันต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้นะ ย่า ลองคุยกับคุณเมนี่อีกครั้งดีมั้ย ถ้าพอจะผ่อนปรนอะไรได้ ก็ยอมไปก่อน ย่าจะได้กลับไปทำงานได้ ปัญหาเรื่องงาน พี่คงได้แต่แนะนำ แต่อีกปัญหา พี่ช่วยจัดการให้ได้แน่”
มณีมันตรามองธรรม์เป็นเชิงถาม

ตี๋เล็กยืนเกาะลูกกรงอยู่ด้วยสีหน้าสยดสยองเพราะกลัว ตี๋เล็กหันไปมองด้านหลังที่มีแก๊งเด็กแว้นที่โดนรวบตัวมาด้วยกันและมีนักเลงร่างบึ๊กหน้าเหี้ยมยืนมองมา ตี๋เล็กเบ้หน้าอยากจะร้องไห้ด้วยความกลัวสุดขีด นักเลงเกย์หน้าโหด 2 คนขยับเข้าไปหาตี๋เล็ก
ตี๋เล็กรีบขยับตัวหนีอหันหลังให้ก็เสียวก้นวูบๆ จนต้องเอาบั้นท้ายไถไปตามลูกกรง แต่พอหันหน้าให้นักเลง เขาก็ไม่กล้าสบตาด้วย ตี๋เล็กหันหน้าหันหลังไถตัวหนีนักเลงไปเรื่อยๆ ในสภาพแข้งขาสั่น ตี๋เล็กไถตัวไปตามลูกกรงไปจนมุมของห้องขัง นักเลงทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัยและกำลังเอื้อมมือไปหาตี๋เล็ก ทันใดนั้นตำรวจก็เดินมาที่ประตูห้องขังได้ทันเวลาพอดี
“นายวีรกิจ มีคนมาประกันตัวแล้ว”
ตี๋เล็กรีบลอดตัวหลุดออกจากเงื้อมมือนักเลงทั้งสองได้ทันท่วงที ตำรวจยังไม่เปิดประตูดี ตี๋เล็กพุ่งปรื๊ดออกมานอกห้องขังทันที
“ขอบคุณมากครับ คุณตำรวจ ขอบคุณมาก”
ตี๋เล็กวิ่งจู๊ดจะเข้าไปข้างใน
“ทางโน้น ไอ้น้อง” ตำรวจชี้ไป
ตี๋เล็กวิ่งจู๊ดกลับมาแล้วออกไปข้างนอกหน้าตาตื่นกลัว

อาป๊ากับอาม้ายืนรอตี๋เล็กอยู่อย่างกระวนกระวายใจ ตี๋เล็กวิ่งหลุดออกมาจากข้างใน พอเห็นพ่อกับแม่ที่มายืนรอ เขาก็โผเข้าไปกอดอาม้าทันที
“อาม้า!”
“ไม่เป็นไรแล้วๆ อาม้าอยู่นี่แล้ว เอาอั่งฮวยจุ้ย (น้ำใบทับทิม)ล้างซวยก่อนนะ”
อาม้าควักขวดน้ำจากกระเป๋าจะเทออกมาปะพรมให้ตี๋เล็กแต่อาป๊าคว้าขวดน้ำมา
“ไม่ต้องหรอก เอาน้ำอะไรก็ล้างซวยไม่ได้ ถ้ามันยังทำตัวเฮงซวยอย่างนี้”
“ลื้อว่าลูกอย่างนี้ได้ยังไง อาตี๋เล็กไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย ตำรวจจับผิดคนต่างหาก ใช่มั้ย ตี๋เล็ก”
“ใช่ครับ ม้า ผมไม่ได้ทำผิด ผมแข่งรถเฉยๆ ไม่ได้เล่นพนันกับเค้าซักหน่อย อย่างนี้เราต้องฟ้องกลับนะ ป๊า ฟ้องทั้งโรงพักเลย” ตี๋เล็กว่า
อาม้าหันขวับไปเอาเรื่องธรรม์ที่ยืนฟังอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
“คุณตำรวจ! ได้ยินมั้ยคะ ลูกชายชั้นไม่ผิด อย่างนี้ยัดเยียดข้อหากันชัดๆ”
“แต่ผู้ต้องหาที่เราจับมาได้ทั้งหมดให้การว่า ลูกชายคุณป้าเป็นเจ้ามือการพนันนะครับ เรามีทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐาน แต่ถ้าจะปฏิเสธข้อหา จะไปสู้กันที่ชั้นศาลก็ได้นะครับ” ธรรม์บอก
“ถ้า..ถ้าแพ้ก็ต้องติดคุกใช่ป่ะ” ตี๋เล็กกลัวจนขี้ขึ้นสมอง
“ใช่! แล้วชั้นรับรองว่า นายแพ้คดีแน่ อยากลองติดคุกซักปีสองปีมั้ยล่ะ”
“ไม่เอาๆ ไม่เอาคุก ป๊าๆ ป๊ารีบไปเสียค่าปรับเลย แล้วกลับบ้านกัน ต่อไปนี้ผมจะไม่ไปแข่งรถที่ไหนอีกแล้ว สาบานได้เลย ป๊าช่วยผมด้วยนะ นะป๊านะ”
“แต่คราวนี้คงเสียค่าปรับอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องทั้งจำทั้งปรับ ถ้าไม่ได้รับบทเรียนซะบ้าง เดี๋ยวนายจะลืมคำพูดตัวเองอีก เหมือนอย่างที่นายลืมเรื่องที่รับปากกับชั้นไว้” ธรรม์พูดเบาๆแต่เข้ม “นายบอกว่านายจะไม่มายุ่งกับมาย่าอีก จำได้มั้ย!?”
“คราวนี้ผมจำได้แล้วครับ หมวด อย่าจับผมเข้าคุกเลยนะ” ตี๋เล็กไหว้ปะหลกๆ “ผมจะไม่ไปยุ่งกับน้องมาย่าแล้ว ไม่แล้วจริงๆ ให้ผมกรีดเลือดสาบานก็ได้”
“นี่มันก่อหลายคดีเลยเหรอครับ หมวด งั้นจับมันเข้าคุกไปเลย มันจะได้เข็ดซะทีผมจะได้ไม่ขึ้นลงโรงพักอีก ถึงเวลาที่ต้องตัดหางไอ้ลูกคนนี้แล้ว” อาป๊าว่า
“ไม่ได้นะ ! อั๊วไม่ยอม!” อาม้าค้าน
“เงียบไปเลย ! คราวนี้อั๊วก็ไม่ยอมเหมือนกัน”
“ถ้าจะไม่ให้นายตี๋เล็กติดคุก ผมอยากขอให้คุณลุงคุณป้าลงโทษนายตี๋เล็กตามความผิดที่ได้ก่อขึ้น และต่อไปก็ควรจะควบคุมดูแลให้อยู่ในสายตา อย่าให้ไปก่อเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อนอีก” ธรรม์บอก
“ได้ครับ! ต่อไปนี้ผมจะควบคุมมันไม่ให้ก่อเรื่องอีกครับ หมวด!”

อาป๊ากับอาม้าเบนสายตามาจับจ้องตี๋เล็ก ธรรม์ยิ้มอย่างพอใจ
 
อ่านต่อหน้า 4

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 11 (ต่อ)

คนงาน 4-5 คนช่วยกันขนสินค้าในร้านออกมาแล้วถ่ายใส่รถบรรทุกคันใหญ่ ตี๋เล็กกอดอาม้าพลางร้องไห้กระซิกๆด้วยความเจ็บปวด

“อาม้า...ฮือๆ”
อาม้าปลอบ “ไม่เป็นไรน้า ไม่เป็นไร”
อาป๊าถือหมวกกันน็อคเดินออกตามกลุ่มคนงานที่ขนของออกมาเป็นสินค้าล็อตสุดท้าย ตี๋เล็กโผเข้าไปดึงหมวกกันน็อคมากอดไว้ด้วยความเสียใจสุดซึ้ง
“ป๊าใจร้าย ป๊าใจร้ายที่สุด ทำอย่างนี้ฆ่าผมให้ตายไปซะดีกว่า”
“ได้! ใครก็ได้ เอาปืนมา” อาป๊าตะโกน
“ลื้อนี่ก็! พูดดีๆกับตี๋เล็กมันบ้างไม่ได้เหรอ คนกำลังเสียใจอยู่” อาม้าปราม
“แล้วมันทำอั๊วเสียใจมากี่ครั้งแล้ว มันเคยคิดบ้างหรือเปล่า”
ตี๋เล็กนิ่งอึ้งไปเพราะมีความละอายใจขึ้นมาบ้าง
“ป๊า..ผมขอโทษ ผมสัญญา ผมจะทำให้ป๊าภูมิใจในตัวผมให้ได้ เดือนหน้าผมจะไปแข่งรถที่มาเก๊า ผมจะเอาถ้วยแชมเปี้ยนมาฝากป๊า แล้วผมก็เอาเงินรางวัลมาเปิดร้านใหม่โดยไม่ต้องพึ่งป๊า”
“หยุด..หยุดอยู่ตรงนั้นเลย ต่อไปนี้ห้ามลื้อขี่แมงกะไซด์อีก ร้านนี้ก็ปิดตายไปเลย จะได้ไม่มีที่ให้ไอ้พวกเด็กแว้นมามั่วสุม อั๊วปล่อยลื้อนานไปแล้ว ถึงเวลาที่ลื้อจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนกับเค้าซักที”
“ป๊า! ป๊าเอาจริงเหรอเนี่ย !”
“เอาจริงซิวะ ปิดร้านได้!”
คนงานช่วยกันปิดประตูร้านคล้องโซ่ใส่กุญแจดังปึงปังสะเทือนไปถึงหัวใจอันร้าวรานของตี๋เล็ก
“ม้าครับ..ม้า..ผมเจ็บ..เจ็บเหลือเกิน”
ตี๋เล็กโผเข้ากอดอาม้าแล้วร้องไห้โฮเหมือนมีใครตายยังไงอย่างงั้น

อิทธิฤทธิ์นอนดิ้นกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เขาผุดลุกผุดนั่งแล้วทุบเตียงปั๊กๆ อย่างหงุดหงิดใจ ชนมนมองผ่านม่านที่กั้นสองเตียงก็เห็นแต่เงาของอิทธิฤทธิ์ มณีมันตราที่กำลังรินน้ำให้ชนมนมองตามสายตาของชนมนที่มองไปที่เตียงข้างๆ
มณีมันตราถามเสียงเบา “ย้ายห้องดีกว่ามั้ยคะ พี่ชน”
ชนมนกระซิบกลับ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คนไม่สบายก็หงุดหงิดอย่างนี้แหละ”
อิทธิฤทธิ์ตัดสินใจลงจากเตียงแล้วจะไปเปิดม่านเพื่อเผชิญหน้ากับชนมน พอดีกับชินพัฒน์ที่เปิดประตูผางเข้ามากับชูชัยที่ถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินตามหลังมา
ชินพัฒน์พูดเสียงดัง “พี่ชน! เป็นไงบ้าง!”
“เบาๆหน่อย ไอ้ชิน” ชูชัยปราม
อิทธิฤทธิ์ชะงักแล้วต้องถอยห่างจากม่านทันที ชินพัฒน์เห็นมณีมันตรายืนอยู่ข้างเตียงก็ชะงักอึ้งเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“ชั้นไม่เป็นไร แค่หัวแตกน่ะ โดนเย็บไปตั้งสิบกว่าเข็ม” ชนมนบอก
ชินพัฒน์ไม่ได้ฟังชนมน “พี่มาย่า! พี่มาย่าจริงๆด้วย!! ในที่สุดเราก็ได้พบกันซักทีนะครับผมชินพัฒน์ น้องชายพี่ชนครับ” ชินพัฒนืยิ้มเท่พลางยื่นมือส่งให้มณีมันตรา
ชูชัยปราม “ไอ้ชิน…”
“ปล่อยมันเถอะ พ่อ มันเป็นแฟนคลับย่าเค้าน่ะ” ชนมนว่า
“ตอนนี้ผมอาจจะเป็นได้แค่แฟนคลับ แต่ต่อไปเราจะตัดคำว่า”คลับ”ทิ้งไป เหลือแต่คำว่า”แฟน” ถ้าพี่มาย่าชอบตำรวจจริงๆล่ะก็ ผมจะยอมทิ้งความฝันไม่ไปบอลโลก แต่จะไปสมัครเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ..รอผมนะครับ”
มณีมันตราขำ “น้องชินกำลังทำให้พี่ลำบากใจมากๆเลยค่ะ”
“ผมเข้าใจครับ..ระหว่างผมกับหมวดธรรม์..มันเลือกยากจริงๆ”
“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว” ชูชัยพูดกับมณีมันตรา “ขอบใจมากนะ หนู ที่อยู่เป็นเพื่อนชนให้ ลุงคงไม่รบกวนแล้วล่ะ”
“ขอบคุณนะ ย่า กลับบ้านไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเถอะ แล้วเดี๋ยวเรานัดติวกันใหม่นะ”
“ผมไปส่งที่รถเองครับ” ชินพัฒน์อาสา
ชินพัฒน์โผเข้าไปคว้าจับมือมณีมันตราหมับเข้าให้ทันที ชูชัยดึงคอเสื้อชินพัฒน์กลับมาทันที
“ไม่ต้อง!”
มณีมันตรายกมือไหว้ “หนูลานะคะ คุณลุง” มณีมันตราพูดกับชนมน “ขอให้หายเร็วๆนะคะ พี่ชน”
มณีมันตราโบกมือให้ชินพัฒน์อย่างขำๆ แล้วเดินออกไป
ชินพัฒน์ดิ้นรน “พ่ออ่ะ พ่อ ! อย่ามาขัดขวางความรักของผม..พี่มาย่า..พี่มาย่าของผม”
ชินพัฒน์ที่ดิ้นๆอยู่ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นอิทธิฤทธิ์แง้มผ้าม่านออกมาแอบดูสถานการณ์
“พี่อิท!”
ชนมนกับชูชัยหันไปตามสายตาของชินพัฒน์แต่อิทธิฤทธิ์ผลุบกลับไปแล้ว ชนมนกับชูชัยหันขวับมาจ้องชินพัฒน์
“อะไรของแก!”
ชินพัฒน์ทำเนียน “เออ..อ่า..เออพี่อิทไปไหนเหรอครับ ทำไมไม่เห็นเลย”
ชูชัยมองชนมนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

เมนี่เปิดดูแฟ้มประวัติและพอร์ตโฟลิโอของนักแสดงหน้าใหม่ด้วยสีหน้าเชิดๆหยิ่งๆ มณีมันตราที่นั่งอยู่ตรงข้ามพยายามควบคุมสีหน้าและอารมณ์ เธอมองรูปถ่ายนักแสดงนางแบบวัยรุ่นที่กระจายเต็มโต๊ะ
“พี่เมนี่คะ..”

เมนี่ยกนิ้วชี้ขึ้นห้ามไม่ให้มณีมันตราขัดจังหวะ

เธอเปิดดูอีกสองสามแฟ้มแล้วปิดแฟ้มก่อนจะหันมามองมณีมันตราอย่างลีลาเยอะเกินเหตุ

“ว่าไง”
“หนูอยากกลับมาทำงานค่ะ”
“ตอนนี้ก็มีแต่งานอีเว้นท์”
“ได้ค่ะ งานอีเว้นท์อะไรหรือคะ”
“ตอนนี้เธอไม่มีสิทธิ์ถาม มีงานอะไรก็รับๆไปเถอะ ดีกว่าเงียบหาย เดี๋ยวคนจะลืมหน้าซะหมด ถ้าเธอยอมออกงานอีเว้นท์ก็ต้องเจอนักข่าว”
“หนูไม่ขอตอบเรื่องพี่ธรรม์นะคะ หนูไม่อยากสร้างเรื่องโกหก ถ้าจะให้หนูพูดเรื่องพี่ธรรม์ หนูคงต้องตอบความจริง”
“เธอจะบอกนักข่าวว่าเธอกับหมวดธรรม์เป็นแฟนกันไม่ได้ งั้นก็ไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้น บอกว่าผู้ใหญ่สั่งห้ามสัมภาษณ์ก็แล้วกัน นี่ได้ข่าวว่า ไปดูเด็กแว้นแข่งรถมา”
“ไม่ใช่นะคะ”
“ไม่ต้องมาเถียง พวกเด็กแว้นโพสรูปเธอกันกระหน่ำ ดีนะที่ผู้การอิทธิพลเส้นใหญ่ปิดข่าวไว้ให้ ไม่งั้นชั้นคงต้องตามล้างตามเช็ดให้เธออีก ชั้นล่ะเหนื่อยใจกับเธอจริงๆ แต่เธอไม่อยากเป็นองค์หญิงแห่งวงการบันเทิงแล้วนี่ ดี แล้วชั้นจะจัดให้!”
มณีมันตรามองเมนี่อย่างหนักใจเพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง

ชนมนกินยาแล้วดื่มน้ำตาม ชูชัยรับแก้วน้ำมาจากชนมน
“ปวดแผลมากมั้ย” ชูชัยถาม
“ก็ปวดนิดหน่อย พ่อ” ชนมนตอบ
“ถ้ารู้สึกปวดหัวหรือคลื่นไส้อยากอ้วก หรือมีอาการผิดปกติอะไร ต้องรีบบอกนะถึงหมอจะไม่ตรวจเจออะไรผิดปกติ แต่เราก็ประมาทไม่ได้”
ชนมนจับมือชูชัยไว้ “พ่อ..หนูขอโทษนะที่ทำให้พ่อต้องเป็นห่วง”
“พ่อไม่โทษแกหรอก ถ้าแกไม่ต้องไปติวไอ้เด็กแว้น มันก็คงไม่เกิดเรื่อง”
อิทธิฤทธิ์แง้มผ้าม่านแอบฟังอยู่
อิทธิฤทธิ์พึมพำด้วยความหงุดหงิด “ไม่ได้แว้นๆ”
ชินพัฒน์ซึ่งกำลังจัดที่นอนที่โซฟาอยู่ทำมือทำไม้ไล่ให้อิทธิฤทธิ์หลบไป อิทธิฤทธิ์ส่ายหน้าไม่ยอมไป ชูชัยกำลังหันมองตามสายตาของชินพัฒน์ที่ชี้มือชี้ไม้กับอิทธิฤทธิ์อยู่พอดีกับชนมนที่ดึงชูชัยกลับมา
“พ่อ..ที่จริงหนูก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกันนะ”
ชูชัยไม่ฟัง “ต่อไปไม่ต้องไปยุ่งกับไอ้เด็กนั่นอีก มันคงถือว่าเป็นลูกนายตำรวจใหญ่ถึงได้กร่างนัก เที่ยวซิ่งรถจนทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนแบบนี้ต้องอยู่ห่างๆไว้”
“แต่หนูต้องติวอิทจนกว่าถึงวันสอบนะ พ่อ”
“ไม่ต้องไปติวแล้ว! ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน พ่อจัดการเอง”
อิทธิฤทธิ์อ้าปากค้างอย่างตกใจ เขารีบทำมือส่งสัญญาณให้ชินพัฒนืโดยชี้ที่ชูชัยแล้วทำมือปัดๆทำท่าไล่ให้ไป ชินพัฒน์มองอิทธิฤทธิ์แล้วทำมือตามอย่างพยายามทำความเข้าใจ เขาแอบชี้ไปที่ชูชัย แล้วก็ทำมือปัดๆ แบบผลักไสไล่ส่ง
ชินพัฒน์ชี้ไปที่ชูชัย “พ่อ..พ่อ..พ่อทำไม” ชินพัฒน์ปัดมือ “ไปๆ อ๋อๆ” ชินพัฒน์พูดเสียงดัง “ไล่พ่อไป”
ชูชัยหันมามองชินพัฒน์ “เรียกทำไม”
“เออ..คืองี้..พ่อ..” ชินพัฒน์นึกแผนได้ “ผม..ผมลืมล็อคประตูบ้าน! ทำไงดีล่ะ พ่อ”
“ช่างมัน แค่คืนเดียว บ้านเราไม่มีอะไรให้ขโมยอยู่แล้ว” ชูชัยบอก
“ไม่ได้นะ พ่อ เรามีตู้เย็น เตาแก๊ส กระทะ หม้อ ตะหลิว เครื่องมือทำมาหากินทั้งนั้นแล้วก็ยังมีโน้ตบุ๊คของพี่ชนอีกนะ”
“โน้ตบุ๊คของหนูหายไม่ได้นะ พ่อ มีทั้งงานวิจัยของอาจารย์ตุลา ทั้งงานเตรียมการสอนของหนูเพียบเลย ไอ้ชิน! แกรีบกลับไปล็อคบ้านเลย ไป” ชนมนว่า
“เออๆ ผมรีบไปเดี๋ยวนี้” ชินพัฒน์จะรีบไปแล้วก็นึกได้จึงหันกลับมาทันที “เฮ้ย ! ไม่ได้ ผมไปไม่ได้ ถ้ามีโจรรออยู่ในบ้านล่ะ ตัวเล็กๆอย่างผมเนี่ยจะไปสู้อะไรได้ ผมเสียสละให้พ่อไปแทนล่ะกัน”
“แกนี่ มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ” ชูชัยว่า
ชูชัยรีบเดินออกไปทันที ชินพัฒน์แอบยิ้มเจ้าเล่ห์ลับหลังพ่อ
“ใครว่าล่ะ พ่อ ผมนี่ตัวได้เรื่องเลยล่ะ” ชินพัฒน์พูดเสียงดัง “ทางสะดวกแล้ว เพ่”
ชนมนมองซ้ายมองขวาอย่างงงๆ เพราะไม่รู้ว่าชินพัฒน์ตะโกนบอกใคร อิทธิฤทธิ์รูดม่านที่เตียงตัวเองออกแล้วยืนนิ่งมองมาที่ชนมน
ชนมนตกใจ “นายอิท”
ชนมนมองอิทธิฤทธิ์ด้วยความแปลกใจ

ชูชัยเดินมาจากทางห้องคนไข้อย่างเร่งรีบและร้อนใจ ชูชัยเดินไปพักเดียวแล้วก็นึกได้ เขาตบที่กระเป๋าเสื้อและล้วงกระเป๋ากางเกงหากุญแจบ้าน ชูชัยยืนนิ่งคิดว่ากุญแจบ้านอยู่ไหนแล้วก็หันกลับเดินไปทางเดิม

อิทธิฤทธิ์เดินเข้าไปชิดติดเตียงชนมน
“เป็นไงบ้าง เจ็บมากมั้ย”
อิทธิฤทธิ์เอื้อมมือจะไปแตะที่หัวของชนมนแต่ชนมนรีบปัดมือเขาออกไปทันที
“ก็เจ็บนะซิ แต่เจ็บแผลไม่เท่าเจ็บใจ ชั้นไม่น่าโง่ที่คิดว่า คนอย่างนายจะเปลี่ยนได้ ออกไปเลยนะ ชั้นไม่อยากเห็นหน้านาย”
“เข้าใจกันหน่อยได้มั้ย ชั้นจำเป็นต้องแข่งรถกับไอ้ตี๋เล็ก ไม่งั้นมันก็ไม่เลิกรังควาญย่า แล้วเห็นมั้ย นี่ขนาดมอไซด์ล้ม ชั้นยังไม่เป็นไรเลย เธอน่ะห่วงมากไปเอง”
“ไม่ได้คิดว่าตัวเองผิดเลยใช่มั้ย”
“เออ..ชั้นผิดที่ไม่รักษาสัญญา แต่ชั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บ ไปสอบได้แน่ๆ ให้เรื่องมันจบๆไปได้มั้ย อย่าทำตัวเป็นผู้หญิงน่ารำคาญได้ป่าว”
“คุยกันดีๆ อย่าทะเลาะกันได้ป่าว เพ่”
ชนมนกับอิทธิฤทธิ์หันไปมองชินพัฒน์แล้วพูดพร้อมกัน “ไม่ต้องมายุ่ง!”
“งั้นทะเลาะกันให้หนำใจเลยล่ะกัน” ชินพัฒน์ว่า
ชินพัฒน์เดินไปเปิดประตูออกแล้วกลับเข้ามา ก่อนจะรีบปิดประตูทันที
“พี่ชน! พี่อิท!”
“ถ้ารำคาญก็ออกไปซิ ไป” ชนมนว่า
อิทธิฤทธิ์สวน “ชั้นไม่ไป”
ชินพัฒน์เรียกอีก “พี่ชน! พี่อิท!”
ชนมนกับอิทธิฤทธิ์พูดพร้อมกัน “ บอกว่าไม่ต้องยุ่ง!”
“ไม่ยุ่งไม่ได้! พ่อมา! พี่อิทหลบเร็ว!”
อิทธิฤทธิ์กระโจนขึ้นเตียงนอนไปเบียดชนมนทันที ชนมนทั้งผลักทั้งทุบอิทธิฤทธิ์ให้ออกไป
“ไปหลบที่อื่น! ไปๆ”
ชินพัฒน์คว้าผ้าห่มอีกผืนที่อยู่บนโซฟาโยนให้อิทธิฤทธิ์คลุมโปงไว้ ชนมนยังไม่ยอมให้อิทธิฤทธิ์มาอยู่บนเตียงด้วย เธอยังคงผลักอิทธิฤทธิ์เต็มแรงแต่ก็ไม่ทำให้อิทธิฤทธิ์ขยับเขยื้อนได้ ชินพัฒน์กระโดดเต้นเร่าๆ ด้วยความตื่นเต้น

“เร็วเข้าๆ พ่อมาแล้วๆ”

ชูชัยเปิดประตูเข้ามา บรรยากาศวุ่นวายเมื่อสักครู่หยุดชะงักอย่างรวดเร็ว อิทธิฤทธิ์มุดเข้าใต้ผ้าห่มได้ทันเวลา
 
ชนมนนั่งตัวแข็งไม่ขยับ ชินพัฒนืยืนนิ่งจนลืมหายใจแต่ตาวอกแวกมองไปที่เตียงตลอด
“ไอ้ชน..เป็นอะไร” ชูชัยถาม
“เป็นคนป่วย พ่อ ไม่งั้นคงไม่ต้องนอนโรงบาลหรอก” ชินพัฒน์ตอบแทน
ชูชัยตบกะโหลกชินพัฒน์เบาๆ “ไอ้นี่!” ชูชัยก้าวเข้าไปหาชนมน “เป็นอะไร ทำไมหน้าซีดอย่างงั้น”
ชินพัฒน์รีบมาขวางทางไว้ก่อนที่ชูชัยจะเข้าไปใกล้เตียงชนมน
“โธ่ พ่อ คนป่วยก็ต้องหน้าซีดหน้าเซียวเป็นธรรมดา แล้วนี่พ่อกลับมาทำไมเนี่ย”
“กุญแจบ้าน” ชูชัยว่า
“เออ..จริง..กุญแจบ้านอยู่ที่ผม เอ้า..ได้กุญแจแล้วก็รีบไปซะนะ พ่อ นะ”
ชินพัฒน์ควักพวงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงยัดใส่มือชูชัยแล้วนึกว่าชูชัยจะออกไปจากห้อง แต่ชูชัยกลับเดินผ่านชินพัฒน์ไปที่เตียงชนมน ชนมนยิ่งตัวเกร็งเพราะกลัวว่าความจะแตก
“หนู..หนูไม่ได้เป็นอะไรจ้ะ พ่อ แอร์ในห้องคงเย็นไปหน่อย”
“พ่อไม่ต้องห่วงพี่ชนนักหรอก ห่วงบ้านเราดีกว่า ป่านนี้โดนยกเค้าหมดบ้านไปแล้ว ไปๆ ผมไปส่ง ลืมกุญแจได้ไง ท่าทางวันนี้มึนๆเบลอๆนะ เรา”
ชินพัฒน์ทั้งดึงทั้งลากชูชัยออกไปจากห้อง แล้วหันมาชูนิ้วโป้งให้อิทธิฤทธิ์ที่โผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม ชินพัฒน์กับชูชัยเดินออกไปจากห้อง ชนมนกับอิทธิฤทธิ์ถอนใจโล่งใจพร้อมกัน

ชินพัฒน์ลากชูชัยมาตลอดทาง ชูชัยสะบัดมือออกจากชินพัฒน์
“ไม่ต้องลาก ชั้นเดินเองได้”
“ก็พ่อเดินช้า เดินเร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอไง”
ชูชัยจ้องหน้าลูกชาย “แกต้องมีอะไรปิดปังชั้นอยู่แน่ๆ”
ชินพัฒน์แข็งใจจ้องกลับ “พ่อนั่นแหละต้องมีอะไรปิดบังผมอยู่แน่ๆ”
“ไม่มี”
“ไม่มีหรือไม่บอก”
“นี่แกพยายามจะเปลี่ยนเรื่องใช่มั้ย ไม่สำเร็จหรอก แกปิดบังอะไรชั้นอยู่ บอกมา”
“ผมนี่หลอกพ่อไม่เคยสำเร็จซักที” ชินพัฒน์หลอกต่ออย่างจริงจัง “พ่อ..ผมไม่ได้ลืมล็อคประตูบ้านหรอก แต่ผมอยากให้พ่อกลับไปนอนบ้านสบายๆ ผมจะนอนเฝ้าพี่ชนให้เอง ให้ผมได้ช่วยอะไรบ้างเถอะนะ พ่อ”
“แกคิดทำเรื่องดีๆกับเค้าเป็นเหมือนกันเรอะ”
“ผมคิดดีทำดีเป็นก็เพราะมีพ่อเป็นต้นแบบนี่แหละ”
ชูชัยอึ้งไปเล็กน้อย “ชั้นก็ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีสำหรับแกนักหรอก ไปๆกลับไปได้แล้ว ไม่ต้องไปส่ง ชั้นไปเองได้”
“เราคนกันเอง จะต้องเกรงใจอะไรกัน ผมไปส่งพ่อถึงป้ายรถเมล์เลย จะได้ชัวร์ๆ”
ชินพัฒน์ลากชูชัยออกไปอย่างรวดเร็ว

อิทธิฤทธิ์ยังคงนอนเบียดชนมนอยู่บนเตียง ชนมนชะเง้อมมองไปที่ประตูแล้วหันมาผลักอิทธิฤทธิ์ออกไป
“ลงไปได้แล้ว ไป! พ่อไปแล้ว”
“หายโกรธยังล่ะ”
ชนมนขยับตัวออกห่างและหันหลังให้
“เธอจะโกรธชั้นไปอีกนานแค่ไหน นี่เธอจะไม่ติวให้ชั้นแล้วจริงๆเหรอ”
ชนมนหันขวับ “ไม่ต้องห่วง ชั้นจะติวให้นายจนครบตามที่ตกลงไว้ ชั้นเป็นคนรักษาคำสัญญาเสมอ”
“ต่อไปชั้นจะไม่ผิดสัญญากับเธออีก”
“นายไปสัญญากับมาย่าดีกว่า ไป ชั้นเชื่อว่านายไม่กล้าผิดสัญญาแน่”
อิทธิฤทธิ์ยิ้มกวน “ที่โกรธขนาดนี้เพราะหึงย่าหรอกเหรอ”
“ไม่ได้หึง!”
“ไม่หึงก็หวง หรือไม่ก็ทั้งหึงทั้งหวง โธ่ๆ ชั้นก็ยกย่าให้ไอ้ธรรม์มันไปดูแลแล้วจะต้องหึงจะต้องหวงทำไม วันหลังมีไรก็บอกกันตรงๆก็ได้”
ชนมนโมโหปรี๊ดขึ้นมา เธอหยิบหมอนฟาดใส่อิทธิฤทธิ์ไม่ยั้งมือ
“ไม่ได้หึง ไม่ได้หวง ชั้นไม่ได้รู้สึกอะไรกับนายทั้งนั้น ตอนนี้ชั้นรู้สึกอย่างเดียว! ชั้นรู้สึกอยากจะฆ่านาย”
อิทธิฤทธิ์หยุดชนมนไว้ได้แล้วก็ดึงหมอนออกไปจากมือของเขา เขาจับตัวชนมนเข้ามาใกล้
อิทธิฤทธิ์จ้องตา “โกรธชั้นมากเลยเหรอ”
“เออ..โกรธ!”
“โกรธมาก แสดงว่า ห่วงมาก ห่วงมากก็แสดงว่า..รักมาก”
ชนมนทุบไปที่หัวไหล่อิทธิฤทธิ์อย่างสุดกำลังก่อนที่อิทธิฤทธิ์จะพูดว่า”รักมาก”จบ
อิทธิฤทธิ์ทรุดฮวบ “โอ๊ย!!”
อิทธิฤทธิ์กุมไหล่และกัดฟันเพราะปวดจนน้ำตาเล็ดแต่ก็อดกลั้นไว้
ชนมนตกใจ “เจ็บมากเหรอ!”
อิทธิฤทธิ์ปากแข็ง “ป่าวๆ ไม่เจ็บ..ไม่เจ็บเลยซักนิด” อิทธิฤทธิ์สูดปากด้วยความเจ็บ
ชนมนเงื้อมือด้วยความหมั่นไส้ที่ทำเก่ง “งั้นเหรอ?!”
“อยากจะซัดชั้นซักกี่ครั้งก็ซัดมาเลย ถ้าจะทำให้เธอหายโกรธชั้น”
ชนมนเงื้อมือค้างแล้วตัดสินใจไม่สนใจ เธอล้มตัวลงนอนที่สุดขอบเตียงและหันหลังให้อิทธิฤทธิ์
ชนมนพูดอย่างเย็นชา “กลับไปนอนเตียงของนายไป”
“ชน..ชั้นขอโทษ..ขอโทษที่ผิดสัญญา ขอโทษที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัว แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ชั้นก็จะทำเหมือนเดิม”
ชนมนที่นอนหันหลังให้ทำหน้านิ่งด้วยความโกรธและน้อยใจ
อิทธิฤทธิ์พูดต่อ “ที่ชั้นรับคำท้าไอ้ตี๋เล็ก ลงแข่งรถกับมัน เพื่อไม่ให้มันมายุ่งกับมาย่าอีก ก็เป็นเหตุผลนึง แต่มีอีกเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือ.. ชั้นต้องการพิสูจน์ตัวเอง..เพื่อเธอ”
อิทธิฤทธิ์ชะโงกหน้าก้มลงมองชนมนที่หันขวับกลับมาจนหน้าของเธอแทบชนกับหน้าของอิทธิฤทธิ์
ชนมนเขิน “พิสูจน์..พิสูจน์บ้าอะไร”
“ก็พิสูจน์ว่า..ชั้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักแก้ปัญหาเองได้ ต่อไปไม่ว่ามีเรื่องอะไร คนแรกที่เธอนึกถึง..ต้องเป็นชั้น! เข้าใจมั้ย!?”
ชนมนรู้สึกดีอย่างประหลาดและหายโกรธได้ในเกือบทันทีแต่ก็ได้แต่ขยับตัวอย่างเก้อเขินจนหลุดเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของอิทธิฤทธิ์โดยไม่รู้ตัว
“นายอิท...”
อิทธิฤทธิ์กับชนมนมองหน้ากันอย่างให้อภัยและเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรกันอีก นาทีที่อึมครึมจบสิ้นลงเหลือเพียงบรรยากาศของเราสองคน อิทธิฤทธิ์ค่อยๆก้มหน้าไปใกล้ๆ ชนมนนิ่งขึงทำอะไรไม่ถูก จมูกของอิทธิฤทธิ์ชนกับจมูกของชนมนและปากของอิทธิฤทธิ์กำลังจะชนปากของชนมน
ชินพัฒน์กระแอมดังเกินเหตุ “ฮ่ะแอ้มๆ”
ชนมนผลักอิทธิฤทธิ์ออกไปทันที อิทธิฤทธิ์รีบถอยร่นแล้วกระโดดลงจากเตียง
ชินพัฒน์จ้องอย่างรู้ทัน “ทำไรกัน เพ่?!”
“ทำสัญญากัน..เรื่องของผู้ใหญ่ นายไม่เข้าใจหรอก” อิทธิฤทธิ์พูดกับชนมน “เราสัญญากันแล้วนะ ว่าเราจะไม่โกรธกันอีก”
อิทธิฤทธิ์แตะที่จมูกตัวเองเบาๆ อย่างล้อๆที่ได้ชนจมูกชนมน ชนมนแตะจมูกตัวเองอย่างเก้อๆอิทธิฤทธิ์เดินข้ามกลับไปที่เตียงของตัวเอง ชนมนอดไม่ได้ที่จะมองไปที่อิทธิฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์กับชนมนต่างมองกันไปมาอย่างรู้สึกดีๆ ต่อกัน ชินพัฒน์รีบไปรูดม่านปิดเตียงของพี่สาวทันที
 
อิทธิฤทธิ์กับชนมนต่างล้มตัวนอนและอมยิ้มอย่างสุขใจแม้มีม่านกางกั้นกลางอยู่ก็ตาม

เช้าวันใหม่ ธรรม์กำลังเปิดดูแฟ้มประวัติผู้ต้องหาและแฟ้มรูปหลักฐานต่างๆอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองอิทธิพลที่ยืนรอให้คำตอบอยู่
 
“นี่มันแฟ้มประวัติพวกเด็กแว้นที่จับได้เมื่อวันก่อนนี่ครับ” ธรรม์ว่า
“ตำรวจพบยาบ้าจากไอ้เด็กแว้นพวกนี้ ไปสืบมาให้ได้ว่า พวกมันซื้อยามาจากใคร เห็นว่าเป็นเด็กในแก๊งแข่งรถของนายตี๋เล็ก” อิทธิพลบอก
“แต่เด็กแก๊งแข่งรถไม่เล่นยานี่ครับ”
“เด็กแก๊งนายตี๋เล็กหลายคนก็เป็นพวกเด็กแว้นเก่ามาก่อน ถ้ากลับไปยุ่งกับยาอีก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
“ทำไมคุณพ่อถึงได้สนใจคดีเล็กๆแบบนี้” ธรรม์แปลกใจ
“เพราะยาบ้าพวกนี้เป็นยาของไอ้เก่งกาจ!”
อิทธิพลเปิดแฟ้มรูปถ่ายหลักฐานซองยาบ้าหลายซอง ภาพใกล้ยาบ้ามีตราประทับ KK
“ไอ้คนที่ขายยาที่สนามแข่งจะต้องเป็นคนของไอ้เก่งกาจแน่ๆ ถ้าจับตัวมันได้เราจะได้สาวตัวไปถึงเจ้านายมันได้ แล้วการตามหาตัวไอ้ชาติชายก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ถ้าหากแกไม่มีเวลาให้เหมือนเคย หนูมาย่าคงจะเข้าใจนะ”
“คุณพ่อครับ เรื่องผมกับมาย่า”
“ไม่ต้องอธิบาย พ่อรู้เรื่องแกกับหนูมาย่าก่อนที่เป็นข่าวใหญ่ซะอีก พ่อไม่ห้าม แต่ก็อยากให้แกคิดให้ดี การมีแฟนในตอนนี้ มันจะมีผลต่อทั้งงานของแกและงานของหนูมาย่า ถ้าคบกันแล้ว ช่วยพากันให้ชีวิตดีขึ้น..ก็ดี แต่ถ้าผลเป็นไปในทางตรงกันข้าม แกคงต้องทบทวนเรื่องนี้ดูใหม่แล้ว นายธรรม์”
อิทธิพลตบไหล่ธรรม์แล้วเดินออกไป ธรรม์คิดหนัก

ชนมนมีผ้าพันรอบศีรษะนั่งกินอาหารเช้าบนเตียงคนไข้ อิทธิฤทธิ์รูดผ้าม่านที่ปิดล้อมเตียงชนมนอยู่ออก ชนมนหันขวับไปมองอิทธิฤทธิ์
“นายอิท! ถ้าชั้นโป๊อยู่ล่ะ!?”
อิทธิฤทธิ์ตอบทันที “ก็ถือว่าหายกัน”
“นายอิท!”
ชนมนคว้าส้มขว้างใส่ แต่อิทธิฤทธิ์รับไว้ได้ก่อนจะยิ้มอย่างขำๆ
“ชั้นพูดผิดตรงไหน เธอเคยเห็นชั้นโป๊มาแล้ว ถ้าชั้นเห็นเธอโป๊บ้าง ก็ถือว่าหายกัน”
ชินพัฒนืเข้ามาขวางหน้าอิทธิฤทธิ์อย่างฉับไว
“ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง?! เพิ่งจะจีบกันไม่ใช่เหรอ ทำไมข้ามขั้นไปถึงระดับนั้นได้ผมไม่ยอมนะ พี่อิท ถึงแม้ว่าผมอยากให้พี่ชนขายออก แต่ผมก็ไม่ยอมให้พี่อิทมาเอาเปรียบพี่สาวของผมเป็นอันขาด” “เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ ชั้นไปเอาเปรียบชนที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง” อิทธิฤทธิ์งง
“ก็พูดไรกันเมื่อกี้ล่ะ อะไรโป๊ๆน่ะ แล้วยังมีเรื่องเมื่อคืนอีก เรื่อง”บนเตียง”ที่เราต้องเคลียร์กัน!” ชินพัฒน์ว่า
“ไม่มี! ชั้นกับอิทไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องเคลียร์” ชนมนพูดกับอิทธิฤทธิ์ “เงียบทำไม บอกไปสิว่าไม่มี”
“มีหรือไม่มี พี่อิท” ชินพัฒน์ถาม
อิทธิฤทธิ์ตอบทันที “มี!”
“นายอิทธิฤทธิ์!”
“งั้นผมขอถามข้อเดียว ตกลงตอนนี้พี่สองคน ”เป็นอะไรกัน”
อิทธิฤทธิ์กับชนมนหันมามองหน้ากันแล้วก็นิ่งอึ้ง ชนมนเมินหน้าไม่กล้าสบตากับอิทธิฤทธิ์
อิทธิฤทธิ์หันมาบอกชินพัฒน์ “นายออกไปก่อน”
“ไม่! ผมจะไม่ออกไปจนกว่าผมจะรู้คำตอบ”
อิทธิฤทธิ์คีบแบงก์ยี่สิบยื่นให้ตรงหน้าชินพัฒน์ทันที
ชินพัฒน์พูดเสียงเข้ม “เงินซื้อผมไม่ได้หรอก”
อิทธิฤทธิ์คีบแบงก์ร้อยยื่นให้ตรงหน้าชินพัฒน์อย่างรวดเร็ว
ชินพัฒน์เสียงเข้มขึ้น “ศักดิ์ศรีของผมไม่ได้มีไว้ขาย”
อิทธิฤทธิ์ยื่นแบงก์ห้าร้อยให้ตรงหน้าชินพัฒน์อย่างเร็วอีก
ชินพัฒน์เสียงเข้มสุดๆ “ให้ไปนานแค่ไหน”
“ชั้นขอเวลาสิบห้านาที”
“ห้ามไปนะ ไอ้ชิน” ชนมนว่า
“ชิน..แล้วอย่าลืม”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องพ่อ เดี๋ยวดูต้นทางให้”
ชินชูมือทำสัญญาณว่าโอเคแล้วคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองออกไป
อิทธิฤทธิ์จ้องชนมน “ชินพูดถูกนะ เราควรจะเคลียร์กันเรื่องเมื่อคืน”

ชนมนมองอิทธิฤทธิ์อย่างไม่อยากจะรับรู้ด้วยแต่หัวใจของเธอเต้นตูมตามและมือไม้เย็นไปหมด
 
อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...