xs
xsm
sm
md
lg

ไฟในวายุ ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไฟในวายุ ตอนที่ 8

ภายในห้องรับรองบ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต สลิลโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ
"จะให้หว้าช่วยพูดกับคุณใหญ่ไม่ให้กลับกรุงเทพเนี่ยนะคะ"
ธรามาขอร้องสลิล โดยมีภูผานั่งอยู่ด้วย
"คุณใหญ่ไม่มีทางฟังหว้าหรอกค่ะ"
"นั่นสิครับ ขนาดคุณธราพูดคุณใหญ่ยังไม่ฟังเลย"
ธราช้อนตามองภูผา แล้วบอก
"ผู้ชายน่ะ ต่อให้ใจแข็ง ดื้อดึงขนาดไหน แต่ถ้าเจอผู้หญิง โดยเฉพาะคนพิเศษของเค้าขอร้องล่ะก้อ ยังไงก็ต้องฟัง"
ธราพูดพลางส่งยิ้มหวานให้สลิล สลิลดูอึ้งๆ อายๆ
"คุณป้าเอาอะไรมาพูดคะ"
ภูผารีบช่วยหลานสาว
"ลูกหว้าก็ยังไม่ใช่คนพิเศษอะไรสำหรับคุณใหญ่ขนาดนั้นหรอกครับ"
"อย่าบอกนะคะว่าหมอภูดูไม่ออก ว่าใหญ่เค้าแอบคิดยังไงกับหนูลูกหว้า หรือหมอภูรู้แต่ทำเป็นไม่รู้ เพราะหวงหลานสาวกันแน่คะ"
สลิลรีบพูดขัดขึ้น เขินๆ อึกอักเล็กน้อย
"คุณใหญ่ไม่ได้คิดอะไรกับหว้าหรอกค่ะ เค้าคงรำคาญมากกว่า ที่หว้าชอบไปวุ่นวายกับชีวิตเค้า"
"ป้ารู้นิสัยลูกชายป้าดี ใหญ่เค้าอารมณ์ร้อน ถ้าเค้ารำคาญหนูหว้า ก็คงไล่ตะเพิดไม่ให้อยู่ใกล้ๆ อย่างนี้หรอกจ้ะ หนูไปช่วยพูดกับใหญ่ให้ป้าหน่อยนะ ป้าเป็นห่วง ใหญ่ยังไม่หายดี ป้ายังไม่อยากให้เดินทาง แถมต้องไปเครียดกับงานที่กรุงเทพอีก"
สลิลลำบากใจ สบตาลุงขอความเห็น ภูผาพยักหน้าให้สลิลไป สลิลบอกธรา
"หว้าจะลองช่วยพูดกับคุณใหญ่ให้ก็ได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ฐานะคนพิเศษนะคะ"
ธรายิ้มพอใจ
"จะฐานะอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะจ้ะ แล้วแต่หนูหว้าสบายใจเถอะ ขอแค่ช่วยพูดให้ป้าก็พอ"
"หว้าไม่รับปากนะคะว่าจะสำเร็จรึเปล่า"
"ป้ามั่นใจว่าใหญ่ต้องเชื่อคำพูดหนูหว้าแน่นอนจ้ะ"
ธรายิ้มมั่นใจ สลิลฝืนยิ้มแหยๆ ไม่มั่นใจและไม่ค่อยเต็มใจอยากไปพูดให้ซักเท่าไหร่ แต่ขัดไม่ได้

นวลขวัญนั่งหน้าเครียด ร่วมโต๊ะอยู่กับวีระ
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมอยู่ๆ คุณวีระถึงได้ยกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งหมด"
วีระอึกอัก ท่าทางลำบากใจ ชำเลืองมองไปที่โต๊ะข้างๆ เห็นลูกน้องกษิตนั่งคุมเชิงอยู่ วีระปั้นหน้าขรึมซีเรียส
"ใบชาของไร่คุณขวัญมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ลูกค้าที่กรุงเทพตีคืนกลับมาที่ผมหมดเลย ผมเสียหายขนาดนี้ยังจะให้ผมรับซื้อใบชาจากคุณต่อไปได้ยังไงครับ"
" เป็นไปไม่ได้ค่ะ ลูกค้าเจ้าอื่นๆ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ทั้งที่เป็นของล็อตเดียวกัน"
"ผมจะโกหกคุณขวัญไปทำไมครับ เอาเป็นว่าสรุปตามนี้ก็แล้วกัน ผมจะหยุดรับซื้อใบชาจากไร่คุณขวัญจนกว่าผลผลิตไร่คุณจะได้คุณภาพที่ลูกค้าผมต้องการ"
วีระรีบตัดบท นวลขวัญอึ้งไป
"ผมไปก่อนนะ นัดลูกค้าเอาไว้อีกที่"
วีระลุกเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อนค่ะคุณวีระ"
วีระไม่ฟังเสียง เดินจ้ำพรวดๆ ออกไป ด้วยสีหน้าลำบากใจ ไกรกูณฑ์เดินเข้ามาในห้องอาหาร เห็นนวลขวัญนั่งหน้าจ๋อยอยู่ที่โต๊ะด้านใน ลูกน้องของกษิตเดินตามประกบวีระมาตรงหน้าไกรกูณฑ์พอดี
ไกรกูณฑ์รีบเบี่ยงตัวหลบ ทำเป็นนั่งที่โต๊ะอาหารหนึ่ง แต่ลอบฟังการสนทนา ลูกน้องกษิตตบบ่าเบาๆ ข่มขู่วีระ
"ทำได้ดีมาก แล้วอย่าคิดกลับใจไปรับซื้อใบชาจากไร่ขวัญแก้วอีกล่ะ ไม่งั้นเจ้านายฉันตัดทางทำมาหากินของแกทั้งหมดแน่ๆ"
วีระไม่สบอารมณ์ แต่ทำอะไรไม่ได้
"รู้แล้วน่า"
วีระเดินเร็วๆ ผ่านหน้าไกรกูณฑ์ออกไป ลูกน้องกษิตเดินตามหลังไปติดๆ
ไกรกูณฑ์นั่งก้มหน้าเบือนไปอีกทางไม่อยากให้วีระและลูกน้องเห็น เขาจำลูกน้องกษิตได้ แล้วพึมพำด้วยความไม่พอใจ
"ไอ้กษิต"
ไกรกูณฑ์ลุกจากที่นั่งต้องชะงักเมื่อเห็นนวลขวัญยืนจ้องมาที่เขาอยู่แล้ว
"คุณขวัญ"
"คุณอย่าคิดนะว่าที่คุณบีบให้คุณวีระกับลูกค้ารายอื่นๆ ของฉันยกเลิกซื้อใบชาจากไร่ขวัญแก้วแล้วจะทำให้ฉันยอมขายไร่ให้คุณง่ายๆ"
"เรื่องนี้ผมไม่เกี่ยวนะครับคุณขวัญ ผมมั่นใจว่าเป็นแผนการของนายกษิต"
นวลขวัญหน้านิ่งรับฟังไกรกูณฑ์
"ผมจะช่วยติดต่อหาคนรับซื้อใบชารายอื่นให้นะครับ"
นวลขวัญแดกดัน แล้วสะบัดหน้าเดินไป
"คุณจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไรคะ สู้ปล่อยให้ไร่ฉันเจ๊ง ฉันจะได้ยอมขายไร่ให้คุณถูกๆ ไม่ดีกว่าเหรอ"
ไกรกูณฑ์คว้ามือนวลขวัญเอาไว้
"ผมอยากให้คุณขวัญยอมขายไร่ให้ผมด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เพราะถูกบีบบังคับ"
นวลขวัญดึงมือออก
"คุณทำแบบนี้ไม่กลัวมีปัญหากับคุณกษิตเหรอคะ"
"เรื่องนั้นผมไม่สน ผมแค่อยากพิสูจน์ให้คุณขวัญเห็นว่าผมจริงใจกับคุณจริงๆ"
นวลขวัญอึ้งไป ไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดไกรกูณฑ์ได้มากน้อยแค่ไหน ได้แต่ถอนใจแล้วเดินออกไปจากร้านอาหาร ไกรกูณฑ์มองตามด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
ละเวงแต่งตัวสวยมองดูเหตุการณ์อยู่หน้าร้านอาหารด้วยสีหน้าเจ็บใจมาก จิกตามองตามนวลขวัญที่เดินเลี้ยวไปอีกทางด้วยสีหน้าชิงชัง โทรศัพท์มือถือละเวงดังขัดขึ้น ละเวงกดรับ
"เธอไม่ต้องลงมาหรอก ฉันจะกลับเลย ไม่มีอารมณ์จะกินอะไรแล้ว"
"ค่ะ"
ละเวงหน้านิ่ง ตอบกลับไป ก่อนกดตัดสาย เธอขบกรามแน่นด้วยความแค้น

โถงบ้านพักไร่วายุกูล ธราต่อว่าไกรกูณฑ์ด้วยความไม่พอใจ
"ละเวงยังอยู่ที่นี่ น้อยรู้ใช่มั้ย"
ไกรกูณฑ์ถอนใจ ตอบหน้าเฉย
"รู้ครับ"
ธราปั้นหน้าไม่พอใจขึ้นมา
"น้อยรู้ แต่ปิดแม่งั้นเหรอะ อย่าบอกนะว่าน้อยก็คิดจะจริงจังกับมัน"
"ไม่มีทางหรอกครับ"
ธราสวนทันที
"แล้วนังนวลขวัญเจ้าของไร่ชาอะไรนั่นล่ะ"
ไกรกูณฑ์ไม่พอใจถาม
"ละเวงมันโทรมาฟ้องแม่ใช่มั้ยครับ"
ธราหวงลูกขึ้นมาทันที สั่งเด็ดขาด พูดพลางน้ำตาไหล
"หยุดความรู้สึกทั้งหมดเดี๋ยวนี้นะน้อย โลกนี้ไม่มีใครรักน้อยเท่าแม่หรอกรู้มั้ย มีแต่แม่คนเดียวที่ทำทุกอย่างเพื่อน้อย ผู้หญิงพวกนั้นมันมีแต่จะทำให้น้อยของแม่เสียใจ เชื่อแม่นะ น้อยห้ามไปหลงรักใครหน้าไหนเด็ดขาด เข้าใจมั้ยลูก"
ไกรกูณฑ์แปลกใจกับอาการของแม่ แต่รับปากไปให้แม่สบายใจ
"เข้าใจครับแม่"

ธรายิ้มดีใจทั้งน้ำตา สวมกอดลูกชายเอาไว้ แม้ไกรกูณฑ์จะไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าขัดใจแม่ ได้แต่ถอนใจยาวออกมาขณะอยู่ในอ้อมกอดของธรา

ภายในห้องนอนวายุ ในไร่วายุกูลตอนหัวค่ำ เขากำลังนั่งคิดนั่งเขียนแผนการทำงานพร้อมเปิดปฏิทิน
เช็กวันดู ระหว่างนั้น โทรศัพท์มือถือวายุดังขัดขึ้น เขาดูเบอร์โชว์เห็นว่าสลิลโทรมา ก็อมยิ้มเล็กน้อย ก่อนกดรับ เขาคุยมือถือ ปั้นเสียงดุ อย่างวางฟอร์ม
"นี่เธอจะโทร.มาเช็คอะไรฉันนักหนา ฉันอยู่บ้านสบายดี ปลอดภัย กินข้าวกินยาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงมากนักหรอกน่า"
สลิลนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่ห้องโถง
"คุณป้าบอกว่าคุณใหญ่จะกลับกรุงเทพแล้ว ไม่รอจับตัวคนร้ายให้ได้ก่อนค่อยกลับเหรอคะ"
"ฉันมีงานต้องรีบกลับไปทำ เสร็จงานแล้วฉันค่อยกลับมาก็ได้"
วายุสีหน้าจริงจังขึ้นมา
"ส่วนเรื่องคนร้ายก็ปล่อยให้ตำรวจจัดการไปดีแล้ว"
สลิลคุยมือถือ สีหน้าผิดหวังเล็กน้อย ไม่รู้จะโน้มน้าวยังไงดี ทันใดนั้นไฟในห้องก็ดับวูบ สลิลร้องตกใจเสียงหลงเล็กน้อย
"มีอะไรรึเปล่า"
สลิลคุยมือถือเดินไปเปิดม่านหน้าต่างดู
"ไฟดับค่ะ สงสัยจะดับทั้งรีสอร์ต แค่นี้ก่อนนะคะ หว้าขอไปดูแลแขกที่รีสอร์ตก่อน"
สลิลกดวางสายแล้วควานหาไฟฉาย ก่อนจะเดินลงจากบ้านไป วายุเป็นห่วงสลิลขึ้นมา

บริเวณล็อบบี้บ้านไร่ ภูผาโทรศัพท์มือถือคุยกับการไฟฟ้าพื้นที่ ใกล้ๆนั้น ทิพวัลย์และพนักงานต้อนรับคุยโทรศัพท์ตอบคำถามลูกค้า
ขาบ กับเข็ม และพนักงานรีสอร์ตช่วยกันจุดตะเกียงรอไปแจกลูกค้าตามห้องต่างๆ
"รีสอร์ตไม่มีไฟสำรองฉุกเฉินรึไงคะ"
ทิพวัลย์คุยโทรศัพท์ตอบกลับไปอย่างสุภาพ
"รีสอร์ตเราเล็กๆ น่ะค่ะ แล้วที่นี่ไฟก็ไม่ได้ดับบ่อยๆ"
ทิพวัลย์หน้าแหยไป ลูกค้าใส่ไม่ยั้ง สลิลเดินส่องไฟฉายรีบตามเข้ามาสมทบ ภูผากดตัดมือถือสีหน้าเครียด
"เจอสาเหตุรึยังคะ"
"ยังเลยหว้า ลุงโทรถามไฟฟ้าแล้ว ไม่มีไฟที่ไหนดับนอกจากรีสอร์ตของเรา"
สลิลแปลกใจ
"หว้าช่วยดูแลเรื่องตะเกียงแทนลุงที รีบทยอยเอาไปแจกได้แล้ว"
"ค่ะคุณลุง"
สลิลรีบเดินไปทางเข็ม ภูผาบอกขาบ
"ขาบไปที่ห้องจ่ายไฟกับฉัน"
"ครับ"
ขาบถือไฟฉายส่องทาง เดินนำไป ภูผาเดินตามไป

ขาบถือไฟฉายส่องทางเดินนำหน้าภูผามาตามทางเดินมืดๆ มุ่งหน้าไปทางห้องจ่ายไฟ ภูผาเหลือบตาเห็นชายคนหนึ่งท่าทางลับล่อๆ อยู่หลังพุ่มไม้จึงหยุดดู ในขณะที่ลุงขาบเดินหน้าต่อไป ไม่รู้เรื่อง ภูผาเดินมาดูที่พุ่มไม้ใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง
"นั่นใครน่ะ"
ไม่มีเสียงตอบรับ
"ฉันถามว่าใครอยู่ตรงนั้น"
คนร้ายรีบเดินเร็วๆ ออกไปจากตรงนั้น ตั้งใจล่อให้ภูผาเดินตามไป

คนร้ายล่อภูผาให้เดินตามมาที่หน้าบ้านพักหลังหนึ่ง แล้วคนร้ายก็ผลุบหายไปกับความมืด
ภูผายืนหันหน้าหันหลังมองหาคนร้ายแต่ไม่เห็น
"หายไปไหนแล้ว"
ไม่คาดคิด เสียงปืนดังออกมาจากบ้านพัก ตามด้วยเสียงกรีดร้องของลูกค้าผู้หญิงดังลั่น ภูผาตกใจรีบวิ่งไปที่บ้านพักที่เกิดเหตุทันที

ภูผาพรวดพราดเข้ามาในบ้านพักที่เกิดเหตุ หน้าตาตื่นตระหนก เห็นลูกค้าชายนอนตายจมกองเลือดอยู่...ลูกค้าผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่ใกล้ๆ ศพ
"เกิดอะไรขึ้นครับ"
ภูผาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกค้าผู้หญิง ไม่คาดคิดมือไปปัดโดนปืนที่วางอยู่บนพื้นอย่างไม่รู้ตัว เขามองไม่เห็นว่าเป็นอะไร เผลอหยิบขึ้นมา... ทันใดนั้นไฟก็สว่างขึ้น ลูกค้าผู้หญิงกรีดร้องเสียงดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมลุกหนี
ลูกค้าหญิงกลัวลนลาน
"คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าเค้าทำไม"
ภูผายืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ด้านนอกบ้านพัก คนร้ายยืนมองเหตุการณ์อยู่อย่างพอใจผลงาน ก่อนจะวิ่งหลบออกไป ลูกค้าคนอื่นๆ วิ่งกรูกันเข้ามาดูเต็มไปหมด
ลูกค้าหญิงร้องไห้โฮ ฟ้องทุกคน
"เค้าฆ่าสามีฉันค่ะ เค้าฆ่าสามีฉัน"
"ผมไม่ได้ทำนะครับ ผมเข้ามาช่วยคุณ"
ภูผามองปืนในมือ รีบโยนทิ้ง
ลูกค้าคนอื่นๆ จ้องมองภูผาแล้วซุบซิบกันใหญ่
"เป็นเรื่องเข้าใจผิดนะครับ ผมเข้ามาช่วย ปืนตกอยู่กับพื้น มันมืด ผมมองไม่เห็น เลยหยิบขึ้นมาดู"
ลูกค้าหญิงร้องไห้ฟูมฟาย
"ไม่จริง คุณนั่นแหละเป็นคนยิงสามีของฉัน"
สลิลกับขาบแหวกกลุ่มลูกค้าที่มุงดูอยู่เข้ามา
"เกิดอะไรขึ้นคะคุณลุง"
สลิลสะดุ้งสุดตัวที่เห็นคนตายในห้อง ภูผาถอนใจ สีหน้าเคร่งเครียด

ผ่านเวลาซักครู่ ตำรวจจับภูผาใส่ห้องขัง สลิลยืนน้ำตาคลอไม่ฟูมฟายอยู่หน้าห้องขัง มีเข็มยืนหน้าจ๋อยอยู่เป็นเพื่อนด้วย ภูผาหน้าเครียด จับต้นชนปลายไม่ถูก งงไปหมด
สลิลน้ำตาคลอ หันไปพูดกับตำรวจ
"คุณตำรวจคะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด คุณลุงฉันไม่ได้ฆ่าใครตายจริงๆ นะคะ ถ้าฉันจะขอประกันตัวคุณลุงออกไป ต้องทำยังไงบ้าง"
"คดีฆ่าคนตายเรายังให้ประกันตัวทันทีตอนนี้ไม่ได้นะครับ ต้องรอตรวจพิสูจน์หลักฐานก่อน แล้วเจ้าหน้าที่จะพิจารณาอีกทีว่าเห็นสมควรให้ประกันตัวได้รึเปล่า"
ตำรวจเดินเลี่ยงออกไป สลิลหันหน้ากลับไปมองที่ภูผาอีกครั้ง เจ็บแปลบ น้ำตาไหลซึมที่เห็นลุงต้องถูกขัง แต่ก็พยายามทำตัวเข้มแข็ง ภูผาฝืนยิ้มให้ เลื่อนมือมาจับกุมมือ ปลอบหลาน
"ลุงบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำอะไรผิด ตำรวจจับลุงไม่ได้หรอกหว้า รอเค้ารวบรวมหลักฐานก่อน เดี๋ยวก็ต้องให้ประกันตัวลุง ทำใจให้สบายนะหว้า"
สลิลพยักหน้ารับแต่ก็น้ำตาไหล รีบยกมือขึ้นซับน้ำตาออก
"ลุงรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนมีคนจัดฉาก วางแผนเอาไว้แล้ว ลุงสงสัยว่ามันเป็นใคร
แล้วทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร"
สลิลคิดตาม ภูผาเลื่อนมือมาลูบหัวสลิล
"หว้ากลับไปพักก่อนเถอะ ลุงฝากดูแลรีสอร์ตด้วยนะ"
สลิลยังส่ายหน้าเกาะลูกกรง ไม่ยอมกลับ น้ำตาไหลซึมออกมาอีก
"เข็มพาคุณลูกหว้ากลับรีสอร์ตไปได้แล้วไป"
"ครับ กลับกันเถอะครับคุณลูกหว้า ป่านนี้ลูกค้ารีสอร์ต คงวุ่นวายกันใหญ่แล้ว"
สลิลนึกถึงเรื่องที่รีสอร์ตเลยต้องจำยอม มองลุงตาละห้อย
"พรุ่งนี้หว้าจะรีบมาแต่เช้านะคะ"

ภูผาสวมกอดสลิลเท่าที่ทำได้ผ่านซี่ลูกกรงห้องขัง...สลิลยิ่งร้องไห้สงสารลุงที่ต้องมาถูกกักขังทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับบ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต ในเวลากลางคืน บรรยากาศโกลาหล ทิพวัลย์จัดการเช็กเอาท์ให้แขกอยู่หน้าเคาน์เตอร์วุ่นวาย ขาบวิ่งวุ่นช่วยลูกค้ายกกระเป๋าไปใส่รถ วายุเดินเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์ เห็นบรรยากาศวุ่นวายก็แปลกใจ รีบเดินเข้าไปถามทิพวัลย์ที่กำลังดูแลลูกค้าอยู่
"เกิดอะไรขึ้นครับคุณทิพย์ แล้วลูกหว้าอยู่ไหน ผมโทร.เข้ามือถือเค้าตั้งหลายครั้งก็ไม่รับสาย"
สลิลเดินกลับเข้าล็อบบี้มาพร้อมกับเข็ม ดีใจและรู้สึกอบอุ่นอยากบอกไม่ถูกที่เห็นวายุมาที่นี่
"คุณใหญ่คะ"
วายุรีบเดินเข้ามาหา ซักไซ้ด้วยความเป็นห่วง
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
สลิลกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้ออกมา
"ร้องไห้ทำไม"
สลิลยังพูดอะไรไม่ออก ช็อก สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น เลยได้แต่ร้องไห้ เขาดึงเธอเข้ามากอดปลอบใจ และปล่อยให้ร้องไห้ออกมาให้เต็มที่

ผ่านเวลาเล็กน้อย วายุพาสลิลมานั่งที่มุมสงบมุมหนึ่งในรีสอร์ต
"ฉันว่าเรื่องนี้ต้องมีคนจงใจให้เกิดขึ้นแน่ๆ"
"หว้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ก็นึกไม่ออกว่ามันเป็นใคร แล้วต้องการอะไร คุณลุงก็ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน"
"หรือจะเป็นพวกที่ต้องการเล่นงานฉัน คิดจะดึงเธอกับคุณลุงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"
สลิลมองหน้าวายุ นิ่งเงียบ ไม่อยากคาดเดาอะไร
"ศัตรูคุณใหญ่คงไม่เล่นงานไปทั่วอย่างนี้หรอกค่ะ ตอนนี้หว้าห่วงแค่เรื่องจะช่วยคุณลุงออกมาได้ยังไง"
วายุมองสบตาสลิล
"ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องนี้ฉันจะเป็นธุระช่วยเธอเอง เธอช่วยฉันมาเยอะแล้ว คราวนี้ขอให้ฉันได้ช่วยอะไรเธอตอบแทนบ้างก็แล้วกัน"
สลิลยิ้มบางๆ ซึ้งใจจนน้ำตาคลอ
"ขอบคุณค่ะคุณใหญ่"
วายุยิ้มกำลังใจ เป็นรอยยิ้มของวายุมีแต่ความจริงใจและให้กำลังใจ ทำให้สลิลรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ตอนสายวันใหม่ กษิตเดินอารมณ์ดีคุยกับลูกน้องไปที่ห้องทำงาน ภายในโรงแรม
"ลูกค้าที่รีสอร์ตเช็กเอ๊าท์ออกเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะครับ"
กษิตหัวเราะชอบใจ
"ตอนนี้บ้านไร่สายน้ำก็ไม่ต่างอะไรกับรีสอร์ตร้าง อีกไม่นานมันก็จะเจ๊ง รออีกหน่อยคงซื้อได้ราคาถูก"
ลูกน้องกษิตถามอึกอัก
"มีคนตายยังงี้ ตำรวจจะตามถึงพวกเราเจอมั้ยครับนาย"
กษิตตาแข็งจ้องหน้าลูกน้อง
"ไอ้คนที่ตายมันก็แค่ลูกหนี้ชั้นเลวของบ่อนเรา ถ้ามันไม่ไปตายที่รีสอร์ต มันก็ต้องถูกเก็บเพราะไม่มีเงินใช้หนี้อยู่แล้ว คิดจะทำงานใหญ่ต้องอย่าปอดแหก ตำรวจไม่มีทางสาวมาถึงตัวฉันได้แน่"
"แล้วไร่ขวัญแก้วล่ะครับ"
"รอดูมันไปก่อน ถ้าใช้ไม้นวมไม่ได้ผล มันก็จะได้เจอไม้แข็งเหมือนกัน"
กษิตยิ้มร้าย

ผ่านเวลาซักครู่ ณ มุมสวน บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต
"อาจจะเป็นฝีมือนายกษิตก็ได้นะหว้า"
นวลขวัญมาหาสลิลจับมือคุยกันอยู่
"เกี่ยวอะไรกับเค้าคะ"
"ก็เค้าอยากได้ที่ดินแถวนี้มาก เคยไปเจรจาขอซื้อไร่ขวัญแก้ว แต่พี่ไม่ยอมขายให้ เค้าเลยบีบลูกค้าพี่ให้ยกเลิกออเดอร์หมดเลย เค้าอาจจะอยากวางแผนให้รีสอร์ตหว้ามีปัญหาก็ได้"
สลิลนิ่งไปอย่างใช้ความคิด วายุเดินเข้ามาตามหาสลิล เจอนวลขวัญอยู่ด้วย นวลขวัญยกมือไหว้ วายุรับไหว้ นวลขวัญยิ้มกระเซ้าสลิลอยู่ในที
"งั้นพี่กลับก่อนดีกว่า คุยกันตามสบายนะ"
วายุรีบพูดแก้ความเก้อเขินเป็นพัลวัน
"ผมจะไปเยี่ยมหมอภูผาก็เลยแวะมารับคุณหว้า เผื่อจะไปพร้อมกันเลย ไม่ต้องขับรถไปหลายคัน"
นวลขวัญอมยิ้มบอก
"ดีค่ะ"
วายุและสลิลสบตากันเล็กน้อยเหมือนมีพิรุธ ทั้งที่ก็ไม่มีอะไร
"หว้าไปส่งพี่ขวัญที่รถนะคะ"
สลิลแก้เขิน ควงแขนนวลขวัญพาเดินเลี่ยงออกไปก่อน วายุมองตามแล้วอมยิ้มบางๆ

ภูผานั่งอยู่ในห้องสอบสวนกับตำรวจนายหนึ่ง
"ผลการพิสูจน์หลักฐานออกมาแล้วนะครับ กระสุนที่อยู่ในตัวผู้เสียชีวิต เป็นกระสุนชนิดเดียวกับปืนที่อยู่ในมือคุณหมอวันเกิดเหตุ"
ภูผาหน้าเสียเล็กน้อย ทำใจฟังต่อ
"แต่เราไม่พบคราบเขม่าดินปืนที่มือคุณหมอ และที่ปืนมีรอยนิ้วมือของคนสองคน คุณหมออาจจะไม่ใช่ผู้ยิงตามคำให้การ แต่ยังไงก็ยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่จนกว่าจะหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้"
ภูผาสีหน้าโล่อกขึ้น
"ถ้าอย่างนี้ผมก็ประกันตัวออกไปเพื่อสู้คดีได้แล้วใช่มั้ยครับ"
"ได้ครับ"
ภูผายิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่ยังพอมีทางรอด

วายุขับรถของสลิลแล่นเข้ามาจอดที่ด้านหน้าสำนักงานรีสอร์ต ภูผานั่งหน้า สลิลนั่งหลัง ทั้งหมดลงจากรถ ภูผาพูดกับวายุ สีหน้าซึ้งใจ
"ขอบคุณคุณใหญ่อีกครั้งนะครับ ที่ช่วยดูแลลูกหว้าตอนที่ผมไม่อยู่"
"เรื่องเล็กน้อยครับ คุณหมอกับลูกหว้าเคยช่วยผมไว้มากกว่านี้ซะอีก"
"เข้าไปข้างในดีกว่าค่ะคุณลุง เรายังมีเรื่องต้องจัดการกันอีกเยอะ"
" รีสอร์ตเราไม่มีลูกค้าเหลืออยู่เลยใช่มั้ย"
สลิลหน้าจ๋อย
"ค่ะ ลูกค้าเช็คเอาท์ออกไปหมดตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ"
ภูผาถอนใจ หน้าเศร้า
"คราวนี้ต้องใช้เวลากอบกู้ชื่อเสียงรีสอร์ตอีกนานเลย ดีไม่ดีอาจต้องปิดถาวรก็ได้"
"มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกมั้งครับ"
สลิลสีหน้าติดใจสงสัย
"หว้าชักจะสงสัยว่าข้อสันนิษฐานของพี่ขวัญอาจจะเป็นจริงก็ได้นะคะ"
"หนูขวัญว่ายังไง"
วายุสนใจฟัง อยากรู้ด้วย
"พี่ขวัญบอกว่านายกษิตอยากได้ที่ดินแถบนี้มาก เลยวางแผนทำลายชื่อเสียงรีสอร์ตเรา พอรีสอร์ตเรามีปัญหา เค้าก็จะได้เข้ามาขอซื้อได้ง่ายๆ"
"นายกษิตอีกแล้วเหรอะ"
"ใช่ค่ะ ตอนนี้ไร่ขวัญแก้วก็กำลังโดนเล่นงานอยู่เหมือนกัน ลูกค้ารายใหญ่พร้อมใจกันยกเลิกออเดอร์หมดเลย ก็อย่างที่รู้กันว่าใครหนุนหลังนายกษิตอยู่"
วายุชักสีหน้าคิดเครียดๆ กลัวว่าเรื่องนี้ไกรกูณฑ์จะมีส่วนรู้เห็นด้วย

เวลาบ่าย วายุขับรถกลับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ไกรกูณฑ์เดินออกมาจากบ้าน กำลังจะมาขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านพอดี วายุรีบลงจากรถไปดักหน้าไกรกูณฑ์ไว้ มีเรื่องอยากถาม ธราเดินผ่านมาพอดี รีบหลบมุมดูสถานการณ์อยู่ข้างหลัง วายุแววตาแข็งกร้าวจ้องหน้าไกรกูณฑ์
"เมื่อวานนี้เกิดเรื่องฆ่ากันตายที่บ้านไร่สายน้ำ มีคนตั้งใจสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายให้หมอภูผาเป็นฆาตกร"
ไกรกูณฑ์สวนขึ้นมาทันที
"คุณใหญ่ก็เลยคิดว่าเป็นฝีมือผมอีกล่ะสิ ดีนะ เรื่องชั่วๆ เลวๆ ก็โยนให้ผมตลอด" ไกรกูณฑ์พูดพลางแค่นหัวเราะ
ธราแอบฟังอยู่ สงสัยว่าเป็นฝีมือใคร
วายุไม่อยากเชื่อ
"พูดอย่างนี้ หมายความว่าน้อยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ใช่มั้ย"
ไกรกูณฑ์พูดเน้นๆ ชัดๆ

"ผมไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าคุณใหญ่ไม่เชื่อก็ช่วยไม่ได้"

ไกรกูณฑ์จะเดินหนีไปขึ้นรถ วายุตามมาขวางไว้ ไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดน้อง พูดเสียงขรึมเหมือนต้องการขู่อยู่ในที
"ไม่ว่าน้อยจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม แต่พี่ขอบอกน้อยไว้ตรงนี้เลยว่า พี่จะไม่ทนอยู่เฉยๆ แบบนี้อีกแล้วพี่จะตามจับตัวคนร้ายเมื่อคืนกับไอ้คนที่มันคอยจ้องทำร้ายพี่มาตลอดให้ได้" วายุพูดพลางจ้องหน้าน้องชาย น้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง
ธราหลบอยู่เข้าบ้านไป ไกรกูณฑ์มีท่าทีร้อนตัว กลัววายุจับได้ขึ้นมาจริงๆ จะเดินไปขึ้นรถ
ทันใดนั้นธราก็เดินเข้ามาเรียกลูกชายไว้
"น้อย อย่าเพิ่งไป"
ไกรกูณฑ์สงสัยว่าแม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับตน

ธราลากตัวไกรกูณฑ์เข้ามาคุยกันที่มุมลับตา
"น้อยไม่รู้เรื่องบ้านไร่สายน้ำจริงๆ ใช่มั้ย"
ไกรกูณฑ์หงุดหงิด ที่แม่ไม่ไว้ใจ
"แม่อย่ามาทำเป็นคุณใหญ่อีกคนหน่อยเลย"
"ถ้าน้อยไม่ได้ทำ แล้วจะเป็นฝีมือใคร"
ไกรกูณฑ์พอเดาได้
"น่าจะเป็นนายกษิต ผมเคยได้ยินเค้าพูดอยู่เหมือนกันว่าอยากได้ที่ดินบ้านไร่สายน้ำ"
ธราถามย้ำ ไม่ค่อยเชื่อใจ
"น้อยไม่ได้ร่วมมือกับนายกษิตจริงๆ นะ"
ไกรกูณฑ์เผลอระเบิดอารมณ์ออกมา
"นี่คำพูดผมมันไม่มีความน่าเชื่อถือเลย ใช่มั้ยครับ พูดอะไรไปถึงไม่มีใครเชื่อเลย ทั้งคุณแม่ ทั้งคุณใหญ่
เป็นเหมือนกันหมด"
ธราชะงักไปเล็กน้อย
"ผมก็ไม่รู้จะต้องทำตัวยังไงแล้วถึงจะถูกใจคุณแม่ซะที ทุกวันนี้ผมก็แทบไม่ต้องคิดอะไรเองแล้ว ดีที่ยังใช้จมูกหายใจด้วยตัวเองได้อยู่ ..แม่รู้มั้ยว่าผมเบื่อ ผมอยากมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้าง"
ไกรกูณฑ์อึดอัดใจมาก เดินหัวเสียออกไป ธราอึ้ง ไม่เคยเห็นลูกชายระบายความในใจออกมาอย่างนี้มาก่อน เธอมองตามลูกชายไป พร้อมกับใช้ความคิด

ในเวลาต่อมา ธรามาพบภูผาที่บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต
"เกิดเรื่องร้ายแรงกับรีสอร์ตขนาดนี้ ทำไมไม่โทร.บอกฉันล่ะคะ"
"ผมไม่อยากให้คุณธราไม่สบายใจไปด้วย แค่เรื่องของคุณใหญ่ คุณก็เครียดมากพอแล้ว"
ธราจับมือปลอบใจภูผา
"หมอภูพูดอย่างกับเราเป็นคนอื่นคนไกลอย่างนั้นแหละ หมอภูช่วยฉันมาเยอะแล้ว ถึงคราวที่ฉันต้องช่วยหมอภูบ้าง ถึงฉันจะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ก็อยากมาให้กำลังใจ"
ภูผามองสบตาธราที่ส่งสายตามาด้วยความรู้สึกซึ้งใจ ทันใดนั้น สลิลก็วิ่งพรวดเข้ามาขัดจังหวะพอดี
สลิลน้ำเสียงตื่นเต้น ตกใจเรียก
"คุณลุงคะ"
ภูผากับธรารีบปล่อยมือและละสายตาออกจากกัน
"ขอโทษค่ะ"
ธราปั้นท่าทางขวยเขิน ภูผาส่งสายตาดุหลานสาวเล็กน้อยที่มาทำหน้าเป็น
"มีอะไร"
"คุณตำรวจโทรมาบอกว่า ผู้หญิงคนที่ใส่ร้ายคุณลุงว่าฆ่าสามีเธอตายหายตัวไปค่ะ"
ธราและหมอภูผาแปลกใจหันมองหน้ากัน
"ทางตำรวจเค้าสืบประวัติแล้วนะคะคุณลุง ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นภรรยาผู้ตายตามที่ให้การไว้ค่ะ"
ภูผาอึ้งๆไป ธรานั่งฟังอย่างเก็บข้อมูล เพราะอยากรู้อยู่แล้วว่าเป็นฝีมือใครกันแน่
"แล้วอย่างนี้จะทำยังไงล่ะคะ ตัวต้นเรื่องหายไปอย่างนี้ แล้วเราจะมีหลักฐานอะไรมาลบล้างความผิดให้หมอภูได้คะ"
"ไม่ต้องห่วงค่ะ หว้าไม่มีวันยอมปล่อยให้คนผิดลอยนวลไปได้ง่ายๆ แน่นอน"
สลิลคิดอย่างมีแผนการในใจ

สลิลคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างรถของรีสอร์ต มีเข็มยืนรออยู่ที่ท้ายรถ
"คุณใหญ่เคยบอกหว้าว่านายกษิตเปิดบ่อนอยู่ที่โรงแรมในเมืองใช่มั้ยคะ"
วายุคุยโทรศัพท์อยู่ที่โถงบ้านพักไร่วายุกูล
"ใช่ ถามทำไม"
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หว้าแค่อยากรู้ไว้เป็นข้อมูลเฉยๆ แค่นี้นะคะคุณใหญ่ หว้ามีธุระต้องรีบไปจัดการ" สลิลกดวางสาย หันไปเรียกเข็มขึ้นรถ
"ไปเข็ม ขึ้นรถ"
สลิลเข้าไปนั่งด้านคนขับ เข็มตามขึ้นรถไป วายุแปลกใจ สงสัยที่จู่ๆ สลิลมาถามถึงที่อยู่กษิต

สลิลเดินนำเข็มเข้ามาที่หน้าบ่อน นักเลงคุมบ่อนจ้องมาที่ทั้งสองคน สลิลตั้งท่าจะเดินเข้าไป
แต่นักเลงมาขวางทาง
นักเลงตีหน้าเข้ม มองสลิลกับเข็มไม่ไว้ใจ
"ที่นี่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น"
"ฉันไม่ได้มาเล่นพนัน แต่ฉันจะมาหานายกษิต เค้าอยู่ที่ไหน ฉันอยากเจอ"
นักเลงขำเยาะถาม
"คิดว่าตัวเองเป็นใคร ออกไปให้พ้น"
เข็มไม่พอใจเข้าขวางหน้าเจ้านาย นักเลงผลักอกเข็มจนเซไป กษิตเดินเสียงเข้มเข้ามา
"อย่าเสียมารยาทกับแขกคนสำคัญของฉันสิ"
นักเลงคุมบ่อนหน้าจ๋อยไป กษิตพยักหน้าเป็นเชิงให้นักเลงคุมบ่อนออกไป กษิตพูดยิ้มๆ รู้อยู่แล้วว่ามาเพราะเรื่องอะไร
"วันนี้คุณสลิล ให้เกียรติมาเยี่ยมผมถึงที่นี่ มีอะไรให้ผมรับใช้ไม่ทราบครับ"
"ฉันจะมาคุยเรื่องที่เกิดขึ้นกับรีสอร์ตของฉัน"
กษิตผายมือนำไป
"งั้นเชิญที่ห้องทำงานของผมดีกว่าครับ"
เข็มจะห้าม
"แต่คุณหว้าครับ"
สลิลยกมือห้ามเข็มเอาไว้
"นำทางไปเลยค่ะ"
กษิตอมยิ้มเดินนำไป สลิลเดินตามไป เข็มจะเดินตาม แต่นักเลงเข้ามาขวางหน้าเอาไว้ เข็มได้แต่ถอนใจมองด้วยความเป็นห่วง

วายุพยายามกดโทรศัพท์หา แต่สลิลไม่รับสาย วายุเป็นกังวล ใช้ความคิด ไม่ค่อยสบายใจนัก

เข็มเดินไปทั่ว กวาดตามองหาห้องน้ำ ปวดฉี่พลางบ่นพึมพำ
"ห้องน้ำอยู่ไหนวะเนี่ย"
เข็มเดินมาทางมุมหนึ่ง ไม่คาดคิด...ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาจากมุมลับตา
"ฉันสาบานว่าจะไม่พูดเรื่องจัดฉากฆาตกรรมที่รีสอร์ตเด็ดขาด"
เข็มชะงัก เดินไปตามต้นเสียงแล้วแอบดูการสนทนา เห็นลูกค้าผู้หญิงซึ่งเคยอ้างว่า เป็นภรรยาผู้ตายในรีสอร์ต คุยกับลูกน้องกษิตอยู่
"แต่ฉันขอค่าจ้างเพิ่มอีกหน่อยได้มั้ย ฉันจะได้หนีไปไกลๆ ตอนนี้ตำรวจตามตัวฉันไปทั่ว กลับไปอยู่บ้านเดิมก็ไม่ได้แล้ว"
ลูกน้องกษิตสีหน้าไม่พอใจ แต่ข่มไว้ฃ
"ก็ได้ งั้นซักหกโมงเย็นไปรอฉันที่ข้างวัดชายป่า ฉันจะให้คนเอาเงินไปให้ แล้วจะให้ช่วยพาเธอหนีด้วย แต่ตอนนี้รีบไปให้พ้นๆ จากที่นี่ก่อน ถ้าคุณกษิตเห็นเข้า เธอจะเดือดร้อน"
"ค่ะๆ 6 โมงเย็นเจอกันค่ะ"
เข็มรีบชักตัวหลบเข้ามุม ลูกน้องกษิตเดินตามออกมาทางเดียวกันแต่ไม่เห็นเข็ม...เข็มมีสีหน้าเจ็บใจขึ้นมาที่แท้ก็เป็นแผนการใส่ร้ายภูผาของนายกษิตนี่เอง

ในห้องทำงานกษิต สลิลถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"เรื่องฆาตกรรมในรีสอร์ตฉันเมื่อวานเป็นแผนการของคุณใช่มั้ย"
กษิตตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง
"อ้าวคุณสลิล อยู่ดีๆ ก็หาคุกมาให้ผมซะแล้ว"
"คุณไม่ต้องมาทำหน้าตายไม่รู้เรื่องหน่อยเลย"
"แล้วผมจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไรล่ะครับ"
สลิลรู้ทัน
"เพื่อบีบให้คุณลุงขายไร่ให้คุณยังไงล่ะ แล้วฉันก็รู้ว่าตอนนี้คุณกำลังใช้วิธีสกปรกบีบพี่ขวัญให้ขายไร่ขวัญแก้วให้คุณอยู่เหมือนกัน ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าฉันกับพี่ขวัญไม่มีวันขายที่ให้คุณเด็ดขาด"
"ถ้าคุณคิดว่าเป็นฝีมือผมจริง ก็ไปหาหลักฐานมาให้ได้ซะก่อน อย่ามากล่าวหากันลอยๆ อย่างงี้"
" ท่าทางคุณจะมั่นใจมากนะ ว่าลูกน้องคุณจะไม่ทิ้งหลักฐานอะไร ให้สาวถึงคุณได้เลย"
กษิตเริ่มไม่มั่นใจขึ้นมา แต่ก็ทำเป็นไม่สะทกสะท้านไว้ก่อน
"ถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้นก็ไปเอาหลักฐานมาสู้กันในชั้นศาลเลยก็แล้วกัน"
"หลักฐานน่ะมีอยู่แล้ว รอแค่ให้ตำรวจตามจับผู้หญิงคนนั้นให้ได้ซะก่อนเถอะ ถึงวันนั้นคุณก็เตรียมตัวเข้าไปนอนในคุกได้เลย"

สลิลสะบัดหน้าเดินออกไป กษิตมองตาม กังวลเล็กน้อย

ไฟในวายุ ตอนที่ 8 (ต่อ)

สลิลเดินคุยกับเข็มมาที่ลานจอดรถ
เข็มรีบรายงาน
"คุณหว้าครับ เมื่อกี้ผมได้ยินลูกน้องนายกษิตคุยกับเมียไอ้ผู้ชายที่ตายที่รีสอร์ตเรา ทั้งหมดเป็นแผน การของนายกษิตแน่นอนครับ"
สลิลไม่พอใจบอก
"คิดแล้วไม่มีผิด แล้วตอนนี้ยัยนั่นอยู่ไหน"
"มันหนีไปแล้วล่ะ"
"ทำไมแกไม่ตามไปล่ะ"
"ผมรอบอกคุณหว้าก่อนไงครับ แต่คุณลูกหว้าไม่ต้องห่วงนะครับ ผมแอบได้ยิน ว่าเย็นนี้พวกมันนัดเจอจ่ายตังค์กันที่ไหน"
สลิลดีใจ ตบไหล่เข็ม ยิ้มสะใจที่หาทางเอาคืนกษิตได้
"ต้องยังงี้สิ"

เวลาเย็น เข็มรีบขับรถพาสลิลมายังที่นัดหมายของพวกกษิต แต่พอมาถึงก็เห็นรถตำรวจเปิดไซเรนรออยู่ก่อนแล้ว
เข็มสงสัยหันถามสลิล
"ตำรวจจับตัวพวกมันได้แล้วเหรอครับคุณลูกหว้า ถึงได้แสดงตัวขนาดเนี้ย"
"นั่นสิ"
สลิลรีบลงจากรถทันที เข็มรีบตามสลิลลงไปติดๆ
เจ้าหน้าที่กำลังเก็บศพหญิงสาวที่อ้างตัวว่าเป็นภรรยาชายที่ภูผาฆาตกรรม เธอถูกฆ่าตายปริศนา
สลิลและเข็มแหวกไทยมุงเข้ามาดู สลิลเห็นศพชัดๆ แล้วรีบเบือนหน้าหนี รับไม่ได้
หัวหน้าทีมตำรวจเดินเข้ามาหา สลิลยกมือไหว้ ตำรวจตะเบ๊ะรับ
"เรามาช้าไปครับคุณสลิล"
สลิลมีสีหน้าเจ็บใจมากที่มาช้าไปแค่ก้าวเดียว

ผ่านเวลาเล็กน้อย สลิลเดินเซ็งกลับเข้ามาในล็อบบี้ เห็นวายุอยู่กับภูผาก็แปลกใจ เดินเข้าไปหาทั้งคู่
"หายไปไหนมาลูกหว้า ฉันกับคุณลุงเป็นห่วงเธอแทบแย่"
วายุสีหน้าเป็นห่วงจริงจัง ภูผามองหน้าสลิล รอฟังคำตอบ
"หว้าพาตำรวจไปดักจับผู้หญิงคนที่ใส่ร้ายคุณลุงมาน่ะค่ะ แต่เสียดายที่พอไปถึงก็เจอแต่ศพ ผู้หญิงคนนั้นถูกฆ่าปิดปากไปแล้ว"
ภูผาถอนใจออกมา
"แต่คุณลุงไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนนี้ตำรวจกำลังสงสัยนายกษิตอยู่ แต่เสียดายที่เรายังไม่มีหลักฐานมัดตัวมัน"
วายุรีบพูดดักคออย่างรู้ทัน
"ไม่ต้องเสี่ยงไปหาหลักฐานอะไรด้วยตัวเองอีกนะ มันอันตรายมากรู้มั้ย ไอ้กษิตมันร้ายกว่าที่เธอคิดไว้มาก"
"ลุงเห็นด้วยกับคุณใหญ่นะหว้า ลุงไม่อยากให้หว้าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก"
สลิลดื้อรั้น
"อันตรายแค่ไหนหว้าก็ไม่กลัว ยังไงหว้าก็ต้องกู้ชื่อเสียงคุณลุงกับรีสอร์ตของเรากลับมาให้ได้"
วายุและหมอภูผามองท่าทีดื้อรั้นของสลิลอย่างเป็นห่วง สลิลเดินเลี่ยงออกไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงหงุดหงิด

กษิตยืนดูคนเล่นพนันอยู่มุมหนึ่งในบ่อน ลูกน้องเดินเข้ามารายงาน
"ผมจัดการเก็บนังผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วครับนาย"
กษิตยิ้มร้ายด้วยความพอใจ
"ดีมาก"
"แต่น่าแปลกนะครับ ทำไมตำรวจตามไปที่เกิดเหตุเร็วมาก"
"น่าจะเป็นฝีมือนังหลานสาวไอ้หมอภูผานั่นแหละ นังนี่มันร้ายกว่าที่ฉันคิดไว้ ต่อไปคงประมาทมันไม่ได้แล้ว"
กษิตสีหน้าเจ็บแค้นใจสลิล

ณ โถงบ้านพักในไร่ขวัญแก้ว ยามบ่าย ทแกล้วกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่โซฟา สลิลกับวายุมาเยี่ยม นวลขวัญนั่งอยู่ด้วย
วายุพูดกับทแกล้ว สีหน้าเป็นมิตร
"ตั้งแต่เกิดเรื่องผมยังไม่ได้มาขอบคุณ คุณแก้วเลย"
ทแกล้วทำหน้ากวนๆ บอก
"ผมไปช่วยลูกหว้าตะหาก ไม่ได้ช่วยคุณ"
วายุไม่ถือสา รู้ว่าทแกล้วไม่ชอบหน้าเพราะหึงสลิล นวลขวัญปรามน้องชาย
"แก้ว"
สลิลเหล่มองเพื่อน ไม่พอใจ
"คุณใหญ่อุตส่าห์มาเยี่ยม ตั้งใจมาขอบคุณ ยังจะพูดจาอย่างนี้อีกนะแก้ว"
ทแกล้วทำหน้าปั้นปึ่งดูงอนๆ ปนน้อยใจ หยิบน้ำมาดื่ม หยิบแมกกาซีนมาอ่าน ทำไม่สนใจ
วายุหันมาคุยกับนวลขวัญแทน
"ลูกหว้าเล่าว่า ตอนนี้ที่ไร่คุณขวัญกำลังมีปัญหา ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะครับ
ไม่ต้องเกรงใจ"
ทแกล้วหันขวับ แปลกใจ ไม่รู้มาก่อนว่าไร่มีปัญหาอะไร นวลขวัญอึกอัก ไม่อยากพูดให้ทแกล้วรู้ เลยตอบเลี่ยงไป
"ขอบคุณมากค่ะ"
"ไร่เรามีปัญหาอะไรเหรอพี่ขวัญ"
นวลขวัญตอบเลี่ยงไปอย่างมีพิรุธ
"ก็ปัญหาจุกจิกทั่วไปนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากหรอก"
ทแกล้วมองนวลขวัญอย่างจับสังเกต
"ไร่ขวัญแก้วไม่ใช่ของพี่ขวัญคนเดียวนะครับ ไร่มีปัญหา เราก็ต้องช่วยกันแก้ไข มันเป็นหน้าที่ของแก้วเหมือนกัน"
นวลขวัญได้แต่ถอนใจออกมา จำใจต้องเล่าปัญหาทั้งหมดให้ทแกล้วฟัง

เวลาเย็น สลิลกำลังขะมักเขม้นกับการทำโปรโมชั่น โปรโมทรีสอร์ต หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นรูปโปสเตอร์รีสอร์ต บ้านไร่สายน้ำ พร้อมรูปภาพวิวสวยๆของไร่ พร้อมกับคำว่า ‘Hot Promotion พัก 1 คืน แถม 1 คืน แถมซิตี้ทัวร์’
วายุเดินมาจากด้านหลังเงียบๆ ยื่นหน้ามาดูหน้าจอคอมพิวเตอร์
"พักหนึ่งคืนแถมหนึ่งคืน รีสอร์ตเธอจะได้กำไรตรงไหน"
"ไม่ได้กำไรก็ต้องทำค่ะ นาทีนี้เราก็ต้องทำทุกทาง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของลูกค้าให้กลับมาพักกับเราให้ได้ ต่อให้พักฟรี หว้าก็ยอม"
สีหน้าสลิลจ๋อยลงเล็กน้อย วายุให้กำลังใจ
"ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องทำได้"
"แน่นอนค่ะ คนอย่างหว้าซะอย่าง ไม่เคยหวั่นอะไรอยู่แล้ว ต่อให้นายกษิตจะใช้วิธีสกปรกแค่ไหน หว้าก็ไม่กลัว"
สลิลยิ้มหน้าแป้น แต่วายุกลับหน้าเครียดพูดเสียงจริงจัง
"เรื่องนายกษิต ฉันอยากให้เธอระวังตัวให้มากกว่านี้ คนอย่างนายกษิต เราไว้ใจมันไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันจะมาไม้ไหนอีก เธอไม่ควรประมาท"
สลิลเหลือบตามองวายุ
"คุณใหญ่ก็เหมือนกันแหละ"
วายุได้แต่ถอนใจออกมา
"ตกลงคุณใหญ่จะกลับกรุงเทพเมื่อไหร่คะ เห็นคุณป้าบอกว่าต้องรีบกลับไปเซ็นสัญญาโครงการสำคัญไม่ใช่เหรอคะ"
วายุหน้าเครียดๆ
"ยังหรอก พอดีทางโน้นขอเลื่อนออกไปก่อน เห็นว่าเอกสารทางฝั่งเค้ามีปัญหานิดหน่อย"
สลิลยิ้มดีใจ
"คุณป้าคงดีใจมาก เพราะดูท่าทางเธอยังไม่อยากให้คุณใหญ่กลับไปตอนนี้ แต่อยู่ที่นี่ต่อ คุณใหญ่ก็เสี่ยงโดนลอบทำร้ายอีก"
วายุยิ้มมั่นใจ
"เรื่องนี้เธอไม่ต้องห่วง ฉันมีแผนการรับมือไอ้ตัวการเอาไว้แล้ว"

วายุอมยิ้มอย่างมีแผนที่จะต้อนไกรกูณฑ์ให้ติดกับ ในขณะที่สลิลมองวายุแปลกใจว่าวายุคิดจะทำอะไร

บริเวณไร่วายุกูล ตอนหัวค่ำ ตรงระเบียงบ้าน ไกรกูณฑ์ยืนรับลม สีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
วายุเดินเข้ามาหาจากทางด้านหลัง สีหน้าเหมือนมีแผนการบางอย่างในใจ
"คิดอะไรอยู่เหรอน้อย"
ไกรกูณฑ์ตกใจเล็กน้อย ปั้นหน้านิ่ง ไม่มีอารมณ์จะคุย จะเดินเลี่ยงไป วายุพูดลอยๆตามไป
"พี่อยากมาเตือนน้อยเรื่องคุณนวลขวัญ เพราะเห็นว่าน้อยชอบเธออยู่"
ไกรกูณฑ์หยุดกึก เหล่มองพี่ชายอย่างไม่ไว้ใจ ไม่รู้จะมาไม้ไหน
"น้อยไม่คิดบ้างเหรอว่านายกษิตเล่นงานบ้านไร่สายน้ำหนักถึงขั้นฆ่ากันตาย แล้วเค้าจะไม่เล่นงานไร่ขวัญแก้วด้วยวิธีรุนแรงยังงั้นบ้าง"
ไกรกูณฑ์นึกหวั่นใจขึ้นมา
"คุณใหญ่หมายความว่ายังไง"
วายุแอบยิ้ม ที่เห็นไกรกูณฑ์หลงกล
"พี่ได้ข่าวมาว่านายกษิตกำลังวางแผนจะจัดการกับไร่ขวัญแก้วขั้นเด็ดขาด"
" ไอ้กษิตมันคิดจะทำอะไรคุณขวัญ"
"เรื่องนี้น้อยคงต้องไปถามรายละเอียดจากนายกษิตเอาเอง พี่มาเตือนเท่าที่รู้"
วายุตบบ่าไกรกูณฑ์เบาๆ แล้วเดินยิ้มกลับเข้าบ้านไป ไกรกูณฑ์นึกเป็นห่วงนวลขวัญขึ้นมา ต้องทำอะไรสักอย่าง

มุมหนึ่งของไร่ตอนเช้า ไกรกูณฑ์คุยโทรศัพท์กับลูกน้องกษิต ท่าทางเหวี่ยง หัวเสียสุดๆ
"ไปตามนายแกมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้ ... ตั้งใจจะเลี่ยงไม่คุยกับฉันใช่มั้ย เมื่อคืนก็ไม่ยอมรับสายฉัน
ทั้งคืนทีแล้ว"
มุมหนึ่ง วายุแอบฟังไกรกูณฑ์คุยโทรศัพท์มือถืออยู่
"ก็ได้ ถ้าแกไม่ตามนายแกมาคุยกับฉัน ฉันจะไปหานายแกเอง คนดังอย่างคุณกษิต ไปออกงานที่ไหน
สืบได้ไม่ยากหรอก"
ไกรกูณฑ์นึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วกดโทร.ออกหาใครบางคนพร้อมเดินออกไปขึ้นรถ
วายุหลบมุมมองตาม ก่อนจะรีบไปขึ้นรถอีกคันแอบขับตามออกไป

บริเวณงานเปิดโครงการ เวลาสาย กษิตกำลังตัดริบบิ้นเปิดโครงการอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ท่ามกลางแขกเหรื่อและเสียงปรบมือ ช่างภาพเก็บภาพกษิตกับเจ้าของโครงการไป
ไกรกูณฑ์หุนหันเดินฝ่าช่างภาพตรงเข้าหากษิตแบบไม่เกรงกลัวใคร ลูกน้องกษิตรีบดาหน้าเข้ามาขวางคุ้มกัน อีกคนตั้งท่าจะเข้าไปจับตัวไกรกูณฑ์ กษิตยิ้มใจเย็นสั่งลูกน้อง
"ไม่ต้อง"
ไกรกูณฑ์จ้องกษิตเขม็ง สีหน้าโกรธเกรี้ยว

วายุแอบสะกดรอยตามไกรกูณฑ์มาหลบมุม จับตามองความเคลื่อนไหวของน้องชายกับนายกษิตอยู่อย่างไม่ละสายตา

ไกรกูณฑ์โวยวายใส่กษิตที่มุมสวนหย่อมของโครงการ ลูกน้องกษิต 2 คนยืนจับตาคุมเชิงอยู่ไม่ห่างนัก
"ผมรู้นะว่าคุณกำลังวางแผนเล่นงานไร่ขวัญแก้วอยู่ ผมขอเตือนไว้ก่อนเลยนะ ถ้าคุณทำอะไรให้คุณขวัญเสียใจ ผมไม่ปล่อยคุณไว้แน่"
"พูดอะไรของคุณ"
"ผมรู้มาก็แล้วกัน ว่าคุณมีแผนจะจัดการไร่ขวัญแก้วเป็นรายต่อไป"
"คุณรู้มาจากไหน อย่ามาหาเรื่องกันดีกว่าคุณไกรกูณฑ์"
ไกรกูณฑ์จ้องหน้าจับผิด
"แต่เรื่องคนตายที่บ้านไร่สายน้ำคุณคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ย ว่าเป็นฝีมือคุณ"
"ถ้าใช่แล้วมีปัญหาอะไร"
"มีสิ เพราะมันทำให้ผมเดือดร้อน ตอนนี้ทั้งแม่ ทั้งไอ้ใหญ่ต่างก็หาว่าเป็นฝีมือผม"
กษิตยิ้มๆ
"ผมบอกแล้วว่าถ้าคุณไม่จัดการเรื่องนี้ ผมจะเป็นคนจัดการเอง วิธีเด็กอนุบาลแบบคุณ ไม่รู้ชาติหน้าจะได้ที่กินรึเปล่า"
"แต่ก็ไม่ควรใช้วิธีเลวๆ ฆ่าคนตายแบบนั้น"
กษิตแค่นขำถาม
"แล้วทีคุณล่ะ วางแผนฆ่าพี่ชายตัวเองเพื่อให้ได้ที่ดินไม่เลวกว่าเหรอะ"
บริเวณมุมสวน...วายุช็อก ได้ยินคำพูดกษิตเต็ม 2 หู ก่อนที่จะมีเสียงนำของลูกน้องกษิตดังขึ้น
"เฮ้ย ทำอะไรวะ"
วายุหันมองพบว่า ลูกน้องกษิตอีกคนเดินเข้ามาทางด้านหลัง วายุรีบตรงเข้าไปเล่นงานลูกน้องกษิตจนหมอบไปแล้วรีบวิ่งหนีไป ไกรกูณฑ์และกษิตตามออกมาดูเห็นหลังวายุไวๆ วิ่งกระโจนหนีลัดเลาะหลบไป
ไกรกูณฑ์จำได้แม่น ตกใจจนหน้าซีด
"คุณใหญ่"
"พี่ชายคุณเหรอะ... อย่าบอกนะว่า คนที่บอกคุณว่าผมจะเล่นงานไร่ขวัญแก้วคือพี่ชายคุณ"
ไกรกูณฑ์พยักหน้ารับ
"คุณโดนมันหลอกให้แล้วล่ะ"
ไกรกูณฑ์เสียงสั่น วิตกจริต ร้อนตัวอย่างแรง
"มันจะได้ยินเรื่องที่เราคุยกันมั้ย"

รถวายุแล่นมาอย่างเร็วบนถนนที่ทอดยาว ความรู้สึกหลากหลายที่ประดังเข้ามา ทั้งเจ็บปวด ผิดหวัง โกรธและเจ็บใจ เมื่อเสียงกษิตดังก้องในหัวอีกครั้ง
"แล้วทีคุณล่ะ วางแผนฆ่าพี่ชายตัวเองเพื่อให้ได้ที่ดินไม่เลวกว่าเหรอะ"
วายุผิดหวังมากที่น้องชายคิดจะทำร้ายเขาถึงขั้นให้ตายจริงๆ เขาเหยียบคันเร่งแรงขึ้นอีก ไม่อยากมีชีวิต อยากตายๆ ไปให้สมใจไกรกูณฑ์

ผ่านเวลาซักพัก สลิลหยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากห้องทำงาน เดินออกมาที่ล็อบบี้ก็แปลกใจที่เห็นวายุยืนพิงเสาหน้าเครียดอยู่ สลิลเดินเข้าไปหาวายุ
"มาเงียบๆ นะคะ"
วายุน้ำตารื้นๆเคลือบตา
"ฉันรู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง คอยบงการฆ่าฉัน สุดท้ายก็เป็นคนที่ฉันสงสัยจริงๆ"
"คุณน้อย"
วายุพยักหน้ารับ แววตาเศร้า
"ฉันสะกดรอยตามน้อยไปหานายกษิต แล้วก็ได้ยินสิ่งที่ฉันไม่อยากได้ยิน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าต้องเป็นฝีมือน้อย แต่ฉันก็แกล้งโง่หลอกตัวเองว่ามันอาจจะไม่ใช่ มันอาจเป็นความเข้าใจผิด ฉันรักน้อย ไม่คิดว่าน้อยจะตอบแทนความรักฉันแบบนี้ ถึงขั้นอยากฆ่าฉัน ให้ตายกับมือได้ลงคอ"
วายุเบือนหน้าไปทางอื่น พยายามสะกดความรู้สึกเอาไว้
สลิลถามเพราะสงสัยธราด้วย
"มีแค่คุณน้อยกับนายกษิตเองเหรอคะ ที่ตั้งใจจะทำร้ายคุณใหญ่"
" ทำไมเธอถามแบบนี้ สงสัยใครอีกเหรอ"
สลิลไม่อยากพูดอะไรที่จะสะเทือนใจวายุมากไปกว่านี้อีก เพราะตัวเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน
"อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ หว้าก็ถามเผื่อๆดู"
สลิลรีบเปลี่ยนเรื่อง บอก
"แล้วคุณใหญ่จะทำยังไงต่อไปคะ จะปล่อย คุณน้อยไปมั้ย"

วายุสะกดอารมณ์ ตั้งสติ

"ฉันยังเหลือความหวังว่าที่ฉันได้ยินมาเป็นความเข้าใจผิด ถึงจะเป็นความหวังริบหรี่มากก็เถอะ ฉันจะต้องหาหลักฐานจับน้อยให้ได้คาหนังคาเขาซะก่อน ถ้ามันเป็นฝีมือน้อยจริงๆ ความเป็นพี่เป็นน้องของเราถือว่าขาดกัน"
 

เวลาต่อมา ไกรกูณฑ์นั่งไม่ติดที่ สติแตก ร้อนตัวสุดๆ บอกธรา
"ไอ้ใหญ่ มันต้องได้ยินที่ผมคุยกับคุณกษิตแน่ๆ มันคงรู้แล้ว ว่าผมเป็นคนวางแผนฆ่ามัน"
ธราร้อนตัวเช่นกันรีบถาม
"แล้วได้พูดชื่อแม่ไปด้วยรึเปล่า"
"เปล่าครับ"
ธราโล่งอก แล้วดุใส่
"แกมันไม่ได้เรื่อง ทำไมไม่รู้จักระวังตัว"
ไกรกูณฑ์ร้อนใจ สติแตก กลัวติดคุก
"เราจะทำยังไงดีแม่ ถ้ามันเกิดไปแจ้งตำรวจขึ้นมา เราจะทำยังไง"
ธราพยายามปลอบ
"น้อยอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไป ตั้งสติให้ดี มันอาจจะไม่ได้ยินก็ได้ แล้วไอ้ใหญ่มันก็รักน้อยมาก คงไม่แจ้งตำรวจจับน้อยหรอก"
ไกรกูณฑ์ยังคงหงุดหงิดงุ่นง่าน ทันใดนั้นวายุก็เดินเข้ามาพอดี ไกรกูณฑ์ตกใจ ตั้งตัวไม่ทัน ไม่คิดว่าจะเจอวายุเร็วแบบนี้
ไกรกูณฑ์อึ้งๆ พยายามปั้นหน้าปกติ
"คุณใหญ่"
ธรารีบพยายามปั้นหน้าเป็นปกติ แล้วเข้าไปหาวายุเสียงสดใส
ธราปั้นยิ้ม
"กลับมาแล้วเหรอใหญ่ นี่แม่กำลังจะตั้งโต๊ะของว่างพอดี ใหญ่ล้างไม้ล้างมือแล้วมาทานด้วยกันสิลูก"
วายุยิ้มทักทายทุกคนด้วยสีหน้าปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ครับคุณท่าน เดี๋ยวผมล้างมือแล้วจะรีบตามไป น้อยก็มากินด้วยกันนะ พี่มีเรื่องอยากคุยด้วย" วายุหน้ายิ้มแต่เสียงแข็งบอกไกรกูณฑ์
ไกรกูณฑ์สบตากับแม่เล็กน้อย เขารีบตอบกลับไป ลนลานนิดๆแต่เก็บอาการไว้
"ครับคุณใหญ่"
วายุยิ้มเย็นๆ เดินออกไป ไกรกูณฑ์มองวายุด้วยความแปลกใจว่าวายุได้ยินหรือไม่ได้ยิน รู้สึกสับสน ว้าวุ่นยิ่งขึ้น

ผ่านเวลาเล็กน้อย บรรยากาศที่โต๊ะกลับดูน่าอึดอัด ทว่าจานใส่ของว่าง ผลไม้ ต่างๆ ดูน่ากิน วายุข่มใจแกล้งทำตัวปกติ ทานของว่างไป ไกรกูณฑ์ร้อนตัว วัวสันหลังหวะ
ธราหยั่งเชิงแกล้งถามให้
"วันนี้ใหญ่ไปไหนมาลูก เห็นออกไปตั้งแต่เช้า"
"ผมไปทำธุระนิดหน่อยน่ะครับ"
ธรายิ้มกระเซ้า
"ใช่ไปธุระที่บ้านไร่สายน้ำรึเปล่าจ๊ะ"
"ก็แวะไปครับ คุณหมอยังดูเครียดๆ นะครับ คุณท่านน่าจะไปเยี่ยมคุณหมอบ้าง แล้วน้อยล่ะ ไปไหนมา
พี่เห็นเราหายไปตั้งแต่เช้าเหมือนกัน ไปก่อนพี่ซะอีก"
วายุพยายามต้อน อยากรู้ว่าไกรกูณฑ์จะบอกว่าอย่างไร ธรามองลุ้นเช่นกัน ไกรกูณฑ์อึกอักเล็กน้อย ก่อนจะบอกไปตามความจริง
"ผมไปหานายกษิตมา"
ธราแกล้งทำเป็นโมโห
"นี่น้อยยังจะไปหามันอีกเหรอ แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เลิกยุ่งกับนายคนนี้ซะที ทำไมน้อยไม่ฟังแม่บ้าง"
"ผมอยากรู้ความจริงว่า เรื่องที่รีสอร์ตคุณหว้าเป็นฝีมือมันรึเปล่า ก็เลยไปถามมันให้รู้เรื่อง แม่กับคุณใหญ่จะได้เลิกกล่าวหาผมว่าสมรู้ร่วมคิดกับมันซักที"
วายุย้อนหน้าตาย เหมือนจะกวน
"แล้วเป็นยังไง ได้เรื่องมั้ยล่ะ"
ไกรกูณฑ์ไม่สู้ตาบอก
"มันไม่ยอมรับ"
"ถ้ายอมรับก็คงแปลก คนทำผิดไม่มีใครยอมพูดความจริงหรอก จริงมั้ย"
วายุปั้นหน้ายิ้มทำเป็นถามไกรกูณฑ์
ไกรกูณฑ์ตอบหน้านิ่ง ข่มอารมณ์ให้สงบ
"ถ้าเราไม่มีหลักฐาน คงเล่นงานอะไรมันไม่ได้"
"ปล่อยให้มันได้ใจไปก่อนเถอะ คนทำเลวลอยนวลไปได้ไม่นานหรอก"
ไกรกูณฑ์อึกอักร้อนตัว วายุทานของว่างไป ธราและไกรกูณฑ์แอบสบตากันรู้สึกได้ว่า วายุพูดจามีเลศนัย

ผ่านเวลาซักพัก บริเวณมุมสวนบ้านพักไร่วายุกูล ไกรกูณฑ์โวยวายอย่างหัวเสีย
"แม่ได้ยินที่มันพูดกับหูแล้วใช่มั้ย มันจงใจพูดเหน็บผมแน่ๆ"
ธราครุ่นคิด พยายามพูดแง่ดีแต่ก็แอบกังวลๆ
"ปกติถ้าไอ้ใหญ่มันรู้อะไรมา ต้องเข้ามาถามตรงๆ เราอาจจะกินปูนร้อนท้องไปก็ได้"
ไกรกูณฑ์มั่นใจว่าวายุรู้แล้ว
"แต่ผมว่าใช่ มันแกล้งทำเป็นไม่รู้เพื่อปั่นหัวเรามากกว่า"
"ช่วงนี้เราคงต้องระวังตัวมากขึ้น สังเกตท่าทีของมันไปก่อน บางทีมันอาจจะไม่ได้มีอะไรอย่างที่เรากังวลก็ได้"
ธราพยายามพูดปลอบใจตนเองและไกรกูณฑ์ ในขณะที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นเลย

มุมหนึ่งของรีสอร์ตบ้านไร่สายน้ำ สลิลคุยโทรศัพท์มือถือกับวายุด้วยสีหน้าเป็นห่วง
"คุณใหญ่อย่าเพิ่งทำอะไรวู่วามนะคะ หว้ากลัวว่า คนที่ไร่คุณใหญ่จะเป็นพวกคุณน้อยทั้งหมด"
สลิลพยายามเตือนอ้อมๆ ไม่อยากพูดตรงๆว่าระแวงธรา วายุถอนใจออกมาก่อนจะคุยตอบกลับไป
"ขอบใจเธอมากนะที่เป็นห่วง"
ละเวงลอบกลับเข้ามาที่ไร่วายุกูล จะเดินมาทางตัวบ้าน เห็นวายุเดินคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ ก็รีบผลุบหลบเกือบไม่ทัน
"ฉันเคยให้โอกาสน้อยแล้ว แต่เค้าก็ยังไม่หยุด แถมยังทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่ทั้งเธอ ทั้งแก้วก็ต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัวที่ยอมๆกันได้อีกต่อไปแล้ว ยังไงก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย"
ละเวงแอบฟังและได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ตกใจจนหน้าซีด ที่รู้ว่าวายุรู้ความจริง และจะแจ้งตำรวจ

ธราและไกรกูณฑ์ตกใจ หน้าเครียดหลังจากได้ยินเรื่องที่ละเวงเล่า โดยเฉพาะไกรกูณฑ์มือไม้สั่น
ไปหมด สติแตก ละเวงเสียงสั่นด้วยความกลัว
"คุณใหญ่รู้ความจริงหมดแล้ว ถ้าคุณใหญ่แจ้งความขึ้นมา เราจะทำยังไงกันดีคะ"
ธราโมโหสติแตก โทษไกรกูณฑ์
"เพราะแกคนเดียว แกมันโง่ ไม่ได้เรื่อง"
ไกรกูณฑ์โมโหเหวี่ยงกลับ
"แม่ก็ดีแต่โทษผม ไม่เคยโทษตัวเองซะมั่ง"
"น้อย กล้าดียังไงมาว่าแม่แบบนี้"
ละเวงพยายามห้าม
"ละเวงว่าเราอย่าเพิ่งทะเลาะกันเลยนะคะ มาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขจะดีกว่า"
ธราจ้องหน้าละเวง
"แล้วหล่อนเสนอหน้ากลับมาที่นี่ทำไมอีก แค่นี้ยังเดือดร้อนกันไม่พออีกเหรอะ"
ละเวงหน้าจ๋อยๆ แต่ก็อ้าง
"ก็ละเวงเป็นห่วงคุณท่านกับคุณน้อยนี่คะ"
ธราค้อนใส่ จะอ้าปากด่า แต่ไกรกูณฑ์พูดโพล่ง สติแตกขึ้นมาซะก่อน
"เราต้องหนีไปจากที่นี่แล้วล่ะแม่"
ธราโกรธ ตวาดใส่ทันที
"เราจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น"
" แม่ก็พูดได้น่ะสิ ไอ้ใหญ่มันไม่รู้นี่ว่าแม่สมรู้ร่วมคิดกับผมด้วย ผมตะหากที่จะโดนจับเข้าคุกคนเดียว"
ธราสะบัดมือตบหน้าไกรกูณฑ์ฉาดใหญ่เพื่อเรียกสติกลับมา
ไกรกูณฑ์โดนแม่ตบจนหน้าหัน ชะงักกึกไป
"หยุดสติแตกได้แล้วน้อย แม่ไม่ให้น้อยไปไหน น้อยไม่ต้องหนีไปไหนทั้งนั้น ที่นี่บ้านของเรา เราจะต้องอยู่ที่นี่ มันต่างหากที่ต้องไป เราต้องปิดปากมันก่อนที่มันจะไปเปิดปากบอกตำรวจ"

ธราสีหน้าเกลียดชัง แววจาอำมหิต ไกรกูณฑ์และละเวง หนักใจ ไม่อยากทำและเริ่มกลัว แต่ไม่มีทางเลือก ธรายิ้มร้ายแววตาเลือดเย็น

บ้านพักไร่วายุกูลตอนหัวค่ำ บนโต๊ะอาหาร มีอาหารมากมายวางที่โต๊ะ ใส่อยู่ในชามโค้งและจานแบน
วายุ ธรา และไกรกูณฑ์ทานข้าวเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตาตามปกติ
"ทานเยอะๆนะลูก" ธราตักอาหารที่เป็นแกงในชามให้วายุ แล้วหันพูดกับไกรกูณฑ์แล้วตักอาหารในจานแบนให้
"เราผอมไปเยอะเลยรู้ตัวมั้ยน้อย"
ทุกคนตักอาหารกินกันตามปกติ ยกเว้นธรา และไกรกูณฑ์ที่ตักแต่กับข้าวที่อยู่ในจานแบน ไม่ยอมกินกับข้าวที่อยู่ในชามแกงเลย
ไกรกูณฑ์เผลอจะตักอาหารในชามแกง แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อนึกถึงคำพูดของธรา
"แม่จะใส่ยาอาหารในชามแกงทั้งหมด น้อยอย่าเผลอกินเด็ดขาดเข้าใจมั้ย"
ไกรกูณฑ์เปลี่ยนไปตักกับข้าวจากจานแบนแทน ธรามองลูกชายสายตาดุๆ ที่เกือบพลาด
ธราเลื่อนแกงส้มให้วายุ
"ชิมแกงส้มหน่อยสิใหญ่ แม่ปรุงเองกับมือเลยนะ"
"ขอบคุณครับ"
ความไว้ใจธรา ทำให้วายุตักแกงส้มขึ้นมากินโดยไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อย
ธราจับตามองแล้วยิ้มมุมปาก แววตาเลือดเย็น สองแม่ลูกแอบหันมายิ้มให้กันที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ผ่านเวลาเล็กน้อย ไกรกูณฑ์พรางตัวเองใส่ชุดดำเหมือนโจร เตรียมที่จะไปฆ่าวายุ แต่จู่ๆก็เกิดกลัวขึ้นมา ไม่กล้าทำ
“โทร.ไปตามไอ้เรนมาช่วยดีกว่ามั้ยแม่”
“เราไม่มีเวลาแล้ว”
ไกรกูณฑ์มือไม้สั่นบอก
“แต่ผมกลัว”
“ไม่ต้องกลัวนะน้อย ยาที่แม่ให้มันกินกำลังจะออกฤทธิ์แล้ว กว่ามันจะรู้สึกตัวอีกที มันก็คงกลายเป็นศพไปแล้ว เดี๋ยวแม่จะดูต้นทางให้น้อยเอง”
ธราจับมือลูกชายให้กำลังใจ ไกรกูณฑ์พยักหน้า ก่อนจะใส่หมวกไอ้โม่ง ปิดหน้าปิดตาตัวเอง

ภายในห้องนอน วายุนั่งเช็คอีเมล์ผ่านโทรศัพท์มือถืออยู่ แต่ก็รู้สึกหัวหนัก ง่วงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หาวแล้วหาวอีก เขาสะลึมสะลือมาก จนต้องตัดสินใจเดินไปนอนที่เตียง ท่าทางเหนื่อยอ่อน
ทางด้านสลิลกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าโน้ตบุ๊กในห้องนอน ส่งโฆษณาโปรโมชั่นรีสอร์ตไปทั่วตามเว็บต่างๆ แต่อยู่ๆ สลิลก็รู้สึกใจคอไม่ดีบอกไม่ถูก รู้สึกเป็นห่วงวายุขึ้นมาอย่างประหลาด

ห้องวายุปิดไฟมืดสนิท ไกรกูณฑ์ในชุดโม่งสีดำ ค่อยๆเปิดประตูเข้ามา วายุยังคงนอนหลับสนิทไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง ไกรกูณฑ์ค่อยๆเดินในความมืดอย่างระมัดระวังจนไปถึงเตียง ง้างมีดขึ้นมา มองพี่ชายด้วยสายตาเคียดแค้น เกลียดชัง ทว่าพอจะลงมือก็กลับใจอ่อน ทำไม่ลง
ไกรกูณฑ์พยายามพูดสะกดอารมณ์ตัวเอง
“ฉันเกลียดแก”
ไกรกูณฑ์ฮึดขึ้นมาอีกครั้ง เงื้อมีดจะแทง แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของวายุก็ดังขัดขึ้นพอดีก่อนมีดจะแทงถึงตัววายุ ไกรกูณฑ์ตกใจ ชะงักไป สลิลโทร.มาหาวายุได้ทันเวลาพอดี วายุได้ยินเสียงโทรศัพท์ ก็รู้สึกตัว ลืมตาตื่นขึ้นมาเบลอๆ เห็นคนร้ายกำลังจะแทงตน วายุรีบหลบได้ทัน
ไกรกูณฑ์ไม่ยอมแพ้ พยายามแทงวายุต่ออย่างไม่ลดละ วายุพยายามหลบมีดไปมา สวนกลับอย่างยากลำบาก เพราะฤทธิ์ยาทำให้เขามึนๆ ทั้งสองต่อสู้กลิ้งกันไปมา ไกรกูณฑ์พยายามจะแทง แต่วายุใช้แรงทั้งหมดที่มีพยายามดันมีดให้ออกไป จนสุดท้ายไกรกูณฑ์ก็เสียหลักพลาดท่า หัวโขกขอบตู้อย่างแรง ไกรกูณฑ์โดนพี่ชายแย่งมีดไป เลยถีบวายุกระเด็นไปกองที่พื้น ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีออกจากห้องไป

ธราเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องนอนลุ้นๆ อย่างกระวนกระวายใจ เธอได้ยินเสียงการต่อสู้ ก็ใจคอไม่ดี
ไกรกูณฑ์เปิดประตูพรวดวิ่งหลบออกมาที่ห้องธรา แล้วรีบบอก
"ผมทำไม่สำเร็จ"
ธราเจ็บใจ แต่ต้องรีบแก้ปัญหาล่วงหน้าก่อน
"รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ เดี๋ยวแม่จะออกไปถ่วงเวลาให้"
ไกรกูณฑ์พยักหน้าลนลาน รีบร้อนเปลี่ยนเสื้อผ้า ขณะที่ธราก็รีบวิ่งออกจากห้องไปเพื่อแก้สถานการณ์

ธราวิ่งออกมาที่หน้าห้อง ทำเป็นร้องกรี๊ดเสียงดัง ตกใจสุดขีด
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย"
วายุวิ่งหน้าตื่นมาหา ธราชี้ไปอีกด้าน
"ใหญ่ช่วยแม่ด้วย โจรมันวิ่งหนีไปทางโน้น"
วายุท่าทางยังมึนๆ แต่ก็ฝืน รีบวิ่งไปตามทางที่ธราบอก พอวายุวิ่งไปจนลับตาแล้ว ไกรกูณฑ์ก็ค่อยๆแง้มเปิดประตูออกมา ธราพยักหน้าให้สัญญาณว่าวายุไปแล้ว ไกรกูณฑ์ในชุดนอนแล้ว ออกมาจากห้อง เพื่อสมทบกับธราและทำท่าทางปกติเหมือนตกใจที่โจรขึ้นบ้าน

วายุวิ่งตามหาคนร้ายไปทั่วบ้าน ก็ไม่เห็นใคร เขาพยายามหาที่จับยึด หลับตาด้วยความมึนเล็กน้อย ก่อนจะแข็งใจลืมตากวาดสายตามองหาคนร้ายไปทั่วๆโถง วายุสีหน้าเครียดมองซ้ายมองขวา ก่อนจะหยิบไม้กอล์ฟที่วางอยู่มาไว้ในมือ กำกระชับแทนอาวุธ แล้วรีบเดินออกไปทางประตู

ธราเดินนำไกรกูณฑ์ที่เดินเอามือจับหน้าผากตามมาแบบเว้นระยะ
" ตามมาเร็วเข้าๆ สิ"
ธรามองไกรกูณฑ์ที่เอามือลูบหน้าผากตัวเองแบบเจ็บๆ
"น้อย หน้าไปโดนอะไรมา"
ธรายื่นมือดันมือของไกรกูณฑ์ออก เขาเบี่ยงหน้าหลบแบบเจ็บๆ และไม่พอใจ
"ก็ฝีมือมันน่ะสิแม่ถามได้ เจ็บจะตายอยู่แล้ว"
ไกรกูณฑ์ยกมือขึ้นมาจับแผลอีกรอบ
ธราฉุกคิด หน้าเครียด
"ถ้าไอ้ใหญ่มันเห็นมันต้องรู้แน่ๆ เลยว่าน้อยพยายามจะฆ่ามัน"
เสียงวายุเรียกสียงดังมาจากข้างล่าง
"คุณท่านครับ"
ไกรกูณฑ์ตกใจ
"ผมกลับไปห้องนอนก่อนนะครับ"
ธราฉุกคิดเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปที่แขวนโชว์อยู่ข้างผนัง
"น้อย"
ไกรกูณฑ์หันกลับมาหาแม่ ไม่คาดคิด ธราเอากรอบรูปฟาดใส่หน้าไกรกูณฑ์อย่างจังซ้ำแผลเดิม
"โอ๊ย" ไกรกูณฑ์ร้องลั่นด้วยความเจ็บ
เศษกระจกของกรอบรูปแตกกระจายเต็มพื้นพร้อมมีเลือดหยดลงบนพื้น ไกรกูณฑ์ทรุดลงกับพื้นเลือดอาบหน้า ธรารีบตีบทแตกต่อเนื่อง พลางตะโกนขอความช่วยเหลือ
"ตายแล้วน้อย เป็นยังไงบ้างลูก ช่วยด้วยๆ ใหญ่ ช่วยด้วย"
"แม่ ทำอะไรของแม่"
ไกรกูณฑ์ยกมือกุมหน้าที่เลือดสาด จนเจ็บแผลมาก ธราย่อตัวลงไปใกล้ลูกชายเปลี่ยนเป็นสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย
"ทนเจ็บหน่อยนะน้อย อยากให้ไอ้ใหญ่มันจับได้รึไง"
ธราร้องไห้ฟูมฟาย ตะโกนเรียก
"ใหญ่ ช่วยน้อยด้วย ใหญ่"
ไกรกูณฑ์อึ้ง ไม่นึกว่าธราจะโหดกับเขาแบบนี้แต่ก็เถียงไม่ได้ วายุรีบวิ่งกลับขึ้นมาชั้นบน ตกใจตรงเข้าช่วยประคองไกรกูณฑ์ ธราเหลือบตามองด้วยสายตาเกลียดชังปนเจ็บใจที่แผนการผิดพลาด

ธราใช้สำลีกดแผลซับเลือดทำแผลให้ไกรกูณฑ์อยู่ที่โซฟารับแขก วายุยืนช่วยอยู่ข้างๆ
"น้อยไปโดนอะไรมา"
ธรากับไกรกูณฑ์สบตากันแว๊บนึง ธรารีบออกตัวแทน
"ก็ไอ้โจรนั่นมันย้อนกลับมาอีกรอบน่ะสิใหญ่ ดีนะที่น้อยออกมาทัน ไม่งั้นแม่คงแย่"
ไกรกูณฑ์เสียงโกรธ รีบโทษเบี่ยงประเด็น
"คุณใหญ่ปล่อยให้มันย้อนกลับมาได้ยังไง ถ้าแม่เป็นอะไร ผมจะเอาเรื่องคุณใหญ่"
วายุหน้าเสียเพราะเป็นห่วงธรา แต่ก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
"แล้วนี่คุณท่านจะพาน้อยไปหาหมอมั้ยครับ จะได้ไปแจ้งความเลยทีเดียว"
ธรากับไกรกูณฑ์มีสีหน้าตกใจ
"แจ้งความไม่ได้นะใหญ่"
วายุแปลกใจ
"ทำไมล่ะครับคุณท่าน โจรขึ้นบ้านขนาดนี้ แถมน้อยยังบาดเจ็บอีก ควรแจ้งความไว้นะครับ"
"แม่ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โต กลัวโดนจับแพะชนแกะให้เราเสียชื่อเสียง เดี๋ยวจะมีผลถึงบริษัท เรากำลังจะเซ็นสัญญาโปรเจ็กยักษ์อยู่นะลูก รักษาเนื้อรักษาตัวรอให้เซ็นสัญญาเรียบร้อยไปก่อนดีกว่า"
วายุสีหน้าคิดตาม
"ผมว่าทำตามที่คุณแม่แนะนำก็ดีคุณใหญ่ อย่าให้เรื่องเล็กน้อยทำให้เสียงานใหญ่เลย"
"เชื่อแม่เถอะนะใหญ่ เดี๋ยวแม่โทร.ตามหมอภูผามาดูอาการน้อยเอง ส่วนใหญ่ช่วยไปจัดคนงานให้ดูเวรยามให้ดีเถอะ ไม่งั้นคืนนี้แม่คงนอนข่มตาไม่หลับ"
"ได้ครับคุณท่าน"
วายุยกมือนวดขมับไปมาแล้วฝืนความมึนที่ยังไม่ทุเลาดีรีบเดินออกไปจากบ้าน ไกรกูณฑ์สบตากับธรา
"เจ็บมากมั้ยลูก"
ไกรกูณฑ์พยักหน้ารับ
"เลือดหยุดแล้วล่ะ น้อยกดแผลไว้ เดี๋ยวแม่โทร. หาหมอภูก่อน"

ธราถอนใจหน้าเครียดลุกเดินไปกดโทรศัพท์มือถือโทร. ออก ไกรกูณฑ์จับตามอง นึกไม่ถึงว่า แม่จะใจเด็ดเดี่ยวกล้าได้กล้าเสียถึงขนาดนี้

ไฟในวายุ ตอนที่ 8 (ต่อ)

ผ่านเวลาซักครู่ วายุออกมาคุยกับหัวหน้าคนงานอยู่ที่หน้าบ้านพัก
"ตกลงมีใครเห็นตัวคนร้ายมั้ย"
"ไม่มีใครเห็นเลยครับคุณใหญ่"
วายุสีหน้าใช้ความคิด
"แน่ใจนะ"
"อย่าว่าแต่คนร้ายเลยครับ ประตูหน้าต่างทุกบานก็ไม่มีรอยงัดแงะอะไรเลย"
วายุนิ่งไป คิดตามที่หัวหน้าคนงานบอก สลิลขับรถพาหมอภูผาเข้าไร่มาพอดี วายุสั่งหัวหน้าคนงาน
"ไปจัดเวรยามให้เข้มงวดขึ้นตามที่ฉันสั่ง"
"ครับคุณใหญ่"
หัวหน้าคนงานเดินเลี่ยงไป วายุรีบเดินไปรอรับภูผาและสลิล
"เชิญข้างในบ้านเลยครับคุณหมอ"
หมอภูผาพยักหน้ารับหน้าเครียดๆ ถือกระเป๋าอุปกรณ์รีบเดินเข้าบ้านไป
"คุณใหญ่ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ"
วายุมองสลิลซึ้งใจ
"ถ้าเธอไม่โทร.เข้ามาก็ไม่แน่"
"หว้าสังหรณ์ใจยังไงบอกไม่ถูก กลัวคุณใหญ่จะว่าเอาเหมือนกัน แต่ไม่โทร.คงนอนไม่หลับ"
วายุมองตาสลิลนิ่ง สัมผัสได้ถึงความจริงใจและห่วงใยที่สลิลมีให้เขา
สลิลสีหน้าระแวงปนสงสัย
"เอ่อ คุณใหญ่แน่ใจเหรอคะ ว่าเป็นขโมยขึ้นบ้านจริงๆ"
วายุได้แต่ถอนใจยาวออกมา มีเซไปเพราะความมึนเล็กน้อย สลิลรีบประคองตัววายุเอาไว้ด้วยความตกใจ

ธรายืนอยู่ที่หน้าต่างแง้มผ้าม่านมองลงไปด้วยแววตาเกลียดชัง ก่อนจะหันมามองไกรกูณฑ์ที่นอนพักอยู่บนเตียง
"นังลูกหว้ามันสาระแนมาหาไอ้ใหญ่อีกแล้ว เดี๋ยวแม่ลงไปรับหมอภูก่อน อย่าทำอะไรเป็นพิรุธให้หมอภูสงสัยล่ะ"
ธราทิ้งค้อนใส่ไกรกูณฑ์เล็กน้อยก่อนเดินออกไปจากห้องนอน
ไกรกูณฑ์เจ็บใจที่กำจัดวายุให้พ้นทางไม่สำเร็จ กำมือแน่น ทุบกำปั้นลงเบาะแรงๆอย่างระบายความเจ็บใจ

ภูผาเดินมาที่โถงบ้าน แล้ววางกระเป๋าเครื่องมือไว้ที่โต๊ะกลางโซฟา พลางกวาดตามองหา แต่ไม่พบใครที่โถง
"คุณธราครับ ผมมาถึงแล้วนะครับ อยู่ข้างบนกันเหรอครับ"
ธรารีบร้อนลงบันไดมา พอเห็นหน้าภูผาก็บีบน้ำตาโผเข้ากอด ภูผาตกใจรีบกอดตอบเอาไว้ ธราร้องห่มร้องไห้จนเนื้อตัวสั่น
"ไม่มีอะไรแล้วครับคุณธราไม่ต้องกลัวนะครับ"
ธราร้องไห้สะอึกสะอื้น
"ฉันนึกว่าตัวเองคงหมดโอกาสจะได้เจอหมอภูอีกแล้ว"
"ทำใจให้สบายนะครับ ฝันร้ายผ่านไปแล้ว คุณน้อยล่ะครับ"
ธราผละตัวออก ซับน้ำตา
"อยู่ข้างบนค่ะ"
"งั้นผมขึ้นไปดูอาการคุณน้อยก่อนนะครับ"
"ค่ะ เชิญค่ะ"
ภูผาหยิบกระเป๋าจะเดินขึ้นบันไดชั้นบน ธราทำสำออยอ่อนแอ เดินไปคว้ามือภูผามาจับแล้วกุมเอาไว้
ภูผาหยุดกึก วูบวาบปลาบปลื้ม หันมายิ้มปลื้มใจให้ธรา แล้วกุมมือตอบ พาจูงขึ้นบันไดไปด้วยกัน
ธราแอบยิ้มเหยียดๆ ที่หลอกใช้ภูผาได้ง่ายๆ

สลิลประคองวายุมาหาที่นั่งพักคุยกันทางหน้าบ้านพัก
" ปกติขโมยก็น่าจะอยากได้ทรัพย์สินมีค่าในบ้านมากกว่าฆ่าเจ้าของบ้านนะคะ ถ้าคุณใหญ่ตื่นขึ้นมาก็ว่าไปอย่าง"
"ประเด็นนี้ล่ะ ที่ฉันยังคาใจอยู่ เหมือนจงใจมาฆ่าฉันมากกว่าขโมยของ"
วายุสูดลมหายใจลึก หน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"แล้วก็มีอีกเรื่องที่ฉันติดใจอยู่"
"อะไรคะ"
"ทุกครั้งที่เกิดเรื่องกับฉัน ฉันจะต้องรู้สึกมึนหัวแปลกๆ แบบนี้ทุกที"
"เป็นไปได้มั้ยคะว่าคุณใหญ่จะโดนวางยา"
วายุนิ่งเครียดไป ไม่อยากคิดต่อไปกว่านั้นว่าใครทำ ไม่อยากแม้แต่จะคิดว่าธราเกี่ยวข้องด้วย วายุได้แต่กลืนน้ำลาย สลิลสงสัย
"วันนี้คุณใหญ่ได้ทานอาหารที่บ้านรึเปล่าคะ"
สลิลมีสีหน้าอยากรู้รอคำตอบ วายุฉุกคิดแล้วรีบร้อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน
"คุณใหญ่ระวังค่ะ รอหว้าด้วยค่ะ"
สลิลรีบวิ่งตามวายุไปติดๆ

วายุหน้าเครียดเดินนำลิ่วๆ เข้ามาในห้องครัว แล้วเปิดตู้เย็นค้นหาอาหารที่เหลือเมื่อเย็น สลิลวิ่งตามติดเข้ามาด้วยสีหน้าอยากรู้
"คุณใหญ่หาอะไรคะ"
"อาหารที่เหลือเมื่อเย็น"
"แม่บ้านคงกินหมดแล้วมั้งคะ"
"ปกติเค้าจะแช่เย็นเก็บไว้กินเช้า"
วายุปิดตู้เย็น แล้วไปค้นที่ถังขยะก็เปลี่ยนถุงใบใหม่แล้ว ไม่เหลือเศษอาหารเลย
"เศษอาหารก็ไม่มี"
เสียงธราแทรกดังขึ้นมา
"หาอะไรเหรอใหญ่"
วายุและสลิลตกใจเล็กน้อย ธราเดินหน้านิ่งเข้ามาในครัว สลิลรีบยกมือไหว้ ธรารับไหว้
"แม่ถามว่าหาอะไรเหรอใหญ่"
วายุอึกอักเล็กน้อย สลิลแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
"คือหว้าหิวน่ะค่ะ คุณใหญ่ก็เลยจะมาหากับข้าวให้หว้าทาน"
"กับข้าวในถังขยะเนี่ยนะ" ธราว่า
"เอ่อ ผมเช็คดูว่าเททิ้งหมดรึยังน่ะครับ"
วายุรีบปิดฝาถังขยะไป ทั้งคู่ดูมีพิรุธ แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ธราก็ทำเป็นเชื่อ ไม่ติดใจอะไร
ธราปั้นยิ้มหน้านิ่ง
"ใหญ่อยู่ก็ดีแล้ว หมอภูอยากได้น้ำร้อน ยกไปทั้งกระติกเลยก็ได้"
"ครับคุณท่าน" วายุเดินไปถอดปลั๊กกาต้มน้ำไฟฟ้า
"หนูลูกหว้าช่วยหยิบชามติดไปด้วยซักใบสองใบ" ธราว่า
"ค่ะ"
สลิลรีบไปหยิบชามตามที่ธราสั่ง ธราจับตามองทั้งคู่สีหน้านิ่งๆ ปนระแวงก่อนเดินนำออกจากครัวไปด้วยสีหน้าใช้ความคิด

ธราเดินนำออกมากอดอกรอทั้งสองคนที่โถงบ้าน วายุถือหม้อต้มน้ำไฟฟ้า ส่วนสลิลชามใส่น้ำมา 2 ใบ ออกมาจากครัว ธรายิ้มแย้มบอก
"เกรงใจหมอภูกับหนูจังเลย ป้าต้องรบกวนดึกๆดื่นๆ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
สลิลมองธราแล้วแอบเหน็บ
"แต่มันน่าแปลกใจนะคะคุณป้า คนร้ายที่จ้องเล่นงานคุณใหญ่รอดไปได้ทุกครั้งเลย"
ธราแกล้งปั้นยิ้มแล้วก็ถอนหายใจ
"นั่นสิ ป้าก็คิดเหมือนกันว่าทำไมช่วงนี้ตาใหญ่ถึงได้มีแต่เรื่องร้ายๆ จะปีชงรึเปล่าก็ไม่รู้"
ธราหันไปลูบแขนวายุในอารมณ์เอ็นดู สงสาร และให้กำลังใจ ก่อนตัดบท
"รีบเอาน้ำร้อนขึ้นไปให้หมอภูเถอะลูก"
ทั้งคู่พากันเดินขึ้นชั้นบนไป ธราจิกตามองตามสลิลและวายุไปด้วยสีหน้าแววตาเกลียดชัง
ไม่คาดคิดสลิลเหลือบตามองชิ่งกระจกตู้ สะท้อนเห็นเงาธราพอดี... เห็นชัดว่าธราทำสีหน้าเกลียดชังร้ายกาจชัดเจน สลิลอึ้งไม่แน่ใจ จนเผลอหันไปมองหน้าธราตัวจริงๆ
ธราพลิกหน้ายิ้มเอ็นดูได้ทันทีอย่างแนบเนียน สลิลยิ้มตอบกลับไปก่อนเดินตามวายุขึ้นชั้นบนไปด้วยสีหน้าเครียดๆ ใช้ความคิด มั่นใจว่าตัวไม่ได้ตาฝาดแน่นอน

ธราฉายแววตาที่เคียดแค้นอาฆาตมาดร้ายชัดเจนอีกครั้ง

เวลากลางคืน สลิลเดินนำภูผากลับเข้าบ้านพักมา
"มีอะไรรึเปล่า เห็นเงียบๆ ตั้งแต่กลับมาแล้ว"ภูผาถาม
สลิลรีบแก้ตัว
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หว้าแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย"
ภูผาถอนหายใจ
"ตอนนี้ทั้งบ้านไร่สายน้ำ ไร่วายุกูล ไร่ขวัญแก้ว มีแต่เรื่องกันหมดเลย ลุงไม่อยากคิดเลยว่าเรื่องทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกันหมด"
"บางทีเราอาจต้องคิดเผื่อๆ ไว้บ้างนะคะคุณลุง บางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ"
ภูผามองหน้าหลานสาว
"หว้าพูดเหมือนรู้อะไรมางั้นล่ะ"
"ช่างเถอะค่ะ หว้ายังไม่อยากด่วนสรุป พูดไปยังไงคุณลุงก็ไม่เชื่อ"
ภูผาสีหน้าสงสัยอยากรู้
"หว้าอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ค่ะ... หว้าง่วงแล้ว"
สลิลทำหาวกลบเกลื่อน
"ขึ้นไปนอนก่อนนะคะ"
สลิลเดินนำขึ้นบ้านไป ภูผามองตาม สีหน้าใช้ความคิด

ในเวลากลางคืน วายุเดินขึ้นบันไดบ้านมาชั้นบนด้วยสีหน้าใช้ความคิด นึกถึงคำบอกเล่าของหัวหน้าคนงาน
"อย่าว่าแต่คนร้ายเลยครับ ประตูหน้าต่างทุกบานก็ไม่มีรอยงัดแงะอะไรเลย"
วายุเดินมาหยุดอยู่ที่กลางทางเดิน ดูกรอบรูปที่แตกไปหนึ่งรูป เขาใช้มือจับผนังก่อนถอนใจ สีหน้าเครียดๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องนอนไป
ธราแอบมองดูวายุอยู่ด้วยสีหน้านิ่งๆ แววตาแข็งกร้าว

ยามสายของวันใหม่ ภายในบ้านพักไร่วายุกูล ธรานั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ วายุแต่งตัวดีเดินลงบันไดมา
"จะออกไปไหนเหรอใหญ่"
"ผมว่าจะไปที่บ้านไร่สายน้ำน่ะครับ เผื่อจะช่วยอะไรหมอภูได้บ้าง เพราะพวกเราอยู่ที่นี่กันอีกไม่นานก็ต้องกลับกันแล้ว"
"ดีแล้วจ้ะใหญ่ หมอภูผาถือว่าเป็นเพื่อนรักของแม่ อะไรช่วยได้ก็ทำไปเถอะ โชคดีของใหญ่นะที่ได้มาเจอหนูลูกหว้า เพราะแม่ไม่เคยเห็นใหญ่ดูมีความสุขแบบนี้มาก่อน" ธราแกล้งชม
วายุได้แต่ยิ้มๆ ไม่ตอบอะไร
ธรานึกๆ แล้วพับหนังสือพิมพ์วาง
"งั้นแม่ไปกับเราด้วยดีกว่า"
"ได้สิครับ หมอภูคงดีใจ"
ธรายิ้มแย้มฉวยกระเป๋าถือลุกเดินตามวายุออกไปจากบ้าน

ธราเดินคุยให้กำลังใจหมอภูผาที่บ้านไร่สายน้ำ
ธรายิ้มแย้ม
"ในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องดีๆ ให้น่าชื่นใจนะคะ"
ภูผางงเล็กน้อย
"ยังไงเหรอครับ"
"แหม ก็เรื่องตาใหญ่กับหนูลูกหว้าไงคะ"
ภูผายิ้มบางๆ
"คนเราจะเห็นน้ำจิตน้ำใจกันก็ตอนเดือดร้อนแบบนี้ล่ะค่ะ"
หมอภูผาสบตาธรานิ่ง นึกถึงความประทับใจที่ตนมีต่อธราเหมือนกัน
"ฉันว่าอีกไม่นานเราสองคนคงได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันจริงๆ แล้วมั้งคะ นับวันฉันว่าตาใหญ่ดูจะสนิทกับหนูลูกหว้าขึ้นเรื่อยๆ"
"เป็นจริงก็ดีครับ เพราะผมดูคุณใหญ่ก็เป็นคนดี ยิ่งผ่านการอบรมเลี้ยงดูจากคุณธราแล้ว ผมยิ่งไม่ห่วงเลยครับ ลูกหว้าเคยเจอประสบการณ์ความรักไม่ค่อยดี ผมก็กลัวหลานจะเข็ดขยาด ไม่เปิดใจให้ใครอีก"
ธราสงสัย
"หมอภูพูดซะอยากรู้เรื่องเลย เล่าให้ฉันฟังได้มั้ยคะ"
"ได้สิครับ แฟนของลูกหว้าดันไปแต่งงานกับน้องสาวหว้าแทน"
"ตายจริง น้องสาวแท้ๆ เลยเหรอคะ"
ภูผาสีหน้าเหนื่อยใจ สงสารหลานสาว
"น้องสาวต่างพ่อน่ะครับ รายนั้นแม่เค้ารักลูกไม่เท่ากัน ไม่เหมือนคุณธรา"
ธราปั้นยิ้มรับคำชมไป ก่อนจะปั้นหน้าสงสาร
"น่าสงสารหนูลูกหว้าจังเลยนะคะ"
ธราทำเป็นส่ายหน้าเห็นใจ แต่แวบหนึ่งของสายตาก็แอบเก็บข้อมูลเผื่อไว้ใช้ประโยชน์

วายุกับสลิลขี่ม้าคู่คุยกันไปในไร่กว้าง
"ตกลงเมื่อคืนคนงานจับคนร้ายได้รึเปล่าคะ"
วายุส่ายหน้า ก่อนหยุดม้า
"ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการงัดแงะรอยเท้านอกบ้านก็ไม่มี ตอนนี้ใจฉันอยากให้มันเป็นขโมยจริงๆ ซะมากกว่า"
สลิลหยุดม้า ชำเลืองมองหน้าวายุที่ถอนใจอย่างเห็นใจ วายุทำท่านึกอะไรขึ้นมาได้
"เออ เธอเล่าว่าเข็มเจอเมียคนตายที่รีสอร์ตไปหาลูกน้องกษิตที่โรงแรมก่อนตายใช่มั้ย"
"ค่ะ คุณใหญ่ถามทำไมคะ"
"ตอนนี้พยานบุคคลโดนฆ่าปิดปากไปแล้ว แต่ฉันว่ากล้องวงจรปิดของโรงแรมน่าจะยังมีภาพที่ผู้หญิงคนนั้นอยู่ ถ้าเราได้ภาพพวกนั้นมา อาจจะสาวถึงตัวคนบงการได้"
"พวกมันน่าจะลบทิ้งไปแล้วแหละค่ะ"
"ถ้ายังล่ะ กษิตอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ก็ได้ ตอนนี้มันคุ้มที่จะเสี่ยง ถ้าจะล้างมลทินให้หมอภูได้"
สลิลทำหน้ากลุ้มใจ
"แล้วเราจะดูภาพจากกล้องวงจรปิดได้ยังไงล่ะคะ"
"ฉันมีแผนการอยู่เหมือนกัน นาทีนี้ยังไงก็ต้องเสี่ยง"
วายุควบม้ากลับไป สลิลสงสัยและควบม้าตามวายุกลับไป พร้อมตะโกนพูด
"คุณใหญ่จะทำอะไรคะ หว้าจะไปด้วยค่ะ"

อุศเรนเสยผม สีหน้าเซ็งนั่งคุยโทรศัพท์มือถือกับธราอยู่บนเตียงในห้องพักโรงแรม เขาเพิ่งตื่นนอน
"แกยังอยู่ในเมืองใช่มั้ย"
"ครับคุณท่าน มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ"
ธราคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต
"ตอนนี้ไอ้ใหญ่กับนังเด็กลูกหว้าเข้าไปในเมืองด้วยกัน แกไปดักดูซิว่ามันสองคนไปทำอะไรกัน"
อุศเรนอึ้งปนงง
"อ้าวคุณท่าน แล้วผมจะหาสองคนนั้นเจอได้ยังไงล่ะครับ"
ธราถอนหายใจแบบไม่พอใจ คุยมือถือ
"เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความฉลาดของแกแล้วล่ะ เมืองเล็กกระจิดริดแค่นั้น จะมีที่ให้ไปซักกี่ที่กัน
ได้เรื่องอะไรก็โทรกลับมารายงานฉันด้วยเข้าใจมั้ย"
อุศเรน หน้าเซ็ง
"เข้าใจครับ"
อุศเรนกดตัดสาย ถอนใจอย่างเซ็ง แล้วเลื่อนตัวลงนอนต่อ ธรากดวางสายโทรศัพท์แบบอารมณ์เสียเพราะไม่แน่ใจว่าอุศเรนจะทำงานได้เรื่องรึเปล่า
"จะได้เรื่องมั้ยเนี่ย อ้าว หมอภู"
ธราบ่นฮุบ หันกลับไปต้องสะดุ้งสุดตัว
"ขอโทษครับที่ทำให้ตกใจ"
ธรากังวลปนระแวง กลัวภูผาได้ยิน
"หมอภูมายืนอยู่ตรงนี้นานรึยังคะ"
"ก็เดี๋ยวนี้เองครับ"
ธราสีหน้าแหยๆ
"เอ่อ มีอะไรรึเปล่าคะ"
"พอดีผมเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วน่ะครับ เลยมาถามว่าคุณธรา อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ผมจะได้ไปบอกแม่ครัวให้เตรียมให้"
ธราจับแขนภูผา
"แหม เรื่องแค่นี้เอง ทำเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ ฉันชอบทานอะไรหมอภูก็รู้อยู่ แล้วไม่เห็นต้องเสียเวลา
เดินมาถามเลย"
ธราทำทิ้งค้อนใส่จริตชม้ายชายตาเล็กน้อย ภูผายิ้มบางๆ
"ขอฉันเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนะคะ อะไรฉันก็ทานได้ค่ะ หมอภูจัดมาได้เลย"

ธรายิ้มให้แล้วเดินเลี่ยงไป พอคล้อยหลัง ธราก็หุบยิ้ม หน้าเครียด กังวลปนไม่สบายใจว่า ภูผาจะได้ยินที่ตนคุยมือถือหรือไม่ ส่วนสีหน้าของภูผานั้น ดูไม่ออกเหมือนกันว่าภูผาได้ยินธราคุยโทรศัพท์กับอุศเรนมากน้อยแค่ไหน

รถของวายุกับสลิลมาจอดที่ลานจอดรถในบริเวณโรงแรมในเมือง
"แล้วเราจะเข้าไปเอาภาพจากกล้องวงจรปิดได้ยังไงล่ะคะ หว้ายังไม่เห็นทางเลย ตอนนี้นายกษิตนั่นก็รู้จักทั้งหว้าทั้งคุณใหญ่แล้ว คงไม่ยอมให้เราเข้าไปของ่ายๆ หรอก"
"ฉันก็ไม่ได้จะเดินเข้าไปขอเค้าซะหน่อย"
วายุยิ้มอย่างมีแผนการแล้วนำลงจากรถ
"คุณใหญ่มีแผนอะไรกันแน่คะ ไม่เห็นบอกหว้าเลย"
" ถ้าบอก เธอไม่เห็นด้วยแน่...ตามฉันมาก็แล้วกัน"
วายุเดินนำเข้าโรงแรมไป สลิลรีบเดินตามไปอย่างงงๆ

หน้าห้องรปภ.มีป้ายเขียนว่า “บุคคลภายนอกห้ามเข้า” แปะอยู่ รปภ. 2 คนนั่งคุยกัน อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง กินข้าวบ้างอยู่ในห้อง ไม่มีใครนั่งดูจอกล้องวงจรปิดแต่อย่างใด
ทันใดนั้นเสียงไซเรนเตือนไฟไหม้ก็ดังลั่นขึ้น รปภ.ทุกคนตกใจ
รปภ.1บอก "สัญญาณไฟไหม้"
รปภ.อีกคนรีบไปดูที่หน้าจอกล้องวงจรปิด
รปภ.2บอก "ทางออกล็อบบี้"
รปภ.ทุกคนกรูกันออกไปจากห้องหน้าตาตื่น

ภายในบ่อน นักพนันตะโกน "ไฟไหม้" เสียงดัง สิ้นเสียงตะโกนเกิดความโกลาหลไปทั้งบ่อน ทั้งพนักงานบ่อนทั้งนักพนันวิ่งหนีไปตรงทางออกกันอย่างอุตลุด กษิตกับลูกน้องตกใจกับภาพตรงหน้า นึกขึ้นมาได้ก็รีบวิ่งสวนกลับไปที่ออฟฟิศ

วายุกับสลิลช่วยกันรื้อตู้รื้อโต๊ะที่มีอยู่ในห้องรปภ.อย่างเร่งรีบ สลิลเปิดไปเจอกล่องที่มีซีดีเรียงกันอยู่และเขียนวันที่ไว้
"เจอแล้วค่ะคุณใหญ่"
"เธอพอจะจำได้ไหมว่าวันไหน"
สลิลลนลาน
"ให้นึกตอนนี้หว้านึกไม่ออกหรอกค่ะ"
"งั้นเอามันไปทั้งกล่องนี่แหล่ะ"
วายุคว้ากล่องที่ใส่ซีดีมากอดไว้
"รีบไปกันเถอะ"
ทั้งคู่รีบร้อนออกไปจากห้อง

กษิตรีบวิ่งเข้ามาในออฟฟิศแบบลนลาน ตรงไปที่เซฟ หมุนรหัสแล้วรีบกวาดเงินสดใส่กระเป๋าจนเกลี้ยงเซฟ แล้วรีบวิ่งกลับไปที่ประตู

บริเวณล็อบบี้โรงแรม ทั้ง พนักงานโรงแรม แขกที่พัก นักพนัน ต่างวิ่งกรูกันลงมาจากบันไดหนีไฟ ทุกทิศทุกทาง วายุกับสลิลโผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง เข้าปะปนกับพวกคนที่หนีตายกันจ้าละหวั่น

หน้าโรงแรมมีพวกไทยมุงมายืนดูกันเต็มไปหมด อุศเรนยืนปนอยู่กับพวกไทยมุงอยู่ด้วย เขาเห็นวายุอุ้มกล่องซีดีออกมาวิ่งออกมากับสลิล
"ที่แท้ก็แอบมากินกัน" อุศเรนพึมพำอย่างขำๆ

ภูผาขับรถเข้าจอดที่หน้าบ้านพักของไร่วายุกูล
"วันนี้ขอเสียมารยาทไม่เชิญเข้าบ้านนะคะ"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ เชิญคุณธราไปพักผ่อนดีกว่าครับ มีอะไรก็โทร.หาผมได้"
"ขอบคุณค่ะหมอภู"
ธรายิ้มแย้มลงจากรถ ยกมือบ๊ายบายส่งขณะภูผาขับรถกลับออกไป ธราหันไปมองหารถของไกรกูณฑ์แต่ไม่เจอก็บ่นอย่างเซ็งๆ พลางถอนใจส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ
"ออกไปไหนอีกแล้วนายน้อย"

ธราเดินตรงมาที่เตียงนอนเอียงคอไปมาแบบเมื่อยๆ แล้วใช้มือบีบนวดที่ไหล่ พลางสายตาของดันไป
เห็นชายผ้าสีดำโผล่ออกมาจากตู้เสื้อผ้า เธอสงสัยเดินไปเปิดดู เห็นเป็นหมวกไอ้โม่งที่ไกรกูณฑ์ใส่เมื่อคืน ธราโกรธและบ่นด้วยความไม่พอใจ
"ทำไมสะเพร่ายังงี้นะ น้อย"
ธรารีบหาถุงมาใส่หมวกไอ้โม่งทันที
เสียงรถของไกรกูณฑ์แล่นมาจอดที่หน้าบ้าน ธรากำถุงในมือแบบโกรธมากแล้วเดินอารมณ์เสียออกจากห้องไป

ไกรกูณฑ์เดินนำเข้ามาในห้องรับแขก โดยมีละเวงตามมาติดๆ
"คุณน้อยอย่าเดินหนีละเวงอย่างนี้นะคะ"
ไกรกูณฑ์หัวเสีย
"ฉันจะไปไหน ทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน เธอมันก็แค่เมียรับจ้าง อย่าสำคัญตัวเองผิด"
ละเวงอึ้งไปแบบโกรธ ธราเดินลงมาจากบันไดพร้อมถุงผ้า สีหน้าตาโกรธๆ แล้วสงสัยว่าไกรกูณฑ์กับละเวงทะเลาะกันเรื่องอะไร
"คุณน้อยเปลี่ยนไปตั้งแต่เจอนังเจ้าของไร่ชานั่น"
ไกรกูณฑ์ตวาดใส่
"แน่นอน ฉันจะชอบคุณขวัญมันผิดตรงไหน คุณขวัญสวย มีการศึกษา รวยก็รวย เธอเทียบได้ซะที่ไหน"
ละเวงเสียงดังอยากจะร้องกรี๊ด
"คุณน้อย"
"ฉันหลงรักคุณขวัญ เค้าคือผู้หญิงที่ฉันจะแต่งงานด้วย"
ธราเหลืออดเดินฉับๆ ลงมาด้วยความโกรธ
"หยุดความคิดโง่ๆ เดี๋ยวนี้เลยนะน้อย"
ไกรกูณฑ์ชะงักไปทันที ละเวงแสยะยิ้มสะใจ คิดว่าธราจะเข้าข้าง
ธราเขวี้ยงถุงผ้าใส่หน้าไกรกูณฑ์อย่างแรง ถุงผ้าโดนหน้าของเขาอย่างเต็มๆ ไกรกูณฑ์คว้ามือขึ้นมารับไว้อย่างงงๆ แล้วหยิบออกมาเปิดดูก็ทำหน้าตกใจ
"มัวแต่เอาสมองไปคิดเรื่องไร้สาระ ทำไมไม่ทำลายหลักฐานให้เรียบร้อย ไอ้ใหญ่มันยิ่งสงสัยน้อยอยู่ อยากติดคุกนักใช่มั้ย"
ไกรกูณฑ์จ๋อยสนิท
"ขอโทษครับแม่"
"เมื่อวานมันก็ไปหาอาหารเย็นที่เหลือ มันเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามันโดนวางยา"
ไกรกูณฑ์ตกใจ
"จริงเหรอครับแม่"
"ดีนะที่แม่รอบคอบ สั่งให้แม่บ้านเททิ้งไปหมดแล้ว"
ละเวงฟังตามว่าสองแม่ลูกก่อเรื่องอะไรกันอย่างเก็บข้อมูล
ธราใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หัวของไกรกูณฑ์จนตัวเซ
"เพราะแกมันไม่ได้เรื่องอย่างนี้ไง ถึงเอาชนะไอ้ใหญ่มันไม่ได้ซักที นี่ถ้าไอ้ใหญ่มาเจอหมวกนี่ แม่ก็นึกไม่ออกเลยนะว่าแม่จะโกหกมันว่ายังไง ทำไมน้อยถึงทำอะไรไม่ได้ดั่งใจแม่เลย"
ธราหงุดหงิดมาก

ไกรกูณฑ์น้อยใจ ประชด
"ผมก็ไม่เคยเห็นมีใครจะทำอะไรถูกใจแม่ซักคน...แม้แต่พ่อ"
ไกรกูณฑ์จ้องหน้าแม่แล้วเดินฉับๆ ออกไปจากบ้าน
ธรามีสีหน้าโกรธจัดจนกำมือแน่น ละเวงตั้งท่าจะตามไป ธราตวาด
"ไม่ต้องตามไป ปล่อยน้อยไปสงบสติอารมณ์ เดี๋ยวก็คิดได้เอง ว่ามีฉันนี่ล่ะที่รักและหวังดีกับเค้าที่สุด"
ละเวงปั้นยิ้มประจบ
"จริงค่ะคุณท่าน"
ธราจ้องหน้าละเวง
"แล้วแกจะเทียวไปเทียวมาเพื่ออะไร"
ละเวงอึกอัก
"เลิกฝันลมๆ แล้งๆ ซะทีเถอ น้อยไม่มีวันชอบผู้หญิงอย่างแก แค่ยอมให้บำเรอเป็นครั้งคราวก็ถือว่าเป็นบุญชีวิตแกแล้ว จะเอาอะไรอีก"
ละเวงขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจปนโกรธ แต่สะกดอารมณ์เอาไว้ ธราพูดต่อ
"ต่อให้น้อยชอบแกขึ้นมาจริงๆ คิดเหรอะว่าฉันจะยอม ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ"
ธราจ้อง รังเกียจและดูถูกละเวงเขม็ง ละเวงหลบตา แอบกลัวเหมือนกัน
"แกกำลังจะหมดประโยชน์กับฉันแล้ว ถ้ายังอยากได้ค่าจ้างเลี้ยงชีวิตต่อไป ก็เจียมตัวแล้วทำตามคำสั่งฉัน"
ละเวงจำใจรับปากไปก่อน
"ค่ะคุณท่าน ละเวงเข้าใจทุกอย่าง"
"เข้าใจก็ไสหัวไปสิ จะรอให้ไอ้ใหญ่มาลากคอเข้าคุกกันทั้งบ้านรึไง ไป๊"
ธราไล่ตะเพิดละเวงน้ำเสียงเหมือนไล่หมูไล่หมา
"ค่ะคุณท่าน"
ธราได้แต่ถอนใจส่ายหน้าเดินกลับขึ้นบ้านไป ละเวงเดินกลับออกมา สีหน้าแววตาอาฆาต เกลียดชัง

ไกรกูณฑ์เขวี้ยงถุงใส่หมวกไหมพรมไปตกที่เบาะหลังอย่างหัวเสีย แล้วทุบพวงมาลัยอย่างเจ็บแค้น น้ำตาคลอเบ้า เจ็บปวดด้วยหลากหลายความรู้สึกเข้ารุมเร้า ทั้งเจ็บใจ เสียใจ น้อยใจ แล้วซิ่งรถออกไปจากไร่อย่างเร็ว

ธราคุยโทรศัพท์มือถือกับอุศเรนในห้องนอน
"ตกลงได้เรื่องอะไรบ้าง"
"ผมเห็นทั้งคู่กำลังออกมาจากโรงแรมที่ผมพักอยู่น่ะครับ"
ธรายิ้มเยาะ คุยมือถือ
"โธ่ นึกว่าจะไปทำธุระอะไร ที่แท้ก็ไปเปิดห้องกันนี่เอง แล้วมีอะไรอีกรึเปล่า"
"ที่โรงแรมเกิดไฟไหม้พอดี ผมก็เลยไม่ได้ตามต่อ อ้อ ช่วงที่ออกจากโรงแรมผมเห็นคุณใหญ่อุ้มกล่องอะไรออกไปด้วยนะครับ"
ธรามีสีหน้าคิดตาม ไม่ได้ใส่ใจ
ธราสีหน้าเยาะหยัน หัวเราะเยาะ
"จะขนอะไรก็เรื่องของมัน อุตส่าห์จะหลบไปหาความสุขกันทั้งที ไฟยัง ไหม้โรงแรมได้ ชีวิตมันนี่ช่างน่าสมเพชจริงๆ คนอย่างมัน ไม่มีทางได้มีความสุขไปจนวันตาย"
ธราพูด แววตาพยาบาท อุศเรนรีบกดตัดสายทิ้งไป สีหน้าดูหวาดๆ กลัวๆ

ภายในห้องทำงานของบ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต สลิลมองภาพกล้องวงจรปิดเป็นภาพหญิงปริศนายืนคุยอยู่กับลูกน้องของกษิตในจอคอมพิวเตอร์
"หว้าเจอไฟล์แล้วค่ะคุณใหญ่"
สลิลหยิบโทรศัพท์มือถือของตนมาบันทึกวีดีโอเก็บไว้ด้วย วายุที่กำลังเลือกแผ่นดิสต์ดูวันที่อยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ รีบลุกไปดูจอคอมพิวเตอร์
" เก่งมากหว้า หลักฐานนี่จะช่วยยืนยันกับตำรวจได้ว่า ก่อนผู้หญิงคนนี้ตายได้มาเจอกับลูกน้องของไอ้กษิต"
วายุเพ่งมองจอคอมฯอย่างตั้งใจ จนย่อตัวมาเพ่งมองข้างๆ หน้าสลิลอย่างไม่ได้เจตนา
สลิลกดหยุดการอัดคลิปจากมือถือแล้วหันมาพูด ปากที่ขยับพูดชนแก้มวายุอย่างไม่ทันตั้งใจ
"เดี๋ยวหว้า"
วายุหันมามองทางสลิล ริมฝีปากเฉี่ยวกันเพียงนิด เขารีบถอยห่างลุกยืน หน้าแดง อายมาก
"ขอโทษ"
สลิลวางหน้าไม่ถูกเล็กน้อย
"เอ่อ ก็อปปี้แผ่นนี้ไว้ด้วยนะ"
วายุเดินไปนั่งที่เดิมเลือกแผ่นต่อ เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี
"เดี๋ยวหว้าจะส่งคลิปที่ถ่ายเข้ามาถือคุณใหญ่ด้วยนะคะ"
สลิลรีบหันกลับไปทำการก็อปปี้แผ่นไปพร้อมอมยิ้มเขินๆ วายุก็แอบเหลือบตามองสลิลเล็กน้อย ดูเขินๆ อายๆ ไม่แพ้กัน

วายุรื้อตามตู้เสื้อผ้าไกรกูณฑ์ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ระหว่างที่วายุค้นห้องก็ได้ยินเสียงรถของไกรกูณฑ์เข้ามาจอด เลยเดินไปดูที่หน้าต่างแล้วแง้มผ้าม่านดู เขาเห็นน้องชายลงจากรถยังไม่ทันจะได้ล็อกรถ ธราก็เดินตรงไปลากลูกชายหลบไปคุยกันสองต่อสอง
วายุสงสัยรีบออกจากห้องไกรกูณฑ์ออกไป

ผ่านเวลาเล็กน้อย วายุในชุดอยู่กับบ้านรีบออกมาจากบ้านกวาดตามองหา แต่ไม่เห็นธราและไกรกูณฑ์จึงรีบเดินตรงไปที่รถของไกรกูณฑ์ที่ไม่ได้ล็อก
วายุเปิดรถไกรกูณฑ์พยายามค้นหา เปิดลิ้นชักหน้าคอนโซลโน่นนี่นั่นไปอย่างรีบๆ ก็ไม่มีอะไร เขาหันไปหาเบาะหลัง เห็นถุงผ้าหล่นอยู่ที่พื้น จึงหยิบขึ้นมาแล้วรีบเปิดดูของข้างใน แล้วพบหมวกไอ้โม่ง แบบของโจรที่ทำร้ายเขาในวันนั้น
วายุตกใจ ที่ได้หลักฐานคาหนังคาเขา
สองแม่ลูกเดินคุยกลับมาจากทางสวน ไกรกูณฑ์ทำหน้าไม่พอใจ ส่วนธราทำหน้าดุๆ อยู่
"ตกลงเราเข้าใจกันแล้วนะน้อย"
ไกรกูณฑ์สีหน้ายังโกรธและน้อยใจอยู่ ธราหยุดกึกมองไปที่รถไกรกูณฑ์ เห็นวายุหน้าเครียดออกมาจากรถ
"ใหญ่มันเข้าไปในรถน้อยทำไม"
ไกรกูณฑ์ตกใจ หน้าเครียด นึกขึ้นได้ว่าตนทิ้งถุงผ้าไว้ในรถ
"ซวยแล้ว"
ไกรกุณฑ์รีบเดินเข้าไปหาพี่ชาย ธราเดินตามติดไปด้วยสีหน้ากังวล วายุปาหมวกไอ้โม่งในมือใส่หน้าไกรกูณฑ์ด้วยความโมโห พูดเสียงแข็งด้วยความโมโห ชี้ไปที่หมวกไอ้โม่งที่ตกพื้น
"ทำไมแกมีหมวกแบบนี้อยู่ในรถ"
ธราตั้งตัวไม่ทัน ก็ไม่รู้จะช่วยไกรกูณฑ์ยังไง วายุจ้องหน้าน้องชาย
"แกคือคนที่คิดจะฆ่าฉันคืนนั้นใช่มั้ย โจรขึ้นบ้านคืนนั้นก็คือแก"
ไกรกูณฑ์เถียงหน้าตาย
"แค่หมวกใบเดียว คุณใหญ่จะมาหาว่าผมเป็นไอ้โจรคนนั้น มันจะไม่ใส่ร้ายกันมากไปหน่อยเหรอะ หมวกแบบนี้ ที่ไหนก็มีขาย ใครก็มีได้" ไกรกูณฑ์พูดพลางใช้เท้าเขี่ยหมวกไปพ้นๆ
วายุโมโหมาก ที่น้องชายยังปากแข็ง
วายุกระชากคอเสื้อไกรกูณฑ์
"ฉันไม่คิดเลยนะว่าแกจะปฏิเสธหน้าด้านๆ แบบนี้"
"ก็ผมบอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำสิคุณใหญ่"
ธราเข้ามาปกป้องไกรกูณฑ์ฃ
"ใหญ่ใจเย็นๆก่อนลูก อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ น้อยออกไปก่อน เดี๋ยวแม่คุยกับพี่เค้าให้เอง"
ไกรกูณฑ์เดินออกไป วายุมองตามไปด้วยความเจ็บใจ
"ผมสงสัยมานานแล้วว่าน้อยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับผมทั้งหมด น้อยต้องการให้ผมตาย"
ธราปั้นยิ้มใจเย็น
"แม่ว่าใหญ่คิดมากไปนะลูก หมวกแบบนี้มันใช้กันหนาว น้อยก็คงซื้อติดรถเอาไว้ตอนมาไร่นี่ก็ได้..แม่ว่าแค่หมวกใบเดียว ใหญ่จะไม่ด่วนสรุปกล่าวหาน้อยเร็วเกินไปเหรอ"
"มันไม่ใช่แค่หมวกนี่หรอกครับ กลิ่นยาสระผมก็ใช่ ผมมั่นใจว่าจับตัวไม่ผิด"
ธราหัวเราะชอบใจกลบเกลื่อน
"โอ๊ยใหญ่ คิดมากไปกันใหญ่แล้วลูก เรื่องคืนนั้น แม่เป็นพยานให้น้อยได้ ถ้าตอนนั้นน้อยไม่ออกมาซะก่อน แม่อาจจะไม่ได้มายืนพูดกับใหญ่อยู่ยังงี้ก็ได้"
วายุเปิดใจพูดตามตรง
"แต่ผมได้ยินนายกษิตคุยกับน้อยกับหูตัวเองว่าน้อยวางแผนฆ่าผมเพื่อฮุบไร่นี้"
ธราอึ้งไป ไม่รู้จะแถยังไง ทำเสียงแข็งใส่ หน้าดุ
"ไม่จริง! ใหญ่กำลังเข้าใจน้องผิด ไอ้กษิตมันต้องใส่ร้ายน้อยแน่ๆ แม่เลี้ยงน้อยมาตั้งแต่เล็ก แม่รู้จักน้อยดี ถึงแม้น้อยจะอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ ก้าวร้าวไปบ้าง แต่น้อยไม่มีทางคิดฆ่าคนได้แน่ ๆ" ธราพูดพลางบีบน้ำตา
"ผมก็คิดไม่ถึงครับ"
ธราใส่อารมณ์ สะเทือนใจมากที่ได้ยินแบบนี้
"ใหญ่คิดว่าน้อยจะคิดฆ่าใหญ่ได้จริงๆ เหรอะ แม่เลี้ยงลูกทั้งสองคนมาตั้งแต่เล็ก รักทั้งสองคนเท่ากัน รักใหญ่เหมือนลูกแท้ๆ ของแม่ แม่หวังว่า เมื่อแม่ตายไปแล้วใหญ่จะเป็นที่พึ่งให้น้องได้ แต่ใหญ่กลับมาคิดแบบนี้กับน้อง แม่ผิดหวังในตัวใหญ่จริงๆ"

ธราแกล้งร้องไห้เสียใจเดินเลี่ยงไปเข้าบ้าน เบี่ยงเบนประเด็นไปเนียนๆ วายุมองตามด้วยความหนักใจได่แต่ถอนใจออกมา

ไฟในวายุ ตอนที่ 8 (ต่อ)

ภายในห้องนอนธรา...ธรากับไกรกูณฑ์คุยกันสองคนในห้องนอนธราเสียงไม่ดังมากเพราะกลัววายุได้ยินแต่อารมณ์จัดเต็ม ทั้งคู่อยู่ในชุดนอน

"ทำไมแกถึงได้สะเพร่าแบบนี้ ที่ฉันด่าแกไป มันไม่ได้ซึมเข้าหัวแกเลยใช่มั้ย"
"ก็ใครจะไปคิดล่ะแม่ ว่าไอ้ใหญ่มันจะไปรื้อรถผม"
ธราเอานิ้วจิ้มหัวไกรกูณฑ์ ไสออกไป
"สมองแกมัวแต่คิดเรื่องผู้หญิงอยู่น่ะสิ นังผู้หญิงไร่ชานั่นมันคงอยากสบายได้เป็นคุณนายที่กรุงเทพจนตัวสั่น ถึงคอยให้ท่า อ่อยแกให้หลงหัวปักหัวปำ"
ไกรกูณฑ์ไม่พอใจ ปกป้องนวลขวัญ
"คุณขวัญเป็นคนดี ไม่ได้เป็นผู้หญิงแย่ๆ อย่างที่แม่คิดหรอกครับ"
"นี่แกกล้าเถียงแม่เพื่อปกป้องมันเลยเหรอะ"
"ผมไม่ได้เถียง ผมแค่อธิบาย"
ธราตวาดเสียงดัง
"เงียบเดี๋ยวนี้นะน้อย"
"ถ้าผมเงียบแล้ว แม่จะเข้าใจคุณขวัญถูกได้ยังไงล่ะครับ"
ธราตวัดมือตบหน้าไกรกูณฑ์ฉาดใหญ่จนหน้าหัน
"แกไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย เพราะฉันไม่ฟัง และฉันก็ไม่ยอมให้แกไปชอบกับผู้หญิงหน้าไหนทั้งนั้น ถ้าฉันไม่ได้เป็นคนเลือกให้แก"
ไกรกูณฑ์สูดลมหายใจแรงแบบกลั้นความโกรธไว้เพราะรู้ว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ
"แม่ด่าผมจนพอใจแล้วนะครับ ผมจะได้ไปนอน"
ไกรกูณฑ์จะเดินออกไปจากห้อง ธราเสียงดุ น้ำตารื้นขึ้นมาท่วมตาถาม
"น้อย...ลืมอะไรรึเปล่า"
ไกรกูณฑ์เซ็งหยุดที่หน้าประตูห้อง สูดหายใจลึก เดินกลับมาหอมแก้มแม่
"กู๊ดไนท์ครับแม่"
ไกรกูณฑ์ก้าวเดินฉับๆ ออกไปจากห้องปิดประตูห้องใส่ดังโครม ! ธราสะดุ้งเฮือก พร้อมๆ กับน้ำตาไหลออกมา แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉาเกลียดชังนวลขวัญจับใจที่ทำให้ลูกชายเปลี่ยนไปขนาดนี้

เวลาสายของวันใหม่ นวลขวัญกับทแกล้วยืนคุยกันอยู่ที่หน้าบ้านพัก พลันหันไปมองเห็นรถคันหนึ่งขับเข้ามาจอด ธราขับรถมาด้วยตัวเอง เธอเปิดประตูรถลงมา
"สวัสดีค่ะ ไร่ขวัญแก้วยินดีต้อนรับค่ะ" นวลขวัญบอก
ธรามองนวลขวัญตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มให้แบบแสแสร้ง
"สวัสดีจ้ะ ถ้าป้าเดาไม่ผิดหนูคงเป็นเจ้าของไร่ที่ชื่อนวลขวัญใช่มั้ยจ๊ะ"
สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างสงสัยๆ
"ค่ะ"
"ป้าชื่อธรา เป็นแม่ของไกรกูณฑ์"
นวลขวัญยกมือไหว้ ทแกล้วยกมือไหว้ตาม
"คุณป้ามีธุระอะไรกับพวกเรารึเปล่าคะ"
"ป้าก็แค่แวะมาเยี่ยม ฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน"
ธราเดินกรีดกรายไปมองดูไร่ชา สูดอากาศ สองพี่น้องหันมองหน้ากันงงๆ
"ไร่กว้างใหญ่ขนาดนี้ ดูแลกันแค่สองคนเก่งมากเลยนะ แล้วพ่อแม่ของเธอสองคนล่ะ"
"คุณพ่อคุณแม่เราเสียไปตั้งนานแล้วล่ะค่ะ เหลือแค่ขวัญกับแก้วสองคนช่วยกันดูแลกิจการ"
ทแกล้วแกล้งประชด
"ไร่ขวัญแก้วก็เหมือนตัวแทนของคุณพ่อคุณแม่ เราถึงไม่ยอมขายไร่ให้กับคุณน้อยไงครับ ไหนๆ คุณป้ามาก็ดีแล้ว ฝากไปอธิบายให้ลูกชายคุณป้าเข้าใจด้วยนะครับ เค้าจะได้ไม่ต้องมาตื๊อบ่อยๆ เหมือนคนพูดไม่รู้เรื่อง"
นวลขวัญแอบหยิกน้องชาย ทแกล้วสะดุ้งทำหน้าเจ็บ ธราหน้าเสียที่โดนประชด แต่ยังฝืนยิ้มด้วยความเจ็บใจ
"ป้าต้องขอโทษแทนน้อยด้วย ไว้ป้าจะปรามเค้าให้เอง ก็อย่างนี้แหล่ะ คนหนุ่มไฟแรงคิดเร็วทำเร็ว บางทีก็อาจจะตัดสินใจอะไรพลาด หลงอะไรวูบๆ วาบๆ ไปได้ง่ายๆ"
ธราพูดพลางจ้องหน้า นวลขวัญยิ้มหน้าเจื่อนๆ ทแกล้วรู้สึกว่าธรากำลังกัดพี่สาวอยู่
"น้อยเป็นเด็กหัวอ่อน เชื่อคนง่ายถูกผู้หญิงหลอกมาบ่อยแล้ว แต่ก็โดนป้าสกัดดาวรุ่งร่วงไปหมดทุกราย"
ธราพูดขำๆ ใช้สายตาข่มขู่นวลขวัญ อารมณ์ในใจประมาณฉันรู้ทันเธอ อย่าหวังมาหลอกลูกชายฉันเลย
นวลขวัญกลัวจนต้องหลบสายตาไป ธราปรับยิ้มหวาน
"ป้าว่าป้ากลับก่อนดีกว่า กวนเวลาทำงานเธอสองคนนานแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ"
นวลขวัญกับทแกล้วยกมือไหว้ธรา ธรารับไหว้แล้วเดินหันหลังกลับไปขึ้นรถพร้อมกับเหยียดปากดูถูก
ทแกล้วทำหน้าล้อเลียนแลบลิ้นใส่ไล่หลัง นวลขวัญหยิกทแกล้วหน้าดุใส่ ก่อนที่จะมีสีหน้าไม่สบายใจกับการมาข่มขวัญกันท่าลูกชายของธราในวันนี้

วายุเดินคุยหน้าเครียดกับสลิลมาตามทางเดินในบ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต
"หลักฐานทุกอย่างก็มัดตัวน้อยแน่นขนาดนั้น ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคุณท่านถึงยืนยันหนักแน่นว่าโจรมันย้อนกลับมาจริงๆ"
สลิลตัดสินใจจะพูด
"คุณใหญ่คะ"
วายุหยุดเดิน หันมอง สลิลลังเลๆ ว่าจะพูดดีหรือไม่ วายุอ่านใจออก
"เธออยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะ"
สลิลสีหน้าเกรงๆ
"ถ้าหว้าพูดแล้วคุณใหญ่ต้องสัญญาก่อนนะคะว่า คุณใหญ่จะไม่โกรธหว้า"
วายุยิ้มบาง พยักหน้ารับ
"คุณใหญ่ทำใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ คิดตามหว้านะคะ ทุกครั้งที่มีเรื่อง คุณป้าจะต้องออกโรงปกป้องคุณน้อยตลอดเวลา ขนาดคุณใหญ่มีหลักฐานมัดตัวคุณน้อยขนาดนั้น คุณป้าก็ยังเป็นพยานให้คุณน้อยอยู่ดี"
วายุสีหน้านิ่ง คิดตาม
"เหตุการณ์ที่คุณป้าเล่าว่าโจรมันย้อนกลับมา แล้วคุณน้อยออกมาช่วยพอดี ก็ไม่มีใครรู้เห็นนอกจากเค้าสองคน สิ่งที่หว้าอยากจะบอกคุณใหญ่ก็คือ..."
สลิลถอนหายใจแบบไม่ค่อยอยากจะพูด
"เค้าเป็นแม่ลูกกันแท้ๆ แต่ฉันไม่ใช่"
"ค่ะ เป็นไปได้มั้ยคะที่..."
สลิลพูดยังไม่จบ วายุยกมือห้าม
"คุณท่านเลี้ยงฉันมาตั้งแต่คุณแม่เสีย ฉันรักท่านเหมือนแม่แท้ๆ แล้วท่านก็ดีกับฉันมาก ท่านไม่มีทางทำอะไรแบบที่เธอกำลังคิดอยู่ได้แน่นอน"
วายุแอบมีสีหน้าเคืองๆ สลิลถอนหายใจ นึกแล้วว่า ต้องเป็นแบบนี้
"นี่แหล่ะคือเหตุผลที่หว้าขอคุณใหญ่ว่าอย่าโกรธสิ่งที่หว้าสงสัย แต่คุณใหญ่ก็ทำไม่ได้"
วายุตัดบท
"จะไปกันรึยัง"

สลิลพยักหน้ารับ วายุถอนใจเดินนำไป

เวลาบ่ายแก่ๆ วายุกับสลิลไปในหลายๆ สถานที่ช่วยกันสืบ โดยโชว์รูปในมือถือให้ชาวบ้านดู สลิลแอบชื่นชมเขาที่ยอมเหนื่อยเพื่อช่วยลุงของเธอ ขณะที่เขาเห็นว่า เธอเป็นผู้หญิงใจสู้ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
วายุกับสลิลไปถามวินมอเตอร์ไซค์ ทั้งคู่มีสีหน้าดีใจที่เจอคนที่รู้จักผู้หญิงลึกลับ สลิลยกมือไหว้ขอบคุณ ส่วนวายุผงกหัวแทนคำขอบคุณ คนที่ให้ข้อมูล
"ที่แท้ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นลูกหนี้ของนายกษิตนี่เอง ถึงได้ยอมร่วมมือด้วย"
"คุณลุงน่าจะพ้นมลทินซะทีนะ"
"ขอบคุณคุณใหญ่มากนะคะที่มาช่วยหว้า"
"ไม่เป็นไรหรอกฉันเต็มใจ ฉันก็ต้องขอโทษเธอนะที่ทำสีหน้าไม่ดีใส่เธอที่รีสอร์ต"
" หว้าลืมไปหมดแล้วล่ะค่ะ"
สลิลสูดหายใจลึก อย่างสบายใจ
"ตอนนี้เราก็มีทั้งพยานหลักฐานแล้วก็พยานบุคคลที่จะช่วยคุณลุงได้แล้ว หว้าค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย"
"ถ้าฉันจะขอร้องอะไรเธออย่างจะได้มั้ย"
สลิลแปลกใจ
"อะไรเหรอคะ"
"เธออย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกตำรวจได้รึเปล่า"
"ทำไมล่ะคะคุณใหญ่ หลักฐานที่เรามีตอนนี้ก็พอกู้ชื่อเสียงของรีสอร์ตได้แล้ว คุณใหญ่จะให้หว้ารออะไรอีกล่ะคะ"
วายุอึดอัดใจ
"ฉันรู้ว่ามันอาจจะทำให้เธอลำบากใจ แต่ฉันอยากจะใช้เรื่องนี้ล่อผู้ร้ายให้มาติดกับก่อน บางที หลักฐานพวกนี้นอกจากจะช่วยหมอภูได้แล้ว มันอาจจะช่วยให้ฉันต้อนน้อยให้จนมุมได้ซะที"
สลิลคิดตามอย่างสงสัย
"คุณใหญ่มีแผนการอะไรอยู่เหรอคะ"
วายุมีสีหน้านิ่งขรึมไปอย่างใช้ความคิด สลิลอยากรู้แผนการของวายุ

ภายในห้องทำงาน กษิตนั่งเซ็นเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงาน โทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานดังขัดขึ้นมา
"ว่าไง"
เลขาบอก
"คุณวายุ ธนากูล โทร.เข้ามาค่ะ จะรับสายมั้ยคะ"
กษิตมีสีหน้าคิด ตัดสินใจ
"โอนสายเข้ามาเลย"
กษิตมีสีหน้านิ่งๆ รอรับสายวายุ
"มีธุระอะไรกับผมไม่ทราบ"
กษิตฟังปลายสาย สีหน้าเครียด
วายุนั่งคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในรถ มีสลิลนั่งฟังอยู่เบาะข้างๆ กษิตตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"ตกลงเรื่องที่คุณจะคุยกับผมมีแค่นี้ใช่มั้ย คุณวายุ"
"ถ้าคุณไม่อยากติดคุกเรื่องจัดฉากฆาตกรรมที่บ้านไร่สายน้ำล่ะก็ คุณก็แค่เป็นพยานให้ผมว่า ไกรกูณฑ์เป็นคนวางแผนฆ่าผมก็เท่านั้นเอง"
สลิลฟังการสนทนาอย่างลุ้นๆ
"คุณพูดเรื่องอะไรของคุณ ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย"
"คุณไม่ต้องมาเล่นละครตบตา ผมได้ยินที่คุณคุยกับน้องชายผมหมดแล้ว ส่วนเรื่องหลักฐานที่ผมบอก ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าผมมีอยู่จริงล่ะก็ ... วันที่สัญญาณไฟไหม้ดังทั่วโรงแรม น่าจะยืนยันได้ดีว่าเรื่องที่ผมพูดไม่ใช่แค่คำขู่"
กษิตโกรธลุกขึ้นทุบโต๊ะดังโครม
"เรื่องวันนั้นมันฝีมือแกเองเหรอะ"
วายุกดตัดสายทิ้งไปเลย
"ฮัลโหล ฮัลโหล" กษิตสีหน้าเจ็บใจมาก กระแทกหูโครม

ผ่านเวลาซักพัก ภายในบ้านพักไร่วายุกูล ไกรกูณฑ์นั่งเอกเขนกเล่นเกมส์ในมือถืออยู่บนโซฟา
วายุเดินกลับเข้าบ้านพักมาเงียบๆ สีหน้านิ่ง ไกรกูณฑ์เหลือบมองแล้วเบะปากใส่
วายุเดินผ่านไกรกูณฑ์ไปได้สองสามก้าวก็หยุดแล้วหันกลับมา ไกรกูณฑ์รู้สึกว่าพี่ชายหยุดเดินและมองมา ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจเล่นเกมส์ต่อ
"คุณใหญ่จะหาเรื่องอะไรผมก็ใส่มาเลย เสียสมาธิเล่นเกมหมด"
วายุถอนหายใจเบาๆ
"วันนี้พี่ไปหานายกษิตมา"
ไกรกูณฑ์ชะงักกึก แกล้งทำฟอร์มเฉยๆ
"แล้วเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ คุณใหญ่จะหาเรื่องใส่ร้ายอะไรผมอีก"
ไกรกูณฑ์ลดมือถือลง จ้องหน้าพี่ชาย
"พี่ก็แค่แวะไปบอกนายกษิตมาว่า พี่มีหลักฐานที่จะแจ้งจับนายกษิต ข้อหาจ้างวานฆ่าได้อยู่ในมือ...น้อยคงรู้ดีว่า นายกษิตก่อเรื่องอะไรไว้ที่รีสอร์ต หมอภู"
ไกรกูณฑ์นิ่งเงียบ ฟังอย่างเก็บข้อมูล
"พี่จะยอมแลกหลักฐานทั้งหมดที่มีกับการเป็นพยานว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมพี่"
ไกรกูณฑ์ทำไม่เข้าใจแต่หน้าซีด กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อย่างยากลำบาก
วายุยิ้มแบบรู้ทัน
"เรื่องโจรขึ้นบ้าน ทั้งพี่แล้วก็น้อยรู้ดีว่าใครคือไอ้โจรคนนั้น จะขาดก็แค่พยานบุคคลเท่านั้นเอง"
ไกรกูณฑ์ลุกขึ้นยืนแต่หลบสายตาวายุ
"พล่ามอะไรอยู่ได้ ผมไม่ว่างฟังหรอกนะ"
ไกรกูณฑ์พูดจบก็รีบเดินออกไปจากโถงบ้าน

เย็นวันเดียวกัน ไกรกูณฑ์หน้าเครียดเดินเข้ามานั่งข้างๆ กษิตที่เคาน์เตอร์บาร์ของโรงแรม กษิตวางฟอร์มนิ่งๆ เพราะรู้เหตุผลการมาของไกรกูณฑ์
" แกคิดจะหักหลังฉันแล้วร่วมมือกับไอ้วายุใช่มั้ย"
กษิตทำท่านึกๆ
"ระหว่างต้องติดคุกเอง โดนเจ้านายสั่งเก็บ หรือยอมเป็นพยานเรื่องน้องชายใจโหดวางแผนฆาตกรรมพี่ชายฮุบไร่ คุณว่าผมควรจะเลือกข้อไหนดีล่ะ"
ไกรกูณฑ์หน้าเครียด รู้สึกว่าเสียเปรียบกษิต
"ถ้าคุณไม่อยากให้ผมร่วมมือกับไอ้วายุล่ะก็ หาทางทำลายภาพจากกล้องวงจรปิดที่มันได้ไปซะให้หมด"
ไกรกูณฑ์หน้าเครียดไปอย่างเห็นได้ชัด

สลิลเดินคุยโทรศัพท์มือถือมาหยุดอยู่ที่สวนหย่อมรีสอร์ต
"คุณใหญ่ว่าแผนของคุณใหญ่มันจะได้ผลเหรอคะ"
วายุสีหน้ามั่นใจ คุยมือถืออยู่ที่ไร่วายุกูล
"ถ้าฉันเดาไม่ผิด คืนนี้น้อยจะต้องแอบมาขโมยหลักฐานในห้องนอนฉันแน่ๆ"
สลิลหลุดโพล่งพูดออกไปจากใจ
"หว้าเป็นห่วงคุณใหญ่จังเลย"
วายุก็อึ้งๆไป ด้วยความรู้สึกดีๆ สลิลรู้สึกเขินที่หลุดพูดความรู้สึกออกไป
"ก็ระวังตัวด้วยนะคะ"
"แปลกนะ ตอนนี้กลับมีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ฉันรู้สึกไว้ใจได้มากที่สุด"
สลิลแอบอมยิ้มปลื้มๆ
"แต่เธอไม่ต้องห่วง คราวนี้ฉันระวังตัวมากเป็นพิเศษ"
"เห็นอะไรไม่เข้าท่ารีบโทร.มาทันทีเลยนะคะ หว้าจะพาคนงานที่นี่ไปช่วย"
"มีปัญหาอะไรฉันจะนึกถึงเธอเป็นคนแรก ขอบใจมากนะ"
สลิลกดตัดสายไป แต่ก็ถอนใจยาวออกมาอย่างหนักใจด้วยความรู้สึกเป็นห่วงวายุ

ธรากับไกรกูณฑ์ยืนคุยกันอยู่ในเงามืดในไร่วายุกูลตอนหัวค่ำ ธราเสียงแข็งบอก
"ไม่ได้หรอก ยังไงแม่ก็ให้ไม่ได้"
"ทำไมล่ะครับแม่ ก็แค่วางยาไอ้ใหญ่แล้วผมจะได้ไปขโมยหลักฐานได้ง่ายๆ แค่นี้เอง หรือแม่อยากให้ผมติดคุก"
ธราตวาด
"อย่าพูดแบบนี้กับแม่นะน้อย คิดให้ดีๆ สิ เราพลาดกับแผนการเดิมๆ มาตั้งกี่รอบแล้ว ไม่สังเกตเหรอตั้งแต่วันนั้นมันไม่ยอมกินข้าวร่วมโต๊ะกับเราอีกเลย"
"แล้วแม่จะให้ผมทำยังไงล่ะครับ"
"แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แม่สั่งอะไร วางแผนอะไรไว้ น้อยก็ทำมันพังซะทุกที เพราะความใจร้อน อยากเอาชนะแบบโง่ๆ ของน้อยนั่นแหละ คราวนี้ น้อยก็จัดการเอาเองแล้วกัน ผูกเรื่องเอาไว้เองก็แก้เอาเอง"
ไกรกูณฑ์น้อยใจมาก มองหน้าแม่ ธราตัดบท
"รีบจัดการให้เรียบร้อยซะก่อนที่จะซวยกันหมด เข้าใจมั้ยน้อย"
ธราสะบัดหน้าพรืด เดินนำออกไปอย่างเซ็งๆและเบื่อหน่าย

ไกรกูณฑ์ยืนหน้าเศร้าๆ ปนน้อยใจมองตามแม่ที่ไม่ยอมยื่นมือมาช่วยเหลือ

เวลาหัวค่ำ วายุแกล้งทำเป็นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่โซฟารับแขก บนโต๊ะมีกุญแจรถวางอยู่ เหมือนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ฆ่าเวลาระหว่างจะออกไปข้างนอก ไกรกูณฑ์ทำเป็นชงกาแฟ หาของกินเล่นไปมา แต่ก็แอบเหล่มองพี่ชายอยู่เรื่อยๆ
โทรศัพท์มือถือวายุดังขึ้น วายุเหลือบตามองอมยิ้มบางๆ วางหนังสือพิมพ์ลงแล้วฉวยกุญแจรถ
ลุกเดินออกไปจากบ้านพร้อมกดรับโทรศัพท์แล้วทำเป็นคุยแบบหน้าตามีความสุขขณะเดินออกไป
"ปลาติดเบ็ดแล้ว"
วายุคุยมือถือเบาๆ เดินยิ้ม ขึ้นรถไป ไกรกูณฑ์ทำหน้าดีใจที่ได้ยินเสียงสตาร์ทรถของวายุ

ผ่านเวลาเล็กน้อย ภายในห้องนอนวายุที่มืดสนิท สายตาคู่นั้นมองหาหลักฐานของกษิต
อย่างร้อนรนไปทั่วห้อง ภายนอกระเบียงห้องนอน วายุปีนขึ้นมาที่ระเบียงตามแผนที่วางไว้ แล้วย่องไปที่ประตูระเบียงเป็นแบบกระจกใส ที่เขาเปิดแง้มทิ้งเอาไว้เล็กน้อยอยู่แล้ว
วายุแอบมองเข้าไปด้านใน เห็นเงาดำตะคุ่มๆ เดินไปเดินมาอยู่ภายในห้อง ลึกๆ เขาเจ็บปวดทั้งๆ ที่แผนการกำลังจะสำเร็จ เขาเปิดประตูอย่างเร็วแล้วพุ่งตัวตรงๆ ไปล็อกคอเงาดำนั้น
เสียงธราร้องกรี๊ดอย่างตกใจ วายุตกใจมากที่คนร้ายที่เขาจับตัวได้กลับกลายเป็นธรา"คุณท่าน"
ธราหน้าซีดเผือดที่วายุย้อนกลับมา
"ใหญ่"
ทั้งธรากับวายุต่างคนต่างอึ้ง วายุเดินไปเปิดไฟจนห้องสว่างจ้า
"คุณท่านมาทำอะไรในห้องนอนผมครับ"
ธราตาหลุกหลิกคิดหาคำแก้ตัว
"พอดีเสื้อแม่หายไปตัวนึงน่ะ แม่เลยมาลองหาดู เผื่อแม่บ้านจะเก็บไว้ผิดห้อง เมื่อกี้แม่ไปดู
ที่ห้องน้อยแล้วก็ไม่มี"
วายุมองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเชื่อนัก
"แล้วคุณท่านหาเจอมั้ยครับ"
ธรารีบแถ
"ไม่เจอเหมือนกัน แม่ว่าแม่บ้านอาจจะรีดเสื้อไหม้เลยแอบเอาไปทิ้งซะก็ไม่รู้ สงสัยแม่ต้องไปจัดการซะหน่อยแล้ว"
ธรารีบชิ่งออกจากห้องไปด้วยความตกใจ ยังไม่ทันได้ตั้งสติอะไร
วายุทั้งตกใจและแปลกใจที่เจอธรา แล้วเธอก็ไม่ถามว่า ทำไมเขาถึงกลับเข้ามาทางระเบียง วายุรีบเดินตามธราออกไป

ธราสีหน้าตื่นตกใจ รีบเดินลงมาที่โถง ตั้งท่าจะตรงไปทางประตูหน้าบ้าน วายุเดินหน้านิ่งๆ ตามลงมา
"คุณท่าน จะไปไหนเหรอครับ"
ธราสะดุ้งเล็กๆ ไม่นึกว่าวายุจะตามลงมา ธรายิ้มแบบเจื่อนๆ ให้
"แม่ว่าจะออกไปเดินเล่นหน่อยน่ะจ๊ะ"
วายุพยายามมองแบบจับพิรุธ
"เดินเล่นตอนนี้น่ะเหรอครับ มืดแล้ว น้ำค้างลงเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะครับ"
ธราฉีกยิ้ม
"ใหญ่นี่น่ารักจริงๆ เลย เป็นห่วงแม่ไปซะทุกเรื่อง"
ไกรกูณฑ์เดินกลับมา พอเจอวายุก็ตกใจว่า เขาเฝ้าต้นทางอยู่ วายุกลับมาทางไหน เขารีบปรับสีหน้าเป็นปกติ ธราแกล้งทำเนียนถามลูกชาย
"อ้าวน้อย ไหนบอกแม่ว่าจะออกไปเที่ยวในเมืองไงลูก เปลี่ยนใจแล้วเหรอ"
ไกรกูณฑ์อึ้งไปแป๊ปนึงแล้วก็รีบรับมุก
"ครับแม่ แต่ถ้ารู้ว่าคุณใหญ่อยู่บ้าน รู้งี้ผมไม่กลับมาดีกว่า"
ไกรกูณฑ์แกล้งพูดประชดวายุ ให้ดูเป็นปกติ ธราแกล้งปราม
"พูดจาไม่น่ารักเลยน้อย"
ไกรกูณฑ์แกล้งทำเป็นหงุดหงิดหัวเสียเดินขึ้นห้องไม่สนใจวายุกับธรา
"ใหญ่อย่าไปถือสาน้องเลยนะ เอาใหญ่แล้วเดี๋ยวแม่ต้องขึ้นไปจัดการซะหน่อย"
ธรารีบเดินตามไกรกูณฑ์ขึ้นบ้านไป วายุสีหน้าใช้ความคิด มองตามธราไปอย่างไม่วางตา

ธราอารมณ์เสียเข้าห้องไกรกูณฑ์มาได้ก็คว้าแขนลากลูกชายไปคุยในมุมห้องด้านในสุด
"น้อยดูต้นทางยังไงถึงปล่อยให้มันย้อนกลับมาได้"
"ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับ แม่ก็เห็นว่าไอ้ใหญ่ขับรถออกไปแล้ว อยู่ดีๆ ใครจะคิดว่ามันย้อนกลับมาปีนขึ้นห้องตัวเอง"
"แสดงว่ามันวางแผนล่อแกไว้แล้ว ไอ้ใหญ่นะไอ้ใหญ่ ดีนะที่แม่เฉลียวใจเปลี่ยนแผนเป็นคนเข้าไปเอง ถ้าเป็นน้อยป่านนี้ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ป่านนี้ไม่รู้มันจะเริ่มสงสัยแม่ไปด้วยอีกคนรึยัง"
สองแม่ลูกหน้าเครียด กลุ้มใจสบตากัน

ยามสายวันต่อมา วายุมาคุยกับสลิลที่บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต เขาถอนหายใจแรงแบบปลงๆ
"ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าฉันควรจะไว้ใจความรู้สึกของฉัน หรือว่าควรจะเชื่อความเป็นจริงที่ฉันเจอมากกว่ากัน"
"หว้าไม่ขอออกความเห็นแล้วกัน"
วายุเหลือบตามองถาม
"กลัวฉันโกรธเหรอ"
"เรียกว่าเข็ดดีกว่าค่ะ"
วายุถอนใจออกมา
"แล้วคุณใหญ่จะทำยังไงกับหลักฐานที่ได้มาล่ะคะ"
"ฉันเอาหลักฐานทั้งหมดไปให้ตำรวจจัดการต่อแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยกับเรื่องนี้มาเกินพอแล้ว"
วายุทอดสายตามองไกลออกไปน้ำตาคลอๆ สลิลเห็นใจมาก ได้แต่เลื่อนมือไปลูบแขนวายุเร็วๆแทนการให้กำลังใจ วายุหันมาสบตาและสวมกอดสลิลเอาไว้ เธออึ้งไป
"ไม่มีเธอตอนนี้ฉันคงแย่กว่านี้"
สลิลสวมกอดวายุตอบ เขากอดเธอแน่น เหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจอยากได้ที่พักพิงที่ไว้วางใจได้ซักคน

วันเดียวกัน กษิตขับรถรีบร้อนหน้าเครียด คุยมือถือผ่านบลูทูธ
"ทำไมคราวนี้ท่านถึงไม่ช่วยฉันล่ะ ดีนะที่ไหวตัวทัน ไม่งั้นฉันโดนจับเข้าคุกไปแล้ว"
ลูกน้องท่านบอกว่า
"ก็คราวนี้คุณพลาดเอง ทิ้งหลักฐานไว้จนตำรวจออกหมายจับได้ ท่านใหญ่แค่ไหนก็ช่วยคุณไม่ได้หรอก"
กษิตหัวเสียฟึดฟัดทำท่านึกอะไรได้
"บอกท่านขอเงินฉันซักก้อนสิ รีบหนีออกมาฉวยอะไรมาไม่ได้เลย"
"งานก็ทำไม่สำเร็จยังจะกล้าขอเงินอีกเหรอคุณกษิต"
"แล้วจะให้ฉันทำยังไงวะ "
"ทำยังไงก็ได้ ให้เจ้าของไร่ขวัญแก้วเซ็นหนังสือยินยอมขายไร่ซะ ถ้าคุณทำได้ก็ค่อยโทร.กลับมาละกัน" ลูกน้องท่านกดตัดสายไป กษิตฉุกคิด

เวลาบ่าย นวลขวัญเดินตรวจงานในไร่ ที่มีคนงานทำงานอยู่ เสียงโทรศัพท์นวลขวัญดังขึ้น เป็นเบอร์ไม่คุ้นเคย
"สวัสดีค่ะ...ใช่ค่ะ... จริงเหรอคะ...ได้ค่ะ...ที่ไหนคะ ... โอเคค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย ขอบคุณมากนะคะ"
นวลขวัญกดตัดสายอย่างอารมณ์ดี ทั้งน้ำเสียงและหน้าตา และหันบอกคนงาน
"มีลูกค้าอยากจะซื้อชาของไร่เราแล้ว เดี๋ยวฉันรีบเอาตัวอย่างไปให้เค้าดูก่อน ดูแลไร่ดีๆ นะ"
นวลขวัญจะเดินออกไป คนงานรีบทักท้วง
"คุณขวัญไม่ให้คุณแก้วไปเป็นเพื่อนด้วยเหรอครับ"
นวลขวัญทำท่าคิดสักครู่แล้วก็ส่ายหน้า
"ไปใกล้ๆ แค่นี้เอง ให้แก้วพักผ่อนไปเถอะ ลูกค้าเค้าผ่านมาแค่แป๊ปเดียว จะไปที่จังหวัดอื่นต่อแล้ว ฉันรีบไปดีกว่า"
นวลขวัญรีบเดินไปอย่างรีบร้อน ด้วยความดีใจ

ผ่านเวลาซักพัก ภายในร้านกาแฟ ลูกค้าเซ็นสัญญาซื้อขายกับนวลขวัญ พร้อมส่งเช็คมัดจำให้ นวลขวัญยกมือไหว้ขอบคุณลูกค้า ไกรกูณฑ์แอบซุ่มมองจากมุมหนึ่งนอกร้านกาแฟ อมยิ้มบางๆ ดีใจที่ได้ช่วยนวลขวัญแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
ชั่วอึดใจ นวลขวัญและลูกค้าเดินออกมาจากร้านและไหว้ลากันอีกที ไกรกูณฑ์โทรศัพท์หาลูกค้าคนนั้นทันที ลูกค้ารับสาย
"ขอบคุณมากนะ"
"เรื่องเล็กครับ แล้วจะให้ผมเอาใบชาพวกนี้ไปปล่อยขายที่ไหนดีครับ"
ไกรกูณฑ์ไม่ตอบ เหมือนไม่ได้ยินเพราะเขาเพ่งมองตามนวลขวัญไปด้วยสีหน้าวิตก ในจังหวะนั้น เขาเห็นกษิตมองซ้ายมองขวาใส่หมวกใส่แว่นตาดำเดินไปทางเดียวกับที่นวลขวัญเดินไป

ไกรกูณฑ์กดตัดสายลูกค้าแล้วรีบวิ่งข้ามถนนตามไปทันที

นวลขวัญกำลังเดินไปที่ลานจอดรถ กษิตเสียงเรียกจากด้านหลัง
"คุณนวลขวัญ"
นวลขวัญหันหน้ากลับมาอย่างแปลกใจ กษิตใส่หมวกใส่แว่นตาดำยืนรออยู่
"คุณกษิต"
กษิตยิ้มๆ เดินเข้าหา
"ขอบคุณที่ยังจำผมได้"
นวลขวัญถอนหายใจแบบระอา
"ฉันขอยืนยันคำตอบเดิมค่ะ ฉันไม่..."
นวลขวัญยังพูดไม่ทันจบ เขาพุ่งตรงไปกระแทกตัวเธอติดกับรถ นวลขวัญตกใจมากตั้งตัวไม่ทัน
"เซ็นเอกสารให้ฉันเดี๋ยวนี้"
นวลขวัญขัดขืน สู้ตาย
"ฉันไม่เซ็น ปล่อยฉันนะ"
กษิตตั้งท่าจะบีบคอแต่ไกรกูณฑ์โผล่มาจากด้านหลังกระชากตัวกษิตออกจากนวลขวัญ แล้วต่อยกษิตจนล้มคว่ำไปนอนกองกับพื้น ไกรกูณฑ์น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
"คุณขวัญเป็นอะไรรึเปล่าครับ"
นวลขวัญส่ายหน้า ตื่นตกใจอยู่ ก่อนจะร้องเสียงดัง
"คุณน้อยระวังค่ะ
กษิตพุ่งเข้าใส่ แต่ไกรกูณฑ์หลบได้ทัน นวลขวัญหนีห่างออกไปหลบอยู่หลังรถ ทั้งคู่ต่อสู้ในระยะประชิด กษิตเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงชักปืนออกมา ไกรกูณฑ์ตกใจ แต่เพื่อเอาชีวิตรอดจึงต้องพุ่งตัวเข้าแย่งแบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กษิตจึงฟาดกระบอกปืนเข้าหน้าไกรกูณฑ์จนหน้าแตก ตัวงอไปด้วยความเจ็บ กษิตเตะอัดซ้ำจนอีกฝ่ายล้มไปกับพื้น ก่อนจะเล็งปืนใส่ นวลขวัญตกใจมาก ตะโกนลั่น
“ช่วยด้วย ๆ”
กษิตเล็งปืนไปที่นวลขวัญแทน โชคดีมีคนเดินเข้ามาที่ลานจอดรถ กษิตจึงต้องรีบวิ่งหนีหายออกไปอีกทาง นวลขวัญออกจากที่ซ่อนหลังรถรีบวิ่งไปประคองไกรกูณฑ์ที่ทั้งจุกและเจ็บด้วยความเป็นห่วง

นวลขวัญประคองไกรกูณฑ์ที่ทำแผลเรียบร้อยมาส่งที่โถงบ้านไร่วายุกูล ธราหน้าตาร้อนใจลงบันไดตรงมาหาลูกชาย นวลขวัญรีบยกมือไหว้ ธรารับไหว้ไปตามมารยาท
“ไปโดนอะไรมาน้อย”
นวลขวัญตั้งท่าจะตอบ แต่ไกรกูณฑ์ชิงแย่งตอบก่อน
“อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับ”
นวลขวัญตอบแย้งไปทันที
“คุณน้อยช่วยขวัญเอาไว้น่ะค่ะคุณป้า”
“ตกลงยังไงกันแน่”
“คุณกษิตจะทำร้ายขวัญ คุณน้อยเลยเข้ามาช่วยเอาไว้ค่ะ”
ธราหน้าตาเคืองๆ หันมองสำรวจนวลขวัญ เหมือนจะห่วง
“แล้วหนูขวัญ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ตาน้อยเลยต้องมาเจ็บตัวแทน”
ธราเลยประชดแล้ว แอบทิ้งค้อนใส่ นวลขวัญหน้าเสีย
“ขวัญขอโทษด้วยนะคะที่เป็นต้นเหตุให้คุณไกรกูณฑ์ต้องมาเจ็บตัว”
ไกรกูณฑ์รีบออกตัวช่วยนวลขวัญ
“ผมเต็มใจไปช่วยเอง ไม่ใช่ความผิดคุณขวัญหรอกครับแม่”
ธราเจ็บใจปนหมั่นไส้มากแต่เก็บอาการ
“มันไม่เล่นงานเราจนตายก็บุญเท่าไหร่แล้ว ใหญ่โทร.มาบอกแม่ว่า ตอนนี้กษิตมันโดนหมายจับเรื่องบงการฆ่าคน ตายที่รีสอร์ตหมอภู นี่คงหนีหัวซุกหัวซุน หมาจนตรอกอย่างมันอยู่ให้ห่างเอาไว้เป็นดีที่สุด”
นวลขวัญและไกรกูณฑ์สบตากัน
ธราหมั่นไส้ รีบตัดบทพูดไล่
“แม่ว่าน้อยขึ้นไปนอนพักข้างบนดีกว่า”
นวลขวัญรู้ตัวว่าโดนธราไล่อ้อมๆ จึงยกมือไหว้ลาธรา
“งั้นขวัญขอตัวกลับก่อนนะคะ”
ธราลุกขึ้นยืนไปประคองลูกชายเดินขึ้นบ้านไป
“ไม่ส่งนะจ๊ะ...ไป ขึ้นข้างบนน้อย”
นวลขวัญจ๋อยๆ เดินออกจากบ้าน ไกรกูณฑ์ขึ้นบันไดไปก็แอบหันไปมองสบตากับนวลขวัญ ทั้งคู่แอบสบตากัน ธราตวาดเสียงดุ
“เดินดีๆ สิน้อย”
ธรากระชากไกรกูณฑ์ขึ้นบ้านไปก่อนจะจิกตามองนวลขวัญด้วยสีหน้าแววตาไม่เป็นมิตร นวลขวัญ เดินหน้าซึมๆ กลับออกไป

ธราผลักไกรกูณฑ์นั่งกระแทกลงบนเตียง ไกรกูณฑ์มีสีหน้าเจ็บๆ
“แม่ขอสั่งแกไว้เลยนะน้อย ห้ามคบกับนังผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด”
“แม่เคยยอมให้ผมคบกับใครมั่งล่ะครับ”
“ใช่ เพราะแม่หวงแกมากไงน้อย ผู้หญิงที่แกเคยเจอมาก็หวังเงินแกทั้งนั้นล่ะ ผู้หญิงหน้าไหนก็มาพรากน้อยไปจากแม่ไม่ได้ทั้งนั้น”
ไกรกูณฑ์อึ้งไปเมื่อได้ยินคำตอบจากธรา
ธราพอรู้ตัวว่าหลุดความในใจมากไปก็รีบมานั่งข้างเตียงแล้วปรับสีหน้าว่าเป็นห่วง
“แม่หมายความว่าตอนนี้แม่อยากให้น้อยตั้งเป้าเรื่องงานก่อน เรื่องผู้หญิงค่อยคิดทีหลัง”
ไกรกูณฑ์แดกดัน
“เรื่องงาน หรือ ฆาตกรรมไอ้ใหญ่กันแน่ครับ”
“ มันก็เรื่องเดียวกันนั่นล่ะ ถ้ายังมีไอ้ใหญ่ขวางทางอยู่ยังงี้ น้อยจะได้ขึ้นเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดของพ่อแทนมันมั้ยล่ะ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่ลูกเมียน้อย”
ไกรกูณฑ์ตัดบท
“พอเถอะครับแม่ ผมเบื่อจะฟังแล้ว”
ธราถอนใจลุกขึ้นมองลูกชาย
“งั้นก็นอนพักไปซะ แม่จะบอกเราให้นะน้อย ผู้หญิงอย่างนวลขวัญไม่เหมาะกับลูกของแม่หรอก”
“แต่ผมชอบคุณขวัญจริงๆ นะครับแม่”
ธราอึ้งไปทันที
“ผมยอมทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่างมาตลอดชีวิต แต่เรื่องคุณขวัญนี่ผมขอได้มั้ยครับแม่”
ธราตวาดลั่นห้อง เสียงแข็งกร้าว หน้าดุดัน
“ไม่ได้”
ไกรกูณฑ์หัวหดไปด้วยความกลัว
“แม่เตือนแกแล้วนะน้อย จำไว้แกจะต้องเสียใจเพราะผู้หญิงคนนี้”
ธราเดินฟึดฟัดออกจากห้องไป ไกรกูณฑ์ถอนใจหน้าเครียดที่ธราไม่ฟังคำขอเลย

บริเวณล็อบบี้บ้านไร่สายน้ำรีสอร์ต วายุ สลิล และพนักงานช่วยกันทำความสะอาด ถือโอกาสในช่วงที่รีสอร์ตขาดลูกค้า ปรับปรุง จัดตกแต่งล็อบบี้ใหม่
"ฉันแปลกใจมากเลยนะที่น้อยยอมเอาตัวปกป้องคุณขวัญ ตั้งแต่โตมา ฉันไม่เคยเห็นน้อยจริงจังกับผู้หญิงคนไหน ขนาดนี้มาก่อนเลย"
"พี่ขวัญคงไม่โทรมาโกหกหว้าหรอกค่ะ แต่คุณน้อยมีภรรยาอยู่แล้วนี่คะ"
วายุถอนใจ
"ใช่ ผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดาซะด้วย รักแรงเกลียดแรง"
"หว้าควรบอกเรื่องนี้กับพี่ขวัญมั้ยคะ"
วายุสีหน้าช่างใจไปมา

เวลาหัวค่ำ ธรานั่งหน้าเครียดรออยู่ที่ม้านั่งมุมสวนในบ้านพักไร่วายุกูล ละเวงเดินกวาดตามองซ้ายขวาเข้ามา เพราะกลัวเจอวายุ ธราเหลือบตาเห็นเข้าพอดี
"ฉันอยู่นี่"
ละเวงรีบเดินเข้ามาหาธรา
"คุณใหญ่ล่ะคะ"
ธราสีหน้าหมั่นไส้
"ไม่ต้องห่วงหรอก มันไปขลุกอยู่ที่รีสอร์ตโน่น"
"คุณท่านอยากจะใช้อะไรละเวงก็โทร.สั่งก็ได้ ไม่เห็นต้องเรียกละเวงมาหาถึงนี่เลย"
ธราแกล้งถอนหายใจแล้วก็มองหน้าละเวง
"มานั่งใกล้ๆ ฉันนี่สิ"
ละเวงงงเล็กน้อย แต่ก็ขยับมานั่งข้างๆ ธราวางมือบนไหล่ละเวง มองด้วยสายตาเอ็นดู
"ดูไปดูมาก็มีแต่เธอนี่แหล่ะนะ ที่ตั้งใจรับใช้ฉันอย่างซื่อสัตย์ ทั้งที่ฉันจ้างเธอมาเพื่อจัดการไอ้ใหญ่"
ละเวงปั้นยิ้มไปมา
"ถึงตอนแรกฉันจะไม่ค่อยชอบเธอเท่าไร แต่ตอนนี้ฉันชักอยากได้เธอมาเป็นสะใภ้บ้านนี้จริงๆซะแล้วสิ"
ละเวงอึ้งปนงง
"คุณท่านพูดจริงเหรอคะ ละเวงไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย"
ธราถอนใจ
"ก็ตาน้อยน่ะสิ ไปมีเรื่องกับนายกษิตจนเจ็บตัวมา เพราะเอาตัวไปปกป้องนังนวลขวัญ"
ละเวงตกใจ
"คุณน้อยเนี่ยนะคะ ยอมเจ็บตัวเพื่อนังนั่น"
"ก็ใช่น่ะสิ ฉันห้ามแล้วก็ไม่ฟัง สงสัยจะหลงนังนั่นหัวปักหัวปำ ถ้าให้เลือก ฉันอยากได้เธอเป็นลูกสะใภ้มากกว่า อย่างน้อยเธอก็หัวอ่อนเชื่อฟังฉัน ไม่ยะโส มองไม่เห็นหัวฉันแบบยัยนั่น"
ธราแสร้งทำสีหน้าชิงชัง ละเวงอมยิ้มดีใจ ธราปั้นหน้าเศร้า เหนื่อยใจต่อไป
"แต่ก็คงยากแหละ น้อยเค้ารักของเค้ามาก นี่ขนาดเสียงแข็งใส่ฉันเลยนะ น่าเสียดายไอ้กษิตน่าจะฆ่ามันทิ้งไปซะเลย"
ละเวงมั่นใจมีความหวังขึ้นมา
"ก็ไม่เห็นต้องยืมมือนายกษิตเลยนี่คะ ละเวงก็เกลียดมัน ไม่อยากให้คุณน้อยไปรักมัน ละเวงก็อยากให้มันตายเหมือนกันล่ะค่ะ"
ธราแอบมองละเวงแล้วอมยิ้มร้ายแบบสะใจที่ยุละเวงขึ้น
 
จบตอนที่ 8 
กำลังโหลดความคิดเห็น...