xs
xsm
sm
md
lg

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 25

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 25

คุณหญิงสะบันงา คุณหญิงศรี เมี้ยน เดือน นั่งร้อยดอกไม้อยู่ด้วยกัน ขณะธรรม์พาพราวพิลาสเข้ามาส่งในบ้าน พราวพิลาสไม่ได้สบตาใครพยายามเมินหน้าไปทางอื่น เธอดูไม่ใยดีกับธรรม์ที่เบิกบาน
“คุณพราวกลับมาแล้ว” คุณหญิงสะบันงาดีใจที่ลูกกลับมา
“ค่ะ”
“หายดีแล้วนะ” คุณหญิงศรีถามอย่างเป็นห่วง
“ค่ะ”
เมี้ยนมองอย่างห่วงใย
“แต่หน้ายังซีดมากนะคะ”
“แม่เดือนหายามาให้ทานนะคะ”
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ พราวขอตัวก่อนค่ะ”
พราวพิลาสไหว้ทุกคนแล้วเดินใจลอยตาลอยหายไปโดยไม่สนใจธรรม์ที่ยืนมองตาม และเริ่มหงอยในท่าที่เฉยเมยของเธอ เมี้ยนมองไปที่เสื้อเหมือนเย็บไม่เรียบร้อย ยังมีรอยขาด เมี้ยนพึมพำ
“เอ๊ะ”
คุณหญิงสะบันงาหน้าเสีย
“คุณพราวไม่ขอบคุณพี่ธรรม์ที่อุตส่าห์ไปรับ”
“ไม่เป็นไรครับ เธอคงไม่ค่อยสบายอยู่ครับ ผมขอตัวครับ”
ธรรม์ไหว้ทุกคนแล้วหงอยกลับออกไป ทั้งหมดมองหน้ากันก่อนจะพูดออกมาพร้อมกัน
“คุณพราวแปลก”
“ใช่ค่ะ แปลกมาก” เมี้ยนพยักหน้า
“ทำตัวเหมือนหุ่นกระบอก ทื่อๆ ตาลอย” คุณหญิงศรีสงสัย
“เดือนไปดูแลเธอให้นะคะ ข้าวปลาก็อาจจะยังไม่ได้กิน”
คุณหญิงสะบันงาขัดขึ้น
“ฉันไปดูแลคุณพราวเอง เดือนไปจัดอาหารมานะ”
“ค่ะ”
คุณหญิงสะบันงาเริ่มไม่สบายใจ

พราวพิลาสอยู่ในห้องนอน เอนตัวพิงพนักเตียงไม่ทำอะไร นอนนิ่งตาลอยใจลอย นึกถึงภาพที่ศีลโอบกอดรั้งไว้กระซิบกระซาบจนเธอโอนอ่อนไปตามธรรมชาติและด้วยใจรักเป็นทุนเดิมไม่ได้ขัดขืน...
“ไม่ควรเลย ไม่ควรเกิดขึ้นเลย” พราวพิลาสน้ำตาซึม

มุมหนึ่งของบ้านเจ้าคุณ...คุณหญิงศรีตาเขียวใส่เมี้ยน
“อย่าปากพล่อยนะเมี้ยน”
“ก็ปากเมี้ยนว่าตามสายตาที่เห็นนะคะ เสื้อที่ขาดจริงๆแต่เย็บไว้แบบแปะๆค่ะ”
“ไม่อยากจะคิดเลยว่า...ศีล...” คุณหญิงศรีกังวล
“อย่าเพิ่งไปคิดเลยค่ะ ถ้ามันเป็นไปแล้วทำอย่างไรได้ค่ะ ก็คนของเราคงมีใจ”
“ทีนี้แหละจะอิหลักอิเหลื่อกัน พิลึกพิลั่น หุบปากไว้นะอย่าได้แพร่งพรายว่าระแคะระคายสิ่งใดให้คุณหญิงเธอรู้”
“ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจริง มันคงไม่จบแค่นี่คะ มันจะตามมาจนคุณหญิงเธอรู้สึกเองค่ะ”
“สะบันงาใช่ว่าจะไม่รู่ว่าอะไรปกติ หรือผิดปกติ ฉันกลุ้มแล้วนะเมี้ยน เด็กทุกคนฉันรักเหมือนลูก”
“ปลงค่ะ”
สองคนถอนใจ

คุณหญิงสะบันงาถืออาหารเดินมาในห้องนอนของพราวพิลาสแล้วชะงัก เมื่อเห็นว่าลูกสาวนั่งนิ่งเป็นหุ่นตาลอย ใจลอย ดูซึมเซาแต่ก็ไม่ใช่ทุกข์โศก
“ผิดปกติวิสัยของคุณพราว กับมาวันนี่ไม่มีเรื่องเล่าที่ห้องอาหาร แต่กลับเดินหนี”
คุณหญิงสะบันงาเดินไปหา
“คุณพราว แม่เอาอาหารมาให้ค่ะ”
พราวพิลาสตกใจ
“นายแม่เอามาเอง พราวลงไปกินข้างล่างก็ได้ค่ะ ให้แม่เดือนเอามาให้ก็ได้ค่ะ”
“แม่อยากดูแลคุณพราวเองค่ะ เกรงว่าถ้าไม่ใช่แม่เอามาให้คุณพราวจะดื้อไม่ยอมกิน หรือว่าจะดื้อกับแม่”
“เออ...ค่ะค่ะ พราวไม่ดื้อ พราวจะกินค่ะ”
พราวพิลาสเดินมานั่งกิน คุณหญิงสะบันงามองลูกสาวกินอาหารเห็นเสื้อที่เย็บไว้ลวกๆมีรอยปริขาด
“เสื้อคุณพราวขาดนะคะลูก”
พราวพิลาสสะดุ้งสุดตัว ตกใจมาก คุณหญิงสะบันงามองอย่างคาดคั้น
“เกิดอะไรขึ้นคะ นี่ใช่ไหมสาเหตุที่คุณพราวไม่ยอมกลับมาบ้านเพราะเกรงว่าแม่จะเห็น”
พราวพิลาสน้ำตาซึม
“ค่ะเออ...พราวเกรงว่าถ้านายแม่ทราบจะห้ามพราวไม่ให้ไปร้องเพลงที่นั่นอีก”
“คุณพราวโตแล้วอายุจะยี่สิบสาม ตัดสินใจเองได้ แม้แม่ไม่ชอบบ้าง แม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของลูก แต่ถ้าไม่อยากบอกแม่ก็ไม่เซ้าซี้ค่ะ”
“พราวอยากบอกนายแม่ค่ะ”
“ขอบใจมากค่ะ ลูกรัก”

พราวพิลาสโผไปกอดแม่น้ำตาร่วง

ศีลอยู่ที่บ้านอุ้มลูกหนูไว้แนบอก
“ลูกหนูของพ่อ หวังว่าลูกคงเข้าใจ และให้อภัยพ่อที่พ่อต้องหย่ากับแม่ของลูก แม้ว่าคุณพราวจะไปแต่งงานกับคุณธรรม์ก็ตาม” ศีลหม่นหมอง

ในห้องนั่งเล่นบ้านเจ้าคุณ...คุณหญิงศรี คุณหญิงสะบันงา เมี้ยน เดือน นั่งคุยกัน คุณหญิงศรีได้ฟังเรื่องราวจากคุณหญิงสะบันงาก็ไม่พอใจนัก
“ว่าแล้วว่ามันต้องมีอะไรสิน่า”
“แหมอยากจะไปเตะหน้าไอ้บ้านั่น” เมี้ยนโมโห
“ช่างไม่รู้บ้างเลยหรือว่านี่ลูกสาวสุดหวงของคุณหญิงสะบันงา” เดือน ไม่ชอบใจ
คุณหญิงศรีหันมาถามคุณหญิงสะบันงา
“แล้วนี่จะยอมให้ไปที่นั่นอีกไหม”
“ให้สิคะ ถ้าคุณพราวเธออยากไป”
“แหมทันสมัยขึ้นมากนะสะบันงา ไอ้ฉันก็ไพล่ไปคิดในแง่ลบแง่ร้าย โล่งหัวอกไป...” คุณหญิงศรีกระซิบ “ศีลคงไม่กล้ากินบนเรือนขี้รดบนหลังคา”
“คุณพี่คิดไกลจังคะ”
“แหมมันก็ต้องกันไว้ก่อนแก้นะคะ ของพรรค์นี้มันไม่แน่ค่ะ คนรักกันชอบกัน อยู่ใกล้ชิดกัน ภรรยาเขาก็ห่างหาย” เมี้ยนแทรกขึ้น
เดือนหันไปเห็นพราวพิลาส
“คุณพราวกำลังจะไปแล้วค่ะ”
พราวพิลาสยังมีท่าทางลอยซึมๆ เดินมาไหว้ลาสี่คน
“พราวไปนะคะทุกคน”
“ระวังตัวนะลูก” คุณหญิงสะบันงาเตือนอย่างห่วงใย
“ค่ะ” พราวพิลาสรีบเดินหันออกไปแล้วพึมพำ “เราไม่อยากโกหกทุกคน โดยเฉพาะนายแม่”
พราวพิลาสเดินออกไปทุกคนมองตาม คุณหญิงศรีมองอย่างชื่นชม
“สะสวยเปล่งปลั่งขึ้นทุกวัน ใครมันเห็นแล้วจะอดใจได้ เอ...แล้วศีลว่าอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
“คุณพราวไม่ได้เอยถึงเขา ดิฉันก็ไม่ทันได้ถามค่ะ”
“แปลก” เมี้ยนกับเดือนสบตากัน พูดพร้อมกัน

พราวพิลาสเล่นดนตรีที่ร้านของศีลนานร่วมปี บางวันมีธรรม์เล่นด้วย แทบทุกวันมีจิรศักดิ์นำพวงมาลัยมาให้ บางวันมีของขวัญติดมาเสมอ ศีลกับสุกิจนั่งดู ศีลมีแววตาครุ่นคิด
“ใครๆก็อยากได้คุณพราวพิลาสคนนี้ไปแสดงที่โรงแรมของเขาแต่เธอ Say no ขอบใจนายมากนะศีล ที่เธอเชื่อฟังนายมาก” สุกิจพึงพอใจมาก
ศีลได้แต่นิ่งไม่พูดจา พราวแสดงจบลุกเดินมา จิรศักดิ์เดินตรงไปหา
“ผมมีอะไรจะคุยกับคุณขอเวลาสักห้านาที หรือว่าคุณรังเกียจที่เห็นผมไม่มีสกุลรุนช่อง เฝ้าดูคุณแสดงมาร่วมปี ผมไม่เคยทำอะไรน่าเกลียดกับคุณสักนิด ขอเกียรติให้ให้ผมสักกระปีกของคุณธรรม์ คุณศีลจะได้ บ้างไหม”
พราวพิลาสคิดนิดหนึ่ง

พราวพิลาสยอมมานั่งที่โต๊ะของจิรศักดิ์
“เชิญค่ะ” พราวพิลาสพยักหน้าให้เขา
“ถ้าผมจะเปิดร้านอาหารในโรงแรมอื่น และขอเชิญคุณพราวไปแสดงบ้าง ผมขอร้อง คุณพราวต้องการค่าตอบแทนมากแค่ไหนผมเต็มใจให้ทั้งนั้น”
“พราวตัดสินใจเองไม่ได้หรอกค่ะ พราวต้อง...”
“ถามคุณธรรม์ ถามคุณศีลหรือครับ”
“นายแม่ค่ะ ยังมีคุณป้า ยังมีป้าเมี้ยน แม่เดือน แม่ดา”
“ผมไม่เร่งรัดไม่เคี่ยวเข็ญ เพียงให้รับผมไว้ในฐานะเพื่อนสักคน คุณพราวรังเกียจมากไหมครับ”
“ดิฉันไม่เคยรังเกียจใครค่ะ”
“เพียงแค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้ว ที่คุณพราวยอมรับผมเป็นเพื่อน”
“แค่นี้ ใช่ไหมคะ ฉันขอตัว รถที่บ้านมารอรับแล้วค่ะ”
พราวพิลาสลุกโดยที่ จิรศักดิ์ไม่ทันเอ่ยปากพูด ได้แต่พึมพำ
“วันนี้นายธรรม์คนนั้นมันไม่มา พราวพิลาสจึงยอมมานั่งคุยกับเรา ใจเย็นไว้ไอ้จิ”

จิรศักดิ์ยิ้มมีแผนระยะยาว

พราวพิลาสมานั่งรอรถใน ลอบบี้โรงแรม
“ผ่านไปเป็นชั่วโมงทำไมนายบุญยังไม่มา”
นายบุญกระหืดกระหอบเข้ามาในลอบบี้
“คุณพราวขอรับ รถเราโดนรถคนเมาชน พังเสียหายไม่น้อยใกล้ๆโรงแรมนี่เองขอรับ”
พราวพิลาสตกใจ
“ตายจริง แล้วฉันจะกลับบ้านอย่างไร...นายบุญหาทางจัดการกับรถแล้วกลับบ้าน ฉันจะโทรบอกนายแม่เองว่าจะนอนที่นี่”
“ขอรับ”
นายบุญเดินออกไป

คุณหญิงสะบันงากับเดือนนั่งรอพราวพิลาสอยู่ในห้องนั่งเล่น
“คุณหญิงไปนอนเถิดค่ะ เดือนนั่งรอเองค่ะ”
“ฉันจะนั่งรออย่างนี้แหละ ขอบใจเดือนนะที่มานั่งเป็นเพื่อนทุกคืน”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สองคนมองหน้ากันชักตกใจ เดือนวิ่งไปรับ สักครู่ก็เดินกลับมารายงาน
“คุณพราวเธอให้เรียนว่าคืนนี้เธอจะนอนที่โรงแรม เพราะรถถูกคนเมามาชนค่ะ”
“แล้วไปไม่ได้มีเรื่องราวอะไรก็ดีแล้ว” คุณหญิงสะบันงาพยักหน้าอย่างโล่งใจ

พราวพิลาสเปิดห้องของโรงแรมนอน เธอหลับสนิท มีเสียงเคาะห้องดังขึ้น เธอรู้สึกตัว
“ใครกัน”
พราวพิลาสไปแอบมองที่ช่องตาแมวเห็นศีลยืนอยู่
“คุณศีล” ใจพราวพิลาสเต้นไม่เป็นส่ำ
“คุณพราวครับ”
พราวพิลาสจะเดินไปเอามือปิดหู
“คุณพราวเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
พราวพิลาสชะงักนึกถึงภาพที่ศีลรั้งมากอด แล้วเธอก็ใจอ่อน...

ประชาสัมพันธ์สองคนคุยกันอยู่ที่เคาน์เตอร์
“คุณศีลไปแล้วกลับมาทำไมกัน”
“กลับมาตามแรงดึงดูดของโลก”
สองคนยิ้มกันมีนัย

ในห้องพัก...ศีลกอดพราวเอาไว้แน่น อยากทำเช่นนี้กับเธอไปจนตาย
“คุณศีลกลับไปดูลูกหนูแล้ว กลับมาทำไมอีกคะ”
“ลูกหนูหลับสนิทตั้งแต่หัวค่ำ นภาโทรไปรายงานว่ารถคุณพราวถูกชนผมก็เลย เอ้อ...ผมเป็นห่วง”
พราวพิลาสอึกอัก ศีลเชยคางเธอขึ้นมาสบตากัน ต่างคนต่างรู้ต้องการอะไร
“คุณพราวครับ”
“คะ พราวว่า...”

ศีลก้มลงไปจูบ แล้วอุ้มพราวพิลาสไปนอนบนเตียง ปิดไฟ
 
อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.30น.



คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 25 (ต่อ)

วันใหม่...คุณหญิงสะบันงา คุณหญิงศรี เมี้ยน เดือน นั่งคุยกันว่าจะส่งรถคันไหนไปรับพราวพิลาส
“เดือนกำลังให้นายบุญจัดการสตาร์ทอีแก่ เตรียมไปรับคุณพราวแล้วค่ะ”
คุณหญิงสะบันงาถอนใจ
“เฮ้อ ลูกหนอลูกถึงจะเป็นโรงแรมหรูหราแค่ไหน ใจแม่ก็ไม่ค่อยจะปลื้มกับการให้ลูกสาวไปหลับค้างอ้างแรมในโรงแรม”
“หัดชินเสียบ้างสิ ไม่มีอะไรน่าวิตกหรอกน่า ศีลเขาอยู่ทั้งคน” คุณหญิงศรีปลอบ
“นี่แหละค่ะ ที่น่าหวาดเสียว” เมี้ยนกระซิบ
“ปากพาโดนด่าเสียแล้ว” คุณหญิงศรีกระซิบ
พราวพิลาสเดินหน้าตาสงบเสงี่ยมประมาณก้มหน้าก้มตาเข้ามา คุณหญิงสะบันงาดีใจ
“คุณพราวกลับมาได้อย่างไรกันลูก”
“นายบุญยังไม่ทันไปรับสักหน่อย” คุณหญิงศรีแปลกใจ
“นั่งแท็กซี่มาเองหรือคะนี่” เดือนถามอย่างสงสัย
“เออ...” พราวพิลาสอึกอัก
“คุณศีลมาส่งหรือคะ” เมี้ยนโพล่งออกมา
“ค่ะ”
“แล้วไปไหนทำไมไม่เชิญมากินอาหารเช้ากับเรา” คุณหญิงสะบันงาถาม
“เขา เออ... ต้องรีบไปพบแขกต่างประเทศค่ะ พราวขอตัวก่อนนะคะ”
พราวพิลาสรีบจ้ำอ้าวออกไป เมี้ยนกับคุณหญิงศรีแอบมองตาม หันมาสบตากัน คุณหญิงสะบันงามองตามเงียบๆ

ศีลขับรถไปละอายแก่ใจมากแต่ก็เผลออดไม่ได้
“เราทำผิดครั้งที่สองแล้ว จะต้องไม่มีครั้งที่สาม หรือสี่และต่อไป เราอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณบังอาจย่ำยี่ดวงใจของพวกท่าน”
ศีลยิ่งคิดยิ่งหนักใจ

พราวพิลาสนั่งอยู่ในห้อง กึ่งทุกข์กึ่งสุข นึกถึงภาพที่ศีลอุ้มเธอขึ้นเตียง
“พราวจะไม่ยอมนอนค้างที่โรงแรมอีก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
คุณหญิงสะบันงาเคาะห้อง พราวพิลาสสะดุ้งตกใจ
“แม่เองค่ะ”
คุณหญิงสะบันงาเดินเข้ามาหา
“นายแม่”
“คุณพราวขวัญอ่อนจริงๆ ตกใจทำไมคะ มีคนที่จะเข้าห้องหนูแค่สามคนแม่เดือน ป้าเมี้ยน นายแม่เท่านั้น”
“เออ นายแม่มีอะไรให้พราวทำคะ”
“คุณพราวมาถึงเช้ามาก กินอาหารมาแล้วหรือลูก”
“เออ...” พราวพิลาสอึกอัก

พราวพิลาสนึกถึงเรื่องราวในห้องที่โรงแรม...ศีลเอาแต่ก้มหน้ามอง ขณะที่เธอหลับอยู่
“คุณพราวยอดรักทูนหัวของผม”
พราวพิลาสลืมตาตื่นเจอหน้าศีลมองอยู่
“คุณศีล”
พราวพิลาสพยายามจะลุกศีลประคองขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด
“ผมชอบมองหน้าคุณพราว อยากมองหน้าคุณพราวอย่างนี้ไปจนตาย”
“พราวก็เอ้อ...เช่นกันค่ะ แต่ตอนนี้พราวต้องรีบกลับบ้าน นายแม่คงรอพราวกินอาหาร”
“เราเคยสัญญาว่าจะผมจะมากินอาหารเช้ากับคุณพราว วันที่คุณพจน์จะไปขึ้นเรือ แต่ผมไม่มีโอกาส วันนี้มีโอกาสแล้ว ผมขอทานอาหารเช้ากับ คุณพราวทดแทนในวันนั้นสักครั้งนะครับ”
“แต่...เอ้อ...”
“ได้โปรดนะทูนหัว”

ศีลหันไปหอมแก้ม พราวพิลาสเริ่มใจอ่อน

พราวพิลาสยังเลื่อนลอย คุณหญิงสะบันงามองลูกสาวสีหน้ายังสงบ
“ว่าอย่างไรคะลูกรัก หนูทานอาหารเช้ามาหรือยัง จะลงไปทานเองหรือว่าจะให้แม่เดือนเอาขึ้นมาให้”
พราวพิลาสโผเข้ากอดแม่ น้ำตาซึม
“ขอบคุณมากค่ะ แต่พราว…”
“มีอะไรอยากจะบอกนายแม่ไหมลูกรัก”
พราวพิลาสสีหน้าตกใจระล่ำระลัก
“ไม่มี ไม่มีอะไรค่ะ”
“คุณพราวสีหน้ามีทุกข์มีกังวล”
“พราวไม่สบายใจที่ทำให้นายแม่ห่วงมากมาย”
“แม่คงจะห่วงลูกทุกคนไปจนตายจากนั่นแหละ จึงอยากเห็นคุณพราวไม่มีทุกข์ไม่มีกังวล มีสิ่งใดทุกข์ใจอย่าปิดบังแม่ แม้ว่าสิ่งนั้นลูกคิดว่ามันไม่ถูกต้อง แต่แม่คนนี้คือผู้ที่จะช่วยลูกแก้ปัญหาทุกอย่างเสมอ”
“ถ้าพราวทำตัวชั่วร้ายเลวทราม นายแม่จะอภัยให้ไหมคะ”
“ไม่มีคำว่าไม่อภัย ไม่ว่าผิดไม่ว่าถูก แม่จะกางสองแขนปกป้องลูกรักตราบจนวันแม่สิ้นใจ”
“ขอบพระคุณมากค่ะนายแม่” พราวพิลาสสะอื้น
“นายแม่จะไม่เคี่ยวเข็ญให้ลูกบอก แต่นายแม่จะรอจนกว่าลูกพอใจบอกเองค่ะ”
‘ทูนหัวของลูก’พราวพิลาสรำพึงในใจ
“ลูกอยากบอกแต่มันน่าละอาย มันเลวร้ายเกินกว่าจะบอกใครได้”
พราวพิลาสยิ่งน้ำตาล้นเอ่อ เพียงแค่ลูกพูดแค่นี้ คุณหญิงสะบันงาก็เข้าใจได้แล้วว่าเธอมีอะไรกับศีลแล้ว

สองปีผ่านไป...ที่อเมริกา...เมขลาใส่ชุดปริญญาของมหาวิทยาลัยยืนถือใบปริญญาถ่ายรูปกับอาจารย์และเพื่อนๆ
“คุณศีลคะ ในที่สุดเมขลาก็จบปริญญาโทสมใจหมาย เรียนปริญญาเอกแล้ว คงเหลือแค่ทำวิทยานิพนธ์ เมขลากลับมาทำที่เมืองไทยได้ค่ะ”
เมขลาเบิกบานบานยิ่งนัก ถ่ายรูปหลายท่า

ในห้องพักโรงแรม...ศีลกอดพราวพิลาสในอ้อมแขน เสียงเมขลาดังในหัวของเขา
“มารับเมขลาตามวันเวลาที่กำหนดไว้ในโทรเลขนะคะ เราจะกลับมาหย่ากันให้เร็วที่สุดคะ เพราะเป้าหมายของเมขลาคือปริญญาเอก ส่วนเป้าหมายของคุณศีลกับพราวพิลาสคงจะสมหวังในความรักกันเสียที ยินดีล่วงหน้านะคะ ต่อไปนี้เมขลาจะมีคำนำหน้าว่าดอกเตอร์เมขลา”
ศีลยิ้มพึมพำ
“ขอบใจมากเมขลาที่ไม่ผิดสัญญา”
ศีลยิ้มหอมแก้มพราวพิลาส
“เรากำลังจะได้แต่งงานกัน กินอาหารเช้า กินอาหารเย็นในบ้านแสนสุขของเราเพียงลำพัง”
“ทำไมคุณศีลพูดเช่นนั้นคะ เป็นไปได้อย่างไรกันคะ”
“เมขลาเรียนจบดอกเตอร์ และกำลังจะกลับมาหย่ากับผมตามสัญญา”
“จริงหรือคะว่าเธอจะยอมทำเช่นนั้น” พราวพิลาสดีใจ
ศีลหอมแก้มพราวพิลาสอีกครั้ง
“จริงสิ เพราะเมขลารักปริญญาเอกมากว่าผมและลูกหนู”

เมขลายืนกอดจูบใบปริญญาแล้วยิ้มอย่างมีความสุข แล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นดุดันยิ้มหยัน
“สัญญาเพื่อเอาตัวรอดมันใช้ได้ผลกับคนโง่อย่างแกนังพราวพิลาส และคุณศีล คนอย่างเมขลาต้องได้ทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีเช่นไร”

ศีลกับพราวพิลาสยังอยู่ในห้องของโรงแรม
“คุณพราวทำราวกับไม่ยินดี”
“พราวยังไม่กล้ายินดีหรอกค่ะ ตอนนี้พราวเท่ากับนางแมวขโมย ฉกสามีคนอื่นตอนเขาไม่อยู่”
“โธ่...คุณพราวคิดมากอีกแล้ว เมขลาไม่เคยรักผม เขาต่างหากที่ฉกคนรักของคุณพราวด้วยเล่ห์กล อย่าใส่ร้ายตนเองนะครับ”
“พราวต้องกลับแล้วค่ะ มาค้างบ่อยเกินไปจนทุกคนคงสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ พราวรู้สึกว่าเป็นผู้หญิงหน้าไม่อายขึ้นทุกทีแล้วค่ะ”
“เมขลากลับมาหย่าขาดกับผมแล้ว เราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด ผมจะไปกราบนายแม่กับคุณท่านให้ทราบเรื่องของเรา”
“แน่ใจนะคะ ว่าเมขลาเขาต้องการเช่นนั้นจริง”
“เขายืนยันทุกครั้งที่เขียนจดหมายถึงผม ไม่เช่นนั้นผมคงไม่บังอาจทำเช่นนี้กับคุณพราว ถ้ารู้ว่าไม่มีความหวัง เมขลาเขายกให้ผมดูแลลูกหนู คุณพราวไม่ขัดข้องที่จะรับลูกหนูมาดูแลเป็นสมาชิกในครอบครัวของเราใช่ไหมครับ”
“ค่ะ พราวเต็มใจพราวรักลูกหนูมาก ใช่แต่พราวคนเดียวเท่านั้น นายแม่ ป้าเมี้ยน แม่เดือน แม่ดา ก็เช่นกัน เพียงแต่ระยะหลัง คุณศีลไม่ค่อยพาแกมาที่บ้านเรา”
“ผมเกรงใจ ได้พยาบาลที่ไว้ใจได้มาดูแลแกแล้ว ขอบคุณมากครับทูนหัว”

พราวพิลาสพยักหน้าไม่สบายใจนัก ลังเลไม่อยากจะเชื่อว่าจริง แต่ศีลยืนยันเช่นนั้นเธอจึงเบาใจ

วันต่อมา...คุณหญิงสะบันงามาหาคุณหญิงศรีถึงเรือน
“วันนี้ลงทุนมาถึงนี่ มีอะไรสะบันงาหน้าตาแบกทุกข์แบกโศกแบกโลกทั้งใบ”
“ใจดิฉันมันใกล้จะขาด คุณพี่อยู่เรือนนี้คงไม่ได้สังเกตไม่สงสัยพฤติกรรมคุณพราว”
คุณหญิงศรีหันมาพยักหน้ากับตัวเองเพราะรู้อยู่
“คุณพราวอย่างไรหรือ” คุณหญิงศรีถามไปงั้นๆ
“คุณพราวเธอไปค้างที่โรงแรมสามครั้งในรอบหนึ่งเดือนนี้ค่ะ”
“ก็มีเหตุให้จำเป็นต้องนอนกระมัง”
“วันทำงานก็เปลี่ยนแปลงให้ศีลมารับส่งแทนนายบุญ ดิฉันกลุ้มใจเจียนตายแล้วค่ะ”
“กลุ้มใจหรือที่ลูกสาวคนเล็กมีดวงตาสุกใสดังดาวฤกษ์”
คุณหญิงสะบันงาหันมามองคุณหญิงศรีตกใจ
“คุณพี่ทราบ”
คุณหญิงศรีพยักหน้า คุณหญิงสะบันงาร้องไห้ คุณหญิงศรีดึงมากอดราวกับสมัยตอนเด็ก
“แกคงผิดหวังเรื่องตาธรรม์มาก มาเจอเอาคนดีอย่างศีลเข้าแกเลยติดตราตรึงหัวใจ”
“โธ่ จะไปติดตราตรึงหัวใจอย่างไรกับคนมีเมียแล้ว หัวอกแม่จะขาดรอนๆลูกสาวแต่ละคน คนโตติดวัด ลูกสาวคนรองติดผัวฝรั่ง”
“เราสองคนก็ต่างติดผัวฝรั่งแถมคนเดียวกันอีก ยัยปานวาดนั่นอีกด้วย ฝรั่งมันแฟร์มันไม่กดขี่เมียเหมือนคนไทยเธอก็เห็น”
“ร้ายที่สุดลูกสาวคนเล็กติดผัวชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่มันเสียดแทงหัวใจดิฉันเป็นที่สุด”
“แม่เจ้าประคุณเอ๊ย มันต้องมีทางออกกันทั้งนั้น”
“ออกทางไหนก็ไม่มีทางดีกับการแย่งสามีคนอื่นเขา ทำไมคุณพราวจึงต้องเป็นเช่นนี้คะ สงสารเธอเหลือเกิน”
คุณหญิงศรีลูบหลังลูบไหล่คุณหญิงสะบันงาไปมาปลอบโยน คุณหญิงศรีรำพึงในใจ
“จะยากอย่างไรก็ไปแย่งกลับคืนมาสิ ยัยนั่นมันแย่งศีลไปจากคุณพราวก่อนนี่นา”

เมี้ยน เดือน คุณหญิงศรีปรึกษากันที่มุมหนึ่งของบ้าน...
“เมี้ยนว่าแจ้งให้คุณพริ้มกลับมาปลอบใจคุณหญิงเถิดนะคะ”
“จริงค่ะ หายไปเป็นปีๆแบบนี้ ช่างไม่คิดถึงหัวอกแม่บ้างเลย” เดือนเห็นด้วย
คุณหญิงศรีตัดสินใจ
“ไปบอกหมออุดรว่าฉันสั่งให้ไปรับตัวคุณพริ้มมา นี่จดหมายฝากไปให้เธออ่าน”
สองคนรับคำ

พริ้มเพรามาถึงบ้านดึกมากแล้ว เธอใส่ชุดขาวกราบที่อกแม่ คุณหญิงสะบันงากอดลูกสาวไว้น้ำตาร่วงแหมะ
“พริ้มมากราบนายแม่ค่ะ”
“คุณพริ้มของแม่คิดถึงใจจะขาด” พริ้มเพราน้ำตาร่วงพรูชายตามองคุณหญิงศรี “พริ้มก็คิดถึงนายแม่ คุณป้า และทุกคนค่ะ”
อุดรมองพริ้มเพรายิ้มไม่พูดไม่จา พริ้มเพราหันมาหาคุณหญิงศรีที่อ้าแขนรอรับ เธอกอดคุณหญิงศรีไว้
“ป้ายินดีมากที่หนูกลับมา คงจะมาไม่นานแล้วจะรีบกลับใช่ไหม”
“พริ้มแล้วแต่นายแม่ค่ะ พริ้มจะกลับต่อเมื่อทุกคนสบายใจแล้วค่ะ”
พริ้มเพราหันไปมองแม่ คุณหญิงสะบันงาน้ำตารื้น
“ลูกไปทำสิ่งดีงามแม่ที่ไหนอยากจะไปขัดขวาง ขอเพียงแค่ให้แม่รู้ข่าวคราวดังเช่นที่ผ่านมา แม่ก็เบาใจแล้ว”
“นี่แหละหัวอกแม่แม้คิดถึงลูกใจแทบขาดอยากให้มาอยู่ใกล้ๆ แต่สิ่งใดที่ลูกต้องการแม่ยินยอมเสมอ หัวอกป้าก็เช่นกัน พวกหนูทุกคนคือดวงใจของป้าเช่นเดียวกับเป็นดวงใจของแม่หนู” คุณหญิงศรียิ้มแย้ม
“พริ้มทราบค่ะว่าคุณป้ารักเราทุกคนเหมือนลูก”
“ป้าเมี้ยนก็เช่นกันค่ะ ตอนนี้รอรับบุญที่เอาเผื่อแผ่นะคะ” เมี้ยนเสริม

“เมี้ยนก็พูดไปเรื่อยเปื่อย บุญเขาแบ่งกันได้ที่ไหน บุญใครก็บุญมันสิ” คุณหญิงศรีถอนใจ “แต่กรรมนี่สิเหตุใดมันมักไม่ตกกับคนก่อมันชอบไปตกใส่คนอันเป็นที่รักเป็นดวงใจของเราเสมอ”

คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 25 (ต่อ)

คุณหญิงศรีเศร้าขึ้นมาอีก พริ้มเพรากอดไว้
“ทุกคนเกิดมามีทุกข์ทั้งนั้นค่ะ เพียงแต่จะละวางได้เพียงใดค่ะ ความทุกข์เราผ่านไปมากมายแล้ว พริ้มภาวนาว่าอย่าให้มีทุกข์ใหญ่ๆเกิดขึ้นอีก”
“คุณพริ้มไปพักผ่อนนะคะ ประเดี๋ยวคุณพราวกลับมาคงดีใจมากนะคะ” เดือนเอ่ยขึ้น
พริ้มเพราหันไปหาอุดร
“ขอบคุณมากนะคะคุณหมออุดรที่ไปรับพริ้มมาส่งให้จนถึงบ้าน”
“ยินดีเสมอครับ” อุดรยิ้มให้
คุณหญิงสะบันงายิ้มให้อุดร
“ขอบคุณมากนะคะหมอ”
“ขอรับ หนทางไกลสักหน่อยกว่าจะบุกบั่นออกมาได้ กว่าจะถึงกรุงเทพ ก็ดึกดื่น แต่คุณพริ้มไม่ได้กลับมาคนเดียวนะขอรับ เรามากันหลายคน”
อุดรไหว้แล้วถอยออกไป พริ้มเพรายิ้มให้ พราวพิลาสเดินสวนเข้ามาก้มหน้าก้มตาไม่มองว่ามีพริ้มเพราอยู่ด้วยในห้องจะรีบเดินเลี่ยงหนี พริ้มเพราเรียกไว้
“คุณพราว”
คุณหญิงสะบันงาหันไปหาพราวพิลาส
“ดูสิใครมาเอ่ย”
พราวพิลาสสะดุ้งตะลึงมองไปเห็นพริ้มเพรายืนยิ้มใส่ชุดขาว กางมือ พราวพิลาสวิ่งผวาไปหาสองคนกอดกัน
“คุณพริ้ม พราวขอโทษค่ะพราวไม่ทันมอง ไม่คิดว่าคุณพริ้มจะกลับมาตอนดึกๆอย่างนี้ คิดถึงมากคิดถึงเหลือเกิน คุณพริ้มไปอยู่ห้องเดียวกับพราวนะคะ”
“แน่นอนค่ะ”
ทุกคนมองภาพพี่น้องกอดกันน้ำตาซึมไปด้วย

ในห้องนอนพราวพิลาส...พริ้มเพรากับพราวคุยกัน
“คุณพราวดูสดชื่น แต่คล้ายมีกังวลในจิตใจ”
พราวพิลาสหันมามองพริ้มเพราแบบแปลกใจ
“คุณพริ้มเห็นเช่นนั้นหรือคะ”
“ค่ะ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณพราวทำใจให้รับกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้นะคะ ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วย่อมมีการสิ้นสุด พยายามให้สิ่งนั้นสิ้นสุดไปในทางที่ดีที่สุด”
“ค่ะ พราวจะจดคำคุณพริ้มไปปฏิบัติตามค่ะ คุณพริ้มจะกลับเมื่อไหร่ค่ะ”
พริ้มเพรารำพึงในใจ
‘หลังจากที่พี่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจบลงแล้ว’
พริ้มเพราหันไปบอกพราวพิลาส
“อีกสักพักหนึ่งค่ะ พี่เป็นลูกคนโตมีหน้าที่ต้องดูแลนายแม่และน้องๆ พี่กลับมาทำหน้าที่พี่สาวคนโตค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
พราวพิลาสยิ้มให้พี่สาวจับมือพี่สาวมาแนบแก้ม

ในห้องนั่งเล่นเจ้าคุณ...คุณหญิงสะบันงา คุณหญิงศรี พราวพิลาส พริ้มเพรา เมี้ยน เดือน อยู่กันพร้อมหน้า
“คุณศีลมารับคุณพราวหรือยัง” คุณหญิงสะบันงาถามขึ้น
ทุกคนมองหน้าพราวพิลาส แต่เธอทำไม่เห็นมองไปทางอื่น พริ้มเพราแอบมองน้องสาว เดือนหันมาตอบ
“เดี๋ยวก็คงมาค่ะ”
“คุณพราวไม่ได้ให้นายบุญไปส่งมาพักหนึ่งแล้วค่ะคุณพริ้ม” เมี้ยนบอก
“ก็สะดวกดีเผื่อทางนี้มีเรื่องราวให้นายบุญไปจัดการ” คุณหญิงศรีแอบหยิกเมี้ยน “ปากพล่อย”
คุณหญิงศรีใจลำเอียงไปข้างศีล เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเดือนเดินไปรับแล้วเดินกลับมาหน้าตามองพราวพิลาสแบบเห็นใจ
“คุณศีลให้เรียนคุณพราวว่าวันนี้เธอ...เอ้อ...ติดธุระมารับไม่ได้ค่ะ”
พราวพิลาสหน้าเสียไป ทุกคนมองหน้า คุณหญิงศรีตัดบท
“ก็ไปบอกนายบุญเตรียมรถไปส่งคุณพราวสิ”
“ค่ะ” เดือนรับคำ
ดาเดินหน้าตื่นเข้ามาพร้อมด้วยพริสซิลล่าน้อยลูกของแพรวพรรณรายกับพอล ดาดีใจน้ำตาไหล
“แม่ดา” ทุกคนโพล่งออกมาพร้อมกัน
“ไปเอาลูกใครมา หน้าตาน่ารักน่าชัง” คุณหญิงสะบันงาถามอย่างสงสัย
คุณหญิงศรีมองอย่างพิจารณา
“ทำไมหน้าตาเหมือน…”
คุณหญิงศรี นึกถึงตอนที่พริสซิลล่ายังเด็กแล้วเรียกหม่ามี้...ดายื่นเด็กออกมาให้ทุกคนดู
“ทายสิคะว่านี่ลูกสาวใคร”
“ใคร” ทุกคนถามพร้อมเพียง
“คุณแพรวคะ”
ทุกคนตะลึง
“พริสซี่”
คุณหญิงศรีโพล่งออกมากางแขนไปรับเด็กมาอุ้มไว้ คุณหญิงสะบันงาไม่พอใจ
“เหลวไหล ทำไมจู่ๆก็มาไม่บอกล่วงหน้า ไม่ยอมให้ใครไปรับ”

“ออกไปดูกันเถิดค่ะ” เมี้ยนชวน

หน้าตึกเจ้าคุณ...แพรวพรรณรายกับพอลยืนอยู่มีทุกคนห้อมล้อมรุมดีใจ
“แพรวอยากให้นายแม่และทุกคนเซอร์ไพรส์ค่ะ แพรวเลยนั่งลีมูซีนของแอร์พอร์ตมาค่ะ”
คุณหญิงศรีเอามือทาบอก
“อกจะแตกตาย ทำอะไรพิเรนให้แม่เขาใจหายใจคว่ำสมำเสมอแท้ๆ เด็กคนนี้”
พอลตื่นเต้นมากแพรวพรรณรายกระซิบ
“ไหว้สิพอล ไหว้ตามที่ไอสอน”
“ซาหวัดดีคร๊าบ” พอลยกมือไหว้
คุณหญิงสะบันงาโผเข้าหาแพรวพรรณรายกอดไว้น้ำตาร่วงพรู คุณหญิงศรียืนน้ำตาซึม เมี้ยน เดือน ดาน้ำตาร่วงตาม คุณหญิงศรีเอาพริสซี่มาอุ้มไว้
“คุณแพรว” คุณหญิงสะบันงาเรียกซ้ำๆ “คุณแพรวจริงๆด้วยแม่ไม่ได้ฝันไป”
แพรวพรรณรายกอดตอบ พอลยังคงยกมือไหว้ไปรอบๆพูดซาหวัดดีไปเรื่อยๆ
“แพรวจริงๆสิคะนายแม่ คิดถึงใจจะขาด แต่ทำงานจนไม่มีเวลาหยุดตอนนี้มีเวลา แพรวพาครอบครัวมากราบนายแม่แล้วค่ะ นั่นค่ะพอล”
คุณหญิงสะบันงาละมือจากกอดแพรวพรรณรายไปหาพอล
“ไนซ์ ทู มีท ยู พอล”
“ไนซ์ ทู มีท ยู ทู มัม”
พอลกอดคุณหญิงสะบันงา แล้วหอมแก้มซ้ายขวา ทุกคนตกใจแบบทำอะไรกันนี่ พอลยิ้ม
“เลิฟ ยู มัม”
คุณหญิงสะบันงาพูดไม่ออก แพรวพรรณรายหัวเราะเบาๆ
“เขารักนายแม่มาก เพราะแพรวบอกว่านายแม่คือนางฟ้า พอลจ๋าที่นี่ยังมีนางฟ้าอีกหลายคน”
คุณหญิงสะบันงารับพริซซี่มาอุ้มไว้แทนคุณหญิงศรี พอลโผมากอดคุณหญิงศรี เธอกอดตอบ พอลหอมแก้มซ้ายขวา
“เลิฟยูเหมือนกัน คร๊าบ”
“เยส เลิฟยูทู”
ยังไม่พอคุณหญิงศรีหอมแก้มพอลตอบซ้ายขวา เดือนกับดาเอามือทาบอก
“ตายแล้ว”
“คุณท่านล้ำสมัยจะตายไป ถึงตาคุณเดือนละ” เมี้ยนยิ้มๆขำ
พอลมาหาเดือน กอดหอมเดือนที่ทำหน้าสยดสยอง ต่อจากนั้นเป็นดา และเมี้ยนที่ทำหน้าสยองขวัญ คุณหญิงศรีกระซิบ
“สมน้ำหน้า”
จากนั้นคนสุดท้าย พริ้มเพรายื่นมือให้ พอลจับมือทำท่าจะหอมแก้ม แพรวพรรณรายส่ายหน้าโอโน
“คนไทยไม่ให้จูบสาวๆเขาถือ”
พราวพิลาสยืนมือให้พอลจับมือ ทุกคนมีความสุข คุณหญิงศรีปลื้มใจ
“ฉันบอกแล้วว่าแพรวพรรณรายคนนี้เธอเอาตัวรอด จะทุกข์ไปทำไม่ดูผลงานของเธอสิ พริสซี่น้อยแสนสวย”
“ค่ะ”

คุณหญิงสะบันงายิ้มมีความสุขมาก

บ้านศีลสวยงามหลังกะทัดรัด...ศีลเดินลากกระเป๋าของเมขลากำลังจะเข้าบ้าน เมขลาเดินเคียงข้างหน้าตาเบิกบานยิ้มย่องในใจ สาแก่ใจมีการวางแผนแก้แค้นต่อ แต่หน้าศีลหม่นหมอง
“ทำไมหน้าตาคุณหม่นหมอง ไม่ดีใจหรือคะที่เมกลับมาไม่ดีใจกับดอกเตอร์เมขลาหรือคะ หรือว่าเมมาขัดจังหวะการไปหาใครของคุณ”
“ผมยินดีด้วย แต่ผมแปลกใจว่าทำไมเมไม่ถามถึงลูกหนูสักคำ แกกำลังน่ารัก เดินเตาะแตะพูดจาเรียกพ่อแม่ได้แล้ว”
ขาดคำของศีล พยาบาลจูงลูกหนูมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าโตขึ้น พยาบาลไหว้เมขลา
“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง คุณหนูคะสวัสดีคุณแม่สิคะ เรียกคุณแม่นะคะ”
ลูกหนูกลับวิ่งมาหาศีลกอดขาไว้
“คุณพ่อ”
ศีลอุ้มลูกหนูขึ้นมาส่งให้ เมขลาไม่รับมองดูเฉยๆ ยิ้มหอมแก้ม
“ไม่รูจักคุณแม่เสียแล้วนะคะลูกหนู ก็ดีค่ะ เวลาที่แม่กลับไปรับปริญญาดอกเตอร์ หนูจะได้ไม่งอแงหาแม่”
หน้าศีลหมองลงไปอีก ศีลถอนใจเอาลูกหนูซบบ่าตัวเอง ไม่ได้ให้หันไปหาเมขลาอีก เมขลาไม่สนใจลูกเลย
“คืนนี้เราต้องฉลองปริญญาเอกของเมกันนะคะ”
“ผมต้องไปดูร้านอาหารที่โรงแรม”
“เมจะไปด้วย”
ศีลเงียบพูดไม่ออก

ร้านอาหารของศีลในโรงแรม...ธรรม์กับพราวพิลาสกำลังแสดงดนตรีด้วยกัน พราวพิลาสหน้าตาหม่นหมองที่ศีลบอกติดธุระแล้วหายเงียบไม่คิดว่าจะไปรับเมขลา จิรศักดิ์นั่งมองยิ้มย่องพอใจ
“น่ารักน่าทะนุถนอมน่านอนร่วมห้อง เสียแต่ไอ้นักดนตรีหน้าเซ่อนั่นมันประกบติด ยังจะไอ้ศีลเจ้าของห้องอาหารนั่นอีกคน คอยดูเถิดจะแย่งเอาไปร้องเพลงที่ห้องอาหารของเราให้ได้”
สุกิจอยู่ที่มุมหนึ่งบ่นหาศีล
“ศีลหายไปไหนปล่อยให้คุณพราวเธอมากับคุณธรรม์ตามลำพัง ประเดี๋ยวเถิด”
นภาเดินมาพอดี
“ตายจริง”
“ใครตายนภา”
สุกิจมองตามนภาตาโต
“มาได้อย่างไร”
เมขลาแต่งชุดออกงานกลางคืนคล้องแขนศีลเดินเข้ามาในห้องอาหารหน้าตาเบิกบานมาก ทุกคนหันไปมองเพราะเมขลาดูเด่นทั้งการแต่งกาย และเดินควงแขนมากับศีล เสียงเปียโนและเสียงเพลงกระตุกชะงักไปชั่ววูบหนึ่งแต่ก็ร้องต่อไป ศีลหน้าเสียมองไปบนเวที สบตากับพราวพิลาส แล้วเธอก็เมินไปทางอื่น เมขลายิ้มเย้ย
“พราวพิลาสคงดีใจที่เห็นเมกลับมาหลีกทางให้ ถึงกับร้องเพลงสะดุดไปโถ น่าเห็นใจจังค่ะ”
ศีลแอบถอนใจเดินไปนั่งกับสุกิจที่ก้มหัวให้เมขลา
“ยินดีด้วย ขอต้อนรับกลับบ้านครับเมขลา”
เมขลาเชิดใส่พึมพำด่า…ไม่มีมารยาทแทนที่จะเรียกว่าคุณมันดันเรียกชื่อเฉยๆ กุ๊ย... แล้วเธอก็หันไปยิ้มกับศีล
“ศีลขา เมขลาอยากนั่งฉลองกันตามลำพังสองคน ไม่ต้องการคนนอกค่ะ”
“แต่ผมกับสุกิจมีธุระต้องปรึกษากันเรื่องงานครับ”
“ถ้าเช่นนั้นเมจะไปนั่งรอด้านโน้นเงียบๆ ดีไม่มีคนพลุกพล่านอย่าให้เมคอยนานนักนะคะ”
เมขลาเดินเชิดออกไปเมินไม่มองสุกิจ
“คุณผู้หญิงของนายนี่ถือตัวชะมัด”
เมขลาแกล้งเดินผ่านเลยไปทางหน้าเวทีเพื่อให้พราวพิลาสเห็น ยิ้มให้พราวยกมือทักทายแบบท้าทาย พราวพิลาสใจหล่นวูบ เมขลาเดินผ่านโต๊ะของจิรศักดิ์ เขารีบพยักหน้าให้เอ่ยปากทักทายทันทีตามนิสัยเจ้าชู้
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง”
เมขลาขยับจะทำเชิดใส่ แต่เครื่องประดับนาฬิกาสร้อยคอและแหวนเพชรของจิรศักดิ์ใหญ่เว่อร์เตะตามาก ทำให้เธอหยุดยิ้มให้
“สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นภรรยาคุณศีลเพิ่งกลับจากต่างประเทศ แวะกลับมาเยี่ยมเมืองไทยกำลังจะกลับไปรับปริญญาเอกในอีกเดือนสองเดือนนี่แหละค่ะ”
จิรศักดิ์ปรายตาไปมองพราวพิลาส
“อ้อ ยินดีด้วยครับ ไม่ยักทราบว่าคุณศีลมีภรรยา เพราะไม่มีใครเคยเอ่ยถึง”
เมขลาแอบชักสีหน้า
“เพราะที่นี่น่าจะมีแมวขโมยตัวใหญ่มากกระมังคะ”
“ถ้าคุณหมายถึงคุณพราวพิลาสละก็ เธอเป็นคนรักขอบนักดนตรีชื่อธรรม์นั่น”
เมขลามองตามแอบยิ้ม รำพึงในใจ
‘ไอ้เสี่ยนี่มันติดใจพราวพิลาส’
เมขลายิ้ม
“มาที่นี่บ่อยหรือคะ”
“ครับ ผมเอ้อ...ผมติดใจโชว์ของคุณพราวพิลาส เธอเก่งมาก”
“อ้อ เธอเป็นน้องเพื่อนสนิทของฉันเองค่ะ”
“โอผมเจอจุดไต้ตำตอ ถ้าผมอยากจะชื่นชมเธอเชิญเธอมานั่งคุยกับผม คุณ เอ้อ...” จิรศักดิ์ดีใจ
“ดอกเตอร์เมขลาค่ะ แต่ไม่ใช่วันนี้ค่ะ”
“ขอบคุณมาก คุณดอกเตอร์เมขลาคงกรุณาผมได้”
“ด้วยความเต็มใจค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ สามีต้องการฉลองการกลับมาบ้านและปริญญาเอกของฉันค่ะ”

จิรศักดิ์ยกแก้วให้ เมขลายิ้มกริ่มได้แผนใหม่ชั่วร้ายกว่าเดิมในหัว
 
อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา09.30น.



คือหัตถาครองพิภพ ตอนที่ 25 (ต่อ)

พริ้มเพรา แพรวพรรณราย พอล เมี้ยน เดือน ดา คุณหญิงสะบันงาทานของว่างร่วมกันหลังอาหารเย็น ทุกคนมีความสุขมาก
“แม่มีความสุขมาก พรุ่งนี้ยิ่งจะสุขกว่านี้เพราะมีคุณพราวอยู่ด้วย”
“คุณศีลไม่มารับคุณพราว แพรวเลยอดซักถามความเป็นไปของยัยหน้ามะเหงก”
คุณหญิงสะบันงาเงียบไป เมี้ยนแทรกขึ้น
“ตายจริงคุณแพรวขาผ่านไปสามปีคุณแพรวยังไม่เลิกว่าเขาหน้ามะเหงก แต่มันก็จริงนะคะ”
“เมี้ยน ให้ท้ายกันอีกแล้ว แต่จะว่ามันก็ใช่นา” คุณหญิงศรีพูดขำๆ
ทุกคนแอบหัวเราะ เดือนถามขึ้นมา
“จะให้สั่งนายบุญไปรับไหมคะ”
คุณหญิงศรีโบกมือ
“ไม่ต้องหรอก หน้าที่ศีลเขาต้องมาส่งอยู่แล้วว่าอย่างไรคะพริสซี่น้อย”
“คุณหนูพริสซี่น้อยหลับคาอกดาแล้วค่ะ ขอพาเธอไปนอนก่อนนะคะ”
ทุกคนพยักหน้า ดาอุ้มออกไป คุณหญิงสะบันงาเอ่ยขึ้น
“วันนี้ยังไม่พร้อมหน้ากัน รอให้วันพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันเรื่องที่คุณพริ้มเธอจะบอกกับทุกคน เอ้อ... รวมทั้งศีลบอกเขาด้วยตอนมาส่งคุณพราว”
“เมี้ยนจะรอบอกเธอค่ะ”
“กู๊ดไนท์ พอล” คุณหญิงศรีหันไปหาพอล
“กู๊ดไนท์ อานตี้ สวีทดรีม” พอลรีบมากอดหอมแก้มคุณหญิงศรี
คนอื่นๆรีบถอยหนีกลัวเจอกู๊ดไนท์จากพอล แพรวรีบมาหอมแก้มคุณหญิงสะบันงา
“กู๊ดไนท์ค่ะนายแม่”
“กู๊ดไนท์ คร๊าบ ไทยแลนด์ อิส สมายแลนด์”
ทุกคนยิ้มขำเอ็นดูพอล

พราวพิลาสร้องเพลงจบเสียงปรบมือลั่น เธอไหว้ขอบคุณทุกคน พยายามไม่มองไปทางศีลกับเมขลา แต่เมขลาปราดมาพร้อมกับจิรศักดิ์ที่ยื่นดอกไม้ให้
“พราวพิลาศฉันกลับมาแล้ว คุณศีลไปรับมาจากแอร์พอร์ตแล้วพาฉันมาฉลองที่นี่ ไปนั่งฉลองกับเรานะ”
“ยินดีด้วย ขอบคุณมาก ฉันจะรีบกลับบ้าน”
ศีลมาอีกคนห่วงเรื่องพราวกลับบ้าน
“ผมสั่งให้รถของโรงแรมไปส่งคุณพราวแล้วนะครับ”
จิรศักดิ์รีบอาสา
“ผมไปส่งให้ได้ นี่ดอกไม้ครับคุณพราวพิลาส”
พราวพิลาสมองไปทางธรรม์
“ขอบคุณมากค่ะ ฉันจะกลับกับพี่ธรรม์ค่ะ เรานัดกันไว้แล้วค่ะ”
“ฮ้าย” จิรศักดิ์ไม่พอใจ
เมขลากระซิบจิรศักดิ์
“ใจเย็นๆค่ะเสี่ย ฉันอาสาช่วยแต่เสี่ยต้องใจเย็นค่ะ”
พราวพิลาสไม่มองมาทางศีล
“ขอตัวกลับก่อนค่ะ พี่ธรรม์คะ ไปกันเถิดค่ะ”
ธรรม์ออกจะงงๆแต่ก็ดีใจมาก แตะข้อศอกพราวพิลาสพากันเดินออกไป ศีลใจแป้วลงไป เมขลายิ้มเย้ยหยัน จิรศักดิ์เสียดายมาก

ธรรม์กับพราวพิลาสเดินมาหน้าลอบบี้ ธรรม์มีความสุขมาก
“ขอบใจมากที่คุณพราวไว้ใจให้พี่ไปส่งบ้าน”
“พราวไว้ใจพี่ธรรม์เสมอมาค่ะ”
“ถ้าคุณพราวไม่ขัดข้อง ให้พี่รับส่งทุกวันได้นะครับ”
“เอ้อ...พราวไม่อยากรบกวน พราวเกรงใจค่ะ”
ธรรม์ส่ายหน้า
“อย่าเกรงใจพี่ พี่ยินดีรับใช้ดูแลคุณพราว”
พราวพิลาสพยักหน้ายิ้มๆ

เมขลาเมาไม่น้อย ขณะศีลเตรียมตัวกลับบ้าน
“กลับบ้านเถิดคุณเม”
“ไม่ไหวคะ เมอยากไปนอนห้องข้างบน” เมขลาส่ายหัว
“ผมห่วงลูกหนู คุณก็เพิ่งกลับมาน่าจะไปนอนกับลูกสิ”
“ก็จะหาเรื่องกันให้ได้หรือ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง”
“ตามใจนะครับ ถ้าคุณอยากนอนที่นี่ นภาไปบอกให้เขาเปิดห้องให้คุณเมแล้วพาเธอไปส่งที่ห้องด้วย”
“ค่ะ” นภาไม่ชอบเมขลาพึมพำ “กลับมายังไม่ทันข้ามคืนก็ก่อกวนอีกแล้ว”
ศีลพูดจบก็เดินออกไป จิรศักดิ์มองทีท่าสองคนยิ้มๆ
“ผัวเมียคู่นี่มีอะไรแปลกๆ เมขลาคนนั้นไม่ธรรมดาแน่”
“เมไปด้วยค่ะ”

เมขลาเกาะ ศีลจำต้องประคองออกไป

เมี้ยนแปลกใจที่ธรรม์มาส่งพราวพิลาสแทนที่จะเป็นศีล
“อ้าว ทำไมคุณธรรม์มาส่งคุณพราว แล้วคุณศีลไปข้างไหนเสียแล้ว”
ธรรม์เบิกบานพาพราวพิลาสมาส่งให้เมี้ยน
“ผมพาคุณพราวมาส่งให้แล้วนะครับ ป้าเมี้ยน”
“เอ้อ...” เมี้ยนอึกอัก
“ขอบคุณมากค่ะ พี่ธรรม์”
พราวพิลาสเดินผ่านเมี้ยนไป ธรรม์หันกลับออกไปยังยิ้มย่อง เมี้ยนรีบตามพราวพิลาสไปในบ้าน

พราวพิลาสน้ำตาปริ่ม เดินลิ่วขึ้นบันได เมี้ยนตามมาจะถามเรื่องธรรม์ ชะงักไม่ถามถึง บ่นกับตนเอง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณศีลหายไปเฉยๆ คุณพราวหน้าเศร้าราวกับกำลังแบกทุกข์ท่วมหัวอก เฮ้อ”
แพรวพรรณรายมาแตะแขนเมี้ยน
“คุณพราวมีปัญหาอะไร”
เมี้ยนสะดุ้ง
“ว๊าย คุณแพรวมาสอดแนมอะไรคะ”
“บอกมานะ ว่าคุณพราวกับคุณศีลเขาเป็นอย่างไร ถ้าไม่บอกจะ...”
“คุณแพรวยังไม่เลิกสอดแนมคนอื่นอีกหรือคะ โตมากแล้วนะคะ”
“ยิ่งโตยิ่งแก่ ยิ่งจะสอดแนมให้หมด บอกมานะ”
เมี้ยนเงียบไป แพรวพรรณรายจ้องหน้า

ศีลประคองเมขลามาในบ้าน พยาบาลมารอรับ
“ลูกหนูหลับแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ หลับตั้งแต่หัวค่ำ ดิฉันพาไปนอนไว้ที่ห้องคุณศีลแล้วค่ะ”
เมขลาได้ยินอย่างนั้นก็โวยวาย
“บ้าจริง ใครใช้ให้เอาเด็กไปนอนกับพ่อแม่ ฝรั่งเขายังไม่ให้นอนด้วยเลย”
“ผมไม่ใช่ฝรั่ง ผมชอบเอาลูกมานอนด้วย เพื่อให้แกได้รับความรักและความอบอุ่นให้มากที่สุด”
“เหมือนพวกนังพราวพิลาส พวกไม่ติดดิน ลอยไปลอยมา คนเราจะเอาอะไรกันนักกันหนา โตขึ้นระเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ นี่เธอเอาเด็กออกไปจากห้องนอนของเรา ฉันกับคุณศีลจะนอนกันตามลำพัง”
“ไม่นะเม ผมจะนอนกับลูก”
“เอ๊ะ ถ้าเราสองคนจะ...”
“พอที อย่าพูดต่อไปอีกนะ” ศีลแทรกทันที
เมขลาหันมาตวาดพยาบาล
“เข้าใจไหมเธอว่าฉันกับคุณศีลต้องการความเป็นส่วนตัว พาเด็กไปนอนกับเธอ”
“ค่ะ”
พยาบาลรีบเดินไป ศีลส่ายหน้าระอาใจมาก

พราวพิลาสนอนร้องไห้หันหลังให้พริ้มเพราเงียบๆ พริ้มเพรามองน้องสาวเข้าใจ เห็นใจมาก
“คุณพราว ไหนชวนให้พี่มานอนด้วย แล้วทำไมนอนหันหลังให้พี่ ไม่คุยกับพี่อย่างที่บอกเอาไว้เล่าคะ”
“พราว เอ้อ...พราว”
แพรวพรรณรายเคาะห้องเข้ามาอีกคน
“แพรวมาขอนอนด้วยคนค่ะ พี่สาวน้องสาว”
พริ้มเพราหันไปถาม
“คุณแพรวทิ้งพอลไว้คนเดียวหรือคะ”
“แหมก็เราตัวติดกันยังกับฝาแฝดมาสามปี กลับมาบ้านทั้งทีก็ขอนอนกับพี่น้องรำลึกความหลังกันจนเช้าสักวันมันจะเป็นอะไรไปคะ”
ว่าแล้วแพรวพรรณรายก็เข้าไปหันหน้าไปหาพราวพิลาส ทั้งคู่กอดน้องสาวไว้ เอามือไปลูบหน้าพราวพิลาสที่มีน้ำตานองหน้า
“ทำไมคุณศีลไม่มารับไม่มาส่งคุณพราว เหมือนเคยอย่านึกว่าพี่เพิ่งมาแล้วพี่จะไม่รู้อะไรนะคะ บอกพี่มาว่าทำไม” พริ้มเพราถามเรียบๆ
“พราวไม่ทราบ”
“ทราบแต่ไม่ยอมบอก อยากจะนอนร้องไห้ ขมขื่นใจไปคนเดียว พี่สองคนรอช่วยเหลือปลอบโยนอยู่ตรงนี้นะ ระบายออกมาสิคะคุณพราว” แพรวพรรณรายถามย้ำ
“ถ้าคุณพราวไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรค่ะ พยายามทำใจให้ได้เถิดค่ะแล้วจะเป็นอิสระแก่ตนเอง ไม่ยึดติดไม่ผิดหวังไม่ท้อแท้ ไม่ชนะอะไรเท่ากับชนะใจตนเองค่ะ” พริ้มเพราปลอบ
พราวพิลาสสะอื้นออกมา
“คุณศีลไปรับภรรยาที่แอร์พอร์ต แล้วมาฉลองดอกเตอร์กันที่ร้านอาหารค่ะ”
พริ้มเพรากับแพรวพรรณรายมองหน้ากัน สองคนช่วยกันกอดน้องสาวไว้อย่างสงสาร

ศีลใส่ชุดนอนกำลังจะเดินออกไปนอกห้อง เมขลาใส่ชุดนอนโป๊มาก ผวามาฉุดไว้
“จะไปไหนคะ”
“จะไปนอนกับลูก”
“ไปนอนกับลูกหรือว่าแม่พยาบาลนั่นไม่ทราบ คงจะนอนกับมันแก้ขัดมาแล้วสินะ”
“หยาบคาย เมาแล้วหยาบคาย”
“ก็อย่าทำอย่างนี้กับเมสิคะ เมตั้งใจจะกลับมาหย่ากับคุณทันที แต่เมไม่ใช่พระอิฐพระปูนไม่มีความรู้สึกรู้สาว่ากำลังจะเสียคนรักไป”
เมขลาร้องไห้ ศีลอึ้งไป
“เอาอะไรมาพูดว่าเมรักผม”
“รักสิคะ แต่เมกำลังพยายามทำใจ เมไม่คิดว่าคุณจะใจจืดใจดำกับเมถึงเพียงนี้ ทำไมคะจะหย่ากันแล้ว เราจะจากกันอย่างมิตรไม่ได้ ต้องกลายเป็นศัตรูกันด้วย หรือคะได้โปรดนะคะ”

ศีลใจอ่อน เมขลาแอบยิ้ม

พราวพิลาสมีพี่สาวสองคนประกบอยู่ เธอสงบลงไปแล้ว
“ทำใจให้สงบนะคุณพราว เขากำลังจะหย่าขาดจากกัน แต่วันนี้เขายังมีสิทธิ์ในตัวกันและกัน คุณพราวต้องอดทนรอค่ะ”
“ถ้ายัยเมขลามันไม่รักษาสัญญา พี่จะไปทวงถามมันเอง” แพรวพรรณรายบอกอย่างหงุดหงิด
พราวพิลาสรีบห้าม
“อย่านะคะแค่นี้พราวก็รู้สึกตัวว่าหน้าไร้ยางอายมากพอแล้วค่ะ”
“คุณแพรวพูดไปอย่างนั้นเองค่ะคุณพราว ไม่ได้ทำจริงหรอกค่ะ ใกล้เช้าแล้วนอนกันได้แล้วค่ะ” พริ้มเพราตัดบท
“โฮ้ย ง่วง” แพรวพรรณรายบ่นๆ
“กลับไปนอนกับพอลสิคะ” พริ้มเพราหันไปบอก
“ม่ายละบอกแล้วไงคะว่าจะนอนด้วยกันสามคน”
ว่าแล้วแพรวพรรณรายก็ล้มตัวลงนอนกอดพราวไว้ตรงกลาง พริ้มเพราล้มตัวลงนอนกอดพราวพิลาสไว้อีกคน สามคนนอนกอดกัน

เช้าวันใหม่...ศีลกับเมขลานอนด้วยกันไปแล้ว โดยศีลใจอ่อนกับเมขลา เขาลุกมานั่งที่โซฟากุมขมับ เมขลาแอบนอนยิ้มหันหลังให้พึมพำ
“นังพราวพิลาส แกไม่มีวันได้ผู้ชายคนนี่ไปเป็นของแกตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ”
เสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น ศีลเดินหายออกไปรับ

ทุกคนในบ้าน มาประชุมกัน
“คุณพริ้มมีอะไรจะบอกกับทุกคน ศีลมาหรือยัง” คุณหญิงสะบันงามองพราวพิลาสที่ทำไม่ได้ยิน
“โฮ้ย เมียเขากลับมาจากเมืองนอกเมื่อวาน ปานนี้เขาจะตื่นหรือยังก็ไม่ทราบ” แพรวพรรณรายเซ็งๆ
คนอื่นจึงรู้ว่าเมขลากลับมาแล้ว พราวพิลาสจึงดูหม่นหมอง ทุกคนเข้าใจ
“อ้อ”
“ก็จะรอดูน้ำหน้าสิคะว่าจะกล้าหย่ากับคุณศีลดังสัญญาไหม” แพรวพรรณรายพูดอย่างไม่เชื่อ
“คุณแพรว นั่นมันเรื่องของเขา” คุณหญิงสะบันงาปราม
ศีลเดินเข้ามาหน้าจ๋อยมาก ไหว้ทุกคน
“กระผมขอประทานโทษขอรับ แวะไปเอาเอกสารที่ทำงานเพื่อมาให้คุณพริ้มดูขอรับ จึงมาช้าไปขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มกันได้แล้ว นายแม่ของพวกเธอเขาไม่ช่างพูดช่างเจรจา จึงมอบให้ป้าบอกกล่าวกับทุกคนแทน เอาคุณพริ้มเริ่มก่อน” คุณหญิงศรีแทรกขึ้น
“พร้อมจะสละทางโลกไปแสวงหาธรรมมะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะละทิ้งญาติพี่น้องไปเสียเลย ถ้าที่นี่ต้องการก็จะกลับมาทันทีค่ะ”
“ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องการทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอีกต่อไปโดยจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน”
ทุกคนแปลกใจ มีพี่น้องสามคนทำไมแบ่งสี่ส่วน

เมขลาเข้ามาในโรงแรมคุยกับประชาสัมพันธ์สองคนที่ปากมากชอบแอบนินทาศีลกับพราวพิลาส เมขลายิ้มให้สองคน
“ขอบใจมาก ที่บอกความจริงกับฉัน”
“คือ แหม...ก็มันตำตานี่คะ”
“ไม่น่าเชื่อนะคะว่าเธอจะกล้า”
“ฉันให้อภัยเขานะ ฉันไม่อยู่ตั้งสามปี สามีคงว้าเหว่มากผู้หญิงมายั่วยวน เข้าใครจะอดใจไหว ขอบใจมากอีกครั้ง”
สองคนยิ้มภูมิใจที่ได้ฟ้องเมขลา

ศีลบอกกับพริ้มเพรา
“คุณพริ้มกรุณาผมมากเกินไปแล้วครับ ท่านเจ้าคุณท่านให้ผมมามากพอแล้ว”
“เอ๊ะ ก็ท่านให้เป็นถึงลุกบุญธรรม ก็เท่ากับท่านรับว่าเป็นคนในครอบครัว คุณพริ้มเธอจะแบ่งให้อีกแค่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ไม่เห็นจะเป็นอย่างไร” คุณหญิงศรีขัดขึ้น
“ถูกต้องที่สุดแล้ว คุณพริ้มเธอแบ่งให้ส่วนที่เป็นห้างของเรา ศีลก่อสร้างห้างนี้มากับมือสมควรได้รับการตอบแทน” คุณหญิงสะบันงาเห็นด้วย
“แหม...ถ้าเธอให้เมี้ยนสิคะมันจะดูแปลกประหลาด” เมี้ยนพูขำๆ
“ขอบพระคุณแทนลูกพจน์ค่ะคุณพริ้ม ความจริงไม่ให้ก็ได้ หรือไม่ต้องเท่ากับคุณ แพรว คุณพราวก็ได้ค่ะ” เดือนพูดอย่างซึ้งใจ
คุณหญิงศรีส่ายหน้า
“นี่ก็อีกราย...มักน้อยเสียเหลือเกิน ตาพจน์ลูกเรานี่แหละต้องมาบริหารและนำพาครอบครัวในภายภาคหน้า”
“แต่แพรวชอบมากค่ะ รวยแล้วรวยอีก รวยซ้ำรวยซ้อน ดีไม่ดีหาทางให้ทรัพย์สมบัติงอกเงยด้วยการทำกิจการอะไรสักอย่าง ที่ไร่นั่นดีไหมพอล” แพรวพรรณรายแทรกขึ้น
“เงินของยู ไอไม่กล้าออกความเห็น ไอเป็นสามีที่เป็นลูกจ้างของยู ยูคือบอส”
ทุกคนพากันขำพอล พริ้มเพราพูดขึ้น
“ส่วนพวกคนเก่าคนแก่ พริ้มก็จะแบ่งให้เป็นก้อนใหญ่ คนละพอสมควรที่จะเอาไว้ใช้ในยามแก่เฒ่าค่ะ”
“โถ คุณพริ้มช่างเผื่อแผ่เหลือเกินค่ะ” ดาซึ้งใจ
“แม่ดาก็อีกเช่นกันค่ะ พริ้มต้องมอบให้เผื่อลูกชายจะไปลงทุนทำมาหากิน”
“ตายจริง แหมขอให้เจริญๆเถิดค่ะ” ดาหน้าตื่น
“แหมนึกว่าตายจริง ไม่เอาละค่ะ” เมี้ยนค้อน
ทุกคนหัวเราะยกเว้นพราวพิลาส กับศีลที่ดูเครียดมาก คุณหญิงสะบันงาตัดบท
“วันนี้ถือว่าเป็นการรวมคนในครอบครัวกันอีกครั้ง ไปทานอาหารร่วมกัน เพราะไม่ได้เป็นอย่างนี้กันมาสามปีแล้ว”

ศีลหม่นหมองลงไปอีก พราวพิลาสยิ่งหม่นหมองตามไปด้วย
 
จบตอนที่ 25
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 24
ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 24
ตะคะญีย่างม้านำมังตราตรวจแถวทหาร มังตราย่างม้าตามสีหน้าเมาๆ เบื่อๆ จนกระทั่งมังตรามาหยุดม้าที่หน้าเนงบาที่ยืนม้าอยู่กับกองทหารและขุนนาง “เราจะให้ท่านขุนพลครูตะคะญีอยู่รักษากรุง ส่วนเราจะนำกองทัพหลวงไปกับเนงบา อ้อมขึ้นไปตีกรุงอังวะเป็นกลลวง” “พระองค์ทรงหมายกำหนดการเสด็จยาตราทัพในวันใด” “เราจะขอพัก เออ...ให้สบายใจก่อน แล้วจะแจ้งเป็นหมายกำหนดแก่ท่านขุนพลอีกครั้ง” “หากเป็นไปตามแผนที่แม่ทัพบุเรงนองคาดเดา ข้าพเจ้าว่าเพลานี้ทางอังวะคงจัดทัพมุ่งมาสู่กรุงตองอูเราแล้วเป็นแน่” “เถอะน่า ช้าไปอีกสองสามวันไม่เป็นไรดอก”
กำลังโหลดความคิดเห็น...