xs
sm
md
lg

หางเครื่อง ตอนที่ 2

เผยแพร่:

หางเครื่อง ตอนที่ 2

ฟากป้อมกับขำกำลังสั่งส้มตำกับเด็กในร้านอาหาร เดือนเดินเข้ามาร่วมวงหน้าตาซึมเศร้า

“ทำไมละ หน้าซึมมาเชียว”

“วันนี้โดนเรื่องอะไรมาอีกล่ะเดือน ดีนะที่พี่ไม่เกิดมาสวยแบบหนู ไม่งั้นพี่ต้องแขวนคอตัวเองวันละหลายรอบแน่ๆ”

“พี่ป้อมอ่ะ หนูยิ่งกำลังเซ็งๆ ไม่งั้นไม่เรียกมาเจอแต่วันอย่างนี้หรอก”

“อ้าว โอ๋ โอ๋ พี่ขอโทษน๊า ก็ว่าอยู่คืนนี้ต้องเต้นด้วยกันอยู่แล้ว นี่เล่นโทรมาเรียกตั้งแต่บ่าย”

“เออ แล้วแกไม่ชวนรวิมากินด้วยล่ะ”

เดือนได้ยินชื่อรวิยิ่งเซ็งหนัก

“รายนั้นน่ะเขามีคนส่งข้าว ส่งน้ำอยู่แล้วทุกวัน ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก”

“ทะเลาะกันเหรอ”

“เปล่านะพี่ ไม่ได้ทะเลาะแต่...” เดือนน้ำตารื้น “พี่รู้ไหม ทำไมหนูถึงต้องเป็นนักร้องให้ได้ ถ้าหนูเป็นนักร้องใครๆ เขาก็ว่าหนู ดูถูกหนูไม่ได้ พี่รวิน่ะเขามีโรงลิเกเป็นของตัวเอง ศิริพรก็เป็นถึงนางเอกงิ้ว แต่หนูน่ะไม่มีอะไรสู้เขาได้เลย วันๆ หนึ่งเป็นได้แค่แม่ค้านั่งขายปลาอยู่ที่ตลาด”

“นี่แกคิดมากไปเองหรือเปล่าวะ ฉันก็เห็นรวิเขาออกจะเป็นห่วงเป็นใยแกดีจะตาย ใครเห็นก็รู้ว่าเขาน่ะชอบแก”

“นั่นสิเดือน บางทีรักกันดูที่การปฏิบัติต่อกันก็น่าจะพอนะ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องตกลงกันว่าเป็นแฟน แต่ใครมองเธอสองคน เขาก็ดูออกว่ารักกัน”

“พี่รวิทำกับหนูก็ไม่ต่างกับทำกับศิริพร หนูมองเขาสองคน หนูก็ว่าเขาสองคน รักกัน ศิริพรน่ะช่วยเหลือพี่รวิทุกอย่าง แต่หนูน่ะหาแต่เรื่องมาให้”

“จะน้อยเนื้อต่ำใจไปทำไมกันวะเดือน อย่าคิดมากน่ะ แกอาจจะเพิ่งผ่านเรื่องตกใจๆ มา”

“เออ หรือไม่ก็ ใกล้วันนั้นของเดือน กินดีกว่าเลิกคิด เชื่อพี่เถอะเดือน อ่ะของชอบหนูไม่ใช่เหรอ กินเข้าไปเพื่อลืมเธอ”

ป้อมตักอาหารใส่จานเดือน เดือนได้แต่เขี่ยอาหารในจานไปมาอย่างเซื่องซึม

ศิริพรนั่งดูดน้ำแดงจากแก้วพลาสติกอยู่ตรงทางเดินหน้าห้องตรวจ ที่ข้อพับแขนมีผ้าพันแผลแปะอยู่ลักษณะคล้ายเพิ่งเจาะเลือดมา พิมุกเดินออกมาจากห้องตรวจ มีสำลีอุดปลายนิ้วอยู่เหมือนเพิ่งตรวจกรุ๊ปเลือดมา

“อ้าว นางเอกงิ้ว มาตรวจท้องเหรอ”

พิมุกทัก ศิริพรส่ายหน้าเอือมระอา

“ตรวจประจำปี ไม่ได้มาตรวจเอดส์เหมือนเธอหรอก”

พิมุกหน้าตาเลิ่กลั่ก

“เธอไปได้ยินอะไรมาเหรอ”

“นี่มาตรวจเอดส์จริงๆ ล่ะสิถ้า” พิมุกอึกอัก

“มาฟังผลตรวจร่างกาย ทำไม คนเขารักสุขภาพ ผิดด้วยเหรอ” ศิริพรยิ้มอย่างรู้ทัน

“สำส่อน”

“อย่าพลาดมาทางนี้ละกัน จะจัดให้เรียกพี่จ๋า พี่จ๋ายันเช้า”

“คงไม่มีวันหรอก”

“ระวังเหอะ”

พยาบาลเดินถือบัตรตรวจเลือดออกมาส่งให้ศิริพร

“คุณศิริพร ทำบัตรตกไว้ค่ะ” พยาบาลดูบัตร “เลือดกรุ๊ปโอเนกกาทิฟด้วย หายากนะคะเนี่ย”

พิมุกประหลาดใจ

“เลือดกรุ๊ปเดียวกันซะด้วย”

“อย่าเป็นอะไรนะคะ เราไม่มีเลือดกรุ๊ปนี้สำรอง ตำบลนี้ที่เจอก็เห็นมีอยู่แค่สองคนเนี่ยเท่านั้นแหละค่ะ” พยาบาลพูดกับพิมุกแล้วยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน

“ชอบบู๊ไม่ใช่เหรอ เราน่ะ ทำดีๆ กะฉันเอาไว้หน่อยนะเผื่อต้องการเลือดฉุกเฉิน ชั้นอาจจะมีเมตตาบริจาคให้บ้าง”

ศิริพรพูดแล้วเดินจากไป พิมุกมองตามแบบเห็นด้วยกับคำพูดศิริพรอยู่เหมือนกัน

ช่วงค่ำ หลังเวทีเพลงปิดวิก เดือนนั่งมองตัวเองเซ็งๆ อยู่หน้ากระจก นภากาศเติมแต่งหน้าให้ตัวเองอยู่ไม่ไกลนัก มีช่างเซทผมให้

“อีกห้านาทีต้องออกแล้วนะ ครั้งที่สองแล้ว ไม่ต้องเกร็งเต้นตามๆ ไป คอยดูพี่ไว้ก็ได้”

“แล้วอย่าทำเป็นเล่นตัวอีกล่ะคราวนี้ มีอะไรพลาดอีกฉันบอกโรจน์เอาเธอออกแน่ๆ ขาหายรึยังเนี่ย” ลิ้นจี่ถามเดือน นภากาศชำเลืองมองดู

“โอเคแล้วค่ะ”

“แกนี่ก็ขู่เด็กมันอยู่ได้ นึกย้อนกลับไปซิตอนแกออกเต้นครั้งที่สองน่ะเป็นยังไง ชิส์ ดูไม่ได้”

ป้อมต่อว่า ลิ้นจี่ตาเขียวปั๊ด เสียงแหลมใส่ป้อมกลับทันที นภากาศลุกจะเดินออกไป

“เอาอีกแล้วนะนังป้อม แกเป็นแม่มันหรือไง ออกโรงแทนมันทุกที”

นภากาศหลบหางเครื่องคนอื่นไปเหยียบเอาเท้าเดือนอย่างจัง ซ้ำแผลเก่า เป็นธรรมชาติมากไม่มีใครรู้ว่าเธอตั้งใจรึเปล่า

“โอ๊ยยย”

“ขอโทษ” นกากาศบอกเสียงนิ่งๆ เหมือนรู้สึกผิดจริงๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ” เดือนฝืนเจ็บ โรจน์เดินเข้ามา

“เร็วๆๆ เสร็จยังจวนได้เวลาเเล้ว”

ป้อมจะอ้าปากพูดเรื่องเท้าเดือน เดือนจับแขนป้อมไว้

“พี่ป้อม พี่ลิ้นจี่ ฉันว่าเขาเรียกแล้วนะ ไปกันเถอะจ้ะ”

ลิ้นจี่สะบัดหน้าพรึบเดินออกไป

“มองๆ พี่ไว้นะอย่าลืม ไม่ต้องเครียด มันไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้นน้องเอ๊ย ปะ ไปกันได้ละ” ป้อมบอกเดือนแล้ว

มองตามนภากาศที่ชายตามา อย่างหาจุดไม่ได้เหมือนกันว่าแกล้งรึบังเอิญ

บนเวทีเดือนเป็นหางเครื่องที่สวยสะดุดตากว่าคนอื่น เดือนเต้นตามคนอื่นได้เป็นอย่างดี บรรดาผู้ชายต่างออกไปขอบเวทีกวักมือเรียกเดือนมารับพวงมาลัย

“แม่ เห็นไหมนั่นน่ะ นังเดือนมันได้พวงมาลัยติดแบงก์ไปตั้งหลายใบแน่ะ” แก้วบอกแม่

“ฉันไม่ได้ตาบอดนี่ยะ หมดนั่นคงนับได้หลายอยู่”

“แล้วแม่ว่า ถ้าเป็นฉันน่ะ จะได้เยอะแบบนังเดือนไหม”

กิมหันขวับมองหน้าลูกสาว

“แกก็ไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่ามัน ขี้คร้านจะได้เยอะกว่ามันซะด้วยสิ”

แก้วยิ้มพอใจแววตาเป็นประกาย

เมื่อดนตรีเลิก หลังเวทีเหลือคนอยู่ไม่กี่คน เดือนกำลังนั่งเช็ดเครื่องสำอางออกจากหน้า

“เสร็จหรือยังเดือน เห็นไหมผ่านไปได้อีกวันแล้ว แหม...วันนี้ท่าทางได้หลายร้อยอยู่นะเนี่ย” ป้อมแซว

“จะกลับแล้วเหรอพี่ป้อม อยากแวะกินอะไรกันอีกรอบไหม”

“ไม่ล่ะ ยังอิ่มอยู่เลย วันนี้พี่ง่วงๆ ด้วย เดือนจะเสร็จหรือยังพี่จะได้รอ”

นภากาศเดินผ่านกำลังจะกลับ

“ไปทาน...” เดือนจะชวนนภากาศ แต่นภากาศชิงปฏิเสธก่อน

“ไม่”

นภากาศเดินออกกไป ป้อมมองเดือนเสียฟอร์ม เดินกะเพลกๆ เก็บของ

“ช่วยมั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ฉันไม่รีบน่ะ ค่อยๆ เช็ด ค่อยๆ เก็บของ พี่ง่วงก็กลับไปก่อนเลย ไม่ต้องห่วง”

“นภา เขาแกล้งเหยียบเท้าเธอ”

“ไม่หรอกพี่ เขาไม่ได้แกล้ง เขาไม่มีพิรุธอะไรเลยนี่ ไม่มีแบบท่าทางในละครเลย”

“มันร้ายไง ที่พี่บอกว่ามันจงใจก็เพราะ...”

“ไม่หรอก เขาหลบหางเครื่อง พี่ก็เห็น”

“ก็นั่นไง ปกตินังนั่นมันเคยหลบทางให้ใครเหรอ” เดือนอึ้งไป ป้อมเห็นใจ “งั้น พี่ไปก่อนนะ ง่วงมากๆ วันนี้”

“จ้า กลับดีๆ นะพี่”

ทุกคนกลับไปหมดแล้วเมื่อเดือนเก็บของเสร็จจึงไม่เหลือใครสักคน เดือนสะพายกระเป๋ากำลังจะกลับเหลือบมองไปที่เวทีแล้วอดไม่ได้ เดือนมองรอบๆ ไม่มีใครอยู่จึงตัดสินใจเดินออกไปยืนอยู่กลางเวทีแล้วร้องเพลง เหงาๆ ตามลำพัง

“ตอนทำนา ข้าชื่อดาวเรือง พอเข้าในเมือง ชื่อก็เฟื่อง เลื่องลือ”

ในเงามืด นภากาศโผล่ออกมาดูเงียบๆ

อีกมุมหนึ่งไม่ไกลนัก โรจน์กับประทีปเดินเข้ามาแล้วชะงัก

“เฮ้ย ไอ้ทีปแกได้ยินรึเปล่าวะ”

“อืม เหมือนใครกำลังร้องเพลง แปลก นี่ก็มืดละ หวังว่าคงไม่ใช่...”

“แกนี่มันช่างไร้สาระจริงๆ นู่นดูนู่น”

โรจน์ชี้ขึ้นไปที่เวที ประทีปมองตามจึงเห็นเดือนกำลังทำท่าเป็นนักร้อง ร้องเพลงอยู่บนเวที

“โห นี่ขนาดไม่ใช้ไมค์ ไม่มีไฟส่อง แม่คุณยังผ่อง เอ๊ย ยังเสียงดีได้ขนาดนี้”

“ใช่ ฉันนะเสียดายจริงๆ ถ้าปั้นขึ้นมาเป็นนักร้องวงนี่ มีหวังจะได้รวยกัน”

“หรือแกจะไปขอไอ้พิมุกมัน แต่ท่าจะยาก ดูมันจริงจังซะขนาดนั้น”

“ใช่แค่พิมุกคนเดียวที่ไหน”

โรจน์พยักหน้าให้ประทีปมองไปยังนภากาศที่ยืนนิ่งฟังอยู่ โรจน์กอดอกส่ายหัว สายตายังจับจ้องไปที่เดือนบนเวทีอย่างเสียดาย

ที่โรงงิ้ว ศิริพรนั่งแต่งหน้าเป็นงิ้วอยู่ เสียงกลองงิ้วตีดังเเว่วมา ศิริพรวาดหน้าตัวเองงดงาม พิมุกเดินเข้ามาเงียบๆ โอบหลังศิริพร ศิริพรตกใจลุกขึ้นทันที

“อย่าทำลุ่มล่ามกับฉันนะพิมุก”

พิมุกผงะเล็กน้อยหัวเราะลั่น

“เธอคงไม่คิดว่าฉันจะ ทำอะไรเธอหรอกนะ”

“มันก็ไม่แน่หรอก กับคนอย่างเธอน่ะ”

“ทีกะพระเอกลิเกเห็นระริกระรี้”

“อย่ายุ่งกับรวิ ชั้นขอ” พิมุกทำไก๋ไม่รู้ไม่ชี้ “เธอรู้อยู่แล้วฉันพูดเรื่องอะไร”

“ช่วยไม่ได้มันบุกมาถึงถ้ำฉัน ปล่อยมันออกไปง่ายๆ คราวหน้ามันก็ได้ใจสิ แต่ก็...นะ ไอ้พระเอกลิเกของเธอนี่ไม่ธรรมดาเลย เล่นเอาพวกลูกน้องฉันที่เป็นมวยง่อยไปหลายคน”

“แล้วไอ้ที่เธอไปพังวิกลิเกเขาล่ะ”

“นั่นก็ช่วยไม่ได้อีก ดันจะมาทำตัวเป็นพระเอกนอกวิก นึกแล้วโมโหถ้ามันไม่โผล่มาป่านนี้นังเดือนเสร็จฉันไปละ” ศิริพรตาโต

“เธอนี่ท่าจะบ้าไปแล้ว ทำไมไปทำเดือนอย่างงั้น มันเกินไป” ศิริพรทำเหมือนเป็นคนดี

“ปากกะใจให้มันตรงกันหน่อย”

“อย่าคิดว่าใครเขาจะเลวกันไปหมด”

“ไม่แน่นะ นังนั่นมันอาจจะติดใจแทนเลยก็ได้ ฮะ ฮะ ฮ่า” ศิริพรมองหน้าพิมุกอย่างรังเกียจ “อย่ามองฉันอย่างนั้นเลย ฉันว่าจริงๆ แล้วเธอก็ไม่น่าจะต่างกับฉันเท่าไหร่นะ เคยได้ยินมะ ผีน่ะมันมักเห็นผีด้วยกัน”

“เรื่องรวิ ยังไงก็เบาๆ หน่อยละกัน เห็นแก่ที่เรารู้จักกันมานานนะ ฉันไม่ค่อยชอบเห็นเขามีแผลบ่อยๆ”

พิมุกหัวเราะเสียงดัง

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่าจะเป็นเอามาก โอเคๆ อยากรู้จริงเว้ย ไอ้ลิเกนั่นมันมีอะไรดี กลับไปคิดเอาละกัน จะร่วมมือกันเมื่อไหร่ก็ พร้อมเสมอ”

ศิริพรเล่นงิ้วอยู่บนเวทีอย่างดุดัน พิมุกยืนมองกระหยิ่ม บ่างกับเตี้ยอยู่ด้วย

“ลูกพี่ ถามอะไรอย่างสิ ทำไมลูกพี่ถึงดูเหมือนจะยอมๆ นางเอกงิ้วนี่”

พิมุกชะเลืองมองลูกน้อง

“อะไรทำให้เอ็งคิดว่าข้ายอม”

“ก็พอเห็นกะคนอื่น พี่ไม่ค่อยใช้สมอง ใช้แต่กำลัง” พิมุกมองเตี้ยเเบบดุๆ เตี้ยรู้สึกตัว คอย่น “คือ ชั้นหมายความว่า แต่พอกะนังนี่ ลูกพี่ยอมคุยด้วย”

“เลือดมันกรุ๊ปเดียวกะข้า หายาก เผื่อเหลือเผื่อขาด อาจต้องพึ่งพา กันไว้ดีกว่าแก้”

“มีการซื้อประกันชีวิตเอาไว้ล่วงหน้าด้วยแฮะ”

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ตะกี้มันเล่นงิ้วเรื่องอะไร”

“ซูสีไทเฮา”

“ยายนี่ มันร้ายพอๆ กะซูสีไทเฮาแหละ”

“จริงเหรอ มันก็ดูเป็นคนดีออกนะ”

“คอยดูไปเหอะ เชื่อสิ ข้าดูคนไม่ผิดหรอก”

ศิริพรยังคงร่ายรำคิวบู๊ส่งท้ายอยู่บนเวที

ส่วนเดือนเมื่อกลับถึงบ้านก็เห็นรวิยืนอยู่หน้าบ้าน

“พี่รวิ มารอฉันเหรอ”

รวิเห็นเดือนก็ดีใจ

“ใช่ มีโชว์คืนนี้เหรอ เสียดายจังไม่ได้ไปดู”

“ไม่เป็นไรหรอก เขาคงยังไม่ไล่ฉันออกในเร็ววันนี้ ไปดูวันอื่นก็ได้ ถ้าว่างพอ”

“โกรธเหรอ ถึงไม่ชวนไปกินข้าวด้วยวันนี้”

“ก็แค่กินข้าวนะ ไม่ได้ชวนเห็นว่าพี่มีคนคอยกินเป็นเพื่อนอยู่แล้ว”

“พี่ว่าแล้วเดือนต้องเข้าใจผิด” เดือนมองหน้ารวิอย่างไม่เข้าใจ “พี่กับศิริพรเป็นเพื่อนกัน เดือนก็รู้ว่าโรงงิ้วเขากับวิกฉันน่ะอยู่ใกล้กัน ก็เท่านั้นเอง”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ ว่าแต่วิกพังยับแบบนั้น พี่รวิก็เล่นลิเกไม่ได้อีกหลายคืนสิ”

“อืม คงจะสัก 3-4 วันน่ะ ไม่เป็นไรหรอก แฟนๆ คงเข้าใจ”

“แล้วแผลล่ะ เป็นไง ยังเจ็บอยู่ไหม ไหนดูหน่อยสิ”

รวิเอียงหน้าให้เดือนดู เดือนเอื้อมมือไปแตะที่แผลเบาๆ รวิกุมมือนั้นแนบอยู่ที่แก้มนิ่งๆ แต่นาน

หลังจากรวิกลับไปแล้วเดือนเดินเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดีตะโกนร้องเพลงไปด้วย ช้อยเปิดประตูออกมาจากห้อง

“อารมณ์ดีเชียววันนี้ ไปกินยาอะไรมา”

เดือนอมยิ้มไม่ตอบอะไรก้มลงควักแบงก์ที่ได้มาออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ช้อย

“อ่ะแม่ ฉันให้” ช้อยรับเงินมาแบบงงๆ “ไม่ต้องทำหน้างงขนาดนั้นหรอกแม่ ฉันไม่ได้ไปโกงใครเขามา คนดูเขาชอบใจฉันเขาก็เอามาให้”

“นี่เงินที่เอ็งไปเป็นหางเครื่องมาน่ะเหรอ”

“ใช่ แล้วแม่ลองคิดดูสิ แค่หางเครื่องฉันยังได้มาขนาดนี้ แล้วถ้าฉันได้เป็นนักร้องล่ะมันจะมากกว่านี้อีกกี่เท่า ฉันไปอาบน้ำนะแม่”

เดือนพูดจบก็เดินร้องเพลงออกไป

ช้อยมองตามไปด้วยแววตาเป็นกังวล

ลิ้นจี่กึ่งนั่งกึ่งนอนรอโรจน์อยู่บนเตียง โรจน์เปิดประตูห้องเข้ามา

“นี่ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”

“อะไรอีก”

“นังเด็กหางเครื่องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาน่ะ”

“อ๋อ เดือน มีอะไรเหรอ”

“มันจะเอาปัญหามาให้รึเปล่าเหอะ”

โรจน์หัวเราะในคอ

“หรือเพราะเด็กมันเด็กกว่า สวยกว่า สดกว่า เลยไม่ชอบ”

ลิ้นจี่แทบจะกรี๊ดใส่โรจน์ผุดลุกออกจากเตียงกระโดดไปชี้หน้าใส่โรจน์ทันที

“นี่อย่าบอกนะว่าแกกำลังไปหลงเสน่ห์มันอยู่”

“ไร้สาระน่า จะไปหลงอะไรได้ยังไงพิมุกมันได้เล่นงานฉันตาย”

“ก็แล้วถ้าไม่มีพิมุกรอเล่นงาน แกก็คงขย้ำไปแล้วใช่ไหม”

“โอ๊ย อย่ามาทำตัวน่ารำคาญ บอกว่าไม่ก็ไม่ ไปนอนได้แล้วไปเนื้อมันจะได้ไม่เหี่ยวไปกว่านี้”

โรจน์พูดจบก็เดินเข้าห้องน้ำไป ขระที่ลิ้นจี่ยังยืนโกรธตัวสั่น

วันต่อมาแก้วมาหาเดือนที่บ้านแต่เช้า

“ฉันมีเรื่องจะกวนน่ะ อยากให้เดือนช่วยอะไรหน่อย”

“อุตส่าห์มาถึงบ้านแต่เช้า สงสัยคงต้องช่วยจริงๆ นะเนี่ย”

“เดือน เธอว่าฉันพอจะเป็นหางเครื่องแบบเธอได้ไหมน่ะ”

เดือนตกใจมองหน้าแก้วอย่างประหลาดใจ

“ก่อนหน้านี้ฉันชวนเธอไปสมัครนักร้องกันที่วงดนตรี เธอว่ามันเป็นลูกทุ่ง ไม่โก้ เธอไม่ชอบไม่ใช่เหรอ แล้วไหงจะมาอยากเป็นหางเครื่องละเนี่ย”

“ก็...แหม มันก็ดีกว่าขายของที่ตลาดไม่ใช่เหรอ เธอคงเข้าใจฉันใช่ไหม”

“แล้วจะให้ฉันช่วยอะไรล่ะ”

“พาฉันเข้าไปสมัครหน่อยสิ นะเดือนนะ ฉันอยากเป็นหางเครื่อง เผื่อจะได้ตังค์แบบเธอเมื่อคืนด้วย”

แก้วดึงมือเดือนไปเขย่า

เดือนได้แต่พยักหน้ารับๆ ไป

เดือนพาแก้วเข้ามาสมัครเป็นหางเครื่องที่วงกับโรจน์ โรจน์เดินเข้าประชิดตัวไล่สายตาสำรวจรูปร่างของแก้ว แล้วยิ้มอย่างพอใจ

“ผิวสวย รูปร่างดี”

แก้วยิ้มดีใจ

“ตกลงรับแก้วเข้ามาอยู่ในวงฯ ใช่ไหมคะ”

“รับสิ มีหางเครื่องสวยๆ เพิ่มมาอีกสักคนวงดนตรีเราจะได้มีสีสัน” แก้วดีใจรีบยกมือไหว้ขอบคุณโรจน์ “งั้น วันนี้กลับไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะมีโชว์อีกวันไหนจะให้คนติดต่อไปตามเบอร์ที่ให้มา ส่วนเดือนเดี๋ยวขอคุยด้วยหน่อยสิ”

เดือนหน้าตาเหรอหราเริ่มรู้สึกกังวล แก้วมองหน้าโรจน์ทีเดือนที

“งั้นเดี๋ยวฉันกลับก่อนละกัน ขอบใจมากนะเดือน”

แก้วเดินออกไป โรจน์ผลักประตูให้ปิดสนิทแล้วเดินไปประชิดตัวเดือน

“ได้ข่าวว่าเธออยากจะเป็นนักร้องมากใช่ไหม”

เดือนเมื่อได้ยินคำว่า “นักร้อง” ก็หูผึ่ง

“ค่ะ ใช่ค่ะ อยากเป็นนักร้องค่ะ”

โรจน์เข้าไปใกล้เดือนจนแทบจะกระซิบ

“งั้นฉันมีงานพิเศษให้เธอทำ เผื่อว่าถ้าเธอทำได้ เธอก็อาจจะได้เป็นนักร้องสมใจ เธอจะทำไหมล่ะ”

เดือนอึ้งไปใช้ความคิดอย่างหนัก

ศิริพรกำลังซ้อมร่ายรำอยู่บนเวทียิ้มแย้มมีความสุข เธอปามีดแบบคนจีนไปปักที่เสาได้อย่างคล่องแคล่ว

เสียงดังปั่ก ปั่ก ปั่ก ศิริพรยิ้มพอใจ เธอเดินไปหยิบมีดอันเล็กๆ ที่เธอปาไปปักบนเสา จึงเห็นว่าเป้าขอศิริพรนั้นเป็นรูปเดือนที่ถูกมีดปักอยู่จนเป็นรูพรุน ศิริพรยิ้มใสซื่อ

พิมุกวิ่งออกกำลังกายอยู่ในชุดวอร์ม โดยมีเตี้ยกับบ่างขี่จักรยานตาม พิมุกเห็นรวิกำลังตักบาตรพระอยู่ พิมุกวิ่งซอยเท้าอยู่กับที่ รอจนพระเดินจากไป

“ไง ศิลปิน”

“อย่าเอาวัฒนธรรมมาล้อเล่น”

“เจ้าอารมณ์นะเนี่ย เราน่ะ คิดว่าไอ้อาชีพที่ตัวเองทำอยู่นี่ มันจรรโลงวัฒนธรรมนักเหรอ”

รวิไม่อยากมีเรื่องด้วย จะเดินเลี่ยงไป เตี้ยกับบ่างมากันไว้

“เออ ถ้าเป็นแม่ไม้ แม่มวยมันก็ว่าไปอย่าง ถึงจะสร้างชาติได้”

“เราต่างคนต่างทำหน้าที่กันไปดีกว่า”

“จะไม่ช่วยกันรักษา แม่ไม้มวยไทยหน่อยเหรอ”

พิมุกผลักอกรวิ รวิพยายามกลั้นอารมณ์เต็มที่ เตี้ยกับบ่าง ทำเสียงระนาดกลองลิเก เพลงธรณีกรรแสง

“เตร่ง เตร่ง เตร๊ง เตร๊ง เตร่ง เตร่ง เตรง”

พิมุกสาวหมัดแย๊บๆ ไปเบาๆ สองที โดนรวิทีนึง รวิเกือบจะเอาเรื่องอยู่แล้ว พอดีเดือนเดินมา

“พี่รวิ”

พิมุกมองเดือน แล้วหันไปพูดกับรวิ

“อดเล่นเลย แม่เรียกเข้าบ้านเเล้วมั้ง”

“เดือน”

เดือนพยักหน้า เข้ามาขวางกลาง พิมุกกับรวิจ้องหน้ากัน พิมุกยิ้ม หันไปพูดกับลูกน้อง

“ไอ้เสือ ถอย แล้วเจอกัน”

พิมุกเดินจากไป เดือนเป็นห่วงรวิ

“เขามาหาเรื่องทำไม”

รวิยิ้ม อ่อนใจ ส่ายหน้า

“ให้ทาย”

“เอาเหอะ มือเรามีไว้รำ ไม่ได้เอาไว้กำหมัดชกกะเขา”

“แล้วออกมาเดินนี่ ใครเฝ้าแผง”

“ให้ทาย” เดือนยิ้ม

ช้อยกำลังนั่งเฝ้าแผงปลาอยู่ รวิเดินมาส่งเดือน ช้อยหมั่นไส้ลูกสาว ยิ้มอยู่นั่นแหละ

“เอ้า นังนี่ ให้มาช่วยขายของ มาเดินนวยนาดเป็นนางงามเก็บคะแนนอยู่นั่น”

“แม่ เดี๋ยวดังแล้วหนูก็ไม่เลี้ยงแม่ซะเลยนี่”

รวิยิ้มเอ็นดูเดือน

“เออ เออเหอะ ให้ดังนะ”

ช้อยมองรวิแบบหวงลูกสาวนิดๆ รวิยิ้มอยู่กับเดือนหันมาเห็นช้อยเขาก็ยกมือไหว้ ลาจากไป เดือนยิ้มมองตามรวิ ที่หันมายิ้มให้เธอเช่นกัน

พิมุกกับลูกน้องวิ่งซอยเท้ายืนมองอยู่อย่างขุ่นเคือง

อ่านต่อหน้า 2

หางเครื่อง ตอนที่ 2

โรจน์กำลังนั่งดูสมุดตารางคิวอยู่ ขณะที่ขำกำลังเช็ดถูพื้นอยู่ไม่ไกลนัก

“ชั้นไปเที่ยวต่างจังหวัดสองสามวันนะ” นภากาศบอกโรจน์

“เอ้า จะต้องไปต่างจังหวัดไหน นี่เราก็อยู่ต่างจังหวัดกันแล้วไง”

“อยู่นี่ ชั้นเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ที่นี่ มันไม่ใช่ต่างจังหวัดสำหรับชั้นหรอก”

โรจน์หงุดหงิด นภากาศเดินจากไป โรจน์มองดูสมุดคิวงานต่อ

“งานจ้างไม่เคยมี งานฟรีตลอด”

โรจน์บ่น เสียงโทรศัพท์ออฟฟิศดังขึ้น ขำที่อยู่ใกล้โทรศัพท์ยกหูขึ้นรับ

“ฮัลโหล ติดต่องาน ขอดูก่อนนะว่าว่างหรือเปล่า” โรจน์ชำเลืองมองขำอย่างหมั่นไส้ ขำดูปฎิทิน “วันที่หนึ่ง กับสองยังได้อยู่ สามสี่ก็พอไหว ห้าหกเจ็ดแปดว่าง เก้าถึงสิบห้าไม่ได้ทำอะไร สิบหกถึงยี่สิบเอ็ดไม่เท่าไหร่ ยี่สิบสองถึงยี่สิบแปดยังเบียดไหว ยี่สิบเก้า สามสิบ สามสิบเอ็ด นี่เหลือๆ”

โรจน์ดึงโทรศัพท์มา

“เอามานี่ ฮัลโหล อ้อ สวัสดีครับ คุณพิมุกมีงานเหรอครับ ได้ครับ ได้ ว่างครับ สมุดคิว ยังก๊ะสมุดฉีกขาวจั๊วะครับ ครับ” โรจน์วางหูลง “งานเข้า”

“เล่นที่ไหนครับ”

โรจน์มองหน้าขำ ยังไม่ตอบอะไร

พิมุกจัดงานเลี้ยงที่ค่ายมวย เวทีตั้งอยู่กลางค่ายมวยพิมุก ขำในฐานะโฆษกอยู่บนเวทีอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก

“ก่อนที่เราจะได้พบกับความบันเทิงจากวงดนตรีของเราชาว ฟ้างาม ครามฝัน บัดนี้ขอเรียนเชิญเจ้าภาพของคืนนี้ขึ้นมากล่าวอะไรบนเวทีสักหน่อยครับ ขอเสียงปรบมือให้คุณพิมุกด้วยครับ”

พิมุกขยับเสื้อให้ค่อยทรงเดินขึ้นเวทีมาดนักเลง บรรดานักมวยคนที่มาร่วมงานตบมือเชียร์กันกราว

“ก็ คงไม่มีอะไรมาก ถือเป็นการเลี้ยงอัดฉีดแล้วก็ขอบใจพวกลื๊อทุกคน สำหรับชัยชนะเวทีที่ผ่านๆ มา ขอให้รักษาผลงานระดับนี้เอาไว้ แล้วอั๊วจะได้จัดงานเลี้ยงให้ใหม่ เต็มที่เลยทุกคน”

“และ ณ บัดนี้ขอเชิญทุกท่านพบกับความบันเทิงที่ทุกท่านรอคอยแดนเซอร์ที่ขนมาให้ความบันเทิงแบบเต็มพิกัด เตรียมตัวลุกขึ้นมาโยกได้เลยครับพี่น้อง เอ้า แดนเซอร์พร้อมไหม ดนตรีพร้อมไหม จัดไป”

เสียงดนตรีกระหึ่มขึ้น เหล่าหางเครื่องทยอยกันเดินออกมา และในนั้นก็มีเดือนรวมอยู่ด้วย ชูเกียรตินั่งรวมอยู่ในกลุ่มคนดูด้วย

เดือนกำลังเดินลงมาจากเวที โรจน์พุ่งเข้ามาหาแล้วโน้มตัวกระซิบกับเดือน

“รีบไปเปลี่ยนเสื้อได้แล้ว คุณพิมุกรออยู่ในห้อง ทำตัวสบายๆ คนจะดังก็ต้องผ่านอะไรแบบนี้ทั้งนั้น”

เดือนมีสีหน้าไม่สบายใจแต่ก็พยักหน้า ป้อมกับขำอยู่ไม่ไกลสะกิดกันให้มองโรจน์กับเดือน ทันทีที่โรจน์ผละไปป้อมกับขำก็ส่งสัญญาณให้เดือนเดินตามออกมาเจอด้านนอก

เดือนพยักหน้าตอบแบบรู้กัน

ต่อมาเดือนเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาเจอป้อมกับขำที่รออยู่

“แปลกๆ นะเดือน มีอะไรจะเล่าไหม”

“อีตาคุณโรจน์มันเล่นงานอะไรแกหรือเปล่า”

เดือนส่ายหน้าอย่างไม่สบายใจ

“เขาจะให้ฉันเข้าไปบริการ พี่พิมุกน่ะ”

ป้อมกับขำทำหน้าตกใจ

“แล้วแกยอม...”

“จะให้ฉันทำยังไงล่ะ เขาบอกว่าพี่พิมุกแค่อยากคุยกับฉันส่วนตัว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”

“พี่ว่ามันยังไงๆ อยู่นะ อันตราย เปลืองตัวไปไหม”

“พี่ป้อม ขำ ฉันว่ามันคงไม่มีอะไร เขาอาจจะอยากคุยอะไรจริงๆ คุณโรจน์บอกฉันว่าพี่พิมุกน่ะเส้นสายในวงการเพลงเยอะ ฉันควรจะอ่อนๆ กับเขาบ้าง”

“อ่อนยังไงวะ ที่บอกให้อ่อนน่ะ ฉันว่าแกกลับเหอะ ไม่คุ้มหรอก”

“แต่ ฉันรับปากคุณโรจน์เขาแล้วนี่ ถ้าฉันยอมทำตามเขาจะให้ฉันเลื่อนขึ้นเป็นนักร้อง”

ป้อมทำตาโต

“อะไรมันจะง่ายปานนั้น ฉันว่ามันแปลกๆ ผิดนิสัยคุณโรจน์”

“เอาเถอะพี่ ฉันต้องไปแล้ว พี่กับขำไม่ต้องห่วงนะ ฉันเชื่อว่าฉันปลอดภัยออกมาแน่”

เพื่อนร่วมวงคนหนึ่งเดินเข้ามา

“มาอยู่นี่เอง คุณโรจน์ให้มาตามน่ะ”

“จ้ะ ฉันกำลังจะไป” เดือนหันหลังกลับไปทางป้อมกับขำ “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ไม่เสียอะไรฟรีๆ แน่”

ป้อมกับขำพยักหน้ามองตามเดือนด้วยความเป็นห่วง

เดือนรีบเดินกลับเข้าไปในค่าย ชูเกียรติโผล่ออกมาจากมุมหนึ่งชนกับเดือน เดือนตกใจละล่ำละลัก

“ขอโทษค่ะ ฉันกำลังรีบเลยไม่ทันระวัง ขอโทษนะคะ”

ชูเกียรติชะงักเขม้นมองที่หน้าเดือน

“เอ่อ ขอโทษค่ะ ฉันกำลังรีบ”

ชูเกียรติขยับตัวขวางเดือนไว้แล้วควักนามบัตรออกมาจากกระเป๋า

“เธอเป็นหางเครื่องเมื่อกี้ใช่ไหม นี่นามบัตรฉันนะ ฉันเปิดโมเดลลิ่งอยู่รู้จักไหมโมเดลลิ่งที่ปั้นคนเป็นดารา เป็นนักร้องน่ะ” เดือนได้ยินคำว่า “นักร้อง” ก็ตาโตรับนามบัตรมาแล้วก้มดูอย่างตื่นเต้น ชูเกียรติเห็นท่าทางเดือนก็หัวเราะชอบใจ “เบื่อจะเต้นเมื่อไหร่ติดต่อมาที่ฉันละกันนะ”

ชูเกียรติเดินจากไป เดือนยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง เก็บนามบัตรลงกระเป๋าแล้วเดินไป

เดือนผลักประตูห้องเข้าไป โรจน์รีบเดินเข้ามารับ

“ทำไมเพิ่งมาล่ะ ฉันบอกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วให้ตรงมาเลย”

“ขอโทษค่ะ พอดี”

“คุณพิมุกครับ ลงโทษกันเองนะครับ ผมขอตัวดีกว่า” โรจน์หันกลับมากำชับเดือน “เดือนเป็นเด็กดีนะ พูดง่ายๆ จะได้ดัง เข้าใจใช่ไหม”

เดือนพยักหน้า โรจน์เปิดประตูออกไป เดือนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พิมุกลุกจากเก้าอี้เดินเข้าประชิดเดือน

“ไง วันนี้ไม่กลัวพี่แล้วเหรอ”

“ฉันรู้พี่จะไม่ทำอะไรฉัน”

พิมุกระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

“ฉลาดพูดจริงๆ น้องเดือนของพี่ วันนี้ยังไม่ทำอะไรหรอกจ้ะ แค่อยากมาทำการตกลงอะไรบางอย่างกับน้องเดือน” เดือนมองพิมุกอย่างสงสัย “พี่น่ะเป็นถึงเจ้าของค่ายมวย พี่เป็นลูกผู้ชายพอ ถ้าน้องเดือนไม่ยอม พี่ก็ไม่ยุ่ง แต่พี่มีข้อเสนออะไรดีๆ มาให้น้องเดือนบางอย่าง เผื่อน้องเดือนจะเอากลับไปคิด”

พิมุกมองหยั่งเชิงเดือนยิ้มกริ่มอย่างมีแผน

วันต่อมาเดือนเดินเข้าไปหารวิที่กำลังซ่อมโรงลิเกอยู่กับลูกน้องในคณะ

“ขยันแต่เช้าเลยนะ พี่”

รวิได้ยินเสียงเดือนก็หันขวับทันที

“เดือนก็มาแต่เช้าเหมือนกันนะ ต้องเร่งมือหน่อยน่ะไม่ได้เล่นมาหลายวันแล้ว”

“กลัวแฟนๆ คิดถึงหรือไง”

“ก็ด้วยนะ ว่าแต่มาหาแต่เช้านี่กะจะมาช่วยซ่อมเวทีเหรอ ตัวแค่นี้จะไหวไหมเนี่ย”

“ตัวแค่นี้แต่แรงเยอะนะจะบอกให้ มาหาเพราะอยากมาน่ะ แต่จะให้ช่วยก็ทำได้นะ”

เดือนพูดไปก็เอื้อมมือไปดึงฆ้อนที่อยู่ในมือรวิ รวิหัวเราะแล้วดึงกลับ

“ไม่ต้อง มาหาก็ดีแล้วไม่ต้องช่วยหรอก”

“แหม ปัญหามันเกิดก็เพราะฉัน ใจคอจะไม่ให้ช่วยอะไรบ้างเลยเหรอ หรือจะรอให้ใครมาช่วยแทน”

เดือนพูดงอนๆ นึกไปถึงศิริพร

“ไม่ได้รอใครหรอก แล้วใครที่ว่านี่ใครเหรอ”

“ก็ศิริพรไง ศิริพรช่วยพี่รวิได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ทั้งสวย ทั้งเก่ง ไม่เคยหาปัญหา หาเรื่องมาให้พี่รวิเลย ไม่เหมือนฉัน”

“เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนไง แล้วก็เลิกคิดได้แล้วเรื่องหาปัญหามา คิดมากอยู่ได้”

“ก็มันจริงนี่ ฉันน่ะไม่เอาไหน ไม่มีอะไรสู้ศิริพรได้เลย”

“เดือนเป็นอย่างนี้แหละดีแล้ว คนละคนกันอย่าเทียบกันรู้ไหม ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย คืนนี้เดือนต้องไปโชว์ที่งานวัดเกาะหรือเปล่า” เดือนพยักหน้า “งั้นดีเลย เดี๋ยวคืนนี้ฉันไปรอ ช่วงนี้ว่างไม่ต้องเล่นลิเก หาเรื่องไปเที่ยวเล่นดีกว่า จะไปเดินด้วยกันไหมล่ะ”

เดือนยิ้มออก พยักหน้าดีใจ

“เอาสิ งั้นฉันเต้นเสร็จ เราไปเจอกันนะ”

เดือนซื้อของกินอยู่ข้างทาง เสียงรถบีบแตรดังขึ้นด้านหลัง

“เดือน เดือน”

ประทีปชะลอรถกระบะกดกระจกลงทัก

“อ้าว ไปไหนมาคะ”

“กำลังจะไปซ้อมหรือเปล่า”

“ค่ะ ซื้อของเสร็จก็จะเข้าไปแล้ว นัดพี่ป้อมไว้ก่อนน่ะค่ะ”

“ไปด้วยกันไหม”

“จะดีเหรอคะคุณประทีป”

ประทีปเอื้อมมือเปิดประตูรถจากด้านในให้เดือน

“อ่ะ ขึ้นมาก็ละกัน”

เดือนลังเลอยู่ครู่นึงก่อนจะเดินขึ้นรถประทีปไป

ประทีปเห็นเดือนนั่งนิ่งตัวเกร็งก็ขำ

“กลัวอะไรฉันขนาดนั้นเหรอ”

เดือนละล่ำละลักรีบปฏิเสธ

“เปล่านะคะ คือคุณโรจน์กับคุณประทีปก็เหมือนเจ้านาย เดือนแค่ทำตัวไม่ถูกน่ะค่ะ”

“แล้วนี่เริ่มปรับตัวได้หรือยังเนี่ย”

“ก็ ยังผิดอยู่บ่อยๆ ค่ะ แต่ยังดีมีพี่ป้อมคอยช่วย”

“ขึ้นเวทีบ่อยเข้าก็ชินเองล่ะ อยากเป็นนักร้องไม่ใช่เหรอ ถือว่าฝึกไปก่อนละกัน”

“ค่ะ”

“ทำตัวเชื่อฟัง ว่าง่ายๆ วันหนึ่งนักร้องขาด คุณโรจน์เขาอาจให้เธอขึ้นแทนก็ได้นะ”

เดือนนั่งก้มหน้านิ่ง ประทีปชำเลืองมองแล้วเลยไปเห็นต้นขาขาวของเดือนเข้าถึงกับกลืนน้ำลาย รีบหันกลับไปมองถนนอย่างเก่า

ที่ห้องทำงานโรจน์ โรจน์กับลิ้นจี่อยู่ในห้อง บรรยากาศตึงเครียดสุดๆ

“ฉันต้องการเปลี่ยนตำแหน่งยืนให้เดือน”

โรจน์บอก ลิ้นจี่ตาลุกวาวลุกขึ้นยืนถามโรจน์กลับเสียงสั่น

“เปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนไปตรงไหน ตรงกลางเลยมะ”

“ใช่ ตรงกลาง”

ลิ้นจี่ตัวสั่นแทบกรี๊ดออกมา

“ได้ยังไง เพิ่งเข้ามาไม่เท่าไหร่ แกก็รู้ฉันหึงน่ะ”

“ก็เรื่องของเธอ ตอนนี้เด็กนั่นมาแรง เธอเห็นพวงมาลัยแต่ละคืนไหม เผลอๆ มากกว่านักร้องอีกนะ”

“แต่ฉันไม่ยอม! แอบชอบมันป่ะเนี่ย”

โรจน์หันจ้องหน้าลิ้นจี่

“อย่ามีปัญหาน่ะลิ้นจี่ ฉันสั่งอะไรเธอก็ต้องทำตาม นี่ฉันยังเห็นแก่ เฮ้อ...ถ้าตามอายุแล้ว เป็นคนอื่นเธอคงโดนปลดไปแล้ว”

ลิ้นจี่กรี๊ดออกมาลั่น

“แกบอกฉันมานะ แกกับเด็กนั่นกินกันไปแล้วใช่ไหม”

โรจน์หันกลับบีบไหล่ลิ้นจี่แน่น

“จะบ้าเหรอ อย่ามาอาละวาดแถวนี้นะ ไว้หน้าฉันบ้างจะกินหรือไม่กินก็เรื่องของฉัน ก็ไม่แน่นะ ถ้าไม่มีไอ้พิมุกจ้องอยู่ ฉันอาจจะกินจริงๆ ก็ได้ จะได้มีเหตุให้เขี่ยแกออกไปจากชีวิตฉันซะทีไง”

แก้วเดินเรื่อย ๆ ผ่านห้องทำงานโรจน์ได้ยินเสียงลิ้นจี่ลอดออกมา

“แกเห็นนังเด็กเดือนนั่นดีกว่าฉัน”

แก้วหูผึ่งเมื่อได้ยินชื่อเดือน แก้วขยับตัวตั้งใจฟัง

ภายในห้อง โรจน์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด

“เธอจะเข้าใจยังไงก็ได้นะ แต่เอาเป็นว่าคืนนี้ฉันจะต้องเห็นเด็กนั่นอยู่ตรงกลาง เข้าใจใช่ไหมคำว่า “อยู่ตรงกลาง” ออกไปได้แล้วไป”

“นี่ ไล่ฉัน”

โรจน์ทนไม่ไหวตะคอกออกมาเสียงดัง

“เออ ออกไปได้แล้ว ก่อนที่ จะทนไม่ไหว”

ลิ้นจี่สะดุ้งมองโรจน์อย่างเคืองๆ แล้วหันหลังกลับ

แก้วผละออกจากประตูทันที ลิ้นจี่ผลักประตูออกมาแล้วชะงักเมื่อเห็นแก้ว แก้วทำไม่รู้ไม่ชี้ยกมือไหว้ลิ้นจี่

“สวัสดีค่ะพี่ หนูจะมาซ้อมเต้นงานคืนนี้ค่ะ”

ลิ้นจี่ยกมือเช็ดน้ำตาไม่แยแสแก้ว เชิ่ดหน้าสะบัดพรืดไป

แก้วมองตามหลังลิ้นจี่ไปแล้วชะเง้อมองเข้าไปในห้องอย่างเดาเหตุการณ์ออก

อ่านต่อตอนต่อไป / 09.30 น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...