xs
xsm
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามี ตอนที่ 12

สกรรจ์ขี่มอเตอร์ไซค์พาระริน มาบริเวณหน้าร้านกาแฟของมานพ

“ฉันให้คุณพาไปหาคนรู้จักของสิริโสภา พามากินกาแฟทำไม ฉันไม่ได้ว่างมากนักนะ”
“นี่คุณคิดว่าผมพาคุณมาเดทหรือไง เพ้อนะคุณน่ะ”
ระรินตั้งท่าจะสวนกลับ
“ผมไปสืบหาที่อยู่ของคุณสิ แล้วรู้ว่าบ้านที่คุณสิเคยอยู่เป็นชื่อของเจ้าของร้านนี้ ลองเข้าไปคุยดูเผื่อจะได้เรื่องอะไรเพิ่ม”
“งั้นก็รีบไปสิคุณ”
ระรินเดินเข้าไป แต่ยังไม่ทันก้าวระรินก็ชะงักที่เห็นปฐวีเข้ามาจากอีกทาง ระรินมองอย่างจำได้
“คุณ ศัตรูเจ้รุ้ง”
“เป็นสรรพนามที่จำได้แม่นดีนะ”
ระรินไม่พอใจ
“คุณมาที่นี่ทำไม”
ปฐวียังไม่ทันตอบ ระรินเห็นรถราพณ์
“เฮียราพณ์ มาทำไมที่นี่”
ทุกคนหันไปมอง เห็นรถของราพณ์เข้าไปจอดที่หน้าร้านกาแฟ ปฐวี สกรรจ์ดึงระรินให้หลบ
“จะให้หลบทำไมเนี่ย”
“ไม่สงสัยเหรอว่าพี่ ชายคุณมาหาคนรู้จักของสิริโสภาทำไม”
ระรินเข้าใจมองยอมหลบตามที่สกรรจ์บอก มองไปทางร้านกาแฟอย่างสนใจ

ราพณ์เข้าไปนั่งในร้านกาแฟ นั่งลงเครียด ๆ พลางบ่นกับมานพ และแก้ว
“กลุ้มว่ะ ทั้งเรื่องศัตรู คุณหญิงถูกกล่าวหา แล้วยังเรื่องของสิอีก เส้นเลือดฉันจะแตกวะ”
“ไม่สมกับเป็นผู้บริหารใหญ่ของ LK เลยว่ะ ระดับแกพาบริษัทขึ้นไปเป็นมหาชนได้ ไม่จนหนทางกับเรื่องแค่นี้หรอกน่า” มานพปลอบใจ
“ที่ฉันปวดหัวเพราะมันเป็นเรื่องของคุณหญิง ฉันไม่ชอบสภาวะที่มีความลับกับคุณหญิง มันอึดอัด”
“แก้วไม่คิดว่ามันจะเป็นความลับหรอกนะคะ ผู้หญิงจะไวมากเรื่องความผิดปกติของคนใกล้ตัว โดยเฉพาะสามี” แก้วออกความเห็น
“เรียกว่าเรดาห์ทำงานไวมาก”
“ผมอยากจะบอกแต่เรื่องมันเยอะ จนมันไม่มีจังหวะ”
“ใจเย็นๆ เว้ย ค่อยๆคิด มันต้องมีทาง...”
มานพตบไหล่ราพณ์อย่างปลอบใจ ภาพราพณ์กับมานพถูกแอบถ่ายโดยปฐวี

รสิกามองภาพมานพกับราพณ์ในโทรศัพท์ปฐวีอย่างอึ้งๆ ปฐวี สกรรจ์ และระรินสังเกตท่าทีของรสิกา
“ผมรู้สึกว่าผู้ชายที่อยู่กับคุณราพณ์คนนี้หน้าตาคุ้นๆ” สกรรจ์บอก
“พี่ชายคุณสิ” รสิกาบอกทันที
ทุกคนชะงัก
“ผู้ชายคนนี้ชื่อมานพ เขามาแสดงตัวว่าเป็นพี่ชายคุณสิ แล้วเขาก็เป็นคนที่พาตำรวจไปที่วังจะจับอ้าย ถ้าอ้ายไม่จ่ายค่าทำขวัญคุณสิให้กับเขา”
“พี่เช็คมาแล้วนะ นายมานพคนนี้เป็นนักศึกษารุ่นเดียวกับราพณ์” ปฐวีเล่า
“จากท่าทีทั้งคู่ ผมว่าเขาน่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันด้วยซ้ำ” สกรรจ์ออกความเห็น
“แต่รินไม่เคยเห็นเพื่อนคนนี้ของเฮียเลยนะคะ” ระรินบอกอย่างมั่นใจ
“แล้วถ้าเขาเป็นเพื่อนกันจริง ๆล่ะ” ปฐวีถาม
รสิกาเข้าใจทุกอย่างแล้ว
“เป็นแผนของเขาที่จะบังคับให้อ้ายแต่งงาน”
ระรินไม่สบายใจ
“ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง คุณหญิงโกรธเฮียราพณ์ไหมคะ”
“ตอนนี้...พี่ตอบไม่ได้จริง ๆ”
ปฐวีมองรสิกา รู้ว่าเธอสับสนมาก
“แล้วอ้ายจะทำยังไงต่อ”
“ตอนนี้ที่บ้านเรามีปัญหามากพอแล้ว อ้ายอยากจะหาทางออกที่ดีที่สุด นอกจากเราสี่คน อ้ายไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้อีก ได้ไหมคะ”
รสิกามองทุกคน ปฐวีกับสกรรจ์พยักหน้ารับ รสิกามองระรินอย่างกดดัน
“น้องริน....”
“ค่ะ” ระรินไม่ค่อยอยากนักแต่จำยอม

นักข่าวหลายคน นั่งปักหลักกันอยู่แถวหน้าคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว รถลินดาขับรถเข้ามา จงใจลงจากรถตรงหน้านักข่าว ลินดาหันมายิ้มให้กับนักข่าวอย่างจงใจทิ้งจังหวะให้สนใจตัวเอง
นักข่าวจำได้
“คุณคือคุณลินดา ภรรยาอีกคนของเจ้าสัวใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ เห็นทุกคนต้องมานั่งรอกันอย่างนี้ก็เห็นใจนะจ๊ะ แต่ถ้าจะรอคุณราพณ์กับคุณหญิงล่ะก็ ทั้งสองคนคงไม่ยอมให้สัมภาษณ์แน่ ๆกลับกันไปเถอะค่ะ ไม่มีประโยชน์หรอกนะ”
ลินดาดูยิ้มมีเมตตาแล้วจะกลับขึ้นรถตัวเอง
“คุณลินดาคะ”
ลินดาชะงักหันมา
“ว่าไงคะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราขอสัมภาษณ์คุณลินดาได้ไหมคะ”
“ฉันคงตอบได้ไม่มากนะคะ”
นักข่าวกระตือรือร้น
“เราอยากทราบเรื่องที่ว่าการแต่งงานของคุณหญิงรสิกา เป็นการแต่งงานล้างหนี้ จริงหรือเปล่าคะ”

ลินดาทำหน้าหน้าตาแบบลำบากใจมาก แต่พร้อมพูดทุกอย่าง

 
มุมชงกาแฟ แก้วกำลังเก็บโต๊ะ เสียงประตูเปิดเข้ามาในร้าน
 
“ยินดีต้อนรับครับ”
มานพชะงักที่เห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นรสิกา
“คุณหญิง....”
แก้วหันมามองรสิกา แล้วมองมานพว่าคนนี้เหรอ มานพพยักหน้า
“สวัสดีค่ะ คุณมานพ คุณสิเป็นยังไงบ้างคะ”
มานพชะงักมองหน้ารสิกา
“ฉันไม่ได้ข่าวของคุณสิเลยค่ะ ก็เลยอยากรู้ว่าตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุครั้งนั้น อาการเธอเป็นยังไงบ้าง”มานพมองหน้ากับแก้ว เข้าใจเลยว่ารสิกาคงจะรู้อะไรบางอย่างแล้ว และกำลังทดสอบเขาอยู่
“ก็สบายดีครับ”
“ฉันทราบมาว่าคุณสิเลิกกับสามีเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้น ฉันรู้สึกผิดมากจริงๆ ฉันคิดมาตลอดว่าถ้าฉันได้คุยกับสามีของเขา ฉันอาจจะช่วยให้เขาคืนดีกันได้ ฉันอยากรบกวนคุณมานพช่วยพาฉันไปพบกับสามีคุณสิได้ไหมคะ”
“หลังจากเขาเลิกกัน ผมก็ไม่ได้ติดต่อกับน้องเขยแล้วล่ะครับ”
“งั้นบอกชื่อเขามาก็ได้ค่ะ ฉันจะติดต่อไปหาเขาเอง”
มานพกับแก้วมองหน้ารสิกาที่ต้อนเต็มที่ รสิกามองอย่างรอคอยให้มานพพูดออกมา มานพลำบากใจ
“คุณหญิงครับ เขาสองคนจบกันไปแล้วจริงๆ อย่าไปรื้อฟื้นอีกเลยนะครับ”
“สำหรับคุณราพณ์อาจจะใช่ แต่กับคุณสิเขาไม่จบ”
มานพกับแก้วอึ้งที่รสิกาพูดเข้าเป้า
“แล้วคุณหญิงอยากทราบเรื่องอะไรล่ะคะ” แก้วถาม
“ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองคน”
“คุณหญิงครับ บางเรื่องรู้ไปก็มีแต่จะทำให้ไม่สบายใจ ไม่รู้แล้วอยู่กับปัจจุบันไม่ดีกว่าเหรอครับ”
“ถึงฉันจะไม่ได้รู้วันนี้ วันหน้าก็ต้องได้รู้อยู่ดี ตอนนี้คุณสิกำลังพยายามแสดงออกให้ฉันรู้ ฉันคิดว่าเขาคงอดทนได้อีกไม่นาน ฉันทราบค่ะว่าเขาสองคนลึกซึ้งกันมาก่อน แต่ให้ฉันรู้ในวันที่ฉันพร้อมรับมือดีกว่านะคะ”
มานพมองแก้วอย่างลำบากใจ
“นพคะ...แก้วเชื่อว่าคุณหญิงมาวันนี้เพราะอยากจะรักษาครอบครัวไว้”
“ถ้าคุณหญิงทราบทุกอย่างแล้ว ผมว่า...”
“ฉันไม่แน่ใจว่าจะมีอีกกี่เรื่องที่มันเหนือความคาดหมาย ถ้าฉันต้องรับรู้อีกหลายเรื่องจากปากของผู้หญิงอีกคนที่เคยเป็นคนรักของสามีฉันมาก่อน ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะรับมันไหวอย่างวันนี้”
แก้วพูดกับมานพ
“ฟังคนกลางจะได้เหตุผลมากกว่าอารมณ์...”
แก้วจับที่แขนมองแล้วมองหน้า มานพมองแก้วรู้ว่าแก้วอยากให้เล่าความจริงทั้งหมดให้รสิกาฟัง
มานพมองรสิกาอย่างตัดสินใจ

ราพณ์เครียดจนต้องพิงไปกับเก้าอี้ทำงาน มือลูบหน้าเบาๆ พยายามจะผ่อนคลายทั้งที่สมองตึงเครียดเหลือเกิน รุ้งรายเปิดประตูเข้ามาด้วยอาการแตกตื่น
“เฮีย มันเป็นเรื่องแล้ว ตอนนี้มีข่าวออกมาทั้งโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของป๊า หม่อมวลี แล้วก็คุณหญิง เรื่องแต่งงานล้างหนี้ ความแค้นของป๊ากับคุณหญิง ทุกอย่างมันกำลังทำให้คุณหญิงกลายเป็นฆาตกร มันกำลังบานปลายนะเฮีย”
“คุณลินดา”
ราพณ์โกรธที่ลินดาไม่เลิกบ่อนทำลายครอบครัวสักที เสียงโทรศัพท์มือถือดัง ราพณ์รับโทรศัพท์
“ว่าไงกันต์...แกโดนเจ้านายกดดัน เรื่องข่าวพวกนั้นน่ะเหรอ แล้วแกจะทำยังไง”
ราพณ์ฟังแล้วตกใจมาก รุ้งรายมองท่าทีราพณ์อย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

รสิกานั่งเครียดกับเรื่องที่ได้รับรู้ ๘ระที่นั่งอยู่ในห้องทำงาน ปฐวีนั่งคุยอยู่ด้วย
“สังคมกำลังตัดสินว่าอ้ายเป็นฆาตกร”
“แล้วอ้ายจะทำยังไงต่อไป”
รสิกามองปฐวี รสิกายังไม่ทันจะตอบ ระรินรีบเข้ามาพร้อมกับกอบกู้
“คุณหญิง”
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ตั้งสติไว้นะครับ คุณหญิง ผมเชื่อว่ามันต้องมีการเข้าใจผิดกัน”
กอบกู้พูดไม่ทันจบ สิริโสภาเดินนำกันต์เข้ามา
“เชิญค่ะ”
“ผมต้องขอเชิญคุณหญิงไปให้ปากคำที่โรงพัก” กันต์บอก
“ในฐานะอะไรครับ” ปฐมวีถาม
“ผู้ต้องสงสัยในสาเหตุการตายของเจ้าสัวเรียวครับ”
ทุกคนตะลึง
“พี่กันต์ พี่จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ” ระรินตกใจมาก
กันต์ลำบากใจ
“น้องริน พี่ต้องทำตามหน้าที่ เชิญครับคุณหญิง”
“แต่ผมว่า..”
ปฐวีจะแย้ง รสิกาตัดสินใจ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่วี อ้ายไม่ได้ทำผิด อ้ายจะไปเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์”
“ผมขอโทษนะครับคุณหญิง” กันต์ลำบากใจ
“ฉันเข้าใจค่ะ”

กันต์พารสิกาออกไป จังหวะเดินออก รสิกาสบตากับสิริโสภา เห็นสายตาของสิริโสภามองมาอย่างสะใจ
 
อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.00น.



 
หน้าสถานีตำรวจ ปฐวีรออย่างกระวนกระวาย ราพณ์เพิ่งมาถึง ถามอย่างร้อนใจ
 
“คุณวี คุณหญิงล่ะ”
“สารวัตรพาไปสอบปากคำ ยังไม่ออกมาเลยครับ”
ปฐวีถอนใจเครียดกับภาวะที่เกิดขึ้น
“คุณช่วยอ้ายให้หลุดคดีได้นี่คุณราพณ์”
“เรื่องถึงตำรวจแล้ว ตอนนี้คุณหญิงถูกวัตถุพยาน เป็นหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ยังไม่มีพยานแก้ต่าง แล้วยังมีคนกระพือข่าว ทั้งนักข่าวที่พยายามขุดคุ้ย ตอนนี้ไอ้กันต์ก็โดนกดดันหนัก ต้องเดินหน้าปิดคดีนี้ให้ได้”
“ถ้าเราหาตัวคนร้ายไม่ได้ อ้ายก็จะต้องติดคุกงั้นเหรอ”
“คุณวีสถานการณ์แบบนี้ คนที่จะทำขนาดนี้กับครอบครัวของผม ก็มีแต่พ่อของคุณเท่านั้น”
ปฐวีอึ้ง
“ขอโทษที่ผมต้องพูดอย่างนี้ ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับคุณ แต่ถ้าคุณไม่ช่วย คุณหญิงก็ต้องติดคุกทั้งที่ไม่ผิด”
ปฐวีหนักใจ

รังรองนั่งทำงานอยู่ในห้อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เชิญค่ะ”
พนักงานชายเดินเข้ามาพร้อมกับปิดประตู เข้ามาตรงหน้าโต๊ะรังรอง
“เอกสารทางการเงินของบริษัทคุณชาญชัยที่คุณรังรองให้ผมไปตรวจสอบ เป็นเอกสารปลอมทั้งหมดครับ”
รังรองอึ้ง พนักงานชายมองรังรองอย่างอึกอัก
“ขอประทานโทษนะครับ คุณรังรองสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่าครับ”
รังรองมองมาอย่างตำหนิว่าสอดรู้ รีบพูดเหตุผลให้ฟัง
“คือก่อนหน้านี้ คุณนทีก็ให้ผมส่งเอกสารเรื่องนี้ให้เหมือนกัน”
รังรองยิ่งอึ้งหนัก
“ไม่มีอะไร ขอบใจมาก ส่วนเรื่องที่เราคุยกันวันนี้...”
“ผมจะไม่พูดครับ”
“เชิญ...”
พนักงานชายรู้หน้าที่รีบออกไป รังรองเครียด หันเก้าอี้ออกหน้าต่างคิดหนัก เสียงประตูเปิด รังรองหันเก้าอี้กลับมา
“มีอะไรอีก” รังรองตกใจที่เห็นชาญชัย “เฮียชาญ”
ชาญชัยยิ้ม
“ทำไมต้องทำท่าตกใจแบบนั้นด้วย”
“เฮียมาหารองมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“คืนนี้เราไปทานข้าวกันนะ”
ชาญชัยยิ้ม รังรองมองก็รู้ว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ ๆ

ราพณ์พารสิกาเข้ามาในห้องโถง รัตนาวลีและทุกคนรออยู่อย่างเป็นห่วง
“อ้าย”
“หม่อมแม่...”
รสิกากอดรัตนาวลีด้วยต้องการที่พึ่งพิง
“อาคุณหญิง”
รสิกาเข้ากอดอาม่าอีกคน
“ไม่เป็นไรใช่ไหมคะคุณหญิง”แม่นมถาม
“ตอนคุณรินกลับมาบอกว่าคุณหญิงโดนจับ อาม่ากับแม่นมลมใส่เลยค่ะ” แหววเล่า
“เฮีย แล้วพี่กันต์ว่าไงมั่ง คุณหญิงไม่ผิดใช่ไหม” ระรินถาม
“ตอนนี้คุณหญิงกลายเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ถ้าไม่เจอคนร้ายตัวจริง...”
“อาม่าไม่ยอมนะ จะมาใส่ร้ายอาซุงซิมปู๋ของอาม่าได้ยังไง อาราพณ์ลื้อต้องช่วยอาคุณหญิงให้ได้นะ”
“ครับ อาม่า”
รุ้งรายเข้ามา หน้าเครียดมาก
“เฮียราพณ์ รุ้งขอคุยด้วยหน่อยค่ะ”
ราพณ์มองรุ้งรายรู้ว่ามีข้อมูลแน่
“ไปที่ห้องทำงาน”
ราพณ์ออกไป รุ้งรายตามไป

ราพณ์มองแท็ปเล็ตอ่านเอกสารอึ้งๆ มองรุ้งรายเอามาจากไหน รุ้งรายโมโหแต่พยายามกลั้นไว้
“พอรุ้งเช็คเอกสารที่โครงการเฮียชาญทั้งหมดแล้ว รุ้งว่ามันมีบางอย่างไม่ปกติ หลังจากเฮียสั่งทุบโครงสร้างจำนวนลูกค้ากลับเพิ่มอย่างรวดเร็ว รุ้งคิดว่าเรื่องนี้คุณนทีจะต้องมีข้อมูลรุ้งเลยให้คนค้นในพีซีกับอีเมล์ของคุณนที ดูจากวันที่ของเมล์นี้มันก่อนวันที่ป๊าจะเกิดอุบัติเหตุไม่กี่วัน”
ราพณ์วิเคราะห์เครียด
“ถ้าอย่างนั้น คนที่ป๊านัดเจอ คนที่เราคาดไม่ถึงคือเฮียชาญ ป๊าคงต้องการจะเคลียร์เงียบๆ โดยไม่ให้พวกเรารู้”
รุ้งรายระเบิดเลย
“ไอ้คนอกตัญญู รุ้งจะเล่นงานมันให้ถึงที่สุด”
รุ้งรายจะไป
“อย่าเพิ่ง เฮียต้องการหลักฐานมากกว่านี้ ถ้าจะจับต้องเอาให้ดิ้นไม่หลุด สำคัญที่สุดตอนนี้คือเฮียอยากรู้ว่าเจ้รองรู้เรื่องนี้ด้วยไหม”

ร้านอาหารสวย บรรยากาศโรแมนติก พนักงานเสิร์ฟอาหารเรียบร้อย ชาญชัยเอาใจรังรองมาก
“ทานสิ รองผอมไปมากเลยนะ”
ชาญชัยมองรังรองที่ดูนิ่งมาก

“รอง...มีอะไรหรือเปล่า”

 
รังรองเริ่มต้นทานอาหารทำตัวปกติมาก ชวนคุยเหมือนเป็นธรรมดา
 
“เฮียคะ..เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้ว”
ชาญชัยคิดอยู่สักพัก
“ห้าปี”
รังรองยิ้ม
“เจ็ดปีแล้วค่ะ”
รังรองสีหน้าไม่ได้รู้สึกโกรธหรือผิดหวัง นิ่งมาก ชาญชัยแก้เก้อ
“นานเหมือนกันนะ”
“ตั้งแต่แต่งงานกันมา เฮียไม่เคยพารองมานั่งกินข้าวแบบนี้เลย”
ชาญชัยสะดุดนิดๆ แต่ก็เกลื่อนๆไป
“ขอโทษนะรอง ต่อไปเฮียจะพารองออกมาบ่อยกว่านี้นะ”
“บางครั้งรองก็ไม่แน่ใจว่ารองสำคัญกับเฮียบ้างหรือเปล่า”
“รองเป็นคนสำคัญที่สุดของเฮียเลยนะ ไม่อย่างนั้นเฮียจะแต่งงานกับรองทำไมล่ะ จริงไหม...แต่ที่ผ่านมาเฮียยุ่งๆ กับการตั้งบริษัท อยากให้มันมั่นคง” ชาญชัยได้จังหวะ “เมื่อไหร่รุ้งจะคุยกับราพณ์เรื่องให้เฮียแยกบริษัทมาซะที”
“รุ้งว่าการอยู่ในเครือ LK มั่นคงกว่าที่เราจะแยกตัวออกมานะคะ ยิ่งช่วงนี้อสังหาก็แข่งขันกันสูง ถ้าเราฐานไม่แน่นโอกาสล้มมีสูงนะคะ”
“แต่อยู่กับ LK ต้องแบ่งกำไรเกินครึ่งให้กับราพณ์ ต้องโดนก้าวก่ายเรื่องบริหาร ทุกคนมองว่าเฮียเป็นลูกน้องของราพณ์ ไม่มีใครมองว่าเป็นเจ้าของบริษัทสักคน เฮียไม่ชอบ”
“รองจะคุยให้ก็ได้นะคะ แต่ว่า...เฮียจะต้องคืนเงินลงทุนเราเคยยืมป๊ามาห้าสิบล้าน”
ชาญชัยลืมตัว
“ทำไมต้องคืน”
“ก็..เฮียสัญญากับป๊าไว้”
“อย่าโง่น่ารอง ตอนนี้ป๊าไม่อยู่แล้ว สัญญาก็ล้มเลิกไป ไม่มีใครรู้”
“แต่มันไม่ถูกต้องนะคะ เงินก้อนนั้นเหมือนเป็นเงินกงสี รองอยากคืนให้พี่น้อง”
“ไม่จำเป็นหรอก” ชาญชัยพยายามเกลี้ยกล่อม “รองคิดดูนะ นอกจากระริน...พี่น้องของรองทุกคนหาเงินเองได้ ปีๆนึงได้มากกว่าร้อยล้านด้วยซ้ำ”
“ถ้าป๊ารับรู้ ป๊าคงเสียใจที่เราผิดคำพูด”
“เงินแค่นี้ถ้ารองขอ...ป๊าเขายกให้รองอยู่แล้ว ป๊ารักรองจะตายไป”
รังรองอึ้งที่เป็นชาญชัยที่พูดคำนี้ออกมา ในขณะที่รังรองยิ้มสมเพชตัวเอง
“รองยิ้มอะไร”
“รองเป็นลูกที่ใส่ใจป๊าน้อยเหลือเกิน รักไม่รักยังต้องให้เฮียเป็นคนบอก รองนี่แย่จริงๆ”
ชาญชัยมองรังรองไม่เข้าใจ
“รองแค่คิดถึงป๊าน่ะค่ะ”รังรองเปลี่ยนเรื่อง “ทานนี่สิคะ” รังรองตักอาหารให้
พอเห็นรังรองกลับมาเอาใจเหมือนเดิม ชาญชัยก็ไม่ได้ใส่ใจอาการของรังรองอีก จังหวะที่ชาญชัยไม่ได้มองรังรอง รังรองมองชาญชัยอย่างตัดสินใจได้

รสิกานั่งเครียดอยู่ในห้องทำงาน ระรินซื้อของกินเข้ามา
“คุณหญิงคะ ทานอะไรสักหน่อยเถอะค่ะ คุณหญิงยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า เดี๋ยวจะปวดท้องนะคะ”
รสิกานึกได้
“ท้อง...”
รสิกาได้สติคิดถึงลูก จะหยิบถุงลูกชิ้นแต่เห็นสิริโสภาที่เดินผ่านมา รสิกาพยายามจะไม่สนใจ
รสิกาหยิบถุงลูกชิ้นปิ้งมาแต่แค่เปิดถุง รสิกาก็มีอาการคลื่นไส้ หยิบถังขยะมาอาเจียน สิริโสภาชะงักมอง
ระรินตกใจรีบเข้ามาช่วยลูบหลังให้กับรสิกา
“คุณหญิงเป็นอะไรคะ”
รสิกาอาเจียนหนัก ระรินต้องรีบหยิบแก้วมาเทน้ำเปล่าให้ รสิกาหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปาก
“น้ำค่ะคุณหญิง”
สิริโสภาเปิดประตูเข้ามาทันที
“เธอเข้ามาทำไม” ระรินถาม
“คุณหญิงไม่สบายหรือเปล่าคะ สิเห็นคุณหญิงอาเจียน”
“ท้องว่างน่ะค่ะ”
“เหรอคะ สินึกว่าคุณหญิงเหม็นอาหาร เหมือนตอนที่สิแพ้...ท้อง”
รสิกามองหน้าสิริโสภาที่มองมาอย่างจับผิด
“เปล่านี่คะ หมู่นี้ฉันคงเครียดน่ะค่ะ”
“เหมือนเคราะห์ซ้ำ กรรมซัดเลยนะคะ”
รสิกามองสิริโสภาที่สีหน้าดูสะใจแม้จะไม่ได้ยิ้มชัดเจน
“ถ้าท้องว่างก็ทานสิคะคุณหญิง อาการจะได้ดีขึ้น”
รสิการู้ว่าสิริโสภาพยายามจับผิด และทดสอบว่ารสิกาท้องหรือเปล่า
“ขอบคุณค่ะ ที่เป็นห่วง”
รสิกาฝืนหยิบลูกชิ้นมากิน แล้วทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด สิริโสภามองอย่างพยายามจับผิด รสิกาเก็บอาการนิ่งมาก ฝืนกลืนอาหารลงไปอย่างกล้ำกลืน
“ในห้องนี้ไม่มีงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของคุณ กลับไปทำงานดีกว่าไหมคะ”
“ค่ะ ถ้าคุณหญิงไม่สบายบอกสิได้นะคะ สิพร้อมจะดูแล”
“ไม่จำเป็น ฉันดูแลคุณหญิงได้ เชิญ”
สิริโสภายอมออกไป แต่ยังไม่วายทิ้งสายตาโหดใส่รสิกา รสิกาต้องพยายามเก็บอาการที่จะไม่อาเจียน มือรสิกาจับที่วางแขนเกร็งไปทั้งมือ
“สีหน้าคุณหญิงดูไม่ค่อยดีเลย กลับไปพักดีไหมคะ”

รสิกาได้แต่ยิ้มรับนิ่งๆ

สามี ตอนที่ 12 (ต่อ)

ปฐวีขับรถเข้ามาที่หน้าหมู่บ้าน นึกถึงที่ราพณ์พูด
 
‘คนที่จะลงมือได้ขนาดนี้มีแต่พ่อของคุณเท่านั้น มันเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับคุณ แต่ถ้าคุณไม่ช่วย คุณหญิงก็ต้องติดคุกทั้งที่ไม่ผิด’
ปฐวีเครียดเบรกรถจอดนิ่ง ปฐวีตั้งสติจะขับต่อแต่ชะงักที่เห็นรถที่กำลังเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน สายตาปฐวีเห็นว่าเป็นชาญชัยอยู่ในรถ
“ชาญชัย...”
ปฐวีเลี้ยวตามเข้าไปห่างๆ แล้วไปซุ่มดูที่หน้าบ้าน เห็นชาญชัยกับลินดาเดินออกมาด้วยกัน ปฐวียกโทรศัพท์ขึ้นกดถ่ายรูป

รังรองเปิดประตูห้องทำงานเข้ามา ราพณ์กับรุ้งรายที่รออยู่หันมอง
“เจ้รอง...มีอะไรหรือเปล่าถึงเรียกผมกับรุ้งมา”
รังรองปิดประตู เดินเงียบๆ มาที่โต๊ะทำงาน แล้วตัดสินใจบอก
“เจ้คิดว่าเฮียชาญมีส่วนในการตายของป๊า”
ราพณ์กับรุ้งรายนิ่งฟังไม่ถาม รอฟัง รังรองมองออกว่าราพณ์รู้เรื่องแล้ว ราพณ์กับรุ้งคงเช็กเรื่องนี้แล้ว รุ้งรายหันมองราพณ์ว่าเอายังไง ราพณ์สีหน้าลำบากใจ
“แล้วเจ้คิดว่าจะทำยังไงต่อไป”
รังรองเด็ดขาด
“คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษ...”
“แต่เฮียชาญเป็นสามีของเจ้ เจ้ทำได้เหรอ”
“สามีที่อยู่กับเจ๊เพื่อเงิน กับป๊าที่โอบอุ้มเจ้จนลมหายใจสุดท้าย ถ้าเจ้ยังคิดไม่ได้ก็อย่านับว่าเจ้เป็นลิ้มวัฒนาถาวรกุลอีกต่อไป”
ราพณ์กับรุ้งรายมองรังรองที่ดูจะตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ราพณ์กับรุ้งรายรู้สึกดีกับการตัดสินใจของรังรอง

รามคุยมือถือออกมาจากห้องนอน
“ม๊า...ม๊าอยู่ไหนครับ ผมอยากคุยกับม๊า ผมจะไปรอที่บ้านนะครับ”
รามวางสายกำลังจะเดินลงแต่ชะงักที่ได้ยินเสียงสิริโสภาจากข้างล่าง
“เสื้อใครน่ะ”
“เสื้อคุณราพณ์กับคุณหญิงค่ะ แหววจะเอาขึ้นไปเก็บ”
“ฉันจะขึ้นไปข้างบน เดี๋ยวฉันเอาไปไว้ในห้องคุณหญิงเอง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แหววทำเองดีกว่า”
“ไม่เป็นไรจ๊ะ แค่นี้เอง”
“แต่....”
สิริโสภาดึงมาเนียนๆ
“อยู่บ้านเดียวกันก็ต้องช่วยกันจริงไหมจ๊ะ”
“งั้นแหววฝากด้วยนะคะ”
สิริโสภาเดินขึ้นมาในมือมีเสื้อเชิ้ตของราพณ์ สิริโสภากอดเสื้อของราพณ์ด้วยความรักความอาวรณ์
รามแอบมองท่าทีของสิริโสภาอย่างอึ้ง ๆ

สิริโสภาเข้ามาในห้องนอนราพณ์พร้อมกับเสื้อเชิ้ตของราพณ์และชุดของรสิกาในมือ สิริโสภาเปิดตู้เสื้อผ้าเอาเสื้อของราพณ์เข้าแขวน สิริโสภามองชุดรสิกาในมืออย่างแค้นๆ แล้วค่อย ๆ ฉีก แล้วกระชากจนขาดแล้วเหยียบ ๆ ด้วยความแค้น
“สิริโสภา”
สิริโสภาชะงักหันมาตกใจที่เจอราพณ์
“นี่เธอเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหมสิริโสภา”
“ใช่ สิมันบ้า...สิเกลียดมัน เกลียดอีผู้ดีที่มันแย่งผัวชาวบ้าน เกลียดอีผู้ดีที่มันฆ่าลูกของเรา มันเป็นฆาตกร ฆาตกร...สิอยากจะฆ่ามัน อยากจะให้มันตาย ๆ”
สิริโสภายิ่งพูดยิ่งกระชากทำลายข้าวของรอบ ๆ ราวกับเป็นตัวรสิกา ราพณ์จับต้นแขนสิริโสภาเขย่า
“เลิกบ้าซะที ถ้าคุณไม่หยุด ผมจะไล่คุณออกไป”
“ก็เอาสิคิดเหรอว่ารามจะยอม ถ้าคุณกล้า ฉันจะปั่นให้รามเกลียดคุณ เกลียดทุกคนที่นี่ เกลียดจนฆ่ากันตายได้”
“อย่าทำร้ายน้องชายของผม...เขารักคุณ”
“แล้วทำกับฉันทำไม คุณทำร้ายผู้หญิงที่รักคุณทำไม”
ราพณ์รู้สึกเหมือนจะตายกับการที่จัดการสิริโสภาไม่ได้
“ออกไป”
สิริโสภาจิตมาก
“คุณยังไม่ได้ตอบฉันว่าคุณทำทำไม...ทำไม”
“ออกไปเดี๋ยวนี้”
“สิไม่ไป ให้ทุกคนในบ้านนี้รู้ไปเลยว่าสิคือเมียของคุณ เมียที่มาก่อน อีผู้ดีหน้าด้านมันมาแย่งคุณไป”
“เงียบ”
สิริโสภาสวนทันที
“ไม่”
ราพณ์โกรธมาก จัดการคว้าแขนสิริโสภาแล้วลากออกไป สิริโสภาพยายามสะบัดแต่ก็สู้แรงราพณ์ไม่ได้
รสิกาออกมาจากห้องน้ำ มองตามไปสายตาเจ็บปวด

ราพณ์กระชากสิริโสภาออกมาแล้วเหวี่ยงสิริโสภาไปด้านหนึ่ง สิริโสภาจ้องราพณ์อย่างไม่ยอมแพ้
“อย่าเข้าไปในห้องของผมกับคุณหญิงอีก”
“ห้องของสามีก็เหมือนห้องภรรยาล่ะค่ะ ถ้าสิจะเข้าใครก็ห้ามสิไม่ได้”
สิริโสภามองอย่างท้าทายแล้วสะบัดหน้าเดินลงไปอย่างเชิดมาก ราพณ์เดินลงไปข้างล่างสีหน้าเครียดมาก รามขยับออกมาจากมุมหนึ่ง เขาช็อคกับเรื่องที่ได้รู้ รสิกาเปิดประตูออกมาจากในห้องชะงักที่เห็นราม
รสิกาเห็นอาการราม
“ได้ยินทั้งหมดแล้วใช่ไหมคะ...คุณราม”
“ทำไม...ทำไมคุณถึงไม่โวยวาย สองคนนั้นหักหลังเรา..”
“ฉันจะรอให้คุณราพณ์จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวของเขาเอง ส่วนคุณ ถ้าคิดว่าจะจัดการให้แตกหัก เตรียมใจไว้ด้วยนะคะ เพราะคุณสิจะต้องออกไปจากชีวิตคุณแน่”

รามสับสนมาก รสิกามองรามด้วยความเห็นใจ

 
รสิกานั่งร้องไห้เงียบๆอยู่ในร้านกาแฟ ปฐวีที่นัดไว้เดินเข้ามาหา เขามองอย่างตกใจที่เห็นเธอร้องไห้
 
“อ้าย...อ้ายใจเย็นๆนะ อ้ายต้องตั้งสติมากกว่านี้”
“อ้ายไม่คิดเลยว่า การได้ยินความจริงมันจะเจ็บขนาดนี้”
“แต่มันเป็นเรื่องในอดีต”
“อดีต...แค่คิดว่าเขาเคยรักกัน อ้ายก็เจ็บปวด”
“อ้าย...เราย้อนกลับไปแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว อ้ายต้องเดินหน้าต่อ อ้ายรักคุณราพณ์ใช่ไหม”
รสิกามองปฐวีอย่างยอมรับเต็มหัวใจ
“ถ้ารัก...อ้ายต้องตัดสินใจ”
“อ้ายคิดจะฝากชีวิตไว้กับเขา แต่เขาจัดการกับสิริโสภาไม่ได้ ไม่ยอมบอกความจริงกับอ้าย”
“เรื่องแบบนี้ มันพูดยากนะ เขาอาจจะกลัวว่าอ้ายจะเสียใจแล้วก็รับไม่ได้”
“แล้วอ้ายจะยิ้มอย่างภาคภูมิในตัวสามีของอ้ายได้ยังไงคะพี่วี....ความกล้าของเขาจะเป็นตัววัดว่าอ้ายคือคู่ชีวิตที่เขาไว้ใจจริงๆ”
“อ้าย..ศักดิ์ศรีมันสำคัญกับชีวิตคู่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“มันไม่ใช่ศักดิ์ศรีค่ะ แต่มันคือความศรัทธาที่สามีภรรยาควรจะมีให้กันและกัน ถ้าอ้ายก้าวผ่านความรู้สึกนี้ไปไม่ได้ อ้ายคงไม่สามารถอยู่กับเขาได้ พี่วีเข้าใจอ้ายนะคะ”
“พี่เข้าใจ แต่พี่อยากให้อ้ายใช้สติมากกว่าอารมณ์นะอ้าย”
“อ้ายจะพยายามค่ะ”
เสียงมือถือปฐวีดัง ปฐวีกดรับ
“ครับคุณราพณ์ ผมกำลังจะเข้าไป” ปฐมวีวางสาย
“มีอะไรเหรอคะพี่วี”
“มีเรื่องสำคัญที่คุณราพณ์กับอ้ายต้องรู้”
รสิกามองอย่างสงสัยว่าเรื่องอะไร

ห้องทำงานในคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว...ภาพชาญชัยกับลินดาจากโทรศัพท์มือถือของปฐวีทำให้ ราพณ์ รสิกา และรุ้งรายต่างอึ้งกันไป
“นี่เฮียชาญกับคุณลินดา ร่วมมือกับศัตรูงั้นเหรอ” รุ้งรายโพล่งขึ้นมา
ราพณ์ รสิกามองปฐวีที่นิ่งไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นความจริง”
รุ้งรายก็นิ่งไป ไม่ได้ตั้งใจแต่มันหลุดปากไปแล้ว เงียบกันไปชั่วขณะ ปฐวีก็ทำลายความเงียบขึ้นมา
“ถ้าคุณลินดา ชาญชัย ร่วมมือกับพ่อผมจริงๆ การที่สิริโสภาเข้ามาในบ้านนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในแผนด้วย อ้ายบอกว่าสิริโสภาเป็นคนทำยาหกใช่ไหม”
“ใช่ ฉันก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขารู้ว่าฉันกับคุณหญิงจะต้องไปรับยาที่โรงพยาบาล”
“แล้วรุ้งกับคุณหญิงก็ไปเจอกับวศิน คุณวี สุรีย์ส่อง ทุกอย่างมันเหมาะเจาะมาก แต่ถ้าคุณวีไม่ได้เป็นคนเปลี่ยนยา แล้วใคร”
รสิกากับรุ้งรายช่วยกันคิด รสิกานึกถึงตอนที่เห็นลินดา
“ฉันเห็นคุณลินดาค่ะ หลังจากแยกพี่วีกับวศินออกจากกัน ฉันเห็นคุณลินดาอยู่ที่นั่นด้วย”
ทุกคนเริ่มปะติดปะต่อและอึ้งที่รู้ว่าเป็นฝีมือลินดา

รุ้งรายเดินมาส่งปฐวีที่หน้าตึก
“ฉันขอโทษที่เข้าใจคุณผิด แล้วก็ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง”
รุ้งรายอึ้งกับท่าทีเย็นชาของปฐวี
“คุณวีคะ...ฉัน...”
“คุณพูดถูกครับ ศัตรูก็คือศัตรู...เรื่องของเรามันก็ไม่มีวันเป็นไปได้ หยุดไว้แค่นี้คงจะดีกว่า”
รุ้งรายอึ้งที่โดนปฐวีตัดสัมพันธ์
“เรื่องระหว่างบ้านคุณกับบ้านผม มันไม่มีวันจบอย่างสวยงาม ถึงวันนั้นเราคงจะไม่สามารถเดินไปด้วยกันได้”
“แล้วคุณมาช่วยพวกฉันทำไม”
“ผมอยากจะให้พ่อกับยัยสุกลับมาสู่ทางที่ถูกต้อง ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ถูก พรุ่งนี้เราก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก”
“เหตุผลแค่นี้”
“ครับ...แค่นี้”
รุ้งรายมองสายตาปฐวี รู้ว่าเรื่องครั้งนี้ทำร้ายน้ำใจปฐวีไปมากจนเขาไม่ยอมอภัย

ราพณ์เข้ามาในห้องชะงักที่เห็นรสิกายืนนิ่งอยู่กับสภาพข้าวของภายในห้องที่กระจัดกระจาย
“คุณหญิง...”
“อ้ายไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ห้องของเราไม่น่าจะมีใครกล้าเข้ามาทำอะไรแบบนี้ได้ มันเป็นห้องนอนของเราแท้ๆ”
ราพณ์อึกอัก รสิกามองราพณ์อย่างต้องการคำตอบ
“คุณคิดว่ายังไงคะ เราควรจะปล่อยผ่านหรือหาตัวคนทำ”
ราพณ์อึ้ง ๆ
“...คุณหญิงครับ”
รสิกาหันมองรอให้ราพณ์พูด
“ผม....” ราพณ์นึกถึงที่แก้วพูด
‘แก้วว่านี่ไม่ใช่แค่เชื่อใจแต่มันคือ ศรัทธา’
ราพณ์กลัวเกินกว่าจะพูดออกไป
“ไว้ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้นะครับ”
“...แค่นี้เหรอคะ”
ราพณ์อึกอัก
“ครับ”
รสิกาผิดหวัง ก้มหน้าเก็บของ ราพณ์รู้สึกผิดที่ตัวเองไม่กล้าพอ

รามเดินไปที่บ้านลินดาอย่างเศร้าๆ เขานึกถึงที่สิริโสภาเข้ามาดีกับเขาทุกอย่าง ที่แท้เป็นแค่คำโกหกรามเสียใจมาก

 
รามเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนลินดาด้วยสภาพหัวใจสลาย
 
“ม๊า...”
รามเข้ามาเห็นในห้องว่างเปล่า เขารู้สึกเครียดที่อ้างว้างไม่มีใคร จึงคว้าข้าวของใกล้มือ รวมทั้งกระเป๋าของลินดา ใบที่มีขวดยากับถุงมือค้างอยู่ เหวี่ยงกระจาย แล้วร้องเหมือนสัตว์บาดเจ็บฟุบลงกับพื้น ขวดยากลิ้งอยู่กับพื้น เศษถุงมือบางๆใช้แล้วกระจายอยู่ข้าง ๆ ขวดยากลิ้งมาหยุดตรงหน้าราม เห็นเป็นชื่อ เรียว ลิ้มวัฒนาถาวรกุล เขาหยิบขวดยามาดู
“เรียว ลิ้มวัฒนา...”
รามอึ้ง ๆ เดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น ลินดาเข้ามาในห้องตกใจที่เห็นรามอยู่ในห้องในมือรามมีขวดยาอยู่
“ราม”
“ทำไมขวดยาของป๊าถึงมาอยู่ที่นี่ ม๊าเอามาจากไหน”
“ราม...ฟังม๊านะ..”
“ผมถามว่าม๊าเอามาจากไหน”
ลินดานิ่งไม่ตอบ มองอย่างไม่รู้สึกผิด
“ป๊าตายเพราะถูกสลับยา มันไม่ใช่ฝีมือม๊าใช่ไหม บอกผมว่ามันไม่ใช่”
“ราม...ม๊าทำเพื่อแก”
“บอกผมว่ามันไม่ใช่ ม๊าไม่ได้ฆ่าป๊า ไม่ได้ฆ่า”
“ม๊าทำเอง”
รามตะลึง
“ป๊าแกไม่เคยรักเรา ทั้งที่ม๊าเป็นเมียแต่เขาไม่เคยยกย่อง ม๊าไม่เคยมีค่าในสายตาของป๊าแกเลยสักครั้ง นังหม่อมวลีกับลูกมันมาทีหลังแต่มันกลับได้ทุกอย่างไป ม๊าไม่ยอมให้พวกมันมีความสุข พวกมันจะต้องไม่มีความสุข ไม่มี”
รามไม่ได้ซึมซับกับคำพูดเจ็บปวดของลินดาอีกแล้วเขาเดินออกไปอย่างคนที่ไร้หัวใจ ลินดามาขวางไว้
“แกจะไปไหน”
รามพูดย้ำๆ
“ใครก็ได้ เป็นใครก็ได้”
“แกพูดอะไรของแก ราม” ลินดาจะบังคับ “ฟังม๊า..”
รามสะบัด
“ไอ้ฆาตกรคนนั้น มันจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ม๊า ต้องไม่ใช่ม๊าที่ฆ่าป๊า”
ลินดาชะงักกับอาการของราม แล้วอยู่ๆเขาก็แหกปากร้องด้วยความเจ็บปวด
“ไม่”
ลินดาเองก็ตะลึงกับอาการของรามที่เสียใจจนลินดาควบคุมไม่ได้ รามวิ่งออกไปอย่างต้องการหนีความจริงที่ได้รับรู้
“ราม”
ลินดามองตามด้วยความหวาดหวั่น กลัวว่ารามจะเปิดเผยความจริง

ราพณ์กับรสิกาต่างนอนบนเตียง แต่รสิกาหันหลังให้กับ ราพณ์กังวลกับท่าทีของรสิกา สับสนว่าควรจะทำยังไงดี รสิกาน้ำตารินเงียบๆ ด้วยความเสียใจ

สิริโสภาคุยโทรศัพท์มือถือกับลินดา
“สิติดต่อรามไม่ได้เลยค่ะ รามรู้ความจริงแบบนี้แล้วเราจะทำยังไงดี”
ลินดาเกรี้ยวกราดเครียดไม่แพ้กัน
“ฉันไม่รู้ เธอต้องรีบตามหารามให้เจอ กล่อมเขาให้อยู่ข้างเราให้ได้”
“ฉันจะไปตามหาเขาได้ที่ไหน”
“ฉันไม่รู้”
ลินดากดวางสายเครียดๆ ความรู้สึกเสียใจของรามที่แสดงออกทำให้ความรู้สึกผิดของลินดาประทุขึ้นมานิด ๆ
“ฉันไม่ผิด ไม่ผิด”
ทางด้านสิริโสภาเครียดไม่ต่างกัน
“ไม่...มันจะต้องไม่จบแค่นี้”
สิริโสภาตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้ว

รามนั่งซุกตัวอยู่บนตึกเก่าๆ น้ำตาร่วงเจ็บปวด
“ป๊า....” รามเจ็บปวด “ป๊า”

รสิกาลืมตาขึ้นมาเห็นราพณ์ที่นั่งมองอยู่ สายตาราพณ์ดูสับสน
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผม... ”ราพณ์ไม่กล้าพอ “วันนี้ผมจะไปส่งคุณหญิงนะครับ”
รสิกาผิดหวังมาก
“ค่ะ..”
รสิกาลุกขึ้นจะเดินไปแต่ตัดสินใจหันกลับมา
“ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นภรรยาที่ดีพอสำหรับคุณแล้วหรือยัง”
“คุณหญิงเป็นภรรยาที่ดีมาก มากจนผมเริ่มคิดว่า ตัวผมดีพอที่จะคู่ควรกับคุณหญิงหรือเปล่า”
“แต่ฉันว่าฉันยังไม่ดีพอที่จะเป็นคู่คิดที่คุณไว้ใจ”
“อะไรทำให้คุณหญิงคิดแบบนั้นล่ะครับ”
“ความไว้ใจ ศรัทธาซึ่งกันและกันไงคะ”
รสิกาหมายถึงว่าราพณ์ไว้ใจและศรัทธาในตัวเธอ ว่าจะเข้าใจในเหตุผลของเขา แต่
ราพณ์ได้แต่ชะงัก ไม่เข้าใจความหมายของรสิกา
“ฉันรออยู่นะคะ รอคำตอบว่าฉันจะดีพอที่คุณจะเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวฉัน”
รสิกาไปที่ห้องน้ำ ราพณ์มองตามอย่างไม่เข้าใจ เสียงมือถือราพณ์ดัง ราพณ์ชะงักมองแล้วตัดสินใจกดรับ
“คุณต้องการอะไร”
สิริโสภาคุยมือถืออย่างหมายมาด
“ฉันต้องการคุยกับคุณ ฉันมีข้อเสนอ...”
“ยังไง...”
“ไม่ใช่ทางโทรศัพท์”

ราพณ์รับฟังรู้สึกแปลกใจ ราพณ์มองไปทางห้องน้ำที่รสิกาเข้าไปอย่างหนักใจ

 
ปฐวียืนนิ่งมองวิวด้านหน้าของสวนสาธารณะ อย่างใช้ความคิด รุ้งรายก้าวเข้ามาด้านหลัง
 
ปฐวีหันกลับมา
“ขอบคุณนะคะที่คุณมา...”
“ผมไม่ควรต่อเวลาทั้งที่รู้ว่าปลายทางจะต้องเจ็บ”
“คุณวี...ฉันขอโทษที่เข้าใจคุณผิด ขอโทษที่พูดทำร้ายจิตใจคุณ คุณไม่รู้หรอกว่าฉันเสียใจแค่ไหนที่เข้าใจว่าคุณหลอกฉัน”
“เราคงรู้จักกันน้อยเกินไปที่จะไว้ใจกันและกัน ช่างมันเถอะ”
ปฐวีจะไป แต่รุ้งรายคว้ามือเขาไว้
“ให้โอกาสฉันอีกสักครั้ง ให้เราได้รู้จักกันและกันมากกว่านี้ นะคะคุณวี”
“ทำไมคุณรุ้ง ทำไมต้องเป็นผม...”
“ฉันรู้แต่ว่าฉันไม่อยากเสียคุณไป...”
รุ้งรายมองตา ปฐวีอึ้งไป
“คุณรู้สึกเหมือนฉัน...ใช่ไหม”
“ผม...ไม่แน่ใจ มันมีข้อแม้หลายอย่างที่...”
รุ้งรายแทรกอย่างขอร้อง
“เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ...”
ปฐวีหนักใจแต่ก็รู้ว่าใจตัวเองเอนเอียงไปทางรุ้งรายมาก
“ไม่ว่าปลายทางมันจะเป็นยังไง คุณพร้อมที่จะรับมันใช่ไหม...”
“ค่ะ...”
ปฐวีตัดสินใจ
“ผมก็พร้อม...”
รุ้งรายดีใจมาก
“คุณวี”
รุ้งรายจับมือปฐวีแน่น สองคนมองตากันเป็นการตกลงที่จะลองก้าวเดินไปด้วยกันอีกครั้ง
เสียงมือถือปฐวีดังขึ้น ปฐวีกดรับแล้วฟัง
“ได้ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
“ไปไหนเหรอคะ”
ปฐวีเดินนำไป รุ้งรายตาม

ปฐวีเดินเข้ามาที่หน้าคอนโดของวศิน รุ้งรายตามมาอย่างแปลกใจ
“คุณวี..คุณมาที่นี่ทำไม”
ปฐวีไม่ฟังมองไปอีกทางแล้วออกวิ่งทันที รุ้งรายวิ่งตาม
“คุณวี”
รุ้งรายชะงักที่เห็นว่าปฐวีกำลังวิ่งเข้าไปหาวศินที่หอบกระเป๋าเสื้อผ้าลงมากำลังจะหนี วศินเห็นปฐวีกับรุ้งรายก็วิ่งหนี
“หยุดนะ”
วศินออกวิ่งทันที ปฐวีตามไปพุ่งเข้ารวบตัววศินไว้ได้ วศินพยายามจะหนีหันมาเล่นงาน ปฐวีพลิกตัวเข้ารับมือกับวศิน รุ้งรายตามเข้ามาช่วยถีบจนวศินหน้าคว่ำ ปฐวีจับตัววศิน
“ปล่อยนะ แกมาจับฉันทำไม ปล่อย”
ปฐวีล็อคตัววศินไว้ได้ รุ้งรายมองปฐวีว่ากำลังคิดจะทำอะไร

ราพณ์มานั่งเครียดที่ร้านกาแฟ มานพกับแก้วมองอย่างเห็นใจ
“ผมไม่เข้าใจว่าคุณหญิงต้องการบอกอะไร”
แก้วมองมานพ แต่เพราะติดสัญญาเลยบอกราพณ์ไม่ได้ว่ารสิการู้เรื่องทุกอย่างแล้ว
“ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำ ไม่ใช่คนผิดและพยายามช่วยเขา ขนาดนี้แล้วเขายังไม่เข้าใจเหรอว่าผมไว้ใจและศรัทธาในตัวเขามากแค่ไหน”
“แก้วว่าไม่น่าจะใช่เรื่องนี้นะคะ ไว้ใจกับศรัทธาของคุณหญิงอาจจะหมายถึงความไว้ใจที่สามีมีต่อภรรยา เชื่อมั่นว่าภรรยาคือคนที่เคียงข้างและช่วยกันแก้ปัญหาของครอบครัว”
มานพพยายามบอกใบ้เต็มที่
“อาจจะหมายถึงว่าอย่ามีความลับต่อกันหรือเปล่าวะ อะไรที่แกปิดก็เปิด ๆ ให้มันโปร่งใสซะทีสิวะ”
“ไม่ สิริโสภาเป็นปัญหาของฉัน คุณหญิงไม่ควรจะต้องมารับรู้เรื่องนี้ ฉันจะแก้ไขมันเอง”
“คุณเห็นคุณหญิงเป็นแค่คู่รัก หรือว่าคู่ชีวิตล่ะคะ”
ราพณ์มองแก้วว่าหมายความว่ายังไง
“คู่รัก ก้าวข้ามความเป็นคนแปลกหน้าด้วยภาพสวยงาม ที่ต่างคนสร้างขึ้นเพื่อเป็นคนคุ้นเคย ส่วนคู่ชีวิต ก้าวข้ามจากคนคุ้นเคยด้วยการร่วมทุกข์ร่วมสุขจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน คุณมองว่าคุณหญิงเป็นคู่แบบไหนคะ”
มานพกับราพณ์หันมองแก้วอึ้งๆ
“คุณกับคุณหญิงผ่านเรื่องร้ายๆ มาไม่น้อย แก้วเชื่อว่าถ้าคุณสารภาพและต้องการแก้ไขจริง ๆ คุณหญิงจะยอมอภัยให้กับคุณ แต่ถ้าคุณรอให้คุณหญิงฟังจากปากคุณสิ ถึงตอนนั้นแก้วไม่แน่ใจนะคะว่าคุณจะได้ โอกาสแก้ตัวอีกครั้ง”
ราพณ์หนักใจมาก
“แกจะเอายังไง สิริโสภาแสดงออกชัดเจน การที่คุณหญิงไม่พูด เขาอาจจะรอแกอยู่”
“ให้รู้จากปากคุณราพณ์ดีกว่ารู้จากปากคนอื่น”
“นักโทษรับสารภาพยังลดโทษกึ่งหนึ่งนะเว้ย”
ราพณ์ตัดสินใจ
“หลังเคลียร์กับสิแล้วฉันจะไปคุยกับคุณหญิง”
มานพกับแก้วมองหน้ากันว่าหวังว่ามันจะไม่สายเกินไป

วศินถูกพามาที่เซฟท์เฮ้าส์ของราพณ์ เขาโวยวายลั่น พยายามจะเปิดประตู แต่ประตูถูกล็อคไว้
“ปล่อยนะเว้ย จับกูมาคิดจะเก็บกูใช่ไหม ถ้ากูหลุดไปได้ พวกมึงตายแน่” วศินทุบไม่ยั้ง
ปฐวี รุ้งราย กันต์ยืนมองอยู่ด้านนอก
“คุณเชื่อว่านายวศินจะรู้เรื่องใช่ไหม” กันต์ถาม
“ตามที่คุณรุ้งเล่ารายละเอียดมา นายวศินจะต้องเป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจวันที่เกิดเรื่อง ถ้าทำให้วศินยอมสารภาพ ทุกอย่างก็จะชัดเจนว่าคนผิดคือใคร”
“ผมจะลองดู”
กันต์เดินเข้าไปในห้อง รุ้งรายรู้สึกเป็นห่วงปฐวี
“คุณแน่ใจแล้วเหรอที่จะทำแบบนี้ถ้า...พ่อคุณเป็นคนทำจริง ๆ”
ปฐวีชะงัก
“คุณยอมรับมันได้เหรอ”
“ผมทำให้พ่อเปลี่ยนใจไม่ได้ แต่ผมก็ยอมให้พ่อทำผิดไปมากกว่านี้ไม่ได้”
รุ้งรายจับมือปฐวีอย่างเป็นกำลังใจ
“ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ฉันจะอยู่ข้างคุณนะคะ”
ปฐวีมองรุ้งรายอย่างขอบคุณ

รสิกาอยู่ที่มุมกาแฟกำลังจะเทน้ำผลไม้ดื่ม สิริโสภาเข้ามาหยุดมอง รสิกามองตอบไม่หลบตา
“กาแฟไหมคะคุณหญิง” สิริโสภายิ้ม
“ไม่ค่ะ ฉันไม่อยากดื่ม”

“ไม่อยากดื่ม หรือว่าดื่มไม่ได้คะ”

สามี ตอนที่ 12 (ต่อ)

รสิกามองสิริโสภาคิดว่าถึงเวลาแล้ว

“ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็เป็นเรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับคุณสินี่คะ”
“บางทีมันอาจจะเกี่ยวอย่างที่คุณหญิงคาดไม่ถึงก็ได้นะคะ”
“ถ้ามันจะเกี่ยวจริง ๆ ฉันก็ไม่สนใจหรอกค่ะ เพราะวันนี้คุณราพณ์เลือกฉันแล้ว”
สิริโสภาหันขวับมองรสิกา
“เลิกทำตัวอยู่ในที่ลับ ทั้งที่มันไม่ได้เป็นความลับแล้วเถอะค่ะ”
“ฉันดีใจนะคะที่คุณหญิงฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว”
“ฉันแค่ไม่อยากพูด เพราะฉันสงสาร...”
สิริโสภากระตุกด้วยความโกรธ
“สงสารงั้นเหรอ”
“ค่ะ...ฉันสงสารที่คุณต้องสูญเสีย”
“คืนของฉันมาสิ คืนเขามา...”
“คุณราพณ์ไม่ใช่สิ่งของ เขาอยู่กับฉัน เพราะเขาต้องการที่จะอยู่ แต่ถ้าเขาไม่อยากอยู่แล้ว ต่อให้ฉันไล่ตามยังไงก็ไม่มีวันได้เขาคืนมา...”
สิริโสภาเจ็บสะเทือนกับคำพูดของรสิกา แต่ไม่ยอมแพ้จะต้องชนะรสิกาให้ได้
“คุณหญิงคงคิดว่าคุณเหนือกว่าฉันมากงั้นสิ ทั้งที่เราก็โดนซื้อมาเหมือนกัน”
รสิกานิ่งไป สิริโสภารู้ว่าเข้าจุดแล้วขยี้ต่อ
“ถึงฉันจะไม่มีทะเบียนการันตี แต่มันก็ทำให้ฉันรู้ว่าสำหรับราพณ์ คุณกับฉันก็มีค่าตัวเหมือนกัน”
“แต่วันนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาใช้ความรักซื้อใจฉัน ไม่ใช่เงิน”
สิริโสภาหัวเราะ
“นี่คุณหญิงกำลังบอกฉันว่า เพราะคุณทำให้ราพณ์เปลี่ยนไปใช่ไหม คุณคงพิเศษมากจนเปลี่ยนสันดานของผู้ชายคนนึงได้ ฉันจะทำให้คุณเห็นว่าคุณไม่ได้วิเศษขนาดนั้นหรอก”
รสิกามองสิริโสภาว่าจะทำยังไง สิริโสภามองตอบอย่างท้าทายว่ากล้าไหม

ราพณ์ มานพ และแก้วนั่งรอ ครู่หนึ่งสิริโสภาเข้ามา
“สวัสดีค่ะมานพ สบายดีนะคะ” สิริโสภามองแก้ว “นี่คงเป็นภรรยาคุณนพ ยินดีด้วยนะคะที่คุณมีสามีดี อย่างน้อยก็ดีกว่าฉัน”
ราพณ์ตั้งสติมาก
“อย่าเรียกร้องในสิ่งที่ผมให้คุณไม่ได้”
สิริโสภาบีบน้ำตา
“สิจะไปเรียกร้องอะไรได้ล่ะคะ ผู้หญิงที่มีแต่ตัวอย่างสิ แค่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ สิยังทำไม่ได้เลย” “คุณพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว”
“ค่ะ...”
ราพณ์ มานพ แก้วมองสิริโสภาอย่างไม่อยากเชื่อ สิริโสภาก้มหน้า แต่สายตามองมือถือในกระเป๋าเห็นที่หน้าจอโทรศัพท์ว่ากำลังเชื่อมต่อ โทรออกไปหาเบอร์รสิกาไว้อยู่แล้ว
ด้านนอกรสิกายืนอยู่ในมุมที่มองเข้าไปข้างในเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ในมือรสิกามีโทรศัพท์มือถือที่กำลังฟังการสนทนาจากภายใน
รสิกาตามองข้างใน มือที่กำโทรศัพท์เกร็งแน่น
“อย่านะคะ...ราพณ์”
ด้านในราพณ์ตัดสินใจ
“คุณต้องการเท่าไหร่”
รสิกาอึ้งที่ราพณ์ใช้เงินจบปัญหา
“คุณคิดว่าชีวิตของสิมีค่าแค่ไหนล่ะคะ”
ราพณ์มองสิริโสภาด้วยความเห็นใจ ราพณ์ตัดสินใจหยิบเช็คขึ้นมาลงตัวเลขแล้วเซ็นลายเซ็นก่อนจะส่งให้สิริโสภา รสิกาตะลึงกับสิ่งที่ราพณ์ทำ
“คุณราพณ์....”
สิริโสภารับมามองตัวเลขในเช็ค
“ขอให้คุณโชคดี...แล้วเรื่องของราม”
“ฉันจะจัดการเองค่ะ ขอบคุณนะคะราพณ์ ขอบคุณจริงๆ”
สิริโสภาเดินออกจากร้านไป ราพณ์ มานพ แก้วมองตาม
“ถ้าเคลียร์กับคุณสิเรียบร้อยแล้ว เรื่องคุณหญิงคุณจะสารภาพไหมคะ”
“ผม...”
“ความลับ..ทำลายความรักมาหลายคู่แล้วค่ะ คุณเลือกเองเถอะค่ะ”
ราพณ์มองอย่างหนักใจว่าจะเอายังไงดี

สิริโสภาเดินเข้ามาเห็นรสิกายืนนิ่ง ที่มือรสิกายังถือมือถืออยู่ รสิกามองสิริโสภาที่มองมาอย่างสะใจ รสิกาเสียความมั่นใจ เสียศูนย์
“ราพณ์สามีของเรา เขาตีค่าของผู้หญิงที่เคยอุ้มท้องทายาทของลิ้มวัฒนาถาวรกุลไว้สิบล้าน....ของคุณหญิงแปดสิบล้านใช่ไหมคะ เห็นแล้วใช่ไหมคะ ถึงราคาต่างกัน แต่ศักดิ์ศรีถูกตีค่าเป็นเงินไม่ได้ต่างกันเลย”
สิริโสภายกเช็คขึ้นมา
“ราพณ์คือผู้ชายคนเดียวที่ฉันรัก คือคนที่ฉันอยากจะอยู่ไปด้วยตลอดชีวิต ฉันยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขา”
สิริโสภาฉีกเช็ค แล้วส่งเช็คที่ถูกฉีกให้กับรสิกา
“ฝากไปคืนสามีฉันด้วยนะคะ บอกเขาว่า ฉันจะรักเขาคนเดียว...ตลอดไป”

รสิกาเดินจากไป รสิกายืนอึ้งน้ำตาร่วงด้วยความเจ็บปวดผิดหวังในตัวราพณ์เหลือเกิน

 
รสิกากลับมาที่ห้องทำงาน ระรินนั่งรออยู่แล้ว
 
“คุณหญิงคะ...คุณสกรรจ์โทรมาถามความคืบหน้าเรื่องงานของเขาค่ะ”
“เดี๋ยวพี่จะโทรกลับไปเองนะคะ”
“คุณหญิงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูหน้าซีด ๆ”
“อากาศมันร้อนน่ะค่ะ นั่งสักพักก็คงหาย น้องรินไปทานข้าวเถอะค่ะ ยังไม่ได้ทานไม่ใช่เหรอ”
“แต่...”
“พี่ไม่เป็นไร” รสิกาเสียงแข็งขึ้นมานิด
ระรินชะงักไปนิด
“ไปเถอะค่ะ” รสิการู้สึกตัว
ระรินจำต้องออกไป
รสิกานั่งนิ่งไม่ขยับนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา สุรีย์ส่องยิ้มเยาะ
‘เธอคงคิดว่าราพณ์มันรักมันหลงเธอ แล้วจะคุ้มหัวเธอไปได้อีกนาน ฉัน...จะรอวันที่แกพลิกคว่ำไม่เป็นท่าเพราะไอ้ราพณ์’
สิริโสภาสะใจสิ่งที่เกิดขึ้น...
‘วันที่เขาบอกรักฉัน เขาบอกว่าเขามีเงินมากพอที่จะดูแลฉันไปชั่วชีวิต แต่วันที่เขาเปลี่ยนใจไปรักคุณ เขาก็เลือกที่จะใช้เงินไล่ฉันออกไปจากชีวิตของเขา เช็คใบนี้...เขาตีค่าของผู้หญิงที่เคยอุ้มท้องทายาทของลิ้มวัฒนาถาวรกุลไว้สิบล้าน ของคุณหญิงแปดสิบล้านใช่ไหมคะ เห็นแล้วใช่ไหมคะ ถึงราคาต่างกัน แต่ศักดิ์ศรีของเราถูกตีค่าเป็นเงินไม่ได้ต่างกันเลย’
รสิกาเจ็บปวดมองเช็คของสิริโสภาที่ถูกฉีกขาดในมือ เธอกำเช็คแน่น เจ็บปวด เพราะในความเป็นจริงก็โดนใช้เงินซื้อมาเหมือนกัน ลุกขึ้นหันหลังให้กับทางหน้าห้อง มองออกไปทางหน้าต่าง ปล่อยน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ

ราพณ์นั่งนิ่ง จนมานพกับแก้วมองอย่างไม่เข้าใจ
“เคลียร์สิริโสภาไปได้แล้ว แกไม่ดีใจเหรอ”
“ฉันรู้สึกผิด...ฉันทำลายอนาคตของสิ ถ้าตอนนั้นฉันไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัวดึงเขามาอยู่กับฉัน ป่านนี้เขาก็คงเป็นนักบัญชีอยู่ในบริษัทใหญ่ๆ ไปแล้ว ส่วนคุณหญิง ฉันรู้สึกผิดที่ดึงเขาลงมา เขาต้องเสียชื่อเสียง แล้วถ้าเขารู้ว่าฉันโกหก เขาคงเสียใจ”
แก้วกับมานพมองหน้ากัน
“มาถึงตอนนี้มันแก้ตัวอะไรไม่ได้แล้ว”
“มีแต่ต้องเริ่มแก้ไข รักษาสิ่งที่มีไว้ให้ดีที่สุด คุณหญิงอาจจะรอคุณอยู่นะคะ” แก้วพยายามพูด
“เคลียร์ให้เรียบร้อยจะได้สบายใจสักที” มานพเสริม
“ขอบใจแกมาก ขอบคุณนะครับคุณแก้ว”
มานพกับแก้วยิ้มอย่างยินดี ราพณ์กลับไป
“หวังว่าจะไม่สายเกินไปนะคะนพ” แก้วบอกอย่างไม่สบายใจ
มานพได้แต่ถอนใจ ไม่แน่ใจ

รสิกามองเช็คที่ฉีกขาดในมือ โกรธมากมือกำเช็คแน่นจะปาทิ้งแต่....นึกถึงคำพูดของแม่
‘แม่รู้ว่าอ้ายเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม่ก็เสียใจ แต่ถ้าเราปล่อยให้ความเสียใจทำร้ายตัวเรา แล้วครอบครัวของเราจะเป็นยังไง อ้ายเป็นภรรยา คุณราพณ์เป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านนี้ อ้ายต้องเป็นหลักให้กับสามีและครอบครัว เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก’
‘คู่ทุกข์คู่ยาก’
‘แม่เชื่อว่าอ้ายพบความสุขในชีวิตคู่แล้ว แต่คู่ชีวิตที่แท้จริงจะต้องร่วมทั้งสุขและทุกข์ ทุกข์คือสิ่งที่ผ่านไปได้ด้วยความยากลำบาก วันนี้คุณราพณ์กำลังเจอทุกข์ อ้ายกลัวความยากลำบากหรือเปล่าลูก’
รสิกาได้คิด ๆ ค่อยๆ ลดมือลงอย่างตัดสินใจ
“อ้ายจะผ่านไปให้ได้....”
รสิกาเก็บกระเป๋าลุกออกจากห้องไป

รสิกาขับรถอย่างเครียด ๆ เสียงมือถือดัง เธอตัดสินใจกดรับเมื่อเห็นเป็นชื่อราพณ์
“คุณหญิง...ผมกำลังจะเข้าไปรับคุณ อีกสิบนาทีก็ถึงหน้าออฟฟิศแล้วนะครับ”
รสิกาหน้าตึง ยังไม่อยากคุยด้วยตอนนี้
“ไม่ต้องค่ะ ฉันกำลังกลับ” รสิกาเสียงแข็ง
“คุณหญิงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ราพณ์รู้สึกสะดุดกับน้ำเสียง
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ” รสิกาวางสาย
“เดี๋ยวสิครับ คุณหญิง...คุณหญิง”
ราพณ์งง ไม่เข้าใจว่ารสิกาเป็นอะไร เขากังวลรีบขับรถกลับ

รสิกาขับรถเข้ามาจอดที่หน้าตึก รถราพณ์แล่นตามเข้ามาด้วยความเร็วจอดต่อท้าย รสิกาลงจากรถสีหน้านิ่ง ราพณ์รีบลงจากรถเดินเข้ามาหา
“คุณหญิง คุณมีเรื่องอะไรใช่ไหมครับ”
รสิกามองราพณ์พยายามเก็บอารมณ์เต็มที่
“ไม่มีอะไรค่ะ”
รสิกาจะเข้าตึก แต่ราพณ์ขวางไว้
“ไม่จริง...มันมีอะไรแน่ๆ บอกผมเถอะครับคุณหญิง”
“ไม่มีค่ะ”
รสิกาเดินจะไป ราพณ์ดึงไว้
“คุณหญิง”
รสิกาสะบัดอย่างหงุดหงิดทันที มองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“ฉันเหนื่อย แล้วก็คิดถึงพระลบ ขอยังไม่คุยตอนนี้นะคะ”
ราพณ์ชะงักอึ้งมองรสิกาอย่างไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร
“คุณหญิง...ทำไม...”

รสิกาหันหลังเดินเข้าตึกเป็นการตัดบท ราพณ์มองอึ้งๆ ที่เธอตัดบท ทั้งที่ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง รีบเดินตามไป

 
ราพณ์กับรสิกาเข้ามาในห้องรับแขก ชะงักที่เห็นพระลบนอนหลับอยู่บนตักสิริโสภา ราพณ์ตะลึงที่เห็นสิริโสภายังอยู่
 
“สิ”
รสิกาเห็นสิริโสภาดูเข้าถึงตัวพระลบมากไปแล้ว เธอเข้าไปปลุกพระลบ
“พระลบ พระลบครับ”
พระลบงัวเงีย
“หม่าม๊า”
พระลบเข้ากอด
“พระลบคิดถึงหม่าม๊าที่สุดเลยครับ”
รสิกาหอมแก้ม
“ไปอาบน้ำนะครับ”
“เดี๋ยวสิพาพระลบไปอาบน้ำให้นะคะ” สิริโสภาพูดเรียบๆ
ราพณ์กับรสิกาชะงักมอง สิริโสภายิ้มเนียน
“ถ้าลูกของสิยังอยู่ ก็คงจะเป็นน้องพระลบได้”
สิริโสภามือลูบหัวพระลบ
“หน้าตาคงน่ารักไม่แพ้กัน”
สิริโสภามองไปทางราพณ์สีหน้าประมาณว่าจริงไหมคะ รสิกามองสิริโสภาที่จะดึงตัวพระลบไปกอด รสิกาคว้าตัวพระลบกลับมา เสียงเข้มใส่
“ฉันจะดูแลเอง”
“ไปอาบน้ำนะคะ”
รสิกาพาพระลบออกไป แหววหยิบกระเป๋านักเรียนตามรสิกาไป
ราพณ์มองสิริโสภาด้วยสายตาแข็งกร้าว สิริโสภายิ้มนิ่งมาก
“สิ...ทำไมคุณถึง...”
สิริโสภายิ้มมองยั่วประสาทไม่ตอบ ราพณ์จะคาดคั้นแต่...รุ้งรายเข้ามา
“เฮีย…รุ้งโทรหาเฮียแต่โทรศัพท์เฮียไม่มีสัญญาณ”
ราพณ์เห็นท่าทีรุ้งรายดูซีเรียส
“มีเรื่องอะไร”
รุ้งรายมองไปทางสิริโสภาว่าจะไม่พูดถ้าสิริโสภาอยู่ สิริโสภาจึงเดินขึ้นข้างบนไปเนียน ๆ ราพณ์มองตามอยากจะคุยแต่มองรุ้งรายรู้ว่ามีเรื่องสำคัญแน่
“เราได้ตัววศินแล้ว คุณวีกับพี่กันต์สอบสวนอยู่ที่เซฟเฮ้าส์”
“ดี...จะได้จัดการพวกมัน”
เสียงมือถือราพณ์ดังขึ้น ราพณ์มองแล้วกดรับ
“สวัสดีครับอาหมอ...” ราพณ์ตกใจ “มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
รุ้งรายมองราพณ์ว่ามีเรื่องอะไร

แหววกำลังพยายามดม ๆ ที่ขวดน้ำหอม พระลบนอนอยู่บนเตียง เสียงรสิกาอาเจียนอยู่ในห้องน้ำ รัตนาวลีเดินเข้ามาได้ยินเสียงอาเจียน
“แหวว...คุณหญิงเป็นอะไร” รัตนาวลีถาม
“เหม็นกลิ่นน้ำหอมค่ะ แหววดมก็ไม่เหม็นนะคะ ขวดที่คุณหญิงใช้ประจำน่ะค่ะ”
รสิกาเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าดูเพลียๆ
“อ้ายท้องใช่ไหม” รัตนาวลีถาม
รสิกาชะงักมองรัตนาวลีอย่างรู้ว่าปิดไม่ได้
แหววตื่นเต้นมาก
“ท้อง...แหววจะมีคุณหนูตัวน้อยแล้วใช่ไหมคะ อ๊าย...ถ้าคุณนมรู้ต้องดีใจมากแน่ๆ”
“อย่าเพิ่งบอกใครนะคะ...อ้ายมีเหตุผลที่ยังไม่บอกเรื่องนี้ อ้ายขอร้องนะคะ อย่าเพิ่งบอกใครแม้แต่คุณราพณ์”
รัตนาวลีมองรสิการู้ว่าต้องมีเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่แน่ๆ
“จ๊ะ” รัตนาวลีรับคำ
“อีกเรื่องนะคะ พี่แหวว ต่อไปนี้ อย่าให้พระลบอยู่กับคุณสิสองต่อสองเด็ดขาด”
รัตนาวลีกับแหววยิ่งมองรสิกาด้วยความสงสัย แหววจะถาม รัตนาวลีแทรก
“แหวว พาคุณพระลบไปอาบน้ำที แหวว...ทำตามที่คุณหญิงสั่งด้วยนะ ดูแลคุณพระลบให้ดี”
“ค่ะ”
แหววรีบเข้าไปปลุกพระลบแล้วจูงพาเข้าไปในห้องน้ำ
“อ้าย...เรื่องของสิริโสภาเกี่ยวกับคุณราพณ์ใช่ไหม” รัตนาวลีถามทันทีที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง
รสิกามองรัตนาวลีอย่างจำนน
“ใช่ค่ะหม่อมแม่ คุณราพณ์เคยเป็นสามีของสิริโสภาก่อนที่จะมาแต่งงานกับอ้ายค่ะ”
“อ้ายแยกแยะได้ใช่ไหมลูก อดีตกับปัจจุบัน”
“มันอาจจะมีบางวูบ แต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะทำร้ายใจอ้ายค่ะ”
“แต่มันมีเรื่องที่ทำร้ายใจอ้ายอยู่ใช่ไหมลูก”
“หม่อมแม่จำเรื่องคู่ทุกข์คู่ยากได้ไหมคะ...อ้ายไม่กลัวที่จะต้องผ่านความยากลำบากไปกับเขา อ้ายพร้อมที่จะสู้กับทุกปัญหาเพื่อประคับประคองครอบครัว แต่เขากลับไม่ไว้ใจอ้าย” รสิกาเสียใจ

“ใจเย็นๆนะลูก บอกแม่สิว่าเกิดอะไรขึ้น”

 
ราพณ์ขับรถ รุ้งรายนั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ ทั้งคู่สีหน้าเครียด
 
“เฮีย เรื่องที่อาหมอบอก...”
ราพณ์นิ่งไม่ตอบ รุ้งรายถอนใจมองออกไปด้านนอก ต่างก็คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งไปคุยกับหมอ
‘อาต้องการพบรามด่วน’
‘รามไม่อยู่ครับ อาหมอมีอะไรหรือเปล่าครับ’
หมอสีหน้าลำบากใจ
‘อายังพูดตอนนี้ไม่ได้ เอาเป็นว่าราพณ์รีบพารามมาโรงพยาบาลนะ’
‘ครับ’
ราพณ์กับรุ้งรายมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ

เสียงมือถือราพณ์ดัง เขากดรับ
“ว่าไงกันต์ ฉันจะทำให้มันพูดเอง” ราพณ์ตอบกลับไป
ราพณ์คิดว่าต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เร็วที่สุด

วศินยังนิ่งมองราพณ์ กับกันต์ที่อยู่ตรงข้ามด้วยอาการกดดัน ตัวราพณ์เครียดมาก ด้วยหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องราม จะไม่เสียเวลาอีกต่อไป
“ให้ตำรวจจับผมมาทั้งที่ไม่มีความผิด ผมแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท ทำหนังสือร้องเรียนว่าคุณกลั่นแกล้งประชาชน คิดจะบีบผมมันไม่ง่ายหรอก”
ราพณ์กระชากคอเสื้อวศิน เสียงเหี้ยมมาก
“แกไม่มีโอกาสนั้นแน่ เพราะถ้าแกไม่ร่วมมือกับตำรวจ หลักฐานที่ฉันมีจะเอานายประสิทธิ์ ชาญชัย กับแกขึ้นศาลรับโทษประหารชีวิตเท่านั้น”
วศินเริ่มกลัวลนลานที่ราพณ์ไล่รายชื่อได้ถูก
“ถ้าผมพูด ผมคงไม่ปลอดภัย มันไม่ปล่อยผมไว้แน่” วศินบอกเสียงสั่น
ราพณ์กับกันต์มองอย่างพอใจที่วศินยอมคายแน่แล้ว

รสิกานิ่งหลังจากที่เล่าทุกอย่างจบ มองรัตนาวลีอย่างต้องการคำปรึกษา
“โกรธว่าเขาไม่ไว้ใจ...แล้วที่อ้ายทดสอบคุณราพณ์ล่ะลูก ลูกให้ความไว้ใจเขาแล้วเหรอ” รัตนาวลีถาม
“อ้ายไว้ใจเขานะคะ แต่...”
“ถ้าไว้ใจจริงๆ จะไม่มีคำว่าแต่ ถ้าไว้ใจหมายความว่าเชื่อโดยไม่มีข้อแม้ เข้าใจไหมไหมอ้าย”
“อ้ายอยากเป็นภรรยาที่ยืนข้างเขาด้วยความภูมิใจ แต่เขาทำให้อ้ายเหมือนเป็นแค่เครื่องประดับ ไม่มีความหมาย”
“อย่าฟุ้งซ่านอ้าย ตอนอ้ายไม่รักเขา อ้ายก็ว่าเขาดูถูก พออ้ายรักเขาอ้ายก็ว่าเขาไม่ไว้ใจ เพราะเราไม่ไว้ใจ เราถึงได้คิดว่าเขามองเราในแง่ลบทั้งที่อ้ายยังไม่ได้คุยกับคุณราพณ์สักคำ ยังไม่ได้ถามเขาว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร สิ่งที่ทำร้ายใจอ้าย ทำลายครอบครัวคือสิ่งที่อ้ายคิดไปเองคนเดียวทั้งนั้น”
“อ้ายไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี”
“สิ่งที่ทำให้ความรักล้มเหลว คือการปล่อยให้ความระแวงและทิฐิกัดกินความเชื่อใจและความรักให้ตายลงอย่างช้าๆ โดยที่ไม่ยอมพูดความรู้สึกจริงๆ ต่อกัน”
รสิกาจะแย้ง
“อ้าย..แม่เคยทำให้เราสองคนต้องทุกข์เรื่องของเจ้าสัว เพียงเพราะแม่ไม่กล้าพูดความจริงจนเกือบสายไป”
“อ้าย...”
“ถ้าอ้ายรักครอบครัวก็ทิ้งกำแพงที่อ้ายสร้างซะ เกียรติยศศักดิ์ศรีถ้ามีไว้กับตนต้องสร้างความสุขความภูมิใจ แต่ถ้ามีไว้แล้วทุกข์ใจ แม่เรียกมันว่าทิฐิ กว่าจะรักกันมันยากก็จริงนะลูก แต่การจะรักกันให้ยาวนานยิ่งยากกว่า อ้ายจะรักษาหรือจะทำลาย อ้ายเป็นคนเลือกนะลูก”
แหววพาพระลบออกมา
“พระลบลงไปกับอาม่านะครับ” รัตนาวลีพูดกับรสิกา “คิดให้ดีนะลูก”
รัตนาวลีออกไปพร้อมกับพระลบ แหววตามไป รสิกาคิดอย่างตัดสินใจว่าจะต้องทำให้ทุกอย่างดีขึ้นให้ได้

รสิกาคุยโทรศัพท์ออกมาจากห้อง
“ระวังตัวด้วยนะคะคุณราพณ์ ฉันเข้าใจค่ะ”
รสิกากำลังจะก้าวลงบันได สิริโสภาก้าวเข้ามายืนด้านหลังรสิกา รสิการู้สึกแปลกๆ หันกลับมาเจอสิริโสภาที่ยืนในระยะที่ใกล้มาก รสิกาก้าวพลาดจนเกือบกลิ้งลงบันได
“ว้าย”
รสิกาคว้าราวบันไดไว้ได้ทัน
สิริโสภาหลอนใส่
“ระวังหน่อยสิคะ บันไดสูงแบบนี้...ตกลงไป คนท้อง...ก็แท้งได้เลยนะคะ”
รสิกาอึ้ง สิริโสภาเดินแซงรสิกาลงบันไดไป รสิการู้สึกระแวงสิริโสภามาก เธอรู้สึกเจ็บที่ท้องนิดๆ รสิกากังวล

รสิกาไปตรวจที่โรงพยาบาล ถามหมอด้วยความกังวล
“เป็นยังไงบ้างคะ ปลอดภัยไหมคะ”
“หมออัลตราซาวน์ดูแล้ว เด็กปกติดีนะคะ แต่ที่อาการมดลูกบีบรัดตัวทำให้คุณแม่ปวดท้อง อาจจะเกิดจากอาการเครียดน่ะค่ะ คุณแม่ต้องดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจนะคะ เพราะจะมีผลกับเด็ก...”
รสิการับฟังรู้สึกกังวล

รสิการับยาจากช่องรับยา แล้วถอนใจพยายามผ่อนลมหายใจให้ตัวเองรู้สึกสบายขึ้น เธอจะเดินออกไปที่ลานจอดรถ ชะงักที่เห็นมานพเดินมาหา
“สวัสดีครับ คุณหญิง”
รสิกาตกใจที่เห็นมานพ
“คุณหญิงไม่สบายเหรอครับ แล้วนี่ราพณ์มาด้วยหรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ ฉันมาเยี่ยมเพื่อนน่ะค่ะ แล้วคุณนพ”
“ผมมาเฝ้าแก้วน่ะครับ”
“คุณแก้วเป็นอะไรเหรอคะ”

มานพยิ้ม

สามี ตอนที่ 12 (ต่อ)

รสิกาไปเยี่ยมแก้วพร้อมมานพ พบว่าแก้วเพิ่งคลอดลูก เพราะเมื่อครั้งที่พบแก้ว เธอไม่ได้สังเกตว่าแก้วท้องอยู่

“ผู้ชายหรือผู้หญิงคะ” รสิกาถาม
“ผู้ชายครับ”
“คุณราพณ์รู้หรือยังคะ”
“ยังครับ เห็นมันยุ่ง ๆ ผมเลยไม่อยากรบกวน”
“น่ารักน่าชังจริงๆ เลยค่ะ”
“คุณหญิงลองอุ้มไหมคะ” แก้วชวน
รสิกาลังเล อยากอุ้ม
“น้องตัวเล็กจังเลยค่ะ .....” รสิกากลัวทำหลุดมือ
“ลองอุ้มได้ครับ” มานพบอก
รสิกาตัดสินใจเข้ารับเด็กมาลองอุ้ม เธอรู้สึกอบอุ่นมาก
“ตอนแก้วคลอด ผมตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกเลย” มานพเล่า
“บอกคุณหญิงไปสิคะว่าคุณจะเป็นลม” แก้วแหย่
มานพเขิน ๆ
“ผมว่าเป็นทุกคนล่ะครับ ไอ้ราพณ์ก็คงเหมือนกัน คุณหญิงมีน้องเมื่อไหร่ มันคงไม่เป็นอันทำงาน”
รสิกาชะงักไปนิด มือเผลอเลื่อนแตะที่ท้อง แก้วสังเกตเห็น
“มีวี่แววบ้างไหมครับคุณหญิง” มานพถาม
รสิกาสีหน้าลำบากใจ แก้วแทรก
“นพคะ...แก้วอยากได้น้ำผลไม้ นพไปซื้อให้แก้วหน่อยนะคะ”
มานพไม่ได้เฉลียวใจว่าถูกไล่ทางอ้อม
“ได้จ้ะ คุณหญิงจะดื่มน้ำอะไรไหมครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” รสิกาพูด
มานพออกไป รสิกาสนใจทะนุถนอมกับทารกในอ้อมแขน
“คุณหญิงจะบอกเรื่องลูกกับคุณราพณ์เมื่อไหร่คะ”
รสิกาชะงักมองแก้ว ตกใจที่แก้วรู้

ราพณ์กับกันต์เดินออกมาจากห้องที่ขังวศินไว้ ปฐวีกับรุ้งรายเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
“ได้เรื่องแล้วใช่ไหมเฮีย” รุ้งรายถาม
ราพณ์กับกันต์ยิ้มอย่างพอใจกับผลงาน
“คุณราพณ์ สารวัตร ผมเป็นห่วงพ่อ มิสเตอร์หยางตามเล่นงานพ่อผม ผมอยากให้พ่ออยู่ในการควบคุมของตำรวจเร็วที่สุด” ปฐวีบอก
“ฉันจะรวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้วขอหมายจับ ส่วนทางนี้ฉันจะส่งลูกน้องมาดูแล” กันต์บอก
“ผมจะช่วยดูแลให้ก่อน” ปฐวีอาสา
“แล้วติดต่อกันอีกที” ราพณ์มองปฐวี “คุณวี ผมขอบคุณคุณมาก”
ราพณ์หันไปบอกกันต์
“ได้เรื่องยังไงก็ติดต่อกันอีกที”
“เฮีย..จะไปตามรามใช่ไหม รุ้งไปด้วย”
รุ้งรายเดินตามราพณ์
“เฮียรู้เหรอว่าจะไปตามเจ้ารามที่ไหน”
ราพณ์มองตอบมั่นใจว่ารู้แน่นอน

รสิกาส่งเด็กทารกให้กับแก้ว
“ฉันไม่อยากให้เขาเป็นกังวล...เขามีเรื่องต้องคิดมากแล้ว”
“ไม่ใช่เพราะคุณหญิงไม่มั่นใจเหรอคะ”
“ฉันกำลังพยายามจะเข้มแข็งเพื่อลูก...”
“เพื่อตัวคุณหญิงกับคุณราพณ์ด้วยค่ะ ลูกไม่ได้ทำให้เรายังผูกพันกับสามีหรอกนะคะ ความรักที่คุณหญิงมีต่อคุณราพณ์ต่างหากที่ทำให้คุณหญิงพยายามที่จะเข้มแข็ง สำหรับแก้วลูกไม่ใช่โซ่ทองคล้องใจแต่เขาเป็นพยานของความรัก ที่แก้วมีกับนพ ยอมรับหัวใจตัวเองเถอะค่ะว่า ที่คุณหญิงสู้อยู่ไม่ใช่เพราะคนอื่นแต่เป็นเพราะใจของคุณหญิงเอง”
“วันที่คุณแก้วคลอดคงเป็นวันที่คุณแก้วมีความสุขที่สุด...”
“ไม่ใช่ค่ะ วันที่แก้วบอกกับนพว่าแก้วท้อง เขาดีใจมาก วันที่แก้วเห็นความดีใจของเขา คือความสุขที่สุดของแก้ว เห็นคนที่เรารัก รักเราและดีใจกับการที่เราจะมีพยานของความรัก”
รสิกาฟังแก้วคิดตาม
“บอกกับคุณราพณ์สิคะ แล้วคุณหญิงจะได้รู้ว่าความสุขที่สุดของคุณหญิงคืออะไร”
รสิกามองแก้วกับลูกอย่างคิดหนัก

รามนอนอยู่บนดาดฟ้าตึกแถวเก่าๆ ไข้ขึ้น อ่อนเพลีย ราพณ์วิ่งขึ้นมาด้านบน รุ้งรายตามมาทั้งคู่ชะงักที่เห็นรามนอนฟุบอยู่บนตึก
“ราม” ราพณ์วิ่งเข้าไปประคองราม
รามยังมีสติ พยายามมอง
“เฮีย...เจ้”
“แกมานอนทำอะไรที่นี่”
รุ้งรายจับแขนรู้สึกว่าตัวร้อน ลองเอามือแตะที่หน้าผากและช่วงคอ
“ตัวร้อนมากเลยเฮีย พามันไปโรงพยาบาลเถอะ”
ราพณ์จะประคองรามให้ลุกแต่รามขืนไว้ไม่ยอมไป
“เฮีย ผมขอโทษ...ขอโทษ”
ราพณ์กับรุ้งรายมองไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“แกพูดเรื่องอะไร ราม..”
“ผมขอโทษแทนม๊าด้วย เฮียอย่าเอาเรื่องม๊าผมนะ”
ราพณ์กับรุ้งรายมองหน้ากัน
“แกรู้ใช่ไหมว่าคุณลินดา...”
“ผมขอโทษ...เฮียอย่าจับม๊าผมนะ ผมขอร้อง”
“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะ แกตัวร้อนมาก ไปหาหมอนะราม” รุ้งรายตัดบท
รามไม่ยอม ขอร้องเต็มที่
“เฮียกับเจ้ต้องรับปากผมก่อน ว่าจะไม่เอาเรื่องม๊า รับปากผมสิ”
“ราม...” ราพณ์หนักใจ
“ถ้าไม่รับปาก ก็ปล่อยให้ผมตายตรงนี้..ผมจะตายชดใช้ความผิดแทนม๊าเอง”
“แกจะบ้าหรือไงราม พวกเจ้จะไม่ปล่อยให้แกตายแน่ๆ ลุกขึ้น” รุ้งรายพยายามเรียก
“ไม่...ผมเหลือม๊าแค่คนเดียว...ผมยอมให้ม๊าติดคุกไม่ได้ เฮียรับปากผม”
ราพณ์คิดหนัก รามใช้แรงที่มีทั้งหมดเขย่าพี่ชาย
“รับปากผมสิเฮีย...รับปากผม”

แล้วรามหมดสติร่วงลงไปทันที ราพณ์กับรุ้งรายมองรามที่หมดสติด้วยความเป็นห่วง

 
รสิกาเดินออกมาจากห้องนอน เจอกับแหววที่ถือแก้วนมขึ้นมา
 
“นมอุ่นๆ ของคุณพระลบมาแล้วค่ะ”
“คุณราพณ์กลับเข้ามาหรือยังคะพี่แหวว”
“ออกไปกับคุณรุ้งตั้งแต่เย็นยังไม่กลับเข้ามาเลยค่ะ”
รสิกาคิด ๆ ไม่สบายใจว่าราพณ์ทำไมยังไม่กลับ รสิกากับแหววมาถึงหน้าห้องพระลบ แหววเปิดประตู
“นมอุ่นๆ มาแล้วค่า คุณ...” แหววชะงักที่เห็นสิริโสภาอยู่ในห้อง
รสิกามองเข้าไปชะงักที่เห็นสิริโสภานั่งอยู่ข้างพระลบที่กำลังดื่มนมอยู่ แหววหน้าเสีย
“สิเอานมมาให้พระลบแล้วค่ะ”
รสิกามอง สิริโสภายิ้มเย้ย
“ลูกของราพณ์ก็เหมือนลูกของฉันเหมือนกัน หม่าม๊าสิไปก่อนนะครับพระลบคนเก่ง”
รสิกาสะดุดกับคำว่าหม่าม๊าสิ มองหน้าสิริโสภาที่ยิ้มท้าทาย
“ครับ” พระลบตอบรับ
สิริโสภาเดินเฉียดรสิกาออกไป สบตากับรสิกาอย่างตั้งใจประกาศว่าจะไม่หยุด
“พี่แหววพาพระลบไปแปรงฟันแล้วเข้านอนได้แล้วค่ะ” รสิกาบอกเรียบๆ
“ค่ะคุณหญิง”
รสิกาโกรธมากตามสิริโสภาออกไป

สิริโสภาเข้ามาในห้องยิ้มพอใจ รสิกาตามเข้ามาด้วยความฉุนเฉียว
“คุณสิ”
สิริโสภาหันมายิ้มอารมณ์ดีมาก
“มีอะไรเหรอคุณหญิง”
“อย่ายุ่งกับพระลบ อย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือ”
“คุณหญิงไม่มีสิทธิ์จะห้ามฉันนะคะ เพราะถ้าไม่ใช่เพราะคุณหญิงแย่งราพณ์ไป คนที่ต้องเป็นแม่ของพระลบคือฉัน”
“ฉันไม่เคยแย่งคุณราพณ์จากคุณ อย่าให้ร้ายฉันทั้งที่คุณก็รู้ว่าคุณราพณ์ต่างหากที่....”
“อยากได้คุณน่ะเหรอ...ไม่ว่าราพณ์จะคิดยังไง คุณก็คือคนที่แย่งสามีฉันไปอยู่ดี ถ้าละอายก็รีบไปซะ ไปจากชีวิตราพณ์”
“คุณก็รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น คุณสิ...ฉันไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว”
สิริโสภามองที่ท้อง
“คิดเหรอว่าเลือดก้อนเดียวของคุณ จะทำให้ฉันเปลี่ยนใจ ฉันแท้งได้ คุณก็แท้งได้”
รสิกาตะลึงกับความคิดของสิริโสภา
“ฉันต้องทำยังไงคุณถึงจะยอมสักทีนะคุณสิ”
“ไปให้พ้นจากราพณ์สิ แล้วฉันจะหยุด”
รสิกาอึ้ง
“ยิ่งเห็นคุณหญิงมีความสุข ฉันยิ่งทุกข์ เห็นคุณหญิงเอาของรักของฉันไปครอง ฉันยิ่งเกลียด เกลียดจนอยากจะให้คุณตายไปซะ” สิริโสภากร้าว “ฉันเสียสามีของฉัน ลูกของฉัน...ฉันจะไม่หยุด” สิริโสภามองที่ท้องรสิกา “จนกว่าเราจะเจ็บเท่ากัน”
รสิกาตะลึงกับความคิดของสิริโสภาที่ดูคลั่งแค้นและไม่มีวันหยุดได้

รามนอนบนเตียงคนไข้ ราพณ์กับรุ้งรายอยู่ข้างเตียงมองอาการด้วยความเป็นห่วง
“รามมันจะเป็นอะไรมากไหมเฮีย” รุ้งรายถาม
ราพณ์มองด้วยความเป็นห่วง เห็นรามค่อยๆ ขยับรู้สึกตัว
“ราม เป็นยังไงบ้าง” ราพณ์ถาม
รามแค่ขยับยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร
หมอเข้ามา ราพณ์จึงหันไปถาม
“อาหมอครับ รามเป็นยังไงบ้าง”
“ทำไมคะ อาหมอ ทำไมอาหมอถึงบอกรุ้งกับเฮียไม่ได้ว่ารามเป็นอะไร” รุ้งรายกังวล
“ขอให้อาขอคุยกับรามก่อนได้ไหม”
“ไม่เป็นไรครับอาหมอ” รามบอกอย่างยอมรับชะตาชีวิตตัวเอง
ทุกคนหันไปเห็นว่ารามตื่นเต็มตาแล้ว
“เฮียกับเจ้เป็นพี่ผม พูดได้เลยครับ”
ทุกคนหันมามองหมออย่างรอคอย
“ครั้งที่แล้วตอนอาหมอตรวจร่างกาย พบว่าต่อมน้ำเหลืองของรามโตผิดปกติ อาหมอเลยขอตรวจเลือดเพื่อความแน่ใจ ผลการตรวจเป็นโพสิทีฟ รามมีเชื้อเอชไอวีในเลือด”
รุ้งรายหลุดปากด้วยความตกใจ
“เอดส์...”

รสิกามองภาพถ่ายของราพณ์ รสิกากับพระลบที่ยิ้มหัวเราะมีความสุข แล้วแตะที่ท้องเครียดๆ นึกถึงสิ่งที่บอกกับสิริโสภา
‘คุณก็รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น คุณสิ...ฉันไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว’
สิริโสภามองที่ท้อง
‘คิดเหรอว่าเลือดก้อนเดียวของคุณจะทำให้ฉันเปลี่ยนใจ ฉันแท้งได้ คุณก็แท้งได้’
‘ฉันต้องทำยังไงคุณถึงจะยอมหยุด’
‘ไปให้พ้นจากราพณ์สิ แล้วฉันจะหยุด’
เสียงเคาะประตู แหววเปิดเข้ามา
“คุณหญิงขา คุณราพณ์พาคุณรามกลับมาแล้ว แล้วสั่งให้เชิญทุกคนที่ห้องรับแขกค่ะ”

รสิกาสงสัยว่ามีอะไร

 
รสิกาเข้ามาในห้อง เห็นทุกคน รวมทั้งสิริโสภาอยู่ในห้อง

            “หม่อมแม่....มีเรื่องอะไรคะ” รสิกาถาม
รัตนาวลียังไม่ทันตอบ ราพณ์กับรุ้งรายพารามเข้ามา สภาพของรามดูจะไม่ค่อยสบายนัก
            “อาราม...ลื้อเป็นอะไร” อาม่าถาม
            “มีอะไรเหรอราพณ์ ทำไมต้องเรียกทุกคนมาคุยพร้อมหน้ากัน” รังรองสงสัย
            “ผมขอให้เฮียเรียกทุกคนมาเองครับ...ผมมีเรื่องที่ทุกคนต้องรับรู้” รามเป็นคนพูดขึ้นก่อน
            “เรื่องอะไรเหรอเฮีย...” ระรินถาม
รามมองทุกคนอย่างทำใจได้ยากเหลือเกิน  แต่รามก็พยายามตั้งใจจะพูด รุ้งรายมองหน้ากับราพณ์  รามอึดอัด พูดไม่ออกแต่ต้องพูด
“ผม.....”
            ราพณ์ห้ามไว้ด้วยความสงสารน้อง
“ราม...เดี๋ยวเฮียจัดการให้แกเอง แกขึ้นไปพักเถอะ”
รามมองราพณ์อย่างขอบคุณ  รู้ว่าตัวเองก็ไม่กล้าพูด กลัวปฏิกิริยารังเกียจจากทุกคน รามเห็นสิริโสภามองอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รามพูดเบากับราพณ์
“สำหรับสิริโสภา ผมจะเป็นคนบอกเองนะเฮีย”
ราพณ์มองอย่างรับรู้ จึงหันไปบอก
“คุณสิ พารามขึ้นไปพักที่ห้องเถอะครับ”
สิริโสภาเข้ามารับราม
            “คุณหายไปไหนมาคะ  สิเป็นห่วงมากเลยรู้ไหม”
รามยิ้มกับสิริโสภา รามเห็นสายตาของรสิกาที่มองมาอย่างเป็นห่วง
            “ไม่ต้องห่วงนะคุณหญิง  ผมเลือกแล้ว...”
สิริโสภากับราพณ์มองสงสัยว่าพูดอะไรกัน รามรีบบอก
“สิช่วยพาผมขึ้นไปพักที  ผมปวดหัว”
สิริโสภาพารามขึ้นไปข้างบน
            “รามป่วยเป็นอะไร” รังรองคาดคั้น
ราพณ์กับรุ้งรายสีหน้าเครียด รสิกามองว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่
 
ระรินลุกพรวดขึ้นไม่อยากจะเชื่อ
            “ไม่จริงใช่ไหมเฮีย เฮียรามไม่โชคร้ายขนาดนั้น” ระรินถามอย่างตกใจ
“คุณอาหมอรีพลีทการตรวจเลือดแล้ว แต่ผลก็ยังเป็นเลือดบวกเหมือนเดิม” รุ้งรายอธิบาย
“นี่มันเวรกรรมอะไร ทำไมลูกหลานอั๊วจะต้องเจอเรื่องร้ายขนาดนี้” อาม่าร้องไห้
“แล้วเรื่องอาหารการกิน การดูแลคุณรามจะต้องทำยังไงบ้างคะ” แม่นมถาม
“ผมอยากให้ทุกคนทราบว่าเราอยู่ร่วมกับรามได้ตามปกติ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ผมจะขอให้อาหมอมาช่วยให้ความรู้กับทุกคน” ราพณ์บอก
            “ที่น่าห่วงที่สุดคือจิตใจของราม ที่ผ่านมารามต้องเจอกับเรื่องทำร้ายจิตใจมามากแล้ว อย่าทำให้รามรู้สึกแปลกแยกจากพวกเรา” รังรองบอกทุกคน
“แม่นมจ๊ะ คุณรามจะยังร่วมโต๊ะกับเราเหมือนเดิมทุกอย่าง” รัตนาวลีหันไปบอก
“เดี๋ยวค่ะ ถ้าเฮียรามมีเชื้อ คุณสิริโสภาก็ต้องติดเชื้อด้วยใช่ไหมคะ” ระรินถาม
“มีความเสี่ยงสูง ต้องพาคุณสิไปตรวจอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ”  รุ้งรายบอก
“อาราพณ์ อาลินดาอีรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง” อาม่าถาม
ราพณ์ถอนใจอย่างหนักใจมาก
 
ลินดาพยายามคุยโทรศัพท์กับราม
“ราม ลูกหายไปไหนมาตั้งหลายวัน ม๊าเป็นห่วงรามนะ”
รามคุยมือถือสีหน้าเหนื่อย ๆ
            “ผมไปเที่ยวมาน่ะครับ ม๊าไม่ต้องเป็นห่วง”
            “ราม..เรื่องป๊า..”
            “ผมไม่ค่อยสบายครับม๊า ไว้ค่อยคุยกันนะครับ”
ลินดาอึ้งไม่อยากเซ้าซี้นัก  ลินดายอมวางสาย
            “รามต้องไม่ทรยศม๊า”
รามวางสาย สีหน้าเหนื่อย สิริโสภาถืออ่างน้ำเล็กๆกับผ้าสำหรับเช็ดตัวเข้ามาที่ข้างเตียง
            “ไม่สบายเหรอคะ ดูสีหน้าคุณเพลียๆ”
สิริโสภาใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดแล้วเช็ดหน้าเช็ดตัวให้กับรามอย่างเบามือ รามมองสิริโสภานิ่ง
            “ม๊าโทรมาหาสิตลอดเวลาที่คุณหายไป เห็นบอกว่าทะเลาะกับคุณ มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าคะ”
“ผมหงุดหงิดหลาย ๆ เรื่อง สิ...คุณอยู่กับผม...มีความสุขไหม”
            สิริโสภาชะงักไปนิดมองรามแล้วยิ้มเนียนๆ
“มีสิคะ อยู่กับคนที่รักเรา ทำไมจะไม่มีความสุขล่ะ”
            รามยิ้มฝืน จับมือสิริโสภา
“แล้วคุณรักผมบ้างไหม”
            สิริโสภาเลี่ยงไม่พูด
“วันนี้คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะราม ทำไมดูเศร้าๆ จัง”

สิริโสภาเข้ากอดรามเปลี่ยนเรื่อง รามน้ำตาคลอเจ็บปวด เข้าใจท่าทีนั้นดี  

 
ราพณ์อยู่บนเตียงพยายามฝืนที่จะไม่นอน  รอรสิกาที่ออกมาจากห้องน้ำ รสิกาขยับขึ้นมาบนเตียง

            “คุณหญิงครับ...”
            “ยังไม่นอนเหรอคะ คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
            “เมื่อตอนเย็นคุณหญิงยังไม่บอกผมเลยว่าคุณหญิงมีเรื่องอะไร” 
            “เรื่องงานน่ะค่ะ ฉันเครียดๆ นิดหน่อย”
            “ผมอยากให้คุณหญิงรับงานให้น้อยลง ผมดูแลคุณได้นะครับ”
            “คุณก็รู้ว่าฉันรักงานนี้มาก ฉันไม่อยากต้องพึ่งคุณอยู่ฝ่ายเดียว”
            “แต่คุณต้องดูแลเรื่องในบ้าน แล้วยังพระลบอีก ผมไม่อยากให้คุณเหนื่อย”
            “ฉันไม่เหนื่อยเลยค่ะ ขอแค่ทุกคนในบ้านมีรอยยิ้ม ฉันยินดี”
            “รวมถึงคุณหญิงด้วยนะครับ อีกไม่นานคุณจะพ้นข้อกล่าวหาคนร้ายตัวจริงจะต้องได้รับโทษอดทนอีกนิดนะครับ”
“ค่ะ...ฉันจะอดทนเพื่อเรา...”
ราพณ์ฟังคำตอบของรสิการู้สึกแปลก ๆ
รสิกาไม่รอให้ราพณ์ถามขยับลงนอน ราพณ์ขยับตัวรสิกาเข้ามานอนกอดด้วยความรัก รสิกาเห็นน้ำตาไหลเงียบๆ
 
แสงยามเช้าจากภายนอกสาดเข้ามา สิริโสภาพลิกตัวกลับมาอีกด้านลืมตาไม่เห็นรามบนเตียง เธอหันไปมองอีกด้าน เห็นเขายืนอยู่ที่หน้าต่างสีหน้าเครียดๆ จึงลุกไปหา
            “รามคะ...เป็นอะไรหรือเปล่า” สิริโสภาเอามือแตะที่หน้าผากที่ลำคอ “ไข้ยังไม่ค่อยลดเลย ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะคะ”
            “สิ...ถ้าผมทำผิดกับคุณ คุณจะอภัยให้ผมไหม”
            “ก็ขึ้นอยู่กับว่าผิดเรื่องอะไรนะคะ” 
            “ผมไม่ได้ตั้งใจ...”
รามสีหน้าเครียดมากอยากบอกเรื่องเป็นเอดส์
            “ไม่ได้ตั้งใจก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ..เพราะบางทีสิ่งที่สิทำอาจจะผิดมากกว่า”
รามมองสิริโสภานิ่ง สิริโสภากลบเกลื่อนเปลี่ยนเรื่อง
“สายแล้ว ลงไปทานข้าวกันนะคะ  คุณจะได้ทานยา”
            “เดี๋ยวครับสิ....ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกคุณ”
            “เรื่องอะไรคะ”
            “เรื่อง...คือ...”
เสียงเคาะประตู  กิมท้อเปิดประตูเข้ามา
            “คุณราม คุณราพณ์เชิญลงไปข้างล่างค่ะ”
รามถูกขัดจังหวะทำให้ไม่ได้บอกสิริโสภา
            “ถ้างั้นก็ลงไปกินข้าวกันก่อนนะครับ”
รามสีหน้าลำบากใจ  สิริโสภามองรามไม่เข้าใจว่ารามเป็นอะไร
 
รามกับสิริโสภาเดินลงมาจากข้างบน รังรอง รุ้งราย ระรินจูงมือพระลบออกมา ทันทีที่พระลบเห็นราม
“อาเจ็กราม”
พระลบวิ่งเข้าไปกอดรามทันที รามรับตัวพระลบอย่างตกใจไม่ทันตั้งตัว รามทำตัวไม่ถูกแทบไม่เคยใกล้ชิดกันเลย
“พระลบ...เอ่อ”
รามลงนั่งคุกเข่ามองพระลบ
            “เจ็กรามไม่สบายอยู่นะ อย่ากอดเลย”
ราพณ์กับรสิกาเดินออกมา
            “ไม่เป็นไรหรอกราม”
            “แต่...”
“ไปกินข้าวกัน” รังรองเดินมาวางมือบนไหล่ราม “อย่าช้าน่ะ อาม่ารอนานแล้ว”
สิริโสภามองท่าทีทุกคนยิ่งรู้สึกสงสัย  
            “เจ๊กรามครับ พระลบหิว....” พระลบย้ำ
            “ไปเหอะเฮีย” ระรินพยักหน้าให้
            “เจ๊กรามอุ้มพระลบไปด้วยครับ นะครับ...”
รามมองราพณ์ว่าจะเอายังไง ราพณ์ยิ้มอนุญาต รามตัดสินใจอุ้มตัวพระลบ จังหวะที่กอดเต็มมือด้วยความอบอุ่นเรียกความอ่อนโยนในใจรามขึ้นมาช้า ๆ รู้สึกปรับตัวที่จะเข้าหาคนในครอบครัวได้มากขึ้น

ราพณ์โอบไหล่รามที่อุ้มพระลบพาเดินไปรสิกามองตามยิ้มๆ แต่ชะงักเมื่อสบตากับสิริโสภาที่มองตามอย่างสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกัน  

จบตอนที่ 12 
กำลังโหลดความคิดเห็น...