xs
xsm
sm
md
lg

สามีตีตรา ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามีตีตรา ตอนที่ 6

เช้าวันใหม่...เครื่องสินสอดตั้งอยู่บนโต๊ะ ผู้ใหญ่นั่งอยู่พร้อมหน้า พิศุทธิ์นั่งรอกะรัตอยู่กลางวง ท่านชายอ๊อดยิ้มอย่างภูมิใจ หม่อมมลุลีเชิดคอตั้ง พวงหยกมองเนื้อแพรแบบหมั่นไส้ พร้อมมองขวางกฤชไม่ให้มองเนื้อแพร
“ผมดีใจจริงๆที่ครอบครัวของเราจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้วนะครับ”
ท่านชายอ๊อดเอ่ยขึ้น พวงหยกสวน
“นี่มันหายนะชัดๆที่จะต้องมาดองกับพวกกาฝาก...”
กฤชกัดฟันพูดกับพวงหยก
“ขอสักวันเถอะคุณ วันนี้วันเกิดลูกด้วย ถือว่าให้ของขวัญลูก”
“ฉันไม่น่าให้มันเกิดเลยจริงๆ”
เจ้าสัวบัญชามองพวงหยกอย่างรำคาญแล้วหันไปตะโกนถาม
“อากั้ง เสร็จรึยังได้ฤกษ์แล้วนะ”
กันตาโผล่มาตะโกนบอกทุกคน
“เจ้าสาวมาแล้วค่า”
พิศุทธิ์หันมองไปตามเสียงเห็นกะรัตที่ค่อยๆเดินลงมาในชุดไทยสวยสง่า สายตาพิศุทธิ์ มองกะรัตเต็มไปด้วยความรัก กันตาประคองกะรัตมา ก่อนจะแยกตัวไปนั่งกับกุนตี กะรัตกับพิศุทธิ์มองหน้ากันอย่างมีความสุข

พิศุทธิ์กับกะรัตกราบผู้ใหญ่แต่ละฝ่าย...พิศุทธิ์สวมแหวนให้ กะรัตไหว้พิศุทธิ์...กะรัตสวมแหวนให้พิศุทธิ์ สองคนหอมแก้มกัน แสงแฟลชแวบวาบ
เจ้าสัวบัญชายิ้มปลื้ม กุนตี กันตา นวล ยิ้มดีใจแทนกะรัต เนื้อแพรดีใจแทนพิศุทธิ์ ท่านชายอ๊อดรู้สึกชีวิตเริ่มมั่นคง หม่อมมลุลี ก็ยังเชิดๆ พวงหยกเซ็งจัด เมื่อสวมแหวนเสร็จก็ลุกขึ้นไปก่อนใคร พิศุทธิ์มองอย่างไม่สบายใจ กะรัตจับมือพิศุทธิ์อย่างให้กำลังใจ

พิธีรดน้ำสังข์จัดขึ้นในห้องโถง กันตายื่นสังข์ให้เจ้าสัวบัญชารด น้ำให้กะรัตกับพิศุทธิ์ คนแรก เจ้าสัวรดน้ำสังข์พร้อมให้พร
“จะลงเรือลำเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันพามันไป ไปได้ไกลแค่ไหนมันอยู่ที่พลังใจของเรานะ...กั้งเลือก คุณพิศุทธิ์มาร่วมใช้ชีวิตคู่แล้ว ก็จนมั่นใจในตัวเขา...จำคำก๋งไว้นะลูก”
เจ้าสัวบัญชารดน้ำสังข์เสร็จ ลูบหัวกะรัตด้วยความรัก แล้วเดินออกไป หม่อมมลุลีเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ ให้พรพิศุทธิ์
“หลานรักของย่าขอให้คุณพระคุ้มครองนะลูกนะ ให้ปลอดภัยจากกาลกิณี...” หม่อมมลุลีปรายตามองกะรัต “ขอให้อายุของชายยืนยาวอย่าโดนอาเพศใดๆมาเป็นคนในราชสกุลฉัน ก็ช่วยทำตัวให้สูงส่ง อย่าให้ใครพูดได้ว่าฉันเอาผู้หญิงไร้กำพืดมาเป็นสะใภ้”
หม่อมมลุลีรดน้ำสังข์เสร็จแล้วเดินออกไป ท่านชายอ๊อดเดินเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ
“รักกันนานๆนะลูก ยิ่งลูกครองรักกันนานเท่าไร พ่อก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ยิ่งมีลูกมาคล้องใจ พ่อก็ยิ่งสบายใจ”
พิศุทธิ์มองท่านชายอ๊อดอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่เคยอคติกะรัต ทำไมตอนนี้ถึงกลับเอ็นดู ท่านชายอ๊อดเดินออกไป กฤชเดินเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ
“ใจเขา...ใจเรานะลูก...อย่างที่พ่อเคยบอก บ้านนั้นต้องมีหลายเสาค้ำจุนทั้งความรัก ความเชื่อใจ ไว้ใจ และให้อภัย บ้านถึงจะมั่นคง ไม่สั่นคลอน”
กฤชยิ้มให้กะรัตและพิศุทธิ์ แล้วเดินออกไป พวงหยกเดินเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ มองพิศุทธิ์เหยียดๆ
“อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่านายหวังอะไรจากลูกสาวฉันถ้าฉันยังอยู่ ฉันจะดูแลสมบัติแทนลูกโง่ๆของฉันเอง”
“แม่” กะรัตหน้าเสีย
พวงหยกรดน้ำให้กะรัต
“แกก็เหมือนกัน ฉันขอดีใจกับแกด้วย ผัวเก่าตายไปเป็นเดือน คืนนี้ได้ผัวใหม่ ก็ขอให้สถานบันเทิงของแกเปิดใช้การ สนุกให้เต็มที่”
กันตา กุนตี กะรัตหน้าตื่น
“แม่”
กุนตีกระซิบพวงหยก
“พูดอะไรก็นึกถึงกั้งบ้าง ยังไงกั้งก็เป็นผู้หญิงนะแม่”
“ผู้หญิงสามผัว มันไม่มีอะไรให้นึกถึงแล้ว”
พวงหยกเดินสะบัดออกไป กันตา กุนตี กะรัตมองตามอย่างเซ็งๆ พิศุทธิ์เอื้อมมือไปจับมือ ให้กำลังใจ กะรัตยิ้มให้ เนื้อแพรเดินเข้ามารดน้ำสังข์ต่อ
“จำไว้ว่าชีวิตคู่คือชีวิตของคนสองคน จะดี จะร้าย ลูกสองคนต้องจับมือยึดมั่นประคับประคองกันไว้ หากวันนึงมีบุคคลที่สาม ก็จงเชื่อมั่นในคนของเราไว้ก่อน ใครก็มาแทรกกลางไม่ได้”

พิศุทธิ์มองเนื้อแพรอย่างเข้าใจว่าเนื้อแพรตั้งใจพูดสื่อถึงมือที่สามคือสายน้ำผึ้ง กะรัตกับพิศุทธิ์ยกมือไหว้คำอวยพรของเนื้อแพร แขกคนอื่นๆทยอยเข้ามา รดน้ำสังข์ต่อ

กะรัตกับพิศุทธิ์นั่งอยู่ที่โซฟารับแขก มีเจ้าสัวบัญชา หม่อมมลุลี ท่านชายอ๊อด กฤช กันตา กุนตี นั่งเป็นพยาน เจ้าหน้าที่เขตนั่งอยู่
“เสร็จพิธีตอนเช้าแล้ว ทีนี้...เราก็มาสู่ขั้นตอนจดทะเบียนสมรสกันเลยนะครับ”
ท่านชายอ๊อดเอ่ยขึ้น กฤชหันไปหาเจ้าหน้าที่
“งั้นเชิญคุณพิภพ ท่านเป็นเจ้าหน้าที่เขต กรุณาสละเวลามาเป็นเจ้าหน้าที่ จดทะเบียนสมรสให้พิศุทธิ์กับกั้งวันนี้ครับ”
เจ้าหน้าที่ยกมือไหว้ทุกคน แล้วหยิบเอกสารการจดทะเบียนสมรสส่งให้ กะรัตมองใบทะเบียนสมรสอย่างมีความสุขที่สุด เพราะในชีวิตของเธอไม่เคยได้ครอบครองสิ่งนี้มาก่อน
“คุณรู้ไหมคะ ถึงกั้งจะแต่งงานมาสามครั้ง แต่กั้ง ไม่เคยเป็นเมียใครอย่างเต็มตัวสักครั้ง และนี่เป็นครั้งแรก ที่กั้งจะได้ เป็นภรรยาของคุณอย่างเต็มตัวและเต็มใจ คุณจะเป็นเจ้าของตัวกั้ง กั้งจะเป็นเจ้าของตัวคุณ จะไม่มีใครมาพรากเราจากกันได้” กะรัตยิ้มให้พิศุทธิ์
กันตากับกุนตีฟังกะรัตพูดแล้วก็แอบไม่สบายใจ เพราะรู้สึกว่าพิศุทธิ์กำลังจะเข้าสู่กรอบที่ กะรัตกำลังจะวาดไว้ เจ้าสัวบัญชารู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
กะรัตหยิบปากกาจะจรดเซ็นต์ชื่อลงใบทะเบียนสมรส ทันใดนั้นพวงหยก เดินเข้ามาพร้อมทนาย
“เดี๋ยวก่อน”
ทุกคนหันไปมองพวงหยก
“คุณทนาย...เชิญจัดการได้เลยค่ะ”
ทนายเดินไปนั่งแล้วหยิบเอกสารออกจากกระเป๋า ทุกคนมองพวงหยกและทนายอย่างงงๆ
“นี่มันอะไรกันน่ะแม่” กะรัตถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็รักษาผลประโยชน์ให้แกไง อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่า ก่อนแต่งแกผลาญอะไร ของก๋งไปให้ผัวแก”
“แม่พูดอะไรนะ” กะรัตชะงัก
“ก็เรือนหอราคาหลายสิบล้านของแกไง”
เจ้าสัวบัญชา กะรัตและพิศุทธิ์ชะงักที่พวงหยกรู้
“ฉันจะไม่ยอมให้แกโง่เสียรู้ผัวแกไปมากกว่านี้อีกแล้ว ฉันเลยให้ทนายจัดการสลักหลัง ไว้ว่าก่อนผัวแกมา มันมีสมบัติอะไรบ้าง ส่วนแกมีอะไร อย่าหวังจะมาชุบมือเปิบ เป็นสินสมรสหมด”
ท่านชายอ๊อดเคืองขึ้นมาทันที
“คุณพวงหยกพูดอย่างนี้ ผมถือว่าเป็นการดูถูกเกียรติวงศ์สกุลผมนะครับ”
“ก็ดูถูกน่ะสิค่ะ ดิฉันไม่ได้ดูผิดอะไรเลย” พวงหยกหันไปทางทนาย “จัดการเลยค่ะ คุณทนาย”
“เดี๋ยวก่อนครับ” พิศุทธิ์ขัดขึ้น
ทุกคนหันไปมองทางพิศุทธิ์ พวงหยกมองพิศุทธิ์แล้วหัวเราะเสียงเยาะเย้ย
“แหมๆ ไม่ทันไรก็ลายงกสมบัติออกซะแล้วนะคุณชาย รีบห้ามอย่างนี้ กลัวจะไม่ได้สมบัติของลูกฉันใช่ไหม”
“เปล่าครับ แต่ผมจะบอกว่า ถ้าเรื่องสลักหลัง คุณพวงหยกไม่ต้องให้ทนายทำหรอกครับ เพราะผมให้ทนายของผมจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว”
เนื้อแพรเดินเข้ามาพร้อมทนายของพิศุทธิ์
“ขอโทษค่ะที่มาช้า นี่คือคุณขจร ทนายของเนื้อแพรค่ะ”
ขจรยื่นเอกสารให้พิศุทธิ์ดู
“นี่ครับ เป็นเอกสารแสดงทรัพย์สินของคุณพิศุทธิ์ครับ ส่วนของคุณกะรัต ผมคงต้องขอให้ระบุกันไว้ตรงนี้ครับ แต่ถ้าต้องใช้เวลา จะรอหลังเสร็จพิธีก่อนก็ได้ครับ”
เจ้าสัวบัญชาหันมาหาพวงหยก
“เจอลูกเขยที่รู้ใจลื้อแบบนี้ ถูกใจลื้อรึยัง...อาหยก”
พวงหยกสะบัดหน้าไม่พอใจ กฤชยิ้มสะใจกับนิสัยรักสมบัติมากกว่ารักหน้าลูกของพวงหยก ท่านชายอ๊อดไม่พอใจพิศุทธิ์
“ไม่รู้แม่มันให้กินข้าวหรือกินหญ้า”
เนื้อแพรมองท่านชายอ๊อดอย่างเอาเรื่อง ท่านชายอ๊อดทำเฉไฉมองทางอื่น กะรัตเข้าไปหาพิศุทธิ์
“กั้งขอโทษที่แม่ทำแบบนี้ แต่คุณไม่ต้องทำอย่างที่แม่ บอกก็ได้นะคะ”
“ถึงแม่คุณไม่บอก ผมก็ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าที่ผมแต่งงานกับคุณ เพราะผมรักที่ตัวคุณ ไม่ใช่เงินทองที่คุณมี อีกอย่าง...เอกสารพวกนี้ก็ไม่สำคัญอะไร เพราะเราไม่คิดที่จะเลิกกันอยู่แล้ว”
กะรัตกอดพิศุทธิ์อย่างรักหมดหัวใจ
“กั้งคิดไม่ผิดจริงๆที่รักคุณทั้งหัวใจ”
เจ้าสัวบัญชาตัดบท
“อย่าเพิ่งแสดงความรัก มาจดทะเบียนกันก่อน”
กะรัตกับพิศุทธิ์จูงมือกันไปนั่งที่โซฟา หยิบปากกาจรดเซ็นชื่อพร้อมกัน เจ้าหน้าที่เขตตรวจสอบทะเบียนสมรสว่าเรียบร้อยแล้ว
“ยินดีด้วยครับ คุณสองคนเป็นสามีภรรยาที่สมบูรณ์แล้วครับ”
กะรัตกับพิศุทธิ์ยิ้มให้กัน กันตา กุนตี กฤช เนื้อแพร เจ้าสัวบัญชามองพิศุทธิ์กับกะรัตยิ้มมีความสุขไปด้วย ท่านชายอ๊อด หม่อมมลุลีมองพิศุทธิ์กับกะรัตอย่างหมั่นไส้

ท่านชายอ๊อดเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกมาในสวน
“ไอ้ลูกโง่ ทำไมมันไม่ได้เลือดผมไปสักนิด”
หม่อมมลุลีตามมา
“ชายจะทำอะไร ก็อย่าให้มันกระโตกกระตากนัก เจ้าสัวไม่ใช่คนโง่ที่จะให้ชายเอาเปรียบเขาได้ ไม่งั้นเขาไม่ให้เงินชายแลกกับหุ้นใน บริษัทหรอก”
“โชคยังดีที่แม่หนูกะรัตยังหลงไอ้พิศุทธิ์อยู่ ยังไงผมก็ยังมีข้อต่อรอง”
“หวังว่ามันไม่ตายไปซะก่อนเพราะ เพราะนังเมียกินผัวของมันหรอกนะ”
หม่อมมลุลีถอนใจ แต่ท่านชายอ๊อดยังมีความหวัง

กะรัตกอดใบทะเบียนสมรสยิ้มดีใจ
“กั้งมีความสุขที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ทำทุกอย่างเพื่อกั้ง”
“มันก็แค่กระดาษใบหนึ่ง ไม่คิดว่าคุณจะดีใจขนาดนี้”
“แต่มันเป็นกระดาษที่บอกว่าคุณเป็นของกั้งอย่างแท้จริง”
พิศุทธ์สะดุดหูนิดนึงเรื่องที่กั้งอยากเป็นเจ้าของเขา
“ถ้าใจผมไม่อยู่กับคุณ แค่กระดาษแผ่นเดียวรั้งตัวผมไว้ได้หรอกนะ แต่ที่ผมอยู่กับคุณที่นี่ ตรงนี้ เพราะว่าผมรักคุณ”
“สามีใครน๊า...ปากหวานจัง แบบนี้กั้งรักตายเลย”
พิศุทธิ์ตัดสินใจพูดเรื่องสายน้ำผึ้ง
“กั้ง ผมขออะไรคุณสักอย่างได้มั้ย”
“ขอหลายอย่างก็ได้ค่ะ ถ้าเป็นคุณ...กั้งให้ได้แม้แต่ชีวิตกั้งเอง”
“ผมแค่อยากบอกว่าในเมื่อเรากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมอยากให้คุณ ลืมเรื่องเก่าๆซะ เลิกผูกใจเจ็บเลิกโกรธแค้นใครๆซะที”
“ใครบ้างล่ะค่ะ อ๋อ คุณหมายถึงพวกแฟนเก่าๆของกั้งใช่มั้ย”
“นั่นก็ส่วนนึงครับ แต่ที่ผมหมายถึงนี่ ผมหมายถึง...”
กะรัตมองพิศุทธิ์อย่างอยากรู้ แต่นวลโผล่พรวดเข้าห้องมา
“อุ้ยตาย ผิดจังหวะไปหน่อย นวลขอโทษค่ะ”
“นวล โผล่มาทำไม”
“คุณกุ้งให้นวลขึ้นมาตามคุณกั้งกับคุณพิศุทธิ์ค่ะค่ะ ว่าได้เวลาไปเตรียมตัวที่โรงแรมแล้วค่ะ”
“อุ้ยตาย จริงด้วย งั้นเรารีบไปกันเถอะค่ะ”

กะรัตรีบเดินไปกับนวล พิศุทธิ์มองกังวล

เย็นนั้น สายน้ำผึ้งนั่งที่โซฟา รสสุคนธ์นั่งตรวจการบ้านเด็กอยู่ สายน้ำผึ้งเหลือบมองรสสุคนธ์ คิดอะไรบางอย่าง
“หิวจัง”
“น้าทำราดหน้าไว้ เดี๋ยวน้าจัดให้นะ”
“ผึ้งไม่อยากกินราดหน้า” สายน้ำผึ้งพูดเสียงอ้อน “น้ารสไปซื้อเกี๊ยวน้ำปู หน้าปากซอยให้ผึ้งหน่อยนะ”
รสสุคนธ์ถอนใจ
“ก็ได้ เดี๋ยวน้าไปซื้อให้ แล้วผึ้งอย่าลุกไปไหนนะ”
“รู้แล้วน่า”
รสสุคนธ์เดินไปหยิบกระเป๋าเงินแล้วเดินออกไป สายน้ำผึ้งมองน้าที่เดินออกไป อย่างตัดสินใจบางอย่าง

ค่ำนั้น พิศุทธิ์กับกะรัตยืนถ่ายรูปกับแขกอยู่ที่ซุ้มดอกไม้หน้าทางเข้างาน กันตา กุนตีและนวลคอยช่วยยกชายกระโปรงและเสิร์ฟน้ำให้เจ้าสาว เจ้าบ่าว
“คืนนี้คุณสวยมากรู้ไหม”
พิศุทธิ์มองของกะรัตที่ยิ้มแย้ม
“กั้งรู้อยู่แล้วว่ากั้งสวย”
“ผมหมายถึงชุดที่คุณตัดต่างหาก” พิศุทธิ์แกล้งหยอก
“คุณพิศุทธิ์” กะรัตแกล้งตีแขนพิศุทธิ์
“ผมล้อเล่น”
“กั้งจะสวยกว่านี้อีกนะ...ตอนไม่ใส่ชุดน่ะ”
พิศุทธิ์ชะงักเขินไม่คิดว่าเธอจะเล่นแบบนี้ กะรัต กันตา กุนตียิ้มขำ พิศุทธิ์หน้าเก้อ แขกทยอยเข้ามาขอถ่ายรูปกะรัตกับพิศุทธ์ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข

สายน้ำผึ้งหยิบราตรีสีดำออกมาจากตู้ มองตัวเองในกระจกอย่างใช้ความคิด สายน้ำผึ้งจะเดินออกจากห้องน้ำ ทันใดนั้นเธอรู้สึกเจ็บท้องจับท้อง แล้วสูดลมหายใจเก็บกลืนความเจ็บท้องนั้น แล้วยืดตัวขึ้นเดินหน้าออกจากห้องน้ำต่อไป

ในห้องบอลลูม...เจ้าสัวบัญชาและหม่อมมลุลี อยู่บนเวทีร่วมกับกะรัตและพิศุทธิ์ พร้อมคล้องพวงมาลัยให้เจ้าบ่าว เจ้าสาว และกล่าวอวยพร
จากนั้นกะรัตกับพิศุทธิ์กำลังช่วยกันตัดเค้กแต่งงานด้วยหน้าตามี ความสุข แล้วพากันไปยืนอยู่บนเวทีเตรียมพร้อมจะโยนช่อดอกไม้ให้ เพื่อนเจ้าสาวในงาน พิธีกรประกาศ
“เชิญสาวโสดในงานมายืนที่หน้าเวทีเลยนะครับผม”
นวลรีบวิ่งไปยืนหน้าเวทีคนแรกตะโกนบอกกะรัต
“คุณกั้งขา นวลอยู่ทางนี้นะคะ”
กันตาลุกขึ้นพร้อมกับดึงมือกุนตีไปที่หน้าเวทีด้วย
“ไม่เอา พี่ไม่ไป” กุนตีไม่ยอมลุก
“ไปเถอะ เผื่อพี่รับช่อดอกไม้ได้ พี่จะได้สลัดจากคาน”
“ถ้าลงจากคานแล้วชีวิตต้องวุ่นวายอย่างพวกเธอ พี่อยู่บนคานสบายกว่า”
“ไม่รู้ล่ะ พี่กุ้งต้องไปกับก้อย”
กันตาดึงกุนตีให้ลุกขึ้นจนได้ แล้วหันไปทางพวงหยก
“แม่ไปรับช่อดอกไม้ด้วยกันไหม เผื่อแม่รับได้ อาจได้กิ๊กใหม่มายั่วพ่อ”
“จะหากิ๊กมาทำไม ชีวิตฉันอยู่คนเดียวได้ ไม่ได้ตัณหากลับเหมือนพ่อแก”
กฤชนั่งถอนใจเซ็ง กันตามองพ่อแล้วยิ้มแหยๆขอโทษที่ทำให้พ่อโดนแม่เหน็บ
“พี่กั้ง ก้อยกับพี่กุ้งอยู่ตรงนี้นะ”
กันตาดึงกุนตีไปที่หน้าเวที นวลกระโดดตัดหน้ากันตา
“นวลก็อยู่ตรงนี้ค่ะ”
กะรัตกับพิศุทธิ์หัวเราะกับความคึกคักของสาวๆ
“โอเค...จะโยนแล้วนะ ใครรับได้ ขอให้เป็นเจ้าสาวคนต่อ ไป”
กะรัตโยนช่อดอกไม้ออกไป ช่อดอกไม้ลอยละล่องอยู่ในอาการศกลุ่มสาวๆ กระโดดเอื้อมมือเพื่อจะคว้าให้ได้ แต่ไม่มีใครเอื้อมถึง ช่อดอกไม้ค่อยๆ ลดความสูงลงต่ำ แล้วร่วงหล่นที่พื้น
สาวๆหันไปมองช่อดอกไม้เป็นตาเดียวกันแล้วทุกคนต้องชะงักเมื่อเห็นว่าช่อดอกไม้นั้นหล่นอยู่แทบเท้าใครบางคน ทุกคนมองที่คนๆนั้นอย่างชะงักเพราะคนที่ยืนอยู่คือ พวงหยก นวลโพล่งออกมา
“คุณนายแอบมารับช่อดอกไม้เหรอคะ”
พวงหยกหน้าเหวอ
“จะบ้าเหรอ ฉันจะไปห่องน้ำย่ะ”
พวงหยกรีบเดินออกไป สายน้ำผึ้งยืนอยู่ด้านหลังพวงหยก กะรัตมองสายน้ำผึ้งอย่างอึ้ง พิศุทธิ์เองก็ชะงักคาดไม่ถึง ทุกคนมองสายน้ำผึ้งชะงัก
“นังผึ้ง”
สายน้ำอยู่ในชุดราตรีคลุมท้องสีดำยืนยิ้มให้กะรัต หม่อมมลุลีมองสายน้ำผึ้ง แล้วพูดเสียงเยาะ
“งามหน้าแน่งานนี้ชายอ๊อด”
ท่านชายอ๊อดมองสายน้ำผึ้งว่าเป็นใคร สายน้ำผึ้งค่อยๆก้มลงหยิบ ช่อดอกไม้ขึ้นมา
“นี่ฉันจะได้แต่งงานเป็นคนต่อไปเหรอเนี่ย”
กะรัตรีบลงจากเวทีพุ่งเข้าไปหา พิศุทธิ์รีบเดินตาม กะรัตปัดช่อดอกไม้ จากมือสายน้ำผึ้ง
“อย่า...กั้ง” พิศุทธิ์จับตัวกะรัตไว้ไม่ให้เข้าใกล้สายน้ำผึ้ง
“แกมาทำไม” กะรัตยังคงจะเอาเรื่อง

สายน้ำผึ้งส่งเค้กที่เตรียมมา ให้กะรัตเป่าเทียน
“Happy Birthday จ้ะกั้ง เป่าเค้กก่อนสิจ้ะ”
“ฉันไม่เป่าเค้กเน่าๆของแกหรอก”
สายน้ำผึ้งยิ้มเยาะกะรัต
“ไม่เป็นไร ถ้าเธอไม่เป่า ฉันเป่าแทนให้ เพราะฉันชอบทำอะไรแทนเพื่อนอยู่แล้ว”
สายน้ำผึ้งท้าท่าเป่าเค้กยั่ว กะรัตสะบัดมือจากการจับของพิศุทธิ์ แล้วปัดเค้กออกจากมือสายน้ำผึ้ง โครม แล้วยืนประจัน หน้าจ้องหน้า
“จำใส่หัวแกไว้นะนังผึ้ง ฉันไม่เคยมีเพื่อนสารเลวอย่างแก ออกไปจากงานฉันเดี๋ยวนี้ แกจะไปตายโหงตามผัวแกก็ไป๊”
สายน้ำผึ้งจุ๊ปาก
“จุ๊...จุ๊...จุ๊...อย่าพูดอัปมงคลอย่างนั้นสิกั้ง เขาบอกว่าคนเราจะดีหรือร้ายนั้นขึ้นอยู่ที่คำพูด เพราะเธอเป็นคนอย่างนี้ไง ชีวิตเธอถึงได้ อับปาง”
“นังผึ้ง ฉันบอกให้แกออกไปจากงานของฉัน หรือจะให้ฉันจับแกโยนออกไป”
กะรัตจะพุ่งเข้าใส่สายน้ำผึ้งแต่พิศุทธิ์พยายามดึงตัวไว้ สายน้ำผึ้งยิ้มเยาะ
“ไม่เอาน่ากั้ง ถึงเธอไม่อยากให้ฉันมา แต่เพื่อนร่วมงานของฉันอยากให้ฉันมา”
“ใครเป็นเพื่อนร่วมงานของแก”
สายน้ำผึ้งมองไปทางพิศุทธิ์ ทั้งพิศุทธิ์และเนื้อแพรรู้สึกว่าเกิดเรื่องแน่ที่
“ยินดีด้วยนะคะคุณพิศุทธิ์” สายน้ำผึ้งยิ้มให้พิศุทธิ์
กะรัตรู้ว่าพิศุทธิ์ปิดเรื่องทำงานกับสายน้ำผึ้งหันไปมองจ้องเขา
“หมายความว่ายังไง”
สายน้ำผึ้งทำหน้าซื่อ
“อ้าว คุณพิศุทธิ์ไม่เคยบอกกั้งเหรอคะว่าเราทำงานด้วยกัน”
กะรัตชะงัก จ้องพิศุทธิ์อย่างโกรธ
“จริงเหรอคุณพิศุทธิ์”
“อย่าทำแบบนี้เลยครับคุณผึ้ง ผมขอร้อง”
พิศุทธิ์มองสายน้ำผึ้ง กะรัตโวยวาย
“ตกลงคุณรู้จักมันจริงๆใช่ไหม แล้วทำไมคุณไม่บอกฉัน”
“ไม่ใช่แค่รู้จักนะกั้ง แต่เราสนิทกันมากเลยล่ะจ้ะเพราะว่าเราสองคนเจอกันทุกวัน ใช่มั้ยคะคุณพิศุทธิ์”
“พอเถอะคุณผึ้ง” พิศุทธิ์เสียงเข้ม
“เพื่อคุณพิศุทธิ์ ผึ้งหยุดก็ได้ค่ะ” ส่ายน้ำผึ้งพูดกับกะรัต “ขอให้คืนนี้เธอกอบโกยอ้อมกอดของสามีคนใหม่ให้มากๆนะ เพราะคืนนี้เขาอาจ เป็นของเธอ แต่คืนต่อไป...” สายน้ำผึ้งเข้ามากระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน “อาจเป็นของคนอื่นอีกก็ได้ เหมือนตอน คุณภูไง”
“นังผึ้ง ฉันจะไม่ปล่อยให้แกทำลายชีวิตฉันอีกต่อไป”
กะรัตคลั่ง พุ่งจะเข้าตบสายน้ำผึ้งแต่พิศุทธ์มาดึงไว้ กะรัตพยายามสะบัดฟาดงวงฟาดงานผลักคนที่ เข้ามาห้ามจนคนเซไปชนสายน้ำผึ้งเซไปชนโต๊ะล้ม โครม
“โอ๊ย”
ทุกคนในงานมองเหตุการณ์อย่างตกใจ กะรัตยังขาดสติ จะพุ่งเข้าไปหาสายน้ำผึ้ง
“อย่ามาทำสำออยนังงูพิษ”
พิศุทธิ์รีบตะครุบจับตัวกะรัตไว้
“ใจเย็นๆก่อนกั้ง”
กะรัตอาละวาด พยายามสะบัดตัวเพื่อเข้าไปตบสายน้ำผึ้ง
“ปล่อยกั้ง มันคิดจะแย่งคุณเหมือนที่มันแย่งคุณภูไป กั้งไม่เอามันไว้แน่”
พิศุทธิ์สะดุดไปนิดกับประโยคนี้ สายน้ำผึ้งจับท้องอย่างเจ็บมาก
“โอ้ย...ผึ้งปวดท้อง ช่วยด้วย”
กันตามองที่กระโปรงของสายน้ำผึ้งเห็นเลือดไหลออกมาจากหว่างขา
“พี่กุ้งโทรเรียกรถพยาบาลเร็ว พี่ผึ้งกำลังจะคลอด”
กะรัตชะงัก พิศุทธิ์จะเข้าไปช่วยสายน้ำผึ้ง กะรัตดึงแขนไว้
“อย่าช่วยมันนะ”
“เห็นอย่างนี้ ผมไม่ช่วยไม่ได้หรอก”
พิศุทธิ์ก้มลงไปอุ้มสายน้ำผึ้งแล้วพาออกไปจากห้องบอลลูม กะรัตมองตาม ด้วยความโกรธแค้น
“คุณพิศุทธิ์ กลับมานะ”
“ใจเย็นๆกั้ง”
กุนตีเข้ามากอดกะรัตให้มีสติ กะรัตโวยวายไม่ยอมให้พิศุทธิ์ไปกับสายน้ำผึ้ง
พิศุทธิ์อุ้มสายน้ำผึ้งไปที่ประตูห้องบอลลูม ใบหน้าสายน้ำผึ้งที่อยู่ในอ้อมกอดพิศุทธิ์มอง กะรัตแล้วยิ้มเยาะ รำพึงในใจ

“คราวนี้...ถึงคราวที่ฉันเป็นฝ่ายได้บ้าง นังกั้ง”

บุรุษพยาบาลเข็นร่างสายน้ำผึ้งไปทางห้องคลอดอย่างรีบร้อน พิศุทธิ์และกันตาวิ่งตามมา สายน้ำผึ้งเจ็บปวดท้องมากพยายามผงกหัวตัวเองขึ้นมาดูสภาพของตัวเอง เห็นเลือดเต็มขาตัวเอง
“ลูก…ลูก…อย่าเป็นอะไรนะลูก…ลูก”
สายน้ำผึ้งคร่ำครวญ น้ำตาไหลพรากเมื่อคิดถึงว่ากำลังจะเสียลูกไป พิศุทธิ์กับกันตามองสายน้ำผึ้งอย่างเห็นใจ แต่ใจนึงก็ห่วงกะรัตที่ถูกทิ้งในงานแต่งคนเดียว พิศุทธิ์บอกกับกันตา
“ยังไงฝากคุณกันตาด้วยนะครับ ผมจะรีบกลับไป...”
พิศุทธิ์ยังไม่ทันพูดคำว่าหากะรัต สายน้ำผึ้งรีบยื่นมือมาไขว่คว้าแขนของพิศุทธิ์ไว้ทันที
“คุณพิศุทธิ์ ช่วยผึ้งด้วย... ผึ้งกลัว”
พิศุทธิ์กับกันตามองสายน้ำผึ้งอย่างหนักใจ
“ผมส่งคุณถึงมือหมอแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วครับ”
พิศุทธิ์บอกอ้อมๆว่าหมดหน้าที่เขาแล้ว เขารับผิดชอบเท่าที่ควรทำแล้ว บุรุษพยาบาลเข็นร่างสายน้ำผึ้งมาที่หน้าห้องคลอด พยาบาลเปิดประตูห้อง สายน้ำผึ้งยังจับมือพิศุทธิ์ไว้
“แล้วถ้าลูกของผึ้งเป็นอะไรไปล่ะคะ ผึ้งจะทำยังไง...ลูกของผึ้งไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย กั้งทำแบบนี้ทำไม…กั้งทำได้ยังไง”
พิศุทธิ์หนักใจเพราะคิดว่าแม้กะรัตจะใช้อารมณ์เกินเหตุ แต่กะรัตไม่ใจดำพอที่คิดจะทำร้าย ลูกของสายน้ำผึ้งแน่นอน
“กั้งเขาไม่ได้…” พิศุทธิ์จะบอกว่ากะรัตไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูกผึ้งอย่างที่ผึ้งคิด
สายน้ำผึ้งรีบพูดแทรกด้วยเสียงสะอื้นอ้อนวอน
“คุณพิศุทธิ์อยู่กับผึ้งนะคะ...ผึ้งกลัว…”
พิศุทธิรู้สึกลำบากใจมาก

เจ้าสัวบัญชา หม่อมมลุลี ท่านชายอ๊อด พวงหยก เนื้อแพร นั่งรอพิศุทธิ์อยู่ใน ห้องรับแขก กะรัตนั่งนิ่งเงียบอยู่มุมหนึ่ง กุนตีและนวลซึ่งนั่งอยู่ข้างๆรู้สึกเป็นห่วง นวลกระซิบกุนตี
“นวลอยากให้คุณกั้งอาละวาดบ้านแตกดีกว่านั่งเงียบแบบนี้ ...นวลไม่รู้ว่าคุณกั้งคิดอะไร รู้สึกอะไร
นวลเป็นห่วง กลัวจะเหมือนคราวก่อนๆตอนที่รู้ว่าโดนนอกใจแล้วคุณกั้งก็ทำร้ายตัวเอง”
“ไม่หรอกน่านวล”
กุนตีปลอบนวลแต่ใจในนั้นห่วงกะรัตไม่น้อย กะรัตนั่งนิ่งน้ำตาเอ่อคลอ ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง และเสียใจ ภาพพิศุทธิ์อุ้มสายน้ำผึ้งออกไปจากงาน แต่งงานโดยไม่ฟังคำเรียกของเธอแว่บเข้ามา กะรัตน้ำตาร่วงออกมาเงียบๆ พวงหยกมองอาการของลูกแล้วอดเก็บปากไว้ไม่อยู่
“ไม่ทันส่งตัวเข้าห้องหอ เจ้าสาวก็มานั่งน้ำตาตกซะแล้ว ไหนจะมีเลือดตกยางออกกลางงานแต่ง ไม่ต้องพึ่งอาจารย์ญาณทิพย์ที่ไหน ฉันก็สัมผัสพลังงานบางอย่างได้ว่ามันเป็นลางร้าย” พวงหยกคิดบางอย่างได้ “เอาอย่างนี้ไหม ไหนๆก็ยังไม่ได้ส่งตัว เรายกเลิกงานแต่งเลยดีกว่า”
หม่อมมลุลีกับท่านชายอ๊อดพูดพร้อมกัน
“ไม่ได้”
พวงหยกและเนื้อแพรหันไปมองหม่อมมลุลีและท่านชายอ๊อดอย่างจับผิด
“ฉันนึกว่าหม่อมจะดีใจเสียอีก เห็นตอนแรกออกตัวไม่ยอมรับลูกสาวฉัน ไปร่วมวงศ์ตระกูลแล้วไหงตอนนี้กลับกลางปีกปกป้องงานแต่งนี้ซะล่ะค้า” พวงหยกเสียงเยาะ
เนื้อแพรมองอาการท่านชายอ๊อดกับหม่อมมลุลีอย่างเก็บข้อมูลว่ามีพิรุธอะไรรึเปล่า
“ก็จัดงานเอิกเกริกขนาดนี้แล้ว ถ้ายกเลิกขึ้นมา ไม่ยิ่งงามหน้ากว่าเก่าเหรอ” หม่อมมลุลีรีบแก้
“อ๋อ กลัวเสียหน้า ฉันก็นึกว่าหม่อมกลัวจะเสียผลประโยชน์” พวงหยกยิ้มหยัน
ท่านชายอ๊อดโมโหกลบเกลื่อน
“หมายความว่ายังไงคุณพวงหยก”
“ฉันก็หมายถึง…”
กฤชพูดแทรกด้วยความหน่ายใจ
“พอเถอะพวงหยก คนเราถ้าอ้าปากแล้วไม่มีความสร้างสรรค์ สู้อยู่เฉยๆน่าจะมีประโยชน์กว่า อย่างน้อยก็ไม่ทำให้คนอื่นปวดหู”
“คุณกฤช” พวงหยกโกรธที่กฤชหักหน้า
ทันใดนั้นพิศุทธิ์เดินเข้ามา กุนตีมองพิศุทธิ์อย่างโล่งใจที่เขามาสักที
“คุณพิศุทธิ์”
“ขอโทษครับที่ผมทำให้ทุกคนต้องรอ”
พิศุทธิ์มองไปทางกะรัตที่ยังคงเมินหน้าไปทางอื่น ไม่แม้จะเหลียวหันมามองเขา พิศุทธิ์รู้อยู่แล้วว่ากะรัตต้องไม่เข้าใจว่าที่เขาพาสายน้ำผึ้งไปส่งโรงพยาบาลนั้น เขาทำเพื่อกะรัต
“อ้าว...ทำไมกลับมาเร็วจังล่ะ น่าจะอยู่เฝ้าจนมดลูกนังผึ้งเข้าอู่ด้วยซะเลย ไหนๆก็ทิ้งยายกั้งไว้กลางงานขนาดนั้นแล้ว”พวงหยกกระแนะกระแหน
“พอได้แล้ว วันนี้เป็นวันที่คนสองคนต้องมีความสุข หยุดเอาคนอื่นมาเป็นปัญหาสักที”
เจ้าสัวบัญชาปราม เดินไปแตะไหล่กะรัตเป็นเชิงปลอบและเรียกสติ
“ไป...ขึ้นห้องกันได้แล้ว ก๋งจะได้ส่งตัวเราสองคน”
กะรัตเกรงใจจึงจำใจเดินขึ้นห้องนอน พิศุทธิ์ กับทุกคนเดินขึ้นบันไดตาม

ในห้องนอน กะรัตกับพิศุทธิ์นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้น สีหน้ากะรัตยังคงนิ่งเงียบ พิศุทธิ์เหลือบมองแต่เธอยังคงไม่มองเขาแม้หางตา
เจ้าสัวบัญชามองอาการของหลานสาวออก จึงเอื้อมไปจับมือกะรัตและจับมือพิศุทธิ์ขึ้นมา
“ก๋งขอให้วินาทีนี้ เป็นวินาทีสุดท้ายที่จะนึกถึงอดีต และการเคืองโกรธกันไม่ว่าเรื่องอะไร...แล้ววินาทีต่อจากนี้” เจ้าสัวบัญชาเอามือของกะรัตและพิศุทธิ์มาวางประสานกัน “ขอให้เป็นวินาทีแรกของความสุข การสร้างครอบครัว การเติมเต็มซึ่งกันและกัน ต่อจากนี้จะไม่มีเรื่องของกั้งหรือเรื่องของ คุณชาย จะมีแต่เรื่องของเรา”
พิศุทธิ์กุมมือกะรัตไว้ เธอดึงมือกลับแล้ว ก้มลงกราบเจ้าสัวบัญชาอย่างไม่ใส่ใจเขา พิศุทธิ์จึงก้มกราบตาม เจ้าสัวมองกะรัตแล้วอดห่วงการใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลของกะรัตไม่ได้
“เอาล่ะ...เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว พักผ่อนเถอะ”
เจ้าสัวบัญชาลูบหัวกะรัต แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง พวงหยกเดินมาหากะรัต
“ฉันขอให้ผลบุญที่ฉันทำ ช่วยปัดเป่าราคะที่มันบังตาแกโดยเร็ววัน”
กุนตีระอาพวงหยก
“ไปเถอะแม่ กั้งกับคุณพิศุทธิ์จะได้พักผ่อน”
กุนตีดึงพวงหยกให้เดินออกจากห้อง ท่านชายอ๊อดเดินมาพูดกับพิศุทธิ์และกะรัต
“อย่าลืมรีบมีหลานให้พ่อนะ”
ท่านชายอ๊อดยิ้มกรุ้มกริ่มให้พิศุทธิ์ แล้วเดินออกไปพร้อมหม่อมมลุลี เนื้อแพรเดินมาหากะรัตกับพิศุทธิ์ เธอมองอาการกะรัตที่นิ่งเงียบไม่แลพิศุทธิ์แล้วก็เป็นห่วงลูกชายว่าต้องรับอารมณ์แรงๆของกะรัติแน่
“มีอะไรก็ค่อยๆคุยกัน” เนื้อแพรลูบแก้มพิศุทธิ์อย่างปลอบโยน “แม่ไปก่อนนะลูก”
กะรัตกับพิศุทธิ์ยกมือไหว้ เนื้อแพรเดินออกไป กฤชเดินเข้ามาหา จับมือลูกสาวเพื่อเตือนสติ
“กว่าจะถึงวันนี้ได้ เราเสียสละกันมามากทุกคนนะลูก อย่าให้ใครมาทำลายมันได้”
กะรัตยกมือไหว้ขอบคุณพ่ออย่างนิ่งเงียบ กฤชถอนใจกับอาการของลูกสาว แล้วหันไปมอง ให้กำลังใจกับพิศุทธิ์ แล้วเดินออกจากห้องไป บรรยากาศเงียบจนพิศุทธิ์รู้สึกถึงความยะเยือก กะรัตจะลุกขึ้น แต่ขาเป็นเหน็บจึงลุกไม่ไหว จนเซลงมานั่งที่เดิม พิศุทธิ์จะจับแขนเพื่อพยุงให้ลุกขึ้น กะรัตสะบัดแขนออกไม่ให้เขาจับแขนตัวเอง
“อย่าเอามือที่คุณจับมัน มาจับฉัน”
พิศุทธิ์พยายามข่มใจให้เย็น
“ไม่เอาน่ากั้ง คุณก็น่าจะรู้ว่าที่ผมต้องพาสายน้ำผึ้งไปโรงพยาบาลเพราะอะไร”
“ก็เพราะคุณเลือกมันไง คุณแต่งงานกับฉัน คุณควรอยู่เคียงข้างฉันสิ แต่คุณกลับทิ้งฉันไปช่วยคนที่ทำร้ายฉัน แล้วทำไมคุณไม่บอกฉันเรื่องที่คุณทำงานที่เดียวกับมัน”
พิศุทธิ์พยายามพูดใจเย็น
“ผมคิดจะบอกหลังเราแต่งงานกัน”
“ทำไมต้องรอหลังแต่งงาน”
“เพราะผมกลัวคุณเป็นอย่างนี้ไง”

“นี่คุณกลัวฉันจะอาละวาดใส่มันเหรอ งั้นแปลว่าที่คุณไม่บอกฉัน เพราะคุณตั้งใจปกป้องมันใช่ไหม”

สามีตีตรา ตอนที่ 6 (ต่อ)

กะรัตพรั่งพรูน้ำตาที่เก็บไว้ออกมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งเสียใจ แค้น โกรธ พิศุทธิ์เห็นกะรัตร้องไห้แล้วก็อดใจหายไม่ได้ เขากอดประโลมเธอ
“ผมขอโทษ ถ้าสิ่งที่ผมทำ มันทำให้คุณรู้สึกแย่ขนาดนี้” เขาค่อยๆใช้นิ้วเช็ดน้ำตาให้ “ไม่ร้องนะ วันนี้วันแต่งงานของ เรา ทำไมต้องให้คนๆเดียว มามีอิทธิพลกับเราด้วย”
กะรัตอารมณ์ขึ้นอีก
“ก็เพราะเด็กบ้าที่กำลังจะคลอดนั่นมันลูกผัวเก่าฉันไง ฉันคบกับมันมาเป็นสิบปี ฉันรักมัน แต่มันกลับแทงข้างหลังฉัน คุณลองเป็นฉันบ้างสิ”
“เรื่องนี้มันผ่านมานานแล้ว ตอนนี้สายน้ำผึ้งก็กำลังใช้กรรม อโหสิให้เขาเถอะกั้ง”
กะรัตสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดพิศุทธิ์ทันที แล้วมองเขาด้วยสายตาแข็งกร้าวแสดงให้เห็นว่า เกลียดสายน้ำผึ้งขนาดไหน จนหาคำว่าให้อภัยไม่เจอ
“ไม่มีทาง ต่อให้มันดิ้นตายตรงหน้า ฉันก็ไม่อโหสิ ถ้าคุณรักฉัน คุณต้องลาออกจากงานนั่นซะ”
“นั่นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาของเรื่องนี้” พิศุทธิ์ถอนใจ
“แต่ฉันจะแก้ด้วยวิธีนี้ ยังไงคุณต้องลาออก” กะรัตพูดพร้อมทุบหน้าอกเขาด้วยความคลั่ง “คุณต้องลาออก ลาออก ถ้าคุณไม่ลาออก คุณก็ไม่ต้องมาแตะต้องตัวฉัน”
กะรัตผลักพิศุทธิ์ให้ออกห่างตัวเองอย่างแรงจนเซไปชนกำแพง พิศุทธิ์ทั้งเจ็บตัวและโมโหที่กะรัตใช้อารมณ์จนขาดสติ
“ตอนนี้คุยอะไรไปก็ไม่รู้เรื่อง เอาไว้คุณพร้อมฟังผมด้วยเหตุผลเมื่อไหร่ เราค่อยคุยกัน”
พิศุทธิ์เดินออกจากห้องไป กะรัตมองอย่างคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้

พิศุทธิ์เดินลงบันไดมา นวลตกใจ
“คุณพิศุทธิ์ออกจากห้องมาทำไมคะ โบราณเขาถือ ถ้าส่งตัวแล้วห้ามเจ้าบ่าว เจ้าสาวออกจากห้องหอ”
“ฉันอยากได้ยา”
นวลชะงักคิดว่ายาอะไรแล้วทำหน้าตาตื่น
“คืนแรกก็ใช้ยาโด๊ปเลยเหรอคะ”
“ฉันหมายถึงยาแก้ปวด…ฉันปวดหัว” พิศุทธิ์เซ็ง
“อ๋อ งั้นคุณพิศุทธิ์ขึ้นห้องเถอะค่ะ เดี๋ยวนวลเอาขึ้นไปให้” นวลหน้าแหย
“ไม่เป็นไร ฉันอยากนั่งเงียบๆตรงนี้สักพัก”
พิศุทธิ์เดินไปนั่งที่โซฟาอย่างหมดแรง นวลมองพิศุทธิ์ที่นั่งที่โซฟา แล้วมองขึ้นไปชั้นบนนึกถึงกะรัต สังหรณ์ใจว่าชักจะยังไง

พวงหยกเดินเข้าบ้านด้วยความเหนื่อยล้า กุนตีคุยมือถือกับนวลเดินตาม พวงหยกเข้ามา
“อะไรนะนวล สองคนนั้นทะเลาะจนไม่นอนห้องเดียวกันเลยเหรอ”
พวงหยกกับกฤชชะงัก พวงหยกรีบยื่นหน้าแอบฟังกุนตีคุยกับนวล
“นวลดูแลสองคนนั้นดีๆแล้วกัน ถ้ามีอะไร ก็รีบโทรมาบอกฉันนะ”
พวงหยกพนมมืออย่างมีความสุข
“สาธุ...ผลบุญฉันได้ผลจริงๆ ไม่ทันไรก็ปัดเป่าราคะที่บังตายายกั้งได้แล้ว คืนแรกก็แยกกันนอน ...อาทิตย์คงหย่า”
กุนตีและกฤชมองพวงหยกอย่างระอา
“คุณเคยได้ยินไหม ยิ่งแช่งใคร เขายิ่งอายุยืน คุณแช่งกั้งกับคุณพิศุทธิ์เขาก็ยิ่งรักกัน”
“แล้วคุณเคยได้ยินไหม ยิ่งคนมันอยากจะรัก อุปสรรคมันก็เยอะ แล้วฉันนี่แหละที่จะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ เงินของตระกูลฉันไม่ได้สอย จากต้นมะม่วง มันหามาด้วยหยาดเหงื่อ ฉันไม่มีวันยอมให้พวกปลิงนั่น มาเสวยเงินของฉันหรอก คุณก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าฉันจะเชื่อว่าเลิก กับนังเนื้อแพรจริงๆ รอให้ฉันมีหลักฐานก่อน แม่จะล้างทั้งบางเลย คอยดู”
พวงหยกสะบัดหน้าเดินขึ้นห้องไป กุนตีกับกฤชมองพวงหยกแล้วมองหน้ากัน

กะรัตปาข้าวของอย่างโมโหหงุดหงิด อยากจะเปิดประตูเพื่อเรียกพิศุทธิ์กลับ เข้ามานอนในห้อง แต่แล้วชะงักมือ
“ฉันไม่ผิด คุณต้องเป็นฝ่ายง้อฉัน”
พิศุทธิ์เอนตัวนอนที่โซฟาตัวยาวทำท่าจะนอน แต่อดลุกขึ้นมามอง ขึ้นไปทางชั้นบนนึกถึงกะรัตไม่ได้ ใจนึงก็อยากขึ้นไปง้อ แต่ใจนึงก็คิดว่าควรดัดนิสัยบ้าง
“ถ้าจะอยู่ด้วยกัน คุณต้องรู้จักยอมคนอื่นบ้าง”
กะรัตเดินไป เดินมาอยู่หน้าประตูห้องอย่างหงุดหงิดมองลูกบิด อย่างลังเล แล้วเดินไป เดินมาอย่างไม่ยอมเป็นฝ่ายง้อ
“ฉันไม่ผิด ฉันไม่ยอม”
พิศุทธิ์แอบชะโงกหน้ามองที่บันไดว่ากะรัตจะเปลี่ยนใจออกจากห้องมา พูดดีๆไหม เขาถอนใจหนักใจ
“ถ้าคุณไม่รู้จักยอม คุณก็ต้องอยู่คนเดียว”
กะรัตยืนคิดเครียดอยู่หน้าประตู เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูพึมพำกับตัวเอง
“หรือฉันควรจะยอมดี”
พิศุทธิ์ทรุดนั่งที่โซฟาอย่างหวังว่ากะรัตจะเป็นฝ่ายมาง้อ มีมือหนึ่งมาสะกิดที่แขน พิศุทธิ์แอบถอนใจและยิ้มที่ในที่สุดกะรัตก็เป็น ฝ่ายยอมเป็น พิศุทธิ์หันไปมองพร้อมพูด
“ผมดีใจที่คุณรู้จักยอม...” พิศุทธิ์ชะงัก
นวลยิ้มแหยๆไม่ใช่กะรัตอย่างที่เขาคิด
“นวลเอายาแก้ปวดมาให้ค่ะ”
นวลวางถ้วยยาและน้ำให้แล้วเดินออกไป แต่ยังเหลียวมามองพิศุทธิ์ แล้วมองขึ้นไปชั้นบน ไม่มีวี่แววกะรัตจะลงมาตาม พิศุทธิ์มองไปทางชั้นบนเหมือนนวล ไม่เห็นวี่แววกะรัตจะลงมา เขาจึงตัดสินใจ นอนบนโซฟา
กะรัตนั่งร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยความน้อยใจที่พิศุทธิ์ไม่ยอมมาง้อตัวเอง

เช้าวันใหม่...สายน้ำผึ้งนอนหลับอยู่บนเตียง รสสุคนธ์นั่งที่โซฟา อ่านข่าวหน้าสังคมที่สายน้ำผึ้งไปอาละวาดกลางงานแต่งงานของกะรัต รสสุคนธ์เครียดๆ สายน้ำผึ้งขยับตัวตื่นรำพึงก่อนลืมตา
“คุณพิศุทธิ์...”
รสสุคนธ์วางหนังสือพิมพ์แล้วเดินมายืนข้างเตียงของ มองสายน้ำผึ้งพูดเพ้อถึงพิศุทธิ์ อย่างละอายใจเอง
“ผึ้ง…”
สายน้ำผึ้งค่อยๆลืมตามองหน้ารสสุคนธ์
“น้ารส” สายน้ำผึ้งมองไปรอบๆห้อง “คุณพิศุทธิ์ล่ะ เขายังอยู่กับผึ้งใช่ไหม”
รสสุคนธ์มองหลานอย่างเหลืออด
“เลิกเรียกหาผู้ชายสักทีได้ไหม คนที่ผึ้งตื่นมาแล้วควรถามหาคนแรก คือเด็กที่นอนหายใจพะงาบๆอยู่ในตู้อบโน้น”
รสสุคนธ์หยิบหนังสือพิมพ์ที่เปิดหน้าข่าวสังคม ภาพกะรัตกำลังด่ากับสายน้ำผึ้งในงานแต่ง รสสุคนธ์วางหนังสือพิมพ์ตรงหน้าอย่างแรง
“เด็กที่มันไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แต่มันเกือบต้องตายเพราะความอิจฉาริษยาของแม่มัน”
“น้ารสไม่เป็นผึ้ง น้ารสไม่เข้าใจหรอก”
“ใช่ น้าไม่เข้าใจ หมูหมามันเป็นสัตว์ มันยังรักลูก แต่ผึ้งเป็นคน ผึ้งไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ผึ้งก็รู้ว่าผึ้งเสี่ยงจะคลอดก่อนกำหนด แต่ผึ้งก็ยังไปอาละวาดที่งานแต่งกั้ง ตื่นมาก็ถามหาผัวกั้ง ผึ้งไม่เคยรัก ลูกตัวเองเลยใช่ไหม ผึ้งอยากให้มันเป็นเด็กที่ไม่มีใครรักแม้แต่พ่อแม่ เหมือนผึ้งใช่ไหม”
สายน้ำผึ้งชะงักอึ้งไปทันที
“ผึ้งจำได้ไหมว่าผึ้งอยากมีพ่อมีแม่ขนาดไหน ผึ้งเคยบอกว่าถ้าผึ้งมีลูก ผึ้งจะรักลูกมากๆเหมือนที่ผึ้งอยากได้ความรักจากพ่อแม่ จะไม่ปล่อย ให้ลูกเหงา จะไม่ยอมให้ใคร มารังแกลูกของผึ้ง แต่ตอนนี้…ผึ้งนั่นแหละที่รังแกลูกตัวเอง”

สายน้ำผึ้งอึ้งความเจ็บปวดในอดีต ถาโถมเข้ามาจุกอกจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

สายน้ำผึ้งยืนเกาะกระจกห้องเด็กแรกเกิด มองลูกที่อยู่ในตู้อบด้วยความ รู้สึกผิด สามีพยุงภรรยาที่เพิ่งคลอดลูกไม่นานเดินมาเกาะกระจกดูลูกที่อยู่ในอ่างแก้ว ข้างๆ สายน้ำผึ้งมองสามี ภรรยาที่โอบกอดกัน พากันชี้ให้ดูลูก และโบกมือเล่นกับลูกที่อยู่ใน ห้องเด็กอย่างมีความสุข เธอสะท้อนใจที่ตัวเองไม่มีใครยืนเคียงข้าง แล้วคิดถึงพิศุทธิ์ สายน้ำผึ้งนึกถึงเหตุการณ์หน้าห้องคลอดเมื่อคืน เธอจับมือข้างซ้ายพิศุทธิ์อย่างอ้อนวอนให้เขาเข้าห้องคลอดด้วย
“คุณพิศุทธิ์อย่าทิ้งผึ้งไปนะคะ”
พิศุทธิ์มองสายน้ำผึ้งอย่างลำบากใจ ไม่รู้จะทำยังไง ทันใดนั้นเขามองที่มือข้างซ้ายตัวเองที่โดนสายน้ำผึ้งจับไว้ ซึ่งสวมแหวนแต่งงาน พิศุทธิ์ตัดสินใจจับมือ ของเธอ สายน้ำผึ้งยิ้มดีใจคิดว่าเขาจับมือเพื่ออยู่เคียงข้างตัวเอง
“ผมขอโทษครับคุณผึ้ง”
มือของพิศุทธิ์ค่อยๆเลื่อนมือของสายน้ำผึ้งออก

สายน้ำผึ้งมองคิดถึงพิศุทธิ์ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่สุดท้ายเขาก็ทิ้ง เธอไปหากะรัต สุดท้ายตนก็กลายเป็นคนแพ้ สายน้ำผึ้งหันไปมองลูกแล้วเสียงพูดของรสสุคนธ์ก็ดังก้องในหัว
“ผึ้งจำได้ไหมว่าผึ้งอยากมีพ่อมีแม่ขนาดไหน ผึ้งเคยบอกว่าถ้าผึ้งมีลูก ผึ้งจะรักลูกมากๆเหมือนที่ผึ้งอยากได้ความรัก จากพ่อแม่ จะไม่ปล่อย ให้ลูกเหงา และจะไม่ยอมให้ใคร มารังแกลูกของผึ้ง แต่ตอนนี้…ผึ้งนั่นแหละที่รังแกลูกตัวเอง”
สายน้ำผึ้งมองลูกพร้อมพูดพึมพำกับลูก
“แม่ขอโทษนะลูก ต่อไปแม่จะทำทุกอย่างให้ชีวิตเราสองคนแม่ลูกดีขึ้นไม่น้อยหน้าใคร แม่จะไม่รอบุญ ไม่รอวาสนามาโปรด อีกแล้ว แม่จะสร้างความยุติธรรมให้เรา ในเมื่อแม่มีทุกอย่างไม่ แพ้นังกั้งและอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ เราก็ต้องมีทุกอย่างได้ อย่างนังกั้งเหมือนกัน...มันต้องมีทาง”

พยาบาลพยุงศิวามานั่งที่รถเข็น เพื่อพาไปห้องกายภาพ ศิวาโวยวาย ด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่อยากไปกายภาพ ผมเบื่อ ผมอยากนอนดูหนังเฉยๆ”
“ไม่ได้ค่ะ คุณหมอสั่งไว้ ยังไงคุณก็ต้องไปทำ”
อาจารย์หมอเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกันตาและหมอดิว กันตายังมีอาการเหนื่อยจากการดู สายน้ำผึ้งและการช่วยงานแต่งกะรัต กันตายิ้มให้ ศิวาทำหน้าหงุดหงิดใส่ เธอมองงงๆว่าเป็นอะไร
“สวัสดีครับคุณศิวา วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ” อาจารย์หมอทักทาย
ศิวามองกันตาอย่างไม่พอใจ น้อยใจ และงอน
“ก่อนหน้านี้...ผมก็โอเค แต่พอพวกคุณมา ผมก็รู้สึกหงุดหงิด รำคาญ”
หมอดิวกระซิบอาจารย์หมอ
“เป็นผลข้างเคียงของยาตัวใหม่รึเปล่าคะ”
กันตากระซิบหมอดิว
“ไม่ใช่ผลของยาหรอก แต่เป็นผลจากนิสัย”
ศิวาโวยวายกันตาทันที
“คุณไม่มีสิทธิ์มาว่าคนอื่น ในเมื่อคุณเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าใคร ว่าผู้ชายโกหก...เจ้าชู้ กะล่อน ตัวคุณเองก็โกหกไม่แพ้กัน”
กันตามองศิวาอย่างงงๆ
“นี่คุณพูดเรื่องอะไร ฉันไปโกหกคุณตอนไหน”
ศิวาหันไปพูดกับอาจารย์หมอ
“ผมขอร้องเรียนว่าผมไม่ต้องให้แพทย์ฝึกหัดคนนี้มาดูแลผมอีก” ศิวาหันไปถามพยาบาล “ไม่ไปกายภาพแล้วเหรอ”
พยาบาลสะดุ้ง
“ไปค่ะ”
พยาบาลรีบเข็นรถของศิวาออกจากห้องไป กันตามองตามอย่างมึนตึ๊บว่าตัวเองทำอะไรให้เขาไม่พอใจขนาดนี้

สายน้ำผึ้งและพยาบาล เดินเข้ามาในลิฟท์ พยาบาลกดปิดประตูลิฟท์ ทันใดนั้นมือของศิวายื่นมาขวางประตูลิฟท์ไว้
“ไม่เห็นรึไงว่ามีคนจะเข้าลิฟท์ด้วย”
พยาบาลรีบกดเปิดประตู
“ขอโทษค่ะ”
ประตูลิฟท์เปิดออก สายน้ำผึ้งเห็นศิวานั่งรถเข็นโดยมีพยาบาลเข็นเข้า มาในลิฟท์ ศิวามองสายน้ำผึ้งเช่นกัน เธอเบือนสายตาไปมอง ทางอื่นสงวนท่าที ศิวาทำทีนิ่งสงวนท่าทีเหมือนกัน ขณะเดียวกันนั้นมือถือของเขาดังขึ้น เขากดรับสายแล้วพูดด้วยเสียงแบบ เด็กเอาแต่ใจ
“พ่อเหรอครับ...ใช่ครับ...ผมอยากออกจากโรงพยาบาลวันนี้ หมอไม่ให้ออกก็เรื่องของหมอสิครับ ผมลูกชายคนเดียวของนายศรัทธา ลีพาณิชย์นะครับ”
สายน้ำผึ้งชะงักเริ่มสนใจ ศิวาแต่ยังสงวนท่าทีที่ดูนิ่งเฉยอยู่
“จ้างหมอมาดูแลเราที่บ้านก็ได้...ตกลงนะครับ...สวัสดีครับพ่อ”
ศิวาวางมือถือแล้วเหลือบมองสายน้ำผึ้ง เห็นนิ่งไม่มีปฏิกิริยาตื่นเต้นอะไร ตัวเลขลิฟท์เคลื่อนถึงชั้นที่ศิวากด ประตูลิฟท์เปิด พยาบาลจะเข็น ศิวาออกจากลิฟท์ เขารีบพูดกับพยาบาล
“คุณไม่ต้องเข็นผมแล้ว ผมไปเอง เข็นอืดอาด”
ศิวาใช้มือไถล้อรถเข็นออกไปจากลิฟท์ ทันทีที่ประตูลิฟท์ปิด สายน้ำผึ้งมองศิวาแล้วยิ้ม มั่นใจว่าหาทางทำให้ชีวิตตัวเองดีกว่ากะรัตได้แล้ว

กะรัตใส่ชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว นั่งแต่งหน้าให้ดูโทรมเหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน และทำผมยุ่งๆเพื่อพิศุทธิ์มาเห็น จะเรียกร้องความสงสาร แล้วเดินไปแอบเปิดประตูแล้ว ชะโงกหน้ามองว่าเขาจะขึ้นมาง้อไหม กะรัตไม่เห็นวี่แววใครจะเดินมาที่ห้อง เธอปิดประตูแล้วเดินไป เดินมาในห้องอย่างเซ็งหงุดหงิดว่าจะทำยังไงดี เสียงเคาะประตูดังขึ้น กะรัตยิ้มดีใจที่พิศุทธิ์มาง้อตัวเองแล้ว
“ในที่สุด คุณก็ต้องง้อฉัน”
กะรัตรีบขึ้นไปนอนบนเตียงโดยหันหลัง ให้ประตู ดูว่านอนซมร้องไห้ นวลเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นกะรัตนอนอยู่ คิดว่าหลับจึง ค่อยๆย่องเข้าห้องแต่งตัวเพื่อเก็บเสื้อผ้า กะรัตตั้งใจฟังเสียงฝีเท้าและรอพิศุทธิ์มาง้อ แต่เสียงฝีเท้ากลับเงียบ เธอหันมามองหา เห็นประตูห้องแต่งตัวเปิดจึงแอบย่องไปดูว่าพิศุทธิ์ทำอะไร ทันใดนั้นนวลถือชุดแต่งงานของกะรัตออกมา ทั้งสองตกใจ
“เว้ย”
“ทำบ้าอะไรเนี่ยนวล”
“นวลมาเอาชุดคุณกั้งให้พี่สมหวังไปส่งซักค่ะ” นวลมองหน้ากะรัตที่ดูโทรม “อุ้ยตาย ทำไมคุณกั้งโทรมอย่างนี้ล่ะคะ หรือว่าไม่ได้นอนทั้งคืน...นี่คงรอคุณพิศุทธิ์ ใช่ไหมคะ”
กะรัตพูดเสียงแข็ง
“ทำไมฉันต้องรอ ในเมื่อเขาเห็นคนอื่นสำคัญกว่า ความสุขของฉัน ก็ปล่อยเขาไปสิ”
นวลถอนใจกับความปากแข็งของกะรัต
“คุณกั้งจะทานอาหารเช้าเลยไหมคะ นวลจะได้ให้เด็กตั้งโต๊ะให้เลย”
“ฉันเอากาแฟแก้วเดียว นวลไปดูคุณชายเถอะ เขาเป็นเด็กอนามัย กินอาหารตรงเวลา สายป่านนี้ยังไม่ตั้งโต๊ะ ไม่หิวแย่แล้วเหรอ...รีบไปดูเขาสิ”
นวลรีบเดินออกจากห้องกะรัตไปหาพิศุทธิ์

พิศุทธิ์ทำข้าวต้มอยู่ในครัว เด็กรับใช้คอยช่วย นวลยืนข้างๆ
“กาแฟแก้วเดียวจะไปอิ่มอะไร” พิศุทธิ์ยกถาดใส่ถ้วยข้าวต้มให้นวล “เอาข้าวต้มไปให้เขากิน แล้วไม่ต้องบอกเขานะว่าฉันให้เอาไป”
“ค่ะ”
นวลรีบถือถาดใส่ถ้วยข้าวต้มไปหากะรัต

กะรัตผลักถาดข้าวต้มคืนให้นวล
“สาระแน ฉันสั่งกาแฟ ไม่ใช่ข้าวต้ม ไปเอามาให้ฉันใหม่”

นวลถือถาดออกจากห้องอย่างระอา

พิศุทธิ์อยู่ในห้องรับแขกมองนวลที่ยืนถือถาดใส่ถ้วยข้าวต้ม เริ่มเหนื่อยเพราะวิ่งขึ้นลงบันได
“บอกเขาว่าเครื่องต้มกาแฟพัง”
นวลวิ่งขึ้นบันได...นวลยืนหอบตรงหน้ากะรัต
“เครื่องพัง ก็ไปซื้อใหม่สิ”
นวลวิ่งลงบันได...นวลยืนหายใจหอบๆตรงหน้า พิศุทธิ์เริ่มหงุดหงิด
“บอกเขาว่าฉันสั่งให้เขากินข้าวต้ม”
นวลจับราวบันไดพยุงตัวเองให้เดินขึ้นบันไดอย่างเหนื่อยหอบ นวลนั่งกองกับพื้นอย่าง เหนื่อยล้าตรงหน้ากะรัต
“ฉันไม่กิน ถ้าเขาอยากให้ฉันกิน ต้องขึ้นมาบอกเอง”
นวลนั่งเอาตูดไถบันไดลงมาเพราะขาล้าแล้ว มีเหงื่อท่วมตัวเดินแทบไม่ไหว
“บอกเขาว่าถ้าเขาไม่กิน ฉันจะขังเขาไว้ในห้องอย่างนั้นแหละ”

นวลคลานขึ้นบันได เหงื่อโทรมถือถาดข้าวต้มคลานมาหากะรัต
“ไปบอกเขาเลยว่าฉันไม่กลัว”
“ต้องลงไปบอกอีกเหรอคะ” นวลจะร้องไห้
กะรัตดีดนิ้ว ป๊อก ป๊อก แล้วชี้ไปทางประตูบอกให้ไป นวลคลานลงบันได พิศุทธิ์หน้าปั้นปึง
“บอกเขาว่าต้องกิน”
นวลขึ้นลงหลายรอบ กะรัตไม่ยอมกิน พิศุทธิ์ก็ไม่ยอมขึ้นไปง้อ นวลหมดแรงนอนหมอบคาบันได พวงหยกเดินเข้ามาบ้านมาเห็นนวลนอนหอบอยู่
“แกมานอนเป็นแย้โดนรถทับอะไรตรงนี้ นังนวล”
นวลเงยหน้ามองพวงหยกแล้วเบะปากจะร้องไห้
“ความวัวยังไม่ทันหาย…ความควายก็เข้ามาแทรก อีนวลตาย”
พวงหยกเท้าสะเอวมองนวลอย่างคาดคั้นว่ามีเรื่องอะไร

กะรัตนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องนอนอย่างหงุดหงิด พวงหยกเปิดประตูเข้ามาพร้อมนวล
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่กิน” กะรัตหันไปเห็นเป็นพวงหยกก็ชะงัก “อ้าว...แม่มาได้ยังไง”
พวงหยกเสียงเยาะมีความสุข
“ฉันก็จะมาช่วยแกขนของย้ายกลับบ้านไง ได้ข่าวว่าเมื่อคืนแยกกันนอนไม่ใช่เหรอ”
กะรัตหันขวับไปมองนวลอย่างรู้ทันว่านวลโทรไปรายงายใครสักคนจนถึงหูพวงหยกแน่ๆ นวลหลบตาต่ำ
“เก๊าขอโต๊ด”
“แกไม่ต้องไปว่านังนวลมันหรอก มันหวังดี...เอาน่า...รีบๆเก็บของเร็วจะได้กลับบ้านกัน”
พวงหยกเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า กะรัตวิ่งมาปิดตู้เสื้อผ้า
“กั้งไม่ไปไหนทั้งนั้น”
พวงหยกหงุดหงิด
“แกจะอยู่ทำไมยายกั้ง แกไม่เห็นเหรอว่าเมื่อคืนหมอนั่นทิ้งแกไปกับนังเพื่อนทรยศแกนะ”
นวลอดไม่ไหวที่จะแทรก
“แหม...คุณนายพูดอย่างกับคุณพิศุทธิ์ทิ้งคุณกั้งไปโรงแรมกับคุณผึ้งงั้นแหละ...เขาพาไปคลอดลูกนะคะ”
“นั่นแหละ ถึงเมื่อวานมันไม่ไป วันหน้ามันก็ต้องไป ก็ในงานแต่งมันประกาศปาวๆ ว่าทำงานใกล้ชิดกัน สันดานผู้ชาย...ทำงานใกล้ใคร...ก็ไม่แคล้วทำท้อง”
กะรัตนั่งเครียดคิดถึงตอนที่พิศุทธิ์กับสายน้ำผึ้งมีความสัมพันธ์กัน อย่างที่พวงหยกบอก
“คุณนาย...” นวลปราม
“ทำไม...ก็ฉันพูดเรื่องจริง ยิ่งตอนนี้นังผึ้งเป็นม่ายสาวด้วย เนื้อตัวกำลังมีน้ำมีนวล คุณชายของแกอดใจไม่ได้หรอกยายกั้ง” พวงหยกตวาด
กะรัตเริ่มกระสับกระส่าย พวงหยกพูดต่อ
“ดังนั้นแกเลิกกับหมอนั่นตอนนี้ดีแล้ว หย่าๆกันไปเลย ถ้ามันไปยุ่งกับนังผึ้ง แกจะได้ไม่ช้ำใจรอบสอง”
กะรัตลุกพรวดขึ้นทันที แล้วเดินไปที่ประตูทันที
“นั่นแกจะไปไหนยายกั้ง”
“ก็จะไปทำให้คุณพิศุทธิ์ ไม่มีใจไปคิดถึงนังผึ้งน่ะสิแม่”
กะรัตเดินออกจากห้องไปทันที พวงหยกกับนวลมองอย่างงงๆ
“ยายกั้งมันจะไปทำอะไรฮ่ะนังนวล”

พิศุทธิ์อยู่ที่ระเบียง กำลังวาดรูปวิวตรงหน้าเพื่อผ่อนคลายรอเวลาให้กะรัตคิดได้ กะรัตเดินมายืนข้างหลัง
“วาดรูปอยู่เหรอคะ”
พิศุทธิ์ชะงักแล้วพูดนิ่งๆพร้อมวาดรูปต่อ
“คุณก็เห็นแล้วนี่”
กะรัตหน้าเสียเพราะฟังเสียงที่พิศุทธิ์ตอบก็รู้ว่ายังโกรธ
“คุณยังโกรธกั้งอยู่เหรอ”
“เปล่า…”
“งั้นคุณวาดรูปให้กั้งหน่อยได้ไหมคะ” กะรัตอ้อน
“ผมก็อยากวาดให้คุณนะ แต่คุณบอกไว้...ว่าไม่ให้ผม แตะต้องคุณ” พิศุทธิ์แกล้งเหน็บ
“กั้งก็ไม่ได้บอกให้คุณแตะต้องกั้ง ให้คุณแค่มอง…”
กะรัตเดินมายืนตรงหน้า เธอใส่ชุดคลุมอาบน้ำพูดเสียงอ้อนเซ็กซี่ยั่วยวน
“...แล้ววาด”
พิศุทธิ์มองชะงัก กะรัตเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าเขาพร้อมกับค่อยๆปลดสายผูกเอวอย่างเซ็กซี่
“กั้งเคยดูหนังเรื่องไททานิค แล้วกั้งฝันว่าอยากให้ใครสักคนวาดรูปกั้ง แบบพระเอกวาดให้นางเอกบ้าง”
พิศุทธิ์มองอึ้งๆ กะรัตมองอาการของเขาแล้วยิ่งสนุกที่ได้แกล้งยั่ว
“แต่กั้งใจไม่กล้าเหมือนนางเอก ที่จะถอดออกหมดทุกชิ้น กั้งเลยขอใส่ทูพีช…”
พิศุทธิ์แอบถอนใจโล่งอกที่เธอใส่ทูพีช ไม่ใช่แก้ผ้าอย่างในหนังไททานิค กะรัตมองแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
“ตกลงนะคะ”
“ได้ครับ”
กะรัตยิ้มแล้วเปิดเสื้อคลุมลงกองกับพื้น พิศุทธิ์มองกะรัตที่เปลือยอย่างอึ้งตกใจ แล้วรีบลุกขึ้นไปหยิบชุดคลุมมาโอบปิดร่างของเธอ แล้วมองไปรอบๆเพราะกลัวว่าใครจะเห็น ก่อนจะดุ
“คุณทำบ้าอะไรเนี่ย ไหนคุณบอกว่าใส่ทูพีชไง”
กะรัตแกล้งทำหน้าซื่อพูดใกล้ใบหน้าเขา
“ก็ใส่ทูพีชไงคะ ตุ้มหู...กับรองเท้า”
พิศุทธิ์กอดร่างกะรัตแน่น ใบหน้าทั้งสองอยู่ใกล้กัน กะรัตเงยหน้ามองอย่างตาสบตาเย้ายวน พิศุทธิ์จะผงะตัวเองออก แต่กะรัตไม่ยอมรับเสื้อคลุมตัวเอง ถ้าเขาผงะผ้าคลุมจะร่วง เธอจะเปลือยอีกครั้ง
“ใส่ชุดคลุมเดี๋ยวนี้”
“ถ้าอยากให้ใส่ ก็ใส่ให้กั้งเองสิคะ” กะรัตยิ้มยั่ว
“กั้ง…” พิศุทธิ์เสียงดุ
กะรัตเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าของเขาโดยไม่กลัวเสียงดุ
“ตัวคุณสั่นจัง…กลัวกั้งเหรอ”
“เปล่า” พิศุทธิ์พยายามข่มความอายไว้
“งั้นก็ตื่นเต้น” กะรัตพูดเสียงกระซิบ
“เปล่า” พิศุทธิ์พยายามข่มความอายไว้
“แล้วคุณเป็นอะไรล่ะคะ” กะรัตแกล้งทำหน้าซื่อ
พิศุทธิ์ทั้งอายทั้งขำกะรัต
“คุณอยากรู้เหรอ”

พิศุทธิ์อุ้มร่างกะรัตแล้วพาเดินเข้าบ้านทันที

พวงหยกกับนวลแอบดูกะรัตกับพิศุทธิ์อยู่ที่หน้าต่างด้วยหน้าตาแตกตื่น คาดไม่ถึงว่ากะรัตจะกล้าทำขนาดนั้น พิศุทธิ์อุ้มกะรัตที่สวมชุดคลุมเข้าบ้าน พวงหยกกับนวลเขินกลัวสองคนรู้ว่าแอบดูจึงรีบซ่อนตัวในผ้าม่านหน้าต่าง พิศุทธิ์อุ้มกะรัตขึ้นบันไดไป พวงหยกกับนวลโผล่หน้า มาจากการซ่อนในผ้าม่าน
“คุณนายจะตามขึ้นไปดูต่อไหมคะว่าคุณกั้งทำอะไร”
“นังบ้า จะดูให้ตาฉันเป็นกุ้งยิงรึไง”
นวลเดินไปมองที่บันได หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขถอนใจโล่งอก
“ดีใจจังที่คุณกั้งกับคุณพิศุทธิ์คืนดีกันสักที ไม่อย่างนั้นอีนวลเหนื่อย”
พวงหยกยืนเท้าเอวมองนวลอย่างหมันไส้อยู่ด้านหลัง
“ไม่อยากเหนื่อยเหรอ ฉันจะได้หาคนทำงานใหม่”
นวลหันมาเห็นสายตาเพชรฆาตของพวงหยกแล้วสะดุ้ง รีบถอยกรูดแสดงความกระตือรือร้นขึ้นทันที
“อยากเหนื่อยค่ะ ไม่รู้เป็นไร อยากเหนื่อยขึ้นมาทันทีทันใด เดี๋ยวไปดูเด็กซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน ทำกับข้าว ล้างห้องน้ำ ตัดหญ้า ทำสวน ถ้ายังว่างอีก...จะไปเด็ดใบไม้มา สกัดคลอฟิลให้คุณนายมาร์กหน้า”
“นังนวล”
“ไปล่ะค่ะ”
นวลรีบวิ่งออกไปทันที พวงหยกมองนวลอย่างเซ็ง แล้วหันมองไปทางบันได นึกถึงกะรัตกับพิศุทธิ์อย่างหงุดหงิด
“อุตส่าห์ดีใจที่จะเลิกกัน ที่ไหนได้...โว้ว...ฉันจะทำยังไงให้ยายกั้งตาสว่าง ก่อนจะโดนผลาญสมบัติไปหมดเนี่ย”
พวงหยกทนไม่ไหว เดินแล้วฟึดฟัดออกจากบ้านไป

กะรัตกับพิศุทธิ์โอบกอดนอนแช่น้ำกันอยู่ในอ่างน้ำ
“กั้งขอโทษนะคะที่เอาแต่ใจตั้งแต่คืนแรกที่เราแต่งงานกัน แต่ที่กั้งเป็นอย่างนั้น เพราะกั้งหวงคุณ กั้งทนไม่ได้ถ้าต้องเสียคุณไป”
“กั้ง...ในโลกนี้...ไม่ได้มีคุณคนเดียวที่มีอดีตที่เจ็บปวด ผมเองก็มี ผมโตมากับการเห็นแม่ร้องไห้เพราะความเจ้าชู้ของพ่อจน กระทั่งแม่ไม่มีน้ำตาจะไหล” พิศุทธิ์กอดกะรัตไว้
“คุณพิศุทธิ์...” กะรัตชะงักเพราะคาดไม่ถึง
“ทุกครั้งที่ผมเห็นแม่เจ็บ ผมก็เจ็บไปด้วย จนผมสัญญากับตัวเองว่าถ้าผมรักใครสักคน ผมจะรักเขาคนเดียว ผมจะไม่มีวันทำให้เขาร้องไห้ แต่แล้ว...ผมก็ทำให้คุณร้องไห้ตั้งแต่วันแรกที่เราแต่งงานกัน” พิศุทธิ์ลูบใบหน้ากะรัต “คุณไม่รู้หรอกว่าผมเจ็บแค่ไหน”
“คุณพิศุทธิ์...” กะรัตมองพิศุทธิ์อย่างตื้นตัน
“เชื่อผมนะกั้ง...ถ้าผมรักคุณแล้ว ผมก็จะรักคุณอยู่คนเดียว หัวใจผม...ก็จะอยู่ที่คุณคนเดียว ใครก็มาแย่งมันไปไม่ได้ เพราะถ้าผมให้คุณไป แล้ว ผมก็ไม่คิดจะเอาคืนไปให้คนอื่นอีก”
กะรัตปลื้มใจจนน้ำตาไหล
“กั้งก็รักคุณคนเดียว กั้งสัญญาค่ะ ว่าต่อไปนี้กั้งจะทำตัวเองใหม่”
พิศุทธิบรรจงประคองหน้ากะรัตขึ้นมา แล้วค่อยจูบซับน้ำตา
“กั้งจะไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น นอกจากทำตัวเป็นภรรยาที่ดีของคุณ กั้งจะทำ ทุกอย่างที่ภรรยาเขาทำกัน ไม่ว่าจะทำกับข้าว เก็บบ้าน ดูแลคุณ”
“จะทำได้เหรอ” พิศุทธิ์แกล้งล้อ
“ทำไมจะทำไม่ได้...ถ้าเพื่อคุณ...กั้งยอมทำทุกอย่างโดยไม่บ่นสักคำ”
กะรัตกอดคอเขาอย่างรักใคร่ ทั้งสองจูบกันด้วยความรักเต็มหัวใจ

ค่ำนั้น....สายน้ำผึ้งอยู่ในห้องพักฟื้น อุ้มลูกกินนมอย่างเดียวดายพร้อมฮัมเพลง กล่อมลูกรู้สึกถึงความอบอุ่นแต่เคว้งคว้าง ก่อนจะวางลูกลงนอนในเปลเด็กอ่อนของโรงพยาบาล ก้มลง จูบลูกเบาๆ มือเล็กๆของลูกชายสายน้ำผึ้งจับกุมนิ้วของแม่ สายน้ำผึ้งที่มองลูกแล้วน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกน้อยใจในโชคชะตารู้สึกผิดและสงสารลูกสุดท้าย ดวงตาเธอก็แข็งกร้าวโกรธแค้นกะรัต

พิศุทธิ์ประคองกะรัตนอนลงบนเตียงสบตากัน กะรัตเอื้อมมือคล้องคอเขาให้โน้มลงมาจูบเติมเต็มรสรักให้ตัวเอง ทั้งคู่นอนทับกันอยู่มือของเขาวางบนมือของเธอ โดยนิ้วของสอดเข้า ประสานกับมือกัน

วันใหม่...กะรัตโวยวายเรื่องขอดเกล็ดปลาอย่างเก้ๆกังๆ โดยมีพิศุทธิ์ยืนคุมอยู่ นวลยืนลุ้น อยู่ห่างๆ
“โอ้ย ทำไมมันลื่นอย่างนี้เนี่ย นวล มาทำทีสิ กลิ่นคาวมันเหม็นติดมือฉันไปหมดแล้ว”
พิศุทธิ์เอาไม้เรียวตีลงบนโต๊ะ
“ไม่ได้ ก็ไหนคุณบอกว่าจะทำเองทุกอย่างไง การทำอาหารเป็นเรื่องสนุกจะตาย”
“ขอดเกล็ดปลานี่มันไม่สนุกเลยนะ…”
“แต่ผมสนุก” พิศุทธิ์ยิ้ม
“คุณพิศุทธิ์”
“รีบทำเร็วๆ เดี๋ยวทำปลานึ่งซีอิ้วไปให้ก๋งคุณไม่ทันมื้อกลางวันนะ” พิศุทธิ์หัวเราะ
“ซื้อเอาได้ไหม” กะรัตโอดครวญ
“ไม่ได้”
“ใจร้ายที่สุด คอยดูนะ คืนนี้กั้งจะไม่อาบน้ำให้คุณ”
นวลทำท่าตาโตแล้วเหลือบมองพิศุทธิ์สายตากรุ่มกริ่ม พิศุทธิ์หน้าเหวอ อายไม่คิดว่ากะรัตจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้านวล
“กั้ง”
“แค่นี้ทำเขิน ถ้ากั้งบอกนวลว่าคุณชอบเล่นปูไต่ คุณไม่เขินแย่เหรอ” กะรัตยิ้มหยอก
“ปูไต่” นวลตาโต
“แล้วก็ชอบใช้โซ่” กะรัตรีบพูดต่อ
“โซ่” นวลตกใจ
“แส้”
“แส้” นวลหน้าตื่น
“แล้วก็ใช่เทียนลน”
“เทียนลน”
นวลตะลึง หันไปมองพิศุทธิ์แล้วแกล้งเล่นตามน้ำกับกะรัต
“ไม่น่าเชื่อ เห็นหน้าใสๆ แต่เสียวสุดขั้ว”
“ไปกันใหญ่แล้ว มันไม่จริงตั้งแต่ชอบเล่นปูไต่แล้ว” พิศุทธิ์หันไปดุกะรัต “ไม่สนุกเลยนะกั้ง”
กะรัตยิ้มตาแพรวพราว เอาคำพูดพิศุทธิ์มาย้อน
“แต่กั้งสนุก”
พิศุทธิ์เซ็งที่โดนย้อน
“สนุกใช่ไหม” พิศุทธิ์แตะแป้งมันมาป้ายหน้ากะรัต “นี่ก็สนุก”
“คุณพิศุทธิ์” กะรัตควักแป้งมันป้ายหน้าเขาบ้าง “กั้งก็สนุกเหมือนกัน”
กะรัตกับพิศุทธิ์ก่อสงครามควักแป้งมันละเลงหน้าและตัวกันอย่างสนุก นวลมองสภาพครัวที่มีแป้งมันคลุ้งอย่างเซ็งสุดๆ เพราะตัวเองต้องเก็บกวาด
“พวกคุณสนุก...แต่นวลสิเหนื่อย”
กะรัตกับพิศุทธิ์หัวเราะอย่างมีความสุข มือถือของพิศุทธิ์วางอยู่บนโต๊ะสั่น เพราะมีสายเรียกเข้า หน้าจอมือถือเป็นชื่อสายน้ำผึ้ง แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะมัวแต่เล่นกันอยู่

สามีตีตรา ตอนที่ 6 (ต่อ)

สายน้ำผึ้งมองมือถืออย่างหงุดหงิดที่พิศุทธิ์ไม่รับสาย เธอรีบจะกลับไปทำงานเพื่อเจอพิศุทธิ์โดยเร็ว พยาบาลเดินเข้ามาหา
“คุณสายน้ำผึ้งคะ” พยาบาลยื่นเอกสารให้ “นี่คือรายละเอียดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลถึง ณ วันนี้ที่คุณขอดูน่ะค่ะ ตกลงคุณจะกลับพรุ่งนี้เหรอคะ”
“ใช่ค่ะ...ฉันมีงานต้องรีบไปสะสาง”
“อ๋อ…งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
พยาบาลเดินออกไป สายน้ำผึ้งดูเอกสารเห็นค่าใช้จ่ายเป็นแสน
“แสนกว่าบาทเลยเหรอ”
สายน้ำผึ้งชะงักเครียดคิดว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่าย ทันใดนั้นเธอมองไปทางสวนของ โรงพยาบาล
เห็นศิวานั่งผ่อนคลายอยู่ในสวน สายน้ำผึ้งมองแล้วคิดบางอย่าง

ในห้องพักฟื้น...รสสุคนธ์เดินเข้ามาถามสายน้ำผึ้ง
“ตกลงเราจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้ จริงเหรอ” รสสุคนธ์มองเอกสารค่ารักษาพยาบาล “แล้วค่ารักษาเกือบแสนนี่เรา จะทำยังไง ผึ้งมีเงินพอเหรอ”
“น้ารสไปหยิบยืมใครมาก่อนแล้วกัน”
“แต่น้า…”
“เอาตามนี้แหละน้ารส…ผึ้งรู้นะว่าต่อไปนี้ผึ้งจะต้องจัดการยังไง”
สายน้ำผึ้งคิดถึงศิวา รสสุคนธ์มองอย่างสงสัย

เจ้าสัวบัญชามองท่านชายอ๊อดที่มาหาอย่างเครียดๆ
“5 ล้าน ครั้งที่แล้วผมเพิ่งให้คุณไป 5 ล้านเองนะ”
“เจ้าสัวก็รู้ว่าธุรกิจผมมันต้องใช้เงินหมุน ตอนนี้เราต้องลงทุนไปก่อนไม่นานเราก็กินแต่กำไร”
“ผมเกรงว่าธุรกิจที่คุณชายเอาไปหมุน มันจะไม่ได้กำไรน่ะสิแต่จะไปลงกระเป๋าเจ้ามือหมด”
ท่านชายอ๊อดชะงัก
“นี่เจ้าสัวอย่าบอกนะว่า เจ้าสัวเชื่อข่าวใส่สีที่พวกขี้อิจฉามันป้ายสีผมน่ะ”
“เอาอย่างนี้ เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย คุณชายทำบัญชีมาให้ผมดูหน่อยได้ไหม”
ท่านชายอ๊อดชะงักแล้วโมโหกลบเกลื่อน
“อย่างนี้เท่ากับเจ้าสัวไม่ไว้ใจผมนะ ผมเป็นใคร ราชกุลผมสูงส่ง ไม่เคยโกงใคร”
“ถ้าคุณชายไม่โกง แค่ทำบัญชีมา ก็ไม่น่ามีปัญหานี่ครับ”
ท่านชายอ๊อดหน้าเครียดคิดหาวิธีจะเอาเงินจากเจ้าสัว เด็กรับใช้เข้ามา
“คุณกั้งโทรมาบอกว่ากำลังจะพาคุณพิศุทธิ์เข้ามาหาท่านค่ะ”
“อะไรนะ” เจ้าสัวบัญชาตกใจ
ท่านชายอ๊อดได้ยินว่ากะรัตกับพิศุทธิ์มาแล้วคิดแผนเจ้าเล่ห์บางอย่าง

เจ้าสัวบัญชาเดินนำท่านชายอ๊อดมาที่รถอย่างร้อนใจ
“คุณชายกลับไปก่อนเถอะ ผมไม่อยากให้คุณพิศุทธิ์มาเจอ”
ท่านชายอ๊อดเล่นตัวเพราะรู้ว่าถือไพ่เหนือกว่า
“ผมก็ไม่อยากเจอพิศุทธิ์ แต่เรื่องธุรกิจ ของผมมันก็สำคัญเหมือนกัน”
“ก็ได้ ผมเขียนเช็คให้”
“เดี่ยวผมต้องไปมาเก๊าท์. ..เอ้ย...สิงคโปร์เลย ไม่มีเวลาเอาเช็คไปขึ้นเงินหรอก ผมต้องการเงินสด”
“ผมไม่ได้พกเงินสดไว้ที่บ้านเยอะขนาดนั้น”
“งั้นก็โอนสิ เดี๋ยวนี้เขามีระบบโอนออนไลน์แล้วนะเจ้าสัว”
“ผมทำไม่เป็น”
“งั้นเดี๋ยวผมอยู่สอนเจ้าสัวให้ก็ได้” ท่านชายอ๊อดจงใจพูดย้ำ “ผมจะได้รีบสอนก่อนที่พิศุทธิ์จะมา”
เจ้าสัวบัญชามองท่านชายอ๊อดอย่างระอากับนิสัยเอาแต่ได้

รถท่านชายอ๊อดขับออกจากบ้านเจ้าสัวบัญชา ถนนอีกฝั่งรถกะรัตขับมาเฉียดจะสวนกัน พิศุทธิ์มองท้ายรถท่านชายอ๊อดที่ขับออกไปอย่างไม่แน่ใจว่าใช่รึเปล่า

เจ้าสัวบัญชากอดกะรัตอย่างรักเอ็นดู พิศุทธิ์ยังคิดเรื่องท่านชายอ๊อดในใจ แต่พยายามยิ้มกลบเกลื่อน ไม่ให้ใครรู้ว่ากำลังคิดอะไร
“นี่กั้งเอาปลานึ่งซีอิ้วที่กั้งทำครั้งแรกในชีวิตมาให้ก๋งชิมถึงบ้านเลยนะ”
“ต้องให้ก๋งเรียกรถพยาบาลมารอเลยไหม”
“อาหารฝีมือกั้งไม่เป็นพิษหรอก คุณพิศุทธิ์ชิมแล้ว” กะรัตหันไปถาม
พิศุทธิ์ “ใช่ไหมคะ”
พิศุทธิ์สะดุ้งจากภวังค์ที่คิดถึงเรื่องพ่อ
“เอ่อ...ใช่ครับ”
“งั้นไปที่โต๊ะกินข้าวกันเถอะค่ะก๋ง”
กะรัตเดินควงแขนเจ้าสัวบัญชาไปที่ห้องกินข้าว พิศุทธิ์จะเดินไป เด็กรับใช้เดินมารับถุงอาหาร พิศุทธิ์มองเด็กรับใช้คิดๆแล้วตัดสินใจถาม
“เมื่อกี้...ท่านอ๊อดมาหาเจ้าสัวใช่ไหม”
เด็กรับใช้ชะงักหน้าเสียไม่กล้าตอบ เพราะเจ้าสัวสั่งห้ามไว้
“เอ่อ...”
พิศุทธิ์มองอาการเด็กรับใช้ก็รู้คำตอบได้ทันที

เนื้อแพรกับกฤชเดินดูของใช้ในร้านสปาด้วยกัน เนื้อแพรคุยมือถือกับพิศุทธิ์ไปด้วย
“ชายไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวแม่จัดการเอง...ไปทานข้าวกับหนูกั้งเถอะลูก”
เนื้อแพรกดวางสายแล้วถอนใจเครียดกังวลเรื่องท่านชายอ๊อด กฤชมองอาการเนื้อแพรอย่างสงสัย
“มีอะไรรึเปล่าคุณ”
“ชายโทรมาบอกว่าท่านอ๊อดไปหาเจ้าสัวที่บ้านค่ะ”
“คุณชายอ๊อดไปหาเจ้าสัวทำไม เพราะพอสิ้นเสด็จในกรม หม่อมมลุลีกับท่านอ๊อด ก็ไม่เคยมาหาเจ้าสัวเลยนะ”
“นั่นน่ะสิคะ ฉันบอกตรงๆว่าสังหรณ์บางอย่างตั้งแต่ คุณชายอ๊อดซื้อรถแจกบรรดาลูกๆของท่านแล้ว นี่ได้ข่าวว่าหม่อมมลุลีก็เป็นประธานออกค่าใช้จ่ายพาเพื่อนสิบๆคนทัวร์แสวงบุญที่อินเดียอีก”
กฤชถอนใจเข้าใจสิ่งที่เนื้อแพรคิด
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจะช่วยดูให้ว่าคุณชายอ๊อดมายุ่งอะไรกับเจ้าสัว”
“ขอบคุณมากนะคะ”
กฤชยิ้มให้เนื้อแพรอย่างยินดีพร้อมช่วยอย่างจริงใจ ดวงตาของกฤชยังมีแววความรัก และหวังดีอยู่ เนื้อแพรยิ้มด้วยไมตรีพอเป็นมารยาทแล้วหันไปมองของทันทีโดยไม่สบตากฤชให้นาน กฤชมองตามเนื้อแพรอย่างทำใจ ขณะเดียวกัน สมหวังใส่หมวกและแว่นตาดำ พรางตัวแอบดูเนื้อแพรกับกฤชอยู่

พวงหยกอยู่ในบ้านคุยมือถือกับสมหวัง
“แกแน่ใจนะไอ้สมหวัง ว่าสองคนนั้นแค่มาเลือกซื้อของเข้าสปา ไม่ได้พากันไปโรงแรม”
กุนตีเดินจะผ่านพวงหยกไปทางหน้าบ้าน แต่ได้ยินแม่พูดแปลกๆ จึงชะงักยืนฟังอยู่ ด้านหลัง
“แกสะกดรอยตามอย่าให้คลาดสายตานะ ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าสองคนนั้นมันจะตัดสัมพันธ์กันได้จริง”
พวงหยกกดวางสายแล้วหันมาเจอกุนตี พวงหยกชะงัก
“อุ้ย”
“นี่แม่ให้สมหวังสะกดรอยตามพ่อ กับคุณเนื้อแพรเหรอคะ”
พวงหยกพยายามแถ
“ฉันเห็นไอ้สมหวังมันอยู่เฉยๆ เลยหาเงินพิเศษให้มันเท่านั้นเอง”
“แม่ทำอย่างนี้แล้วมีความสุขเหรอ” กุนตีเหนื่อยใจ
“มี อย่างน้อยฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โง่ให้ใครมาหลอกเอาทั้งผัว เอาทั้งเงินเหมือนน้องแก”
“พูดเรื่องนี้อีกแล้ว...คุณพิศุทธิ์ก็ทำให้พวกเราเห็นอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้มาเอาสมบัติของเรา”
“ฉันไม่เชื่อ แกคอยดูแล้วกัน ฉันจะกระชากหน้ากากพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่เคยจริงใจกับน้องสาวแกเลย”

พวงหยกเดินออกไป กุนตีมองอย่างระอาไม่รู้จะทำยังไงกับแม่ดี

สายน้ำผึ้งยืนดักรอศิวาที่ทางเดินไปห้องพักของเขา ประตูลิฟท์เปิด ศิวาหมุนล้อรถเข็นตัวเองด้วยความหงุดหงิดและทุลักทุเล เข็นไปทางซ้ายที ทางขวาทีเพราะ ไม่ถนัด สายน้ำผึ้งหันมาเห็นแล้วรีบแกล้งเดินทำเป็นไม่เห็น ศิวาเข็นรถมาชน สายน้ำผึ้งแกล้งเซล้มไปนั่งบนตักเขา ทั้งสองสบตาใกล้ชิดกัน
“อุ้ย...ขอโทษค่ะ”
สายน้ำผึ้งทำเหนียมอาย ค่อยๆลุกแล้วแกล้งเจ็บขาแล้วเสียหลักโผเข้าไปกอดศิวา ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง สายน้ำผึ้งยิ้มเขินๆ ศิวามองอย่างรู้ทันเกมว่าเธอคิดทอดสะพานให้เขาอยู่ สายน้ำผึ้งมองศิวาอย่างรู้ทันเช่นกันว่าเขาคิดอะไรอยู่ เธอลุกขึ้นแล้วถอยออกมา
“ขอโทษอีกครั้งนะคะ หวังว่าคุณคงไม่คิดว่าฉันแกล้งล้มอ่อยคุณ”
ศิวาแกล้งทำหน้าซื่อ
“ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกครับ” ศิวามองหน้าสายน้ำผึ้งอย่างจำได้ “เราเคยเจอกันมาก่อนใช่ไหมครับ...หวังว่าคุณคงไม่คิดว่า ผมใช้มุกนี้จีบคุณ”
สายน้ำผึ้งหัวเราะสวยๆเฉไฉเล่นตัวไม่ตอบทำท่าเจ็บขา
“โอ้ย”
“คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
“เจ็บขานิดหน่อย สงสัยโดนล้อรถคุณมั้ง”
สายน้ำผึ้งถลกขากางเกงขึ้นนิดนึงให้เห็นเรียวขาสวย แล้วแกล้งทำเป็นมองแผลที่เท้าตัวเอง ศิวามองไล่เรียวขาสายน้ำผึ้งอย่างชื่นชมว่าขาสวยจนอยากจะเห็นขึ้นไป ที่ต้นขา ศิวาเห็นเลือดที่เท้าของเธอ
“มีเลือดด้วย” ศิวาจะลุกไปดูแผลที่เท้าให้แต่เจ็บขาอยู่จึงลุกไม่ไหว “พยาบาลหายไปไหนหมดเนี่ย ไม่มาดูแลคนไข้เลยรึไง”
“ไม่เป็นไรค่ะ แผลแค่นี้เอง”
สายน้ำผึ้งก้มลงดูแผลที่เท้าตัวเอง โดยจงใจก้มโดยไม่เอามือปิดคอเสื้อชุดคนไข้ที่ เปิดกว้าง ทำให้เวลาก้มแล้วเกือบเห็นหน้าอก ศิวาเหลือบมองอย่างชะงัก สายน้ำผึ้งรู้ว่าเขามองอยู่
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ”
สายน้ำผึ้งเดินผ่านไปทันที ศิวารีบเหลียวมองตาม
“เดี๋ยวก่อนสิครับคุณ”
สายน้ำผึ้งใช้หางตามองพึมพำ
“ผู้ชาย เหมือนกันทั้งโลก”
สายน้ำผึ้งเดินเลี้ยวผ่านมุมตึกไป กันตาเดินมาหาศิวา
“คุณศิวา ฉันว่าเราต้องเคลียร์กัน ตามฉันมานี่”
กันตาจับรถเข็นแล้วเข็ญพาออกไป สายน้ำผึ้งที่เดินผ่านมุมตึกมา ได้ยินเสียงกันตาจึงชะงัก รีบชะโงกหน้าแอบมองศิวากับ กันตาอย่างสงสัย

บริเวณทางเดิน กันตาเข็นรถที่ศิวานั่งมาหยุดตรงทางลาด ถ้าเธอปล่อยมือรถเข็นจะไหลลงทางลาดทันที ศิวาหวั่นใจว่าเธอคิดจะทำอะไร
“นี่คุณ เข็นรถผมไปจอดที่มันปลอดภัยกว่านี้ได้ไหม”
“แล้วตรงนี้มันไม่ปลอดภัยตรงไหน…”
กันตาแกล้งปล่อยมือ รถเข็นขยับจะไหลลงทางลาด ศิวาโวยวาย
“ก็ตรงที่คุณจะปล่อยผมนี่ไง คุณเป็นหมอนะ ทำอย่างนี้กับคนไข้ได้ยังไง”
“ตอนนี้หมดเวลางานฉันแล้ว ฉันจะทำอะไรกับคุณก็ได้ ถ้าคุณไม่อยากโดนปล่อย ก็บอกมาว่าฉันไปทำอะไรให้คุณ คุณถึงได้พูดจาบ้าๆใส่ฉัน”
“แล้วคุณจะมาแคร์อะไรผม”
“ฉันไม่ได้แคร์ แต่ฉันอึดอัด ฉันไม่ชอบให้ใครมาว่าฉันโดยที่ฉันไม่รู้ว่าฉันทำอะไรผิด ตกลงคุณจะบอกหรือไม่บอก”
ศิวาเงียบ กันตาแกล้งปล่อยมือ ศิวาโวยวาย
“ก็คุณหลอกให้ผมชอบคุณ ทั้งๆที่คุณกำลังจะแต่งงาน”
“แต่งงาน จะบ้าเหรอ ฉันยังไม่ได้แต่งงานย่ะ”
“อ้าว…ก็พยาบาลบอกว่าคุณหยุดไปงานแต่ง” ศิวาอึ้งๆ
“ฉันลาไปงานแต่งงานของพี่สาวฉันต่างหาก” กันตาโวย
ศิวาเหวอไป กันตามองอย่างเอาเรื่อง
“คุณคิดเอง เออเอง แล้วก็ว่าฉันเอาเองโดยที่ไม่ถามฉันสักคำอย่างนี้น่ะเหรอ”
“ผมขอ…” ศิวาจะพูดว่าขอโทษ
กันตาไม่ฟังด้วยความโมโหปล่อยรถทันที
“เฮ้ย”
ศิวารีบล็อกล้อรถเข็นไว้ทันทำให้รถไม่ไหลตามทางลาด
“นี่คุณ คุณจะทำให้ขาผมหักรอบสองรึไง มาพาผมกลับขึ้นไปเดี๋ยวนี้”
“ในเมื่อคุณคิดเรื่องของฉันเองได้ คุณก็ควรคิดเองได้เหมือนกัน ว่าจะขึ้นมายังไง”
กันตาเดินออกไป ศิวานั่งอยู่บนรถเข็นที่ล็อคล้อจอดค้างกลางทางลาด ถ้าปลดล็อคล้อ รถก็จะไหลลงทันที ศิวาจะเข็นขึ้น ก็ไม่มีแรงพอ เขาได้แต่นั่งค้างเติ่งตะโกนออกไป
“ใครก็ได้ ช่วยผมที”
สายน้ำผึ้งมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเก็บข้อมูล

กันตาเดินไปที่ลานจอดรถเพื่อกลับบ้าน สายน้ำผึ้งเดินออกจากมุมตึกดักหน้า
“หมอมีความสัมพันธ์กับคนไข้ มันเรียกว่ามีจรรยาบรรณไหมน่ะก้อย”
“พี่ผึ้ง...แหม...ถ้าจะมาว่าคนอื่น ดูตัวเองก่อนไหมคะ”
“พี่น่ะ...จะทำอะไร พี่ก็ทำให้เห็น แต่ไอ้พวกที่ดีแต่ว่าคนอื่น แต่แอบกินในที่ลับ อย่างไหนมันน่าทุเรศกว่ากัน”
“อย่างนี้นี่เอง ที่เขาบอกว่าคนเราทำอะไรดี ก็จะคิดดี ส่วนใครทำอะไรไม่ดี ก็จะคิดว่าคนอื่นทำไม่ดีเหมือนตัว”
กันตายิ้มเยาะ สายน้ำผึ้งฉุนกึก
“ยายก้อย นี่ฉันอุตส่าห์เตือนเธอดีๆนะ”
“ขอบคุณค่ะ แต่ก้อยว่าพี่ผึ้งเอาเวลามาเตือนคนอื่น ไปเตือนตัวเองดีกว่าว่าอย่าไปแย่งสามีใครอีก ผิดลูกผิดเมียชาวบ้าน ตายไป...ตกนรกนะคะ...ความจริง ถึงพี่ผึ้งไม่ตาย ก็เหมือนตกนรกอยู่แล้ว งั้นต้องยิ่งทำความดี จะได้รู้ว่าสวรรค์เป็นยังไง”
กันตายิ้มให้สายน้ำผึ้งแล้วเดินเชิดผ่านไป สายน้ำผึ้งมองกันตาอย่างโกรธแค้น
“ปากดีนักนะยายก้อย”

สายน้ำผึ้งคิดแผนบางอย่าง

สายน้ำผึ้งชะเง้อมองที่หน้าลิฟท์อย่างรอคอยว่าเมื่อไหร่ศิวาจะมา ประตูลิฟท์เปิด ศิวาเข็นล้อรถเข็นออกมาเองด้วยความหงุดหงิด และกังวลใจอยากเคลียร์ กับกันตา
สายน้ำผึ้งมองแล้วรีบวิ่งไปนั่งอย่างคนมีทุกข์ ศิวาไถรถเข็นจะไปห้อง แต่เห็นสายน้ำผึ้งนั่งก้มหน้าอยู่จึงชะงัก
“คุณ…”
สายน้ำผึ้งเงยหน้ามองแล้วทำท่ารีบเช็ดน้ำตา
“คุณนั่นเอง”
ศิวามองสีหน้าสายน้ำผึ้งดูเป็นทุกข์
“คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ”
สายน้ำผึ้งเสียงสั่นจะสะอื้น
“ไม่มีอะไรค่ะ”
“มีอะไรบอกผมได้นะครับ...ถึงเราไม่รู้จักกัน แต่ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยคุณได้ ผมยินดี”
“คุณช่วยไม่ได้หรอกค่ะ ไม่มีใครช่วยลูกฉันได้”
ศิวาชะงัก
“ลูก...เอ่อ…ขอโทษครับ ผมไม่คิดว่าคุณจะมีลูกแล้ว”
“ฉันเพิ่งคลอดลูกได้เกือบอาทิตย์แล้วค่ะ” สายน้ำผึ้งเศร้า “เขาคลอดก่อนกำหนด หมอบอกว่าเขาอ่อนแอ มีโรคแทรกซ้อน” สายน้ำผึ้งสะอื้น “ฉันสงสารลูก...เกิดมา
ก็กำพร้าพ่อ ยังต้องทรมานเป็นโน้นเป็นนี่อีก ฉันเองก็แค่พนักงานบริษัทเงินเดือนไม่กี่บาท ไม่รู้จะหาเงินรักษาลูกได้ขนาดไหน” สายน้ำผึ้งเอามือปิดหน้า ร้องไห้
ศิวามองสายน้ำผึ้งอย่างเห็นใจ
“เอาอย่างนี้นะครับ พ่อผมมีธุรกิจหลายอย่างถ้าคุณอยากเปลี่ยนงานหรือทำงานพิเศษเพิ่ม โทรหาผม ผมช่วยคุณเอง”
“จะดีเหรอคะ เราไม่รู้จักกัน ฉันไม่กล้ารบกวนคุณหรอกค่ะ”
“งั้นเราก็ทำความรู้จักกันเลยสิครับ...ผมศิวา ลีพาณิชย์ครับ”
ศิวายื่นมือเพื่อรอให้เธอยื่นมือจับด้วย สายน้ำผึ้งค่อยๆยื่นมือไปจับมือเขาอย่างสงวนท่าที
“ฉันชื่อสายน้ำผึ้งค่ะ”
ศิวาจับกระชับมือสายน้ำผึ้ง
“ทีนี้เราก็รู้จักกันแล้ว” เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋าชุดคนไข้มาหยิบนามบัตรส่งให้ “นี่นามบัตรผม คุณโทรหาผมได้ตลอด”
สายน้ำผึ้งค่อยๆยื่นมือไปรับนามบัตรอย่างเกรงใจ
“ขอบคุณนะคะ”
“ยินดีครับ...มีอะไร โทรหาผมได้ทุกเวลา”
ศิวามองสายน้ำผึ้งที่สวยหวานแล้วเสียดาย คิดว่าถ้าไม่ได้กันตา ยังมีสายน้ำผึ้งก็ดีกว่าไม่มี อะไรขบเคี้ยว
“แล้วผมพอจะมีเบอร์คุณไว้ได้ไหมครับ”
สายน้ำผึ้งแกล้งตีหน้าซื่อ
“ผมไม่ชอบรับเบอร์แปลกน่ะครับ เมมเบอร์คุณไว้ เวลาคุณโทรมา จะได้ไม่ตัดสายทิ้ง”
เขายื่นมือถือตัวเองให้เธอกดเบอร์โทร สายน้ำผึ้งวางท่ายังไม่รับมือถือจากศิวาในทันที มีท่าทีลังเลนิดหนึ่ง ศิวายิ้มอย่างรู้จริตผู้หญิง
“ผมไม่โทรจีบคุณหรอกครับ”
สายน้ำผึ้งหัวเราะอย่างมีจริตสดใสทำให้ศิวาตรึงใจ เธอรับมือถือของเขามากดเบอร์ให้ ศิวาเมมเบอร์น้ำผึ้งไว้ด้วยชื่อ ฮันนี่
“เมมอย่างนั้น ระวังแฟนคุณจะเข้าใจผิดนะคะ”
ศิวาเข้าแผน
“ผมยังไม่มีแฟนครับ รออยู่...ว่าจะมีใครมาหยุดผมได้”
สายน้ำผึ้งยิ้มนิ่งๆยังไม่แสดงท่าทีอะไรแต่มีสายตาแพรวพราวอยู่ ศิวามองตาสายน้ำผึ้งก็เข้าใจ
“ไว้เจอกันนะครับ”
ศิวายิ้มแล้วไถล้อรถเข็นเลี้ยวไปมุมตึกไป

ศิวาหยิบมือถือมาลบชื่อ ฮันนี่เป็นชื่อ เจษฎา 2 ซึ่งเป็นชื่อเพื่อนเขา ศิวายิ้มเยาะว่าสายน้ำผึ้งช่างเป็นเหยื่อที่หลอกง๊าย ...ง่าย
ทางด้านสายน้ำผึ้ง เปลี่ยนจากผู้หญิงหน้าซื่อน่าสงสารเป็น ผู้หญิงหน้าเชิดผงาดขึ้นมา เธอมองไปทางศิวาแล้วยิ้ม
“ผู้ชาย...โง่เหมือนกันทั้งโลก”
สายน้ำผึ้งก้มมองนามบัตรของศิวาแล้วคิดถึงกันตา
“ฉันทำพี่สาวแกน้ำตาตกได้ ฉันก็ทำให้แกน้ำตาตกได้เหมือนกัน นังก้อย”

รสสุคนธ์เก็บของใส่กระเป๋า สายน้ำผึ้งเดินถือนามบัตรของศิวาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเข้าห้องมา
“เก็บของทำไมน่ะน้ารส”
“เมื่อกี้น้าไปถามหมอมา เขาบอกว่าผึ้งกับลูกกลับบ้านได้แล้ว งั้นพรุ่งนี้เราก็กลับกัน ส่วนวัคซีนของไอ้ตัวเล็ก น้าจะพาไปฉีดที่คลินิกแถวบ้าน เหมือนที่น้าเคยเลี้ยงผึ้งมานั่นแหละ”
สายน้ำผึ้งโกรธขึ้นมาทันที ดึงกระเป๋าจากมือรสสุคนธ์
“ชีวิตลูกผึ้งต้องไม่เหมือนผึ้ง”
รสสุคนธ์ชะงักอึ้ง
“ผึ้ง...ก็แค่ฉีดวัคซีนเอง อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดสิ”
“ผึ้งบอกแล้วไงว่าผึ้งมีเงินจ่าย บัตรเครดิตของผึ้ง ก็รูดไปสิ”
“ผึ้งอย่าลืมสิ ว่าตอนนี้ไม่มีภูเบศร์เอาเงินกั้งมาจ่ายค่าบัตรให้ผึ้งแล้วนะ”
“ไม่มีคุณภู ผึ้งหาเงินจากทางอื่นก็ได้”
“ทางไหน”

รสสุคนธ์มองหน้าสายน้ำผึ้งอย่างระแวง สายน้ำผึงยิ้มอย่างมีเลศนัย

กะรัตถือชามใส่ปลานึ่งซีอิ้วเดินออกมาจากในครัว พร้อมพิศุทธิ์
“นี่ค่ะ ปลานึ่งซีอิ้ว by เชฟกั้ง อร่อยเว่อร์ ก๋งคอนเฟิร์ม”
กุนตีมองปลานึ่งในจานแล้วตักชิม กะรัตมองอย่างลุ้นๆ
“อร่อยจริงๆด้วย ปลาสุกกำลังดี”
กะรัตยิ้ม กุนตีหันไปชมพิศุทธิ์
“คุณพิศุทธิ์เก่งนะคะ”
กะรัตหุบยิ้มลงทันทีแล้วโวย
“กั้งเป็นคนทำนะ พี่กุ้งต้องชมกั้งสิ”
“กั้งก็เก่ง แต่คุณพิศุทธิ์เก่งมากกว่าที่ทำให้กั้งมีสมาธิและใจเย็นลงได้”
กะรัตชะงัก ไม่คิดว่าพิศุทธิ์กำลังเปลี่ยนเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“งั้นก็แปลว่ากั้งคิดถูกแล้ว ที่แต่งงานกับผู้ชายที่เก่งที่สุดในโลกคนนี้”
กะรัตหอมพิศุทธิ์ด้วยความรักสุดใจ พิศุทธิ์ยิ้มให้แต่ในใจยังกังวลเรื่อง ท่านชายอ๊อด พวงหยกเดินเข้าบ้านเห็นกะรัตหอมกับพิศุทธิ์แล้วหมั่นไส้
“โอ้ย...นี่มันโต๊ะอาหาร มีไว้กินข้าว ถ้าคิดจะกินอย่างอื่นกัน ก็เสด็จไปกินในห้องนอนเถอะ”
พิศุทธิ์ชะงัก กะรัตมองตากับกุนตีแล้วถอนใจเซ็งๆ
“แม่ทานข้าวด้วยกันสิคะ คุณพิศุทธิ์สอนกั้งทำปลานึ่งซีอิ้วอร่อยมากเลยแม่” กุนตีเปลี่ยนเรื่อง
“ต๊าย...อย่าไปสอนยายกั้งทำอาหารพวกปลาสิคุ๊ณ เดี๋ยวยายกั้งกินปลาบ่อยๆแล้วฉลาดขึ้นมา หลอกเอาสมบัติมันไม่ได้นะ”
“แม่” กะรัตกับกุนตีอึ้ง
กะรัตจะพูดโวยวายใส่พวงหยก พิศุทธิ์จับมือปรามไว้ให้สงบใจ กันตาเดินเข้ามาด้วยอารมณ์หงุดหงิดปิดประตูเสียงดัง ปัง ทุกคนหันไปมอง พวงหยกมองไม่อยากจะเชื่อสายตา
“ต๊าย ฉันอยากรู้จริง...จริ๊ง ว่าใครทำให้คนที่ไม่รู้จักทุกข์ร้อนอย่างแก...หงุดหงิดได้”
เด็กรับใช้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“คุณก้อยคะ มีคนมาตะโกนเรียกคุณก้อยอยู่ที่หน้าบ้านน่ะค่ะ”
กันตาชะงักว่าใครมาตะโกนเรียกตัวเอง ทุกคนต่างมองกันตาอย่างสงสัยเช่นกัน

กันตากับเด็กรับใช้รีบเดินมาที่ประตูรั้วบ้าน ศิวายืนถือไม้เท้าพยุงตัวเองอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน โดยมีบอดี้การ์ดเป็นคนขับรถพามา
“คุณ มาได้ยังไงน่ะ” กันตาตกใจ
“ผมมาขอโทษคุณ” ศิวาอ้อน
กันตาชะงักไม่คิดว่าเขาจะลงทุนออกจากโรงพยาบาลทั้งๆที่ขายังไม่ดีเพื่อมาขอโทษตัวเธอ

ในห้องอาหาร พวงหยกกับทุกคนยืนมองกันตากับศิวาอย่างสงสัย
“หมอนั่นเป็นใครน่ะ” พวงหยกถามอย่างแปลกใจ
กุนตีมองๆ
“กิ๊กใหม่ยายก้อยมั้งคะ"
“แน่ใจนะว่าเป็นกิ๊ก ไม่ใช่ผู้ชายที่โดนน้องแกทิ้งแล้วคลั่งมาฆ่าน้องแก”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ยายก้อยก็โทรเรียกตำรวจไปแล้วแม่ ไม่เดินไปหาแบบนั้นหรอกแม่”
กะรัตแทรกขึ้น พวงหยกค้อน
“จะไปรู้เหรอ ลูกฉันแต่ละคนมันมีวีรกรรมดีๆทั้งนั้นนี่ แล้วหมอนั่นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ฐานะบ้านช่องเป็นยังไง ส่วนชาติตระกูลไม่ต้องบอก...เพราะมันช่วยวัดอะไรไม่ได้” พวงหยกเหน็บพิศุทธิ์
กะรัตจะโวยแม่ให้เลิกเหน็บสามีตน แต่พิศุทธิ์ยังจับมือปรามเธอไว้เหมือนเดิม กุนตีถอนใจเหนื่อยใจแม่
“ไม่รู้ค่ะ เดี๋ยวแม่ก็รอถามก้อยเองแล้วกัน”
พวงหยกมองไปทางกันตากับศิวาอย่างอยากรู้อยากเห็น

กันตาคุยกับศิวาด้วยท่าทางปึ้งตึง
“ในเมื่อคุณเชื่อคำพูดคนอื่นมากกว่า คุณจะมาสนใจอะไรกับคำยกโทษจากฉัน...กลับโรงพยาบาลไปซะ”
“ผมไม่กลับ ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะเชื่อคนอื่น คุณเปิดประตูให้ผม เข้าไปคุยกับคุณเถอะนะ”
“ฉันไม่เปิด กลับไปก่อนที่ฉันจะแจ้งตำรวจว่าคุณกำลังบุกรุกบ้านฉัน”
“ผมไม่กลับ จนกว่าคุณจะคุยกับผม”
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ คุณอยากอยู่ก็อยู่ไป ฉันจะเข้าบ้าน”
กันตาหันหลังจะเดินเข้าบ้าน ศิวาเห็นว่าเธอเดินเข้าบ้านไม่สนใจเขา ก็ปล่อยไม้เท้าทิ้ง พยายามกัดฟันปีนประตูรั้วบ้าน ทั้งๆที่ขายังเจ็บ กันตาหันมามองอย่างหงุดหงิดกับการเอาแต่ใจ ทำอะไรบ้าๆของเขา
“คุณทำบ้าอะไรน่ะ ขาคุณเจ็บอยู่นะ”
“ผมไม่สน ยังไงคืนนี้ ผมก็อยากต้องทำให้คุณยกโทษผมให้ได้”
ศิวาพยายามปีน กันตามองอย่างกังวลเป็นห่วง
“ฉันบอกให้หยุดไง”
ศิวาไม่หยุด ยังคงกัดฟันพยายามปีนข้ามประตูรั้วบ้านขึ้นมาเรื่อยๆจะข้ามมา ทันใดนั้นศิวาเจ็บขาจนเสียงหลักตกจากประตู
“เฮ้ย”
กันตาพุ่งไปหา ศิวาล้มทับกันตาต่างเจ็บด้วยกันทั้งคู่ แต่ต่างก็เป็นห่วงกันพูดพร้อมกัน
“คุณเป็นยังไงบ้าง”
กันตาชะงักมอง ศิวายิ้มทะเล้น
“ห่วงผมแบบนี้ แปลว่าหายโกรธผมแล้ว”
กันตาผงะตัวออกห่าง
“ฉันกลัวคุณจะมาตายที่บ้านฉันต่างหาก กลับไปได้แล้ว”
ศิวาคว้ามือกันตาไว้พร้อมพูดเสียงอ้อน
“ผมทำขนาดนี้ คุณยังไม่หายโกรธผมอีกเหรอ ผมขอโทษที่ผมหูเบา แต่เมื่อก่อนผมไม่เคยสนใจและ ไม่เคยเชื่อคำพูดของใครเลยนะ แต่ครั้งนี้มันกลับเปลี่ยนไป เพราะมัน เป็นเรื่องของคุณ” ศิวามองตา กันตาอย่างมีความหมาย “...ผมชอบคุณ”

กันตาชะงักไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงๆตอนนี้ เธอรีบวางฟอร์มเชิดหน้า

สามีตีตรา ตอนที่ 6 (ต่อ)

กะรัต พิศุทธิ์ กุนตี พวงหยกยืนอยู่ กันตาเดินยิ้มเข้ามา พวงหยกพุ่งเข้าไปหา
“หมอนั่นเป็นใครฮะ ยายก้อย”
กันตาพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“เพื่อนค่ะ”
“เพื่อนบ้าอะไรจะปีนรั้วบ้านมาหาแกอย่างนั้น กิ๊กใหม่แกใช่ไหม เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านฐานะดีไหม” พวงหยกถามเป็นชุด
กันตาถอนใจเหนื่อยใจกับแม่
“ก้อยยังไม่สนิทพอจะรู้เรื่องของบ้านเขาหรอกค่ะ รู้แค่ว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียวของคุณ ศรัทธา ลีพาณิชย์”
พวงหยกตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ศรัทธา ลีพาณิชย์ เจ้าของสายการบินใหญ่อันดับต้นๆของเมืองไทย” พวงหยกกอดกันตาด้วยความรักเว่อร์ “ยายก้อยลูกรัก ลูกช่างฉลาดอะไรเช่นนี้ ไม่เสียแรงที่แม่กลั่นเลือดในอกมาให้ลูกกิน”
“แม่จะดีใจทำไมเนี่ย ก้อยยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขา”
“โฮ้ย...เขาถึงขั้นปีนรั้วมาง้อแกอย่างนี้ ไม่นานแกก็ได้เป็นอะไรกับเขา”
“ก็ไม่แน่ใจแม่ เพราะก้อยไม่ชอบคนเจ้าชู้”
พวงหยกหงุดหงิดขึ้นมา
“นี่ ฉันขอร้องล่ะ ช่วยคบกับคนรวยๆสมน้ำสมเนื้อกับ เราอย่างนี้เถอะ หยุดเลือกพวกดูดีแต่ไม่มีเงินสักที ฉันมีปลิงตัวเดียวก็พอแล้ว”
“แม่...จนป่านนี้แม่ยังไม่เชื่ออีกเหรอว่าคุณพิศุทธิ์ไม่ได้เป็นอย่างที่แม่คิด” กะรัตทนไม่ไหว
“แกไม่รู้อะไร อย่าพูดดีกว่า เอาไว้ฉันมีหลักฐานแน่นอนเมื่อไหร่ แกจะรู้ ว่าที่ฉันพูดมันไม่ผิด”
พวงหยกมองหน้าพิศุทธิ์แล้วสะบัดหน้าเดินเข้าบ้านไป พิศุทธิ์มองพวงหยกอย่างกังวลว่าพวงหยกรู้อะไร แล้วพูดถึงหลักฐานอะไร

ค่ำนั้น เนื้อแพรอยู่ในบ้านคุยมือถือกับพิศุทธิ์
“หลักฐาน คุณพวงหยกหมายถึงหลักฐานอะไรลูก”
พิศุทธิ์คุยโทรศัพท์กับแม่อยู่มุมหนึ่งหน้าบ้านอย่างกังวลใจ
“ผมไม่ทราบครับ แต่ผมสังหรณ์ว่ามันต้องเกี่ยวกับที่พ่อไปหาเจ้าสัวแน่ๆ”
“ใจเย็นๆนะลูก วันนี้แม่คุยกับคุณกฤชแล้ว ถ้ามีอะไร แม่จะรีบบอก ตอนนี้ชายไปดูหนูกั้งเถอะ”
“ครับแม่...สวัสดีครับ”
พิศุทธิ์กดวางสายแล้วกำลังจะเดินเข้าบ้าน มือถือดังขึ้นอีก พิศุทธิ์มองที่หน้าจอมือถือ เห็นเป็นชื่อสายน้ำผึ้ง เขามองเข้าไปในบ้านว่ากะรัตยังอยู่ในบ้าน แล้วมองที่หน้าจอมือถืออีกครั้งถอนใจแล้วกดรับ
“ฮัลโหล...”
สายน้ำผึ้งนั่งคุยมือถือกับพิศุทธิ์อยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น
“ขอโทษนะคะที่โทรมารบกวน ...ฉันจะโทรมาบอกว่าพรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้านแล้ว แต่อย่างที่คุณรู้ว่าลูกของฉันไม่ค่อยแข็งแรง ฉันไม่กล้า พาเขาขึ้นรถเมล์ กลัวเขาจะติดเชื้อโรค คุณพอจะมารับฉันกับลูกไปส่ง บ้านได้ไหมคะ”
พิศุทธิ์ครุ่นคิด เพราะสาเหตุที่ลูกของ สายน้ำผึ้งคลอดก่อนกำหนดเป็นเพราะกะรัต...กะรัตเดินออกจากบ้านมาเห็นพิศุทธิ์ยืนคุยมือถืออยู่ คิดว่ายังคุยกับเนื้อแพรเธอเดิน ย่องมาหา พิศุทธิ์อึกอักยังไม่ตอบ
“คือ...ผม...”
สายน้ำผึ้งรอฟังคำตอบพูดเสียงอ่อยลง
“งั้นไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณไม่สะดวกช่วย ฉันเข้าใจแค่นี้นะคะ”
สายน้ำผึ้งกดวางสาย รสสุคนธ์ยืนมองอย่างไม่ค่อยชอบใจ
“บอกแล้วว่าไม่ต้องโทร ก็เห็นอยู่ว่าเขาไม่อยากมา”
รสสุคนธ์ถอนใจ สายน้ำผึ้งยิ้มเยาะ
“เชื่อเถอะ ว่าเขาต้องมา”

พิศุทธิ์กดวางสาย แล้วคิดถึงทุกเรื่องที่ประเดประดังเข้ามาอย่างเหนื่อยใจ กะรัตย่องมากอดด้านหลัง ฉิวเฉียดจะได้ยินพิศุทธิ์คุยกับสายน้ำผึ้ง
“คุยกับคุณแม่จบแล้วเหรอคะ”
พิศุทธิ์สะดุ้ง
“เอ่อ...ครับ”
“งั้นเข้าบ้านกันเถอะค่ะ นวลเตรียมน้ำให้เราอาบกันแล้ว คืนนี้ตาคุณ ถูหลังให้กั้งนะคะ”
กะรัตจะจูงมือสามีเข้าบ้าน พิศุทธิ์คิดบางอย่างแล้วดึงมือไว้
“กั้ง...จะเป็นอะไรไหมถ้าพรุ่งนี้เช้าผมจะขอ...”
กะรัตหันมองพิศุทธิ์อย่างสงสัยว่าขออะไร

วันใหม่...พยาบาลเดินเข้ามาในห้องพร้อมยื่นซองเอกสารให้
“นี่ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลค่ะ มีคนจ่ายให้คุณเรียบร้อยแล้ว”
สายน้ำผึ้งรับซองเอกสาร แล้วยิ้มให้รสสุคนธ์ว่าตัวเองพูดไม่ผิด
“แล้วเขาอยู่ไหนคะ”
“รอคนไข้อยู่ข้างนอกน่ะค่ะ”
สายน้ำผึ้งพูดกับลูก
“กลับบ้านกันนะลูก พ่อมารับเราแล้ว”
สายน้ำผึ้งอุ้มลูกเดินออกจากห้อง รสสุคนธ์มองหลานแล้วส่ายหน้าระอา ไม่รู้จะพูดยังไงให้ยอมรับความจริงสักที

หน้าห้องพักฟื้น...สายน้ำผึ้งอุ้มลูกเดินมาพร้อมรสสุคนธ์และพยาบาล เธอมองหา
“คนจ่ายเงินอยู่ไหนเหรอคะ”
พยาบาลชี้ไปทางหนึ่ง
“ทางนั้นค่ะ”
นวลเดินเชิดหน้า สายน้ำผึ้งมองนวลอย่างชะงักว่านวลโผล่มาได้ยังไง
“นวล”
นวลมองสายน้ำผึ้งอย่างไม่ค่อยชอบใจ ยังโกรธกับสิ่งที่สายน้ำผึ้งทำกับกะรัต
“ก็นวลน่ะสิคะ คุณคิดว่าเป็นใครล่ะ นวลมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล และพาคุณกลับบ้านตามคำสั่งของ...” นวลจงใจพูดย้ำซ้ำเติมสายน้ำผึ้ง “คุณกั้ง...”
สายน้ำผึ้งไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะ”

กะรัตเดินหงุดหงิดฟึดฟัดลงจากโบสถ์พร้อมพิศุทธิ์
“ถ้ากั้งไม่รับปากว่าจะเป็นเมียที่ดีของคุณ กั้งไม่มีทางทำแบบนั้นแน่”
“ผมขอบคุณที่คุณช่วยเพื่อนมนุษย์ และมันก็ทำเพื่อตัวคุณด้วย วันนี้ผมพาคุณมาทำบุญ คุณสบายใจไหม”
กะรัตถอนใจเพราะรู้ว่าพิศุทธิ์จะสอนอะไร
“สบายใจค่ะ แต่การทำบุญกับการช่วยนังผึ้ง มันไม่เหมือนกัน”
“ทำไมจะไม่เหมือน ในเมื่อเป็นการให้เหมือนกัน คุณมาทำบุญ คุณก็เอาของมาถวายพระ คุณช่วยคุณผึ้ง ก็คือการให้อภัยเขา”
“แต่กั้ง...”
“ผมขอนะกั้ง อภัยให้เขาเถอะ อย่างน้อยเขาก็เคยเป็นเพื่อนคุณ”
กะรัตมองพิศุทธิ์อย่างฟึดฟัด เพราะยังไงเธอก็ยังไม่อยากอภัยให้สายน้ำผึ้งได้แต่ไม่อยากโวยวายให้เขาโกรธ เธอได้แต่พูดเหวี่ยงๆ
“ความเป็นเพื่อนมันไม่เหลือแล้ว เพราะมันเองก็ไม่เคยคิดว่ากั้งเป็นเพื่อน เอาเป็นว่า ถ้ามันอยู่ส่วนมัน กั้งก็จะอยู่ส่วนของกั้ง แต่ถ้ามันมายุ่งกับกั้งเมื่อไหร่ กั้งไม่เอามันไว้แน่”
พิศุทธิ์มองกะรัตอย่างเหนื่อยใจ ได้แต่คิดว่าได้เท่านี้ก็ยังดี

เย็นนั้น ข้าวของของภูเบศถูกสายน้ำผึ้งโยนลงตรงหน้ารสสุคนธ์
“เอาไปขายซะน้ารส แล้วเงินไปคืนนังกั้งให้หมด”
“ขายทำไม เขาบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องเอาเงินคืนเขา”
“ผึ้งบอกน้ารสแล้วไงว่าผึ้งไม่เอาเงินของมัน ทำไมน้ารสไม่เชื่อ”
“อ้าว แล้วผึ้งจะมาว่าน้าทำไม”
“มันกำลังทำให้เราเห็นว่า...เงินของมันซื้อผึ้งได้ เหมือนที่มันใช้ซื้อผู้ชายไง...แต่มันคิดผิด เพราะสิ่งที่ผึ้งต้องการ ไม่ใช่แค่เงิน แต่ผึ้งจะเอาทุกอย่างที่เป็นของมัน ...คอยดู”
รสสุคนธ์บอกอย่างมุ่งมั่น

เช้าวันใหม่...นวลจัดโต๊ะอาหารพร้อมมองกะรัตที่เดินไปเดินมา เหมือนกำลังกังวลใจ อะไรบางอย่าง
“คุณกั้งเป็นอะไรรึเปล่าคะ นวลเห็นคุณกั้งเดินวนไปวนมาตั้งแต่เช้าแล้ว”
“ก็นังผึ้งมันออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“เรื่องนั้นรู้แล้วค่ะ แล้วยังไงคะ”
“จะแล้วยังไงล่ะ วันนี้คุณพิศุทธิ์ไปทำงาน ต้องไปเจอมันแน่ๆ”
“โฮ้ย...คุณกั้ง คนคลอดลูกเขาต้องอยู่ไฟ ต้องอยู่บ้านให้นมลูกเขาถึงให้หยุดงานเป็นเดือนๆ คุณผึ้งยังมาทำงานไม่ได้หรอกค่ะ”
“จริงเหรอนวล”
นวลยิ้มแหย ไม่แน่ใจเหมือนกัน

สายน้ำผึ้งเปิดประตูพรวดเข้าห้องพิศุทธิ์เข้ามาเดินนิ่งๆแต่ในใจ ครุ่นแค้นด้วยความรู้สึกว่าผู้ชายเจ้าของห้องนี้ เขาควรเป็นของเธอ เธอเดินไปนั่งที่เก้าอี้ของพิศุทธิ์แล้วลูบเก้าอี้ของเขาอย่างโหยหา อยากได้สัมผัสนี้มาโอบ กอดเวลาที่หว้าเหว่ เธอหยิบเสื้อสูทของเขาที่พาดเก้าอี้มากอดไว้เหมือนกักเก็บไออุ่นไว้ยามเธอเหน็บหนาว เธอนึกถึงเหตรการณ์ที่ผ่านมา ครั้งที่พิศุทธิ์พาไปหาหมอ แล้วนั่งรอหมออยู่หน้าห้องตรวจ เธอหันไปมองพ่อแม่ลูกที่รอหมอเหมือนกัน แล้วมองพิศุทธิ์อย่างฝันๆว่าจะได้เป็นครอบครัวเดียวกับเขา
นึกถึงเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้าด้วยกัน เขาเข้าไปซื้อแหวนเพชร เธอแน่ใจว่าเป็นแหวนตัวเอง และฝันไปว่าได้แต่งงานกับเขา แต่ภาพความเป็นจริงก็คือ...การแต่งงานระหว่างกะรัตกับพิศุทธิ์ ทั้งสองยืนอยู่บนเวทีเตรียมจะโยนช่อดอกไม้ด้วยใบหน้ามีความสุข...สายน้ำผึ้งรู้สึกขาดก็ยิ่งแค้นกะรัตที่ได้ทุกอย่างไป

พิศุทธิ์จะไปทำงาน กะรัตเดินตามด้วยความกังวลใจ นวลยืนมองอยู่ห่างๆ
“ผมไปทำงานก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
“มีอะไรเหรอ” พิศุทธิ์หันมามอง
กะรัตอยากขอไปส่งแต่ไม่กล้าพูดกลัวเขาว่า
“เอ่อ...คุณยังไม่ได้ จุ๊บลากั้งเลย”
พิศุทธิ์มองนวลที่มองอยู่ นวลรีบหันหน้าเฉไฉไปจัดดอกไม้ในแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะอยู่แล้ว พิศุทธิ์จึงจูปปากกะรัตเบาๆ
“ผมไปนะ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
“มีอะไรครับ”
“เอ่อ...คุณจุ๊บเบาไป กั้งไม่เห็นรู้สึกเลย” กะรัตแถไป
พิศุทธิ์มองอย่างรู้ทัน
“อยากไปส่งผมที่บริษัทใช่ไหม”
กะรัตชะงักไม่คิดว่าเขาถามโพล่งมา
“อะไรนะคะ”
“อยากไปส่งผมหรืออยากเห็นกับตา ว่าสายน้ำผึ้งมาทำงานรึยัง”
“คุณรู้ทันกั้งทุกทีเลย” กะรัตยิ้มแหยๆ
“กั้ง...เราคุยกันแล้วนะ ไม่ว่าคุณผึ้งจะมา ทำงานหรือไม่มา มันก็ไม่ได้กระทบอะไรกับผมเลย คุณต้องไว้ใจผม”
กะรัตมองพิศุทธิ์อย่างซึ้งใจ นวลค่อยๆก้าวมายืนข้างๆกะรัต
“คุณพิศุทธิ์พูดแบบนี้แล้ว ถ้าเป็นนวล...นวลไม่ไปแล้วล่ะค่ะ”
กะรัตมองพิศุทธิ์ยิ้มแหยๆ ที่ถูกจับไต๋ได้

สายน้ำผึ้งยืนมองออกไปทางหน้าต่าง เห็นรถของกะรัตขับเข้ามาจอดที่หน้าบริษัท สายน้ำผึ้งรีบเดินออกไป กะรัตขับรถมาจอดอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้ามองเหล่าพนักงานที่ ทยอยเข้าบริษัท พิศุทธิจะเปิดประตูลงจากรถ กะรัตจะเปิดประตูด้วย พิศุทธิ์ชะงักมือที่จะเปิดประตูรถแล้วหันมามองอย่างรู้ทันพูดเสียงเข้ม
“กั้ง ไหนคุณรับปากแล้วไงว่าแค่มาส่งเฉยๆ”
“กั้งก็แค่…” กะรัตพูดเสียงอ่อย
พิศุทธิ์มองกะรัตอย่างจริงจัง
“คุณรู้ไหมว่าคุณทำอย่างนี้ เท่ากับคุณไม่ไว้ใจผม”
“ไม่ใช่ค่ะ กั้งบอกแล้วไงคะว่าที่กั้งมาส่งคุณ ไม่ใช่กั้งไม่ไว้ใจคุณ แต่กั้งไม่ไว้ใจมันต่างหาก”
พิศุทธิ์มองปราม กะรัตรีบพูดจับมือพิศุทธิ์
“ตกลงค่ะ กั้งเชื่อคุณ กั้งจะไม่ระแวงคุณ กั้งสัญญา”
พิศุทธิ์ยิ้มขอบใจกะรัตที่ตั้งมั่นเชื่อใจตัวเอง
“งั้นผมไปทำงานก่อนนะ”
พิศุทธิ์ลงจากรถ กะรัตรีบลงจากรถตามพิศุทธิ์เรียกไว้
“คุณพิศุทธิ์”
พิศุทธิ์ชะงักเท้าอย่างรู้ทันว่ากะรัตต้องการอะไร
“ไม่นะกั้ง”
“นะคะ...อย่างน้อยก็เป็นสิ่งย้ำว่าคุณเป็นของกั้งคนเดียว” กะรัตอ้อน
“แต่ผมว่ามันไม่...” พิศุทธิ์จะพูดว่าไม่เหมาะ
กะรัตไม่รอให้พูดจบ โผเข้าโอบคอแล้วจูบแก้มซ้าย-ขวา พิศุทธิ์ยืนอึ้ง มองพนักงานที่เดินผ่านต่างแอบมองแล้วยิ้มกัน พิศุทธิ์เขินจนทำหน้าไม่ถูกมองกะรัตอย่างระอา
“คุณนี่...” พิศุทธิ์อ้าปากจะบ่น
กะรัตรีบพูดแทรก
“ถ้าคุณยังบ่นอีกคำ กั้งจะจูบอีกรอบนะ”
พิศุทธิ์รีบหุบปากไม่พูดบ่นทันที เขามองค้อนแทน กะรัตหัวเราะ พิศุทธิ์ส่ายหน้ายิ้มๆกับความทะเล้นของเธอ แล้วโบกมือบ๊ายบายก่อนจะเดินเข้าบริษัทไป กะรัตมองพิศุทธิ์ที่เดินเข้าบริษัทด้วยใจนึงก็กังวล แต่ใจนึงต้องทำตัวเชื่อใจเขาให้ได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจหันหลังเดินขึ้นรถแล้วสตาร์ทรถ แต่...สตาร์ทไม่ติด

พิศุทธิ์ยืนรอลิฟท์กับกลุ่มพนักงานคนอื่นๆประตูลิฟท์ตัวที่ 1 เปิด พิศุทธิ์และพนักงานอื่นๆเดินเข้าลิฟท์ประตูลิฟท์ ปิด สายน้ำผึ้งสวนกับพิศุทธ์เดินลงบันไดแล้วมุ่งหน้าไปทางหน้าบริษัท

กะรัตสตาร์ทรถอีกรอบแต่ไม่ติด สายน้ำผึ้งเปิดประตูออกมามองไปทางรถของกะรัตจะเดินไปหา ทันใดนั้นชายนี่กับยี่หวาพุ่งเข้ามาดักหน้าสายน้ำผึ้ง
“ต๊าย มดลูกเข้าที่แล้วเหรอน้องผึ้ง ถึงได้รีบมาทำงานน่ะ”
สายน้ำผึ้งพยายามยิ้มกลบความรำคาญ
“ค่ะ ผึ้งสบายดีแล้ว”
สายน้ำผึ้งจะเดินไปหากะรัต แต่ยี่หวากับชายนี่ยังชวนคุยต่อ
“แล้วใครเลี้ยงลูกให้ล่ะ” ยี่หวาถาม
“น้าของผึ้งเอง”
“เธอมาทำงานอย่างนี้ แล้วลูกกินนมที่ไหนล่ะ”
สายน้ำผึ้งเริ่มหงุดหงิดแต่พยายามยิ้มไว้
“ผึ้งปั้มนมไว้ให้ลูกแล้วค่ะ ผึ้งขอตัวก่อนนะคะ พอดีมีธุระน่ะค่ะ”
สายน้ำผึ้งรีบเดินไปทางรถกะรัตกะรัตสตาร์ทรถติด แล้วขับรถออกไป สายน้ำผึ้งวิ่งตาม แต่ยังเจ็บแผลจากการคลอดลูก จึงวิ่งตามไม่ไหว แต่ฉิวเฉียด

กะรัตขับรถด้วยความเซ็ง
“สตาร์ทติดทำไมเนี่ย เกือบมีข้ออ้างขึ้นไปดูว่านังผึ้งแล้วเชียว”
มือถือของเธอดัง กะรัตหยิบสมอลทอล์กมาพูดโดยไม่ทันดูว่าเบอร์ใครโทรมา

“ฮัลโหลค่ะ...” กะรัตชะงักกึก “นังผึ้ง”


กะรัตเบรกรถเอี๊อดจอดอยู่ข้างถนน สายน้ำผึ้งยืนคุยมือถือกับกะรัตอยู่ในแผนกการตลาด ด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ
“เธอไม่น่ารีบขับรถออกไปเลย ฉันว่าจะเข้าไปขอบคุณที่ เธอจ่ายค่าพยาบาลให้ฉันซะหน่อย”
กะรัตเริ่มสติแตก
“นี่แกอยู่ที่ไหน อย่าบอกนะว่าแกไปทำงานแล้ว”
“ก็ฉันหยุดงานไปหลายวันนี่ เลยต้องรีบกลับมา เพราะคิดถึง คนคุ้นเคย”
“แกอย่ายุ่งกับคุณพิศุทธิ์นะ”
“ฉันเองก็ไม่อยากยุ่ง แต่พอคิดถึงความสุขของลูกแล้ว...จะไม่ยุ่งก็คงไม่ได้ เพราะลูกฉันมันต้องการ… พ่อ”
“นังหน้าด้าน ถ้าจะหาพ่อให้เด็กนั่น ก็ไปลากไอ้ภูจากนรกโน้น ไม่ใช่มาแย่งผัวคนอื่น ไม่อายบ้างรึไง”
“ความอายมันกินไม่ได้นี่จ๊ะกั้ง แต่ผู้ชายดีๆ...มันกินได้ ว่าแล้วก็เปรี้ยวปาก ไม่รู้ว่ารสชาติของคุณพิศุทธิ์ จะอร่อยเหมือน คุณภูไหม”
สายน้ำผึ้งยิ้มสะใจกดวางสายทันที กะรัตกรี๊ดอย่างโกรธเกรี้ยวใส่มือถือ
“อ๊าย...นังผึ้ง แกตาย”
กะรัตกลับรถอย่างไม่สนใจรถที่กำลังขับมา เธอขับไปทางบริษัทของพิศุทธิ์อย่างเร็ว

พิศุทธิ์เดินไปห้องประชุมโดยมีฟองดาวถือแฟ้มงานเดินตามหลัง สายน้ำผึ้งเดินสวนมา พิศุทธิ์เห็นสายน้ำผึ้งแล้วชะงัก ฟองดาวมองอาการพิสุทธิ์กับสายน้ำผึ้งแล้วรู้สึกเป็นส่วนเกินเลยเดินเลี่ยงไป
“ขอบคุณนะคะที่ทำให้กั้งยอมโยนเศษเงินจ่ายค่าพยาบาลให้ฉันกับลูก แต่ฉันไม่ต้องการรับส่วนบุญจากเขา ฉันเลี้ยงลูกเองได้”
“กั้งเขาเต็มใจช่วยคุณ”
“ฉันรู้จักเขามาสิบกว่าปี ฉันรู้ดีว่าเขาเป็นคนยังไง”
“แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาอภัยให้คุณ”
สายน้ำผึ้งหัวเราะเยาะ
“ฉันจะบอกคุณให้นะคุณพิศุทธิ์ คนอย่างกั้งไม่มีคำว่าให้อภัยและไว้ใจใคร”
“แต่กั้งก็เคยไว้ใจคุณ” พิศุทธิ์จ้องหน้า
สายน้ำผึ้งนิ่งอึ้ง พิศุทธิ์เดินผ่านไปทางห้องประชุม
“คุณกำลังจะได้เห็น ว่าคนอย่างกั้ง...เปลี่ยนแปลงไม่ได้”

รถกะรัตขับเข้ามาจอดหน้าบริษัทอย่างเร็ว กะรัตลงจากรถด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวยามวิ่งเข้ามาขวาง
“คุณครับ แลกบัตรก่อนครับ”
“นังสายน้ำผึ้งมันอยู่แผนกไหน” กะรัตตวาด
“ใจเย็นก่อนครับคุณ”
“ฉันถามว่านังสายน้ำผึ้งมันอยู่แผนกไหน”
ยามและพนักงานที่เดินผ่านไปผ่านมามองกะรัตเป็นตาเดียวกัน

สายน้ำผึ้งเดินมาที่โต๊ะทำงาน ภาพที่สะท้อนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นเงาของกะรัตเดินตรงมา ก็ตั้งรับทันที กะรัตเดินพุ่งทะยานเข้ามาแล้วล้วงหยิบขวดน้ำเกลือที่ใช้ล้างแผลจากในถุง มาเปิดขวดแล้วราดใส่
“นี่มันอะไรกันน่ะกั้ง” สายน้ำผึ้งโวยวายเสียงใสซื่อ
“น้ำเกลือไง ฉันแวะซื้อมาล้างแผลให้แก เผื่อความแสบของน้ำเกลือ จะทำให้แกสำเหนียกได้...ว่าช่องคลอดแกยังไม่ตกสะเก็ด อย่าริร่านแย่ง ผัวชาวบ้าน”
สายน้ำผึ้งพูดอย่างกลัวกะรัต
“ฉันขอร้องนะกั้ง ฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณพิศุทธิ์ ตอนนี้ชีวิตฉันคิดถึงแต่ลูก เธอเลิกหึงฉันเถอะนะ”
ชายนี่ ยี่หวา พนักงานอื่นๆมองสายน้ำผึ้งอย่างสงสาร กะรัตชี้หน้า
“ตอแหล แล้วเมื่อกี้หมาตัวไหนมันโทรไปหาฉัน อย่ามาเล่นละครเรียกร้องความสงสาร มันไม่ได้ผลหรอก”
สายน้ำผึ้งทำท่ากลัวกะรัตแล้วรีบลนลานลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินหนีกะรัตออกจากแผนกไป
“นังผึ้ง แกจะหนีไปไหน”
กะรัตรีบเดินตามสายน้ำผึ้งไป พนักงานในแผนกมองสายน้ำผึ้งกับกะรัตอย่างตื่นตระหนก

สายน้ำผึ้งเปิดประตูเข้ามาที่บันไดหนีไฟ กะรัตเปิดประตูตาม ดึงแขนไว้
“แกจะไปไหน”
สายน้ำผึ้งสะบัดแขนออกจากการจับของกะรัต แล้วจ้องด้วยสายตาแข็งกร้าวต่างจาก สายตาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนในแผนกยิ้มเยาะ
“ก็ถ้าพูดต่อหน้าคน คนอื่นเขาจะสงสารฉันเหรอ”
“แกนี่มันยิ่งกว่างูพิษอีก ฉันบอกไว้ก่อนนะว่าอย่ามายุ่งกับผัวฉัน ถ้าอยากได้พ่อให้ลูก ก็ไปยืนเสนอราคาให้ฝรั่งแก่ข้างทางโน้น”
สายน้ำผึ้งยิ้มเยาะ
“จะไปยืนให้เมื่อยทำไม ในเมื่อยืมผัวเพื่อนก็ได้”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ให้”
สายน้ำผึ้งทำหน้ากวน
“แต่ฉันจะแย่ง”
“นังหน้าด้าน คุณพิศุทธิ์ไม่ใฝ่ต่ำไปเอาแกหรอก”
“อย่าลืมสิว่าคุณภูของเธอ ฉันก็แย่งมาแล้ว แถมเขายังจดทะเบียนและมีลูกกับฉันด้วย แล้วทำไมจะเกิดกับคุณพิศุทธิ์อีกไม่ได้ เธอรู้ว่าขนาดเธอเอาเงินปรนเปอคุณภู คุณภูยังทิ้งเธอมาหาฉัน แล้วกับ คุณพิศุทธิ์ที่ไม่แคร์เรื่องเงินของเธอ เธอเลยกลัวว่าจะเสียเขาให้ฉัน เธอถึงต้องจดทะเบียนตีตราเขาไงล่ะ น่าสมเพชที่สุดเลยกั้ง” สายน้ำผึ้งหัวเราะเยาะ
เสียงหัวเราะของสายน้ำผึ้ง เหมือนน้ำมันที่สาดไปในอารมณ์ของกะรัต ที่กำลังร้อนระอุดั่งเปลวไฟ ให้โหมกระพือจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ กะรัตพุ่งเข้าไปจิกทึ้งผมของสายน้ำผึ้งจนใบหน้าเงยขึ้นจ้องตา กะรัตพูดพร้อมชี้หน้า
“จำไว้นะนังผึ้ง เศษดินใต้รองเท้าฉัน มันยังมีค่ากว่าแก อย่าเผยอหลงตัวเองว่าฉันจะกลัวแก แกก็แค่เด็กกำพร้าขี้อิจฉา ขาดพ่อ ขาดแม่ จนต้องแย่งความอบอุ่นจากผัวคนอื่น คุณพิศุทธิ์ ไม่มีทางมองแก แกไม่มีวันแย่งเขาไปจากฉันได้”
สายน้ำผึ้งโกรธที่กะรัตพูดจี้ปมในใจ ยกมือฟาดแขนกะรัตให้ออกจากการจิกหัวตัวเอง
“ลองดูไหมล่ะกั้ง ว่าสุดท้าย...เขาอยู่ข้างฉัน ไม่ใช่เธอ” ทันใดนั้นสายน้ำผึ้งร้องกรี๊ดอย่างหวาดกลัว “อ๊าย กั้งอย่าทำฉัน อย่าทำฉัน”
กะรัตมองสายน้ำผึ้งอย่างอึ้งงง
“แกทำบ้าอะไร”
สายน้ำผึ้งโวยวายเสียงดังให้คนได้ยินมากขึ้น
“กั้งอย่าผลักฉัน อย่ากั๊ง ว๊าย”

ทันใดนั้นชายนี่กับยี่หวาเปิดประตูหนีไฟเข้ามา กะรัตเผลอหันไปมองชายนี่กับยี่หวา สายน้ำผึ้งฉวยโอกาสกะรัตเผลอ คว้ามือกะรัตทั้งสองข้างมาที่หน้าอกตัวเองให้ดูเหมือนว่าถูกผลัก จงใจตกบันไดลงไป กะรัตหันไปมองอย่างตกใจอึ้ง ไม่คิดว่าสายน้ำผึ้งจะยอมลงทุนทำขนาดนี้

พิศุทธิ์นั่งประชุมกับหัวหน้าและพนักงานอย่างเคร่งเครียด ฟองดาวคอยจดรายละเอียดการประชุม ทันใดนั้นพนักงานเปิดประตูเข้ามาด้วยหน้าตาตื่น
“คุณพิศุทธิ์คะ แย่แล้วค่ะ ภรรยาคุณผลักคุณผึ้งตกบันได”
พิศุทธิ์ตกใจอึ้ง รีบวิ่งออกจากห้องประชุมไปทันที

ชายนี่กับยี่หวาประคองสายน้ำผึ้งที่ยังนอนอยู่ โดยมีเลือดไหลออกจากหัว กะรัตมองอย่างอึ้ง พิศุทธิ์แหวกไทยมุงเข้ามามองสายน้ำผึ้งที่ยังนอนเจ็บและหัวแตก แล้วหันมามองกะรัต
“กั้ง คุณกลับมาอีกทำไม” พิศุทธิ์มองสายน้ำผึ้งที่นอนเจ็บ “เกิดอะไรขึ้น”
“กั้งไม่ได้ทำอะไรมันนะ”
“แต่ชายนี่เห็นคุณกะรัตผลักน้องผึ้งตกบันไดนะคะ”
ชายนี่แทรกขึ้น กะรัตโวยวาย
“มันเล่นละคร ไม่เข้าใจกันรึไง”
“แต่ฉันก็เห็นนะคะ” ยี่หวาเสียงแข็ง
พิศุทธิ์มองกะรัต เธอมองเขาแล้วมองไทยมุงคนอื่นที่มองเธอ
“มองอะไร ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ทำ” กะรัตพุ่งเข้าไปดึงแขนสายน้ำผึ้งให้ลุกขึ้น “หยุดสำออยแล้วลุกขึ้นมานะนังผึ้ง”
“หยุดได้แล้วกั้ง”
พิศุทธิ์พุ่งเข้าไปจับกะรัตไว้ กะรัตยังพยายามดิ้น
“ไม่หยุด มันกำลังทำให้ตัวเองเป็นนางเอก แต่กั้งเป็นนางร้าย กั้งไม่ยอม”
กะรัตจะเข้าไปเอาเรื่องสายน้ำผึ้งอีก พิศุทธิ์อุ้มตัวกะรัตที่ดีดดิ้นโวยวายแล้วพาออกไป สายน้ำผึ้งมองแล้วแอบยิ้มสะใจ

พิศุทธิ์อุ้มกะรัตออกมาจากบริษัท กะรัตยังคงดิ้นโวยวายด่าสายน้ำผึ้ง
“นังผึ้ง นังลิ้นสองแฉก กั้งจะฉีกหน้ากากมัน นังงูพิษ”
พิศุทธิ์ปล่อยกะรัตลงตรงข้างๆรถของเธอโดยยังจับแขนไว้ แล้วหยิบกระเป๋าของเธอมาเปิดเพื่อหยิบกุญแจรถออกมาแล้วเปิดประตูรถ
“ขึ้นรถกั้ง”
“ไม่ขึ้น กั้งจะไปจัดการมัน”
กะรัตจะเดินเข้าตึก พิศุทธิ์ทนไม่ไหวที่กะรัตใช้แต่อารมณ์จนขาดสติ เขาเดินไปอุ้มรัดเอวมายัดใส่รถ กะรัตจะออกจากรถ พิศุทธิ์พูดเสียงดังอย่างโมโหมาก
“อย่าลงมานะ”
กะรัตชะงัก ไม่เคยเห็นพิศุทธิ์โมโหขนาดนี้มาก่อน เธอจำใจต้องขึ้นรถด้วยความรู้สึกโกรธ น้อยใจ ที่พิศุทธิ์โมโหตัวเอง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ผิด พิศุทธิ์ขึ้นรถตามพร้อมสตาร์ทรถแล้วขับรถออกไป พนักงานในบริษัทยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก

พิศุทธิ์ขับรถของกะรัตเข้ามาจอดหน้าบ้านอย่างแรง นวลวิ่งออกมาดูด้วยความตกใจ
“อ้าว นี่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลย ทำไมกลับกันเร็วนักล่ะคะ”
พิศุทธิ์ลงจากรถโดยไม่ตอบนวล แล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูให้กะรัต แต่เธอไม่ยอมลงจากรถ พิศุทธิ์พูดนิ่งๆ
“ลงมาเถอะกั้ง...”
“ไม่ กั้งจะไปจัดการมัน” กะรัตจะปิดประตู
พิศุทธิ์จับประตูไว้
“กั้ง คุณยังไม่เห็นอีกเหรอว่าการใช้อารมณ์ ผลมันเป็นยังไง”
“ถึงกั้งจะเป็นคนใช้แต่อารมณ์ แต่ฉันก็ไม่เคยตอแหลใคร กั้งเลวกั้งก็บอกว่ากั้งเลว กั้งบอกไม่ได้ทำ ก็แปลว่ากั้งไม่ได้ทำ กั้งอยู่ของ กั้งเฉยๆ แต่มันเป็นคนเข้ามาหาเรื่องกั้งก่อน แล้วทำไมกั้งต้องยอมด้วย”
พิศุทธิ์ถอนใจอย่างเหนื่อยใจ
“ไหนคุณบอกว่าคุณจะเปลี่ยนตัวเองไง”
“ถ้าการเปลี่ยนตัวเอง มันรวมถึงกั้งต้องยอมแพ้นังผึ้ง กั้งไม่เปลี่ยน กั้งบอกคุณแล้วไง ว่าถ้ามันมายุ่งกับกั้งเมื่อไหร่ กั้งไม่เอามันไว้แน่ มันคิดจะทำลายครอบครัวเรา คุณต้องลาออก”
พิศุทธิ์รู้สึกว่ากะรัตพูดต่อไปก็ไม่รู้เรื่อง จึงอุ้มเธอออกจากรถไปส่งต่อให้นวล...นวลรับตัวกะรัตแล้วเซเกือบล้มทั้งคู่ พิศุทธิ์เดินไปขึ้นรถตัวเองที่จอดอยู่ขับออกไป กะรัตผลักนวลให้ออกไป
“ปล่อยฉัน...คุณพิศุทธิ์ กลับมานะ ฉันบอกให้กลับมา” กะรัตกรี๊ดแตก

พิศุทธิ์เดินหน้าเครียดเข้าบริษัทมา พนักงานมองแล้วหันไปซุบซิบกัน พิศุทธิ์มองพนักงานจนไปถึงยาม ทุกคนหลบตา เขารู้สึกละอายอย่างไม่เคย เป็นมาก่อน ตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องของหัวหน้า
“ไปส่งภรรยาคุณเรียบร้อยแล้วเหรอ”
“ครับ...ผมขอโทษที่เกิดเหตุการณ์นี้”
“ผมว่าคุณควรไปขอโทษสายน้ำผึ้งเถอะ ผมพอจะได้ข่าวเรื่องในงานแต่งของคุณมาบ้าง ดูแลภรรยาดีๆนะ ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”

พิศุทธิ์ยืนนิ่งเครียด
 
จบตอนที่ 6 
กำลังโหลดความคิดเห็น...