xs
xsm
sm
md
lg

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7

เต็มเดือนรับใบมรณบัตรของเวียงแก้วที่ดำรงยื่นให้มาดู
 
มันเป็นใบมรณบัตรที่มารุตเอามาให้ร้อยดาวซึ่งระบุว่าเวียงแก้วตายเพราะหัวใจวาย
ดำรงพูดกับเต็มเดือน “หล่อนจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง ?”
จงจิตกับสร้อยฟ้าสบตากันแบบร้อนๆหนาวๆ เพราะกลัวว่าความจะแตก เต็มเดือนพูดอย่างใจเย็นไม่สะทกสะท้าน
“จะให้เต็มอธิบายเรื่องไหนล่ะคะคุณพ่อ ? สาเหตุการตายของเวียงแก้วที่แท้จริง หรือตามที่ปรากฏในเอกสารนี่ ?”
“ทั้งสองอย่าง ! ทำไมในใบมรณบัตรนั่นถึงได้ระบุว่าหัวใจวายตาย ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่าแม่เวียงแก้วผูกคอตาย” ดำรงบอก
“จำได้ลางๆ คุณพี่เคยบอกกับเต็มว่า เรื่องที่เวียงแก้วฆ่าตัวตาย เพราะถูกจับได้ว่านอกใจ เป็นความอับอายขายหน้าของบดินทร์ธร อีกอย่าง เรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับท่านชายวิรุฬ เกรงว่า จะเสื่อมเสียถึงเวฬุมาศ คุณพี่จึงวิ่งเต้นให้ระบุสาเหตุการตายว่าเวียงแก้วหัวใจวายเฉียบพลัน เพื่อที่เรื่องจะได้ไม่บานปลายออกไป”
“แล้วหลังจากคุณแม่เวียงแก้วตายแล้วล่ะคะ ศพอยู่ที่ไหน” ร้อยดาวถาม
“คุณพี่ก็ทำพิธีเผา เอากระดูกลอยอังคารลงแม่น้ำไปแล้วน่ะสิ จะเก็บเอาไว้ทำไมให้เป็นกาลกิณี” จงจิตบอก
“ตอนนี้ แม่แกคงกำลังปีนต้นงิ้วง่วนกับชายชู้อยู่ในนรก”
ทันใดนั้น กระจกหน้าต่างก็แตกดังเพล้งเหมือนถูกใครเอาหินปา ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน ทุกคนตะลึงด้วยความตกใจ
“บางทีคุณแม่เวียงแก้วอาจกำลังวนเวียนอยู่แถวนี้ ตามล่าคิดบัญชีพวกคนชั่วที่เคยก่อกรรมเอาไว้ เพื่อล้างมลทินก็ได้ ใครจะรู้ !” ร้อยดาวบอก
จงจิตกับสร้อยฟ้ารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ขณะที่เต็มเดือนนิ่งมาก
“อยู่ต่อหน้าฉัน หล่อนยังกล้าพูดจาเหลวไหล เอาสิ... ถ้าวิญญาณแม่ของหล่อนยังอยู่จริง ก็มาปรากฏตัวให้ฉันเห็นกับตาอีกสักครั้ง จะได้ถามให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ว่าความจริงเป็นยังไง” ดำรงว่า
ดำรงท้าทายเวียงแก้วอย่างต้องการพิสูจน์ความจริง

ช้อยถือถาดข้าวต้มกับน้ำดื่มยืนเคาะประตูเรียกนานฟ้าที่หน้าห้องด้วยความเป็นห่วง
“คุณหญิงคะ ! คุณหญิง.... ช้อยทำข้าวต้มเครื่องร้อนๆมาให้ค่ะ เปิดประตูให้ช้อยเข้าไปหน่อยนะคะ”
สิบทิศเดินเข้ามา
“มีอะไรหรือช้อย”
“ก็คุณหญิงน่ะสิคะ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ช้อยเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมออกมารับประทาน จะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะ ?”
สิบทิศตัดสินใจเอาตัวกระแทกแรงๆ เพื่อพังประตูห้องน่านฟ้าเข้าไปด้วยความเป็นห่วง

สิบทิศพังประตูเข้ามาในห้องน่านฟ้าแต่เขาไม่เห็นน่านฟ้าอยู่ในห้อง ช้อยเข้าไปหาเพราะนึกว่าจะอยู่ในห้องน้ำหรือมุมอื่นๆในห้อง
ช้อยตกใจ “คุณหญิง ! คุณหญิงหายไปไหนก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”
สิบทิศเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ เขาเห็นผ้าปูที่นอนผูกต่อยาวลงไปข้างล่าง สิบทิศรู้ได้ในทันที ว่าน่านฟ้าปีนหน้าต่างหนีไปแล้ว

สิบทิศสวมเสื้อคลุมก้าวฉับๆ ออกมาที่หน้าตำหนักจันทร์อย่างรีบเร่ง ช้อยรีบวิ่งตามออกมา
“คุณชายเจ้าคะ ! จะไปไหนเจ้าคะ !”
“ฉันจะไปตามน่านฟ้า ! อย่าเพิ่งให้ท่านป้าทรงรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”
“เจ้าค่ะ !”
สิบทิศบึ่งรถออกไปตามน่านฟ้าทันที

น่านฟ้าในชุดทะมัดทะแมงคล้ายผู้ชาย สะพายเป้ของใช้ที่จำเป็นติดตัวมาด้วยเดินลำพังกลางถนนเปลี่ยว ท้องฟ้าแลบเป็นประกายคล้ายฝนกำลังจะเทลงมาอย่างหนัก น่านฟ้าเหลียวมองไปรอบๆ เพื่อหาที่ปลอดภัยหลบฝน เธอรู้สึกระแวงและหวาดกลัวไปหมด ฝนเริ่มลงเม็ดใหญ่ๆ หยดลงมาที่แขนของน่านฟ้า
“ฝนจ๋า ! อย่าเพิ่งตกลงมาตอนนี้เลยนะ”
ไม่ทันขาดคำ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก น่านฟ้ารีบวิ่งหลบฝนไม่คิดชีวิต น่านฟ้าเห็นไฟหน้ารถส่องมาไกลก็วิ่งเข้าไปขวางแล้วโบกมือเพื่อจะขอติดรถไปด้วย
“จอดด้วยค่ะ จอดด้วย !!”
แสงไฟจากหน้ารถ ส่องสว่างจ้าจนน่านฟ้าต้องหยีตา น่านฟ้ายกมือป้อง พร้อมกับเสียงบีบแตรดังยาวดังสนั่น

สิบทิศขับรถฝ่าสายฝนตระเวนตามหาน่านฟ้าจนทั่วแต่ก็ไม่พบ สิบทิศกำพวงมาลัยแน่นโดยมีความรู้สึกทั้งเป็นห่วง ทั้งโกรธน้องสาว
“เจอตัวเมื่อไหร่ จะสั่งกักบริเวณไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย คอยดู”

รถของสิบทิศแล่นหายไปกับสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก ฟ้าร้องดังสนั่น

น่านฟ้าตัวเปียกนั่งอยู่ในรถมารุตท่ามกลางฝนที่ตกหนัก

“ทะเล่อทะล่า ตัดหน้ารถมาได้ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ดีนะที่เป็นไอ ถ้าเป็นคนอื่นเขาชนกระเด็นไปแล้ว”
“ขี้บ่นเป็นคนแก่ไปได้ น่ารำคาญ แล้วนายล่ะ ดึกดื่นป่านนี้ยังไม่นอน มาทำอะไรแถวนี้”
“ไอยังไม่ง่วง ก็เลยขับรถกินลมชมวิวเล่นในตัวเมือง ขากลับก็เลยแวะซื้อขนมปังทาเนยเจ้าอร่อยมาฝาก” มารุตพูดยังไม่ทันขาดคำ น่านฟ้าก็หันไปเห็นถุงขนมปังทาเนยวางอยู่ที่เบาะท้ายรถ น่านฟ้าถือวิสาสะฉวยมากินหน้าตาเฉย
“เฮ้ย ! ขนมนี่ ไอซื้อมาฝากเพื่อนไอนะ”
“พี่ร้อยดาวไม่ว่าอะไรหรอกน่า ขอกินก่อน ตอนนี้ฉันหิวจนแทบจะกินช้างทั้งตัวได้อยู่แล้ว”
“เธอล่ะ ไปยังไงมายังไง ถึงได้มาเดินดุ่มๆ คนเดียวแบบนี้ ไม่กลัวโดนฉุดหรือไง”
น่านฟ้าชะงักกึกถึงกับกินไม่ลง
น่านฟ้าพูดเสียงอ่อย “ฉัน...หนีออกจากบ้าน”
“ห๊า ! ว่าไงนะ !!”
มารุตตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าลูกคุณหนูอย่างน่านฟ้าหนีออกจากบ้าน

มารุตพาน่านฟ้ามาที่โรงแรม
“ทำไมถึงไม่ยอมให้ไอพายูไปส่งที่บ้าน”
“ฉันไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว ถ้าต้องถูกบังคับราวกับเป็นนักโทษ สู้หนีไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า”
“แต่ยูเป็นผู้หญิง หนีออกมาคนเดียวแบบนี้มันอันตราย ตอนนี้พี่ชายขี้เก๊กของยู คงออกตามหาให้จ้าละหวั่น”
“พี่ชายไม่สนใจฉันหรอก ต่อให้ฉันจะเป็นจะตายยังไงก็ไม่เคยอยู่ในสายตา” น่านฟ้าอ้อนมารุต “ฉันไม่มีที่ไป ข้างนอกฝนตกหนัก ห้องพักที่นี่ก็เต็มหมดแล้ว คืนนี้ ขอฉันพักกับนายที่นี่ด้วยคนนะ”
น่านฟ้าส่งสายตาอ้อนวอนมารุต
“เฮ้ยย !!! ยูเป็นผู้หญิง ไอเป็นผู้ชาย นอนด้วยกันได้ซะที่ไหน คนไทยเขาถือ...”
“แต่ฉันไม่ถือ น๊า... Please….”
“ไม่...ไม่...ไม่... ไม่ได้เด็ดขาด !!”
มารุตยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง

น่านฟ้านอนบนเตียง
“ฉันจะนอนบนนี้ ส่วนนายลงไปนอนที่พื้น”
มารุตถูกไล่ให้ลงไปนอนข้างล่าง น่านฟ้าโยนผ้าห่มกับหมอนให้
“นี่ผ้าห่มของนาย และนี่หมอนของนาย”
น่านฟ้าเอาหมอนข้างมากั้นกลางแบ่งเส้น
“หมอนข้างนี่เป็นเส้นแบ่งเขตแดน นายมีสิทธิ์อยู่เฉพาะฝั่งนั้น ห้ามล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่นี้ของฉันโดยเด็ดขาด”
มารุตทำหน้าเซ็ง “What !!!! ตกลงใครเป็นเจ้าของห้องกันแน่ ห๊า”
“ฉันเป็นผู้หญิง นายเป็นผู้ชายต้องรู้จักเสียสละ ถึงจะเรียกว่าสุภาพบุรุษ Understand ?”
มารุตเอนตัวลงนอนอย่างจำใจ
“คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ตัดสินใจพายูมาด้วย รู้อย่างนี้ น่าจะปล่อยให้ลงข้างทาง ตากฝนซะให้เข็ด”
“แค่นี้ ลำเลิกบุญคุณเหรอ ! ถ้าไม่จนตรอกจริงๆ จ้างให้ฉันก็ไม่มีวันค้างคืนห้องเดียวกับคนกวนประสาทอย่างนายหรอก เชอะ”
ทั้งสองต่างนอนตะแคงหันหลังให้กัน
“นายมีพี่น้องบ้างหรือเปล่า นายมาร์ค” น่านฟ้าเอ่ยถาม
“ไอลูกคนเดียว ไม่มีพี่ไม่มีน้อง เหงาจะแย่”
“ถามจริงๆเถอะ ถ้านายมีพี่ชายจอมเผด็จการอย่างฉัน คอยบงการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจนแทบกระดิกไม่ได้ นายจะทำยังไง จะทำอย่างที่ฉันทำอยู่นี่หรือเปล่า”
ไม่มีเสียงตอบจากมาร์ค น่านฟ้าผิดสังเกตจึงชะโงกหน้าลงมาดู เธอเห็นมารุตกรนเบาๆ เพราะหลับไปแล้ว
“หลับซะละ ! พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย”
น่านฟ้าทิ้งตัวนอนก่ายหน้าผากเพราะคิดเรื่องของตัวเองไม่ตก

ดาหลาเดินกะเผลกๆ ไล่ปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้ฝนสาดเข้ามา เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนกลางสายฝนอยู่ผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดาหลาเพ่งสายตามอง ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาทำให้เกิดแสงไฟผ่าสว่างวาบ ดาหลาเห็นว่าเป็นเวียงแก้วที่แทบจ่อหน้าดาหลา
 
ดาหลาตกใจสุดขีด

ดำรงนั่งอยู่ที่เก้าอี้โยกตัวเดิม เขาทอดสายตามองเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมา
 
ดาหลาเดินก้มหน้าเข้ามาโดยไม่เดินกะเผลกแต่มีลักษณะการเดินเหมือนเวียงแก้วตอนมีชีวิต
“แผลที่ซุ่มซ่ามเหยียบเศษแก้วมา หายดีแล้วหรือ ?” ดำรงถาม
ดาหลาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ นั่งพับเพียบตรงหน้าดำรงอย่างช้าๆ ดำรงจ้องดาหลาแบบรู้สึกผิดปกติ
“เป็นอะไรของเธอ แม่ดาหลา ?”
ดาหลาค่อยๆสยายผมลงมาเช็ดที่หลังเท้าดำรงแล้วร้องไห้
“คุณท่านได้โปรดช่วยข้าเจ้าด้วย !!”
ดาหลาค่อยๆเงยหน้าขึ้น ฟ้าแลบส่องแสงสว่างวาบเข้ามา ดำรงถึงกับตะลึง เมื่อเห็นใบหน้าดาหลากลายเป็นใบหน้าเวียงแก้ว
“คุณท่านอยากฟังความจริงจากปากของข้าเจ้าไม่ใช่หรือเจ้า”
“เวียงแก้ว ! เธอยังอยู่จริงๆหรือนี่”
“ข้าเจ้าไปไหนไม่ได้ ได้โปรดช่วยข้าเจ้าด้วย งมศพข้าเจ้าขึ้นมาทีแล้วความจริงที่คุณท่านอยากรู้ ก็จะถูกเปิดเผย…”
“ศพเธออยู่ที่ไหน”
เวียงแก้วชี้นิ้ว “ใต้บึงบัวเจ้า...”
ขาดคำเวียงแก้ว ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาอีกครั้ง เวียงแก้วออกจากร่างดาหลาไป ดำรงยังนั่งตัวแข็ง เพราะทำอะไรไม่ถูก เขาถึงกับตาค้างกับภาพที่เพิ่งเห็นตรงหน้า

ร้อยดาวนอนหลับโดยกำลังฝันร้าย
ในความฝัน ร้อยดาวเห็นปกรณ์ เนื้อตัวมอมแมม ถูกตีตรวน ล่ามโซ่ที่เวียงร้อยดาว
“ช่วยด้วย !!! ได้โปรดเถอะ... ช่วยพ่อด้วย ทรมานเหลือเกิน ! ช่วยพาพ่อออกไปจากขุมนรกนี่ที”
ร้อยดาวตกใจจนสะดุ้งตื่น
“คุณพ่อ !!”
ร้อยดาวปวดหัวหนึบ เธอเอามือกุมขมับเพราะรู้ว่าตัวเองฝันไป เวียงแก้วปรากฏตัวด้านหลังร้อยดาว
“ฝันร้ายเหรอ ร้อยดาวลูกแม่”
ร้อยดาวสะดุ้งเฮือก เธอหันไปเห็นเวียงแก้วยิ้มให้
“หนูฝันเห็นคุณพ่อปกรณ์ค่ะ คุณพ่อปกรณ์ขอร้องให้หนูช่วย”
“พ่อของลูกตายไปตั้งนานแล้ว ไม่มีวันที่จะกลับมาได้อีก”
“แต่หนูฝันแบบนี้มาหลายครั้งแล้วนะคะ คุณแม่ บางทีคุณพ่อปกรณ์อาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”
เวียงแก้วเสียงแข็ง “แม่บอกว่าตาย ก็คือตาย”
พูดจบ เวียงแก้วก็หายวับไป ร้อยดาวตกใจที่เห็นท่าทีของเวียงแก้วแปรเปลี่ยนไป

ปกรณ์ซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งของห้องใต้ดินด้วยท่าทางหวาดกลัว เวียงแก้วค่อยๆก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ปกรณ์หวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นว่าเวียงแก้วกลับมาอีกแล้ว
“ออกไป ! อย่าเข้ามา ! กลัวแล้ว ! ออกไป”
“ดึกแล้วคุณปกรณ์คงหิว ข้าเจ้าเอาอาหารค่ำมาให้ กินสิเจ้า...”
เวียงแก้วโยนท่อนแขนของบึกลงที่พื้น ปกรณ์เห็นรอยสักที่ต้นแขนบึกก็จำได้จึงตะลึงจนตาค้าง
“ไอ้... ไอ้บึก !”
ปกรณ์ส่ายหน้าแล้วซุกตัวอย่างหวาดกลัว
“ไม่ ! ข้าไม่กิน ! ไม่กิน”
เวียงแก้วหยิบแขนบึกที่เริ่มเน่าเฟะขึ้นมายัดใส่ปากปกรณ์
“ข้าเจ้าสั่งให้กิน ก็ต้องกิน ! ลิ้มรสเลือดเนื้อไอ้คนสารเลวที่มันทำระยำอัปรีย์กับข้าเจ้าว่ารสชาติเป็นยังไง ! กินเข้าไป”
เศษเนื้อท่อนแขนที่เน่าเฟะเข้าปากปกรณ์ทำให้เขาถึงกับโก่งคออาเจียนออกมา
“ช่วยด้วย !!! ใครก็ได้ช่วยข้าที”
“ตะโกนให้คอแตกก็ไม่มีใครได้ยินเสียงคุณปกรณ์หรอกเจ้า หรือต่อให้ได้ยิน ก็ไม่มีใครเห็น เพราะข้าเจ้าใช้อาถรรพ์บังตาไว้หมดแล้ว”
“ฆ่าข้าสิ ! ทำไมไม่ฆ่าให้ตายๆไปซะ”
“ตราบใดที่ข้าเจ้ายังไม่ให้ตาย คุณปกรณ์ก็ยังตายไม่ได้การไล่ล่าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ยังมีเวลาให้สนุกอีกนักต่อนักอยากรู้มั้ยเจ้า ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป”
เวียงแก้วหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งจนใบหน้าแปรเปลี่ยนไปเป็นน่าเกลียดน่ากลัว
ปกรณ์ร้องลั่น “อ๊าคค”

ปกรณ์ร้องลั่นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ด้วยความหวาดกลัว

พระอาทิตย์ขึ้นที่บดินทร์ธร ร้อยดาวกำลังเก็บดอกยี่โถใส่กระด้งจะเอาไปให้เต็มเดือน
 
สิบทิศในสภาพอดนอนเนื่องจากตามหาน่านฟ้าทั้งคืนปรี่เข้ามาหาร้อยดาว
ร้อยดาวตกใจ “คุณชาย !”
“น้องสาวฉันอยู่ไหน ?”
สิบทิศจ้องร้อยดาวตาเขม็งในขณะที่ร้อยดาวงง
“คุณชายพูดเรื่องอะไรคะ ดิฉันไม่เข้าใจ”
“ฉันถามว่าน่านฟ้า น้องสาวฉัน ตอนนี้อยู่ที่ไหน ?”
“ดิฉันไม่ทราบ แต่คุณหญิงไม่ได้มาที่นี่”
“เมื่อคืนน่านฟ้าหนีออกจากบ้าน ฉันตามหาน่านฟ้าทุกที่ที่น่านฟ้าเคยไป แต่ก็ไร้วี่แวว ถ้าไม่ได้มาที่นี่ น่านฟ้าจะไปไหนได้ บอกมาซะดีๆ น่านฟ้าอยู่ไหนกันแน่”
“บอกว่าไม่ได้มา ก็ไม่ได้มาสิคะ และดิฉันก็ไม่ทราบด้วยว่าตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่ไหน แต่ที่พอจะทราบก็คือ คุณหญิงหนีออกจากเวฬุมาศ ก็เพราะคุณชายนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ”
“พูดให้ดี ฉันเป็นต้นเหตุยังไง”
“ใครๆต่างก็มีความฝันกันทั้งนั้น คุณหญิงก็เช่นกัน แต่คุณชายทำลายความฝันของเธอจนราบคาบ คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว”
ร้อยดาวเดินหนีเพื่อจะเอากระด้งดอกยี่โถไปตากแดด
“คุณหญิงไม่ได้มาที่นี่ ถ้าคุณชายเป็นห่วงน้องสาวมาก ก็ควรรีบตามหาที่อื่นจะดีกว่า อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
สิบทิศตามไปกระชากแขนร้อยดาวย่างแรงด้วยความแค้น กระด้งดอกยี่โถหลุดจากมือร้อยดาว ตกเกลื่อนกลาดที่พื้น
“แต่ไหนแต่ไรน่านฟ้าเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เพราะเธอคนเดียว...ร้อยดาว เธอคอยให้ท้ายน้องสาวฉันจนกลายเป็นเด็กหัวแข็ง ไม่ฟังใคร ถ้าน่านฟ้าเป็นอะไรขึ้นมา ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่”
ร้อยดาวก้มลงเก็บดอกยี่โถที่ตกกลับใส่กระด้ง
“ใจเย็นๆก่อนสิคะ เห็นมั้ย ! ดอกยี่โถของฉันเปื้อนหมดแล้ว”
สิบทิศฉุกใจเมื่อเห็นดอกยี่โถที่ร้อยดาวเก็บใส่กระด้งจะเอาไปตาก
ภาพในอดีตตอนที่สิบทิศอ่านตำราทางพฤกษศาตร์ เกี่ยวกับยี่โถย้อนกลับมา
สิบทิศอ่าน “ยี่โถมีส่วนประกอบของ “คาร์ดิแอกไกลโคไซด์”ออกฤทธิ์ต่อการเพิ่มแรงบีบของหัวใจ อาจส่งผลต่อการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจหรือหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้... มิน่าล่ะ อาการ ท่านถึงยังไม่ดีขึ้นสักที”
สิบทิศจ้องร้อยดาวอย่างตัวอันตรายเพราะเข้าใจผิดคิดว่าร้อยดาวหมายจะวางยาดำรง
“เธอมันร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดจริงๆ”
สิบทิศพูดจบก็เดินไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น ร้อยดาวมองตามหลังสิบทิศโดยไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไร

สิบทิศขึ้นรถ เขาเอามือกุมขมับแล้วคิดถึงคำพูดของร้อยดาว
“ใครๆต่างก็มีความฝันกันทั้งนั้น คุณหญิงก็เช่นกัน แต่คุณชายทำลายความฝันของเธอจนราบคาบ คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว”
สิบทิศเป็นห่วงน่านฟ้าเพราะกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย แต่ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนผิด

น่านฟ้ายังไม่ตื่นเนื่องจากนอนไม่หลับทั้งคืน มารุตเข้ามาปลุกน่านฟ้า
“ตื่น ! สายแล้ว ! ไอจะพายูไปส่ง ตื่นเร็ว”
น่านฟ้าอิดออด “ขอนอนต่ออีกหน่อยนะช้อย... หญิงยังง่วงอยู่เลย”
“ช้อย เช้ย ที่ไหนกัน ! ที่นี่ห้องไอ ไม่ใช่บ้านยู ตื่นได้แล้ว”
น่านฟ้าหลับต่อ
“ไม่ตื่นใช่มั้ย...”
มารุตมองไปรอบๆตัวก่อนจะหยิบเอาแตรลมขึ้นมาบีบดังๆที่ข้างหูน่านฟ้า น่านฟ้าตกใจจนสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมาหน้าตาเลิ่กลั่ก
“เสียงอะไรน่ะ”
มารุตยิ้มทะเล้นชูแตรลมที่อยู่ในมือยักคิ้วกวนประสาท น่านฟ้าพยายามยิ้ม สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อระงับความโกรธ
“ไม่โกรธ ! ขันติ....ขันติ...ขันติ...”
มารุตบีบแตรลมเป็นจังหวะล้อเลียนน่านฟ้า
“ขันติต่อไปไม่ไหวแล้ว ! อยากมีเรื่องกับฉันนักใช่มั้ย ห๊า อีตามาร์ค”
น่านฟ้าทนไม่ไหว เธอเอาหมอนไล่ตีมารุตไปรอบห้อง

สิบทิศเพิ่งกลับมาถึงเวฬุมาศ ช้อยรีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“พบคุณหญิงน่านฟ้าไหมเจ้าคะ”
สิบทิศส่ายหน้าช้าๆ
“โธ่ ! คุณหญิงของช้อย ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
รัตนากรลงบันไดมาได้ยินเข้าพอดี
“ใครเป็นอะไรแต่เช้า หืม... ?”
รัตนากรกวาดสายตามองหาน่านฟ้า
“สายตะวันโด่งป่านนี้ น่านฟ้ายังไม่ตื่นอีกหรือ ?”
สิบทิศจ้องหน้าช้อยเป็นทำนองว่าอย่าเพิ่งบอกให้รัตนากรรู้ รัตนากรเห็นช้อยหลบสายตาทำหน้าบอกบุญไม่รับ
“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือ แม่ช้อย... น่านฟ้าอยู่บนห้องหรือเปล่า ?”
ช้อยอึกอักและได้แต่เอ่อๆ อ่าๆ เพราะไม่กล้าตอบคำถามรัตนากร
“สิบทิศ! น้องไปไหน ?”
“น่านฟ้า.... ยังไม่กลับ ท่านป้า”
“ไปไหนยังไม่กลับ แล้วไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมป้าไม่รู้เรื่อง”
สิบทิศรวบรวมความกล้าก่อนบอกความจริงกับรัตนากร
“น่านฟ้าปีนหน้าต่างหนีออกจากเวฬุมาศเมื่อคืนนี้ ท่านป้า”
รัตนากรตกใจ “อะไรนะ !”
รัตนากรได้ยินแล้วถึงกับหน้ามืดเป็นลมไปทันที
“ท่านป้า ! / ท่านหญิงมังคะ !”

สิบทิศกับช้อยตกใจที่รัตนากรหมดสติไปต่อหน้าต่อตา
 
อ่านต่อหน้า 2

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7 (ต่อ)

ดำรงคุยกับปรมัตถ์อยู่ในห้อง

“เรื่องคุณเวียงแก้วที่คุณท่านไปกระผมไปสืบ... ไม่มีใครรู้เลยครับว่าพิธีศพของคุณเวียงแก้วสวดที่วัดไหน เผาเมื่อไหร่ ลอยอังคารที่ใด ทุกอย่างดูมืดแปดด้านไปหมด” ปรมัตถ์บอก
“แม้แต่สัปเหร่อ ก็ยังไม่รู้เลยรึ” ดำรงถาม
“ครับ กระผมพยายามทุกวิถีทางแล้ว แม้แต่แพทย์ชันสูตรศพที่มีชื่ออยู่ในใบมรณบัตรคุณเวียงแก้ว ก็เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน”
ปรมัตถ์ชี้ให้ดูรายชื่อแพทย์ที่ชันสูตรในใบมรณบัตรของเวียงแก้ว
ดำรงคิดถึงเหตุการณ์ที่เวียงแก้วปรากฏตัวเมื่อคืน
“ข้าเจ้าไปไหนไม่ได้ ได้โปรดช่วยข้าเจ้าด้วย งมศพข้าเจ้าขึ้นมาที”
“ศพเธออยู่ที่ไหน”
เวียงแก้วชี้นิ้ว “ใต้บึงบัวเจ้า...”
ดำรงครุ่นคิดเพื่อตัดสินใจให้ปรมัตถ์ทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะรู้ความจริงให้ได้

นมแสงรูดผ้าม่านเรือนหลังเล็กที่จัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ
“คุณท่านให้ดิฉันจัดเรือนรับรองหลังนี้ สำหรับคุณปรมัตถ์ค่ะขาดเหลืออะไร เรียกดิฉันได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ปรมัตถ์วางกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วยกมือไหว้นมแสงอย่างนอบน้อม นมแสงรับไหว้แล้วยิ้มให้
“ขอบพระคุณคุณนมมากครับ”
“ดีเหมือนกัน คุณท่านให้นายมาพักที่นี่จนกว่าจะถึงวันเปิดพินัยกรรมของคุณพ่อดิลก ฉันจะได้มีเพื่อน”
“นั่นสิคะ บ้านบดินทร์ธรมีแต่ผู้หญิงกับคนแก่ บ่าวไพร่ผู้ชายที่มีก็รู้หน้าไม่รู้ใจ คุณปรมัตถ์ย้ายมาอยู่นี่ ดิฉันค่อยโล่งอก”
“คุณพ่อกำชับมาว่า ตราบใดที่คุณหนูยังอยู่ในรั้วบดินทร์ธร ให้กระผมคอยดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด กระผมจะคอยปกป้องคุณหนู ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต กระผมก็ไม่ลังเล”
ปรมัตถ์ส่งสายตาหวานให้ร้อยดาว ร้อยดาวยิ้มแทนคำขอบคุณ นมแสงดูออกว่าปรมัตถ์มีใจให้กับร้อยดาวก่อนจะยิ้มอย่างรู้ทัน ดารกาที่แอบดูอยู่ด้านนอกแค้นจนอกแทบจะระเบิด

คมมีดกรีดที่โคนต้นไม้เพื่อระบายความแค้นอย่างคนเก็บกด
“นังร้อยดาว นางมารหัวใจ ฉันอยากจะฆ่าแก ฆ่าๆ !!”
ดารกาเอามีดกรีดโคนต้นไม้จนเหวอะหวะไปหมด ทันใดนั้นดารกาก็คิดสั้นยกข้อมือขึ้นมาจะเอามีดกรีดข้อมือตัวเอง ปั้นมาเห็นเข้าพอดี
“อย่า !!! คุณหนู !”
ปั้นเข้าไปยื้อแย่งมีดจากดารกา แต่ดารกาชักมีดกลับทำให้คมมีดบาดแฉลบเป็นแผลที่ข้อมือ
“คุณหนูได้โปรดทิ้งมีดไปเถอะ อย่าทำร้ายตัวเองเลยนะขอรับ”
ดารการ้องไห้ “ถ้าฉันตาย ดูซิ ! พี่ปรมัตถ์จะหันมาสนใจฉันบ้างมั้ย”
“โธ่... คุณหนู... แค่ผู้ชายคนเดียว อย่าถึงกับต้องเอาชีวิตตัวเองไปแลกเลยนะครับ ไอ้ปั้นขอร้อง วางมีดลงเถอะ”
“ไม่มีพี่ปรมัตถ์ ฉันก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม”
ดารกาค่อยๆหันคมมีดเข้ามาหมายจะแทงตัวตาย ปั้นตัดสินใจพุ่งเข้าชาร์จแล้วดึงมีดออกจากมือ ปัดกระเด็นไปไกล ดารกาปล่อยโฮออกมาก่อนจะทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้นเหมือนเด็กๆ
“คุณหนู... ไอ้ปั้นสัญญา... สัญญาด้วยชีวิตของไอ้ปั้น... ว่าจะทำให้คุณหนูสมหวังให้ได้ ! ขออย่างเดียว ได้โปรดอย่าคิดสั้นอีกเลยนะครับ คุณหนู”
ปั้นสัญญาด้วยน้ำตาคลอเบ้า เขาอยากจะเข้าไปกอดลูกใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้
“จริงๆนะ นายปั้น แกสัญญากับฉันแล้วนะ”
ดารการ้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ปั้นค่อยๆเอื้อมมือไปจับที่เท้าดารกาแล้วพยักหน้าหนักแน่น

สิบทิศเอาแอมโมเนียมารมที่จมูกรัตนากรเพื่อปฐมพยาบาล โดยมีช้อยคอยพัดให้ พอลืมตาขึ้นรัตนากรก็ถามหาน่านฟ้า
“ชาย.... น่านฟ้ากลับมาหรือยัง ?”
“ยังครับ”
สิบทิศรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุแต่ก็เจ็บใจร้อยดาวมากกว่า รัตนากรโบกมือไล่สิบทิศ
“ไป ! ไม่ต้องเป็นห่วงป้า... ไปตามน้องกลับมาให้ได้ ไปสิ”
สิบทิศรับคำรัตนากรก่อนออกไปตามน่านฟ้า

ร้อยดาวตกใจเมื่อรู้ว่าน่านฟ้าไปค้างคืนที่โรงแรมมารุต
“ว่าไงนะ !!! ยูพาคุณหญิงน่านฟ้าไปนอนค้างอ้างแรมด้วยกันสองต่อสองที่โรงแรมเนี่ยนะ”
มารุตพยักหน้า เขารู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเช่นเดียวกับน่านฟ้า
“ก็ตอนหนีออกมา ฝนตกหนักนี่คะ หญิงไม่รู้จะไปหลบฝนที่ไหน ก็เลยขออาศัยที่ห้องนายมาร์คชั่วคราว” น่านฟ้าบอก
ปรมัตถ์พูดกับมารุต “คุณทำอย่างนี้เข้าข่ายคดีพรากผู้เยาว์ชัดๆ ถ้าแจ้งความเอาเรื่อง มีหวังนายได้ติดคุกหัวโตแน่”
“พูดให้มันดีๆหน่อย นายหัวหมอ ใครไปพรากมาไม่ทราบ แม่คนนี้โดดขึ้นรถไอมาเอง ไล่ก็ไม่ไป ที่สำคัญ ยืนยันได้ ว่าไอยัง Virgin”
น่านฟ้าหมั่นไส้จึงหยิกที่แขนมารุตจนเขาร้องลั่น ร้อยดาวเดินพล่านเป็นเสือติดจั่น
“ตอนนี้ทางเวฬุมาศ คงกำลังตามหาคุณหญิงกันให้วุ่น”
“ถ้าคุณชายสิบทิศรู้ว่านายมาร์คพาคุณหญิงไป ฉันต้องตายแน่ๆ” ร้อยดาวว่า
“แต่ถ้าหญิงกลับไปตอนนี้ หญิงต้องถูกพี่ชายส่งไปอยู่กับท่านยายที่กรุงเทพ ความฝันจะไปเรียนต่อที่อังกฤษคงริบหรี่เต็มทน ถึงตอนนั้น หญิงกับพี่ร้อยดาวอาจไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย”
ร้อยดาวคิดหนัก
“จะอยู่ก็ไม่ได้ จะกลับก็ไม่ได้ ยูนี่มันตัวปัญหาจริงๆ” มารุตว่า
“ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่คุณหญิงต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง” ร้อยดาวบอก
“หมายความว่า... พี่ร้อยดาวจะส่งหญิงกลับบ้านน่ะเหรอ”
“บทเรียนชีวิตของแต่ละคน ยิ่งยากเท่าไร ถ้าผ่านมันไปได้ เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น เราทุกคนจะก้าวข้ามมันไปด้วยกันค่ะ”
ปรมัตถ์ และมารุตต่างก็ยิ้มเป็นกำลังใจให้น่านฟ้าสู้ต่อไป น่านฟ้ามองร้อยดาวเปี่ยมด้วยความตื้นตันใจ เธอโผเข้ากอดร้อยดาวด้วยความรู้สึกเหมือนพี่สาวแท้ๆ
 
ร้อยดาวคิดว่าจะหาทางพูดกับสิบทิศอย่างไรดี

ร้อยดาวยื่นแก้วกาแฟให้สิบทิศที่อยู่ในสภาพอิดโรยเพราะไม่ได้นอน เนื่องจากตามหาน่านฟ้าทั้งวันทั้งคืน สิบทิศนั่งปรับทุกข์

“ฉันตามไปแทบทุกที่ ถามข่าวน่านฟ้าจากคนรู้จัก แต่ก็ไร้วี่แวว น่านฟ้าไม่ได้ติดต่อใครเลย แม้กระทั่งเพื่อนรักที่สนิทที่สุด ฉันไม่รู้จะไปตามที่ไหนแล้ว น่านฟ้าติดต่อหาเธอบ้างหรือเปล่า”
“หากคุณหญิงมาที่นี่ ดิฉันจะรีบส่งข่าวไปทางเวฬุมาศโดยเร็วที่สุด”
สิบทิศเครียดจนกุมขมับแล้วถอนหายใจแรงๆ
“เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว คุณชายยังอยากจะส่งน้องสาวไปเรียนที่กรุงเทพอยู่หรือเปล่าคะ”
“ยิ่งหนีเตลิดออกจากบ้านอย่างนี้ ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดน่านฟ้ายังเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะไปใช้ชีวิตตามลำพังที่อังกฤษได้ยังไง ต้องส่งไปดัดนิสัย ให้ท่านยายคอยกำราบเสียบ้าง จะได้เข็ด”
ร้อยดาวชะงักนิดหนึ่ง จากที่ตั้งใจจะพาน่านฟ้าไปส่งคืนเธอก็กลับลำทันที
“คุณชายต้องปล่อยให้น้องสาวเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเองบ้าง ไม่ใช่ประคบประหงมราวกับไข่ในหินอยู่อย่างนี้ คุณหญิงจะได้เติบโตอย่างเข้มแข็ง”
“น่านฟ้าหายไปทั้งคน เธอเรียกฉันมาเพื่อจะคุยแค่นี้ใช่มั้ย”
“ใจเย็นๆก่อนสิคะ อย่าด่วนใช้อารมณ์... ดิฉันเชื่อว่าคุณหญิงยังไปไหนได้ไม่ไกล”
สิบทิศถามอย่างจับผิด “เธอรู้ได้ยังไง ?”
“เท่าที่รู้จัก คุณหญิงน่านฟ้าเป็นคนเฉลียวฉลาด สามารถเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว เมื่อถึงเวลา น้องสาวคุณชายก็จะกลับมาเอง... ดื่มกาแฟก่อนเถอะค่ะ ชืดหมดแล้ว”
สิบทิศยกกาแฟขึ้นจะดื่มแต่ก็ชะงักเสียก่อน สิบทิศจ้องหน้าร้อยดาวอย่างระแวง
ร้อยดาวกลั้วหัวเราะ “กลัวดิฉันจะใส่ยาพิษลงไปเหรอคะ ?”
สิบทิศยกแก้วกาแฟวางลงบนจาน ไม่ยอมดื่ม เขาจ้องหน้าร้อยดาวก่อนลุกพรวดไป ร้อยดาวมองตามอย่างไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรขวางหูสิบทิศ

สิบทิศตื๊อจะป้อนข้าวต้มรัตนากร
“เหวยสักนิดเถอะ ท่านป้า จะได้มีแรง”
รัตนากรเบือนหน้าไม่ยอมกินจนสิบทิศอ่อนใจ
“ป่านนี้ น่านฟ้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
สิบทิศก้มหน้านิ่งเพราะเป็นห่วงน่านฟ้าไม่แพ้กัน
“น่านฟ้าเป็นเด็กอาภัพ คลอดก่อนกำหนด ร่างกายจึงไม่สู้แข็งแรงเกิดมา ไม่ทันได้เห็นหน้าพ่อสักครั้ง มิหนำซ้ำ แม่ก็มาด่วนจากไปตั้งแต่ยังแบเบาะ ก่อนสิ้นใจ อาภาสั่งเสีย ฝากให้ป้าช่วยดูแลน่านฟ้าด้วย เพราะอย่างนี้ ป้าถึงคอยตามอกตามใจทุกอย่าง อะไรที่ทำให้หลานคนนี้มีความสุขได้ ป้าก็จะทำ เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหาย”
ช้อยสะเทือนใจจนถึงกับร้องไห้ออกมา
“ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน ชายต้องตามหาน้องให้พบ รับปากกับป้าสิ”
“ท่านป้า อย่าได้ทรงกังวล หลานสัญญาว่าจะพาน่านฟ้ากลับมาให้ได้”
สิบทิศแววตามุ่งมั่น

ร้อยดาวปรึกษาหารือเรื่องน่านฟ้า
“คุณหญิงยังไม่ต้องกลับเวฬุมาศตอนนี้หรอกค่ะ”
“หมายความว่า...ให้หญิงอยู่ที่นี่กับพี่ร้อยดาวได้ใช่มั้ยคะ ?”
ร้อยดาวยิ้มพยักหน้า น่านฟ้าดีใจ
“ทำไมอยู่ๆ คุณหนูถึงได้เปลี่ยนใจล่ะครับ ?” ปรมัตถ์ถาม
“คนหัวดื้ออย่างคุณชายสิบทิศต้องได้รับบทเรียนซะบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะคอยขีดเส้น บังคับขู่เข็ญน้องสาวอยู่ร่ำไป” ร้อยดาวว่า
“แต่ท่านหญิงรัตนากรล่ะ คุณหนู ? จะทรงเป็นทุกข์แค่ไหนเมื่อทรงรู้ว่าคุณหญิงน่านฟ้าหายไป”
“หญิงเป็นห่วงท่านป้า เป็นห่วงช้อย แต่ไม่เป็นห่วงพี่ชายเลยสักนิด ! ไม่ได้การแล้ว หญิงต้องกลับไปหาท่านป้า ส่งข่าวให้ทรงทราบว่าหญิงพักอยู่กับพี่ร้อยดาวที่นี่ จะได้ไม่ทรงกังวล” น่านฟ้าบอก
น่านฟ้าผุดลุกหน้าตาตื่นแล้วทำท่าจะวิ่งปร๋อกลับไป
“เรื่องนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดิฉันเอง”

ร้อยดาวคว้าแขนห้ามเอาไว้แล้วยิ้มอย่างมีแผนการ

สามสะใภ้ปรึกษากัน สร้อยฟ้าเดินพล่านเพราะนั่งไม่ติด

“ป่านนี้ ทำไมคนที่ไอ้ปั้นส่งไปตามพ่อปู่ ถึงยังไม่มาสักที ใจน้องแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว”
“นี่มันก็ตั้ง 20-30 ปีมาแล้ว ดีไม่ดี พ่อปู่ไม่แก่ตายไปแล้วเหรอ ?เราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ คุณพี่ ?” จงจิตถาม
เต็มเดือนที่นั่งปักผ้าอย่างใจเย็นพูดออกมา
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อไป”
“รอๆๆ ! จะต้องให้รอจนถึงเมื่อไหร่ ทุกวันนี้ ผีอีเวียงแก้วมันอาละวาดหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ คุณพี่ไม่กลัวมันมาฆ่าบ้างหรือคะ ?”
เต็มเดือนจับตะกรุดที่คล้องคออยู่แล้วก็รู้สึกอุ่นใจ
“ฉันไม่กลัว ตราบใดที่ยังมีตะกรุดของพ่อปู่ มันก็ทำอะไรฉันไม่ได้”
“พูดชุ่ยๆ คุณพี่มี แต่น้องกับแม่สร้อยฟ้าไม่มีนี่คะ” จงจิตว่า
“ช่วยไม่ได้ พวกเธอจะมีหรือไม่มี มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน”
เต็มเดือนยิ้มเย้ยที่ตนเองเหนือกว่าก่อนเดินลอยหน้าออกไป จงจิตกับสร้อยฟ้ามองตามด้วยความหมั่นไส้ที่เต็มเดือนเอาตัวรอดคนเดียว

จงจิตระบายกับปั้นเรื่องเต็มเดือน
“เจ็บใจนังเต็มเดือนนัก ! ถือว่ามีเครื่องรางของขลังคอยป้องกันเอาตัวรอดอยู่คนเดียว ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่าง”
“ผมส่งไอ้ชิดให้ไปรับพ่อปู่แล้ว อีกไม่นานก็กลับ ใจเย็นรออีกสักนิด” ปั้นบอก
“ต้องรอให้ผีอีเวียงแก้วมาหักคอฉันก่อนใช่มั้ย แกถึงจะพอใจ”
ปั้นถอดเบี้ยแก้ที่คล้องคออยู่ส่งให้จงจิต
“คุณเอาเบี้ยแก้ของผมไป ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้ตะกรุดของคุณเต็มเดือน”
จงจิตมองหน้าปั้นเพราะไม่นึกว่าจะยอมเสียสละแบบนี้ ถึงเธอจะเกลียดเขาแต่ก็ไม่วายห่วง
“ให้ฉัน แล้วแกล่ะ”
“ผมเอาตัวรอดของผมได้ คุณเก็บเอาไว้ป้องกันตัวเถอะ”
จงจิตรับเบี้ยแก้จากปั้นแล้วส่งสายตามองแทนคำขอบใจ แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูด
ปั้นถาม “ลูกล่ะ ? เป็นยังไงบ้าง ?”
“ไม่รู้หมู่นี้เป็นอะไร เก็บตัวอยู่แต่ในห้องทั้งวัน ฉันเป็นแม่แท้ๆ ยังแทบไม่ได้เห็นหน้า”
ปั้นเป็นห่วงดารกาเพราะรู้ดีว่าลูกกำลังทุกข์เพราะอะไร

บังหนั่นเดินยามผ่านมาได้ยินเสียงกระถินร้องครางอู้อี้ดังออกมาจากในดงไม้
“อีนี่... เสียงใคร”
บังหนั่นค่อยๆ ย่องกำไม้กะบองในมือเพราะคิดว่ามีใครถูกทำร้าย เขาแหวกพุ่มไม้เข้าไปแล้วตวาดลั่น
“ฮัดช่า !!!! อย่าขยับ !!” บังหนั่นอ้าปากหวอ
บังหนั่นเห็นวีระวิทย์กำลังพลอดรักกับกระถินในดงไม้อย่างดุเดือด เตรียมเผด็จศึก กระถินกับวีระวิทย์ตกใจเมื่อเห็นบังหนั่น ทั้งสองรีบผละออกจากกัน บังหนั่นถึงกับรีบเบือนหน้าหนีเพราะทนเห็นความอุจาดไม่ได้ เขารีบโบกมือปฏิเสธปากคอสั่น
“อีนี่ ! คุณวีระวิทย์....แม่กระกระถิน ทำอะไรกัน ฉันไม่เห็นทั้งนั้นจ้ะ นาย… ไม่เห็นเลย... ไม่เห็น”
วีระวิทย์รีบคว้าเสื้อมาสวมแล้วชี้หน้าขู่บังหนั่นที่ยังใจเต้นอยู่
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ปิดปากให้สนิทนะ ไอ้บัง”
วีระวิทย์รีบเดินไป บังหนั่นเข้าไปเตือนกระถินตามประสาคนแก่
“อีนี่ กลางวันแสกๆ ไม่อายผีสางเทวดามั่งหรือไง ห๊า แม่กระถิน”
กระถินอารมณ์เสีย เธอลุกขึ้นมาขยับผ้าผ่อนที่หลุดลุ่ย
“โอ๊ย ! คนจะมีอะไรกัน กลางวันกลางคืน เลือกได้ซะที่ไหน”
“ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ แม่กระถิน เราเป็นบ่าว เขาเป็นนาย ทำบัดสีบัดเถลิงอย่างนี้ ถ้าคุณท่านรู้เข้า จะเดือดร้อน...”
“ไอ้บัง ! แก่ไม่อยู่ส่วนแก่ ชอบมาแส่เรื่องคนหนุ่มคนสาว ถ้าไม่อยากถูกคนรุ่นราวคราวหลานอย่างฉันถอนหงอกล่ะก็ ทีหลัง อย่าสอด” กระถินบ่น “กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเชียว อารมณ์เสีย”
กระถินบ่นอุบแล้วเดินไป
“เสื่อมจริงๆ ! สักวันโลกีย์ตัณหาจะพาฉิบหาย ! สิ่งศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าที่ไหนจะมาคุ้มครอง”

บังหนั่นได้แต่ส่ายหน้าด้วยความหดหู่ใจ

วีระวิทย์หัวเสียเพราะยังอารมณ์ค้าง เขาเดินไปเจอกับดาหลาโดยบังเอิญที่หลังตึกซึ่งเป็นมุมลับตา
 
ดาหลาสะดุ้งก้มหน้าจะหลบ แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน วีระวิทย์ก็แกล้งดักเอาไว้เพราะไม่ยอมให้ไป
“จะรีบไปไหนจ๊ะ แม่ดาหลา ไปหาที่เงียบๆ นอนคุยกับฉันก่อนมั้ย”
“ดิฉันจะรีบไปหาคุณท่าน หลีกทางให้ดิฉันเถอะ”
“อยู่กับคนแก่น่าเบื่อจะตาย อยู่กับฉันดีกว่า สนุกกว่าตั้งเยอะ”
วีระวิทย์เปิดเกมรุก เขารวบร่างดาหลาเข้ามากอดจูบแล้วผลักร่างดาหลาชิดกำแพงเพื่อไม่ให้หนี
ดาหลาขัดขืน “อย่าค่ะ ! คุณวีระวิทย์ ! ปล่อยดิฉัน”
“ยอมเป็นเมียฉันเถอะ สมบัติบดินทร์ธรจะได้ตกเป็นของเราสองคน”
ปรมัตถ์เข้ามาทันเวลาพอดี
“ปล่อยดาหลาเดี๋ยวนี้ คุณวีระวิทย์”
วีระวิทย์อารมณ์เสีย เขาหันหน้ามาจะเอาเรื่องปรมัตถ์
“แล้วมึงเสือกอะไรด้วย”
วีระวิทย์เงื้อหมัดจะต่อยปรมัตถ์ทั้งซ้ายและขวา ปรมัตถ์เบี่ยงตัวหลบทันทุกหมัดทำให้วีระวิทย์หัวเกือบทิ่ม วีระวิทย์โกรธ เขาเห็นเหล็กแป๊บอยู่ใกล้ๆ จึงหยิบขึ้นมาจะฟาด แต่ปรมัตถ์เตะสูงจนเหล็กกระเด็น
วีระวิทย์เห็นฝีมือของปรมัตถ์แล้วก็ไม่กล้ายุ่งด้วย
“ผมไม่อยากทำร้ายคุณ อย่างน้อยคุณก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานคุณท่าน” ปรมัตถ์บอก
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”
วีระวิทย์ไม่กล้าตอแยจึงกระฟัดกระเฟียดออกไป ดาหลายังยืนอกสั่นขวัญแขวนอยู่
ปรมัตถ์ถาม “คุณไม่ได้เป็นอะไรนะ ?”
ดาหลาพยักหน้าแทนคำตอบ

ดำรงกระแทกไม้เท้าดังลั่นเมื่อรู้เรื่องจากปรมัตถ์
ดำรงโกรธจัด “สันดานอย่างไอ้วีระวิทย์ คิดแต่จะทำเรื่องระยำอัปรีย์แม้แต่กับคนของฉัน มันยังกล้า”
ดำรงเห็นดาหลาร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เอ้า ! มัวแต่สะอึกสะอื้นกันแสงอยู่นั่น ถ้าเจ้าปรมัตถ์มาไม่ทัน หล่อนคงเสียตัวไปแล้ว ไหว้พี่เขาซะ”
ดาหลายกมือไหว้ขอบคุณปรมัตถ์ทั้งน้ำตานองหน้า ปรมัตถ์รับไหว้รู้สึกสงสารดาหลาขึ้นมาจับใจ
“คราวนี้ไม่พลาดท่า แต่คราวหน้าก็ไม่แน่... ฉันเองก็แก่ลงไปทุกวันจะตายวันตายพรุ่งยังไม่รู้ เห็นที คงต้องยกแม่นี่ให้เธอช่วยดูแลแทนฉันล่ะมัง”
ดาหลาใจหายวาบเช่นเดียวกับปรมัตถ์

รัตนากรนั่งทอดสายตาไปยังประตูรั้วรอคอยน่านฟ้ากลับมา เมื่อเห็นร้อยดาวยืนชะเง้อชะแง้เมียงมองลับๆล่อๆอยู่ที่รั้ว รัตนากรก็แปลกใจจึงลุกขึ้นไปหา ร้อยดาวยืนยิ้มเกาะรั้วอยู่ เมื่อเห็นรัตนากรเดินเข้ามาเธอก็ยกมือไหว้นอบน้อม รัตนากรรับไหว้ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
“หนู... มาหาน่านฟ้ารึ ? หญิงไม่อยู่ หายไปไหนก็ไม่รู้”
“ดิฉัน เอ้ย ! หม่อมฉันมาที่นี่ เพราะมีเรื่องสำคัญจะทูลให้ทรงทราบ... เวลานี้ คุณหญิงน่านฟ้าพักอยู่กับหม่อมฉันที่บดินทร์ธรเพคะ”
“จริงรึ !”
รัตนากรค่อยยิ้มออก

ร้อยดาวเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้รัตนากรฟังอย่างละอียด
รัตนากรรู้เรื่อง “เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่า น่านฟ้าถึงได้หนีไปขอร้องให้หนูช่วย... อืมมมม พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ฉันค่อยโล่งใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก”
“หม่อมฉันถวายสัญญา จะดูแลคุณหญิงน่านฟ้าอย่างดีที่สุดขอฝ่าบาทได้โปรดวางพระทัย”
รัตนากรพยักหน้าแล้วจับมือร้อยดาวขึ้นมากุมเบาๆ เพื่อฝากฝัง
“ฝากน่านฟ้าด้วยนะ หนูร้อยดาว...”
ร้อยดาวยิ้มให้รัตนากรแทนคำสัญญา

สิบทิศมาดักรอน่านฟ้าตั้งแต่สายจนเย็นที่สถานีรถไฟ ท้องฟ้าตอนผีตากผ้าอ้อมยิ่งทำให้หดหู่ รถไฟเคลื่อนเข้ามาจอดที่ชานชาลา ผู้คนขึ้นลงขวักไขว่ สิบทิศเห็นคนมีลักษณะเหมือนน่านฟ้าเดินปะปนอยู่ในฝูงชน สิบทิศรีบแทรกเบียดผู้คนเข้าไปหาทันที สิบทิศจับบ่า เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับน่านฟ้าหันกลับมามองด้วยความแปลกใจเพราะไม่ใช่น่านฟ้าอย่างที่คิด
“เอ่อ... ขอโทษจ้ะ”

สิบทิศผิดหวัง เขากวาดสายตามองหาน่านฟ้าไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบ
 
อ่านต่อหน้า 3

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7 (ต่อ)

ณ เรือนนมแสงตอนกลางคืน น่านฟ้าตื่นเต้นกับการช่วยร้อยดาวกางมุ้งปูที่หลับที่นอนด้วยกัน

“ไม่ยักรู้ ว่าพี่เคยผ่าตัดเปลี่ยนดวงตา” น่านฟ้าบอก
ร้อยดาวตกใจจึงนิ่งไปชั่วขณะ “คุณหญิงทราบได้ยังไงคะ”
“นายมาร์คตัวดีนั่นแหละบอก… แถมยังบอกอีกว่า... หลังจากที่พี่ร้อยดาวผ่าตัดตา ก็มักเห็นอะไรแปลกๆ จริงหรือเปล่าคะ ?”
ร้อยดาวค่อยโล่งอกที่น่านฟ้ายังไม่รู้ความจริงทั้งหมด
“ก็มีบ้างค่ะ” ร้อยดาวตอบ
“นึกแล้วเชียว ! แสดงว่าดวงตาของพี่มีสัมผัสพิเศษ สามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปเขามองไม่เห็น อย่างเช่น... กลุ่มพลังงานหรือไม่ก็... วิญญาณผู้ชายที่อยู่ในห้องใต้ดิน ! บางทีวิญญาณคุณพ่อแท้ๆของพี่ร้อยดาว อาจกำลังต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับพี่ก็ได้นะคะ”
ร้อยดาวครุ่นคิดตามน่านฟ้า

ร้อยดาวนอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่นดูดาวที่ด้านนอก เธอคิดถึงคำพูดของน่านฟ้า
“บางทีวิญญาณคุณพ่อแท้ๆของพี่ร้อยดาว อาจกำลังต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับพี่ก็ได้นะคะ”
ปั้นซึ่งถือมีดเดินอาดๆ เข้ามาทางด้านหลังร้อยดาว ปั้นเงื้อมีดขึ้นสุดแขนจะแทงร้อยดาวทางด้านหลัง
เสียงปรมัตถ์เรียก “คุณหนู !”
ปั้นเห็นปรมัตถ์กำลังเดินมาก็รีบหลบฉากหลังต้นไม้ด้วยความเจ็บใจก่อนหนีหายไปในความมืดปรมัตถ์เดินเข้ามาหาร้อยดาว
“ยังไม่นอนอีกหรือครับ”
“อืมมม ฉันนอนไม่หลับ เลยลุกออกมาดูดาว”
ร้อยดาวกับปรมัตถ์แหงนดูดาวที่ดูริบหรี่บนท้องฟ้าคืนแรม
“คืนนี้ ดวงดาวดูริบหรี่ ไม่สุกสดใสเอาเสียเลย นายว่ามั้ย ?”
“ดวงดาวก็เหมือนชะตาชีวิตคนมังครับ บางคราวก็ริบหรี่ บางคราวก็สุกสว่าง แล้วแต่จังหวะชีวิตขึ้นลง”
“ถ้างั้น ชีวิตฉันตอนนี้คงริบหรี่เต็มทน”
ปรมัตถ์ชี้ไปทางดาวศุกร์ที่ส่องสว่างทางทิศตะวันตก
“คุณหนูดูโน่นสิครับ ! ในคืนเดือนมืดใช่ว่าจะมืดมิดไปซะหมด ยังมีแสงจากดาวศุกร์ส่องสว่างอยู่ ต่อให้ไม่มีพระจันทร์ “ดวงดาว”ก็ใช่ว่าจะโดดเดี่ยวอ้างว้าง”
ปรมัตถ์มองตาร้อยดาวที่แฝงความความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ข้างใน
“เหมือนผมที่จะอยู่เคียงข้างคุณหนูร้อยดาวเสมอไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์”
“ตั้งแต่เดินทางมาอยู่ที่นี่... ชีวิตฉันดูมืดมนไปหมด แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน ก็คือการได้รู้จักกับนาย... ปรมัตถ์”
ร้อยดาวส่งยิ้มให้ปรมัตถ์อย่างจริงใจ

ปรมัตถ์เดินหัวใจพองโตด้วยความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเข้ามาภายในห้องนอน ทันใดนั้น ดารกาในชุดนอนวาบหวิวก็โผเข้ามากอดปรมัตถ์จากด้านหลังแบบไม่ทันตั้งตัว
“พี่ปรมัตถ์คะ ! ดารักพี่ ยอมเป็นของพี่คนเดียว ! เห็นใจดาเถอะนะคะ ได้โปรด... อย่าใจร้ายกับดาอีกเลย...”
ปรมัตถ์ขัดขืน เขาแกะมือของดารกาที่กอดตัวเองแน่นออก
“ปล่อยผมเถอะครับ คุณหนู... อย่าทำอย่างนี้เลย...ใครมาเห็นเข้า จะไม่ดี”
“ดีสิคะ ทำไมจะไม่ดี ให้รู้กันไปเลยว่าดารักพี่มากแค่ไหน”
“แต่ผม ไม่มีใจรักใครได้อีกแล้ว นอกจาก...”
“ใคร นังร้อยดาวใช่มั้ย !”
ปรมัตถ์นิ่งแทนคำตอบทำให้ดารกาโกรธจนตัวสั่น น้ำตาของเธอไหลออกมาด้วยความแค้น
“ดาอยากรู้จริงๆ นังร้อยดาวมีดีอะไร ดาสู้มันไม่ได้ตรงไหน ทำไมพี่ถึงได้หลงมันนัก”
“อย่างน้อยคุณหนูร้อยดาวก็รักในศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อ ให้อับอายขายหน้าวงศ์ตระกูล... เชิญคุณหนูออกไปได้แล้ว”
ดารการู้ว่าไม้นวมไม่ได้ผลก็ใช้ไม้แข็ง เธอขู่ปรมัตถ์ทันที
“ดาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าคุยกันดีๆไม่รู้เรื่อง ดาก็จะใช้วิธีของดา”
ดารกาค่อยๆ ฉีกชุดนอนของตัวเองให้ขาดวิ่น
“คุณหนูจะทำอะไร ?”
ดารกาเอามือขยี้ผมตัวเองให้ยุ่งเหยิงแล้วเอามือตบหน้าตัวเอง ซ้ายที ขวาที จนแดงเป็นปื้น ก่อนจะแกล้งทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วแสยะยิ้มให้ปรมัตถ์อย่างคนโรคจิต ทันใดนั้นดารกาก็ร้องกรี๊ดลั่น
“กรี๊ดด !!”
ปรมัตถ์ได้แต่ยืนอึ้งตะลึงเพราะทำอะไรไม่ถูก
เสียงบังหนั่นดังขึ้น “อีนี่ ! เกิดอะไรขึ้นจ๋า.... !”
บังหนั่นวิ่งหน้าเริ่ดเข้ามาก่อนเป็นคนแรก
ดารการ้องไห้แบบเสียขวัญ “บังหนั่น ! ช่วยฉันด้วย....”
บังหนั่นตกใจ “ฮ๊า .... !! นี่คุณหนูดารกา ถูกนายปรมัตถ์...”

นมแสงและปั้นวิ่งตามบังหนั่นกรูกันมา ทุกคนเห็นแล้วก็แทบไม่เชื่อสายตา

ดำรงนั่งเป็นประธานชำระความภายใต้บรรยากาศที่น่าอึดอัด

“ดิฉันได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นจากเรือนรับรอง จึงรีบวิ่งมาดูก็เห็นคุณหนูดารกา มีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ” นมแสงเล่า
ดารกาได้แต่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นในสภาพผมยุ่ง ชุดนอนที่ขาดวิ่นมีเสื้อคลุมทับอีกชั้นกันโป๊ ปั้นกำหมัดแน่นเพราะอยากเข้าไปต่อยหน้าปรมัตถ์ จงจิตเหลือบไปจ้องตาดารกา แต่ดารกาไม่กล้าสู้ตา จงจิตอ่านออกว่าเป็นแผนการของดารกา
“ยัยดารกาถูกข่มเหงขนาดนี้ คงต้องเรียกทนายทวีป ให้มารับรู้พฤติกรรมต่ำทรามของลูกชายที่บังอาจกินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา ดูซิ ! จะมีหน้ารับผิดชอบลูกสาวดิฉันยังไง” จงจิตว่า
“ฉันยังสืบสาวราวความไม่ทันจบ หล่อนก็รีบด่วนสรุปเสร็จสรรพ กลัวแม่ลูกสาวหล่อนขายไม่ออกหรือไง ถึงได้รี่ใส่พานถวาย !แม่ดารกา ! กลางค่ำกลางคืน หล่อนลงไปทำอะไรที่นั่น ?” ดำรงบอก
ดารกาเล่า “เอ่อ..คือ..หนูลงไปเดินเล่นค่ะ แต่อยู่ๆ พี่ปรมัตถ์ก็เข้ามาลวนลาม พอขัดขืน ก็ทำร้ายตบตี แล้วก็ฉุดกระชากเข้าห้อง หมายจะขืนใจ”
ดำรงอ่านออกแต่แรก พอฟังดารกาแล้วก็ถึงกับแค่นหัวเราะออกมา
“ว่าไง ! เจ้าปรมัตถ์ หลานสาวฉันมันหาว่าเธอจะปล้ำ”
ดาหลากลัวว่าปรมัตถ์จะทำเช่นนั้นจริงๆ
“กระผมไม่ได้ทำครับ คุณท่าน ไม่เคยแม้แต่จะคิด” ปรมัตถ์บอก
“หมายความว่าแม่ดารกากุเรื่อง ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมางั้นสิ” ดำรงถาม
“หนูไม่ได้โกหก ! หลักฐานที่ปรากฏบนตัวหนูเป็นพยานได้”
“แล้วเธอล่ะ มีพยานยืนยันความบริสุทธิ์หรือเปล่า” ดำรงถาม
ปรมัตถ์ก้มหน้านิ่งเพราะไม่มี หลักฐาน ดารกายิ้มอย่างผู้ชนะ เสียงร้อยดาวดังขึ้น
“ดิฉันเป็นพยานให้นายปรมัตถ์ได้ค่ะ”
ทุกคนหันไปมองร้อยดาวที่เดินเข้ามายังโถงกลางเป็นตาเดียวกัน
“แม่ร้อยดาว เธอรู้เห็นอะไรก็ว่ามา ?” ดำรงบอก
“ก่อนเกิดเรื่อง นายปรมัตถ์ยืนคุยเป็นเพื่อนดิฉัน...”
ร้อยดาวเล่าเหตุการณ์ให้ทุกคนฟัง

เหตุการณ์ในอดีต ร้อยดาวกำลังยืนคุยกับปรมัตถ์ ร้อยดาวเหลือบไปเห็นดารกากำลังทำลับๆล่อๆ ก่อนจะเข้าไปในห้องของปรมัตถ์ ปรมัตถ์ลาร้อยดาวแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
ร้อยดาวเล่า “เผอิญดิฉันเห็นคุณหนูดารกาทำลับๆล่อๆ ที่หน้าห้องนายปรมัตถ์ด้วยความสงสัย ดิฉันก็เลยสะกดรอยตามไปดู จึงได้รู้ว่า...”
ร้อยดาวปีนหน้าต่างไปแอบดูก็เห็นตั้งแต่ตอนดารกาเข้าไปกอดปรมัตถ์แต่ปรมัตถ์ขัดขืนจนถึงตอนทั้งสองมีปากเสียงกัน ดารกาทำร้ายตัวเองแล้วร้องกรี๊ด

ร้อยดาวเล่าเรื่องราวให้ทุกคนฟังจนจบ
“เรื่องสอดรู้สอดเห็น ไม่มีใครเกินหล่อนเลยนะ แม่ร้อยดาวเอาล่ะ ! มีอะไรจะแก้ตัวอีกมั้ย แม่ดารกา !” ดำรงถาม
ดารกากำมือแน่นแล้วหายใจถี่ๆ เพราะแค้นร้อยดาว เธอหันไปมองร้อยดาวอย่างอาฆาตมาดร้าย
ดำรงกระแทกไม้เท้าดังปังให้ทุกคนฟังคำตัดสิน
“อย่านึกว่าฉันเป็นแค่ตาแก่งี่เง่า เลอะเลือน จนดูไม่ออกว่าใครกำลังเล่นละครตบตาฉันอยู่... เจ้าปรมัตถ์ ฉันเห็นมันมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น จะไม่รู้เชียวหรือว่านิสัยใจคอมันเป็นอย่างไร พอๆกับที่ปู่อย่างฉันรู้เช่นเห็นชาติหล่อนนั่นแหละ แม่ดารกา” ดำรงพูดกับจงจิต “แม่จงจิต ! หล่อนเป็นแม่ ก็หัดสั่งสอนลูกสาวให้รู้จัก“ยางอาย” เสียบ้าง ไม่ใช่เอาแต่คิดแผนหาทางจับผู้ชายทำผัว”
ดารกาอัดอั้นจนทนไม่ไหว “กรี๊ดด !!”
ดารกาวิ่งกรี๊ดหนีออกไปด้วยความอับอาย ปั้นมองตามดารกาด้วยความเป็นห่วง ก่อนหันมามองร้อยดาวอย่างเคียดแค้น
“ยัยดานะยัยตา !!!! หาเรื่องให้ฉันอับอายขายหน้าจริงๆ”
จงจิตอายจนแทบไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน เธอรีบตามดารกาออกไป
“เอ้า ! จะมัวนั่งหน้าสลอนกันอยู่ทำไม ฟังนิทานหลอกเด็กจบ ก็แยกย้ายกันไปนอนได้แล้ว” ดำรงว่า
ดาหลาประคองดำรงลุกขึ้นแล้วจะพาไปนอน ร้อยดาวกับปรมัตถ์ยิ้มให้กันด้วยความโล่งใจเมื่อความจริงถูกเปิดเผย
“ขอบคุณคุณหนูมากนะครับ”
ดาหลาหันมามองครั้งสุดท้ายแล้วก็แอบเศร้าเพราะรู้ดีว่าปรมัตถ์มีใจให้ร้อยดาวไม่ใช่เธอ

ดารกาเอาหวีค่อยๆสางผมที่ยุ่งเหยิงแล้วมองเงาตัวเองในกระจก
“อีนังร้อยดาว ! แกกับฉัน คงอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้”
ดารกาหวีผมตัวเองแรงขึ้นๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมติดซี่หวีเป็นกระจุกๆ แล้วเธอก็ยิ้มน่ากลัวคล้ายเป็นโรคจิตมากขึ้นทุกวัน

จานเสียงกำลังแล่นแผ่นเสียงเพลง “กลิ่นยี่โถแดง” อยู่ เต็มเดือนค่อยๆถอดชุดคลุมอาบน้ำลงไปกองกับพื้น เต็มเดือนถอดตะกรุดพ่อปู่ที่คล้องคอออกมาวางที่โต๊ะเครื่องแป้ง เต็มเดือนเดินตัวเปลือยเปล่าเข้าไปในห้องน้ำ
 
เต็มเดือนฮัมเพลงดังลอดออกมาจากห้องน้ำ มือลึกลับค่อยๆเอื้อมมาหยิบตะกรุดของพ่อปู่ไป

บังหนั่นพายเรือไปกู้เบ็ดราวที่ลงเอาไว้ที่บึงบัว แต่กู้เท่าไรๆ ก็ไม่มีปลาสักตัว
 
บังหนั่นพายเรือพลางบ่นกระปอดกระแปดตามประสาคนแก่
“โอ....กุ้งปลามันหายไปไหนกันหมดหนอ กู้เบ็ดเท่าไรๆ ไม่มีติดสักตัว หาปลามาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ ฉันยังไม่เคยแพ้ปลาเลยสักหน”
ทันใดนั้น ปลาช่อนตัวเขื่องก็กระโดดจากน้ำขึ้นมาดิ้นกระแด่วๆที่ท้องเรือ
“ไอ้ช่อนซะด้วย ! โดดมาหาถึงที่ ลาภลอยแท้ ถ้าจะให้ดี น่าจะพาเพื่อนมาอีกสักตัวสองตัว”
ปลาตัวอื่นๆกระโดดเข้ามาในท้องเรือทีละตัวสองตัวจนเต็มไปหมด
บังหนั่นตาค้าง “อีนี่ ปลา ! ปลาทั้งนั้นเลย ! โอ...แค่คิดถึงปลา ปลาก็มารึน”
เสียงเวียงแก้วเรียกดังขึ้น “บังหนั่น !!”
บังหนั่นยกตะเกียงกวาดตามองหาต้นเสียงแต่ก็ไม่เห็นใคร
“ใคร ? เสียงใครเรียกฉัน”
เวียงแก้วปรากฏตัวอยู่ที่หัวเรือในสภาพตัวเปียกปอนและกำลังยิ้มให้บังหนั่น
บังหนั่นตาค้าง “คะ...คุณ วะ...วะ... “ บังหนั่นตบปากตัวเอง “เวียงแก้ว”
“อย่ากลัวข้าเจ้าเลย... ข้าเจ้าแค่เอาปลามาให้ ถือว่าเป็นน้ำใจตอบแทนบังหนั่น ที่ดีกับข้าเจ้าเสมอมา”
บังหนั่นยกมือไหว้ปลกๆ จนตัวสั่นงันงก
“ไม่เป็นไร... ไม่ต้องมาตอบแทนก็ได้ ฉันเกรงใจนะ นายจ๋า”
“บังหนั่นจ๋า...ช่วยข้าเจ้าอีกสักเรื่อง... ช่วยนำข้าเจ้าขึ้นจากน้ำที ข้าเจ้าหนาว... หนาวเหลือเกิน”
ทันใดนั้นร่างของเวียงแก้วก็ค่อยๆเลือนหายไปราวกับอากาศธาตุ
“ผี !!! ผีหลอกบังหนั่นจ้า !”
บังหนั่นได้สติจึงจ้ำเรืออ้าวจนน้ำแตกกระจายไม่คิดชีวิต

ดำรงนอนหลับบนเตียงในห้อง สายลมวูบหนึ่งพัดม่านหน้าต่างเข้ามา กล้ามเนื้อบนใบหน้าของดำรงกระตุกเพราะเขากำลังอยู่ในห้วงแห่งความฝัน

ในความฝัน ดำรงยืนหันหลังอยู่ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง จันทร์ฉายพาเวียงแก้วเข้าห้องมา แล้วพยักหน้าบุ้ยใบ้ให้เวียงแก้วคลานเข้าไป เวียงแก้วคลานเข้าไปกราบที่เท้าดำรงพร้อมด้วยพวงมาลัยกลีบบัวที่ตัวเองร้อยมาให้ ดำรงชักเท้าออกไม่แม้กระทั่งชายตามองเวียงแก้ว
“เจ้ากี้เจ้าการนักนะ แม่จันทร์ฉาย ! ใครใช้ให้หล่อนพามันเข้ามา”
“เวียงแก้วเป็นภรรยาคุณปกรณ์ก็ตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้กราบเท้าคุณพ่อ ขอฝากเนื้อฝากตัวเลยสักครั้งนะคะ”
“หล่อนก็รู้อยู่เต็มอก...ความสัมพันธ์ระหว่างบดินทร์ธรกับเวฬุมาศที่เคยแน่นแฟ้นมาตลอด 20-30 ปี ต้องมาพินาศย่อยยับ กินแหนงแคลงใจ จนแทบมองหน้ากันไม่ติด เป็นเพราะใคร”
“คุณพ่อคะ...ไม่มีใคร อยากให้เกิดรอยร้าวฉานระหว่างสองตระกูลตอนนี้ ท่านชายวิรุฬเองก็เสกสมรสกับท่านหญิงอาภาแล้ว ทุกอย่างคงจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ปล่อยให้เวลาช่วยลบเลือนเรื่องที่เคยบาดหมางเถอะนะคะ”
“แต่เวลา มันไม่สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ! ทางเวฬุมาศประกาศถอนหุ้นกิจการทั้งหมดที่เคยร่วมลงทุนกับบดินทร์ธร ! ตัดขาดเลิกคบค้าสมาคมขั้นนี้ หล่อนนึกว่าเรื่องขี้ผงอย่างนั้นเหรอ ! ฉันไม่น่ารับแม่นี่มาเลี้ยงไว้เลย ตัวซวย”
เวียงแก้วฟังดำรงแล้วก็น้ำตาตก เธอยกมือไหว้วิงวอนดำรงด้วยท่าทางที่น่าสงสาร
“ขอสุมาเถอะเจ้า... ข้าเจ้าไม่ได้อยากก่อปัญหา...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ข้าเจ้าทำลงไป จะส่งผลร้ายใหญ่หลวงตามมาถึงเพียงนี้คุณท่านได้โปรดอภัยให้ข้าเจ้าด้วย จะให้ข้าเจ้าไถ่ถอนโทษทัณฑ์ความผิดอย่างไร บอกข้าเจ้ามาเถิด ข้าเจ้ายอมทั้งนั้น”
“อวดดี ! ขี้ข้าอย่างหล่อนจะมีน้ำยารับผิดชอบอะไรได้ !”
จันทร์ฉายเห็นดำรงยังไม่คลายโกรธจึงรีบใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
“ถึงอย่างไร ตอนนี้เวียงแก้วก็ได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้คนหนึ่งของบดินทร์ธร ดิฉันก็เลยพาเวียงแก้วขึ้นมากราบขอพรจากคุณพ่อ”
“จะไปตายที่ไหนก็ไป !!! ฉันไม่รับเป็นสะใภ้ ! แม่จันทร์ฉาย หากหล่อนยังยอมรับนับถือฉันเป็นพ่อผัว ก็รีบไสหัวแม่คนนี้ไปซะ อย่าให้ฉันเห็นหน้า ไปสิ”
จันทร์ฉายเห็นท่าจะไม่ดีจึงรีบพาเวียงแก้วออกจากห้องดำรง
ดำรงเขวี้ยงพวงมาลัยที่เวียงแก้วเอามาให้ไล่หลังจนกลีบบัวร่วงกระจุยกระจาย

ดำรงที่นอนอยู่ริมบึงบัวสะดุ้งลุกขึ้นหายใจหอบ ดำรงตกใจมองไปรอบๆ เขางงว่ามานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ดำรงเห็นร่างเวียงแก้วค่อยๆคลานขึ้นจากน้ำมาหาเขา เวียงแก้วนั่งพับเพียบพนมมือไหว้ดำรงอย่างน่าเวทนา
“ช่วยข้าเจ้าด้วย.... ข้าเจ้าอยู่ในนั้น...”
เวียงแก้วค่อยๆ ชี้ให้ดำรงมองไปที่กลางบึง ณ ตำแหน่งที่ถูกถ่วงศพ ดำรงมองตามไปที่บึงบัวแล้วเห็นภาพในอดีตแวบขึ้นมาเป็นลำดับ
ภาพศพเวียงแก้วถูกตีตรวนที่มือ 2 ข้าง เท้า 2 ข้าง และคอ รวม 5 ที่ ถ่วงด้วยโซ่ล่ามหีบเหล็ก
ภาพใครบางคนเอาศพเวียงแก้วที่ตีตรวนแล้วทิ้งตูมจากเรือลงน้ำ
ภาพศพเวียงแก้วลอยละลิ่วดำดิ่งจมอยู่ใต้บึงบัว ซึ่งเต็มไปด้วยก้านบัวรกเรื้อ

ดำรงตกใจจนแทบช็อค เหงื่อของเขาผุดเต็มหน้า

เหงื่อผุดเต็มหน้าดำรง เขาลืมตาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากห้วงความฝันที่ซ้อนฝัน
 
ดำรงสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ดำรงยกมือขึ้นลูบเหงื่อบนใบหน้า เขาเห็นฝ่าเท้าเลอะขี้โคลน ขี้เลนที่ริมบึงบัว
กลีบดอกบัวแดงซึ่งกระจุยมาจากพวงมาลัยร่วงหล่นลงมาตรงหน้าอย่างเป็นปริศนา ดำรงก้มลงหยิบกลีบบัวขึ้นมาพินิจพิจารณา เสียงนมแสงดังขึ้นทางด้านหลังดำรง
“คุณท่านคะ !”
ดำรงใจหายวาบ เขาหันไปเห็นนมแสงสีหน้าเหมือนมีเรื่องรีบร้อน
ดำรงเอ็ด “พุทโธ่ ! มาไม่ให้สุ้มไม่ให้เสียง ตกใจหมด !”
“อิฉันขอประทานโทษเจ้าค่ะ คือ...”
นมแสงกำลังอ้าปากแต่ยังไม่ทันพูด ดำรงก็พูดดักคอขึ้นมาก่อน
“มีใครเป็นอะไรอีกล่ะ สรรหาแต่เรื่องไม่เว้นวัน ดูซิ !ไก่ยังไม่ทันจะโห่”
ดำรงมีสีหน้าเอือมระอาที่ต้องรับฟังปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน

นมแสงพาดำรงออกมาที่ตึกหน้า บังหนั่นนั่งตัวสั่นงันงกรออย่างหวาดๆอยู่ที่หน้าตึกเพราะเพิ่งจะถูกผีหลอกมาหยกๆ บังหนั่นชี้แล้วทำท่าทางเล่าเรื่องที่ถูกผีเวียงแก้วหลอกที่บึงบัวให้ดำรงฟัง ดำรงครุ่นคิด ที่บังหนั่นยิ่งตอกย้ำเรื่องศพเวียงแก้วอยู่ในบึงบัวเข้าไปอีก

เช้าวันใหม่ เต็มเดือนหาตะกรุดที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งตามลิ้นชัก ช่องชั้น รื้อกระจุยกระจาย
เต็มเดือนคิดทบทวนว่าตัวเองถอดตะกรุดวางไว้ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม่ผิดแน่
“เมื่อคืนวางไว้ตรงนี้... มันจะหายไปได้ยังไง ?”
เต็มเดือนตาวาวโรจน์ขณะคิดใครมันกล้าล้วงคองูเห่า

กระถินเอาตะกรุดของเต็มเดือนที่ขโมยมามอบให้สร้อยฟ้า สร้อยฟ้ามองตะกรุดในมือแล้วยิ้มย่อง
“ถือว่ามีของดีอยู่กลับตัว เลยไม่กลัวตาย ! อยากจะรู้จริงๆ พอรู้ว่าตะกรุดนี่หายไป หน้านังเต็มเดือนจะหดเหลือสักกี่นิ้วแกทำดีมาก นังกระถิน...”
สร้อยฟ้าควักแบงก์ร้อยในสมัยนั้น โยนให้ที่พื้น
“อ่ะนี่ ! รางวัลของแก”
กระถินก้มลงเก็บแบงก์ขึ้นมามองสร้อยฟ้า แล้วยิ้ม

ณ ตำหนักจันทร์ สิบทิศตามหารัตนากรจนกระทั่งมาพบรัตนากรเก็บดอกไม้อยู่ในสวนกับบ่าวผู้หญิง รัตนากรเก็บดอกไม้ใส่พานจนพอแล้วก็ให้บ่าวหญิงเอาขึ้นไปจัดใส่แจกัน เธอหันมาเห็นสิบทิศเข้า
“จะออกไปไหนแต่เช้าเลยล่ะ หืม ? ช้อยกำลังตั้งเครื่อง อีกประเดี๋ยวก็คงเสร็จ ไม่อยู่รอกินข้าวกินปลากับป้าก่อน” รัตนากรยิ้ม
สิบทิศเห็นสีหน้าท่าทางของรัตนากรชดชื่นขึ้นกว่าเมื่อวานก็สบายใจไปเปลาะหนึ่ง
“หลานยังรับประทานอะไรไม่ลงท่านป้า เป็นห่วงก็แต่น่านฟ้า วันนี้ หลังจากตรวจที่บดินทร์ธรตามนัดแล้ว หลานว่าจะไปดักรอที่สถานีรถไฟอีกครั้ง เผื่อจะพบน่านฟ้าที่นั่น”
รัตนากรเห็นสิบทิศท่าทางเป็นห่วงน่านฟ้าจนเครียดก็พยายามบอกใบ้
“น่านฟ่าจะกลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้ ? ไหนๆจะต้องไปบดินทร์ธร ทำไมชายไม่ลองถามข่าวคราวจากหนูร้อยดาวดูล่ะ สองคนนี้เขาสนิทกันมิใช่หรือ ?”
“หลานลองถามดูแล้ว ท่านป้า แต่ไม่ได้ความสักอย่าง เสียเวลาเปล่าๆ” สิบทิศเสียงเริ่มขุ่น “แม่คนนั้นจะไปรู้อะไร”
“อย่าตัดสินใคร ด้วยความคิดว่าเรา “รู้” ทั้งๆที่เรา “ไม่รู้”... บนโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ที่เราน่าจะรู้ แต่ยังไม่รู้ บางทีก็เป็น “เรื่องใกล้ๆตัว” เสียด้วยซ้ำ...อาจเป็นเพราะตัวเราเองยังไม่พร้อมจะให้โอกาสเปิดรับ เพราะมัวแต่คิดว่า “รู้อยู่แล้ว”
“แต่สำหรับเรื่องแม่ร้อยดาว... สิ่งที่หลานรู้มา ไม่ผิดแน่... ผู้หญิงคนนี้เป็นตัวอันตราย สร้างความวุ่นวายไม่รู้จบ น่ากลัวมากกว่าที่หลานคาดคิด ! ตัวการสำคัญที่ทำให้น่านฟ้าหนีออกจากบ้านไม่ใช่ใคร ก็แม่ร้อยดาว ที่คอยปลุกปั่นล้างสมองจนน้องหญิงเสียผู้เสียคน”
สิบทิศเหลือบมองนาฬิกาข้อมือใกล้ได้เวลานัดดำรง
“สายมากแล้ว... หลานคงต้องขอตัวไปก่อน ทูลลา !”
สิบทิศพูดจบก็ลาท่านป้าหลุดออกไป รัตนากรมองตามแล้วส่ายหน้าที่เห็นความไม่ลงรอยระหว่างสิบทิศกับร้อยดาว

สิบทิศกำลังจะขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าตึกเวฬุมาศ พอช้อยเห็นสิบทิศก็รีบวิ่งร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาเรี่ยน้ำตาราดเข้ามาด้วยท่าทางน่าสงสาร
“คุณชายเจ้าขา.... เมื่อไหร่คุณหญิงจะกลับมาเจ้าคะ ? ช้อยใจคอไม่ดีเลย... เป็นห่วงจนอกจะแตกตายอยู่แล้ว. คุณชายได้ข่าวคราวของคุณหญิงบ้างหรือยังเจ้าคะ ?”
“ยัง ! แต่ฉันจะตามน่านฟ้ากลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ฉันสัญญา”
สิบทิศรับปากกับช้อยเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วขึ้นรถออกไป
“ขอให้คุณชายตามหาคุณหญิงพบที่เถอะ เจ้าประคุณ”

ช้อยยกมืออธิษฐานตามหลัง
 
อ่านต่อหน้า 4

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7 (ต่อ)

สิบทิศเอาหูฟังตรวจการเต้นของหัวใจดำรง
 
เต็มเดือนกับดาหลานั่งลุ้นด้วยจุดประสงค์ต่างกันอีกคนอยากให้หาย ส่วนอีกคนอยากให้ตาย สิบทิศหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ว่ายังไงล่ะ พ่อหมอหัวดื้อ ฉันใกล้ตายแล้วหรือยัง ?”
“อาการของท่าน..... ยังจำเป็นต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด”
ดาหลาร้อนใจ “หมายความว่ายังไงคะ ?”
เต็มเดือนเล่นละครบีบน้ำตาร้องไห้แสร้งเป็นห่วงดำรงขึ้นมาทันที ดาหลาเห็นเต็มเดือนร้องไห้ก็ยิ่งใจเสียไปกันใหญ่น้ำตารื้นตาม
“ฉันยังไม่ตาย จะรีบร้องไห้หลั่งน้ำตาเป็นลาง ให้ฉันตายเร็วๆหรือไง” ดำรงว่า
“ไม่มีทางช่วยรักษาคุณพ่อให้ดีขึ้นบ้างเลยหรือคะ คุณชาย ? จะต้องเสียเงินเสียทองเท่าไหร่ ขอให้บอก ต่อให้ต้องหมดค่ารักษา แทบสิ้นเนื้อประดาตัว ดิฉันก็ยอมทั้งนั้น ขออย่างเดียว... อย่าให้คุณพ่อเป็นอะไรไปเลย... คุณชายช่วยคุณพ่อดิฉันด้วยนะคะ ?”
สิบทิศก้มหน้านิ่งด้วยสีหน้าเศร้าหมองแต่ไม่ตอบเต็มเดือน ดาหลาเอามือปิดปากกลั้นสะอื้นจนตัวสั่นจะร้องไห้ก็กลัวว่าน้ำตาจะเป็นลางอย่างที่ดำรงบอก
ดำรงพูดกับดาหลา “อย่าเสียอกเสียใจไปเลย... ความตายสำหรับฉันไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือช่วงเวลาพักผ่อน หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งชีวิต... ฉันจะได้ไปจากบ้านหลังใหญ่ที่มีแต่เรื่องน่าเหนื่อยหน่ายนี่เสียที” ดำรงพูดกับสิบทิศ “ขอบใจมากนะ หมอ... ให้รู้ตัวก็ดีแล้ว ฉันจะได้รีบจัดการเรื่องที่มันยังค้างคา ให้จบๆไปเสียที”
แต่ละคนรู้สึกแตกต่างกันออกไป ดำรงสายตาเหม่อลอยออกไปยังนอกหน้าต่างเหมือนคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย

น่านฟ้ากำลังคุยกับร้อยดาวที่ห้องเรื่องเมื่อคืนนี้
“ตายแล้ว !!! เมื่อคืนหญิงหลับไม่รู้เรื่อง... มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นด้วยหรือคะ ? แม่ดารกานี่ หน้าไม่อาย ตู่มาได้ว่าผู้ชายมาข่มขืน โชคดีของนายปรมัตถ์ ! ไม่งั้นคงต้องตกกระไดพลอยโจน ยอมเป็นเจ้าบ่าวสายฟ้าแลบ”
“เพราะความรักแท้ๆ... ทำให้คนเราต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด บางคนเจ็บ เพราะความหลังในอดีต บางคนก็เจ็บเพราะความหวังในอนาคต... พิษสงของความรัก ช่างน่ากลัวจริงๆ”
น่านฟ้าตาค้าง เมื่อมองเห็นสิบทิศกำลังเดินดุ่มตรงๆมาทางนี้
“ใช่ค่ะ... น่ากลัวมาก !”
ร้อยดาวเห็นน่านฟ้าเลิ่กลั่กผิดสังเกตจึงหันไปมองตามสายตา
“คุณชาย !!”
ร้อยดาวตาค้างที่เห็นสิบทิศเดินมาในระยะเผาขน

สิบทิศเข้ามากวาดตามองรอบๆอย่างจับผิด
“ฉันได้ยินเธอกำลังคุยกับใคร ?”
“อ่า... อ้อ ! คนที่เพิ่งมาอยู่ใหม่น่ะค่ะ เพิ่งไปเมื่อตะกี้ !”
สิบทิศทำหน้าประมาณว่า... เหรอ ?
น่านฟ้าแอบมุดอยู่ใต้โต๊ะโดยมีผ้าคลุมโต๊ะผืนยาวคลุมอยู่ทำให้สิบทิศมองไม่เห็น
“บดินทร์ธรออกจะกว้างใหญ่ไพศาล คนงานตั้งมากมายอย่าไปสนใจเลยค่ะ” ร้อยดาวรีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่... คุณชาย มีธุระอะไรกับดิฉันเหรอคะ ?”
สิบทิศนั่งเก้าอี้โดยสอดขาเข้าเกือบโดนน่านฟ้า น่านฟ้าค่อยๆเบี่ยงตัวหลบ
“ฉันแค่จะแวะมาตรวจดวงตาเธอ ดูว่าอาการดีขึ้นหรือยัง ?”
สิบทิศเปิดกระเป๋าแพทย์เตรียมเครื่องมือสำหรับเอามาตรวจดวงตาร้อยดาวโดยเฉพาะ
สิบทิศขยับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆร้อยดาว ทั้งสองจ้องตากัน สิบทิศแกล้งตรวจดวงตาช้าๆ อย่างละเอียดเพื่อที่จะได้มองกันอยู่อย่างนี้นานๆ
ร้อยดาวแปลกใจ “ตาดิฉัน เป็นไงบ้างคะ ?”
สิบทิศรู้สึกตัว “ปกติดี ไม่พบความผิดปกติที่ผนังด้านหน้าของลูกตา เพราะถ้าหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อย ก็จะรบกวนการมองเห็นของเธอได้... หมู่นี้ เธอยังปวดตาอยู่หรือเปล่า ?”
“ก็มีบ้างค่ะ แต่ก็ไม่มากนัก”
สิบทิศแนะนำพลางเก็บเครื่องไม้เครื่องมือลงกระเป๋า
“พักสายตาด้วยการมองไกลๆ หรือหลับตาลง ทุก 15-20 นาที ช่วยให้ดวงตาผ่อนคลาย จะได้ไม่ปวด”
“น่านฟ้าส่งข่าวหาเธอหรือยัง ?” สิบทิศถาม
ร้อยดาวตอบเลี่ยงๆ “ดิฉันเชื่อว่าคุณหญิงน่านฟ้าคงจะอยู่แถวๆนี้”
สิบทิศหิ้วกระเป๋าแล้วลุกขึ้น ร้อยดาวลุกขึ้นจะไปส่ง
“คุณชายจะกลับเวฬุมาศแล้วหรือคะ ?”
“ฉันจะไปรอน่านฟ้าที่สถานีรถไฟ”
น่านฟ้าที่แอบอยู่ได้ยินก็ถึงกับชะงัก สิบทิศรีบเดินไป น่านฟ้าค่อยๆคลานออกจากใต้โต๊ะยืนมองตามหลังสิบทิศ

สถานีรถไฟเต็มไปด้วยความพลุกพล่าน สิบทิศกวาดตามองหาน่านฟ้าแต่ก็ไม่พบ สิบทิศเอารูปถ่ายของน่านฟ้าเที่ยวถามผู้คนแถวนั้น คนนั้นที คนนี้ทีแต่ไม่มีใครเห็นเด็กสาวในรูปถ่ายเลยสักคน
 
สิบทิศยังคงตามหาน่านฟ้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ดำรงให้นมแสงไปตามสามสะใภ้มาที่ห้องเพื่อให้รับทราบพร้อมกัน
 
นมแสงค่อยๆประคองดำรงลุกขึ้นนั่ง ดำรงหลอกเพื่อให้ทั้งสามเห็นว่าอาการทรุดลง
“สั่งคนลงไปงมที่บึงบัว ดูให้แน่ว่ามีศพแม่เวียงแก้วอยู่หรือเปล่า” ดำรงว่า
สามสะใภ้ตกใจ
“คุณพ่อคะ ! นังเวียงแก้วมันตายโหง จนเผาผี ลอยกระดูก ไม่เหลือซากตั้งนานแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นมาทำไมอีก”
“อย่าบอกนะคะ ว่าคุณพ่อเชื่อคำพูดเหลวไหลของไอ้บังหนั่น ที่เที่ยวโพนทะนาว่าเจอผีนังเวียงแก้วหลอกเมื่อคืนจนจับไข้ ก็เลยเห็นดีเห็นงามตามไอ้แขกยามนั่น ยิ่งแก่ยิ่งเลอะ”
ดำรงจ้องหน้าจงจิตเพราะฟังรู้ว่าถูกด่ากระทบ
“เต็มว่างมไปก็เปล่าประโยชน์ค่ะ เหนื่อยกันเปล่าๆ เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ทำบุญถวายสังฆทานที่วัด แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณของเวียงแก้ว จะได้ไปสู่สุคติ”
“ดูเหมือนพวกหล่อนจะกันสี่กันห้าเสียเหลือเกิน บังหนั่นเป็นคนเก่าคนแก่ อยู่ที่นี่มานาน ไม่เคยมีประวัติปลิ้นปล้อน ตลบตะแลงเหมือนใครบางคน จะลองเชื่อดูสักครั้ง ก็คงไม่เสียหาย หากศพแม่เวียงแก้วไม่ได้ถูกทิ้งอยู่ที่ก้นบึงนั่น ก็ไม่เห็นว่าพวกหล่อนจะต้องร้อนตัว นมแสง ! ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฉันด้วย”
“อิฉันทราบแล้วเจ้าค่ะ”
สร้อยฟ้าประชดประชัน “บึงนั่นทั้งกว้างทั้งรก ดอกบัวขึ้นเต็มพรึ่บไปหมด คุณพ่อจะให้งมหาศพนังนั่นตรงไหนก่อนดีล่ะคะ ถึงจะตรงจุด”
ดำรงขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วก็คิดว่าจริงของสร้อยฟ้า !
ทันใดนั้น เสียงเอะอะมะเทิ่งของพวกคนงานก็ดังมาจากด้านล่าง ทุกคนต่างหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกัน

เฉิ่มถูกผีเข้าอาละวาดที่ด้านหน้าตึก เสียงปั้นดังอึกทึกไปหมด
“เฮ้ย !!! จับมันไว้ อย่าให้มันทะเล่อทะล่าขึ้นตึก !!”
ปั้นและคนงานชายรุมล้อมจับตัวนายเฉิ่มที่จะวิ่งขึ้นตึกแต่ก็เอาไม่อยู่ทั้งที่เฉิ่มเป็นชายร่างเล็ก ดำรง นมแสง และสามสะใภ้ลงมาที่หน้าตึก ทุกคนต่างตกตะลึงที่เฉิ่มตาขวางเหมือนถูกผีเข้า เฉิ่มจ้องตาขวางจ้องไปที่ดำรง เฉิ่มสะบัดพวกคนงานจนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศแล้วเดินนำไป ดำรงตามเฉิ่มไป สามสะใภ้กับนมแสงวิ่งตามไปด้วย

เฉิ่มเดินนำทุกคนไปยังบึงบัวก่อนจะหันมาจ้องดำรงชี้ไปยังกลางบึงบัว ตำแหน่งเดียวกับที่เวียงแก้วมาเข้าฝัน ดำรงตกใจที่เหตุการณ์มันบังเอิญตรงกันอย่างไม่คาดคิด ผีเวียงแก้วออกจากร่างเฉิ่มทำให้เขาร่วงผล็อยไปโดยไม่รู้ตัวเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น สามสะใภ้ต่างร้อนๆหนาวๆ จุดที่เฉิ่มชี้เป็นจุดที่ถ่วงศพเวียงแก้วจริงๆ ดำรงมั่นใจแล้วว่าจะต้องสั่งให้งมตรงไหนดี

สะใภ้ทั้งสามเพิ่งออกจากห้องดำรงเดินปรึกษาหารือกัน
“ไอ้เฉิ่มนะไอ้เฉิ่ม ! ไม่รู้ผีห่าซาตานตนไหนเข้าสิง ! ดูซิ ! คุณพ่อเลยยิ่งเชื่อเป็นจริงเป็นจัง สั่งเจาะจงบ่าวไพร่ให้ช่วยกันงมตรงนั้นถ้าเกิดเรื่องมันแดงขึ้นมา จะทำยังไงดีล่ะคะ คุณพี่”
“ต่อให้เจอ ป่านนี้ก็คงเน่าเปื่อยเหลือแค่เศษซาก จนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร ถึงตอนนั้น ค่อยกลับมาคิดหาทางแก้ไขกันอีกที” เต็มเดือนบอก
“เรื่องนั้น น้องไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ ถึงยังไงบารมีญาติผู้ใหญ่ของคุณพี่เต็มเดือนก็ช่วยได้อยู่แล้ว กลัวก็แต่ถ้าเอามันขึ้นมาจากน้ำจะยิ่งเฮี้ยนกว่าเก่า”
เต็มเดือนฟังจงจิตแล้วอดคิดกลัวไม่ได้เพราะตอนนี้ตะกรุดก็ไม่ได้อยู่กับตัวแล้ว สร้อยฟ้าเห็นหน้าเต็มเดือนวิตกจึงรีบทับถม
“ทำไมหน้าคุณพี่ถึงได้ซีดเป็นไก่ต้มอย่างนั้นล่ะคะ... ความกล้าเมื่อวานนี้ มันหายไปไหนหมด คุณพี่บอกเองไม่ใช่หรือคะ ว่าไม่กลัว ตราบใดที่ยังมีตะกรุดของพ่อปู่ ผีอีนังเวียงแก้วก็ทำอะไรคุณพี่ไม่ได้”
เต็มเดือนหันขวับไปจ้องหน้าสร้อยฟ้า
“จะคนหรือผีฉันก็ไม่กลัวทั้งนั้น ถ้ากล้าล้วงคองูเห่าอย่างฉันแล้วมันจะได้เห็นดี”
“เอาเถอะค่ะ จะเห็นดีหรือเห็นร้ายมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของน้อง”
สร้อยฟ้าพูดจบก็เดินลอยหน้าอย่างน่าหมั่นไส้จากไป เต็มเดือนมองตามอย่างหมายหัวเพื่อรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยเพราะฉันไม่ปล่อยมันเอาไว้แน่

ร้อยดาวเห็นคนงานชายเดินเรียงแถวมุ่งหน้าไปทางบึงบัว ร้อยดาวมองตามด้วยความประหลาดใจ นมแสงเดินเข้ามาพอดีจึงเรียกแล้วถาม
“นมจ๊ะ....พวกคนงานจะแห่ไปไหนกัน”
“คุณท่านมีคำสั่งให้เกณฑ์คนงานชายไปช่วยกันงมที่บึงบัวค่ะ”
“งมหาอะไร ? สำคัญมากเลยหรือ ?”
นมแสงน้ำท่วมปากเพราะไม่ค่อยกล้าจะบอก
ร้อยดาวนึกขึ้นได้ “หรือว่า....”
ภาพร้อยดาวเห็นศพเวียงแก้วถูกถ่วงอยู่ในน้ำ ตอนที่ถูกนายปั้นตีหัวตกน้ำแวบเข้ามาในหัวร้อยดาว
ร้อยดาวเห็นเฉิ่มอุ้มลูกเล็กๆ ที่แผดเสียงร้องไห้จ้า โดยเฉิ่มพยายามโอ๋ให้หยุดร้องขณะเดินผ่านมา ร้อยดาวรู้สึกปวดหัวจี๊ด
พอร้อยดาวกะพริบตา เธอก็เห็นใบหน้าของเฉิ่มเป็นหัวกะโหลก ร้อยดาวกะพริบตาอีกครั้งก็เห็นที่หน้าผากของเฉิ่มมีกากบาทอยู่ที่กลางหน้าผาก และมีผีนายหม่อง นายดำ นายบึกตัวดำมะเมื่อม เดินตามทำให้เด็กร้องไห้ไม่ยอมหยุด ร้อยดาวมองตามจนตาค้าง
“ไม่ได้การแล้ว !!”
ร้อยดาวรีบวิ่งไม่คิดชีวิตเพื่อตามเฉิ่มไป
นมแสงเรียก “คุณหนู !”

นมแสงตะโกนเรียกเพราะไม่รู้ว่าร้อยดาวจะรีบวิ่งไปทำไม

ร้อยดาววิ่งตามมาที่ริมบึง
 
คนงานกำลังเตรียมจะลงบึง บ้างเอาผ้าขาวม้าโพกหัว บ้างถอดเสื้อ บ้างรัดกางเกงให้แน่น ร้อยดาวกวาดสายตามองหาจนเห็นเฉิ่มยืนโอ๋ลูกที่ยังร้องไม่หยุดโดยเขากำลังผูกเปลให้ลูกอยู่ใต้ต้นไม้ ร้อยดาวรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปหา
“นายเฉิ่ม อย่าลง ! ถ้าไม่อยากเป็นอย่างนายบึก นายดำ นายหม่อง เพื่อนของนาย เชื่อฉัน... อย่าลงไปในบึงนั่น”
เฉิ่มเริ่มเหงื่อตก หน้าซีด ปากสั่นเพราะเห็นตัวอย่างมาแล้ว
“คุณหนูหมายความว่า.... ถ้าผมลงไปในบึงบัว จะไม่ได้กลับขึ้นมาอีกใช่ไหมขอรับ”
ร้อยดาวพยักหน้าช้าๆ พร้อมส่งสายตาขอร้องว่าอย่าลงไป เฉิ่มหนักใจเพราะใจหนึ่งก็รักตัวกลัวตาย อีกใจหนึ่งก็เป็นหน้าที่ ทันใดนั้น ปั้นก็เดินเข้ามาพอดี ร้อยดาวรีบหันมาขอร้องปั้นเพราะเห็นสนิทกัน
“นายปั้น อย่าให้เขาลงไป ! ไม่งั้นนายเฉิ่มไม่รอดแน่ ช่วยห้ามทีสิ”
“ไอ้เฉิ่ม !” ปั้นทิ้งจังหวะ “มึงลงไปได้แล้ว”
ร้อยดาวตาค้าง “นายปั้น !!”
“มัวยืนหาสวรรค์วิมานอะไรอยู่ ไอ้เฉิ่ม ! ลงไปสิ ขืนชักช้า กูจะให้คุณเต็มเดือนไล่มึงออก ! ไป”
เฉิ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างอยากเย็นเพราะกลัวปั้นมากกว่า เฉิ่มสั่งเสียกับร้อยดาวด้วยตาที่แดง เหมือนจะร้องไห้
“คุณหนูร้อยดาวขอรับ... ลูกกระผมมันชื่อไอ้แดง แม่มันตายไปแล้วปกติมันเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยงอแง แค่เอาน้ำข้าวให้มันกินก็พอ... หากกระผมไม่ได้กลับขึ้นมาจริงๆ” เฉิ่มปาดน้ำตา “กระผมฝากลูกด้วยนะขอรับ”
เฉิ่มจูบลงลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนส่งลูกให้ร้อยดาวอุ้มต่อ ปั้นส่งสายตาดุๆ แกมบังคับให้เฉิ่มรีบลงไป ปั้นหันมามองลูกซึ่งอยู่ที่ร้อยดาวเป็นครั้งสุดท้าย ผีอีก 3 ตัวยืนจ้องอยู่ เฉิ่มกัดฟันเดินลงบึงไปร้อยดาวหันมาต่อว่าปั้นด้วยความโกรธจัด
“นายนี่มันเลือดเย็นจริงๆ !! นายเฉิ่มมีลูกอ่อน รู้ว่าเขาไปตาย ทำไมนายถึงไม่ห้าม”
“ต่อให้คราวนี้มันรอดตาย คราวหน้ามันก็ต้องตายอยู่ดี ! คุณหนูรู้ทั้งรู้ว่าแม่ตัวเองที่ฆ่าพวกมัน แต่ก็ยังนิ่งดูดาย ปล่อยให้มันตายต่อหน้า หากกระผมเลือดเย็น คุณหนูนั่นแหละอำมหิตซะยิ่งกว่า”
ปั้นพูดจบก็เดินไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่รู้ว่าเพื่อนอย่างเฉิ่มจะต้องตายเป็นรายต่อไป ร้อยดาวละล้าละลัง ทำอะไรไม่ถูก เธอมองไปทางบึงบัวด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

คนงานชายต่างดำผุดดำโผล่ช่วยกันงมขะมักเขม้น แต่ยังไม่พบอะไร ร้อยดาวได้แต่นึกภาวนา ขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นเลย ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็ค่อยๆมืดทะมึน เมฆดำลอยมาเหมือนฝนจะตก ลมพายุพัดอู้ จนคนที่กำลังงมอยู่แหงนมองด้วยความประหลาดใจ

เต็มเดือนมองออกไปนอกหน้าต่าง ลมแรงพัดเข้ามาทางหน้าต่างจนต้องยกมือป้อง
จงจิตผุดลุกผุดนั่งกระสับกระส่ายและเอามือกำเบี้ยแก้เอาไว้แน่น
หน้าต่างห้องสร้อยฟ้ากระแทกปึงปัง กระถินวิ่งมาปิด สร้อยฟ้านั่งข่มอารมณ์กลัวอยู่เงียบๆ

กลุ่มควันสีดำเป็นรูปร่างเวียงแก้วพัดลอยมาจากเวียงร้อยดาว
เสียงเวียงแก้วหัวเราะในอากาศ “ฮ่า......ฮ่า....... ฮ่า.....”
ร้อยดาวตาค้าง ควันสีดำพุ่งวูบคล้ายพายุงวงช้างถูกดูดหายลงไปกลางบึงบัว พวกคนงานเห็นควันสีดำพุ่งลงไปในบึงก็กลัวตายรีบว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งทันที เฉิ่มเห็นท่าไม่ดีก็จะรีบว่ายน้ำกลับ
มือของเวียงแก้วที่อยู่ใต้น้ำจับขาเฉิ่มแล้วกระชากลงไป ร้อยดาวเห็นเฉิ่มดำหายไป ไม่ยอมขึ้นมาสักทีก็เห็นท่าจะไม่ดีจึงเอาลูกเฉิ่มวางลงในเปล
นมแสงเดินต้านลมแรงเข้ามาด้วยความเป็นห่วงร้อยดาว นมแสงเห็นร้อยดาวกระโดดลงไปในบึงบัวนั้นทั้งๆที่มีพายุ
“คุณหนู !!!”
นมแสงตาค้างทำอะไรไม่ถูก

ร้อยดาวว่ายน้ำแหวกสายบัวที่รกเรื้อเพื่อหาเฉิ่ม เฉิ่มกำลังทุรนทุรายใกล้จะขาดอากาศหายใจ ร้อยดาวเข้ามาพอดี เธอนึกในใจเพื่อสื่อสารขอชีวิตกับเวียงแก้ว
“คุณแม่ขา.... อย่าฆ่าเขา....เขากลับใจได้แล้วค่ะคุณแม่.....”
“สายไปแล้ว... ต่อให้นึกกลับใจ แต่ความชั่วที่มันก่อไว้ มันก็ลบล้างไม่หาย”
“ยกโทษให้นายเฉิ่มเถอะนะคะ.... อย่าผูกเวรต่อกันอีกเลยถ้าเขาตาย แล้วลูกเขาล่ะคะ”
ผีเวียงแก้วชะงัก เมื่อได้ยินคำว่า “ลูก” ร้อยดาวเริ่มมีประกายแห่งความหวัง
“ลูกนายเฉิ่มเพิ่งจะแค่สองขวบ ยังไม่ทันได้รู้ความ...เห็นแก่ลูกของเขา คุณแม่โปรดปล่อยนายเฉิ่มกลับไปหาลูกเถอะนะคะ”
“ตอนแม่ตาย ลูกของแม่ก็สองขวบเหมือนกัน”
ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนมา หลังจากที่เวียงแก้วถูกรุมข่มขืนจนยับเยินแล้วก็ได้ยินเสียงลูกร้องไห้เพราะหิวนม เธอจึงค่อยๆ คลานเข้ามาหาลูกแล้วให้ลูกกินนมตัวเองทั้งน้ำตา
“แล้วไอ้เดนนรกพวกนี้ มันนึกเวทนาแม่บ้างมั้ย เคยนึกเห็นใจลูกของแม่บ้างหรือเปล่า ไม่มี ! ไม่มีเลย ! แม่อยากจะรู้นัก ว่าหัวใจของมันทำด้วยอะไร ?”
ผีเวียงแก้วแสยะยิ้ม

คนงานชายชี้โว้ชี้เว้วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา แต่ไม่กล้ามีใครลงไปช่วย นมแสงกึ่งเดินกึ่งวิ่งรีบพาปรมัตถ์แหวกฝูงชนเข้ามา นมแสงชี้ไปยังตำแหน่งที่เห็นร้อยดาวกระโดดลงไป
“นั่นค่ะ !!! คุณหนูกระโดดลงไปตรงนั้น”

ปรมัตถ์ไม่รอช้า เขารีบกระโดดตามลงไปช่วยร้อยดาวทันที

มือของเวียงแก้วมีเล็บแหลมคมงอกออกมาค่อยๆจิกลงบริเวณหน้าอกของเฉิ่ม
 
ร้อยดาวรู้แล้วว่าเวียงแก้วกำลังจะทำอะไร
“คุณแม่ อย่า !!!”
เฉิ่มหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ร้อยดาวถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความสยดสยอง ปรมัตถ์ว่ายน้ำมาพบร้อยดาวเข้าพอดี ปรมัตถ์รีบนำร่างของร้อยดาวซึ่งไร้เรี่ยวแรงประคองขึ้นสู่ผิวน้ำ

เมฆดำเคลื่อนหายไป ท้องฟ้ากลับมาสว่างดังเดิม ปรมัตถ์นำร้อยดาวขึ้นมายังริมตลิ่ง ร้อยดาวยังขวัญเสียปากสั่น นมแสงวิ่งเข้ามากอดเพราะเป็นห่วงมาก
นมแสงปลอบ “โธ่ คุณหนูของนม.... ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไรแล้ว”
“นมแสง !! ฉันพยายามแล้ว.... ฉันเห็น..... แต่ฉันช่วยเขาไว้ไม่ได้ ! นายเฉิ่มตายแล้ว !! นม !! ตายต่อหน้าต่อตาฉัน”
ร้อยดาวร้องไห้โฮด้วยความเสียใจ นมแสงกับปรมัตถ์มองหน้ากันด้วยความสงสัยเพราะไม่เข้าใจว่าร้อยดาวพูดถึงเรื่องอะไร ศพเฉิ่มลอยหงายผุดขึ้นมาจากน้ำ มีรอยกากบาทปริศนาอยู่ที่หน้าผาก คนที่อยู่ริมฝั่งต่างชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ร้อยดาวซบหน้าลงกับอกนมแสงแล้วร้องไห้อย่างขวัญเสีย

ปั้นหน้าเศร้าขณะรายงานให้สามสะใภ้ฟัง
จงจิตตกใจ “นายเฉิ่มตายแล้ว !!”
เต็มเดือนหน้าซีดเผือดและถึงกับทรุดลงไปนั่งเพราะตอนนี้ไม่มีตะกรุดของพ่อปู่คอยช่วยแล้ว สร้อยฟ้าเห็นอาการเต็มเดือน ก็นึกยิ้มเยาะ

นมแสงขึ้นมารายงานดำรง
ดำรงตกใจ “อะไรนะ ! ตายแล้ว ?”
“เจ้าค่ะ.. นายเฉิ่มจมน้ำตายที่บึงบัว... ตอนนี้คุณปรมัตถ์กำลังติดต่อกับทางตำรวจ เพื่อนำร่างไปชันสูตรอีกครั้งที่โรงพยาบาล”
“โธ่...เพิ่งเห็นกันอยู่หลัดๆ สงสารก็แต่ลูกของน้าเฉิ่มนะคะ”
“ตอนนี้ เจ้าแดงอยู่กับคุณหนูร้อยดาวที่เรือนอิฉัน แต่ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไรต่อไปดี”
“ฉันรับอุปการะเอง...ช่วยหาคนงานแม่ลูกอ่อน มาเป็นแม่นมให้เขาทีต้องกินต้องใช้ เท่าไหร่ ก็ให้มาเบิกที่ฉัน”
“เป็นบุญของเจ้าแดงมันแล้วเจ้าค่ะ” นมแสงบอก
ดำรงนึกแปลกใจว่าทำไมหมู่นี้ทำไมมีคนตายบ่อย

ร้อยดาวนั่งเหม่อลอยเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจ ปรมัตถ์คุยกับน่านฟ้าอยู่ที่มุมหนึ่ง
“ผลการผ่าชันสูตร พบว่ามีน้ำอยู่ในปอดจากการสำลักน้ำก่อนจะเสียชีวิต แต่ที่น่าแปลกก็คือ...รอยกากบาทที่อยู่ตรงกลางหน้าผาก”
“คนงานที่ตายทั้ งนายหม่อง นายดำ นายบึก แล้วก็นายเฉิ่ม ต่างก็มีรอยกากบาทปริศนาปรากฏขึ้นที่หน้าผาก หลังจากที่เสียชีวิตแล้วเหมือนกันทุกคน มันก็น่าแปลก ?”
“มีที่แปลกไปกว่านั้นอีกนะครับ” ปรมัตถ์บอก
“มีอะไรแปลกอีก เล่ามาเร็วๆสิ นายปรมัตถ์ หญิงอยากรู้” น่านฟ้าเร่ง
“ร่างของนายเฉิ่มไม่มีหัวใจ”
“ห๊า !!!! นายเฉิ่มถูกฆ่าควักหัวใจเหรอ”
“ไม่น่าใช่ครับ....เพราะบนร่างกายไม่พบร่องรอยหรือบาดแผลที่น่าจะเกิดจากการถูกฆาตกรรมเลยสักนิด”
“ถ้าเป็นแค่อุบัติเหตุจมน้ำธรรมดาๆ แล้วหัวใจล่ะ หายไปไหน ?”
น่านฟ้าพยายามคิดหาเหตุผล แต่ก็คิดไม่ออก ปรมัตถ์มองร้อยดาวที่เอาแต่นั่งนิ่ง เหม่อลอย ด้วยความเป็นห่วง

ปกรณ์นอนคุดคู้ซุกอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องใต้ดินในเวียงร้อยดาว ริมฝีปากปกรณ์แห้ง แตก ขาว เพราะกำลังจะตาย
ปกรณ์เพ้อ “น้ำ.... ใครก็ได้.... ขอน้ำให้ข้าที”
ผีเวียงแก้วเข้ามาจิกผมปกรณ์กระชากขึ้นก่อนจะยื่นหัวใจเฉิ่มที่มีเลือดแดงฉานจ่อหน้าปกรณ์
“กระหายน้ำหรือเจ้า.... ดูซิ ! ข้าเจ้าเอาอะไรมาฝาก....”
ปกรณ์ส่ายหัวกะปลกกะเปลี้ยเหมือนคนไม่มีแรงเวียงแก้วบีบหัวใจจนแหลกเหลวคามือให้เลือดไหลลงปากปกรณ์จนเขาสำลัก
เวียงแก้วยิ้ม “คราวนี้ ก็รอดตายแล้วนะเจ้า”
ปกรณ์น้ำตาไหลพรากกับชีวิตที่อยู่อย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้
“เมื่อไหร่จะฆ่าข้า... เมื่อไหร่จะปล่อยให้ข้าตายเสียที....”
“จะรีบผลักไสไล่ส่งตัวเองลงนรกทำไมล่ะเจ้า..ยังก่อน..ยังไม่ถึงเวลาข้าเจ้ารู้รสชาติของมันดี...คนที่อยู่มันทุกข์ทรมานกว่าคนที่ตายแล้ว …ตอนน้องยังมีลมหายใจ ต้องทนเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสขนาดไหน คุณพี่เคยรับรู้บ้างหรือไม่เจ้า ?”
ภาพในอดีตย้อนกลับมา
ภาพตอนเวียงแก้วถูกสามสะใภ้โขกสับ ตบตี เช่นตอนที่ถูกจงจิต เสงี่ยม สร้อยฟ้ารุมตบ
ภาพตอนที่เวียงแก้วเสียตัวให้ปกรณ์
ภาพตอนที่เวียงแก้วโดนข่มขืน แต่ถูกใส่ร้ายว่ามีชู้
“นี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ.... หากเทียบกับความขื่นขมทุรนทุรายที่ข้าเจ้าเคยถูกเหยียบย่ำจนหัวใจบอบช้ำแทบแหลกสลาย ฉะนั้น...ขอข้าเจ้าได้บ่งแค้นในอกให้คลายทุเลา เอาเลือดคนชั่วช้ามาล้างมลทินข้าเจ้าจนกว่าจะสิ้นบดินทร์ธร”

ใบหน้าปกรณ์เหมือนตกนรกทั้งเป็นเมื่อเริ่มคิดถึงบาปกรรมที่ตนเคยก่อเอาไว้
 
อ่านต่อตอนที่ 8
กำลังโหลดความคิดเห็น...