xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 24

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 24

ส่วนที่อุทยานหลวง ตองอู มังตรานั่งเล่นสกาอยู่กับกลุ่มนางข้าหลวงอย่างสนุกสนาน มีนางข้าหลวงคอยรินน้ำจัณฑ์ถวาย
 
อเทตยานั่งเงียบอยู่ห่างๆ ไม่สนใจ
“นี่ นี่ ยึดเมือง” มังตราหัวเราะชอบใจ “อะไรกัน ข้าให้พวกเจ้าช่วยกันดูตั้งหลายคน ยังตั้งทัพยันข้าไม่อยู่อีกหรือ”
“เหล่าข้าพเจ้ามิเคยคุมกองทัพ ใยจะชำนาญการสกาเช่นพระองค์ท่าน” นางข้าหลวงบอก มังตราหันไปทางอเทตยา
“งั้นให้ตะละแม่อเทตยามาช่วยเล่นอีกคน มะ อเทตยามาช่วยเหล่าข้าหลวงของตะละแม่เถิด ก่อนข้าพเจ้าจะเมาน้ำจัณฑ์จนเล่นไม่ไหว”
“ไม่ ข้าพเจ้ามิชอบการสกา”
“ไม่ชอบก็มานั่งดูข้างๆ ข้าพเจ้านี่”
มังตราลุกไปฉุดอเทตยามานั่งใกล้ๆ อเทตยาพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่กล้าขัดขืนมากเพราะยังกลัวๆ อยู่
“ปล่อยข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าเล่นสกามิเป็น มิชอบ”
“ไม่เป็นก็จะสอนให้ เมื่อชำนาญแล้วจะได้เล่นเป็นเพื่อนเราไง”
“อย่า ปล่อยข้าพเจ้าเถิด”
มหาดเล็กเดินนำขุนพลตะคะญีกับเนงบาเข้ามาเฝ้า มังตราหยุดชะงัก มองเก้อๆ
“มีการอันใดท่านขุนพล”
“ข้าพเจ้ากับนายกองเนงบา ได้จัดเตรียมกำลังพลพร้อมแล้ว จึงมากราบทูลพระองค์เสด็จไปตรวจการทัพอีกครั้ง”
“ต้องตอนนี้เลยหรือ”
“หากพระองค์สั่งการทัพเป็นมั่นแล้ว เหล่าข้าพเจ้าก็จะได้เร่งจัดเตรียมให้เรียบร้อยต่อไป”
มังตรามองตะคะญีอย่างเบื่อๆ หันมามองอเทตยาอย่างเสียดาย ก่อนจะคลายกอดออก

ตะคะญีย่างม้านำมังตราตรวจแถวทหาร มังตราย่างม้าตามสีหน้าเมาๆ เบื่อๆ จนกระทั่งมังตรามาหยุดม้าที่หน้าเนงบาที่ยืนม้าอยู่กับกองทหารและขุนนาง
“เราจะให้ท่านขุนพลครูตะคะญีอยู่รักษากรุง ส่วนเราจะนำกองทัพหลวงไปกับเนงบา อ้อมขึ้นไปตีกรุงอังวะเป็นกลลวง”
“พระองค์ทรงหมายกำหนดการเสด็จยาตราทัพในวันใด”
“เราจะขอพัก เออ...ให้สบายใจก่อน แล้วจะแจ้งเป็นหมายกำหนดแก่ท่านขุนพลอีกครั้ง”
“หากเป็นไปตามแผนที่แม่ทัพบุเรงนองคาดเดา ข้าพเจ้าว่าเพลานี้ทางอังวะคงจัดทัพมุ่งมาสู่กรุงตองอูเราแล้วเป็นแน่”
“เถอะน่า ช้าไปอีกสองสามวันไม่เป็นไรดอก”
มังตราชักม้าควบออกไปนายทหารคุ้มกันควบตาม ตะคะญีมองตามอย่างไม่สบายใจ
“เอาไงดีพ่อครู”
“พระคุณเจ้ามหาเถรก็ไม่อยู่แล้ว เราจะพึ่งใครบังคับพระเจ้าอยู่หัวได้”
ตะคะญีรู้สึกหนักใจมาก

ที่เรือนเลาชี จันทรานั่งอ่านหนังสือที่จะเด็ดฝากอเทตยามาให้อย่างกังวลใจ อเทตยาหมอบเฝ้าอยู่ตรงหน้า
“ถ้าการเป็นอย่างที่จะเด็ดแจ้งมาในหนังสือนี้ เราก็จะขอรับน้องท่านไว้เป็นเพื่อนร่วมเรือนดุจเครือญาติข้างสามี จะทำจิตให้เป็นกุศล เพื่อลูกในท้องที่จะเกิดมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”
“เป็นพระเมตตายิ่ง ข้าพเจ้านี้ภักดีต่อท่านจะเด็ดตั้งแต่เป็นมังฉงายไม่เคยหวังลาภยศอันใด ขอพึ่งพระบารมีพระพี่นางจนกว่าแผ่นดินตองอูถมร่างสืบไป แต่หากต้องตกเป็นของชายอื่นที่ไม่ใช่ท่านจะเด็ดแล้วจะขอผลาญชีวิตตัวเองให้สิ้นเสียดีกว่า”
“แต่ถ้ามังตรารู้การนี้เราจะทำอย่างไร” โขลนเดินนำตะคะญีเข้ามาเฝ้าจันทรา “มีการอันใดหรือท่านขุนพลครู”
“ตองอูกำลังจะกำเริบสงครามอีกครั้ง ทัพอังวะกำลังยกไพร่พลมาประชิดกำแพงเมือง ลำพังชายในตองอูจะหาทางแก้มิได้ เห็นจำต้องพึ่งสตรีดั่งพระพี่นางเป็นผู้ช่วยแก้ให้เสียแล้ว”
“สตรีเช่นข้าพเจ้า ถ้าออกไปให้เขาฟันคอแล้วชนะศึก ข้าพเจ้าก็ยินดี แต่การนี้ท่านขุนพลครูจะให้ข้าพเจ้าทำเช่นไร”
ตะคะญีหันไปมองอเทตยาที่หมอบเฝ้าอยู่ อเทตยารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
“พระเจ้าอยู่หัวยังมิทรงยอมกำหนดวันยาตราทัพ เพราะ...เออ...” ตะคะญีมองอเทตยาแล้วไม่กล้าพูดต่อ จันทรามองอเทตยาก็เข้าใจ “ข้าพเจ้ามองไม่เห็นผู้ใดจะกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว ให้ตระหนักถึงภัยสงครามได้ นอกจากพระพี่นาง”

อเทตยาหันมามองจันทรา จันทรานั่งนิ่งเงียบ

มังตรากำลังเสวยน้ำจัณฑ์อยู่อย่างมีความสุขกับเหล่านางข้าหลวง
 
จันทราเสด็จมากับนางข้าหลวงสีพระพักตร์เอาจริงจนมังตรารู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที
“หน้าศึกเยี่ยงนี้น้องท่านยังทรงสำราญเป็นปกติอยู่ได้อย่างไร”
“ข้าพเจ้าสั่งการขุนพลตะคะญีแล้ว ข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากแปรขอพักอิริยาบทสัก 2-3 วัน”
“หากน้องท่านหวังจะอยู่เชยสวาทกับแม่หลานหลวงอเทตยาแล้ว ขอทรงอ่านหนังสือจะเด็ดนี้เถิด” มังตราลุกมารับหนังสือจากจันทราไปอ่าน แล้วเงียบตะลึง “อเทตยาปลงใจแก่จะเด็ดมานานแล้ว น้องท่านยังคิดจะแยกแบ่งคนทั้งสองออกจากกันได้ลงหรือ”
“ทำไมจะเด็ดไม่แจ้งแก่ข้าพเจ้าแต่แรก ปล่อยให้คนแปรลวงข้าพเจ้าได้อย่างไร” มังตราโมโหเสียงดัง
“จะเด็ดนั้นยอมถวายทุกอย่างแก่น้องท่าน แต่แม่หลานหลวงไม่ยอมปลงด้วยจะให้จะเด็ดทำการใดได้”
“แปลว่าพระพี่นางก็ยอมให้แม่หลานหลวงเข้ามาอยู่ในครัวเรือนอีกคนหนึ่งหรือ”
“พี่นี้เป็นหญิงออกรบอย่างชายมิได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดปฏิบัติคือดูแลครัวเรือนไม่ให้ผัวต้องกังวลหลัง หวังเพียงให้ชายออกไปรบชนะเหลือแผ่นดินให้ลูกหลานอยู่สืบไป น้องท่านเป็นพระเจ้าอยู่หัวยิ่งต้องรักษาหน้าที่ยิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดิน เพลานี้จะเด็ดและทหาร ต่างออกรบเพื่อให้น้องท่านได้เป็นพระจักรพรรดิ น้องท่านยังมานึกถึงแต่ความสุขของตัวได้อยู่หรือ จงสละเพื่อประชาชนทั้งแผ่นดินเถิด”
มังตราเงียบ พยายามระงับความโกรธ

ที่ทุ่งหันสาวัดดี จะเด็ดและจาเลงกาโบ ตั้งทัพตองอูอยู่หน้าแนวป่ามองไปข้างหน้าอย่างห้าวหาญ กองทัพหงสาวดีนำโดยเสียงโคนสุคญีกับไขลูตั้งทัพรอรับอยู่เต็มทุ่ง ดูมากกว่าตองอูหลายเท่า สอพินยายืนม้าเป็นประธานทัพอยู่
“พวกหงสาวดีมันตั้งรับเราที่ทุ่งหันสาวัดดีอย่างน้องท่านว่าจริงๆ จะเอาอย่างไรต่อ”
จาเลงกาโบถาม จะเด็ดยังนิ่งไม่ตอบ
ที่กองทัพหงสาวดี เสียงโคนสุคญียืนม้ามองจะเด็ดอยู่อย่างชื่นชม
“เห็นกองทัพตองอูเต็มตาในวันนี้ ข้าพเจ้าขอทำนายว่า แม้จะเด็ดไม่สิ้นลงในทุ่งหันสาวัดดีครั้งนี้ จะตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นเมื่อใดก็ได้”
สอพินยาหันไปมองเสียงโคนสุคญีอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดท่านมาประมาณการศัตรูกลางศึกอย่างนี้”
“ทัพตองอูที่ตั้งประจันหน้าเราเพลานี้ดูน้อยกว่าเรามากนัก แต่ทหารตองอูดูพร้อมจะตายเพื่อแม่ทัพของเขา ลักษณะบุเรงนองผู้นี้บอกถึงสติปัญญาสำหรับทำสงครามภายหน้า ทหารตองอูนี้รักบุเรงนองยิ่งกว่าพระเจ้าตะเบงชะเวตี้”
“ไม่มีสงครามครั้งหน้าอีกแล้ว มันจะต้องตายในศึกนี้”
“กรุงหงสาวดีนี้ ไม่เคยมีทัพเมืองใดอุกอาจกล้าหาญ ยกมาประชิดกำแพงเมืองมาหลายร้อยปีแล้ว มีแต่ทัพหงสาวดียกไปประชิดเมืองอื่น สงครามครั้งนี้อาจเป็นเรื่องของบุญญาธิการก็เป็นได้”
“ท่านกำลังหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
“พระอุปราช ศึกนี้เป็นเพราะพระองค์ชักนำมาสู่บ้านสู่เมืองมิใช่หรือ”
สอพินยากับไขลูอึ้งพูดไม่ออก

กองทัพตองอู จะเด็ดกระตุ้นม้าควบออกไปกลางสนามรบอย่างรวดเร็ว จาเลงกาโบตกใจห้ามไม่ทัน
“ข้าพเจ้ายกทัพมาเหยียบแดนหงสาวดี ตามที่ให้คำมั่นลุงท่านไว้แล้ว ข้าพเจ้าอยากจะเชิญลุงท่านได้แสดงการรำอาวุธประลอง เป็นขวัญตาแก่เหล่าทหาร เพื่อแสดงว่าแม่ทัพหงสาวดีอย่างลุงท่านนั้นยังไม่แก่เฒ่าหรือถ้าลุงท่านเห็นแก่ความชราของตัวไม่คิดที่จะสู้กับชั้นหลานอย่างข้าพเจ้า ก็จะได้ให้เหล่าทหารได้เข้าสัปยุทธิ์ชิงชัยกันเอาเอง”
เสียงโคนกับสอพินยาไม่พอใจ ไขลูชักม้าออกมาตะโกนใส่จะเด็ด
“แม่ทัพเสียงโคนแก่แล้วมึงอย่าหวังใช้กลหลอกเอาไปฆ่าเลย กูนี่ไงที่เป็นพระกาฬผลาญชีวิตมังสินธูกับมือเอง จะคู่ควรมากกว่า”
เสียงโคนสุคญีชักม้าเข้าประกบ
“ไขลู ถอยกลับเข้าไป”
“ข้าพเจ้าจะขอออกรับมือมันแทนท่านเอง ท่านชราเกินจะสู้แรงหนุ่มของมันได้”
“ณ ทุ่งหันสาวัดดีนี้ พระเจ้าหงสาวดีได้มอบให้ข้าพเจ้าเป็นใหญ่กว่าผู้ใดทุกคน ท่านต้องฟังคำสั่งเราเท่านั้น”
ไขลูโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ ชักม้ากลับถอยไป เสียงโคนสุคญีควบม้าเข้าสู้กับจะเด็ดอย่างดุเดือด ต่างพลัดกันรุกและรับอย่างมีชั้นเชิง ไขลูเรียกเอาธนูจากนายทหารใกล้ๆ มาถือเล็งไว้ แต่ยังหาจังหวะยิงไม่ได้ เสียงโคนสุคญีเริ่มอ่อนแรง เริ่มถอยออก ไขลูตัดสินใจสั่งยิงลูกธนูออกไปทันที ลูกธนูพุ่งตรงเข้าหาจะเด็ด จะเด็ดตกใจควงทวนกันไว้ ลูกธนูพุ่งปักด้ามทวนอย่างแรง จาเลงกาโบแค้นใจ
“พวกหงสาวดีเล่นไม่ซื่อ พวกเราป้องกันแม่ทัพบุเรงนองไว้”
จาเลงกาโบพุ่งม้าออกนำกองทหารตองอูออกไปทันที
“ทหาร ประจัญบาน” สอพินยาตะโกนสั่ง
ทหารหงสาวดีและทหารตองอูต่างวิ่งเข้าประจัญบานกันเต็มสมรภูมิ จะเด็ดยืนม้าอยู่ท่ามกลางทหารที่วิ่งมา
“จุดกองไฟสัญญาณ”

จะเด็ดสั่งทหาร ขณะที่จาเลงกาโบเข้าประจัญบานกับเหล่าทหารหงสาวดีอย่างดุเดือด
 
อ่านต่อหน้า 2

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 24 (ต่อ)

สีอ่องซุ่มม้าอยู่กับกองทหารตองอูที่ชายป่าปีกซ้ายเห็นควันลอยขึ้นเหนือยอดไม้ไกลๆ

“แม่ทัพบุเรงนองให้สัญญาณควันแล้ว พวกเราบุก”
สีอ่องควบม้านำกองทหารออกไปทันที
อีกด้านหนึ่งที่ชายป่าปีกขวา รานองกับทหารแปรซุ่มคอยอยู่เห็นสัญญาณควันก็สั่งบุกทันที
“ทหารแปรทุกคน บุก”
รานองควบม้านำกองทหารออกไปทันที

จะเด็ดสู้กับทหารหงสาวดี 3 ต่อ 1 เสียงโคนสุคญีสู้กับทหารตองอู 2 ต่อ 1 จาเลงกาโบสู้กับทหารหงสาวดีสอพินยาสู้กับทหารตองอูอยู่ใกล้ๆ ไขลู ไขลูหันไปเห็นสีอ่อง สีอ่องควบม้านำทัพตองอูมาจากชายทุ่งปีกซ้าย รานองควบม้านำทัพแปรบุกมาทางปีกขวา ไขลูตกใจตะโกนเรียกสอพินยา
“พระอนุชา พวกตองอูมันเอาทหารแปรตีโอบเรา ถอยเข้ากำแพงเมืองด่วน”
สอพินยาเห็นตามไขลูแจ้งรีบชักม้าถอยทันที ไขลูควบตาม สีอ่องนำทหารตองอูเข้าห้ำหันกับทหารหงสาวดีทางปีกซ้ายทันที รานองนำทหารแปรบุกเข้าห้ำหันทหารหงสาวดีทางปีกขวา จาเลงกาโบดีใจบุกขึ้นหน้าไปอีก
“พวกเรา บุกเดินหน้า ประชิดกำแพงเมืองให้ได้”
เสียงโคนสุคญีสู้กับทหารตองอูอยู่หันมามองจะเด็ด จะเด็ดกำลังสู้อยู่กับทหารหงสาวดีหยุดหันมามองเสียงโคนสุคญี เสียงโคนตัดสินใจถอยทันที
“หงสาวดี ถอยเข้ากำแพงเมือง”
เสียงโคนสุคญีชักม้าควบนำทหารกลับเข้ากำแพงเมืองทันที ทหารหงสาวดีถอยตาม จาเลงกาโบพาทหารไล่ฆ่าทหารหงสาวดีอย่างไม่ลดละ สีอ่องไล่ฆ่าทหารหงสาวดีอย่างดุเดือด รานองสู้กับทหารหงสาวดีอย่างห้าวหาญเช่นกัน
จะเด็ดควบม้ามาเคียงข้างจาเลงกาโบที่กำลังสู้กับทหารหงสาวดีอย่างมันมือ
“พี่ท่านสั่งทหารหยุดเถิด เราต้องออมแรงไว้ปีนกำแพงกันอีกหลายศึก”
“ทหาร ชะลอการฆ่าพวกหงสาวดีไว้ก่อน วันนี้เราได้เหยียบมาถึงชานกรุงหงสาวดีแล้ว ขอพวกท่านออมแรงไว้ ศึกต่อไปเราจะได้มีแรงปีนข้ามกำแพงกรุงหงสาวดีกัน”
ทหารตองอูและแปรต่างพากันโฮ่ร้องดีใจ ปล่อยทหารหงสาวดีถอยไป จะเด็ดยืนม้ามองกำแพงหงสาวดีอย่างศรัทธาสูงสุด

ในกระโจมค่ายบุเรงนองหน้ากรุงหงสาวดีจะเด็ดนั่งนิ่งอยู่ที่กะบะทรายอย่างเคร่งคิด คนอื่นๆ นั่งประชุมทัพอยู่
“ท่านบุเรงนอง ข้าพเจ้าคิดว่าหากเราโจมตีเพียงหวังรอทัพพระเจ้าอยู่หัวมาช่วยหนุนจะเสียการเปล่า กำแพงเมืองหงสาวดีนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหากน้องท่านหวังปีนข้ามจริง คงไม่พ้นสติปัญญาน้องท่านเป็นแน่อย่าชะลอทัพเลย บุกโจมตีให้มันแตกหักเสียเถิด” จะเด็ดพนมมือ
“พระคุณเจ้ามังสินธูกล่าวสอนข้าพเจ้าอยู่เนื่องๆ ว่า กรุงหงสาวดีนี้เป็นมงคลแห่งภูมิประเทศแห่งจักรพรรดิ บัดนี้ข้าพเจ้าได้พากองทหารตองอูมาเห็นแก่ตาแล้ว หากจะนำกองทหารเหยียบแดนมงคลเหมือนลักษณะมาทำร้ายเจ้าของเดิม ข้าพเจ้ายังไม่หาญกล้าจะเข้าย่ำยีด้วยตัวเอง จะขอชะลอพระเจ้าตะเบงชะเวตี้มาทำการรบตามประเพณีด้วยลักษณะอย่างกษัตริย์เองจึงจะสมควร”

กำแพงเมืองหงสาวดีตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ชายป่าหน้ากำแพงเมืองหงสาวดี มุมหนึ่งเป็นแท่นบวงสรวงที่ทหารกำลังจัดเครื่องบวงสรวงอยู่ กองทหารตองอูถือกำบังหนังโคกระบือเรียงหน้ากระดานอยู่ จะเด็ดยืนม้ามองนิ่งตรงไปที่กำแพงเมือง
“เมื่อครั้งที่หลานท่านได้เมืองแปรของอา ก็เพราะอ่านฐานเมืองแม่นยำ ครั้งนี้จะตีกำแพงเมืองหงสาวดีแล้ว จงใคร่ควรให้ทั่วทุกด้านเถิด”
“อาท่านประมาณให้ข้าพเจ้าทีเถิดว่ากำแพงกรุงหงสาวดีนี้ เก่าแก่กว่ากำแพงกรุงแปรกี่ร้อยปี”
“กรุงหงสาวดีนี้ มีกษัตริย์ทรงตะบะเดชะสืบเนื่องกันมาไม่ขาดสาย ยินครูผู้เล่าให้ฟังมาว่าหงสาวดีสถาปนากำแพงหอรบ เมื่อครั้งมังสุระมณีจักรลงมาถึงสการะวุตพี บัดนี้ก็เก้าชั่วรัชกาลกษัตริย์” จะเด็ดใจหาย
“กำแพงกรุงหงสาวดีสร้างแต่ครั้งกษัตริย์มังสุระมณีจักร จะต้องมาพังเพราะทหารตองอูใต้บังคับข้าพเจ้าเองหรือนี่”

จะเด็ดในชุดแม่ทัพเดินขึ้นไปบนแท่นบวงสรวง ล้อมและดาดหลังคาด้วยผ้าขาวและเครื่องบายศรีเซ่นไหว้อย่างดีหันหน้าไปยังกรุงหงสาวดี จาเลงกาโบจุดธูปส่งให้กำใหญ่
“ข้าพเจ้าจัดเครื่องพลีกรรมบวงสรวง ตามธรรมเนียมสักการเทพยดาเพื่อประกาศให้รู้ว่าการรบเพื่อย่ำยีกันครั้งนี้ เป็นลักษณะสงครามเยี่ยงกษัตริย์ และลุบัดนี้ด้วยนิมิตและลางทั้งปวง ปรากฏว่าพระเจ้าสการะวุตพีหาบุญเสมอพระเจ้าตะเบงชะเวตีไม่ จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าพาทหารตองอูและแปร มาประกาศบุญแก่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้
แทน ฉะนั้นเทพยาดารักษาทหารหงสาวดี พระเสื้อเมืองทรงเมืองรักษากำภูฉัตรก็ดี ขออย่าได้อยู่พิทักษ์รัตนบัลลังก์สการะวุตพีเลย ข้าพเจ้าพาทหารเข้าไปถึงที่ใด ขอให้ทหารหงสาวดีย่อยยับ อย่าอยู่สู้บารมีพระเจ้าตะเบงชะเวตี้เลย”
จะเด็ดยกมือไหว้จบศีรษะ ทหารทั้งหมดโฮ่ร้องกันขึ้น
“โฮ่”

เมฆเคลื่อนเข้าบังพระอาทิตย์ แล้วเกิดเป็นรัศมีออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

สอพินยากับไขลูรีบเดินตามนายทหารคนหนึ่งขึ้นมาบนกำแพงที่เสียงโคนสุคญียืนส่องกล้องอยู่

“เกิดอะไรขึ้นหรือท่านเสียงโคน”
เสียงโคนสุคญีไม่พูดส่งกล้องให้สอพินยาดู...
ทุ่งหน้ากำแพงเมือง จะเด็ดนำกองทัพตองอูกับแปรเคลื่อนเข้าหากำแพงหงสาเรื่อยๆ จนอยู่ในระยะแล้วหยุด
สอพินยา ไขลูกับเสียงโคนสุคญีตั้งสติได้
“ทหารป้องกันประตูเมืองไว้”
ทหารตองอูกับแปรวิ่งข้ามคูเมืองเอาบันใดพาดกำแพงทันที ทหารหงสาวดีเอาน้ำมันเดือดราดลงใส่ทหารตองอู
จะเด็ดยืนม้าสั่งการอย่างห้าวหาญ
“กองโล่หนัง บุก”
กองโล่ห์หนังเคลื่อนออกไปทันที จนกระทั่งประชิดประตูเมืองโดยใช้โล่ห์หนังกำบังตัว
ภายใต้โล่หนัง ทหารโล่ห์นำแชลง ขวานขุดเจาะ-งัด-สับประตูอย่างเมามัน
“เอาน้ำมันราดใส่มันเร็ว” ไขลูกตะโกนสั่ง ทหารหงสาวดีเทน้ำมันร้อนๆ ลงไปใส่ทหารโล่หนังแต่ไม่เป็นไร
“ตัดซุงลงไป”
ทหารหงสาจะตัดซุง แต่ถูกกองทหารแปรรานองยิงธนูใส่อย่างไม่ยั้งจนต้องหลบ จาเลงกาโบยืนช้างคอยอยู่อย่างใจจดจ่อ
“บุเรงนองมันให้ทหารทำลายประตูเมืองเรา ถ้ายั้งมันไม่อยู่ประตูเมืองทลายแน่” เสียงโคนสุคญีบอก
“ท่านมีวิธีแก้อย่างไร” สอพินยาถาม
“ข้าพเจ้าจะนำกองทหารออกไปสู้กลางแปลงกับมัน ทหารยกพลออกประตูด้านใต้”
เสียงโคนรีบวิ่งลงบันใดไป สอพินยายืนตกใจมองการต่อสู้อย่างไม่คาดฝันว่าจะตกเป็นรอง
ประตูเมืองหงสาวดีด้านใต้เปิดออก เสียงโคนสุคญีควบม้านำกองทหารหงสาวดีออกมาเป็นจำนวนมาก

กองทหารเสียงโคนสุคญีควบม้ามาเต็มทุ่ง ตรงมาที่ประตูเมือง จะเด็ดควบม้าเข้าขวางไว้ทันที
“ทหาร สกัดกองทหารหงสาไว้เดี๋ยวนี้”
กองทหารจะเด็ดวิ่งเข้าประจัญบานกองทหารหงสาทันที ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด
บนกำแพงเมือง ไขลูวิ่งมาหาสอพินยาที่มองการรบอยู่อย่างตกใจ
“ข้าพเจ้าเห็นว่าประตูเมืองหงสาวดีถึงคราวพินาศลงในวันนี้เป็นแน่”
“ทำไมท่านมารีบด่วนสรุปอย่างนี้”
“ข้าพเจ้าต้องไม่ประมาทเพื่อจะรักษาพระชนม์ชีพพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“ขอพระอุปราชเสด็จนำพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกหลังวัง ลงเรือไปสู่เมาะตะมะเถิด เพื่อความปลอดภัย”
สอพินยาเสียใจร้องไห้ คลั่ง
“เราไม่แพ้นะไขลู เรายังไม่แพ้ เรายังไม่แพ้ เราแพ้ไอ้จะเด็ดไม่ได้” ไขลูทรุดลงกราบพระบาท
“ข้าพเจ้าขอถวายชีวิตเพื่อพระอนุชาที่ข้าพเจ้าเคารพรักสูงสุด”
สอพินยามองการต่อสู้ที่หน้ากำแพงอย่างไม่เชื่อสายตา ร้องไห้ตัวสั่นเหมือนเด็กอย่างน่าเวทนา กองทหารตองอูรบกับทหารหงสาวดีอย่างดุเดือด จะเด็ดสกัดทหารหงสาวดีไม่ให้เข้าใกล้ประตูเมืองอย่างสุดความสามารถ

ทุ่งหน้ากำแพงเมือง จะเด็ด รานอง กองทัพตองอูกับแปรต่อสู้กับทหารหงสาวดีอย่างดุเดือด
ภายใต้โล่ห์หนังทหารโล่ห์นำแชลง ขวานขุดเจาะ-งัด-สับประตูอย่างเมามัน ทหารหงสาวดีเทน้ำมันร้อนๆ ลงไปใส่ทหารโล่หนัง จาเลงกาโบเตรียมกองช้างรอจังหวะอย่างใจจดจ่อ กองทหารจะเด็ดประจัญบานกับกองทหารหงสาต่อสู้กันอย่างดุเดือด

ภายในท้องพระโรงหงสาวดี สการะวุตพีและมินบู พระราชดำเนินไปมารอฟังข่าวศึกอยู่อย่างอึดอัด มีทหารมหาดเล็กและนางข้าหลวง หมอบเฝ้าอารักษ์ขาเกือบเต็มท้องพระโรง สอพินยาที่หน้าตาแดงช้ำเพราะร้องไห้เดินเข้ามาอย่างหมดแรง
“การที่หน้ากำแพงเมืองเป็นอย่างไรบ้างน้องท่าน” สการะวุตพีรีบถาม
“ถึงคราวกรุงหงสาวดีล่มแล้วพี่ท่าน”
“ทำไมมันง่ายดายอย่างนี้ ไหนน้องท่านว่าทัพอังวะจะมาช่วยเราอย่างไรล่ะ”
“ตองอูซ้อนกลเรา ตะเบงชะเวตี้คงต้านทัพอังวะไว้ได้”
“น้องท่านและขุนพลเสียงโคน เชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองกรุงหงสาวดีมากเกินไป”
“แล้วเราจะทำอย่างไร”
“เราต้องหลีกภัยไปเมาะตะมะให้เร็วที่สุด หากรวบรวมพลได้ค่อยกลับมากู้คืน”
สการะวุตพีเสียใจมาก เสด็จขึ้นสู่สิงหราชบัลลังก์ ทุกคนทรุดลงเหมือนเข้าเฝ้า
“หงสาวดี สืบเชื้อสายแห่งราชวงศ์มะกะโทมาแต่บุราณกาล หากต้องสิ้นในรัชกาลเรา น้องท่านยังจะให้พี่นี้หนีเป็นที่สาปแช่งของบรรพบุรุษอีกหรือ”
“ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว”
“เราคือกษัตริย์แห่งหงสาวดี เมืองมหามงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำอิระวดี เราจะรอพวกตองอูเข้ามาเฝ้าเราอยู่บนสิงหาสนบัลลังก์นี้ หากผู้ใดกลัวภัยก็จงหลบไปเถิด”
สอพินยาร้องไห้เสียงดังอย่างสำนึกผิด ไขลูวิ่งเข้ามากับทหารจำนวนหนึ่ง เห็นสภาพแล้วจึงทรุดกราบ
“กองม้าที่จะมุ่งสู่เมาะตะมะพร้อมแล้วพระอุปราช”
“ทุกอย่างที่พี่ทำไปเพราะรักน้องท่านและยังรักอยู่เสมอ ขอน้องท่านจงปลอดภัย ไขลูจงพาน้องเราไปหาเมืองใหม่อยู่เถิด หงสาวดีนี้ผู้มีบุญญาธิการสูงสุดเท่านั้นจะขึ้นนั่งบัลลังก์นี้ได้”
สอพินยาค่อยๆ ลุกขึ้นเข้าไปใกล้พระบาทสการะวุตพีที่สุด เท่าที่ทำได้
“ข้าพเจ้าเองเป็นผู้นำภัยมาสู่หงสาวดี อภัยให้ข้าพเจ้าเถิด”
สอพินยาก้มกราบที่พระบาทและเดินร้องไห้ออกไป ไขลูถวายบังคมแล้วตามสอพินยาออกไป
สการะวุตพีชักกริชออกมาจากเอว วางไว้บนหน้าตัก มินบูร้องไห้น้ำตานองหน้าแก้เกล้าผมออกมาเช็ดพระบาทสการะวุตพี ทหารในหลุดดอถวายบังคมอย่างพร้อมเพียงกัน
 
สการะวุติพีประทับนิ่งน้ำตาคลอ แต่ไม่ยอมให้ไหล
 
อ่านต่อตอนที่ 25
กำลังโหลดความคิดเห็น...