xs
xsm
sm
md
lg

ไฟในวายุ ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไฟในวายุ ตอนที่ 7

เวลาเย็น ภายในโรงพยาบาล ไกรกูณฑ์รีบร้อนวิ่งเข้ามายังห้องพักผู้ป่วย ธรานอนอยู่ที่เตียงคนไข้ แผลที่หัวทำแผลเรียบร้อยแล้ว วายุเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง
ไกรกูณฑ์วิ่งเข้ามาเกาะขอบเตียง
"แม่เป็นยังไงบ้างครับ"
"แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอกน้อย"
ไกรกูณฑ์โล่งอกแล้วหันไปหาเรื่องวายุทันที
"คุณใหญ่ ดูแลแม่ยังไง แม่ถึงได้เจ็บตัวขนาดเนี้ย"
ธรารีบห้าม
"น้อยใจเย็นๆ ฟังแม่ก่อน มันไม่ใช่ความผิดของใหญ่เค้าหรอกลูก"
"ถ้าไม่ใช่ความผิดคุณใหญ่ แล้วจะเป็นใคร มีคุณใหญ่คนเดียวเท่านั้นแหละที่มีศัตรูไปทั่ว อยู่ที่ไหนก็มีแต่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน"
วายุสะอึกไป เถียงไม่ออก เพราะมันเป็นนั้นจริงๆ ธราปรามเสียงดุลูกชาย
"หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะน้อย หยุดซ้ำเติมพี่เค้าได้แล้ว"
ไกรกูณฑ์หยุดพูด แต่ยังคงกระฟัดกระเฟียดสีหน้าไม่พอใจ ธราหันไปบอกวายุ
"ใหญ่ออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่คุยกับน้อยเอง"
"ครับคุณท่าน"
ธราเหยียดยิ้มสมน้ำหน้าวายุที่หน้าจ๋อยออกไปอย่างนั้น ไกรกูณฑ์รอจนวายุออกไปแล้วรีบไปจับมือถามธรา
"ทำไมเป็นยังงี้ไปได้ครับแม่"
ธราสีหน้าเจ็บใจ
"ดวงมันแข็งจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าไอ้สองคนนั่นจะสู้มันคนเดียวไม่ได้"
"แม่ประมาทมันเกินไป ไอ้นี่มันบ้าพลังมาแต่เด็กแล้ว แล้วนี่มันสงสัยมั้ยครับว่าเป็นฝีมือใคร"
ธราสีหน้าไม่สบายใจนัก
"มันพูดว่ามันไม่มีศัตรูที่ไหนนอกจากคนใกล้ตัว"
"มันสงสัยละเวงใช่มั้ยครับ"
ธราพยักหน้ารับ
"แม่ก็ขอให้มันสงสัยแค่อีแพะนั่นคนเดียวไปตลอดเถอะ"
ธรามองไกรกูณฑ์ด้วยความเป็นห่วง ไกรกูณฑ์สีหน้าหงุดหงิดเจ็บใจ พลาดอีกจนได้

เวลาต่อเนื่องมา ภูผารับโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับด้วยสีหน้าตกใจมาก มีสลิลยืนฟังอยู่ด้วยข้างๆ
"ครับๆ ผมจะรีบไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย ขอบคุณมากครับ"
ภูผาวางสายไป สลิลรีบซักด้วยความร้อนใจ
"เกิดอะไรขึ้นคะคุณลุง คุณธราเป็นอะไร"
"ลุงก็ยังไม่รู้อะไรมาก ลุงรีบไปเยี่ยมคุณธราก่อนนะ" ภูผาตัดบทแล้วรีบร้อนเดินออกไป
"หว้าไปด้วยค่ะคุณลุง"
สลิลรีบวิ่งตามหมอภูผาไปทันที

ไกรกูณฑ์กำลังรินน้ำผลไม้เตรียมมาให้ธรา พอหันกลับมาก็ตกใจมากที่เห็นธรานอนกำมือจนเกร็งร้องไห้อยู่บนเตียง
"แม่ร้องไห้ทำไมครับ เจ็บแผลมากเหรอครับ"
"เจ็บแผลมันไม่เท่าเจ็บใจหรอก อีกนิดเดียวก็จะจัดการมันได้อยู่แล้วเชียว ไม่น่าพลาดเลย" ธราเจ็บใจพูดทั้งน้ำตา
"แต่อย่างน้อยก็คุ้มเจ็บ แลกกับการได้เห็น มันรู้สึกเลวๆ กับตัวเอง"
"อย่าบอกนะครับว่าที่แม่เจ็บ มันเป็นความตั้งใจของแม่"
ธราสีหน้าเจ็บแค้นใจ
"ใช่ แม่ทำให้ตัวเองเจ็บ ดีกว่ามันจับคนของเราได้"
ไกรกูณฑ์จับมือแม่มาแนบแก้ม
"โธ่แม่ครับ ทำไมแม่ต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย"
ธราแววตาแดงกล่ำ อาฆาต เกลียดชังขึ้นมา
"แม่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ไอ้ใหญ่มันต้องทุกข์ทรมาน แม่เกลียดมัน เกลียดนังดวงดาวแม่ของมัน แม่อยากเห็นไอ้ใหญ่มันตายต่อหน้าแม่ เหมือนวันที่แม่ได้เห็นจุดจบของนังดวงดาว"
น้ำตาแห่งความเกลียดชังไหลรินออกมา ไกรกูณฑ์เข้ามากอดซบแม่ให้กำลังใจ
"อีกไม่นานหรอกครับ มันอยู่ได้อีกไม่นานหรอกครับแม่"
ธราขบกรามแน่น สีหน้าแววตามีความความอาฆาตแค้นชิงชังฝังแน่น

ผ่านเวลาพักใหญ่ วายุนั่งหน้าเศร้า รู้สึกผิดที่ทำให้ธราเจ็บตัว เขานั่งอยู่ที่ม้านั่งมุมทางเดินในโรงพยาบาล ภูผาเดินเร็วมาตามทางท่าทางร้อนใจมาก สลิลรีบเดินตามแทบจะไม่ทัน
วายุแปลกใจลุกขึ้นยกมือไหว้ ภูผารับไหว้
"มากันได้ยังไงครับ"
"คุณธราให้พยาบาลโทร.ไปบอก พอรู้ข่าวผมก็รีบมาเลย คุณธราเป็นยังไงบ้างครับ" ภูผาถามร้อนใจ
"คุณท่านปลอดภัยดีครับ ตอนนี้น้อยคอยดูแลอยู่"
วายุหน้าเศร้า รู้สึกผิด
"งั้นผมขอไปเยี่ยมคุณธราก่อนนะครับ" ภูผาพูดจบเดินเข้าไปในห้องพักคนไข้
สลิลเห็นสีหน้าวายุไม่ค่อยดี ตัดสินใจไม่ตามลุงเข้าไปเยี่ยมธรา
"คุณใหญ่ว่าคุณธราปลอดภัยแล้ว แต่ทำไมคุณใหญ่ยังดูเหมือนไม่สบายใจอยู่ล่ะคะ มีอะไรรึเปล่าคะ"
วายุรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่สลิลส่งมาทางสายตา

ภูผาเยี่ยมธราอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง ธรานอนหลับอยู่ ไกรกูณฑ์รายงานอาการให้ภูผาฟัง
"คุณแม่หกล้มที่น้ำตกศีรษะกระแทกหินเข้าพอดี แผลแตกไม่กว้างเท่าไหร่หรอกครับ แต่หมอเค้าอยากให้นอนดูอาการอีกสักวันสองวัน"
ภูผาพยักหน้ารับทราบ
"คุณธราบ่นปวดหัวบ้างรึเปล่า"
ไกรกูณฑ์ชำเลืองมองธราที่หลับอยู่ สีหน้าเป็นห่วง
"ไม่ค่อยบ่นนะครับ แม่เพิ่งหลับไปเมื่อกี้นี้เอง"
ภูผามองธราด้วยสายตาเป็นห่วงมาก
"ผมจะช่วยเฝ้าคุณธราให้เอง คุณน้อยออกไปยืดเส้นยืดสายบ้างก็ได้นะครับ"
ไกรกูณฑ์ยิ้มแย้ม
" งั้นดีเลยครับ ขอบคุณมากนะครับคุณลุง"
ไกรกูณฑ์ออกไปจากห้องพัก ภูผาลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าอาการ จับมือธรามากุมเอาไว้ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจนออกนอกหน้า

วายุและสลิลเดินคุยกันเข้ามาที่สวนหย่อมของโรงพยาบาล
"แล้วได้แจ้งความไว้รึยังคะ คุณใหญ่โดนลอบทำร้ายถี่เกินไปแล้วนะคะ"
วายุหน้าเครียด
"คุณท่านไม่ยอม ท่านขอเอาไว้ ไม่อยากตกเป็นข่าวให้เสียชื่อ เรากำลังทำธุรกิจร่วมลงทุน ไม่อยากให้หุ้นส่วนมีความกังวลใจ นี่คุณท่านต้องมาเจ็บตัวเพราะฉันอีกคนนึงแล้ว"
วายุหน้าเศร้าซึม และถอนใจออกมา
สลิลมีสีหน้าติดใจสงสัย
"แต่น่าแปลกนะคะ คนร้ายเข้าไปที่น้ำตกนั่นได้ยังไง คุณใหญ่เคยบอกหว้าว่าที่นั่นเป็นสถานที่ส่วนตัวเป็นไปได้มั้ยคะว่าคนร้ายจะเป็นคนในไร่วายุกูล"
วายุหน้านิ่ง คิดแบบนั้นอยู่แล้ว
"ฉันถึงสงสัยละเวงไงล่ะ แต่น้อยบอกว่าละเวงกลับกรุงเทพไปแต่ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว"
"ยิ่งตัวไม่อยู่อย่างนี้แหละค่ะ ยิ่งน่าสงสัย"
สลิลนึกอะไรออก กำลังจะเสนอไอเดีย
"หว้าจะให้คน..."
วายุสวนทันที เสียงจริงจัง
"เธอเลิกยุ่งวุ่นวายกับฉันซักทีเถอะ"
สลิลหน้าจ๋อยไปเลย
"ฉันมันตัวซวย เข้าใกล้ใครคนนั้นก็เดือดร้อนไปด้วย"
"หว้าไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะคะ หว้าอยากช่วยคุณใหญ่"
วายุมองสลิลแปลกใจ
"เธอจะช่วยอะไรฉันได้"
"ก็ช่วยหาตัวคนร้ายไงคะ คุณใหญ่จะปล่อยให้มันลอบทำร้ายคุณใหญ่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ได้นะคะ คุณใหญ่ลองนึกดูดีๆ สิคะว่านอกจากคุณน้อยกับคุณละเวงแล้วยังมีใครที่น่าสงสัยอีกบ้าง"
วายุจับตัวสลิลให้หันมาเผชิญหน้า แล้วพูดชัดๆ
"เลิกยุ่งกับฉันซะเถอะลูกหว้า ที่ฉันออกมาจากบ้านไร่สายน้ำ ก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องเดือนร้อนเพราะฉันอีก เข้าใจมั้ย"

ทั้งคู่จ้องตากันนิ่ง สลิลสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของวายุที่สื่อผ่านสายตาถึงเธอ เพราะกลัวจะได้รับอันตรายไปด้วย เขารีบตัดความรู้สึก ถอนใจพรวดออกมา แล้วเดินเลี่ยงกลับออกไป

รถกษิตขับเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ และจะเดินเข้าโรงแรม ไม่คาดคิดนักเลงเดินมาดักหน้าเขาไว้ เขาตกใจหันหลังจะวิ่งหนี แต่กลับวิ่งไปชนนักเลงอีกคนที่เข้ามาดักทางด้านหลัง
นักเลงกระชากคอเสื้อ แล้วจับเขาอัดเข้ากับรถ
นักเลงขู่เสียงแข็ง
"ท่านให้มาเตือน ถ้าแกยังไม่รีบหาเงินมาใช้หนี้ แล้วจัดการเรื่องไร่วายุกูลให้เรียบร้อยภายใน 1 เดือน แกไม่มีเงาหัวแน่"
กษิตหน้าซีดตกใจกลัว นักเลงชกอัดท้องกษิตจนตัวงอ ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับนักเลงอีกคนแล้วพากันขึ้นมอเตอร์ไซค์ซิ่งออกไป
กษิตจุก สีหน้าเคร่งเครียด นึกกลัวขึ้นมา

ไกรกูณฑ์หน้าตาหงุดหงิดเดินเข้ามาในห้องทำงานกษิตตอนเย็น
"โทร.ตามผมมา มีอะไร"
"ก็มาตกลงเรื่องธุรกิจของเราน่ะสิ"
ไกรกูณฑ์ขมวดคิ้วลากเก้าอี้มานั่ง สงสัยว่าจะคุยอะไรอีก
"ผมต้องการเงินมาดำเนินการซัก 50 ล้าน"
ไกรกูณฑ์ตกใจ
"50 ล้าน คุณก็รู้ว่าผมไม่มีเงินสดมากขนาดนั้น ไม่งั้นผมจะเอาไร่วายุกูลมาขายให้ท่านแลกกับหุ้นของโครงการทำไม"
"แต่คุณก็ยังจัดการเรื่องไร่วายุกูลไม่ได้ซะที แล้วจะต้องให้ผมรอไปถึงเมื่อไหร่"
ไกรกูณฑ์หงุดหงิดหัวเสีย พูดต่อไม่ออก
"งั้นผมขอเตือนไว้ก่อน ถ้าภายในหนึ่งเดือน คุณยังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ผมจะเป็นคนลงมือเอง แล้วจะมาหาว่าผมข้ามหน้าข้ามตาไม่ได้นะ"
กษิตหน้าเข้มจ้องไกรกูณฑ์ที่เริ่มเครียดและกดดัน
"แล้วคุณพอจะสนับสนุนค่าดำเนินการเบื้องต้นได้เท่าไหร่ จะให้ผมออกอยู่คนเดียวก็ไม่แฟร์นะครับ"
ไกรกูณฑ์ถอนใจออกมา จำเป็นต้องจ่าย จึงหยิบสมุดเช็คออกมา กษิตเหล่มอง กระหยิ่มยิ้มย่อง

โรงแรมในเมืองตอนหัวค่ำ ละเวงนั่งหน้าหงิกงออยู่ที่โซฟาในห้องพักกับอุศเรน
"ถ้าคุณน้อยรู้ว่าพี่เวงไม่ยอมกลับกรุงเทพตามที่เค้าสั่งต้องโกรธพี่มากแน่ๆ"
"ทุกคนอยู่ที่นี่กันหมด แล้วแกจะให้ฉันกลับกรุงเทพไปทำไม แล้วฉันก็ไม่ไว้ใจคุณน้อยด้วย แกเป็นคนบอกฉันเองนี่ ว่าคุณน้อยติดพันสาวเจ้าของไร่ชาอยู่ไม่ใช่เหรอะ"
อุศเรนยิ้มเยาะ รู้ทันพี่สาว
"สรุปว่าที่ยังอยู่เนี่ยเพราะหึง"
ละเวงจิกตาใส่
"หุบปากไปเลย ไม่ต้องพูดมาก"
อุศเรนลุกขึ้นยืน
"โอเคครับ ไม่ให้พูดก็ไม่พูด แต่คืนนี้ผมขอค้างที่นี่ด้วยคนนะ"
อุศเรนทิ้งตัวไปนอนบนเตียง ยืดตัวอย่างสบายใจ ละเวงสีหน้าติดใจสงสัย
"แกรู้มั้ยว่าคนที่ลอบทำร้ายไอ้ใหญ่วันนี้เป็นใคร"
"ไม่รู้ อีคุณนายนั่นมันคงไม่ไว้ใจผมแล้วล่ะ ไปจ้างมือสมัครเล่นที่ไหนมาก็ไม่รู้"
ละเวงสะแหยะยิ้มสะใจปนสมน้ำหน้า
"อุตส่าห์วางแผนซะสลับซับซ้อน สุดท้ายก็มาตกม้าตายด้วยแผนการตื้นๆ แถมต้องเจ็บตัวอีก สมน้ำหน้า...มันใจร้อนเองช่วยไม่ได้ จากนี้ไปคงเล่นงานไอ้ใหญ่ยากขึ้นอีกเพราะมันต้องระวังตัวขึ้นกว่าเดิมเยอะ"
อุศเรนตั้งศอกขึ้นมามองหน้าพี่สาว
"ถ้ามันเก็บไอ้ใหญ่ได้เมื่อไหร่ เราสองคนพี่น้องเตรียมตัวเป็นผู้ต้องสงสัยไว้ได้เลย ตอนนี้ทุกอย่างเข้าทางมันหมด"
ละเวงคิดตามอย่างไตร่ตรอง อุศเรนลุกขึ้นนั่งแล้วบอก
"ดีไม่ดี มันจะฆ่าตัดตอนเราสองคนด้วยซ้ำ"
"มันไม่ง่ายยังงั้นหรอก ฉันเดินมาไกลเกินกว่าจะยอมให้ใครมาหยุดฉันได้ง่ายๆ แล้วฉันก็ไม่มีวันกลับไปมือเปล่าเด็ดขาด"
ละเวงสีหน้าแววตาร้ายกาจอย่างมีแผนการ

ไกรกูณฑ์ยืนครุ่นคิดเครียดๆ ทั้งเรื่องนวลขวัญ และเรื่องกษิตอยู่หน้าระเบียงบ้านพักในไร่วายุกูลตอนกลางคืน วายุเดินเข้ามายืนข้างๆ ถามด้วยความเป็นห่วง
"มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า ปรึกษาพี่ได้นะ"
"ถึงปรึกษาคุณใหญ่ คุณใหญ่ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"
"ก็ลองพูดมาก่อนสิ"
"ผมอยากได้เงินก้อนนึงไปลงทุนทำธุรกิจ แต่แม่ก็คงไม่ให้ คุณใหญ่ช่วยผมได้มั้ยล่ะ
"ทำธุรกิจกับนายกษิตน่ะเหรอะ"
"ใช่"
วายุถอนใจ
"ใครๆ ก็รู้ว่านายกษิตไว้ใจไม่ได้ ทางที่ดีน้อยเลิกลงทุนกับนายนี่ซะเถอะ กลับไปช่วยงานบริษัทเราจะดีกว่า"
ไกรกูณฑ์ขำๆ
"บริษัทของเราเหรอะ บริษัทของคุณใหญ่คนเดียวมากกว่า ผมไม่อยากเป็นลูกน้องคุณใหญ่ไปจนตายหรอก"
วายุเหนื่อยใจจะพูด
"น้อยใจร้อนเกินไป ยังไงบริษัทก็ต้องมีการขยับขยาย น้อยก็ต้องได้ขึ้นเป็นผู้บริหารอยู่แล้ว"
ไกรกัณฑ์แค่นขำไม่เชื่อออกมา
"เอาเถอะ ตอนนี้น้อยไม่เชื่อ พี่ก็ไม่ว่าอะไร แต่ยังไงพี่ก็ไม่มีทางสนับสนุนให้น้อยทำงานกับนายกษิตนั่นเด็ดขาด"
"คุณใหญ่ก็ดีแต่ขวางความเจริญของผม ไม่อยากให้ผมได้ดีไปกว่าตัวเองล่ะสิ"
ไกรกูณฑ์ไม่พอใจ จะเดินไป แต่วายุคว้าแขนไว้แล้วพูดอธิบาย
"เลิกพูดแบบนี้ซะทีเถอะน้อย พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นกับน้อยเลยนะ คุณพ่อสั่งไว้ก่อนตาย ว่าให้ดูแลน้อยกับคุณท่านให้ดี พี่ต้องทำตามความต้องการของคุณพ่อ เพราะฉะนั้น น้อยต้องเชื่อฟังพี่ และควรทำตามคำแนะนำของพี่"
ไกรกูณฑ์เหยียดปากใส่ และสลัดแขนออกจากพี่ชาย เดินกลับเข้าบ้านไปด้วยสีหน้าโกรธจัดที่
ถูกขัดใจ วายุมองตามด้วยความหนักใจปนเป็นห่วง

ไกรกูณฑ์หงุดหงิดอารมณ์เสีย กลับเข้ามาในห้องนอน จู่ๆ เขาก็เหมือนได้ยินเสียงธราดังก้องขึ้นในหัว
"น้อยต้องเก่งกว่าไอ้ใหญ่ให้ได้เข้าใจมั้ย น้อยต้องประสบความสำเร็จกว่าไอ้ใหญ่ ต้องเก่งต้องดีกว่ามันทุกๆอย่าง ได้ยินแม่มั้ย น้อยต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้"

ไกรกูณฑ์ยกมือขึ้นปิดหู สีหน้าเจ็บปวดไม่อยากได้ยิน

บ้านพักสลิลตอนเช้าวันใหม่ ภูผากำลังทำข้าวต้มจะเอาไปเยี่ยมธรา สลิลเดินตามกลิ่นเข้ามาในห้องครัว
สลิลแปลกใจ
"นึกครึ้มอะไรขึ้นมาคะคุณลุง เข้าครัวแต่เช้าเลย"
ภูผายิ้มเขินเล็กน้อย ปรุงรสข้าวต้ม
"ลุงจะทำข้าวต้มปลาหมึกไปให้คุณธราเค้าน่ะ เค้าชอบ เมื่อวานลุงเห็นคุณธรากินอาหารโรงพยาบาลได้นิดเดียวคงจะไม่ถูกปาก"
ภูผาชิมรส สีหน้าพอใจ ก่อนปิดเตา สลิลแซวขำๆ
"ใส่ใจกันเป็นพิเศษขนาดนี้ หว้าชักสงสัยแล้วสิ"
ภูผายิ้มเอ็นดู
"ช่างสงสัยจริงนะ"
สลิลยิ้มกระเซ้า
"ก็สงสัยว่าคุณลุงกะคุณธราจะไม่ใช่แค่เพื่อนเก่ากันธรรมดาๆน่ะสิคะ น่าจะถ่านไฟเก่าซะมากกว่า"
"แสนรู้นักนะเรา"
สลิลยิ้มหน้าเป็น
"สรุปว่าหว้าเดาถูกใช่มั้ยคะ"
ภูผาพยักหน้าเบาๆ ตัดสินใจบอก
"ลุงกับคุณธราก็เคยคบหากันมาพักนึงล่ะ"
" นั่นไง หว้านึกแล้วไม่มีผิด"
ภูผายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะมีสีหน้าเศร้าลง
"ตอนนั้นลุงเป็นแค่หมอบ้านนอกจนๆ ทางบ้านคุณธราก็เลยกีดกันไม่ให้เราคบกัน เลยจับคุณธราไปแต่งงานกับคุณชาตรีพ่อของคุณใหญ่ แต่ตอนนั้นคุณชาตรีก็มีคุณดวงดาว แม่ของคุณใหญ่เป็นภรรยาอยู่แล้วนะ"
" อ้าว คุณธรารู้อย่างนี้แล้วทำไมถึงยอมแต่งด้วยล่ะคะ"
"เพราะขัดผู้ใหญ่ไม่ได้น่ะสิ"
"ผู้ใหญ่นี่ก็แปลกจริงๆ รู้ว่าเค้ามีเมียแล้วแล้วยังให้ลูกสาวตัวเองไปแต่งด้วยอีก"
ภูผาถอนใจออกมา
"อย่าไปว่าผู้ใหญ่ท่านอย่างนั้นเลย ที่ท่านทำไปก็คงมีเหตุผลแหละ แล้วคุณชาตรีก็ดีกับคุณธรามาก ยกย่องให้เป็นเมียแต่งออกหน้าออกตา แม่คุณใหญ่ต่างหากที่น่าสงสาร ทั้งที่มาก่อน แต่กลับต้องอยู่อย่างเมียรอง ถูกตราหน้าว่าเป็นเมียเก็บด้วยซ้ำ" ภูผาพูดพลางส่ายหน้า
สลิลเห็นใจ
"มีเรื่องแบบนี้จริงๆ ด้วยเหรอคะเนี่ย"
"ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้แหละ ยังมีเรื่องที่เราคาดไม่ถึงอีกเยอะ"
ภูผาหันไปจัดข้าวต้มใส่กระปุก เตรียมเอาไปเยี่ยมธรา ยิ่งรู้เรื่องแบบนี้ สลิลยิ่งเห็นใจวายุมากขึ้นไปอีก

ผ่านเวลาพักใหญ่ ธราเดินออกจากห้องน้ำ แต่งชุดเตรียมออกจากโรงพยาบาล ภูผากับสลิลเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยพอดี ภูผาถือกระปุกข้าวต้มที่ทำเองเข้ามาด้วย
"อ้าว หมอภู หนูหว้า"
สลิลยกมือไหว้ แต่เห็นธรากำลังจะกลับบ้านก็แปลกใจ
"สวัสดีค่ะ นี่คุณป้าจะกลับบ้านแล้วเหรอคะ"
ภูผาแปลกใจเช่นกัน
"นั่นสิครับ คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วเหรอครับ น่าจะนอนพักอยู่ดูอาการอีกซักหน่อย"
ภูผาประคองธราไปนั่งที่โซฟา ธราทำเป็นหนักใจ
"ฉันขอคุณหมอกลับเองแหละค่ะ ปล่อยน้อยไว้กับใหญ่ตามลำพังแบบนี้ ฉันไม่ค่อยสบายใจ กลัวน้อยทำอะไรไม่ถูกใจใหญ่เข้า เดี๋ยวจะถูกพี่ชายเล่นงานเอาอีก"
สลิลรู้สึกเหมือนธรามองวายุในแง่ลบ แต่ก็ทนฟังอย่างสงบต่อไป ภูผาอาสาด้วยความเต็มใจ
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะไปส่งคุณธราที่ไร่วายุกูลเองก็แล้วกัน คุณธรายังไม่ได้โทร.บอกคุณน้อยกับคุณใหญ่ให้มารับใช่มั้ยครับ"
"ยังหรอกค่ะ ขอบคุณหมอภูมากนะคะ คุณดีกับฉันเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ" ธราพูดพลางส่งสายตาเลี้ยงสัมพันธ์เอาไว้ ภูผายิ้มปลาบปลื้มใจ สลิลชำเลืองมองท่าทีของธรา แอบเก็บข้อมูลอยู่เงียบๆ

ภูผาและสลิลช่วยกันประคองธราเข้ามานั่งที่โซฟา ในขณะเดียวกันสลิลก็กวาดตามองไปรอบบ้านในไร่วายุกูล เพื่อมองหาวายุไปด้วย
"ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวอยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกันก่อนนะคะ"
วายุกำลังจะเดินออกมา เห็นสลิลอยู่ที่ห้องโถงก็หยุดกึก หลบเข้ามุม แอบดูอยู่ห่างๆ ไกรกูณฑ์เดินเข้ามาทางด้านหลังวายุ ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเดินเข้ามาคุยกับวายุ
"ทำไมไม่เข้าไปทักคุณลูกหว้าล่ะคุณใหญ่ สนิทกันไม่ใช่เหรอ"
วายุตอบห้วนๆ ก่อนเดินออกไปทางด้านหลังแทน
"ไม่ล่ะ ฉันรีบ มีธุระ"
ไกรกูณฑ์เหยียดยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าไปทักทายภูผาและสลิล ไกรกูณฑ์ยกมือไหว้หมอภูผา
"สวัสดีครับคุณลุง ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าห์มาส่งคุณแม่"
ภูผารับไหว้ ยิ้มแย้ม
"คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ"
สลิลยังชำเลืองมองหาวายุอยู่ ไกรกูณฑ์ถามอย่างรู้ทัน
"คุณลูกหว้ามองหาคุณใหญ่อยู่เหรอครับ"
สลิลทำเป็นตอบให้เป็นเรื่องปกติไป
"ค่ะ คุณใหญ่ไม่อยู่เหรอคะ"
ธราจิกตามองมาที่สลิลอย่างเก็บข้อมูล
"เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เองครับ ผมชวนเข้ามาทักทายคุณลูกหว้าด้วยกันก่อน ก็ไม่ยอมเข้ามา ไม่รู้จะรีบร้อนไปไหนทำเหมือนไม่อยากเจองั้นล่ะ "
ไกรกูณฑ์ทำเป็นพูดเนียนๆ แต่ความจริงต้องการพูดยั่ว สลิลหน้าจ๋อยลงไปถนัดตา เขาแอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนเข้าไปนั่งประจบแม่ แววตาของธรามีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่

เวลาบ่าย วายุเดินเข้ามาที่ห้องทำงานกษิตอย่างไม่กลัวเกรง ในขณะที่ลูกน้องกษิตพยายามห้ามไว้
" ไม่เป็นไร ปล่อยเค้าเข้ามาเถอะ" กษิตบอกลูกน้อง
"ผมเป็นพี่ชายของไกรกูณฑ์"
"อ๋อ คุณวายุนี่เอง ได้ยินชื่อเสียงมานาน ได้เจอตัวจริงก็วันนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
กษิตยื่นมือไปเช็คแฮนด์ แต่วายุไม่สน เลยหน้าแตกต้องชักมือกลับ
"เข้าเรื่องเลยละกัน ผมต้องการมายืนยันกับคุณด้วยตัวเองว่า ผมไม่มีวันขายไร่วายุกูลเด็ดขาด เลิกหลอกใช้น้องชายผมเป็นเครื่องมือซะที"
"เรื่องนี้คุณควรจะไปบอกน้องชายคุณเองมากกว่านะครับ ผมก็อยู่ของผมเฉยๆ น้องคุณตะหากที่เป็นฝ่ายอยากร่วมลงทุนกับผมเอง"
"ใครจะเป็นเจ้าของไอเดียผมไม่สน ผมแค่อยากมาบอกคุณให้รู้เอาไว้ว่าต่อให้ผมต้องตาย ผมก็ไม่มีทางขายที่ดินผืนนี้เด็ดขาด"
วายุจ้องดุ กษิตยิ้มกวนโมโห เหมือนไม่สนใจคำพูดของวายุ
"ถือว่าผมรับทราบว่าคุณไม่ขาย แต่ผมอยากได้ คุณคงมาห้ามความอยากได้อยากมีของผมไม่ได้หรอกนะครับคุณวายุ"
วายุจ้องเขม่นๆ ก่อนออกไปจากห้องทำงาน กษิตเคร่งเครียด ชักหนักใจเรื่องไร่วายุกูล

ผ่านเวลาสักครู่ ลูกน้องกษิตพาอุศเรนเดินมาบริเวณสวนหย่อมโรงแรม...อุศเรนดูหงุดหงิดที่ถูกพาตัวมาขณะกำลังสนุกอยู่ที่บ่อน กษิตที่ยืนรออยู่ที่สวนหย่อม
อุศเรนเดินเข้าหา ถามกวนๆ
"มีอะไรกับผมอีก"
ลูกน้องกษิตเข้าล็อกตัวอุศเรน
" แกจะทำอะไรฉัน หนี้เก่าของเรา ผัวพี่สาวฉันก็เคลียร์ให้หมดแล้วนี่"
กษิตยิ้มร้าย
"ฉันไม่ได้จะทวงหนี้ แต่ฉันเรียกมารับเงินไปใช้ ปล่อยคุณอุศเรนเถอะ"
ลูกน้องกษิตยอมปล่อย
"อยู่ดีๆ คุณคงไม่ให้เงินผมใช้ฟรีๆ แน่ คุณต้องการอะไร"
"ไม่มีอะไรมาก ฉันแค่อยากให้แกคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของไกรกูณฑ์เอาไว้ แล้วมารายงานฉันทุกระยะ เพราะฉันเริ่มไม่มั่นใจซะแล้วว่า มันจะเอาที่ดินไร่วายุกูลมาให้ฉันได้สำเร็จ"
อุศเรนคิดตาม สีหน้าละโมบ
"แล้วฉันจะได้ค่าเหนื่อยเท่าไหร่"
กษิตยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์

บ้านพักไร่วายุกูลตอนหัวค่ำ วายุเดินเข้ามาในบ้าน ไกรกูณฑ์เดินเข้ามาดัก กะหาเรื่องเต็มที่
ไกรกูณฑ์จ้องหน้า ตาดุ น้ำเสียงคาดคั้น
"ใครใช้ให้คุณใหญ่ไปหาคุณกษิต"
วายุหน้านิ่งไม่ตอบอะไร
"คุณใหญ่ไม่อยากช่วย ก็อย่ามาขวางทาง นี่มันเรื่องส่วนตัวของผม คุณใหญ่ไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่าย"
"พี่ทำไป เพราะหวังดี ไม่อยากให้น้อยถูกหลอก"
"ผมมั่นใจ ว่าผมรับมือนายกษิตได้ คนอย่างมันหลอกผมไม่ได้หรอก"
"น้อยตามเกมคนอย่างมันไม่ทันหรอก"
"ใช่สิ ผมมันไม่เก่งเหมือนคุณใหญ่ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แต่เพราะอะไรรู้มั้ยผมถึงเป็นแบบนี้ เพราะผมมีพี่แบบคุณใหญ่ไง พี่ที่ไม่เคยสนับสนุน ไม่เคยไว้ใจ ดีแต่ดูถูก คอยกันท่า ขัดขวางผมทุกอย่าง"ฉ
ไกรกูณฑ์ระบายออกมาด้วยความเจ็บช้ำใจ วายุอึ้ง
" น้อย..."
"คุณใหญ่เหนือกว่าผมก็แค่เรื่องงานเท่านั้นล่ะ นอกนั้นคุณใหญ่ไม่มีอะไรเทียบกับผมได้เลย คุณใหญ่ถึงพยายามกดผมเอาไว้ให้ได้ ทำไมผมจะดูคุณใหญ่ไม่ออก เพราะฉะนั้น อย่าพูดว่าหวังดีกับผมเลย ผมไม่เชื่อ"
ไกรกูณฑ์พูดจบก็เดินปึงปังขึ้นบ้านไปสวนกับธราที่ยืนฟังอยู่ที่บันไดบ้าน
วายุจะตามไปอธิบาย
"เดี๋ยวก่อนน้อย น้อยกำลังเข้าใจพี่ผิด"
"ปล่อยน้องไปก่อนเถอะใหญ่ พูดไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์"
" แต่ผมไม่เคยคิดแบบนี้กับน้อยเลยนะครับคุณท่าน"
"แม่เข้าใจ"
ธราทำเป็นถอนใจส่ายหน้า
"พรุ่งนี้ผมจะกลับกรุงเทพแล้วนะครับ"
วายุเดินย้อนกลับไปนั่งที่โซฟา ธราตาเบิกโพลงขึ้นมา ไม่อยากให้ใหญ่กลับเพราะจะหาทางเล่นงานลำบาก แล้วเธอก็ปั้นยิ้ม เดินไปหา
"อยู่เป็นเพื่อนแม่ก่อนได้มั้ยใหญ่ แล้วเราค่อยกลับพร้อมกัน"
วายุชะงักไปเล็กน้อยหันมองธรา
" ช่วงนี้แม่เครียดจังเลย แผลก็ยังเจ็บอยู่ อยากพักรักษาตัวให้พร้อมทั้งกายทั้งใจก่อนค่อยกลับกรุงเทพ"
วายุมองธราด้วยความสงสารเห็นใจ เลื่อนมือไปจับกุมมือธราเอาไว้
"ก็ได้ครับคุณท่าน"
ธราทำเป็นน้ำตาคลอบีบมือใหญ่เอาไว้
"ขอบใจมากลูก แม่ก็ได้ใหญ่นี่แหละที่พึ่งพิงได้ทุกเรื่อง ฝากผีฝากไข้ได้ เสียดายแม่ทำบุญมาน้อยไปหน่อย แม่เลยไม่ได้ใหญ่เป็นลูกในไส้แท้ๆ"
ธราปล่อยให้น้ำตาไหลซึมออกมา ธราใจอ่อน สวมกอดธราเอาไว้
"อย่าคิดแบบนี้สิครับคุณท่าน ผมรักคุณท่านมากนะครับ ชีวิตนี้ผมก็ไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากคุณท่านคนเดียว"
" ขอบใจมากใหญ่ ขอบใจลูกที่สุด"

ธราปากพูดดี น้ำตาไหลพราก แต่แววตาฉายแววโหดเหี้ยมเกลียดชังออกมาจนน่ากลัว

ไกรกูณฑ์เปิดประตูห้องนอนให้ธราแล้วเดินหน้าหงิกงอหัวเสียไปกระแทกตัวนั่งที่เตียง ธราเข้าห้องมาแล้วรีบปิดล็อกประตูห้อง
"ทำไมน้อยถึงได้ชอบใช้แต่อารมณ์อย่างนี้นะ หัดใช้หัวคิดซะบ้างสิ น้อยไปโวยวายใส่ไอ้ใหญ่มันอย่างนั้นน่ะ ไม่เป็นผลดีกับเราเลย"
"แล้วแม่จะให้ผมกราบมันเหรอครับ ที่มันมาแส่เรื่องของผม แม่รู้มั้ยว่า ผมเสียหน้าแค่ไหนที่มันไปพูดกับคุณกษิตอย่างนั้น มันตั้งใจหักหน้าผมชัดๆ แล้วอย่างนี้ต่อไปใครจะเชื่อถือผม"
"หยุดซักทีเถอะน้อย ทั้งเรื่องไอ้ใหญ่และนายกษิตอะไรนั่น อยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่
น้อยไม่มีทางเอาชนะไอ้ใหญ่ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เชื่อแม่เถอะ"
ไกรกูณฑ์สีหน้าเจ็บปวดขึ้นมาทันที
"นี่ตกลงแม่ต้องการให้ผมทำตัวยังไงกันแน่ แม่พูดกรอกหูผมมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต ว่าให้ผมเอาชนะไอ้ใหญ่ให้ได้ ต้องเก่งกว่ามัน ต้องดีกว่ามัน ตอนนี้ผมก็กำลังพยายามทำตามทุกอย่างที่แม่ต้องการ แต่แม่กลับสั่งให้ผมหยุด สุดท้ายแม่ก็ไม่เชื่อมั่นในตัวผม เหมือนที่พ่อก็ไม่เคยเชื่อมั่นในตัวผมเลย" ไกรกูณฑ์ท้อแท้ สิ้นหวัง น้ำตาท่วมตาด้วยความเจ็บช้ำ
ธราตวาดเสียงแข็งสวนไปทันที
"เลิกคร่ำครวญถึงพ่อแกซะทีเถอะ พ่อที่สร้างแต่ความเจ็บปวด ความทุกข์ใจให้เราสองคนมาตลอดแบบนั้น จะไปพูดถึงเค้าอีกทำไม"
ไกรกูณฑ์ชะงักไปเล็กน้อย มองหน้าแม่
"แม่พูดเหมือนไม่รักพ่อ"
ธราเจ็บปวด น้ำตารื้นขึ้นมา
"รักสิ ถ้าไม่รัก แม่คงไม่ยอมแต่งงานด้วยทั้งๆ ที่รู้ว่าเค้ามีลูกมีเมียอยู่แล้ว"
ไกรกูณฑ์สงบท่าทีลงเล็กน้อยที่เห็นความเศร้าของแม่ ธราพูดทั้งน้ำตารื้น
"แม่แอบหวังมาตลอดเวลาว่า ซักวันคุณชาตรีจะลืมนังดวงดาว แล้วหันมารักแม่แค่คนเดียว แต่มันก็เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะแม้กระทั่งวันที่พ่อแกตาย เค้าก็ยังเพ้อหาแต่นังดวงดาว พ่อของน้อยไม่เคยรักแม่กับน้อยเลย ไม่เคยเลย"
ธราน้ำตาไหลซึมออกมาจนตัวสั่นสะท้าน จากความเจ็บช้ำฝังรากลึก ไกรกูณฑ์เข้าไปกอดปลอบโยนแม่
"พ่อไม่รักเราสองคนก็ไม่เป็นไรนี่ครับแม่ ผมรักแม่ แม่รักผม แค่นี้ก็พอแล้ว"
ธราน้ำตาไหลซึมออกมาอีก กอดลูกชายไว้อย่างรักมาก แต่สีหน้าทวีความโกรธเกลียดวายุมากขึ้น

ไร่วายุกูลตอนสายวันใหม่ บริเวณแนวรั้วข้างไร่ สลิลจูงม้าเข้ามาผูกที่ใต้ต้นไม้ข้างรั้วด้านนอก แล้วเธอหันมองเข้าไปในไร่ สีหน้าชั่งใจว่าจะเข้าไปหาวายุหรือไม่ แต่เสียงวายุดังก้องขึ้นมาในหัวของสลิลทันที
"เลิกยุ่งกับฉันซะเถอะลูกหว้า ที่ฉันออกมาจากบ้านไร่สายน้ำ ก็เพราะไม่อยากให้เธอต้องเดือดร้อนเพราะฉันอีก เข้าใจมั้ย"
ก่อนที่สลิลจะตัดสินใจมุดรั้วเข้าไปในไร่วายุกูล เสียงไกรกูณฑ์ก็ดังนำขึ้นมา
"ทำไมไม่เข้าประตูด้านหน้าดีๆ ล่ะครับ"
สลิลเสียฟอร์มเล็กน้อย รีบพูดแก้ตัวไป
"ฉันขี่ม้ามาทางหลังไร่มันใกล้กว่าน่ะค่ะ"
ไกรกูณฑ์รู้ทัน
"ความจริงมันก็ใกล้กว่ากันไม่เท่าไหร่หรอก ผมว่าคุณลูกหว้าคงกลัวคุณใหญ่รู้ตัวแล้วหลบหน้าเหมือนเมื่อวานนี้มากกว่า"
สลิลตอบโต้ไม่ถูก ฉีกยิ้มให้แล้วเดินเลี่ยง ไกรกูณฑ์เดินตามมาขวาง
"ผมล้อเล่น อย่าเพิ่งโกรธสิครับ"
สลิลแอบถอนใจออกมา
ไกรกูณฑ์สีหน้าลังเลก่อนถาม
"คุณลูกหว้าได้เจอคุณขวัญบ้างรึเปล่าครับ"
"นี่คุณยังกล้าถามถึงพี่ขวัญอีกเหรอะ"
ไกรกูณฑ์สีหน้าจ๋อยลงเล็กน้อย
"ผมแค่อยากรู้ว่าคุณขวัญหายโกรธผมรึยัง"
สลิลตอบเน้นๆ
"ยัง และคงจะไม่หายโกรธง่ายๆ หรอกค่ะ คุณเลิกยุ่งกับพี่ขวัญซะทีเถอะ แค่นี้พี่ขวัญก็เสียความรู้สึกมากพอแล้ว"
สลิลสะบัดหน้า เดินหนีไปทางบ้านพัก ไกรกูณฑ์ดูซึมๆไป นึกอยากไปหานวลขวัญแต่ก็ลังเล

วายุยืนคุยโทรศัพท์มือถือสั่งงานเลขาอยู่ที่มุมหน้าบ้าน
"ผมคงต้องอยู่ที่ไร่วายุกูลเป็นเพื่อนคุณท่านอีกระยะ คุณช่วยดูแลงานที่กรุงเทพแทนผมไปก่อนนะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็รีบโทร.มารายงานผมทันที"
สลิลเดินใกล้เข้ามาทางด้านหลังวายุ
"ขอบคุณมาก"
วายุกดวางสาย หันหน้ามาจะเดินขึ้นบ้าน เห็นสลิลยืนอยู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาแกล้งถาม น้ำเสียงดูห่างเหิน
"มาเยี่ยมคุณท่านเหรอ"
"หว้ามาหาคุณใหญ่นั่นแหละค่ะ"
ธรายืนมองทั้งคู่อยู่บนระเบียงบ้าน แววตาชิงชัง ที่หัวยังมีผ้าพันแผลติดอยู่ ยังไม่หายดี วายุพูดสีหน้านิ่งปนดุ
"ฉันว่าฉันพูดกับเธอชัดเจนแล้วนะ ทำไมยังไม่เข้าใจอีก"
"หว้าเข้าใจค่ะ ว่าคุณใหญ่ไม่อยากให้หว้าเดือดร้อนเพราะคุณใหญ่อีก แต่หว้าก็บอกคุณใหญ่ไปชัดเจนแล้วเหมือนกันว่า หว้าไม่กลัว"
ไม่ทันขาดคำ กระถางต้นไม้แบบห้อยแขวนก็ตกจากระเบียงชั้นบนลงมา วายุดึงตัวสลิลหลบได้ทันแบบฉิวเฉียด ตัวเธอเบียดชิดใกล้กับเขาเล็กน้อย
"โดนตรงไหนรึเปล่า"
"เปล่าค่ะ"
สลิลเงยหน้ามองขึ้นไปที่ระเบียง วายุเงยมองตามขึ้นไป ไม่มีใครอยู่ด้านบนซักคน
"เห็นมั้ยล่ะ ฉันบอกแล้วว่าอย่ามาอยู่ใกล้ฉัน"
"มันก็แค่อุบัติเหตุ"
"เพราะฉันเป็นตัวซวยสำหรับเธอไงล่ะ"
วายุเดินเลี่ยงไปทางไร่ สลิลเดินตามไป
ชั้นบนบ้าน ธราหลบซุ่มมองอยู่ สีหน้าเจ็บใจปนอิจฉา ไม่อยากให้ใครมารักมาใยดีกับวายุ

ไฟในวายุ ตอนที่ 7 (ต่อ)

วิธูสีหน้าเบื่อๆ นั่งรอสลิลอยู่ที่ล็อบบี้รีสอร์ต มีแก้วน้ำวางอยู่หลายใบ ทิพวัลย์ถือเอกสารเดินผ่านมา วิธูเรียกถาม
"คุณทิพย์ครับ"
ทิพวัลย์เดินเข้ามาหาวิธู ถามกึ่งประชดนิดๆ เพราะไม่ค่อยชอบหน้าเพราะหักอกเจ้านายเธอ
"จะรับน้ำเพิ่มเหรอคะ"
วิธูรู้ว่าถูกแขวะ สีหน้าไม่พอใจ
"หว้าไปไหน เมื่อไหร่จะกลับ ผมมารอตั้งนานแล้วทำไม่มาสักที"
"ไม่ทราบค่ะ คุณลูกหว้าไม่ได้บอกไว้ คุณวิธูจะกลับไปก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวฉันบอกคุณลูกหว้าให้ว่าคุณมาหา"
"ไม่เป็นไร ไหนก็มาแล้ว รอต่ออีกหน่อยก็ได้"
"งั้นก็เชิญตามสบายค่ะ เดี๋ยวฉันให้พนักงานเอาน้ำมาเปลี่ยนให้ใหม่ หรือจะออกไปเดินยืดเส้นยืดสายซักหน่อยก่อนก็ได้นะคะ"
ทิพวัลย์พูดจบก็เดินออกไปเลย วิธูเบ้หน้าอย่างหมั่นไส้ แล้วนั่งรอสลิลต่อไป เขาหยิบโทรศัพท์ออกมากดเล่น แต่สายเข้าพอดี หน้าจอโทรศัพท์ เรืองตะวันยิ้มหวานขึ้นที่หน้าจอ วิธูถอนใจพรืดออกมาอย่างเบื่อหน่าย แล้วกดตัดสายทิ้ง เรืองตะวันโทร.เข้ามาอีก คราวนี้วิธูปิดเครื่องไปเลย

วายุพาสลิลออกมาส่งที่ม้าที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้นอกรั้วไร่วายุกูล
"รีบกลับไปซะ แล้วไม่ต้องมาหาฉันที่นี่อีก อีกไม่กี่วันฉันก็จะกลับกรุงเทพแล้ว"
"คุณใหญ่จะไม่ตามจับตัวคนร้ายที่ลอบทำร้ายคุณใหญ่ให้ได้ก่อนเหรอคะ หว้าไม่เข้าใจว่าคุณใหญ่ทนนิ่งเฉยรอให้พวกมันมาฆ่าอย่างงี้ได้ยังไง"
วายุสีหน้าเคร่งเครียด ถอนใจออกมา
"เพราะฉันกลัวน่ะสิ"
สลิลยิ่งไม่เข้าใจ
"คุณใหญ่กลัวอะไรคะ"
"ฉันกลัวว่าคนที่พยายามจะฆ่าฉันมาตลอดเวลาไม่ใช่แค่ละเวงคนเดียวอย่างที่เค้าสารภาพ ฉันไม่โง่ถึงขนาดที่จะเชื่อทุกคำพูดของละเวงหรอกนะ"
สลิลพอเดาได้
"คุณใหญ่กำลังกลัวว่าคุณละเวงจะร่วมมือกับคุณน้อยเหรอคะ"
วายุสบตาสลิล แววตาเศร้า
"ฉันคงเป็นพี่ที่แย่มากใช่มั้ย ที่คิดแบบนี้กับน้องชายตัวเอง"
"แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คุณใหญ่จะทำยังไงคะ จะจับคุณน้อยส่งตำรวจรึเปล่า"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณท่านต้องรับไม่ได้แน่ๆ ที่ฉันทนนิ่งเฉยอยู่ตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของคุณท่านนี่ล่ะ"
วายุถอนใจออกมา
"หมายความว่า ถ้าคนที่คิดทำร้ายคุณใหญ่มาตลอดเป็นคุณน้อยจริงๆ คุณใหญ่จะไม่เอาเรื่องเหรอคะ"
สลิลสีหน้าติดใจสงสัย ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของวายุเท่าไหร่ วายุไม่รู้จะตอบยังไง
"ขึ้นม้าได้แล้ว"
สลิลยังอิดออด
"หรือว่าต้องให้ฉันอุ้มขึ้นม้าถึงจะยอมไปซะที"
สลิลกลัวใจวายุจะทำจริง รีบปีนขึ้นม้าไปอย่างเร็ว วายุทำไม่สนใจรีบมุดรั้วกลับเข้าไร่ไปเลย สลิลควบม้ากลับไร่ไป วายุหลบมุมแอบมองตามส่งสลิลไปด้วยสีหน้าห่วงใยจนเธอลับสายตาไป

ไกรกูณฑ์เดินตามขอโทษนวลขวัญอยู่ในไร่ชา นวลขวัญเดินหนี
"คุณขวัญจะยกโทษให้ผมไม่ได้เลยเหรอครับ"
"คุณจะมาตามตื๊อขอโทษฉันเพื่ออะไร"
"เพื่อที่เราจะได้กลับมาเป็นเพื่อนกัน เหมือนเดิมไงครับ"
นวลขวัญหยุดเดินหันมาจ้องหน้า
"มันไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วล่ะค่ะ คุณรีบกลับไปเถอะ เดี๋ยวแก้วมาเจอคุณเข้าจะเป็นเรื่องอีก คุณก็รู้ว่าน้องชายฉันใจร้อนขนาดไหน"
"ผมไม่กลัว"
ขาดคำเสียงปืนก็ดังขัดขึ้น

ทั้งคู่หันขวับไปทางต้นเสียง เห็นทแกล้วยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ไกรกูณฑ์เสร็จแล้วเล็งปากกระบอกปืนมาที่ไกรกูณฑ์
"แกไม่กลัวตายจริงเหรอะ"
พูดจบทแกล้วก็ยิงขู่ลงพื้นทันที กระสุนเฉียดเท้าไกรกูณฑ์ไปนิดเดียว ไกรกูณฑ์สะดุ้งเฮือก เดาใจทแกล้วไม่ถูกว่าจะเอาจริงหรือแค่ขู่
"จะกลับไปดีๆ หรืออยากเป็นปุ๋ยให้ไร่นี้"
ทแกล้วเล็งปืนไปที่ไกรกูณฑ์ หน้าเข้มเอาจริง
"นัดนี้ฉันเอาจริง"
นวลขวัญหน้าซีด รีบเอาตัวมาบังไกรกูณฑ์ไว้
"พอได้แล้วแก้ว เก็บปืนซะ"
"พี่ขวัญถอยไป พี่จะปกป้องมันอีกทำไม มันกำลังหลอกพี่ขวัญอยู่ พี่อย่าไปหลงคารมมันหน่อยเลย"
ไกรกูณฑ์พยายามจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการดันตัวนวลขวัญออก แต่นวลขวัญไม่ยอมถอย
เพราะลึกๆ ก็เป็นห่วงไกรกูณฑ์ กลัวถูกทแกล้วยิงจริงๆ
"ฉันขอร้องล่ะ คุณกลับไปก่อนเถอะ บอกตามตรงว่าฉันก็เดาใจน้องชายตัวเองไม่ออกเหมือนกันว่าเค้าแค่ขู่หรือเอาจริง"
"ผมไม่กลับ ในเมื่อผมเคยทำผิด ผมก็อยากมาขอโทษด้วยความบริสุทธิ์ใจ และก็หวังว่าคุณขวัญกับคุณแก้วจะให้ยกโทษให้ ทำไมคุณแก้วไม่ให้โอกาสผมอธิบายอะไรบ้าง"
"เลิกพล่ามได้แล้ว นับหนึ่งถึงสาม ถ้าแกยังไม่รีบกลับไป ฉันยิงจริงๆ หนึ่ง..."
" คุณกลับไปเถอะค่ะ อย่าให้มีเรื่องกันเลย"
ไกรกูณฑ์ยังไม่ยอมขยับตัวไปไหน ทแกล้วเล็งปืนไปที่ไกรกูณฑ์พร้อมยิงทุกเมื่อ
"สอง..."
"คุณน้อย ฉันขอร้อง กลับไปก่อนเถอะ"
ทแกล้วยังคงเล็งปืนไปที่ไกรกูณฑ์
"สาม"
"โอเค ผมยอมกลับก็ได้"
ทแกล้วยิ้มเหยียดที่เอาชนะไกรกูณฑ์สำเร็จ ไกรกูณฑ์บอกนวลขวัญ
"วันนี้ผมจะกลับไปก่อน แต่รับรองว่าผมต้องมาอีกแน่"
ไกรกูณฑ์เดินหน้าบึ้งตึงกลับออกไป เจ็บใจสุดๆ ทแกล้วแกล้งยิงปืนเฉียดๆ ไกรกูณฑ์ตกใจมากจนต้องย่อตัวลงนั่งยกสองมือเหนือหัว ทแกล้วหัวเราะเยาะชอบใจ
ไกรกูณฑ์ขบกรามจนขึ้นสันแล้วเดินหน้าโกรธจัดกลับออกไป ทแกล้วยิ้มเยาะสมน้ำหน้า
"แก้วทำเกินไปแล้วนะ ถ้าพลาดพลั้งยิงเค้าตายขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง"
"พี่ขวัญห่วงมันงั้นเหรอะ"
"พี่ห่วงแก้วตะหาก พี่ไม่อยากให้แก้วเป็นฆาตกรฆ่าคนตายเพราะอารมณ์ชั่ววูบแบบนี้ ถ้ามีอะไรพลาดขึ้นมา แก้วจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต"
ทแกล้วสีหน้าจ๋อยๆไปที่โดนพี่สาวดุ นวลขวัญค้อนใส่น้องชายก่อนมองตามไกรกูณฑ์ไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก

ในเวลาต่อมา สลิลเดินกลับเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ ทิพวัลย์ที่กำลังคุยงานอยู่กับพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์ รีบออกมารับหน้าสลิลทันที
"คุณลูกหว้าคะ คุณวิธูมานั่งรออยู่นานแล้วค่ะ"
ทิพวัลย์บุ้ยใบ้ไปทางวิธูที่นั่งรออยู่ด้านใน
สลิลแปลกใจ
"เค้าบอกรึเปล่าว่ามีธุระอะไรกับหว้า"
"ไม่ได้บอกค่ะ ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้นะคะ ทิ้งคุณลูกหว้าไปแต่งงานกับน้องสาวคุณแล้ว ยังจะกล้ากลับมาที่นี่อีก ทิพย์ล่ะเกลียดขี้หน้าจริงๆ"
ทิพวัลย์ไม่ชอบวิธูอย่างแรง
"หว้าเป็นคนโดนทิ้งยังไม่โกรธเค้าเท่าคุณทิพย์เลยนะคะเนี่ย เดี๋ยวหว้าไปคุยกับเค้าเองค่ะ"
สลิลเดินเข้าไปหาวิธูที่นั่งอยู่ในล็อบบี้ด้านใน สีหน้าปกติ ไม่ยินดียินร้ายอะไร วิธูหันมาเห็นซะก่อน ยิ้มกว้างดีใจมาก
"หว้า"

วิธูรีบลุกมาหาด้วยความดีใจที่สุด สลิลได้แต่ปั้นยิ้มจามมารยาทให้

สลิลหน้านิ่งเดินนำมาที่สวนสวยพร้อมคุยไปตามมารยาท วิธูเดินยิ้มแย้มตามไม่ห่าง
"มาหาฉันถึงที่นี่ มีธุระอะไรรึเปล่า"
"ไม่มีธุระอะไร แต่มาหาเพราะว่าคิดถึงได้รึเปล่าล่ะ"
สลิลหยุดกึกหันมามอง วิธูส่งสายตาให้รู้ว่ายังมีเยื่อใย
"อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ เดี๋ยวใครมาได้ยินจะเข้าใจผิด"
วิธูจ๋อยไปที่สลิลไม่เล่นด้วย
"ความจริงผมอยากมาปรึกษาหว้าเรื่องลูกหยีน่ะครับ"
"มีปัญหากันเหรอ"
วิธูถอนใจออกมา
"เดี๋ยวนี้ลูกหยีเค้าเปลี่ยนไปมาก จู้จี้จุกจิก ขี้หึง เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย วันๆ เอาแต่คอยชี้นิ้วสั่ง ควบคุมผมไปซะทุกเรื่อง อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ดั่งใจ ผมปวดหัวไปหมดแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงกับเค้าดี"
สลิลแค่นยิ้ม
"ลูกหยีไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกค่ะ"
วิธูแปลกใจ
"นิสัยแย่ขนาดนี้หว้ายังว่าไม่เปลี่ยนอีกเหรอ"
"นี่แหละค่ะคือนิสัยจริงๆ ของลูกหยี และต่อไปคุณจะได้เจออะไรที่น่าปวดหัวมากกว่านี้อีก"
สลิลยิ้มนิดๆ เหมือนจะสมน้ำหน้าอยู่ในทีก่อนเดินนำไป วิธูฟังแล้วได้แต่ถอนใจทำหน้าเซ็งๆ ดูไม่มีความสุขเอาซะเลย ก่อนเดินตามไป

ผ่านเวลาซักครู่ ละเวงนั่งทาเล็บในห้องพักโรงแรม อุศเรนที่กำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่มุมหน้าต่างห้องพัก
"มีอะไรจะให้ผมทำเหรอครับคุณน้อย"
ละเวงหยุดกึก เหล่มองไปทางอุศเรนสีหน้าสนใจอยากรู้
"แกไปสั่งสอนไอ้ทแกล้วให้ฉันหน่อย รู้จักใช่มั้ย"
"รู้จักครับ"
ไกรกูณฑ์คุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในรถ สีหน้าโกรธแค้น
"แต่ไม่ต้องถึงตายนะ แค่สั่งสอนให้มันรู้สำนึกก็พอ ว่าอย่ามาลองดีกับคนอย่างฉัน เสร็จแล้วโทรกลับมารายงานฉันด้วย"
ไกรกูณฑ์กดตัดสายไปพร้อมยิ้มมุมปากสะใจที่จะได้แก้แค้นคืน
ละเวงรีบลุกมาซักอุศเรนทันที
"คุณน้อยสั่งให้แกไปเล่นงานใคร"
"ก็น้องชายเจ้าของไร่ชาที่ผัวพี่ติดใจอยู่นั่นไง แปลกนะ ชอบพี่สาวแต่ดันให้ไปซ้อมน้องชายเค้าซะงั้น"
อุศเรนขำๆ ละเวงยิ้มพอใจ
"คุณน้อยอาจจะไม่ชอบมันแล้วก็ได้ พูดแล้วก็ชักอยากเห็นหน้านังนั่นซะแล้วสิว่า จะสวยสู้ฉันได้มั้ย"
ละเวงเชิดหน้านิดๆ มั่นใจว่าตัวเองสวยกว่าแน่นอน
"เอาไว้วันหลังผมจะพาไปดูหน้า วันนี้ผมรีบไปทำงานให้คุณน้อยก่อน เกิดโมโหขึ้นมาแล้วจะเปลี่ยนใจมาซ้อมผมแทนมัน ผมจะซวย"
อุศเรนเดินออกไปจากห้องพัก ละเวงอมยิ้มมั่นใจ ยักไหล่ไม่แคร์ เดินกลับไปนั่งทาเล็บต่อ

ธราหน้าซีดเซียว เดินมาทรุดตัวนั่งลงที่โซฟาห้องโถงไร่วายุกูล เรียกลูกชายเสียงแผ่ว
"น้อย...น้อย"
วายุได้ยินเสียงธรา รีบเดินเข้ามาหา ถามอย่างเป็นห่วง
"น้อยไม่อยู่หรอกครับ คุณท่านเป็นอะไรครับ"
ธราปั้นหน้าป่วย
"แม่ปวดหัวจังเลยใหญ่"
"เดี๋ยวผมไปเอายามาให้นะครับ"
วายุจะลุกไป แต่ธรารั้งไว้
"ยาที่ได้จากโรงพยาบาลแม่กินแล้ว แต่ไม่เห็นดีขึ้นเลย ใหญ่ไปรับหมอภูผามาดูอาการให้แม่ดีกว่า"
วายุคิด ลังเล
"จะดีเหรอครับคุณท่าน หมอภูผาลาออกจากหมอประจำโรงพยาบาลมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็แค่รักษาโรคพื้นฐานทั่วไปให้กับคนละแวกนี้เท่านั้นเอง ผมว่าคุณท่านไปโรงพยาบาลจะดีกว่านะครับ"
"แม่ไม่ไว้ใจหมอคนไหนเท่าหมอภูผา ใหญ่ไปรับหมอภูผามารักษาแม่เถอะนะลูก"
"ก็ได้ครับ งั้นคุณท่านนอนพักตรงนี้ ห้ามลุกไปไหนนะครับ ผมจะไปตามคนงานมารอรับใช้คุณท่านที่หน้าระเบียง"
ธราขยับตัวลงนอน
"จ้ะ ใหญ่รีบไปเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่หรอก"
"ครับคุณท่าน"
ธราอมยิ้มอย่างมีแผนการบางอย่างในใจ

ผ่านเวลาสักครู่ รถของทแกล้วขับมาตามทางกลับไร่ขวัญแก้ว อุศเรนขี่มอเตอร์ไซด์ตามหลังมา แล้วเร่งเครื่องแซงขึ้นไป อุศเรนสวมแจ็คเก็ตและหมวกกันน็อกมิดชิด
ไม่คาดคิด อุศเรนแกล้งปล่อยมอเตอร์ไซด์ให้ล้มตรงหน้ารถทแกล้ว ทิ้งระยะห่างที่คิดว่าทแกล้วน่าจะเบรกทัน ภายในรถ ทแกล้ว เหยียบเบรกจนตัวโก่ง แล้วรีบลงจากรถไปดู
ทแกล้วช่วยประคองอุศเรนขึ้น
"เป็นอะไรรึเปล่าครับ"
ไม่คาดคิด อุศเรนจับทแกล้วเหวี่ยง แล้วเล่นงานชุดใหญ่ ทแกล้วไม่ทันตั้งหลัก พลาดท่า
เจ็บตัวล้มไปกองกับพื้น
ทแกล้วตะโกนถามออกไป
"แกต้องการอะไร"
อุศเรนยิ้มเย้ยหยัน
"ก็จะมาสั่งสอนให้แกรู้สำนึกว่า อย่าทำอวดเก่งให้มันมากนัก"
อุศเรนตามไปเตะเสยจนทแกล้วล้มหงายไป อีกฝั่งของถนน วายุขับรถมาเห็นเหตุการณ์พอดี ก็รีบจอดรถลงมาช่วยทแกล้ว อุศเรนเห็นวายุจำได้ รีบเผ่นซิ่งมอเตอร์ไซด์หนีไปทันที
วายุมองตามอุศเรนที่ขี่มอเตอร์ไซด์หนีไปอย่างรู้สึกคุ้นมาก ก่อนจะรีบไปช่วยทแกล้ว
"เป็นไงมั่งคุณแก้ว"
"ผมไม่เป็นไร ขอบคุณมากที่มาช่วย"
ทแกล้ววางฟอร์ม พยุงตัวลุกขึ้นเอง สีหน้ายังเจ็บจุกไม่หาย
"มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ"
ทแกล้วสีหน้ามั่นใจ เจ็บแค้น
"ผมไม่ได้มีเรื่องกับมัน แต่ผมรู้ว่าใครส่งมันมา"
"ใครเหรอครับ"
ทแกล้วจ้องหน้าวายุ
"ก็น้องชายคุณน่ะสิ"
วายุแปลกใจ
"น้อยน่ะเหรอะ"
"ก็ใช่น่ะซิ เมื่อเช้าผมเพิ่งมีเรื่องกับมันมา ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร ฝากไปบอกน้องชายคุณด้วยแน่จริงก็มาเจอกันตัวต่อตัว เป็นคนแท้ๆ อย่าทำนิสัยเป็นหมาลอบกัดยังงี้"
ทแกล้วเดินกลับไปขึ้นรถ สีหน้าท่าทางยังเจ็บอยู่ วายุใช้ความคิดทบทวนเรื่องราวไปมา

สลิลเดินออกมาส่งวิธูขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าเรือนสำนักงาน
"ยังไงคุณก็อดทนกับลูกหยีหน่อยก็แล้วกัน ไหนๆก็แต่งงานกันแล้ว มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน"
วิธูสีหน้าเบื่อๆ
"ไม่รู้ว่าผมจะอดทนได้อีกนานแค่ไหนนะหว้า"
ทันใดนั้นเสียงเขียวของเรืองตะวันก็ดังขึ้น
"คุณวิธู"
วิธูกับสลิลหันขวับไปทางต้นเสียงพร้อมกันทันที เรืองตะวันเดินหน้าตาบูดบึ้งเข้ามาหาทั้งคู่
"นึกแล้วเชียวว่าคุณต้องมาที่นี่ ไหนบอกว่ามีนัดคุยงานกับลูกค้า แถมยังปิดมือถือหนีฉันอีก คิดจะรำลึกความหลังกับพี่หว้ารึไง"
สลิลถอนใจออกมาอย่างเซ็งๆ
"นี่ลูกหยี หยุดโวยวายแล้วฟังผมอธิบายบ้างได้มั้ย"
"จะแก้ตัวกันว่ายังไงก็พูดมา"
เรืองตะวันชายหางตามองสลิล เชิดหน้า รอฟัง สลิลไม่สบอารมณ์
"พี่ไม่มีอะไรจะแก้ตัว เพราะพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด"
เรืองตะวันเหล่วิธูแล้วบอก
“เชื่อได้เหรอะ แอบมาเขี่ยถ่านไฟเก่ากันถึงที่นี่ แน่ใจเหรอว่ามันจะไม่คุขึ้นมา”

“หยุดหาเรื่องคนอื่นได้แล้วลูกหยี ไป...กลับบ้าน”
 

วิธูเข้ามาจับตัวเรืองตะวันจะพาขึ้นรถ วายุขับรถเข้ามาจอดทางด้านหลัง แล้วมองไปที่กลุ่มของสลิล เห็นมีการยื้อยุดกันอยู่เหมือนมีเรื่องกัน ก็รีบเดินเข้าไปหาสลิล ด้วยความเป็นห่วงอยากปกป้อง

          วายุเข้ามายืนประกบข้างสลิล กระซิบถาม
          “ลูกค้ามีปัญหาอะไรกันเหรอ”
          สลิลกอดอกอย่างเซ็ง
          “ไม่ใช่ลูกค้าหรอกค่ะ นี่น้องสาวกับน้องเขยหว้าเอง”
          วิธูสงสัยว่า วายุเป็นใคร เห็นท่าทางสนิทสนมกับสลิล ก็แอบหวงเล็กน้อย ขณะที่เรืองตะวันมองวายุอย่างสนใจ เพราะรูปร่างหน้าตาดี ท่าทางภูมิฐาน เธอยิ้มสะใจ แกล้งพูดประชด
          “สงสัยจะเป็นแฟนใหม่พี่หว้า หล่อดีนะ”
          วิธูหยุดกึก หน้าบึ้งตึงขึ้นมาอารมณ์หมาหวงก้าง เดินหัวเสียนำออกไปขึ้นรถ เรืองตะวันตาขวางมองสลิลแล้วเดินปึงปังตามวิธูไปอาละวาดกันต่อ
          สลิลถอนใจยาวออกมาก่อนหันถามวายุ
          “คุณใหญ่มาทำอะไรคะเนี่ย”
          “คุณท่านบ่นว่าปวดหัว เลยให้ฉันมารับคุณหมอภูผาไปดูอาการให้หน่อย”
          “ความจริงคุณใหญ่โทร.มาบอกให้คุณลุงไปเองก็ได้นะคะ จะได้ไม่เสียเวลาขับรถมา”
          “คุณท่านคงเกรงใจน่ะ เลยให้ฉันขับรถมารับคุณลุงด้วยตัวเอง”
          “งั้นเราเข้าไปหาคุณลุงข้างในกันก่อนดีกว่าค่ะ”
          สลิลจะเดินนำเข้าไป วายุเปรยขึ้น
          “เมื่อกี้ตอนขับรถมา ฉันเจอทแกล้วถูกดักทำร้าย”
          สลิลตกใจ ชะงัก หันมาซักทันที
          “แล้วแก้วเป็นอะไรมากรึเปล่าคะ”
          “โชคดีที่ฉันมาขัดจังหวะไว้ทัน  ก็น่าจะเจ็บใช่ย่อยล่ะ แต่ก็ยังมีแรงขับรถกลับไร่ไปเองได้ เธอไม่ต้องห่วงหรอก”
          สลิลโล่งอก แต่ก็อดตำหนิด้วยความเป็นห่วงออกมาไม่ได้
          “เพราะความใจร้อนวู่วามของเค้านั่นแหละ ไม่รู้ไปทำอะไรขวางหูขวางตาใครเข้าให้”
          วายุมีสีหน้าสงสัย
          “ฉันรู้สึกคุ้นๆ คนร้ายมากเลยนะ ท่าทางมันคล้ายๆ คนที่มาดักยิงฉัน มอเตอร์ไซด์ที่มันใช้ก็เหมือนกับคันที่เคยมาขู่เราคราวก่อน”
          “ถ้าใช่คนเดียวกัน แล้วมันจะมาทำร้ายแก้วเพื่ออะไรคะ”
          “แก้วมั่นใจว่าน้อยเป็นคนส่งคนมาทำร้ายเค้า”
          สลิลอึ้ง มองหน้าวายุที่มีสีหน้าผิดหวังผสมเสียใจ
          “ขอให้แก้วเข้าใจผิดทีเถอะ”
          สลิลพยายามพูดในแง่ดี
          “อย่าฟังแก้วมากเลยค่ะ แก้วไม่ชอบคุณน้อยอยู่แล้ว”
วายุยิ้มบางแทนคำขอบใจให้สลิล แล้วตัดบท
          “ไปหาคุณลุงกันเถอะ”
          “ค่ะ” สลิลเดินนำไป หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่สบายใจ
 
          ทแกล้วนั่งให้นวลขวัญทำแผลใส่ยาให้อยู่ที่ห้องโถงบ้านพัก ไร่ขวัญแก้ว สีหน้าเป็นห่วงน้องมาก
          “เห็นหน้าคนร้ายรึเปล่าแก้ว”
          “ไม่เห็นหรอก มันใส่หมวกกันน็อกไว้ แต่แก้วรู้ว่าคงเป็นลูกน้องไอ้น้อยนั่นแหละ มันคงโกรธเรื่องเมื่อเช้า”
          “ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าเพิ่งไปปรักปรำเค้าเลยแก้ว”
          นวลขวัญทำแผลเสร็จแล้ว เก็บยาลงกล่อง
          “ถึงขนาดนี้แล้วพี่ขวัญยังจะเข้าข้างมันอีกเหรอ ต้องรอให้แก้วตายก่อนใช่มั้ย พี่ขวัญถึงจะเชื่อคำพูดของแก้ว”
          “ถ้าอย่างนั้นก็ไปแจ้งความไว้สิ ให้ตำรวจเค้าสอบสวน”
          “ไม่ แก้วจะเอาคืนมันด้วยวิธีเดียวกับที่มันทำแก้ว”
          ทแกล้วตอบหนักแน่น สีหน้าเจ็บใจ
          “ถ้าเรื่องวันนี้เป็นฝีมือคุณน้อยจริง ก็คงเป็นเพราะ เมื่อเช้าแก้วไปยิงปืนขู่ฆ่าเค้าก่อน พี่เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เลิกนิสัยวู่วาม แล้วเป็นไง เจ็บตัวเลยเห็นมั้ย  ดีนะที่เป็นแค่เท่านี้”
          “แทนที่พี่ขวัญจะโกรธมัน กลับไปเข้าข้างมันซะงั้น”
          “ถ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน พี่ก็จะไม่กล่าวหาปรักปรำใครทั้งนั้นล่ะ แก้วขึ้นไปนอนพักก่อนไป เดี๋ยวพี่ไปเตรียมอาหารเย็นให้ เสร็จแล้วจะขึ้นไปเรียก”
          นวลขวัญถือกล่องยาเข้าไปเก็บข้างใน ทแกล้วยังเจ็บแค้นใจ พึมพำ
          “ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะใคร”
          ทแกล้วอาฆาต คิดหาทางแก้แค้นคืน
 
          ธรานอนหน้าซีดเซียว เหมือนคนไม่สบายอยู่บนเตียงในห้องนอน ภูผาคอยตรวจอาการให้  โดยมีสลิลกับวายุยืนอยู่ข้างๆ  ภูผาปิดผ้าพันแผลที่หัวให้ธรา  สีหน้ากังวล เป็นห่วง
          “แผลก็ไม่อักเสบนะครับ เกือบจะหายดีแล้วด้วยซ้ำ อาการไข้ก็ไม่มี  อาการปวดหัวไม่น่าใช่สาเหตุจากแผลแล้วล่ะครับ”
          วายุเป็นห่วงมาก
          “คุณท่านไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลให้ละเอียดดีกว่ามั้ยครับ”
          “หมอภูผาอยู่ทั้งคนแม่ไม่เป็นไรหรอกใหญ่”
          “แต่ว่า...”
          ธราพูดขัดขึ้น
          “แม่ไม่เป็นไรจริงๆ ใหญ่พาหนูลูกหว้าออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อนไป แม่ขอคุยอะไรกับหมอภูผาหน่อย”
          “ครับ”
          วายุเดินนำสลิลพาออกไปข้างนอก
 
          สลิลเดินตามหลังวายุออกมาจากห้องนอนของธรา
          “คุณน้อยไม่อยู่เหรอคะ ไม่เห็นมาดูแลคุณป้าบ้างเลย”
          “น้อยไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก แต่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันๆ นึงเค้าไปไหน ทำอะไรบ้าง แต่ก็คงจะไม่พ้นบ่อนนายกษิตนั่นแหละ”
          “แม่ตัวเองป่วยทั้งคน แต่กลับไม่อยู่ดูแล แปลกคนจริงๆ”
          สลิลเบ้หน้าหมั่นไส้ไกรกูณฑ์
          “ไม่รู้คุณท่านเป็นอะไรกันแน่ บางวันก็ดีเหมือนคนปกติ แต่บางวันก็เกิดป่วยขึ้นมากะทันหันเหมือนอย่างวันนี้ ให้ไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอมไป”
          วายุสีหน้าเครียดมาก
          สลิลพูดปลอบใจ
          “มีคุณลุงอยู่ทั้งคน คุณใหญ่ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ  คุณป้าดูเชื่อคุณลุงมาก  ถ้าคุณลุงเห็นอาการไม่ดีจริงๆ คงต้องหาทางพาคุณป้าไปโรงพยาบาลจนได้แหละค่ะ”

          วายุพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะหันมองไปทางห้องนอนธราอีกครั้ง เหมือนจะฝากความหวังไว้ที่ภูผา สลิลแอบอมยิ้ม ปลาบปลื้มชื่นชมวายุที่เป็นคนกตัญญูรักคุณธราทั้งที่ไม่ใช่แม่แท้ๆ

ภูผาถามธราด้วยสีหน้าสงสัย

          “คุณธรามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ ถึงต้องให้คุณใหญ่กับลูกหว้าออกไปข้างนอกก่อน”
          ธราปั้นหน้าเครียด
          “ฉันไม่อยากให้ใหญ่รู้น่ะค่ะ กลัวเค้าจะไม่สบายใจไปมากกว่านี้”
          ภูผายิ่งสงสัย
          “มีเรื่องอะไรกันแน่ครับ”
          “ความจริงแล้วฉันก็รู้ตัวนะคะที่ทรงๆทรุดๆ อยู่แบบนี้ก็เพราะความเครียด”
          ภูผาถอนใจ
          “ผมก็นึกอยู่แล้ว  คุณยังเครียดเรื่องอะไรอยู่ครับ”
          “เรื่องที่ใหญ่ถูกลอบทำร้ายบ่อยๆ นี่ล่ะค่ะ ฉันเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  เผลอหลับไปทีไรก็จะฝันเห็นแต่ภาพใหญ่ถูกฆ่าตาย มีเลือดเต็มตัวไปหมด จนฉันไม่อยากหลับตาแม้แต่วินาทีเดียว” ธราพูดน้ำตาคลอและไหลซึมออกมา
          ภูผาเห็นใจ เริ่มอินไปด้วย
          “ผมว่าคุณธราคิดมากเกินไปแล้วล่ะครับ”
          “จะไม่ให้ฉันคิดมากได้ยังไงล่ะคะ ก่อนดวงดาวจะสิ้นใจ เค้าฝากให้ฉันช่วยดูแลตาใหญ่ แต่ฉันกลับช่วยอะไรใหญ่ไม่ได้เลย แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าคนร้ายมันจะตามมาฆ่าแกงกันอีกเมื่อไหร่”
          ธราร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา ทำเป็นอัดอั้นกดดันซะเหลือเกิน ภูผาเห็นใจจนทนไม่ไหว ต้องกุมมือธราเอาไว้ แล้วพูดปลอบใจ
          “คุณธราอย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ร้ายอย่างนั้นสิครับ ผมเชื่อว่าคุณใหญ่เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว คุณรักษาตัวให้หายก่อนดีกว่า เรื่องคุณใหญ่ผมจะหาทางช่วยเอง”
          ธรารีบซักอย่างร้อนใจ
          “คุณจะช่วยยังไงคะ”
          “ทุกอย่างที่ผมทำได้ ผมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความสบายใจของคุณ เพียงแค่คุณธราออกปากมาเถอะครับ”
          ธรายิ้มปลื้มใจ
          “ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ  เมื่อไหร่ที่ฉันต้องการความช่วยเหลือ  ฉันจะนึกถึงคุณเป็นคนแรก”          ธราเลื่อนมือไปจับกุมมือภูผามากุมไว้แนบอก ส่งสายตาอาวรณ์โหยหาซะเหลือเกิน หารู้ไม่ว่าถูกเลี้ยงไว้หลอกใช้ ภูผาหลงเคลิ้มในเล่ห์มารยา
 
          เวลาเย็น สลิลที่แวะมาคุยกับทแกล้วซึ่งใบหน้ามีรอยฟกช้ำที่ระเบียงบ้านพักไร่ขวัญแก้ว
          “เจ็บมากมั้ยแก้ว”
          สลิลถามพลางเอานิ้วจิ้มๆ รอยช้ำที่หน้า ทแกล้วทำเป็นสะดุ้ง อ้อน
          “โอ๊ย เจ็บสิ  แก้วเจ็บจะตายอยู่แล้ว”
          “ไม่ต้องมาทำเป็นสำออยเลยย่ะ”
          สลิลกระซิบกระซาบถาม
          “แล้วแก้วได้บอกพี่ขวัญรึเปล่าว่าเป็นฝีมือคุณน้อย”
          “บอกแล้ว แต่พี่ขวัญไม่เชื่อถ้าไม่มีหลักฐาน แก้วสงสัยอีกเรื่องนึงนะหว้า”
          “เรื่องอะไร”
          “ก็วันนี้ตอนที่ไอ้นักเลงคนนั้นมันมาซ้อมแก้ว คุณใหญ่ก็ผ่านมาช่วยแก้วพอดี เหมือนรู้”
          “คิดมาก คุณใหญ่เค้าไปรับคุณลุงที่รีสอร์ตไปดูอาการคุณธราพอดี”
          “บังเอิญเกินไปรึเปล่า บางทีข้อสันนิษฐานของแก้วอาจจะเป็นจริงก็ได้นะ ว่าสองพี่น้องนั่นกำลังวางแผนบีบให้พวกเรายอมขายไร่ให้พวกมัน”
          สลิลคิดตาม แต่ไม่อยากเชื่อ
          “หว้าไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมคนที่ถูกลอบฆ่าครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างคุณใหญ่ถึงไม่ยอมไปแจ้งความ ถ้าไม่ใช่แผนการของพวกเค้าเอง”
          สลิลชักคล้อยตามไปเล็กน้อย  สีหน้าใช้ความคิด ทแกล้วแอบยิ้มที่สลิลเริ่มเข้าทาง
          “แก้วว่าเรามาช่วยกันสืบเรื่องนี้กันดีกว่า ว่าใครกันแน่ที่ต้องการฆ่าคุณใหญ่ แก้วว่าเรื่องนี้มันต้องมีตื้นลึกหนาบางมากกว่าที่เราเห็นแน่ๆ”
          สลิลมีสีหน้าเห็นด้วยเพราะอยากรู้ความจริงอยู่เหมือนกันว่า ใครกันแน่ที่คิดฆ่าวายุ
 
          บริเวณหน้าบ้านพักไร่วายุกูลตอนหัวค่ำ ไกรกูณฑ์ขับรถเข้ามาจอดพรืด แล้วเดินลงมาท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี วายุเดินออกมาจากมุมมืด หลังจากนั่งซุ่มรอน้องชายกลับมาบ้านตั้งแต่เย็น
          “วันนี้น้อยส่งคนไปทำร้ายทแกล้วใช่มั้ย”
          ไกรกูณฑ์ตีหน้าไม่รู้เรื่อง โมโหกลบเกลื่อน
          “อะไรกันคุณใหญ่ ทำไมเวลามีเรื่องทีไร คุณใหญ่จะต้องมากล่าวหาผมทุกที ถามจริงๆ เหอะ ในสายตาคุณใหญ่ น้องคนนี้มันมีอะไรดีบ้างมั้ย มันเคยทำอะไรถูกใจคุณใหญ่บ้างมั้ย”
          “พี่ก็แค่ถามดีๆ ถ้าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ ไม่เห็นต้องโวยวายเลย ทำแบบนี้ต้องการกลบเกลื่อนความผิดอะไรรึเปล่า”
          วายุมองจับพิรุธ
          “ถ้าอยากคิดอย่างนั้นก็ตามใจ ยังไงผมก็เป็นผู้ร้ายในสายตาคุณใหญ่ตลอดเวลาอยู่แล้ว”
          ไกรกูณฑ์เดินหนีเข้าบ้านไป วายุจับตามองพฤติกรรมอย่างเก็บข้อมูล
 
          ยามสายของวันใหม่ ณ ริมถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งจอดอยู่ก่อนแล้ว ครู่หนึ่งรถของไกรกูณฑ์ขับเข้ามาจอดเทียบ เขาก้าวลงจากรถ เช่นเดียวกับอุศเรนที่ก้าวลงจากรถกระบะเช่นกัน สองคนเดินเข้ามาหากัน
          “คราวนี้คุณจะลงมือเองจริงๆ เหรอะ” อุศเรนถาม
          “ใช่ ฉันอยากให้เรื่องนี้มันจบๆซะที”
          อุศเรนมองอย่างไม่มั่นใจ ไม่คิดว่าไกรกูณฑ์จะทำได้ แต่ก็ไม่พูดอะไร ไกรกูณฑ์เดินไปขึ้นรถกระบะเก่าๆ ที่อุศเรนขับมา ส่วนอุศเรนก็เดินไปขึ้นรถของไกรกูณฑ์ สองคนขับรถแยกกันไปคนละทาง
 
 
          วายุเดินลงมาจากชั้นบน ธราที่นั่งเขียนรายการอยู่ที่โซฟารับแขก  มีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่ข้างๆ
          “คุณท่านครับ ผมจะโทรให้เลขาจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพให้เลยนะครับ”
          ธราชะงักไปเล็กน้อย
          “ผมเห็นคุณท่านก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว  เราน่าจะกลับกันซะที”
          ธราปั้นยิ้ม
          “นี่วันศุกร์แล้วใช่มั้ย  กลับวันจันทร์ก็ได้ลูก  เสาร์อาทิตย์คนเยอะ”
          “ก็ได้ครับ  แล้วจะให้ผมจองตั๋วให้น้อย”
          ธราตัดบททันที
          “เอ่อ วันนี้ใหญ่จะไปทำธุระที่ไหนรึเปล่าลูก”
          “เปล่าครับ”
          “งั้นช่วยออกไปซื้อของในเมืองให้แม่หน่อยสิ  ของฝากเพื่อนๆ แม่น่ะจ้ะ จะออกไปเองก็กลัวจะปวดหัวขึ้นมาอีก”
          “ไม่เป็นไรครับ  เดี๋ยวผมจัดการให้เอง”
          “ขอบใจจ้ะ  ฝากนายน้อยช่วยซื้อให้มาหลายวันแล้ว ไม่เห็นจะสนใจเลย นี่จ้ะ รายละเอียด  ใหญ่ลองอ่านดูก่อน ลายมือแม่หวัดไปหน่อย”
          ธราพูดพลางส่งกระดาษโน้ตให้ วายุมานั่งอ่าน
          “อ้ะ น้ำส้มลูก แม่คั้นเองกับมือ หวานเจี๊ยบเลย”
          “ขอบคุณครับ”
          วายุรับน้ำส้มไปดื่มพร้อมอ่านรายการสั่งซื้อของฝากไป ธราเหลือบตาดูวายุดื่มน้ำส้ม อมยิ้มร้ายกาจออกมาอย่างมีแผนการ
 
          ผ่านเวลาศักพัก วายุขับรถมาตามทางโค้งของถนน จู่ๆ ก็รู้สึกมึนหัว ง่วงนอนมากผิดปกติ ตาพร่ามัว บังคับรถไม่ค่อยตรงทาง ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือของวายุก็ดังขึ้น เห็นเป็นเบอร์ที่ไม่ได้เมมไว้ วายุ สะบัดหัวไปมาอย่างมึนๆ     
          “ฮัลโหล”
          อุศเรนดัดเสียงบอก
          “ตอนนี้ลูกหว้าอยู่กับฉัน ถ้าไม่อยากให้มันเป็นศพ ก็รีบขึ้นมาที่บนเขาเดี๋ยวนี้”
          วายุกระชากเสียงถาม ด้วยความเป็นห่วงสลิลมาก
          “แกจะทำอะไรลูกหว้า แกเป็นใคร ฮัลโหลๆๆ”

          อีกฝั่งตัดสายไปแล้ว วายุรีบเลี้ยวรถอย่างเร็ว เปลี่ยนเส้นทางขึ้นไปบนเขาทันที ทั้งที่ยังมึนหัวอยู่

อุศเรนสวมหมวก ใส่แว่นดำ นั่งอยู่ในรถของไกรกูณฑ์ที่จอดอยู่ริมถนนในเมือง เขาลดโทรศัพท์มือถือลง หลังจากตัดสายไปแล้ว อมยิ้มร้าย..จากนั้น แกะโทรศัพท์ปลดซิมออกจากเครื่อง เปลี่ยนซิมใหม่

          นวลขวัญกับทแกล้วเดินมา ถือถุงของที่ซื้อมาเต็มมือ จะเอามาใส่รถ ที่จอดอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน ทแกล้ว เห็นรถของไกรกูณฑ์จอดอยู่
          “นั่นรถไอ้น้อยนี่พี่ขวัญ ซวยจริงๆ”
          นวลขวัญหันไปมองที่รถของไกรกูณฑ์ เห็นละเวงเดินมาขึ้นรถ
          “นั่นไงพี่ คุณนวลขวัญกิ๊กผัวพี่” 
          ละเวงหันไปจ้องทางนวลขวัญเหยียดปากใส่ สีหน้าเขม่นหมั่นไส้ ก่อนจะสะบัดหน้าพรืดมองไปทางอื่นหน้าหงิกงอ อุศเรนขำๆ ขับรถออกไป  ทแกล้ว ได้ทียุส่ง
          “ผู้หญิงนั่นสงสัยจะเป็นแฟนมันแหงๆ ทีนี้จะเชื่อแก้วได้รึยังว่ามันตั้งใจมาหลอกพี่ขวัญ”
          นวลขวัญไม่อยากฟัง เดินนำไปขึ้นรถ
          “เลิกพูดถึงเค้าได้แล้วแก้ว”
          ทแกล้วอมยิ้มพอใจแล้วเดินตามนวลขวัญไปขึ้นรถ
 
          วายุขับรถบึ่งขึ้นมาบนเขา ด้านข้างเป็นไหล่เขาสูงชัน รถส่ายไปมาเพราะวายุมึนหัว ตาพร่ามัว ไกรกูณฑ์ใส่หมวก ใส่แว่นพรางตัว ขับรถกระบะตามหลังไล่บี้วายุมา แล้วขับเบียดรถวายุกะให้ตกหน้าผาไปตลอดทาง
          วายุพยายามขับรถหนี แต่ไกรกูณฑ์ก็ตามเบียดไม่ลดละ รถสองคันวิ่งไล่เบียดบี้กัน วายุมึนมากจนจะไม่ไหว ไกรกูณฑ์ได้ทีเบียดกระแทกจนรถวายุพลาดตกไหล่เขาไป
          ไกรกูณฑ์จอดรถดูผลงานเล็กน้อย  แล้วยิ้มสะใจ เขามีสีหน้าเกลียดชัง จนน้ำตารื้น
          “ลาก่อนไอ้ใหญ่ เสี้ยนหนามที่คอยทิ่มแทงฉันมาตลอดชีวิต”
          ไกรกูณฑ์รีบดึงสติกลับ และรีบขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุทันที เขากดโทรศัพท์มือถือหาอุศเรน
          “แกอยู่ไหน...  เออ  ลองฉันลงมือเองมีเหรอะจะพลาด รีบเอารถมาคืนฉัน แล้วเอาไอ้กระบะ
นี่ไปแยกชิ้นส่วนขายซะ อย่าให้ตำรวจตามเจอ” 
          ไกรกูณฑ์กดตัดสายพร้อมกับยิ้มแย้มสีหน้ามีความสุข เขาขับรถต่อไป แล้วระเบิดหัวเราะชอบใจออกมา พร้อมๆ กับน้ำตาไหลที่ค่อยๆไหลลงอาบแก้ม  ความอัดอั้นกดดันมาตลอดชีวิตมันจบแล้ว ไม่มีอีกแล้ว
 
          ที่ไหล่เขา วายุพยายามตะกายปีนกลับขึ้นมาที่ถนน ท่าทางมึนงง หัวแตกเลือดไหล มีแผลตามตัว เขาจะพลาดร่วงลงไปอีกแต่เกาะยึดเอาไว้ทัน เขาตะเกียกตะกายพยุงตัวขึ้นไปที่ริมถนนจนได้ และหมดแรงอยู่ตรงนั้น
          มีรถชาวบ้านคันหนึ่งผ่านมา  เขาฮึดรวมแรกเฮือกสุดท้าย พยายามโบกมือขอความช่วยเหลือ ก่อนจะทรุดลงไปอีก ชาวบ้านจอดรถ ลงมาดูวายุที่สีหน้า แววตาวิงวอน
          “ช่วยผมด้วย”
          ชาวบ้านสองคนมีน้ำใจช่วยกันพยุงวายุขึ้นมา
 
          วายุนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น ภายในโรงพยาบาล มีแผลหัวแตก แขนเข้าเฝือกอ่อน แผลเล็กๆ น้อยๆ ตามตัว และทำแผลเรียบร้อยแล้ว ธรายืนมองวายุอยู่ข้างเตียง สีหน้าเรียบเฉย แววตาเกลียดชัง แล้วพึมพำเบาๆ
          “ตายยากตายเย็นนักนะ”
          ทางเดินหน้าห้องพัก สลิลเดินหน้าตื่นรีบร้อนนำภูผามาถึงหน้าห้อง..
          “ห้องนี้แหละค่ะคุณลุง”
          สลิลเคาะประตูก่อนเปิดเข้าไป ธรารีบปรับสีหน้าเป็นห่วงวายุขึ้นมาทันที สลิลรีบยกมือไหว้  ธรารับไหว้
เธอรีบเดินไปเกาะเตียงดูอาการวายุ ธราปั้นหน้าเศร้า น้ำตาคลอมองเลยไปที่ภูผาที่รีบเดินมาจับมือบีบเบาๆ ให้กำลังใจ แล้วประคองธราพาไปนั่งที่โซฟา
          สลิลหันมาถามธรา
          “คราวนี้เป็นอุบัติเหตุ หรือมีใครลอบทำร้ายอีกคะคุณป้า”
          ธราน้ำตาไหลออกมา
          “ป้าก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เคราะห์กรรมอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ถึงได้มีแต่เรื่องเดือดร้อนเจ็บตัวไม่หยุดหย่อน”
          เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนตำรวจสองนายเข้ามาในห้อง ธราตกใจจนหน้าซีดเผือดแต่รีบปั้นหน้าปกติเก็บอาการ แล้วลุกขึ้นต้อนรับขับสู้  ภูผาคอยประคอง
          ตำรวจ1 รายงานบอก
          “พลเมืองดีที่พาคุณวายุมาส่งโรงพยาบาลแจ้งความเอาไว้ครับว่า พบคนประสบอุบัติเหตุ”
          “แล้วเค้าเจอคุณวายุที่ไหนคะคุณตำรวจ”
          “ข้างทางตรงไหล่เขาครับ  คุณวายุบอกพวกเค้าว่ารถถูกชนจนตกไหล่ทางไปครับ”
          ทุกคนตกใจมาก ธราทำท่าจะเป็นลม ภูผาต้องประคองให้นั่งลง
          “ทางเราได้ไปตรวจสอบสภาพรถของคุณวายุแล้วนะครับ จากสภาพที่เห็นสันนิษฐานได้ว่า ไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ เราเลยอยากมาสอบปากคำคุณวายุเพิ่มเติม”
          ธรารีบบอกทั้งน้ำตาคลอ
          “ตอนนี้ใหญ่ยังไม่ฟื้นเลยค่ะ”
          ตำรวจ1 ถามธรา
          “ไม่ทราบว่าคุณคือ...”
          “แม่ของวายุค่ะ”
          ตำรวจ1ยิ้มให้
          “แล้วคุณแม่พอจะทราบมั้ยครับว่า ลูกชายคุณมีศัตรู หรือมีเรื่องทะเลาะกับใครอยู่บ้างรึเปล่า”
          ธราทำหน้านึกๆ
          “เท่าที่รู้ก็ไม่มีนะคะ”
          สลิลอดรนทนไม่ไหวโพล่งออกมา
          “แต่เท่าที่ฉันรู้  คุณใหญ่มีเรื่องทะเลาะกับคุณไกรกูณฑ์น้องชาย กับคุณละเวงน้องสะใภ้อยู่นะคะ”
          ธราอึ้งไปเลย ภูผาหันขวับไปจ้องหน้าหลานสาว ทำนองว่าพูดมากไปแล้ว สลิลจ๋อย รู้ตัวว่าพูดมากไปจริงๆ
          “คนในครอบครัวก็ต้องมีเรื่องขัดใจ มีปากมีเสียงกันบ้างเป็นธรรมดา ไม่ถึงกับต้องมาฆ่าแกงกันหรอกหนูหว้า”
          ตำรวจ1 บอกธรา
          “ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเชิญคุณไกรกูณฑ์กับคุณละเวงไปสอบปากคำที่โรงพักด้วยนะครับ”
          ธราจำใจรับปาก “ได้ค่ะ”
          “งั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ  ถ้าคุณวายุฟื้นช่วยติดต่อกับทางตำรวจด้วย”
          “ค่ะ”
          ตำรวจ1มองสลิลแล้วบอก
          “ผมขอสอบปากคำคุณเพิ่มเติมนะครับ”
          สลิลเหลือบตามองภูผาเล็กน้อยก่อนตอบ
          “ได้ค่ะ”
          “เชิญครับ”

          ตำรวจพาสลิลออกไปจากห้อง ภูผาตามไปเปิดประตูส่งหลานสาวด้วยความเป็นห่วงที่หน้าห้อง ธราจิกตามองตามสลิลไปอย่างโกรธปนเจ็บใจที่แส่ไม่เข้าเรื่อง จนหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ไกรกูณฑ์จนได้

ไฟในวายุ ตอนที่ 7 (ต่อ)

เวลาบ่าย สลิลกำลังให้ปากคำกับตำรวจสองนายอยู่บริเวณมุมสงบของโรงพยาบาล
ตำรวจ 1ถาม
“เมื่อครู่คุณบอกว่าคุณวายุมีเรื่องทะเลาะกับน้องชาย คุณพอจะทราบมั้ยครับว่า พวกเค้าทะเลาะกันเรื่องอะไรกัน”
“เรื่องที่ดินไร่วายุกูลค่ะ คุณไกรกูณฑ์อยากได้ที่ดินไปทำโรงแรม แต่โฉนดที่ดินเป็นชื่อคุณวายุ คุณวายุไม่ยอมยกให้ คุณไกรกูณฑ์ก็เลยโกรธมาก”
ตำรวจ 1จดบันทึกคำให้การ แล้วถามต่อ
“แล้วมีเรื่องอื่นอีกมั้ยครับ”
สลิลคิดนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจพูด

ภายในห้องพักฟื้นโรงพยาบาล วายุนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ธราที่นั่งกระวนกระวายใจอยู่ที่โซฟา
กับภูผา เธอคอยชะเง้อมองไปที่ประตูห้องตลอดเวลา ด้วยท่าทางหวาดระแวง ร้อนรนเล็กน้อย
“ทำไมหนูลูกหว้าออกไปนานจังเลยคะหมอภู”
ภูผารู้สึกแปลกใจบางอย่าง ธรารีบแก้ตัว
“ฉันเป็นห่วงหนูลูกหว้าน่ะค่ะ แกยังเด็ก อยู่ๆ ก็ต้องมาถูกสอบปากคำ ฉันกลัวแกจะตกใจพูดอะไรไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เดี๋ยวเรื่องจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่”
ภูผาแตะหลังมือเบาๆ ปลอบใจ
“ข้อนี้คุณธราไม่ต้องกังวลไปเลยนะครับ ลูกหว้ายังเด็กอยู่ก็จริงแต่แกแกร่งแล้วก็มีสติดีมาก คุณธราสบายใจได้”
ธราฉีกยิ้มรับแต่ยังแอบกังวล
“ก็ดีค่ะ”
สลิลเปิดประตูห้องกลับเข้ามา ภูผาหันมองสลิล
“นั่นไง มาแล้ว”
สลิลเดินเข้ามาหาภูผากับธรา
ธรารีบร้อนถาม
“ตำรวจถามอะไรบ้างจ๊ะหนูลูกหว้า แล้วหนูบอกอะไรตำรวจไปว่ายังไงบ้าง”
สลิลไม่อยากบอกให้ธราไม่สบายใจ เลยแกล้งโกหกไป
“หว้าไม่ได้บอกอะไรมากหรอกค่ะ เพราะหว้าก็ไม่ได้รู้อะไรมากซะเท่าไหร่”
ธราเผลอหลุดเสียงแข็งๆออกมาเล็กน้อย
“แล้วที่ไม่มากน่ะ หนูหว้าบอกอะไรตำรวจไปบ้างล่ะจ๊ะ”
“หว้าบอกแค่ว่าคุณน้อยกับคุณใหญ่มีเรื่องทะเลาะกัน แต่หว้าก็ไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ตำรวจเค้าเลยบอกว่าจะรอสอบปากคำคุณใหญ่กับคุณน้อยเองค่ะ”
ธราผลอแสดงสีหน้าโล่งอกออกมาชัดเจน สลิลลอบมออย่างแปลกใจ ทำไม ธราจึงเหมือนกลัวความลับแตก พอธรารู้ตัว ก็รีบเปลี่ยนอาการโล่งอก เป็นหน้ามืด เซไป
ภูผารีบเข้ามาประคองรับไว้
“เป็นอะไรครับคุณ”
ธราซบอกหมอภูผา ตอบเสียงแผ่ว
“ฉันรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาน่ะค่ะ”
“งั้นผมพากลับไปพักที่บ้านก่อนดีกว่า”
ธราแกล้งทำเป็นห่วงวายุ
“แล้วตาใหญ่ล่ะคะ ใครจะอยู่เป็นเพื่อน”
สลิลรีบเสนอตัว
“หว้าเฝ้าคุณใหญ่ให้เองค่ะ คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วง”
ธราลังเลเล็กน้อย แล้วมองเลยไปที่วายุ ทำหน้าเป็นห่วงซะเหลือเกิน
“งั้นป้าฝากใหญ่ด้วยนะจ๊ะ หนูจะไปไหนก็ฝากพยาบาลเอาไว้นะ”
“ค่ะ คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ กลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ หว้าจะดูแลคุณใหญ่อย่างดีที่สุดเลย”
“ขอบใจมากจ้ะ”
“ไปเถอะครับ”
ภูผาประคองธราออกจากห้องไป
สลิลชำเลืองมองตามธราไป รู้สึกติดใจสงสัยอะไรบางอย่าง ก่อนจะเดินเข้าไปดูวายุที่ข้างเตียงใกล้ๆ รู้สึกสงสารจับใจ ที่เห็นวายุเจ็บตัวแบบนี้

ภูผาประคองธรานั่งลงที่โซฟาที่บ้านพักไร่วายุกูล
“ไม่รู้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรนักหนานะคะ ใหญ่ถึงได้เจ็บตัวอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ถูกคนทำร้าย เดี๋ยวก็อุบัติเหตุ”
“เรื่องอุบัติเหตุไม่มีใครห้ามไม่ให้เกิดได้หรอกครับ ตอนนี้คุณใหญ่ก็ปลอดภัยแล้ว คุณธราทำใจให้สบายดีกว่า เครียดมากเดี๋ยวจะล้มป่วยขึ้นมาอีก”
ไกรกูณฑ์กลับเข้ามาในบ้าน เห็นธรานั่งหน้าเครียดอยู่กับภูผาก็เข้าไปหา เขายกมือไหว้
“สวัสดีครับคุณลุง”
ภูผายิ้มแย้ม รับไหว้
“คุณแม่เป็นอะไรครับ”
ธราปั้นหน้าเศร้าตบตาภูผา
“ใหญ่ขับรถตกเขา”
ไกรกูณฑ์ตกใจมากทั้งที่รู้อยู่แล้ว
“แล้วคุณใหญ่เป็นยังไงบ้างครับแม่ ตาย...เอ่อ เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ”
ภูผาสะดุดหูกับคำพูดไกรกูณฑ์เล็กน้อย...มองสังเกตไปเงียบๆ
ธราตอบหน้านิ่ง
“ใหญ่เจ็บหนักลูก ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”
ไกรกูณฑ์ผิดหวังปนเจ็บใจมาก ธราเหลือบเห็นภูผามองจับสังเกตอยู่ ก็รีบบอก
“หมอภูกลับไปทำงานที่รีสอร์ตเถอะค่ะ เสียเวลากับฉันมาทั้งวันแล้ว ตอนนี้ฉันมีน้อยอยู่เป็นเพื่อนแล้ว ไม่ต้องห่วงฉันแล้วล่ะค่ะ”
“ถ้ามีอะไรก็โทร.ตามผมได้ตลอดเวลานะครับ”
ธราส่งยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”
ภูผาเดินออกไป ไกรกูณฑ์รอจังหวะจนภูผาพ้นออกไป ก็ออกอาการหัวเสียด้วยความเจ็บใจทันที
“เป็นไปได้ยังไง ทำไมไอ้ใหญ่มันยังไม่ตาย ผมเห็นรถมันตกเขากับตา มันจะรอดไปได้ยังไง”
ธราจ้องลูกชายตาเขม็ง
“เห็นกับตา หมายความว่ายังไง อย่าบอกแม่นะว่าน้อยเป็นคนลงมือขับรถชนไอ้ใหญ่ตกเขาเอง”
ไกรกูณฑ์เงียบแทนคำตอบ
“แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ไอ้เรนมันทำ ทำไมน้อยไม่เชื่อแม่”
ธราทั้งทุบตีและหยิกไกรกูณฑ์ไปมาด้วยความโมโห เขาถอยหนี
“ผมเจ็บนะแม่”
“ความดื้อของน้อย กำลังจะทำให้เราสองคนเดือดร้อนรู้มั้ย ถ้าตำรวจตามกลิ่นเราได้ ก็จบเห่กันพอดี”

ไกรกูณฑ์ถอนใจเซ็งเดินไปกระแทกตัวนั่งที่โซฟา

ภายในห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล วายุที่นอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ ค่อยๆ ลืมตาฟื้นขึ้นมา แล้วกวาดมองไปรอบๆ ห้อง วายุโล่งอก ที่รู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย พยายามขยับตัวจะลุกขึ้น สลิลเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นวายุฟื้นก็รีบวิ่งเข้ามาประคองด้วยความดีใจ
“อย่าเพิ่งลุกค่ะคุณใหญ่”
วายุเห็นสลิลก็ดีใจ จับมือสลิลแน่น
“เธอปลอดภัยใช่มั้ย คนร้ายมันทำอะไรเธอรึเปล่า”
สลิลแปลกใจ
“คนร้ายอะไรคะ”
วายุเอะใจ
“มีคนโทรมาขู่ฉัน ว่าจับตัวเธอขึ้นไปบนเขา ให้ฉันรีบตามขึ้นไปช่วย ไม่งั้นมันจะฆ่าเธอ”
“เปล่านี่คะ”
วายุเจ็บใจ พึมพำ
“นี่พวกมันใช้เธอเป็นตัวล่อฉันเหรอะ”
สลิลมองมือที่ถูกวายุจับอยู่ แล้วเขินๆ ค่อยๆ ดึงมือออกเบาๆ วายุเพิ่งรู้สึกตัวรีบปล่อยมืออย่างเร็ว
สลิลลึกๆก็แอบปลื้ม
“ตกลงคุณใหญ่เป็นห่วงหว้า เลยรีบขับรถขึ้นไปช่วยจนเกิดอุบัติเหตุเหรอคะ”
วายุสบตาสลิลเล็กน้อย
“ ใช่...ฉันเป็นห่วงเธอ แต่ที่รถฉันตกเขา มันไม่ใช่อุบัติเหตุ”
“มีคนพยายามฆ่าคุณใหญ่อีกแล้วเหรอคะ”
วายุพยักหน้ารับ
“มันใช้เธอเป็นเหยื่อล่อฉัน ต่อไปนี้เธอจะต้องระวังตัวให้มากขึ้น ครั้งนี้มันแค่ขู่ลอยๆ แต่ครั้งหน้ามันอาจจะไม่ใช่แค่ขู่ก็ได้”
สลิลสีหน้ากังวลขึ้นมาเหมือนกัน
“แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ เธอต้องเดือดร้อนเพราะฉันเป็นต้นเหตุ ฉันจะรับผิดชอบความปลอดภัยของเธอด้วยชีวิต”
วายุมองสบตา ยืนยันว่าทุกคำที่พูดมาจากใจจริง สลิลสบตาวายุ รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกกับคำให้สัญญาครั้งนี้ เธอยิ้มคืนให้ด้วยความรู้สึกดีๆ วายุเป็นฝ่ายชะงักไป รีบปิดกั้นตัวเอง หุบยิ้มแล้วชิงเบือนหน้าหนีหลับตาไปก่อน เธอยิ้มค้างไปปนงงๆ เล็กน้อย ก่อนจะเบะปากงอนๆ ใส่

ธราสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน นั่งจิบกาแฟยามเช้าอยู่ที่ระเบียงบ้าน ภายในไร่วายุกูล ไกรกูณฑ์เดินเข้ามานั่งด้วย
“ผมนึกว่าแม่จะไปเยี่ยมไอ้ใหญ่แล้วซะอีก”
ธราเหยียดปากหมั่นไส้
“ไปทำไมให้เสียเวลามันมีนังเด็กนั่นเฝ้าอยู่ทั้งคน คงไม่อยากให้แม่ไปเป็นก้างหรอก”
ไกรกูณฑ์ถอนใจอย่างเซ็ง
“วันนี้น้อยต้องไปให้ปากคำกับตำรวจที่โรงพักใช่มั้ยลูก”
“ครับ แต่แม่ไม่ต้องห่วง ตำรวจทำอะไรผมไม่ได้หรอก”
ไกรกูณฑ์ยิ้มย่ามใจ ธราปราม
“อย่าประมาทนักนะน้อย เหตุการณ์มันโจ่งแจ้งขนาดนั้น”
ไกรกูณฑ์สีหน้าเจ็บใจขึ้นมา
“ตำรวจจะไม่มีทางสงสัยผมเลย ถ้านังเด็กบ้านั่นไม่ปากสว่าง พูดแล้วยังเจ็บใจไม่หาย เพราะมันคนเดียว ผมเลยต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัย”
ธราสีหน้าเกลียดชังไปด้วย
“ใครก็ตามที่อยู่ข้างไอ้ใหญ่ ก็ถือว่าตั้งตัวเป็นศัตรูกับเรา มันจะต้องอยู่อย่างไม่เป็นสุข”
ธราแววตาอาฆาตมาดร้ายขึ้นมาทันที

ในห้องพักฟื้นโรงพยาบาล ตำรวจยืนสอบปากคำวายุอยู่ข้างเตียง
"ถ้าได้ความคืบหน้าเรื่องคนร้ายยังไง ผมจะรีบแจ้งให้คุณวายุทราบทันทีนะครับ วันนี้ผมขอตัวกลับก่อน"
"ขอบคุณมากครับ"
วายุยกมือไหว้ สีหน้าไม่ค่อยสบายใจ
ตำรวจเดินออกจากห้อง เป็นจังหวะเดียวกับที่สลิลเปิดประตูเข้ามาพอดี สลิลยิ้มทักทายพร้อมยกมือไหว้ตำรวจ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหาวายุ
"ตำรวจมาสอบปากคำคุณใหญ่เหรอคะ"
วายุพยักหน้ารับ
"ทางตำรวจได้ความคืบหน้าเรื่องคนร้ายบ้างรึยังคะ"
"ยังเลย"
สลิลเหลือบไปเห็นอาหารเช้าที่โรงพยาบาลจัดมาให้วายุวางอยู่บนโต๊ะอาหารแบบล้อเลื่อนใกล้ๆ สลิลเดินไปเปิดดู เห็นว่าวายุยังไม่ได้กินซักคำ
"คุณใหญ่ยังไม่ได้ทานอาหารเช้าอีกเหรอคะ"
"ฉันกินไม่ลง"
"กินไม่ลงก็ต้องฝืนค่ะ ไม่งั้นจะกินยาได้ยังไง" สลิลพูดพลางลากโต๊ะอาหารเข้ามาที่เตียง
วายุมองสลิลที่คอยเจ้ากี้เจ้าการดูแลตน แต่ไม่รู้สึกรำคาญสักนิด กลับรู้สึกอบอุ่นใจอยู่ลึกๆ มากกว่า
สลิลจัดแจงแกะพลาสติกที่ห่อจานอาหารออกให้
"ไม่ต้อง ฉันทานเองได้"
สลิลหน้าตาย
"อ๋อ ไม่ได้จะป้อนค่ะ แค่แกะพลาสติกออกให้เฉยๆ"
วายุยิ้มเจื่อนๆไปเล็กน้อย
"ขอบใจ"
สลิลแอบอมยิ้มขำๆ ขยับตัวออกไป วายุดูขัดเขินที่เธอเข้าใกล้

ทางเดินในโรงพยาบาล นวลขวัญถือกระเช้าของเยี่ยมไข้เดินนำทแกล้วตรงมายังห้องของวายุ
"พี่ขวัญจะมาก็มาคนเดียวสิ ทำไมต้องลากแก้วมาด้วย"
"แก้วนั่นแหละที่ต้องมา คุณใหญ่เค้าเคยช่วยแก้วเอาไว้ เค้าเจ็บ แก้วก็ต้องมาแสดงน้ำใจกับเค้าบ้าง"
ทแกล้วเบ้หน้า ถอนใจเซ็ง นวลขวัญเดินนำมาเคาะประตูห้องพัก

ทแกล้วเดินตามนวลขวัญเข้ามาในห้องพักฟื้นคนไข้ เห็นสลิลกำลังยกน้ำดื่มมาวางให้วายุ ก็เจ็บจี๊ด หึงหวงขึ้นมา นวลขวัญยิ้มทักทาย
"สวัสดีค่ะคุณใหญ่ ฉันกับแก้วมาเยี่ยมค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
สลิลเข้ามารับกระเช้าจากนวลขวัญไปวางที่โต๊ะมุมห้อง ทแกล้วรีบตามประกบสลิลทันที แล้วกระซิบกระซาบถาม
"หว้ามาทำอะไรที่นี่แต่เช้า"
"ก็มาดูแลคุณใหญ่น่ะสิ"
"ทำไมต้องมาดูแลเค้าด้วย"
วายุแอบเหล่ๆมองไปทางสลิลและทแกล้ว
"คุณป้าธราไม่ค่อยสบาย เลยฝากให้หว้าช่วยดูแลคุณใหญ่ให้ มีปัญหาอะไรมั้ย"
สลิลจ้องหน้าทแกล้ว ประมาณว่า ถ้ายังถามอีกมีเรื่องแน่ ทแกล้วหน้าจ๋อย น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
"ไม่มีก็ได้"
สลิลเดินกลับไปหาวายุ ทแกล้วตามประกบไม่ห่าง สลิลเหล่รำคาญเล็กน้อย ทแกล้วทำเป็น
ไม่สนใจ อยากทำให้วายุเห็นว่าเขากับสลิลสนิทกัน วายุอมยิ้มรู้ว่า ทแกล้วหึงสลิลจึงแกล้งดันโต๊ะอาหารล้อเลื่อนออก
"อ้าว คุณใหญ่ไม่ทานแล้วเหรอคะ"
"ฉันอิ่มแล้ว"
สลิลเลื่อนโต๊ะอาหารล้อเลื่อนออกไปเก็บยังมุมห้อง นวลขวัญเกรงใจ
"ฉันมารบกวนรึเปล่าคะ"
"ไม่หรอกครับ ต้องขอบคุณคุณขวัญ กับคุณแก้วมากกว่าที่อุตส่าห์มาเยี่ยม"
ทแกล้วแอบทำหน้าเซ็งๆหึงหวงสลิลด้วย
"ความจริงฉันตั้งใจจะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะค่ะ แต่งานที่ไร่ยุ่งมาก"
ทแกล้วพูดขึ้นมาลอยๆ

"อุบัติเหตุหรือฆาตกรรมอำพรางกันแน่"

วายุหน้าเสียไปนิดนึง สลิลหยิกแขนทแกล้ว นวลขวัญจ้องน้องชายด้วยสายตาดุๆ แม้หน้าจะจ๋อย แต่ก็ยังจะแถ
"แก้วพูดอะไรผิด ก็มันมีเค้าจริงๆ นี่ คุณใหญ่กับคุณน้อยทะเลาะกันเรื่องไร่วายุกูลอยู่ไม่ใช่เหรอะ มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณน้อยอยากให้คุณใหญ่ตาย ไร่จะได้ตกไปเป็นของตัวเอง"
วายุหน้านิ่งเครียดไป เพราะลึกๆ ก็แอบคิดอย่างนี้อยู่เหมือนกัน สลิลเห็นวายุเครียด ก็รีบดุทแกล้ว
"เพ้อเจ้อน่ะแก้ว"
นวลขวัญดุทแกล้วสำทับไปอีก
"อย่าทำให้พี่ขายหน้าอีกนะแก้ว แล้วก็เลิกพูดจาใส่ร้ายคนอื่นโดยที่ไม่มีหลักฐานซะที"
ทแกล้วยังเถียงข้างๆ คูๆ
"พี่ขวัญก็พูดงี้ตลอด เรื่องบางเรื่องแค่ใช้เซนส์ก็รู้แล้ว ไม่ต้องรอหลักฐานหรอก แก้วรู้ว่าทุกคนก็คิดเหมือนแก้ว แต่ไม่อยากให้มันเป็นจริง "
วายุพูดตอบหน้านิ่ง
"แต่กับผู้ร้ายบางคน ก็จำเป็นต้องหาหลักฐานมัดตัวมันให้แน่นหนา ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา ไม่งั้น มันไม่ยอมรับผิดแน่"
สลิลและนวลขวัญเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของวายุ

ไกรกูณฑ์เดินยิ้มกริ่ม สีหน้าสบายใจออกมาพร้อมคุยโทรศัพท์มือถือ เดินตรงไปที่รถของตนที่จอดอยู่ด้านหน้าของสถานีตำรวจ
" ผมให้ปากคำเรียบร้อยแล้วนะครับแม่ ... เรียบร้อยดีครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมบอกแม่แล้วว่าพวกมัน ไม่มีหลักฐานทำอะไรผมไม่ได้หรอก อย่างดีก็ได้แค่สงสัย แค่นี้ก่อนนะครับแม่ ผมขอไปหาอะไรสนุกๆ ทำแก้เซ็งซะหน่อย"
ไกรกูณฑ์ยิ้มกวนๆ ก่อนตัดวางสาย แล้วขึ้นรถแล้วขับออกไป

ในห้องพักฟื้นโรงพยาบาล สลิลยกผลไม้มาเสิร์ฟวายุที่เตียง
"เธอไม่ต้องมานั่งเฝ้าฉันทั้งวันหรอกนะ กลับไปพักผ่อนบ้างเถอะ"
"ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรนี่คะ"
"งั้นก็กลับไปช่วยคุณลุงทำงานที่รีสอร์ต"
"คุณลุงมีคุณทิพย์ช่วยอยู่แล้วค่ะ"
"แล้วเธอมานั่งเฝ้าฉันเกือบทั้งวันอย่างนี้ไม่เบื่อบ้างรึไง"
สลิลปั้นยิ้มย้อนถามเป็นชุด
"ไม่ค่ะ คุณใหญ่รำคาญหว้าเหรอคะ หว้าจะได้กลับ แต่ก่อนหว้ากลับช่วยโทร.บอกคุณป้าธราด้วยนะคะ
เดี๋ยวคุณป้าจะหาว่าหว้าไหว้วานอะไรไม่ได้ เกิดไปฟ้องคุณลุงขึ้นมา หว้าก็โดนดุอีก"
วายุถอนใจออกมา
"เอาเถอะ เธออยากทำอะไรก็ทำ"
สลิลยิ้มเจ้าเล่ห์ ฉวยโทรศัพท์มือถือของวายุที่วางไว้ข้างเตียงมากดโทร.ออก
"เธอจะทำอะไร"
สลิลทำกวน
"ก็คุณใหญ่บอกว่าอยากทำอะไรก็ทำไงคะ"
วายุสูดหายใจลึก จ้องหน้าสลิล
เสียงมือถือสลิลดังขึ้น เธอหยิบมือถือตัวเองออกมาจากกระเป๋า ก่อนกดตัดสาย มือถือวายุ
แล้วส่งคืน
"คุณใหญ่มีเบอร์หว้าแล้ว ทีนี้มีอะไรก็โทร.ตามหว้าได้ทันทีเลยนะคะ"
"เดี๋ยวจะลบทิ้ง"
"ไม่เป็นไรค่ะ หว้ามีเบอร์คุณใหญ่แล้ว โทร.หาเองก็ได้"
สลิลยิ้มแป้นกวนหน้าตาย
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ไกรกูณฑ์เปิดประตูเข้ามาในห้อง ทุกคนแปลกใจ วายุไม่คาดคิดว่าไกรกูณฑ์จะมา
"น้อย..."
ไกรกูณฑ์เดินเข้ามายืนประชิดข้างเตียงวายุ
"คุณใหญ่ก็ดูโอเคดีนี่ครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก"
สลิลชายหางตามองเขม่นๆ ไม่ชอบไกรกูณฑ์
ไกรกูณฑ์ ยิ้มกวนพูดเหน็บเล็กน้อย
"มีพยาบาลส่วนตัวคอยเฝ้าไข้ยังงี้คงหายเร็วเป็นพิเศษ ขอบคุณคุณลูกหว้ามากนะครับที่ช่วยดูแลพี่ชายผมเป็นอย่างดี"
สลิลหน้านิ่ง แขวะกลับ
"คุณแม่คุณขอร้องให้เป็นธุระให้น่ะค่ะ ท่านไม่ค่อยสบาย แล้วคุณน้อยเป็นน้องชายคุณใหญ่แท้ๆ แต่มาเยี่ยมคุณใหญ่ช้ากว่าใครเพื่อนเลยนะคะ"
วายุช่วยพูดแก้ตัวแทนไกรกูณฑ์
"น้อยเค้าคงจะงานยุ่งน่ะ... ใช่มั้ยน้อย"
"ใช่ครับคุณใหญ่"
ไกรกูณฑ์พูดพลางหันบอกสลิล
"ผมขอคุยกับพี่ชายผมเป็นการส่วนตัวจะได้มั้ยครับ"
สลิลทำหน้าไม่พอใจที่ถูกไล่
วายุมองหน้าสลิล แววตาขอร้อง
"อยากจะกลับรีสอร์ตก็กลับได้แล้วนะ ฉันมีน้อยอยู่เป็นเพื่อนแล้ว"
"ค่ะ"
สลิลมองไกรกูณฑ์สายตาไม่เป็นมิตรนักก่อนออกไปจากห้อง
"พี่ไม่คิดเลยว่าน้อยจะมาเยี่ยมพี่"
"เราเป็นพี่น้องกันนะครับคุณใหญ่ ยังไงผมก็ต้องมาดูให้เห็นกับตา ว่าคุณใหญ่ไม่เป็นอะไรจริงๆ"
สีหน้าของไกรกูณฑ์ดูมีเลศนัย วายุแกล้งพูดหยั่งเชิ
"เห็นแล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะ ผิดหวังรึเปล่า"
ไกรกูณฑ์ตีหน้าซื่อ
"ทำไมผมจะต้องผิดหวังด้วยล่ะครับ คุณใหญ่นี่ก็พูดแปลกๆ"
วายุตีหน้าตาย
"ก็ผิดหวังที่พี่ไม่ตายน่ะสิ"
ไกรกูณฑ์ยักไหล่
"แล้วทำไมผมต้องอยากให้คุณใหญ่ตายด้วยล่ะ"
"เพราะถ้าพี่ตาย ไร่วายุกูลที่น้อยอยากได้มากก็จะเป็นของน้อยทันที"
ไกรกูณฑ์จ้องตาวายุ ตอบไปนิ่งๆ แต่เก็บความเกลียดไว้ในใจ
"ผมยอมรับว่าผมอยากได้ไร่วายุกูลจริง แต่ผมก็ไม่เลวถึงขนาดวางแผนฆ่าพี่ชายตัวเองได้หรอกนะครับ"
"พี่เชื่อน้อย เพราะถึงยังไงเราก็พี่น้องพ่อเดียวกัน น้อยคงไม่คิดอย่างนั้นกับพี่หรอก"
แม้วายุปากจะบอกว่าเชื่อ แต่ในใจเริ่มคิดหวาดระแวง ไม่ไว้ใจน้องชายคนนี้ ไกรกูณฑ์ยิ้มให้ แต่เป็นยิ้มที่แอบเหยียดอยู่ในที คิดว่าวายุโง่ที่หลงเชื่อคำพูดเขาง่ายๆ

เวลาบ่าย ภายในห้องโถง บ้านพักไร่ขวัญแก้ว กษิตนั่งเจรจาอยู่กับนวลขวัญและทแกล้ว โดยมีลูกน้องของกษิตยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ เขายื่นนามบัตรให้นวลขวัญ แนะนำตัว
"ผมกษิต เริงชัย เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับคุณไกรกูณฑ์"
นวลขวัญรับนามบัตรมาวางไว้ ไม่อ่าน ไม่มอง
"ฉันทราบค่ะ และฉันก็ทราบด้วยว่าคุณมาที่นี่ทำไม"
ทแกล้วไม่ชอบหน้า อยากจะไล่ตะเพิดกลับให้รู้แล้วรู้รอด แต่เกรงใจนวลขวัญ
"ดีครับ ผมจะได้ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา คุณต้องการเงินเท่าไหร่ถึงจะยอมขายไร่ให้ผม ถ้าจำนวนเงินไม่สูงจนเกินไปนัก ผมพอหยวนให้ได้ เราก็จะได้ตกลงซื้อขายกันเลย"
ทแกล้วทนไม่ไหว โพล่งออกมา
"เท่าไหร่ก็ไม่ขาย"
นวลขวัญหันไปปรามทแกล้ว
"เฉยๆน่ะแก้วให้พี่คุยเอง"
ทแกล้วสงบปาก แต่ทำท่าฮึดฮัด
"คุณขวัญเป็นคนแรกและคนเดียวเลยนะครับ ที่ผมยอมให้เรียกราคา"
"ฉันพอจะทราบค่ะ ว่าคุณกดราคาบังคับซื้อที่ดินจากชาวบ้านแถวนี้ยังไงบ้าง ชาวบ้านที่ขายที่ให้คุณพอไม่มีที่ดินทำกิน บางคนก็มาสมัครงานเป็นคนงานในไร่ของฉันเพราะไม่อยากย้ายไปทำมาหากินที่อื่น"
กษิตยิ้มใจเย็น
"อย่าเรียกว่าบังคับกดราคาเลยครับ ที่ดินของชาวบ้านพวกนั้น เป็นที่แปลงเล็กๆ ทำเลไม่สวยเท่าไร่ขวัญแก้ว เอามาเทียบกันไม่ได้หรอกครับ"
ทแกล้วนั่งฟัง ด้วยสีหน้าเขม่นหมั่นไส้กษิตมาก
"ฉันขอยืนยันว่ายังไงฉันก็ไม่ขายไร่นี้เด็ดขาด"
"อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธเลยครับ ลองเก็บไปคิดดูดีๆ ก่อนจะดีกว่า ตอนนี้ผมเจรจาซื้อที่ดินด้านหน้าไร่คุณอยู่ ถ้าเจ้าของเค้ายอมขาย ที่ดินแปลงนี้ของคุณก็กึ่งๆ จะเป็นที่ตาบอดนะครับ"
ทแกล้วและนวลขวัญสบตากัน สีหน้าหวั่นๆใจ
"วันนี้ถือว่าผมมาแนะนำตัวให้คุณขวัญกับคุณแก้วได้รู้จักก็แล้วกันนะครับ วันหน้าผมค่อยมาเจรจาเรื่องซื้อขายที่ดินกันใหม่"
กษิตลุกขึ้นยืน จะกลับ สองพี่น้องลุกตาม นวลขวัญผายมือไปทางประตู
"เชิญค่ะ ไม่ส่งนะคะ"
กษิตยิ้มลาอย่างใจเย็น
"ไม่เป็นไรครับ ผมมาเองได้ ก็กลับเองได้ ไม่รบกวนคุณขวัญหรอกครับ"
กษิตเดินยิ้มมั่นใจออกจากบ้านไป ลูกน้องเดินตาม
"เมื่อไหร่มันจะเลิกวุ่นวายกับพวกเราซะที"
"ก็จนกว่าเราจะขายไร่ให้มัน" นวลขวัญบอก

ทแกล้วถอนใจทิ้งตัวลงนั่งเซ็งสุดๆ

ไฟในวายุ ตอนที่ 7 (ต่อ)

กษิตเดินหน้าบึ้งตึงออกมาขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านพักไร่ขวัญแก้ว โดยมีลูกน้องเดินตามหลัง
ออกมาติดๆ
"นายจะไปบ้านไร่สายน้ำต่อเลยมั้ยครับ"
กษิตสีหน้าใช้ความคิด
"ยัง ฉันว่าหมอภูผาคงเจรจายากกว่าคุณนวลขวัญหลายเท่า ฉันคงต้องวางแผนบีบมันก่อนแล้วค่อยเข้าไปเจรจา จะได้คุยกันง่ายขึ้น"
ลูกน้องรีบเดินไปเปิดประตูให้กษิตขึ้นรถไป

บ่ายแก่ๆ บริเวณโถงบ้านพักไร่วายุกูล ธรากดวางสายโทรศัพท์สีหน้าเคร่งเครียด ไกรกูณฑ์เดินกลับเข้ามาพอดี เธอเรียกไว้
"น้อย มาคุยกับแม่ก่อน"
"มีเรื่องอะไรอีกครับ แม่หน้าเครียดจังเลย"
"แม่เพิ่งวางสายจากเลขาไอ้ใหญ่ มันโทร.มาบอกเรื่องวันนัดเซ็นสัญญาโครงการ"
ไกรกูณฑ์แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาเล็กน้อย
"เมื่อไหร่ครับ"
"อาทิตย์หน้า"
ไกรกูณฑ์ตกใจปนร้อนใจ
"งั้นเราก็ต้องเร่งกำจัดไอ้ใหญ่ให้พ้นทางให้เร็วที่สุด โครงการนี้จะได้เป็นของผมคนเดียว"
ธราเป็นกังวล
"แต่ตำรวจกำลังจับตาดูน้อยอยู่ ทำอะไรตอนนี้คงไม่สะดวก"
ไกรกูณฑ์สีหน้ามั่นใจ
"แม่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีวิธีของผม"
ธราหนักใจ อดเป็นห่วงไกรกูณฑ์ไม่ได้

เวลาเย็น สลิลถือกล่องอาหารเดินตรงมาที่รถ ภูผาที่เดินอยู่แถวนั้นหันมาเห็นก็เดินเข้ามาคุยด้วย
"เย็นแล้วจะไปไหนลูกหว้า"
สลิลมองของในมือแล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ
"เอาอาหารเย็นไปให้คุณใหญ่ค่ะ เมื่อเช้าเห็นทานข้าวโรงพยาบาลได้แค่นิดเดียว สงสัยไม่อร่อย"
"รู้สึกว่าเราจะเป็นห่วงคุณใหญ่มากเกินไปแล้วนะ"
สลิลแซวกลับไปบ้าง
"ก็น้อยกว่าตอนที่คุณลุงห่วงคุณป้าธรานิดนึง"
ภูผาขำๆ
"เดี๋ยวเถอะนะเรานี่ พูดจายอกย้อน"
สลิลยิ้มหน้าเป็น แล้วเดินขึ้นรถไป
"หว้าไปนะคะ เดี๋ยวคุณใหญ่จะรอนาน"
ภูผาจับประตูรถไว้ เป็นห่วง
"เดี๋ยวก่อนลูกหว้า จะมืดแล้ว ลุงว่าให้เจ้าเข็มไปเป็นเพื่อนดีกว่า"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ หว้าจะรีบไป รีบกลับ อยู่ไม่นานหรอกค่ะ"
"งั้นก็ตามใจ"
"หว้าไปนะคะ"
ภูผายืนมองท้ายรถของสลิลจนลับตาไป รู้สึกเป็นห่วงอยู่ลึกๆ ในใจ

สลิลขับรถมาตามทาง เหลือบมองกล่องใส่อาหารที่วางอยู่บนเบาะข้างตัวเป็นระยะๆ แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเอง ไม่คาดคิดมีรถคันหนึ่งขับมาปาดหน้ารถของสลิลในระยะประชิด เธอเบรกกะทันหันจนหน้าทิ่ม...กล่องอาหารตกจากเบาะ แตกกระจาย เธอโกรธ หันมองรถที่จอดขวางหน้าอยู่ เธอลงจากรถ หมายจะเอาเรื่องเต็มที่
ไม่คาดคิด...คนร้ายใส่หมวกไหมพรมพรางหน้าไว้ ลงจากรถมาจับสลิลโป๊ะยาสลบ เธอดิ้นรนต่อสู้ไปมาครู่หนึ่งแล้วสลบไป คนร้ายลากสลิลขึ้นรถ อุศเรนซึ่งสวมหมวกอำพรางตัวเองรีบขับรถขึ้นไปบนเขาทันที

ภายในห้องพักฟื้น วายุกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจอยู่บนเตียง โทรศัพท์มือถือดังขัดขึ้น วายุดูเบอร์โชว์ เห็นชื่อ “ลูกหว้า” เขากดรับ ทำเสียงรำคาญแต่ก็แอบดีใจ
"มีธุระอะไรกับฉันอีก"
"ตอนนี้นังลูกหว้าอยู่กับฉัน" เสียงอุศเรนดังเข้ามา
วายุสีหน้าตกใจมาก
"ว่าอะไรนะ"
บ้านร้างบนเขา เป็นบ้านไม้เก่าๆ สภาพทรุดโทรม อุศเรนสวมหมวกไหมพรมอยู่ แต่รั้งขึ้นเปิดหน้า ยืนคุยโทรศัพท์มือถือด้วยเครื่องของสลิล แต่เธอยังสลบอยู่มุมห้องถูกจับมัดมือไพล่เอาไว้
" ถ้าไม่อยากให้นังลูกหว้าตายก็รีบมาช่วยมันเดี๋ยวนี้เลย"
วายุตกใจ แต่ก็ตั้งสติได้
"ฉันจำเสียงแกได้ อย่าคิดว่าฉันจะโง่ ให้แกหลอกซ้ำสองเลย"
"อย่าบอกนะว่า แกไม่ได้เมมฯเบอร์นังนี่เอาไว้ โอเค สรุปว่าแกจะไม่มาใช่มั้ย งั้นก็เตรียมรับศพนังลูกหว้าได้เลย "
อุศเรนมองสลิลแววตาโหดๆ ก่อนกดตัดสายไป
"ฮัลโหลๆ"
อุศเรน เดินมาเชยคางสลิลขึ้นดูหน้าและขำๆ หัวเราะอย่างดูถูก
"พี่น้องตระกูลนี้สเป็กเดียวกันเลย ชอบสาวชาวไร่ชาวดอย"
โทรศัพท์มือถือสลิลดังขึ้น เบอร์โชว์ขึ้นชื่อวายุ อุศเรนแสยะยิ้ม ก่อนกดรับ คุยมือถือ
"ตกลงเชื่อได้แล้วเหรอะว่ามันอยู่กับฉัน บางทีฉันอาจจะขโมยโทรศัพท์มันมาก็ได้"
"แกไม่ต้องมาโยกโย้ แกจับลูกหว้าไปไว้ที่ไหน"
วายุฟังปลายสายอย่างตั้งใจ
"เดินออกมาจากห้องเงียบๆ ตามทางที่ฉันบอก อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด"
"แกเป็นใคร แล้วจะให้ฉันไปไหน"
" ถ้าอยากช่วยผู้หญิงคนนี้ก็ทำตามที่ฉันบอก ไม่ต้องสงสัยมาก เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ เดี๋ยวจะผิดสังเกต"
วายุจำใจต้องทำตามที่อุศเรนสั่ง เดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้า

เขาเปลี่ยนเสื้อกางเกงเดินกระเผลกๆ มาตามทางเดิน วายุถือโทรศัพท์แนบหูเอาไว้ฟังคำสั่ง
"เดินไปทางบันไดหนีไฟ"
วายุเดินกระเผลกๆ ลงบันไดหนีไฟไป พลางเหลียวหลังกลับมามอง เหมือนมีคนตามหลังมา
" อย่าคิดขอความช่วยเหลือจากใครเด็ดขาด มีคนของฉันจับตามองแกอยู่ตลอดเวลา"
" แล้วจะให้ฉันเดินลงไปชั้นไหน"
" หาทางหลบ รปภ. ไปที่ประตูหลังโรงพยาบาลให้ได้ มีรถมารอรับแกอยู่ที่นั่น อย่าคิดตุกติกเรียกตำรวจเป็นอันขาด ไม่งั้นนังนี่ตายแน่"
วายุจำใจเดินลงบันไดหนีไฟไปตามคำสั่ง

วายุถือโทรศัพท์แนบหู เดินมาถึงประตูด้านหลังโรงพยาบาล ดูเงียบๆ ไม่มีคนเดินผ่าน เขาเห็นรถจอดอยู่ด้านนอกคันหนึ่ง เขามองอย่างลังเลว่า ใช่คันนี้หรือเปล่าที่มารอรับ ไม่คาคคิดมีคนร้าย 2 ฟาดท้ายทอยวายุจนเสียหลักแล้วโดนโปะยาสลบลากขึ้นรถไป คนขับรถรีบขับรถออกไปอย่างเร็ว

รถของทแกล้วขับมาตามทาง มุ่งหน้าไปบ้านไร่สายน้ำ แต่เขาเห็นรถของรีสอร์ตที่สลิลใช้ประจำจอดอยู่ข้างทาง ทแกล้วรีบจอดรถลงไปดูด้วยความแปลกใจ เมื่อเปิดประตูรถออก เห็นกล่องอาหารหกเละเทอะอยู่ในรถ
เขากวาดตามองหา แต่ไม่เห็นใคร จึงตัดสินใจโทร.หาสลิล
ทแกล้วรอสายครู่หนึ่ง แล้วบ่นๆ
"ทำไมไม่รับสายล่ะหว้า"
เขาลองโทร.ไปหาภูผา
"คุณลุงครับ ลูกหว้าอยู่ที่รีสอร์ตรึเปล่าครับ"
ภูผายืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่รีสอร์ต
"ไม่อยู่หรอก ลูกหว้าเอาอาหารเย็นไปให้คุณใหญ่ที่โรงพยาบาลพักใหญ่แล้วล่ะ"
เขาเหลือบมองกล่องอาหารในรถอีกครั้ง หน้าเสีย รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับสลิลแน่นอน
"ผมว่าเกิดเรื่องกับลูกหว้าแล้วล่ะครับ ผมเจอรถของหว้าจอดทิ้งอยู่ข้างทาง คุณลุงลองโทร.ถาม
คุณใหญ่ให้แน่ใจอีกทีดีกว่าครับว่า ลูกหว้าไปถึงโรงพยาบาลรึยัง ผมจะรีบเข้าไปหาคุณลุงที่รีสอร์ตเดี๋ยวนี้เลย"
ทแกล้วกดวางสาย แล้วรีบกลับขึ้นรถ ขับออกไปด้วยความเป็นห่วงสลิลมาก

ภูผา สีหน้าตกใจมากเมื่อทราบข่าว รับฟังปลายสายด้วยสีหน้ากังวลมาก

"คุณใหญ่หายไปจากโรงพยาบาลเหรอครับ"

ภายในบ้านร้างบนเขา สลิล สะลึมสะลือฟื้นขึ้นมา สายตาพร่ามัว กวาดตามองไปรอบๆ เห็นเป็นบ้านร้างเก่าๆ ทรุดโทรม เธอตกใจมาก ที่พบว่าตัวเองถูกจับมัดมือไพล่หลังไว้ เธอพยายามพยุงตัวจะลุกขึ้นแต่เซไปชนผนังห้องเล็กน้อย อุศเรนยืนคุยกับคนร้าย1ที่หน้าบ้าน
"แกดูต้นทางไว้ก่อน"
คนร้าย1พยักหน้ารับ
อุศเรนดึงหมวกไหมพรมที่สวมหัวไว้ลงมาปิดหน้า ก่อนจะเดินไปหาสลิล เธอถอยหนีด้วยความตกใจ อุศเรนดัดเสียงโหด
"ฟื้นแล้วเหรอะ"
"แกเป็นใคร จับฉันมาทำไม"
"เดี๋ยวก็รู้ ตอนนี้นั่งนิ่งๆ ใจเย็นๆ รอต้อนรับฮีโร่ที่จะมาช่วยแกจะดีกว่า"
"แกหมายถึงใคร"
"ก็คนที่มันห่วงแกมากกว่าชีวิตของตัวเองยังไงล่ะ"
อุศเรนพูดพลางขำเยาะหยัน
"ไม่มีใครห่วงฉันมากถึงขนาดนั้นหรอก ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ปล่อยฉัน...ปล่อยฉัน... ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย..."
"เสียแรงเปล่า ที่นี่อยู่บนเขา ไม่ใครได้ยินเสียงแกหรอก"
อุศเรนหัวเราะเยาะอย่างสะใจ สลิลไม่ฟัง พยายามแหกปากตะโกน
"ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย"
อุศเรนจับตัวสลิลอัดติดข้างฝา ตวาด แล้วบีบคางจนหน้าเชิดร้องไม่ออก
"หุบปาก...หนวกหู"

ทแกล้วขับรถมุ่งหน้าไปบ้านไร่สายน้ำรีสอร์ตอย่างเร็ว ด้วยความร้อนใจเป็นห่วงสลิลมาก ความรีบทำให้ทแกล้วแซงซ้ายป่ายขวา มีรถอีกคันวิ่งตามหลังมาด้วยความเร็ว ทแกล้วจะเบียดเข้าเลนเดิม อีกคันไม่ลดความเร็วให้ จนเกือบจะชนต้องเบรกปัดเข้าข้างทางทั้งคู่
ทแกล้วรู้สึกผิดรีบกดกระจกลงพร้อมยกมือขอโทษพร้อมๆ กับคนขับรถอีกคันกดกระจกหน้าต่างด่ามา
" โทษทีครับ"
คนร้าย2 ตะโกนด่า
"จะรีบไปตายรึไงวะ"
ทแกล้วจ๋อยไป แต่แว่บหนึ่งของสายตาที่มองรอดเข้าไปในรถคันนั้นเห็นวายุหมดสติคอพับอยู่เบาะหลังข้างคนร้าย 2 ทแกล้วอึ้งไป ก่อนที่รถคนร้ายจะปิดกระจกแล้วรีบขับนำออกไป
ทแกล้วรีบกดโทรศัพท์มือถือหาภูผา
"คุณลุงครับผมเห็นคุณใหญ่นั่งรถไปกับใครก็ไม่รู้ ขึ้นไปบนเขา ดูเหมือนคุณใหญ่จะไม่ได้สตินะครับ ผมว่ามันชักจะยังไงๆ แล้วนะครับคุณลุง"
ภูผาคุยโทรศัพท์มือถือ สีหน้าร้อนใจเป็นห่วงอยู่ที่บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต
"แก้วรีบตามรถคันนั้นไปเลยนะ เดี๋ยวลุงจะโทร.หาตำรวจก่อน"
"แล้วลูกหว้าล่ะครับ"
"ลุงมั่นใจว่าลูกหว้าจะต้องอยู่ที่เดียวกับที่มันพาคุณใหญ่ไปแน่ๆ"
ภูผาสีหน้ามั่นใจมาก

วายุถูกจับโยนลงไปตรงหน้าสลิล เขาถูกมัดมือไพล่หลังและหมดสติอยู่ เธอตกใจมาก
"คุณใหญ่"
อุศเรนที่ใส่หมวกไหมพรมปิดหน้าไว้อย่างมิดชิด เอาถังน้ำมาสาดน้ำใส่วายุเพื่อปลุกให้ฟื้น คนร้ายคนหนึ่งดูต้นทางอยู่ที่ประตูทางเข้า คนร้ายอีกคนยืนประกบวายุอยู่ไม่ห่างนัก
วายุค่อยๆ ลืมตาขึ้น เจ็บไปทั้งตัว เขาเงยหน้าขึ้นมองสลิล
"ลูกหว้า พวกมันทำอะไรเธอรึเปล่า"
สลิลขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
"ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แล้วคุณใหญ่ล่ะคะ ถูกพวกมันจับตัวมาได้ยังไง"
วายุกำลังจะตอบ แต่อุศเรนพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน
"เป็นห่วงกันเหลือเกินนะ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่จับนังนี่ มาเป็นเหยื่อล่อ"
วายุเค้นเสียงถาม
"ใครใช้แกมา แกต้องการอะไร"
อุศเรนเสียงเหี้ยม
"ก็ต้องการชีวิตแกยังไงล่ะ ไม่น่าถาม"
"งั้นแกก็ฆ่าฉันได้เลย แล้วก็ปล่อยลูกหว้าไปซะ เค้าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"
อุศเรนขำๆ ชักปืนออกมา สลิลหน้าซีดเผือดเป็นห่วงความปลอดภัยของวายุ

ทแกล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังคนร้าย1 ที่เฝ้าประตูทางเข้าด้านหน้าอยู่ แล้วใช้ไม้ฟาดด้านหลัง
อย่างแรง จนคนร้าย1 สลบไป เขาดึงปืนออกมาจากเอวของคนร้าย แล้วรีบมาแอบข้างบ้านร้าง หาจังหวะจะเข้าไปช่วยสลิลและวายุ

ภายในบ้านร้าง อุศเรนเล็งปืนไปทางสลิล
"อย่าทำอะไรเธอนะ เธอไม่เกี่ยวอะไรด้วย คนที่แกต้องการชีวิตคือฉัน ไม่ใช่เธอ" วายุบอก
"แล้วใครว่าฉันจะฆ่านังนี่ล่ะ"
อุศเรนพยักหน้าให้คนร้ายอีกคน คนร้าย 2 ใส่ถุงมือหยิบปืนอีกกระบอกออกมา เดินเข้าหาวายุที่หันมองงงๆ อุศเรนเดินไปประชิดสลิล ล็อกตัวเอาปืนจ่อ สั่งวายุ
"ยิงตัวตายซะ"
สลิลตกใจ รีบห้าม
"อย่าทำตามมันนะคะคุณใหญ่ มันต้องการสร้างสถานการณ์ให้คิดว่าคุณใหญ่ฆ่าตัวตาย"
อุศเรนขำๆ
"ฉลาดสมกับเป็นคนรักคุณใหญ่จริงๆ"
วายุและสลิลสบตากันเล็กน้อย
"ฉันถูกจับมัดอยู่ยังงี้แล้วจะเอามือที่ไหนจับปืน"
อุศเรนยิ้มแบบรู้ทัน
"ใจเย็นๆ สิ แต่อย่าคิดตุกติกเป็นอันขาด ไม่งั้นนังนี่ไม่รอดแน่ โป้งเดียวสมองกระจุย"
"คุณใหญ่ตายแล้วคิดเหรอะว่ามันจะปล่อยหว้าไป ดีไม่ดีมันจะใช้ปืนในมือคุณใหญ่ยิงหว้าซ้ำ แล้วเบี่ยงเบนประเด็นว่าเราฆ่ากันตายเพราะเรื่องชู้สาว"
อุศเรนรำคาญ
"พูดมากนักนะมึง"
อุศเรนหลังมือด้วยกระบอกปืน ตบสลิลจนหน้าหันล้มคว่ำ เลือดกลบปาก วายุเหลืออดเอาหัวกระแทกคนร้าย 2 จนล้มหงาย แล้วพุ่งตัวเข้าใส่อุศเรนจนเสียหลักล้มไปกระแทกผนังห้อง คนร้าย2 ลุกขึ้นได้ หยิบปืนเล็งใส่วายุ
เสียงปืนลั่นเปรี้ยง ไม่คาดคิดร่างคนร้าย2 ร่วงลงกองกับพื้น ทแกล้วยิงคนร้าย2 ตายคาที่ อุศเรนเห็นท่าไม่ดี ก็เล็งปืนใส่วายุ สลิลเหลือบตาเห็นพอดี
"คุณใหญ่ระวัง"
สลิลพุ่งตัวกระแทกใหญ่ให้พ้นวิถีกระสุน เสี้ยวนาทีนั้น ทแกล้วพุ่งตัวลอยมาขวางทางกระสุนพร้อมยิงปืนใส่อุศเรนที่คลาดกับลูกกระสุนไปได้ แต่ทแกล้วโดนเต็มๆ ร่างร่วงลงกองกับพื้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
ภูผาพาตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุพอดี ตำรวจบางส่วนไล่ล่าอุศเรนไป สลิลวิ่งเข้ามาดูทแกล้ว
"แก้ว...เป็นไงบ้าง"
ตำรวจเข้ามาช่วยแก้มัดวายุและสลิล ภูผารีบเข้ามาดูอาการทแกล้วแล้วรีบทำการห้ามเลือด ทแกล้วเผยอตามองสลิลอย่างอ่อนแรงก่อนหลับตาไป
สลิลร้องลั่น น้ำตาท่วมด้วยความตกใจ

"แก้ว"

เวลาหัวค่ำ ภายในห้องพักโรงแรม ไกรกูณฑ์โกรธจัดบอก
"ทำงานประสาอะไรวะ ไม่เห็นเคยสำเร็จเลยซักครั้งเดียว"
อุศเรนหน้าตาเซ็งๆ เบื่อหน่าย ละเวงหลบฟังอยู่ในห้องน้ำ
"คราวนี้คนของเรายังโดนจับตัวไปได้อีก แกจัดการปิดปากมันให้สนิทเลยนะ อย่าให้มันซัดทอดอะไรมาถึงฉันได้เด็ดขาด ไม่งั้นคนที่ตายจะเป็นแก"
ไกรกูณฑ์ชี้หน้าอย่างอาฆาต อุศเรนเหลืออด
"คุณเองก็พลาดเหมือนกัน ถ้าคุณยอมให้ผมลงมือ ไอ้ใหญ่มันตกเหวตายไปแล้ว"
ไกรกูณฑ์เลือดขึ้นหน้าเมื่อถูกย้อน เข้าไปกระชากคอเสื้ออุศเรน
"แกมีหน้าที่ทำตามคำสั่งฉันเท่านั้น อย่ามาทำปากดีพูดจายอกย้อนฉัน"
ไกรกูณฑ์ผลักอุศเรนจนหงายไป อุศเรนจะเข้าไปเอาคืนไกรกูณฑ์บ้าง ละเวงรีบออกจากห้องน้ำเข้าไปขวางได้ทัน ทำหน้าดุใส่อุศเรน ก่อนหันไปปั้นยิ้มให้ไกรกูณฑ์
"ทำไมเธอยังอยู่ที่นี่อีก ฉันสั่งให้เธอกลับกรุงเทพไป ทำไมไม่กลับ"
ละเวงแอบส่งสายตาให้อุศเรนหลบไปก่อน ละเวงอ้อน เข้าไปเกาะแกะ
"ละเวงอยากอยู่ช่วยงานคุณน้อยนี่คะ"
ไกรกูณฑ์ผลักละเวงออกไป
"กี่ครั้งแล้วที่น้องชายเธอทำงานพลาด เธอยังคิดว่าจะช่วยงานฉันได้อีกเหรอะ รู้มั้ยว่าเราเหลือเวลาอีกแค่อาทิตย์เดียว จะต้องเซ็นสัญญาโปรเจ็กร่วมทุนยักษ์ใหญ่ของบริษัทแล้ว ถ้าฉันไม่ได้คุมโปรเจ็กนี้ ฉันจะยิ่งถูก
ไอ้ใหญ่มันเหยียบจมดิน"
" ไอ้ใหญ่มันไม่โชคดีไปได้ตลอดหรอกค่ะ ภายใน 7 วันนี้ล่ะค่ะ จะต้องเป็นวันตายของมัน"
ลงเวงพูดพลางซบอกไกรกูณฑ์
ไกรกูณฑ์ถอนใจพร้อมทิ้งศีรษะพิงไปกับโซฟา เหนื่อยล้ากายใจเพราะล้มเหลวมาหลายครั้งแล้ว

หน้าห้องผ่าตัด...วายุนั่งหน้าเศร้า รู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นเดือนร้อนไปหมด สลิลเดินวนไปวนมาด้วยความเป็นห่วงทแกล้ว ภูผาเดินเข้ามาตบไหล่สลิลเบาๆ ให้กำลังใจ
"ทำใจให้สบายเถอะ ลุงเชื่อว่าแก้วจะต้องปลอดภัย"
สลิลสบตาภูผา น้ำตาคลอ
"แก้วต้องมาเจ็บตัวเพราะช่วยหว้าแท้ๆ เลย"
ภูผาบีบไหล่สลิลเบาๆ สลิลซับน้ำตาออก
"คุณลุงโทร.บอกคุณป้าธรารึยังคะว่าเกิดเรื่องกับคุณใหญ่"
"คุณใหญ่ไม่ให้บอก กลัวคุณธราจะตกใจ แต่ก็คงปิดได้ไม่นานหรอกเรื่องใหญ่ขนาดนี้ หว้าไปคุยเป็นเพื่อนคุณใหญ่ก่อนเถอะ ท่าทางคงรู้สึกผิดไม่ต่าง จากหว้าหรอก เดี๋ยวลุงไปซื้อน้ำมาให้"
สลิลมองไปทางวายุ เป็นห่วงเช่นกัน
"ค่ะคุณลุง"
สลิลเดินเข้าไปนั่งข้างๆ วายุ ขณะที่ภูผาเดินเลี่ยงออกไป
"คุณใหญ่ไปพักที่ห้องก่อนดีมั้ยคะ คุณใหญ่เองก็ยังไม่หายดีเลย"
"ฉันจะรอจนกว่าแก้วจะปลอดภัย ที่เค้าต้องเจ็บตัวก็เพราะฉันเป็นต้นเหตุ เธอเองก็เกือบตายเพราะฉันเหมือนกัน ฉันขอโทษจริงๆนะ"
สลิลปั้นยิ้ม สร้างบรรยากาศ
"ก็แค่เกือบตาย แต่ยังไม่ตายซะหน่อย คุณใหญ่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกค่ะ"
นวลขวัญวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาที่หน้าห้องผ่าตัด สลิลรีบผละจากวายุไปรับหน้านวลขวัญ
"แก้วเป็นยังไงบ้างหว้า แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแก้วถึงได้ถูกยิง"
วายุมองนวลขวัญ รู้สึกผิด สลิลหน้าเสีย
"เรื่องมันยาวค่ะพี่ขวัญ"
ทันใดนั้น หมอออกมาจากห้องผ่าตัดพอดี นวลขวัญร้อนใจรีบเข้าไปถามหมอ
"น้องชายฉันเป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ"
"ปลอดภัยแล้วครับ"
ทุกคนโล่งอก
"ตอนนี้ยังสลบอยู่เพราะฤทธิ์ยา แต่วางใจได้ครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง"
หมอยิ้มใจเย็นให้ทุกคน นวลขวัญกอดกับสลิลเอาไว้อย่างหมดห่วง วายุยิ้มบางๆ ก่อนลุกขึ้นเดินไปด้วยสีหน้าเครียดๆ ยังตัดความรู้สึกผิดออกไปจากใจไม่ได้อยู่ดี สลิลจับตามองตามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

ตอนกลางคืน ภูผาเดินโอบไหล่หลานสาวเข้ามายังโถงบ้านพัก
"วันนี้ลุงใจหายใจคว่ำหมดเลย นึกว่าจะเสียหลานสาวสุดที่รักไปซะแล้ว"
"โชคดีที่แก้วตามไปช่วยทันนะคะ ไม่งั้นหว้ากับคุณใหญ่ไม่รอดแน่ หว้าอยากรู้จริงๆ ว่าพวกมันเป็นใคร
แค้นอะไรคุณใหญ่นักหนา ถึงตามล้างตามผลาญคุณใหญ่ไม่เลิกยังงี้"
"ตำรวจจับคนร้ายไปได้คนนึง คงจะสาวถึงตัวคนบงการได้ไม่ยากหรอก"
"ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ เถอะค่ะ จะได้หมดเรื่องร้ายๆ กับคุณใหญ่ซะที"

ภูผาแอบชำเลืองมองสีหน้าแววตาหลานสาว ก็พออ่านออก ว่าหลานสาวต้องแอบรู้สึกพิเศษกับวายุอยู่แน่ๆ ถึงเป็นห่วงเป็นใยมาก ได้แต่แอบอมยิ้มออกมาบางๆ

ภายในโถงบ้านพักไร่วายุกูล ธราแววตาเคียดแค้นชิงชังสุดๆ กำลังจ้องมองรูปถ่ายครอบครัวของชาตรี ดวงดาวและวายุในวัยเด็กที่ตั้งโชว์อยู่ที่ห้องรับแขก ธราพุ่งมองไปที่รูปของดวงดาวพร้อมพูด
"ไอ้ใหญ่มันจะไม่โชคดีอย่างนี้ไปตลอดหรอก ฉันจะต้องส่งมันไปอยู่กับแกให้ได้ ฉันเกลียดมันพอๆ กับที่ฉันเกลียดแก"
ธราหันจะเดินออกไป แต่ก็ต้องชะงักเพราะเห็นไกรกูณฑ์ที่มายืนอยู่ด้านหลัง ไกรกูณฑ์สีหน้าเหนื่อยล้า ผิดหวังที่จัดการวายุไม่สำเร็จสักที ยิ่งมาเห็นแม่ทุกข์ทรมานใจอย่างนี้ ก็ยิ่งกดดันตัวเองมากขึ้น
ธราจ้องลูกชายตาแข็งถาม
"พลาดเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วน้อย คิดจะเป็นไอ้ขี้แพ้ไปตลอดชาติรึไง"
ไกรกูณฑ์ขบกรามแน่นข่มความเจ็บปวด ที่ถูกแม่ตอกย้ำซ้ำเติม
"เรามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้วนะน้อย แม่ต้องกำจัดไอ้ใหญ่ให้ได้เร็วที่สุด"
ไกรกูณฑ์ดูเหนื่อยล้า ห่อเหี่ยว
"ผมเหนื่อยแล้วนะครับแม่"
ธราชะงักไปเล็กน้อย เปลี่ยนท่าที หันมาจับประคองมองหน้าลูกอย่างรักมาก
"เหนื่อยไม่ได้นะน้อย ที่แม่พยายามทำทุกอย่างก็เพื่อให้น้อยของแม่ได้ขึ้นมาเป็นที่หนึ่งแทนไอ้ใหญ่ให้ได้"
ไกรกูณฑ์จับมือแม่ไว้
"ถ้าผมบอกแม่ว่า ผมไม่อยากเป็นที่หนึ่งแล้วล่ะครับ"
ธราไม่พอใจมาก ตวาดเสียงดัง
"ไม่ได้นะน้อย น้อยต้องเป็นที่หนึ่งเท่านั้น น้อยจะยอมให้ไอ้ลูกเมียเก็บนั่นมาดีเด่นเกินหน้าเกินตาน้อยได้ยังไง เพราะน้อยอ่อนแอ ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทำตัวไม่ได้เรื่องอย่างนี้ไง พ่อถึงไม่รักน้อย รักแต่ไอ้ใหญ่มันคนเดียว"
"แต่ตอนนี้พ่อก็ไม่อยู่แล้ว"
ธราพูดสวนออกมาทันที
"ถึงพ่อจะตายไปแล้ว แต่แม่ก็ยังอยากเห็นน้อยเอาชนะไอ้ใหญ่ให้ได้อยู่ดี"
ธราสีหน้าเศร้าลง น้ำตารื้น แล้วบีบน้ำตา
"น้อยไม่รักแม่แล้วใช่มั้ย น้อยถึงไม่อยากเห็นแม่มีความสุข จริงๆแล้วไม่มีใครรักแม่เลย แม้แต่น้อย"
ไกรกูณฑ์หน้าเสีย รีบเข้าไปกอดปลอบแม่
"ผมรักแม่นะครับ เรามีกันอยู่แค่สองคน ผมจะไม่รักแม่ได้ยังไง ผมจะทำทุกอย่างตามที่แม่ต้องการ ผมจะต้องเป็นที่หนึ่ง ให้แม่ภูมิใจให้ได้" ไกรกูณฑ์พูดพลางน้ำตาคลอ
ธรากอดไกรกูณฑ์ ลูบหัวลูบหลัง ยิ้มพอใจ
"ดีมากจ้ะลูกรักของแม่ น้อยต้องไม่ทำให้แม่ผิดหวังนะลูก"
ไกรกูณฑ์มองเลยไปที่รูปชาตรี ดวงดาวและวายุ สีหน้ารู้สึกเกลียดชังไปตามที่ธราพูดกรอกหูมา
ตลอดชีวิต

โรงพยาบาลตอนสายวันใหม่ ที่ห้องพักฟื้นของทแกล้ว สลิลยืนคุยเยี่ยมไข้อยู่ข้างเตียง
"เป็นไงบ้าง"
ทแกล้วแกล้งตอบกวนไป
"ก็เจ็บน่ะสิถามได้"
"ปากดียังงี้ แสดงว่าไม่เป็นอะไรมาก ไปเยี่ยมคุณใหญ่ดีกว่า"
สลิลแกล้งทำท่าจะเดินไป ทแกล้วหน้างอน รีบเรียกไว้
"หว้า"
"ยังไม่ไปหรอกย่ะ ใครจะทิ้งผู้มีพระคุณช่วยชีวิตไปได้ล่ะจ๊ะ"
"กตัญญูรู้คุณยังเงี้ยเจริญ"
สลิลเหยียดปากใส่ ทแกล้วยิ้มปลื้มๆ
"นี่หว้าเป็นห่วงแก้วมากกว่าคุณใหญ่ใช่มั้ย ถึงได้มาเยี่ยมแก้วก่อน"
สลิลรีบแก้ไปเนียนๆ
"หว้าจะเห็นเค้าสำคัญกว่าแก้วได้ยังไง พูดแปลกๆ ขอบใจแก้วมากนะ ถ้าเมื่อวานไม่ได้แก้วช่วยไว้ หว้ากับคุณใหญ่ก็คงจะตายอยู่บนเขานั่นแล้ว"
ทแกล้วจ้องตาสลิล
"แก้วไม่มีวันยอมปล่อยให้หว้าเป็นอันตรายอยู่แล้วล่ะ หว้าก็รู้ว่าเพราะอะไร"
สลิลหลบสายตาเล็กน้อย ทแกล้วตัดสินใจพูดออกมา
"แก้วรักหว้า"
สลิลหยุดกึก นึกไม่ถึงว่าทแกล้วจะกล้าพูด เธอเหลือบตากลับมามองหน้า ทแกล้วบีบมือสลิลที่จับมือตนเอาไว้
"รักมาก รักมานานแล้วด้วย แก้วรู้ว่า หว้ารู้ใจแก้วมาตลอด แต่หว้าทำเป็นไม่รู้ ไม่เข้าใจ"
สลิลตัดสินใจพูดออกมากลายๆ
"ใครจะอยากทำร้ายจิตใจเพื่อนล่ะแก้ว"
ทแกล้วนิ่งสนิท
"หว้าไม่อยาก..."
ทแกล้วรีบปล่อยมือสลิล พูดตัดบทก่อนขยับตัวนอนเอียงข้างหลับตาไป
"พอแล้วหว้า แก้วไม่สบาย แก้วยังต้องการกำลังใจ"
สลิลเงียบไป สีหน้ารู้สึกผิดแต่ทำไงได้ก็ไม่รักคิดแค่เพื่อน เธอมองทแกล้วด้วยความเห็นใจก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้องพักผู้ป่วยเงียบๆ ทแกล้วเผยอตามองตามไป ด้วยสีหน้าเศร้าๆ ซึมๆ ผิดหวัง

พยาบาลกำลังเปลี่ยนชื่อคนไข้อยู่ที่หน้าห้องพักฟื้นอยู่ สลิลเดินเข้ามาหาสีหน้าสงสัย พยาบาลยิ้มแย้มถาม
"มาเยี่ยมคุณวายุเหรอคะ"
"ค่ะ"
"คนไข้กลับบ้านไปแล้วล่ะค่ะ เพิ่งกลับไปเมื่อซักครู่นี่เอง"
สลิลสงสัย
"คุณวายุยังไม่หายดีเลยนี่คะ"
"คุณหมอก็ยังอยากให้พักรักษาตัวต่อค่ะ แต่คนไข้ไม่ยอมบอกต้องรีบกลับกรุงเทพค่ะ"
สลิลใจหายวูบไป อดถามไม่ได้ด้วยความอยากรู้
"คุณวายุจะกลับกรุงเทพวันนี้เลยเหรอคะ"
"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ"
"ขอโทษค่ะ ขอบคุณนะคะ"
สลิลเดินเลี่ยงกลับออกไป สีหน้านิ่งๆซึมๆไป

ธราประคองวายุนั่งลงที่โซฟาในห้องโถงของไร่วายุกูล เธอมีสีหน้าแปลกใจที่วายุกลับมาบ้าน
"ใหญ่ออกจากโรงพยาบาลมาได้ยังไง คุณหมออนุญาตแล้วเหรอะ"
"ผมเป็นคนขอร้องคุณหมอขอออกมาเองล่ะครับคุณท่าน ผมไม่อยากนอนโรงพยาบาลนานๆ"
ไกรกูณฑ์เดินออกมาจากด้านใน เห็นวายุกลับมาบ้านก็แปลกใจ เดินเข้ามาหา
"นั่งๆ นอนๆ อยู่โรงพยาบาลให้คุณลูกหว้าคอยดูแลก็ดีอยู่แล้วนี่คุณใหญ่ ไม่เห็นต้องรีบร้อนออกมาเลย"
วายุตอบอย่างใจเย็น ไม่ถือสา
"พี่ห่วงงานที่กรุงเทพ"
วายุหันไปพูดกับธรา
"คุณท่านครับ ผมโทร.ไปสั่งให้เลขาจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพของผมกับของคุณท่านแล้วนะครับ ได้ไฟล์ทวันมะรืนนะครับ"
ไกรกูณฑ์มองสบตาธรา ให้พูดรั้งวายุ
"แม่ว่าพักรักษาตัวให้หายดีก่อนดีกว่านะใหญ่ อย่าเพิ่งรีบกลับเลย ถ้าใหญ่ห่วงงานทางโน้น ก็ให้น้อยไปช่วยดูแลให้ก่อนก็ได้"
วายุหันมองไกรกูณฑ์ สีหน้าหนักใจ ไม่มั่นใจความสามารถน้องชาย ไกรกูณฑ์พูดอย่างรู้ทันสายตา ชิงพูดขึ้น
"คุณใหญ่เค้าไม่ไว้ใจผมหรอกครับแม่ ในสายตาคุณใหญ่ ผมก็เป็นแค่น้องที่ไม่เอาไหน"
วายุสบตาไกรกูณฑ์ คล้ายจะมองให้ลึกลงไปให้ถึงก้นบึ้งหัวใจ
"แล้วพี่ไว้ใจน้อยได้จริงรึเปล่าล่ะ"
ไกรกูณฑ์ร้อนตัวเล็กน้อย ทำโมโหกลบเกลื่อน
"คุณใหญ่พูดแบบนี้จะหาเรื่องผมอีกแล้วใช่มั้ย"
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของวายุก็ดังขัดขึ้น
"สวัสดีครับ..."
ธราทำสีหน้ากำราบไกรกูณฑ์เอาไว้ วายุฟังปลายสาย หน้าเครียดขึ้นเรื่อยๆ
"ครับ ครับ...ขอบคุณครับผู้กอง...ครับ"
วายุตัดสายหน้าเครียด ธราและไกรกูณฑ์ร้อนใจ ถามโพล่งพร้อมกันเลย
"ผู้กองโทร."
สองแม่ลูกต่างหันมองหน้าพร้อมกัน
วายุชำเลืองมองหน้าน้องชายที่ดูสนอกสนใจจนผิดสังเกต ไกรกูณฑ์หยุดพูด ให้แม่ถามต่อแทน
"ผู้กองโทร.มาทำไมเหรอใหญ่"
วายุไม่อยากเล่า ตอบเลี่ยงไป
"ไม่มีอะไรหรอกครับคุณท่าน เค้าแค่โทร.มารายงานความคืบหน้าเรื่องอุบัติเหตุน่ะครับ ผมขอขึ้นไปนอนพักก่อนนะครับ"
วายุชำเลืองมองไกรกูณฑ์แบบสงสัย ก่อนจะลุกเดินขึ้นชั้นบนไป

เวลาต่อเนื่องมา ณ ระเบียงหน้าบ้านพัก ไกรกูณฑ์สีหน้าเขม่นหมั่นไส้
"ไอ้ใหญ่หน้าโง่นี่มันรักคุณแม่มากเลยนะครับ ขนาดเมื่อวานมันกับนังลูกหว้าเกือบตายอยู่บนเขา มันยังไม่ยอมเล่าให้คุณแม่ฟังเลย คงกลัวคุณแม่ไม่สบายใจ"
ไกรกูณฑ์แอบมาคุยที่หน้าระเบียงบ้านเพราะกลัววายุได้ยิน
ธรายิ้มหยัน
"กว่ามันจะรู้ตัวว่าคนที่จ้องจะเอาชีวิตมัน ก็คือคนที่อยู่ใกล้ตัวมันที่สุด ก็สายเกินไปแล้ว... ไม่รู้ผู้กองโทร.มาหามันทำไม"
ไกรกูณฑ์ยิ้มตอบแม่
"ถ้าผมเดาไม่ผิด คนของเราคงเก็บลูกน้องไอ้เรน ที่ตำรวจจับตัวไปได้สำเร็จ ไม่งั้นไอ้ใหญ่คงไม่หน้าเครียดยังงั้นหรอกครับ"
ธราโล่งอก
"ขอให้เป็นจริงเถอะ"
"นี่แม่จะยอมปล่อยให้ไอ้ใหญ่มันกลับกรุงเทพไปง่ายๆ อย่างนี้เหรอครับ กลับกรุงเทพไปจะยิ่งจัดการมันยากเข้าไปใหญ่"
ธราสีหน้าเกลียดชัง
"ยอมปล่อยมันกลับไปก็โง่น่ะสิ"
"แต่มันดื้อด้านขนาดนั้น แล้วแม่จะทำยังไง"

ธราหน้านิ่งใช้ความคิด
 
จบตอนที่ 7
กำลังโหลดความคิดเห็น...