xs
xsm
sm
md
lg

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 25

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 25

ติณห์ยิ้มใส่หน้าผี พูดเสียงสงบ แน่วแน่ แต่ดังกังวาน

"เจ้าไม่มีตัวตน"
ทันใด วิญญาณผีร้ายที่บีบคอติณห์อยู่นั้น อันตรธานหายไป เบญจาตะลึงที่เห็นติณห์หลุดรอดได้
"คุณณิน ความว่าง จิตที่ว่างคือจิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดจะมาเกี่ยวยึดได้ ไม่มีที่อยู่ ให้กิเลสได้อาศัย"
ญาณินบอก
"เมื่อปราศจากความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ก็มลายหายสิ้นไป"
"ใช่ หลวงลุงเคยสอน ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด แต่เราทุกคนต้องไปให้ถึง" สุคนธรสว่า
"พวกแก พูดบ้าอะไรกัน"
"ชั้นทำไม่ได้ จุนจีกำลังจะตาย ชั้นไม่ว่าง"
สุคนธรสย้ำ
"เราต้องทำให้ได้"
สุคนธรสกับญาณินหลับตา ทำจิตว่าง
เนตรสิตางศุ์ร้องไห้
"หมอ พี่ณัฐ"
"นายจิงโจ้"
"จิตว่างงั้นเหรอ งี่เง่า ชั้นจะให้พวกแกตายไปพร้อมกับความว่างนี่แหละ!"
เบญจาสวดอาคม
"ข้าขอเชิญวิญญาณผีร้าย สัมภเวสี ผีตายโหง จิตอกุศล กิเลส ตัณหา โลภะ โทสะ โมหะ ความเลวทรามทุกอย่างที่สิงสถิต ณ ที่แห่งนี้ จงกัดกินกลืนพวกมันเป็นอาหาร สนองตัณหา บูชาความเลวทรามด้วยจิตและวิญญาณพวกมัน"
เกิดความปั่นป่วน พลังของวิญญาณร้ายจากทั่วทุกสารทิศ พุ่งเข้ามารวมกัน เบญจายื่นมือออกมา มีพลังของวิญญาณเหล่านั้นมารวมตัวกันกลายเป็นอีกาที่อัดแน่นไปด้วยภูตผีและความชั่วร้าย ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ
ติณห์เตือน
"คุณเนตร กรรณา แก้ม รีบทำจิตให้ว่างเร็ว กำหนดลมหายใจก็ได้ พิจารณาธาตุก็ได้ หรือภาวนาจากเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วแปรเปลี่ยนไป"
ทั้งสามไม่มีทางเลือก นั่งขัดสมาธิโดยเร่งรีบ
"ร่างกายนี้ ไม่มีอะไรเลย นอกจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ"
"ฮะๆๆ ดินน้ำลมไฟ มันต้องมารับใช้เราสิ"
พวก5สาวยังคงตั้งจิต เบญจาปล่อยอาคมนั้นออกมา มันพุ่งมารวดเร็ว เป็นอีกาที่บ้าคลั่ง
"ระวัง" ก้องฟ้าบอก
อีกาอาคมนั้นพุ่งใส่พวก5สาว อีกาใกล้เข้าไป แล้วในที่สุด พวกห้าสาวจากที่นั่งอยู่กลับอันตรธานหายไปไร้ร่องรอย อีกาอาคมพุ่งเข้าใส่ แต่กลับกลายเป็นว่าอีกาอาคมนั้นผ่านความว่างไป
เบญจาอึ้ง อีกาทั้งหมดบินลอยไปลอยมาไร้ทิศทาง
ลูกบอลที่ลอยอยู่ในความเวิ้งว้างสีเทาหม่นๆ ปราศจากผู้คน มีเพียงเสียงที่ดังแว่วเข้ามาหลายๆเสียง ผสมปนเปกันไป
หมอวรวรรธ บอก "ไม่มีอะไรเลยๆๆ"
ก้องฟ้าบอก "ไม่มีตัวตนๆๆ"
ณัฐเดชบอก "ไม่มีอะไรคงที่ ทุกอย่างเกิด เพียงชั่วครู่ก็ดับไป"
จุนจีบอก "เกิด ดับ เกิด ดับ"
แต่แล้วมีเสียงที่ดังที่สุด เข้มข้นที่สุดแหวกแทรกทุกเสียงขึ้นมา เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทของเบญจา
"พวกแกต้องตาย ชั้นจะฆ่าพวกแกทุกคน แกต้องตาย ต้องตาย"
อีกาอาคมนั้นเหมือนจับสัญญาณได้พุ่งเข้าไปที่เบญจาทันที กลุ่มพลังอีกาอาคมนั้นกลืนหายเข้าไปในร่างเบญจา เบญจาผงะ เฮือก ตาเบิกโต แข็งค้างไปชั่วอึดใจ แล้วจึงร้องออกมา
"ชั้นเกลียดทุกคนๆ พูดอะไร ไรสาระ โง่เง่าสิ้นดี อ๊าก" เสียงเบญจาผสมเสียงภูตผีร้อง "อ๊าก"
เบญจาร้องสุดเสียง แล้วน็อกหมดสติไป ทุกคนหลุดจากพันธนาการ ต่างก็ลงไปนั่งหอบ หมดแรง
พวก5สาว5หนุ่มต่างรีบเข้ามาดูแลกัน คู่ใครคู่มัน
"ติณห์"
"ผมไม่เป็นอะไร"
เบญจาดิ้นพล่านอยู่ที่พื้น ตาเหลือก แขนขาเกร็งไป มีวิญญาณผีพุ่งเข้าออกร่างกาย พร้อมเสียงราวกับกำลังกัดกินเบญจาอยู่ ทุกคนมองเบญจาอย่างเวทนา

รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในตัวเมืองกทม. คนขับกำลังเร่งรีบขับไป พลางยกขวดM100ซด แล้วต้องทำหน้าเซ็ง
"อีกแล้วเหรอวะ"
คนขับโยนขวดM100ทิ้งลงที่พื้นรถอย่างหงุดหงิด ตำรวจจราจร2คนกำลังโบกให้รถบรรทุกหยุดแต่ไกล
ตำรวจจราจรใส่แว่นดำ แถมยังใส่ผ้าปิดปากจมูก2คนยืนโบกขวางทางให้รถบรรทุกหยุด รถบรรทุกชะลอความเร็วลง แล้วจอดชิดขอบทาง
ตำรวจจราจรนายหนึ่งเดินไปที่ประตูด้านคนขับ คนขับเปิดประตูพลางโผล่หน้าออกมาคุยด้วย
"อะไรกันครับคุณตำรวจ ท้ายรถผมว่าง ยังไม่ทันไปขนของเลยนะ"
ตำรวจจับประตูโหนตัวเองขึ้นไปยืนข้างคนขับ
"ไหน! เอาใบขับขี่มาดู"
คนขับทำหน้าเซ็ง หันไปจะคว้าใบขับขี่ที่เสียบอยู่บนที่บังแดดเหนือกระจกหน้า ก็ถูกตำรวจ1คว้าคอกระแทกหน้าเข้ากับพวกมาลัยรถอย่างแรง
"โอ๊ะ! อะไร"

ไม่ทันถามจบ คนขับก็ถูกชกเข้าที่หน้าตูมเดียว สลบ! ตำรวจ1รีบดันร่างคนขับเข้าไป แล้วขึ้นมานั่งที่คนขับแทน ปิดประตู ตำรวจอีกคนอีกคนรีบปีนขึ้นมานั่งคู่คนขับ ตำรวจจราจรรีบขับรถบรรทุกเลี้ยวเข้าตรอกข้างๆไป

รถบรรทุกแล่นเข้ามาจอดในตรอกเปลี่ยวอย่างรวดเร็ว ตำรวจจราจรทั้ง 2รีบลงจากรถ ลากร่างคนขับลงจากรถ แล้วแบกหัวท้ายไปโยนทิ้งลงในถังขยะขนาดใหญ่ที่วางอยู่ตรงกองขยะ

ทั้ง2รีบถอดเสื้อจราจรออกโยนทิ้ง...กลับมาสู่สภาพลูกสมุนของหมอสมคิด เดินไปที่ตู้คอนเทนเนอร์ท้ายรถ เปิดประตูตู้ออก พบว่าในตู้ว่างเปล่า ทั้ง2เลื่อนบันไดลง แล้วตำรวจ1ก็หันไปเป่าปากเรียก

บริเวณหน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง มีป้าย “คนไทยหัวใจสีขาว ร่วมต้านยาเสพติด” และป้ายรณรงค์เล็กๆอื่นๆ...ร่วมพลังแผ่นดิน ขจัดสิ้นยาเสพติด , เด็กรุ่นใหม่ ไม่เสพ ไม่ลอง ไม่ขายฯลฯ
บรรยากาศคึกคักงานของปปส.เดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด มีคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดวอร์ม แจ๊กเก็ต ชุดเดินออกกำลังมารอร่วมงานมากมายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้สื่อข่าว
มีนักศึกษาชายหญิงหน้าตาดีแต่งตัวด้วยชุดตีเทนนิส กอล์ฟ แบดมินตัน วอลเล่ย์บอล จักรยาน กีฬาX-Tremeต่างๆมาสร้างสีสันในงาน เพื่อรณรงค์ให้เยาวชนหันมาเล่นกีฬาดีกว่ามาเล่นยา
เต็นท์ประธานเปิดงาน...มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมารอร่วมงานอยู่เต็ม กำลังยืนพูดคุยทักทายกัน โดยมีผู้ว่าคอยต้อนรับในฐานะผู้ประสานจัดงานร่วมกับหน่วยปปส.
ท่ามกลางตำรวจผู้ร่วมงาน…ตำรวจในชุดวอร์มคนหนึ่งหันมา...เป็นรองสาโรจน์ที่กำลังยกขวดน้ำขึ้นจิบพลางหันมองหาผู้การ แอบกังวลที่ยังไม่เห็นมา
"ท่านประธานจัดงานมาแล้วไ ผู้ว่าบอก
รองสาโรจน์หันไปมอง เห็นผู้การสวมเสื้อแจ๊คเก็ตดึงปกตั้ง สวมแว่นกันแดดสุดเท่เดินเข้ามามีตำรวจติดตามทั้งในและนอกเครื่องแบบคอยอารักขา4-5คน ผู้ว่าเดินเข้าไปยกมือไหว้ทักทาย รองสาโรจน์แอบมองไป สีหน้ายิ้มแค้นๆ ประมาณวันนี้มึงตายแน่
ตำรวจติดตามผู้การ ที่ใส่หูฟังกำลังยืนพูดติดต่อสื่อสารกับทีมอารักขาที่มีทั่วงาน ตาก็สอดส่ายจับตามองระวังไปทั่วงาน
ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้ผู้การ ขับรถเข้ามาจอดริมทางเพื่อรอสแตนบายด์รอผู้การ ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นจะได้ขับรถไปรับผู้การหนี
จอดเสร็จ...พลขับดับเครื่อง ลงจากรถพลางพูดสื่อสารกับทีมอารักขาผู้การไป
"จอดรถสแตนด์บาย ห่างจากจุดจัดงานราว3นาที" ตำรวจบอก
ตอนนั้นเองมีชายสวมหน้ากากผีโผล่ลับๆล่อๆขึ้นมาที่หลังรถ
"เฮ้ย! ทำไรวะ"
ตำรวจทำท่าจะชักปืนที่เอว แต่สมุนสวมหน้ากากผีอีกคนโผล่มาทางด้านหลัง คว้าแขนที่จะชักปืนไว้ได้ จับบิด ถีบ เกิดการต่อสู้กอดรัดฟัดเหวี่ยงขึ้น
สมุนอีกคนกระโดดเข้ามาช่วยล็อกคอทางด้านหลัง พร้อมต่อยอัดไปที่สีข้างจนจุก แล้วสมุนหักมือตำรวจที่ถือปืนจนปืนตก ตำรวจโดนชกสลบไป สมุนคนหนึ่งรีบลากตำรวจหลุดไป...ปฏิบัติการรวดเร็วมาก
สมุนสวมหน้ากากผีเปิดกระโปรงท้ายรถผู้การขึ้น วางกระเป๋าเจมส์บอนด์ใบหนึ่งลงไป แล้วเปิดกระเป๋าขึ้น เห็นเป็นระเบิดที่จุดชนวนด้วยโทรศัพท์อยู่ภายใน มันจัดการเปิดระบบให้เริ่มทำงานขึ้น รอเวลารับสัญญาโทรศัพท์ที่จะโทร.เข้ามากดชนวนระเบิด
สมุนอีกคนเดินเข้ามายืนมองระเบิด เห็นว่ามันเปลี่ยนมาใส่ชุดของตำรวจที่ทำหน้าที่ขับรถของผู้การแล้ว กำลังติดอุปกรณ์สื่อสารที่ตัว มันถอดหน้ากากผีออก โยนใส่ท้ายรถ ติดหูฟังที่ใช้สื่อสารกับทีมอารักขาผู้การในงานเสร็จสรรพเรียบร้อย ยิ้มร้ายพยักหน้าให้กับสมุนอีกคน แล้วปิดกระโปรงท้ายรถโครม!

ผู้ว่าหันมาเชิญผู้การไปที่กดปล่อยป้ายลูกโป่งเริ่มพิธี
พิธีกรบอก
"และบัดนี้ถึงเวลาสำคัญเรา ขอเชิญท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานครและผู้การให้เกียรติขึ้นมาเปิดงานเดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดครับ"
ทุกคนปรบมือ ผู้การเดินผ่านรองสาโรจน์
"อ้าวท่านรอง สวัสดีครับ มาเหมือนกันเหรอ"
"หมู่นี้ไม่ได้ออกรอบตีกอล์ฟด้วยกันเลยนะ" สาโรจน์บอก
"ตำแหน่งผมก็บอกอยู่แล้วท่านรอง เป็น“ผู้การ” มันก็ผูกขาดกับงานตลอดไป ใครไม่รู้ คิดว่าเป็นแล้วสบาย ขอบอกว่าคิดผิด ฮ่ะๆๆ"
ผู้การเดินหัวเราะผ่านไป รองสาโรจน์มองตามอย่างแค้น

ผู้การทำพิธีกดปุ่มปล่อยลูกโป่ง...ทุกคนปรบมือ ผู้ที่มาร่วมเดินรณรงค์ปรบมือ มีเหล่าสมุนของหมอสมคิด 4 คนแอบแฝงตัวมาด้วย ทั้ง4สวมหมวกแก๊ปลายเดียวกัน หรือสวมเสื้อนักบอล ทุกคนต่างมองจับจ้องไปที่ผู้การด้วยสายตาหมายเอาชีวิต
"ต่อจากนี้ไป ขอเชิญพวกเราทุกคนที่มีหัวใจสีขาว แสดงพลังร่วมเดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดกันคร้าบ"

ผู้การเดินลงจากแท่นพิธีไปร่วมกลุ่มกับริ้วขบวนที่ตั้งแถวเตรียมเดินรณรงค์ มีเหล่าตำรวจอารักขาตามประกอบติด เหล่าสมุนสมคิดต่างมองจับตาดูความเคลื่อนไหวของผู้การไว้ตลอดเวลา

เบญจายืนอยู่กลางห้อง...รอบตัวเต็มไปด้วยกลุ่มของวิญญาณจำนวนมากที่กรีดร้องอาฆาตพุ่งวนเวียนเข้าออกตัวของเบญจา เบญจากรีดร้องเจ็บปวดแสนสาหัส

"แอร๊ย"
ทุกคนยืนตะลึงมอง ด้วยใจที่เต็มไปด้วยเมตตา ทำให้ญาณินสงสาร จะเข้าไปช่วย
"เบญจา!"
ติณห์รีบคว้าตัวไว้ทัน
"คุณณิน! คุณจะทำอะไร"
"ก็จะเข้าไปช่วยน่ะซิ ขืนยืนมองอยู่อย่างนี้ เบญจาไม่รอดแน่"
สุคนธรสบอก
"แกจะช่วยเค้า ถามเค้าหรือยัง ว่าเค้าอยากให้ช่วยรึปล่าว"
"ไม่ต้องมาแส่! ไม่ต้องมาช่วยฉัน"
กรรณาบอก
"เห็นม่ะ! แบบนี้ปล่อยให้ตายไปเลย"
"ฉันไม่มีวันตาย องค์เบญจาผู้มีญาณพิเศษทั้ง5 ในบุคคลเดียว ต้องไม่ตาย ไอ้พวกผีบ้า แกหยุดเดี๋ยวนี้นะ จงฟังฉัน เชื่อฟังฉันเดี๋ยวนี้"
เบญจาพยายามท่องคาถาสะกดวิญญาณไว้อย่างเดิม แต่ไม่เป็นผล วิญญาณทั้งหลายยิ่งเฮี้ยนขึ้นกว่าเดิม พุ่งเข้าใส่ทำร้ายเบญจาจนกระอักเลือดออกมา ทรุดเข่าลงกับพื้น
สุคนธรสบอก
"อาคมของเธอควบคุมวิญญาณพวกนี้ไม่ได้อีกแล้วเบญจา ยอมแพ้ซะ แล้วฉันจะช่วยจัดการวิญญาณพวกนี้ให้"
"หุบปากนะ! ฉันไม่ยอมแพ้ ฉันไม่ยอม"
กรรัมภาบอก
"ไม่ยอม ฉันก็ไม่ขอร้องหรอกย่ะ เพราะเห็นอยู่ชัดๆว่าเธอกำลังจะแพ้ความชั่วของตัวเอง"
"พวกเราไม่ได้อยากชนะเธอนะเบญจา เราแค่อยากช่วยเธอมากกว่า" เนตรสิตางศุ์ว่า
"ฮ่ะๆๆๆ ไม่อยากชนะ บ้ากันเข้าไป... ถึงยังไงไอ้ผู้การกับคนอีกนับไม่ถ้วนจะต้องตายอยู่ดี"
ณัฐเดชถาม
"ว่าอะไรนะ ทำไมผู้การจะต้องตาย"
วรวรรธถาม
"คนนับไม่ถ้วนด้วยเหรอ"
"เป็นร้อยละมั้ง"
"ไอ้สมคิดจะทำอะไร" ไตรรัตน์ถาม
"คนพวกนั้นเขาไปทำอะไรให้พวกเธอ" ปาร์คจุนจีถาม
"บ้าแล้ว ไอ้พวกนี้มันบ้าแล้ว" พงอินทร์บอก
โกลเดนเบบี๋บอกฃ
"อีกไม่กี่นาที"
ทั้งหมดตกใจมองหน้ากัน

ณัฐเดชรีบเดินนำ 5 หนุ่มออกมา พลางกดโทรศัพท์หาผู้การ
"โธ่เอ้ยผู้การ รับซี"
ณัฐเดชยืนรอสาย
พงอินทร์หันไปมองในโรงพยาบาลอย่างเป็นห่วงสาวๆ
"เราจะทิ้งสาวๆไว้กับเบญจาที่นี่เหรอหมอ" พงอินทร์ถาม
"ต้องบอกว่าสาวๆไม่อยากทิ้งเบญจาไว้ที่นี่ต่างหาก"
ปาร์คจุนจีร้อง "เย!" ติณห์กับไตรรัตน์ร้อง "เยส!"
3หนุ่มช่วยสนับสนุนคำของหมอ จนกระทั่งเดินมาถึงรถแล้ว ณัฐเดชก็ยังโทรติดต่อผู้การไม่ได้
"เกิดอะไรขึ้นทำไมไม่ยอมรับสายห่ะผู้การ"

ผู้การกำลังอยู่ในขบวนเดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดไปตามถนนที่ปิดการจราจร บรรยากาศครึกครื้น มีผู้คนมายืนดู2ข้างทาง เหล่านักศึกษาที่แต่งตัวด้วยชุดกีฬาต่างเดินพลางแจกสติ๊กเกอร์รณรงค์ไม่ยุ่งยาเสพติด
ผู้การได้ยินเสียงมือถือในกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ต ได้แต่จับๆ แต่ไม่ได้หยิบขึ้นมาดู เพราะมัวแต่คุยกับผู้ว่าบ้าง แจกสติ๊กเกอร์บ้าง
ทางด้านหลัง รองสาโรจน์เดินอยู่ในกลุ่มนายตำรวจอีกกลุ่มตามหลังผู้การ สายตารองสาโรจน์มองจับจ้องไปที่ผู้การอย่างรอเวลา ว่าเมื่อไหร่สมคิดจะลงมือ รองสาโรจน์หันมองไปรอบๆ หาวี่แววของพวกสมคิด จนเห็นพวกสมุนของสมคิดทั้ง4คนเริ่มเคลื่อนไหว แยกกระจายกันโอบเข้ามาใกล้ผู้การ

พวก6หนุ่มขับออกมาจากโรงพยาบาลร้างแล้ว โดยมีไตรรัตน์เป็นคนขับ ณัฐเดชพยายามโทรศัพท์หาคนอื่น
"ฮัลโหล ผู้กอง ผมพยายามโทรหาผู้การ แต่ท่านไม่รับสาย รู้ไหม ตอนนี้ผู้การอยู่ไหน ห่ะ....อะไรนะไปเดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ที่ไหน สวนลุม"
ติณห์บอก
"รีบซิ่งเลยนายไตวาย go…go…go"
"สั่งถูกคนแล้วไอ้ฝรั่ง ขอเชิญทุกท่านพบกับแชมป์ฟอร์มูนล่าวันคนล่าสุด"
ปาร์คจุนจีถาม
"คนล่าสุด หรือคนสุดท้ายกันแน่"
"หึ แบบนี้เกาหลีต้องโดน" ติณห์ว่า

ไตรรัตน์ใส่เกียร์เร่งเครื่อง ทุกคนพากันเกาะจับแทบไม่ทัน ...เหวอ!กันไป

ขบวนเดินรณรงค์...ตำรวจอารักขาคนหนึ่ง ได้รับข่าวแจ้งมาทางหูฟัง สีหน้ากังวลทันที รีบขยับเดินเข้ามาใกล้กระซิบบอกผู้การ
 
"ท่านครับ ทางสารวัตรณัฐเดชแจ้งเข้ามาให้ระวังตัว ท่านกำลังถูกปองร้าย"
"ห่ะ ผมน่ะเหรอ ใครจะมาปองร้ายผม"

สะพานลอยด้านบนเหนือขบวนเดิน...หมอสมคิดกับกรกฎปรากฏตัวขึ้นพร้อมสมุนอีก2-3คน กำลังเดินแฝงตัวปะปนมากับคนผู้คน ตามองจับจ้องลงไปที่กลุ่มขบวนที่เดินอยู่ข้างล่างไม่ห่างนัก

รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่สมุนสมคิดปล้นมา กำลังขับเลี้ยวมาจากมุมถนน สมุนหน้าเหี้ยมใน คนหนึ่งขับ อีกคนกำลังรับสาย
"กำลังไปแล้วครับเจ้านาย"
สมุนคนขับใส่เกียร์เร่งความเร็ว
สมุน 2บอก
"วันนี้...ทุกคนในประเทศจะต้องจำพวกเราไปจนวันตาย ฮ่ะๆๆ"
รถบรรทุกขับมุ่งหน้าไปยังที่เดินขบวนรณรงค์

เบญจาถูกทั้งผีและของเข้าตัวจนนั่งกองอยู่ที่พื้น ตัวสั่นกระเพื่อมราวทรงเจ้าพร้อมเสียงคราง
5สาว ก้องฟ้าและโกลเดนเบบี๋ได้แต่ยืนมองอย่างเวทนา
ญาณินถาม
"เบญจา ให้พวกเราได้ช่วยเธอ เธอกำลังจะตายนะ"
"ไม่...ฉันต้องจัดการกับไอ้ผีพวกนี้ได้ ฉันต้องกลับมาแกร่งได้ ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทฝึกวิชาอาคมมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้เล่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ฉันหลับและตื่นไปกับการท่องคาถา ฉันมีวิญญาณผีพวกนี้เป็นของเล่น เป็นเพื่อนเป็นที่ระบายอารมณ์ ฉันควบคุมมันได้"
สุคนธรสบอก
"เธอควบคุมอะไรไม่ได้อีกแล้วเบญจา"
"ฉันทำได้!"
เบญจาแผดเสียง พร้อมกับพยายามลุกขึ้นมาพนมมือท่องคาถาสู้กับวิญญาณ แต่กลับถูกวิญญาณตรึงแขนไว้2ข้าง แล้วลากร่างไปชนกับผนัง เบญจาหวีดร้องอย่างเจ็บปวด
สุคนธรสย้ำ
"วิชาอาคมของเธอเสื่อมหมดแล้ว เพราะกรรมที่เธอก่อ ถ้าเธอดื้อที่จะสู้กับวิญญาณพวกนี้ เธอก็ต้องตาย"
เบญจาถึงกับปล่อยโฮ คร่ำครวญหาติณห์ที่รักอย่างน่าเวทนา
"พี่ติณห์...ฮือๆๆ...พี่ติณห์"
ภายในรถหนุ่มๆ…ติณห์นิ่งชะงักไป ในหูเหมือนได้ยินเสียงร้องเรียกหาของเบญจาดังก้อง แว๊บหนึ่งในดวงตาของติณห์อดเห็นใจไม่ได้
"พี่ติณห์...ฮือๆๆ...พี่ติณห์"
เบญจาร่ำไห้คร่ำครวญหารักเดียวที่มีในชีวิต
กรรณาบอก
"นี่! หยุดร่ำร้องหาคุณติณห์ซะที เค้าช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอก ถ้าอยากจะให้ช่วยก็ขอร้องพวกเรานี่"
เนตรสิตางศุ์ปราม
"ยัยกรรณ...ใจเย็นซี"
"แล้วเรื่องอะไรเราจะมาขอร้องให้แม่นี้ยอมให้เราช่วยอยู่ได้ ทั้งที่เค้าไม่อยากให้ช่วย" กรรณาบอกญาณินบอก
"เมตตาไง พวกเราต้องมีเมตตาต่อทุกๆคน ไม่ว่าเขาจะดีหรือเลว"
"ใช่...เปลี่ยนจากโมหะโทสะให้เป็นเมตตาและเวทนา" เนตรสิตางศุ์บอก
"ปล่อยให้ฉันตายอยู่ตรงนี้ ให้ฉันตายคนเดียว พวกแกไสหัวไปซะ"
"อุ้ย พวกเราไม่มีทางปล่อยให้ใครตายโดยที่ไม่ช่วยหรอก" กรรัมภาว่า
แต่ญาณินกลับเอ่ยขึ้น
"แล้วเมื่อกี้เธอคร่ำครวญหาติณห์เค้าทำไม ถ้าเธอใจเสาะยอมตายง่ายๆแบบนี้ เธอไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ เพื่อเห็นหน้าติณห์เหรอ"
คำพูดของญาณินทำเอาทุกคนอ้าปากค้าง
"เจ๊! เพี้ยนไปแล้วเหรอ ยัยนี่คิดจะฆ่าพี่ เพื่องาบคุณติณห์นะ"
"ก๊อง...เราต้องมีเมตตากับทุกคน"
ก้องฟ้าจำต้องเงียบอย่างสุดเซ็งเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
"ว่าไงเบญจา ฉันคิดว่าเธอคงมีอะไรในใจที่ยังไม่ได้บอกติณห์ เธอจะตายไปทั้งๆที่ไม่ได้พูดงั้นเหรอ"
เบญจาถึงกับสะอื้น
"ฉันอยากจะบอกว่าฉันรักเค้าด้วยความจริงใจ เพราะเค้า เป็นรักแรก ของฉัน .เอิ้กๆๆ ช่วยฉันด้วย"
เบญจายอมสยบปล่อยตัวไม่คิดต่อต้านขัดขืนใดๆ ยิ่งทำให้วิญญาณผีรุมทำร้าย
สุคนธรสบอก

"เบญจากำลังโดนวิญญาณอาฆาตพวกนั้นรุมกินโต๊ะแล้ว ฉันจะไล่วิญญาณพวกนั้นไปนะ แล้วพวกแกรีบเข้าไปเอาตัวเบญจามา"
 
อ่านต่อหน้า 2

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 25 (ต่อ)

สุคนธรสนั่งขัดสมาธิลง มือล้วงไปในย่าม หยิบห่อผ้าสีแดงขนาดใหญ่ออกมา ใช้มือคลี่ พรึ่บ!ออกเป็นผ้ายันต์ผืนใหญ่ขนาดเท่าผ้าเช็ดตัว สุคนธรสท่องคาถา ล้วงมีดหมอออกมาเขียนอักขระลงบนผ้าแล้วเป่าพ่วง ผ้ายันต์ลอยขึ้น โกลเดนเบบี๋ยังตกใจกลัว เผ่นไปอยู่หลังก้องฟ้า

"ว้าย!"
สุคนธรสท่องคาถา ผ้ายันต์พุ่งไปคลุมร่างเบญจาที่ผนัง เสียงกรีดร้องของวิญญาณดังโหยหวนไปทั่ว ข้าวของภายในปั่นป่วน แล้ววิญญาณทั้งหลายก็ออกจากร่างเบญจาไปหมด ร่างของเบญจาไถลลงมาจากผนัง
ทุกคนรีบเข้าไปแบกร่างเบญจามาวางต่อหน้าสุคนธรส
เนตรสิตางศุ์บอก
"แน่นิ่งไปแล้ว ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้"
"ยังหายใจอยู่" ญาณินบอก
สุคนธรสบอก
"แต่ก็ไม่น่าจะรอด"
กรรัมภาถาม
"อ้าว ก็แกไล่ผีไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ"
"ใช่ ฉันไล่ผี แต่ของขลังอาคมที่วิ่งเข้าตัวเบญจายังไม่ออก แกดูฝ่ามือนี่ซิเห็นไม๊"
สุคนธรสจับ2มือของเบญจาขึ้นมาพลิกให้ทุกคนดู พบว่าฝ่ามือของเบญจาเขียวคล้ำไปทั้งหมด
"ถ้าไม่รีบรีดเอาของออกจากตัวให้หมด เบญจาจะตายภายในไม่กี่นาทีนี้"
ญาณินถาม
"แล้วเราจะเอาของออกจากเบญจาได้ยังไง"
"ฉันกำลังคิดอยู่"
สุคนธรสพยายามคิด แล้วก็สังเกตเห็นว่ารอบๆตัวเบญจาที่นอนอยู่ ตรงพื้นมีน้ำไหลออกจากตัวแฉะๆรอบตัว
"น้ำ!"
กรรณาถาม
"เฮ้ย! อยู่ๆน้ำมาจากไหนเนี่ย"
สุคนธรสดีดนิ้ว
"ตอนฝึกวิชาอาคม ยัยนี่ต้องใช้น้ำเป็นสื่อติดต่อระหว่างทั้งสามโลกแน่ๆ เพราะงั้นเราต้องใช้น้ำนี่แหละ ถ่ายของออกจากตัว โกลเด้น...เตียง!"
"คุณได้สิ่งนั่นเดี๋ยวนี้! วี๊ดวิ้ว!"
โกลเดนเบบี๋เป่าปาก...เตียงคนไข้ก็เลื่อนไถลจากนอกห้องเข้ามาในห้องทันที ทุกคนยกร่างเบญจาขึ้นนอนบนเตียง
ร่างเบญจาบนเตียงถูกทุกคนวิ่งเข็นไป พลางมองหาอ่างน้ำ
สุคนธรสบอก
"เร็วเข้า ช่วยกันหาอ่างน้ำ ถังหรืออะไรก็ได้ที่จะให้ตัวเบญจาแช่ลงไปได้ ฉันจะได้ทำพิธีถอนอาคมออกมา"
"นี่มันโรงพยาบาลร้างนะแก ไม่ใช่สปา จะไปหาอ่างน้ำที่ไหน" กรรณาว่า
เนตรสิตางศุ์เห็นโกลเดนเบบี๋กำลังวิ่งอยู่
"โกลเดนจะมามัววิ่งเล่นอยู่ทำไม รีบไปหาซีเร็ว"
"ต้องเป็นหนูอีกตามเคย"
โกลเดนเบบี๋ก็วิ่งหายตัวไปหาห้องโน้นทีห้องนี้ที
มือเบญจาเริ่มเขียวคล้ำขึ้นมาที่แขนเรื่อยๆ
ก้องก็หันไปเห็นอ่างพลาสติกขนาดใหญ่คล้ายอ่างอาบน้ำให้เด็กอ่อนในห้องๆหนึ่งที่เข็นผ่าน
"หยุดๆๆ เจอแล้วเจ๊ ในห้องนั้นน่ะ"
ทั้งหมดรีบเข็นเบญจาเข้าไปในห้องทันที โกลเดนเบบี๋โผล่หิ้วถือถังน้ำพะรุงพะรังมา
"หนูเจอแต่ถังพวกนี้อ่ะเจ๊ ใช้ได้ป่าว อ้าวเจ๊!"
โกลเดนเบบี๋หายตัวแว๊บไป

ทุกคนช่วยกันหิ้วร่างที่ไร้สติของเบญจาลงไปนอนตัวพาดอ่าง โกลเดนเบบี๋หายตัวแว๊บมาพร้อมถังพะรุงพะรังในมือ
"ว้า...ถังหนูใช้ไม่ได้"
สุคนธรสบอก
"ทำไมจะใช้ไม่ได้ ไปหิ้วน้ำมาใส่อ่างให้เต็มเร็วๆเข้า"
"ห่ะ ใช้กุมาริกาไปหิ้วน้ำใส่อ่างเนี่ยะนะ ไม่นะ หนูถูกปลุกเสกขึ้นมาเพื่อใช้สมอง ไม่ใช่ให้มาแบกหาม"
"นี่ สั่งอะไรก็ไปทำเถอะน่า อย่าเลือกงาน แกด้วยก๊อง ไปหิ้วน้ำมา" กรรณาบอก
"ได้เจ๊ ผมเกิดมาพื่อใช้กำลังอยู่แล้ว"
ก้องฟ้าคว้าถังน้ำเข้าห้องน้ำไป โกลเดนเบบี๋หิ้วถังตามไปด้วยหน้าตูดเป็ด
"เอาล่ะ...พวกเรามาท่องบทสวดพระปริตรเพื่อช่วยเบญจากัน"
4สาวพยักหน้า ทั้ง 5สาวนั่งขัดสมาธิพนมมือสวดพระปริตรโดยมือทุกคนมีสายสิญจน์ที่โยงพันมาจากตัวเบญจา ระหว่างนั้นก๊องกับโกลเด้นก็รีบเร่งหิ้วน้ำมาเทใส่อ่าง จนน้ำเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งก้องกับโกลเดนเบบี๋วิ่งมาจะเทน้ำเติมใส่อ่าง ก็ต้องตกใจ
"เฮ้ย! นะๆๆๆน้ำ"
คาถาพระปริตรช่วยไล่ของออกจากเบญจาทางมือแขนขา เป็นน้ำสีดำ ไหลออกมาจนทำให้น้ำในอ่างที่เคยใสเริ่มดำมากขึ้นๆ
5สาวสวดพร้อมส่งพลังพิเศษเข้าไปช่วยขจัดสิ่งชั่วร้ายในตัวเบญจาออกไป สาวๆส่งแสงสีเหลืองไปต้านแสงสีดำที่ครอบงำเบญจา มีการต้านกันของสีทั้งสอง มือที่เคยเขียวคล้ำค่อยๆกลับมาขาวเหมือนเดิม แต่น้ำในอ่างที่มีสีดำกลับเดือดผุดราวกับถูกต้ม เดือดแรงขึ้นๆ ในที่สุดน้ำในอ่างก็ระเบิดกระจายทั้งห้อง ตูม!
"อ๊าก"
ก้องฟ้าร้องลั่นอย่างตกใจ
5สาวค่อยๆลืมตาขึ้นมองกันและกัน พบว่าทุกคนเปียกปอนไปหมด น้ำในอ่างระเบิดออกจนหมดเกลี้ยง เหลือแต่ร่างที่เปียกปอนของเบญจาที่กลับมามีเลือดฝาดเหมือนเดิม
เบญจาค่อยๆมีสติ ปรือตาขึ้นมอง 5สาวที่ต่างเข้ามาปลุกมาเรียกอย่างเป็นห่วง แต่เบญจาก็หูอื้อ หมดเรี่ยวแรงก่อนหลับตาลงหมดสติ อีกครั้ง

รถของ6หนุ่มมาติดอยู่บนถนน เพราะตำรวจปิดการจราจรบนเส้นทางสำหรับขบวนเดินรณรงค์ยาเสพติด ทุกคนร้อนใจ โดยเฉพาะณัฐเดชกับวรวรรธ
ณัฐเดชเลยยื่นมือไปกดแตรรถ แป๊นๆๆ
"ทำไมไม่ไปวะ"
"กดแตรแบบนี้ เดี๋ยวได้เจอลูกปืนหรอก" ไตรรัตน์บอก
"คนไทยเดี๋ยวนี้ใจร้อนมากนะครับ" จุนจีว่า
"แล้วมันติดอะไรวะเนี่ย" ติณห์บ่น
"คงปิดถนนเดินรณรงค์ยาเสพติดกันนั่นแหละครับ" พงษ์อินทร์บอก
วรวรรธบอกณัฐเดช
"ผมว่าชักไม่ค่อยดีแล้วพี่ณัฐ ติดอยู่อย่างงี้"
ณัฐเดชคิดๆ แล้วกดมือถือหาเบอร์โทร.ของตำรวจอารักขาผู้การแล้วโทร.ไป
"ฮัลโหล นี่ผมเองนะ"
ในขบวนเดินรณรงค์...ตำรวจอารักขาผู้การรับสาย
"ครับสารวัตร"
"สถานการณ์เป็นไงบ้าง"
"ยังปรกติดีครับสารวัตร"
ตำรวจอารักขาพูดพลางหันมองไปรอบๆ เห็นผู้การกำลังเดินยิ้มแย้มคุยกับผู้ว่า บรรยากาศทั่วไปดูครึกครื้นดี รองสาโรจน์เดินอยู่ข้างหลัง มองจับจ้องมาที่ตำรวจอารักขาว่ากำลังคุยสายกับใคร
เหล่าสมุนสมคิดที่แฝงตัวทั้ง 4 เดินหันมองหาสมคิดที่คิดว่าคงมาถึงขบวนแล้ว
หมอสมคิด กรกฎและเหล่าสมุนเดินเข้ามาร่วมขบวนโดยคุมอยู่หลังท้ายขบวนสุดแล้ว สมคิด ยิ้มวายร้ายมาก พลางทำท่าทำทางเต้นตามจังหวะเพลงที่เปิดอยู่อย่างกวนๆ
เดชพูดโทรศัพท์อยู่ในรถอย่างร้อนใจ
"นายพาตัวผู้การแยกออกจากขบวนไปก่อนเร็ว"
"เอ่อ เดี๋ยวนะครับ"
ตำรวจอารักขาเดินไปกระซิบบอกผู้การ
"ผู้การครับ สารวัตรณัฐอยู่ในสาย บอกว่าให้พาตัวผู้การออกไปก่อน"
ผู้การโวยใส่โทรศัพท์
"ประสาทหลอนกลางวันหรือไง ไม่เห็นจะมีอะไร อยู่ๆจะให้ฉันทิ้งหน้าที่ประธานจัดงานหนีไป ไร้จรรยาบรรณที่สุด"
เดชหน้าแหยแสบแก้วหูที่ถูกผู้การตะคอกใส่หูแล้ววางสายไป
"โธ่เว้ย"
"เฮ้ยๆๆรถขยับแล้ว" ไตรรัตน์บอก
ณัฐเดชเก็บมือถือพลางสั่ง
"ขับไปจอดข้างทางเลย"
"หา"
"เร็วๆซีวะ"
"เออๆ...รู้แล้ว"
ไตรรัตน์ค่อยๆขับรถปาดหน้าคนอื่นมาจอดที่ริมฟุตบาท เสียงคนกดแตรด่าระงม พอรถจอดไม่ทันสนิทดี ณัฐเดชก็เปิดประตูวิ่งลงจากรถ
ติณห์เรียก
"เฮ้ย ไอ้ณัฐ!"
"วิ่งไปเร็วกว่า มาเร็ว"
สิ้นเสียงสั่ง5หนุ่มก็รีบลงจากรถ ปาร์คจุนจีงงๆ พงอินทร์ดัน
"นั่งงงอะไร รีบลงไปซีคุณ วิ่งตามสารวัตรไปเร็ว"
ทั้งหมดลงจากรถรีบวิ่งตามณัฐเดชไป
ในรถคันหนึ่ง...มีกลุ่มสาววัยรุ่นอยู่2-3คน คนหนึ่งหันมาเห็นปาร์คจุนจีวิ่งผ่านรถ
"เฮ้ยๆๆปาร์คจุนกำลังถ่ายหนัง เท่เว่อร์"

ทั้งหมดกรีดร้องดัง "แอร๊ย"

ท้ายขบวน หมอสมคิด กรกฎกับพวกกำลังรอเวลา เสียงมือถือกรกฎดังขึ้น ยกขึ้นรับสาย

"อือ.. มันมาถึงแล้วนาย"
สมคิดบอก
"ก็ได้เวลามอบรางวัลให้ผู้ร่วมงานทั้งหลายเหล่านี้แล้วซี แซ่บแน่ ฮ่ะๆๆ"
สมคิดพูดพลางยกหน้ากากรูปกะโหลกขึ้นมาครอบปากจมูก สมุนคนอื่นๆดึงหน้ากากผ้ารูปกะโหลกขึ้นมาปิดปากจมูก
รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ก็ขับฝ่าเข้ามาแต่ไกล ทำเอาหัวขบวนที่มีพวกผู้การเดินนำพากันตกใจ ผู้การกางมือห้ามให้ทุกคนหยุดเดินอยู่กับที่
ทุกคนชะงักมอง เสียพูดฮึ่มฮัมพากันแปลกใจ ยังไม่รู้ว่าภัยกำลังมาถึงตัว รองสาโรจน์มองด้วยสีหน้าเริ่มสะใจ เมื่อคิดว่าหมอสมคิดคงจะเริ่มลงมือปฏิบัติการแล้ว รถบรรทุกวิ่งเข้ามาใกล้ชนเหล็กกั้นเข้ามา ผู้คนเริ่มใจตกใจแตกตื่นร้องกรี๊ด
"เฮ้ย!"
แต่แล้วรถบรรทุกก็เบรกเอี๊ยดลั่นถนน เลี้ยวตีโค้งเข้ามา ทำให้ท้ายรถมาจ่อไปที่กลุ่มขบวน
แล้วก็หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น ตึง!
ผู้คนพากันหยุดร้อง หยุดตกใจ เหมือนทุกอย่างสงบแล้ว ต่างมองไปที่ตู้คอนเทนเนอร์เป็นตาเดียว
ผู้การฉุน
"นี่กั้นถนนกันยังไง ปล่อยให้รถบรรทุกขับเบรกแตกฝ่าเข้ามาได้"
แล้วผู้การต้องชะงัก เมื่ออยู่ๆประตูตู้คอนเทนเนอร์ก็เปิดออกมา ทุกคนตกใจผงะกันทั้งขบวน ทุกคนนิ่งมองจ้องไปที่ประตูตู้คอนเทนเนอร์อย่างลุ้นว่าจะมีอะไรออกมา...
หมอสมคิด ยิ้มท่าทางคิกคักเหมือนเด็กได้เล่นของเล่นใหม่ที่ถูกใจมาก แล้วก็ยกนิ้วนับ
"5...4...3...2...บรู้ว"
สิ้นเสียงหมอสมคิด... ตู้คอนเทนเนอร์ก็มีสมุนหมอสมคิด 5 คนใส่หน้ากากผ้ารูปกะโหลกซิ่งมอเตอร์ไซด์วิบากพุ่งกระโจนออกมาอย่างกระหึ่ม พร้อมปืนในมือ กราดปืนขึ้นฟ้าบ้างยิงลงพื้นบ้าง ปุๆๆๆ กระสุนเจาะไปถนนราวห่าฝนนรก ฝุ่นฟุ้งกระจาย
ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นในทันที เสียงผู้คนกรีดร้องระงมไปทั่วท่ามกลางเสียงปืนที่ดังเป็นชุด
สมุนสมคิดที่ปะปนมากับประชาชนในขบวนเดินรณรงค์ ดึงหน้ากากผ้ากะโหลกขึ้นมาปิดปากจมูกแล้วชักปืนออกมาเปิดฉากยิงทันที ผู้คนบ้างก็วิ่งหนี ก้มหลบ คลาน กรีดร้องเรียกหากัน
ทีมตำรวจอารักขาผู้การรีบเข้าทำหน้าที่คุ้มกันผู้การ พาก้มหลบพาวิ่งเข้าข้างถนน พร้อมกับชักปืนออกมายิงต่อสู้ ผู้การเองก็ชักปืนออกมายิงไปสั่งไป
"คุ้มกันผู้ว่าหลบไปก่อน!"
ตำรวจอีก2คนคุ้มกันผู้ว่าพาตัวหลบออกไปอีกทาง
หมอสมคิดกับสมุนที่ด้านหลังหัวเราะร่า แล้วชักปืนออกมาเปิดฉากยิงดัวยทันที
"อยู่เป็นคนมันแสนลำบาก มาตายเป็นผีให้ป๋าดูแลดีกว่าหนูๆ...ฮ่ะๆๆ"
หมอสมคิดเปิดเสื้อคลุม มือซ้ายชักปืนสั้นออโตเมติก มือขวาชักปืนไรเฟิลออกมายิงกราดพร้อมตะโกนอย่างคลั่ง
ผู้คนพากันหวีดร้องบ้างหมอบ บ้างวิ่งหนี ล้มลุกคลุกคลานโกลาหลอลหม่านไปทั่วทั้งถนน
สมุนของหมอสมคิดที่มารออยู่ตามมุมตามซอกตึกกลิ้งล้อยางรถยนต์ติดไฟออกมา ทำให้เกิดควันไฟปกคลุมไปทั่ว
ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบที่มาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในงาน วิ่งสวนผู้คนที่กำลังหนีมายิงสู้กับพวกสมคิด แต่ก็ถูกปืนอานุภาพร้ายแรงกว่าของสมคิด กรกฏและพวกยิงตายเป็นเบือ

ณัฐเดชวิ่งนำวรวรรธ ติณห์ ไตรรัตน์ ปาร์คจุนจี พงอินทร์มาถึงสวนสาธารณะ เสียงปืนและเสียงกรีดร้องของผู้คนดังมาแต่ไกลจากทางถนนที่ปิดใช้เดินรณรงค์ต้านยาเสพติด
"พี่ณัฐๆ... เสียงปืนใช่ไหม"
"เออ! ทุกคนระวังตัวนะ"
ณัฐเดชวิ่งพลางหันมาบอกทุกคน เสียงมือถือณัฐเดชดังขึ้นพอดี
"ฮัลโหล"
เสียงตำรวจอารักขาผู้การดังพูดกระหืดกระหอบ พร้อมเสียงปืนและเสียงกรีดร้องของผู้คนดังมาตามสายด้วย
"สารวัตร มันยิงแล้ว พวกไหนไม่รู้มันโจมตี"
ระหว่างที่คุยสาย เริ่มมีผู้คนหวีดร้องเสียขวัญวิ่งหนีสวนทั้ง6หนุ่มมา 2-3คน ก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เสียงไซเรนรถตำรวจที่กำลังระดมกำลังมาแต่ไกล
"ผมกำลังไป พาผู้การหลบไปอยู่ที่ปลอดภัยก่อน"
"ครับผม"
ณัฐเดชวางสายชักปืนที่เหน็บเอวออกมา วรวรรธก็ชักปืนตาม ไตรรัตน์ทำเป็นล้วงมือไปใต้เสื้อชักปืนบ้างแต่ไม่มี หันมาทำมือโบ๋เบ๋ใส่ทางติณห์ ปาร์คจุนจี พงอินทร์
ไตรรัตน์ถาม
"เฮ้ย แล้วปืนของพวกเราล่ะ"
พงอินทร์ตบๆที่เอวตัวเอง
"ไม่มีเหมือนกัน"
ขณะที่ติณห์แบ2มือยักไหล่ให้ แต่ปาร์คจุนจีพูดขึ้น
"ผมมีปืน"
"ห่ะ ดาราพกปืนด้วยเหรอวะ" ไตรรัตน์ถาม
"อยู่นี่ไง"
ปาร์คจุนจีทำเป็นชักมือที่ชู2นิ้วเป็นปืนขึ้น แล้วเอา2นิ้วมาจุ๊บที่ปากก่อนวิ่งแซงไตรรัตน์
"ไอ้...โธ่ไอ้พระเอก!"
ทั้งหมดวิ่งตามณัฐเดชไป

ท่ามกลางควันไฟรถยนต์ พวกสมคิดเดินทะลุกลุ่มควันดาหน้าเข้ายิงตำรวจ สมุนคนอื่นๆที่แยกตัวปฎิบัติการไปทั่ว
สมคิดตะโกนถาม
"ไอ้ผู้การอยู่ไหน...ผู้การ! ไล่ยิงต้อนมันไป ให้มันหนีหางจุกตูดไปรนหาที่ตายเอง ฮ่ะๆๆ สนุกจริงโว้ย บรู้ว"
ตำรวจที่เสริมกำลังเข้ามาทั้งในและนอกเครื่องแบบยิงสู้กับพวกสมคิด...พวกสมุนสมคิดถูกยิงตายไป2-3คน แต่ตำรวจก็ถูกยิงตายไปจำนวนมาก ด้วยปืนของพวกสมคิดที่เล่นของหนักกว่า

หนุ่มๆทั้ง6ต้องตกใจกับภาพที่เห็น ผู้คนบาดเจ็บ กระเสือกกระสนหนีตาย ช่วยกันประคอง คนเป็นลม หลบซ่อนตามที่ต่างๆ เสียงปืน มีการยิงต่อสู้กัน ควันไฟจากยางรถยนต์คลุ้งไปทั่ว ทำให้การมองเห็นยากลำบากมาก ฯลฯ
ติณห์บอก
"โอ้มายก็อด ไอ้หมอสมคิดมันต้องติดเชื้อมาจากพวกฆาตกรโรคจิตที่ชอบกราดยิงคนในอเมริกาอย่างไม่มีเหตผลแน่ๆ"
"ใครว่าไม่มีเหตุผล ไอ้พวกนี้คือคนที่โดนทารุณในตอนเด็กๆ แล้วโกรธสังคม โกรธโลกนี้ไปไปหมดไงล่ะ" ไตรรัตน์ว่า
ตอนนั้นเองที่สมุนของสมคิดเห็นกลุ่มของณัฐเดชก็พุ่งเข้ามาหา วรวรรธเห็น
"เฮ้ย ระวัง!"
วรวรรธตะโกนบอกพร้อมกับเล็งปืนยิงไปที่สมุนที่พุ่งเข้ามาพวก5หนุ่มที่หลบกันพัลวัน กระสุนวรวรรธเจาะเข้ากลางอกมันอย่างแม่นยำ
อีกคนวิ่งเข้ามา แต่ปาร์คจุนจีหลบอยู่ตรงนั้นก็โผล่พรวดออกมากระโดดหมุนตัวเตะมันเข้าเต็มหน้า
"จ๊าก"
ร่างมันร่วงมากองแน่นิ่งกับพื้น
สมุนเดินเท้าคนอื่นๆเห็นอย่างนั้นก็ปรี่เข้ามายิงใส่อีก2-3คน ณัฐเดชยิงสู้เก็บมันไป1 วรวรรธหันไปคว้าปืนของตำรวจที่นอนตายอยู่โยนให้ติณห์
"พี่ติณห์!"
ติณห์รับปืนไปแล้วยิงๆๆสวนสู้กับสมุนเก็บมันไปอีก1 ไตรรัตน์เห็นอย่างนั้น ก็ใช้คลานศอกรด.เข้าไปคว้าปืนจากศพสมุนสมคิดที่นอนตายอยู่ ได้ทั้งปืนสั้นปืนยาวเลยกราดยิงมันอุตลุด
"อ๊าก"
เก็บมันตายไปอีก1แต่ยังไม่หยุดยิง
พงอินทร์บอก
"เฮ้ย พอแล้ว มันตายตั้งแต่นัดแรกแล้ว ขอยืมใช้มั่งสักกระบอก"
พงอินทร์คว้าปืนสั้นมาจากมือไตรรัตน์
ณัฐเดชบอก
"เราต้องหาตัวไอ้หมอสมคิดให้เจอ จัดการมันให้ได้ ไม่ว่าจับเป็นหรือตาย ไป!"
ณัฐเดชถือปืนเดินนำหนุ่มๆไป ปาร์คจุนจีตามหลังสุด คว้าปืนของตำรวจที่ตกอยู่ข้างศพขึ้นมาวิ่งระวังหลัง
ขณะที่ณัฐเดชกวาดตามองหาผู้การพลางยกมือถือขึ้นโทรหาตำรวจอารักขา

"ผมมาถึงแล้ว! ผู้การอยู่ไหน"

ท่ามกลางควันไฟ....ผู้การกับสาโรจน์ถูกตำรวจอารักขาสี่คนพามาหลบยิงสู้กับพวกสมคิดอยู่ที่หลังรถตำรวจที่จอดอยู่ริมฟุตบาท

“พวกผมกำลังจะพาผู้การไปขึ้นรถหนีก่อนครับ” ตำรวจอารักขาคุยโทรศัพท์กับณัฐเดชไปด้วย
“เดี๋ยวก่อน ฮัลโหลๆ”
ณัฐเดชจะถามอีก แต่ตำรวจอารักขาต้องรีบวางสายเพราะสมคิดกับกรกฎนำสมุนโผล่ทะลุกลุ่มควันยิงกราดเข้ามาใกล้
“จ๊ะเอ๋ผู้การ อยู่นั่นเอง”
ผู้การมองไป มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสมคิดแม้จะใส่หน้ากากกะโหลกครอบปากจมูกสาโรจน์มองไปที่สมคิด
“แกนี่เองไอ้สมคิด...ไอ้หมอผีขี้กาก”
ผู้การยิงไป แต่ถูกสมคิดยิงสวนมาเป็นชุด
“นี่แน่ะๆ ผู้การขี้จุ๊ฮ่ะๆ” สมคิดหัวเราะสะใจ
ตำรวจอารักขาคนหนึ่งเลยตัดสินใจสั่ง
“พาผู้การกับท่านรองหนีไปก่อน ฉันจะยิงสกัดมันไว้ให้ ไปๆ”
ตำรวจอารักขาอีกสามคนเลยถอยพลางยิงคุ้มกันผู้การและสาโรจน์ไปตำรวจอารักขาอีกคนติดต่อกับคนขับรถทางหูฟัง
“รีบขับรถมารับผู้การเร็ว”

สมุนสมคิดที่ปลอมมาเป็นคนขับรถผู้การ ได้ยินสั่งการมาทางหูฟังก็ยิ้มเหี้ยม
“รับทราบ จะไปเดี๋ยวนี้”
สมุนรีบซิ่งรถเอี๊ยดออกไปทันที

กลุ่มของติณห์ ยิงสู้กับสมุนสมคิด บุกไปข้างหน้าพลาง หลบเข้ากำบังพลางช่วยคนให้หนีไปตลอดทางติณห์มองผ่านควันจางๆไป เห็นสมคิดนำสมุนที่มุมข้างหน้า กำลังเดินกราดยิงไปทั่ว
“ไอ้หมอสมคิด” ติณห์ตะโกน
“ไอ้หมอสมคิดหยุดฆ่าคนบริสุทธิ์เดี๋ยวนี้”ไตรรัตน์โมโหมาก
“พวกแกอีกแล้วเหรอ ตามรังควานป๋าไม่เลิก บอกตรงๆป๋าเพลีย แต่มาก็ดี ป๋าจะจัดให้พวกแกตายพร้อมๆกันที่นี่เลย เฮ้ย กรกฎจัดไปซิลูก” สมคิดสั่ง
“ได้เลยป๋า”
กรกฎยกปืนอ้าก้าที่สะพายหลังมาระดมยิงกราดมาที่หกหนุ่ม สมุนจัดตามมาอีกชุดใหญ่ ทำให้หกหนุ่มแตกกลุ่มพุ่งหลบเข้าที่กำบังกันคนละทิศละทาง...
ทันใด เสียงระเบิดดังขึ้นจากถังขยะที่วางอยู่ริมฟุตบาทตามมาอีกชุด แทบไม่ให้หายใจเสียงกรีดร้องของประชาชนที่หลบอยู่ดังระงมขึ้นอีกครั้งพร้อมซากข้าวของที่ถูกระเบิดกระเด็นไปทั่ว
“เป็นไงๆ นี่เป็นการคืนกำไรให้คนดูจากหมอสมคิด ฮ่ะๆ” สมคิดสะใจ

ณัฐเดชฟุบหลบอยู่กับพื้น เงยหน้าขึ้นมองไปยังจุดที่ระเบิดที่อยู่ไม่ไกล แล้วหันกลับมาก็สังเกตเห็นชายสองคนเดินสะพายเป้มาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งเดินแยกไป แต่อีกคนหยุดยืนอยู่ที่กลุ่มคนที่หลบอยู่ มันเอาเป้ที่สะพายหลังมา รูดซิบเป้ลง ณัฐเดชมั่นใจว่ามันจะจุดชนวนระเบิด
“เฮ้ยหยุดนะวางเป้ลง” ณัฐเดชพูด
มันเงยหน้ามามอง ไม่หยุด จะล้วงมือลงไปในเป้ ณัฐเดชเลยจำเป็นต้องยิงมันไปสองนัดติดอย่างแม่นยำ มันล้มลงขาดใจ เป้ร่วงจากมือ เผยให้เห็นระเบิดหลุดออกมาจากเป้
“นี่มันเล่นระเบิดพลีชีพกันเลยเหรอ” ณัฐเดชตะโกนบอกคนที่หลบอยู่ตรงนั้น
“ถอยไปๆ หลบให้พ้นจากที่ตรงนั้น มันมีระเบิด”
คนกรี๊ด....พากันวิ่งก้มหลบไป

ชายสะพายเป้อีกคน หันไปเห็นเพื่อนถูกยิงก็รีบล้วงมือไปในกระเป๋าจะจุดชนวน ไตรรัตน์โผล่ไปตะครุบมันทางด้านหลัง เพื่อหยุดมัน
“เฮ้ย อย่านะเว้ย”
มันต่อสู้ดิ้นรน ติณห์โผล่มาข้างหน้าแย่งกระเป๋าไปจากมือไตรรัตน์อัดมันคว่ำลงกับพื้น แต่มันหัวเราะอย่างคนเมาที่อัพยามาก่อนลงมือ ทำเอาสองหนุ่มตกใจ
“จะถือไว้ทำไมวะไอ้ติณห์เขวี้ยงทิ้งไป”
ติณห์ได้ยินอย่างนั้นก็เขวี้ยงไปที่ดงไม้ข้างสวนสาธารณะ ระเบิดๆขึ้นตูม!
ทั้งสองก้มหลบ ผู้คนกรีดร้อง สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด ชายเจ้าของเป้หัวเราะสะใจ
“ไอ้บ้าเอ้ย...หัวเราะทำไม”
ไตรรัตน์ฉุนขาดชกมันสลบ

สมคิดกราดยิงพลางหัวเราะ
“อะไรกัน...ระเบิดเท่าลูกประทัดแค่นี้ทำเป็นเตาะใจไปได้ ระดับนี้ของป๋า แค่เรียกน้ำย่อยเว้ยไอ้หนู ยังมีโคตรระเบิดรอเปิดให้ชมแสงสีกันอีกไม่นานนี้ฮ่ะๆ”
ณัฐเดชฟังแล้วนึกถึงผู้การตามคำพูดของเบญจา
‘ฮ่ะๆ ชนะงั้นเหรอ ต่อให้ฉันตาย พวกแกก็ไม่ชนะหรอก เพราะฉันไม่ตายคนเดียว แต่ไอ้ผู้การกับคนอีกนับไม่ถ้วน จะต้องตายไปด้วย’

ณัฐเดชนึกห่วงผู้การที่ถูกพาตัวกลับไปขึ้นรถ
“ผู้การ”
ณัฐเดชจะลุกออกจากที่กำบัง แต่จุนจีโผล่มาขัดไว้
“อย่าออกไปพี่ณัฐ”
“ผมต้องรีบไปตามหาผู้การ ป่านนี้จะมีคนพาตัวขึ้นรถไปพ้นอันตรายหรือยัง ก็ไม่รู้”
“ผู้การมีลูกน้องอารักขาอยู่ จะห่วงอะไรครับ”
“อยู่ๆผมก็มีภาพในหัวว่าผู้การจะหนีไปเจอกับดักน่ะซิ”
“อ๋า...คุณก็มีซิกเซ้นซ์เหมือนกัน”
ณัฐเดชลุกพรวดวิ่งออกไป จุนจีมองตามอย่างเป็นห่วงว่าณัฐเดชจะไปทันไหมแล้วเขาก็หันไปเห็นมอเตอร์ไซด์ล้มอยู่

ณัฐเดชวิ่งไป พลางยิงใส่สมุนสมคิดที่โผล่มาขวางทางพลาง จุนจีซิ่งมอเตอร์ไซด์วิบากทะลุควันไฟเข้ามา
“พี่ณัฐ เร็ว...ขึ้นมา”
ณัฐเดชกระโดดขึ้นซ้อนท้าย จุนจีซิ่งออกไปทันที

บริเวณสวนสาธารณะกำลังตำรวจอีกชุดเสริมเข้ามายิงถล่มใส่สมคิด ที่ต้องถอยร่นแยกกับกรกฎวิ่งเข้ามาในสวนสาธารณะกับสมุนอีกจำนวนหนึ่ง ยิงปะทะกับตำรวจ
“มา...มึงเข้ามา”

สมคิดกราดยิงไป ตำรวจยิงสวน ทั้งสองฝ่ายปะทะเจ็บตายไปฝ่ายละหลายคน

ติณห์ปีนรั้วสวนสาธารณะข้ามมาแล้วรีบวิ่งไปหลบที่หลังศาลาริมบึง เขามองสมคิดไม่วางตา คิดจะเข้าไปจัดการ ค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ แล้วพบกับใครคนหนึ่งเข้า เขาจ่อปืนจะยิง
 
“เย้ย...พี่ติณห์” วรวรรธตกใจ
“โธ่...เกือบไปแล้วหมอ”
ขณะเดียวกัน สมคิดยิงสู้กับตำรวจใกล้เข้ามาที่ศาลา กระสุนทางตำรวจบินว่อนจนสองหนุ่มต้องก้มหลบ
สมคิดยิงสู้เข้ามาอยู่ในศาลา ควักระเบิดปาไป บึ้ม! โดนตำรวจกระเด็นกันไปคนละทิศคนละทาง
“ไปสู่ที่ชอบๆเถอะพวกแก ฮ่ะๆ”
สมคิดหยุดบรรจุกระสุนปืนติณห์เห็นอย่างนั้นรีบบอกวรวรรธ
“ไปเร็วไอ้หมอ”
ติณห์ลุกพรวดจ่อปืนไปที่สมคิดแล้ว ไม่ทันที่วรวรรธจะตั้งตัว
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ อย่าขยับ ไม่งั้นไอยิง”
สมคิดชะงัก แต่สมุนที่เหลือออยู่สองคนหันมาจะยิงติณห์วรวรรธโผล่มายิงไปที่มันทั้งสอง เข้าจุดตาย สอยสมุนร่วงไปทั้งสองคน
สมคิดฉุน...ขยับปืนจะยิง ติณห์เลยยิงปัง!ไปที่มือสมคิด ปืนร่วง
“อ๊าก”
สมคิดจับมือร้องอย่างเจ็บปวด
“บอกแล้วว่าไอเอาจริง”
สมคิดหันมามองติณห์ตาแดงกล่ำอย่างโกรธ
“มึง”
กรกฎกับสมุน ปักหลักหลังต้นไม้ใหญ่ยิงสู้กับตำรวจ
“อ๊ากแน่จริงเข้ามาจับกูเลย”

กรกฎกราดยิง ตำรวจล้มลงกันเป็นแถว
“ฮ่ะๆ บอกมาวันนี้อยากได้กี่ครั้ง ฉันจะบอกรักเธอ..”
กรกฎหันจะวิ่งไป ก็เจอเข้ากับหมัดของพงอินทร์ที่แอบเข้ามาทางด้านหลัง
กรกฎไม่ทันระวังตัว เซหน้าหัน พงอินทร์เข้ามาต่อยท้อง สวนหมัดซ้ำที่หน้า แต่ถูกมันตั้งการ์ดรับ ต่อยสวนคืน ใช้ด้ามปืนฟาด พงอินทร์ใช้ปืนยาวในมือรับไว้ ทั้งสองใช้ปืนงัดกัน
สมุนอีกสองคนเห็น เล็งปืนมาจะยิง แต่ไตรรัตน์โผล่มายิงพวกมันร่วง แล้ววิ่งเข้าไปหาพงอินทร์กับกรกฎ
“พระเอกมาช่วยแล้วเว้ย”
ไตรรัตน์กระโจนเข้าไปเจอลูกถีบกรกฎเข้าที่ท้อง ถึงกับร่วงลงไปจุก
“อ๊า”
กรกฎกำลังงัดปืนกับพงอินทร์หันมาหัวเราะเยาะ
“เจอกันคราวที่แล้ว โดนกระทืบยังไม่หลาบอีกเหรอวะ”
“เออเผอิญเป็นคนดื้อด้าน วันนี้ฉันเลยมาล้างตา”ไตรรัตน์โต้
“แล้วเอาแกเข้าคุกขี้ไก่ด้วย ย๊าก”
พงอินทร์ใช้หัวโขกไปที่หัวกรกฎ โป๊ก! แต่ต้องเจ็บร้องลั่นเอง
“อ๊าก…กะบาลหรือครกวะเนี่ยะซี๊ด”
กรกฎไม่เจ็บแถมหัวเราะร่วน ไตรรัตน์เลยพุ่งเข้ามาช่วยพงอินทร์ ถีบกรกฎอย่างแรง

ตำรวจอารักขาผู้การกับสาโรจน์มาที่รถอย่างทุลักทุเล เพราะมีสมุนสมคิดโผล่มายิงขวางเป็นระยะ จนตำรวจอารักขาอีกคนถูกยิงดับ กว่าจะพาผู้การมาถึงรถที่มาจอดรอได้
พอส่งผู้การกับรองสาโรจน์ขึ้นรถได้ ตำรวจอารักขาทั้งสองก็ไม่ไปด้วย ปิดประตูสั่งให้คนขับรีบออกรถไปทันที
“รีบพาผู้การไปเลย ไปๆ”
พอรถแล่นออกไป ตำรวจทั้งสองก็ถูกสมุนสมคิดโผล่มายิงดับทันที

จุนจีพาณัฐเดชซิ่งมอเตอร์ไซด์มา...เขาจับแอนด์รถมือเดียว อีกมือยิงสมุนของสมคิดไปหนึ่ง ขณะที่ณัฐเดชก็ยืนเกาะไหล่จุนจียิงเก็บไปอีกหนึ่งพลางสั่ง
“รถผู้การอยู่นั่น ตามไปเร็วจุนจี”
จุนจีซิ่งมอเตอร์ไซด์ตามรถไปทันที

ภายในรถ…ผู้การนั่งอยู่เบาะหลังกับสาโรจน์พลางเหลียวมองไปที่กระจกหลัง เห็นรถพาตัวเองห่างออกมาจากที่เกิดเหตุแล้ว แต่ในฐานะหัวหน้าผู้การยังห่วงสถานการณ์ ผู้คนและลูกน้อง เลยหันมาจับไหล่คนขับ
“หมวดกิตขับเลี้ยวอ้อมสวนสาธารณะไปนะ ผมจะทิ้งลูกน้องกับประชาชนให้ไอ้สมคิดมันฆ่าเหมือนผักเหมือนปลาไม่ได้ ผมเป็นผู้การ ผมจะเอาตัวเองรอดคนเดียวไม่ได้”
“หึๆ แล้วใครบอกว่าผู้การจะรอด” สมุนสมคิดเย้ย
ผู้การมองหน้าคนขับที่สะท้อนจากกระจกมองหลัง
“แกไม่ใช่ลูกน้องฉัน หมอสมคิดส่งแกมาใช่ไหม”
ผู้การจะยกปืนในมือจี้หัวมัน แต่ต้องชะงักเมื่อพบว่ามีปืนกระทุ้งมาจิ้มเอวตัวเอง ผู้การหันไปมองข้างๆ เห็นสาโรจน์ถือปืนจ่ออยู่ด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปไม่ต่างกับวายร้าย
“รองสาโรจน์นี่คุณ...”
“หุบปากแล้วอยู่เฉยๆ”
สาโรจน์แย่งปืนไปจากมือผู้การ
“นี่คุณร่วมมือกับพวกมันงั้นเหรอ คุณทำไปได้ยังไง คุณต้องการอะไร”
“ไม่น่าถามโง่ๆ เป็นถึงระดับผู้การ แค่นี้ก็อ่านเกมไม่ออกเหรอ ว่าฉันต้องการอะไร แล้วไอ้สมคิดมันต้องการอะไร”
สาโรจน์ตวาดใส่หน้า ผู้การขบกราม รู้ทันที
“ทำไมนะ ระดับความสามารถและสติปัญญาของท่านรองถึงไม่สูงเท่าความอิจฉาตาร้อนที่มีอยู่ ไม่งั้นท่านรอง คงได้เป็นผู้การแทนผมไปนานแล้ว ฮ่ะๆ”
สาโรจน์โกรธ หน้าแดงชาราวถูกตับ เงื้อมือที่ถือปืนตบแต่ผู้การคว้าข้อมือไว้ ปล้ำยื้อแย่งสู้กันที่เบาะหลัง
“เวรเอ้ย เสือกมาฟัดกันในนี้” สมุนหงุดหงิด

จุนจีซิ่งมอเตอร์ไซด์พาณัฐเดชตามรถมาทันขี่ขึ้นมาตีคู่ผู้การกำลังสู้กับสาโรจน์อยู่เบาะหลังตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่รู้ว่าต้องหยุดรถให้ได้ก่อน
“แซงขึ้นไปจุนจี บอกให้มันหยุดรถ” ณัฐเดชบอก
จุนจีเร่งเครื่องขึ้นมาตีคู่ด้านคนขับ
“จอดรถ...จอด” จุนจีร้อง
“บอกให้จอด” ณัฐเดชตะโกน

สมุนสมคิดไม่จอด กดกระจกลงยิงใส่ทั้งคู่ จุนจีต้องชะลอความเร็วหลบกระสุนณัฐเดชจะยิงสวนแต่ไม่กล้ายิงกลัวจะทำให้รถคว่ำเกิดอุบัติเหตุได้
 
อ่านต่อหน้า 3 / 17.00 น.

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 25 (ต่อ)

ในรถสมุนรีบวางปืน คว้ามือถือกดโทรหาสมคิดเสียงมือถือสมคิดดังขึ้นขณะที่ถูกติณห์กับวรวรรธจ่อปืนคุมตัวไว้ สมคิดจะล้วงมือถือขึ้นมา แต่วรวรรธเล็งปืนขู่

“อย่าคิดแม้แต่ขยับ”
“อะไรกันหมอ ไหนๆก็จะจับฉันเข้าคุกอยู่แล้ว ขอรับโทรศัพท์สั่งเสียหน่อยเถอะน่า”
วรวรรธหันไปมองติณห์ติณห์พยักหน้าบอกให้อนุญาต
“อยากรับก็รีบรับเข้า แล้วจะได้พาไปส่งโรงพัก” ติณห์จ้องหน้า
“จะไม่ลืมพระคุณอย่างสูง ฮ่ะๆ”
สมคิดล้วงมือขึ้นมากดรับพร้อมเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ติณห์กับวรวรรธได้ยินด้วย
“ฮัลโหล ว่าไง”
“ตอนนี้ไอ้ผู้การมันขึ้นมาอยู่บนรถแล้ว”
ระหว่างฟังไป มือข้างถูกยิงที่เปื้อนเลือดของสมคิดปล่อยรีโมตที่เป็นมือถืออันเล็กๆร่วงลงจากแขนเสื้อมากำไว้
“ไอ้ณัฐเดชกับไอ้นักร้องเกาหลีกำลังขี่มอร์เตอร์ไซด์ไล่กวดผมอยู่ นายจะให้ไปจอดรถบึ้มมันตรงไหน” สมุนถาม
ติณห์กับวรวรรธได้ยินก็ตกใจ ขณะที่สมคิดยิ้มสะใจตอบไป
“แกขับต่อไปเรื่อย ให้จอดที่ไหน แล้วฉันจะโทรบอก”
สมคิดพูดเสร็จก็ปล่อยมือถือร่วงลงตกแตก แล้วชูรีโมตในมือขึ้น
“รู้ไหม...นี่อะไรรีโมตระเบิดไง ฮ่ะๆ”
“นี่แกคิดจะวางระเบิดผู้การเหรอ”วรวรรธตกใจ
“อ่ะๆ อย่าเข้ามาน้า เค้าเตือนล่ะน้า แค่เค้ากดปุ่มโทรสีเขียวนี่ รถคันนั้นจะบึ้มเป็นจุลไปทันทีแล้วไม่ใช่แค่ผู้การที่จะตายไอ้ตำรวจเพื่อนแกกับไอ้นักร้องเกาหลีก็จะแหลกเป็นหมูสับไปด้วย พรุ่งนี้ผลงานของป๋าสมคิดจะต้องกลายเป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลก ฮ่ะๆ”
“son of a bitch” ติณห์โมโห
“ด่าป๋าเหรอ งั้นป๋ากด” สมคิดขู่
“อย่า” วรวรรธขอร้อง
“ถ้าไม่อยากให้ผู้การกับเพื่อนแกตายก็วางปืนลง วางเซ่” สมคิดตวาดสั่ง
ติณห์กับวรวรรธจำเป็นต้องวางปืนลงที่เท้าอย่างช้าๆสมคิดเข้าไปเตะปืนทิ้ง แล้วฉวยจังหวะล็อคคอติณห์เอาไว้
“เฮ้ย แกจะทำอะไร”
วรวรรธจะขยับเข้าไปช่วย แต่สมคิดปล่อยมีดสปริงออกมาจากแขนเสื้อทิ่มคอติณห์เอาไว้ทำเอาวรวรรธชะงัก
“ไอ้อ่อนหัดเอ้ยป๋าน่ะเจ็บใจตัวเองมาก ที่เคยพลาดท่าให้พวกแกจับถอนขน เอ้ย...ถอนของ แต่ป๋ายังดวงดีที่ไม่ตาย แต่พวกแก...ไม่ดวงดีขนาดนั้น”
สมคิดพูดพลางกดมีดที่คอติณห์ วินาทีนั้นติณห์หลับตาลงรวมรวมสมาธิเข้าญาณไปทันที
“อย่า...หมอสมคิด...อย่า” วรวรรธขอร้อง
วรวรรธจะเข้าไปขวาง แต่สมุนคนหนึ่งโผล่มายิงวรวรรธไปหนึ่งนัดเข้าที่สีข้างล้มลงมันจะเข้ามายิงซ้ำ แต่วรวรรธพุ่งเข้าชนมัน ต่อยอัดๆมันจนสลบ แต่ตัวเองก็นอนเจ็บเสียเลือด

จุนจียังคงขี่มอเตอร์ไซด์พาณัฐเดชซ้อนตามรถผู้การ อย่างไม่รู้จะจัดการยังไงดี ขณะที่ผู้การปล้ำสู้กับสาโรจน์เบาะหลัง สามารถสับศอก อัดเข้าคอ ต่อยสาโรจน์จนสลบเหมือดลงได้ แล้วโผตัวไปที่คนขับ จับล็อคคอมัน อีกมือดึงเบรกมืออย่างแรง รถหมุนเคว้ง ฟาดใส่มอเตอร์ไซด์จุนจีต้องเบรกรถหลบ ทำให้รถเสียหลักไถลลงข้างทาง จุนจีกับณัฐเดชกลิ้งลงจากรถขณะที่รถผู้การพุ่งลงพงหญ้าข้างทาง
ณัฐเดชกับจุนจีเห็นอย่างนั้นรีบวิ่งไปที่รถณัฐเดชพุ่งไปคว้าตัวผู้การที่นอนมึนเจ็บแต่สมุนสมคิดที่ฟุบอยู่พวงมาลัยลุกขึ้นมาจ่อปืนจะยิงทั้งคู่ จุนจีเพิ่งเข้าไปกอดปล้ำแย่งปืน พลางตะโกน
“พี่ณัฐพาผู้การออกไปก่อนเร็ว ผมจัดการมันเอง”
ณัฐเดชประคองร่างผู้การที่มึนหมดสภาพลงจากรถไปทุลักทุเล

สมคิดกดมีดลงคอติณห์ มืออีกข้างก็ทำท่าจะกดระเบิด
“พวกแกตายพร้อมๆกันเถอะ”
“อย่า”
วรวรรธพยายามยันตัวลุกขึ้น จะเข้าไปห้าม แต่ก็ทรุดลงเพราะแผลที่โดนยิงเลือดออกมาก สมคิดกดโทรศัพท์...

เสียงมือถือดังขึ้นที่ระเบิดท้ายรถณัฐเดชพยุงผู้การออกห่างมาจากรถแล้ว ต้องหันกลับไปมองที่รถเมื่อได้ยินเสียงมือถือดังเพราะจุนจียังอยู่ในรถ แต่ตอนนี้ไม่เห็นตัว ประตูด้านคนขับปิดอยู่ รู้แต่ว่าจุนจีฟัดกับสมุนสมคิดอยู่เบาะหน้า
“จุนจีออกมาจากรถ...ออกมา...จุน....” ณัฐเดชร้องบอก
บึ้ม! ไม่ทันจะพูดจบ รถก็ระเบิดขึ้น ลูกไฟแดงวาบพุ่งขึ้นพร้อมเศษรถที่กระเด็นกระจัดกระจายณัฐเดชกับผู้การกระโจนหลบลงกับพื้น แล้วนอนมองไปที่ซากรถที่ไฟไหม้อย่างช็อค
ณัฐเดชตะโกนอย่างตกใจ
“จุนจี”

ติณห์ที่ยืนหลับตาถูกสมคิดกดมีดลงมิดคอ
“คุณติณห์” วรวรรธร้องเรียก

สวนสาธารณะอีกมุมหนึ่งพงอินทร์กับไตรรัตน์กำลังถูกกรกฎอัดเสียน่วมสะบักสะบอม ล้มลุกคลุกคลาน

ทางด้านห้าสาวที่พาเบญจามารักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่ง และตัวเองก็กำลังทำแผลที่สะบักสะบอมจากโรงพยาบาลร้างเหตุการณ์ที่เป็นตายเท่ากันของหนุ่มๆ ทั้งห้าสาวรับรู้ได้

สมคิดหัวเราะลั่น คิดว่าทุกอย่างสำเร็จแล้ว
“ฮ่ะๆ รถก็บึ้ม ไอ้ฝรั่งนี่ก็ตายสุดท้ายป๋าก็ยังเป็นป๋า...ป๋าคือผู้ชนะ”
วรวรรธนั่งพิงเสามองหมออาลัย คิดว่าทุกอย่างคงเป็นไปตามที่สมคิดพูดแต่แล้วสมคิดต้องชะงัก เมื่อรู้สึกว่าติณห์ที่ตัวเองกำลังจับล็อคเชือดคามือเหมือนจะหายไปทั้งๆยังเห็นตัวอยู่
“แกไม่ชนะหรออสมคิด”
สมคิดมองอีกทาง เห็นจิตโปร่งใสของติณห์
“แกถอดจิตได้เหรอไอ้ฝรั่ง” สมคิดตกใจ
“ยูเซอร์ไพร้ส์เหรอหรือว่าเสียดาย ที่ครั้งหนึ่งยูก็เคยถอดจิตได้ เคยมีวิชาของดีติดตัว เป็นที่น่าอิจฉา แต่ตอนนี้ของดีพวกนั้นได้ทิ้งยูไปหมดแล้ว เพราะความชั่วที่ยูก่อเอาไว้”
“หุบปาก” สมคิดตะโกน
สมคิดก้มลงมอง เห็นกายหยาบของติณห์นั่งอยู่ที่พื้นตรงหน้า เลยเงื้อมือจะจ้วงแทงแต่จิตของติณห์กลับเข้าร่างอย่างรวดเร็ว ยกแขนขึ้นจับมือสมคิดไว้
“แต่ครั้งนี้จบสิ้นกันเสียที ไอจะไม่ให้ยูทำร้ายใครอีกแล้ว”
ติณห์หักศอกใส่หน้าสมคิดจนผงะออก ติณห์ตามอัดต่อยๆ สมคิดมีฝีมือสวนสู้ติณห์ถูกอัดล้มลง สมคิดตัดสินใจหนี แต่วรวรรธที่นั่งอยู่เตะขาล้มลง ตะครุบเข้าไปปล้ำสู้ ถูกสมคิดเหวี่ยงกระเด็นไป แล้วสมคิดก็ออกไปวิ่งต้องหยุดยืนชะงักเมื่อพบว่ามีตำรวจล้อมกรอบเป็นวงกลมจ่อปืนเข้าใส่
“หยุดนะ ยกมือขึ้น คุณถูกจับแล้ว”

สมคิดขบกรามแน่น แต่จำต้องยกมือยอมจำนนติณห์ประคองวรวรรธลุกขึ้นเดินมายืนมองวาระสุดท้ายอิสรภาพของสมคิด

ไตรรัตน์กับพงอินทร์สู้กับกรกฎไม่ถอยแม้จะสะบักสะบอมเต็มทีไตรรัตน์ถูกอัดกระเด็นหงายเก๋งออกมา พงอินทร์พุ่งเอาตัวเข้าชนกรกฎหลังชนต้นไม้

“อ๊าก”
กรกฎสับศอกลงบนหลังพงอินทร์ แต่พงอินทร์ยังจับไว้แน่นไตรรัตน์เหลือบไปเห็นเชือกขนาดใหญ่วางทิ้งอยู่หลังต้นไม้ จึงรีบคว้าไว้ ทำเป็นบ่วงแล้วปรี่เข้าไปรัดขากรกฎ ทั้งสองข้างไว้
“ช่วยกันหน่อยเร็ว ร่างอึดเหมือนควาย ก็ต้องจับล่ามมันเหมือนควาย”
ทั้งคู่จับรัดขากรกฎอย่างลำบาก แล้วไตรรัตน์ก็เหวี่ยงเชือกอีกด้านพาดไปกับกิ่งไม้ด้านบน แล้วพาวิ่งดึงสุดแรง
“อ๊าก” ไตรรัตน์ร้อง
พงอินเข้ามาช่วยดึง เชือกดึงขากรกฎพาตัวขึ้นไปห้อยหัวอยู่บนต้นไม้
“อ๊าก...ปล่อยกู”
ไตรรัตน์กับพงอินทร์ช่วยกันออกแรงดึงเชือกไว้แน่นกำลังตำรวจก็กรูกันเข้ามาพร้อมอาวุธ
“จับเลยครับคุณตำรวจ นี่แหละสมุนมือขวาของหมอสมคิด”
ตำรวจตีวงล้อมกรอบเข้ามาพร้อมเล็งปืนไปที่กรกฎที่คำรามลั่นอย่างโกรธจัด

ซากรถผู้การยังคงมีไฟติดอยู่...ณัฐเดชกับผู้การรีบเข้าไปดูที่รถ
“จุนจี...”
“โธ่...ไอ้นักร้องเกาหลี นี่ต้องมาตายเพราะช่วยตำรวจไทยเหรอเนี่ย ถ้ารู้ว่าแกเป็นคนดีอย่างงี้ ฉันเป็นแฟนคลับแกไปนานแล้ว” ผู้การมองเศร้าๆ
“แล้วนี่...ผมจะกลับไปบอกยัยแก้มยังไงดี จะบอกยังไง” ณัฐเดชเสียใจ
“ ก็บอกว่าปาร์คจุนจี ปลอดภัยดีซิครับ” เสียงจุนจีดังขึ้น
“หะ” ณัฐเดชตกใจ
ณัฐเดชรีบไปดูอีกข้างของซากรถ พบร่างจุนจีนอนจมอยู่ในดงหญ้าคาอีกฝั่งของรถ
“จุนจี” ณัฐเดชเรียกอย่างดีใจ
“จุนจี....นายยังไม่ตาย ฮ่ะๆ ไอ้นักร้องกระดูกเหล็ก ฉันรักแกว่ะ” ผู้การหัวเราะร่า
ทั้งคู่รีบเข้าไปประคองจุนจี

สมคิดกับกรกฎถูกจับใส่กุญแจมือ ตำรวจคุมตัวไปพงอินทร์กับไตรรัตน์เดินกอดคอกันสะบักสะบอมไป
ติณห์ยืนจับมือวรวรรธที่นอนอยู่ในเปลให้เจ้าหน้าที่แบกไป ขึ้นรถพยาบาล ทางด้านณัฐเดชกับผู้การเดินประคองจุนจีห่างออกมาจากซากรถที่ระเบิด
สมคิดนั่งอยู่ในรถคุมผู้ต้องหา มองผ่านลูกกรงออกมาอย่างคอตก รถแล่นห่างออกไป

กรรณาประคองพงอินทร์เดินมาที่บ้าน โดยก้องฟ้าเดินถือหลอดยาทาแก้ฟกช้ำตาม
“เกิดมาในชีวิต ไม่เคยบู๊อะไรขนาดนี้” พงอินทร์บ่น
“ที่หลวมตัวทำลงไป เพื่อพี่กรรณใช่ไหมพี่โจ้” ก้องฟ้าถาม
“ก็ใช่น่ะซิ เหมือนโดนผีสาวเข้าสิง ทำไรไม่รู้ตัว”
พงอินทร์พูดพลางทำเนียนซบไหล่โอบเอวกรรณาพลางแอบหันมายิ้มยักคิ้วให้ก้องฟ้า กรรณายังทำเฉย ใจแข็งอยู่ก้องฟ้าอยากให้พี่สาวเป็นแฟนกับพงอินทร์อยู่แล้วรีบยกนิ้วหัวแม่โป้งสนับสนุน
“อ๊าๆเจ็บมากเลย เจ็บจะตายอยู่แล้ว มีใครเห็นใจบ้างเนี่ย” พงอินทร์ยิ่งออเซาะ
กรรณาทั้งตีมือทั้งผลักหน้าพงอินทร์ออก
“รู้ว่าจะตายแล้วทำไมไม่ยอมอยู่โรงพยาบาล ให้ฉันลำบากลำบนแบกสังขารพากลับบ้านมาทำไม”
“ตอนเด็กๆกินอีโต้เข้าไปหรือไงทูนหัว ปากถึงได้เป็นอย่างงี้ พูดจาหวานๆปลอบใจคนอื่นเป็นบ้างไหมคร้าบ นี่ถ้าผมตายไป คุณคงจุดพลุเลยซินะ”
พงอินทร์ว่าพลางจะจับคาง กรรณาเบือนหน้าหนีแต่ตีหน้าเศร้า
“ใครว่า ถ้านายตายไป ฉันต้อง...ต้องแทบตายตามนายไปเลยล่ะ”
พงอินทร์อึ้งหยุดโอบเอวกรรณาให้หันมา
“คุณว่าไงนะ”
“อุ้ย”
“โฮ้ว..พี่กรรณ เลิกแอนตี้ผู้ชายแล้วเว้ยเฮ้ย แบบนี้นี่เองที่เขาว่าความรักเอาชนะได้ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มองโลกในแง่ร้าย”
พงอินทร์ยื่นหน้ามองหน้ากรรณาใกล้ๆ...ซึ้ง
“คุณเสียใจมากขนาดนี้เลยเหรอยัยแว่วเสียงผี ถ้าเราจะต้องจากกัน”
“เอ่อ...ฉันเสียดายมากกว่า”
“เสียดายที่เราคบกันน้อยไปใช่ไหม”
“เสียดายเงินของนายมากกว่าย่ะนายยังไม่จ่ายค่าจ้างสองเท่าให้บริษัทฉันที่ช่วยสืบคดีการตายพี่สาวนาย ตามที่สัญญาไว้เลย ถ้านายตายไป ใครจะจ่ายล่ะจ้าที่รัก”
กรรณาเกาคางพงอินทร์ที่โคตรเซ็ง
“ยัยงก…ยัยเกลือสมุทร”
พงอินทร์ปล่อยมือจากกรรณา เดินงอนเข้าบ้านไป กรรณายืนยิ้มอย่างสะใจสุด
“ด่าไรไม่รู้ ไม่เห็นเจ็บเลย ฮ่ะๆ”
“พี่แก้มใจดำพี่โจ้เค้างอนเข้าบ้านไปแล้วเห็นไหม ผู้ชายดีๆหายากนะพี่”
กรรณาหันมาแว๊ด
“ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้แกเป็นผู้ชาย แกมีสิทธิ์ไรมาสอนฉันเรื่องผู้ชายเข้าข้างกันเหรอ”
“ก็ผมสแกนมาแล้วว่าพี่โจ้ชอบพี่จริงๆอ่ะ ผมเป็นน้องพี่นะ ถ้าไม่ชัวร์ ไม่ฟันธงไม่คอนเฟิร์มผมไม่กล้าสปอยพี่โจ้หรอก”
“ชอบฉันก็ดี…พวกผู้ชายเจ้าชู้ทำผู้หญิงเจ็บช้ำมามากแล้ว ทีนี้ถึงคิวฉันเป็นตัวแทนของผู้หญิงทำผู้ชายเจ็บช้ำบ้างล่ะ”
กรรณาทำเป็นหักนิ้วเดินเข้าบ้านไป
“พี่พูดงี้ก๊องไม่ปลื้มเลยนะ นี่ไม่ใช่เวลามาเอาคืนนะพี่กรรณ ผู้ชายทุกคนมันเหมือนกันที่ไหนเล่า มันมีทั้งแบบปุฟเฟ่ ผูกปิ่นโต แบบโต๊ะจีน แบบโฮมเมด”
“แล้วของมักเน่ เป็นแบบไหนจ๊ะ” จารุณีถาม
ก้องฟ้าหันมาต้องตกใจ เมื่อเห็นจารุณียืนยิ้มจ้องอยู่ข้างหลัง
“เย้ย”
“มักเน่ก๊อง เธอเป็นเด็กดี ช่วยเหลือสังคม ฉันจึงอยากจะตอบแทนเธอ ด้วยเนื้อย่างเกาหลี น้ำจิ้มแซ่บเว่อร์”
“ว้าว..กำลังหิวอยู่พอดี พี่กรรณ พี่โจ้ก๊องไปย่างเกาหลีก่อนนะ แล้วจะห่อมาฝาก”
“ได้เลยๆ เดี๋ยวจัดชุดใหญ่ให้หนูกรรณากับคุณโจ้เลยค่ะ”

ก้องฟ้าจารุณี ร่าเริงไปด้วยกัน

กรรณาเดินเข้ามาในบ้าน เห็นพงอินทร์กำลังจัดเตรียมกล้องถ่ายรูปของตัวเอง ไม่พูดไม่จา ตีหน้าตายไม่สนใจกรรณา

“นี่...อย่าห่วงกล้องตัวเองเลยน่า ห่วงตัวเองดีกว่ามั้ย เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลควรจะพัก…เอ่อ...”
พงอินทร์ขัดขึ้น
“ค่าจ้างของคุณอยู่นั่น”
พงอินทร์ชี้ไปที่ซองใส่เงินที่วางอยู่บนโต๊ะกรรณาอึ้ง
“จริงๆผมเตรียมค่าจ้างไว้ให้นานแล้ว โทษทีนะ ที่ต้องให้ตามทวง”
กรรณาเจอไม้นี้เข้า ก็พูดอะไรไม่ออก เดินมาหยิบซองเงินมาเปิดดูแก้เก้อทำเป็นนับ
“เอ่อ...ก็ครบนี่”
กรรณาพูดพลางหันมาแล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นพงอินทร์กำลังจัดข้าวของใส่กระเป๋าเป้
“นั่นนายจะเตรียมกระเป๋าไปไหน”
“ความจำเสื่อมหรือไง ก็เคยบอกไปแล้วว่าผมจะเข้าป่า คราวนี้จะไปให้คนทางนี้ลืมผมไปเลย”
พงอินทร์พูดพลางมองจ้องกรรณาอย่างเสียใจ กรรณาใจหายว๊าบอีกครั้ง
“นายจะไปจริงๆเหรอ”
“แคร์ด้วยเหรอ“
“เอ่อ...ก็...ก็นายยังเดี้ยงอยู่เลย จะเข้าป่าไปล่อเสือเหรอ เดี๋ยวมันก็อิ่มหรอก”
“หึ เกือบจะซึ้งนะ แต่ไม่ต้องมาทำเป็นห่วงผมหรอก ผมรู้ว่าคุณไม่-จริง-ใจ”
“เอ่อ...ฉัน…ฉัน...”
“ฉันอะไรห่ะ...ฉันอะไร”
พงอินทร์มองอย่างมีความหวังว่าผู้หญิงปากแข็งอย่างกรรณาจะยอมพูดความในใจออกมาสักครั้ง
“ฉัน...ฉันกลับล่ะ”
“เชิญมีทั้งประตูหน้า ประตูหลัง อยากออกไปทางไหนก็ตามสบายหรือจะปีนออกทางหน้าต่างก็ได้นะ”
กรรณาโคตรหัวเสียที่ถูกประชด
“ไม่ต้องมาไล่หรอก ฉันไปแน่ไม่อยากจะเห็นหน้านาย”
“เป็นพระคุณมากที่บอก”
เห็นพงอินทร์ไม่ง้อ กรรณาสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นออกไป พงอินทร์เปลี่ยนจากสีหน้าไม่แคร์มาเป็นชะเง้อมองตาม อยากจะตามออกไป แต่กลัวเสียฟอร์ม เลยแกล้งทำเป็นปัดของบนโต๊ะหล่นแล้วร้องลั่น
“โอ๊ย”
พงอินทร์ทำเป็นทิ้งตัวลงนอนจับขา
กรรณาวิ่งกลับเข้ามาทันที
“นายโจ้...เห็นไหมฉันบอกนายแล้ว นายยังไปไหนไม่ได้หรอก นายต้องรักษาตัวเองให้ดีเสียก่อน ลุกไหวไหม”
กรรณาช่วยประคองพงอินทร์ขึ้นพาเดินไป
“เดินค่อยๆนะ แล้วไปนั่งพักตรงโน้นเลย ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”
พงอินทร์นั่งลงที่โซฟาแล้วทำเป็นเอนนอนจับหัว
“ซี๊ด...มึนหัวจัง ไม่รู้ว่ามีเลือดคั่งในสมองป่าวเนี่ย หมอบอกว่าต้องดูอาการคืนนี้ถ้าเป็นไรไป ต้องรีบกลับโรงพยาบาล คุณกลับไปเถอะ เดี๋ยวผมจะนอนพัก”
“นายเป็นแบบนี้ ฉันจะทิ้งไปได้ยังไง นอนดีๆ รอเดี๋ยวนะ ฉันจะไปชงอะไรอุ่นๆมาให้กิน”
กรรณาลุกเดินไป
“โอ๊ย ซี๊ด”
พงอินทร์ทำเป็นร้องคราง แต่แอบผงกหัวขึ้นมองตามยิ้ม ต่อยหมอนสะใจที่หลอกกรรณาได้

จารุณีเดินนำก้องมาที่บ้านพักของตัวเอง
“เร็วๆซีมักเน่ อ้าว แล้วหยุดทำไม เข้ามาๆ”
“เฮ้ย...นี่ๆมันห้องคุณแม่บ้านนี่ครับ”
“นี่แหละห้องเนื้อย่างเกาหลีน้ำจิ้มแซ่บเว่อร์ของเราสองคน”
“อ๊าก ไม่เอา...คุณแม่บ้านอย่าทำอย่างงี้ซีครับ มันเข้าข่ายพรากผู้เยาว์นะครับ”
“นั่นๆนั่นแน่ ก๊องเลย18มานานแล้ว แต่ก็ยังเป็นมักเน่น้อยของนูน่าอยู่ มามะ...เข้าไปเร็วๆซี เข้าไป ประตูแห่งความอร่อยเปิดรอเราแล้ว”
จารุณีเหวี่ยงก้องฟ้าเข้าห้องไป
“อ๊าก”
ก้องฟ้าหัวคะมำไปที่โซฟา หันมามองเห็นจารุณีปิดล็อคประตูพร้อมกับรูดปิดม่านทุกแห่งอย่างรวดเร็ว แล้วหันขวับมามอง
“Are you ready”
ก้องฟ้าเข่าอ่อนทรุดนั่งที่พื้น
“เอิ้ก...มะๆ ไม่พร้อมคร้าบ”
“แต่นูน่ารอไม่ไหวแล้ว นูน่าต้องการเดี๋ยวนี้”
จารุณีพุ่งเข้ามาหาก้องฟ้าที่หลับตาปี๋
“ปิดตาทำไมตัวเอง เค้าไม่ได้ชวนมาดูหนังผี นี่ๆมีแต่หนังดีๆทั้งนั้นเลย อ๊าย”
ก้องฟ้าค่อยๆลืมตาขึ้นมองข้างหนึ่ง เห็นจารุณียกกล่องDVDมาวางกองตรงโต๊ะญี่ปุ่นตรงหน้า ก้องฟ้าลืมตารีบคว้ากล่องพวกนั้นขึ้นมาดูทีละเรื่อง
“เพื่อรัก เพื่อฝัน เพื่อวันวาน... สุดยอดสาวอีชุนชิน...ตับหนึ่งพัน พัลวันหัวใจ... I miss you”
“ฉันก็คิดถึงเธอแล้วมักเน่ เร็วๆเข้าซี มาดูซีรี่ย์กัน เธออยากดูเรื่องไหน เลือกเลยรอเดี๋ยวนะ”
ก้องฟ้าเลือกแผ่นไปงงๆจารุณีเข็นโต๊ะ ที่มีเนื้อต่างๆย่าง ตัดเป็นชนิดๆ คำๆ ใส่จานมาเรียบร้อย และน้ำจิ้มหลายถ้วย เข้ามาตรงหน้า
“มา ดูไปกินไป สบายๆ รีแล็กซ์ๆ”
“อ่า...นี่คุณแม่บ้านชวนผมมาดูซีรี่ย์หรอกเหรอ”
“เย! คิดว่านูน่าจะพามักเน่มาทำอะไรล่ะจ๊ะ”จารุณีหวนคิดไปซึ้งๆ
“ตั้งแต่คุณพิมอรจากไป ฉันก็ขาดเพื่อนรู้ใจดูซีรีย์เกาหลีด้วยกัน เหมือนชีวิตขาดความสุข ไร้ชีวิตชีวา มักเน่ก๊อง”
จารุณีจับมือ ก้องฟ้าสะดุ้ง
“เอ่อ...คะ...ครับ”
“นูน่าเอ็นดูมักเน่ อยากดูแลให้เหมือนพี่เหมือนน้อง ให้มักเน่ถือซะว่าพี่จาเป็นพี่ผู้หญิงที่สนิทที่สุด มักเน่มีเรื่องอะไร มาปรึกษานูน่าคนนี้ได้ทุกเรื่อง นูน่าคนนี้ขอแค่ให้มักเน่มาเป็นเพื่อดูซีรี่ส์กับนูน่าก็แค่นั้น”
ก้องฟ้าได้ยินอย่างนั้นก็โล่งอก
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะนูน่า”
“เย! ขอบใจจริงๆมักเน่ ขอบใจที่มอบความสุขให้กับฉัน”จารุณียิ้มมีความสุขมาก

กรรณาถือแก้วชาอุ่นออกมาจากครัว
“จริงๆเล้ย...ในครัวบ้านนายนี่ ไม่มีอะไรให้ชงกินเลย เจอแค่ชาซองเดียว นายมีชีวิตอยู่ได้ยังไงเนี่ยะ ไม่รู้จักซื้ออะไรไว้กินเลย”
กรรณามองไปเห็นพงอินทร์นอนคอตกจากหมอนเหมือนว่าจะเป็นอะไรไปก็ตกใจ
“นายโจ้” กรรณารีบวางแก้ว “นายเป็นอะไรไป นายโจ้ๆ”
กรรณารีบเข้าจับหน้าพงอินทร์ปลุกๆ
“นายอย่ามาตายอย่างงี้นะนายมันอึด นายมันถึกไม่ใช่เหรอ อย่าใจเสาะซี”
อยู่ๆพงอินทร์ก็ลืมตาขึ้นมองกรรณา
“ดีนะที่ผมยังไม่ตาย มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาเห็นหน้ายัยแว่วเสียงผีอีก”
พงอินทร์พูดพลางดึงกรรณามานั่งลงแล้วตัวเองก็นอนหนุนตัก
“นายทำบ้าอะไรเนี่ย ตักฉันไม่ได้มีเอาไว้ให้ผู้ชายหนุนนอนฟรีๆนะจะบอกให้”
กรรณาจะลุก แต่พงอินทร์ดันไว้พลางบอก
“ผมคิดถึงตักพี่พิมมันนุ่มและอบอุ่นเหมือนตักคุณชะมัด”
กรรณาอึ้งไป ยอมให้พงอินทร์หนุนนอน
“พี่พิมเป็นยังไงบ้าง ยังอยู่แถวนี้รึเปล่า คุณได้ยินเสียงเพลงของพี่พิมบ้างไหม”

กรรณาส่ายหน้า

“ฉันว่าวิญญาณที่แสนดีของคุณพิมอรน่าจะไปที่ๆดีแล้ว อาจจะไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลแล้วก็ได้”
 
พงอินทร์ยิ้มเศร้าๆ
“คุณไม่ได้ยินอะไรแล้วเหรอ”
“พี่พิมเป็นห่วงผมตลอด ตั้งแต่พ่อแม่ตาย คุณย่าก็ไม่เอาผม พี่พิมก็เลยทำตัวเหมือนเป็นแม่ผมมากกว่าพี่สาว ไม่นึกเลยว่าตายไปแล้ว พี่พิมก็ยังไม่ยอมไปไหน”
“คุณควรจะดีใจที่มีพี่สาวที่รักและห่วงคุณมากขนาดนี้”
“แล้วคุณรู้ไหม พี่พิมเป็นห่วงอะไรผมที่สุด”
กรรณามองตาแป๋ว พงอินทร์คว้ามือกรรณามาจับ
“ก็ผมอายุป่านนี้แล้ว ยังไม่มีแฟนสักทีอ่ะ”
“คิดแล้วว่าต้องถือโอกาสวกเข้าเรื่องนี้”
”คุณไม่รู้เหรอ ที่พี่พิมหายห่วงและยอมไปสู่สุคติ ก็อาจจะเป็นเพราะพี่พิมรู้ว่าผมมีคุณอยู่ข้างๆไง”
“พอเหอะอย่ามาหวังอะไรจากฉัน ยิ่งเห็นพฤติกรรมผู้ชายอย่างพี่เขยคุณ บวกกับความเจ้าชู้ของพ่อฉันที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก ฉันบอกเลยว่าฉันพร้อมจะขึ้นคาน”
พงอินทร์ชักเหนื่อยที่จะง้อ
“ผมว่าคุณจะเล่นตัวเกินงามมากไปแล้วนะ”
“ดี...นายคิดยังงี้ได้ก็ดี จะได้เกลียดขี้หน้าฉัน ลุก...ฉันจะกลับแล้ว”
กรรณาผลักพงอินทร์ออก ลุกขึ้นคว้ากระเป๋าจะเดินออกจากบ้านแต่พงอินทร์ลุกตามคว้ามือไว้
“แปลว่าคุณอยู่ได้ ถ้าไม่มีผม”
กรรณาชะงัก หันมา
“ใช่ ผู้หญิงอย่างฉัน อยู่ได้ แม้ไม่มีผู้ชายสักคน”
กรรณาแกะมือพงอินทร์ออก แล้วหันเดินจากไปพงอินทร์ได้แต่ยืนมอง เขาจะทำยังไงถึงจะทำให้กรรณาเลิกมีทิฐิเสียที

ประตูหน้าบ้านเปิดออก...ณัฐเดชยืนอยู่สภาพมีบาดแผลจากการต่อสู้ เขาทั้งเครียดและเจ็บปวดที่ต้องมาจับสุพิชชา
เนตรสิตางศุ์เดินประคองวรวรรธที่บาดเจ็บจากแผลโดนยิงที่สีข้างเดินตามมาข้างหลังพร้อมตำรวจหลายนาย ณัฐเดชหันไปบอกทุกคน
“ใจเย็นๆนะทุกคน ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ผมขอเป็นคนพูดกับเขาเอง”
ณัฐเดชก้าวนำทุกคนเข้ามาในบ้านเพียงไม่กี่ก้าว ต้องชะงักตกใจ เมื่อพบว่ามีควันลอยออกมาจากด้านใน
“คะ...ควันอะไร” เนตรสิตางศุ์ถามอย่างตกใจ
ณัชเดชรีบวิ่งเข้าไปแล้วต้องหยุดผงะตะลึง เมื่อมองฝ่าควันเข้าไปเห็นด้านหลังสุพิชชาสวมชุดดำกำลังนั่งเผาพวกกระดาษลงถังขยะอลูมิเนียมต่อหน้ารูปของเนตรสิตางศุ์จำนวนมากมายหลายรูปที่ถูกประดับตกแต่งอยู่ทั่วผนังแบบรูปคนตาย ด้วยเทียน ดอกไม้แห้ง และมีข้อความเขียน...ไปสู่สุขคติ...
ณัฐเดชสุดแสนจะสะเทือนใจที่เห็นสุพิชชาทำกับน้องสาวคนเดียวของเขาขนาดนี้
“ผม...ผมให้โอกาสคุณแล้ว ทำไมคุณทำอย่างนี้”
ณัฐเดชโวยลั่น สุพิชชาหันมามอง สีหน้าดูเพี้ยนไปยิ่งกว่าเดิม
“พี่ณัฐ โถ..อย่าเสียใจไปเลยนะคะ น้องเนตรทำบุญมาแค่นี้ ก็ปล่อยให้เขาไปเถอะ”
“โธ่พีช ทำไมคุณถึง...ถึงไม่ยอมสงบจิตสงบใจ ทำไมคุณไม่ยอมให้อภัย ความโกรธแค้นอาฆาตมันถึงทำให้คุณป่วยแบบนี้”
“พี่ณัฐนั่นแหละป่วย..ป่วยที่ไม่ยอมรับว่าน้องตัวเองตายไปแล้ว มันสมควรตายนะคะ”
ณัฐเดชขบกรามแทบระเบิด แต่แล้วสุพิชชาก็ยิ้มอย่างสุดแสนดีใจเมื่อมองไปเห็นวรวรรธเดินตามเข้ามาที่ข้างหลังณัฐเดช
“วรรธ”
สุพิชชาวิ่งผ่านณัฐเดชไปกอดวรวรรธณัฐเดชหันมองตาม น้ำตาลูกผู้ชายแทบไหล มันชัดเจนว่าที่ผ่านมาสุพิชชาไม่เคยมีเขาอยู่ในใจเลย เขาถูกหลอกใช้
“วรรธกลับมาหาพีชแล้ว ต่อไปนี้ไม่มีนังเด็กปัญญาอ่อนนั่นมาขวางความรักของเราได้อีกแล้ว พีชคิดถึงวรรธเหลือเกิน วรรธของพีช”
“ปล่อยผมพีช คุณกำลังทำลายจิตใจพี่ณัฐอยู่นะ”
“พี่ณัฐสำคัญอะไรเหรอ ฮ่ะๆพีชไม่สนหรอกชีวิตพีชต้องการอย่างเดียวคือได้วรรธกลับคืนมาเป็นของพีช ใครจะมาแย่งวรรธไปจากพีชไม่ได้อีกแล้ว วรรธเป็นของพีชคนเดียว เราจะเริ่มต้นกันใหม่ แล้วรีบแต่งงานกันเลยนะวรรธ โรงพยาบาลของคุณพ่อ ทุกสิ่งทุกอย่างของพีช รอให้วรรธมาดูแล จริงซิ วรรธไม่อยากบริหารโรงพยาบาล มันหนักไปใช่ไหมคะ ได้ค่ะ พีชจะขาย ขายทิ้งให้หมดเลย พีชตามใจวรรธนะๆ ขอให้พีชได้อยู่กับวรรธ พีชยอมทำทุกอย่าง”
ณัฐเดชเซแทบทรุด เนตรสิตางศุ์ที่ยืนแอบประตูดูอยู่รีบเข้ามากอดพยุงณัฐเดชไว้อย่างสงสาร
“พี่ณัฐ” เนตรสิตางศุ์เรียก
สุพิชชาค่อยหันมามองเนตรสิตางศุ์ ช็อค
“ไม่จริง...ฉัน...ฉันตาฝาดแล้วฉันตาฝาดนังเนตรมันตายไปแล้ว...มันตายไปแล้ว”
วรวรรธดึงไหล่สุพิชชาออก
“หยุดแช่งเนตรซะที คนดีๆอย่างเนตร พระย่อมคุ้มครอง คนชั่วๆทำอะไรเนตรไม่ได้หรอก”
“คนดีเหรอ...คนดีที่เที่ยวแย่งผู้ชายของคนอื่น วรรธตื่นซะทีเถอะ อย่าบ้าไปหน่อยเลย เห็นรูปพวกนั้นไหม เห็นไหมนังเนตรมันตายไปแล้ว...มันตาย..ตายไปจากชีวิตเรา”
ณัฐเดชพยายามหักห้ามใจ ผละจากเนตรสิตางศุ์เข้ามาหาสุพิชชาโดยคว้ากุญแจมือที่เอวมาด้วย
“พอเถอะพีช คุณถูกจับแล้ว ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับสำนักเบญจา และบงการฆ่าน้องสาวผม”
ณัฐเดชเข้ามาคว้าข้อมือสุพิชชาจะจับสวมกุญแจแต่สุพิชชาสะบัดข้อมืออย่างคลั่ง
“ไม่...นังเนตรมันต้องตาย”
สุพิชชาสะบัดหลุดวิ่งเข้าไปบีบคอเนตรสิตางศุ์ถอยหนีไม่ได้เพราะหลังชนฝา
“คุณพีช...อย่าทำ...อย่างทำงี้เลย เนตร...ไม่โกรธ...เนตรจะอโหสิ...ให้คุณ” เนตรสิตางศุ์ร้องบอก
“อีบ้ามาโหสิอะไรให้กู กูจะฆ่ามึง มึงต้องตาย...มึงต้องตาย”
ณัฐเดชกับวรวรรธรีบถลาเข้ามาช่วยแยกสุพิชชาออกจากเนตรสิตางศุ์
“พีช...ปล่อยเนตรเดี๋ยวนี้นะ...ปล่อย”
“พีช...ปล่อยเนตร...ปล่อย”
วรวรรธตวาด แต่พลังคนบ้าของสุพิชชามือเหนียวมากและคลั่งสุดขีดเส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่กลางแสกหน้าของสุพิชชา
“มึงต้องตาย...มึงต้องตาย...โอ๊ะ”
เส้นเลือดในสมองของสุพิชชาแตกโพล๊ะสุพิชชาตาตั้ง ทรุดร่วงทันที พร้อมปากที่เริ่มเบี้ยว มือและขาข้างซ้ายกระตุกเกร็งแต่ไม่มีเรี่ยวแรง

ภายในโรงพยาบาล...เบญจานอนอยู่บนเตียงในห้องICU สภาพร่างกายบอบช้ำมาก ชีพจรเต้นอ่อน ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสลบไม่ได้สติ
ติณห์ญาณิน ไตรรัตน์ และสุคนธรสที่ได้รับบาดเจ็บแต่ทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้วยืนมองอยู่อย่างให้อภัยและเวทนา
“คิดว่า...เบญจาจะรอดไหม” ติณห์ถาม
คำถามของติณห์ทำลายความเงียบขึ้น ทั้งสามหันมามอง
“เบญจาคงกำลังรับผลจากกรรมที่ตัวเองก่อเอาไว้” สุคนธรสบอก
“แม้ว่าจะทำไปเพราะถูกไอ้หมอสมคิดบังคับให้ทำก็ตาม..งั้นเหรอ” ไตรรัตน์ถาม
“จะด้วยความเต็มใจทั้งหมดหรือถูกหมอสมคิดบังคับก็ตาม เวรกรรมก็ไม่เคยละเว้นคนที่ทำชั่วหรอก มันแค่หนักหรือเบา มาช้าหรือมาเร็วเท่านั้นเอง” สุคนธรสอธิบาย
“เวรกรรมของใคร ก็จะถูกบันทึกไว้กับจิตและวิญญาณของคนนั้นไปตลอด...เฮ้อ...” ญาณินถอนใจ
“ก็หวังว่าเจ้ากรรมนายเวรจะปรานีเบญจาบ้าง ให้โอกาสเบญจารอด เพื่อที่จะได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี”
“ซ๊าธุ!”
ไตรรัตน์ยกมือไหว้ท่วมหัว สุคนธรสมองหน้า
“ผมไม่แกล้งนะที่รักผมไม่ชอบเห็นใครตายอีก มันควรจะพอได้เสียที”
“ฉันก็คิดอย่างงั้นเหมือนกันค่ะ”
ไตรรัตน์โอบสุคนธรสมากอด
หมอกับพยาบาลเดินเข้ามาเพื่อจะตรวจดูอาการเบญจา
“เอ่อ...คุณหมอครับ อาการของเบญจาเป็นยังไงบ้างครับ” ติณห์ถาม
“เขาอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ อวัยวะภายในของคนไข้บอบช้ำมากครับ แต่เดี๋ยวผมขอเข้าไปตรวจอาการก่อนนะครับ”
“หวังว่าเขาจะดีขึ้นนะคะคุณหมอ”

หมอยิ้มพยักหน้าให้อย่างปลอบใจ แล้วเดินเข้าห้องไป
 
อ่านต่อหน้า 4

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ซีซั่น 2 ตอนที่ 25 (ต่อ)

หมอตรวจอาการเบญจาอยู่ที่เตียง ทุกคนยืนมองอยู่นอกกระจกอย่างเอาใจช่วย อยากให้ดีขึ้นแล้วอยู่ทุกคนก็ต้องตื่นเต้นเมื่อเห็นเบญจาขยับตัว ค่อยๆลืมตาฟื้นขึ้น

“เบญจาฟื้นแล้วค่ะติณห์” ญาณินบอก
หมอรีบใช้ไฟฉายส่องดูปฏิกิริยาที่ตาของเบญจา สั่งเพิ่มยา วิตามินทางสายน้ำเกลือเบญจาค่อยๆขยับหน้าหันมองตะแคงมาที่กระจก ตาของเบญจาจ้องมาที่ติณห์น้ำตาไหล พร้อมกับค่อยๆยกมือที่เสียบสายน้ำเกลือขึ้นอย่างสั่นเทาชี้มาที่ติณห์ พร้อมปากขยับเรียกติณห์
“ติณห์คะเบญจาคงอยากจะให้คุณเข้าไปเยี่ยม”
ญาณินพยักหน้าให้ติณห์เข้าไป

ติณห์เดินเข้ามาในห้องICU หมอให้พยาบาลฉีดวิตามินยาต่างๆเข้าสายน้ำเกลือของเบญจาเสร็จ ก็เดินหลีกทางผละออกไปปล่อยให้ติณห์อยู่กับเบญจาตามลำพังเบญจายิ้มดีใจทั้งน้ำตา พูดอย่างอ่อนแรง
“พี่...ติณห์...หนู...อยากจะ...ขอโทษ”
“เฮ้...โอเค ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พี่ยกโทษให้เบญจาหมดแล้ว”
เบญจาน้ำตายิ่งไหล
“พี่ติณห์ไม่โกรธ...เกลียด...สาปแช่งหนูเหรอคะ”
เบญจายื่นมือมาจับมือติณห์ไว้
“เรื่องทุกอย่างมันจบลงแล้ว อย่าไปพูดถึงมันอีกเลยนะ สิ่งที่เบญจาต้องทำตอนนี้คือรักษาตัวให้หายไวๆนะครับ แล้ว...ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นคนใหม่เป็นเด็กสาวที่มีอนาคต”
“ขอบคุณ ขอบคุณมากค่ะพี่ติณก์ แต่หนู...ไม่มี...โอกาส...จะได้ออกไปหรอก”
ติณห์รู้สึกสงสารมาก จับมือเบญจาตอบ ปลอบใจ
“โนๆ อย่าพูดอย่างงั้น ทุกคนเกิดมามีสิทธิ์ทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้นแต่ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะแก้ตัวใหม่...ทำดีลบล้างความผิดของตัวเองได้นะเบญจา”
เบญจาส่ายหน้า
“ชะตากรรมของหนู ถูกลิขิตเอาไว้แล้วค่ะพี่ติณห์ แต่ก่อนที่หนูจะต้องชดใช้กรรมที่ตัวเองได้ทำไว้กับพี่ กับครอบครัวของพี่ กับพี่ญาณินคนที่พี่รัก หนูอยากจะให้พี่รู้เอาไว้ว่า ความรักที่หนูมีให้พี่ มันไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำแต่มันเป็นความรักที่แท้จริง”
ติณห์นิ่งอึ้งไป
“หนูมีความสุขมากเวลาที่ได้อยู่กับพี่ ความสุขที่หนูไม่เคยรู้จักมาก่อน ขอบคุณมากนะคะพี่ติณห์ หนูจะไม่มีวันลืมรักครั้งแรกและครั้งเดียวที่หัวใจของหนู ได้รู้จัก..กับความอ่อนหวาน..แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ..ก็ยังดี..จริงๆนะคะ”
เบญจายิ้มอย่างมีความสุข ติณห์ได้แต่ยิ้มตอบ

ทางเดินด้านนอกห้องICU...สุคนธรสเดินออกมารับโทรศัพท์ด้านนอก โดยมีไตรรัตน์ตามออกมา
“ฮัลโหลยัยเนตรเป็นไง เจอตัวยัยพีชมั้ย...อะไรนะ แล้วตอนนี้แกอยู่ไหนฉันยังอยู่โรงพยาบาล จะรีบไปหาเดี๋ยวนี้”
สุคนธรสวางสายแล้วรีบดึงไตรรัตน์ไป

สุคนธรสกับไตรรัตน์รีบมายังห้องฉุกเฉินสุพิชชาที่ร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรงเป็นอัมพฤกษ์ปากยังไม่เบี้ยว แต่เริ่มพูดช้าๆ ไม่ชัด ลิ้นแข็ง แต่พยายามจะปีนลงจากเตียงณัฐเดช หมอ พยาบาลพยายามช่วยกันจับพาขึ้นเตียงอีกครั้ง แต่สุพิชชา พยายามดิ้นมาที่เนตรสิตางศุ์ที่ยืนตกใจเกาะวรวรรธอยู่
“สะใจใช่ไหม น้องเนตร สมใจแล้วใช่ไหม วรรษ ที่พีชกลายเป็นแบบนี้”
เนตรสิตางศุ์ส่ายหน้า
“ไม่ใช่นะคะ พี่พีช เนตรตกใจ เนตรเสียใจด้วยจริงๆนะคะ”
“ไม่ต้องมาเสียใจ ไม่ต้องมาสงสาร ถ้าพีชต้องอยู่อย่างน่าสงสาร พีชขอตายดีกว่า”
“พีช...คุณเส้นเลือดในสมองแตกอาการหนักมากแล้วนะ ขึ้นเตียงให้หมอรักษาคุณก่อน” วรวรรธขอร้อง
“ฉีดยาให้พีชตายไปเลย พีชทนเป็นคนพิกลพิการไม่ได้ ให้ฉันตายไปเดี๋ยวนี้ หมอ พยาบาลทุกคนใครทำให้ฉันตายได้ ฉันจะให้รางวัลอย่างงามเลย” สุพิชชาหันมาทางณัฐเดช “พี่ณัฐก็เหมือนกัน ไม่ต้องมามองพีชอย่างสมเพชเวทนา ใครกันแน่ ที่น่าสมเพช...พี่น่ะ มันก็แค่เครื่องมือที่พีชใช้ เพื่อจะได้แก้แค้นน้องสาวพี่ กะหมอวรรธเท่านั้นแหละ”
ณัฐเดชอึ้ง
“พีช”
ทุกคนตกตะลึง โดยเฉพาะสุคนธรสกับไตรรัตน์
“ทำไมพูดกับพี่ณัฐอย่างงั้น”สุคนธรสไม่พอใจ
อยู่ๆสุพิชชาสะดุ้ง กุมหัว แล้วทรุดลง
“อ๊า...ปวด...ปวดมาก”
“พีช...” วรวรรธตกใจรีบบอกกับพยาบาล “รีบเอาเข้าไปเลยครับ ผมเกรงว่า เส้นโลหิตในสมองของพีชจะแตกมากขึ้นกว่าที่แรกแล้วนะครับ”
พวกพยาบาลจะเข้าไป สุพิชชาดิ้นๆ
“ไม่ ปล่อยให้ฉันตายไปเลย อย่ามาช่วย อย่ามา...รัก...ษา...”
อยู่ๆหน้าสุพิชชาค้าง อ่อนแรง ขา แขนนิ่งงันพวกพยาบาลยืนอึ้งณัฐเดชแหวกทุกคน เข้าไป อุ้มสุพิชชา ที่กลอกตา มองหน้า
“ให้เอาเข้าไปห้องไหนครับ”
พยาบาลรีบเปิดทาง นำไปณัฐเดชอุ้มไปเนตรสิตางศุ์มองอย่างเศร้าใจ
“เนตรสงสารพี่ณัฐ...พี่ณัฐคงรักเขามาก...มากจน...”
“ห่วงตัวเองเถอะยัยเนตร มาให้กอดทีซิ” สุคนธรสอ้าแขน
เนตรสิตางศุ์เข้ามากอดสุคนธรส

ณัฐเดชยืนพิงผนังซึม สุดแสนเสียใจไตรรัตน์ยืนพิงผนังอีกด้านมองอยู่
“ฉันขอพูดตรงๆนะไอ้ณัฐ ฉันไม่อยากเห็นคนดีๆอย่างแกต้องเสียใจเพราะยัยพีชอีกแล้ว”
ณัฐเดชเงยหน้ามองไตรรัตน์
“ฉันทำผิดมากเหรอวะที่พยายามจะให้โอกาสผู้หญิงที่ฉันรัก”
“แกไม่ผิดหรอก แกทำดีเกินไปด้วยซ้ำ แต่สำหรับคนบางคนนะเว้ย เราให้โอกาสเขา แต่กลับลืมไปว่า เรากำลังทำร้ายอีกคนที่รักเรามากกว่า”
ณัฐเดชอึ้งไป ไตรรัตน์เดินเข้ามาจับไหล่ณัฐเดช
“และที่สำคัญ แกกำลังทำร้ายตัวเองอยู่แกจะเป็นอีกนานไหม”

ไตรรัตน์พูดเสร็จตบไหล่ณัฐเดช ให้กำลังใจ แล้วเดินจากมา ทิ้งให้ณัฐเดชได้คิดตัดสินใจคนเดียว

สุพิชชานอนอยู่บนเตียงในสภาพที่แน่นิ่ง ไม่มีแรงใดๆ แต่ตามองมาณัฐเดชยืนมอง

“พีช...”
สุพิชชาได้แต่มอง ปากพูดแทบไม่ได้แล้ว
“จะให้พี่ทำอะไรพีช”
สุพิชชาพูดอย่างยากลำบาก
“ไป-ให้-พ้น”
ณัฐเดชพยักหน้า
“ได้...พี่จะไป”
“ไม่ต้อง กลับมา พีช ไม่ต้องการ ให้ใครเห็น พีชหน้าตา น่า เกลียด แบบนี้”
“หน้าตาน่าเกลียด ยังดีกว่าจิตใจน่าเกลียดนะพีช...แต่...ไม่ว่าพีชจะทำอะไรลงไป พี่กับน้องสาวของพี่และวรวรรธ พี่มั่นใจว่าพวกเราทุกคนเป็นอันเหนึ่งอันเดียวกัน และคิดเหมือนกัน คือพวกเราจะไม่ถือโทษโกรธเคืองพีช”
“โกรธพีชเลย เกลียดเลย อาฆาตเลย พีชไม่ต้องการ การให้อภัย เพราะความสมเพชเวทนา”
“พี่ และน้องพี่ รวมทั้งวรวรรธ เราเป็นคนดีเกินไปน่ะพีชแม้แต่ความร้ายของพีช ก็ไม่อาจ ทำลายความดีของพวกเราได้”
สุพิชชาชะงัก
“อะไรนะ...พี่ณัฐยังจะรักพีชอยู่เหรอ”
“เปล่า...พีช พี่ไม่รักพีชแล้ว แต่พี่จะดีกับพีชตลอดไป ขอให้พีชรู้ว่าต่อไปนี้ เราจะดีกับพีช จะมาเยี่ยม จะมาดูแลเป็นกัลยาณมิตรของพีช แม้ว่าเราจะไม่เกี่ยวอะไรกัน ไม่รัก ไม่ต้องการ ไม่มีเรื่องส่วนตัวอะไรอีกแล้ว แต่เราจะปฏิบัติต่อพีช เยี่ยงเพื่อนร่วมโลก ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน พีชป่วย ทั้งกายใจพีชไม่เมตตากระทั่งตัวเองคนอย่างพีชพวกเราเกลียดไม่ลงหรอก”
สุพิชชาอึ้ง น้ำตาไหลทะลัก

เนตรสิตางศุ์กับวรวรรธ รออยู่หน้าห้องณัฐเดชเปิดประตูเดินออกมาจากห้องทุกคนหันไปมอง ลุ้นว่าณัฐเดชจะตัดสินใจยังไงณัฐเดชมองมาที่เนตรสิตางศุ์กับวรวรรธแล้วเดินเข้ามากอดทั้งสองไว้
“พี่ขอโทษนะเนตร ขอโทษนะหมอ กับ...เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด พี่เอง ที่ผิดพลาดไป”
เนตรสิตางศุ์กับวรวรรธกอดปลอบณัฐเดช
“พี่ณัฐไม่ผิดหรอกค่ะ ถ้าเขามาดีเรื่องพวกนี้คงไม่เกิดขึ้นพี่ณัฐไม่ต้องขอโทษพวกเรา และสำรับพี่พีชเราบอกเลย ว่าเราไม่มีความโกรธเกลียดอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว วิญญาณ ภูติ ผี สัมภเวสีที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เรายังแผ่เมตตาให้เขาไปที่ชอบๆได้ นี่คนด้วยกัน รู้จักกันดี ชาติก่อน เราอาจเคยทำร้ายเขาไว้มาก ชาตินี้เขาเลยตามมาดังนั้น เราขอให้เวรกรรมของเรากับพี่เขาจบลงในชาตินี้ ขออธิษฐานให้พี่เขาหายดี ทั้งกายและใจ ขออย่าให้ต้องมีเวรต่อกันไปถึงชาติหน้าเลย”
วรวรรธเสริม
“ผมขอร่วมด้วย ช่วยเมตตาต่อพีชด้วยคนนะครับพี่ณัฐ”
“เนตรกับวรรษเชื่อไหม พี่ก็คิดแบบนี้ แล้วพี่ก็บอกเขาไปแล้ว”
“ดีค่ะ พี่ณัฐ แต่เราจะไม่ทิ้งเขานะคะ ในเมื่อเขามีตัวคนเดียวในโลกเราก็จะช่วยเป็นญาติธรรมให้เขาค่ะ” เนตรสิตางศุ์มุ่งมั่น จริงจัง “ให้มันรู้ไป ว่าความดี จะเอาชนะความชั่วไม่ได้ วันใดเขาหายป่วยใจเรื่องป่วยกายก็เป็นเรื่องเล็กๆล่ะ”
“เนตรของพี่น่ารักเสมอกลับบ้านเรากันเถอะ”
ทั้งสามคนเดินไปด้วยกัน

ในห้อง...นางพยาบาลเสียบสายน้ำเกลือ ให้ยาเสร็จ ออกไปสุพิชชานอนอยู่บนเตียงตามองไปที่แหวนซึ่งณัฐเดชได้ถอดวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง เธอนึกย้อนไปวันนั้นที่ได้มอบแหวนให้กันสุพิชชารู้สึกใจหายเป็นครั้งแรก นับแต่นี้ไม่มีณัฐเดชอีกแล้ว เธอหันมองไปรอบๆห้อง พบว่าตัวเองอยู่คนเดียวมันแสนโดดเดี่ยวอ้างว้างเหลือเกิน เธอรำพึงในใจ
“อนิจจา โอกาสที่จะมีความสุขเคยอยู่แค่มือเอื้อม แต่ฉันกลับโยนทิ้งไป และโอกาสอย่างนี้ที่จะมีคนที่รักฉันจริงๆอย่างไร้เงื่อนไขใดๆคงจะไม่กลับมาอีกแล้ว”
สุพิชชานิ่ง น้ำตาไหล เต็มไปด้วยความเสียใจ กับสิ่งที่ตนทำไป

ภายในบริษัทซิกส์เซ้นส์ เช้าวันใหม่...จุนจีตื่นเดินลงบันไดมา การมาพักที่นี่แม้จะไม่หรูหราสะดวกสบายราวซุปเปอร์สตาร์ แต่ก็ทำให้เขามีความสุข อิสระ สบายใจ ที่สำคัญได้อยู่ใกล้ๆคนที่เขารัก
จุนจีมองหากรรัมภา แล้วก็เห็นเธอกำลังพยายามจะทำอาหารเช้าอยู่ที่ครัว
“ทำอาหารทำไมมันยากกว่าเขียนอายไลเน่อร์นักนะต่อไปฉันจะไม่ติแกอีกแล้วยัยเนตรแกเก่งจริงๆที่พลิกแพลงทำอาหารได้หลายอย่าง”
กรรัมภาพูดพลางพยายามพลิกแป้งแพนเค้ก จนมันเละ
“ที่รัก ผมช่วยนะครับ”
จุนจีเดินเข้ามาโอบจับมือกรรัมภาที่ถือพายไม้และด้ามกระทะทางด้านหลังกรรัมภาสะดุ้งนิดๆ
“อุ้ย”
“เวลาทอดแพนเค้กคุณต้องใจเย็นๆซีครับ หยอดแป้งแล้วต้องร้องเพลงรอว่าซารางแฮโยจุนจี…ซารางแฮโยจุนจีไหนพูดซิ”
กรรัมภาเขินๆ
“ซารางแฮโยจุนจี...ซารางแฮโยจุนจี”
จุนจียิ้มขำมีความสุข
“เห็นไหมๆ แป้งเริ่มสุกแล้ว พอมีฟองอากาศแบบนี้ เราถึงค่อยพลิก”
จุนจีพลิกแป้งแพนเค้ก เห็นเป็นสีน้ำตาลสวยกรรัมภาตาโต
“ว้าว...สีสวยน่ากินมาก ปาร์คจุนจีทำอาหารก็เป็นด้วยจริงๆ”
จุนจีหอมแก้มกรรัมภาฟอดหนึ่ง
“ดีมากแฟนคลับอันดับหนึ่งของจุนจี”
“เอ่อ...”
กรรัมภาอึ้งค้างไปเลย
“ทีนี้ก็ต้องร้องเพลงรออีกหน่อย ให้แป้งสุก ร้องต่อซิเร็ว...ซารางแฮโยจุนจี”
“ซารางแฮโยจุนจี...ซารางแฮโย...เอ่อ...ฉันรักคุณจุนจี”
จุนจีถึงกับอึ้ง จับกรรัมภาให้หันมา
“ผมชอบภาษาไทยมากกว่านะ คำว่ารักเพราะกว่าเยอะเลย”
ทั้งสองมองหน้ากันซึ้งจุนจียื่นหน้าจะจูบแต่กรรัมภาทำจมูกฟุตฟิต
“เหม็นกลิ่นอะไรไหม้ๆ” เธอหันไปมองกระทะ “ว้ายแพนเค้กไหม้แล้ว”
จุนจีตกใจ
“เฮ้ย...แพนเค้กของจุนจี”
ทั้งสองทำหน้าแหยให้กันแล้วก็หัวเราะ จุนจียื่นมือขยี้หัวกรรัมภา
“ไม่เป็นไร ม่ะ...เดี๋ยวจุนจีจะทอดให้กินเองนะ แน-ยอ-จา-ยาห์”(ผู้หญิงของผม)
จุนจีคว้าหมวกมาใส่แล้วลงมือหยอดแป้งอีกครั้ง

อรวรรณรดน้ำต้นไม้ พลางฮัมเพลงแร็บเกาหลีของจุนจีอยู่หน้าบริษัท เต้นไปโดยไม่รู้ตัว
“อุ้ยตาย ลืมตัว ปากกับท่าทางไปเอง โฮ่ย...ตั้งแต่นายจุนจิมาพักอยู่ด้วยเนี่ย โรคติ่งเกาหลีก็แพร่เชื้อจากยัยหนูแก้มมาสู่เรา”
อรวรรณรู้สึกว่าใครโผล่มายืนจ้องอยู่หน้าบ้าน ค่อยๆหันไปมองที่รั้ว แล้วต้องตกใจ
“ว้ายตาเถร”
อรวรรณตกใจพร้อมกับฉีดน้ำไปด้วยลีจองกุ๊กยืนลูบหน้าพ่นน้ำอยู่
“ผมจองกุ๊กเองคร้าบ ไม่ใช่ตาเถร”
“ก็แล้วทำไมคุณจองกุ๊กหน้าตาเป็นแพนด้าจีนอย่างงั้นล่ะค่า”
ลีจองกุ๊กยืนหน้าละห้อย ขอบตาทั้งสองคล้ำดำเหมือนคนเครียดๆไม่ได้หลับได้นอนมาเป็นเดือน
“ผมถูกเล่น”
“หา มีคนเล่นของทำคุณไสย์ใส่คุณเหรอคะไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวให้ห้าสาวทำพิธีช่วยคุณได้ค่ะ”
“ไม่ต้องห้าสาวหรอกครับ แค่ผมพาจุนจีกลับไป ผมก็ไม่ถูกบริษัทที่เกาหลีเล่นแล้วล่ะครับไม่อย่างงั้น ผมแย่แน่ๆเลย”
อรวรรณอึ้งไปเลย

“คุณจุนจีเหรอคะ เอ่อ...”

จุนจีกับกรรัมภากำลังนั่งกินแพนเค้ก เนย น้ำผึ้ง สวีตกันอยู่

“อืม...มา-ชิล-ซอ-โย!แซ่บอีหลี...ลำแต้ๆ...หร่อยจังฮู้”
จุนจีหัวเราะ
“ฮ่ะๆ ภาษาอะไรของคุณ”
“ก็ภาษาไทยนี่แหละ...ลำแต้ๆแปลว่าอร่อยภาษาเหนือแซ่บอีหลีภาษาอีสานหร่อยจังฮู้ภาษาใต้”
“อ๋อ...หร่อยจังฮู้ๆ”
กรรัมภาขำ
“ฮ่ะๆ น่ารักจุงเบย”
กรรัมภายื่นมือไปตบแก้มจุนจีเบาๆ แต่เขาจับมือเธอไว้
“แล้วผมก็มีความสุขจังฮู้ที่มีคุณเข้ามาอยู่ในชีวิตของผม”
กรรัมภายิ้มจับมือกันไว้

กรรณาที่เพิ่งตื่นนอน เดินหาวลงบันไดมา เห็นภาพทั้งคู่ต้องชะงักแอบมองยิ้มๆที่เห็นเพื่อนมี ความสุข แต่แล้วอรวรรณก็พาลีจองกุ๊กเดินเข้ามากรรณาชะงัก
“เอาแล้วไงยัยแก้ม”
“เอ่อคุณจุนจีค่ะ ผู้จัดการมาหาแน่ะค่ะ”
จุนจียังคงนั่งนิ่งไม่หันไปมอง หน้าที่เคยเบิกบาน หุบลงทันที ขณะที่กรรัมภาเหมือนรู้ชะตา กรรมลุกขึ้นยืนฝืนยิ้มให้
“เอ่อ...สวัสดีค่ะคุณจองกุ๊ก ทานอาหารเช้าด้วยกันซิครับ”
ลีจองกุ๊กหน้าเครียด
“ผมกินอะไรไม่ลงมาหลายวันแล้ว และคงกินไม่ลงต่อไป ถ้าจุนจีไม่กลับไปเกาหลีกับผม”
จุนจีลุกขึ้นยืนทันที
“ฉันบอกนายแล้วว่าอย่าตามหาฉัน ฉันจะกลับไปหานายเอง”
“แล้วเมื่อไหร่ล่ะนายถึงจะกลับไปจุนจี”
“เมื่อฉันพอใจจะกลับ”
“จุนจีนายอย่าทำอย่างงี้เลย ฉันขอร้อง”
ลีจองกุ๊กพูดพลางคุกเข่าลงทำเอาทุกคนตกใจกรรัมภาตะลึง
“คุณจองกุ๊ก”
จุนจีเองก็ตกใจหันไปมอง
“นายทำบ้าอะไรห่ะ คุกเข่าทำไม ลุกขึ้น ฉันบอกให้ลุก”
ลีจองกุ๊กส่ายหน้า
“ตอนนี้มีคอนเสิร์ตใหญ่ของค่ายรอนายอยู่ที่เกาหลี มีละครอีก2เรื่อง มีโฆษณาอีก5ตัวมีหนังร่วมทุนกับญี่ปุ่นอีก1เรื่อง แล้วก็มีอัลบั้มเพลงชุดใหม่ที่รอให้นายเข้าห้องอัดอีกทุกอย่างคือชีวิตของนายทั้งนั้น ถ้าฉันลุกขึ้น แล้วเดินออกจากที่นี่ไปยอมให้นายทำตาม ใจตัวเองอย่างที่แล้วๆมาอีก ฉันจะเป็นผู้จัดการที่ไม่เอาไหน ฉันทำลายอนาคตของนายทำให้ชีวิตซุปเปอร์สตาร์ของปาร์คจุนจีต้องปิดฉากลง ฉันจะไม่ทำอย่างนั้น ไม่ทำอีกฉันต้องพานายกลับไปเกาหลีให้ได้”
“นายกำลังบีบบังคับฉันเหรอจองกุ๊ก”
กรรัมภาเข้าไปจับแขนจุนจี ขอร้อง
“จุนจีค่ะ อย่าไปว่าคุณจองกุ๊กเลย คุณจองกุ๊กทำหน้าที่ได้ถูกแล้ว คุณควรกลับไปเป็นปาร์คจุนจี กลับไปในที่ที่คุณจากมา แฟนคลับทุกคนที่รักคุณกำลังรอคุณอยู่”
จุนจีอึ้ง
“คุณแก้ม”
กรรัมภาฝืนยิ้มเศร้ากรรณากับอรวรรณหันมามองหน้ากันหนักใจทันใดเสียงแฟนคลับดังขึ้นที่หน้าบ้าน
“จุน-เป้ยอิสเรียลๆ”
กรรณาตกใจ
“โฮ่ย...อะไรกันอีก”
กรรณากับอรวรรณไปแหวกม่านดูที่หน้าต่างเห็นก้องฟ้า กำลังกางแขนห้ามแฟนคลับเข้าบ้าน
“เข้าไม่ได้ครับ ที่นี่เป็นที่ส่วนบุคคล ห้ามคนภายนอกเข้าถ้าไม่ได้รับอนุญาต ถ้าใครเข้ามาถือว่าบุกรุก ผิดกฎหมายนะครับ”
แฟนคลับมาออกันเต็มอยู่นอกรั้ว โดยมีเป้ยยืนนำอยู่ข้างหน้าป้ายเด่นๆ ใหญ่ๆ เขียนว่า บ้านจิ้นจุนจีกับเป้ย จุน-เป้ยอิสเรียลแฟนคลับตะโกน
“จุน-เป้ย เป็นเรื่องจริงๆ”
ก้องฟ้าแย้ง
“ไปเรื่องจริงกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบครับ แหม...พวกบ้านจิ้นนี่ จิ้นกันเก่งจริงๆเลย”
“ก็ถ้าฉันบอกว่าจริงมันก็ต้องจริงสิ ใครจะเถียง ภาพถ่ายฉันก็มี” เป้ยยืนยัน
“เอ๊า ภาพที่จัดถ่าย กับที่ตัดต่อ ไม่นับสิครับ ของจริง มันต้อง จุน-แก้มครับ”ก้องฟ้าตะโกน “จุน-แก้มๆอิสเรียลๆ”
“ไม่จริงๆ” เป้ยตีก้องฟ้า
อรวรรณจำได้
“อุ้ย...ยัยเป้ยนี่คะ มากับเขาด้วย ดูสิ ทำร้ายร่างกายนายก๊องใหญ่เลยค่ะ”
“ไม่มาได้ไงป้า ป้ายไฟก็บอกอยู่แล้วว่าบ้านจิ้นจุนจีกับเป้ยจุน-เป้ยอิสเรียลซะขนาดนั้น แม่ดาราดังก็ต้องมาแสดงสิทธิ์ในฐานะคู่จิ้นของปาร์คจุนจีน่ะซีคะ”
“คู่จิ้น...แบบว่าคิดไปเองน่ะเหรอคะว่าเป็นอะไรกับปาร์คจุนจี”
กรรณาหันมามองจุนจี
“ชีวิตซุปเปอร์สตาร์ของคุณนี่มันยุ่งยากจริงๆเลยนะ มีแต่ข่าวโน่นข่าวนี่เต็มไปหมดแล้วคุณก็ปล่อยให้มันเป็นข่าวต่อไป ไม่คิดที่จะทำไรเลย แต่กับเรื่องจริง ที่กำลัง เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ คุณกลับต้องหลบๆซ่อนๆมัน โดยเฉพาะเรื่องที่คุณรักใคร ฉันว่ามันไม่แฟร์กับเพื่อนฉัน”
กรรัมภารีบเข้ามาดึงกรรณาไว้
“พอเถอะน่า แกอย่าพูดมากได้ไหมยัยกรรณ”
“แกนั่นแหละหยุดพูดยัยติ่งเกาหลี ถ้านี่แกกำลังคิดว่าตัวเองฝันอยู่ ก็ตื่นได้แล้วตื่นทั้งแกตื่นทั้งคุณจุนจี วิธีที่จะหลบอยู่ในนี้ มันช่วยอะไรไม่ได้หรอก คุณต้องออกไปเผชิญกับความจริง”
จุนจีหันเดินออกจากบ้านไปทันทีกรรัมภาตะลึง
“จุนจี”
ลีจองกุ๊กรีบตามออกไป

เป้ยกับแฟนคลับดีใจที่เห็นจุนจีเดินออกมาจากบ้าน
“จุนจีออกมาแล้ว...จุนจี”
แฟนคลับกรี๊ดลั่น
“จุนจี...อ๊าย”
ลีจองกุ๊กรีบเข้ามาดึงแขนจุนจีไว้ก่อนที่จะเดินไปถึงริมรั้วก้องฟ้าหันมาบอก
“จัดไปเลย พี่จุนจี ประกาศไปเลย ว่าจุน-แก้มอิสเรียล จุนแก้มเป็นเรื่องจริง”
ลีจองกุ๊กพยายามห้าม
“จุนจีนายออกมาทำไม นายอย่าทำอะไรที่เป็นการทำลายตัวเองนะ ให้ฉันเป็นคนพูดกับแฟนคลับเองดีกว่า”
“พอเถอะจองกุ๊ก นายพูดแทนฉันมาตลอด จนเหมือนเป็นร่างทรงของฉันเหมือนที่คุณกรรณว่า ต่อไปนี้ขอให้ฉันได้พูดเองตามที่ฉันคิด”
จุนจีนดึงมือลีจองกุ๊กออก เดินเข้าไปหาแฟนคลับลีจองกุ๊กยืนมองอย่างหวั่นใจจุนจีเดินมาถึงก็ยิ้มก้มหัวน้อยๆให้แฟนคลับ
“อันยองฮาเซโย”
แฟนคลับพากันกรี๊ดกรรัมภา กรรณา อรวรรณแอบมองอยู่ที่หน้าต่างในบ้านเป้ยดีใจมาก
“จุนจีคะ ดีใจไหมที่ละครของเราครองเรตติ้งอันดับหนึ่งตลอด”
“ดีใจครับ แล้วผมก็ดีใจที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณ”
นักข่าวถ่ายภาพกันใหญ่
“เป้ยก็ดีใจค่ะ ที่เราได้ได้ทำงานและรู้จักสนิทสนมกัน”
แฟนคลับตะโกนเชียร์
“เป้ย-จุนจีเป็นเรื่องจริงๆ”
“ขอป้ายผมหน่อยซีครับ”
จุนจียื่นมือขอป้ายไฟเป้ย+จุนจี แฟนคลับส่งให้ เป้ยถึงกับหน้าบานสุดๆที่เห็นจุนจียืน ถือป้ายจิ้นของตัวเอง
“น่าปลื้มนะครับที่แฟนคลับอินกับการแสดงของเราทั้งคู่ อยากเห็นเราทั้งคู่เป็นแฟนกันทั้งๆที่จริงๆแล้ว เราทั้งคู่ เป็นแค่ผู้ร่วมงานกัน ไม่ได้เป็นอะไรกันเลย”
เป้ยเหว๋อ แฟนคลับอึ้ง
“ผมยืนยันตรงนี้เลยครับ ว่าคุณเป้ยไม่ได้ชอบผม และผมไม่ได้ชอบคุณเป้ยเกินกว่าเพื่อนร่วมงานเลย”
เป้ยยืนหน้าแตก ก้องฟ้าแทรกขึ้น
“เพล้งๆ หน้าแตกๆ”
นักข่าวเข้ามาถาม
“ถ้าอย่างงั้นคุณแก้มแฟนคลับคนนั้น กับคุณจุนจีล่ะครับ มีชอบเลยเกินเพื่อนไหมคะ”
นักข่าวอีกคนถามต่อ
“คุณแก้มอยู่ในบ้านหรือเปล่าคะ เรียกออกมาให้สัมภาษณ์หน่อยซีคะ”
จุนจีได้แต่ยิ้มไม่ยอมตอบ ลีจองกุ๊กยืนมองลุ้นเป้ยหัวเสีย ตบก้องฟ้าแล้วเดินผละออกไปทันที

“นางร้ายอ่า” ก้องฟ้าเซ็ง

เป้ยเดินหงุดหงิดมาขึ้นรถ
 
“ไอ้นักร้องเทวดา...ไอ้หลงตัวเอง คิดว่าฉันจะจบกับคนห่วยๆกับแกอย่างงี้เหรอคนอย่างเป้ย-ปาริฉัตร มีไฮโซ เศรษฐีมาเข้าคิวรอจนจะเหยียบกันตายพรุ่งนี้ฉันจะจบสวยๆขึ้นหน้าหนึ่ง ให้แกดู เอาใครดีล่ะ”
เป้ยหยิบมือถือขึ้นมาเลือกหาเบอร์เหล่าผู้ชายที่มาติดพัน
“เอาเจ้าสัวค่ายเทปนี่แล้วกัน” เธอกดโทร “ฮัลโหล...เจ้าสัวเหรอคะ ยังรอนัดของเป้ยอยู่รึเปล่าคะ”

จุนจีกับลีจองกุ๊กเดินกลับเข้ามาหน้าบ้านมองไปที่กรรัมภาที่ยืนอยู่กับกรรณา อรวรรณลีจองกุ๊กพยามจะบอก
“เอ่อ...จุนจี...”
จุนจีตัดบท
“นายออกไปรออยู่ที่รถ เดี๋ยวฉันจะตามออกไป”
“หมาย...หมายความว่านายจะกลับไปกับกุ๊กใช่ไหม”
ลีจองกุ๊กยิ้มออก จุนจีมองจ้องหน้ากรรัมภาที่ลุ้นๆเหมือนกันว่าเขาจะตัดสินใจยังไงจุนจีพยักหน้า ลีจองกุ๊กสุดแสนดีใจ
“ไชโย ขอบใจมากนะจุนจี ที่นายทำเพื่อฉัน”
“นายออกไปก่อน”
“ได้ๆ ฉันออกไปรอที่รถนะ เอ่อ...คัมซาฮัมนีดาทุกคนนะครับ ที่ดูแลจุนจีเป็นอย่างดีตอนที่มาอยู่ที่นี่ ขอบคุณครับ”
อรวรรณยิ้มให้
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่า พวกเรายินดี”
“ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณครับ”
ลีจองกุ๊กมองหน้าเศร้าๆของกรรัมภาแว๊บหนึ่ง ก่อนหันเดินออกไปอย่างไม่สบายใจนักกรรณามองจุนจี พูดแทนกรรัมภา
“นายกำจัดยัยเป้ยไปจากชีวิตนาย แล้วเพื่อนฉันล่ะ”
จุนจีไม่ตอบแต่คว้ามือกรรัมภาเดินปลีกตัวไปอรวรรณหันมาหากรรณา
“หนูกรรณว่า พ่อซุปเปอร์สตาร์จะยอมเปิดตัวหนูแก้มว่าเป็นคนรักไหมคะ”
กรรณาไม่ตอบ ได้แต่มองตามอย่างกังวล

จุนจีจูงมือกรรัมภาเข้ามาในห้อง จับไหล่เธอนั่งลงต่อหน้า จับมือข้างหนึ่งของเธอไว้ ตัดสินใจครู่หนึ่งก่อนพูดออกมา
“คุณแก้มครับ”
“คะ”
กรรัมภารอฟังอย่างใจคอไม่ดี
“ขอบคุณที่เป็นแฟนคลับของปาร์คจุนจี”
“โธ่เอ้ย ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย คุณมีแฟนคลับอีกเป็นล้านๆที่ต้องขอบคุณมากกว่าฉันฉันเป็นแค่ส่วนเล็กๆนิดเดียว”
“แต่เป็นส่วนเล็กๆที่ทำให้ผมได้รู้ว่าความรักมีค่าขนาดไหน คุณทำให้ผมได้เข้าใจกับคุณย่าและได้สัมผัสกับความรักที่ท่านมีให้ผม และที่มากกว่านั้น คือความรักของคุณที่มีให้ผมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”
“คุณพูดอย่างนี้ คุณกำลัง...จะบอกลาฉันใช่ไหม”
จุนจีพยักหน้าช้าๆเศร้าๆ กรรัมภาน้ำตาแทบร่วง
“ผมจำเป็นต้องกลับไป”
“ฉันเข้าใจค่ะ ฉันเองก็อยากให้คุณกลับไป คุณดูดีที่สุดเมื่ออยู่บนเวที เมื่ออยู่ในทีวี เมื่ออยู่ในที่ที่พวกเราแฟนคลับเอื้อมไม่ถึง นั่นแหละเป็นที่ของคุณ”
“แต่ก่อนที่ผมจะไป ผมอยากให้คุณรู้ว่า เรื่องระหว่างเรา ผมจริงใจ”
จุนจีพูดพลางถอดถุงมือของกรรัมภาออกทีละข้าง
“จุนจีคะ คุณ...คุณกำลังจะทำอะไร”
“ผมอยากให้คุณสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของผม”
“จุนจีคะ แก้มไม่อยาก...”
“ไม่ต้องกลัว สัมผัสผมซิ แล้วคุณจะได้เห็นสิ่งที่อยู่ในใจผม ผมยินดีที่จะเปิดเผยทุกอย่างที่เป็นตัวตนของปาร์คจุนจีกับคุณคนเดียว”
กรรัมภาน้ำตาไหลเผาะ จุนจีจับสองมือของเธอประคองใบหน้าของเขาไว้ ตามองสบกันหลังจากที่สัมผัส...กรรัมภาก็เห็นภาพที่จุนจีจดจำเธอเอาไว้ในใจนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกัน ครั้งแรกที่เจอกันตอนที่เธอไปรอรับจุนจีที่สนามบินแล้วเป็นลม ครั้งที่เธอเก็บตุ๊กตา ในงานแถลงข่าวครั้งแรกที่บริษัทซิกส์เซ้นส์ แล้วโยนตุ๊กตาทิ้ง...ครั้งที่ปลอมเป็นนางพยาบาล...ครั้งที่เขาไปช่วยจากห้องซองซู...กรรัมภาปล่อยมือจากหน้าจุนจีมากอดเขาไว้ แล้วร้องไห้
“แก้มรู้แล้วว่าจุนจีจริงใจกับแก้ม ถึงจุนจีจะอยู่กับแก้มไม่ได้แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่แก้มได้มีโอกาสใกล้ชิดกับจุนจีแก้มก็มีความสุขแล้ว อย่าห่วงแก้มเลยนะจุนจี กลับไปมีชีวิตของคุณเถอะ ขอให้คุณรู้ว่าทุกเวลาทุกนาทีของคุณ มีแก้มคอยเฝ้าดูอยู่”
จุนจีกอดกรรัมภาแน่นเป็นครั้งสุดท้าย

ภายในรถตู้...จุนจีนั่งกับลีจองกุ๊กจุนจีร้องไห้ลีจองกุ๊กอึ้งมองที่เห็นน้ำตาของจุนจีเป็นรั้งแรก
กรรัมภานั่งร้องไห้ กรรณากับอรวรรณเข้ามาปลอบก้องฟ้ามานั่งพัดให้

สำนักงานตำรวจหลายวันต่อมา...วรวรรธและณัฐเดชถูกผู้การเรียกมาพบ
“ผมยกเลิกคำสั่งพักงาน และขอเชิญคุณสารวัตรณัฐเดชกลับมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในวันนี้ ดีใจด้วยนะ เวลคั่มมายทีม”
ผู้การพูดพลางยื่นตราประจำตัวให้ณัฐเดช
“ขอบพระคุณครับ”
“เอ่อ...แล้วผมล่ะครับผู้การ”วรวรรธถามขึ้น
ผู้การมองหน้า
“หมอมาถามอะไรผม”
วรวรรธหน้าเหวอ
“อ้าว...”
“หมอก็กลับไปถามที่นิติเวชต้นสังกัดหมอซิ ว่าเขามีคำสั่งให้หมอกลับไปทำงานได้วันไหน”
“หมายความว่า มีคำสั่งยกเลิกพักงานผมแล้ว”
“ไม่รู้ เอาไปดูเอง”
ผู้การยื่นซองเอกสารให้ วรวรรธเปิดดู ดีใจหันมายิ้มกับณัฐเดช
“ดีใจด้วยไอ้หมอ”
ทั้งสองจับมือกัน
“เอ๊าๆดีใจกันเสร็จหรือยัง ฉันจะได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้ไปทำซะที”
ณัฐเดชชะงัก
“ภารกิจอะไรครับ”

“หมอสมคิดให้ทนายทำเรื่องยื่นร้องต่อศาล ขอไปเยี่ยมเบญจาลูกสาวคนเดียวที่กำลังป่วยหนักในฐานะที่สารวัตรทำคดีนี้ คุณต้องเป็นคนนำกำลังตำรวจคุมตัวหมอสมคิดไปด้วยตัวเอง”
 
อ่านต่อตอนที่ 26 (อวสาน)
วิวาห์ป่าช้าแตก ตอนที่ 23 - 24
วิวาห์ป่าช้าแตก ตอนที่ 23 - 24
วิวาห์ ป่าช้าแตก ตอนที่ 23 เมียขุนศึกท้องแก่ จับผ้าที่โยงกับขื่อพยายามเบ่งคลอดลูก หมอตำแยคอยดูแลอยู่ใกล้ “ทำใจดีๆไว้ เดี๋ยวผัวเอ็งก็กลับมาแล้ว เอ้า เบ่งเข้าๆ อึ๊บ” เมียขุนศึกพยายามโหนตัวเบ่งคลอด มีสร้อยพระในมือ “อึ๊บ” ผีขุนศึกเล่าความหลังหน้าเศร้า “กูจำต้องออกรบ ทั้งที่เมียกูกำลังท้องแก่ สิ่งที่กูทิ้งไว้ต่างหน้าให้กับเมีย มีเพียงสร้อยพระประจำตัวเท่านั้น” ในมือเมียขุนศึก กำสร้อยพระแน่น สงครามในอดีต...ขุนศึกใช้ดาบปะทะ ดันข้าศึก 2 คน ที่ใช้ดาบตั้งรับ จนข้าศึกก้าวถอย “ขณะที่ประดาบกับข้าศึก กูคิดแต่เพียงว่า กูต้องรอด กูจะกลับไปหาลูกเมีย กูจะไม่ยอมตายที่นี่”
กำลังโหลดความคิดเห็น...