xs
xsm
sm
md
lg

สาปสาง ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สาปสาง ตอนที่ 11

เฟยที่ฟื้นแล้วนอนพักอยู่บนเตียงคนไข้ พยาบาลพูดกับพริ้ว

"อย่าเพิ่งรบกวนคนไข้นะคะ คนไข้เพิ่งฟื้น ให้พักผ่อนมากๆ จะดีกว่า"
"ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ"
พยาบาลยิ้มให้ก่อนเดินออกไป พริ้วพุ่งเข้าไปที่เตียงคนป่วยทันที
"ป๊า ป๊าเป็นไงบ้าง"
ณรารีบเข้ามาดึงตัวพริ้วออกมาจากเตียง
"นี่คุณ ไม่ได้ยินที่พยาบาลเขาบอกเหรอ ให้ท่านพักผ่อนเถอะ"
"แต่ฉันเป็นห่วงนี่" พริ้วบอก
"เป็นห่วงก็อย่าไปรบกวนท่าน"
เฟยพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง พริ้วสัวเกตเห็น
"ป๊า ป๊าเป็นไงบ้าง"
"อา…อา…อาพริ้ว"
"จ้ะป๊า ฉันอยู่นี่" พริ้วจับมือซินแสไว้ "ฉันอยู่ตรงนี้จ้ะป๊า ป๊าต้องการอะไรบอกฉันมาเลยจ้ะ"
"ก….กลับไป…"
"อ้าว ทำไมมาไล่ฉันอย่างนี้ล่ะป๊าจะกลับได้ยังไง ฉันเป็นห่วงป๊านะ"
"ใจเย็นสิคุณ ท่านเพิ่งฟื้นนะ" ณราว่า
"กลับไปหา….หา…" เฟยพยายามพูด
"กลับไปหา? หาอะไรป๊า"
"ดูเหมือนท่านต้องการให้คุณทำอะไรบางอย่างนะ" ณราตั้งข้อสังเกต
พริ้วแนบหน้าเข้าไปฟังใกล้ๆๆ
"ป๊าจะให้ฉันกลับบ้านไปหาอะไร"
"หยก…หยกของลื้อ" เฟยพยายามพูด
"หยกของฉัน?”
"หยกคุ้มกัน"
เฟยพูดได้แค่นั้นก็หมดแรงจึงค่อยๆ หลับตาลง
"ป๊า เดี๋ยวสิป๊า"
"ผมว่าพอเถอะครับ ให้ท่านพักจะดีกว่า"
"แต่ว่าฉันยังไม่รู้เรื่องเลยว่าท่านหมายถึงอะไร"
"ท่านบอกให้คุณกลับบ้านไปหาหยกคุ้มกัน"
"แล้วมันคืออะไรล่ะ" พริ้วไม่เข้าใ จ
พริ้วมองไปที่เฟยซึ่งหลับไปแล้วก่อนจะพูดต่อ

"แล้วฉันจะรู้ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน แล้วป๊าต้องการให้ฉันเอามาทำอะไร"

บริเวณตรอกทางเข้าโรงละครที่ทั้งแคบ ทั้งมืด และสกปรก พ่อปู่เดินนำแพรวกับไทเข้ามาแล้วมองไปเห็นที่ดินโรงละครอยู่ไม่ไกล

"พวกมึงดูต้นทางอยู่ตรงนี้ กูจะเข้าไปคนเดียว"
“ได้จ้ะ" แพรวรับคำ
พ่อปู่เดินเข้าไป

พ่อปู่ก้าวเข้ามาถึงหน้าโรงละคร ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างวาบกั้นไว้เหมือนกำแพง
"คิดจะสะกัดกูงั้นเรอะ!” พ่อปู่ว่า
พ่อปู่ยกมือพนมแล้วว่าคาถาเปิดทาง หมอกดำพร่างพรูออกมาจากปากพ่อปู่ก่อนจะขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าปะทะกับแสงสีทอง
"มึงไม่มีทางขวางกูได้หรอก เปิดทางให้กูเดี๋ยวนี้!!”
พ่อปู่ล้วงย่ามหยิบมีดหมอขึ้นมาแล้วตวัดใส่แสงทองขวับจนได้ยินเสียงกระจกแตกร้าว
"มึงจงเปิดทางให้กู !”
แสงทองวาบลดวูบลงอย่างรวดเร็วก่อนจะค่อยๆ สลายตัวไป พ่อปู่ยิ้มอย่างสะใจ ก่อนก้าวเข้าไปด้านใน

พ่อปู่ก้าวเข้ามาหยุดยืนที่น้ำเทวี เขามองไปยังผืนดินตรงหน้า
"กูสะกดวิญญาณมึงได้แล้ว ถึงเวลาที่กูจะจัดการกับซากของมึง จะไม่มีใครหน้าไหนมาเห็นซากมึงได้ กูจะอำพรางมึงไว้ตลอดไป!”
พ่อปู่ว่าคาถาแล้วหมอกดำก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นก่อนจะขยายตัวไปยังหลุมศพแล้วเข้าปกคลุมหลุมศพเอาไว้จนมิด
"มนต์ดำอำพรางจะซ่อนมึงไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์"

ร่างของช่อเอื้องนั่งก้มหน้าใช้สองมือโอบกอดตัวเองอยู่ในความมืด
"ปล่อยฉันออกไปเถิด อย่ากักขังฉันไว้อย่างนี้เลย ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ"
ช่อเอื้องสะอื้นฮั่กๆ ด้วยความเศร้าเสียใจ
“….คุณกรณ์ คุณกรณ์ช่วยช่อด้วย ช่วยช่อด้วยช่อคิดถึงคุณเหลือเกิน….คิดถึงเหลือเกิน"

ไทยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมดแก้วก่อนกระแทกแก้วลงแรงๆ แพรวจิบไวน์แล้วเหลือบตามอง
"แกจะเครียดอะไรอีก เรื่องนังช่อมันก็จบไปแล้ว ชีวิตแกก็ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป มา ดื่มฉลองกันดีกว่า" แพรวชวน
แพรวขอชนแก้วแต่ไทนิ่งๆ ไม่ยอมชนด้วย เขาก้มหน้าลงด้วยท่าทางเครียดๆ
"ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันจะไม่มีวันทำร้ายช่อเลย"
"อย่าพูดเรื่องอดีตดีกว่า ยังไงเราก็ไม่มีวันเปลี่ยนอดีตได้คิดไปข้างหน้าเถอะ ชีวิตเราเป็นอิสระแล้ว ต่อไปนี้จะต้องมีแต่เรื่องดีๆ ไม่ต้องจมอยู่กับความลับบัดซบนั่นอีกต่อไป"
แพรวขอชนแก้วอีกครั้ง ไทถอนหายใจเหมือนเห็นด้วยกับแพรว ในที่สุดเขาก็ยกแก้วขึ้นชนกับแพรว

"ดื่มให้กับอนาคตของเรา"
 
อ่านต่อหน้า 2

สาปสาง ตอนที่ 11 (ต่อ)

ช่อเอื้องนอนหมอบกับพื้น มือของเธอกำแน่นพลางทุบกำปั้นลงกับพื้นแล้วคร่ำครวญเสียงรอดไรฟัน

"อนาคตของกู รักของกู"
ช่อเอื้องทุบพื้นแล้วครวญคราง เธอเงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาแค้นเมื่อนึกถึงอดีตรักหวานชื่น

เหตุการณ์ในอดีตในช่วงที่กรณ์กับช่อเอื้องกำลังสวีทหวานย้อนกลับมา ทั้งคู่นอนหนุนตัก โอบกอด ลูบผม กรณ์หวีผมให้ช่อเอื้อง ช่อเอื้องนวดขมับให้กรณ์
"ช่อครับ ถ้าผมขออะไรสักอย่าง คุณจะให้ผมได้ไหม" กรณ์บอก
"อะไรคะ ถ้าช่อทำให้คุณกรณ์ได้ ช่อยินดีค่ะ" ช่อเอื้องว่า
"ผมขอแค่โอกาส" กรณ์บอก
ช่อเอื้องงง "โอกาส?”
"ผมขอโอกาสให้เราได้สร้างอนาคตร่วมกัน"
ช่อเอื้องตื้นตันใจ "คุณกรณ์ !”
"คุณเป็นปัจจุบัน และเป็นอนาคตของผม ผมอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ มอบอนาคตแห่งความรักให้ผมได้ไหมช่อเอื้อง"
ช่อเอื้องตื้นตันใจจนน้ำตาปริ่ม เธอพยักหน้าแล้วยิ้มหวานที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรู้สึกได้ กรณ์ดึงหน้าช่อเอื้องเข้ามาใกล้จนจมูกชนจมูกแล้วทั้งคู่ก็ประสานสายตาแห่งรัก

ช่อเอื้องกอดเข่าซบหน้าร้องไห้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจนเห็นแววตาแดงฉาน
"หากกูไม่สมในรัก ด้วยเลือดทุกหยด!
ด้วยกายทั้งกาย! ด้วยใจทั้งใจ!
กูจะขอสาปขอแช่ง! อย่าให้พวกมึงได้สมรัก!
อย่าให้มึงได้สมสู่! อย่าให้มึงได้ครองคู่!
ขอฟ้าขอดินพรากมึงจากกัน! ตราบชั่วฟ้า ชั่วนิรันดร์"

พริ้วเปิดลิ้นชักโน่นนี่เพื่อค้นหาหยก
"อยู่ไหนนะ"
พริ้วง่วนกับการค้นหา
"ฮึ่ย แล้ววจะรู้ไหมว่าอยู่ที่ไหน"
พริ้วดึงลิ้นชักหนึ่งออกจนพบห่อผ้าสีแดงอยู่ด้านใน พริ้วหยิบออกมาเปิดออกดูก็พบว่าเป็นสร้อยคอมีจี้หยกสีเขียวมรกต
"หรือว่าจะเป็นอันนี้ ใช่แล้ว! ต้องเป็นอันนี้แน่ๆ"
พริ้วมองหยกอย่างพิจารณา

"นี่น่ะเหรอ หยกคุ้มกัน"

ซินแสเฟยมองสร้อยคอจี้หยกในมือแล้วพยักหน้า

"ถูกแล้ว นี่แหละ หยกคุ้มกันที่อั๊วตั้งใจจะให้ลื้อในวันเกิดปีนี้"
"ของขวัญวันเกิดฉันงั้นเหรอป๊า"
"ใช่ หยกนี้ไม่ใช่หยกธรรมดา"
"แล้วมันไม่ธรรมดายังไงล่ะป๊า"
"หยกมีสีเขียวก็จริงแต่หากมีอันตรายเข้ามาใกล้ หยกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง"
"เปลี่ยนสีได้งั้นเหรอ"
"มันถึงได้ชื่อว่าหยกคุ้มกันยังไงล่ะ เมื่อหยกเปลี่ยนสี ลื้อจะได้เตรียมระวังภัย จะได้ไม่มีอันตรายอะไรเข้าถึงตัวลื้อได้"
พริ้วนิ่วหน้าไปด้วยความสงสัย
"อืม….ทำไมป๊าถึงคิดว่าฉันจะมีอันตรายล่ะจ้ะ แล้วไอ้อันตรายที่ว่าเนี่ย มันคืออะไร ป๊ารู้รึเปล่า"
"อั๊วตรวจดูดวงชะตาลื้อ ชะตาชีวิตลื้อกำลังจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอาฆาตพยาบาทจองเวรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
"หือ? ฉันเนี่ยนะ?”
"ใช่ อั๊วะถึงต้องให้ลื้อสวมหยกคุ้มกันนี่ไว้ยังไงล่ะ ใส่ไว้แล้วอย่าได้ถอดเป็นอันขาด จำคำอั๊วไว้ อย่าถอดเป็นอันขาด!”
พริ้วรับคำทั้งๆที่ยังงงๆ
"จ้ะป๊า"

พริ้วเดินอย่างรีบร้อนมาถึงโต๊ะเลขา ณราเดินออกมาเจอเข้าพอดี
"มาทำไม ทำไมไม่อยู่กับคุณพ่อคุณที่โรงพยาบาล"
"คุณพ่อแข็งแรงขึ้นแล้วค่ะ ฉันเลยมาทำงาน เผื่อว่าคุณต้องการให้ฉันทำอะไร"
"เรื่องอุบัติเหตุเมื่อคืน ผมขอโทษนะ"
"ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ อุบัติเหตุก็คืออุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดหรอกค่ะ"
"แต่มันก็แปลกนะ"
"แปลกยังไงคะ" พริ้วสงสัย
"แปลกที่รถคันนั้นขับออกมาเหมือนมองไม่เห็นรถเราอย่างนั้นแหละ"
"คนขับอาจจะเมามั๊งคะ"
"ถ้าไม่เมาก็คงตาบอดแล้วล่ะ ถึงได้มองไม่เห็นขนาดนั้น"
"ฉันว่าเราอย่าพูดเรื่องนี้กันเลยค่ะ นึกถึงแล้วหวาดเสียวชอบกล"
"ผมขอโทษ"
"ฉันต่างหากล่ะคะที่ต้องขอโทษคุณ"
"คุณจะขอโทษผมเรื่องอะไร"
"ก็เรื่อง…"

ณราพูดแทรกขึ้น "ถ้าเป็นเรื่องที่คุณเป็นลูกท่านซืนแสแล้วปิดบังไม่ยอมบอกผม ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แค่บอกเหตุผลมาก็พอ ว่าทำไมคุณถึงต้องทำแบบนั้น"
 
อ่านต่อหน้า 3

สาปสาง ตอนที่ 11 (ต่อ)

ณราพูดแทรกขึ้น "ถ้าเป็นเรื่องที่คุณเป็นลูกท่านซืนแสแล้วปิดบังไม่ยอมบอกผม ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แค่บอกเหตุผลมาก็พอ ว่าทำไมคุณถึงต้องทำแบบนั้น"

"เอ่อ…คือ…คือว่า…ฉันตกงานน่ะค่ะ เงินก็แทบไม่เหลือ ฉันก็เลยต้องรับสมอ้างเป็นซินแส คุณอย่าโกรธพ่อฉันนะคะ ท่านไม่รู้เรื่องนี้"
"ที่แท้ก็ซินแสตัวปลอม ฮึ ถึงว่าสิ ถึงเวลาทำหน้าที่ทีไร คุณเป็นลมใส่ผมทุกที"
"ไม่ใช่อย่างนั้นน่ะคะ ฉันไมได้แกล้งนะ"
"ผมก็ไม่ได้ว่าคุณแกล้งนี่ครับ อย่าร้อนตัวสิ"
ณรายิ้มขำพริ้วก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป
"คนบ้า ยังจะมีหน้ามาหัวเราะเยาะฉันอีก" พริ้วว่า

กรณ์กับแพรวนั่งอยู่ในรถ
"รู้ได้ยังไงครับว่าผมจะกลับมาวันนี้"
"แหม สมัยนี้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คบอกได้หมดทุกอย่างแหละค่ะ ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ"
"ยินดีที่ได้พบกันอีกครับ"
แพรวยิ้มให้ณราอย่างมีความหวัง รถที่ทั้งคู่มุ่งหน้าสู่บ้านกรณ์

กรณ์ยกกระเป๋าจากท้ายรถจะเข้าบ้าน แพรวจะช่วยแต่กรณ์ห้ามไว้
"ไม่เป็นไรครับ ผมเอง แค่คุณไปรับ ผมก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ แพรวยินดี มาค่ะแพรวช่วย"
แพรวช่วยกรณ์ยกกระเป๋า ทั้งคู่เดินเข้าบ้าน

กรณ์แพรวเดินเข้ามาในห้องรับแขก
"กลับมาคราวนี้คุณกรณ์ ไม่กลับไปอีกแล้วใช่มั๊ยคะ" แพรวถาม
"ผมยังเรียนไม่จบครับ ต้องกลับมาทำวิทยานิพนธ์ ผมเรียนบริหารจัดการศิลปวัฒนธรรม และเลือกที่จะทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย ระหว่างนี้ก็จะทำวิทยานิพนธ์และหางานที่เกี่ยวข้องทำไปด้วย พอทำเสร็จก็ต้องกลับไปส่งงานอีกครั้ง และอีกอย่างมีคนสนใจจะซื้อที่โรงละครติดต่อไป ผมตั้งใจว่าจะกลับมาจัดการให้เรียบร้อยน่ะครับ"
"มีอะไรให้แพรวช่วยก็บอกนะคะ"
"ขอบคุณครับ"
แพรวนึกได้ว่าต้องหาเรื่องใกล้ชิดกรณ์
"แต่ตอนนี้แพรวว่าคุณกรณ์ กลับมาเหนื่อยๆ แล้วนี่ก็เที่ยงพอดีแพรวพาคุณกรณ์ไปทานข้าวเป็นการเลี้ยงต้อนรับดีกว่าค่ะ"
กรณ์ยิ้มเป็นการตอบรับคำชวน

รถแพรวเลี้ยวเข้าไปที่ทางเข้าโรงแรม

ณราเซ็นต์เอกสารแล้วส่งคืนให้พริ้ว

"ผมอยากทานข้าวที่ห้องอาหารของเรา จองที่ให้ผมด้วย" ณราบอก
"ได้ค่ะ"
"สองที่นะ"
"คุณมีแขกเหรอคะ"
"ไม่มี แต่ผมจะไปทานกับเลขา"
พริ้วอึ้ง
"ทำไม คุณมีปัญหาอะไรเหรอ"
"เอ่อ คือว่า…มันจะดีเหรอคะ ฉันกลัวว่ามันจะไม่เหมาะ"
"ไม่เหมาะยังไงครับ"
"ก็คนอื่นเขาจะคิดว่า"
ณราแทรก "คิดว่าผมจีบคุณอย่างนั้นเหรอ"
พริ้วสะดุ้งจนหน้าแดงและใจเต้นรัว
"เอ่อ คนอย่างคุณคงไม่สนใจเด็กกะโปโลอย่างฉันหรอก ฉันไม่กล้าคิดอย่างนั้นหรอกค่ะ"
"แล้วถ้าอย่างนั้นคุณจะกลัวอะไร"
พริ้วอึกอัก "เอ่อ….”
"ถ้าไม่มีอะไรต้องกลัวก็รีบไปจองที่ เดี๋ยวจะเต็มซะก่อน"
"ค่ะ…"
พริ้วเดินหน้ามึนออกไป ณรามองตามแล้วอมยิ้ม
"เด็กกะโปโลงั้นเหรอ ฮึ…"

แพรวกับกรณ์เข้ามาบริเวณด้านหน้า พนักงานรีบต้อนรับ
"สวัสดีค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ"
พนักงานเดินนำไปที่โต๊ะด้านใน กรณ์เลื่อนเก้าอี้ให้แพรว
"ขอบคุณค่ะ"
พนักงานนำเมนูมาให้
"ขอบคุณครับ"
"คุณต้องคิดถึงอาหารไทยมากแน่ๆ"
"จริงครับ ผมไม่ได้ทานอาหารไทยมานานแล้ว อยู่ที่นั่นก็หาอะไรทานง่ายๆ แค่พอหายหิว"
"ถ้าอย่างนั้นวันนี้คุณต้องทานเยอะๆ เลยนะคะ ห้ามเกรงใจแพรวนะ"
"ครับ"
กรณ์ยิ้มรับแล้วก้มดูเมนู แพรวมองสำรวจกรณ์แล้วลอบยิ้มในใจของเธอหวังที่จะเอาชนะกรณ์ให้ได้ พริ้วกับณราเดินมา โดยพริ้วเดินตามหลัง
"คุณแน่ใจนะคะว่าจะให้ฉันเข้าไปด้วย"
"หยุดถามได้แล้ว คุณกลัวอะไรกันแน่เนี่ย เลขาติดตามเจ้านาย มันผิดตรงไหน ไม่มีใครมองเป็นอื่นหรอกน่า"
พนักงานโค้งจนแทบจะติดพื้น
"เชิญค่ะท่าน"

พนักงานรีบพาทั้งสองเข้าไปด้านใน แพรวเหลือบตาจากรณ์ขึ้นมองไปที่ณราที่เดินเข้ามา เมื่อเห็นทั้งพริ้วทั้งณรา แพรวก็สะดุ้งเฮือก
 
อ่านต่อหน้า 4

สาปสาง ตอนที่ 11 (ต่อ)

ภาพเหตุการณ์ในคืนที่เข้าไปขุดศพย้อนมาในหัวของแพรว ตอนที่แพรวเห็นณราเข้ามาช่วยประครองพริ้ว

แพรวจึงรีบหันหน้าหนี
"ตกลงจะทานอะไรกันดีครับ" กรณ์ถาม
"เอ่อ แล้วแต่คุณเลยค่ะ ฉันทานอะไรก็ได้" แพรวบอก
กรณ์สังเกตสีหน้าแปลกๆ ของแพรว
"มีอะไรรึเปล่าครับ ทำไมคุณหน้าซีดจัง"
"เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ สงสัยจะหิวน่ะค่ะ"
พนักงานนำพริ้วกับณรามานั่งที่โต๊ะข้างๆ แพรวใจเต้นรัว พนักงานเข้ามารับออเดอร์
"รับอะไรดีคะ"
กรณ์ยิ้มมองหน้าแพรว แพรวพยักเพยิด
"คุณสั่งเลยค่ะ ฉันทานได้ทุกอย่าง"
"ถ้าอย่างนั้นขอมัสมั่นไก่กับยำถั่วพลู แล้วก็ทอดมันปลากรายนะครับ"
"ได้ค่ะ รับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ" พนักงานถาม
"แค่นี้แหละครับ"
"สักครู่นะคะ"
พนักงานเดินออกไป
ณรามองไปรอบๆ จนสบตาเข้ากับแพรว ณราส่งยิ้มให้พร้อมก้มหัว แพรวรีบหันหน้าหนี ณราอดแปลกใจไม่ได้ พริ้วเห็นณราไม่สั่งอาหารก็ถามขึ้น
"ทำไมไม่สั่งอะไรมาทานล่ะคะ" พริ้วถาม
"เชฟเขารู้อยู่แล้วว่าผมชอบทานอะไร คุณสั่งของคุณเถอะ"
"แหม เป็นเจ้าของโรงแรมนี่ ดีจังเลยนะคะ อภิสิทธิ์ไปหมดทุกอย่าง"
แพรวได้ยินเข้าพอดีก็เบาๆ กับตัวเอง "เจ้าของงั้นเหรอ"
"คุณเป็นเลขาก็ได้อภิสิทธิ์เหมือนกันนั่นแหละ"
"สิทธิ์อะไรคะ"
"ก็สิทธิ์ที่ได้มาทานข้าวกับผมนี่ไง"
"งั้น ฉันขอสละสิทธิ์ได้ไหมคะ"
"ไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นงานในหน้าที่"
พริ้วถอนใจ
"อะไรๆ ก็อ้างหน้าที่ๆๆ" พริ้วเบาเสียงลง "บ้าอำนาจล่ะไม่ว่า"
"คุณว่าอะไรนะ"
"เปล่าค่ะ"
แพรวมีสีหน้าตื่นตระหนกด้วยความหวั่นใจจึงพยายามซ่อนสีหน้า
"ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ"
แพรวยิ้มให้กรณ์ก่อนลุกออกไป จังหวะที่เดินผ่านโต๊ะณรา พริ้วเงยหน้าขึ้นมาสบตาแพรวพอดี แววตาชิงชังของแพรวฟ้องออกมาจนพริ้วอดประหลาดใจไม่ได้
"ทำไมต้องมองกันแบบนี้ด้วย"
"อะไรเหรอครับ" ณราถาม
"ก็แขกคนเมื่อกี้น่ะสิคะ มองฉันยังกับว่าเขาเกลียดฉันมากอย่างนั้นแหละ ไม่เคยรู้จักกันซะหน่อย"

พริ้วงงๆ

แพรวออกมาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก

"ว่าไงแพรว" ไทพูดจากปลายสาย
"ฟังนะไท เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"

พริ้วคุยกับณราที่โต๊ะณรา
"คุณพ่อฉันจะหายป่วยเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าคุณรอไม่ได้ จะให้ฉันหาซินแสท่านอื่นไปดูที่ให้แทนไหมคะ"
"ไม่ต้อง คุณแม่ผมท่านยืนยันว่าต้องเป็นซินแสเฟยเท่านั้นท่านถึงจะยอมรับ"
พริ้วนิ่งไปและมีสีหน้าครุ่นคิด
"คุณคิดอะไรอยู่"
"เอ่อ… คือ…. พูดไปแล้วคุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ฉันโตมากับเรื่องแบบนี้จนชินซะแล้ว"
"คุณหมายถึงเรื่องอะไร"
"ที่โรงละครนั่น อาจจะมีอาถรรพย์ก็ได้นะคะ"
กรณ์ที่นั่งอยู่อีกโต๊ะได้ยินคำว่าที่ดินโรงละครก็หันมามอง
"อยู่ๆ โรงละครก็ถูกเผา ปิดตัวไป แล้วก็กลายเป็นที่รกร้าง ตั้งแต่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยว ก็มีเรื่องเกิดขึ้นตลอด"
กรณ์หูผึ่งแล้วเงี่ยหูฟังเงียบๆ
"นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าที่ดินผืนนั้นมีอาถรรพย์งั้นเหรอ"
"ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ"
"เอ่อ ขอโทษนะครับ ที่ดินโรงละครที่คุณพูดถึง ใช่โรงละครชื่อดาราลัยรึเปล่าครับ"

แพรวยังคงคุยโทรศัพท์อยู่
"อะไรๆ ก็ให้ไปหาพ่อปู่ แกไม่คิดจะขึ้นมาช่วยกันบ้างเลยเหรอ อย่าลืมนะว่าทั้งหมดเนี่ยมันเป็นเรื่องของแก ไม่ใช่ฉัน นอกซะจากว่าแกอยากให้ความลับของแกถูกเปิดโปง ก็ตามใจ"

แพรวกดวางสายด้วยความโมโห
 
อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...