xs
sm
md
lg

สาปสาง ตอนที่ 1

เผยแพร่:

สาปสาง ตอนที่ 1

เสียงดนตรีไทยดังไปทั่ว บ้านเรือนไทยประยุกต์หลังนั้น ไท แพรว และ ช่อ ในชุดซ้อมกำลังร่ายรำด้วยความตื่นเต้นราวกับกำลังต่อสู้แย่งชิงคนรัก ครูอาภาภิรมย์กำลังยืนคุมซ้อมอย่างพอใจ

เมื่อใกล้ถึงฉากจบ ซึ่งเป็นฉากที่แพรวและไทร่วมกันหักหลังและฆ่าช่อเอื้อง ช่อเอื้องจึงเอ่ยคำสาปแช่ง ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและเคียดแค้น

“หากกูไม่สมในรัก ด้วยเลือดทุกหยด! ด้วยกายทั้งกาย! ด้วยใจทั้งใจ! กูจะขอสาปขอแช่ง!”

ช่อเอื้องมีสีหน้าเจ็บแค้น แค้นจนกระอักออกมาเป็นเลือด

“อย่าให้พวกมึงได้สมรัก! อย่าให้มึงได้สมสู่! อย่าให้มึงได้ครองคู่! ขอฟ้าขอดินพรากมึงจากกัน! ตราบชั่วฟ้า ชั่วนิรันดร์”

สิ้นคำสาปแช่งช่อเอื้องสิ้นลมฟุบหน้าลงไป

อาภาภิรมย์เอ่ยชม “ดีมาก”

เสียงปรบมือดังขึ้น ช่อเอื้องอยู่บนเวที คนอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่างลุกขึ้นปรบมือตามอาภาภิรมย์ ไทปรบมือด้วยความชื่นชม ในขณะที่แพรวปรบมือแต่แววตาริษยาร้อนระอุ

“เก่งมากช่อเอื้อง ไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่ครูเลือกเธอ ทำได้ดีมาก” อาภาภิรมย์ชม

“ขอบคุณค่ะครู ที่หนูทำได้ก็เพราะมีครูคอยสอนคอยเคี่ยวเข็ญ นั่นแหละค่ะ” ช่อเอื้องบอก

“ใครว่าฝีมือฉันกันล่ะ เธอน่ะมีพรสวรรค์ติดตัวมาอยู่แล้ว แค่จับแค่ดัดซะหน่อยก็เข้าที่เข้าทาง”

“โอ๊ย ชมกันขนาดนี้ ไม่กลัวลูกศิษย์คนอื่นเสียกำลังใจเหรอค่ะครู” แพรวพูด

“อย่าพูดกับครูอย่างนั้นสิแพรว” ไทว่า

“ก็มันจริงนี่”

“ทำไม ? เธออิจฉาช่อเหรอ?” ไทถาม

แววตาของแพรววาบขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะรีบกลบเกลื่อน

“อิจฉางั้นเหรอ? ตลกน่า ทำไมคนอย่างฉันต้องอิจฉามันด้วย”

“ไม่เอาน่า เพื่อนกันทั้งนั้น จะมาอิจฉากันทำไม ทำดีก็ให้กำลังใจกันจะดีกว่า” อาภาภิรมย์บอก

“ครูคะ ลองให้แพรวแสดงบทนี้ดูไหมคะ แพรวอาจจะทำได้ดีกว่าช่อก็ได้”

แพรวตาลุกขึ้นมาวาบหนึ่งอย่างมีความหวัง

อาภาภิรมย์ค้าน “อย่าเลย บทนี้เหมาะกับเธอมากที่สุด”

แววตาแพรวเปลี่ยนเป็นโกรธ

“บทของแพรวก็เหมาะกับแพรวที่สุดเหมือนกัน เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อยซ้อมกันต่อ”

อาภาภิรมย์เดินออกไป ไทรีบเข้าไปช่วยดึงช่อเอื้องให้ลุกขึ้นยืน

“ไม่เป็นไร ฉันลุกเองได้” ช่อเอื้องบอก

ช่อเอื้องยันตัวลุกขึ้นแล้วยิ้มให้ไท

“แต่ก็ขอบคุณนะ”

แพรวผุดรอยยิ้มเยาะใส่ไท

“ถ้าแกมัวแต่เซ่ออยู่อย่างนี้ ชาติหน้าก็อย่าหวังจะได้แอ้ม”

แพรวพูดจบก็เดินออกไป ไทหน้าเครียด

แพรวเข้ามาในห้องแต่งตัวเห็นช่อเอื้องที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วกำลังรวบผมอยู่หน้ากระจก แพรวเหลือบตามอง

“รู้ทั้งรู้ทำเป็นเล่นตัวอยู่ได้” แพรวว่า

“พูดเรื่องอะไรน่ะ” ช่อเอื้องถาม

“ก็เรื่องที่ไท มันแอบหลงรักเธอไง อย่าบอกนะว่าเธอดูไม่ออก”

“เราเป็นเพื่อนกันนะ การห่วงใย ดูแลของเพื่อน มันไม่ได้แปลว่ารักแบบชู้สาวเสมอไปหรอกนะ”

“แหม เป็นนางเอกทั้งบนเวที ทั้งนอกเวทีเลยนะ ไม่รัก ไม่ชอบ ก็หัดปฏิเสธซะบ้างสิ ไทมันจะได้ไม่เข้าใจผิด คิดอะไรไปเองแบบนี้” แพรวยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆช่อเอื้อง “หรือว่าเธอชอบให้มีคนมารักมาหลงแบบนี้”

“เปล่านะ ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น เธอก็เป็นเพื่อนกับฉันมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงพูดเหมือนไม่รู้จักฉันอย่างนั้นล่ะ”

“ถ้าเธอไม่คิด ก็รีบๆ บอกมันซะ อย่าให้มันโง่งมงายอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนี้เลย มันน่าสมเพช”

แพรวพูดจบก็สะบัดหน้าเดินไปเปลี่ยนชุดที่มุมหนึ่ง ช่อเอื้องหน้าเครียดเพราะครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดี

ไทยืนรอช่อเอื้องอยู่หน้าตาท่าทางครุ่นคิดหนักเพราะกำลังตัดสินใจว่าจะบอกรักช่อเอื้องยังไงดี

ไทซ้อมพูด “ช่อ เราก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้วนะhellip;.เราอยากดูแลช่อให้ดีกว่านี้ ขอเราเป็นมากกว่าเพื่อนได้ไหม ฮึ่ย ไม่เข้าท่า”

ไทนึก “เป็นแฟนเรานะช่อ เราจะดูแลช่อเอง”

ไทถอนใจอย่างไม่ได้ดั่งใจ เขามีสีหน้าครุ่นคิดหาคำพูดอื่น ช่อเอื้องเดินออกมาเห็นไทยืนรออยู่ก็ชะงัก เธอครุ่นคิดก่อนตัดสินใจเดินไปอีกทาง ในขณะที่ไทยังคงนึกคำพูดอยู่

“ฮึ่ย ทำไมบอกรักผู้หญิงมันยากงี้วะ”

ไทเริ่มหงุดหงิด จังหวะนั้นก็หันไปเห็นช่อเอื้องจากด้านหลังที่กำลังเดินไปอีกทาง

“ช่อ”

ไทรีบวิ่งตามไปทันที

ช่อเอื้องรีบเดินหลบออกมา ไทวิ่งตามมาจนทัน

“ช่อ”

ช่อเอื้องสะดุ้ง

ไทเห็นว่าช่อเอื้องไม่หยุดเดินก็รีบวิ่งไปดักหน้า

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ทำไมทำแบบนี้ ทำไมต้องหนีเราด้วย”

“เราhellip;เราเปล่านะ”

“ไม่จริง ช่อก็รู้ว่าเรารออยู่ ทำไมช่อต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องหลบเราด้วย” ไทเขย่าไหล่ช่อเอื้อง “บอกมาสิ บอกให้บอกมา”

“เราเจ็บนะไท ปล่อยเรานะ”

“ไม่ปล่อย จนกว่าช่อจะบอกว่าช่อทำแบบนี้ทำไม ช่อรังเกียจเราเหรอ”

“เราบอกให้ปล่อย”

ไทยิ่งจับแน่นขึ้น “บอกเรามาสิช่อ บอกมา!”

ด้วยความเป็นคนร้ายลึก ไทจึงพลั้งมือผลักช่อเอื้องจนล้มลงไปกับพื้น

ไทตกใจตัวเอง “ช่อ!”

ไทรีบตามลงไปคว้าตัวช่อเอื้อง

“เจ็บรึเปล่า เป็นอะไรรึเปล่า”

ช่อเอื้องร้องไห้ “เพื่อนกัน ทำไมต้องทำกันแบบนี้ด้วย”

“ช่อ เราขอโทษ” ไทพยายามคว้ามือช่อเอื้อง

ช่อเอื้องสะบัดออก “อย่ามายุ่งกับเรานะ”

ช่อเอื้องรีบลุกขึ้นแล้วจะเดินหนีไปแต่ไทคว้าแขนเธอไว้

“ช่อ ฟังเราก่อนสิ เรามีเรื่องสำคัญจะบอก”

“เราไม่ฟัง เราไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น”

ช่อเอื้องหันหลังวิ่งออกไป

ไทคว้าไว้ไม่ทัน “ช่อ เดี๋ยวก่อน” ไทวิ่งตาม “ช่อ”

ช่อเอื้องร้องไห้พร้อมกับวิ่งหนีไทมาก่อนมาชนเข้ากับร่างคนคนหนึ่งจนเสียหลักจะล้ม

“ว้าย!”

แขนอันแข็งแรงของกรณ์คว้าตัวช่อเอื้องไว้ได้ทัน ก่อนจะดึงตัวช่อเอื้องให้หันกลับมา ช่อเอื้องเผชิญหน้ากับกรณ์อย่างใกล้ชิด

“คุณกรณ์” / “ช่อ...”

กรณ์ช่วยพยุงช่อให้ยืนตรงๆ ช่อเอื้องเขินไม่กล้าสบตา

“เอ่อ...ขอโทษนะคะ”

“เปลี่ยนจากคำขอโทษเป็นอย่างอื่นได้ไหม”

“อะไรล่ะค่ะ” ช่อเอื้องถามซื่อๆ

กรณ์สวมกอดช่อเอื้องอย่างนุ่มนวล ช่อเอื้องใจเต้นแรงและหน้าร้อนวาบด้วยความเขินอาย

“คิดถึงเหลือเกินครับช่อ”

“ปล่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็นเข้า มันจะไม่ดี”

“ทำไมคุณต้องปิดบังเรื่องของเราด้วย”

“มันยังไม่ถึงเวลา แล้วอีกอย่างแพรวก็รักคุณ ฉันไม่อยากให้แพรวเสียใจ”

“เป็นเพราะไทมากกว่าหรือเปล่า ที่ทำให้ช่อไม่อยากเปิดเผยเรื่องของเรา ผมรู้นะว่าไทก็รักช่อ”

“คุณกรณ์”

ช่อดึงตัวเองออกจากกรณ์ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่กรณ์แปลเจตนาเธอไปอีกอย่าง

“ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

ช่อเอื้องรีบเดินออกไปทันที โบว์ที่ผูกผมอยู่หลุดแล้วหล่นลงสู่พื้นแต่ช่อเอื้องไม่รู้ตัว กรณ์มองตามช่อเอื้องไปก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นโบว์ที่พื้น กรณ์ก้มลงเก็บโบว์ขึ้นมา ไทตามมาถึงพอดี ไทเผชิญหน้ากับกรณ์ สายตาของไทเหลือบไปเห็นโบว์ของช่อในมือกรณ์เข้าจำได้ก็โกรธทันที

ไทกระชากโบว์ในมือกรณ์ออกไปอย่างเร็ว แล้วสบตากับกรณ์อย่างไม่เป็นมิตรก่อนจะหันหลังเดินกลับไป กรณ์ยิ้มอย่างรู้ทัน

“หึ...อยากได้อะไรก็เอาไปเถอะ แต่หัวใจน่ะ” กรณ์พูดเน้นคำ “เป็นของฉัน!”

อ่านต่อหน้า 2

สาปสาง ตอนที่ 1 (ต่อ)

ขณะที่อาภาภิรมย์กำลังสาละวนจัดสไบของชุดนางรำในหุ่นให้เข้าที่ ก่อนจะหันกลับมาเจอกรณ์เข้า

“อ้าว ตากรณ์”

“สวัสดีครับคุณแม่ เอาแต่คลุกตัวอยู่ที่นี่ ไม่กลับบ้านเลย”

“นี่ใกล้แสดงแล้ว ต้องทำอะไรอีกเยอะ แม่เลยไม่อยากวิ่งไปวิ่งมา พักที่นี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร”

“ไม่คิดถึงลูกชายบ้างเหรอครับ”

“แหม คิดถึงสิ มีลูกคนเดียวจะไม่ให้คิดถึงลูกแล้วจะให้ไปคิดถึงใครล่ะ มีแต่แกนะแหละ อีกหน่อยก็ไปคิดถึงคนอื่นแทนแม่”

“ถึงยังไงแม่ก็เป็นที่หนึ่งของผมอยู่แล้ว”

“ทำปากหวาน แม่จะคอยดู”

กรณ์มองชุดที่หุ่น “คงเป็นชุดตัวละครสำคัญมากสินะครับ คุณแม่ถึงต้องลงมือเองขนาดนี้”

“ชุดนางเอกน่ะ” มืออาภาภิรยม์ยังคงจัดชุดอยู่

“ช่อเอื้องใช่ไหมครับ” กรณ์อมยิ้ม

อาภาภิรมย์ไม่เงยหน้ามอง “ใช่ บทนี้เหมาะกับช่อเอื้องที่สุด แล้วแกก็ไม่ทำให้แม่ผิดหวัง แสดงอารมณ์ออกมาได้สมจริง ราวกับเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้น สงสัยผมจะพลาดละครเรื่องนี้ของคุณแม่ไม่ได้ซะแล้วล่ะครับ”

“อ้าว ก็ไหนว่าจะไปเรียนต่อ เห็นว่าจะบินก่อนละครเริ่มไม่ใช่เหรอ”

“ผมเลื่อนกำหนดออกไปน่ะครับ อยากอยู่ดูละครคุณแม่ไหนจะฉลองโรงละครครบรอบห้าสิบปีด้วย ผมไม่ยอมพลาดงานสำคัญหรอกครับ”

อาภาภิรมย์ถอนใจหนักๆ

“ไม่รู้ว่าฉลองครั้งนี้แล้ว จะมีโอกาสได้ฉลองครั้งหน้าอีกรึเปล่า”

“ทำไมคุณแม่พูดอย่างนี้ล่ะครับ”

“มีคนเขาอยากได้ที่ตรงนี้ไปทำศูนย์การค้า มาเจรจาขอซื้อหลายครั้งแล้ว แต่แม่ปฎิเสธไป”

“ถ้าเราไม่ขาย...เขาจะทำอะไรได้ครับ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ โรงละครไม่ค่อยเป็นที่นิยมเหมือนเมื่อก่อน”

“เราก็ปรับให้มันร่วมสมัยได้นี่ครับ”

“ที่แม่ทำอยู่ ก็ปรับให้ร่วมสมัยอยู่แล้ว แต่คนสมัยนี้ก็ให้ความสนใจงานศิลปวัฒนธรรมน้อยลง ที่มีสนใจอยู่ก็เป็นแค่กลุ่มเล็กๆ จนเหลือคนทำอยู่ แค่ไม่กี่คน เพราะเลี้ยงตัวเองไม่ได้”

“แต่ถ้าแม่เลิกทำอีกคน มรดกนี้ก็คงสูญหายไป ตามกาลเวลาอย่างน่าเสียดาย”

อาภาภิรมย์ถอนใจหนักๆ ด้วยความกลุ้มใจ กรณ์มองแม่ด้วยความเป็นห่วง

แพรวกับไทนั่งดื่มกันอยู่ที่หน้าเคาท์เตอร์

“แกก็เลยพลาด ไม่ได้สารภาพรัก เฮอะ ฉันว่าแกเลิกคิดเถอะ ลางไม่ดีแล้วล่ะ แกกับช่อคงไม่ใช่เนื้อคู่กันหรอก” แพรวว่า

“แกรู้ได้ยังไง” ไทถาม

“เอ้า ก็ดูสิ เราเจอกันมาเป็นสิบปีแล้ว แล้วแกก็แอบชอบช่อมันมาตลอด คนเราถ้ามันจะเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ คงไม่ต้องเฝ้ามาถึงสิบปีหรอก แล้วอีกอย่างนะ ถึงแกจะพยายามจะบอกให้ช่อรู้ว่าแกรัก มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าช่อไม่ได้รักไม่สนใจแกเลยสักนิดเดียว”

ไทฟังแล้วแทงใจดำมาก สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผสมเจ็บแค้น

“ยังไงช่อก็ต้องเป็นของฉัน รอมานานขนาดนี้ จะผิดหวังให้มันรู้ไปสิ”

ไทยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว

ช่อเอื้องที่อยู่ในชุดนอนซ้อมบทละครอยู่ที่ห้องคอนโด

“เหตุใดท่านจึงทรยศต่อข้า เหตุใดจึงมีใจให้หญิงอื่น เหตุใดกันเล่า”

ช่อเอื้องทรุดลงไปกับพื้น

“หากกูไม่สมในรัก ด้วยเลือดทุกหยด ด้วยกายทั้งกาย ด้วยใจทั้งใจ กูจะขอสาปขอแช่ง อย่าให้พวกมึงได้สมรัก อย่าให้มึงได้สมสู่ อย่าให้มึงได้ครองคู่ ขอฟ้าขอดินพรากมึงจากกัน ตราบชั่วฟ้า ชั่วนิรันดร์”

ช่อเอื้องค้างอยู่อารมณ์ตัวละครชั่วครู่ก่อนถอนหายใจปรับสีหน้าและอารมณ์เข้าสู่โหมดปกติ เธอยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะเอื้อมมือไปลูบบทละครเบาๆ

“ช่างเป็นเรื่องเศร้าอะไรอย่างนี้ หากเป็นเราโดนทรยศบ้าง จะโกรธแค้นได้ถึงขนาดนี้รึเปล่านะ”

ที่หน้าปกของบทละครมีชื่อเรื่อง สาปนาง

เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้องครืนๆ บรรยากาศภายนอกโรงละครยามค่ำคืนดูน่ากลัวด้วยสถาปัตยกรรมโบราณ แสงฟ้าแลบตกกระทบรูปปั้นนางรำที่ตั้งอยู่กลางลานด้านหน้า รูปปั้นนั้นเก่าคร่ำจนเห็นรอยร้าวที่ด้านซ้ายของใบหน้านางรำแลดูน่ากลัว

จังหวะนี้เองสายตาลึกลับค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้รั้วโรงละครก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ

“ที่นี่แน่เหรอวะ”

ชายลึกลับสองคนมีสีหน้าไม่น่าไว้ใจมองตรงไปที่โรงละคร

“ก็เออสิ นี่แหละโรงละครที่มึงกับกูต้องเผาทิ้งให้สิ้นซาก”

“มึงตกลงเรื่องเงินกับเขาแล้วใช่ไหม งานใหญ่ขนาดนี้ ต้องเรียกหนักๆ เลยนะมึง”

“ไม่ต้องห่วง เรื่องเงินกูเคลียร์แล้ว รับก่อนลงมือครึ่งหนึ่ง ที่เหลือเขาจะจ่ายหลังไอ้โรงละครนี้เหลือแต่ซาก”

“บอกดีๆ ไม่ยอมไปก็ต้องเผาไล่ที่กันแบบนี้แหละ ช่วยไม่ได้”

ชายคนหนึ่งมองไปที่โรงละครด้วยความสมน้ำหน้า

“ถึงเวลาเมื่อไหร่ วอดวายแน่มึง!”

อาภาภิรมย์กำลังวางพวงมาลัยไหว้ครูละครที่หิ้งบูชาซึ่งมีหัวครอบครูละครหลายหัวตั้งอยู่ ทันใดนั้นไฟก็ลุกท่วมหิ้งบูชา อาภาภิรมย์ตกใจที่อยู่ๆไฟก็ไหม้จนควันโขมง อาภาภิรมย์วิ่งออกจากห้องก็เห็นไฟไหม้ไปทั่วบ้าน ช่อเอื้องวิ่งออกมาเห็นครูที่ยืนตกใจอยู่

“ครู!”

ช่อเอื้องตกใจจนตื่นจากฝัน

“ครู!”

อาภาภิรมย์สะดุ้งตื่นมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อตั้งสติได้ว่าเป็นเพียงความฝันเธอก็โล่งใจ

“ฝันหรอกเหรอhellip;..ทำไมถึงฝันร้ายแบบนี้hellip;มันต้องเป็นลางไม่ดีแน่ๆ”

อาภาภิรมย์เป็นกังวล

กรณ์เหลือบตามองเห็นแม่สีหน้ากังวล

“คุณแม่เป็นอะไรรึเปล่าครับ ทำไมดูเครียดๆ” กรณ์ถาม

“บอกไปก็จะหัวเราะเยาะคนแก่ซะเปล่าๆ”

“บอกมาเถอะครับ ผมเห็นสีหน้าคุณแม่ ผมไม่สบายใจ มีเรื่องอะไรเหรอครับ”

“เมื่อคืนแม่ฝันไม่ดีเลย ฝันว่าไฟไหม้หิ้งครูละคร ไฟลุกท่วมไปหมด ตกใจตื่นขึ้นมา ก็กังวลจนนอนต่อไม่ได้”

“มันก็แค่ความฝันน่ะครับคุณแม่”

“แต่แม่ว่ามันไม่ใช่แค่นั้นหรอกhellip;.มันเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่างhellip;.เหตุที่ไม่ดีต่อโรงละคร”

แหวน สาวน้อยท่าทางซื่อๆ แนะนำตัว

“หนูชื่อแหวนค่ะ มาแทนคุณสมศรี จะมาช่วยครูอาภาดูเรื่องเสื้อผ้าให้พวกพี่ๆ”

“แล้วครูสมศรีไปไหน ทำไมไม่มาทำเอง “ แพรวถาม

“เอ่อhellip;. ครูติดงานที่ดาราลัยน่ะค่ะ”

“นั่นไง!นึกแล้วว่าต้องไปรับอื่น ใช่สิ ไอ้โรงละครดังๆ พวกนั้นมันคงให้ค่าตัวแพงสิท่า ถึงได้กล้าทิ้งไปหน้าด้านๆ”

แหวนได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าต่อปากต่อคำ

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย มันเป็นสิทธิ์ของเขา เขาจะทำให้ใครก็ได้” ไทบอก

แหวนเหลือบตาขึ้นมองไทด้วยความรู้สึกใจชื้นที่มีคนเข้าข้าง

“แต่นี่มันงานใหญ่ของเรานะ งานฉลองครบรอบ 50 ปีทั้งที จะให้พวกลูกมือมาทำได้ยังไง” แพรวว่า

“พวกเราก็ช่วยๆ กันด้วยสิ ชุดก็มีไม่กี่ชุดเอง ช่วยกันทำ ถือซะว่าตอบแทนครูอาภาด้วยยังไงล่ะ” ช่อเอื้องบอก

“เชิญเธอกับแม่นั่นทำกันไปสองคนเถอะ ฉันเป็นนักแสดง ไม่ใช่คนงาน ไม่เอาด้วยหรอก”

แพรวเชิดใส่แล้วเดินออกไป

“ฉันก็เป็นผู้ชาย มือไม้แข็ง ต่อให้อยากช่วยก็คงช่วยไม่ได้ ขอโทษด้วยนะ” ไทบอก

ไทเดินตามแพรวออกไป แหวนมองตามไปอย่างนึกสนใจในตัวไท เสียงช่อเอื้องดังขึ้น

“งั้นเราทำกันแค่สองคนก็ได้ ฉันจะช่วยเธอเอง”

แหวนหันมามองช่อเอื้องด้วยแววตาชื่นชม

“คุณนี่ทั้งสวยทั้งใจดีเลยนะคะ ใครได้เป็นแฟนคงโชคดี”

ช่อเอื้องเยื้อนยิ้มให้อย่างสวยงามและอ่อนหวาน

อ่านต่อหน้า 3 / 17.00 น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...