xs
sm
md
lg

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7

เผยแพร่:

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7

เต็มเดือนรับใบมรณบัตรของเวียงแก้วที่ดำรงยื่นให้มาดู

มันเป็นใบมรณบัตรที่มารุตเอามาให้ร้อยดาวซึ่งระบุว่าเวียงแก้วตายเพราะหัวใจวาย

ดำรงพูดกับเต็มเดือน “หล่อนจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง ?”

จงจิตกับสร้อยฟ้าสบตากันแบบร้อนๆหนาวๆ เพราะกลัวว่าความจะแตก เต็มเดือนพูดอย่างใจเย็นไม่สะทกสะท้าน

“จะให้เต็มอธิบายเรื่องไหนล่ะคะคุณพ่อ ? สาเหตุการตายของเวียงแก้วที่แท้จริง หรือตามที่ปรากฏในเอกสารนี่ ?”

“ทั้งสองอย่าง ! ทำไมในใบมรณบัตรนั่นถึงได้ระบุว่าหัวใจวายตาย ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่าแม่เวียงแก้วผูกคอตาย” ดำรงบอก

“จำได้ลางๆ คุณพี่เคยบอกกับเต็มว่า เรื่องที่เวียงแก้วฆ่าตัวตาย เพราะถูกจับได้ว่านอกใจ เป็นความอับอายขายหน้าของบดินทร์ธร อีกอย่าง เรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับท่านชายวิรุฬ เกรงว่า จะเสื่อมเสียถึงเวฬุมาศ คุณพี่จึงวิ่งเต้นให้ระบุสาเหตุการตายว่าเวียงแก้วหัวใจวายเฉียบพลัน เพื่อที่เรื่องจะได้ไม่บานปลายออกไป”

“แล้วหลังจากคุณแม่เวียงแก้วตายแล้วล่ะคะ ศพอยู่ที่ไหน” ร้อยดาวถาม

“คุณพี่ก็ทำพิธีเผา เอากระดูกลอยอังคารลงแม่น้ำไปแล้วน่ะสิ จะเก็บเอาไว้ทำไมให้เป็นกาลกิณี” จงจิตบอก

“ตอนนี้ แม่แกคงกำลังปีนต้นงิ้วง่วนกับชายชู้อยู่ในนรก”

ทันใดนั้น กระจกหน้าต่างก็แตกดังเพล้งเหมือนถูกใครเอาหินปา ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวกัน ทุกคนตะลึงด้วยความตกใจ

“บางทีคุณแม่เวียงแก้วอาจกำลังวนเวียนอยู่แถวนี้ ตามล่าคิดบัญชีพวกคนชั่วที่เคยก่อกรรมเอาไว้ เพื่อล้างมลทินก็ได้ ใครจะรู้ !” ร้อยดาวบอก

จงจิตกับสร้อยฟ้ารู้สึกเสียวสันหลังวาบ ขณะที่เต็มเดือนนิ่งมาก

“อยู่ต่อหน้าฉัน หล่อนยังกล้าพูดจาเหลวไหล เอาสิ... ถ้าวิญญาณแม่ของหล่อนยังอยู่จริง ก็มาปรากฏตัวให้ฉันเห็นกับตาอีกสักครั้ง จะได้ถามให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ว่าความจริงเป็นยังไง” ดำรงว่า

ดำรงท้าทายเวียงแก้วอย่างต้องการพิสูจน์ความจริง

ช้อยถือถาดข้าวต้มกับน้ำดื่มยืนเคาะประตูเรียกนานฟ้าที่หน้าห้องด้วยความเป็นห่วง

“คุณหญิงคะ ! คุณหญิง.... ช้อยทำข้าวต้มเครื่องร้อนๆมาให้ค่ะ เปิดประตูให้ช้อยเข้าไปหน่อยนะคะ”

สิบทิศเดินเข้ามา

“มีอะไรหรือช้อย”

“ก็คุณหญิงน่ะสิคะ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ช้อยเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมออกมารับประทาน จะทำยังไงดีล่ะเจ้าคะ ?”

สิบทิศตัดสินใจเอาตัวกระแทกแรงๆ เพื่อพังประตูห้องน่านฟ้าเข้าไปด้วยความเป็นห่วง

สิบทิศพังประตูเข้ามาในห้องน่านฟ้าแต่เขาไม่เห็นน่านฟ้าอยู่ในห้อง ช้อยเข้าไปหาเพราะนึกว่าจะอยู่ในห้องน้ำหรือมุมอื่นๆในห้อง

ช้อยตกใจ “คุณหญิง ! คุณหญิงหายไปไหนก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”

สิบทิศเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ เขาเห็นผ้าปูที่นอนผูกต่อยาวลงไปข้างล่าง สิบทิศรู้ได้ในทันที ว่าน่านฟ้าปีนหน้าต่างหนีไปแล้ว

สิบทิศสวมเสื้อคลุมก้าวฉับๆ ออกมาที่หน้าตำหนักจันทร์อย่างรีบเร่ง ช้อยรีบวิ่งตามออกมา

“คุณชายเจ้าคะ ! จะไปไหนเจ้าคะ !”

“ฉันจะไปตามน่านฟ้า ! อย่าเพิ่งให้ท่านป้าทรงรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”

“เจ้าค่ะ !”

สิบทิศบึ่งรถออกไปตามน่านฟ้าทันที

น่านฟ้าในชุดทะมัดทะแมงคล้ายผู้ชาย สะพายเป้ของใช้ที่จำเป็นติดตัวมาด้วยเดินลำพังกลางถนนเปลี่ยว ท้องฟ้าแลบเป็นประกายคล้ายฝนกำลังจะเทลงมาอย่างหนัก น่านฟ้าเหลียวมองไปรอบๆ เพื่อหาที่ปลอดภัยหลบฝน เธอรู้สึกระแวงและหวาดกลัวไปหมด ฝนเริ่มลงเม็ดใหญ่ๆ หยดลงมาที่แขนของน่านฟ้า

“ฝนจ๋า ! อย่าเพิ่งตกลงมาตอนนี้เลยนะ”

ไม่ทันขาดคำ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก น่านฟ้ารีบวิ่งหลบฝนไม่คิดชีวิต น่านฟ้าเห็นไฟหน้ารถส่องมาไกลก็วิ่งเข้าไปขวางแล้วโบกมือเพื่อจะขอติดรถไปด้วย

“จอดด้วยค่ะ จอดด้วย !!”

แสงไฟจากหน้ารถ ส่องสว่างจ้าจนน่านฟ้าต้องหยีตา น่านฟ้ายกมือป้อง พร้อมกับเสียงบีบแตรดังยาวดังสนั่น

สิบทิศขับรถฝ่าสายฝนตระเวนตามหาน่านฟ้าจนทั่วแต่ก็ไม่พบ สิบทิศกำพวงมาลัยแน่นโดยมีความรู้สึกทั้งเป็นห่วง ทั้งโกรธน้องสาว

“เจอตัวเมื่อไหร่ จะสั่งกักบริเวณไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย คอยดู”

รถของสิบทิศแล่นหายไปกับสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก ฟ้าร้องดังสนั่น

น่านฟ้าตัวเปียกนั่งอยู่ในรถมารุตท่ามกลางฝนที่ตกหนัก

“ทะเล่อทะล่า ตัดหน้ารถมาได้ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ดีนะที่เป็นไอ ถ้าเป็นคนอื่นเขาชนกระเด็นไปแล้ว”

“ขี้บ่นเป็นคนแก่ไปได้ น่ารำคาญ แล้วนายล่ะ ดึกดื่นป่านนี้ยังไม่นอน มาทำอะไรแถวนี้”

“ไอยังไม่ง่วง ก็เลยขับรถกินลมชมวิวเล่นในตัวเมือง ขากลับก็เลยแวะซื้อขนมปังทาเนยเจ้าอร่อยมาฝาก” มารุตพูดยังไม่ทันขาดคำ น่านฟ้าก็หันไปเห็นถุงขนมปังทาเนยวางอยู่ที่เบาะท้ายรถ น่านฟ้าถือวิสาสะฉวยมากินหน้าตาเฉย

“เฮ้ย ! ขนมนี่ ไอซื้อมาฝากเพื่อนไอนะ”

“พี่ร้อยดาวไม่ว่าอะไรหรอกน่า ขอกินก่อน ตอนนี้ฉันหิวจนแทบจะกินช้างทั้งตัวได้อยู่แล้ว”

“เธอล่ะ ไปยังไงมายังไง ถึงได้มาเดินดุ่มๆ คนเดียวแบบนี้ ไม่กลัวโดนฉุดหรือไง”

น่านฟ้าชะงักกึกถึงกับกินไม่ลง

น่านฟ้าพูดเสียงอ่อย “ฉัน...หนีออกจากบ้าน”

“ห๊า ! ว่าไงนะ !!”

มารุตตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าลูกคุณหนูอย่างน่านฟ้าหนีออกจากบ้าน

มารุตพาน่านฟ้ามาที่โรงแรม

“ทำไมถึงไม่ยอมให้ไอพายูไปส่งที่บ้าน”

“ฉันไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว ถ้าต้องถูกบังคับราวกับเป็นนักโทษ สู้หนีไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า”

“แต่ยูเป็นผู้หญิง หนีออกมาคนเดียวแบบนี้มันอันตราย ตอนนี้พี่ชายขี้เก๊กของยู คงออกตามหาให้จ้าละหวั่น”

“พี่ชายไม่สนใจฉันหรอก ต่อให้ฉันจะเป็นจะตายยังไงก็ไม่เคยอยู่ในสายตา” น่านฟ้าอ้อนมารุต “ฉันไม่มีที่ไป ข้างนอกฝนตกหนัก ห้องพักที่นี่ก็เต็มหมดแล้ว คืนนี้ ขอฉันพักกับนายที่นี่ด้วยคนนะ”

น่านฟ้าส่งสายตาอ้อนวอนมารุต

“เฮ้ยย !!! ยูเป็นผู้หญิง ไอเป็นผู้ชาย นอนด้วยกันได้ซะที่ไหน คนไทยเขาถือ...”

“แต่ฉันไม่ถือ น๊า... Pleasehellip;.”

“ไม่...ไม่...ไม่... ไม่ได้เด็ดขาด !!”

มารุตยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง

น่านฟ้านอนบนเตียง

“ฉันจะนอนบนนี้ ส่วนนายลงไปนอนที่พื้น”

มารุตถูกไล่ให้ลงไปนอนข้างล่าง น่านฟ้าโยนผ้าห่มกับหมอนให้

“นี่ผ้าห่มของนาย และนี่หมอนของนาย”

น่านฟ้าเอาหมอนข้างมากั้นกลางแบ่งเส้น

“หมอนข้างนี่เป็นเส้นแบ่งเขตแดน นายมีสิทธิ์อยู่เฉพาะฝั่งนั้น ห้ามล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่นี้ของฉันโดยเด็ดขาด”

มารุตทำหน้าเซ็ง “What !!!! ตกลงใครเป็นเจ้าของห้องกันแน่ ห๊า”

“ฉันเป็นผู้หญิง นายเป็นผู้ชายต้องรู้จักเสียสละ ถึงจะเรียกว่าสุภาพบุรุษ Understand ?”

มารุตเอนตัวลงนอนอย่างจำใจ

“คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ตัดสินใจพายูมาด้วย รู้อย่างนี้ น่าจะปล่อยให้ลงข้างทาง ตากฝนซะให้เข็ด”

“แค่นี้ ลำเลิกบุญคุณเหรอ ! ถ้าไม่จนตรอกจริงๆ จ้างให้ฉันก็ไม่มีวันค้างคืนห้องเดียวกับคนกวนประสาทอย่างนายหรอก เชอะ”

ทั้งสองต่างนอนตะแคงหันหลังให้กัน

“นายมีพี่น้องบ้างหรือเปล่า นายมาร์ค” น่านฟ้าเอ่ยถาม

“ไอลูกคนเดียว ไม่มีพี่ไม่มีน้อง เหงาจะแย่”

“ถามจริงๆเถอะ ถ้านายมีพี่ชายจอมเผด็จการอย่างฉัน คอยบงการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจนแทบกระดิกไม่ได้ นายจะทำยังไง จะทำอย่างที่ฉันทำอยู่นี่หรือเปล่า”

ไม่มีเสียงตอบจากมาร์ค น่านฟ้าผิดสังเกตจึงชะโงกหน้าลงมาดู เธอเห็นมารุตกรนเบาๆ เพราะหลับไปแล้ว

“หลับซะละ ! พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย”

น่านฟ้าทิ้งตัวนอนก่ายหน้าผากเพราะคิดเรื่องของตัวเองไม่ตก

ดาหลาเดินกะเผลกๆ ไล่ปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้ฝนสาดเข้ามา เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนกลางสายฝนอยู่ผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดาหลาเพ่งสายตามอง ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาทำให้เกิดแสงไฟผ่าสว่างวาบ ดาหลาเห็นว่าเป็นเวียงแก้วที่แทบจ่อหน้าดาหลา

ดาหลาตกใจสุดขีด

ดำรงนั่งอยู่ที่เก้าอี้โยกตัวเดิม เขาทอดสายตามองเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมา

ดาหลาเดินก้มหน้าเข้ามาโดยไม่เดินกะเผลกแต่มีลักษณะการเดินเหมือนเวียงแก้วตอนมีชีวิต

“แผลที่ซุ่มซ่ามเหยียบเศษแก้วมา หายดีแล้วหรือ ?” ดำรงถาม

ดาหลาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ นั่งพับเพียบตรงหน้าดำรงอย่างช้าๆ ดำรงจ้องดาหลาแบบรู้สึกผิดปกติ

“เป็นอะไรของเธอ แม่ดาหลา ?”

ดาหลาค่อยๆสยายผมลงมาเช็ดที่หลังเท้าดำรงแล้วร้องไห้

“คุณท่านได้โปรดช่วยข้าเจ้าด้วย !!”

ดาหลาค่อยๆเงยหน้าขึ้น ฟ้าแลบส่องแสงสว่างวาบเข้ามา ดำรงถึงกับตะลึง เมื่อเห็นใบหน้าดาหลากลายเป็นใบหน้าเวียงแก้ว

“คุณท่านอยากฟังความจริงจากปากของข้าเจ้าไม่ใช่หรือเจ้า”

“เวียงแก้ว ! เธอยังอยู่จริงๆหรือนี่”

“ข้าเจ้าไปไหนไม่ได้ ได้โปรดช่วยข้าเจ้าด้วย งมศพข้าเจ้าขึ้นมาทีแล้วความจริงที่คุณท่านอยากรู้ ก็จะถูกเปิดเผยhellip;”

“ศพเธออยู่ที่ไหน”

เวียงแก้วชี้นิ้ว “ใต้บึงบัวเจ้า...”

ขาดคำเวียงแก้ว ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาอีกครั้ง เวียงแก้วออกจากร่างดาหลาไป ดำรงยังนั่งตัวแข็ง เพราะทำอะไรไม่ถูก เขาถึงกับตาค้างกับภาพที่เพิ่งเห็นตรงหน้า

ร้อยดาวนอนหลับโดยกำลังฝันร้าย

ในความฝัน ร้อยดาวเห็นปกรณ์ เนื้อตัวมอมแมม ถูกตีตรวน ล่ามโซ่ที่เวียงร้อยดาว

“ช่วยด้วย !!! ได้โปรดเถอะ... ช่วยพ่อด้วย ทรมานเหลือเกิน ! ช่วยพาพ่อออกไปจากขุมนรกนี่ที”

ร้อยดาวตกใจจนสะดุ้งตื่น

“คุณพ่อ !!”

ร้อยดาวปวดหัวหนึบ เธอเอามือกุมขมับเพราะรู้ว่าตัวเองฝันไป เวียงแก้วปรากฏตัวด้านหลังร้อยดาว

“ฝันร้ายเหรอ ร้อยดาวลูกแม่”

ร้อยดาวสะดุ้งเฮือก เธอหันไปเห็นเวียงแก้วยิ้มให้

“หนูฝันเห็นคุณพ่อปกรณ์ค่ะ คุณพ่อปกรณ์ขอร้องให้หนูช่วย”

“พ่อของลูกตายไปตั้งนานแล้ว ไม่มีวันที่จะกลับมาได้อีก”

“แต่หนูฝันแบบนี้มาหลายครั้งแล้วนะคะ คุณแม่ บางทีคุณพ่อปกรณ์อาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”

เวียงแก้วเสียงแข็ง “แม่บอกว่าตาย ก็คือตาย”

พูดจบ เวียงแก้วก็หายวับไป ร้อยดาวตกใจที่เห็นท่าทีของเวียงแก้วแปรเปลี่ยนไป

ปกรณ์ซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งของห้องใต้ดินด้วยท่าทางหวาดกลัว เวียงแก้วค่อยๆก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ปกรณ์หวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นว่าเวียงแก้วกลับมาอีกแล้ว

“ออกไป ! อย่าเข้ามา ! กลัวแล้ว ! ออกไป”

“ดึกแล้วคุณปกรณ์คงหิว ข้าเจ้าเอาอาหารค่ำมาให้ กินสิเจ้า...”

เวียงแก้วโยนท่อนแขนของบึกลงที่พื้น ปกรณ์เห็นรอยสักที่ต้นแขนบึกก็จำได้จึงตะลึงจนตาค้าง

“ไอ้... ไอ้บึก !”

ปกรณ์ส่ายหน้าแล้วซุกตัวอย่างหวาดกลัว

“ไม่ ! ข้าไม่กิน ! ไม่กิน”

เวียงแก้วหยิบแขนบึกที่เริ่มเน่าเฟะขึ้นมายัดใส่ปากปกรณ์

“ข้าเจ้าสั่งให้กิน ก็ต้องกิน ! ลิ้มรสเลือดเนื้อไอ้คนสารเลวที่มันทำระยำอัปรีย์กับข้าเจ้าว่ารสชาติเป็นยังไง ! กินเข้าไป”

เศษเนื้อท่อนแขนที่เน่าเฟะเข้าปากปกรณ์ทำให้เขาถึงกับโก่งคออาเจียนออกมา

“ช่วยด้วย !!! ใครก็ได้ช่วยข้าที”

“ตะโกนให้คอแตกก็ไม่มีใครได้ยินเสียงคุณปกรณ์หรอกเจ้า หรือต่อให้ได้ยิน ก็ไม่มีใครเห็น เพราะข้าเจ้าใช้อาถรรพ์บังตาไว้หมดแล้ว”

“ฆ่าข้าสิ ! ทำไมไม่ฆ่าให้ตายๆไปซะ”

“ตราบใดที่ข้าเจ้ายังไม่ให้ตาย คุณปกรณ์ก็ยังตายไม่ได้การไล่ล่าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ยังมีเวลาให้สนุกอีกนักต่อนักอยากรู้มั้ยเจ้า ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป”

เวียงแก้วหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งจนใบหน้าแปรเปลี่ยนไปเป็นน่าเกลียดน่ากลัว

ปกรณ์ร้องลั่น “อ๊าคค”

ปกรณ์ร้องลั่นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ด้วยความหวาดกลัว

พระอาทิตย์ขึ้นที่บดินทร์ธร ร้อยดาวกำลังเก็บดอกยี่โถใส่กระด้งจะเอาไปให้เต็มเดือน

สิบทิศในสภาพอดนอนเนื่องจากตามหาน่านฟ้าทั้งคืนปรี่เข้ามาหาร้อยดาว

ร้อยดาวตกใจ “คุณชาย !”

“น้องสาวฉันอยู่ไหน ?”

สิบทิศจ้องร้อยดาวตาเขม็งในขณะที่ร้อยดาวงง

“คุณชายพูดเรื่องอะไรคะ ดิฉันไม่เข้าใจ”

“ฉันถามว่าน่านฟ้า น้องสาวฉัน ตอนนี้อยู่ที่ไหน ?”

“ดิฉันไม่ทราบ แต่คุณหญิงไม่ได้มาที่นี่”

“เมื่อคืนน่านฟ้าหนีออกจากบ้าน ฉันตามหาน่านฟ้าทุกที่ที่น่านฟ้าเคยไป แต่ก็ไร้วี่แวว ถ้าไม่ได้มาที่นี่ น่านฟ้าจะไปไหนได้ บอกมาซะดีๆ น่านฟ้าอยู่ไหนกันแน่”

“บอกว่าไม่ได้มา ก็ไม่ได้มาสิคะ และดิฉันก็ไม่ทราบด้วยว่าตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่ไหน แต่ที่พอจะทราบก็คือ คุณหญิงหนีออกจากเวฬุมาศ ก็เพราะคุณชายนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ”

“พูดให้ดี ฉันเป็นต้นเหตุยังไง”

“ใครๆต่างก็มีความฝันกันทั้งนั้น คุณหญิงก็เช่นกัน แต่คุณชายทำลายความฝันของเธอจนราบคาบ คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว”

ร้อยดาวเดินหนีเพื่อจะเอากระด้งดอกยี่โถไปตากแดด

“คุณหญิงไม่ได้มาที่นี่ ถ้าคุณชายเป็นห่วงน้องสาวมาก ก็ควรรีบตามหาที่อื่นจะดีกว่า อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”

สิบทิศตามไปกระชากแขนร้อยดาวย่างแรงด้วยความแค้น กระด้งดอกยี่โถหลุดจากมือร้อยดาว ตกเกลื่อนกลาดที่พื้น

“แต่ไหนแต่ไรน่านฟ้าเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เพราะเธอคนเดียว...ร้อยดาว เธอคอยให้ท้ายน้องสาวฉันจนกลายเป็นเด็กหัวแข็ง ไม่ฟังใคร ถ้าน่านฟ้าเป็นอะไรขึ้นมา ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่”

ร้อยดาวก้มลงเก็บดอกยี่โถที่ตกกลับใส่กระด้ง

“ใจเย็นๆก่อนสิคะ เห็นมั้ย ! ดอกยี่โถของฉันเปื้อนหมดแล้ว”

สิบทิศฉุกใจเมื่อเห็นดอกยี่โถที่ร้อยดาวเก็บใส่กระด้งจะเอาไปตาก

ภาพในอดีตตอนที่สิบทิศอ่านตำราทางพฤกษศาตร์ เกี่ยวกับยี่โถย้อนกลับมา

สิบทิศอ่าน “ยี่โถมีส่วนประกอบของ “คาร์ดิแอกไกลโคไซด์”ออกฤทธิ์ต่อการเพิ่มแรงบีบของหัวใจ อาจส่งผลต่อการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจหรือหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้... มิน่าล่ะ อาการ ท่านถึงยังไม่ดีขึ้นสักที”

สิบทิศจ้องร้อยดาวอย่างตัวอันตรายเพราะเข้าใจผิดคิดว่าร้อยดาวหมายจะวางยาดำรง

“เธอมันร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดจริงๆ”

สิบทิศพูดจบก็เดินไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น ร้อยดาวมองตามหลังสิบทิศโดยไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไร

สิบทิศขึ้นรถ เขาเอามือกุมขมับแล้วคิดถึงคำพูดของร้อยดาว

“ใครๆต่างก็มีความฝันกันทั้งนั้น คุณหญิงก็เช่นกัน แต่คุณชายทำลายความฝันของเธอจนราบคาบ คนที่ไม่มีความฝัน ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว”

สิบทิศเป็นห่วงน่านฟ้าเพราะกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย แต่ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนผิด

น่านฟ้ายังไม่ตื่นเนื่องจากนอนไม่หลับทั้งคืน มารุตเข้ามาปลุกน่านฟ้า

“ตื่น ! สายแล้ว ! ไอจะพายูไปส่ง ตื่นเร็ว”

น่านฟ้าอิดออด “ขอนอนต่ออีกหน่อยนะช้อย... หญิงยังง่วงอยู่เลย”

“ช้อย เช้ย ที่ไหนกัน ! ที่นี่ห้องไอ ไม่ใช่บ้านยู ตื่นได้แล้ว”

น่านฟ้าหลับต่อ

“ไม่ตื่นใช่มั้ย...”

มารุตมองไปรอบๆตัวก่อนจะหยิบเอาแตรลมขึ้นมาบีบดังๆที่ข้างหูน่านฟ้า น่านฟ้าตกใจจนสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมาหน้าตาเลิ่กลั่ก

“เสียงอะไรน่ะ”

มารุตยิ้มทะเล้นชูแตรลมที่อยู่ในมือยักคิ้วกวนประสาท น่านฟ้าพยายามยิ้ม สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อระงับความโกรธ

“ไม่โกรธ ! ขันติ....ขันติ...ขันติ...”

มารุตบีบแตรลมเป็นจังหวะล้อเลียนน่านฟ้า

“ขันติต่อไปไม่ไหวแล้ว ! อยากมีเรื่องกับฉันนักใช่มั้ย ห๊า อีตามาร์ค”

น่านฟ้าทนไม่ไหว เธอเอาหมอนไล่ตีมารุตไปรอบห้อง

สิบทิศเพิ่งกลับมาถึงเวฬุมาศ ช้อยรีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

“พบคุณหญิงน่านฟ้าไหมเจ้าคะ”

สิบทิศส่ายหน้าช้าๆ

“โธ่ ! คุณหญิงของช้อย ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

รัตนากรลงบันไดมาได้ยินเข้าพอดี

“ใครเป็นอะไรแต่เช้า หืม... ?”

รัตนากรกวาดสายตามองหาน่านฟ้า

“สายตะวันโด่งป่านนี้ น่านฟ้ายังไม่ตื่นอีกหรือ ?”

สิบทิศจ้องหน้าช้อยเป็นทำนองว่าอย่าเพิ่งบอกให้รัตนากรรู้ รัตนากรเห็นช้อยหลบสายตาทำหน้าบอกบุญไม่รับ

“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือ แม่ช้อย... น่านฟ้าอยู่บนห้องหรือเปล่า ?”

ช้อยอึกอักและได้แต่เอ่อๆ อ่าๆ เพราะไม่กล้าตอบคำถามรัตนากร

“สิบทิศ! น้องไปไหน ?”

“น่านฟ้า.... ยังไม่กลับ ท่านป้า”

“ไปไหนยังไม่กลับ แล้วไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมป้าไม่รู้เรื่อง”

สิบทิศรวบรวมความกล้าก่อนบอกความจริงกับรัตนากร

“น่านฟ้าปีนหน้าต่างหนีออกจากเวฬุมาศเมื่อคืนนี้ ท่านป้า”

รัตนากรตกใจ “อะไรนะ !”

รัตนากรได้ยินแล้วถึงกับหน้ามืดเป็นลมไปทันที

“ท่านป้า ! / ท่านหญิงมังคะ !”

สิบทิศกับช้อยตกใจที่รัตนากรหมดสติไปต่อหน้าต่อตา

อ่านต่อหน้า 2

เวียงร้อยดาว ตอนที่ 7 (ต่อ)

ดำรงคุยกับปรมัตถ์อยู่ในห้อง

“เรื่องคุณเวียงแก้วที่คุณท่านไปกระผมไปสืบ... ไม่มีใครรู้เลยครับว่าพิธีศพของคุณเวียงแก้วสวดที่วัดไหน เผาเมื่อไหร่ ลอยอังคารที่ใด ทุกอย่างดูมืดแปดด้านไปหมด” ปรมัตถ์บอก

“แม้แต่สัปเหร่อ ก็ยังไม่รู้เลยรึ” ดำรงถาม

“ครับ กระผมพยายามทุกวิถีทางแล้ว แม้แต่แพทย์ชันสูตรศพที่มีชื่ออยู่ในใบมรณบัตรคุณเวียงแก้ว ก็เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน”

ปรมัตถ์ชี้ให้ดูรายชื่อแพทย์ที่ชันสูตรในใบมรณบัตรของเวียงแก้ว

ดำรงคิดถึงเหตุการณ์ที่เวียงแก้วปรากฏตัวเมื่อคืน

“ข้าเจ้าไปไหนไม่ได้ ได้โปรดช่วยข้าเจ้าด้วย งมศพข้าเจ้าขึ้นมาที”

“ศพเธออยู่ที่ไหน”

เวียงแก้วชี้นิ้ว “ใต้บึงบัวเจ้า...”

ดำรงครุ่นคิดเพื่อตัดสินใจให้ปรมัตถ์ทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะรู้ความจริงให้ได้

นมแสงรูดผ้าม่านเรือนหลังเล็กที่จัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ

“คุณท่านให้ดิฉันจัดเรือนรับรองหลังนี้ สำหรับคุณปรมัตถ์ค่ะขาดเหลืออะไร เรียกดิฉันได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

ปรมัตถ์วางกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วยกมือไหว้นมแสงอย่างนอบน้อม นมแสงรับไหว้แล้วยิ้มให้

“ขอบพระคุณคุณนมมากครับ”

“ดีเหมือนกัน คุณท่านให้นายมาพักที่นี่จนกว่าจะถึงวันเปิดพินัยกรรมของคุณพ่อดิลก ฉันจะได้มีเพื่อน”

“นั่นสิคะ บ้านบดินทร์ธรมีแต่ผู้หญิงกับคนแก่ บ่าวไพร่ผู้ชายที่มีก็รู้หน้าไม่รู้ใจ คุณปรมัตถ์ย้ายมาอยู่นี่ ดิฉันค่อยโล่งอก”

“คุณพ่อกำชับมาว่า ตราบใดที่คุณหนูยังอยู่ในรั้วบดินทร์ธร ให้กระผมคอยดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด กระผมจะคอยปกป้องคุณหนู ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต กระผมก็ไม่ลังเล”

ปรมัตถ์ส่งสายตาหวานให้ร้อยดาว ร้อยดาวยิ้มแทนคำขอบคุณ นมแสงดูออกว่าปรมัตถ์มีใจให้กับร้อยดาวก่อนจะยิ้มอย่างรู้ทัน ดารกาที่แอบดูอยู่ด้านนอกแค้นจนอกแทบจะระเบิด

คมมีดกรีดที่โคนต้นไม้เพื่อระบายความแค้นอย่างคนเก็บกด

“นังร้อยดาว นางมารหัวใจ ฉันอยากจะฆ่าแก ฆ่าๆ !!”

ดารกาเอามีดกรีดโคนต้นไม้จนเหวอะหวะไปหมด ทันใดนั้นดารกาก็คิดสั้นยกข้อมือขึ้นมาจะเอามีดกรีดข้อมือตัวเอง ปั้นมาเห็นเข้าพอดี

“อย่า !!! คุณหนู !”

ปั้นเข้าไปยื้อแย่งมีดจากดารกา แต่ดารกาชักมีดกลับทำให้คมมีดบาดแฉลบเป็นแผลที่ข้อมือ

“คุณหนูได้โปรดทิ้งมีดไปเถอะ อย่าทำร้ายตัวเองเลยนะขอรับ”

ดารการ้องไห้ “ถ้าฉันตาย ดูซิ ! พี่ปรมัตถ์จะหันมาสนใจฉันบ้างมั้ย”

“โธ่... คุณหนู... แค่ผู้ชายคนเดียว อย่าถึงกับต้องเอาชีวิตตัวเองไปแลกเลยนะครับ ไอ้ปั้นขอร้อง วางมีดลงเถอะ”

“ไม่มีพี่ปรมัตถ์ ฉันก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม”

ดารกาค่อยๆหันคมมีดเข้ามาหมายจะแทงตัวตาย ปั้นตัดสินใจพุ่งเข้าชาร์จแล้วดึงมีดออกจากมือ ปัดกระเด็นไปไกล ดารกาปล่อยโฮออกมาก่อนจะทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้นเหมือนเด็กๆ

“คุณหนู... ไอ้ปั้นสัญญา... สัญญาด้วยชีวิตของไอ้ปั้น... ว่าจะทำให้คุณหนูสมหวังให้ได้ ! ขออย่างเดียว ได้โปรดอย่าคิดสั้นอีกเลยนะครับ คุณหนู”

ปั้นสัญญาด้วยน้ำตาคลอเบ้า เขาอยากจะเข้าไปกอดลูกใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้

“จริงๆนะ นายปั้น แกสัญญากับฉันแล้วนะ”

ดารการ้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ปั้นค่อยๆเอื้อมมือไปจับที่เท้าดารกาแล้วพยักหน้าหนักแน่น

สิบทิศเอาแอมโมเนียมารมที่จมูกรัตนากรเพื่อปฐมพยาบาล โดยมีช้อยคอยพัดให้ พอลืมตาขึ้นรัตนากรก็ถามหาน่านฟ้า

“ชาย.... น่านฟ้ากลับมาหรือยัง ?”

“ยังครับ”

สิบทิศรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุแต่ก็เจ็บใจร้อยดาวมากกว่า รัตนากรโบกมือไล่สิบทิศ

“ไป ! ไม่ต้องเป็นห่วงป้า... ไปตามน้องกลับมาให้ได้ ไปสิ”

สิบทิศรับคำรัตนากรก่อนออกไปตามน่านฟ้า

ร้อยดาวตกใจเมื่อรู้ว่าน่านฟ้าไปค้างคืนที่โรงแรมมารุต

“ว่าไงนะ !!! ยูพาคุณหญิงน่านฟ้าไปนอนค้างอ้างแรมด้วยกันสองต่อสองที่โรงแรมเนี่ยนะ”

มารุตพยักหน้า เขารู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเช่นเดียวกับน่านฟ้า

“ก็ตอนหนีออกมา ฝนตกหนักนี่คะ หญิงไม่รู้จะไปหลบฝนที่ไหน ก็เลยขออาศัยที่ห้องนายมาร์คชั่วคราว” น่านฟ้าบอก

ปรมัตถ์พูดกับมารุต “คุณทำอย่างนี้เข้าข่ายคดีพรากผู้เยาว์ชัดๆ ถ้าแจ้งความเอาเรื่อง มีหวังนายได้ติดคุกหัวโตแน่”

“พูดให้มันดีๆหน่อย นายหัวหมอ ใครไปพรากมาไม่ทราบ แม่คนนี้โดดขึ้นรถไอมาเอง ไล่ก็ไม่ไป ที่สำคัญ ยืนยันได้ ว่าไอยัง Virgin”

น่านฟ้าหมั่นไส้จึงหยิกที่แขนมารุตจนเขาร้องลั่น ร้อยดาวเดินพล่านเป็นเสือติดจั่น

“ตอนนี้ทางเวฬุมาศ คงกำลังตามหาคุณหญิงกันให้วุ่น”

“ถ้าคุณชายสิบทิศรู้ว่านายมาร์คพาคุณหญิงไป ฉันต้องตายแน่ๆ” ร้อยดาวว่า

“แต่ถ้าหญิงกลับไปตอนนี้ หญิงต้องถูกพี่ชายส่งไปอยู่กับท่านยายที่กรุงเทพ ความฝันจะไปเรียนต่อที่อังกฤษคงริบหรี่เต็มทน ถึงตอนนั้น หญิงกับพี่ร้อยดาวอาจไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย”

ร้อยดาวคิดหนัก

“จะอยู่ก็ไม่ได้ จะกลับก็ไม่ได้ ยูนี่มันตัวปัญหาจริงๆ” มารุตว่า

“ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่คุณหญิงต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง” ร้อยดาวบอก

“หมายความว่า... พี่ร้อยดาวจะส่งหญิงกลับบ้านน่ะเหรอ”

“บทเรียนชีวิตของแต่ละคน ยิ่งยากเท่าไร ถ้าผ่านมันไปได้ เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น เราทุกคนจะก้าวข้ามมันไปด้วยกันค่ะ”

ปรมัตถ์ และมารุตต่างก็ยิ้มเป็นกำลังใจให้น่านฟ้าสู้ต่อไป น่านฟ้ามองร้อยดาวเปี่ยมด้วยความตื้นตันใจ เธอโผเข้ากอดร้อยดาวด้วยความรู้สึกเหมือนพี่สาวแท้ๆ

ร้อยดาวคิดว่าจะหาทางพูดกับสิบทิศอย่างไรดี

ร้อยดาวยื่นแก้วกาแฟให้สิบทิศที่อยู่ในสภาพอิดโรยเพราะไม่ได้นอน เนื่องจากตามหาน่านฟ้าทั้งวันทั้งคืน สิบทิศนั่งปรับทุกข์

“ฉันตามไปแทบทุกที่ ถามข่าวน่านฟ้าจากคนรู้จัก แต่ก็ไร้วี่แวว น่านฟ้าไม่ได้ติดต่อใครเลย แม้กระทั่งเพื่อนรักที่สนิทที่สุด ฉันไม่รู้จะไปตามที่ไหนแล้ว น่านฟ้าติดต่อหาเธอบ้างหรือเปล่า”

“หากคุณหญิงมาที่นี่ ดิฉันจะรีบส่งข่าวไปทางเวฬุมาศโดยเร็วที่สุด”

สิบทิศเครียดจนกุมขมับแล้วถอนหายใจแรงๆ

“เหตุการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว คุณชายยังอยากจะส่งน้องสาวไปเรียนที่กรุงเทพอยู่หรือเปล่าคะ”

“ยิ่งหนีเตลิดออกจากบ้านอย่างนี้ ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดน่านฟ้ายังเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะไปใช้ชีวิตตามลำพังที่อังกฤษได้ยังไง ต้องส่งไปดัดนิสัย ให้ท่านยายคอยกำราบเสียบ้าง จะได้เข็ด”

ร้อยดาวชะงักนิดหนึ่ง จากที่ตั้งใจจะพาน่านฟ้าไปส่งคืนเธอก็กลับลำทันที

“คุณชายต้องปล่อยให้น้องสาวเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเองบ้าง ไม่ใช่ประคบประหงมราวกับไข่ในหินอยู่อย่างนี้ คุณหญิงจะได้เติบโตอย่างเข้มแข็ง”

“น่านฟ้าหายไปทั้งคน เธอเรียกฉันมาเพื่อจะคุยแค่นี้ใช่มั้ย”

“ใจเย็นๆก่อนสิคะ อย่าด่วนใช้อารมณ์... ดิฉันเชื่อว่าคุณหญิงยังไปไหนได้ไม่ไกล”

สิบทิศถามอย่างจับผิด “เธอรู้ได้ยังไง ?”

“เท่าที่รู้จัก คุณหญิงน่านฟ้าเป็นคนเฉลียวฉลาด สามารถเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว เมื่อถึงเวลา น้องสาวคุณชายก็จะกลับมาเอง... ดื่มกาแฟก่อนเถอะค่ะ ชืดหมดแล้ว”

สิบทิศยกกาแฟขึ้นจะดื่มแต่ก็ชะงักเสียก่อน สิบทิศจ้องหน้าร้อยดาวอย่างระแวง

ร้อยดาวกลั้วหัวเราะ “กลัวดิฉันจะใส่ยาพิษลงไปเหรอคะ ?”

สิบทิศยกแก้วกาแฟวางลงบนจาน ไม่ยอมดื่ม เขาจ้องหน้าร้อยดาวก่อนลุกพรวดไป ร้อยดาวมองตามอย่างไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรขวางหูสิบทิศ

สิบทิศตื๊อจะป้อนข้าวต้มรัตนากร

“เหวยสักนิดเถอะ ท่านป้า จะได้มีแรง”

รัตนากรเบือนหน้าไม่ยอมกินจนสิบทิศอ่อนใจ

“ป่านนี้ น่านฟ้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”

สิบทิศก้มหน้านิ่งเพราะเป็นห่วงน่านฟ้าไม่แพ้กัน

“น่านฟ้าเป็นเด็กอาภัพ คลอดก่อนกำหนด ร่างกายจึงไม่สู้แข็งแรงเกิดมา ไม่ทันได้เห็นหน้าพ่อสักครั้ง มิหนำซ้ำ แม่ก็มาด่วนจากไปตั้งแต่ยังแบเบาะ ก่อนสิ้นใจ อาภาสั่งเสีย ฝากให้ป้าช่วยดูแลน่านฟ้าด้วย เพราะอย่างนี้ ป้าถึงคอยตามอกตามใจทุกอย่าง อะไรที่ทำให้หลานคนนี้มีความสุขได้ ป้าก็จะทำ เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหาย”

ช้อยสะเทือนใจจนถึงกับร้องไห้ออกมา

“ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน ชายต้องตามหาน้องให้พบ รับปากกับป้าสิ”

“ท่านป้า อย่าได้ทรงกังวล หลานสัญญาว่าจะพาน่านฟ้ากลับมาให้ได้”

สิบทิศแววตามุ่งมั่น

ร้อยดาวปรึกษาหารือเรื่องน่านฟ้า

“คุณหญิงยังไม่ต้องกลับเวฬุมาศตอนนี้หรอกค่ะ”

“หมายความว่า...ให้หญิงอยู่ที่นี่กับพี่ร้อยดาวได้ใช่มั้ยคะ ?”

ร้อยดาวยิ้มพยักหน้า น่านฟ้าดีใจ

“ทำไมอยู่ๆ คุณหนูถึงได้เปลี่ยนใจล่ะครับ ?” ปรมัตถ์ถาม

“คนหัวดื้ออย่างคุณชายสิบทิศต้องได้รับบทเรียนซะบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะคอยขีดเส้น บังคับขู่เข็ญน้องสาวอยู่ร่ำไป” ร้อยดาวว่า

“แต่ท่านหญิงรัตนากรล่ะ คุณหนู ? จะทรงเป็นทุกข์แค่ไหนเมื่อทรงรู้ว่าคุณหญิงน่านฟ้าหายไป”

“หญิงเป็นห่วงท่านป้า เป็นห่วงช้อย แต่ไม่เป็นห่วงพี่ชายเลยสักนิด ! ไม่ได้การแล้ว หญิงต้องกลับไปหาท่านป้า ส่งข่าวให้ทรงทราบว่าหญิงพักอยู่กับพี่ร้อยดาวที่นี่ จะได้ไม่ทรงกังวล” น่านฟ้าบอก

น่านฟ้าผุดลุกหน้าตาตื่นแล้วทำท่าจะวิ่งปร๋อกลับไป

“เรื่องนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดิฉันเอง”

ร้อยดาวคว้าแขนห้ามเอาไว้แล้วยิ้มอย่างมีแผนการ

สามสะใภ้ปรึกษากัน สร้อยฟ้าเดินพล่านเพราะนั่งไม่ติด

“ป่านนี้ ทำไมคนที่ไอ้ปั้นส่งไปตามพ่อปู่ ถึงยังไม่มาสักที ใจน้องแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว”

“นี่มันก็ตั้ง 20-30 ปีมาแล้ว ดีไม่ดี พ่อปู่ไม่แก่ตายไปแล้วเหรอ ?เราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ คุณพี่ ?” จงจิตถาม

เต็มเดือนที่นั่งปักผ้าอย่างใจเย็นพูดออกมา

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อไป”

“รอๆๆ ! จะต้องให้รอจนถึงเมื่อไหร่ ทุกวันนี้ ผีอีเวียงแก้วมันอาละวาดหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ คุณพี่ไม่กลัวมันมาฆ่าบ้างหรือคะ ?”

เต็มเดือนจับตะกรุดที่คล้องคออยู่แล้วก็รู้สึกอุ่นใจ

“ฉันไม่กลัว ตราบใดที่ยังมีตะกรุดของพ่อปู่ มันก็ทำอะไรฉันไม่ได้”

“พูดชุ่ยๆ คุณพี่มี แต่น้องกับแม่สร้อยฟ้าไม่มีนี่คะ” จงจิตว่า

“ช่วยไม่ได้ พวกเธอจะมีหรือไม่มี มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน”

เต็มเดือนยิ้มเย้ยที่ตนเองเหนือกว่าก่อนเดินลอยหน้าออกไป จงจิตกับสร้อยฟ้ามองตามด้วยความหมั่นไส้ที่เต็มเดือนเอาตัวรอดคนเดียว

จงจิตระบายกับปั้นเรื่องเต็มเดือน

“เจ็บใจนังเต็มเดือนนัก ! ถือว่ามีเครื่องรางของขลังคอยป้องกันเอาตัวรอดอยู่คนเดียว ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่าง”

“ผมส่งไอ้ชิดให้ไปรับพ่อปู่แล้ว อีกไม่นานก็กลับ ใจเย็นรออีกสักนิด” ปั้นบอก

“ต้องรอให้ผีอีเวียงแก้วมาหักคอฉันก่อนใช่มั้ย แกถึงจะพอใจ”

ปั้นถอดเบี้ยแก้ที่คล้องคออยู่ส่งให้จงจิต

“คุณเอาเบี้ยแก้ของผมไป ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้ตะกรุดของคุณเต็มเดือน”

จงจิตมองหน้าปั้นเพราะไม่นึกว่าจะยอมเสียสละแบบนี้ ถึงเธอจะเกลียดเขาแต่ก็ไม่วายห่วง

“ให้ฉัน แล้วแกล่ะ”

“ผมเอาตัวรอดของผมได้ คุณเก็บเอาไว้ป้องกันตัวเถอะ”

จงจิตรับเบี้ยแก้จากปั้นแล้วส่งสายตามองแทนคำขอบใจ แต่ก็ไม่ยอมปริปากพูด

ปั้นถาม “ลูกล่ะ ? เป็นยังไงบ้าง ?”

“ไม่รู้หมู่นี้เป็นอะไร เก็บตัวอยู่แต่ในห้องทั้งวัน ฉันเป็นแม่แท้ๆ ยังแทบไม่ได้เห็นหน้า”

ปั้นเป็นห่วงดารกาเพราะรู้ดีว่าลูกกำลังทุกข์เพราะอะไร

บังหนั่นเดินยามผ่านมาได้ยินเสียงกระถินร้องครางอู
กำลังโหลดความคิดเห็น...