xs
xsm
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามี ตอนที่ 7

วศินนอนอยู่บนเตียง แสงแดดส่องเข้ามาในห้องเขาพลิกตัวหนีแสงที่แยงตาพอพลิกตัวมามือก่ายถูกตัวของสุรีย์ส่องที่นอนเปลือยอยู่ข้างๆ วศินตกใจที่สัมผัสได้ว่ามีคนอยู่ข้างๆ เขาลืมตาพยายามเขม้นมองเห็นสุรีย์ส่องยิ้มยั่ว

“ตื่นแล้วเหรอคะ”
วศินตกใจเด้งตัวขึ้นมา
“สุ”
วศินมองตัวเองเห็นว่าอยู่ในสภาพเปลือยทั้งคู่
“ทำไมเรา...” เขาพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
“คุณเมาอยู่ข้างถนน ฉันสงสารก็เลยเก็บมา”
วศินลุกขึ้นรีบคว้าเสื้อผ้ามาแต่งตัว
“ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น”
“ซอรี่ด้วยนะคะที่คุณเสียรู้ยัยรุ้งราย”
วศินชะงักมองสุรีย์ส่องว่ารู้ได้ยังไง
“เมื่อคืนคุณดื่มหนักไปหน่อย”
สุรีย์ส่องมองแบบเข้าใจใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น วศินอายที่ตัวเองพูดออกไป เขาเลี่ยงจะออกไป
“ถึงตอนนี้คุณจะกลับไปหาอ้าย ก็คงไม่มีประโยชน์แล้ว ยิ่งถ้ารู้ว่าคุณกับสุ...อ้ายไม่รับของมือสองต่อจากสุแน่นอน”
“ผมไม่จำเป็นต้องกลับไปหาอ้าย ผมมีความสามารถ”
“แต่ไม่มีเครดิต...” สุรีย์ส่องยิ้ม “ที่ผ่านมาคุณได้แต่เกาะชื่อเสียงของอ้าย ถ้าจะเริ่มต้นใหม่ คงต้องเริ่มจากศูนย์ แต่สุมีทางลัดให้คุณ”
วศินมอง สุรีย์ส่องนิ่งยังไม่พูดต่อ รอวศินยอม
“ผมรอฟังอยู่”
“ก็เป็นสถาปนิกของประสิทธิ์เรียลเอสเตท งานออกแบบทุกโครงการของประสิทธิ์”
วศินมองว่าเป็นไปได้เหรอ สุรีย์ส่องยิ้มอย่างมั่นใจ วศินมองอย่างตัดสินใจ

รามแต่งตัวลงมาจะออกไปที่บริษัท ชะงักที่ได้ยินเสียงโบตั๋นที่คุยโทรศัพท์อยู่
“ขอบคุณคุณประสิทธิ์มากนะคะ ที่คอยให้คำแนะนำดิฉัน”
รามขยับมายืนมองโบตั๋นที่คุยโทรศัพท์หน้าดูยิ้ม ๆ
“ทานข้าวเหรอคะ” โบตั๋นยิ้มพอใจแต่ก็ยังเล่นตัว “วันนี้ฉันมีนัดแล้วน่ะค่ะ ไว้เป็นโอกาสหน้านะคะ สวัสดีค่ะ”
โบตั๋นวางสายหันมาชะงักที่เห็นรามยืนมองอยู่
“วัยนี้ยังเล่นตัวอีกเหรอม๊า”
“พูดเรื่องอะไร”
“มีผู้ชายมาสนใจก็ดีแล้วนี่ม๊า อายุขนาดนี้ถ้าหลุดไปก็หายากแล้วนะ”
“แกอย่าพูดมั่วซั่วนะเจ้าราม ถ้าป๊าแกได้ยิน...”
“ป๊าจะดีใจด้วยซ้ำ เพราะม๊าจะได้เลิกไปวุ่นวายกับหม่อมไง”
“ยังไงก็ให้ป๊าแกรู้ไม่ได้ เดี๋ยวพวกไอ้ราพณ์มันจะเอาไปอ้างไม่ให้ม๊าได้ส่วนแบ่งมรดกของป๊าแก”
รามเข้ากอดโบตั๋น
“ผมไม่บอกป๊าหรอกครับ ม๊าเสียใจกับป๊ามาเยอะแล้ว อะไรที่ม๊าทำแล้วมีความสุข ทำเถอะครับ”
โบตั๋นกอดราม
“ขอบใจนะลูก ม๊ารักรามที่สุดเลยนะ”
“ผมก็รักม๊าครับ บนโลกนี้มีมาคนเดียวที่รักผม...”
โบตั๋นกับรามกอดกัน โบตั๋นก็รักลูกชายแต่ถูกความเห็นแก่ตัวความแค้นมีอำนาจเหนือตัวเอง

ประสิทธิ์วางโทรศัพท์หลังจากคุยกับโบตั๋น ยิ้มอย่างพอใจที่แผนที่วางไว้เป็นไปได้ด้วยดี พลางอ่านหนังสือพิมพ์ที่มีรูปของเจ้าสัวเรียวออกงาน
“ไอ้เรียว ถ้าไม่มีแกสักคน...” ประสิทธิ์แค้น
สุรีย์ส่องพาวศินเข้ามา
“พ่อคะ”
ประสิทธิ์หันมาเห็นวศิน
“วศิน...นี่ลูกพามันเข้ามาบ้านเราทำไม”
“วศินไม่ได้อยู่กับรุ้งรายแล้วค่ะพ่อ แล้ววันนี้ศินมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเรา ข้อมูลของราพณ์กับยัยอ้าย”
ประสิทธิ์มองวศินว่าเรื่องอะไร

รสิกาขับรถพารัตนาวลีกับแหววเข้ามาที่หน้าตึกวังประกาศเกียรติ แหววรีบลงจากรถมาเปิดประตูให้ รัตนาวลีกับรสิกาลงมาจากรถอย่างสงสัย
“เชิญค่ะ หม่อม”
“หม่อมแม่จะพาอ้ายมาดูอะไรคะ”
รัตนาวลียังไม่ทันตอบ แม่นมออกมาด้วยความดีใจ
“หม่อม...คุณหญิง วันนี้มาพร้อมกันเลย นมดีใจจริง ๆ”
“ข้างในเป็นยังไงบ้างจ๊ะนม”
“กำลังตื่นเต้นกันใหญ่เลยค่ะ คุณราพณ์ก็เพิ่งมาถึงสักครู่ ตอนนี้อยู่ด้านในค่ะ”
“เขามาทำไมคะ” รสิกาถามอย่างสงสัย
รัตนาวลีมองสบตากับแม่นมยิ้มๆ

แม่นมพารัตนาวลีกับรสิกา เข้ามาที่ครัว แหววตามเข้ามาอย่างกระตือรือร้น เสียงหัวเราะดังมาจากด้านในครัว ทันทีที่รสิกาก้าวเข้าไปรสิกาอึ้งกับภาพที่เห็น ป้านวล และคนรับใช้คนอื่นๆ ต่างช่วยกันทำขนม บุหลันดั้นเมฆอย่างขะมักเขม้น แบ่งแผนกนึ่ง แผนกหยอด

 
ขนมบุหลันดั้นเมฆในถ้วยตะไลถูกจับวางเรียบอยู่ในถาดใบใหญ่ สีสันสวยงาม ทุกคนยิ้มแย้มมีความสุข แต่ที่รสิกาคิดไม่ถึงคือภาพที่ราพณ์ช่วยเอาขนมบุหลันจากถาดใหญ่ใส่แบ่งจัดใส่ลงในแพ็คเก๋ ๆ ป้านางเอาน้ำกระเจี๊ยบมาให้ราพณ์
 
“คุณราพณ์ไม่ต้องช่วยหรอกค่ะ เดี๋ยวชุดทำงานจะเลอะนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ช่วยกันทำ เดี๋ยวคนรับขนมจะมาแล้ว”
“ยัยนวลนี่น้าไม่น่าหลงลืมเลย นับขาดไปตั้งเป็นสิบชุด นี่ถ้าคุณราพณ์ไม่มาช่วยตรวจดู คงโดนลูกค้าต่อว่าให้หน้าม้านกันเป็นแถวแน่” ป้านางบ่นอุบ
“อ้าวๆ ยัยนาง ก็ช่วยนับอยู่ด้วยกันจะมาโทษกันได้ยังไง” ป้านวลโวยกลับ
ราพณ์เห็นว่าสองคนเริ่มเปิดศึกก็เสียงดังขึ้นมา
“อื้อหือ น้ำกระเจี๊ยบอร่อยมากเลยนะครับ ทำเองใช่ไหมครับ”
ป้านางยิ้ม
“ใช่ค่ะ พวกป้าทำกันเอง”
“แบบนี้ถ้าบรรจุขวดช่วงหน้าร้อนแบบนี้ต้องขายดีแน่ ๆ ครับ” ราพณ์แนะ
ป้านวลตื่นเต้น
“จริงเหรอคะ”
“ไว้ผมจะให้คุณนทีมาดูแลตรงนี้ให้นะครับ”
ป้านวลกับป้านางยิ้มแก้มแทบปริ แม่นมหันมาดุ
“มัวแต่นกกระจอกแตกรังกันอยู่ งานเสร็จแล้วหรือยังไง”
ทุกคนหันมองเห็นรัตนาวลีกับรสิกา ป้านวลกับป้านางดีใจ
“หม่อม / คุณหญิง”
“วันนี้ส่งขนมขายวันแรก ฉันกับอ้ายจะมาเป็นกำลังใจให้” รัตนาวลียิ้มแย้ม
“ป้าสู้ขาดใจเลยค่ะ” ป้านวลยิ้มกว้าง
“เร่งมือกันหน่อยเร็ว” ป้านางเร่ง
รัตนาวลีหันมาหารสิกา
“อ้ายเห็นไหม วิธีการเดิมของอ้าย มันคือความรักความห่วงใย”
“ป้า ๆ แก่มากแล้วนะคะ อ้ายไม่อยากให้เขาต้องลำบาก”
“แต่มันคือการเลี้ยงให้คนเหล่านี้อยู่ไปวัน ๆ อ้ายลองตอบแม่สิว่าที่ผ่านมาที่ทุกคนรับเงินเดือนเราโดยแทบไม่ต้องทำอะไร กับวันนี้ที่ทุกคนมีงานทำ ต่างกันยังไง”
รสิกาหันมองเห็นทุกคนดูยิ้มแย้มมีความสุข รู้เลยว่าสิ่งที่ราพณ์ทำนั้นดีกว่า ราพณ์มองมา รสิกาหน้านิ่ง เมินมองไปทางอื่น แม่นมยกขนมมา
“คุณหญิงลองชิมหน่อยนะคะว่า ฝีมือขนมของแม่พวกนี้ยังอร่อยเหมือนเดิมไหม”
แหววรีบมารับขนมจากแม่นมให้รสิกาชิม พวกป้า ๆมองอย่างลุ้น ๆ รสิกาชิมแล้วยิ้ม
“อร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ”
แม่นมหันไปหาราพณ์
“คุณราพณ์ชิมสักหน่อยสิคะ”
ราพณ์หยิบชิม
“ขนมหายาก สีสวย รสชาติเข้มข้น ไม่หวงเครื่อง ป้าๆอาจจะเหนื่อยนะครับ” ราพณ์เห็นทุกคนรอฟังก็ยิ้ม “อาจจะขายดีจนทำไม่ทัน”
พวกป้าๆ พากันยิ้มปลื้ม รัตนาวลีดีใจ
“งั้นเดี๋ยวฉันช่วยด้วยนะ”
แม่นมรีบห้าม
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะหม่อม”
“ฉันอยากทำจ๊ะ”
แม่นมไม่กล้าขัด
“อ้ายช่วยด้วยนะคะ”
รสิกาจะเข้าไปหาแม่นมที่หยอดไส้ขนมอยู่
“ป้าว่า...” ป้านวลจะขัด
“นะคะ” รสิกาเสียงอ้อน
ราพณ์มองรสิกาอ้อนแล้วยิ้ม เผลอมองอย่างชื่นชอบ รสิกาหันมาเห็น ราพณ์ก็เมินหน้าไปสนใจกับการแพ็คขนม รัตนาวลีหันไปบอกรสิกา
“งั้นอ้ายไปช่วยคุณราพณ์แพ็คขนมนะจ๊ะ”
“แต่อ้ายอยากช่วยป้านวลทำนี่คะ” รสิกาแย้ง
“เดี๋ยวอ้ายต้องไปทำงานต่อนะ ชุดจะเลอะได้”
“เดี๋ยวแหววช่วยป้านวลเองจ๊ะ” แหววอาสา
“คุณหญิงมานั่งตรงนี้นะคะ”
แม่นมรู้หน้าที่จูงรสิกาให้มานั่งข้างๆราพณ์ รสิกาจะลุก
“อยากให้พวกป้าๆ รู้ว่าเราทะเลาะกันเหรอครับ” ราพณ์กระซิบ
รสิกาอึ้งจำต้องนั่งไม่อยากแสดงให้คนอื่นรู้ว่าทะเลาะกัน แล้วต่างคนต่างหยิบขนมใส่แพ็ค สองคนต่างคนต่างหยิบ มีจังหวะที่บังเอิญหยิบชิ้นเดียวกันไม่ได้ตั้งใจ รสิกาชะงักมองหน้าเขา ราพณ์ก็มองแบบเว้าวอนอยากปรับความเข้าใจมาก มือของเขาแตะทับอยู่ด้านบนมือของเธอ ทั้งสองคนต่างมองนิ่งเหมือนไม่รับรู้เรื่องราวรอบข้าง แหววสะกิดให้แม่นมมองรสิกากับราพณ์ รัตนาวลีมองตามยิ้มที่ดูรสิกาจะไม่พยศเหมือนเดิม
ราพณ์ค่อย ๆ เลื่อนนิ้วออกแล้วหยิบขนมอันอื่นใส่แพ็ค รสิกาได้สติหยิบมาแพ็คของตัวเอง คนอื่นๆ ต่างพากันแอบมองอมยิ้ม รสิกาอยากจะโกรธแต่สิ่งที่ราพณ์ทำให้ ทำให้เธอแข็งใจไม่ลง รสิกาแอบมองเขาด้วยหัวใจที่อ่อนโยนมากขึ้น

วศินรออยู่หน้าห้องทำงานของประสิทธิ์ เขานั่งไม่ติด พลางคอยมองไปทางห้องที่สุรีย์ส่องคุยกับประสิทธิ์อยู่...ด้านในประสิทธิ์มองอย่างไม่อยากเชื่อ
“ราพณ์มันรักหญิงอ้ายจริงๆ”
“ลงทุนขนาดนี้ นังอ้ายคงสำคัญกับทางโน้นมาก”
ประสิทธิ์คิดหนัก
“เรื่องจะรอให้หย่าคงยาก ถ้าอย่างนั้นต้องกระตุ้นให้หญิงอ้ายเป็นฝ่ายขอหย่า”
“เราไม่รู้ว่าหญิงอ้ายคิดยังไง แต่ถ้ามีเรื่องมือที่สามให้อื้อฉาว หญิงอ้ายต้องไม่ทนแน่ ไม่นานก็พัง งานนี้แกคงทำได้ไม่ยากใช่ไหมยัยสุ”
สุรีย์ส่องคิดแค้น
“อะไรที่ทำให้นังอ้ายมันพังได้สุเต็มที่อยู่แล้ว”
“เราต้องส่งคนเข้าทั้งทางราพณ์กับหญิงอ้าย”
“ถ้าให้สุเข้าทางราพณ์แล้วนังอ้ายล่ะคะ หรือพ่อจะให้ศิน”
“แกก็รู้ว่าไม่มีทาง หญิงอ้ายไม่มีทางหันกลับมามองคนทรยศอีกเป็นครั้ง ที่สอง...” ประสิทธิ์มองลูกสาว “ที่สำคัญคนอย่างวศินไม่ควรจริงจัง”
“มันก็แค่ความอยาก พอหายอยากทุกอย่างก็จบ”
“อย่าให้มันนานนักก็แล้วกัน”
“ค่ะพ่อ”
ทันใดนั้นเสียงปฐวีดังมาจากด้านนอก
“แกมาทำอะไรที่นี่”
ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องได้ยินเสียงรีบออกไป...ปฐวีเข้ากระชากคอเสื้อวศิน

“ไอ้สารเลว” ปฐวีจะต่อย
 

 
สุรีย์ส่องพุ่งออกมา ประสิทธิ์ตาม
 
“อย่านะพี่วี”
สุรีย์ส่องเข้ามาแยกวศินออกมาจากปฐวี
“แกพามันเข้ามาทำไม”
“ศินเป็นคนของสุ สุจะพาเขาเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้”
“ผู้ชายหน้าตัวเมียอย่างมัน แกรับได้เหรอ มันทำร้ายผู้หญิง เลวที่สุด”
“แต่เขาไม่ได้ทำร้ายสุ สุไม่แคร์”
ปฐวีหันมองประสิทธิ์ว่ายอมได้ยังไง ประสิทธิ์ไม่สนใจเรื่องวศินเลย มองปฐวี
“พ่อมีเรื่องจะคุยกับแก”
ปฐวีสงสัยว่าเรื่องอะไร

หน้าตึก วังประกาศเกียรติ...คนรับขนมรับถุงขนมที่แพ็คทั้งหมดไปวางบนหลังรถ คนรับขนมยืนนับจำนวนถุงคร่าวๆแม่นมเข้ามาบอก
“ทั้งหมดหนึ่งร้อยแพ็คค่ะ”
คนรับขนมนับเสร็จ หยิบซองเงินส่งให้
“นี่ครับ”
แม่นมรับซองเงินมาตรวจนับ
“เรียบร้อยค่ะ”
“ขอบคุณนะครับ”
คนรับขนมสวัสดีแล้วออกรถไป พอรถของคนรับขนมออกไปพวกป้า ๆ ต่างพากันปรบมือดีใจ แหววตะโกนลั่น
“เย้”
แม่นมหันมาหยิกแหววแบบเต็มที่ สายตาดุมาก
“แหวว”
“โอ้ย”
แหววร้องโหยหวนมาก จนคนอื่นๆรีบเก็บกิริยา หน้าจ๋อยกันเป็นแถบ
“ห่างไม้ห่างมือมานานนะแม่พวกนี้” แม่นมส่งซองเงินให้ “เอ้า...เอาไปแบ่งสันปันส่วนกันซะ”
ป้านวลรับเงินมาด้วยกิริยาเจี๋ยมเจี้ยมแล้วหันมองป้านางกับคนอื่นๆ ที่พากันพยักพเยิด ป้านวลเอาซองเงินส่งให้กับรสิกา
“เงินนี่ พวกป้าขอมอบให้คุณหญิงนะคะ”
รสิกาไม่รับ
“ให้อ้ายทำไม นี่เป็นเงินที่ป้าทุกคนหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง”
ป้านางแทรกขึ้น
“พวกป้าตั้งใจว่าจะมอบเงินนี่ให้คุณหญิงตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ คุณหญิงต้องเหนื่อยหาเงินมาดูแลพวกป้ามาตลอด พวกป้าอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระจากคุณหญิงบ้าง ไม่ใช่เกาะคุณหญิงกินไปวัน ๆ เป็นแค่ไม้ผุ ๆ ที่รอวันใกล้ฝั่ง”
แม่นมพูดขึ้น
“รับไปเถอะนะคะ ให้พวกเราได้ภูมิใจที่ทำอะไรเพื่อคนที่เรารักได้บ้าง”
รสิกาซาบซึ้งในความรักที่ทุกคนมีต่อตัวเอง เธอยอมรับซองเงินมา รสิกาเข้าสวมกอดทุกคน ป้าๆ ทุกคนต่างพากันเข้ากอดรสิกาน้ำตาไหลไปตาม ๆกัน
“ขอบคุณนะคะที่รักอ้าย”
รัตนาวลี ราพณ์ แม่นมยืนมองภาพความรักอย่างยินดี

ปฐวีรับฟังประสิทธิ์นิ่งๆ
“แกไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ที่หญิงอ้ายกับหม่อมวลีโดนพวกไอ้เรียววางแผนหลอก”
“ผมคิดว่าการที่อ้ายมีคุณราพณ์ดูแล คงดีกว่าจะอยู่กับคนอย่างวศิน”
“แล้วทำไมแกไม่คิดว่าถ้าต้องอยู่กับราพณ์ ให้แกเป็นคนดูแลอ้ายซะยังจะดีกว่า”
ปฐวีมองประสิทธิ์อึ้งๆ
“พ่อขอโทษที่เพิ่งรู้ว่าแกคิดยังไงกับหญิงอ้าย”
“พ่อต้องการอะไรบอกผมมาตามตรงดีกว่า พ่อคงไม่ได้เอ็นดูอ้ายหรือหวังดีกับหม่อมอา เพราะทั้งสองคนเป็นเมียกับลูกของคนที่พ่อเกลียดที่สุดในชีวิต”
“ผู้ดีห่วย ๆ อย่างชัยประกาศมันแย่งทุกอย่างของพ่อไป”
“แต่ท่านอาก็มีสิทธิ์ถูกต้องทุกอย่าง ท่านเป็นสายเลือดแท้ๆ ในขณะที่พ่อเป็น...”
ประสิทธิ์สวน
“ลูกบุญธรรม...ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าไอ้ชัยประกาศมันไม่เกิดมา ทุกอย่างของประกาศเกียรติต้องเป็นของพ่อ”
“แต่อ้ายกับหม่อมอาไม่มีส่วนกับเรื่องนี้”
ประสิทธิ์ลืมตัว
“หญิงอ้ายเหมือนชัยประกาศทุกอย่าง สายตาถือดี ความเย่อหยิ่ง”
ประสิทธิ์รู้สึกตัวเห็นสีหน้าของปฐวีที่ดูลำบากใจ ประสิทธิ์ตั้งสติ
“แกเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อ พ่อสร้างทุกอย่างเพื่อแกกับยัยสุ พ่ออยากเห็นลูกทุกคนมีความสุข รสิกาขายตัวเองแลกกับเงินแปดสิบล้านมันไม่ใช่น้อย”
ปฐวีอึ้งกับจำนวนเงิน
“ผมคงไม่มีปัญญาช่วยอ้ายได้”
“พ่อช่วยแกได้ ถ้าแกต้องการ”
ปฐวีอึ้งๆไม่แน่ใจในตัวประสิทธิ์
“ผมขอคิดดูก่อนนะครับพ่อ”
ปฐวีออกไป สุรีย์ส่องเดินสวนเข้ามา
“นี่พ่อคิดจะให้พี่วี...”
ประสิทธิ์พยักหน้า
“จะสู้กับไอ้ราพณ์ มันต้องสมน้ำสมเนื้อ เจ้าวีปั่นหัวมันไม่ยากหรอก”

สุรีย์ส่องยิ้มพอใจ

 
ทุกคนมาส่งราพณ์ที่รถ
 
“ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
“ขอบคุณคุณราพณ์มากนะคะที่ช่วยแนะนำและสนับสนุนแม่พวกนี้” แม่นมซึ้งใจ
ป้านวลยกมือไหว้
“ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”
ราพณ์ยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน
“เจริญ ๆ นะคะ พ่อคุณ” ป้านางให้พร
ทุกคนต่างขอบคุณราพณ์ที่ช่วยแนะนำ ราพณ์ยิ้มอย่างยินดีพอสบตากับรสิกา เธอก็เมิน ๆใส่ เขาหน้าจ๋อยนิด ๆ รสิกาเห็นสายตาตัดพ้อของเขาก็รู้สึกสับสน
“ผมไปก่อนนะครับ”
ราพณ์ขึ้นรถขับออกไป รัตนาวลีเดินเข้ามาหาลูกสาว
“อ้ายได้รับคำตอบแล้วใช่ไหมลูก”
“อ้ายไม่เข้าใจเลยค่ะหม่อมแม่ เขาทำแบบนี้เพื่ออะไรคะ”
รัตนาวลียิ้ม
“ลูกดูไม่ออกหรือว่ากำลังปิดหูปิดตาตัวเองอยู่”
รสิกาอึ้งไป

ราพณ์เข้ามาในห้องทำงานบริษัทLK พบเจ้าสัวเรียวที่หน้าเครียด
“มีอะไรครับป๊า” ราพณ์มองรุ้งรายเห็นรอยช้ำ “รุ้ง หน้าไปโดนอะไรมา”
รุ้งรายยังแค้นไม่หาย
“ไอ้วศิน มันคิดจะข่มขืนรุ้งแก้แค้น แต่ปฐวีมาช่วยไว้”
“ปฐวีน่ะเหรอ” ราพณ์อึ้งๆ
“ค่ะ...”
เจ้าสัวเรียวโกรธ
“ไอ้วศิน มันทำกับลื้อขนาดนี้ ป๊าไม่ปล่อยมันไว้แน่”
“ผมจะให้คนควานหาตัวมันมาให้ได้”
“รุ้งไม่เป็นอะไรมาก ป๊าอย่าโมโหเลยค่ะ มันไม่ดีกับสุขภาพ”
“วันนี้รามเริ่มงานวันแรก ป๊าอยากมาดูว่าเป็นยังไง”
“ผมให้รามไปเป็นผู้ช่วยฝ่ายบุคคล”
เจ้าสัวเรียวมองวิเคราะห์
“งานอะไรก็ไม่ยากเท่างานบริหารคน”
“ครับ รามจะทำงานใหญ่เรื่องควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งมากคนมากความ รามจะได้บทเรียนมาก”
เจ้าสัวเรียวยิ้ม
“วิเคราะห์ได้ดี สมกับเป็นลูกชายป๊า”
ราพณ์ยิ้มรับ เสียงเคาะประตูดังขึ้น นทีเข้ามาข้างใน
“คุณราพณ์ครับ ที่ฝ่ายบุคคลวุ่นวายกันใหญ่แล้วครับ คุณรามอาละวาดทำร้ายเพื่อนในแผนกครับ”
ราพณ์กับรุ้งรายรีบออกไป เจ้าสัวเรียวหันมาหานที
“นที...มันเกิดอะไรขึ้น”

ราพณ์กับรุ้งรายเข้ามาในแผนกบุคคลแล้วชะงัก เมื่อเห็นรามกำลังต่อยพนักงานในฝ่าย
“แกไม่มีสิทธิ์มาสอนฉัน”
ผู้จัดการเข้าห้าม
“คุณราม พอเถอะครับ”
“พวกแกไม่ต้องยุ่ง” รามตวาด
“ราม...หยุดเดี๋ยวนี้” ราพณ์พูดขึ้นเสียงแข็ง
รามชะงักที่เห็นราพณ์กับรุ้งราย ยอมโดนแยกออกกมา
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ถึงต้องชกต่อยกันแบบนี้” รุ้งรายเข้าไปถาม
“ราม” ราพณ์มองหน้าราม
“ก็ไอ้เบื๊อกนี่สิเฮีย มันลามปามผม”
“คือวันนี้ผมให้คุณรามส่งแผนงานการพัฒนาบุคคลในฝ่ายต่าง ๆน่ะครับ แล้วผมก็ให้คนในฝ่ายช่วยกันออกความเห็น” ผู้จัดการอธิบาย
ราพณ์มองไปทางพนักงานคู่กรณี
“ผมก็คอมเมนท์งานตามที่ผู้จัดการสั่งน่ะครับ ในแผนงานที่คุณรามทำมามันมีข้อบกพร่อง พอผมคอมเมนท์ คุณรามไม่ยอมรับ”
รามอารมณ์ขึ้นเลย พุ่งเข้ากระชากคอเสื้อ
“ชัทอัพ งานของฉันเพอร์เฟ็คท์ ไม่มีข้อบกพร่อง”
รามตั้งท่าจะต่อยอีก ราพณ์ตวาด
“ราม”
รามชะงัก ราพณ์จ้องหน้า
“ตามไปที่ห้องทำงาน ผู้จัดการช่วยดูแลคู่กรณีด้วยนะครับ”
ราพณ์ออกไป รุ้งรายหันไปบอกราม
“ไปสิ”
รามหงุดหงิดยอมเดินออกไป รุ้งรายตาม

รามเสียงหนักแน่น
“ผมไม่ผิด พวกนั้นมันโง่แล้วอวดฉลาด คิดจะโชว์เจ๋งหักหน้าผม”
เจ้าสัวเรียว ราพณ์ รุ้งรายมองการอาละวาดของรามอย่างหนักใจ
“ถึงเขาจะทำอย่างนั้นจริง แกก็ไม่ควรใช้กำลังในการเคลียร์ปัญหา ถ้าจะเป็นหัวหน้า แกต้องใจเย็น และยอมรับฟังความคิดเห็น ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดก็ตาม แต่เบื้องต้นแกต้องรับฟัง” ราพณ์สอน
รามหงุดหงิด
“วุ่นวาย เรื่องมากขนาดนั้น ผมไม่อยากทำที่แผนกนั้นแล้ว ผมขอมาเป็นผู้ช่วยเฮียดีกว่า”
เจ้าสัวเรียวมองราพณ์ว่าจะตัดสินใจยังไง
“เฮียไม่อนุมัติ” ราพณ์เสียงเข้ม
รามหันมาหาเจ้าสัวเรียว
“ตอนนี้ป๊าให้อำนาจราพณ์ดูแลบริษัททั้งหมด ลื้อเป็นพนักงานก็ต้องทำตามคำสั่ง”
รามโกรธ เจ้าสัวเรียวสอน
“การทำงานมันต้องรู้จักฟังและยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง เพราะคนที่เป็นยอดคน จะใช้ความผิดพลาดและอุปสรรคเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ถ้าวันนี้ลื้อหนีคำตำหนิ แล้วเมื่อไหร่ลื้อถึงจะรู้ว่าคำชมมันเป็นยังไง”
รามนิ่ง พูดไปก็เท่านั้น ยังไงเจ้าสัวเรียวก็ไม่เข้าข้าง
“แกต้องขอโทษคู่กรณี” ราพณ์สั่ง
รามไม่พอใจ
“ทำก็เสียศักดิ์ศรีสิเฮีย ผมเป็นลูกท่านประธานจะให้ทำแบบนั้น ผมไม่ทำ”
เจ้าสัวเรียวมองลูกชาย
“ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ที่ทำตนเล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด เข้าใจไหมราม”
“ครับ” รามรับคำไปงั้น ๆ
“กลับไปทำงานได้แล้ว”
รามหงุดหงิดออกไป เจ้าสัวเรียวถอนใจ
“รามยังมีนิสัยเด็กนัก กว่าจะเข้าที่เข้าทางคงอีกนาน ยังไงป๊าก็ฝากน้องด้วยนะ”
“ป๊าไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะดูแลพี่น้องทุกคนอย่างดี” ราพณ์รับคำหนักแน่น
เจ้าสัวเรียวยิ้มขอบใจ
“เย็นแล้ว ป๊านัดหม่อมวลีไปทานข้าวไม่ใช่เหรอคะ” รุ้งรายถาม
“เห็นลื้อเป็นแบบนี้แล้วป๊าไม่มีอารมณ์”
“ป๊าคะ มันผ่านไปแล้ว...เดี๋ยวเฮียจะสั่งสอนวศินให้รุ้งแล้ว ป๊าบอกว่าชีวิตคู่มันก็ต้องหมั่นเติมความหวานให้กันบ้าง ชีวิตเราไม่ได้มีแค่งานกับปัญหาที่ต้องสนใจไม่ใช่เหรอคะ”
เจ้าสัวเรียวพยักหน้ารับ
“ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวหม่อมจะรอ”
เจ้าสัวเรียวหันไปหาราพณ์
“หัวใจก็สำคัญ เข้าใจไหมราพณ์”
ราพณ์ยิ้มรับอย่างเข้าใจ
“รุ้ง...เฮียฝากเรื่องรามด้วยนะ”
“จะไปเติมความหวานใช่ไหม ใจร้อนกว่าป๊าอีกนะเฮีย”

ราพณ์ยิ้มยอมรับแล้วออกไป เจ้าสัวเรียวมองตามอย่างพอใจ
 

สามี ตอนที่ 7 (ต่อ)

เย็นนั้น รสิกาทำงานออกแบบตัวโรงแรมของราพณ์อยู่ในห้องทำงาน แต่เธอเหม่อไม่มีสมาธิคิดเรื่องราพณ์ตลอดเวลา

“คิดอะไรเนี่ย”
รสิกาพยายามตั้งสมาธิกับงานตรงหน้าแต่ไม่ได้ผลนัก สิริโสภาเคาะประตูแล้วเข้ามาพร้อมกับถุงขนมกับแก้วกาแฟ
“ยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ”
“ไม่ค่ะ” รสิกายิ้ม “มีอะไรเหรอคะคุณสิ”
“สิไปธนาคารเห็นขนมเบื้องน่าทานเลยซื้อมาฝากน่ะค่ะ กาแฟเย็นด้วยไหมคะ”
“แค่ขนมก็พอค่ะ ขอบคุณนะคะ”
สิริโสภามองๆ แล้วหาทางวกเข้าเรื่องที่อยากรู้
“คุณหญิงแต่งงานนานหรือยังคะ”
“ไม่นานค่ะ สักเดือนนึงได้มั้งคะ”
“ชีวิตหลังแต่งงานมีความสุขดีไหมคะ”
รสิกาไม่ได้ตอบแต่ยิ้มแสดงอาการว่าพอใจมีความสุขประมาณหนึ่ง สิริโสภามองหน้ารสิกาที่ดูยิ้มมีความสุข ความริษยาทำให้เธอลืมตัวสาดกาแฟเย็นในมือใส่รสิกา
“โอ๊ะ”
รสิกาเลอะคราบกาแฟ เธอรีบเช็ดกาแฟที่กระเด็นโดนด้วยความตกใจ
“อะไรกันคะคุณสิ”
สิริโสภาได้สติทำเป็นตกใจ
“ขอโทษค่ะคุณหญิง สิ...สิเห็นจิ้งจกน่ะค่ะ สิตกใจ ก็เลย...” สิริโสภารีบเข้าไปท่าทางรู้สึกผิดมาก “สิขอโทษจริง ๆ นะคะ”
รสิกาหยิบทิชชูมาช่วยเช็ด สิริโสภาช่วยเช็ดด้วย ขณะเดียวกันนั้นมือถือรสิกาดังขึ้น เธอขยับไปรับสาย
“มีอะไรคะคุณราพณ์”
สิริโสภาชะงักเช็ดให้ช้าลงพยายามจะฟัง...ราพณ์จอดรถหน้าออฟฟิศ ลงจากรถคุยมือถือกับรสิกา
“ผมมีธุระจะคุยกับคุณ”
“ฉันทำงานอยู่ค่ะ”
“นี่ใกล้เวลาเลิกงานแล้วนะครับ แล้วตอนนี้ผมก็อยู่หน้าออฟฟิศคุณแล้ว”
“แต่...”
“ออกมานะครับ ผมรออยู่” ราพณ์วางสาย
รสิกามองโทรศัพท์เหมือนจะเคืองแต่แอบอมยิ้ม
“เอาแต่ใจ”
รสิกาเก็บกระเป๋า สิริโสภารีบถาม
“จะกลับแล้วเหรอคะ”
“ค่ะ เขามารับแล้ว พื้นนี่เดี๋ยวให้แม่บ้านมาทำดีกว่าค่ะ ไปก่อนนะคะ”
รสิกาทำหัวเสียแต่สีหน้าไม่ได้เคืองอะไรกลับรีบเก็บของแล้วออกไป สิริโสภามองตามแค้นๆ

รสิกาเดินออกมาเจอกับราพณ์ที่จอดรถรออยู่
“คุณมีเรื่องด่วนอะไร”
ราพณ์ยื่นช่อดอกไม้สวยให้
“ผมขอโทษเรื่องเมื่อคืน ผมไม่ควรทำแบบนั้นกับคุณ”
รสิกาอึ้งๆ พอใจมาก
“ฉันก็ขอโทษที่พูดแรงกับคุณ”
“งั้นถือว่าเราเจ๊ากันนะครับ” ราพณ์ได้ทีก็เริ่มเลย “ตอนนี้ผมหิวมาก คุณหญิงไปทานข้าวกับผมนะครับ”
รสิกาอึกอัก แต่ความจริงน่ะพอใจมากเลยทำหน้าไม่ถูกเพราะวันนี้ก็คิดถึงเรื่องราพณ์ทั้งวัน เธอนึกถึงสิ่งที่คุยกับแม่
“อ้ายไม่เข้าใจเลยค่ะหม่อมแม่ เขาทำแบบนี้เพื่ออะไรคะ”
รัตนาวลียิ้ม
“ลูกดูไม่ออกหรือว่ากำลังปิดหูปิดตาตัวเองอยู่”
รสิกาอยากจะเปิดหูเปิดตาตัวเอง
“ก็ได้ค่ะ”

ราพณ์ดีใจมากเพราะลุ้นแทบแย่กลัวเธอปฏิเสธ รสิกามองความยินดีของเขารู้สึกหวานๆ ยิ้ม ๆ ราพณ์เปิดประตูให้รสิกาขึ้นรถแล้วขับออกไป สิริโสภาก้าวออกมามองตามด้วยความอิจฉา

ค่ำนั้น ราพณ์พารสิกามาที่ร้านอาหารหรู เขาขยับเก้าอี้ให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” รสิกาลงนั่ง
ราพณ์ลงนั่งตรงข้ามอย่างกระตือรือร้น
“ก่อนที่เราจะสั่งอาหาร ผมขออะไรอย่างได้ไหมครับ”
“อะไรคะ”
“ผมขอให้มื้อนี้ไม่มีเจ้าหนี้กับลูกหนี้ มีแค่คุณหญิงกับนายราพณ์...” ราพณ์ยิ้มอ้อน “สงบศึกสักหนึ่งมื้อนะครับ”
รสิกาไม่ตอบรับแต่ก็ตอบเลี่ยงๆ
“ฉันหิวมากไม่มีอารมณ์ทะเลาะกับใครทั้งนั้น”
ราพณ์ยิ้มน่ารัก
“ถ้างั้นสั่งอาหารเลยนะครับ ที่นี่สเต็กอร่อย”
“ฉันไม่ทานเนื้อค่ะ ตอนเย็นๆ ไม่ชอบทานหนักด้วย”
ราพณ์ยิ้ม
“ยิ้มอะไรคะ ยิ้มว่าฉันเรื่องมากเหรอ”
“เปล่าครับ ผมดีใจที่จะได้รู้ไว้ว่าภรรยาผมชอบทานอะไร ไม่ชอบอะไร”
รสิกาจะแย้ง ราพณ์สวนขึ้น
“คุณหญิงอย่าลืมข้อตกลงสิครับ”
รสิกานึกได้เลยยอมนิ่ง ราพณ์ยิ้ม...ทั้งคู่ทานอาหารกันไป ราพณ์เอาใจใส่อย่างดี รสิกายิ้ม ๆ ไม่ต่อต้าน ราพณ์มีความสุข สิริโสภาที่แอบตามมามองด้วยแรงริษยากำมือจนเล็กจิกเนื้อตัวเองแค้นมาก

ทั้งสองคนทานข้าวเรียบร้อย ราพณ์ยิ้มแย้มถาม
“ของหวานไหมครับ”
“ฉัน...”
“ไม่ทานหนักมื้อเย็น งั้นผมเช็กบิลเลยนะครับ”
รสิกายิ้ม
“ค่ะ...ฉันไปห้องน้ำก่อนนะคะ”
รสิกาลุกออกไป ราพณ์มองตามยิ้มๆ พอรสิกาลุกออกไป ราพณ์หันไปเห็นวศินคุยมือถือออกมาจากทางที่เดินไปห้องน้ำทางที่รสิกาเดินไป
“ผมกำลังจะเข้าไปหาคุณที่บ้าน”
วศินเห็นราพณ์ที่กำลังจะลุกรีบวิ่งออกไปทันที ราพณ์ตามออกไปก็ไม่เห็นวศินแล้ว
“ไอ้วศิน”

ในห้องน้ำไม่มีคนอื่นอยู่ ห้องน้ำมีสองห้องอีกห้องเปิดโล่งอยู่ ประตูห้องที่รสิกาเข้าถูกเปิดออก เธอจะเดินออกมาพอเดินไปล้างมือที่อ่างล้างหน้ามองเงาในกระจกเห็นผู้หญิงใช้ผ้าพันคอคลุมปิดบังใบหน้า พอรสิกาหันมา สิริโสภาก็พุ่งเข้ามาจิกหัวเอาหน้าฟาดใส่เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าเต็มแรง รสิกาหน้าคว่ำล้มลงหมดสติไป สิริโสภาเห็นว่ารสิกาสลบจึงเปิดผ้าออก กระชากคอเสื้อดึงรสิกาขึ้นมาใกล้อย่างเกลียดชัง
“นังแมวขโมย”

รสิกาสลบไม่ได้สติ

 
พนักงานเอาสมุดเซ็นบัตรเครดิตมาวางตรงหน้า ราพณ์เก็บพลาง หันไปมองทางห้องน้ำอย่างกระวนกระวายที่รสิกาหายไปนาน ขณะที่กำลังจะลุกเดินไปดู พนักงานหญิงกับผู้จัดการเดินเข้ามาที่โต๊ะราพณ์
 
“คุณครับ คุณผู้หญิงที่มากับคุณหมดสติอยู่ในห้องน้ำครับ”
ราพณ์ตกใจรีบไปทันที

ราพณ์รีบเดินมาที่หน้าห้องน้ำ ชะงักที่เห็นว่ามีแขกผู้หญิงสองสามคนยืนอยู่ตรงประตูห้องน้ำพลางมองแล้วคุยกัน
“ช่วยดึงทิชชูให้หน่อย หัวแตก เลือดออกเยอะเชียว”
ราพณ์ยิ่งตกใจ
“ขอทางหน่อยครับ”
ราพณ์แหวกกลุ่มแขกเข้าไปด้านใน เขาอึ้งที่เห็นพนักงานหญิงกำลังประคองรสิกาที่ไม่ได้สติอยู่
“คุณหญิง”
ราพณ์เข้าไปดูแล้วยิ่งอึ้ง เขาเห็นทุกคนมองมาจึงบอก
“ภรรยาผมเองครับ”
ขมับรสิกามีแผลแตกเลือดไหล ราพณ์พยายามเขย่าเบาๆ เรียก
“คุณหญิง...คุณหญิงครับ”
ราพณ์เห็นว่าเธอไม่โต้ตอบรีบเข้าอุ้มไป ไทยมุงเปิดทางให้ ราพณ์อุ้มรสิกาออกไปด้วยความเป็นห่วง
“อย่าเป็นอะไรนะครับ คุณหญิง”
สิริโสภายืนมองตาม เห็นราพณ์เป็นห่วงเป็นใยรสิกาก็เจ็บแค้นใจ

ในห้องพักคนไข้รสิกาที่โรงพยาบาล...เจ้าสัวเรียวเกรี้ยวกราดใส่ราพณ์ รัตนาวลีขยับเข้าไปจับมือรสิกาไว้ด้วยความห่วงใย
“คุณหญิงอยู่กับลื้อแท้ๆ ทำไมถึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ ลื้อควรจะดูแลปกป้องเมียให้ดีกว่านี้”
ราพณ์อึ้ง ความรู้สึกผิดถาโถม
“ผมประมาทเอง ผม...”
“เจ้าสัวคะ ฉันคิดว่าคุณราพณ์คงเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากแล้ว...ฉันเชื่อว่า ต่อไปนี้คุณ
ราพณ์คงไม่ปล่อยให้หญิงอ้ายคลาดสายตาไปอีก” รัตนาวลีเสียงเหมือนช่วยแต่แอบกดดันด้วยความห่วงลูกตัวเอง
ราพณ์หน้าสลด
“ครับ”
เจ้าสัวเรียวโมโหแต่เห็นราพณ์เสียใจมากแล้ว
“หาตัวคนที่ทำคุณหญิงมาให้ได้”
“ครับ...”
เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีไปดูอาการของรสิกา ราพณ์มองสภาพของรสิกาที่เจ็บเขาพยายามคิดทบทวน จากร้านอาหาร...จากนั่งกินข้าว รสิกาลุกไปห้องน้ำ วศินเดินผ่านเขาไป...ราพณ์กำมือแน่นแค้นมากจะต้องเอาคิดบัญชีกับวศินให้ได้ เขาหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก
“มานพ ฉันมีเรื่องให้แกช่วยด่วนที่สุด”

รามเดินวนเวียนอยู่หน้าที่พักสิริโสภา สักครู่เธอเดินเข้ามา รามดีใจรีบเข้าไปหา
“คุณสิครับ”
สิริโสภาหันมาเห็นรามตกใจ
“คุณ”
รามเห็นว่าหน้าของสิริโสภาเปื้อนน้ำตา
“คุณร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไรเหรอครับ ถ้าผมจะช่วยอะไรได้”
“คุณช่วย...อย่ามาตามฉันอีก เท่านั้นก็พอ”
สิริโสภาจะเข้าไป รามรีบตามไปขวาง
“เดี๋ยวสิครับ ถ้าคุณรู้จักผม คุณต้องไม่ปฏิเสธแบบนี้แน่ ผมชื่อราม...ลิ้ม...”
สิริโสภาตัดบท
“ฉันไม่อยากรู้จักคุณ ไม่สนว่าคุณจะเป็นใคร อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
“เดี๋ยวสิครับ”
สิริโสภามองไปที่หน้าตึกเห็นรปภ.
“รปภ.คะ ผู้ชายคนนี้มาตามตื้อฉัน ช่วยไล่เขาไปที”
รปภ.รูปร่างสูงใหญ่เดินออกมาหา รามชะงัก สิริโสภาจะเดินเข้าที่พักพูดทิ้งท้าย
“ถ้าคุณไม่เลิกตื้อ ฉันจะแจ้งตำรวจ”
สิริโสภาเดินเข้าไป รามได้แต่ยืนมองตามอย่างไม่ยอมแพ้

สิริโสภาเข้ามาในห้องปิดประตูเดินเข้าไปกลางห้อง คิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ราพณ์เป็นห่วงเป็นใยรสิกาก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเก็บเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอระบายด้วยการทำลายข้าวของ

วศินเดินเข้ามาในซอยพลางคุยมือถือ
“พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปที่บริษัทคุณประสิทธิ์ ขอบคุณมากนะสุ ครับ...พรุ่งนี้เจอกัน” วศินวางสายหน้าจากยิ้ม ๆเป็นสุดเซ็ง “ทำไมชีวิตมันบัดซบอย่างนี้วะ”
วศินจะเดินต่อ แต่ยังไม่ทันจะก้าว รถของมานพเข้ามาปาดจอดตรงหน้า วศินกระโดดถอยด้วยความตกใจ
“อะไรวะ”
กระจกรถฝั่งข้างคนนั่งถูกกดลง ราพณ์ที่หน้าสุดโหดนั่งอยู่ในรถ วศินตกใจที่เห็นราพณ์ มั่นใจว่าราพณ์มาเอาเรื่องแน่ วศินออกวิ่ง ราพณ์พยักหน้าให้มานพขับตามไป วศินวิ่งสุดกำลัง มานพขับรถไล่จี้ตาม จนวศินล้มกลิ้งไปกับพื้น มานพจอดรถ ราพณ์ลงมาจากรถกระชากวศินขึ้นมาแล้วต่อยวศินไม่นับด้วยความโกรธ
“ไอ้สารเลว นี่สำหรับน้องฉัน สำหรับคุณหญิง ไอ้หน้าตัวเมีย”
วศินพยายามจะต่อสู้ต่อยคืนแต่สู้แรงโมโหของราพณ์ไม่ได้ ราพณ์ทั้งต่อยทั้งเตะไม่ยั้งมือ มานพเห็นราพณ์เริ่มบ้าเลือดจนวศินหน้าแตกยับ มานพรีบเข้าไปห้าม
“ไอ้ราพณ์ พอแล้วเว้ย”
ราพณ์หูดับเตะไม่ยั้ง วศินมึนจนนิ่งเป็นเป้าให้เตะแต่โดยดี มานพต้องล็อกตัวราพณ์ลากห่างออกมา
“ปล่อยฉัน ฉันจะฆ่าไอ้เลวนั่น”
“แลกกับชื่อเสียงตระกูลแกงั้นเหรอ”
ราพณ์ชะงัก
“มันไม่มีค่าพอจะแลกกับอิสรภาพของแก”
ราพณ์ได้สติ เข้ากระชากคอเสื้อขึ้นมา
“ถ้าแกแตะน้องฉันกับคุณหญิงอีก แกตาย”

ราพณ์เหวี่ยงวศินลงพื้นก่อนจะขึ้นรถ มานพขับรถออกไปทิ้งร่างวศินให้นอนอยู่ตามลำพัง
 

 
เช้าวันใหม่... รถของบ้านเจ้าสัวเรียวเข้ามาจอดหน้าบริษัท LK คนขับรถลงมาเปิดประตูให้รังรองกับรุ้งรายลงจากรถ ทั้งคู่เดินเข้าไปในออฟฟิศในมาดผู้บริหาร พนักงานต่างขยับหลบทำความเคารพ
 
“คุณหญิงยังไม่ออกจากโรงพยาบาล รุ้งก็คงต้องประชุมแทนราพณ์เห็นเคสคุณหญิง วันหลังอย่าทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้อีกนะ” รังรองเตือน
“ค่ะ...แต่ทำงานหนักยังไม่ปวดหัวเท่าไอ้รามจะก่อเรื่องอะไรอีก”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเจ้ไปดูให้เอง”
“เจ้จะคุมมันไหวเหรอ”
“ก็ถ้าไม่มีลายเซ็นเจ้ รามกับม๊ามันจะเอาที่ไหนกิน จริงไหม”
รุ้งรายยิ้ม
“เขาถึงว่าอย่าทะเลาะกับพวกบัญชี การเงิน โดยเฉพาะรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อย่างเจ้...หวังว่าไอ้รามมันคงไม่โง่หรอกเนอะ”
รังรองยิ้มเหมือนจะเย็นๆ
“อย่ายิ้มแบบนี้เวลาเซ็นเบิกงบให้รุ้งนะ รุ้งสยอง...”
รังรองยิ้มขำ สองสาวต่างแยกย้ายไปแผนกของตัวเอง

รังรองเข้ามาในห้องทำงาน เลขาตามเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสาร
“งบของโปรเจ็คท์ต่างๆ ที่จะตั้งเบิกภายในเดือนนี้ค่ะ”
ชาญชัยเปิดประตูเปิดเข้ามา รังรองยิ้มให้เลขา
“ขอบใจ เดี๋ยวขอกาแฟให้ฉันกับคุณชาญชัยด้วยนะ”
“ค่ะ”
เลขาออกไป รังรองหันไปหาชาญชัย
“รองคิดว่าคุณจะไปที่ไซด์งานที่มีปัญหา”
“ผมไปมาแล้ว แล้วก็เลยอยากปรึกษาคุณ”
รังรองเริ่มรู้แล้วว่าปัญหาถึงตัวแน่
“ถ้าคุณจะให้รองช่วยคุยกับราพณ์หรือว่าป๊า รองคงช่วยไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
“รอง คุณก็รู้ว่าผมไม่มีเงินมากพอจะเสียไปกับการลงโครงสร้างใหม่”
“จากรายงานบัญชีของบริษัทเฮีย เฮียมีพอค่ะ ถ้าจะลดทอนค่าใช้จ่ายที่มันไม่จำเป็นลงบ้าง”
“อะไรที่คุณว่าไม่จำเป็น” ชาญชัยเสียงเริ่มแข็ง
“ค่าเครื่องบิน ช็อปปิ้งของทีละหลายหมื่นทุกอาทิตย์ การจัดงานเลี้ยงที่มันมากเกินความจำเป็นไงคะ”
“ที่คุณพูดมันเป็นค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผม มันจำเป็น”
“แต่มันคือการบริหารเงินค่ะ คุณหาได้สิบส่วน เป็นค่าใช้จ่ายซะเก้าส่วน หนึ่งส่วนที่เหลือกลายเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัท เงินเดือน น้ำไฟ แล้วจะมีเงินสำรองไว้ในยามเกิดปัญหาแบบนี้ได้ยังไงคะ”
ชาญชัยตะคอก
“หุบปาก...ฉันไม่ได้มาเพื่อให้เธอสอนฉันว่าควรจะต้องทำยังไง แต่เธอต้องช่วยฉันในฐานะเมีย”
รังรองเห็นว่าครอบครัวสำคัญกว่า เธอแข็งใจอธิบาย
“จะเอาเงินถมลงไปแก้ปัญหาคงไม่ถูกต้อง แต่ถ้าคุณมียอดจองเข้ามาเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ รอง
พอจะช่วยทำเรื่องงบส่วนที่เหลือได้”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง ยอดจองมีแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ไม่มีโครงสร้างเรียกเครดิตจากลูกค้า เมื่อไหร่จะได้เงินกัน”
“ถ้าคุณมีความพยายาม มันต้องสำเร็จแน่ค่ะ”
ชาญชัยโกรธ
“ไม่ช่วย...ใช่ไหม”
“รองทำไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
ชาญชัยโมโหทำอะไรไม่ได้เดินออกจากห้องเกือบชนกับเลขาที่ถือกาแฟเข้ามา เลขาหลบวูบด้วยความกลัว รังรองบอกเลขาเสียงเข้ม
“วางไว้แล้วออกไป ฉันอยากอยู่เงียบๆ”
เลขารีบวางกาแฟแล้วรีบออกไป รังรองนั่งเครียด

ชาญชัยเข้ามาในห้องทำงานอย่างหัวเสีย เสียงมือถือดังขึ้นเขารับสาย
“ว่าไง ฉันจะสร้างต่อเมื่อไหร่ฉันจะเป็นคนบอกแกเอง ถ้าพวกมันไม่รอก็ให้มันไป หาคนมาใหม่สิ ไอ้โง่”
ชาญชัยกดวางสายแค้นๆจะต้องเอาให้ได้

ราพณ์นั่งหลับฟุบทั้งที่มือยังกุมมือรสิกาที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ รสิกาค่อยขยับตัวฟื้นลืมตามองไปรอบ ๆห้องเห็นราพณ์ เธอมองด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้นแล้วจะดึงมือออกทำให้ราพณ์ตื่น
“คุณหญิง ตื่นแล้วเหรอครับ”
“ฉัน...”
รสิกานึกถึงเหตุการณ์ที่โดนจิกหัวโขกกระแทกกับเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า โดยไม่ทันตั้งตัวจนล้มสลบไป
“มีคนทำร้ายฉัน มันเร็วมากฉัน...ไม่ทันเห็นหน้าเขา” เธอขยับแล้วเจ็บที่แผล “อูย...”
ราพณ์รู้สึกผิด
“ผมขอโทษที่ดูแลคุณไม่ดี”
รสิกามองราพณ์เห็นความรักความห่วงใย
“หม่อมแม่รู้เรื่องนี้หรือยังคะ”
“หม่อมกับป๊ามาเยี่ยมคุณตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ ท่านห่วงคุณมาก”
เสียงแม่นมดังจากหน้าห้อง
“ห้องไหน แม่แหวว...นำไปเร็วเข้า”
แหววเปิดประตูเข้ามา
“ห้องนี้ค่ะคุณนม” แหววเห็นรสิกาฟื้นก็ดีใจ “คุณหญิงฟื้นแล้ว”
แม่นมรีบเข้ามาในห้องเห็นสภาพรสิกาก็รีบเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วงมาก
“คุณหญิง” แม่นมแทบจะร้องไห้ด้วยความสงสารเจ็บแทน “คุณหญิงของนม เจ็บมากไหมคะ”
“ยังปวดอยู่นิดหน่อยค่ะ” รสิกาหันไปมองแหววแอบตำหนิ “พี่แหววไม่น่ารบกวนแม่นมเลยค่ะ”
แหววจ๋อยๆ
“เมื่อคืนคุณนมโทรมาหาพี่ พี่พิรุธไปหน่อยเลยโดนสอบสวนน่ะค่ะคุณหญิง”
“ไม่บอกตอนนี้ นมรู้ทีหลังแม่แหววก็โดนนมตีตายอยู่ดี โทษฐานปิดบัง” แม่นมสำรวจบาดแผล “เจ็บมากไหมคะ คนดีของนม”
“อ้ายไม่ได้เป็นอะไรมากค่ะแต่แม่นมเพิ่งพักฟื้นไม่นาน ร่างกายยังไม่แข็งแรง อ้ายเป็นห่วง”
“ให้นมรอที่วังนมทนไม่ได้หรอกค่ะ คุณหญิงไม่ต้องห่วงนมนะคะ นมแข็งแรง นมดูแลตัวเองอย่างดี”
แหววแทรก
“ไม่จริงเลยค่ะ พอไม่มีคุณหญิงคอยคุมคุณนมก็ทำตามใจตลอดล่ะค่ะ ป้าๆ ที่วังฟ้องกันประจำว่าคุณนมชอบทำงานเกินวัยอยู่เรื่อย”
“ยัยแหวว”
แม่นมหยิกจนแหววเด้งตัวหนีไปมา
“โอ้ยๆ คุณนมจะฆ่าแหวว ช่วยด้วยค่ะคุณหญิง”
“คุณนมครับ ผมว่าค่อยๆ พูดกันดีว่านะครับ” รามพณ์ห้าม
“นมจ๊ะ ใจเย็นๆนะ” รสิกาห้ามด้วย
แม่นมไม่ยอม
“ไม่ได้ค่ะ ปากยื่นปากยาวแบบนี้ต้องสั่งสอน”
แหววหนีไม่หยุด แม่นมหมุนไปมาตามแหววจนเวียนหัวเหนื่อยเป็นลมล้มลงไป แหววตกใจ
“ว้าย...คุณนม”
“แม่นม” รสิกาหน้าตื่น
ราพณ์รีบเปิดประตูออกไป
“คุณพยาบาลครับ มีคนเป็นลม ตามหมอให้ทีครับ”
รสิกาโดดลงจากเตียงลืมเจ็บเข้าประคองแม่นม แหววเข้ามาดูอีกแรง

“นมอย่าเป็นอะไรนะคะ นม”

 
ในห้องฉุกเฉิน แม่นมนอนหลับอยู่บนเตียง รสิกากับราพณ์เข้าไปยืนข้างเตียงด้านหนึ่ง แหววไปยืนอีกข้างหนึ่ง
 
“คุณนม...ตื่นมาก่อนสิคะ มาตีแหววก่อน อย่าจากแหววไปแบบนี้ เป็นเพราะแหววแท้ ๆ ไม่น่าเลย”
แหววคร่ำครวญโอเวอร์ตลอด มือแม่นมหยิกเข้าที่สีข้างแหวว
“โอ้ย ๆ ผีหลอก”
“ฉันยังไม่ตาย” แม่นมยิ่งบิดใหญ่เลย “เลิกคร่ำครวญสักที ไม่งั้นฉันจะตีปาก”
แหววรีบยกมือปิดปากทันทีก่อนจะสลด
“ก็แหววกลัวคุณนมเป็นอะไรไปนี่คะ”
“นมจ๋า รู้สึกยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ อ้ายจะให้คุณหมอตรวจอีกทีนะ” รสิกาถามอย่างห่วงใย
“นมนี่มันแย่จริงๆ คุณหญิงป่วยอยู่แท้ๆ ยังต้องมาวุ่นวายดูนมอีก นมมีแต่จะสร้างปัญหา นมขอโทษนะคะคุณหญิง ขอโทษนะคะคุณราพณ์” แม่นมรู้สึกผิด
“อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนโหมดเศร้า ปรับไม่ทันเลย” แหววงง
ราพณ์ยิ้มบางๆ
“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณนม มันเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องดูแลญาติผู้ใหญ่”
รสิกาเข้ากอดแม่นม
“แม่นมเป็นเหมือนแม่ของอ้ายอีกคนหนึ่ง เป็นคนที่อ้ายขาดไม่ได้ในชีวิต” รสิกามองอ้อน “ถ้าแม่นมรักอ้าย อ้ายขอสัญญาสักข้อได้ไหมคะ”
แม่นมมองว่าจะให้สัญญาอะไร
“แม่นมอย่าทำอะไรที่ฝืนกับสุขภาพได้ไหมคะ”
“นมจะพยายามนะคะ”
“ถ้าแม่นมพูดแบบนี้อ้ายคงต้องไปหาแม่นมที่วังทุกวันแน่ๆ เลย”
“รายงานตัวแบบโดนคุมประพฤติใช่ไหมคะ” แหววถาม
แม่นมจะหยิกอีก แหววโดดหนีไปเลย ราพณ์มองท่าทีรสิการู้ว่าเธอห่วงแม่นมมาก ขณะเดียวกันโทรศัพท์มีสัญญาณเข้าเบาๆ เขาหยิบมือถือออกมาดู อ่านข้อความแล้วเดินเลี่ยงออกไป

ราพณ์เดินออกมาเจอกับมานพมุมหนึ่ง แถวทางเดินที่เลี้ยวแยกมาจากทางเดินหน้าห้องของรสิกา
“มันตายไหม”
“ฉันจัดการให้ชาวบ้านแถวนั้นพามันส่งโรงพยาบาล ออกจากโรงพยาบาลมันก็เก็บตัวเงียบ คงไม่กล้าแจ้งความเล่นงานแก”
“ถ้ามันแจ้ง ฉันจะฟ้องกลับให้มันติดคุกให้ได้”
“คุณหญิงเป็นยังไง”
“หมอเช็คอาการเรียบร้อย วันนี้ฉันจะพากลับบ้าน”
“หมดเรื่องแล้ว ฉันไปก่อนนะ ถ้าคุณหญิงเห็นฉันมันจะเป็นเรื่องได้”
“ก็จริงเพราะบทบาทแกคือพี่ชายของสิ ขอบใจแกมาก”
ราพณ์หยิบซองใส่เช็คออกมายื่นให้ มานพไม่รับ
“ไม่ต้อง ฉันอยากช่วย”
“ไม่ได้...คุณแก้วใกล้จะคลอดแล้วไม่ใช่เหรอ เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน”
“แต่...”
“แกเห็นฉันเป็นเพื่อนหรือเปล่า” ราพณ์ยื่นแบบรับไปซะ
“ขอบใจ...” มานพจำต้องรับ
“แล้วแกได้ข่าวสิบ้างหรือเปล่า”
มานพยังไม่ทันตอบ เสียงรสิกาดังขึ้น
“คุณราพณ์คะ”
ราพณ์กับมานพตกใจ มานพรีบหันหลังเดินหลบไปทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่รสิกาเดินเข้ามาหาราพณ์ รสิกาเห็นมานพที่เดินเลี้ยวไปแต่ไม่เห็นหน้า
“มีอะไรเหรอครับคุณหญิง”
“ฉันเห็นคุณหายออกมานาน...เพื่อนคุณกลับไปแล้วเหรอคะ”
“เปล่านี่ครับ ผมคุยโทรศัพท์”
“แต่ฉันเห็น...”
“ผมว่าเรารีบกลับกันเถอะครับ หม่อมโทรมาตามแล้ว ท่านเป็นห่วงคุณมาก”
ราพณ์ไม่รอฟังแต่ต้อนให้รสิกากลับไปที่ห้อง มานพยืนมองตามจากมุมหนึ่งโล่งใจก่อนเดินออกไป

มานพกำลังจะเดินออกไปจากโรงพยาบาล ขณะที่เดินผ่านตรงล็อบบี้ สิริโสภายืนหันหน้าเข้าล็อบบี้ คุยกับพนักงาน
“คุณหญิงรสิกา ประกาศเกียรติ พักอยู่ห้องไหนคะ”
มานพ กำลังจะก้าวผ่านหันไปมองเห็นด้านข้างก็ตกใจที่เห็นว่าคนที่ถามถึงรสิกาคือสิริโสภา มานพก้าวไปยืนมองสิริโสภาอยู่มุมหนึ่ง
“คุณหญิงรสิกา เช็คเอาท์ออกไปแล้วค่ะ”
สิริโสภาผิดหวัง จะเดินออกไปนอกโรงพยาบาล
“ไหนว่าอาการหนัก”
สิริโสภาหงุดหงิดจะเดินออก แต่เธอเห็นเงาของมานพที่กำลังมองตามสะท้อนในกระจก เธอตกใจรีบเดินให้เร็วขึ้นแล้วออกไปด้านนอกทันที มานพรีบตามไป

สิริโสภารีบเดินไปที่ถนน มานพร้องเรียก
“คุณสิ”
สิริโสภาตัดสินใจรีบไปโบกแท็กซี่แล้วก้าวขึ้นแท็กซี่
“ขับไปก่อน เดี๋ยวฉันบอกทางให้”
แท็กซี่ออกตัวไป มานพวิ่งตามแต่ไม่ทันเพราะถนนค่อนข้างโล่ง มานพจะหาแท็กซี่ตามแต่โชคไม่อำนวยไม่มีแท็กซี่ให้เรียกได้สักคัน เขากังวลที่เห็นสิริโสภา

รังรองเข้ามาในห้องรามที่ฝ่ายบุคคลได้ยินเสียงรามโวยวาย
“ก็ฉันบอกว่าจะดูให้ ไม่เข้าใจหรือไงวะ”
“ผมเข้าใจครับ แต่อยากให้คุณรามเข้าใจผมด้วยว่าเปเปอร์ค้างอยู่กับคุณรามหลายวันแล้ว ผมต้องรีบปรู๊ฟงานนี้เพื่อส่งให้ผู้จัดการภายในวันนี้”
“หูแตกหรือไงวะ บอกว่ารู้แล้ว” รามตวาด
“ราม...” รังรองปราม
รามกับพนักงานชะงัก รังรองมองพนักงาน
“คุณรามเข้าใจถึงความเดือดร้อนของเธอแล้ว เธอต้องได้งานภายในวันนี้แน่ ออกไปได้แล้ว”
“ครับ”
พนักงานออกไป รามหันมองพี่สาวไม่พอใจ
“เจ้มาทำไม”
“มาดูแกทำงาน”
“มาดูหรือมาจับผิดกันแน่”
“ฉันไม่ต้องจับผิดหรอก เพราะที่ฉันเห็นแกกับม๊าแกก็ไม่เคยถูกสักเรื่องอยู่แล้ว”
“ถ้าจะมาหาเรื่อง อย่ามาดีกว่า”
“ฉันมาดูว่าแกจะก่อเรื่องอะไรอีก”
“ฟังดูเหมือนห่วงน้องชาย”
รังรองเกลียดมาก
“ฉันมีน้องชาย...คนเดียว...”
“ก็ดี...เพราะถ้าผมจะมีพี่สาวดี ๆ กับเขาสักคน...ต้องเก่งและเจ๋ง ไม่ใช่คอยเดินตามผัว ทำตัวโง่ๆ อย่างเจ้”
รามมองเย้ยหยัน รังรองโกรธจัด
“อย่าทำท่าอย่างนั้นใส่ฉัน”
“มันเห็นภาพใช่ไหม ว่าเจ้มันน่าสมเพช”
รังรองตวาด
“หุบปาก ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”
พนักงานด้านนอกต่างชะงักมองไปทางห้องทำงานของรามที่เป็นกระจกใส รามยักไหล่กวนหนักกว่าเดิม
“ทำไม...รับความจริงไม่ได้ใช่ไหม ผมอายจริงๆ ที่มีเจ้เป็นพี่ หงอกับผัวเหมือนพวกผู้หญิงปัญญาอ่อน”
รังรองพยายามข่มที่สุด
“แกอยาก...อดตายพร้อมกับแม่แกใช่ไหม”
“เฮอะ...กล้าเหรอ ถ้าป๊าสั่งเจ้ก็ต้องจ่ายล่ะวะ เชื่อง ๆ อย่างเจ้ ก็ต้องให้เขาจูงจมูกไถนาตลอดชีวิต”
“ไอ้ราม”
รังรองโกรธจัดคว้าแฟ้มบนโต๊ะขว้างใส่อย่างสุดทน รามปัดจนเอกสารในแฟ้มปลิวกระจาย รามหน้าเชิดมองท้าทาย รังรองชะงักรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ในสายตาของพนักงานที่อยู่ด้านนอก
“ทำไมต้องมีคนอย่างแกเกิดมาเพื่อทำลายครอบครัวฉัน...ตัวซวย”
รามสะเทือนใจเจ็บปวดแต่ยังห่อหุ้มด้วยรอยยิ้มกวนอารมณ์ ที่เหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย รังรองเปิดประตูออกไป รามมองตามเห็นพนักงานมอง
“มองอะไรกันวะ ทำงานไป”

พนักงานต่างเบือนหลบ ก้มหน้าก้มตาทำงาน รามปิดประตู พยายามจะไม่สนใจไม่ยี่หระ
 




สามี ตอนที่ 7 (ต่อ)

ราพณ์พารสิกาเข้ามาในห้องรับแขกคฤหาสน์ พบรัตนาวลี อาม่ากับเง็กที่รออยู่

“อาคุณหญิง”
อาม่าเข้าไปกอดรสิกาลูบหน้าลูบหลังด้วยความเป็นห่วง
“เจ็บมากไหมคุณหญิง”
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”
“เมื่อวานพออาม่ารู้ อาม่าห่วงลื้อจะไปเยี่ยมลื้อ แต่ไม่มีใครยอมพาไป”
“อ้ายเจ็บนิดหน่อยเองค่ะอาม่า ขอบคุณอาม่านะคะที่เป็นห่วง”
“หิวไหม ลื้อเจี๊ยะอะไรมาหรือยัง”
“ยังเลยครับอาม่า”
“งั้นอาม่าจะทำของบำรุงรับขวัญอาซุงซิมปู๋ อาเง็กไปช่วยอั๊วหน่อย ลื้อรอแป๊บเดียวนะอาคุณหญิง เร็วสิ อาเง็ก”
อาม่ารีบเดินนำ เง็กรีบตามไป
“หม่อมแม่คะ อ้ายไปช่วยอาม่าในครัวนะคะ”
รสิกาจะไป รัตนาวลีห้ามไว้
“อย่าเพิ่งไปสิลูก อยู่รอรับสมาชิกใหม่ก่อนสิจ๊ะ”
“สมาชิกใหม่” รสิกาแปลกใจ
รัตนาวลีสบตากับเจ้าสัวเรียวที่ยิ้มมั่นใจว่ารสิกาต้องพอใจ เสียงรถวิ่งเข้ามาที่หน้าบ้าน เสียงแหววดังมา
“ค่อย ๆ เดินค่ะ”
แม่นมเดินเข้ามาในบ้าน แหววถือกระเป๋าเสื้อผ้าตามเข้ามา
“แม่นม” รสิกาเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่แหววถือมา “กระเป๋าเสื้อผ้านั่น…”
“แม่นมจะย้ายมาอยู่กับเราที่นี่จ๊ะ” รัตนาวลีบอกอย่างยิ้มแย้ม
รสิกาดีใจ
“จริงเหรอคะ...แล้วเราให้แม่นมอยู่ที่นี่ได้เหรอคะ”
“ได้สิจ๊ะ ในเมื่อคุณราพณ์เป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง”
รสิกาหันมองราพณ์อย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณจะได้ดูแลคุณนมได้อย่างใกล้ชิดไงครับ”
รสิกายิ้มให้เขาอย่างประทับใจ รัตนาวลีหันไปสั่งแหวว
“แหวว...พาแม่นมไปห้องพักที่จัดไว้นะ”
“ค่ะ คุณนมขา ทางนี้เลยค่ะ แหววปัดกวาดห้องรอไว้แล้วค่า”
แหววรีบพาแม่นมไป รสิกาหันมายิ้มให้ราพณ์
“ขอบคุณนะคะที่คุณอนุญาต”
“การทำให้ภรรยาสบายใจเป็นหน้าที่ของสามีที่ดี จริงไหมครับ”
รสิกายิ้มไม่โต้แย้ง ราพณ์ยิ้มดีใจ รัตนาวลีมองยิ้มๆ ที่เห็นรสิกากับราพณ์ดูจะรักกันดี รุ้งรายเข้ามา
“กลับมาแล้วเหรอคะพี่สะใภ้”
รสิกาหันมา รุ้งรายชะงักที่เห็นสภาพของรสิกา
“คุณหญิง...ดีขึ้นแล้วใช่ไหมคะ”
“ค่ะ...แค่ยังเจ็บบ้างนิดหน่อย”
“ถ้ารุ้งจะขอคุยกับคุณหญิงแบบส่วนตัว จะรบกวนไหมคะ”
รสิกาหันมองราพณ์
“รุ้งจะตอบทุกคำถามที่คุณสงสัยเรื่องวศิน...” ราพณ์ตอบ
รสิกาหันมาหารุ้งราย
“ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ที่สวนดีกว่านะคะ”
รุ้งรายนำรสิกาออกไป รัตนาวลีมองหน้าราพณ์ว่ามีเรื่องอะไร
“คุณรุ้งมีเรื่องอะไรกับหญิงอ้ายเหรอคะ”
ราพณ์อึกอักตอบลำบากเหลือเกิน

ในสวนคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว...รุ้งรายตัดสินใจพูดถึงสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมด
“อย่างที่คุณหญิงทราบ...ฉันใช้เงินสามล้านแลกกับการให้วศินเลิกกับคุณ รวมทั้งเงินเดือนอีกเดือนละแสนแลกกับการลาออกจากบริษัทคุณกอบกู้”
“รู้ไหมว่าตอนที่ฉันได้ยินเรื่องนี้จากวศิน ฉันรู้สึกว่ามันบ้ามาก แต่พอรู้จำนวนเงินฉันว่ามันประหลาดที่สุด มัน...”
“มันคุ้มมาก สำหรับฉัน”
“คุณทำ...ทำไม”
“ฉันทำเพื่อเฮียราพณ์ ที่ลิ้มวัฒนาถาวรกุลขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้เพราะเฮียทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อป๊า เพื่อพี่น้องทุกคนฉันอยากเห็นเฮียราพณ์มีความสุข ความสุขเพียงอย่างเดียวของเฮียคือการได้อยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะต้องเสียเท่าไหร่ ฉันยอมถ้ามันจะทำให้เฮียได้สมหวัง”
รสิกาฟังแล้วอึ้ง

แหววหิ้วกระเป๋าเดินนำแม่นมจะพาไปที่ห้อง กิมท้อถือตะกร้าผ้าสวนมา ตั้งใจเดินชนแม่นมค่อนข้างแรงแล้วทำเป็นตะกร้าหลุดมือหล่นกระจาย
“อาอึ้ม ลื้อไม่มีตาหรือไงเดินชนมาได้” กิมท้อโวยวาย
แหววเห็น รีบเข้ามาปกป้องแม่นมทันที
“ยัยกิมท้อ ฉันเห็นนะว่าแกจงใจเดินชนคุณนม ขอโทษคุณนมเดี๋ยวนี้”
กิมท้อลอยหน้าลอยตามาก
“ยายแก่นี่เป็นใครทำไมฉันต้องขอโทษ”
“นี่คุณนมเป็นคนเลี้ยงดูคุณหญิงตั้งแต่เล็ก ท่านเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่ เด็กอย่างแกต้องให้เกียรติ” แหววโกรธ
กิมท้อไม่สน
“แม่นมที่แปลว่าคนรับใช้เหมือนกันใช่มะ ดูสภาพแล้วก็คงเป็นคนรับใช้ตั้งแต่หัวดำจนหัวหงอกรอให้เด็กถอน”
แหววปรี๊ดมาก จะพุ่งเข้าตบ กิมท้อตั้งท่ารับ
“แม่แหวว”
แหววชะงัก
“ที่เขาพูดน่ะถูกแล้ว”
แหววตกใจที่แม่นมยอม
“คุณนมคะ”
“เรามันก็คนรับใช้เหมือนกัน”
กิมท้อยิ่งเหิมเกริม
“ใหญ่มาจากไหน อยู่ที่นี่ก็ต่ำเท่ากัน”
“หนูอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้วจ๊ะ”
กิมท้อพูดกระชากห้วนๆ
“สี่ปี...ถามทำไม”
แหววร่ำจะถลาเข้าไปมาก แต่แม่นมมองห้ามไว้ แหววรู้เลยว่ากิมท้อกำลังจะชะตาขาด แม่นมยิ้ม
“ฉันเพิ่งมาใหม่เป็นแค่คนอาศัย ผิดถูกไปบ้างยังไงเจ้าสัวท่านก็คงเข้าใจ อภัยกันได้”
กิมท้อยิ้มเหิมเกริม แม่นมมองหน้า

“แต่เด็กที่อยู่มานานแต่ไม่มีสัมมาคารวะ ทำความอับอายขายหน้าให้ท่านด้วยการแสดงกิริยาก้าวร้าวกับหัวหงอกที่ได้ชื่อว่าเป็นคนในปกครองของภรรยาท่าน เธอว่าคนแบบนี้ท่านจะลงโทษยังไงถึงจะสาสม”

 
เสียงแม่นมไม่ดังแต่ดุดันจนกิมท้อสะดุ้ง ยิ่งเห็นสายตาของแม่นมก็หงออัตโนมัติมีบารมีให้เกรงกลัวมาก
 
“แหววชักอยากรู้แล้วสิว่าท่านจะลงโทษยังไง แหววขอไปฟ้องก่อนนะคะ”
แหววตั้งท่าจะไป กิมท้อตกใจ
“อั๊วขอโทษ”
แหววชะงัก กิมท้อรีบยกมือไหว้แม่นม
“อั๊วซุ่มซ่ามเอง”
แม่นมยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ฉันไม่ถือจ๊ะ”
กิมท้อรีบรวบผ้าใส่ตะกร้าจะเดินหนี แต่ก้มตัวผ่านแม่นมกลัวจนทำไปอย่างอัตโนมัติ รีบลนลานออกไป
“สุดยอดเลยค่ะคุณนม วิ่งหางจุกตูดไปเลย”
แม่นมหยิกแหวว
“พูดจาอย่าให้มันห่ามนัก...อยู่ที่นี่ไม่ง่ายใช่ไหม”
“ก็มีแค่ยัยกิมท้อนี่ล่ะเจ้าปัญหา แต่ไม่ถึงมือคุณหญิงหรอกค่ะ แหววสวนไม่เลี้ยงเหมือนกัน”
“เรามาอาศัยเขาก็ต้องอดทนอย่าให้หม่อมกับคุณหญิงท่านต้องร้อนหู นี่คงมีเรื่องกันบ่อย ๆใช่ไหม”
“ก็มันมาลามปามเจ้านายแหววนี่คะ”
แม่นมมองดุ ๆ
“ทุกกิริยาที่เราแสดงมันจะบอกถึงการอบรม ตอบโต้เพื่อความสะใจ คิดบ้างไหมว่าคนอื่นเขาเห็นว่าหางอย่างเราไม่งามแล้วหัวอย่างเจ้านายของเราใครจะให้เกียรติเชิดชู สอนเรื่องนี้มาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ทำไมไม่รู้จักจำ”
แหววสำนึกผิด
“ขอโทษค่ะคุณนม ต่อไปแหววจะไม่ใจร้อนอีกแล้วค่ะ”
แม่นมมองอย่างตำหนิ แหววจ๋อย แหววเปลี่ยนเรื่อง
“เดี๋ยวสักพักจะตั้งอาหารเย็นแล้ว เก็บของเสร็จแล้ว คุณนมจะไปชมครัวไหมคะ”
“ก็รีบนำไปสิ”
“ค่า”
แหววรีบนำแม่นมไป

อาม่าง่วนกับการต้มซุปกระเพาะปลาอยู่ในครัว เง็กหั่นต้นหอมผักชี แหววนำแม่นมเข้ามาเห็นอาม่ากำลังโล้งเล้งอยู่ภายในครัว
“เกลือนิด ซีอิ้วขาวหน่อย” อาม่ามองหา “อยู่ไหนเนี่ย อาเง็ก ซีอิ้วขาว”
กิมท้อรีบกุลีกุจอหยิบให้อาม่าแทน
“นี่ค่ะ อาม่า”
อาม่าเหยาะ ๆ แล้วตักชิม
“รสชาติกลมกล่อม อาคุณหญิงจะต้องชอบกระเพาะปลาของอั๊ว” อาม่าคน ๆ ในหม้อ “อั๊วว่าใส่เห็ดหูหนูขาวเพิ่มด้วย กิมท้อแช่เห็ดหูหนูสิ”
กิมท้อหันไปแช่เห็ดหูหนู แม่นมหันมาถามแหวว
“คนนี้ใช่ไหม อาม่าของคุณราพณ์”
“ค่ะคุณนม”
อาม่าหันไปดูเง็กที่หั่นต้นหอม
“ซอยให้มันสวย ๆ หน่อยสิ อาเง็ก เวลาโรยให้อาคุณหญิงจะได้ดูน่ากิน”
“ฮ่อ ๆ ” เง็กเห็นแหวว “อาแหวว ช่วยเก็บของบนโต๊ะหน่อยนะ...แล้ว...อาอึ้มคนนี้”
“อาม่าคะ...นี่คือคุณแม่นม เป็นพี่เลี้ยงที่ดูแลคุณหญิงตั้งแต่เล็ก ๆ ค่ะ” แหววหันไปทางเง็ก “เจ้เง็ก”
อาม่ายิ้มแย้ม
“ยินดี...ยินดี อาราพณ์ว่าลื้อจะย้ายมาอยู่ที่นี่”
แม่นมยิ้มรับ
“ค่ะ...ต้องขอรบกวนด้วยนะคะ”
“ตามสบายนะ”
กิมท้อไม่กล้าสบตาแม่นมหลบตาเลี่ยงไปล้างจานในซิงค์
“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” แม่นมถาม
“ไม่เป็นไร จะเสร็จแล้ว ปรุงอีกนิดหน่อย”
อาม่าหันกลับมาดูกระเพาะปลาคิด ๆ ลืมว่าใส่แล้ว แล้วจับเกลือเหยาะใส่ ซีอิ้วขาวตามอีก แม่นมมองรู้แล้วว่าเค็มแน่ๆ
“เรียบร้อย กระเพาะปลาสูตรลับ อากิมท้อ ยกไปขึ้นโต๊ะ”
“ค่า” กิมท้อรับคำ
อาม่าเดินออกไป กิมท้อรีบมาตักใส่โถงาม ๆ จะเอาไปเสิร์ฟ แม่นมรีบห้าม
“อย่าเพิ่งเอาไปเสิร์ฟ...ลองชิมอีกทีดีกว่านะ”
เง็กแปลกใจ
“มีอะไรเหรอคะอาคุณนม”
“ฉันคิดว่ารสชาติมันคงจะ...”
กิมท้อแทรกขึ้นเสียงดังเชียว
“นี่คุณนมจะบอกว่ากระเพาะปลาอาม่าไม่อร่อยใช่ไหมคะเนี่ย”
“ฉันไม่ได้ว่าอย่างนั้น ฉันเห็นว่า...”
แม่นมยังพูดไม่จบกิมท้อสวน
“กระเพาะปลาอาม่า คนอื่นห้ามยุ่งค่ะ”
กิมท้อไม่ฟังรีบยกกระเพาะปลาออกไป แม่นมจะห้าม
“นี่...”
แหววสงสัย
“มีอะไรเหรอคะคุณนม”
แหววกับเง็กมองสงสัยว่ามีอะไร

โต๊ะอาหาร...ราพณ์ขยับเก้าอี้ให้อาม่านั่งลง รุ้งรายกับรสิกาเข้ามา ราพณ์ลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้ รสิกาชะงักไปนิดมองหน้าราพณ์แล้วลงนั่ง ราพณ์รินน้ำให้
“น้ำเย็นๆ ครับ จะได้ใจเย็นๆ”
“ฉันไม่ได้ร้อนใจอะไรนี่คะ”
รุ้งรายหันมาบอก
“รุ้งกับคุณหญิงเราคุยกันเข้าใจดีแล้วล่ะเฮีย ใช่ไหมคะคุณหญิง”
รสิกาเห็นรุ้งรายมองยิ้มๆ เธอวางหน้าไม่ถูก ราพณ์รู้สึกแปลกใจกับท่าทีเขินๆ ของรสิกาพลางมองรุ้งราย แต่รุ้งรายก็แค่ยิ้มแซวๆ
“วันนี้อาม่าทำกระเพาะปลาต้อนรับอาคุณหญิงกลับบ้าน” อาม่าพูดขึ้น
“ดีเลยครับ” ราพณ์บอกกับรสิกา “กระเพาะปลาฝีมืออาม่าอร่อยมากนะครับ”
“ทำไมตั้งโต๊ะช้านัก อาเง็ก อากิมท้อ” อาม่าเรียก
กิมท้อยกกระเพาะปลาเข้ามาระรื่นมาก
“กระเพาะปลามาแล้วค่า...”
กิมท้อเอามาตั้งที่โต๊ะ อาม่ารีบสั่ง
“ตักให้อาคุณหญิงเร็วเข้า”
กิมท้อตักตามหน้าที่แล้ววางให้แต่ละคน อาม่ายิ้มแย้มนำเสนอ
“กินตอนร้อนๆ อร่อย”
ราพณ์หันมาหารสิกา
“ชิมดูสิครับ”
รสิกากำลังจะลงมือทาน เสียงแม่นมดังขึ้น
“เดี๋ยวค่ะ”
ทุกคนชะงัก แม่นมเดินออกมา แหวว เง็กตามมาด้วย อาม่าหันไปถาม
“มีอะไรเหรอ อาคุณนม”

“คือ...อย่าเพิ่งทานกระเพาะปลานะคะ ดิฉันว่ารสชาติมัน...”

 
กิมท้อแทรกทันที
 
“ไม่อร่อยใช่ไหมคะ”
ทุกคนชะงักมองกิมท้อที่หน้าตาพร้อมเสี้ยมมาก แม่นมพยักหน้า
“ไม่อร่อย”
กิมท้อใส่ไฟทันที
“ใช่ค่ะ พออาม่าออกมาจากครัว คุณนมก็มาห้ามไม่ให้กิมท้อเอากระเพาะปลามาเสิร์ฟบอกว่ามันไม่อร่อย กิมท้อไม่ยอมก็ตาดุใส่”
อาม่าของขึ้นเลย
“อั๊วรู้ว่าอาหารชาววังน่ะขึ้นชื่อความอร่อย แต่ลื้อไม่ควรดูถูกฝีมือใครถ้าลื้อยังไม่ได้ชิม”
“ไม่ต้องชิมก็ทราบค่ะ ดิฉันเห็นว่า...”
แม่นมพูดได้แค่นนั้น กิมท้อสวนทันที
“แบบนี้ดูถูกกันชัด ๆ เลยนะคะ กับข้าวฝีมืออาม่าเหลายังต้องยกนิ้วให้มาบอกว่าไม่อร่อยทั้งที่ไม่ได้ชิม ไม่มีความเกรงใจกันเลย”
ราพณ์หันไปดุ
“กิมท้อ”
กิมท้อสะดุ้งมองราพณ์
“ไม่มีมารยาท”
อาม่าไม่พอใจ
“พอได้แล้วทุกคน อั๊วจะเจี๊ยะปึ่ง อาคุณหญิงกินสิ”
“อาม่า...อย่าเจี๊ยะเลยน่า” เง็กห้ามเสียงอ่อย
อาม่าตบโต๊ะปัง
“เอ๊ะ อาเง็ก นี่ลื้อก็ดูถูกอั๊วอีกคน ไม่อยากอยู่บ้านนี้แล้วใช่ไหม”
แม่นมขัดขึ้น
“ใจเย็นๆ นะคะคุณลิ้ม ดิฉันไม่ได้พูดสักคำว่ารสชาติของกระเพาะปลาเป็นยังไง ที่ดิฉันห้ามเพราะมีเหตุผล คุณลิ้มตั้งใจทำกระเพาะปลา ของอร่อยให้คุณหญิงด้วยความเอ็นดู อยากให้คุณหญิงประทับใจใช่ไหมคะ”
“ก็อย่างนั้นสิ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณลิ้ม ลองชิมก่อนสิคะ”
อาม่าตักหนึ่งคำ จะเข้าปากอย่างมั่นใจมาก
“ฝีมืออั๊วจะเจี๊ยะกี่ครั้งมันก็...”
อาม่าตักเข้าปากแล้วหน้าเสียไปเค็มมาก รุ้งรายสงสัย
“เป็นอะไรคะอาม่า”
ราพณ์กับรุ้งรายมอง ๆ แล้วจะตักชิม อาม่ารีบห้าม
“อย่า”
แต่ไม่ทันแล้วราพณ์กับรุ้งรายทานเข้าไปเต็มๆ หน้าแหยแต่พยายามจะทำปกติมาก
“ทำไมเค็มแบบนี้” รุ้งรายถาม
แม่นมพูดขึ้น
“นี่ล่ะคะ ที่ฉันพยายามจะบอก”
“อาเง็ก อากิมท้อ ลื้อทำอะไรกับกระเพาะปลาอั๊ว”
เง็กสะดุ้ง
“พวกอั๊วไม่ได้ทำอะไรเลยน้า...คุณนมเห็นอาม่าปรุงซ้ำหลายหน...ก็เลยบอกอั๊ว”
อาม่าฟังแล้วอึ้ง
“อั๊วลืมอีกแล้วเหรอ”
รุ้งรายยิ้ม
“ไม่เป็นไรค่ะ อาม่า ปรุงพลาดนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกคะ ถ้าจะมีคนผิดก็คงเป็นคนที่โวยวายให้มันเป็นเรื่องมากกว่า”
ทุกคนมองไปทางกิมท้อ ราพณ์จ้องหน้าเอาเรื่อง
“อย่าให้ฉันได้ยินเรื่องร้อนใจเพราะปากกิมท้ออีก ไม่อย่างนั้น...”
กิมท้อกลัว
“กิมท้อขอโทษค่ะ กิมท้อไม่อยากให้ใครมาว่าอาม่านี่คะ”
“กิมท้อ ออกไปให้พ้น” ราพณ์ไล่เสียงเข้ม
กิมท้อรีบลนลานออกไป แม่นมพูดขึ้น
“เดี๋ยวฉันทำแกงจืดมาเสริมให้อีกสักอย่างนะคะ”
“รบกวนทีนะ” อาม่ายิ้มให้
แม่นมออกไป อาม่านั่งทานข้าวไปเงียบๆ รสิกาตักกับข้าวให้
“อาม่า ทานผัดผักอันนี้สิคะ”
“ขอบใจนะ”
อาม่ายังทานเงียบๆ ทุกคนมองเป็นห่วง

ค่ำนั้น รสิกากำลังจะพาแม่นมกลับไปที่ห้อง
“เหนื่อยไหมคะนม”
“ไม่หรอกค่ะ” แม่นมยิ้ม
“ถ้านมรู้สึกไม่สบายต้องบอกอ้ายทันทีนะคะ อย่าเกรงใจอ้ายเด็ดขาด...นะคะ คนดีของอ้าย”
แม่นมยิ้ม
“ค่า...”
แม่นมมองรสิกาด้วยความเอ็นดู สายตาแม่นมมองผ่านรสิกาเห็นอาม่านั่งซึมอยู่เงียบ ๆ
“นั่นคุณลิ้มนี่คะคุณหญิง”
อาม่านั่งมองรูปอากงเป็นกระเป๋าเก่าๆ ใส่รูปอากง แม่นมจะเข้าไป รสิกาจะตาม แม่นมจับมือยั้งไว้ว่าเดี๋ยวคุยเอง รสิกามองเข้าใจยอมยืนรอ
“อาเฉี่ยวกิ้ม...” อาม่าน้ำตาจะร่วง “อั๊ว...เหลาแล้วบ่อโหล่วเอ่ง” อาม่าบ่นว่าตนเองแก่แล้วทำอะไรก็
ไม่ได้เรื่อง “ลื้อไล้จิอั๊วขื่อ”
อาม่าน้ำตาร่วง แม่นมเข้ามาด้านหลัง
“คุณลิ้มคะ”
อาม่าตกใจที่ได้ยินเสียงแม่นม พยายามกระพริบไล่น้ำตา เช็ดน้ำตาเนียน ๆ
“ขอดิฉันนั่งเป็นเพื่อนด้วยได้ไหมคะ”
“ตามสบาย เรื่องเมื่อตอนเย็น อั๊วต้องขอโทษลื้อด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจผิดกันน่ะค่ะ พระจันทร์สวยนะคะ”
อาม่ามองพระจันทร์คิดถึงความหลังก่อนจะร้องเพลงออกมา
“หนี่ เวิ่น หว่อ อ้าย หนี่ โหย่ว ตัว เซิน หว่อ อ้าย หนี่ โหยว จี่ เฟิน”
ราพณ์เข้ามาข้างรสิกา เธอหันมอง จุ๊ปากให้เขาเงียบ
“หวอ ตี ฉิง เหย่ เจิน หวอ ตี อ้าย เหย่ เจิน เยวี่ย เหลียง ไต้ เปียว หว่อ ตี ซิน”
แม่นมยิ้มรู้จักเพลงนี้
“เพลงดวงจันทร์แทนดวงใจ ของเติ้งลี่จวินนี่คะ”
อาม่าแปลกใจ
“อาคุณนมรู้จักด้วยเหรอ”
“เมื่อก่อนฉันเคยไปแถวเยาวราชบ่อย ๆ ก็เคยได้ยิน คุณลิ้มร้องเพราะดีนะคะ”
“สมัยสาว ๆ ฉันชอบร้องเพลงนี้ให้อาเฉี่ยวกิ้ม ป๊าอาเรียว...ฟังบ่อย ๆ เวลาเขาทำงาน ฉันก็คอยดูแลลูก ๆ ฉันทำทุกอย่างเลยนะ เย็บผ้า รับจ้างทำกับข้าวขาย แต่ตอนนี้แค่จะทำกระเพาะปลาสักชามยังทำไม่ได้ แก่แล้วแก่เลยจริง ๆ”
“คุณลิ้มอายุเท่าไหร่แล้วคะ”
“เจ็ดสิบห้า”

“เราก็ควรยอมรับนะคะว่าแก่แล้วจริงๆ”

 
อาม่าเหวอ คิดว่าจะปลอบใจ
 
“แต่กว่าคุณลิ้มจะแก่ขนาดนี้ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานมาตั้งกี่คนแล้วคะ ทุกวันนี้ลูกหลานสุขสบายไม่ใช่เพราะความเหนื่อยยากของคุณลิ้มเหรอคะ ไม่ต้องทำทุกอย่างได้เหมือนเดิม แต่ยังรักและห่วงใยเหมือนเดิม ดีกว่านะคะ ตัวฉันเองก็เจ็ดสิบสามแล้ว ฉันเคยโกรธตัวเองที่ร่างกายผุพังเป็นภาระให้คุณหญิงต้องห่วงใย คนแก่อย่างเราอาจจะอยากดูแลลูกหลาน แต่ถ้าดื้อแล้วกลายเป็นภาระ ฉันก็ไม่ดื้อดีกว่า ชีวิตที่เหลืออยู่
ฉันอยากเห็นหม่อมวลีกับคุณหญิงมีความสุข ถ้าโชคดีก็ขอให้ได้เห็นลูกของคุณหญิงกับคุณราพณ์ ถึงเวลานั้นฉันก็ตายตาหลับแล้วล่ะค่ะ”
“ก็อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนนะ”
ราพณ์เข้ามา
“แล้วก็อยู่เป็นหลักให้หลานๆ พักใจก่อนนะครับ”
อาม่ากับแม่นมอึ้งที่เห็นราพณ์กับรสิกาเข้ามา ราพณ์คุกเข่ากอดอาม่า
“อาม่าเหนื่อยมามากแล้วให้ผมได้ดูแลอาม่าบ้างนะครับ”
รสิกาจับมือแม่นม
“อ้ายจะไม่มีวันทอดทิ้งนมเด็ดขาดค่ะ อ้ายสัญญา”
อาม่ากอดราพณ์ แม่นมกอดรสิกาด้วยความอบอุ่น รสิกามองราพณ์ที่กอดอ้อนอาม่า เธอยิ้มๆ ราพณ์มองสบตา รสิกาเขินที่ถูกจับได้ว่าแอบมองเป็นความรู้สึกอุ่นๆ ของทั้งคู่ที่เชื่อมถึงกัน

แหววจัดการดูแลเรื่องที่นอนแม่นมแล้วก็กางฟูกของตัวเองนอนที่พื้นข้างเตียง แหววมอง ๆ แล้วมองทางประตูชักห่วง ๆ จะออกไปแต่รสิกาพาแม่นมเข้ามา
“คุณนมทำไมมาช้าจังคะ แหววกลัวจะเป็นอะไร ว่าจะออกไปตาม”
รสิกามองหน้ากับแม่นมยิ้มทั้งคู่
“ไปชมจันทร์มาจ๊ะ”
แหววมองงง แต่ยังไม่ทันได้คุยต่อ รัตนาวลีเข้ามา แม่นมกับแหววแปลกใจมาก
“พอจะอยู่ได้ไหมจ๊ะนม ขาดเหลืออะไรก็บอกได้นะ”
แม่นมปลื้ม
“ได้อยู่ใกล้คุณหญิง อยู่แบบไหนนมก็อยู่ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง คุณหญิงไปพักเถอะค่ะ”
แม่นมลูบที่แก้มรสิกาเบาๆ มองแล้วสะเทือนใจที่ยังเห็นร่องรอย
“หมู่นี้คุณหญิงมีเรื่องเจ็บตัวบ่อยเหลือเกินนะคะ”
“อ้ายมีเรื่องถี่มากจนรู้สึกว่าตัวเองมีศัตรู” รสิกาคิดๆ “ถ้าจะนับว่าไม่ถูกกันจริง ๆ ก็มีแค่สุรีย์ส่อง แต่...ถึงสุรีย์ส่องจะร้ายแต่ก็ไม่น่าถึงขนาดจะฆ่ากัน หม่อมแม่ว่าจริงไหมคะ”
รัตนาวลีอึ้งไปนิด ยิ้มพูดปลอบ
“อ้ายไม่เคยทำร้ายใครจะมีศัตรูได้ยังไงจริงไหมลูก”
“ก็จริงนะคะ ถ้าต้องมีชีวิตที่ต้องหวาดระแวงตลอดเวลา อ้ายคงเป็นบ้าแน่ๆ”
รสิกาพูดขำ ๆ แต่แม่นมกับรัตนาวลีแอบมองหน้ากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
“อ้ายดีใจนะคะที่นมมาอยู่กับหม่อมแม่กับอ้าย ขอบคุณนะคะที่มาเพื่ออ้าย” รสิกากอดแม่นม
“ต้องขอบคุณคุณราพณ์นะคะ ไม่งั้นนมก็คงมาไม่ได้”
รสิกาชะงักไปนิดคิด ๆ แหววแทรกขึ้น
“คุณราพณ์นี่ดี๊...ดีนะคะ ดูห่วงใยเอาใจใส่ความรู้สึกคุณหญิงมาก”
รัตนาวลีมองลูกสาว รสิกาอึ้งๆ รู้ว่าแม่กำลังให้คิดถึงการกระทำที่ดีของราพณ์

รสิกาเข้ามาในห้องนอน ชะงักที่เห็นราพณ์นั่งอ่านเอกสารอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองยิ้มกับเธอ
“เป็นยังไงบ้างครับ ห้องพักเรียบร้อยดีไหมครับ”
รสิกาเขินๆ
“เรียบร้อยดีค่ะ”
ราพณ์ลุกขึ้นจะขึ้นเตียงนอน รสิกามอง คำพูดของรุ้งรายดังก้องในหัว
“ความสุขเพียงอย่างเดียวของเฮียคือการได้อยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะต้องเสียเท่าไหร่ ฉันยอมถ้ามันจะทำให้เฮียได้สมหวัง”
ราพณ์บิดคลายความเมื่อยเบาๆ รสิกามองเขาเหม่อ ๆ ราพณ์เห็นอาการของเธอ
“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณหญิง”
รสิการู้สึกตัวว่าเผลอไป
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
รสิกาเลี่ยงไปหยิบสมุดออกแบบแล้วมานั่งที่เก้าอี้โซฟาเดี่ยวตั้งท่าจะทำงานแก้เขิน ราพณ์มองแล้วตัดสินใจเดินไปใช้มือวางบนสมุดออกแบบเป็นเชิงห้าม รสิกาเงยหน้ามองว่ามีอะไร
“คุณเพิ่งกลับมา อย่าเพิ่งทำงานเลยนะครับ”
“ฉันทำได้ค่ะ”
“คุณหญิง อย่าดื้อสิครับ”
“ฉันทำได้จริง ๆ”
ราพณ์มองแล้วตัดสินใจเข้าอุ้มจนเธอตัวลอยปล่อยพวกอุปกรณ์ลงพื้น
“ผมไม่ให้คุณทำงานแล้วคืนนี้”
รสิกาแย้งไปงั้น ๆ แก้เขิน
“ฉันขาดงานหลายวัน มีเรื่องติด ๆ กัน อีกไม่นานคงโดนไล่ออก”
“คุณก็ไม่ต้องทำงาน ผมดูแลคุณได้”
รสิกาหลุดปากออกมา
“นี่เป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้หรือเปล่าคะ”
ราพณ์ชะงักมองตารสิกา แต่เธอตาไม่ได้ดุ กลับดูหวั่นไหว
“คุณถามเพราะอยากรู้ หรือว่าประชดครับ”
“เรื่องแม่นมวันนี้มันทำให้ฉันถามตัวเอง ฉันอยากรู้ว่าที่คุณลงทุนกับฉันเพราะหน้าที่ของเจ้าหนี้ใช่ไหมคะ”
ราพณ์วางเธอลงบนเตียงนั่งข้างเตียงแต่แขนยังคร่อมตัวเธอที่กึ่งนั่งกึ่งนอน ราพณ์ยิ้มหวานใส่
“แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ใช่ล่ะ คุณจะเชื่อไหม ถ้าผมบอกว่าผม...”
รสิกาไม่กล้าฟังสวนตัดบททันที
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
ราพณ์มอง
“เรา...เพิ่งรู้จักกันไม่นาน”
“แต่ผม...”
ราพณ์มองพยายามจะสื่อความรู้สึก รสิกาทนสู้สายตากับเขาไม่ไหว
“ฉัน...ง่วงนอนแล้วค่ะ”
รสิกาตัดบทด้วยการล้มตัวลงนอน รสิกาพยายามข่มตานอนหลับด้วยความเขิน ราพณ์มองตามจะต้องทำให้รสิกาเชื่อให้ได้

ลินดาแต่งตัวเรียบร้อยกำลังจะออกไปข้างนอกพลางคุยโทรศัพท์มือถือ
“ฉันกำลังจะออกไปค่ะ คุณประสิทธิ์ถึงแล้วเหรอคะ”
รามเปิดประตูเข้ามาท่าทางเหมือนคนไร้วิญญาณมาก
“รอสักครู่นะคะ ฉันจะรีบไป...ราม”
ลินดามองหน้าลูกชายเห็นหน้าเครียดๆ
“ราม...เป็นอะไรลูก”
รามเข้ากอดโบตั๋น
“ม๊า...”
ลินดาตกใจ
“ราม...เป็นอะไร”
“ผมเกลียดพวกมัน เกลียด...” แต่ความรู้สึกของรามตรงข้าม
ลินดามองสภาพลูกชายแล้วตัดสินใจ หันไปพูดโทรศัพท์
“คุณประสิทธิ์คะ ฉันคงออกไปไม่ได้แล้ว ขอโทษด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ”
ลินดาจับลูกชายมากอด รามกอดซบตักแม่อย่างต้องการหาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

เวลาผ่านไป รามยังนอนตักของแม่สงบลงมากแล้ว ลินดาลูบผมเบาๆ
“ม๊าจะออกไปข้างนอกไม่ใช่เหรอ”
“ช่างมันเถอะ ไม่มีใครสำคัญกับม๊าเท่ารามหรอกลูก”
รามลุกขึ้นมองหน้าแม่
“ผมก็รักม๊าครับ บนโลกนี้มีม๊าคนเดียวที่รักผม”
ลินดากับรามกอดกัน

“ใครทำอะไรราม บอกม๊าสิ ม๊าจะจัดการมันให้”
 

สามี ตอนที่ 7 (ต่อ)

เช้าวันใหม่...รัตนาวลีกับแม่นมเตรียมใส่บาตรมีแหววช่วยจัดของ อาม่ากับพระลบเดินมาจากอีกด้านมีเง็กตามมา

“หม่อมวลี...ตื่นแต่เช้าเลยนะ” อาม่าทักทาย
แหววไหว้
“อรุณสวัสดิ์ค่ะอาม่า”
แม่นมยิ้มแย้ม
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณลิ้ม เดินออกกำลังกายเหรอคะ”
“พระลบอยากให้อาเหล่าม่าออกกำลังจะได้แข็งแรงครับ”
รัตนาวลีหันไปชวน
“ใส่บาตรด้วยกันไหมคะหม่าม๊า พระลบ”
อาม่ายินดี
“ตักบาตรร่วมขัน ทำบุญร่วมกัน อั๊วจะได้มีสะใภ้น่ารักอย่างลื้อทุกชาติไปเลย ดีไหมอาคุณนม”
แม่นมยิ้มรับ
“พระลบหิวข้าวแล้วครับ อาเหล่าม่า”
“งั้นอั๊วเข้าบ้านก่อนดีกว่า”
“ค่ะ” รัตนาวลียิ้มรับ
แหววหันมาถามอย่างสงสัย
“เอ่อ...สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่คะคุณนม”
“ไม่รู้สักเรื่องจะตายไหม”
“ตายค่ะ...”
แม่นมหยิก แหววเด้งหนีอย่างรู้ทัน
“หนีเหรอ”
“อยู่กันมาตั้งสามสี่สิบปี ต้องพัฒนากันบ้างสิคะ”
“แม่แหวว” แม่นมเสียงดุ
แหววมองอึ้งๆ แล้วต้องเดินกลับมาให้แม่นมหยิกแต่โดยดี แหววแทบจะตัวบิดตามมือแม่นม
“โอ้ย”
รัตนาวลีส่ายหน้ามองขำ ๆ มองแหววที่เด้งตัวหนีด้วยความเจ็บเป็นจังหวะเดียวกับที่รถของรามวิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว รามบีบแตรปิ๊นๆ แหววกระโดดหลบแทบไม่ทันด้วยความตกใจ
“เฮ้ย ขับรถแบบนี้จะฆ่ากันหรือไง”
รามจอดรถเปิดกระจกรถลง รามกับลินดายิ้มแล้วไม่สนใจเร่งความเร็วขับรถเข้าไปที่หน้าตึก รัตนาวลีหันมาสั่งแหวว
“แหวว เก็บของนะ ฉันจะเข้าไปดูเจ้าสัว”
แม่นมแปลกใจ
“อ้าว หม่อมไม่ตักบาตรแล้วเหรอคะ”
รัตนาวลีไม่ฟังเดินเข้าไปทันที แม่นมสงสัย
“สองคนนั้นเป็นใคร แล้วทำไมหม่อมต้องรีบขนาดนั้น”
“ก็คุณลินดากับคุณรามที่แหววเคยเล่าให้ฟังไงคะ”
แม่นมกังวล
“งั้นก็รีบตามเข้าไปสิ”
แม่นมกับแหววรีบตามเข้าไป

รัตนาวลีเดินเข้ามาที่หน้าตึก รามกับลินดาลงจากรถแต่ยังรีรอไม่ยอมเข้าไปในบ้าน รามทักทาย
“สวัสดีครับหม่อม”
“สวัสดีค่ะคุณราม คุณลินดา”
แม่นมกับแหววช่วยกันเก็บข้าวของเข้ามาอย่างรีบเร่งตามหลังมา ลินดาแดกดันทันที
“จะไปไหนมาไหนต้องมีบ่าวไพร่เดินตามรับใช้ราวกับง่อยเปลี้ยเสียขาเลยนะคะ”
แม่นมกับแหววหน้าตึงทั้งคู่ รัตนาวลีมองนิ่งใจเย็นมากยิ้มรับ
“ก็ตามฐานะน่ะค่ะ เป็นภรรยาเจ้าสัวเรียวจะอยู่ จะหยิบจับอะไรก็ควรจะสมเกียรติจริงไหมคะ”
ลินดาหน้าตึงแต่ยังแสยะยิ้ม
“สมเกียรติ หรือ จมไม่ลง แยกให้ออกนะคะ เพราะที่ลงทุนขายตัวทั้งแม่ทั้งลูก แล้วก็ขนคนมาเกาะเจ้าสัวกินกันทั้งวังเนี่ย ฉันสงสัยเหลือเกินว่าที่เป็นผู้ดีนี่แค่เปลือกนอกแต่เนื้อในเป็นปลิงหรือเปล่า”
แม่นมโกรธ
“หยุดนะ คุณไม่มีสิทธิ์หมิ่นเกียรติของหม่อม”
รามตวาด
“หุบปาก ม๊าฉันเป็นเมียเจ้าสัวเหมือนกันจะพูดอะไรก็ได้”
ลินดายิ้มหยัน
“เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าคนใช้แก่ ๆ อย่างแกไม่มีสิทธิ์มาตีเสมอฉัน เจ้านายไม่สั่งสอนหรือไงว่าอะไรควรไม่ควร”
แม่นมโกรธมาก รัตนาวลีกำลังจะสวน เสียงอาม่าดังขึ้นเสียก่อน
“ลื้อก็ไม่มีสิทธิ์จะมายืนด่าสะใภ้ของอั๊วเหมือนกัน”
อาม่าออกมา เง็กตามออกมา
“อั๊วไม่ชอบ”
ลินดาไม่พอใจ
“หม่าม๊า”
“ใครเป็นม๊าลื้อ อั๊วมีสะใภ้แค่สองคนคืออุษากับหม่อมวลี นอกคอกอย่างลื้อ อั๊วไม่นับ”
“โอ้ว...พะ...พะ...พลิกโผ” แหววพูดท่าทางกวนๆลอยหน้าลอยตา
ลินดาแค้นมากแต่รู้ว่าพูดไปตอนนี้ก็เสียเปรียบ รามเสียงอ่อนขึ้นมาเข้ากอดอาม่าอ้อนเต็มที่
“อาม่า...เช้าๆ แบบนี้อย่าอารมณ์เสียเลยนะครับ”
“อาราม...ลื้อก็บอกม๊าลื้อให้พูดน้อยๆ หน่อย อาม่าไม่ชอบ”
“ไว้ผมจะคุยกับม๊าเองนะครับ ผมหิวมากเลย ไปทานข้าวเช้ากันนะครับ”
“ป๊าน่าจะลงมาที่โต๊ะแล้วใช่ไหมเง็ก”
“ค่ะ”
อาม่าปรามราม
“เรียกเจ้เง็กสิราม ลื้อเด็กกว่าอีตั้งเยอะ”
“ครับ...” รามมองเง็กแบบปากไม่ได้นับถืออะไร เรียกไปงั้นๆ “เจ้เง็ก”
เง็กถอนใจไม่ค่อยอยากยุ่งนัก รามหันมาอ้อนอาม่าต่อ
“เข้าข้างในกันนะครับ อาม่า”
“หม่อมวลี ไปเจี๊ยะปึ่งกับหม่าม๊านะ”
อาม่าจับมือรัตนาวลีพาเข้าไปไม่สนใจลินดาเลย แม่นมหันไปชวนแหวว
“ไปรับใช้หม่อมกับเจ้าสัวกันเถอะแม่แหวว”
“ไปรับใช้คุณผู้หญิงตัวจริงของท่านเจ้าสัว...กันเถอะค่ะ”
แหววลั้นลาที่สุดรีบตามแม่นมเข้าไป รามไม่พอใจ
“ม๊า ผมจะเอาเรื่องมัน”
“อย่า ม๊าไม่อยากให้ป๊าอารมณ์เสียจนกว่าเราจะได้อย่างที่เราต้องการ เข้าใจไหม”
“ครับ ม๊า”

ลินดามองร้ายวันนี้จะเอาเรื่องให้ได้

 
โต๊ะอาหารคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว...รัตนาวลีกับอาม่าเข้ามาดูพระลบที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร รามกับลินดาเดินเข้ามา
 
“คุณผู้หญิงขา กิมท้อจัดโต๊ะรอแล้วค่ะ”
กิมท้อที่ช่วยจัดอาหาร รีบเข้าไปหาลินดาอย่างพอใจ
แหววมองอย่างคันไม้คันมืออยากจะเล่นงานเหลือเกิน แต่แม่นมจับแขนปรามไว้ รามยิ้มแย้ม
“วันนี้ผมกับม๊า อยากมาทานข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวน่ะครับ”
ลินดามองพระลบ
“ดีไหมครับพระลบ ทานข้าวกับอาม่า”
“ดีครับ” พระลบเดินไปจูงมือรัตนาวลี แล้วหันไปบอกอาม่า “อาม่านั่งข้างพระลบนะครับ”
ลินดาอึ้งที่พระลบจูงมือรัตนาวลี กิมท้อเสนอหน้าเลย
“คุณพระลบคะ”
รัตนาวลีกับแม่นมหันขวับมอง กิมท้อเห็นสายตาทั้งคู่ก็รีบหุบปากถอยไปทันที ลินดาไม่พอใจ
“ทำให้คนรับใช้กลัวลนลานขนาดนี้ หม่อมคงใช้อำนาจปกครองคนเป็นนิสัยใช่ไหมคะ คงเข้าข่ายผู้ดีบ้าอำนาจ”
รัตนาวลีสวน
“อบรมคนในบ้านไม่เรียกว่าบ้าอำนาจหรอกค่ะ ฉันต้องสอนให้คนในปกครองรู้ว่าใครคือคุณผู้หญิงของบ้านนี้ ใครคือคนนอก”
ลินดายิ้มไม่สะเทือน
“หม่อมคงชอบยกหางตัวเองเป็นนิสัยนะคะ ชูคอเป็นคุณผู้หญิง ทั้งที่ก็เป็นแค่อีตัวผู้ดี”
แหววจะวี้ดแต่ช้ากว่าแม่นม
“เสนียด”
ทุกคนชะงัก แม่นมหันไปสั่งแหวว
“แหววไปเอาไม้กวาดมาสิ ฉันจะกวาดอัปมงคลออกจากบ้านท่านเจ้าสัว”
รามโกรธ
“อีแก่ มึงว่าใคร”
แม่นมมองไม่ได้กลัวเลย
“ดิฉันไม่ได้ระบุ แต่ถ้าร้อนตัว ดิฉันจะได้ทราบว่าเสนียดหน้าตามันเป็นยังไง”
ลินดาโกรธมาก
“อบรมคนของคุณบ้างนะหม่อมวลี ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง”
รัตนาวลีมองหน้า
“คุณนมรู้เรื่องมารยาท กาลเทศะเป็นอย่างดี และทุกคนที่วังจะทราบดีว่าคำพูดเปรียบเหมือนอาภรณ์ จะสร้างค่าหรือน่าสังเวชก็เพราะปาก”
แม่นมเสริม
“ดิฉันรู้ว่าใครควรเกรงใจและไม่ควรไว้หน้าโดยไม่ต้องรอใครบอก เพราะคนเราจะสูงจะต่ำ วาจามันส่อกำพืด”
“อีแก่ มึง” รามโกรธ
“หยุดนะ” รัตนาวลีตวาด
รามชะงัก รัตนาวลีมองอย่างแข็งกร้าวว่าไม่ยอมเด็ดขาด รามท้าทายจะพุ่ง ทันใดนั้นเสียงเจ้าสัวเรียวดังขึ้น
“ราม”
ทุกคนหันมอง เจ้าสัวเรียวเข้ามามองลินดา
“เธอมาทำไม”
“ต้องมีธุระสิคะ สำคัญมาก”
ลินดามองไปทางราม เจ้าสัวเรียวหันมาบอกอาม่ากับรัตนาวลี
“หม่าม๊า หม่อม ทานกันไปก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมา”
เจ้าสัวเรียวเดินแยกไป ลินดาดึงรามไปสายตามองรัตนาวลีอย่างจะไม่ยอมแพ้ อาม่าพอใจ
“แบบนี้สิถึงจะสมเป็นซิมปู๋ของอั๊ว อย่าไปยอม ม๊าเชียร์ลื้อขาดใจ” อาม่าหันไปหาแม่นม “ลื้อนี่ปากคอไม่เบาเลยนะ”
“ขอโทษนะคะที่เสียมารยาท”
อาม่าหัวเราะ
“ดีแล้ว จิ้งจอกอย่างอาลินดาต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน อั๊วสงสารอารามถึงไม่อยากเล่นงาน”
“วลีเข้าใจค่ะ”
“อั๊วห่วงอาเรียวจริงๆ ไม่รู้นังจิ้งจอกมันจะหาเรื่องอะไรมาอีก”
รัตนาวลีมองอย่างเป็นห่วงว่าเจ้าสัวจะมีเรื่องอะไรอีก

เจ้าสัวเรียว ลินดา ราม คุยกันในห้องหนังสือ เจ้าสัวเรียวอึ้งกับคำขอของลินดา
“ให้รามเข้ามาอยู่ที่นี่...เพื่ออะไร”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าสัวจะถามแบบนี้ รามเป็นลูกชายของเจ้าสัวนะคะ”
เจ้าสัวเรียวตัดบทไม่ให้ลินดานอกเรื่อง
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้แค่ต้องการให้เข้ามาเพื่อ อยู่เฉย ๆแน่”
“รามเป็นลูกแต่กลับต้องออกไปอยู่นอกบ้าน มันยุติธรรมแล้วเหรอคะ”
เจ้าสัวเรียวมองลินดาอย่างรู้ทัน
“อั๊วไม่อยากให้บ้านร้อนเป็นไฟ”
“ทำไมคะ เจ้าสัวขนใครต่อใครเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ ทั้งผู้ดีกับขี้ข้า แต่กลับไม่สนใจจะดูแลลูกแท้ๆ ของตัวเอง เจ้าสัวทำเหมือนรามไม่ใช่ลูก”
เจ้าสัวเรียวมองรามที่ยืนสะเทือนใจเพราะคำพูดของลินดา
“บางครั้งผมก็สงสัย ว่าป๊าเคยคิดว่าผมเป็นลูกของป๊าบ้างไหม” รามน้อยใจ
เจ้าสัวเรียวแม้จะดูเด็ดขาดกับรามก็เฉพาะเวลาเขากวนประสาท แต่เวลารามน้อยใจก็สร้างความสงสารไม่น้อย
“อั๊วขอคิดดูก่อน”

ลินดามองท่าทีเจ้าสัวเรียวยิ้มอย่างพอใจ
 

 
รัตนาวลี อาม่า พระลบนั่งอยู่ที่โต๊ะ ที่จัดอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว รัตนาวลีช่วยดูแลป้อนพระลบ พลางมองไปทางห้องหนังสืออย่างเป็นห่วง เจ้าสัวเรียวสีหน้าเครียด ๆ เดินเข้ามา ลินดากับรามเดินตามมา เจ้าสัวเรียวลงนั่งที่โต๊ะอาหาร
 
“ลินดากลับก่อนนะคะหม่าม๊า”
ลินดาจะสวัสดี แต่อาม่าไม่มองด้วยซ้ำไป อาม่าหันไปหาราม
“ราม...เจี๊ยะปึ่งไหม”
“ไม่ครับอาม่า ผมต้องรีบไปทำงาน”
ราพณ์กับรสิกาเข้ามาที่โต๊ะอาหาร
“ราพณ์ ทำไมวันนี้ลงมาสายนัก” เจ้าสัวเรียวถามขึ้น
“วันนี้ผมไม่ได้เข้าบริษัทครับ มีนัดกับคุณหญิง”
รสิกาหันมอง ราพณ์ยิ้ม เธอนิ่งไป รามมองราพณ์ที่ดูสีหน้ามีความสุข เขาอยากกวนประสาท
“ม๊าครับ ผมว่าเรากินข้าวเช้าพร้อมหน้ากันก็ดีนะครับม๊า อบอุ่นดี”
ไม่ต้องให้ใครเชิญ รามลงนั่งตรงข้ามกับเก้าอี้ของราพณ์
“ก็ดีเหมือนกันนะ” ลินดานั่งเลยรู้ว่ารามต้องมีอะไรสนุกๆ แน่
ราพณ์มองรามกับลินดา รู้ว่าจงใจอยู่เพื่อกวนประสาท เจ้าสัวเรียวหันไปหาราพณ์
“นั่งสิราพณ์”
ราพณ์ขยับเก้าอี้ให้รสิกา
“คุณหญิงครับ”
รสิกาลงนั่งตามที่ราพณ์เลื่อนเก้าอี้ให้ บนโต๊ะนิ่งเงียบกันไป รัตนาวลีหันไปสั่งแหวว
“แหวว ตักข้าวต้มสิ”
แหววรีบจัดการตักข้าวต้มให้แต่ละคน จะส่งข้าวต้มให้ราพณ์แต่รามคว้าชามข้าวต้มมาก่อน
“ผมขอก่อนนะเฮีย ผมหิว”
ราพณ์มองหน้า รามมองกวนๆ
“ทีคนผมยังสละให้ได้ ข้าวต้มถ้วยเดียว” รามตามองรสิกา “ผมขอ”
รามกำลังจะยกข้าวต้มพุ้ยกิน แต่ราพณ์ตบโต๊ะ ปัง รามชะงัก ทุกคนก็ชะงัก
“ไม่ได้ ถ้าเฮียไม่อนุญาต นอกจากป๊า ทุกคนในบ้านก็ไม่มีสิทธิ์”
รามอึ้งไม่เคยเจอราพณ์ที่เสียงแข็งแบบนี้มาก่อน ลินดาพยายามช่วยราม
“ต่อหน้าเจ้าสัว ควรจะมีความเกรงใจกันบ้างนะคะคุณราพณ์”
“มันเป็นธรรมเนียมของบ้านนี้ คุณลินดาเกาะติดที่นี่มานาน ควรจะรู้ว่าในฐานะลูกชายคนโต ผมจะเป็นรองให้แค่ป๊าคนเดียวเท่านั้น”
ทุกคนมองไปทางเจ้าสัวเรียวที่พยักหน้าแล้วนิ่ง ราพณ์มองหน้าราม
“วางถ้วยข้าวต้มลงในที่ ๆมันควรอยู่”
รามฮึดฮัดทำท่าจะโยนไปวางทางอื่น ราพณ์จ้องด้วยอำนาจที่มีเต็มที่
“ราม”
รามยังมีความเป็นน้องอยู่มากเกือบสะดุ้งกับเสียงของพี่ชาย เขามองราพณ์เป็นการต่อสู้ที่ราพณ์จะต้องกำหราบรามให้ได้ในวันนี้ต่อหน้าทุกคนในครอบครัว เป็นการพิสูจน์ความเป็นลูกชายคนโตของตระกูล รามบีบคั้นมากที่ต้องทำตามแต่ที่สุด ก็ต้องวางชามข้าวต้มตรงหน้าราพณ์ ทุกคนอึ้งทึ่งในความน่าเกรงขามของราพณ์ ทุกคนหันไปมองราม เขาเสียหน้าคว้าเสื้อจะเดินออกไป ลินดารีบลุกตาม
“ราม”
ราพณ์พูดขึ้น
“อีกเรื่องที่แกต้องรู้”
รามกับลินดาชะงัก
“คุณหญิงคืออาซ้อของแก เขามีสิทธิ์ทุกอย่างในบ้านนี้เทียบเท่ากับฉัน นั่นหมายถึง ทุกคนต้องฟังและให้เกียรติเขา จำไว้”
แหววแทบกรี๊ด พูดเบาๆ กับแม่นม
“เท่มาก”
แม่นมหยิกแหววอย่างหมั่นไส้
“กิริยา”
แม่นมมองราพณ์ยิ้มอย่างพอใจกับความเป็นผู้นำของเขา รามมองราพณ์กับรสิกาด้วยสายตาเกลียดชัง รามกำหมัดแน่นที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ยังทำท่าไม่แคร์ กวนตีนออกไป ลินดาจะตามไปแต่ยังไม่วายหันมาหาเจ้าสัวเรียว
“หวังว่าเจ้าสัวคงให้คำตอบลินดากับลูกได้เร็วๆนี้นะคะ”
เจ้าสัวเรียวนิ่งเครียด ลินดาออกไป ในขณะที่บรรยากาศเงียบ อาม่าตบมืออย่างพอใจ
“เป็นเช้าที่อั๊วมีความสุขจริง ๆ อาราพณ์ ลื้อทำให้อาม่าตายตาหลับแล้วนะ อั๊วภูมิใจในตัวลื้อจริง ๆ”
ราพณ์มองพระลบที่หลบตาเบียดกับรัตนาวลีท่าทางกลัวๆ
“เป็นอะไรครับพระลบ”
พระลบสะดุ้ง
“กลัวป๊าครับ”
ราพณ์ยิ้ม
“ป๊าขอโทษนะครับ ขอโทษนะครับอาม่าที่ผมเสียงดัง เจี๊ยะม๊วยเถอะครับ”
อาม่าคีบกับข้าวให้ราพณ์อย่างอารมณ์ดี
“ลื้อเจี๊ยะเยอะ ๆ นา”
รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียวเห็นเขาถอนใจเบาๆ แต่พอเห็นรัตนาวลีมองก็ยิ้มให้ รสิกามองราพณ์อย่างทึ่งๆ กับการแสดงออกของเขา รัตนาวลีหันไปหาเง็ก
“เง็กจ๊ะ แล้วคุณระรินกลับมาจากต่างจังหวัดหรือยัง”
เง็กพร้อมรายงาน

ระรินเข้ามาในออฟฟิศ เห็นศิริพรกับสิริโสภาก็ยิ้มให้แล้วจะเดินไปห้องรสิกา
“คุณหญิงยังไม่เข้ามาค่ะ” ศิริพรบอก
ระรินชะงัก
“เหรอคะ...”
เสียงกอบกู้ดังขึ้น
“อรุณสวัสดิ์คุณระริน”
ระรินหันไปเห็นกอบกู้เดินออกมาจากห้องทำงานก็หน้าเจื่อน
“ที่รินมาเริ่มงานช้า เพราะ...ไปกระบี่ทิ้งทวนก่อนทำงานค่ะ” ระรินมองกอบกู้อย่างขอความเห็นใจ “รินขอโทษนะคะพอดีติดเกาะ”
กอบกู้ถามยิ้ม ๆ
“ติดเกาะหรือติดลมครับ”
ระรินหัวเราะเก้อ ๆ
“ถ้าบอสจะรู้ทันขนาดนี้ รินคงไม่กล้าเกแน่เลยค่ะ”
“เกเรได้ครับ ถ้าใจรักซองขาว”
ระรินสะดุ้ง
“เชิญที่ห้องผม ผมจะคุยเรื่องตำแหน่งงานของคุณ”
“ค่ะ”
กอบกู้เดินเข้าไปในห้องทำงาน ศิริพรยิ้มให้ระริน
“โชคดีนะคะ”
ระรินยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนตามเข้าไป สิริโสภาเข้ามาในออฟฟิศเข้ามาที่โต๊ะทำงานกระวนกระวายนิดๆแล้วตัดสินใจ
“พี่พร มีใครโทรมาถามหาสิหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีนี่จ๊ะ รอให้ใครโทรมาหรือเปล่า”
“เพื่อนน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวสิเอาเช็คไปเข้าธนาคารด้วยนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
ศิริพรถือแฟ้มเอกสารเดินเลี่ยงไป สิริโสภาพึมพำ

“ราพณ์คงยังไม่รู้เรื่องเรา”

 
หน้าตึกคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว...รัตนาวลีเดินออกมาส่งราพณ์กับรสิกาที่รถ
 
“ยังไงอ้ายช่วยดูอาหารเสริมมาให้คุณนมด้วยนะลูก”
“ได้ค่ะหม่อมแม่”
ราพณ์หันมาหารัตนาวลี
“เรื่องที่โต๊ะอาหาร ผมต้องขอโทษหม่อมกับคุณหญิงที่พูดเหมือนกร่างแบบนั้น ทั้งที่หม่อมเป็นภรรยาของป๊า เป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้”
รัตนาวลียิ้ม
“ฉันไม่ได้ยึดติดตำแหน่งคุณผู้หญิงหรอกค่ะ เพราะฉันอยากเป็นแม่ยายจอมเฮี้ยบมากกว่า” รัตนาวลี มองแบบแอบขู่ “ลูกเขยจะได้ไม่กล้าทำให้ลูกสาวของฉันเสียใจ”
ราพณ์ยิ้มเหวอ ๆที่เจอขู่
“ถึงไม่เฮี้ยบ ผมก็ไม่กล้าหรอกครับ แต่บางครั้ง ปัญหาพี่ๆ น้องๆ ของผมอาจจะกระทบหม่อมกับคุณหญิงบ้าง”
“คุณไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะสิ่งที่คุณพูดที่โต๊ะอาหารมันคือความชัดเจน บางครั้งเราก็ต้องเด็ดขาดกับคนที่สมควร หรืออ้ายว่ายังไงลูก”
รสิกาเห็นราพณ์กับรัตนาวลีมองมา
“อ้ายเข้าใจค่ะ”
“เห็นไหมครับว่าภรรยาผมน่ารักจริงๆ”
ราพณ์มองตาหวานใส่ รสิกาเมินมองไปทางอื่น รัตนาวลีมองยิ้มๆ
“แล้วคุณราพณ์ไม่เข้าออฟฟิศ จะพาหญิงอ้ายไปไหนเหรอคะ”
รสิกาหันมองเขา ราพณ์ยิ้ม

ราพณ์มือหนึ่งถือถุงขนมสำหรับแจกจูงมือรสิกาเข้ามาในโรงเรียนศิลปะสำหรับเด็กเล็ก เธอมองอึ้งๆ แล้วมองเขาอย่างแปลกใจ
“ที่นี่มัน”
เด็ก ๆ เข้ามาหาราพณ์
“สวัสดีครับ ลุงราพณ์”
ราพณ์ยิ้ม
“วันนี้ลุงราพณ์กับคุณครูเอาขนมมาแจกด้วยนะ”
รสิกายิ่งมองราพณ์อย่างตกใจ
“ทำไมคุณถึงรู้...”
ราพณ์ยิ้มแทนคำตอบ

ราพณ์กับรสิกา เดินคุยกันมาตามทาง บริเวณโรงเรียนศิลปะสำหรับเด็กเล็ก
“สองปีที่แล้ว ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่นี่ เธอเป็นคุณหญิงมีเชื้อสาย แต่เธอใจดีมาก ยอมมาสอนศิลปะโดยไม่รับเงินตอบแทน ตั้งแต่ผมเห็นเธอวันนั้น” ราพณ์มองตารสิกา “ผมก็รู้ตัวว่า สายตาของผมไม่อยากมองใครอีกนอกจากเธอคนเดียว”
รสิกายืนสบตาราพณ์อึ้งๆ เธอพยายามใจแข็ง
“วศินก็เคยพูดคำนี้ มันก็แค่คำพูดลอย ๆ”
“ถ้าคุณยอมให้เวลาผม ผมจะใช้เวลาทั้งชีวิตพิสูจน์คำพูดของผมกับคุณคนเดียว”
รสิกาเหมือนโดนคำพูดของเขากะเทาะเปลือกเย็นชาให้หลุดร่อนออก เธอพยายามที่จะนิ่งเหมือนไม่รู้สึกแต่ไม่อาจสบตากับเขาได้ต่อไป เธอหลบตา
“คุณหญิงครับ...”
“สายแล้วค่ะ ฉันต้องเข้าบริษัทแล้ว”
รสิกาเดินเลี่ยงไป ราพณ์อึ้งนิด ๆ มองตามรสิกาที่เดินห่างไปราวกับไม่รู้สึกอะไร แต่จริงๆแล้วรสิกาเขิน หัวใจเต้นรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เธอมาหยุดยืนที่รถ ราพณ์กดรีโมท รสิกาเปิดประตูรถ

ลินดาเปิดประตูรถแล้วก้าวลงจากรถ รามเดินตามลงมา
“ทำไมม๊าไม่กลับเข้าไปอยู่บ้านป๊ากับผม”
“สิบปีก่อน พวกไอ้ราพณ์มันยื่นคำขาดให้ป๊าแกเลือกระหว่างพวกมันกับเรา ลื้อก็เห็นว่าป๊าลื้อเลือกใคร พวกมันเกลียดม๊า”
“พวกเฮียก็เกลียดผมเหมือนกัน”
“แต่รามมีสายเลือดของป๊า ยังไงก็เป็นลูก เป็นน้อง ป๊าแกถือนักเรื่องสามัคคี พี่น้อง กตัญญู ถ้าแค่ลูกคนเดียว พวกนั้นจะไม่กล้า เป็นโอกาสที่เราจะแก้แค้นพวกมัน ทำเพื่อม๊านะราม” ลินดาบีบน้ำตา
“สิบปีที่ม๊าต้องทุกข์ทรมาน นับจากวันนี้ไป พวกมันต้องไม่ได้เป็นสุขอีก”
ลินดากอดรามอย่างพอใจ
“ม๊าไปก่อนนะ”
“ม๊าจะไปไหน...ผมจะไปส่ง”
“ไม่ต้องหรอก ม๊ามีธุระ”
“แล้วทำไมไม่ให้ผมไปส่ง...หรือว่าม๊า...”
ลินดาปรามเต็มที่
“ถ้าป๊าแกรู้ เราจะไม่ได้อะไรเลย”
“ผมไม่บอกป๊าหรอก อย่าให้เด็กหลอกนะม๊า”
“อายุมากกว่าม๊า”
รามยิ้ม
“ขอให้เขาดีกับม๊ามาก ๆ ก็แล้วกัน”
ลินดาแปลกใจที่ยอมง่าย ๆ
“รามไม่โกรธม๊าเหรอ”
“ไม่หรอกครับ ก็ผมบอกแล้วว่าผมรักม๊า ม๊าเจ็บเพราะป๊ามามากแล้ว ถ้าจะมีคนทำให้ม๊ามีความสุข ผมก็ไม่ขวาง”
“ราม...”
ลินดาเข้ากอด รามกอดตอบด้วยความรัก
“รามเห็นไหมว่าราพณ์มันหวงคุณหญิงมาก”

รามยิ้มมองลินดาอย่างเข้าใจว่าต้องการอะไร


จบตอนที่ 7 
กำลังโหลดความคิดเห็น...