xs
xsm
sm
md
lg

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 25

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 25
 

งานเลี้ยงรุ่นจัดขึ้นที่โรงแรมตอนค่ำ เพื่อนๆ นักเรียน ตลอดจนบรรดาซิสเตอร์ และศิษย์เก่าหลายรุ่น ห้องจัดเลี้ยงขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ตกแต่งอย่างหรูหราเป็นทางการ

โต๊ะจัดอย่างสวยงามเป็นระเบียบ นั่งได้ราวสี่คนหรือหกคน ผ้าปูโต๊ะสวยงาม มีดอกไม้ประดับ และชุดจาน ช้อน แก้วน้ำ สวยหรู
ภายในห้องยังมีซุ้มดอกไม้และสายรุ้งกระดาษตกแต่งสวยงามตามมุมต่างๆ โดยที่ผนังด้านหนึ่งของห้อง ติดป้ายตัว หนังสือเขียนเด่นหราว่า “ราตรีชื่นชุมนุมศิษย์เก่า”
สีสันทั่วทั้งห้องรวมถึงการแต่งกายของทุกคนในงาน อยู่ในโทนสีประจำของโรงเรียน

บริเวณด้านหน้างานเวลานี้ แลเห็นแขกเดินเข้างานเป็นกลุ่มๆ เป็นศิษย์เก่าหลายรุ่น จึงมีผู้หญิงหลากหลายวัย ทุกคนล้วนแล้วแต่แต่งตัวสง่า ดูดี มีฐานะ
ชายรวีเดินมากับหญิงจันทร์ โดยมีหญิงจิ หรือ คุณหญิงจิตราภรณ์เดินเยื้องมาด้านหลังนิดหน่อย คนต่างหันมองทั้งคู่ เพราะสวยหล่อน่าดู หญิงจันทร์เชิดหน้าอย่างภูมิใจ
“หวังว่าผมคงจะไม่ใช่ผู้ชายคนเดียว ในงานชุมนุมศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีนะครับ”
“แหม ในงานมีแต่ศิษย์เก่าเมื่อไหร่คะ คุณชาย เขาก็พาครอบครัวหรือคู่ควงมาด้วยกันทั้งนั้น” หญิงจิยิ้มล้อ “จริงไหมคะ พี่หญิง”
“จริงจ้ะ” หญิงจันทร์หันมาพูดกับชายรวี “เป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษที่ต้องเทคแคร์สุภาพสตรี”
ชายรวีรู้ดีว่าหญิงจันทร์พยายามสื่ออะไร เลยแกล้งพูดเลี่ยงไป ไม่รับมุข
“เหรอครับ ผมกลับชื่นชมสุภาพสตรียุคใหม่ ที่ฉลาด เข้มแข็ง ดูแลตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย”
หญิงจันทร์นึกว่าชายรวีพูดถึงสา จึงไม่พอใจถามเสียงขุ่น
“ใครกันคะ คนที่คุณชายว่าน่ะ” หญิงจันทร์พูดแค่นเสียงใส่ “เป็นสุภาพสตรีจริงๆ หรือเปล่า”
“หม่อมแม่ของผมไงครับ”
“อุ๊ย” หญิงจันทร์หน้าเจื่อน “หญิงขอโทษค่ะ”
เสียงแจ๋วๆ ของกรรณิการ์ดังมา
“หญิงจิ วู้...ทางนี้”

ทุกคนหันไปมอง เห็นกรรณิการ์วิ่งนำมา คุณกิ่งแก้ว-แม่ของกรรณิการ์เดินสง่าตามมาห่างๆ มีเด็กสาวอีกคนเดินหลบอยู่ข้างหลัง ยังไม่เห็นว่าเป็นโสภิตพิไล
“เบาๆ หน่อย ยายกรรณ เอะอะมะเทิ่งน่าขายหน้าจริง” กิ่งแก้วเอ็ด
กรรณิการ์วิ่งมาถึงกลุ่มหญิงจันทร์ ทั้งหญิงจันทร์ หญิงจิ และชายรวี พากันยกมือไหว้กิ่งแก้ว
“สวัสดีค่ะ คุณน้า” สองราชนิกุลไหว้ทักทาย พร้อมกัน
“สวัสดีค่ะ คุณหญิง”
หญิงจิบอก “วันนี้กรรณสวยจริง”
“สวยอะไร นี่ สวยจริงต้องคนนี้” กรรณิการ์หันไป “โสภิต มานี่สิ ไปหลบเป็นนางอายอยู่ได้”
กรรณิการ์ดึงโสภิตพิไลออกมา โสภิตพิไลยกมือไหว้หญิงจันทร์
“สวัสดีค่ะ พี่หญิง...สวัสดีค่ะ” เด็กสาวชะงัก เมื่อเห็นหน้าชายรวีเต็มตา “คุณ!”
ชายรวีเองก็จำโสภิตพิไลได้ว่าเป็นหลานของสา จึงยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“สวัสดีครับ”
คุณหญิงจันทร์จิราเห็นชายรวีดูสนใจโสภิตพิไล รีบเอามือคล้องแขนชายรวี แล้วแนะนำ ด้วยทีท่าเป็นเจ้าของ พลางหันมาทางกิ่งแก้ว
“หญิงขออนุญาตแนะนำนะคะ คุณชายคะ นี่คุณกิ่งแก้ว คุณแม่ของกรรณิการ์...คุณน้าคะ นี่เพื่อนของหญิง หม่อมราชวงศ์รวีช่วงโชติ รวีวารค่ะ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าใบหน้าโสภิตพิไลปังๆๆๆๆ เด็กสาวมองหน้าชายรวีอย่างตกใจ

โสภิตพิไลหลบเข้ามาในห้องน้ำโรงแรม เปิดน้ำล้างมือ พยายามระงับอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจที่พลุ่งขึ้นมา
เรื่องราวในตอนเย็นวันหนึ่งที่บ้านสวนแป้นผุดขึ้นมาในห้วงคิด เวลานั้นโสภิตพิไลเดินกลับขึ้นบ้าน พร้อมแป้นกับสุข
“แล้วป้าแป้นเคยเจอญาติคนอื่นๆ ของคุณแม่ไหมคะ”
“อุ๊ย ไม่เคยหรอกค่ะ ตอนคุณหญิงเธอยังอยู่ เธอไม่ยอมบอกป้าด้วยซ้ำ ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นใคร ป้าก็รู้แต่ว่าเธอเป็นหม่อมราชวงศ์”
โสภิตพิไลทวนชื่อแม่อย่างภูมิใจ “หม่อมราชวงศ์หญิงโสภาพรรณวดี รวีวาร”
“จ้ะ จนเธอเสียไปแล้วนั่นแหละ พวกเราถึงรู้ว่าเธอเป็นพวกรวีวาร”
“แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่กันที่ไหนคะ เขารู้หรือเปล่า ว่าคุณแม่มีลูกสาว คือหนู”
แป้นกับสุขมองหน้ากัน พลางทอดถอนใจ
“ลุงกับป้าก็ไม่รู้หรอกนะ รู้แค่คุณหญิงหนีออกมาจากบ้าน เลยถูกหม่อมแม่ตัดขาด แล้วพอมีสงคราม ผู้คนก็กระจัดกระจายหายไป ไม่รู้ว่าใครไปอยู่ที่ไหน ขนาดตอนคุณหญิงเธอตาย ยังไม่มีใครมาเผาศพเธอเลย”

โสภิตพิไลมองตัวเองในกระจกเงาอย่างขมขื่น และน้อยเนื้อต่ำใจ

งานเลี้ยงดำเนินไป บรรดาศิษย์เก่านั่งอยู่ตามโต๊ะบ้าง เดินทักทายพูดคุยกันบ้าง พากันไปกราบซิสเตอร์บ้าง บรรยากาศสดชื่นรื่นเริง เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

โสภิตพิไลนั่งอยู่ที่โต๊ะของกิ่งแก้ว กรรณิการ์นั่งข้าง ในโต๊ะมีแต่เพื่อนของกิ่งแก้ว ต่างคุยอวดคุยข่มกันด้วยเสียงอ่อนหวาน และใบหน้าฉาบรอยยิ้ม
ตลอดเวลา โสภิตพิไลต้องทนฟังคนอื่นคุยกันอย่างเริงรื่น
หญิง 1 เปิดฉากสนทนา กับกิ่งแก้ว
“ยายต้อยของฉันเขาจะไปอังกฤษ” แล้วหันมาถามกรรณิการ์ “หนูกรรณล่ะจ๊ะจะเรียนต่อที่ไหน”
“หนูจะสอบเข้าอักษรจุฬาค่ะ”
“แหม น่าเสียดาย หนูกรรณออกจะเรียนเก่ง” หญิง 2 ว่า
กิ่งแก้วแก้ตัว กลัวเสียหน้า “คุณพินิจหวงลูกสาวค่ะ ยังไม่อยากให้ไปไหนไกลตา”
“ลูกสาวน่ารักอย่างหนูกรรณก็น่าหวงหรอกค่ะ” หญิง 2 ทำบ่น แต่จริงๆ แล้วคุยข่ม “แม่เดือนของดิฉันสิคะ จะไปไกลถึงอเมริกา คุณพ่อรักลูกก็ตามใจค่ะ”
กิ่งแก้วตอบเสียงหวาน ข่มกลับ “ของยายกรรณ ดิฉันว่าจะรอให้โตกว่านี้สักหน่อยค่อยไปค่ะไปต่อปริญญาโทดีกว่าปริญญาตรี”
โสภิตพิไลนั่งฟังอย่างเบื่อๆ กรรณิการ์หันมากระซิบถาม
“โสภิต ตัวเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเงียบจัง”
โสภิตพิไลฝืนยิ้มแห้งๆ “เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร”
กิ่งแก้วดึงแขนลูก “ยัยกรรณ คุณหญิงรัชนีมาแน่ะ เธอเป็นอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสที่จุฬานะ ไปฝากเนื้อฝากตัวกับเธอหน่อย ไปจ้ะแม่พาไป”
กรรณิการ์อึกอัก มองหน้าโสภิตพิไลอย่างห่วงความรู้สึก โสภิตพิไลฝืนยิ้ม
“ตัวไปเถอะ ไม่ต้องห่วงเรา”
กิ่งแก้วดึงกรรณิการ์ออกไป
โสภิตพิไลถอนใจ หันมองไปที่โต๊ะข้างๆ ที่ว่างเปล่า ไม่มีคนนั่ง โสภิตพิไลเมียงๆ มองๆ

ที่สุดโสภิตพิไลเดินไปยังโต๊ะที่ว่าง เห็นป้ายกระดาษเล็กๆ วางอยู่กลางโต๊ะ เขียนว่า คุณอุษาวดี อิสระ
เหตุการณ์ตอนที่ทะเลาะกับสาเรื่องงานเลี้ยงรุ่นผุดขึ้นมา
“หนูว่าจะไปนั่งกับกรรณิการ์ค่ะ...เค้าชวน หนูรับปากเค้าไว้แล้ว”
“แต่ป้าซื้อโต๊ะไว้นะ...”

“เพื่อนหนูคงไม่มีใครยอมนั่งกับคุณป้าหรอกค่ะหนูว่า คุณป้าอยู่บ้านเถอะนะคะ งานแบบนี้ มันไม่ใช่ที่ของคุณป้าอย่าไปให้ตัวเองขายหน้าเลย”
นึกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว โสภิตพิไลยิ้มอย่างขมขื่น รำพึงกับตัวเองเบาๆ
“อย่าว่าแต่คุณป้า...ที่นี่ มันก็ไม่ใช่ที่ของหนูเหมือนกัน”
โสภิตพิไลลงนั่งโต๊ะที่สาจองไว้ ท่ามกลางวงสังคมผู้ดีนี้ เด็กสาวรู้สึกโดดเดี่ยว และแปลกแยกจากผู้คนเหล่านี้เหลือเกิน

อีกมุมหนึ่งห่างออกไป ชายรวีคุยอยู่กับหญิงจันทร์และเพื่อนๆ ชายรวีเหลือบมองมา เห็นโสภิตพิไลนั่งเหงาอยู่คนเดียวก็แปลกใจ

อ่านต่อหน้า 2

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 25 (ต่อ)

โสภิตพิไลนั่งหน้าเรียบเฉย ตัดตัวเองออกจากทุกคนในห้อง โสภิตพิไล กวาดตามองไปรอบๆ ตัวทุกอย่างกลายเป็นภาพเลือนราง มีเพียงเสียงพูดคุยจากโต๊ะข้างๆ ที่ดังมาให้ได้ยิน

เสียงหญิง 2 บอก “หมั่นไส้คุณกิ่งแก้ว ไม่มีปัญญาส่งลูกไปเรียนนอกเหมือนเรา ทำเป็นองุ่นเปรี้ยว”
เสียงหญิง 1 ว่า “เทือกเถาเหล่ากอหล่อนก็ไม่ได้มั่งมีอะไรนี่คะ ผัวก็แค่รัฐมนตรีช่วย เงินเดือนจะซักกี่บาทกันเชียว
เสียงหญิง 2 ดังขึ้นมาอีก “แหม คุยว่าจะส่งลูกไปต่อโทเมืองนอก โธ่เอ๊ย ยัยกรรณน่ะหัวทึบอย่างกับอะไรจะสอบเข้าจุฬาได้หรือเปล่าดิฉันยังสงสัย”
โสภิตพิไลฟังแล้วแอบยิ้มเยาะหยันในสีหน้า
สักครู่มีเสียงอ่อนหวานราวกับเป็นคนพูดคนละคนก็ดังขึ้น
“อ้าว คุณกิ่งแก้ว หนูกรรณไปไหนเสียล่ะค่ะ” หญิง 1 ถาม
กิ่งแก้วบอก “โน่นไงคะ คุยอยู่กับพวกหญิงจิตราภรณ์ค่ะ”
ทุกคนมองตาม เห็นกรรณิการ์ยืนคุยรวมกลุ่มอยู่กับคุณหญิงจันทร์จิรา คุณหญิงจิตราภรณ์
“ผู้ชายที่คุณหญิงจันทร์จิราควงอยู่เป็นใครกันคะ หล่ออย่างกับเกรกอรี่ เป็ค” หญิง 2 คุย
หญิง 1 บอก “ชื่อคุณชายรวีช่วงโชติค่ะ เป็นหนุ่มเนื้อหอมที่สุดของสังคมตอนนี้”
“หอมจริงค่ะ” กิ่งแก้วยิ้มเยาะ “หญิงจันทร์ถึงคว้าเอาไว้แน่นเลย คงกลัวจะหลุดมือ”
สามหญิงวัยกลางคนหัวเราะกิ๊กกั๊ก
หญิง 1 เสริม “หน้าตาดี การงานดี ชาติตระกูลดี ครบเครื่องขนาดนี้ เผลอไม่ได้เชียวนะคะสาวๆ สมัยนี้เขาฉกแฟนคนอื่นออกจากมือหน้าตาเฉยเลยทีเดียว”

ทันใดนั้น ทั้งสามก็เห็นชายรวีเดินตรงมาที่โสภิตพิไล ต่างมองหน้ากัน อุ๊ย เอ๊ะ อ๊ะ ไปตามเรื่อง

ชายรวีปรากฏตัวขึ้นข้างๆ โสภิตพิไล
“ขอผมนั่งด้วยได้ไหมครับ”
“ถ้าไม่กลัวจะคนนินทาก็เชิญค่ะ”
ชายรวีนั่งลง หยิบป้ายชื่อ อุษาวดี อิสระ ขึ้นมาดู
ชายรวีถามยิ้มๆ พยายามชวนคุย “ทำไมคุณอุษาไม่มาด้วยล่ะครับ”
โสภิตพิไลแดกดัน “ถ้าคุณอยากจะพบคุณป้า ก็เชิญที่ไนต์คลับดีกว่าค่ะ ที่นี่ คงไม่เหมาะกับคนอย่างคุณป้าซักเท่าไหร่”
ชายรวีไม่ชอบใจในคำพูดนี้เอาเลย “ทำไมคุณพูดเหมือนดูถูกคุณอุษา”
“ทุกคนที่นี่ก็ดูถูกคุณป้าทั้งนั้น”
“ผมไม่เคยดูถูกเธอ”
โสภิตพิไลประชด “จริงเหรอคะ ถ้าหากคุณป้าชวนคุณมางาน แทนที่จะเป็นคุณหญิงจันทร์ คุณจะมาเหรอคะ” เด็กสาวลุกขึ้นยืน พูดใส่หน้า “ฉันว่าไม่หรอกค่ะ”
โสภิตพิไลเดินหนีออกไปเลย ชายรวีลุกขึ้น
“เดี๋ยวก่อน คุณโสภิต”
ชายรวีตามไป สามหญิงโต๊ะข้างๆ มอง อุ๊ยๆๆ ตามๆ กัน

โสภิตพิไลเดินจ้ำพรวดๆ มาที่หน้างาน ด้วยอารมณ์คับแค้น อยากจะหนีออกไป ชายรวีเดินตาม
“โสภิตพิไล เดี๋ยวก่อน”
ซิสเตอร์สูงวัยเดินมา มีลูกศิษย์แวดล้อมประคองเป็นกลุ่ม ขวางทางเดินไว้ ชายรวีชะงักเท้า
ชายรวีโค้งให้อย่างสุภาพ “เชิญครับ ซิสเตอร์”
คณะซิสเตอร์ผ่านไป ชายรวีก็มองไม่เห็นโสภิตพิไลแล้ว ชายรวีมองไปที่ประตู เดาว่าโสภิตพิไลคงเดินไปข้างนอก เลยเดินตามไป

โสภิตพิไลยืนแอบอยู่ที่หลังซุ้มดอกไม้ในห้อง คิดว่าพ้นจากชายรวีแล้ว กำลังจะเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงของกิ่งแก้วดังมา
“ตามหาคุณชายรวีหรือคะ คุณหญิง”
โสภิตพิไลชะงัก เสียงหญิง 1 เพื่อนกิ่งแก้วพูดขึ้นกลั้วหัวเราะ
“เดินตามแม่โสภิตพิไลออกไปกระมังคะ”
โสภิตพิไลรู้สึกได้ว่ากำลังจะถูกนินทา เลยหยุดฟังต่อ
หญิงจันทร์ตอบอย่างไว้ตัว “คงไม่ใช่หรอกค่ะ คุณชายไม่ได้สนิทสนมอะไรกับแก”
“ตอนนี้อาจจะไปทำความสนิทสนมกันอยู่ก็ได้นี่คะ” กิ่งแก้วบอก
หญิง 2ผสมโรง “เด็กนั่นหน้าตาน่ารัก คุณชายก็ดูสนใจแกมาก ถึงกับมานั่งคุยด้วย”
หญิงจันทร์รู้สึกเสียหน้า เลยเริ่มหลุด
“คุณชายไม่ลดตัวลงไปสนใจคนพรรค์นั้นหรอกค่ะ คุณน้า เด็กโสภิตนั่น เป็นหลานของแม่อุษาวดี เจ้าของไนท์คลับ ใช่คนดีๆ อย่างพวกเราที่ไหน”
หญิง 2 ยกมือทาบอกตกใจ “ต๊ายตาย อกจะแตก มิน่าเล่า ถึงได้หูตาแพรวพราวอย่างนั้น”
“เห็นแกนั่งมองคุณชายรวีไหมล่ะคะ ราวกับจะกลืนเข้าไปทั้งตัว...สงสัย คงหัดมาจากแม่อุษาวดีกระมัง” กิ่งแก้วบอกอีก

ทันใดนั้น ซุ้มดอกไม้ก็ถูกผลักล้มออกมากลางวง เสียงดังโครม! ลั่นห้อง

กลุ่มหญิงจันทร์ตกใจร้องหวีด ทุกคนในงานหันมามองเป็นตาเดียว เห็นโสภิตพิไลยืนจังก้าอยู่ ตาวาวด้วยความแค้น มือกำแน่น

ชายรวีเดินกลับเข้ามาเห็นพอดี มองอย่างเป็นห่วง “โสภิตพิไล!”
โสภิตพิไลกราดตามองไปที่กลุ่มหญิงจันทร์ โกรธจนน้ำตาคลอ ตัวสั่นระริก
“ดิฉันไม่คิดว่า คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ดี” มองมายังกิ่งแก้ว “หรือผู้ใหญ่ จะทำตัวน่ารังเกียจอย่างนี้”
ลูกอีช่างเม้าท์ทุกคนต่างอึ้งๆ เถียงไม่ออก
“ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นหลานของอุษาวดี นักร้อง เจ้าของไนต์คลับที่พวกคุณดูถูกว่าต่ำช้า แต่คุณป้าของดิฉัน ก็ไม่เคยนินทาว่าร้าย ทำลายคนลับหลังอย่างที่พวกคุณทำกัน”
หญิงจันทร์โกรธ “หยุดเดี๋ยวนี้นะ โสภิตพิไล เธอกำลังทำลายงานเลี้ยงอันทรงเกียรติของเรา”
โสภิตพิไลสวนกลับอย่างแรง “เกียรติเรอะ...พวกคุณมีเกียรติตรงไหน”
ชายรวีเข้ามาปรามด้วยเสียงอ่อนโยน
“โสภิตพิไล หยุดเถอะครับ อย่าพูดอีกเลย”
โสภิตพิไลมองชายรวีอย่างคับแค้น “พวกคุณก็เหมือนกันหมด หน้าอย่างหลังอย่าง…ทำเป็นสร้างภาพว่าเป็นผู้ดีนักหนา คุณกล้าบอกใครๆ ไหมล่ะ ว่าคุณคบหาอยู่กับคุณป้าของฉัน!”
ทุกคนในห้องครางฮือ หญิงจันทร์กรี๊ด “ไม่จริง”
โสภิตพิไลหัวเราะเยาะ “จริงสิคะ” พลางชี้หน้าชายรวี “คุณชายคนนี้กับคุณป้าของฉันรักใคร่ชอบพอกันมาก...อยากฟังความจริงกันอีกไหม” เด็กสาวมองกิ่งแก้ว ชี้หน้าหญิง1 หญิง 2 “เขาดูถูกว่าคุณจน ไม่มีปัญญาส่งลูกไปเรียนนอก แล้วคิดว่ายายกรรณหัวทึบ” จากนั้นหันไปมองหญิงจันทร์ พลางชี้หน้ากิ่งแก้วกับหญิง 1 หญิง 2 อีก “แล้วพวกเขาก็คิดว่าคุณตั้งใจจับคุณชายรวี เพราะกลัวหาผัวไม่ได้”
ทุกคนร้องกรี๊ดๆๆ ใส่กันวุ่นวาย โสภิตพิไลหัวเราะแค่นๆ พูดกับชายรวี
“ถ้านี่คือธรรมชาติวิสัยของสังคมผู้ดี ดิฉันก็ขอลา...”
โสภิตพิไลวิ่งหนีออกไป
ชายรวีจะตาม “โสภิตพิไล”
หญิงจันทร์คว้าไว้ ร้องไห้ฟูมฟาย
“อย่านะ คุณชาย อย่าตามมันไป หญิงไม่ยอมด้วย ไม่ยอมจริงๆ”
ชายรวีดึงมือหญิงจันทร์ออกจนได้ แล้วเดินตามออกไป

โสภิตพิไลเดินแกมวิ่งออกมา ทั้งโกรธและเจ็บใจจนน้ำตาไหล มาถึงหน้าโรงแรม โสภิตพิไลกำลังงงๆ ว่าจะไปไหนดี รถเปิดประทุนของประธานก็แล่นมาจอดตรงหน้า
ประธานทัก “ว่าไง สาวน้อย” พอเห็นโสภิตพิไลร้องไห้ ก็ตกใจ “นั่นคุณเป็นอะไร”
ชายรวีวิ่งตามออกมา ส่งเสียงเรียก
“หยุดก่อน โสภิตพิไล รอผมก่อน”
โสภิตพิไลขึ้นรถประธานทันที แล้วสั่ง
“พาฉันไปให้พ้นจากที่นี่ด้วย”
“Yes, ma’am”
ประธานยิ้มกระหยิ่ม แล้วกระชากรถออกไปทันที
ชายรวีวิ่งออกมาถึงหน้าโรงแรม เห็นว่าโสภิตพิไลหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าหายไปยังไง ยิ่งเป็นห่วง

รถแล่นด้วยความเร็วสูง ประธานตะโกนถามโสภิตพิไลแข่งกับเสียงลม
“จะไปไหน”
“ไม่รู้”
“กลับบ้าน?”
“ไม่! ฉันเกลียด เกลียดทุกอย่างเกลียดทุกคน ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น”
ประธานหัวเราะลั่น แล้วเร่งเครื่อง รถลับหายไปในความมืดมิดของท้องถนนยามราตรี

ขณะเดียวกันสาอยู่ในชุดไนท์กาวน์หรูหรา เดินวนเวียนรอโสภิตพิไล มีตุ่นนั่งหาวอยู่กับพื้นห้อง
“มันกี่โมงกี่ยามกันแล้วนี่...ทำไมยังไม่กลับอีก”
ละมัยหาวบ้าง “งานมันเลิกกี่โมงกี่ยามกันล่ะคะ คุณสา”
“นั่นน่ะสิ...การ์ดก็ไม่รู้หายไปไหน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ” สาดูนาฬิกา “แต่นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้วนะ มัย งานโรงเรียนก็ไม่น่าเลิกดึกขนาดนี้”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สารีบไปรับ
“ฮัลโหล”
เป็นสายจากโทรศัพท์ที่ตำหนักขาว ชายรวีซึ่งถอดสูท เหลือแต่เสื้อเชิ้ตโทรศัพท์มาด้วยความเป็นห่วง
“คุณอุษา นี่ผมรวีช่วงโชติเองนะครับ”
สาดีใจ ระคนแปลกใจ “คุณชาย”
“ผมต้องขอโทษที่โทรมากลางดึก...ไม่ทราบว่าโสภิตพิไลถึงบ้านหรือยังครับ”
สาตื่นเต้น “ยังเลยค่ะคุณชาย ฉันรออยู่ กำลังกลุ้มทีเดียว...ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
“บังเอิญผมไปที่งานเลี้ยงด้วย โสภิตพิไลเขา เอ่อ...มีเรื่องนิดหน่อย เลยออกจากงานไปคนเดียว”
สาตกใจร้อง “ห๊ะ”
“ผมวิ่งตามไป โสภิตพิไลก็หายไปแล้ว ผมเป็นห่วง เห็นว่าเขาอารมณ์ไม่สู้ดีนัก เลยโทร.มาถามว่ากลับถึงบ้านหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ...ตายจริง แล้วนี่โสภิตไปไหน ไปกับใครล่ะนี่”

สามือไม้อ่อน เป็นห่วงโสภิตพิไลจับใจ

อ่านต่อหน้า 3

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 25 (ต่อ)

ริมถนนสายเปลี่ยวนอกเมืองยามนี้ มีรถประธานคันเดียวจอดอยู่ใต้โคมไฟจากเสา สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าโล่ง ท้องฟ้ามืดมีดาวระยิบ

โสภิตพิไลยืนอยู่ริมถนนนั้น เล็งปืนยิงไปยังกระป๋องนมที่ประธานเอาเรียงไว้ให้ตรงฟุตบาทฝั่งตรงข้าม เสียงเปรี้ยงๆๆ แผดดังขึ้นกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงัด กระสุนโดนกระป๋องปลิวหวือไป บางนัดก็ไม่โดน ประธานยืนมองยิ้มๆ โสภิตพิไลกระหน่ำยิงจนหมดกระสุน
“เป็นไง คนที่คุณเกลียดขี้หน้าตายหมดหรือยัง”
โสภิตพิไลผ่อนคลาย รู้สึกดีขึ้นมาก
“เหลืออีกคนเดียว” เด็กสาวเล็งปืนไปที่ประธาน
ประธานหัวเราะขัน “ถ้าผมตาย คราวต่อไป ใครจะช่วยพาคุณหนี”
โสภิตพิไลคืนปืนให้ “ขอบคุณมากนะคะ...แล้วก็ขอโทษ ที่ฉันเคยมองคุณไม่ดี”
“เป็นธรรมดาของคนที่มีการศึกษา มีชาติมีตระกูลอย่างคุณ จะดูถูกนักเลงข้างถนนอย่างผม”
โสภิตพิไลยิ้มเยาะตัวเอง “น่าสมเพช...สำหรับพวกเขา ฉันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคุณ คนชั้นต่ำ ที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่ในสังคมชั้นสูง…ถึงฉันจะเรียนโรงเรียนแพงๆ แต่งตัวสวยๆ ฉันก็เป็นได้แค่หลานของอุษาวดีเท่านั้น”
โสภิตพิไลร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น ประธานมองๆ แล้วเข้าไปโอบไหล่ปลอบประโลม

ฝ่ายสานั่งไม่ติดที่ เดินวนไปเวียนมา ผุดลุกผุดนั่ง ละมัยนั่งสัปหงกแทนตุ่นที่เข้านอนไปแล้ว เสียงรถดังอยู่หน้าประตูบ้าน สาทะลึ่งพรวด
“เสียงรถ! ต้องเป็นโสภิตแน่ๆ” สาถลาลิ่วออกไปทันที
ละมัยสะดุ้ง งัวเงียขึ้นมาบ่นพึมพำ จำเสียงรถแม่น
“อิฉันว่าเสียงเหมือนรถคุณประธานมากกว่านะคะ”

สาวิ่งถลาออกมาถึงหน้าบ้าน เห็นโสภิตพิไลเดินเข้าบ้านมาหน้าตาเครียดขรึม สาผวาเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
“โสภิตหนูไปไหนมา ทำไมกลับมาป่านนี้ เห็นคุณชายรวีเธอบอกว่า...”
โสภิตพิไลไม่ใส่ใจฟัง แถมยังไม่มองหน้าด้วยเดินก้มหน้างุดๆ เข้าบ้านไป สางุนงงเดินตามเข้าบ้านไปในบ้าน ร้องเรียก
“โสภิต!”
โสภิตไม่ตอบ เดินหนีขึ้นชั้นบนเลย สาใจร้อนเป็นไฟแล่นตามโสภิตพิไลไป ละมัยขยี้ตามองงงๆ
โสภิตพิไลเดินเข้าห้องนอนมา สาตามเข้ามา
“โสภิต...หนูไปไหนมา” สามองแววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “หนูเป็นอะไรหรือเปล่า”
โสภิตพิไลตอบห้วนเรียบ “เปล่าค่ะ หนูสบายดี งานสนุกมาก”
สาไม่เชื่อ “ไหนคุณชายรวีเธอว่า...”
“หนูคุยกับคุณชายของคุณป้าตั้งนานแน่ะค่ะ ดูเขาแคร์คุณป้ามากนะคะ คุณป้าน่าจะดีใจ”โสภิตพิไลเดินไปทิ้งตัวนั่งบนเตียง สามองอึ้งๆ เห็นท่าทีโสภิตพิไลดูกร้าวแข็ง คำพูดก็รุนแรง ติดสำเนียงเยาะหยันประชดประชันอีกด้วย ต่างจากทุกวันที่จะดูสง่า นิ่ง ไว้ตัว
“หนูแน่ใจนะ โสภิตว่าในงานไม่ได้มีปัญหาอะไร”
“ไม่มีค่ะ งานหรูหรา คนที่ไปก็ผู้ลากมากดีทั้งนั้น หลานสาวของคุณป้าก็เลยเป็นจุดเด่นของงาน .. เหมือนอีกา ที่ไปเสนอหน้าอยู่ในฝูงหงส์”
สาฟัง เข้าใจว่าโสภิตพิไลคงเจอเรื่องไม่ดีมา พยายามปลอบใจ
“หนูไม่ใช่อีกา หนูเป็นลูกของคุณหญิงโสภา...สายเลือดของรวีวาร”
โสภิตพิไลไม่สามารถจะเล่นประชดประชันต่อไปได้ ลุกขึ้นระบายอย่างเหลืออด
“หยุดล้างสมองหนูด้วยคำพูดหวานๆ ซะทีเถอะค่ะ คุณป้า หนูไปเจอพวกรวีวารมาแล้ว คุณชายรวีช่วงโชติของคุณป้าไงคะ เขาเป็นรวีวารตัวจริง มีแต่คนยกย่องสรรเสริญ ไม่เหมือนหนู...ไม่เหมือนเลย”
“โสภิต” สาขยับตัวจะเข้าไปปลอบ ถูกโสภิตพิไลปัดมือ แล้วกระชากสร้อย ต่างหู เครื่องประดับปาลงพื้น ด้วยอารมณ์แรง ปาไปร้องไห้ไป
“ถึงหนูจะใส่เพชรจนท่วมตัว หนูก็ไม่เหมือนพวกเขา ถึงหนูจะเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา กินข้าวโต๊ะเดียวกับเขา หนูก็ไม่ใช่พวกเขา...เงินของคุณป้าซื้อความเป็นผู้ดีให้หนูไม่ได้! ได้ยินไหมคะ ได้ยินไหม”
สาฟังแล้วถึงกับอึ้ง นิ่งงัน เสียใจเหลือเกิน โสภิตพิไลทิ้งตัวลงบนเตียง ร้องไห้อย่างคับแค้น
“หนูเป็นได้แค่หลานของคุณป้า...สำหรับพวกเขา หนูเป็นได้แค่นั้นเอง”
สาจะเข้าไปปลอบ ถูกโสภิตพิไลปัดมือ แถมยังผลักสาออก สาได้แต่ยืนอึ้งๆ ทำอะไรไม่ถูก

ที่ตำหนักขาวในตอนเช้าวันใหม่ ชายรวีเดินลงมาเตรียมไปทำงาน เห็นหม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยนั่งรออยู่ที่ห้องโถงหน้าตาเอาเรื่อง

หญิงจ้อยกระแอม “ว่าไง พ่อโฉมเอก งานเมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง”
“ผมไม่เห็นจะต้องเล่า...เพราะคงมีคนเล่าให้พี่หญิงฟังแล้ว”
“หญิงจันทร์เขาโทร.มาฟ้องหญิงจ้อย ว่าชายทิ้งเขากลางงาน วิ่งตามผู้หญิงอื่นไป”
“จำเลยรับว่าเป็นจริงตามข้อกล่าวหาครับ” หม่อมพริ้มจะพูด ชายรวียกมือขัด “แต่ผมขออุทธรณ์...ที่ผมวิ่งตามไป ไม่ใช่ผู้หญิงอื่น แต่เป็นเด็กสาว”
หญิงจ้อยขัด “ต๊าย นั่นยิ่งแล้วใหญ่”
“ไม่ใช่อย่างนั้น พี่หญิง...ที่ผมวิ่งตามเด็กคนนั้นไป เพราะแกมีปัญหา น่าสงสาร แล้วบังเอิญผมรู้จักกับคุณป้าของแก...ก็เท่านั้น”
หม่อมพริ้มดักคอ “นั่นหญิงจันทร์เขาก็บอกมาแล้ว...ว่าคุณป้าของเด็กคนนั้นเป็นเจ้าของไนต์คลับ ที่ชายไปคบหาด้วย จนเด็กนั่นถึงกับออกปากประจานกลางงาน ว่าชายไปติดพันป้าของเขา”
ชายรวีหัวเราะ หม่อมพริ้มกับหญิงจ้อยมองตาเขียว
“นี่ ทำเรื่องน่าอายยังจะหัวเราะ”
“ตกลงมันจริงหรือเปล่า ที่เขาว่า”
“ไม่จริงครับ หม่อมแม่ ผมกับคุณอุษาวดีไม่ได้คบหากันอย่างที่หญิงจันทร์ว่าเลยซักนิดเดียว”
หม่อมพริ้มตกตะลึง หญิงจ้อยเห็นหน้าหม่อมพริ้ม นึกได้
“อุษาวดี”
“ผู้หญิงคนนั้นชื่ออุษาวดีหรือ”
“ครับ ชื่ออุษาวดี เธอไม่ใช่สาวๆ อายุปาเข้าไปตั้งสี่สิบแล้ว พอจะเป็นแม่ผมได้เลย ผมถูกชะตากับเธอจริงๆ ครับ หม่อมแม่ แต่ไม่ใช่เชิงชู้สาวอย่างที่ใครเขาว่าแน่นอนครับ”
ชายรวีแก้ตัวไป แต่หม่อมพริ้มไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว นั่งอึ้ง ตัวชา

อีกมุมในตำหนักขาว หวนประคองเจิมมาหาหม่อมพริ้มที่นั่งนิ่งขึงอยู่
“หม่อมเจ้าขา”
“เจิม เอ็งรู้เรื่องแล้วใช่ไหม”
“นังหวนบอกแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้ากลุ้มใจ ระแวงไปหมดตอนนี้...เอ็งว่ามันจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า”
เจิมกับหวนมองหน้ากัน หวนตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“คุณหญิงจ้อยว่าแม่อุษาวดีนี่เขารวยมาก เปิดโรงเต้นระบำ ทำมาค้าขายกับฝรั่งอีสามันจะมีปัญญาทำขนาดนั้นเชียวหรือคะหม่อม” หวนทักท้วง
หม่อมพริ้มถอนใจ “เรื่องโชควาสนาว่ากันไม่ได้ มันอาจจะไปเจอขุมทรัพย์เข้าก็ได้นี่”
“หม่อมจะนิ่งนอนใจไม่ได้นะเจ้าคะ คุณชายรวีไปเจอเข้าให้แล้ว ถ้าเป็นอีสาจริงๆ ก็ปล่อยไว้ไม่ได้”
“ก็นั่นน่ะสิ เจิมเอ๊ย ถ้าเป็นอีสา มันเห็นหน้าลูกมันเข้าแล้ว ข้ากลัวมันจะไม่ยอมเลิกรา กลัวมันออกมาแสดงตัว ว่ามันเป็นแม่”
“นังหวน เอ็งไปดูหน้ามันที...ให้มันรู้กันไป ว่าใช่หรือไม่ใช่”
“ฉันเนี่ยนะ ป้า”
“อุวะ เอ็งจะให้หม่อมท่านไปโรงเต้นระบำเองรึ ที่ต่ำๆ อย่างนั้น ท่านจะไปได้ยังไง”
“ไอ้เรื่องนั้นเอ็งไม่ต้องห่วงหรอกเจิม ข้าจะหาทางเอง แต่ถ้ามันใช่อีสาจริงๆ ข้าจะทำยังไงดี”
“ถ้าอีสามันรักคุณชายจริง มันต้องไม่พูด” เจิมเอื้อมมืออันสั่นๆ มากุมมือหม่อมพริ้ม “แต่ถ้ามันพูด ...บ่าวจะเอามือที่เลี้ยงมันมานี่แหละเจ้าค่ะ ฆ่ามันให้ตายเอง”

เจิมพูดหนักแน่น ในท่าทีอันแสนจริงจัง

บ่ายนั้นประตูห้องทำงานในกระทรวงยุติธรรมเปิดอยู่ ม.ร.ว. รวีช่วงโชติ รวีวาร นั่งทำงานอยู่ในนั้น นักการชื่อ นายทอง เคาะบานประตูเบาๆ ชายรวีบอกโดยยังก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่

“เชิญครับ”
ทองเดินเอาแฟ้มเอกสารมาให้ “เซ็นรับเอกสารด้วยครับคุณชาย”
ชายรวีเซ็นชื่อ ทองยืนรอ

อนุกรเดินตรงมายังหน้าห้องทำงานชายรวี สวนกับนักการที่เดินออกไป
“ทอง คุณชายรวีอยู่ไหม”
“อยู่ครับ คุณทนาย แต่ตอนผมออกมา เห็นคุณชายว่าจะกลับแล้วนะครับ”
อนุกรเดินลิ่วไป

ชายรวีเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้น คุณชายยกหูรับ
“รวีช่วงโชติพูดครับ…” ราชนิกุลหนุ่มออกอาการแปลกใจนิดๆ “สวัสดีครับ คุณอุษา”
อนุกรเดินเข้ามาที่หน้าห้อง ได้ยินชื่ออุษา เลยชะงักหยุดฟัง

สาอยู่ที่บ้านสา พูดโทรศัพท์ ในอาการเก้อเขินนิดหน่อย
“คุณชายเป็นยังไงบ้างคะ...เอ่อ...สบายดีหรือเปล่า”
“ผมสบายดีครับ คุณอุษาโทรมา ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า”
“วันนี้คุณชายว่างไหมคะ ฉันอยากพบคุณชาย มีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วยน่ะค่ะ”
ชายรวีลังเลนิ่งไปนิดหนึ่ง ด้วยรับปากหม่อมพริ้มเอาไว้ว่าจะไม่ไปไนต์คลับของสาอีก
“เอ่อ ผมคงไม่สะดวกที่จะไปที่ไนต์คลับของคุณอุษา”
“งั้นคุณชายจะสะดวกมาที่บ้านของฉันไหมคะ” เห็นชายรวีนิ่งไป สาเว้าวอน “นะคะคุณชาย ฉันมีธุระสำคัญจริงๆ”
“ตกลงครับ ผมจะไปพบคุณอุษาที่บ้าน...ที่ไหนนะครับ...” คุณชายนิ่งฟัง “ครับๆ”
อนุกรยังคงยืนฟัง ในกิริยาอาการตื่นเต้น

เย็นนั้นอนุกรเอาเรื่องที่ได้ยินมารายงานหญิงจ้อยกับหม่อมพริ้ม
“นัดหมายให้ไปหากันถึงที่บ้าน ท่าทางจะไม่ค่อยดีนะคะ หม่อมแม่” หญิงจ้อยปรารภขึ้นขณะผินหน้ามาทางผู้เป็นมารดา
“บ้านช่องเขาอยู่ถึงไหนกัน” หม่อมพริ้มถามเพื่อนลูกชาย
“ผมไม่ทราบครับ หม่อม...พอดีพี่หญิงฝากฝังให้ผมคอยจับตาดูชายรวีกับคุณอุษา ผมเลยรีบมารายงานเสียก่อน .. อีกอย่าง” ทนายหนุ่มยิ้มแห้งๆ “ผมไม่กล้าตามไปด้วยคุณชายเห็นเข้า คงจะโกรธผมแย่”
หญิงจ้อยค้อน “เพราะเธอคนเดียว อนุกร เป็นคนชักนำชายรวีไปรู้จักกับแม่นั่น”
อนุกรครวญ “โธ่ พี่หญิงครับ ใครจะไปคิด ว่าคุณชายจะไปติดใจไก่แก่แม่ปลาช่อนเข้าให้”
หม่อมพริ้มมองหน้าหญิงจ้อย เปรยอย่างกังวล
“แค่ชายไปติดใจไก่แก่แม่ปลาช่อน ก็แย่พอแล้ว แต่ถ้าเขาเป็นคนเดียวกับที่แม่รู้จัก…มันจะเลวร้ายกว่านี้มากนัก”
คำพูดของหม่อมทำเอาอนุกรงวยงง “หม่อมหมายถึงใครเหรอครับ”
หม่อมพริ้มไม่ตอบ กลับขอร้องอนุกร
“พ่อคุณ ฉันวานหน่อยเถอะ ฉันอยากจะเห็นหน้าแม่อุษาวดีคนนั้น อยากจะรู้ว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ฉันรู้จักหรือเปล่า จะช่วยฉันหน่อยได้ไหม”
สีหน้าหญิงสูงวัยมุ่งมั่นมาดหมาย

สาจัดการต้อนรับลูกชายใหญ่โตโก้หร่าน โต๊ะน้ำชาถูกจัดแต่งอย่างหรูหราที่ริมระเบียงสวย พอคุณชายมาถึง สารับรองพามานั่งรินน้ำชา ใส่น้ำตาลและนม แล้วเลื่อนส่งให้ชายรวี ชายรวียกขึ้นจิบ

“อร่อยมากครับ”
สาเป็นปลื้มมองลูกชายไม่วางตา “คุณชายชอบรสนี้หรือคะ”
“ครับ” ชายรวีเขินๆ “ผมออกจะติดรสหวาน”
สามองชายรวี นึกสะท้อนอยู่ในใจ “เหมือนท่านพ่อไม่มีผิด”
ชายรวีเห็นสามองตัวเองอย่างปลาบปลื้ม ก็รู้สึกเขินๆ แก้เก้อด้วยการกระแอมแล้วชวนคุย
“คุณอุษาบอกว่ามีธุระสำคัญจะคุยกับผม ไม่ทราบว่าเรื่องอะไรครับ”
สาหยุดยิ้ม กลุ้มใจขึ้นมาทันที “เรื่องโสภิตน่ะค่ะ...ฉันอยากรู้ว่าเมื่อคืน มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมโสภิตถึงได้เสียอกเสียใจขนาดนั้น คุณชายเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

ฝ่ายละมัยกับตุ่นเดินเข้ามาในครัวด้วยกัน ตุ่นเปิดฉากนินทาเจ้านายทันที
“ท่าทางคุณสาแกจะชอบคุณคนนี้มากนะป้า ดูแกเอาอกเอาใจมากกว่าคุณประธานเสียอีก”
ละมัยเองก็กลุ้มใจมาก “ก็แน่ละ ทั้งหนุ่มกว่า ทั้งดีกว่า”
“คุณประธานก็แปลก ไม่ยักจะหึงหวงเหมือนเมื่อก่อน”
ละมัยพอจะเดาอะไรๆ ได้ แต่ไม่ยากพูดมาก ได้แต่เปรียบเปรยออกมา
“เขาก็คงมีที่หมายใหม่แล้วล่ะมั้ง...เฮ้อ คุณสานะคุณสา ตัวเองไม่มีเวลาดูแล ก็ไม่น่าเอาคุณโสภิตมาอยู่ด้วยเลย เอาเนื้อมาล่อเสือชัดๆ”

ชายรวีเล่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นให้สาฟัง สาเสียใจน้ำตาคลอ
“มันเป็นความผิดของฉันเอง เพราะฉัน โสภิตถึงต้องอับอายขายหน้า”
“อย่าโทษตัวเองเลยครับ คุณอุษา”
“ไม่โทษตัวเองจะโทษใครล่ะคะ โสภิตแกเกิดมาดีทุกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะแกเป็นหลานฉัน คงไม่มีใครเหยียดหยามแกอย่างนี้”
“แต่คุณอุษาก็มีบุญคุณ เลี้ยงดูโสภิตพิไลมาอย่างดี ทั้งที่คุณเป็นแค่ป้าบุญธรรมไม่จำเป็นต้องทำก็ได้”
สาฟังแล้วนึกละอายใจ “ฉันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“คุณรักโสภิตพิไลมาก ผมรู้ .. และผมเชื่อว่าเธอก็ต้องรู้”
สาน้ำตาริน ชายรวีสงสาร หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาส่งให้ สารับมาตื้นตันกับความอ่อนโยนของชายรวี ปลื้มปริ่ม ยิ้มทั้งน้ำตา
“คุณชายเป็นคนดีเหลือเกินนะคะ งามทั้งน้ำคำ งามทั้งน้ำใจ แม่คนไหนมีลูกแบบคุณชาย ก็คงภูมิใจสุขใจที่สุดแล้วค่ะ”

ทางด้านหม่อมพริ้มนั่งอยู่ในห้องนอนหน้าเครียดเคร่ง หญิงจ้อยเดินเข้ามา
“แม่ได้ยินเสียงรถ ชายรวีกลับมาบ้านแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ หม่อมแม่ แต่หญิงไม่ได้พูดอะไร เกรงไก่จะตื่นเสียก่อน”
“ดีแล้ว อย่ากระโตกกระตากไป เดี๋ยวชายรวีจะสงสัย”
หม่อมพริ้มทั้งเครียดทั้งลุ้น

“คืนนี้แหละ เราจะได้รู้กัน ว่าใช่อีสาหรือไม่ใช่”

อ่านต่อหน้า 4

อีสา รวีช่วงโชติ ตอนที่ 25 (ต่อ)

ที่อุษาวดีไนต์คลับในค่ำคืนนี้ มีผู้คนมาหาความสำราญมากพอสมควร เพ็ญศรีอยู่เค้าน์เตอร์แคชเชียร์ พนักงาน บริกรประจำที่ตัวเอง บ้างดูแลลูกค้าตามปกติ สาเดินแจกยิ้มทักทาย ต้อนรับแขกในมาดอันทรงเสน่ห์

ลูกค้าชายสูงวัย ท่าทางอารมณ์ดี ใส่ทองหยองเต็มตัว ประสาพ่อค้าชาวจีนที่มีเงินถัง ตะโกนเรียกอย่างสนิทสนม
“อุษาวดี ไม่ร้องเพลงหรือวันนี้”
สายิ้มหวาน “เพลงเก่าโบราณน่าเบื่อออกค่ะ เสี่ย เดี๋ยวฟังเด็กสาวๆ ร้องดีกว่า”
“เฮ่ย เด็กสาวๆ สู้ลื้อได้ที่ไหน ขึ้นไปร้องเอาใจลูกค้าเก่าหน่อยน่ะ” เสี่ยชราถอดสร้อยทองเส้นเป้งออกมา “ร้องดีๆ มีรางวัลให้นา”
ลูกค้าข้างโต๊ะปรบมือเชียร์กราว สายิ้มหวาน เดินเยื้องย่างราวกับนางพญาไปที่เวที

ระหว่างนี้ที่โต๊ะตรงมุมหนึ่ง อนุกรนั่งอยู่กับชายคนหนึ่ง ท่าทางเหมือนนักสืบ ชายคนนั้นมีกล้องถ่ายรูปในมือ
“คนนี้แหละ แม่อุษาวดี”
นักสืบนั่งดูสาร้องเพลงประจำตัว รักจับใจ ตาละห้อย
“สวยจังนะครับ”
อนุกรลืมตัว “ใช่...เฮ้ย ไม่ใช่เรื่องอะไรของแก รีบไปถ่ายให้เสร็จๆ แล้วไปล้างอัดรูปมาให้ฉันโดยด่วนไปซี”
สาใส่อารมณ์ร้องเพลงอยู่บนเวที เสน่ห์พราวทั้งตัว
นักสืบแอบถ่ายรูปสา แชะๆๆๆๆ หลากหลายอิริยาบถ ล้วนแล้วแต่เซ็กซี่บาดใจ

เสียงสาร้องเพลงยังดังแว่วอยู่ด้านนอก ประธานแอบเข้าห้องทำงานสามาโทรศัพท์
“ตุ่นเหรอ ฉันเองประธาน คุณโสภิตพิไลอยู่ไหม…”
ตุ่นยกหูคุยสายอยู่ที่ห้องโถงบ้านสา
“ไม่อยู่ค่ะ คุณหนูออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า ป่านนี้ยังไม่กลับเลยค่ะ”
ประธานออกอาการฉุนฉียว “อะไรกัน! แล้วบอกไว้หรือเปล่า ว่าไปไหน” หนุ่มเจ้าสำราญนิ่งฟัง “โอเคๆ เท่านี้แหละ ขอบใจ อ้อ...แล้วไม่ต้องบอกใครนะ ว่าฉันโทร.มา”
ประธานวางสาย ครุ่นคิดอย่างสงสัย “ไปไหนของเค้านะ”

ที่ด้านหน้าไนต์คลับ มีรองเท้าส้นสูงสีแดงสดก้าวเข้ามาตรงประตูทางเข้า
เจ้าของรองเท้าคู่งามนั้น เป็นโสภิตพิไลในชุดเดรสออกงานกลางคืนสีแดงสด ดูเปรี้ยวจี๊ด ใส่ถุงมือสั้นๆ ตามสมัยนิยม เด็กสายแต่งหน้าจัด ทาปากสีแดงเข้ม ผมถูกทำเป็นทรงทันสมัย ดูสวยร้อนแรงเย้ายวนเกินวัย สะกดให้ทุกคนที่ยืนอยู่หน้าไนท์คลับต้องตะลึงมอง
หนุ่มนักเที่ยว 2 คน แต่งตัวดูดี ออกแนวเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม เดินเข้ามาหา
“มาเที่ยวคนเดียวหรือครับ”
โสภิตพิไลยิ้มพริ้มพรายโปรยเสน่ห์ ราวกับก็อปปี้มาจากสา “ค่ะ”
“จะรังเกียจไหมครับถ้า...”
ไม่ทันขาดคำ โสภิตพิไลส่งมือให้ หนุ่ม 1 และ หนุ่ม 2 ด้วยลีลาของสาวสังคม ในหนังฝรั่ง
หนุ่ม 2 คน โค้งขอ แล้วจับมือโสภิตพิไลคนละข้าง เดินประคองเข้าไปด้านใน พนักงานเฝ้าประตูคนเดิมจำโสภิตพิไลได้แม่นขยี้ตา แทบไม่เชื่อสายตา

บนเวที สาร้องเพลงจบพอดี กำลังโค้งรับเสียงปรบมืออย่างสวยงาม
โสภิตพิไลเดินเยื้องกรายเข้ามา ชายหนุ่มทั้งสองเดินประกบเยื้องไปข้างหลังนิดๆ ด้วยความโดดเด่นของชุดและวัยที่เป็นเพียงเด็กสาว ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ
โสภิตพิไลยิ้มน้อยๆ โปรยเสน่ห์ไปตลอดทาง ทำให้เกิดเสียงกระซิบพึมพำเซ็งแซ่ในหมู่ชายนักเที่ยว
“ใครกันน่ะ” / “แจ่มจริงๆ แม่คุณ” / “นักร้องใหม่เหรอวะ” / “เฮ้ย คนนี้กันจองเว้ย”
โสภิตพิไลหยุดยืนที่กลางห้อง ปรายตามองไปรอบๆ อย่างหว่านเสน่ห์ ชายหนุ่มทั้งหลายพากันกรูเข้ามา
“มองหาใครอยู่หรือเปล่าครับ” ชาย 3 ว่า
ชาย 4 ยิ้มกริ่ม เอ่ยปากเชื้อชวน “ถ้าไม่รังเกียจเชิญนั่งด้วยกันก่อน”
โสภิตพิไลอมยิ้มไม่ตอบ ชาย1 ชาย 2 ที่พามา รีบกันท่า
“คุณผู้หญิงคนนี้มากับผม” ชาย 1 บอก
“แต่เธออาจจะอยากนั่งกับคนอื่นก็ได้นี่ครับ” ชาย 3 ท้วง
ชาย 2 ไม่พอใจ “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“ให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเลือกดีกว่าไหม” ชาย 4 บอก
บรรยากาศเริ่มอึมครึม หนุ่ม 2 ฝ่าย ฮึ่มฮ่ำ ใส่กัน โสภิตพิไลยืนมองอย่างสนุก อมยิ้ม ทำไม่รู้ไม่ชี้

สาลงมาจากเวที เห็นประธานกับเพ็ญศรียืนมองอะไรอยู่
“มองอะไรกันเหรอ”
“ตรงนั้นทำท่าเหมือนจะมีเรื่อง” เพ็ญศรีบุ้ยใบ้ไปทางประตู
สามองตาม เห็นมีผู้ชายยืนล้อมกันเป็นกลุ่ม มีท่าทีไม่พอใจกัน แต่ยังไม่เห็นหน้าโสภิตพิไล)
“ถ้าไม่ใช่มวยชักดาบ ก็คงเป็นศึกชิงนาง”
ประธานหมายถึงวัยรุ่นที่ชอบแกล้งทำเป็นต่อยกัน แล้วพากันวิ่งหนีไป จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเหล้าก่อนจะเดินนำเข้าไป สากับเพ็ญศรีตาม

กลุ่มชายหนุ่มที่รุมโสภิตพิไลอยู่ชักจะรุนแรงขึ้น มีเริ่มผลักอกกันนิดหน่อย
“ผมว่าคุณถอยไปดีๆ ดีกว่า” ชาย 1 บอกเสียงขุ่น
ชาย 4 ไม่ยอม “เฮ้ย ลื้อกล้าดียังไงมาผลักอกอั๊ว”
ชาย 2 โกรธ “บอกดีๆ แล้วไม่ฟังนี่หว่า”
ประธานรีบเดินเข้ามา ทำเสียงร่าเริง
ประธานมาถึง บอก “ใจเย็นๆ ครับ ทุกท่าน มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันครับ”
ชายหนุ่ม 2 ฝ่ายหันมาทางประธาน เปิดให้เห็นโสภิตพิไลยืนเด่นอยู่ตรงกลาง ประธานอึ้ง ตะลึงตาค้าง
“คุณ”
โสภิตพิไลยิ้มหวาน “ค่ะฉันเอง”
สากับเพ็ญศรีที่ตามมาเห็นเต็มตา ตกใจ
“คุณโสภิต!”
“โสภิตพิไล!” สามองลูกสาวหัวจรดเท้า แล้วได้สติโกรธจัด “มากับป้าเดี๋ยวนี้”
สาโกรธมากคว้ามือโสภิตพิไลลากไป

สาลากโสภิตพิไลเข้ามาในห้องทำงาน ชี้จั้งแต่หัวจรดเท้า
“นี่มันอะไรกัน โสภิต”
โสภิตพิไลกวนใส่ “คุณป้าไม่ชอบชุดใหม่ของหนูหรือคะ”
“ป้าไม่ชอบทุกอย่างที่หนูทำ! หนูคิดอะไร ทำไมอยู่ดีๆ ลุกขึ้นแต่งหน้าทาปาก แล้วดูเสื้อผ้าซิ คิดยังไงถึงได้แต่งตัวอย่างกับ...”
โสภิตพิไลไม่สน สวนกลับอย่างรุนแรง “อย่างกับอุษาวดี” สาสะอึก “ไม่ดีหรือคะ ที่หนูทำตัวเหมือนคุณป้า”
สาโกรธจนตัวสั่น แทบกรี๊ด “โสภิต!”
“หนูตัดสินใจแล้วค่ะ ในเมื่อใครๆ ก็รู้ว่าหนูเป็นหลานคุณป้า มันก็ป่วยการที่หนูจะมานั่งปั้นหน้าเป็นลูกผู้ดี...หนูจะมาทำงานที่นี่ค่ะ มาทำงานกับคุณป้า”
“ไม่ได้” เสียงพูดเสียงดังลั่น
โสภิตพิไลย้อน “ทำไมคะ”
“ที่นี่มันไม่เหมาะกับหนู”
โสภิตพิไลหยัน น้ำเสียงขมขื่น “แล้วที่ไหนล่ะคะ ที่เหมาะกับหนู”
สาอึ้ง ความโกรธลดลง เปลี่ยนเป็นความเห็นใจโสภิตพิไล
“โสภิตหนูกับป้าไม่เหมือนกันนะ ป้าผ่านเรื่องร้ายๆ มามาก มากจนมันด้านชา จนป้าไม่สนว่าใครจะนินทาว่าร้ายยังไง...แต่หนูยังเด็ก ยังใสบริสุทธิ์ หนูไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับที่นี่ หนูยังมีทางเลือก...”
โสภิตพิไลสวนอีก “ไม่มีหรอกค่ะ หนูไม่มีทางเลือก ตั้งแต่วันที่คุณแม่ตาย แล้วหนูต้องกลายมาเป็นหลานสาวของคุณป้าแล้ว!”
สาอึ้ง พูดไม่ออก สะเทือนใจเหลือเกิน ยิ่งรับรู้ว่าลูกสาวกำลังด่าแม่อยู่
ประธานที่ยืนฟังอยู่หน้าประตู เดินเข้ามา พูดแทรก ไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“จะเถียงกันทำไม” บอกกับสา “ไหนๆ โสภิตก็มาแล้ว คุณจะเสือกไสไล่ส่งแกไปทำไม” ประธานหันมาพูดกับโสภิตพิไล “ถ้าคุณอยากจะรู้จักกับโลกใบใหม่ มากับผม...แล้วเราจะได้รู้กันว่าคุณชอบมันหรือเปล่า”

ประธานคว้ามือโสภิตพิไลออกไป ยินเสียงดนตรีเร่าร้อนดังขึ้นทันท่วงที ขณะสายืนอึ้งไม่รู้จะทำอย่างไร

ประธานดึงโสภิตพิไลลงมากลางฟลอร์ แล้วพาเต้นรำจังหวะสนุกสนาน ในจังหวะริมโบร็อก เด็กสาวทั้งประหม่า ตื่นเต้น ปนตกใจ
 
“ฉันเต้นไม่เป็นนะคะ”
“เดี๋ยวก็เป็น”
ประธานปรบมือเป็นสัญญาณ บรรดาสาวๆ นางโชว์กระโดดเข้ามาร่วมวง เข้ามาเต้นล้อมโสภิตพิไลกับประธานเป็นหมู่ แต่ละนางเต้นด้วยท่าเซ็กซี่ เคล้าเคลียประธานกับโสภิตพิไล
ลูกค้าเห็นนึกสนุก พากันออกมาเต้นตามบ้าง พวกนางโชว์แยกย้ายกันไปเต้นยั่วลูกค้า ผลัดกันกลับมาหาประธาน ที่เต้นอย่างคล่องแคล่ว จังหวะเร้าใจและความสนุกสนานทำให้โสภิตพิไลหายตื่น นึกสนุก เต้นตามพวกนางโชว์ไปมั่วๆ ทั่วฟลอร์

สายืนดูสีหน้าไม่พอใจอย่างแรง ประธานหันมามองสีหน้านั้น จึงหันมาดึงโสภิตพิไลเป็นคู่เต้น
“ท่าทางคุณอุษาโกรธผมน่าดู”
โสภิตพิไลหันไปมองสานิดเดียว “แล้วคุณไม่กลัวคุณป้าหรือคะ”
“กลัวน้อยกว่าคุณแน่ๆ ล่ะ”
“ใครว่าฉันกลัวคุณป้า”
ประธานยั่ว “กล้าพิสูจน์ไหมล่ะ”
ประธานจับมือโสภิตพิไลกระชากเข้ามาเต้นแบบแนบชิด บางท่าดูสนิทสนมจนน่าหวาดเสียว
สาโกรธจัดจะถลาเข้าไป
“บ้าจริง ทำอะไรกันน่ะ”
เพ็ญศรีคว้ามือไว้ “เดี๋ยว คุณสา ฉันขอพูดอะไรด้วยหน่อย”
“อะไร”
เพ็ญศรีลากสาไปอีกทางคุยกัน เพ็ญศรีปลอบโยน
“ใจเย็นๆ แล้วฟังฉันก่อน คุณสา”
สายังเดือดปุดๆ “ว่ามา”
“คุณต้องใจเย็นๆ โสภิตพิไลเป็นเด็กดื้อ คุณยิ่งห้าม มันเหมือนยิ่งยุยิ่งไม่ให้แกทำ แกก็ยิ่งจะทำประชดคุณ”
สาฮึดฮัดขัดใจ เพ็ญศรีปลอบอีก
“เรื่องเต้นรำมันเรื่องเล็ก มันมีเรื่องอื่นที่น่าเป็นห่วงกว่า”
สาสะดุดหู สนใจขึ้นมา “เรื่องอะไร เพ็ญ”
“หลังๆ คุณมัวแต่หายใจเข้าออกเป็นคุณชายรวี คุณเลยไม่ได้สนใจพี่ประธานคุณคงไม่ได้สังเกตสินะ ว่าเขาไม่หึงหวงคุณแล้ว”
สาไม่พอใจ หึงขึ้นมานิดๆ “ประธานมีคนใหม่งั้นเหรอ ใครกัน”
“คุณว่าเดือนที่ผ่านมานี่ คุณประธานเขาสนใจผู้หญิงคนไหนบ้างล่ะ”
“ก็ไม่มีนี่ เขาก็ยังติดฉันแจ วันๆ ก็พูดถึงแต่...” สาเอะใจ สังหรณ์วูบ ตกตะลึง “โสภิต! นี่เธอคิดว่าประธานเขา...เขาสนใจโสภิตงั้นเหรอ”
“จริงๆ ฉันก็ไม่อยากพูด ทั้งคุณทั้งพี่ประธานก็มีบุญคุณกับฉันทั้งคู่ แต่มันก็อดไม่ได้...ถึงจะหากินกับเรื่องโลกีย์มาทั้งชีวิตนะ คุณสา แต่จะให้ฉันทนดูป้ากับหลานคบผู้ชายคนเดียวกัน ฉันทนไม่ไหวจริงๆ”
สาโกรธจัด ในหัวยามนี้ อึงอลด้วยความคิดของตัวเองดังกึกก้อง
“ไม่ใช่ป้ากับหลาน แต่มันคือแม่กับลูก แม่กับลูก”

พอถึงเพลงจังหวะสโลว์ โสภิตพิไลยังเต้นรำต่อ และอยู่ในอ้อมกอดของประธาน สาเดินเข้าไปกระชากโสภิตพิไลออกมา ตาวาวราวกับแม่เสือ
“มานี่”
โสภิตพิไลไม่พอใจ “คุณป้า”
ประธานเองก็ไม่พอใจ “อะไรกัน คุณสา”
สาตวาดลั่น “อย่ายุ่งนะ ประธาน” แล้วหันมาตวาดโสภิตพิไล “ไป กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
สาลากโสภิตพิไลออกไป ประธานจะตาม เพ็ญศรีเข้ามาขวางไว้
“ป้าหลานเขาจะคุยกัน พี่อย่ายุ่งดีกว่าน่ะ”

ประธานขัดใจ เพ็ญศรียืนยันไม่ยอมถอย มองตามจนสาลากโสภิตพิไลลับตัวออกไป

อ่านต่อตอนที่ 26
กำลังโหลดความคิดเห็น...