xs
xsm
sm
md
lg

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เวียงร้อยดาว ตอนที่ 11

ปรมัตถ์เก็บเสื้อผ้าของตัวเองใส่กระเป๋าเดินทาง

ปรมัตถ์หิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาที่หน้าเรือนรับรอง เขาเห็นดาหลายืนดักรออยู่
“คุณจะไปไหนคะ?” ดาหลาถาม
“ผมเป็นแค่ลูกจ้างบดินทร์ธร ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ เพราะคุณท่านมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยของคุณหนูร้อยดาวไม่ให้เป็นอันตราย ตอนนี้คุณหนูมีคุณชายสิบทิศคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ผมอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์”
ดาหลาเข้ามาขวาง “เดี๋ยวก่อนสิคะ”
ปรมัตถ์หันมามองหน้าดาหลาแล้วรอฟังคำพูดจากปากดาหลาว่าอยากให้เขาอยู่ที่นี่
“คุณท่านคงไม่อยากให้คุณไปไหน” ดาหลาพูด
“หากคุณท่านต้องการเรียกให้ผมรับใช้เมื่อไร ผมค่อยกลับมา” ปรมัตถ์บอก
“ไม่เป็นห่วงคนอื่นบ้างเลยหรือ ?”
ปรมัตถ์ที่ขยับจะเดินจากไปอยู่แล้วถึงกับชะงัก เขายืนฟังดาหลาที่ยืนพูดอยู่ข้างหลังด้วยน้ำเสียงสั่น
“คนร้ายที่ลอบวางยาคุณท่านยังลอยนวลอยู่ในบดินทร์ธร คุณจะใจจืดใจดำปล่อยให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรกันตามยถากรรมแบบนี้น่ะหรือ ?”
“คุณกลัวเหรอ ?”
“ค่ะ... ดิฉันยอมรับว่ากลัว... กลัวว่าคุณท่านจะเป็นอันตราย... กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆที่ไม่คาดฝันขึ้นอีก... กลัวไปหมดทุกอย่าง...อย่าเพิ่งไปจากที่นี่เลยได้ไหมคะ คุณปรมัตถ์... ฉันขอร้อง”
ปรมัตถ์ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกลับมาพูดกับดาหลา
“ถ้าคุณไม่ให้ผมไป ผมก็จะไม่ไป ผมจะอยู่ต่อเพื่อปกป้องคนที่นี่”
ดาหลาคลี่ยิ้มทั้งน้ำตา เธอรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ปรมัตถ์

สามสะใภ้ปรึกษากันเรื่องที่ร้อยดาวจะหมั้นกับสิบทิศ
“รู้ถึงไหนอายถึงนั่น คู่หมั้นของหม่อมราชวงศ์สิบทิศ เวฬุมาศเป็นหญิงพิการตาบอด เฮอะ ! หาดีกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือไง อีนังร้อยดาวมันคงระริกระรี้ ดีใจจนเนื้อเต้นที่อยู่ๆก็ราชรถมาเกย ได้นั่งเท้าแขนแอ่นหยัดเป็นหม่อมอยู่ตำหนักโน้น” สร้อยฟ้าว่า
“ไปให้พ้นๆซะก็ดี จะได้ไม่มีคนคอยแย่งสมบัติ จริงไหมคะ คุณพี่ ดีเสียอีกจะได้ไม่ต้องเปลืองแรง หมดก้างขวางคอไปอีกหนึ่ง ทำอะไรจะได้ง่ายขึ้น” จงจิตบอก
เต็มเดือนแปรสายตาคมกริบมายังจงจิตทันที
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย ! ตอนนี้คุณชายบ้านนั้นได้ดองกับแม่ร้อยดาว ต่อให้บดินทร์ธรไร้ประมุขหรือทนายหน้าหอทั้งหัวหงอกหัวดำคอยขวาง เรื่องที่เธอคิดจะฮุบสมบัติก็จะทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะพ่อเขยขวัญสิบทิศ เขาคงยอมให้เมียตัวเองถูกโกงหรอก”
สร้อยฟ้ากับจงจิตถึงกับอึ้งเพราะคิดไม่ถึงเรื่องที่เต็มเดือนพูดเลยจริงๆ

ดำรงเปรยกับปรมัตถ์อยู่ในห้องส่วนตัว
“หลังงานหมั้นของแม่ม้าดีดกะโหลก ตามพ่อเธอมาพบฉันหน่อย”
“คุณท่านมีอะไรให้คุณพ่อรับใช้หรือครับ”
ดำรงเหลือบมองดาหลาด้วยสายตาเป็นห่วง
“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ ฉันอยากให้ทวีปจัดการเรื่องพินัยกรรมเสียให้จบๆ”
เต็มเดือนยกถาดใส่ถ้วยยาจีนเดินเข้ามา พอได้ยินคำว่าพินัยกรรมเธอก็ถึงกับหูผึ่งแล้วแอบฟัง
“คุณท่านหมายถึงพินัยกรรมของคุณดิลก หรือว่า...”
ดำรงยกมือห้ามปรมัตถ์เป็นทำนองว่า... อย่าเพิ่งพูดตอนนี้ ดำรงเหลือบเห็นเต็มเดือนที่ยืนแอบอยู่พอดี
“เข้ามาสิ แม่เต็มเดือน !”
เต็มเดือนรีบฉีกยิ้มแล้วเดินเข้ามาเอาถาดยาจีนวางไว้ที่บนโต๊ะ
“เต็มเอายาบำรุงมาให้น่ะค่ะ ไม่คิดว่าคุณพ่อจะมีแขก”
เต็มเดือนนั่งร่วมวงรอฟังการสนทนา แต่บรรยากาศในห้องกลับเงียบกริบจนน่าอึดอัด
“ถ้าไม่มีอะไร ก็ออกไปได้แล้ว” ดำรงบอก
เต็มเดือนถูกไล่ก็หน้าม้าน เธอกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ
“ค่ะ คุณพ่อ”
เต็มเดือนลุกขึ้น จะออกจากห้องด้วยความเจ็บใจ
“แม่เต็มเดือน ! ปิดประตูให้สนิทด้วย”
เต็มเดือนค่อยๆปิดประตูแล้วยืนหน้าห้อง เต็มเดือนขบริมฝีปากแน่นทั้งอยากรู้ ทั้งเจ็บใจที่ถูกไล่

เช้าวันใหม่ ดำรงเปิดกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกเผยให้เห็นเครื่องเพชรน้ำงาม
“เครื่องเพชรชุดนี้เป็นสมบัติเก่าแก่ของแม่การะเกด เมียคนแรกของฉัน แม่เจ้าปกรณ์รักเครื่องเพชรชุดนี้มาก สั่งเสียไว้ก่อนตาย ให้ฉันยกให้หลานที่จะแต่งงานออกเรือนเป็นคนแรก หล่อนเป็นหลานสายตรงแม่การะเกด จึงสมควรได้ในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ รับไปสิ”
“ของมีค่าแบบนี้ ดิฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” ร้อยดาวบอก
“ถ้าตาหล่อนมองเห็นเหมือนคนอื่น ฉันเชื่อว่าหล่อนจะไม่ปฏิเสธเลย บรรดาเมียๆของเจ้าปกรณ์เห็นเครื่องเพชรชุดนี้ก็จ้องตาเป็นมัน อยากได้ใคร่มีกันทั้งนั้น”
“ต่อให้เครื่องเพชรชุดนี้น้ำงามแค่ไหน ดิฉันก็ไม่คู่ควรที่จะเป็นของหรอกค่ะ ยิ่งเป็นของคุณย่าใหญ่ด้วยแล้ว....” ร้อยดาวยังพูดไม่ทันจบ
ดำรงพูดขัดขึ้น “หล่อนนี่มันหัวรั้นเหมือนพ่อหล่อนไม่มีผิด” ดำรงถอนใจ “ฉันไม่อยากต้องขายขี้หน้าใครๆ เพราะพากันคิดว่าบดินทร์ธรสิ้นไร้ไม้ตอก หลานจะออกเรือนทั้งคน ยังจนปัญญาหาถนิมพิมพาภรณ์ให้ใส่ ฉันให้ก็รับไปสิ”
“แต่ว่า...”
“หรือว่าหล่อนคิดว่าของที่ฉันให้มันไร้ค่า ห๊า แม่ม้าดีดกะโหลก”
ร้อยดาวอึ้งเมื่อเจอดำรงยื่นคำขาดก็ถึงกับไปไม่เป็น เธอต้องยอมรับโดยดุษณี
“หากคุณท่านจะมอบให้ ดิฉันก็ไม่กล้าขัด”
“เรียกปู่ ! หล่อนเป็นหลาน ไม่เรียกพ่อของพ่อว่าปู่ได้อย่างไร โรงเรียนที่โน่นเขาไม่สั่งไม่สอนหรอกรึ”
“หนูกราบขอบพระคุณคุณปู่ค่ะ”
“เข้ามาใกล้ๆ ฉันนี่ซิ แม่ร้อยดาว ฉันจะสวมสร้อยเส้นนี้ให้”
ร้อยดาวค่อยๆคลานเข่าไปกับพื้นๆทั้งๆที่ตามองไม่เห็น ดำรงเห็นแล้วก็อดขันไม่ได้ พอร้อยดาวคลานเข้ามาใกล้ ดำรงก็ลุกขึ้นไปสวมสายสร้อยให้เธอ
“ถ้าเจ้าปกรณ์ พ่อของหล่อนยังอยู่ มันคงดีใจที่วันพรุ่งลูกสาวจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาไม่น่าเลย...” ดำรงยังพูดไม่ทันจบร้อยดาวก็รวบผมจนเผยให้เห็นปานแดงที่หลังต้นคอ
ดำรงชะงักกึกโดยยังไม่ทันสวมสร้อย เขานิ่งอึ้งแล้วส่ายหัวอย่างไม่เชื่อสายตา ดำรงนิ่งนานจนร้อยดาวผิดสังเกต
“มีอะไรหรือคะ ?”
ดำรงทรุดลงนั่งที่เก้าอี้ เขาเอาเครื่องเพชรกลับใส่กล่องดังเดิมแล้วยื่นให้ร้อยดาว
ดำรงพูดห้วนๆ “เอาไป แล้วออกไปซะ”
ร้อยดาวรับไว้ด้วยความแปลกใจที่ดำรงเปลี่ยนใจกะทันหัน ดำรงหยิบกระดิ่งขึ้นมาสั่นเรียกดาหลาดังระรัว ดาหลาเปิดประตูเข้าห้องมา
“ธุระฉันมีแค่นี้ แม่ดาหลาพากลับไปได้ ฉันอยากพักผ่อน”
ดาหลาประคองร้อยดาวออกจากห้องดำรงไปอย่างงุนงง
 
ดำรงมองตามหลังร้อยดาวด้วยความสงสัยว่าเธอเป็นใครกันแน่

ดาหลาประคองร้อยดาวเพื่อพากลับห้องปกรณ์

“ช่วงนี้ร่างกายคุณท่านอ่อนเพลียง่าย ไม่ค่อยมีแรง ต้องรับประทานยาบำรุงของคุณเต็มเดือนอยู่เสมอๆ แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น คุณหนูอย่าน้อยใจคุณท่านเลยนะคะ”
“ฉันคงคิดมากไปเอง... อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่คุณท่านยอมรับว่าฉันเป็นหลาน อนุญาตให้ฉันเรียกท่านว่าปู่...”
ร้อยดาวกอดกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินด้วยความดีใจที่ดำรงยอมรับว่าเป็นหลาน ดาหลากับร้อยดาวเดินผ่านไป เต็มเดือนแอบได้ยินก็ยิ่งระแวงว่าดำรงอาจทำพินัยกรรมยกสมบัติให้ร้อยดาว

เต็มเดือนลอบเข้ามาภายในห้องดำรง เธอรื้อตามลิ้นชัก ตู้เก็บเอกสารต่างๆ เพื่อหาพินัยกรรมแต่ก็ไม่พบ เต็มเดือนเหลือบไปยังเตียงของดำรงแล้วก็เอะใจว่าบางทีพินัยกรรมอาจจะซ่อนอยู่บนนั้น เต็มเดือนรื้อที่ใต้หมอนก็เห็นซองสีน้ำตาล เธอรีบเปิดออกดูก็พบว่าเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับด้วยลายมือดำรง
เต็มเดือนเห็นข้อความในพินัยกรรมระบุว่า... “ข้าพเจ้าขอทำพินัยกรรมว่าเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่ความตายแล้ว ให้บ้านบดินทร์ธรรวมถึงทรัพย์สินทั้งหมดของข้าพเจ้าตกแก่นางเต็มเดือน บดินทร์ธร ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของลูกชายข้าพเจ้า”
เต็มเดือนถึงกับตาลุกวาวด้วยความดีใจ
เสียงดำรงดังขึ้น “ทำอะไรน่ะ แม่เต็มเดือน”
เต็มเดือนสะดุ้ง เธอรีบเอาพินัยกรรมเก็บใส่ซองเอกสารแล้วรีบเสียบไว้ใต้หมอนตามเดิม ดำรงยืนอยู่ข้างหลังเต็มเดือน
“ผ้าปูที่นอนเก่าแล้ว เต็มว่าจะเย็บผืนใหม่มาเปลี่ยนให้คุณพ่อน่ะค่ะ” เต็มเดือนบอก
“ไม่ต้องมาเอาอกเอาใจฉันขนาดนั้นก็ได้ กลัวว่าหล่อนจะไม่ได้สมบัติจากฉันหรือไง”
“ทรัพย์สินเงินทองล้วนเป็นของมายา เต็มไม่ห่วงหรอกค่ะ ห่วงเรื่องสุขภาพพลานามัยของคุณพ่อมากกว่า เดี๋ยวเต็มไปต้มยาบำรุงมาให้คุณพ่อนะคะ” เต็มเดือนบอก
เต็มเดือนสีหน้าระรื่นออกจากห้องดำรงไปด้วยความสบายใจที่รู้ว่าสมบัติในส่วนของดำรงจะเป็นของตน ดำรงมองตามหลังเต็มเดือนอย่างรู้ทัน

เต็มเดือนป้อนข้าวให้ร้อยดาว
“พรุ่งนี้หนูก็จะเข้าพิธีหมั้นกับคุณชายสิบทิศแล้ว การหมั้นหมายเปรียบเสมือนการแสดงความจริงใจของฝ่ายชายว่าจะแต่งงานครองรักมั่นคงอยู่ด้วยกันไปจนแก่จนเฒ่า… อีกหน่อยย้ายไปอยู่ที่เวฬุมาศแล้ว ฉันคงไม่มีโอกาสได้ป้อนข้าวป้อนน้ำหนูแบบนี้อีก”
“คุณเต็มเดือนมีพระคุณกับดิฉันมาก ดิฉันจะไม่มีวันลืมเลยค่ะ” ร้อยดาวบอก
เต็มเดือนเหลือบเห็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มวางอยู่ที่หัวนอนของร้อยดาว
“ที่หัวเตียงนั่น กล่องอะไรหรือจ๊ะ ?”
เต็มเดือนถือวิสาสะหยิบกล่องกำมะหยี่นั้นมาอย่างเบามือเพื่อไม่ให้ร้อยดาวรู้
เต็มเดือนเปิดกล่องออกก็เห็นชุดเครื่องเพชรของการะเกด เธอถึงกับตาลุกวาว
ร้อยดาวพูด “อ้อ... กล่องเครื่องเพชรของคุณย่าการะเกดค่ะ คุณปู่ยกให้ดิฉันเอาไว้ใส่ในพิธีหมั้น”
“อย่างนั้นหรือจ๊ะ”
เต็มเดือนค่อยๆปิดอย่างเบามือด้วยความอิจฉาก่อนวางไว้ที่เดิม
“คุณปู่บอกว่าเครื่องเพชรชุดนี้สวยมาก น่าเสียดายที่ดิฉันมองไม่เห็น” ร้อยดาวบอก
“ใช่จ้ะ... เครื่องเพชรชุดนี้น้ำงามมากจริงๆ เก็บรักษาเอาไว้ให้ดีล่ะ”
เต็มเดือนยิ้มกัดฟันแน่น เธอจ้องร้อยดาวตาเขม็งด้วยความริษยาก่อนจะกำชายกระโปรงตัวเองแน่น

เต็มเดือนกลับมาที่ห้องด้วยหน้าตาบูดบึ้ง เธอตบโต๊ะปัง
เต็มเดือนนึกถึงตอนที่เปิดกล่องกำมะหยี่เห็นเครื่องเพชรของการะเกด
“ในเมื่อสมบัติพัสถานทั้งหมดในบดินทร์ธรเป็นของฉัน เครื่องเพชรชุดนั้นมันก็ต้องเป็นของฉันสิ คุณพ่อมีสิทธิ์อะไรยกให้คนอื่น”
เต็มเดือนกำมือแน่น แววตาโกรธแค้นด้วยความเสียดายเครื่องเพชรของการะเกดสุดๆ
“อยากตามไปอยู่กับลูกกับเมียในปรโลกเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ...คุณพ่อ?”
เต็มเดือนจ้องไปยังรูปครอบครัวของดำรงที่ถ่ายกับปกรณ์และการะเกดตาเขม็ง

ดำรงนอนไม่หลับ เขาครุ่นคิดถึงแต่เรื่องร้อยดาว
ภาพตอนที่ดำรงจะสวมสร้อยให้ ร้อยดาวรวบผม เผยให้เห็น ปานแดงที่หลังต้นคอของร้อยดาวย้อนกลับมา
ดำรงส่ายหน้า คิ้วขมวดเข้าหากัน
ภาพในอดีตตอนที่ดำรงเห่อหลาน อุ้มร้อยดาวตอนแบเบาะซึ่งที่ต้นคอไม่มีปานแดงย้อนกลับมา
“ถ้าไม่ใช่... หล่อนเป็นใครกันแน่ ?”
ดำรงคิดไม่ตกว่าหญิงสาวที่แอบอางว่าเป็นร้อยดาวแท้จริงแล้วคือใคร

ร้อยดาวที่อยู่ในชุดนอนออกมารับลมที่ระเบียงห้อง เธอครุ่นคิดถึงเรื่องระหว่างตัวเองกับสิบทิศด้วยความสับสน
ภาพเหตุการณ์ที่สิบทิศอธิบายตอนที่พารัตนากรมาสู่ขอร้อยดาวย้อนกลับมา
“ฟังให้ดีนะร้อยดาว ! ที่ฉันยอมบากหน้ามาขอเธอแต่งงานถึงบดินทร์ธรไม่ใช่เพราะความรัก หรือความเสน่หาหรอกนะ แต่ฉันต้องทำตามหน้าที่ของหลาน เพื่อให้ท่านป้าสบายพระทัยเป็นครั้งสุดท้ายก็เท่านั้น”
ภาพตอนที่สิบทิศพูดกับร้อยดาวในสวนดอกไม้ที่เวฬุมาศย้อนกลับมา
“ถึงแม้ว่าเธอกับฉันจะแค่เล่นละครตบตา แต่ก็ต้องทำให้แนบเนียนที่สุด ไม่เช่นนั้น ท่านป้าจะทรงจับได้ ฉันไม่อยากให้ท่านป้าต้องเสียพระทัย”
ภาพตอนที่สิบทิศยืนยันว่าจะแต่งงานกับร้อยดาวทั้งๆที่ตาบอด
“ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเวฬุมาศกับบดินทร์ธรกำลังจะกลับมาแน่นแฟ้นกันอีกครั้ง ฉันไม่อยากจะทำให้เสียบรรยากาศ”
“ถึงแม้ว่าคุณชายจะต้องฝืนใจนะหรือคะ ?”
“ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีใครบังคับคนอย่างฉันได้”
ร้อยดาวปักใจเชื่อว่าสิบทิศแต่งงานกับตนเพื่อทำตามหน้าที่เท่านั้น
“หมดหน้าที่เมื่อไร ฉันจะไปจากชีวิตคุณชายเอง”
ดาหลาเคาะประตูขัดจังหวะแล้วเข้าห้องมาหาร้อยดาว เธอมองท้องฟ้าแล้วบรรยายให้ร้อยดาวฟังดวงดาวเต็มท้องฟ้าดาวนายพราน 7 ดวงเจิดจรัสเด่นกว่าดวงอื่นๆ
“คืนนี้ท้องฟ้าเปิด เห็นดวงดาวส่องประกายระยิบระยับเต็มท้องฟ้า โดยเฉพาะดาวนายพรานที่ดูจะสุกสว่างเด่นกว่าเพื่อน”
ร้อยดาวสะกิดใจที่ดาหลาพูดว่าดาวนายพรานสุกสว่างกว่าเพื่อน
“คุณหนูควรนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นมาเตรียมตัวเข้าพิธีแต่เช้า” ดาหลาบอก
“ฉันพยายามข่มตานอนแต่ก็ไม่หลับ จิตใจมันว้าวุ่นยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก” ร้อยดาวพูด
“คุณหนูลองแผ่เมตตาดูไหมคะ เผื่อว่าจิตใจจะได้สบายขึ้น ?”
“นอนไม่หลับ แผ่เมตตาช่วยได้ด้วยหรือ ?”
“การแผ่เมตตาคือการตั้งจิตปรารถนาขอให้ผู้อื่นหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข พ้นความทุกข์ทั้งปวง การปรารถนาดีต่อผู้อื่น ทำให้จิตใจของเราเองก็พลอยเปี่ยมสุขไปด้วย รู้สึกเยือกเย็นสบายเป็นปกติ ไม่กระสับกระส่ายฟุ้งซ่าน เป็นสุขทั้งยามหลับและยามตื่น”
“จำได้ว่าตอนอยู่ที่อังกฤษคุณแม่จันทร์ฉายก็เคยสอนให้ฉันสวดแผ่เมตตาอยู่เสมอ แต่ก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ทำไมเธอถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีจัง”
“ดิฉันต้องอ่านหนังสือธรรมะให้คุณท่านฟังก่อนนอนทุกคืนค่ะเลยจำได้”

ดาหลาพาร้อยดาวมานั่งที่เตียงแล้วเอนตัวลงนอน

ท้องฟ้ามืดมิด กลุ่มดาวนายพรานสุกสว่างเจิดจรัสบนท้องฟ้า
 
ดาวนายพรานทั้ง 7 ดวงสาดแสงลงมาบนเนินดินที่เป็นหลุมศพของเวียงแก้ว บริเวณหลุมศพเวียงแก้วมีควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาจากจุดนั้นจุดนี้เหมือนรั่วขึ้นมาจากหลุม แสงเรืองสว่างวาบขึ้นมาจากใต้หลุมศพ
มือเวียงแก้วที่เน่าเฟะโผล่ขึ้นมาจากหลุมศพ ก่อนค่อยๆชำแรกขึ้นมาจากพื้นดินอย่างช้าๆ ผีเวียงแก้วในสภาพเน่าเฟะคลานขึ้นมาจากหลุมศพอย่างน่าสยดสยองมาก ผีเวียงแก้วหัวเราะลั่น แล้วพุ่งกระโจนเข้าไปหาร้อยดาว

ร้อยดาวสะดุ้งตื่นจากฝันแล้วหายใจหอบถี่ๆ
“ฝันบ้าๆ !”
ร้อยดาวคิดถึงเหตุการณ์ที่เวียงแก้วเคยมาบอก
“แกยังรู้จักฉันน้อยไป ฉันยังร้ายได้มากกว่านี้อีก ! รอให้กลุ่มดาวนายพรานเจิดจรัสบนฟากฟ้าเมื่อไร แล้วแกจะได้เห็นความร้ายกาจที่แท้จริงของฉัน”
ร้อยดาวพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัว ร้อยดาวนึกถึงคำแนะนำของดาหลา
“คุณหนูลองแผ่เมตตาดูไหมคะ เผื่อว่าจิตใจจะได้สบายขึ้น ?”
ร้อยดาวลุกขึ้นนั่งกราบหมอนแล้วลองสวดแผ่เมตตา
“สัพเพสัตตา สัพเพ สัตตา... สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมด ทั้งสิ้น”
ผ้าม่านที่หน้าต่างเริ่มปลิวด้วยแรงลมที่พัดกระพือวูบเข้ามา
“อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย”
เวียงแก้วค่อยๆยื่นหน้าอันเน่าเฟะเข้ามาหาร้อยดาวช้าๆ ร้อยดาวย่นจมูกเพราะได้กลิ่นเหม็นเน่าอยู่ใกล้ๆ
“อัพยาปัชฌา โหนตุ...”
ทันใดนั้น ผีเวียงแก้วก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าร้อยดาวที่นั่งพนมมืออยู่ต่อหน้า
ร้อยดาวรู้สึกถึงหยดน้ำเลือดน้ำเหลืองจากผีเวียงแก้วที่หยดใส่ปลายจมูก
เวียงแก้วหัวเราะในลำคอ “หึ...หึ...หึ...”
ร้อยดาวตกใจจนสะดุ้งวาบ เธอจะมองแต่ก็มองไม่เห็นจึงไม่รู้ว่าตัวเองหูฝาดหรือไม่กันแน่ ร้อยดาวยังแผ่เมตตาต่อไป
“จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย”
เวียงแก้วตะคอก “หนวกหู !!! หยุดสวดชุ่ยๆได้แล้ว !”
ร้อยดาวสะดุ้งเฮือกเพราะจำเสียงเวียงแก้วได้ไม่ลืม
“คุณแม่เวียงแก้ว !”
“ยังดี ! ที่แกยังจำฉันได้ นังลูกทรพี !”
“ทำไมคุณแม่ถึงยัง”
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น อุตส่าห์ดิ้นรนขวนขวาย ขอร้องให้ปู่แกเอาศพฉันไปเผา นึกเหรอว่าจะขับไล่ไสส่งวิญญาณฉันไปที่อื่นได้ ห๊ะ !”
“คุณแม่ขา...อย่าเข้าใจหนูผิด...หนูแค่...”
ผีเวียงแก้วเข้าไปบีบปากร้อยดาวที่ตัวสั่นสะท้านด้วยความตระหนก
“หุบปาก ! ไม่ต้องมาแก้ตัว ฉันไม่ฟังอะไรแกทั้งนั้น !”
เวียงแก้วสะบัดหน้าร้อยดาวอย่างแรงก่อนจะฟุบลงกับที่นอน
“ฉันแค่อยากจะมาเตือนแก อย่ามาแส่เรื่องของฉันอีก... ความแค้นของฉัน หากยังไม่ได้ชำระสะสาง ชาตินี้ฉันก็ยังตายตาไม่หลับ”
“คุณแม่จะทำอะไร ? ใครคะที่คุณแม่ต้องการจะชำระแค้น ?”
เวียงแก้วกรีดเสียงหัวเราะลั่น
“พ่อปกรณ์ของแกมีเมียกี่คนกันนะ คนไหนดีล่ะ ที่ฉันจะคิดบัญชีก่อนดีแกช่วยฉันเลือกหน่อยสิ... ร้อยดาวลูกแม่...”
“ไม่นะคะ... คุณแม่อย่าทำอะไรพวกเธอเลยนะคะ...หนูขอ”
“ถ้าลูกขอ แม่ก็จะให้... ถือว่าเป็นของรับขวัญวันหมั้นของแกกับคุณชายแห่งเวฬุมาศก็แล้วกัน...ฉันจะยังไม่ทำอะไรพวกมันสามคนในตอนนี้ แต่กับอ้ายอีคนอื่น ฉันไม่รับปาก”
ผีเวียงแก้วสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งไปทางเวียงร้อยดาว
 
โดยที่เสียงหัวเราะยังคงดังก้องร้อยดาวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดผวาต่อการกลับมาของเวียงแก้ว

เช้าวันใหม่ บ้านบดินทรครึกครื้นไปด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมงานหมั้น
 
สิบทิศบรรจงสวมแหวนหมั้นที่นิ้วนางของร้อยดาว ร้อยดาวก้มลงกราบสิบทิศ สิบทิศรับไหว้ สิบทิศกับร้อยดาวกราบดำรงกับรัตนากรเพื่อรับพรจากผู้ใหญ่ สร้อยฟ้าที่นั่งข้างๆจงจิตซุบซิบนินทาเบาๆ
“วาสนาของอีบอดแท้ๆ... สัญชาติกาแต่อุตส่าห์ได้ร่วมวงศ์สังคญาติกับหงส์ วันไหนพลัดตกลงมาจากคอนเถอะ จะกระทืบให้จมดินเชียว”
เต็มเดือนหันมาปราม “พูดจาให้สมกับเป็นสะใภ้บดินทร์ธรหน่อย แม่สร้อยฟ้า อย่าเอานิสัยเดิมที่สำเพ็งมาใช้”
จงจิตลอยหน้าจนน่าหมั้นไส้ “เขาถึงว่าไง... สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”
สร้อยฟ้าหันมามองจงจิตตาเขียว ทันใดนั้นสร้อยฟ้าก็เห็นใบหน้าจงจิตเป็นหน้าผีเวียงแก้วเน่าเฟะแทน
สร้อยฟ้าใจหายวาบ “แก !”
ผีเวียงแก้วหันมาอย่างช้าๆ พร้อมกับแสยะยิ้มให้สร้อยฟ้า สร้อยฟ้าตบผีเวียงแก้วจนหน้าหัน และผลักกระเด็นด้วยความขยะแขยงสุดแรง ร่างผีเวียงแก้วกลับเป็นร่างจงจิตที่ถูกตบและผลักกระเด็นกับพื้น
จงจิตร้อง “อ๊าย !!”
ทุกคนหันมามองสร้อยฟ้าที่ผุดลุกขึ้นยืนเป็นตาเดียวกัน
“แกตบหน้าฉันทำไม ห๊า อีช็อกการี !”
สร้อยฟ้าเหงื่อผุดเต็มหน้า เมื่อเห็นจงจิตกลับคืนเหมือนเดิมก็ตกใจ แขกเหรื่อมองกันเลิ่กลั่กไปหมด
“ฉัน... ฉันเห็น...”
ดำรงข่มความโกรธ “แม่สร้อยฟ้า นั่งลง ! เดี๋ยวนี้”
แขกเหรื่อในงานต่างซุบซิบนินทา ส่ายหน้าเบ้ปากเมื่อรู้ว่าสร้อยฟ้าเคยเป็นอะไรมาก่อน สร้อยฟ้าค่อยๆนั่งลงที่เดิมโดยที่ใจยังเต้นไม่เป็นส่ำ เธอทั้งกลัว ทั้งอายที่เป็นตัวตลก
ดำรงพูดกับรัตนากร “ขอประทานอภัย ฝ่าบาท ! คนของกระหม่อมเอะอะมะเทิ่งไปหน่อย อย่าได้ทรงถือสา”
“ไม่เป็นไร วันนี้เป็นวันมงคลของหลานเราทั้งสอง อย่าหัวเสียเลยดีกว่า” รัตนากรพูดกับสิบทิศ “เอ้า ! นั่งทำตาปริบๆอยู่ได้ หอมรับขวัญหนูร้อยดาวเข้าสิ”
สิบทิศสูดลมหายใจรวบรวมความกล้าก่อนจะค่อยๆ จูบที่มือร้อยดาวเบาๆ ร้อยดาวหน้าแดง แขกเหรื่อยิ้มยินดียกเว้นมารุตกับปรมัตถ์ที่มองด้วยความเสียดาย
จงจิตเขม่นสร้อยฟ้าและอยากจะเข้าไปตบคืน เต็มเดือนจ้องหน้าจงจิตเป็นทำนองปรามเอาไว้ สร้อยฟ้ามองรอบๆ ตัวอย่างหวาดๆ หนาวๆร้อนๆ เพราะไม่แน่ใจว่าตาฝาดหรือเห็นจริงกันแน่ สร้อยฟ้าเห็นเวียงแก้วนั่งแสยะยิ้มอยู่ที่ด้านหลังของดารกา สร้อยฟ้าตาเบิกโพลง อ้าปากค้าง จนต้องเอามือรีบปิดปากตัวเองเอาไว้ สร้อยฟ้ารีบลุกพรวดพราดออกไป

สร้อยฟ้ามาแอบยืนใจเต้นที่มุมหนึ่งในที่ลับตาคน
“เป็นไปไม่ได้ !”
เต็มเดือนกับจงจิตเดินตามออกมาหวังจะด่าสร้อยฟ้า
“แขกเหรื่อเต็มไปหมด เธอยังกล้า ! ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน”
สร้อยฟ้าเสียงสั่น “น้องเห็นมันค่ะ คุณพี่”
“ตบหน้าฉันกรามแทบค้าง เห็นบ้าเห็นบออะไร” จงจิตว่า
“ผีอีเวียงแก้ว !” สร้อยฟ้าบอก
เต็มเดือนกับจงจิตชะงักกึก
“เลิกพูดชื่อนี้เสียที !!! ไม่มีวันที่เวียงแก้วจะกลับมาได้อีก” เต็มเดือนบอก
“หล่อนเห็นจริงๆน่ะเหรอ ?” จงจิตว่า
สร้อยฟ้าพยักหน้าเพราะมั่นใจว่าตาตัวเองไม่ได้ฝาดแน่ จงจิตเห็นท่าทีของสร้อยฟ้าแล้วก็ถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีเพราะเชื่อว่าสร้อยฟ้าไม่ได้โกหกแน่
“ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่าพูดถึงชื่อนี้ให้ฉันได้ยินอีก ถ้าไม่เชื่อ อย่าหาว่าฉันใจดำ”
เต็มเดือนยื่นคำขาดกับสร้อยฟ้าและจงจิตและจ้องตาจนดูน่ากลัว

น่านฟ้ากึ่งจูงกึ่งลากมารุตเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับสิบทิศและร้อยดาว
“ดีใจด้วยนะคะ ในที่สุดพี่ร้อยดาวก็ได้เป็นพี่สาวของหญิงจริงๆเสียทีคราวนี้พี่ชายก็จะบังคับขู่เข็ญหญิงตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว” น่านฟ้าบอก
ร้อยดาวยิ้มบางๆ และพนักหน้าเนือยๆ เพราะรู้ดีว่าแค่งานหมั้นหลอกๆเท่านั้น
“ก็แค่คู่หมั้น จะได้แต่งกันหรือเปล่ายังไม่รู้เลย” มารุตบอก
น่านฟ้าเอาศอกถองมารุตจนเขาจุกพูดไม่ออก
น่านฟ้าพูดเองเออเองกับมารุต “ว่าอะไรนะจ๊ะ...มาร์ค หิวแล้วเหรอ” น่านฟ้าพูดกับร้อยดาว “หญิงขอตัวพาตาบ๊องไปหาอะไรรับประทานก่อนนะคะ ปากจะได้ไม่ว่าง... เชิญค่ะ คุณมาร์ค”
น่านฟ้าหยิกแขนมารุตแล้วลากออกไป
“ท่าทางเพื่อนของคุณ คงไม่ค่อยยินดีสักเท่าไร”
“มาร์คเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของดิฉันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลที่อังกฤษ เป็นคนที่ดิฉันมั่นใจว่าจะอยู่เคียงข้างเสมอ ไม่มีวันทอดทิ้งกัน คอยหยอกล้อเล่นหัวในยามสุข เเละกอดคอร้องไห้ในยามเศร้า”
สิบทิศมองหน้าร้อยดาวด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าร้อยดาวมีใจให้มารุตเกินคำว่าเพื่อน
“หมดหน้าที่เมื่อไร ฉันจะรีบคืนอิสระให้เธอทันที” สิบทิศบอก
สิบทิศพูดจบก็เดินงอนจากไปปล่อยให้ร้อยดาวยืนงงอยู่คนเดียว ปรมัตถ์จับมือร้อยดาวขึ้นมารับกล่องของขวัญที่ตนเอามาให้ ร้อยดาวแปลกใจว่าเป็นใคร
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณหนู...”
“นายปรมัตถ์”

ร้อยดาวยิ้มเพราะจำเสียงได้ว่าเป็นใคร
 
อ่านต่อหน้า 2

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 11 (ต่อ)

ร้อยดาวเดินคุยกับปรมัตถ์ในสวนร่มรื่นและมีผีเสื้อโบยบิน

“หากคุณดิลกกับคุณจันทร์ฉายยังมีชีวิตอยู่ คงดีใจที่คุณหนูได้หมั้นหมายกับผู้ชายที่ดีพร้อมสมบูรณ์แบบอย่างคุณชายสิบทิศ”
ร้อยดาวฝืนยิ้มแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนายล่ะ ? เจอคนที่ถูกใจแล้วหรือยัง ?”
ปรมัตถ์มองหน้าร้อยดาวแล้วอยากจะบอกว่าคนที่ถูกใจก็คือคุณหนูนั่นแหละ
ร้อยดาวตกใจ “อย่าบอกนะว่า นายชอบ...”
ปรมัตถ์ตกใจเพราะคิดว่าร้อยดาวรู้ว่าเขาแอบชอบ
ร้อยดาวยิ้มออกมา “นายชอบดาหลาใช่ไหม ?”
ปรมัตถ์โล่งใจ “คนไม่เอาไหนอย่างผม ไม่มีใครสนใจหรอกครับ ผมเบื่อหน่ายที่จะวิ่งตามหาความรักแล้ว อยากจะหยุดเสียที”
“ตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่ฉันวิ่งไล่จับผีเสื้อ มันจะยิ่งบินหนีจากเราไป ยิ่งพยายามวิ่งไล่เท่าไรเราก็ยิ่งผิดหวังไปเรื่อยๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่เรานั่งลงเงียบๆ ผีเสื้อแสนสวยจะโบยบินมาอยู่รอบๆตัวเราเสมอ ความรักก็เป็นอย่างนั้นแหละ... สู้อยู่เฉยๆปล่อยให้ความรักมาหาเราเองดีกว่า”
พอร้อยดาวพูดจบ ปรมัตถ์ก็เห็นผีเสื้อตัวเล็กๆบินมาเกาะที่บ่าของร้อยดาว โดยที่ร้อยดาวไม่รู้ตัว ปรมัตถ์ค่อยยิ้มออกเพราะเห็นจริงตามที่ร้อยดาวพูด
ทันใดนั้น ดารกาก็ปรี่เข้ามาตบหน้าร้อยดาวฉาดใหญ่
“นังร้อยดาว ! แกมันหน้าซื่อใจร่าน สันดานชั่วเหมือนแม่แกไม่มีผิดหมั้นกับคุณชายสิบทิศอยู่หยกๆ ยังระรี้ระริกให้ท่าพี่ปรมัตถ์อีก อีสิ้นคิด สันดานชอบแย่งของรักของคนอื่น”
ปรมัตถ์เข้ามาห้ามเพื่อปกป้องร้อยดาว ไม่ให้ดารกาเข้าไปซ้ำ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะครับ คุณหนู”
“ปล่อยดา ! ดาจะไปตบมัน ดูซิ หน้าด้านๆของมันยังพอมียางหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า”
สิบทิศได้ยินเสียงเอะอะก็รีบเข้ามาดูร้อยดาวด้วยความเป็นห่วง สิบทิศโกรธที่ร้อยดาวถูกทำร้าย
สิบทิศพูดกับดารกา “ทำอะไรของคุณ เป็นบ้าไปแล้วหรือไง”
“นังตัวดีของคุณชายต่างหากล่ะคะที่บ้า ! บ้าผู้ชาย” ดารกาว่า
แขกเหรื่อด้านนอกที่ได้ยินเสียงโวยวายของการกาเริ่มหันมามอง
“คุณหนู ผมบอกให้หยุด ! อายคนอื่นเขาบ้าง” ปรมัตถ์เตือน
“ดาไม่หยุด ! ดาจะป่าวประกาศให้รู้กันทั้งงานว่านังร้อยดาวมันร่านขนาดไหน เสน่ห์นังนี่ มันคงจะเลี่ยมทองสิท่า ใครๆถึงได้หลงมันนัก”
สิบทิศพูดกับปรมัตถ์ “พาดารกาไปสงบสติอารมณ์ที่อื่น ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน” ปรมัตถ์พูดกับร้อยดาว “ผมต้องขอโทษแทนคุณหนูดารกาด้วยครับที่ก่อเรื่อง” ปรมัตถ์หันมาทางดารกา “ส่วนคุณหนู...ตามผมมาทางนี้ !”
ปรมัตถ์จับข้อมือดารกาแน่นแล้วกระชากไปอีกทาง สิบทิศมองร้อยดาวที่ถูกตบแก้มแดงเป็นปื้นด้วยความสงสาร

ปรมัตถ์ลากดารกามายังอีกมุมหนึ่งที่ปลอดคน
“ดาเจ็บนะ พี่ปรมัตถ์ ! ปล่อยดาเดี๋ยวนี้นะ”
“คิดว่าผมอยากถูกเนื้อต้องตัวคุณหนูมากนักหรือไง แม้แต่หน้าผมยังไม่อยากมองด้วยซ้ำ”
“ในสายตาพี่ปรมัตถ์ ดาน่ารังเกียจนักหรือ อีนังร้อยดาวมันมีดีอะไร พี่ถึงได้หลงเสน่ห์มันนัก ดาสวยสู้มันไม่ได้ตรงไหน บอกดามาสิ” ดารกาว่า
ดารกาพูดทั้งน้ำตา เธอทั้งร้องไห้ ทั้งโกรธจึงทุบอกปรมัตถ์เหมือนคนคลุ้มคลั่ง
“เสน่ห์ของคนมันไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตาเสมอไปหรอกนะครับ ผมชอบคุณหนูร้อยดาวที่ความอ่อนโยน อยู่ใกล้แล้วมีความสุข คอยปลอบใจให้หายว้าวุ่น ไม่ใช่คอยสร้างความปั่นป่วนเร่าร้อน จ้องแต่จะคิดร้ายกับคนอื่นเหมือนใครบางคน”
“นังร้อยดาวนั่นแหละตัวดี มันคอยจ้องหาโอกาสเล่นงานดาอยู่...ดารู้”
“ไฟแห่งความโกรธเกลียดที่คุคั่งอยู่ในใจคุณหนูต่างหากที่กำลังทำร้ายตัวเองอยู่ ไม่มีใครทำให้เราเจ็บปวดได้ มากเท่ากับความคิดของตัวเราเองหรอกนะครับ”
ดารกามีท่าทีอ่อนลงจนน่าสงสาร เธอไม่เคยฟังใครนอกจากปรมัตถ์คนเดียว
“ดาขอโทษ... ดาจะเชื่อฟังพี่ปรมัตถ์ทุกอย่าง... ขออย่างเดียว... อย่างเดียวเท่านั้น... พี่ปรมัตถ์แต่งงานกับดาได้ไหมคะ ? นะคะ ?”
ดารกาจับมือปรมัตถ์อย่างอ้อนวอน ปรมัตถ์ค่อยๆชักมือออก
“เลิกคิดเรื่องนี้เสียทีเถอะครับคุณหนู เรื่องระหว่างเรามันไม่มีทางเป็นไปได้”
“ทำไมล่ะคะ ? หรือว่าเรื่องสินสอดทองหมั้น... ถ้าพี่ปรมัตถ์ยังไม่มี ไม่เป็นไรค่ะ ดาจะไปขอคุณแม่ให้เอง”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ”
ดารกาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเรื่องอะไร ?
ปรมัตถ์อ้ำอึ้ง “ผม...ไม่ได้รักคุณหนู...ขอโทษด้วยครับ”
ปรมัตถ์ตัดสินใจบอกความจริงทั้งๆที่รู้ว่าดารกาจะเจ็บปวดเพื่อไม่ให้ดารกามีความหวังอีกต่อไป ปรมัตถ์เดินจากไป ดารกายืนหน้าชาอยู่คนเดียว เธอจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก

แก้มร้อยดาวแดงบวมเป็นปื้น สิบทิศเอาน้ำแข็งห่อผ้าประคบเย็นให้ ร้อยดาวสะดุ้งด้วยความเย็นจากน้ำแข็ง
“ขนาดเธอมองไม่เห็น ดารกายังทำรุนแรงถึงขนาดนี้ ฉันจะไปเรียนให้ท่านทราบ จะได้กำราบเสียบ้าง”
“ช่างเถอะค่ะ คุณชาย ! ยังดีที่เป็นรอยแค่ข้างเดียว ถ้าถูกตบทั้งสองข้าง มีหวัง หน้าฉันต้องแดงเป็นก้นลิงแน่ๆ” ร้อยดาวหัวเราะ
สิบทิศดุ “ยังจะหน้าเป็นอยู่อีก ! ถูกเขาเล่นงานขนาดนี้ ไม่เป็นเดือดเป็นแค้นบ้างเลยหรือไง”
“คนอื่นทำร้ายเราได้แค่ครั้งเดียวคือตอนทำ ถ้าไม่ผูกใจเจ็บซ้ำ สักพักเดี๋ยวก็หาย ถูกตบเสียบ้าง เลือดจะได้ไหลเวียนดี จริงไหมคะ คุณหมอ”
สิบทิศส่ายหน้ากับความทะเล้นของร้อยดาว แต่ก็คลายความขุ่นมัวลง
“มัวนิ่งเป็นพระอิฐพระปูนอยู่แบบนี้ ยิ่งยอม ดารกาถึงยิ่งได้ใจ”
สิบทิศมองไปยังรูปของจันทร์ฉายซึ่งยิ้มละไมที่หัวนอน
“คุณแม่จันทร์ฉายสอนให้ฉันรู้จักการให้อภัย เป็นการเอาชนะใจตนเองด้วยความดี หยุดการจองเวร ไม่สานต่อความเคียดแค้นชิงชัง การให้อภัยจึงเหมือนกับการปลดปล่อยนักโทษออกจากที่คุมขัง และนักโทษผู้นั้นก็คือตัวเรานั่นเอง”
เสียงเวียงแก้วดังขึ้น “นังหน้าโง่ ! โง่เหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูก”
ทันใดนั้น ลมแรงก็พัดกรรโชกเข้ามาในห้องวูบหนึ่ง ผ้าม่านปลิวตามแรงลม ทุกสิ่งในห้องเหมือนถูกหยุดให้อยู่กับที่ ผ้าม่านลอยคว้างในอากาศ นาฬิกาหยุดเดิน ยกเว้นร้อยดาว
ร้อยดาวหูอื้อคล้ายอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ หมอกสีดำลอยกรุ่นไปทั้งห้องจนร้อยดาวหนาวยะเยือก
“คุณชายคะ... คุณชาย”

สิบทิศนิ่งขึงเป็นรูปปั้น มือเน่าเฟะของเวียงแก้วโผล่มาจากไอหมอกสีดำที่ลอยอยู่ แล้วกระชากร้อยดาวไปอีกมิติ

ร้อยดาวถูกเหวี่ยงลงกับพื้น ณ ที่ที่ไม่รู้ว่าที่ไหน เวลาอะไร ทุกอย่างดูมืดมนอนธการไปหมด
 
ร้อยดาวคลำสะเปะสะปะเพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ข้าวของในห้องปกรณ์มลายหายไปหมด
“คุณชายคะ ?”
ไม่มีเสียงตอบ ร้อยดาวเริ่มใจคอไม่ค่อยดีเพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่
“มีใครอยู่แถวนี้บ้าง ?”
เวียงแก้วปรากฏตัวขึ้นด้วยความกราดเกรี้ยว รัศมีสีดำแห่งมิจฉาทิฐิแผ่ซ่านไปทั้งตัว
“ที่นี่ไม่มีใครทั้งนั้น นอกจากแกกับฉัน นังร้อยดาว”
ร้อยดาวเลิ่กลั่กและหวาดระแวง เพราะไม่รู้ว่าเวียงแก้วอยู่ทิศไหนกันแน่
“คุณแม่เวียงแก้ว !!”
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าว่าแม่ ! แกไม่ใช่ลูกฉัน”
ร้อยดาวสะดุ้งเฮือก ใจหายวาบ เธอคิดในใจว่าหรือว่าเวียงแก้วจะรู้ความจริงแล้ว
“คงถูกแม่จันทร์ฉายล้างสมองตั้งแต่เด็กสินะ แกถึงได้มีความคิดโง่ๆ ยัดอยู่ในหัว”
เวียงแก้วเอานิ้วจิกไปที่หัวของร้อยดาว
“จำเอาไว้ ! มีแต่คนที่อ่อนแอและพ่ายแพ้เท่านั้นที่จะยอมยกโทษให้ศัตรู”
“คนเข้มแข็งต่างหากล่ะคะที่รู้จักการให้อภัย คนอ่อนแอไม่มีวันจะทำได้” ร้อยดาวบอก
“แกไม่ใช่ฉัน จะพูดพล่อยๆอย่างไรก็พูดได้ ลองแกมาเป็นฉันสิ ดูซิ น้ำหน้าอย่างแกจะทนได้สักกี่น้ำ”
ร้อยดาวตาเบิกโพลง แล้วซูมอินไปยังกระจกตาของร้อยดาวเห็นภาพสะท้อนของซีนต่อไป

เหตุการณ์ในอดีต เวียงแก้วอุ้มร้อยดาวซึ่งถูกสร้อยฟ้าสาดน้ำโครมไล่อย่างกับหมูอย่างกับหมา
“ไปให้พ้นนะ ! คนอย่างแกเหยียบที่ไหนก็เป็นเสนียดจัญไรที่นั่น” สร้อยฟ้าไล่
ทารกร้อยดาวร้องไห้จ้าในสภาพตัวเปียกปอนทั้งแม่ทั้งลูก
“ขอทีเถอะนะจ๊ะ นายจ๋า.. สงสารหลานคุณบ้างเถอะ ร้องจ้าใหญ่แล้ว” บังหนั่นขอ
“อย่าเอาอีเด็กเวรนี่มานับโคตรเหง้าศักราชกับฉัน กาลกิณีทั้งแม่ทั้งลูกไสหัวไปซะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก ไป!”
บังหนั่นแหงนมองก็เห็นท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนฝนจะเทลงมาอย่างหนัก
“ฝนท่าจะตกหนัก เห็นแก่คุณหนูร้อยดาว...อย่าไปเลย... ฉันขอร้อง...”
สร้อยฟ้าแว๊ดลั่น “ไอ้บัง !!! ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็อย่าแส่”
บังหนั่นสะดุ้งเมื่อเจอเสียงสร้อยฟ้าตวาดหน้าเจื่อนลงทันที เวียงแก้วร้องไห้แล้วตัดสินใจอุ้มลูกเดินไม่เหลียวหลังออกไปจากรั้วบดินทร์ธรด้วยใจเด็ดเดี่ยว เวียงแก้วเดินจากไป บังหนั่นมองตามด้วยความเป็นห่วง สร้อยฟ้ากอดอกด้วยความสะใจ

บังหนั่นรายงานดำรงเรื่องเวียงแก้วไปจากบดินทร์ธรแล้ว
“สมบัติสักชิ้น คุณเวียงแก้วก็ไม่ได้นำติดตัวไปขอรับ นอกจาก...คุณหนูร้อยดาวเท่านั้น”
ดำรงอดใจหายไม่ได้เพราะเป็นห่วงหลานขึ้นมาทันที ปกรณ์เดินลงบันไดมาพร้อมกับสร้อยฟ้าที่ควงแจราวกับกลัวปกรณ์จะหายไปไหน
“ดี !!! ไปเสียได้ก็ดี !!! หญิงแพศยากาลีอย่างนั้น จะเลี้ยงเอาไว้ทำไม”
“โถ...น่าสงสารหนูร้อยดาว....ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องพลอยรับเคราะห์ตกระกำลำบากไปด้วย” เต็มเดือนว่า
“รู้ทั้งรู้ นังเด็กนั่นมันลูกชู้ คุณพี่จะไปสงสารมันทำไมคะ ทั้งแม่ทั้งลูกอัปรีย์ทั้งนั้น” จงจิตว่า
“ถึงอย่างไร เด็กก็คือเด็ก จะไปรู้เรื่องอะไรด้วย” ดำรงบอก
สร้อยฟ้าที่คล้องแขนปกรณ์ชายตามองดำรงอย่างมีเลศนัย
“ดูคุณพ่อจะเป็นห่วงเป็นใยนังเด็กนั่นซะเหลือเกินนะคะ ห่วงมันอย่างกับ “ลูก” แน่ะ เอ๊ะ ! หรือว่า...นังเวียงแก้วจะไม่ได้ยอมทอดร่างเป็นเมียแค่ไอ้หกคนนั่น” สร้อยฟ้าปรายตามาทางดำรง
ดำรงโกรธจัดจึงกระแทกไม้เท้าดังปังก่อนจะลุกขึ้น ยกปลายไม้เท้าชี้หน้าสร้อยฟ้า
“หยุดความคิดอุบาทว์ๆของหล่อนเดี๋ยวนี้นะ แม่สร้อยฟ้า ! มาจากที่ต่ำๆ ก็อย่าคิดว่าคนอื่นจะทำตัวต่ำเหมือนหล่อน ! หัดสั่งสอนเมียเสียบ้างนะเจ้าปกรณ์ อย่าปล่อยให้มากำแหงกับฉัน”
ปกรณ์หัวเสีย เขาสลัดแขนออกจากสร้อยฟ้าแล้วเดินกระทืบเท้าปังๆ ออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
สร้อยฟ้าเรียก “คุณพี่คะ ! คุณพี่”
เต็มเดือนกับจงจิตมองสร้อยฟ้าอย่างสมน้ำหน้า

ปกรณ์กระดกเหล้าจนหมดแก้ว เขาเมามายเพราะอยากจะลืมเวียงแก้ว
ภาพอดีตความรักอันหวานชื่นของตนกับเวียงแก้วแล่นเข้ามาในหัว
ปกรณ์ปาแก้วเหล้ากระแทกผนังแตกกระจายเพราะทั้งรักทั้งแค้น แล้วเขาก็กระดกเหล้าอักๆทั้งขวดราวกับน้ำ

เม็ดฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบเป็นสายแลดูน่ากลัว เวียงแก้วอุ้มลูกวิ่งมาหลบที่โคนต้นไม้ใหญ่ในสภาพตัวเปียกโชก ร้อยดาวร้องไห้จ้า
“แม่อยู่นี่ ! ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะลูก ! อย่าร้อง”
ทันใดนั้น รถของวิรุฬก็แล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ วิรุฬไขกระจกลงจากเบาะที่นั่งด้านหลังคนขับ
“ขึ้นมา เวียงแก้ว”
วิรุฬเปิดประตูให้ เวียงแก้วไม่มีทางเลือกก็จำต้องขึ้นรถไปกับวิรุฬ

บรรยากาศในรถเงียบงันจนน่าอึดอัด จนกระทั่งวิรุฬเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“เธอกับลูกกำลังจะไปไหน ?”
เวียงแก้วส่ายหน้า “ข้าเจ้ายังไม่รู้เลยเจ้า ว่าจะไปไหนดี”
วิรุฬเห็นเวียงแก้วน้ำตาไหลก็เริ่มสังหรณ์ใจ
“เกิดอะไรขึ้น เวียงแก้ว ? บอกเรา ! ทำไมถึงได้อุ้มลูกฝ่าสายฝนไม่มีจุดหมายปลายทางอย่างนี้”
“ข้าเจ้ากับลูกขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าจะต้องทนอยู่ใต้ชายคาบดินทร์ธร”
เวียงแก้วกลั้นสะอื้นบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ
 
วิรุฬเอื้อมมือไปเขี่ยผมที่รุ่ยรายปรกหน้าเวียงแก้วด้วยความทะนุถนอมไม่เคยเปลี่ยน

หน้าตำหนักจันทร์ เวฬุมาศ ฝนเริ่มซาลง
 
วิรุฬอุ้มร้อยดาวแล้วหยอกล้อด้วยความรักไม่ต่างจากลูกแท้ๆของตัวเอง
“หนูร้อยดาวหน้าตาน่าเกลียดน่าชังดีแท้ เธอจะว่าอะไรไหม ถ้าเราจะขอไว้เป็นลูกบุญธรรม”
“สุดแท้แต่ท่านชายจะทรงเมตตาเถอะเจ้า” เวียงแก้วบอก
อาภากับช้อยเข้ามาต้อนรับ พอเห็นว่าวิรุฬพาเวียงแก้วมาด้วยก็ชะงักแล้วแอบฟังอยู่ที่มุมหนึ่ง
“หากปกรณ์มันไม่สนใจใยดีเธอกับลูกแล้ว ก็ย้ายมาอยู่เวฬุมาศกับเราเราจะรับเลี้ยงเอง” วิรุฬพูด
“เป็นบุญของข้าเจ้ากับลูกแล้ว แต่...ข้าเจ้าคงอยู่เป็นข้ารองบาทรับใช้ท่านชายที่นี่ไม่ได้... ฝนหยุดเมื่อไร ข้าเจ้าก็จะไป”
“เธอจะพาลูกจะไปไหน ?”
“กลับเชียงราย บ้านเก่าของข้าเจ้าที่จากมา”
“เราไม่ให้ไป !”
วิรุฬรู้สึกตัวว่าออกตัวแรงไปหน่อยจึงรีบหาเหตุผลมากลบเกลื่อน
“ร้อยดาวยังเล็กนัก กระหม่อมบาง เดินทางไกลๆ ตากแดดตากฝนอาจเป็นไข้ จะเอาหยูกยาที่ไหนมารักษา… เราจะจัดเรือนหลังเล็กให้พักก่อน รอให้ร้อยดาวโตกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วค่อยไป”
อาภาทนดูต่อไปไม่ไหวจึงรีบเดินไปด้วยความน้อยใจ โดยมีช้อยตามไป

อาภาร้องไห้ด้วยความเสียใจ ช้อยตามเข้ามาปลอบประโลม
“อย่ากรรแสงเลยมังคะ จะส่งผลต่อสายพระโลหิตในพระครรภ์เสียเปล่าๆ”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านพี่ไม่เคยลืมผู้หญิงคนนั้นเลย แม้กระทั่งยามหลับก็ยังละเมอเพ้อพกแต่ผู้หญิงที่ชื่อเวียงแก้ว ฉันต้องหวานอมขมกลืน นอนร้องไห้คนเดียวแทบทุกคืน มีใครรู้บ้างไหม ความเย็นชาจากคนที่เรารักมันเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน...ยังไม่สาแก่ใจใช่ไหม ท่านพี่ถึงได้พาผู้หญิงคนนั้นมาย่ำยีหัวใจฉันถึงนี่... แม่ช้อย...”
อาภากอดช้อยปล่อยโฮออกมาอย่างคนที่เก็บกดอัดอั้นมานาน ช้อยคิดหาวิธีทำอะไรบางอย่าง

เสงี่ยมรายงานสามสะใภ้ที่ห้องนั่งเล่น
“แม่ช้อยบอกว่าเวลานี้แม่เวียงแก้วกับลูกกำลังเสวยสุขอยู่ที่เวฬุมาศค่ะ”
เต็มเดือนปักผ้าไปฟังไปอย่างไม่สนใจเท่าไร เธอไม่ตื่นเต้นเพราะเดาเหตุการณ์ได้อยู่แล้ว
“นึกแล้วเชียว คนบ้านนอกอย่างเวียงแก้วจะไปไหนได้ไกล ไหนจะลูกแดงๆอีกทั้งคน” เต็มเดือนว่า
“หม่อมเจ้าวิรุฬคงจับแม่นั่นใส่ตะกร้าล้างน้ำ สิ้นคาวเมื่อไร คงตบแต่งให้เป็นนางเล็กๆตามประสาวัวเคยขา ม้าเคยขี่” จงจิตว่า
“จับพลัดจับผลู เกิดอีนั่นได้ดิบได้ดีมีวาสนาเป็นหม่อมห้ามตำหนักโน้นขึ้นมา มันคงหัวเราะเยาะพวกเราสามคนจนฟันร่วงที่ผลักไสไล่ส่งมันให้เลื่อนชั้นจากเมียไพร่ไปเป็นเมียเจ้า” สร้อยฟ้าบอก
เต็มเดือนที่ปักผ้าอยู่ชะงักก่อนจะเงยหน้าคิดตาม สร้อยฟ้าลุกพรวดพราดจะออกจากห้องไป
“หล่อนจะไปไหน แม่สร้อยฟ้า” จงจิตถาม
“เดี๋ยวก็รู้”
สร้อยฟ้ายิ้มที่มุมปากเพราะจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องปกรณ์

วิรุฬสีไวโอลินเพลงลาวคำหอมให้เวียงแก้วกับลูกฟังในสวนจบเพลงพอดี
“จำเพลงนี้ได้ไหม ?” วิรุฬถาม
ความคิดของเวียงแก้ว เธอนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่วิรุฬเคยสีไวโอลินเพลงนี้ให้ฟังครั้งแรกสมัยรักกันใหม่ๆ
“จำได้เจ้า เพลงลาวคำหอม”
“ยัง “ชอบ” อยู่หรือเปล่า ?” วิรุฬถาม
เวียงแก้วชะงักไม่กล้าตอบเพราะเข้าใจความหมายแฝงของวิรุฬว่าหมายถึงอะไร
“ข้าเจ้า...”
ทันใดนั้น เสียงปกรณ์ก็ผ่ากลางปล้องขึ้นมา ปกรณ์ทำเป็นมองไม่เห็นเวียงแก้วคล้ายอากาศธาตุ
“งานที่กระทรวงคงว่างมากกระมัง ท่านชายถึงได้ทรงมีเวลามาสีไวโอลินเล่น”
“เราลาพักร้อน หาเวลาให้กับตัวเองบ้าง อะไรที่มันคั่งค้าง จะได้สะสางเสียให้จบ”
“ไม่ได้แวะมาเฝ้าเสียนาน ท่านหญิงอาภาทรงสำราญดีหรือ กระหม่อม ได้ข่าวว่ากำลังทรงพระครรภ์ มีพระโอรสแล้ว ฝ่าบาทคงจะทรงอยากได้พระธิดาน้อยๆอีกสักองค์”
“จะลูกชายหรือลูกสาว เราก็อยากได้ทั้งนั้น”
“ทรงมิได้หมายถึงอยากได้ลูกเมียของกระหม่อมด้วยใช่ไหม ฝ่าบาท”
ปกรณ์มองหน้าวิรุฬอย่างกวนโทสะ
วิรุฬกำหมัดแน่นเพราะเริ่มอารมณ์ขุ่น เขารู้แล้วว่าปกรณ์มาหาเรื่อง
“ในเมื่อไม่สนใจใยดีแล้ว จะหวงก้างไว้ทำไม ?”
“กระหม่อมเพิ่งจะมีลูกสาวแค่คนเดียว อย่าทรงแย่งกระหม่อมไปเลยนะ ฝ่าบาท ส่วนอย่างอื่น กระหม่อมไม่เสียดาย ของเหลือเดน ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ ถือเสียว่าทำทาน”
วิรุฬหมดความอดทนจึงต่อยผลั๊วะที่หน้าปกรณ์ ปกรณ์ต่อยกลับอุตลุด เวียงแก้วอุ้มลูกเข้ามาห้าม ยกมือไหว้ปกรณ์กับวิรุฬ
“อย่าเจ้า ! ข้าเจ้าขอล่ะ”
“หลีกไป” ปกรณ์ผลักเวียงแก้วกระเด็นจนหัวของเธอไปกระแทกก้อนหินเลือดอาบ ร้อยดาวร้องไห้จ้า
วิรุฬเห็นเวียงแก้วถูกผลักกระเด็นก็เลือดขึ้นหน้าจึงต่อยปกรณ์ไม่ยั้ง
สร้อยฟ้าแอบดูเหตุการณ์อยู่โดยตลอดด้วยความหมั่นไส้
“ผู้ชายจะฆ่ากันตาย เพื่อแย่งอีกากีนี่คนเดียว”
คนงานของเวฬุมาศกรูเข้ามาล็อคตัวปกรณ์เอาไว้
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความเป็นเพื่อนของเรา ขาดกัน !! ไปให้พ้นจากเวฬุมาศ แล้วอย่ากลับมาอีก”
ปกรณ์เช็ดเลือดที่มุมปาก “กระหม่อมไปแน่ !!”
ปกรณ์เข้าไปยื้อยุดร้อยดาวจากอกเวียงแก้ว
“หากทรงอยากได้นังผู้หญิงร้อยแปดแพศยานี่นัก กระหม่อมก็จะยกให้ แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของกระหม่อม ใครหน้าไหนก็เอาไปไม่ได้ทั้งนั้น”
เวียงแก้วเกาะแข้งเกาะขาปกรณ์ วิงวอนขอลูกคืน
“อย่าเอาลูกข้าเจ้าไป !!! ได้โปรด !!”
ปกรณ์สลัดเวียงแก้วอย่างแรงจนหงายหลัง แล้วอุ้มร้อยดาวไปโดยไม่ฟังเสียง
“ร้อยดาวลูกแม่ !”

เวียงแก้ววิ่งตามปกรณ์ที่เอาลูกไป

เวียงแก้ววิ่งตามไปจนล้มลุกคลุกคลาน
 
เธอร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด วิรุฬวิ่งมาขวางเวียงแก้วไว้ไม่ยอมให้ตามปกรณ์ไป
“เวียงแก้ว !!! อย่าไป”
“ข้าเจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ถ้าไม่มีลูก”
วิรุฬจับมือเวียงแก้วยื้อเอาไว้
“เธอจะทิ้งฉันไปจริงๆนะหรือ ?”
“ท่านชายทรงประทับอยู่ในใจข้าเจ้าเสมอ แต่ชาตินี้ข้าเจ้าบุญน้อย ได้อยู่กินกับคนที่ข้าเจ้าไม่เคยรัก ในเมื่อฟ้าลิขิตขีดชะตาไว้แล้ว ข้าเจ้าก็จะก้มหน้ารับกรรมต่อไปชดใช้ให้หมดสิ้นกันแต่ในชาตินี้”
เวียงแก้วค่อยๆดึงมือออกจากมือวิรุฬ
“เวียงแก้ว...”
วิรุฬถึงกับเข่าอ่อนโดยปล่อยให้เวียงแก้ววิ่งกลับไปยังอาณาเขตของบดินทร์ธร

เวียงแก้ววิ่งกลับมายังเวียงร้อยดาว เธอเห็นร้อยดาวร้องไห้จ้านอนอยู่บนพื้นกระดานโดยมีปกรณ์ยืนหันหลังให้ไม่ใยดี เวียงแก้วรู้ว่าลูกหิวนมจึงเอานมให้ลูกกินทั้งๆ ที่น้ำตาหยดแหมะ
“ถ้าสร้อยฟ้าไม่มาบอก ฉันคงไม่รู้ว่าหล่อนหนีไปซบอกชู้ที่เวฬุมาศ เป็นนางบำเรออยู่ตำหนักโน้นแสนสุขสำราญ จะซมซานกลับมาทำไม”
“ข้าเจ้าไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับท่านชาย ไม่เคยแม้แต่จะคิด ที่ข้าเจ้าบากหน้ากลับมาที่นี่ทั้งๆที่ไม่อยากกลับก็เพราะลูก”
“นังเด็กนี่มันลูกชู้คนไหนล่ะ ลูกไพร่กะเรวราก หรือว่าลูกเจ้าลูกนาย ถึงได้รักมันเหลือเกิน”
“ร้อยดาวเป็นลูกของผู้ชายที่เห็นแก่ตัวที่สุดเท่าที่ข้าเจ้าเคยพบมา”
“เวียงแก้ว !”
ปกรณ์เงื้อมือจะตบเวียงแก้ว แต่พอเห็นเวียงแก้วเชิดหน้าท้าให้ตบก็ทำไม่ลง ปกรณ์กระทืบเท้าปึงปังเดินออกไป เวียงแก้วกอดลูกร้องไห้จากความขมขื่นกลายเป็นความแข็งกระด้าง

เวียงแก้วไกวเปลกล่อมร้อยดาวด้วยแววตาเลื่อนลอยน้ำตานองหน้า
“โอละเห่...” เวียงแก้วกล่อมด้วยเพลงเดียวกับที่เมดาได้ยิน
สร้อยฟ้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเวียงแก้ว
สร้อยฟ้าเย้ย “น่าเวทนาเหลือเกิน... เกือบจะได้เป็นเมียหม่อมที่เวฬุมาศอยู่แล้วเชียว ไม่น่าเลย...ถูกเฉดหัวต้องระเห็จกลับมาเสียแล้ว...ฉันล่ะเห็นใจแกจริงๆ เวียงแก้วเอ๊ย...” สร้อยฟ้าลูบหัว “เอาเถอะ ฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้ ถือซะว่าโปรดสัตว์”
สร้อยฟ้าโยนมีดปลายแหลมคมกริบให้เวียงแก้ว เวียงแก้วเห็นมีดก็ตกใจระคนสงสัย
“อยู่เป็นเมียที่มีราคีคาว อีกหน่อยคงได้ฉาวทั้งตระกูล”
“ข้าเจ้าไม่เข้าใจ คุณสร้อยฟ้าหมายความว่าอย่างไรเจ้า ?”
“มีเรื่องบัดสีบัดเถลิงเกิดขึ้นแบบนี้ ยังคิดจะมีชีวิตอยู่อีกหรือ ถ้าเป็นฉัน... จะหนีอาย ฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด”
สร้อยฟ้าก้มลงหยิบมีดใส่มือของเวียงแก้วแล้วกำมือเวียงแก้วที่ชุ่มเหงื่อไว้แน่น เวียงแก้วมองมีดคมกริบวาววับแล้วส่ายหน้าอย่างกะปลกกะเปลี้ย
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย ! ตายซะเรื่องก็จบ เมียที่ผัวไม่เอา มันแสนจะอับเฉาน่าช้ำใจมากนะ รู้ไหม... ทนเจ็บแค่เดี๋ยวเดียว หล่อนก็จะได้ไปสบาย จะเอาลูกไปด้วย หรือทิ้งให้ฉันช่วยสงเคราะห์เลี้ยงดูก็ยังได้... ฉันยินดี เลี้ยงลูกเธอไว้เอาบุญสักคนจะหมดเปลืองเท่าไรกัน อย่างน้อยร้อยดาวก็มีเลือดเนื้อเชื้อไขคุณพี่อยู่ครึ่งหนึ่ง ฉันไม่ทิ้งหรอก”
เวียงแก้วมองมีดในมือแล้วก็เผลอสติคิดจะฆ่าตัวตายตามที่สร้อยฟ้ากล่อม ทันใดนั้นเสียงร้อยดาวในเปลก็ร้องไห้จ้าดังขึ้นเรียกสติเวียงแก้วให้กลับคืน
“ไม่ !! ข้าเจ้าทำไม่ได้ !!! ลูกข้าเจ้ายังเล็ก ข้าเจ้ายังตายไม่ได้” เวียงแก้วบอก
เวียงแก้วถลาจะเข้าไปหาลูก แต่ถูกสร้อยฟ้ากระชากผมจนหน้าหงาย
“ฉันสั่งให้ทำ แกก็ต้องทำ”
สร้อยฟ้ายื่นมีดเล่มนั้นให้เวียงแก้ว แต่เวียงแก้วปัดจนมีดกระเด็นหายไป สร้อยฟ้าโกรธจึงเอาหลังมือตบหน้าเวียงแก้วจนเลือดกลบปาก
“อวดดีนัก ! แล้วแกจะรู้ว่าอยู่กับตายอย่างไหนมันทรมานมากกว่ากัน”
สร้อยฟ้าพูดจบก็เดินไป
“แม่ขอโทษลูก... แม่ขอโทษ... แม่จะไม่คิดสั้นอีกแล้ว”
เวียงแก้วกอดร้อยดาวแนบอกด้วยความรู้สึกผิดที่เกือบจะฆ่าตัวตายไปแล้ว

ภาพในอดีตทั้งหมดสะท้อนในกระจกตาของร้อยดาว ร้อยดาวใจเต้นระรัวเพราะภาพนั้นเหมือนจริง จนเหมือนเธออยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด
“ดูซะให้เต็มตา !!! ดูสิ่งที่สัตว์นรกในร่างคนมันทำกับฉัน !! ถ้าแกเป็นฉัน แกจะทนได้ไหม แกยังจะให้อภัยมันอยู่หรือเปล่า” เวียงแก้วถาม
“พอเถอะนะคะ คุณแม่ทำกับพวกเขาเกินไปแล้ว... ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาทมันเหมือนไฟ มันไม่ได้เผาแค่คนอื่น แต่มันจะเผาตัวเราเองด้วย”
“ต่อให้ต้องถูกไฟในนรกอเวจีแผดเผา แลกกับการไล่ล่าพวกมัน ฉันก็ยอม แต่ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้ใครหนีพ้นแม้แต่คนเดียว”
“แล้วเมื่อไรการไล่ล่าล้างแค้นของคุณแม่จะสิ้นสุดลงเสียที ศพคุณแม่ก็เผาไปเรียบร้อยแล้ว จบกันเสียทีเถอะนะคะ”
“เผาไปแล้วงั้นเหรอ” เวียงแก้วหัวเราะ “นังเด็กโง่ !!! มันยังไม่จบง่ายๆ หรอก ฉันเคยเป็นเหยื่อถูกพวกมันกระทำย่ำยีมาทั้งชีวิต คราวนี้ ฉันจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายล่าพวกมันดูบ้าง ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ มันก็ยุติธรรมดีแล้วไม่ใช่หรือ ร้อยดาวลูกแม่”

เวียงแก้วระเบิดหัวเราะลั่น
 
อ่านต่อหน้า 3

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 11 (ต่อ)

เข็มนาฬิกาในห้องของปกรณ์ที่หยุดเดินชั่วขณะกลับมาเดินตามปกติ
 
ผ้าม่านถูกแรงลมจนปลิวดังเดิม ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมยกเว้นร้อยดาว สิบทิศเขย่าร่างร้อยดาวที่นั่งแข็งทื่ออยู่บนเตียง
“เธอ ! เธอ !”
ร้อยดาวรู้สึกตัวแต่ยังคงมองไม่เห็น
“ดิฉันฝันร้ายอีกแล้วหรือ ?”
“ยังไม่หลับ จะฝันได้อย่างไร คุยกับฉันอยู่ดีๆ ก็นั่งแข็งทื่อเป็นท่อนไม้”
ร้อยดาวเอามือกุมขมับเพราะปวดหัวจนแทบระเบิด
“ปวดหัวอีกแล้วเหรอ ?”
ร้อยดาวพยักหน้า “ค่ะ... คราวนี้ปวดกว่าทุกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ?”
สิบทิศเข้าไปดูร้อยดาวอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วงก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อาการปวดหัวของเธอน่าจะสัมพันธ์กับดวงตาขืนปล่อยไว้นานท่าจะแย่ ฉันมีเพื่อนเป็นจักษุแพทย์ เชี่ยวชาญด้านการรักษาดวงตาโดยเฉพาะ แต่ต้องส่งเธอไปรักษาที่กรุงเทพฯ แล้วฉันจะขออนุญาตท่านให้เอง...”
ร้อยดาวพยักหน้ารับทราบ แต่ในใจครุ่นคิดเรื่องเวียงแก้วที่ดูจะน่ากลัวมากขึ้นทุกที

สิบทิศเข้ามาหาดำรงในห้องโดยดำรงนั่งคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว
“นั่งสิ ! พ่อหมอหัวดื้อ”
สิบทิศนั่งลง “ผมมีเรื่องจะรบกวนปรึกษาท่านเกี่ยวกับ...” สิบทิศชะงักก่อนพูด “ร้อยดาว”
“ฉันก็มีเรื่องจะบอกเธอ เกี่ยวกับแม่ร้อยดาวเหมือนกัน”
สิบทิศแปลกใจ “เรื่องอะไรหรือครับท่าน ?”
“บางทีคนที่เธอเห็น อาจไม่ใช่คนที่เธอรู้จักก็ได้”
“ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ ?”
ดำรงกับสิบทิศคุยกันเครียดผ่านเวลาครู่ใหญ่
ดำรงตกใจเมื่อรู้จากสิบทิศว่าเมดาเป็นลูกของดิลกกับจันทร์ฉาย

สร้อยฟ้ารู้สึกปวดคอจึงเอามือทุบที่ต้นคอแล้วหมุนคอไปมา
สร้อยฟ้าบ่นพึมพำ “สงสัยเมื่อคืนจะตกหมอน ปวดเมื่อยไปหมด”
ผีเวียงแก้วนั่งขี่คอสร้อยฟ้าอยู่ด้วยใบหน้าอาฆาตแค้น วีระวิทย์เปิดประตูเข้ามาเห็นเวียงแก้วขี่คอสร้อยฟ้าอยู่ก็ตาเบิกโพลง
“เฮ้ย !”
วีระวิทย์ขยี้ตา พอมองอีกทีผีเวียงแก้วก็หายไปแล้วเขาเลยคิดว่าตัวเองตาฝาด วีระวิทย์เห็นสร้อยฟ้าทุบที่ต้นคอตัวเอง
“เมื่อยเหรอครับ คุณแม่ ? มา ! เดี๋ยวผมนวดให้”
วีระวิทย์เข้าไปนวดคอให้สร้อยฟ้า สร้อยฟ้าหลับตาค่อยยังชั่ว
“มาเอาอกเอาใจแม่แบบนี้อยากได้อะไรอีกล่ะ ?”
“ผมแค่อยากทำอะไรให้แม่บ้าง ที่ผ่านมาแม่เหนื่อยเพราะผมมามากแล้ว...แม่ครับ ผมจะกลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่ เลิกเหลวไหลเสียที ตอนนี้ผมมีลูก ผมรู้แล้ว หัวอกพ่อแม่คนเป็นอย่างไร ถึงผมจะเคยเป็นลูกที่แย่ แต่ผมจะตั้งใจเป็นพ่อที่ดีให้ได้ครับ”
“แม่ดีใจที่ลูกคิดได้เสียที ไม่เหมือนยัยเรศ รายนั้นไม่รู้ไปหัวหกก้นขวิดอยู่ที่ไหน บ้านช่องไม่ยอมกลับ”
“คงยังทำใจไม่ได้เรื่องคุณชายสิบทิศ แม่อย่าห่วงไปเลยครับ ยอมรับความจริงได้เมื่อไร เดี๋ยวยัยเรศก็กลับมาเองแหละ”
สร้อยฟ้าพยักหน้าแล้วก็เหลือบเห็นเงาสะท้อนของวีระวิทย์ในกระจกหัวขาด
“ตาวิทย์ !!”
สร้อยฟ้าตกใจหันควับไปมองก็เห็นวีระวิทย์ทำหน้างง
“มีอะไรเหรอครับ คุณแม่ ?”
“ปละ...เปล่าลูก ! แม่ตาลายน่ะ”
สร้อยฟ้าใจคอไม่ค่อยดี ตั้งแต่เห็นผีเวียงแก้วเมื่อตอนกลางวัน

พลบค่ำ ความมืดค่อยๆครอบคลุมทั่วทั้งเวียงร้อยดาว ดาราเรศที่ซุกตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของคุกใต้ดินหิวจนไม่มีแรง หนูตัวใหญ่วิ่งไปมาขวั่กไขว่ เวียงแก้วในสภาพสวยงามถือโตกอาหารเข้ามาวางตรงหน้าดาราเรศ
ดาราเรศเห็นอาหารในโตกเป็นอาหารเหนือเช่นหลู้ แกงอ่อม น้ำพริกหนุ่ม แหนมสด
“คุณหนูดาราเรศคงหิว ข้าเจ้าเลยจัดสำรับคับค้อนมาต้อนรับให้สมกับเป็นแขกคนพิเศษของเวียงร้อยดาว...กินสิเจ้า...”
ดาราเรศเห็นแล้วถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกด้วยความหิว ก่อนค่อยๆเอื้อมมือที่สั่นเทายอมเสี่ยงหยิบแหนมสดกินเป็นชิ้นแรกอย่างกล้าๆกลัวๆ พอเอาเข้าปากก็พบว่ามันอร่อยมาก
ดาราเรศใช้มือเปิบอาหารกินอย่างตะกรุมตะกรามด้วยความหิวโหยเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว
“อาหารพื้นเมืองพวกนี้ คุณพ่อของคุณหนูเคยชอบรสมือของข้าเจ้ามากถึงขนาดออกปากว่า “น่าเสียดายถ้าไม่ได้กินก่อนตาย” คุณหนูว่าจริงหรือไม่เจ้า ?”
ดาราเรศเอาช้อนตักแกงอ่อมขึ้นมาซดน้ำแกงแล้วตาเหลือกเพราะเห็นว่าในช้อนมีนิ้วของของปั้นอยู่ในนั้น ดาราเรศโยนช้อนทิ้งก่อนจะมองไปยังโตกอาหารก็เห็นว่าเป็นชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ที่มีหนอนขึ้นยั้วเยี้ยเต็มไปหมด
“อิ่มแล้วหรือเจ้า ? ไม่กินอีกสักหน่อย กำลังอร่อยเชียว”
ดาราเรศพะอืดพะอม คลื่นไส้ โก่งคออาเจียนออกมา สิ่งที่ดาราเรศสำรอกออกมาเป็นแผ่นหนังมนุษย์ที่มีลายสักยันต์ของปั้น
“แก... แกเอาเนื้ออะไรมาให้ฉันกิน ห๊า ! อีผีบ้า”
“ก็เนื้อไอ้คนโฉดที่คุณสร้อยฟ้า แม่ของคุณหนูส่งมาขืนใจข้าเจ้ายังไงล่ะ”
เวียงแก้วหัวเราะลั่นก่อนจะคืนร่างกลายเป็นผีร้ายน่าเกลียดน่ากลัว
“คุณหนูอยู่ที่นี่คนเดียวคงเหงา ข้าเจ้าจะหาคนมาอยู่เป็นเพื่อน จะได้เล่นอะไรสนุกๆ”
เวียงแก้วคืบคลานเข้ามาหาดาราเรศอย่างช้าๆ
ดาราเรศร้องลั่น “กรี๊ด !!”

ดาราเรศตาเหลือกเพราะกลัวสุดขีด เธอกรีดร้องลั่นก่อนสติสัมปชัญญะขาดผึง

วีระวิทย์ที่นอนอยู่กับกระถินบนเตียง
 
อยู่ๆ ก็มีควันสีดำลอยหายเข้าไปในจมูกวีระวิทย์ วีระวิทย์ลืมตาโพลงอ้าปากพะงาบเพราะถูกผีเวียงแก้วเข้าสิงร่าง เขาตัวแข็งทื่อผุดลุกขึ้นมานั่ง กระถินงัวเงียตื่นตาม
“ดึกแล้ว คุณวีระวิทย์จะไปไหนคะ” กระถินจับแขนออเซาะ
วีระวิทย์เกรี้ยวกราด “อย่ามาถูกตัวกู อีดอกกระทือ”
วีระวิทย์สลัดมือกระถินออกแล้วเดินทื่อๆออกไปจากห้อง
“เป็นอะไรอีกล่ะ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาใจไม่ถูก”
กระถินง่วงและไม่อยากจะสนใจจึงนอนต่ออย่างอารมณ์เสีย

เท้าเปลือยเปล่าของวีระวิทย์เดินดุ่มๆไปตามทางที่ไปยังบึงบัว วีระวิทย์ดวงตาเลื่อนลอยเหมือนคนไร้ชีวิต ตาไม่กะพริบ วีระวิทย์เดินมาถึงริมบึงบัวจนเห็นเวียงร้อยดาวอยู่ฝั่งตรงข้าม วีระวิทย์กระโจนตูมลงไปในน้ำจนเหลือแต่วงน้ำที่กระเพื่อมไม่รู้ว่าเขาจะเป็นหรือตาย

สร้อยฟ้าตกใจ เมื่อรู้เรื่องจากกระถิน
“ตาวิทย์น่ะเหรอหายไป ! หายไปได้ยังไง”
“ไม่ทราบค่ะ คุณวีระวิทย์ตื่นมากลางดึก ออกไปไหนไม่รู้ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยค่ะ”
สร้อยฟ้าตบหน้ากระถินฉาดใหญ่
“แกนอนกับตาวิทย์ทั้งคืน ลูกฉันหายไปทั้งคน ทำไมแกไม่ตามไป ห๊า ถ้าลูกฉันเป็นอะไรขึ้นมา ฉันเอาแกตายแน่ นังกระถิน”
สร้อยฟ้าร้อนใจ เธอเดินพล่านเป็นเสือติดจั่น

สิบทิศประคองร้อยดาวมานั่งที่เก้าอี้ในห้องดำรง
“คุณชายบอกว่าคุณปู่มีเรื่องสำคัญอยากจะถามหนู ?”
“ใช่ ! ฉันอยากรู้เรื่องพ่อแม่หล่อน ?” ดำรงบอก
ร้อยดาวอ้ำอึ้ง “เรื่องคุณพ่อปกรณ์กับคุณแม่เวียงแก้วหรือคะ ?”
“ไม่ใช่ ! ฉันหมายถึงเจ้าดิลกกับแม่จันทร์ฉายต่างหาก”
ร้อยดาวตกใจที่ดำรงรู้ความจริงแล้ว

สิบทิศประคองร้อยดาวมาที่สนามหญ้าหลังออกมาจากห้องดำรง
“คุณปู่อยากให้ดิฉันนำอัฐิของคุณพ่อดิลกกับคุณแม่จันทร์ฉายไปไว้ที่วัดตามที่ท่านตั้งใจไว้ จะได้หมดห่วง… ส่วนอัฐิของคุณแม่เวียงแก้ว ดิฉันก็คงจะเอาไว้ที่วัดเดียวกัน”
“รอให้ตาเธอหายเป็นปกติก่อนดีกว่า แล้วค่อยจัดการเรื่องนั้นทีหลังฉันเรียนให้ท่านทราบแล้ว เรื่องส่งตัวเธอไปรักษาดวงตาที่กรุงเทพฯ ท่านไม่ขัดข้อง เธอเตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน”
“แล้วถ้าตาของดิฉันไม่มีทางรักษาหายล่ะคะ ?”
“ฉันก็จะคอยเป็นดวงตาให้เธอเอง... ฉันสัญญา” สิบทิศบอก
สิบทิศเอานิ้วก้อยเกี่ยวก้อยสัญญากับร้อยดาว
“พูดหวานๆกับเขาก็เป็นด้วย นึกว่าจะดีแต่ตีหน้ายักษ์เสียอีก”
สิบทิศพูดแก้เก้อ “ถ้าไม่ชอบ ทีหลังฉันจะไม่พูดอีก...”
ร้อยดาวเขิน “ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าไม่ชอบ”
“ฉันแค่พูดไปงั้นๆตามหน้าที่คู่หมั้น”
ร้อยดาวย่นจมูกด้วยความหมั้นไส้ “เจ้าค่ะ”
สิบทิศแอบอมยิ้ม ร้อยดาวงอนตุ๊บป่อง

เต็มเดือนนั่งปักผ้าอย่างอารมณ์ดีจนจงจิตสังเกตได้
“หมู่นี้คุณพี่ดูท่าทางจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่ทราบคะ”
“สิ่งที่ฉันรอคอยมานาน ในที่สุดก็เป็นจริงสักที อะไรที่มันจะเป็นของเรา ยังไงมันก็เป็นของเราวันยันค่ำ เหมือนบ้านบดินทร์ธรหลังนี้”
“อะไรนะคะ คุณพ่อยอมยกบ้านหลังนี้ให้คุณพี่แล้วเหรอ ทำไมดิฉันไม่รู้”
เต็มเดือนยิ้มแล้วลอยหน้าเย้ยก่อนจะปักผ้าต่อไป จงจิตมองอย่างริษยา สร้อยฟ้าเข้ามาอย่างร้อนลน
“แย่แล้วค่ะ คุณพี่ ตาวีระวิทย์หายไปไหนไม่รู้”
“ลูกหล่อนจะไปไหนได้ ถ้าไม่เมาหัวราน้ำ ก็คงขลุกอยู่ในบ่อน พอหมดตัวก็โผล่หัวมาเองแหละ” จงจิตว่า
“แต่ตาวีระวิทย์รับปากกับน้องแล้วว่าจะกลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่” สร้อยฟ้าบอก
“ลูกเสือลูกตะเข้ ถ้าตาสว่างสำนึกได้ น้ำคงจะท่วมหลังเป็ด”
“อีจง ! มือไม่พายก็อย่าเอาตีนราน้ำ ฉันยิ่งเป็นห่วงลูกอยู่ กลัวว่าตาวีระวิทย์จะถูกผีอีเวียงแก้วจับตัวไป”
เต็มเดือนชะงักกึกเมื่อได้ยินชื่อเวียงแก้ว เต็มเดือนเดินปรี่เข้ามาหาสร้อยฟ้าแล้วตบสร้อยฟ้าอย่างแรง
“คุณพี่ตบหน้าน้องทำไมคะ ?”
เต็มเดือนตบหน้าสร้อยฟ้าอีกข้าง
“ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าห้ามพูดชื่อนี้ให้ฉันได้ยินอีก ทำไมไม่เชื่อกันบ้างเวียงแก้วผูกคอตายไปนานแล้ว และจะไม่มีวันกลับมา จำเอาไว้”
เต็มเดือนจ้องหน้าสร้อยฟ้าอย่างเอาเรื่องจนสร้อยฟ้ารู้สึกกลัว

วีระวิทย์รู้สึกตัวแล้วพบว่าตัวเองเลอะดินเต็มไปหมดทั้งตัวและถูกมัดอยู่ วีระวิทย์พยายามจะดิ้นให้เชือกหลุดทำให้รู้ว่าตัวเองถูกมัดหันหลังชนกันกับร่างของดาราเรศ
“ยัยเรศ !!!! แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ดาราเรศรู้สึกตัวขึ้น พอได้ยินเสียงวีระวิทย์ก็ตกใจ
“พี่ !!! ช่วยฉันด้วย อีผีบ้ามันจับฉันมาขังไว้”
วีระวิทย์ตกใจจนหน้าซีดเผือดเพราะรู้ดีว่าเป็นฝีมือของเวียงแก้ว
“เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ !” วีระวิทย์ชวน
“เรศพยายามแล้วพี่ แต่ไอ้ห้องบ้านี่มันไม่มีทางออก”
วีระวิทย์เห็นผนังทั้งสี่ด้านทึบโดยไม่มีประตูเลยสักด้าน
“ไม่มีประตูสักบาน เป็นไปได้ยังไง ?”
ทันใดนั้น ร่างของเวียงแก้วก็ปรากฏขึ้น
“ยังมีเรื่องไม่น่าเป็นไปได้อีกตั้งมากมาย ที่คุณหนูยังไม่รู้”
“นังเวียงแก้ว !!”
“จุ๊ๆ.... เรียกให้เกียรติกันสักหน่อย อย่างน้อยข้าเจ้าก็เป็นเมียคนหนึ่งของพ่อคุณหนู” เวียงแก้วบอก
ดาราเรศร้องไห้ “ฉันกลัวแล้ว ! ได้โปรดปล่อยพวกฉันไปเถอะ”
“ก็ได้เจ้า... ข้าเจ้าจะปล่อย...แต่มีข้อแม้บางอย่าง”
“ข้อแม้ ? ข้อแม้อะไร ?”
“ข้าเจ้าจะปล่อยคุณหนูวีระวิทย์หรือคุณหนูดาราเรศ แค่คนเดียวเท่านั้นส่วนอีกคนต้องอยู่เป็นผีเฝ้าเวียงร้อยดาวกับข้าเจ้าที่นี่”
สองพี่น้องตาเหลือก มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
วีระวิทย์ถาม “แกจะฆ่าใคร ?”
“ข้าเจ้าจะไม่ฆ่า...แต่คุณหนูจะต้องจัดการกันเอง” เวียงแก้วบอก
เวียงแก้วโยนมีดปลายแหลมลงตรงหน้าวีระวิทย์กับดาราเรศซึ่งเป็นมีดเล่มเดียวกับที่สร้อยฟ้าเคยยื่นให้เวียงแก้วฆ่าตัวตาย
“ครั้งหนึ่ง...คุณสร้อยฟ้า แม่ของคุณหนูก็เคยใช้วิธีนี้เหมือนกัน” เวียงแก้วบอก
ดาราเรศมองมีดคมกริบวาววับแล้วส่ายหน้ากะปลกกะเปลี้ย พอรู้แล้วว่าเวียงแก้วจะให้ทำอะไร
ดาราเรศร้องไห้ “แกจะให้พวกฉันฆ่ากันเองงั้นเหรอ ? ไม่นะ”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย ! ตายซะเรื่องก็จบ... ทนเจ็บแค่เดี๋ยวเดียว คุณหนูก็จะได้ไปสบาย” เวียงแก้วบอก
“ไม่ !! ฉันทำไม่ได้” วีระวิทย์บอก
เวียงแก้วกระชากผมวีระวิทย์จนหน้าหงาย
“ฉันสั่งให้ทำ พวกแกก็ต้องทำ”
วีระวิทย์กับดาราเรศอยู่ในสภาวะที่กดดันทั้งคู่ ดาราเรศเป็นหนักกว่าพี่ชายจึงร้องไห้โฮออกมา
“เลือกเอา...ว่าจะตายแค่คนเดียว หรือจะให้ฉันฆ่าแกทั้งสองพี่น้อง”
เชือกที่มัดตัวทั้งสองร่วงผล็อยลงกับพื้นด้วยอำนาจของเวียงแก้ว เวียงแก้วยืนยิ้มรอดูอย่างเลือดเย็น

วีระวิทย์กับดาราเรศมองหน้ากันอย่างตัดสินใจ ทั้งสองโผเข้าไปหามีดแล้วแย่งมีดกันอุตลุด

ร้อยดาวพยายามคาดคั้นกับบังหนั่น

“ว่ายังไงบังหนั่น ? เผาศพคุณแม่เวียงแก้วแล้ว อัฐิล่ะ”
บังหนั่นอ้ำๆอึ้งๆ และมีเหงื่อผุดเต็มหน้า
“อ้ำๆอึ้งๆอยู่นั่นแหละ เอาไปไว้ที่ไหนก็บอกมาสิ ฉันจะได้เอาไปทำพิธี”
“เห็นใจบังหนั่นมั่งเถอะนะจ๊ะ.... อย่าคาดคั้นฉันเลย... ฉันแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นนะจ๊ะ นายจ๋า”
ร้อยดาวครุ่นคิดถึงคำพูดของเวียงแก้วขึ้นมาทันที
เสียงเวียงแก้วดังขึ้นในหัวของร้อยดาว “เผาไปแล้วงั้นเหรอ” เวียงแก้วหัวเราะ “นังเด็กโง่ !!! มันยังไม่จบง่ายๆ หรอก”
ร้อยดาวใจหายวาบ
“ศพคุณแม่เวียงแก้วอยู่ที่ไหน บังหนั่น ?”
ร้อยดาวเค้นเอาความจริงกับบังหนั่นให้ได้

บังหนั่นอึกๆอักๆ เพราะน้ำท่วมปาก เขามีพิรุธมาก
“คุณหนูพูดเรื่องอะไร... ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น...”
“เผาเองกับมือ จะไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไง พูดจาวกไปวนมาไม่รู้ความ” สิบทิศว่า
“บังหนั่น ศพคุณแม่เวียงแก้วอยู่ที่ไหน ? บอกฉัน” ร้อยดาวปวดหัว “โอ๊ย...”
ร้อยดาวปวดหัวจี๊ดคล้ายถูกทุบหัวอย่างแรง
ภาพในหัวของร้อยดาวคือภาพวีระวิทย์กับดาราเรศกำลังแย่งมีดกันอุตลุดอยู่ในคุกใต้ดินเวียงร้อยดาว ซึ่งเป็นภาพซีเปียไม่ค่อยชัด กระเพื่อมพรายดุจสายน้ำ มีผีเวียงแก้วยืนมองอยู่ แล้วภาพก็ดับวูบลง
ร้อยดาวทรุดฮวบลงในอ้อมแขนของสิบทิศ
“เป็นอะไรหรือเปล่า ?” สิบทิศถาม
“ดิฉันต้องไปช่วยพวกเขา” ร้อยดาวบอก
ร้อยดาวรีบยันกายลุกขึ้นแล้วใช้ไม้เท้านำทางไปอย่างสะเปะสะปะ ร้อนรน สิบทิศคว้าแขนร้อยดาวเอาไว้
“เดี๋ยว ! เธอจะไปช่วยใคร ที่ไหน ทำไมถึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ ?”
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ดิฉันต้องรีบไปให้ทัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกิน”
ร้อยดาวรีบร้อนเดินไป สิบทิศมองตามด้วยความแปลกใจ

วีระวิทย์ผลักดาราเรศกระเด็นแล้วแย่งมีดได้สำเร็จ
เวียงแก้วยุ “จะรอช้าอยู่ทำไม ฆ่ามันสิ ! ฆ่ามันเลย !”
ดาราเรศถอยจนชิดผนัง เธอยกมือไหว้ตัวสั่น น้ำตาร่วงพรู
“พี่อย่า... เรศกลัว...”
วีระวิทย์ลังเลจะฆ่าแต่ก็ใจไม่แข็งพอ
“ถ้ามันตาย แกก็รอด... ฆ่ามันซะ ก่อนที่มันจะฆ่าแก” เวียงแก้วยุ
วีระวิทย์เห็นดาราเรศร้องไห้ ตัวสั่นเป็นลูกนกก็สงสาร
“ไม่...ฉันทำไม่ได้... จะให้ฉันจะฆ่าน้องแท้ๆของตัวเองได้ยังไง”
เวียงแก้วหัวเราะ “น่าขัน ! ฉันจะบอกอะไรให้จะได้ตาสว่างกันเสียที กำพืดนังสร้อยฟ้าแม่ของแก มันก็แค่ผู้หญิงหยำฉ่าหากินอยู่แถวสำเพ็ง แต่เผอิญลีลาเด็ดถึงใจเลยได้มาเป็นสะใภ้กาฝากบดินทร์ธร”
“ไม่จริง...”
“แกสองคนเป็นพี่ร่วมท้อง น้องร่วมไส้กันเสียเมื่อไร... ก็แค่อาศัยท้องนังสร้อยฟ้ามาเกิด ผู้ชายที่ไหนไข่ทิ้งไว้ให้แม่แกก็ไม่รู้ จะมัวลังเลอะไรอยู่อีกเล่า... ทางเดียวเท่านั้นที่แกจะยังมีชีวิตรอด ฆ่ามันซะ”
“พี่ ! อย่าไปเชื่อมัน ! นังผีร้ายมันกำลังปั่นหัวพี่” ดาราเรศว่า
เวียงแก้วตะคอก “หุบปาก”
เวียงแก้วโบกมือไปในอากาศเพื่อสั่งสอนดาราเรศหมายเชือดไก่ให้ลิงดู ดาราเรศถูกตบจนหน้าหัน เลือดกลบปาก เธอเจ็บจนพูดไม่ได้ วีระวิทย์กระชับมีดในมือแล้วย่างสามขุมเข้าไปหมายจะฆ่าดาราเรศ

ร้อยดาวเข้ามาภายในเวียงร้อยดาวที่ยังมีซากปรักหักพังที่ถูกไฟไหม้หลงเหลืออยู่ ร้อยดาวปราดเข้าไปบริเวณที่เคยเป็นประตูลับทางลงไปยังห้องใต้ดินแต่มีซากปรักหักพังปิดทางไว้ ร้อยดาวเอามือตะกุยเศษซากนั้นจนมือถลอกเลือดซิบๆ เพราะต้องการจะลงไปยังห้องใต้ดินให้ได้ สิบทิศที่ตามมาจับมือร้อยดาว เขาเห็นเป็นแผลถลอกเลือดออกจึงเอ็ดด้วยความเป็นห่วง
“เสียสติไปแล้วหรือไง ! ทำอะไรของเธอ ?”
“ประตูลับลงไปห้องใต้ดิน น่าจะอยู่แถวๆนี้”
สิบทิศยื้อมือร้อยดาวไว้ “พอได้แล้ว ! กลับไปกับฉันเดี๋ยวนี้”
“ถ้าคุณชายจะกลับก็เชิญกลับไปก่อน ดิฉันต้องลงไปช่วยพวกเขา”
“ทางลงห้องใต้ดินถูกปิดตายขนาดนี้ ใครจะลงไปได้ยังไง”
ร้อยดาวขี้เกียจต่อปากต่อคำ เธอก้มหน้าตะกุยต่อไปจนพบบานประตู ร้อยดาวพยายามดึงแต่ก็ดึงไม่ออก สิบทิศอดไม่ได้จึงต้องเข้าไปช่วยร้อยดาวอีกแรง

วีระวิทย์ละล้าละลังจะฆ่าดาราเรศแต่ก็ไม่กล้า
เวียงแก้วเชียร์ “เร็วเข้าสิ ! รีบๆฆ่ามันซะ ! แกจะได้ออกไปจากที่นี่ไง”
วีระวิทย์เงื้อมีดขึ้นสุดวงแขนเพื่อจะฆ่าดาราเรศ ดาราเรศหลับตาปี๋ แล้วร้องไห้ น้ำตา น้ำมูกไหลด้วยความกลัวจนเหงื่อผุดเต็มหน้า มีดจากมือวีระวิทย์หล่นลงที่พื้น วีระวิทย์โผเข้ากอดดาราเรศเอาไว้แล้วปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กๆ
“พี่ทำไม่ได้ ! เราโตมาด้วยกัน กินนอนมาด้วยกัน พี่ฆ่าน้องไม่ได้จริงๆ”
สิบทิศช่วยร้อยดาวเปิดประตูได้สำเร็จและกำลังจะลงมา
หน้าตาเวียงแก้วกลายเป็นเน่าเฟะเพื่อข่มขวัญทั้งสองและบีบคั้นให้ทั้งสองตระหนกยิ่งขึ้น
“รักกันมากนักใช่ไหม ? ดี ! ฉันจะช่วยสงเคราะห์ส่งให้พวกแกไปอยู่ในนรกด้วยกันทั้งสองพี่น้อง เริ่มจากแกคนแรก”
เวียงแก้วบีบคอวีระวิทย์แล้วยกเขาขึ้นจนขาลอยขึ้นจากพื้น ดาราเรศตาเหลือก เธอหยิบมีดที่ตกอยู่ใกล้ๆ แล้วกระซวกข้างหลังวีระวิทย์อย่างแรง วีระวิทย์มองดาราเรศอย่างไม่เชื่อสายตาว่าน้องสาวจะกล้า
“ฉันฆ่าพี่วิทย์แล้ว ! แกต้องไว้ชีวิตฉันนะ ! ฉันยังไม่อยากตาย ปล่อยฉันไปเถอะ”
เวียงแก้วคลายมือออกแล้วปล่อยร่างวีระวิทย์ที่หายใจระทวยลงมากองที่พื้นชนิดรอความตาย วีระวิทย์จ้องดาราเรศตาเขม็งด้วยความอาฆาตแค้น เวียงแก้วเอื้อมมือมาลูบแก้มดาราเรศเบาๆ แบบน่าขนลุก
“คุณหนูดาราเรศช่างใจเด็ดจริงๆ... ไม่ต้องกลัว ข้าเจ้าจะไว้ชีวิต และพาคุณหนูกลับไปตามคำสัญญา แล้วคุณหนูจะรู้ซึ้งว่าอยู่กับตายอย่างไหนมันทรมานมากกว่ากัน”

เวียงแก้วหันควับไปยังประตูที่จะลงมายังห้องใต้ดินเพราะรับรู้ถึงการมาของร้อยดาว

ร้อยดาวลงมายังคุกใต้ดินพร้อมกับสิบทิศ สิบทิศไม่เห็นใครอยู่เลยสักคน

“ไหนล่ะ...คนที่เธอจะมาช่วย ไม่เห็นมีใครอยู่ที่นี่สักคน”
ร้อยดาวแปลกใจ เธอใช้ไม้เท้าคลำทางไปทั่วให้แน่ใจ
“เป็นไปไม่ได้ ก็ดิฉันเห็น”
“อย่าเพ้อไปหน่อยเลย ! ตาเธอบอดอยู่ จะมองเห็นได้อย่างไร นอกจากเธอจะเห็นภาพหลอนที่สร้างขึ้นเอง แล้วหลงผิดคิดว่านั่นเป็นเรื่องจริง”
“เลิกวินิจฉัยเสียที ดิฉันป่วยไม่ได้เป็นโรคจิตนะคะ”
“ผู้ป่วยร้อยทั้งร้อยก็ไม่ค่อยยอมรับว่าตัวเองเป็นโรคจิตกันนักหรอก”
“ดิฉันไม่ทราบจะอธิบายสิ่งที่ดิฉันเห็นให้คุณชายเข้าใจได้ยังไง อาจจะฟังดูเหลวไหลไปสักหน่อยแต่ดิฉันมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น”
สิบทิศมองหน้าร้อยดาวอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“จะให้ฉันเชื่อว่าเธอมีสัมผัสพิเศษมองเห็น “วิญญาณ” เนี่ยนะ ?”
ร้อยดาวพยักหน้าช้าๆ แต่มั่นใจ
“คุณชายยังจำผู้หญิงชุดขาวที่เคยเห็นในฝันได้ไหมคะ”
ภาพเหตุการณ์ตอนที่เวียงแก้วเข้าฝันพาสิบทิศมายังบ่อน้ำหลังตึกบดินทร์ธรย้อนกลับมา
ร้อยดาวพูดต่อ “ผู้หญิงคนนั้นคือคุณแม่เวียงแก้วของดิฉันเอง”
สิบทิศไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ร้อยดาวพูด
ทันใดนั้น เวียงแก้วก็ปรากฏตัวขึ้นในสภาพหน้าตาถมึงทึงชุดดำดูกลมกลืนกับความมืดที่มุมห้อง สิบทิศเห็นก็ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งร่างแทบไม่เชื่อสายตา
“คุณแม่เวียงแก้วต้องการ....”
เวียงแก้วหายตัววับไปจากมุมห้องแล้วโผล่มาในระยะประชิด เวียงแก้วกระชากแขนร้อยดาวไปยังอีกมิติก่อนที่เธอจะพูดอะไรต่อไป ร้อยดาวหมดสติทรุดฮวบลงกับพื้น สิบทิศตะลึงจนตาค้างต่อสิ่งที่มองเห็นตรงหน้า เขารีบปราดเข้าไปเขย่าร่างร้อยดาวที่หมดสติทันที

ร้อยดาวถูกเวียงแก้วผลักล้มลง
“นังตัวดี ! คิดเหรอว่าคู่หมั้นสุดที่รักของแกจะช่วยแกหยุดฉันได้”
“คุณแม่เอาวีระวิทย์กับดาราเรศไปซ่อนไว้ที่ไหนคะ ?” ร้อยดาวถาม
เวียงแก้วหัวเราะ “ฉันก็แค่พาไปไว้ในที่ที่พวกมันควรอยู่”
“คุณแม่ฆ่าพวกเขาแล้วเหรอคะ”
“เปล่า...ฉันไม่ได้ฆ่า คนที่อ่อนแอก็ต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่แกร่งกว่าเป็นธรรมดาของสัตว์โลก”
“นี่ไม่ใช่การไล่ล่าตามวัฏจักร แต่คุณแม่กำลังทำตามความคั่งแค้นที่ฝืนต่อกฎธรรมชาติ คุณแม่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินชี้เป็นชี้ตายใครทั้งนั้น”
“แล้วทีพวกมันหยิบยื่นโทษตายให้ฉันล่ะ มีใครหน้าไหนออกมากางปีกปกป้องฉันบ้าง”
“ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกรรมที่แต่ละคนเคยทำไว้”
“ฉะนั้นสิ่งที่พวกมันทุกคนได้รับก็สาสมแล้วกับกรรมที่มันเคยก่อไว้แล้ว”
เวียงแก้วพูดจบก็สลายร่างหายไป

ร้อยดาวสะดุ้งรู้สึกตัวอีกครั้งบนเตียงในห้องปกรณ์
“คุณแม่คะ ! กลับมาก่อน”
สิบทิศที่นั่งเฝ้าอาการของร้อยดาวถามด้วยความเป็นห่วง
“ฝันร้ายเหรอ ?”
“คุณชาย...” ร้อยดาวปวดหัว “นี่ดิฉันอยู่ที่ไหนคะ ?”
“ฉันพาเธอกลับมาที่ห้องแล้ว... เธอหมดสติไปตั้งหลายชั่วโมง”
ร้อยดาวซึ้ง “ขอบคุณคุณชายมากนะคะ... สำหรับทุกเรื่อง”
“ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่คู่หมั้นที่ดีเท่านั้น”
สิบทิศเขินแล้วรีบกลบเกลื่อนโดยการเปลี่ยนเรื่อง
“ตอนที่เธอสลบไป เธอเห็น...เอ่อ...คุณแม่เวียงแก้วของเธอใช่ไหม ?”
“ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ได้ป่วยทางจิตหรือมีอาการหลงผิดเหมือนอย่างที่คุณชายเข้าใจ กรุณาเลิกบำบัดดิฉันเสียที” ร้อยดาวว่า
“ฉันเชื่อ ! เพราะฉันก็เห็นในสิ่งที่เธอเห็นเหมือนกัน”
ร้อยดาวตกใจจนแทบไม่อยากจะเชื่อหู
“ว่ายังไงนะคะ ? คุณชายเห็นคุณแม่เวียงแก้วหรือคะ ?”
“ใช่ ! ฉันเห็นคุณเวียงแก้วก่อนที่เธอจะหมดสติที่เวียงร้อยดาว เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังได้แล้ว”
สิบทิศพูดด้วยสีหน้าจริงจังหนักแน่น

สร้อยฟ้าผุดลุกผุดนั่งแล้วเดินพล่านเป็นเสือติดจั่นเพราะเป็นห่วงลูกทั้งสอง เธอแหงนขึ้นไปมองรอยกากบาทปริศนาบนเพดานที่เหลืออยู่ 4 รอยแล้วก็ยิ่งกลุ้ม ดาราเรศเดินเข้ามาด้วยหน้าตาอิดโรย เสื้อผ้ายับยู่ยี่
“ยัยเรศ ! กลับมาแล้วเหรอลูก หายไปไหนมาตั้งหลายวัน รู้ไหม แม่เป็นห่วงจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ตาวิทย์พี่แกก็อีกคนไม่รู้หายไปไหน”
ดาราเรศก้มหน้าไม่กล้าสบตาสร้อยฟ้า เธอเอามือซ่อนไว้ข้างหลังไม่ให้สร้อยฟ้าเห็น
“แล้วนี่หน้าตาไปโดนอะไรมา ทำไมถึงได้...” สร้อยฟ้าถาม
“ไม่มีอะไรหรอกแม่ เรศแค่ซุ่มซ่ามไปหน่อย” ดาราเรศบอก
“เจ็บหรือเปล่า ? แม่ทายาให้ไหม ?”
สร้อยฟ้าถามด้วยความเป็นห่วง ดาราเรศน้ำตารื้น เธออยากจะโผกอดแม่แต่ก็รู้สึกผิดจนไม่กล้ากอด
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวก็หาย ขอตัวก่อนนะคะ เรศอยากพักผ่อน”

ดาราเรศหลบหน้าขึ้นบันไดไปด้วยท่าทีเงียบขรึมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สร้อยฟ้าส่ายหน้าแล้วมองตามด้วยความเป็นห่วง
 
อ่านต่อหน้า 4

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 11 (ต่อ)

มือทั้งสองข้างของดาราเรศเปื้อนคราบเลือดวีระวิทย์เกรอะกรัง
 
ดาราเรศเปิดก๊อกน้ำ ล้างคราบเลือดแห้งกรังที่ติดมืออยู่ที่อ่างล้างหน้า เธอร้องไห้พลางเอาแปรงขัดมือแรงๆ แต่ขัดเท่าไร รอยเลือดก็ไม่ยอมออก
“ออกสิ ! ออก ! ทำไมล้างเท่าไร รอยเลือดพวกนี้ก็ไม่ยอมออกสักที”
ดาราเรศขัดจนมือไม้ถลอกไปหมด หอบเหนื่อย
“เรศแค่ป้องกันตัว ! พี่จะฆ่าเรศก่อน.... ถ้าเรศไม่ฆ่าพี่ พี่ก็ต้องฆ่าเรศหรือไม่เราก็ต้องถูกนังผีนั่นฆ่าตายทั้งคู่อยู่ดี เรศไม่มีทางเลือก !เรศยังไม่อยากตาย อโหสิให้เรศด้วยเถอะนะ”
ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาของผีวีระวิทย์ที่กระจกล้างหน้า
“กูไม่มีวันอโหสิกรรมให้มึง ! อีน้องสารเลว”
ดาราเรศตาค้าง “พี่วิทย์ !”
“กูจะมาเอามึงไปอยู่ด้วย”
ทันใดนั้น กระจกก็ร้าวแตกเป็นรอยแบ่งระหว่างเงาของดาราเรศและผีวีระวิทย์ที่เอื้อมมือพุ่งเข้ามา ดาราเรศหันกลับมาแต่วีระวิทย์ก็หายไปแล้ว ดาราเรศทรุดลงไปนั่งกับพื้นห้องน้ำแล้วร้องกรี๊ดลั่น ก่อนจะร้องไห้ตัวโยนอย่างเสียขวัญ

เช้าวันใหม่ จงจิตกำลังตุ๋นซุปบำรุงให้ดำรง จงจิตหยิบห่อยาจีนห่อใหม่ออกมาแ้วจะใส่ลงในหม้อน้ำแกงเดือด ดาหลาแอบมองลับๆล่อๆ คอยจับผิดจงจิตอยู่ จงจิตชำเลืองเห็นดาหลากำลังแอบดูอยู่ก็ชะงัก จงจิตรู้ตัวจึงแกล้งเอาห่อยาซุกเอาไว้ใต้เขียงแล้วเดินออกจากห้อง พอเห็นจงจิตออกไปแล้ว ดาหลาก็รีบย่องเข้ามาเอาห่อยาที่ซ่อนไว้ออกมาดู
“ต้องเรียนให้คุณท่านทราบ...”
ทันใดนั้น เสียงดำรงก็ดังขึ้นด้านหลังดาหลา
“ทำอะไรน่ะ!!”
ดาหลาสะดุ้งเฮือกหันหลังกลับมาพร้อมห่อยาที่อยู่ในมือ ดำรงหน้านิ่วคิ้วขมวด จงจิตกับเต็มเดือนยืนประกบ จงจิตปราดเข้ามาแย่งห่อยาที่ดาหลาถืออยู่
“นั่นห่ออะไร เอามานี่ซิ”
จงจิตแกล้งแกะห่อยาให้ดำรงกับเต็มเดือนดูให้เห็นกับตา เต็มเดือนหยิบขึ้นมาดมแล้วรีบใส่ไฟดำรงทันที
“นี่มันของมีพิษทั้งนั้นเลยนี่คะ” เต็มเดือนพูดกับดาหลา “เธอเอาสมุนไพรพวกนี้มาทำอะไรกันแน่ แม่ดาหลา อย่าบอกนะว่า...”
“มันก็เอามาวางยาคุณพ่อน่ะสิคะ” จงจิตเสริม
ดาหลาใจหายวาบเพราะรู้ตัวว่าถูกจงจิตซ้อนแผนเข้าให้แล้ว

ดำรงโกรธจัดชี้หน้าดาหลาตัวสั่นเทิ้ม
“ฉันไม่น่าเลี้ยงงูพิษอย่างหล่อนไว้เลย อุตส่าห์อุปถัมภ์ค้ำชูมาตั้งแต่เล็ก แต่น้อย หวังจะฝากผีฝากไข้ ยังหันมาแว้งกัดได้ สมบัติฉัน อยากได้นักใช่ไหม หล่อนถึงจงใจจะฆ่าฉันให้ตายไวๆ”
ดาหลาได้แต่ร้องไห้เพราะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่ขึ้นเนื่องจากหลักฐานมัดตัว
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเธอจะกล้าทำเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ เสียแรงที่คุณพ่อรักและเมตตารับเธอไว้เป็นลูกบุญธรรม” เต็มเดือนว่า
“คุณเต็มเดือนคะ ได้โปรดฟังดิฉันก่อน...”
จงจิตปรี่เข้าไปจิกหัวตบดาหลาแบบไม่ให้ทันตั้งตัวโดยไม่เปิดโอกาสให้ดาหลาเล่าความจริง
“ไม่ต้องมาแก้ตัวอะไรทั้งนั้น บุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ราดหัวหล่อนมันไม่ทำให้รู้สำนึกบ้างเลยหรือไง คนเนรคุณอย่างนี้จะเอาไว้ทำไมคะ ลากคอเข้าคุกไปเลยดีกว่า”
เต็มเดือนกับจงจิตมองดำรงว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป
“คุณพ่อจะให้จัดการอย่างไรกับแม่ดาหลาดีคะ ?” เต็มเดือนถาม
ดำรงจ้องหน้าดาหลาที่ร้องไห้น้ำตานองหน้าแล้วอดสงสารไม่ได้จึงหันหลังให้ดาหลาก่อนพูด
“ฉันจะเห็นแก่ที่หล่อนเคยปรนนิบัติรับใช้ฉัน ไม่แจ้งตำรวจ แต่หล่อนต้องไปให้พ้น ! แล้วอย่าหวนกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก”
ดาหลาอ้าปากหวอแทบไม่อยากจะเชื่อหู
“รีบไปเก็บกระเป๋าซะ ! ฉันจะให้คนไปส่งเธอที่ท่ารถ” เต็มเดือนบอก
เต็มเดือนสบตากับจงจิตที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ดาหลานั่งกอดกระเป๋าเดินทางร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ดาหลาหันกลับไปมองบดินทร์ธรเป็นครั้งสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์และเป็นห่วงดำรง รถแล่นออกจากบดินทร์ธรไกลขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไป รถที่แล่นอยู่ชะลอจอดที่ข้างทางซึ่งเป็นป่าละเมาะเปลี่ยวและไกลผู้คน
“รถเสียหรือ ?” ดาหลาถาม
คนขับรถตอบห้วนๆ “เปล่า”
“แล้วทำไมถึงไม่ไปส่งฉันที่ท่ารถ”
“คุณเต็มเดือนสั่งให้กระผมส่งคุณดาหลาให้ “ถึงที่”
คนขับรถหันมาพร้อมกับมีดพกคมกริบในมือ ดาหลาตาเบิกโพลง เธอรีบเปิดประตูหนีออกไปจากรถทันที

ดาหลาวิ่งหนีไม่คิดชีวิต คนขับรถไล่ตามมาหมายจะฆ่าปิดปากดาหลา ดาหลาวิ่งสะดุดหกล้ม คนขับรถวิ่งใกล้เข้ามาทุกที ดาหลาพยายามยันกายลุกขึ้นวิ่งกะเผลกๆ หนี ดาหลาวิ่งมาชนร่างของคนๆ หนึ่งเข้า ดาหลาตาเบิกโพลงแล้วจะกรีดร้อง แต่ถูกมือของคนๆ นั้นปิดปากเอาไว้

ปรมัตถ์มาแจ้งข่าวการตายของดาหลาให้ทุกคนทราบ
ร้อยดาวช็อค “อะไรนะ...ดาหลาน่ะหรือ ตายแล้ว”
“ครับ...มีคนพบศพคุณดาหลาถูกทิ้งไว้ที่ป่าละเมาะ” ปรมัตถ์บอก
“คุณดาหลาเป็นอะไรเสียชีวิตคะ คุณปรมัตถ์” นมแสงถาม
“ตำรวจสันนิษฐานว่าถูกคนร้ายดักชิงทรัพย์ครับ แต่คุณดาหลาขัดขืน เลยถูกกระหน่ำแทงจนเสียชีวิต”
เต็มเดือนแสร้งทำท่าจะเป็นลม
“โธ่...เห็นกันอยู่หลัดๆแท้ๆ...ไปสู่สุคติเถอะนะ แม่ดาหลา”
ดำรงหน้าซีดเผือดเพราะพูดอะไรไม่ออก
สร้อยฟ้าพูด “ลูกบุญธรรมสุดที่รักถูกฆ่าหมกป่าละเมาะ คุณพ่อจะไม่พูดอะไรสักหน่อยหรือคะ”
“ไหนหล่อนว่าจะให้คนไปส่งแม่ดาหลาที่ท่ารถไง แม่เต็มเดือน ?” ดำรงว่า
“คนรถบอกว่าแม่ดาหลาขอลงระหว่างทาง ไม่นึกเลย...แม่ดาหลาจะมีอันเป็นไปน่าเวทนาเช่นนี้” เต็มเดือนบอก
“คนมันจะตาย ใครหน้าไหนจะขวางเอาไว้ได้ล่ะค่ะคุณพี่” สร้อยฟ้าว่า
“เวรกรรมนี่ช่างตามทันไวดีแท้ ! นึกอยู่แล้วเชียว คนเนรคุณคน เลี้ยงไม่เชื่องอย่างนั้นไม่มีวันตายดี” จงจิตบอก

ร้อยดาวรู้สึกคาใจ เธอคิดว่าการตายของดาหลาน่าจะมีเงื่อนงำ

ร้อยดาวนั่งคุยกับปรมัตถ์เรื่องการตายของดาหลา

“ฉันรู้ว่านายเสียใจเรื่อง...ดาหลา” ร้อยดาวบอก
“คุณดาหลาอาจจะไปสบายแล้วก็ได้ อยู่ที่นี่ก็มีแต่ภัยอันตรายรอบตัว คนบางคนรู้หน้าแต่ก็ไม่รู้ใจ” ปรมัตถ์ว่า
“การตายของดาหลาดูมีเงื่อนงำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ติดบางทีนี่อาจไม่ใช่คดีคนร้ายฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดาๆก็ได้”
“คุณท่านเพิ่งจะปรารภกับผมเรื่องตามให้คุณพ่อร่างพินัยกรรมไม่ทันไร คุณดาหลาก็มาด่วนเสียชีวิต เท่ากับหมดสิทธิ์ในกองมรดกของคุณท่านไปโดยปริยาย”
“ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับมรดกของคุณปู่ ก็คงมีใครสักคนในบดินทร์ธรอยากให้ดาหลาต้องพบจุดจบแบบนี้”
ร้อยดาวขมวดคิ้ว ครุ่นคิด หาตัวคนร้าย

สิบทิศเดินคุยกับร้อยดาวที่โถงทางเดิน
“เธอคิดว่าใครอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของดาหลา”
“ดิฉันยังไม่แน่ใจ อาจจะเป็นคุณสร้อยฟ้าหรือไม่ก็คุณจงจิต” ร้อยดาวว่า
“เธอไม่สงสัยคุณเต็มเดือนบ้างหรือ ?” สิบทิศถาม
“คุณเต็มเดือนเธองามทั้งกายและใจ ไม่มีวันคิดทำเรื่องอำมหิตโหดเหี้ยมอย่างนั้นแน่”
“ผู้หญิงยิ่งสวย ก็ยิ่งอันตราย เหมือนดอกยี่โถพวกนี้ ถึงแม้จะกลิ่นดี สีสวย แต่ก็มีพิษร้ายแรงถึงขั้นทำให้ตายได้…คุณเต็มเดือนยังเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยเช่นเดียวกับวิญญาณคุณแม่เวียงแก้วของเธอ”
“เป้าหมายของคุณแม่เวียงแก้วไม่ได้อยู่ที่ดาหลา แต่น่าจะเป็นคนอื่นมากกว่า... แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ดิฉันจะต้องหยุดให้ได้”
“เธอจะหยุดสิ่งที่มีอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติได้อย่างไร ฉันยังมองไม่เห็นทาง”
“ทุกสิ่งในโลกล้วนอยู่ภายใต้เงื่อนไขกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่มีใครมีอำนาจฝ่าฝืนได้ ดิฉันต้องรีบหาศพคุณแม่เวียงแก้วให้พบ แล้วปลดปล่อยให้ท่านไปตามทางเสียที”
ร้อยดาวพูดกับสิบทิศอย่างหนักแน่นและมาดมั่น

สร้อยฟ้าเปิดประตูกลับเข้าห้องมา เวียงแก้วในชุดดำ ใบหน้าขาวซีดนั่งคอยท่าอยู่บนเตียง
“อีเวียงแก้ว !!” สร้อยฟ้าตกใจ
“ตกใจอะไรนักหนา คนกันเองแท้ๆ... ข้าเจ้าแค่มาส่งข่าวเรื่องลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณสร้อยฟ้าเท่านั้น” เวียงแก้วว่า
“ตาวิทย์ ! แกทำอะไรลูกฉัน ห๊า อีผีบ้า !”
“จะเป็นห่วงเป็นใยอะไรนักหนา กะอีแค่ลูกชู้ของไอ้พ่อปู่หมอเสน่ห์ ! น่าสมเพช ! หวังจะมัดใจผัวด้วยการลงทองเข้าของลับ เลยถูกไอ้แก่ตัณหากลับเสกลูกเข้าท้อง ถ้าอาคมไม่ขลังจริง ทำไม่ได้หรอกนะเจ้า”
“อีปากนรกแตก ! เป็นผีแล้วนึกว่ากูกลัวมึงหรือไง !!”
สร้อยฟ้าปรี่เข้าไปอย่างลืมตัวหมายจะจัดการเวียงแก้ว แต่เวียงแก้วกลับหายตัวไป สร้อยฟ้ากราดตามองหาด้วยความกล้าบ้าบิ่น
“แน่จริงก็ออกมาสิ อีเวียงแก้ว !”
เวียงแก้วปรากฏตัวประชิดหน้าสร้อยฟ้าใบหน้าเน่าเฟะสยดสยอง
สร้อยฟ้าผงะ “แกเอาลูกฉันไปไว้ที่ไหน เอาลูกฉันคืนมา”
“อดใจสักนิดเถอะนะเจ้า... คุณวีระวิทย์กำลังจะกลับมาในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้”
เวียงแก้วหัวเราะร่วนแล้วสลายร่างเป็นควันหายไป สร้อยฟ้ายกมือจับที่หน้าอกพบว่าหัวใจเต้นโครมคราม

กระถินยืนชะเง้อชะแง้ ตบยุง เฝ้ารอวีระวิทย์กลับมาที่หน้ามุขพลางบ่นอุบ
“ไม่รงไม่รอมันแล้ว ยุงก็กัด ไปนอนดีกว่า”
กระถินจะกลับขึ้นตึกพอพบร่างวีระวิทย์ยืนทื่ออยู่ด้านหลังก็ตกใจ
กระถินใจหายวาบ “คุณวีระวิทย์มาตั้งแต่เมื่อไร ทำไมกระถินไม่เห็น”
กระถินย่นจมูกพราะได้กลิ่นสาบสางมาจากตัววีระวิทย์ เธอทำจมูกฟุดฟิด
“ทำไมตัวถึงได้เหม็นสาบสางขนาดนี้ ไม่อาบน้ำมากี่วันแล้วคะ”
วีระวิทย์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาตรงเข้าจู่โจมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกระถินอย่างหื่นกระหาย
“อย่าเพิ่งใจร้อนสิคะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
กระถินถูกซุกไซ้จนเคลิบเคลิ้ม วีระวิทย์อุ้มร่างกระถินช้อนขึ้นตึกไป

เช้าวันใหม่ เสียงกรีดร้องของกระถินดังลั่นขึ้นมา สร้อยฟ้า ดาราเรศ และนมแสงเปิดประตูเข้าห้องวีระวิทย์ กระถินที่นุ่งผ้าขนหนูกระโจมอกมีสีหน้าตาตื่นตระหนก ตาเหลือกขณะนั่งอยู่ที่พื้นห้อง
สร้อยฟ้าว่า “แกเป็นบ้าอะไรของแกห๊า ! นังกระถิน ! ร้องอย่างกับมีใครตาย”
กระถินชี้นิ้วไปที่เตียงด้วยอาการปากคอสั่นพูดอะไรไม่ออก ศพวีระวิทย์นอนคว่ำหน้ามีมีดปักที่หลัง ตาเหลือกค้างอยู่บนเตียง โดยสภาพศพเริ่มเขียวคล้ำแล้ว สร้อยฟ้าโผเข้ากอดศพลูกชายแล้วปล่อยโฮ ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด
“ตาวิทย์ !!! ตาวิทย์ ลูกแม่”
ดาราเรศถึงกับตาค้างที่เห็นศพวีระวิทย์กลับมาอยู่ที่นี่ แววตาของวีระวิทย์คล้ายจ้องมองมายังตน สร้อยฟ้าปราดเข้าไปตบกระถินไม่เลี้ยงทั้งน้ำตา
“มึงฆ่าลูกกูทำไม ห๊า ! อีกระถิน !!! ลูกกูไปทำอะไรให้มึง !!! อีสารเลว”
“ดิฉันเปล่านะคะ คุณสร้อยฟ้า ดิฉันไม่ได้ทำ พอตื่นขึ้นมา คุณวีระวิทย์ก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว”
“มึงฆ่าลูกกู กูจะฆ่ามึง”
สร้อยฟ้าบีบคอกระถินจะฆ่าให้ตายจนนมแสงต้องเข้ามาห้าม วุ่นวายไปหมด
 
ดาราเรศอยู่ในอาการช็อคถอยหลังกรูดชิดผนังใจเต้นไม่เป็นส่ำ

สร้อยฟ้าปรี่เข้าตบหน้ากระถินอีกรอบ

“นังแพศยา !!! เมื่อคืน แกนอนอยู่ในห้องสองต่อสองกับตาวิทย์ ถ้าแกไม่ได้ลงมือฆ่าแล้วใครจะฆ่า ห๊า “
ดำรงกระแทกไม้เท้าปังก่อนจะตวาดลั่นโถงกลาง
“จะพอได้หรือยัง !! แม่สร้อยฟ้า”
“ต่อให้ตบตีนังกระถินจนตาย ลูกชายเธอก็ไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้หรอกนะ” เต็มเดือนว่า
สร้อยฟ้าทรุดลงนั่ง ก่อนจะซบหน้าร้องไห้โฮ
สิบทิศพูด “ผลการชันสูตรเบื้องต้น คาดว่าวีระวิทย์น่าจะเสียชีวิตมาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงแล้ว แต่เธอบอกว่าเมื่อคืนนี้ ได้ร่วมหลับนอนกับผู้ตาย มันจะเป็นไปได้อย่างไร”
ดาราเรศเริ่มนั่งไม่ติด เธอมีอาการร้อนๆหนาวๆ คล้ายคนมีไข้หนักและอยากจะกลับห้อง แต่ก็กลัวผีวีระวิทย์ กระถินหน้าตาเขียวช้ำนั่งร้องไห้ต่อหน้าทุกคน
“จะเอาดิฉันไปสาบานที่วัดไหนก็ได้...ดิฉันไม่ได้ฆ่าคุณวีระวิทย์จริงๆ คุณวีระวิทย์เป็นพ่อของเด็กที่อยู่ในท้อง ดิฉันจะทำอย่างนั้นไปทำไม”
“อ้อ... ที่แท้พ่อลูกชายตัวดีของหล่อนก็ใฝ่ต่ำทำคนใช้ในบ้านท้อง คราวนี้แหละ คงได้งามหน้าทั้งห้าไร่”จงจิตว่า
ดำรงตกใจเมื่อรู้ว่ากระถินตั้งท้องกับวีระวิทย์
“เป็นความจริงหรือ แม่สร้อยฟ้า ?”
“ดิฉันไม่ทราบ อีนี่มันตอแหลกระแตเต้น จริงหรือไม่จริงมีแต่มันเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ”
“ปรมัตถ์ ! พานังคนนี้ไปส่งที่โรงพัก ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเขาสืบสวน ความจริงเป็นอย่างไร เดี๋ยวคงได้รู้กัน เอาตัวไปได้” ดำรงสั่ง
ปรมัตถ์เข้ามายื้อแขนกระถิน กระถินยกมือไหว้ขอความเมตตาจากดำรง
“คุณท่านเมตตาดิฉันด้วยเถอะนะเจ้าคะ ดิฉันไม่ได้ทำจริงๆ โอ๊ย”
ทันใดนั้นกระถินก็ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก เธอเอามือกุมท้องเพราะปวดอย่างแรง
“พอจะเข้าคุกเข้าตะรางหน่อย ทำสำออยขึ้นมาเชียว” จงจิตว่า
สิบทิศรีบเข้ามาตรวจดูอาการของกระถินเพราะเห็นท่าอาการจะไม่ค่อยดี
“รีบพาไปส่งที่โรงพยาบาลก่อนดีกว่า”
ท้องกระถินค่อยๆโตขึ้นราวกับคนท้องใหญ่มาก ทุกคนแทบไม่เชื่อสายตา
ร้อยดาวถาม “เกิดอะไรขึ้นหรือ นม ?”
“ไม่น่าเชื่อ อยู่ๆท้องของแม่กระถินก็โตขึ้นเหมือนคนท้องสัก 9 เดือน” นมแสงบอก
ร้อยดาวเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล สิบทิศเห็นน้ำคร่ำไหลนองที่พื้น
“น้ำคร่ำเดิน ! ไม่ได้การแล้ว ! เธอกำลังจะคลอด ! คุณนมรีบไปต้มน้ำร้อนมาเร็วเข้า” สิบทิศบอก
“ค่ะ ! ค่ะ !” นมแสงวิ่งหลุดเฟรมไป
กระถินโอดโอยร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส ทันใดนั้น กระถินก็ร้องกรี๊ดสุดเสียง พร้อมกับมีบางสิ่งไหลทะลักพรวดออกมาจากช่องคลอด
“กรี๊ด !!” กระถินสลบไป
แต่ละคนตาเบิกโพลงอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนจะทำท่าสะอิดสะเอียน ร่างทารกชุ่มไปด้วยเลือดหน้าตาเหมือนปีศาจหลุดออกมากองที่พื้นในสภาพแน่นิ่งเพราะขาดใจตายแล้ว มีสายรกระโยงระยางเต็มไปหมดอย่างน่าสยดสยอง

สิบทิศกับปรมัตถ์ช่วยนำร่างกระถินที่เสียเลือดจนหมดสติประคองขึ้นรถ รถของสิบทิศแล่นไปเพื่อพากระถินไปส่งที่โรงพยาบาล สร้อยฟ้ามองจนรถลับสายตาก็หันกลับมาสั่งกับบ่าวหญิงทั้ง 2 คน
“ซากไอ้เด็กนรกนั่น หาหม้อมาใส่ แล้วเอาไปฝังดินซะ”
บ่าวหญิงทั้งสองทำหน้าเลิ่กลั่กๆ และหวาดๆ
สร้อยฟ้ากำชับ “ไปสิ ! หูหนวกหรือไง”
บ่าวยังยืนนิ่งไม่ยอมไปไหน เพราะกลัว
บ่าวพูดเสียงสั่น “บ่าว... บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ... บ่าวกลัว”
สร้อยฟ้าโมโหจึงตบหน้าบ่าวหญิงคนละฉาด
“เลี้ยงเสียข้าวสุก ! แค่นี้ก็ใช้ไม่ได้จะเลี้ยงเอาไว้ทำแม่หรือไง ไสหัวไปให้พ้น !”
บ่าวหญิงทั้งสองรีบเดินจากไป สร้อยฟ้ากลับเข้าตึกไปอย่างหัวเสีย

นมแสงพาร้อยดาวมาส่งที่ห้อง
“คุณชายสิบทิศกับคุณปรมัตถ์พาแม่กระถินไปโรงพยาบาล ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง ?”
“ทารกนั่นน่ากลัวมากเลยหรือจ๊ะ นม ?” ร้อยดาวถาม
“ตั้งแต่เกิดมานมยังไม่เคยเห็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างนี้มาก่อน ราวกับหลุดมาจากนรกขุมไหน พูดแล้วนมยังขนลุกไม่หาย” นมแสงเล่า
ร้อยดาวแน่ใจแล้วว่าต้องเป็นฝีมือเวียงแก้ว

สร้อยฟ้าถือหม้อดินที่ใส่ซากทารกมายังท่าน้ำ
“ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ต้องอยู่ประจานให้ฉันอับอายขายหน้าไปลงนรกซะเถอะ ไอ้เด็กเปรต”
สร้อยฟ้าจะเอาหม้อดินถ่วงลงไปในน้ำ
ทันใดนั้น อีกาตัวหนึ่งก็โผลงมาเฉี่ยวหน้าสร้อยฟ้าจนเป็นแผลเลือดซิบ สร้อยฟ้าตกใจรีบเอามือปัด จนปล่อยหม้อดินร่วงหลุดมือแตกดังเพล้ง อีกาบินหนีไป สร้อยฟ้าเอามือกุมที่แผลเพราะรู้สึกแสบ ก่อนจะด่าไล่หลัง
“อีการะยำ !”
สร้อยฟ้าก้มลงมองหม้อดินที่แตกละเอียดพบว่าซากทารกผีหายไปแล้ว
สร้อยฟ้ามองหา “หายไปได้ยังไง”
สร้อยฟ้าก้มลงหา ทันใดนั้นทารกผีก็กระโดดโผลงมาเกาะที่หน้าสร้อยฟ้า
สร้อยฟ้าร้องลั่น “อ๊าย !!”

ทารกผีแยกเขี้ยวหัวเราะคิกคัก

สร้อยฟ้าสะดุ้งผวาสุดตัวแล้วพบว่าตัวเองฝันไป
 
สร้อยฟ้าเหงื่อผุดเต็มหน้า เธอสูดลมหายใจลึกปลอบขวัญตัวเอง สร้อยฟ้าเห็นผ้าห่มพะเยิบพะยาบ เหมือนมีบางอย่างอยู่ข้างใต้ ทารกผีค่อยๆคลานโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มแล้วหัวเราะอ้อแอ้เหมือนเด็กๆ สร้อยฟ้าถอยกรูดด้วยความขยะแขยงจนกระทั่งพลัดตกเตียง
“ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไอ้เด็กผี !! ออกไป”
สร้อยฟ้าชนกับขาของเวียงแก้วที่ยืนดักอยู่ด้านหลัง สร้อยฟ้าหันมาเห็นเวียงแก้วยิ้มเย็นมา
“หลานตัวเองแท้ๆ จะเสือกไสไล่ส่งไปไหนล่ะเจ้า”
“มันไม่ใช่หลานฉัน !!! ออกไป”
สร้อยฟ้าขว้างปาข้าวของใส่เด็กผีที่คลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
“อย่ารังเกียจเดียดฉันท์ไปเลย ถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณวีระวิทย์ ลูกชายผู้ล่วงลับ หลานคุณสร้อยฟ้าออกจะน่าเกลียดน่าชัง จูบรับขวัญเสียหน่อยสิเจ้า”
“ย่าจ๋า...หนูหนาว หนูขอกลับเข้าไปอยู่ในท้องย่านะจ๊ะ”
ทารกผีคลานมุดเข้าไปในชุดนอนก่อนจะมุดกลับเข้าไปอยู่ในท้องของสร้อยฟ้า สร้อยฟ้าหน้าตาบิดเบี้ยวเหยเก เธอเอามือทุบท้องตัวเองเพราะไม่ยอมให้เด็กผีเข้ามาอยู่
“ออกไป !!! ฉันไม่ให้แกอยู่ !!! ไอ้เด็กนรก”
เวียงแก้วหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ

สิบทิศรายงานดำรงเรื่องกระถิน
“เด็กกระถินเสียเลือดมากก็เลย...สิ้นใจที่โรงพยาบาลแล้วครับ”
“แก่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ฉันยังไม่เคยเจอเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนแบบนี้มาก่อน... พ่อหมอพอจะมีคำอธิบายให้ฉันคลายใจลงบ้างไหม” ดำรงบอก
สิบทิศส่ายหน้าช้าๆ เพราะเริ่มเชื่อในสิ่งลี้ลับ
“ถ้าไม่เห็นกับตา หัวเด็ดตีนขาด ผมก็ไม่มีวันเชื่อเหมือนกัน แล้วซากเด็กทารกที่เสียชีวิตล่ะครับ ยังอยู่หรือเปล่า”
“คุณสร้อยฟ้าเธอนำไปฝังดินแล้วค่ะ” นมแสงบอก
“ของแบบนั้น เก็บเอาไว้ก็ทำให้นอนไม่หลับเสียเปล่าๆ” ดำรงว่า
“เช้านี้ผมจะมารับร้อยดาวไปรักษาที่กรุงเทพฯดังที่เคยเรียนท่านไว้” สิบทิศบอก
“ต้องใช้เวลาสักเท่าไรหรือคะ ดวงตาของคุณหนูถึงจะกลับมามองเห็นได้เป็นปรกติ” นมแสงถาม
“ตอนนี้ยังไม่ทราบจนกว่าจะให้จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญลองตรวจอาการ” สิบทิศบอก
“ฉันฝากหลานคนนี้ด้วยนะ พ่อหมอหัวดื้อ”
“ครับ... ผมรับปากท่าน จะดูแลเธออย่างดีที่สุด”
ดำรงพยักหน้าแล้วหันไปมองนมแสงทำนองว่าให้ลงไปส่งสิบทิศด้วย นมแสงพาสิบทิศลงไปส่ง ดำรงเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่างเพราะคิดไม่ตกอยู่คนเดียว เขานึกย้อนเหตุการณ์ในคืนนั้น

เหตุการณ์ตอนที่เวียงแก้วขอร้องดำรงอย่าให้เผาศพตัวเองย้อนกลับมา
“ทำไมถึงห้ามไม่ให้ฉันเอาศพหล่อนมาทำพิธีเผาให้ถูกต้องตามประเพณี หล่อนไม่อยากไปผุดไปเกิดกับเขาหรือไง” ดำรงถาม
“ข้าเจ้าจะไปผุดไปเกิดได้เยี่ยงไร ในเมื่อถูกคนใจร้ายกระทำย่ำยีเสียยิ่งกว่าสัตว์” เวียงแก้วบอก
“ใครทำหล่อน บอกฉันได้ไหม”
“หากคุณท่านอยากทราบ ก็อย่าเพิ่งใจร้อนเอาศพข้าเจ้าไปเผาขอให้ฝังไว้ที่เวียงร้อยดาวสักระยะ แล้วสิ่งที่คุณท่านเคลือบแคลงสงสัยมาเนิ่นนานก็จะกระจ่างขึ้นมาเสียที”
ดำรงเองคล้อยตามคำพูดของเวียงแก้วเพราะอยากรู้เต็มทีว่าใครคือฆาตรกรตัวจริง

ดำรงสั่งการกับบังหนั่นที่กำลังขุดหลุมฝังโลงศพเวียงแก้ว
“ฝังศพแม่เวียงแก้วเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการเผาโลงเปล่าอีกใบซะ”
บังหนั่นงงเป็นไก่ตาแตก “อ้าว !! ทำไมล่ะขอรับ นายท่าน ?”
“ไม่ต้องถาม ทำตามที่ฉันสั่ง แล้วปิดปากให้สนิท อย่าเผลอพูดกับใครเด็ดขาด เรื่องนี้มีแค่แกกับฉันเท่านั้นที่รู้ ใครมาถามอะไรให้บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นทั้งนั้น เข้าใจไหม ?”
“ขอรับ คุณท่าน...”
บังหนั่นรับคำดำรงความรู้สึกที่ยังคาใจ

ดำรงรำพึงเบาๆกับตัวเอง
“ฉันคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ที่หลงเชื่อ ยอมทำตามที่หล่อนขอร้อง แม่เวียงแก้ว”
ดำรงหลับตาลงเพราะ คิดไม่ตกกับเรื่องที่ค้างคาอยู่ในหัว

มารุตตามตื๊อร้อยดาวขอตามไปกรุงเทพด้วย
“Please… ได้โปรดเถอะนะ ให้ไอตามไปดูแลยูที่ Bangkok ด้วยคน”
“บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิ... พูดไม่รู้เรื่องหรือไง มีพี่ชายฉันคอยดูแลอยู่ทั้งคน นายจะตามไปทำไมให้เกะกะ”
“ถึงยูไม่ให้ไป ไอก็จะขับรถตามไปเอง เกิดพี่ชายยูไร้น้ำยารักษาไม่หาย จะได้จองไฟล์ทด่วนพาเพื่อนไอบินกลับไปหาหมอที่อังกฤษ หายเมื่อไรจะได้ครองรักกับไอที่โน่น”
“ฝันไปเถอะย่ะ ! พี่ชายฉันไม่มีวันยอมเสียพี่ร้อยดาวให้ฝรั่งขี้นกอย่างนายเด็ดขาด” น่านฟ้าว่า
มารุตกับน่านฟ้าหมั่นไส้กันจนไม่อยากจะมองหน้า
“จะเถียงให้ได้อะไรขึ้นมา... เอาเวลาทะเลาะกันมาช่วยดิฉันดีกว่า” ร้อยดาวบอก
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา ไอยินดีทำเพื่อยูทุกอย่าง” มารุตบอก
“ก่อนไปรักษาตาที่กรุงเทพ มีเรื่องหนึ่งที่ไอจะต้องรู้ให้ได้”
น่านฟ้าสงสัย “อะไรหรือคะ ?”

ร้อยดาวมาดมั่นจะหาความจริงให้ได้
 
อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...