xs
xsm
sm
md
lg

บอดี้การ์ดสาว ตอนที่ 12

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บอดี้การ์ดสาว ตอนที่ 12

ขณะเดียวกันอัมพาตักข้าวกลางวันใส่ถาดแจกเด็กๆ โดยมีกรณ์คอยช่วย ไม่นานก็เห็นรถตู้ของมิสเตอร์ลีแล่นเข้ามาในมูลนิธิ

“แม่ครับ” กรณ์พยักพเยิดให้อัมพาดู
อัมพาเห็นรถตู้แล้วใจไม่ดี กลัวจะมาไล่ที่อีก รีบออกไปดู
รถตู้แล่นมาจอดตรงหน้าโรงอาหาร เด็กๆ ทุกคนพลอยอยากรู้อยากเห็น รีบตามออกมา
พอประตูรถเปิดออก แพรพลอยลงมาจากที่นั่งตอนหน้า ทุกคนตกใจ
อัมพา กรณ์ เปี๊ยก และเด็กๆ อุทาน “แพร” / “พี่แพร”
แพรพลอยยิ้มฝืนๆ แล้วหันไปมองประตูตอนหลัง ที่เลขาและบอดี้การ์ดอีก 3 คนลงมา
“สวัสดีครับ คุณอัมพา”
อัมพางง จำหน้าได้ “เอ๊ะ คุณ คุณเป็นเลขามิสเตอร์ลีนี่ แล้ว...” แม่ครูมองไปทางแพรพลอยอย่างสงสัย
“แพร เขาจะมาไล่พวกเราเหรอ แล้วทำไมแพรถึงมากับเขา” กรณ์เองก็แปลกใจมาก
เปี๊ยกชี้หน้าเลขา “อ๋อ ตาลุงเหรอที่จะมาไล่ที่พวกเรา พวกเราไม่ไป๊”
“เปี๊ยก อย่าหยาบคายกับแขก”
เปี๊ยกจ๋อย เลขามองเปี๊ยกกับเด็กอื่นที่จ้องเขม็ง แล้วยิ้มออกมา
“ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่ถือ ที่มาก็พาคุณแพรพลอยมาแจ้งข่าว” มิสเตอร์ลีบอก
กรณ์ยังฉุนอยู่ “ข่าวอะไรของคุณ”
“มิสเตอร์ลียอมให้เราตั้งมูลนิธิที่นี่ต่อได้” แพรพลอยบอก
“อะไรนะ ยังไงนะลูก” อัมพางง
แพรพลอยยิ้มให้ “เราไม่ต้องย้ายไปไหนแล้วค่ะแม่”
อัมพากับกรณ์ยังอึ้งอยู่ เปี๊ยกกับเด็กๆ ดีใจ
“จริงเหรอพี่แพร พวกเราไม่ต้องย้ายแล้วใช่ไหม”
แพรพลอยพยักหน้ายิ้มให้เด็กๆ เปี๊ยกกับคนอื่นร้องเฮ กระโดดโลดเต้น กอดกัน แต่อัมพากับกรณ์ยังยิ้มไม่ออก เต็มไปด้วยความสงสัย

แพรพลอยนั่งหน้าขรึมให้กรณ์กับอัมพาซักไซ้
“แพร ทำไมเขาถึงยอมง่ายๆ ละลูก”
“มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนของแพรกับเขาค่ะ”
“ข้อแลกเปลี่ยนอะไรกัน”
“แลกกับการที่แพรจะมาเป็นบอดี้การ์ดให้เขา” แพรพลอยบอก
อัมพากับกรณ์ตกใจ แพรพลอยรีบชิงพูดต่อเพราะรู้ว่าจะต้องถูกแย้ง
“แพรคิดดีแล้วค่ะถึงตัดสินใจรับข้อเสนอ เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะทำให้บ้านโอบไอรักอยู่ต่อไปได้ แพรไม่อยากให้แม่ต้องเลิก ไม่อยากให้น้องๆ แยกย้ายกันไปคนละทางสองทาง เพราะเขาอาจจะไม่มีความสุขเหมือนอยู่ที่นี่”
อัมพากับกรณ์อ้ำอึ้ง จะแย้งแพรพลอยก็ไม่เต็มปาก
“แล้ว...แล้วคุณอิศร์ล่ะลูก แพรลาออกจากเขามาง่ายๆ อย่างนี้เหรอ”

ป้าดวงออกมาจากบ้าน เห็นมายาวกับอนุภัทรพาอิศร์กลับมา ก็ดีใจ
“คุณอิศร์ หายไปไหนมาคะ ป้านอนไม่หลับทั้งคืนเลยรู้ไหมคะ”
“ผมขอโทษครับป้า”
“แล้วนี่ไปทำอะไรมา ทำไมถึงได้มอมแมมอย่างนี้”
อิศร์นิ่งไม่ตอบ ป้าดวงหันไปมองอีกสองคนเป็นเชิงถาม แต่ทั้งสองส่ายหน้า
“ให้อิศร์ไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาก่อนดีกว่าครับ แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกัน” อนุภัทรว่า
อิศร์บอกท่าทีเนือยๆ “ขอไม่คุยตอนนี้ได้ไหม ฉันเหนื่อย อยากนอนพัก ขอตัวก่อนนะ”
จากนั้นอิศร์เดินเข้าบ้านไป ป้าดวงเอ้ออ้า เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันได้พูด

อิศร์เดินซึมๆ ขึ้นบันไดมา จะเข้าห้องตัวเอง แต่พอมองยังประตูห้องนอนแพรพลอยก็ชะงัก คิดถึงแพรพลอยขึ้นมาจับใจ เลยตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป
แพรพลอยที่กำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าหันมาพอดี
“คุณแพร”

แพรพลอยเร่งมือเก็บของเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับอิศร์
“ฉันมาเก็บของค่ะ กำลังจะไปแล้ว”
อิศร์แย่งกระเป๋ามา “ผมไม่ให้คุณไป”
“ปล่อยนะคุณอิศร์”
“คุณตอบคำถามผมมาก่อนสิว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ คุณไม่พอใจผมเรื่องอะไร”
“ฉันไม่ได้โกรธ”
“ถ้างั้นทำไมคุณถึงทิ้งผมไปอยู่กับไอ้มิสเตอร์ลี”
“คุณไม่ใช่เจ้าชีวิตฉันนะคุณอิศร์ เราเป็นแค่นายจ้างลูกจ้าง ไม่ใช่เจ้านายกับทาส”
“ผมก็ไม่เคยคิดว่าคุณเป็นทาส คุณก็รู้ว่าผมให้ความสำคัญกับคุณขนาดไหน แล้วคุณเองก็สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผมไม่ใช่เหรอ”
แพรพลอยไม่กล้าสบตา “อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น”
“คุณแพร คุณพูดง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง คุณลืมไปหมดแล้วเหรอว่าเราผ่านอะไรด้วยกันมาบ้าง”
“ถ้าคุณหมายถึงเรื่องความเป็นความตายละก็ ฉันผ่านมันมาเยอะมากแล้วค่ะ มากจนไม่รู้สึกว่ามันมีความสำคัญที่ต้องจดจำ”
“แล้วความผูกพันของเราล่ะ”
น้ำเสียงอิศร์เจ็บปวดมาก แพรพลอยอึ้ง รีบแกะมืออิศร์ออก หันหน้าหนี
“มันไม่เคยมีอยู่แล้วตั้งแต่แรกนี่คะ”
“ไม่จริง ผมไม่เชื่อคุณ” อิศร์ประคองหน้าแพรพลอยด้วยสองมือให้หันมาหาตัวเอง “มองหน้าผมสิแพรพลอย แล้วพูดกับผมว่าคุณไม่รู้สึกผูกพันอะไรกับผมเลย มองตาผมแล้วพูดสิ”
แพรพลอยอึกอัก ช้อนสายตามองอิศร์อย่างลำบากใจ เพราะจำต้องโกหก
อิศร์ยิ่งโมโห “หรือว่าคุณต้องการให้ผมเตือนความจำ”
แพรพลอยตกใจ งงว่าอิศร์จะทำอะไร อิศร์ก้มลงจูบแพรพลอยทันที
แพรพลอยตกใจ พยายามผลักอิศร์ออก แต่อิศร์ประทับรอยจูบแน่น อย่างรุนแรงหนักหน่วย ทั้งรักทั้งโกรธ

ทางด้านป้าดวงเดินเข้าไปชะโมกมองอยู่หน้าบันไดชั้นล่าง ท่าทางรีๆ รอๆ อนุภัทรกับมายาวีตามมา
“มีอะไรเหรอครับป้า”
“เอ้อ คือ ป้ายังไม่ทันบอกคุณอิศร์น่ะค่ะ”
“บอกอะไรเหรอคะ” มายาวีฉงน
“ว่าคุณแพรพลอยเธอกำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ในห้อง”
อนุภัทรกับมายาวีตกใจ พร้อมกับที่เสียงโวยวายแพรพลอยดังลั่น
“ปล่อยนะคุณอิศร์ อย่าทำอย่างนี้กับฉันนะ”
ทั้งสามตกใจ รีบวิ่งขึ้นบันไดไป

แพรพลอยออกแรงผลักอิศร์ออกแล้วตบผัวะ ทั้งสามเข้ามาพอดี ยืนมองอ้าปากค้าง
“นี่ใช่ไหมธาตุแท้ของคุณ ผู้ชายหยาบๆ ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ”
อิศร์จ้องหน้า “คุณนั่นแหละที่ทำให้เป็นผมอย่างนี้”
“คุณอยากรู้มากใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงไม่อยู่ที่นี่! ได้ฉันจะบอกให้ มิสเตอร์ลีเขาให้ค่าจ้างฉันแพงกว่าที่นี่ไม่รู้กี่เท่า เพราะธุรกิจเขากำลังไปได้สวย เทียบกับแล้วคุณมันแทบไม่มีอนาคต แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันต้องมาจมปลัก”
อิศร์ อนุภัทร มายาวี ป้าดวงช็อกไปตามๆ กัน แพรพลอยเล่นละครต่อ
“ฉันอยากทำงานกับคนที่ยิ่งใหญ่ แล้วดูคุณสิ คุณทำงานที่ตัวเองเตรียมมาเป็นเดือนพังไม่เป็นท่า เพราะผิดหวังที่ลูกจ้างคนนึงลาออกโดยไม่บอกล่วงหน้า ฉันอาจจะทำผิดที่ไม่บอกกล่าวคุณ แต่ฉันว่าฉันคิดถูกที่เลือกไปอยู่กับมืออาชีพอย่างมิสเตอร์ลีมากกว่ามือสมัครเล่นอย่างคุณ”
ป้าดวงเสียงสั่น ด้วยความรู้สึกผิดหวัง “คุณแพรขา ทำไมคุณแพรพูดอย่างนี้ล่ะคะ”
แพรพลอยเห็นป้าดวงหน้าเสียเข่าอ่อน รู้สึกผิด
“แพรขอโทษทุกคนนะคะที่ต้องฟังความจริงแบบนี้ แต่นี่แหละคือที่คุณอิศร์อยากได้ยิน ลาก่อนค่ะ”
แพรพลอยหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไป อิศร์ได้สติ ถลาตาม
“คุณแพร! กลับมาก่อน ผมไม่ให้คุณไป คุณแพร!”
อนุภัทรกับมายาวีรีบจับตัวอิศร์ไว้ อิศร์ยังโวยวายเรียกแต่ แพรพลอยๆๆ ทว่าแพรพลอยเดินลิ่วไป

แพรพลอยเดินหิ้วกระเป๋าออกมาหน้าบ้าน แล้วหยุดเดิน หันไปมองตัวบ้านทั้งน้ำตา อย่างอาลัยและรู้สึกผิด ก่อนจะตั้งสติกลั้นน้ำตาหันหลังเดินออกมา

อริสรานั่งดูหนังสือแต่งบ้านอยู่กับเรณู เห็นอำพลนั่งอ่านเอกสารเรื่องงานอยู่ ไอริณเข้ามาทางหน้าบ้าน ท่าทางตื่นเต้น
“คุณพ่อคุณแม่คะ ริณได้ข่าวว่านังแพรพลอยมันกระเด็นออกไปจากบ้านพี่อิศร์แล้วนะคะ”
อริสรา อำพล และเรณูชะงัก
“อ้าว ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น” เรณูถามท่าทีแปลกใจมาก
“ก็จะมีอะไร มิสเตอร์ลีเอาเงินซื้อตัวบอดี้การ์ดไอ้อิศร์ไปน่ะสิ คงจะเห็นว่าฝีมือดี ฆ่าเท่าไรก็ไม่ตาย เลยเอาไปไว้ใกล้ตัว” อำพลว่า
“ริณก็คิดอยู่แล้วว่ามันเป็นพวกหิวเงิน มันมาเกาะพี่อิศร์ก็เพราะได้กลิ่นเงินพี่อิศร์ ผู้หญิงแบบนี้มีเยอะ” พลางไอริณปรายตามองจิกอริสรา
เรณูซัก “แล้วอิศร์เป็นยังไงบ้าง”
“ก็เจ็บหนักสิคะ ไอ้บุญเกิดบอกว่าทะเลาะกันลั่นบ้าน พี่อิศร์พยายามรั้งไว้แต่ไม่สำเร็จ ฮึ ผู้หญิงหน้าเงิน อย่าให้เจอนะ ริณจะตบเอาคืนให้พี่อิศร์ซักฉาด”
อริสราพูดลอยๆ “คุณริณจะเอาอะไรไปสู้กับเขา เห็นเจอกันทีไรก็แพ้ทุกที”
ไอริณหันขวับ “พี่อริส”
อริสราทำเป็นไม่สนใจ เปิดหนังสือชี้ให้เรณูดูรูปแต่งบ้านต่อ เรณูหันไปปรามลูก แล้วหันมาคุยกับอริสรากระหนุงกระหนิง
อริสราเปิดดูหนังสือไปเรื่อยๆ แต่สีหน้ายิ้มละไม เห็นโอกาสทองของตน ไอริณหน้าคว่ำ

แพรพลอยขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามท้องถนน นึกถึงความหลังของตัวเองกับอิศร์
ตั้งแต่ตอนที่แพรพลอยนั่งกินน้ำแก้วเดียวกับอิศร์ หลอกพวกนักสืบที่แอบมาถ่ายรูป ตอนแพรพลอยกับอิศร์วิ่งหนีมือปืนปลอม ไปหลบอยู่ด้วยกันในท้องร่อง อีกเหตุการณ์อิศร์ล้มทับแพรพลอยในห้องอาบน้ำหลังกระท่อม
ภาพความหลังผุดขึ้นมาไม่ขาดระยะ แพรพลอยกอดเอวอิศร์ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามถนนสวยๆ อย่างอบอุ่นใจ
แพรพลอยขี่รถมาจอดที่ที่ดินกว้างของอิศร์ มองดูต้นไม้ที่ปลูกด้วยกัน นึกถึงความหลังวันนั้น
แพรพลอยกับอิศร์ช่วยกันปลูกต้นไม้ หวานชื่น
แพรพลอยถอนใจยาวเศร้าหนัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดอารมณ์ แพรพลอยกดรับ
“ค่ะ มิสเตอร์ลี”

บริเวณไซต์งานก่อสร้างที่กำลังมีการปรับหน้าดินอยู่ รถของมิสเตอร์ลีแล่นเข้ามา โดยแพรพลอยลงจากรถตู้ เปิดประตูให้มิสเตอร์ลีลงมาตรวจงาน หัวหน้า
วิศวกรที่ตรวจงานอยู่รีบวิ่งมาต้อนรับ มิสเตอร์ลีดูผลงานรอบๆ แล้วมองไปเห็นคนงานบนรถตักคอยาวๆ ที่มองจ้องมาด้วยท่าทางแปลกๆ
“นั่นคนงานใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้า”
วิศวกรบอก “ครับท่าน”
มิสเตอร์ลีพยักหน้ารับรู้ แล้วเตรียมจะตามวิศวกรไปดูด้านใน
แพรพลอยเดินปิดท้าย ได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถตักติดเครื่อง หันไปมอง เห็นรถตักยกหัวสูงขึ้นแล้วเหวี่ยงไปทางมิสเตอร์ลีแบบจงใจพุ่งเข้าหา
แพรพลอยตะโกนบอก “ระวังค่ะ”
มิสเตอร์ลี หันไปเห็น ตกใจ แพรพลอยพุ่งกระโจนเข้าคว้าตัวมิสเตอร์ลีล้ม พ้นรัศมีที่จะถูกทำร้ายได้อย่างหวุดหวิด
บอดี้การ์ดที่เหลือได้สติ รีบวิ่งไปกระชากตัวชายบนรถลงมา
“แกคิดจะทำร้ายนายท่าน ! อยากตายใช่ไหม”
ชายคนนั้นชี้หน้ามิสเตอร์ลี “ก็เพราะมัน ! ทำให้ฉันกับลูกเมียไม่มีที่อยู่ แกไล่ที่พวกเราเพื่อจะเอาที่ดินมาทำศูนย์การค้า ! ไอ้นายทุนหน้าเลือด”
ชายคนดังกล่าวเห็นปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวบอดี้การ์ด ฉวยโอกาสกระชากมา แล้วยิงเปรี้ยงขึ้นมา
บอดี้การ์ดชายตกใจ ขยับจะเข้ามาสู้ ชายหันไปเล็งปืนใส่ทั้งสามจนแตกกระจาย แล้วเล็งไปที่มิสเตอร์ลีที่แพรพลอยคุ้มกันอยู่
“แก...แกจะให้แกจำภาพนี้ไปจนตาย”
ชายคนนั้นทำท่าเหมือนจะยิงมิสเตอร์ลี แต่แล้วจู่ๆ ก็หันกระบอกปืนจ่อขมับตัวเอง
แพรพลอยตะโกนก้อง “อย่านะ อย่าทำ”
แพรพลอยตัดสินใจเล็งไปที่หัวไหล่ กระสุนเฉี่ยวที่ต้นแขนชายคนนั้น
“โอ๊ย”

ชายคนดังกล่าวร้องลั่น ปืนหลุดกระเด็นจากมือ ร่างทรุดลงกุมแขนตัวเองอย่างเจ็บปวด

ต่อจากตอนที่แล้ว

ชายคนที่มาทำร้ายมิสเตอร์ลีนอนอยู่บนรถเข็น มีบุรุษพยาบาลเข็นไปขึ้นรถเพื่อไปทำแผลที่โรงพยาบาล มิสเตอร์ลียืนคุยกับเมียและลูกที่กำลังปาดน้ำตาสะอึกสะอื้นอยู่ โดยเมียมองตามผัวอย่างเป็นห่วง

ที่สุดมิสเตอร์ลีควักเงินให้ “ฉันให้เป็นค่ารักษาพยาบาล ถ้าไม่พอก็ติดต่อไป ส่วนเรื่องที่อยู่ใหม่ ถ้าไม่มีจริงๆ ก็บอก ฉันจะลองหาให้ ไม่ต้องกลัวจะไม่มีที่อยู่”
เมียคนร้ายสะอึกสะอื้นยกมือไหว้ท่วมหัว ก่อนจูงลูกตามไปขึ้นรถพยาบาล มิสเตอร์ลีมองตามสองคนที่ขึ้นรถพยาบาลไปด้วยกันอย่างโล่งใจ แพรพลอยแอบมองด้วยท่าทีแปลกใจระคนสงสัย
“คุณไม่โกรธเหรอคะที่ผู้ชายคนนั้นพยายามฆ่าคุณ”
“ผมเข้าใจความโกรธของเขา แต่ผมก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อบริษัท (หันมายิ้มกับแพรพลอย) แต่ยังไงก็ขอบคุณนะ ถ้าไม่ได้คุณวันนี้ ผมอาจจะถูกยิงตายหรือไม่ก็โดนรถตักทับตายไปแล้ว คิดไม่ผิดจริงๆ ที่จ้างคุณ”
แพรพลอยยิ้มนิดๆ มีแผนในใจ
“ถ้าคุณไว้ใจให้ฉันไปผู้ติดตามไปทุกที ฉันก็ต้องทำงานสุดความสามารถอยู่แล้วล่ะค่ะ”

ไอศูรย์กับอำพลโวยวายใส่มายาวีเป็นการใหญ่เมื่อรู้เรื่อง
“หมายความว่าไง อิศร์อยู่ไหนไม่รู้”
“เมย์โทร.ตามแล้ว แต่ติดต่ออิศร์ไม่ได้เลย”
“เมื่อวานก็ไม่มา วันนี้ก็ไม่น่า มันน่าจะรู้นะว่าผู้ใหญ่รอฟังคำอธิบายเรื่องงานเมื่อวานอยู่”
ไอศูรย์แขวะ “หรือว่ามันดีแตกซะแล้ว ถึงได้ทิ้งงานไปดื้อๆ”
มายาวีเถียงไม่ออก ได้แต่ยืนเจื่อนๆ
อำพลยื่นคำขาด “ฉันให้เวลาอีกแค่วันเดียวนะ หนูต้องตามนายอิศร์ให้เจอ ถ้าพรุ่งนี้มันไม่มาประชุม แล้วพวกผู้ถือหุ้นไม่พอใจ ฉันรับผิดชอบอะไรไม่ได้”
ไอศูรย์กับอำพลเดินออกไป มายาวีถอนใจเฮือก
“เฮ้อ นายอิศร์นะ นายอิศร์” หล่อนรีบกดโทรศัพท์หาอิศร์ต่ออย่างร้อนใจ

ตกกลางคืนมายาวีกับอนุภัทรเดินเบียดเสียดเข้ามาในผับที่เปิดเพลงดังสนั่น
“คุณรู้ได้ไงว่าอิศร์อยู่ที่นี่”
“เพื่อนผมบอกว่ามันมาเมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนวาน ไล่ให้กลับบ้านก็ไม่กลับ”
อนุภัทรส่ายหน้า มายาวีมองเห็นอิศร์นั่งกินเหล้าโงนเงนอยู่
“นั่นไงๆ”
อนุภัทรกับมายาวีรีบตรงไปหาอิศร์ที่ก้มสัปหงก
“อิศร์” มายาวีเบ้หน้าเพราะกลิ่นเหล้าหึ่ง “พอได้แล้ว เลิกกิน”
มายาวีแย่งแก้วเหล้า อิศร์ค่อยๆ โงหัวขึ้นมองทั้งสองคน ตาลอยๆ กำลังเมาได้ที่
“ยายเมย์ มาเที่ยวกับเขาเหมือนกันเหรอ ไม่มานานเลยนะเนี่ย” อิศร์หันไปเห็นอนุภัทร “แกด้วยเหรอวะไอ้ภัทร มาๆๆ นั่งตรงนี้”
อิศร์ลุกขึ้นขยับที่ให้ แล้วเซจะลม อนุภัทรรีบประคอง
“ดูสภาพตัวเองบ้างไหมเนี่ยอิศร์ ยืนแทบจะไม่อยู่อยู่แล้ว”
“ไม่อยากกลับ ! กลับไปทำไม” อิศร์ระบายอย่างเจ็บปวด “บ้านโล่งๆ มีฉันกับป้าดวงแค่สองคน ฉันจะอยู่ที่นี่ กินเหล้าให้มันตายที่นี่ไปเลย”
พลางอิศร์แย่งแก้วเหล้ามาจากมายาวีอีก มายาวีโมโห เอาแก้วเหล้าเทใส่กระติกน้ำแข็ง
มายาวีสุดทน “จะบ้าหรือไง งานการก็ไม่ไปทำ รู้ไหมว่าคนที่บริษัทเขาตามหาตัวนายอยู่”
“ฉันไม่ทำแล้ว! คนที่เคี่ยวเข็ญฉันก็ไม่อยู่แล้ว ฉันจะทำไปทำไมให้เหนื่อย”
อนุภัทรโมโห “แกคิดอย่างนี้ได้ยังไง นี่มันบริษัทของแกนะโว้ย”
“ใครอยากก็เอาไปสิ ฉันยกให้” อิศร์ตะกายคว้าเหล้ามาดื่มทั้งขวด
บนเวที นักดนตรีเปลี่ยนเพลงใหม่ อิศร์หันไปมอง เป็นเพลงอกหักรักขุดสไตล์ร็อค
“เฮ้ย” อิศร์ยิ้ม อินสุดๆ “เพลงโปรดฉัน แกรอเดี๋ยวนะ ฉันไปร้องเพลงก่อน”
มายาวีกับอนุภัทรร้องห้าม แต่อิศร์เดินโซเซเบียดผู้คนเข้าไป

นักดนตรีเล่นเพลงอยู่บนเวที บรรดานักเที่ยวออกันโยกตัวอยู่ด้านล่าง มายาวีกับอนุภัทรพยายามเบียดเข้ามาร้องเรียกอิศร์ แต่เข้าไม่ถึง
อิศร์โซเซขึ้นไปบนเวที เข้าไปแย่งไปไมค์จากนักร้อง นักร้องงงๆ แต่ก็ให้ร้อง แต่แล้วอิศร์กลับร้องเสียงดังด้วยคีย์เพี้ยนๆ เสียงอ้อๆ อ้อๆ ฟังไม่เป็นคำ
แฟนเพลงข้างล่างเริ่มไม่พอใจ โห่ฮา อิศร์ยิ่งร้องดังขึ้นเหมือนจะแกล้ง ขณะที่นักดนตรีก็เล่นไป
“อิศร์ ลงมา”
อิศร์ทำไม่ได้ยิน ตะเบ็งเสียงร้องเพี้ยนๆ ต่อ แฟนเพลงหงุดหงิด เริ่มขว้างปาข้าวของใส่
อิศร์โมโห “เฮ้ย ปาขึ้นมาทำไมวะ”
นักเที่ยวยิ่งปาข้าวของใส่ไม่หยุด นักร้องเห็นท่าไม่ดี เข้ามาแย่งไมค์คืน อิศร์โมโหชกเปรี้ยง แต่ถูกนักร้องชกกลับ เกิดการตะลุมบอนกัน คนดูข้างล่างเริ่มคุมไม่อยู่ กรูกันขึ้นไปจะรุมอิศร์
“ไอ้อิศร์”
อนุภัทรรีบวิ่งเข้าไปช่วย ตรงหน้าเวทีลุยกันนัวไปหมดไม่รู้ใครเป็นใคร เพราะความเมา

บริเวณใกล้ที่เหตุการณ์เมื่อคืน ถูกถ่ายเป็นคลิปในมือถือของอนุภัทรที่เอาให้ป้าดวงดู ส่วนอิศร์กึ่งนั่งกึ่งนอนแผ่หลาอยู่บนโซฟา ท่าทางยังไม่หายแฮงค์แม้จะเป็นเช้าอีกวันแล้ว
“คลิปนี้คนแชร์กันไปทั่วประเทศแล้ว เพราะข่าวไฮโซนักธุรกิจก่อเรื่องในผับ”
“หุ้นก็ตกระเนระนาดไปหมด ตอนนี้ที่บริษัทคงเริ่มประชุมกันแล้ว” มายาวีบ่น
อิศร์นอนนิ่งไม่สนใจใดๆ
“จะไม่พูดอะไรซักอย่างเลยหรือไง นี่เรื่องมันมาจากตัวแกล้วนๆ เลยนะโว้ย”
“ก็ฉันเมา ฉันไม่รู้ตัว”
“พูดได้แค่นี้เหรอ” มายาวีโมโห
“แล้วแกสองคนจะให้ฉันทำยังไง ถ้าร้านเขาเรียกค่าเสียหายมาก็จ่ายไปสิ ส่วนเรื่องที่บริษัท ถ้าเขาจะไล่ออก ฉันก็ต้องยอม”
ป้าดวงอนาถใจ “โธ่ คุณอิศร์”
อิศร์นิ่ง สายตาว่างเปล่าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

ค่ำคืนนั้นไอศูรย์รินไวน์ฉลองกับอำพลอย่างสบายใจ อยู่ที่บ้าน
“ตอนนี้ผู้ถือหุ้นคงเอือมระอาพฤติกรรมไอ้อิศร์มากขึ้นทุกที ผมไม่นึกเลยว่าอยู่ๆ มันจะแพ้ภัยตัวเอง”
“ดีแล้ว เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก นี่ก็ใกล้เวลาโหวตประธานบริษัทคนใหม่แล้ว ถ้าไอ้อิศร์มันยังสำมะเลเทเมาแบบนี้ ไม่มีทางที่มันจะแย่งตำแหน่งพ่อไปได้”
ไอริณเดินจะเข้ามาในบ้าน ได้ยินเสียงไอศูรย์แว่วๆ พอดี
“ไอ้ธำรงมันกระเด็นออกจากบริษัทด้วยฝีมือเราไปแล้ว อาอำนวยก็เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่คิดจะเรียกร้องอะไร นี่ถ้าไอ้อิศร์มันวืดตำแหน่งใหญ่ มันก็จะไม่มีค่าอะไรในบริษัทเลย เพราะหุ้นมันก็เหลือเท่าๆ เรา”
“ทุกอย่างที่แกกับพ่อฝันไว้กำลังจะเป็นจริง” อำพลยิ้มร้ายสาสมใจ

รุ่งเช้าแพรพลอยแต่งชุดออกกำลังเดินเข้ามาในฟิตเนส เห็นพวกบอดี้การ์ดมิสเตอร์ลี เล่นเครื่องเล่นกันอยู่ บอดี้การ์ดหันมายิ้มทัก
“แพรพลอย มาออกกำลังเหรอ ตามสบายนะ”
แพรพลอยพยักหน้ายิ้ม แล้วนั่งเล่นเครื่องใกล้ๆ กัน
บอดี้การ์ดออกกำลังส่งเสียงอื้ออ้า ยกแขนที่ใส่เสื้อแขนกุด แพรพลอยมองเห็นแล้วชะงัก เมื่อเพ่งดูที่หัวไหล่ของบอดี้การ์ด ว่างเปล่าไม่มีรอยสัก
ต่างจากที่หมอเปิดให้ดูรอยสักที่หัวไหล่คนร้าย เห็นเป็นตัวอักษรจีน อนุภัทรเองก็เคยบอกอย่างนั้น
“ใช่ครับ อักษรจีนแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของแก๊งมาเฟียแก๊งหนึ่งของฮ่องกงซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างลับๆ กับมิสเตอร์โรเจอร์ ลี เราพบรอยสักนี้ที่หัวไหล่ของคนร้ายทุกศพ”
แพรพลอยจ้องมองหัวไหล่บอดี้การ์ดอย่างลืมตัว จนเจ้าตัวหันมา
“มีอะไรเหรอ”
“อ๋อ เปล่า ฉันแค่แปลกใจน่ะค่ะ เคยได้ยินว่าคนที่ทำงานกับมิสเตอร์ลีจะมีเอกลักษณ์บางอย่างเหมือนกัน คือรอยสักที่หัวไหล่เป็นภาษาจีนสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษของท่าน”
บอดี้การ์ดมองไหล่ตัวเอง “ไม่จริงมั้ง นายท่านไม่เคยบังคับให้เราสักนะ แล้วคนในบ้านนี้ทุกคนไม่มีใครมีรอยสักอย่างที่เธอว่า”
แพรพลอยแปลกใจ เพราะได้ยินมาอีกอย่าง แต่ก็กลบเกลื่อนด้วยการพยักหน้ารับรู้ แล้วเริ่มออกกำลังต่อ สีหน้าครุ่นคิดตลอดไป

แพรพลอยครุ่นคิดติดใจ เลยมาคุยกับกรณ์เรื่องรอยสักที่มูลนิธิ
“เรื่องมาเฟียฮ่องกงที่เกี่ยวพันกับมิสเตอร์ลี ฉันก็พอได้ยินมาบ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่มีหลักฐานอะไรว่าเป็นพวกเดียวกัน เผลอๆ อาจจะเป็นการเชื่อมโยงเอาเองเพราะมิสเตอร์ลีเป็นคนฮ่องกงเหมือนกันมากกว่า”
แพรพลอยฉงน “งั้นเหรอ”
“แพรกลัวว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีเหรอ”
“ก็ทำนองนั้น”
“เราจะช่วยหาข้อมูลจากพวกนักข่าวด้วยกันให้ แต่ว่าเรื่องของกระต่าย เราได้รูปมาแล้วนะ”
“จริงเหรอ”
“เป็นรูปในแฟ้มข่าวตอนที่ตำรวจไปรับตัวกระต่ายมาจากบ้านป้า นี่ไง”
กรณ์ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ แพรพลอยรีบเปิดดูอย่างรีบร้อน เห็นรูปถ่ายด้านหลังของกระต่ายวัยเด็ก เปลือยหลังเพื่อถ่ายรูปรอยแผลเป็นหลายรูป ทั้งระยะใกล้ไกล
แพรพลอยพิจารณาดูรูปนั้นรูปนี้ กรณ์มองอย่างสนใจ ซักพักแพรพลอยก็ทำท่าคิด
ภาพตอนแพรพลอยเห็นแผลเป็นทิตา ผุดเข้ามาแว้บๆ
แพรพลอยมั่นใจ “ใช่...ใช่กระต่ายแน่ๆ”
“ตกลงแพรเจอเขาที่ไหน”
“เขาคือคนที่ตามฆ่าคุณอิศร์”
กรณ์อึ้ง “เฮ้ย ล้อเล่นน่า”
“กรณ์มีที่อยู่ป้าของกระต่ายหรือเปล่า แพรอยากได้”
กรณ์ยังอึ้งๆ อยู่

ด้านอนุภัทรดึงอิศร์เข้ามาในห้องพิสูจน์ศพในสถาบันนิติเวช อิศร์ท่าทางไม่เต็มใจ
“แกพาฉันมาที่นี่ทำไมวะ”
“ฉันมีอะไรจะให้แกดู”
อนุภัทรพยักหน้าให้หมอเปิดศพที่นอนอยู่บนเตียง
“แกจำหน้าผู้ชายคนนี้ได้ไหม”
“คนของไอ้มิสเตอร์ลีพี่มันพยายามฆ่าฉัน แกจะรื้อฟื้นทำไม ฉันไม่อยากได้ยินชื่อไอ้บ้านี่”
“ระหว่างทำความสะอาดศพคนร้าย หมอพบความผิดปกติบางอย่างครับ”
หมอบอกพลางเปิดหัวไหล่ศพให้ดูรอยสักที่จางลง อนุภัทรอธิบายต่อ
“รอยสักที่หัวไหล่ของศพมีการเลือนรางลง เหมือนไม่ใช่รอยสักแท้ ผลตรวจออกมาว่าเป็นการเพ้นท์ ถ้าคนร้ายเป็นพวกมาเฟียจริง มันไม่น่าจะสักสัญลักษณ์ของแก๊งด้วยเฮนน่า”
“แกหมายความว่ามันเป็นมาเฟียปลอมเหรอ”
“ฉันเอาลายนิ้วมือไปค้นในฐานข้อมูลอาชญากร มีรายหนึ่งที่เจอชื่อกับที่อยู่”

วันหนึ่งอิศร์ปลอมตัวติดหนวดเคราเข้ามาเที่ยวในโรงสนุ้กเกอร์แห่งนั้น มันเป็นโรงสนุ้กเกอร์เล็กๆ มีคนเล่นอยู่ 2-3 โต๊ะ โต๊ะหนึ่งชายฉกรรจ์ 6 คนเฮฮากัน
ที่อีกโต๊ะ ลูกแดง 15 ลูกวางตัวเป็นสามเหลี่ยมอย่างเป็นระเบียบ มันถูกยิงกระจาย คนแทงสนุ้กคืออิศร์ ที่เล่นอยู่คนเดียว
เสียงอนุภัทรดังก้องในหู “ฉันเอาลายนิ้วมือไปค้นในฐานข้อมูลอาชญากร มีรายหนึ่งที่เจอชื่อกับที่อยู่”
“เอามาให้ฉัน ฉันจะไปหาคำตอบเอง”
อิศร์เหลือบมองโต๊ะชายทั้ง 6 แล้วเล่นต่อ ก่อนจะแกล้งบ่นดังๆ อยู่คนเดียว
“เฮ้อ ฝีมือไม่เอาอ่าว”
ชายทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นลูกน้องของทิตา ชำเลืองมองอิศร์แว่บหนึ่ง แต่ไม่ใส่ใจ อิศร์ปรายตามอง แล้วแกล้งแทงพลาด ลูกกระเด็นตกโต๊ะ ไหลไปทางโต๊ะของชายทั้ง 6
ชายคนหนึ่งเก็บลูกขึ้นมาให้ อิศร์ได้จังหวะวิ่งตามไปเอาลูก แล้วเหลือบมองรอยสักที่หัวไหล่
“เล่นเป็นหรือเปล่าวะ” มันถาม
“ขอโทษครับพี่ พอดีมือใหม่หัดแทง” อิศร์รับลูกสนุ้ก แล้วจ้องรอยสัก “โห รอยสักพี่แจ่มมากอ่ะ พี่ต้องเป็น...เป็น...”
ลูกน้อง1 ร้อนตัว คนอื่นที่เหลือ นิ่ง มองหน้ากัน รอฟังอิศร์
ลูกน้อง 2 ถาม “แกรู้จักรอยนี้เหรอ”
อิศร์แกล้งประจบ “ไม่รู้หรอก แค่เดาว่าพี่ต้องเจ๋งมาก เพราะรูปนี้เท่สุดๆเลยพี่ ผมเคยเห็นรอยสักมาเยอะ ผมเนี่ยเป็นเซียนรอยสักเลยล่ะ แต่อันนี้เจ๋งสุด”
“ขอบใจ”
ลูกน้อง1 ตัดบทหันไปที่โต๊ะตัวเอง อิศริ์เดินกลับมา แต่หูเงี่ยฟัง พวกมันคุยกัน
ลูกน้อง 1 ว่า “ทำเป็นคุยว่าเซียนสัก แค่รอยเพ้นท์ยังดูไม่ออก”
ลูกน้อง 2 บอก “เออว่ะ ของแกมันจางแล้ว น่าจะต้องไปเติมนะโว้ย เดี๋ยวลูกพี่เห็นจะด่าเอา ทำให้เหมือนจริงหน่อย”
อิศร์หูผึ่ง นิ่งฟัง
“รอยสักปลอม...ลูกพี่” อิศร์พึมพำ แล้วรีบกลบเกลื่อนด้วยการยิงสนุ้กกระจาย แต่สีหน้าครุ่นคิด ฟังและเก็บข้อมูลทุกสิ่ง
“รอยสักปลอม”
อิศร์ตบลูกกระจาย ในใจวางแผนกำลังทำอะไรสักอย่าง

ฟากแพรพลอยเดินมาในซอยสภาพเสื่อโทรมแห่งหนึ่ง กวาดตามองหาบ้านป้าทิตา มีชาวบ้านหลายคนเดินสวนมา มองแพรพลอยอย่างไม่ไว้ใจ
ชาวบ้านเองก็ดูจะไม่ไว้ใจแพรพลอย ต่างจ้องมองมา
“เธอเคยอยู่ในสภาพแบบนี้จริงๆ เหรอกระต่าย”
แพรพลอยพึมพำ ไม่ใส่ใจสายตาชาวบ้าน เดินต่อไป
อีกมุมหนึ่ง ชาย 3 คน จับตามองแพรพลอย เมื่อสบโอกาส จึงเดินสะกดรอยตามแพรพลอยไป แต่สักครู่หนึ่งแพรพลอยเริ่มรู้ตัว ชำเลืองด้วยหางตามองหลัง คิดหาทางว่าจะทำอย่างไร
แพรพลอยเดินเร็ว แล้วหลบเข้าตรอกของห้องแถวหนึ่ง ชายชาวบ้าน 3 คน รีบเดินตามมา พอชาย 3 คนตามเข้ามาใกล้ แพรพลอยก็คว้าเข่งผักเหวี่ยงใส่
“พวกแกจะเอายังไง”
“แกนั่นแหละ มาทำอะไรแถวนี้” ชายคนที่ 1 ถาม
“หน้าตาออกดี จะมาหลอกมาทำร้ายอะไรคนแถวนี้อีกล่ะ” ชายคนที่ 2 ว่า
แพรพลอยสะดุดหู ชะงัก “ทำร้าย? เดี๋ยวนะคะ นี่เข้าใจว่าฉันจะมาทำร้ายเหรอ”
ชายคนที่ 3 คนทำท่าชะงัก สงสัย แพรพลอยดูแล้วไม่น่าใช่คนร้าย เลยอ่อนลง
“ฉันมาตามหาบ้านของคนคนหนึ่งค่ะ ชื่อนางแช่ม พอจะรู้จักไหมคะ”
ชาย 3 คนมองหน้าแพรพลอย อย่างชั่งใจ

ที่สุดชาย 3 คนพาแพรพลอยมาที่บ้านของป้าแช่ม เป็นประตูบ้านปิดเงียบ
“ป้าแช่มแกตายไปนานแล้ว บ้านก็ปิด แต่ช่วงนี้มีใครไม่รู้มาป้วนเปี้ยนแถวบ้านแก” ชายคนที่ 1 บอก อีกสองคนช่วยเสริม
“ใช่ แถมมีผู้ชายมาด้วยหลายคนท่าทางไม่น่าไว้ใจ”
“พวกเราเป็นรปภ.หมู่บ้าน เลยต้องดูแลความปลอดภัยชุมชนเรา”
“หนูก็ระวังตัวล่ะ”
ชาย 3 คน เดินจากไปแล้ว แพรพลอยมองบ้านป้าของกระต่ายที่ปิดเงียบ สังเกตว่าประตูรั้วไม่มีกุญแจล็อค แค่ปิดไว้เฉยๆ เลยลองเปิดเข้าไปแล้วปิดไว้อย่างเดิม

ฟากอิศร์เดินมาวางไม้ลงกลางโต๊ะสนุกของลูกน้องทิตา
“ผมเล่นด้วยคนดิพี่”
ลูกน้องวงแตก รำคาญ
“เฮ้ย อะไรวะ” ลูกน้อง 1 ว่า
“ขอผมเล่นด้วยคนนะ เล่นคนเดียวไม่มันส์เบย”
ลูกน้อง 2 ถามอย่างรำคาญ “แกต้องการอะไร”
“ต้องการเล่นด้วย”
ลูกน้อง 1 โมโห “ไอ้นี่กวน มาทางไหนไปทางนั้นเลย”
อิศร์อ้อน “น่านะพี่ เล่นด้วย ผมชอบรอยสักพี่ก็เลยอยากเล่นด้วย”
ลูกน้องมองหน้าอิศร์ รู้สึกผิดปกติ

ทางด้านแพรพลอยเดินข้ามาดูในบริเวณบ้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านทรุดโทรม รกเรื้อ แพรพลอยเดินมาถึงด้านหลัง ได้ยินเสียงเปิดประตูรั้ว พอหันไปมองก็เห็นทิตา
แพรพลอยรีบฉากหลบ แอบมองทิตาที่เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบใหญ่
“กระต่าย”
ทิตาเปิดกุญแจเข้าด้านในบ้าน ไม่รู้ว่ามีแขกโดยไม่ได้รับเชิญมาเยือน

ขณะเดียวกันอิศร์ทำหน้าด้านลุยเข้าไปแทงสนุ้กที่โต๊ะของลูกน้องทิตาหน้าตาเฉย
“ตบลูกแดง แทงลูกเหลือง ป้าบ ลง”
ลูกน้อง1โมโหสุดขีด “เฮ้ย พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ”
“น่า เล่นด้วยนะ เดี๋ยวผมตบเช็ดโต๊ะให้ดู”
“กูนี่แหละ จะตบมึงเช็ดโต๊ะ”
ลูกน้อง 1 ตบอิศร์คว่ำลงที่โต๊ะสนุกเกอร์ อิศร์คว้าลูกแดงใกล้ตัว เขวี้ยงใส่ลูกน้องกระจายออกไป
ลูกน้องทั้งหมดพอตั้งตัวได้ เตรียมล้อมอิศร์ กลายเป็น 6 รุม 1
คนทั้งโรงสนุ้กเกอร์แตกฮือ หนีกันอลหม่าน
อิศร์ดีดตัวจากโต๊ะได้ คว้าไม้สนุกเกอร์ ลูกน้อง 1 เข้ามา เหวี่ยงไม้สนุกเกอร์เข้ามา อิศร์รับทัน
ลูกน้อง 2 ซ้ำ อิศร์ยันสุดแรงใส่ลูกน้อง 1 พลางสะบัดขาเตะลูกน้อง 2 จากนั้นอิศร์เบี่ยงตัวออก ลูกน้อง1 เสียหลัก อิศร์เหวี่ยงไม้คิวหวดไม่ยั้ง
ลูกน้อง 3 เข้ามาฟาดไม้คิว กะให้ลงกลางหัวอิศร์ แต่อิศร์เบี่ยงหลบ ไม้คิวฟาดกับโต๊ะ ไม้หัก ลูกน้อง 3 ใช้ไม้หักซึ่งมีปลายแหลมจ้วงแทงอิศร์
อิศร์เบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว ไปสู้กับลูกน้อง 4 จนลูกน้อง 4 เสียฟอร์ม ทรุดไป อิศร์ยึดไม้คิว ถือ 2 มือ ควงไม้คิวรับลูกน้องที่ดาหน้าเข้ามา
ในที่สุดอิศร์เสียหลัก โดนหวดเข้ากลางลำตัว คว่ำลงโต๊ะ ลูกน้องรุมฟาดลงหลัง อิศร์จุก โดนกดทับ แต่มือคว้าไม้เรสต์ที่อยู่ข้างโต๊ะ แล้วเหวี่ยงขึ้นมาสู้กับลูกน้อง
ลูกน้อง1 “แกเป็นใคร”
“ควรเป็นฉันต่างหากที่จะถามพวกแก...พวกแกเป็นใคร รอยสักนั่นมาจากไหน”
ลูกน้อง 2 “แกเป็นตำรวจ?”
“แล้วพวกแกทำอะไรไว้”
ลูกน้องทั้งหมดมองหน้ากัน คิดว่าอิศร์อาจเป็นตำรวจ คิดหาทางหนี
ลูกน้อง3 “ตำรวจ”
ลูกน้องกระจายตัวหนี อิศร์ใช้ไม้เรสต์เกี่ยวกลับมา 1 คน เป็นลูกน้อง 1 ที่สู้สุดฤทธิ์ พวกที่เหลือหนีไป
อิศร์รีบแทงสนุ้กเกอร์ แล้วแทงแรง ลูกสนุกลอยโด่งไปฟาดหัวคนร้ายทีละคน โป๊ก ๆ ๆ
ลูกน้องบางคนหนีได้ บางคนล้มลง อิศร์ตามไปกระชากตัวมา อิศร์ต่อสู้กับลูกน้อง 2 บนโต๊ะสนุ้กเกอร์ อิศร์โดนคร่อม ลูกน้อง 2 ต่อยรัว ลูกน้อง 1 เข้ามาช่วย
“เฮ้ย รีบไป เดี๋ยวพ่อแห่กันมาทั้งสน.”
ลูกน้อง1 ลากลูกน้อง 2 ออกไป อิศร์สะบัดหัวให้หายมึน แล้วรีบวิ่งตาม

แพรพลอยออกจากที่ซ่อน พยายามลอดสายตามองไปตามรูไม้ แล้วย่องมาถึงหน้าประตู ภายในบ้านเงียบสนิท มองไม่เห็นทิตา แพรพลอยตัดสินใจย่องตามเข้าไป

อิศร์วิ่งตามลูกน้องทิตามา ลูกน้องทั้งหมดปัดข้าวของที่อยู่ข้างทางล้มลงเพื่อขวางไม่ให้อิศร์ตามลูกน้อง 1 ถีบถังขยะล้ม อิศร์กระโดดข้าม ลูกน้อง 2 เหวี่ยงของที่เจอระหว่างทางใส่อิศร์ อิศร์เสียหลักบ้าง ปากลับคืนไปบ้าง แล้วไล่ตามไม่ลดละ
อิศร์วิ่งไล่ทัน กระชากตัวลูกน้อง 3-4 ไว้ได้ ต่อยกัน ลูกน้องชกหน้าอิศร์คว่ำไป หนวดอิศร์เริ่มหลุดรุ่งริ่ง
ลูกน้อง 3 ลูกน้อง 4 ช่วยกัน ถีบรถเข็นที่จอดอยู่พุ่งเข้าใส่ เพื่อขวางทางแล้ววิ่งหนีไป อิศร์เสียหลัก ต้องหลบ ตามช้าลง

ทิตาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เหลือเสื้อกล้าม เห็นแผลเป็นชัดเจน แพรพลอยเผยตัว
“กระต่าย”
ทิตาหันขวับ ตกใจคาดไม่ถึง
“แกเข้ามาได้ยังไง”
แพรพลอยไม่สนใจตอบ “เธอคือกระต่ายจริงๆ ด้วย”
“แกพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง” ทิตาเลื่อนมือไปที่เป้
“เธอจำฉันได้ เพราะว่าเราเคยรู้จักกัน เราเคยอยู่ที่บ้านโอบไอรักด้วยกัน”
“ฉันบอกว่าฉันไม่รู้เรื่อง”
ทิตากระชากปืนออกจากเป้แล้วเล็งใส่แพรพลอย
“แกมันแส่รนมาหาที่ตายถึงนี่”
“เธอทำงานให้มิสเตอร์ลีใช่ไหม ตอนนี้ฉันก็ทำงานให้มิสเตอร์ลีเหมือนกัน เธอไม่จำเป็นต้องฆ่าฉัน”
“ฉันฆ่าได้ทุกคนที่อยากจะฆ่า โดยเฉพาะไอ้คนที่มันเข้ามาวุ่นวายกับฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“กระต่าย ฉันไม่รู้ว่าเธอไปเจออะไรมาบ้าง แต่เชื่อมั้ย ทุกวันนี้ ทั้งแม่ทั้งกรณ์ น้องๆที่บ้าน ทุกคนพูดถึงเธอ ทุกคนยังคิดถึงเธอ”
ทิตาไม่อยากฟัง ยิงเฉียดหูแพรพลอยเปรี้ยง แพรพลอยตกใจม้วนหน้าหนีไปทางหนึ่ง
“กระต่าย”
“ฉันไม่ได้ชื่อกระต่าย”
ทิตาแผดเสียงลั่น พร้อมกระหน่ำไกปืนยิงเปรี้ยงๆๆๆ แพรพลอยม้วนตัวหนีสุดฤทธิ์ หลบได้หวุดหวิด ไปทั่วบ้าน
จังหวะนี้ลูกน้องวิ่งมาถึงหน้าบ้าน ได้ยินเสียงปืน รีบเข้าไป อิศร์มาถึง ได้ยินเสียง รีบวิ่งตามเข้าไป

แพรพลอยหลบอยู่มุมหนึ่งในบ้าน
“กระต่ายทำไมเราไม่คุยกันดีๆ”
ทิตากระหน่ำยิง ไม่เลี้ยง
“ฉันไม่มีอะไรต้องคุยกับเธอ แพรพลอย”

อิศร์วิ่งตามเข้ามา หันรีหันขวางหาลูกน้อง เสียงทิตาเรียกชื่อแพรพลอยพอดี
“แพรพลอย? อยู่ข้างใน?”
“ทิตา เราไม่เคยมีเรื่องกันเป็นการส่วนตัว”
อิศร์ได้ยินเสียง มั่นใจว่าแพรพลอยอยู่ข้างใน เริ่มเป็นห่วง รีบแกะหนวดออกแล้วเข้าไป

แพรพลอยหลบอยู่หลังกองข้าวของ ทิตาย่างสามขุมเข้าหา ลูกน้อง 1 โผล่เข้าไปขัดจังหวะ
“ลูกพี่ ตำรวจตามเรามา”
“ตำรวจที่ไหน”
ทิตาละตัวจากแพรพลอย วิ่งไปดูที่หน้าต่าง อิศร์พรวดมาทางประตู
“คุณแพร”
แพรพลอยที่แอบอยู่ตกใจมากที่ได้ยินเสียงอิศร์
“คุณอิศร์ มาทำไม”
ทิตาหันมา ยิงเปรี้ยงๆ ใส่อิศร์ทันที อิศร์รีบกลิ้งตัวหลบ
ทิตาสั่งลูกน้อง “มันมาให้ฆ่าถึงนี่แล้ว จัดการมันสิ”
ลูกน้องทั้งหมดต่างหยิบปืนประจำกาย เลื่อนแมกกาซีนพร้อมยิงไปทางอิศร์ที่หน้าบ้าน
ทิตาวาดปืนกลับมาเตรียมจะยิงแพรพลอย แต่แพรพลอยฉวยจังหวะโผล่จากที่ซ่อน ขว้างแจกันหรือของใหญ่ๆ เข้าใส่ทิตาจนเสียจังหวะ
ลูกน้องหันมาเห็นแพรพลอยจะกระหน่ำยิงช่วย แพรพลอยรีบกระโจนออกไปจากหน้าต่าง

อิศร์กระโจนออกมาด้านนอกบ้าน แล้วผลักตุ่มใบหนึ่งให้กลิ้งไป ลูกน้องพากันตามออกมา เห็นความเคลื่อนไหวด้านข้างก็ยิงเปรี้ยงๆ นำไปก่อน แล้ววิ่งตาม
อิศร์รีบวิ่งย้อนไปทางหน้าบ้านจะเข้าบ้าน เจอกับแพรพลอยที่ค่อยๆ ถอยหลบมา
แพรพลอยตกใจ เมื่อรู้สึกว่าถอยไปชนคน แพรพลอยรีบศอกใส่
“อ้าก...ผมเอง”
แพรพลอยตกใจ หันไปมอง
“คุณอิศร์ คุณมาทำไมที่นี่”
“แล้วคุณล่ะ มาทำไม”
“ฉันมาธุระ”
แพรพลอยพูดจบ กระสุนก็เปรี้ยงมาใกล้ๆ ทั้งสอง อิศร์รีบดึงแพรพลอยหลบมุม ทิตาและลูกน้องออกมา ระดมยิงใส่ทั้งคู่ แพรพลอยรีบชี้ทางด้านหลังบ้าน
“คุณหนีออกไปทางนั้น เร็วๆ เข้า ฉันจะถ่วงเวลาไว้ให้”
“คุณห่วงผมเหรอ”
แพรพลอยอึ้ง “เปล่า แต่นี่มันเป็นเรื่องของฉันกับพวกมัน”
“มันเป็นเรื่องของผมต่างหาก ผมตามมันมา”
เสียงปืนดังเปรี้ยงๆ แพรพลอยจับอิศร์ก้มลงคลานต่ำ
“ไม่ใช่เวลามาต่อปากต่อคำตอนนี้ คุณไปได้แล้ว ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“ผมไม่ไป” อิศร์มองเว้าวอน “ผมเป็นห่วงคุณ”
แพรพลอยอึ้งสบตาอิศร์ เห็นแววตาซึ้ง ก็เริ่มใจอ่อน แต่ทิตาขัดจังหวะลุยยิงเข้ามาเปรี้ยงๆ แพรพลอยเห็นท่าไม่ดี ผลักกองไม้ใส่ทิตาแล้วกระชากแขนอิศร์วิ่งออกไปอีกทาง
“มาทางนี้”
“ตามมันไป”
ทิตาสั่งลูกน้องแล้ววิ่งตามไปอีก

แพรพลอยดึงอิศร์เข้ามาด้านใน แล้วปิดประตู แล้วเอาโต๊ะยัน อิศร์รวบตัวแพรพลอย
“ผมคิดถึงคุณ”
เสียงเปรี้ยงๆๆ พร้อมกับกระสุนเจาะมาทางประตู อิศร์และแพรพลอยแยกออกจากกันอีก
“ไปห่างๆ ฉัน”
แพรพลอยถอยไปชนตู้หนังสือติดผนังห้อง หนังสือหล่นจากชั้น เผยให้เห็นว่าเป็นกล่องเก็บอาวุธซ่อนอยู่ด้านใน
แพรพลอยหยิบปืนสั้นซึ่งเหน็บไว้ที่บั้นเอว พลางเลือกปืนกลสั้นอีกกระบอก หยิบระเบิดควัน
“ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ ถ้าไม่อยากตายก็หาทางออกไปจากที่นี่”
“ไหนๆ เราก็ตกกระไดพลอยโจนอยู่ด้วยกัน สู้ด้วยกันสักตั้งไหม”
“ไม่”
แพรพลอยหยิบอาวุธ ไปตั้งหลัก อิศร์เลือกปืนลูกซองกับปืนพกได้ รีบตามไป
ประตูถูกกระสุนเป็นรูพรุน มีเสียงเอะอะโวยวายของพวกลูกน้อง
“มันอยู่ในนั้น”
แพรพลอยพันผ้าเช็ดหน้ารอบจมูกปาก ดึงสลักระเบิดควัน แล้วโยนออกไป ฟู่ อิศร์ไอแค่กๆ รีบดึงเสื้อขึ้นปิดจมูกแทบไม่ทัน
“ฉันเตือนแล้วนะ ถ้าไม่รีบไป ก็ตายอยู่ที่นี่”
แพรพลอยปรายตา แล้วเดินเข้าไปในกลุ่มควัน ยกปืนขึ้นประทับ พลางสาดกระสุนนำ
“คุณแพร” อิศร์รีบตาม

เห็นควันตลบอบอวลที่ด้านนอก ตา และลูกน้องสำลักควัน แสบตา มองไม่เห็น แพรพลอยเดินฝ่าควัน ยิงเปรี้ยงๆๆ อย่างเท่ พวกทิตากับลูกน้องรีบหนีกระจาย อิศร์โผล่ออกมา แพรพลอยหันไปไล่
“ไปซะคุณอิศร์! ไปเดี๋ยวนี้”
“ผมไม่ไป ผมจะช่วยคุณ”
อิศร์ดื้อด้านยังทำท่าถือปืน แต่ดูไม่ถนัดมือเพราะไม่เคยลองยิงมาก่อน
แพรพลอยโมโหสุดขีด ด้วยกลัวว่าอิศร์จะเป็นอันตราย “จะไปไม่ไป ฉันฆ่าคุณได้นะ อย่าลืมว่าตอนนี้เราเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน”
แพรพลอยเบนปากกระบอกปืนมาทางอิศร์
อิศร์ตกใจ “คุณแพร”
แพรพลอยตะโกนไล่ “ไป”
ขาดคำ ฝั่งทิตายิงเปรี้ยงๆ มาอีก แพรพลอยม้วนตัวหลบ ทิตาเห็นอิศร์ยืนทื่อก็หันมาเล็ง เตรียมยิงให้ตาย แต่แพรพลอยเห็นทิตาจะเล็งอิศร์ ก็รีบยิงสวนกลับไปเพื่อป้องกันแล้วผลักอิศร์ไปอีกทาง
แพรพลอยยิงสวนทิตาเพื่อป้องกันอิศร์ แล้วตัดสินใจผลักอิศร์ไปทางหนึ่ง ส่วนตัวเองก็วิ่งล่อพวกทิตาไป
“ฉันอยู่นี่” พร้อมกับยิงใส่พวกทิตา
ทิตาและพวก กระจายตัวแยกกันยิงอิศร์และแพรพลอย
“ฉันจัดการนางนี่เอง ไปฆ่าไอ้อิศร์”
อิศร์มองไปทางแพรพลอยที่มีทิตาไล่ตามไป
“คุณแพร” ก่อนจะหันมาเห็นพวกลูกน้อง “เฮ้ย”
อิศร์รีบกลิ้งหลบ แล้วตัดสินใจยิงสู้ไปแบบมั่วๆ

อิศร์กับแพรพลอยถอยหนีจากทิตาและพวกจนมาเจอกันอีกครั้ง อิศร์เริ่มยิงคล่องขึ้น
“ทำไมคุณยังไม่ไปอีก”
“ผมจะไปก็ต่อเมื่อคุณไป”
แพรพลอยโมโห “อยากตายนักใช่ไหม”
แพรพลอยวาดแขนฟันเข้าที่คอ แต่อิศร์เอี้ยวตัวฉากหลบวูบ
“คุณจะเล่นงานผมจริงๆ เหรอ”
แพรพลอยวาดจระเข้ฟาดหางมาอีกที ดังโครม อิศร์จุกลงไปกอง แพรพลอยได้จังหวะ ออกไปกราดกระสุนใส่พวกทิตา อิศร์ฮึด ลุกขึ้นจนได้
“เอาสิ ดูซิว่าคุณจะใจร้ายกับผมได้แค่ไหน”
อิศร์รีบตามออกไป

ส่วนแพรพลอยออกไปยิงสู้กับทิตาและพวก สู้ไปหนีไป ทิตาไล่ตามไป เป็น 7 รุม 1 อิศร์ทะลึ่งเข้ามา เห็นแพรพลอยโดนรุม ก็ยิงใส่พวกมัน เพื่อเปิดทางให้แพรพลอยหนี
“คุณแพร วิ่ง”
แพรพลอยขัดใจ แต่ก็วิ่งตามที่อิศร์บอก พวกลูกน้องทิตาหันมายิงใส่อิศร์
แพรพลอยตั้งหลักได้ หาช่องยิงสวนพวกทิตาเพื่อปกป้องอิศร์บ้าง
เสียงไซเรนตำรวจดังลั่นมาทางหน้าบ้าน เพราะมีคนไปแจ้ง ทิตากับลูกน้องชะงัก
“เตรียมหนีไปก่อน”
ลูกน้องเลิ่กลั่กกระจายกันไป ทิตารีบวิ่งเข้าไปทางประตูหลังบ้าน

ทิตาเข้ามาในครัว กระชากสายถังแก๊สให้หลุดจากเตา หล่อนยกเสื้อปิดจมูกพลางเปิดแก๊สจนสุดวาว
“ในเมื่อความทรงจำในบ้านหลังนี้มันเลวร้ายนัก....ก็ให้มันมอดไหม้ไปแล้วกัน”
ทิตาถอยออกจากครัว
“แกด้วย...นังแพรพลอย” พลางชักปืนเตรียมยิงถังแก๊ส

อิศร์กับแพรพลอยเห็นพวกทิตาไปแล้วก็รีบโผล่จากที่ซ่อน
“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณแพร”
“ฉันบอกให้ออกไป” แพรพลอยหันไปจะยิง
“งั้นยิงเลย ยิง ถ้าคุณไม่ยิง ผมยิงเอง”
อิศร์กระชากปืน ยิงลงพื้น ด้วยความบ้าคลั่ง
“คุณอิศร์...อย่า”
“ทำไม คุณกลัวผมจะยิงคุณเหรอ”
“ไม่ใช่...แต่...”
แพรพลอยพูดไม่จบก็เห็นลูกไฟพุ่งออกมาจากภายในบ้าน
“ระวัง”
อิศร์หันไปมองแล้วกระชากตัวแพรพลอยกระโจนหนี

บ้านระเบิดตู้ม ไฟไหม้ลุกท่วมชั้นล่าง เศษไม้ปลิวว่อน เศษซากกระจายทั่วอากาศ ตกลงพื้น
อีกมุมหนึ่งไกลจากตัวบ้านนัก อิศร์ประคองกอดแพรพลอย ทั้งตัวมีเศษดิน เศษไม้เปรอะเปื้อน ทั้งคู่เงยหน้ามองกันและกัน รอดมาได้ ถอนหายใจ
“คุณไม่เป็นอะไรนะคุณแพร”
แพรพลอยได้สติ รีบผละออกจากห่าง แล้วรีบลุกขึ้น
“อย่ามายุ่งกับฉัน”
“ผมเป็นห่วงนะ” อิศร์หน้าม่อย นึกน้อยใจ
“คุณเองยังแทบจะดูแลตัวเองไม่ได้ จะมาเป็นห่วงฉันทำไม ที่สำคัญเราไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว”
“คุณอาจจะคิดว่าผมไม่เกี่ยวข้องกับคุณแล้ว แต่ผมคิดอย่างนั้นไม่ได้หรอก ยังไงคุณก็ยังเป็นแพรพลอยคนเดิม คนที่ผม...”
“ไม่มีแพรพลอยคนเดิมอีกต่อไปแล้วค่ะคุณอิศร์ แพรพลอยที่คุณรู้จัก ตายไปแล้ว”
แพรพลอยวิ่งหนีไป อิศร์ตะโกนเรียกดังลั่น
“คุณแพร”
แพรพลอยวิ่งไม่หันกลับ อิศร์คอตก เสียใจ

กลับถึงบ้าน อิศร์นั่งซึมกะทือ ให้มายาวีทำแผล มีอนุภัทรนั่งบ่นอยู่ข้างๆ
“ไอ้อิศร์เอ๊ย ก่อเรื่องจนได้ ไหนแกว่าจะไปซุ่มดูเฉยๆ ไง ฉันบอกแล้วว่าเดี๋ยวจัดการเอง”
“ก็มันอดไม่ได้นี่หว่า”
“แล้วทีนี้มันก็คงไหวตัวทัน ไม่อยู่ให้พวกฉันไปจัดการ”
อิศร์ประชดส่ง “แกก็รอก่อนสิ เดี๋ยวมันก็ออกมาฆ่าฉันอีก”
มายาวีตีเผียะ “ดูพูดเข้า อยากตายนักหรือไง”
“ใช่ ฉันอยากตาย เพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ชีวิตฉันมันไม่มีอะไรเหลือแล้ว คนที่มีค่าที่สุดในชีวิตฉันเขาก็ไม่สนใจฉัน” อิศร์เริ่มคร่ำครวญเรื่องแพรพลอยอีก “ขนาดวันนี้ฉันเสี่ยงตายช่วยเขาไม่ให้ถูกพวกนักฆ่าเล่นงาน เขาก็ยังไม่เห็นความดีของฉันเลย”
“แกพูดถึงใคร”
“ก็คุณแพรน่ะสิ ไอ้พวกนั้นมันจะฆ่าทั้งคุณแพรทั้งฉัน”
อิศร์พูดจบก็ลุกเดินขึ้นบ้านไป ทิ้งให้อนุภัทรกับมายาวีนั่งมึน แปลกใจ

เวลาเดียวกันแพรพลอยยืนเหม่ออยู่ที่ระเบียงนอกห้อง เศร้าที่ต้องใจร้ายกับอิศร์
ภาพความหลังผุดขึ้นมาในห้วงคิด ตอนอิศร์ปีนคอนโดขึ้นมาหาแล้วล้มทับกัน และตอนอิศร์ดีดกีตาร์ร้องเพลงให้แพรพลอยฟังที่กระบี่ กระทั่งตอนที่อิศร์ดึงตัวหล่อนลงมาจูบในน้ำ

ส่วนอิศร์เดินเข้ามาในห้องตัวเองอย่างเศร้าๆ ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาในสภาพมอมแมม
นึกถึงเหตุการณ์ตอนแพรพลอยมาเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้าน อิศร์ตามไปรั้ง แต่แพรพลอยไม่ยอม และตอนเขาจะเข้าไปดูแล แต่แพรพลอยไม่ยอมผลักออก แล้ววิ่งหนีไป
อิศร์กลุ้มหนัก ยกมือปิดหน้า แล้วหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะมาเทใส่แก้ว ดื่มแก้กลุ้ม

ฟากอนุภัทรกับมายาวีเดินคุยกันออกมา เตรียมแยกย้ายกันกลับบ้าน
“แปลกจริงๆ” อนุภัทรพึมพำ
“อะไรคะผู้กอง”
“ที่อิศร์มันบอกว่า พวกนักฆ่าพยายามจะฆ่าคุณแพรพลอยไปพร้อมๆ กับมัน ทำไม ในเมื่อคุณแพรเป็นคนของมิสเตอร์ลีไปแล้ว”
“นั่นน่ะสิ แล้วถ้ามิสเตอร์ลีอยากฆ่าอิศร์ ทำไมไม่ให้คุณแพรจัดการให้หมดเรื่อง ทำไมนายอิศร์ถึงยังรอดมาได้”
“ผมว่าเรื่องมันชักจะซับซ้อนกว่าที่เราคิด”
ขณะเดียวกันอำพลกับไอศูรย์คุยอยู่กับสุนทร ที่บ้านของอำพล
“แกว่าไงนะ”
“ทิตาบอกว่าคุณอิศร์บุกไปที่บ้านมันครับ แพรพลอยก็ไปที่นั่นด้วย”
อำพลหันมาทางไอศูรย์ “ก็ไหนอิศร์กับแพรพลอยมันผิดใจกันแล้วไม่ใช่เหรอ”
ไอศูรย์หงุดหงิด “นั่นน่ะสิ ผมก็ยิ่งสงสัยอยู่ นังทิตานี่ก็ไม่ได้เรื่อง ไอ้อิศร์ไปให้ฆ่าถึงที่ก็ทำอะไรมันไม่ได้ ขนาดลูกน้องตั้งกี่คน”
“ผมว่าคุณอิศร์คงรอดเพราะฝีมือแพรพลอยเหมือนเคย” สุนทรว่า
“ตกลงแพรพลอยมันทำงานให้ใครกันแน่ ถ้ามันไปอยู่กับมิสเตอร์ลี ทำไมถึงยังมายุ่งกับอิศร์อีก” อำพลงง
“คงตัดกันไม่ขาดมั้งครับ วัวเคยค้าม้าเคยขี่ แต่ยังไงมันสองคนก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบชั่วโมง เราควรจะเร่งมือ”
“ผมจะไปสั่งทิตา”
ไอศูรย์ห้าม “เดี๋ยวก่อน ฉันว่านังทิตาทำคนเดียวไม่สำเร็จหรอก มันต้องมีผู้ช่วย”
สีหน้าไอศูรย์อำมหิตมาก คิดแผนการหาบอดี้การ์ดเป็นไส้ศึกใกล้ตัวอิศร์

เช้านั้นแพรพลอยเดินไปที่บ้านทิตาอีกครั้งแล้วหยุดมอง เมื่อเห็นเทปกั้นของตำรวจขวางไว้ไม่ให้เข้าแพรพลอยชะเง้อมองเข้าไปอย่างเสียดาย อนุภัทรเดินออกมาจากในบ้านที่เกิดเหตุ
“ผมนึกแล้วว่าคุณแพรต้องกลับมาที่นี่”
แพรพลอยอึ้งๆ สีหน้าเจื่อนๆ ไม่อยากเจอพวกของอิศร์ตอนนี้

สองคนอยู่ที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากที่เกิดเหตุนัก แพรพลอยนั่งเผชิญหน้ากับอนุภัทร ท่าทางอึกอัก เหมือนมีอะไรปิดบัง
“คุณแพรจะเข้าไปดูอะไรครับ”
แพรพลอยก้มหน้าดื่มกาแฟไม่ยอมตอบ
“ผมรู้นะครับว่าเมื่อวานคุณแพรอยู่ที่นั่น พร้อมกับเจ้าอิศร์” ผู้กองนึกได้ “ที่จริงอิศร์บอกว่าคุณแพรอยู่ในบ้านหลังนั้นก่อนมันจะมาถึงด้วยซ้ำ คุณแพรไปทำอะไรครับ”
อนุภัทรจ้องแพรพลอยรอคำตอบ แพรพลอยหนักใจ แต่ก็ตัดสินใจบอกตรงๆ
“ฉันไปเยี่ยมเพื่อนค่ะ บ้านหลังนั้นคือบ้านเพื่อนฉัน”
“เพื่อนคุณแพร แล้วทำไมถึงมาเกี่ยวกับอิศร์ได้”
“เพื่อนของฉัน...คือคนที่ตามฆ่าคุณอิศร์อยู่”

ฟังที่แพรพลอยบอก อนุภัทรขมวดคิ้วแทบชนกัน งงไปหมด

ต่อจากตอนที่แล้ว

อนุภัทรนั่งดูแฟ้มภาพอยู่ในห้องทำงาน ในแฟ้มมีพวกรูปถ่ายศพคนร้ายคดีที่เกี่ยวกับอิศร์ อนุภัทรจ้องรอยสัก มาจนถึงภาพสุดท้ายที่เป็นรูปสเก็ตช์ของทิตา ผู้กองหนุ่มหวนคิดถึงเรื่องที่แพรพลอยคุยค้างไว้ก่อนหน้านี้

ตอนนั้นแพรพลอยยอมเปิดปากเล่าเรื่องทิตา หรือ กระต่าย
“กระต่ายเป็นเพื่อนที่มูลนิธิของฉันค่ะ เขาหนีออกจากบ้านหลายมาสิบปีแล้ว พบกันอีกทีเขาก็กลายเป็นคนที่พยายามตามฆ่าอิศร์ ฉันไม่แน่ใจว่าใครกันแน่คือคนที่บงการเรื่องนี้ แต่ที่แน่ๆ คงไม่ใช่มิสเตอร์ลี เพราะวันนี้กระต่ายพยายามฆ่าฉันด้วยเหมือนกัน”
“นี่ใช่ไหมครับ คือเหตุผลที่คุณมาทำงานกับมิสเตอร์ลี”
แพรพลอยนิ่งไป หลบสายตา
“ผมไม่เชื่อตั้งแต่แรกว่าคุณจะกล้าทิ้งเจ้าอิศร์มันไปง่ายๆ”
แพรพลอยนิ่งอีก แต่ก็เห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง เลยเงยหน้าขึ้นสบตา
“มีทั้งเหตุผลนี้แหละเหตุผลอื่นค่ะ แต่ผู้กองอย่าเพิ่งบอกใครนะคะ งานของฉันยังไม่จบ ถ้ามีใครรู้เจตนาของฉัน คุณอิศร์อาจจะไม่ปลอดภัย”
อนุภัทรยิ้มโล่งใจ “คุณยังห่วงเจ้าอิศร์อยู่จริงๆ ด้วย ตกลงครับ”
แพรพลอยยิ้มนิดๆ อย่างโล่งใจ

ฟากอิศร์อยู่ที่บ้าน นั่งมึนๆ รินเหล้าใส่แก้ว จะยกดื่ม แต่ถูกมายาวีแย่งไปต่อหน้า
“ยายเมย์” อิศร์โวย
“จะกินให้เป็นมะเร็งตายหรือไง ส่องกระจกดูตัวเองซะมั่ง เนี่ยเหรอนายอิศร์ เดชโชดม อดีตหนุ่มโสดในฝันของสาวๆ สภาพตอนนี้ฝันร้ายชัดๆ”
“ใช่ ฉันมันฝันร้าย รู้แล้วก็อย่ามายุ่งกับฉัน เอาคืนมา”
อิศร์จะแย่งแก้วเหล้าคืน มายาวีไม่ให้
“อร่อยมากนักใช่ไหม ฉันกินเอง” มายาวียกแก้วดื่มอั้กๆๆ
“ยายเมย์”
มายาวีดื่มจนหมดแก้วแล้วทำหน้าพะอืดพะอม
“โอย จะอ้วก รสชาติอย่างนี้กินเข้าไปได้ไงเนี่ย”
“คิดเหรอว่าจะหยุดฉันได้ ไม่คืนแก้วใช่ไหม”
อิศร์หยิบขวดขึ้นมาจะกรอกปาก อนุภัทรปราดเข้ามากระชากคืนไป
“พอได้แล้ว”

อนุภัทรดึงคอเสื้อ ลากอิศร์ที่โวยวายเข้ามาในห้องน้ำ มายาวีวิ่งตามมา
“ปล่อยฉันนะโว้ย แกจะทำอะไรเนี่ย”
“แกจะบ้าไปถึงไหนไอ้อิศร์ ฉันชักจะทนแกไม่ไหวแล้วนะ คุณเมย์ จับไว้”
อนุภัทรผลักอิศร์ไปให้มายาวี แล้วเปิดฝักบัวให้สายน้ำราดรด อิศร์โวยวายร้องลั่น มายาวีโดนลูกหลงเปียกไปด้วยจนร้องกรี๊ด
“อ๊าย ทำอะไรเนี่ย”
“แกอย่ามายุ่งกับฉัน! ไอ้ภัทร ยายเมย์ ปล่อย!"
“ฟังนะไอ้อิศร์ ถ้าเป็นคนอื่น แกจะทำตัวตกต่ำยังไงฉันไม่สนหรอก แต่นี่แกเป็นเพื่อนรักฉัน ฉันนิ่งเฉยไม่ได้”
อนุภัทรฉีดน้ำใส่อิศร์อีก อิศร์โวยวาย ปัดป้อง น้ำกระเด็นใส่มายาวี
“ฉันรู้ว่าแกเสียใจเรื่องคุณแพร แต่แกอย่าลืมสิว่ายังมีคนอื่นที่เขารักและเป็นห่วงแกอยู่ แกทำแบบนี้ก็เท่ากับร้ายที่คนรักแกด้วย ชีวิตแกไม่ได้มีแต่คุณแพรนะโว้ย แกยังมีครอบครัว มีงานที่ต้องรับผิดชอบ”
อิศร์นิ่งลง ไม่ขัดขืน เหมือนได้สติจากคำพูดอนุภัทร

ค่ำคืนนั้นบุญเกิดหิ้วกล่องใส่ขวดเหล้าหลายขนาดออกมาจากบ้าน อิศร์ยืนมองอยู่กับอนุภัทร มายาวี และป้าดวง
บุญเกิดลังเล “น...แน่ใจเหรอครับคุณอิศร์ จะยกให้ผมหมดนี่เลยเหรอครับ”
“ใช่ ถ้าแกไม่เอาก็ทิ้งไปให้หมด”
“อุ้ย อ...เอาครับ เอา ลาภปากไอ้บุญเกิดแท้ๆ”
บุญเกิดรีบหอบลังออกไป อนุภัทรหันไปมองอิศร์ที่ยืนหน้านิ่ง แล้วตบไหล่ให้กำลังใจ
“ต้องอย่างนี้สิวะเพื่อน”
“แกพูดถูก ฉันเอาแต่นึกถึงคนอื่น จนไม่นึกถึงตัวเอง ไม่นึกถึงคนที่ยังรักฉัน ต่อไปนี้ฉันจะเข้มแข็งกว่านี้”
ทุกคนมองอิศร์อย่างดีใจ สายตาอิศร์เวลานี้แน่วนิ่งและมุ่งมั่นมาก

เช้าวันต่อมาอำพลคุยกับไอศูรย์หน้าตาเคร่งเครียด
“ไอ้อิศร์มันกลับมาทำงานแล้วนะ พ่อก็เข้าใจว่ามันจะไปแล้วไปลับ ไม่รู้จะกลับมาทำไม”
“มันก็คงยังหวงสมบัติมันอยู่น่ะครับพ่อ แต่มันกลับมาคราวนี้ ผมคิดว่าเราทำให้มันหายไปได้”
ไอศูรย์ยิ้มมั่นใจ

ไอศูรย์กับอำพลพาสมชายมาแนะนำให้อิศร์รู้จักถึงในห้องทำงานที่ออฟฟิศ
“ฉันเห็นว่าช่วงนี้นายไม่มีบอดี้การ์ดก็เลยหามาให้ สมชายก็เคยเป็นผู้ติดตามนักการเมืองดังๆ มาแล้วเหมือนกัน ฝีมือดีไม่แพ้แพรพลอยหรอก”
สมชายค้อมหัวให้อิศร์อย่างนอบน้อม อิศร์มองผ่านๆ โดยไม่ได้สนใจอะไรมาก
“ที่จริง ผมไปไหนมาไหนตามลำพังก็ง่ายดีนะครับ”
“อย่าประมาทเลยอิศร์ ถ้าคนที่ไม่หวังดีมันรู้ว่าแพรพลอยไม่ได้ทำงานกับแก มันต้องยิ่งหมายหัวแกแน่ๆ”
อิศร์ฟังท่าทีขรึมๆ แล้วถอนใจ พยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจพี่ศูรย์กับคุณลุงแล้วกันครับ”
อำพลกับไอศูรย์ยิ้มในสีหน้าให้กันอย่างพอใจ ขณะสมชายยืนนิ่งท่าทางนอบน้อม แต่ดูลึกลับและน่ากลัว

ในวันเดียวกัน สาวใช้เอาแฟ้มงานมาให้อนุภัทรที่หน้าบ้าน
“คุณผู้ชายฝากไว้ให้ผู้กองค่ะ”
“ขอบใจนะ”
อนุภัทรเก็บแฟ้มจะไป แล้วชะงักเมื่อเห็นรถมายาวีจอดอยู่
“คุณเมย์ไม่ได้ไปทำงานเหรอวันนี้”
“เปล่าค่ะ”
“เจ้าอิศร์มันไปทำงานแล้วนี่นา หรือว่าขี้เกียจ หาเรื่องเกงาน”
อนุภัทรรีบขึ้นไปตาม สาวใช้อ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ห้ามไม่ทัน

อนุภัทรเคาะประตูอยู่หน้าห้อง มายาวีเดินไปเปิด พอเห็นเป็นอนุภัทรก็ตกใจ รีบเอามือปิดปาก หันหน้าหนี
“คุณเป็นอะไร ทำไมไม่ไปทำงาน ตอนนี้อิศร์มันคงรออยู่”
“ฉันไม่สบาย”
“เป็นอะไร เป็นหวัดเหรอ หรือว่าที่เปียกน้ำเมื่อคืน”
“เปล่า”
“แล้วทำไมต้องปิดปากด้วยล่ะ”
“คุณอย่ามายุ่งกับฉันน่า”
มายาวีเดินหนี ไปนั่งหันหลัง ไม่อยากโดนซักไซ้ อนุภัทรมองไปรอบๆ ห้อง มองเห็นหน้าต่างรูดปิด มืดทึบ ก็เดินไปรูดให้
“ถ้าไม่สบายก็น่าจะเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท อยู่ในห้องมืดๆ อับๆ ทำไม”
“อย่า”
มายาวีร้องแล้วรีบเอาผ้าห่มคลุมตัว โผล่มาแต่หน้านิดๆ อายที่ตัวแดงหน้าแดงเพราะแพ้เหล้า
อนุภัทรมองงงๆ “อะไรของคุณ ทำท่าอย่างกับเป็นแวมไพร์ กลัวแสงสว่างหรือไง”
“คุณกลับไปเถอะ เดี๋ยวหายแล้วฉันก็ไปทำงานเอง”
มายาวีคลุมโปงไล่ อนุภัทรเริ่มเป็นห่วง
“ถ้าคุณป่วยขนาดนี้ ผมว่าเราไปหาหมอกันดีกว่านะ”
“ไม่เอา”
“คุณเมย์ อย่าดื้อน่า จะได้หายเร็วๆ”
“ไม่ๆๆๆๆ”
“ถ้าคุณไม่ยอมไปเอง ผมจะอุ้มคุณไป”
มายาวีร้องวี๊ด อนุภัทรเข้าไปรวบตัวขึ้นมา ผ้าห่มหลุดไป ใบหน้ามายาวีขึ้นผื่นแดงทั้งหน้าเพราะแพ้แอลกอฮอลล์ อนุภัทรเห็นแล้วตกใจ
“เฮ้ย คุณเป็นอะไรเนี่ย”

มายาวีนั่งหน้าแดงอยู่ตรงหน้าอนุภัทรในห้องรับแขก
“โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็แพ้แอลกอฮอล์ นึกว่าเป็นอีสุกอีใส”
“ฉันไม่น่าแย่งนายอิศร์ดื่มเลย อร่อยก็ไม่อร่อย แถมผื่นขึ้นทั้งตัว เข็ดจนตาย”
อนุภัทรมองแพรพลอยแล้วอมยิ้ม แพรพลอยยิ่งเสียเซ้ลฟ์ หน้างอใส่
“ฉันคงน่าเกลียดมากสินะ”
“ไม่มากหรอก ยังไงคุณก็ยังสวยอยู่”
อนุภัทรพูดยิ้มๆ มายาวีสบตาแล้วแอบเขิน
“ถ้าคุณไม่เชื่อ ผมจะถ่ายรูปนี้ไปลงเฟสบุ๊คแล้วแท็กให้คนอื่นมาดู” อนุภัทรควักโทรศัพท์ออกมา
มายาวีตกใจ “ผู้กอง จะบ้าเหรอ ไม่เอานะ ลบเดี๋ยวนี้”
มายาวีเข้าไปแย่งโทรศัพท์อนุภัทร อนุภัทรไม่ให้ กอดปล้ำกัน แล้วชะงักมองหน้า เพราะอารมณ์วาบหวามใกล้ชิด ก่อนที่เสียงกระแอมจะดังขัดจังหวะ
ทั้งสองได้สติ หันไปเห็นอิศร์กอดอกมองมา และอมยิ้มรู้ทัน
“มัวแต่จู๋จี๋กันนี่เอง เลขาฉันถึงไม่ไปทำงาน”

แพรพลอยขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่บ้านมายาวี กำลังจะแวะไปเยี่ยมมายาวีที่ป่วย แต่สายตาเหลือบไปเห็นสมชายที่โรงรถเดินด้อมๆ มองๆ
สมชายกำลังคุยโทรศัพท์รายงานไอศูรย์ที่สนามหญ้า พร้อมกับเดินดูดอกไม้แล้วเด็ดเล่นประสามือบอน
“คุณอิศร์แวะมาเยี่ยมเพื่อนครับ รู้สึกว่าจะชื่อมายาวี ได้ครับ ถ้าเสร็จจากที่นี่แล้วคุณอิศร์ยังไม่ตรงกลับบ้าน ผมจะรีบรายงาน”
สมชายวางสาย แล้วหันมาเห็นแพรพลอยยืนจ้องอยู่
“คุณเป็นใคร”
สมชายมองหน้าแพรพลอยงงๆ แล้วกวนตีนกลับ “แล้วคุณล่ะเป็นใคร”
แพรพลอยข่มอารมณ์ “ดอกไม้พวกนี้ท่านบรรเลงรักมาก คุณไม่ควรมาเด็ดเล่น”
“แต่ผมจะเด็ด ใครทำไม”
สมชายหันไปดึงดอกไม้เล่น แพรพลอยไม่พอใจ
“นี่คุณ หยุดนะ”
แพรพลอยกระชากแขน สมชายพลิกตัวหันมากอดรัดแพรพลอย
“ที่แท้ก็อยากหาเรื่องคลุกวงในนี่เอง”
แพรพลอยโมโห กระทืบเท้าสมชาย แล้วศอกใส่ท้องเต็มแรง
“โอ๊ย นังบ้า”
สมชายโมโหเงื้อมือจะตบหน้าแพรพลอย แต่แพรพลอยชักปืนออกมา
“แน่ใจนะว่าจะเล่นกับไอ้นี่”
อิศร์ อนุภัทร และมายาวี ได้ยินเสียงเอะอะ วิ่งออกมาเห็นแพรพลอยเล็งปืนใส่สมชาย
“อะไรกันน่ะ”
แพรพลอยหันไป พอเห็นหน้าอิศร์ก็ชะงัก อิศร์เองก็อึ้งไปเช่นกัน

สมชายยืนกุมมือเรียบร้อยสุดขีด พูดกับมายาวีและคนอื่นๆ
“ผมต้องขอโทษด้วยครับที่มือบอน แต่ผู้หญิงคนนี้ทำร้ายผมก่อน”
“เพราะฉันเตือนแล้ว แต่คุณไม่หยุด”
สมชายตวัดสายตามองแพรพลอยอย่างไม่พอใจ มายาวีตัดบท
“เอาเถอะๆ ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแพร”
“ตกลงผู้ชายคนนี้เป็นใครคะ”
อิศร์บอกอย่างเย็นชา “บอดี้การ์ดคนใหม่ของผมเอง ชื่อสมชาย”
แพรพลอยอึ้ง เมื่อรู้ว่าอิศร์มีบอดี้การ์ดคนใหม่แล้ว
“ผมเพิ่งตัดสินใจจ้างมาทำงาน ต่อไปนี้คงต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะศัตรูคงจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม”
อิศร์พูดพลางมองแพรพลอยอย่างเฉยเมย อนุภัทรกับมายาวีชักอึดอัด
“เอ่อ คุณแพรจะมาเยี่ยมคุณเมย์น่ะ ฉันเป็นคนโทร.บอกเอง”
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะเมย์ เธอจะได้รับแขก หายเร็วๆ นะ”
อิศร์เดินผ่านแพรพลอยไปอย่างเย็นชาพร้อมกับสมชาย
แพรพลอยหน้าเสีย นึกน้อยใจ แล้วหันไปยิ้มกับอนุภัทรและมายาวีที่กระอักกระอ่วนกับบรรยากาศ

สมชายแอบกลับมารายงานไอศูรย์ที่บ้านว่าพบกับแพรพลอยในออฟฟิศอิศร์
“นังนั่นแหละศัตรูตัวฉกาจของเรา แกระวังตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้มันจับพิรุธได้”
“ไม่ต้องห่วงครับ เท่าที่ผมสังเกตดู ก็ไม่เห็นคุณอิศร์จะมีเยื่อใยกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว”
“ยังไงก็อย่าประมาท ถ้ามันรู้แผนของเรา งานกำจัดไอ้อิศร์อาจจะไม่สำเร็จอีก”
“ถ้างั้นคุณไอศูรย์จะให้ผมลงมือเลยไหมครับ”
“ยังไม่ต้อง ถ้าฉวยโอกาสตอนนี้ฉันอาจจะถูกเพ่งเล็งได้ แกคอยติดตามความเคลื่อนไหวของมันไปก่อนแล้วก็ส่งข่าวให้ทิตารู้ว่าชีวิตประจำวันไอ้อิศร์มันอยู่ที่ไหนบ้าง”

อิศร์นั่งทำงานเคร่งเครียดอยู่ที่บ้าน เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่อริสราจะเปิดประตูเข้ามายิ้มหวานให้
“อริสคั้นน้ำส้มกับของว่างมาให้ค่ะ เห็นอิศร์ขังตัวเองอยู่ในห้องตั้งแต่เย็นแล้ว ข้าวเย็นก็ไม่ทาน”
“ผมต้องเคลียร์งานน่ะครับอริส”
“มีอะไรให้อริสช่วยไหมคะ”
อริสราถือวิสาสะเข้าไปชะโงกหน้ามองงานบนโต๊ะ จนแก้มเกือบชนหน้าอิศร์
อิศร์ชะงักตกใจ ที่อริสราเข้ามาใกล้ชิด รีบถอยออก อริสรารู้ตัว เจื่อนไป
“อริสเป็นห่วงอิศร์นะคะก็เลยมาช่วยดูแล เพราะเห็นว่าคุณแพรไม่อยู่”
“แต่ผมก็ยังมีป้าดวงนะครับ”
“ป้าดวงก็มีหน้าที่อื่นต้องทำ”
“อริสก็มีเหมือนกัน หน้าที่ดูแลครอบครัวของอริสไงครับ” อิศร์ยิ้มอ่อนโยน “อย่าห่วงผมเลย ผมมันคนโสด ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรมากหรอก แต่พี่ศูรย์...”
อริสราขัดขึ้น “อิศร์คะ”
จังหวะนี้ไอริณเดินเข้ามาในบ้าน ได้ยินเสียงอริสราดังออกมาจากห้องอิศร์ จึงหยุดฟัง

อริสราเลื่อนไปจับมืออิศร์ไว้ สายตาอ้อนวอน
“เลิกพูดถึงคนอื่นได้ไหมคะ อิศร์ก็รู้ว่าไม่มีใครสำคัญกับอริสเท่าคุณ”
“ไม่ได้หรอกครับ ผมไม่สมควรจะเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของพี่สะใภ้ตัวเอง”
อิศร์ดึงมือออก แล้วลุกหนีออกมา
อริสราสะอึก น้อยใจ “อิศร์พูดเหมือนไม่เคยรับรู้ความในใจของอริสเลย”
“ผมรู้ แล้วผมก็ขอบคุณที่อริสยังเก็บความรู้สึกนั้นไว้เสมอมา แต่ ณ เวลานี้ เราสองคนมีเส้นทางของตัวเองที่ต้องเดิน เราไม่สามารถร่วมทางเดียวกันได้ อย่างมากเราก็เป็นได้แค่ญาติ”
“ไม่ ! อริสต้องการมากกว่านั้น”
อริสราวิ่งไปกอดอิศร์ไว้ ร้องไห้คร่ำครวญ
“เพราะอริสไม่มีความสุขเลยนะคะอิศร์ อิศร์ก็รู้ว่าอริสไม่ได้เลือกทางนี้ด้วยตัวเอง”
อิศร์นิ่งอึ้ง อริสรากอดแน่น คร่ำครวญหวนไห้ไม่หยุด
“อิศร์จะปฏิเสธเหรอคะว่าอิศร์ไม่เสียใจเลย ตอนที่อริสต้องถูกบังคับให้แต่งงาน”
อิศร์นิ่ง อึ้งไปชั่วขณะก่อนพูดออกมา “ผมเสียใจ แล้วผมก็โกรธ ผมคิดว่าถ้าพี่ศูรย์เป็นคนไม่ดี ใช้กำลังตบตีทำร้ายอริส ผมจะเป็นคนแรกที่เข้าขัดขวางเขา แต่เท่าที่เห็นพี่ศูรย์ก็รักอริสมาก แล้วก็พยายามทำทุกอย่างให้อริสมีความสุข”
อิศร์ปลดมืออริสรา หันมาเผชิญหน้า
“ผมก็ต้องการสิ่งเดียวกันให้กับอริส ในเมื่อพี่ศูรย์ทำหน้าที่ของเขาได้สมบูรณ์แล้ว ผมก็หมดห่วง”
“แค่นั้นเองเหรอคะที่อิศร์ต้องการ”
“ใช่ เพราะผมยังรักและหวังดีกับอริสเสมอ แต่ผมทำร้ายพี่ไอศูรย์ไม่ได้ แล้วผมก็ไม่อยากให้เราทั้งคู่ถูกตราหน้าว่าทำผิดศีลธรรม”
อริสราน้ำตาคลอ เม้มปากแน่น กล้ำกลืนความผิดหวัง
“ผมจะขึ้นห้องก่อน อริสกลับไปพักผ่อนเถอะ” อิศร์เดินไป
“อิศร์ เดี๋ยวสิคะ”
อิศร์รีบเดินออกไป อริสราน้ำตาร่วง เสียใจหนักหนาสาหัส มั่นใจว่าอิศร์ไม่มีเยื่อใยอีกแล้ว

อริสราเดินเศร้าออกมา จะกลับไปที่บ้าน แต่ไอริณมายืนขวางไว้ พูดจาเหยียดหยัน
“อุตส่าห์เข้าไปยั่วพี่อิศร์ตั้งนานสองนาน แต่ก็ไม่สำเร็จ หวังว่าจะเข็ดซักทีนะคะพี่อริส”
“คุณแอบดูฉันเหรอคะ”
“ไม่ต้องใช้ตาดูหรอกค่ะ แค่เงี่ยหูฟังก็ได้ยินไปถึงไหนถึงไหนแล้ว ช่างไม่มีความละอาย ดีนะที่พี่อิศร์ใจคอหนักแน่น ไม่อยากปีนต้นงิ้วไปกับพี่อริสด้วย”
อริสราสะอึก หงุดหงิดจากอิศร์มาแล้ว ยิ่งมาเจอไอริณทับถมก็ชักโมโห
“สามีตัวเองนั่งทนโท่อยู่ที่บ้าน ทำไมไม่ไปบริการบ้างล่ะคะ แล่นมาหาคนรักเก่าอยู่ได้ ทั้งที่เขาแสดงออกตั้งนานแล้วว่าเขาไม่เอา”
อริสราตวาดอย่างเหลืออด “หุบปากนะ ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เรื่องของเธอแม้แต่นิดเดียว”
ไอริณอึ้งที่อยู่ๆ โดนอริสราตวาด
“ฉันอดทนให้เธอลามปามมามากแล้วนะไอริณ”
“ทำไมจะไม่ใช่เรื่องของริณ ในเมื่อพี่อริสเป็นเมียของพี่ศูรย์ สิ่งเลวๆ ที่พี่ทำมันก็เดือดร้อนมาถึงริณด้วยทั้งนั้น”
“งั้นก็ให้พี่เธอหย่ากับฉันสิ”
“ริณบอกอยู่ทุกวันนั่นแหละให้หย่าๆ กันไปซะ จะได้หมดเรื่อง ผู้หญิงดีๆ ที่มีค่ามีเยอะแยะไป จะเสียดายอะไรกับนางวันทอง”
“ไอริณ” อริสราโกรธตัวสั่น กำมือแน่น อริสราสุดทน เงื้อมือตบหน้าไอริณทันทีเต็มแรง
ไอริณช็อค หันมองอริสรา เอามือกุมแก้ม
“พี่อริส กล้าทำอย่างนี้เหรอ”
“ใช่ ต่อไปนี้ถ้าเธอก้าวร้าวกับฉัน เธอก็จะโดนแบบนี้”
อริสราเดินเชิดจากไป ไอริณกรี๊ดลั่นด้วยความแค้น พุ่งเข้าจิกหัวอริสราแล้วตบเอาคืน
อริสราสู้ขาดใจตบไอริณกลับจนล้มลงไปทั้งคู่ ป้าดวงกับอิศร์วิ่งออกมา
“ตายแล้ว”
“อริส ริณ หยุดนะ”
อิศร์กับป้าดวงวิ่งเข้ามาแยกทั้งคู่ออกจากกัน อิศร์ดึงตัวไอริณออกมา
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องใช้กำลังกันด้วย”
“ก็มันนั่นแหละ นังพี่สะใภ้ตัวแสบมันตบริณ”
“เพราะเธอดูถูกฉันก่อน”
“ดูถูกก็ดีกว่าดูผิด”
อริสราสะบัดจะเข้าไปหา แต่ป้าดวงจับไว้
“คอยดูนะ พี่ศูรย์จะต้องรู้เรื่องนี้ แล้วพี่จะต้องเจ็บตัว”
ไอริณเดินกุมหน้าฉุนเฉียวออกไป

ด้านแพรพลอยจับกระสอบทรายให้เปี๊ยกที่ใส่นวมกับกางเกงมวยเตะ
“แรงๆ หน่อยสิเปี๊ยก เข้มแข็งหน่อย”
เปี๊ยกกัดฟันเตะไม่ยั้ง แพรพลอยบิ๊วไปเรื่อยๆ ท่าทางขึงขัง
“แรงๆ เร็วๆ ให้สมกับเป็นลูกผู้ชายหน่อยสิ”
“เปี๊ยกเหนื่อยแล้วพี่แพร”
แพรพลอยเสียงแข็ง “ไม่ได้! เป็นลูกผู้ชายต้องอดทน ไม่งั้นจะแข็งแกร่งได้ยังไงกัน”
เปี๊ยกยืนหอบ แต่พยายามเต้นฟุตเวิร์กไปด้วย อัมพาออกมายืนกอดอกดู
“พี่คอยดูแลเปี๊ยกไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ วันหนึ่งเปี๊ยกก็ต้องมีชีวิตของตัวเอง ต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ อ้าว เปี๊ยก ลุกขึ้นมา”
เปี๊ยกเหนื่อยหอบ แกล้งหงายหลังตึงลงไป
“เปี๊ยกเหนื่อย ไม่ไหวแล้ว”
แพรพลอยส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ แล้วหยิบนวมมาสวม ชกกระสอบทรายเอง ขณะชกกระสอบทรายอยู่อย่างมุ่งมั่น สีหน้าแพรพลอยครุ่นคิดถึงความเย็นชาของอิศร์ ที่ดูไม่มีเยื่อใย
“บอดี้การ์ดคนใหม่ของผมเอง ชื่อสมชาย ผมเพิ่งตัดสินใจจ้างมาทำงาน ต่อไปนี้คงต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะศัตรูคงจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม”
แพรพลอยน้อยใจ เสียใจ ต่อยกระสอบทรายแรงขึ้นเหมือนระบายความเจ็บปวด โดยไม่รู้ตัวว่า อัมพามองดูอย่างเป็นห่วงอยู่ไม่ไกลนัก

แพรพลอยอาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนเข้ามาในห้อง ช่วยอัมพาทำเตียง
“แพร วันนี้แม่ชวนกรณ์ไปดูบ้านเช่าหลังหนึ่งมา พื้นที่เขากว้างขวางพอๆ กับที่นี่เลยนะ ค่าเช่าก็ไม่แพงนักเพราะอยู่นอกเมือง แพรคิดว่ายังไงจ๊ะ”
“แม่จะย้ายไปอยู่ที่นั่นเหรอคะ”
“ถ้าตกลงกันได้แม่ก็อยากไป”
“ทำไมคะแม่ มิสเตอร์ลีก็บอกเองว่าเราสามารถตั้งมูลนิธิต่อไปได้”
“แต่มันต้องแลกกับการที่แพรทำงานกับเขา แม่รู้ว่าแพรไม่มีความสุข”
อัมพาสะท้อนใจ สบตากับแพรพลอยอย่างจริงจัง แพรพลอยอึกอัก แล้วพยายามยิ้ม เข้าไปกอดอ้อน
“ไม่จริงหรอกค่ะ แพรแฮปปี้จะตาย เขาเป็นเจ้านายที่ดีนะคะ จ่ายเยอะด้วย”
“แพรอย่าโกหกแม่เลย แม่ดูออก” อัมพาลูบหัวอย่างเอ็นดู “ตอนที่แพรอยู่กับคุณอิศร์ ลูกแม่สดใสกว่านี้เยอะ”
แพรพลอยอึ้ง น้ำตาคลอออกมา แต่ยังกอดอัมพาเงียบๆ ไม่พูดอะไร
“แม่รู้ว่าแพรเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพวกเราทุกคน แต่ถ้าแม่หาทางออกที่ดีกว่านี้ได้ แพรก็จะได้ไม่ต้องฝืนใจอยู่กับมิสเตอร์ลีไงลูก”
“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะแม่ ต่อให้ย้ายมูลนิธิ หรือให้มิสเตอร์ลีไล่แพรออก แพรก็กลับไปอยู่กับคุณอิศร์ไม่ได้ เพราะเขามีบอดี้การ์ดคนใหม่แล้วค่ะ”
แพรพลอยฝืนยิ้มตอบอัมพาอย่างเศร้าๆ อัมพาสงสาร ดึงตัวแพรพลอยมากอดปลอบ

อริสราเดินเข้าบ้านมาไม่กี่ก้าว ก็ถูกไอศูรย์กระชากแขนจนตัวหัน
“คุณชักจะหนักข้อขึ้นทุกวันแล้วนะอริส ทำไมต้องลงไม้ลงมือกับริณด้วย”
“แล้วน้องคุณเขาไมได้บอกหรือไงว่าทำอะไรถึงต้องโดนอย่างนั้น หรือว่าบีบน้ำตาทำตัวเป็นนางเอก” อริสรามองไอริณอย่างเอาเรื่อง
“ผมไม่นึกเลยนะว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”
อริสราสะบัดแขน “ใช่ ต่อไปนี้ฉันเป็นคนแบบนี้แหละ ฉันยอมคุณมามากแล้ว มากจนน้องคุณกล้าขึ้นมาเหยียบบนหัวฉัน ต่อไปนี้ใครแรงมาฉันก็แรงกลับ”
“อริส” ไอศูรย์โกรธจัด
“รับไม่ได้เหรอ ถ้ารับไม่ได้ก็หย่าให้ฉันสิ ปล่อยฉันไปตามทางของฉัน”
“ทางที่คุณจะไป ก็คือทางไปบ้านไอ้อิศร์ ผมรู้นะ”
“ใช่ ฉันจะกลับไปหาเขาแน่ เพราะสิ่งที่เดียวที่ขวางฉันกับเขาอยู่ก็คือทะเบียนสมรส”
ไอศูรย์เดือดดาลตะคอกใส่หน้า “ไอ้เลวมันจะเป็นได้แค่ชู้ของคุณเท่านั้น”
อริสราสวนทันทีเสียงดังพอกัน “เหมือนที่กรองทองเป็นใช่ไหม”
ไอศูรย์ชะงัก หน้าซีดเผือด
“ฉันรู้นะว่าคุณทำอะไรลงไป กรองทองสารภาพกับฉันหมดแล้ว” อริสราเหยียดยิ้ม “คุณเอาแต่พูดว่าฉันเป็นเมียที่ไม่ดี คิดจะมีชู้ แต่ฉันก็ได้แค่คิด ส่วนตัวคุณเองกลับใช้กำลังข่มเหงกรองทองได้ลงคอ ใครกันแน่ที่เลว!”
ไอศูรย์ตกใจ พูดไม่ออก ที่มุมหนึ่งร่างของสุนทรค่อยๆ ก้าวออกมาขาสั่นๆ อาการช็อกๆ
“คุณอริส ค...คุณพูดว่าอะไรนะครับ ค...ใครทำกรอง”

ไอศูรย์ยิ่งตกใจกว่าเดิม เมื่อเห็นว่าสุนทรอยู่ที่นั่น

อ่านต่อตอนที่ 13
ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 12
ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 12
ทางด้าน คุณประยงค์ก้าวออกมายืนสง่าตรงบันไดชั้นบนในชุดที่ใส่ถ่ายรูป อีทิ้งถือชายสไบ ท่านผู้หญิงแย้มออกมาพร้อมบ่าวติดตาม เห็นชุดเข้าก็แปลกใจ “แม่ประยงค์ ทำไมแต่งตัวอย่างนี้” “ไม่สวยหรือคะ อ๋อ คุณแม่จะว่าล้าสมัยใช่มั้ยคะ คุณแม่ก็ทราบว่าลูกชอบแต่งหน้านางห่มสไบ ถึงจะไม่เข้าสมัยที่เขานุ่งซิ่นกันแต่ลูกจะแต่งอย่างนี้” คุณน้อยเดินมา แต่งชุดล้ำ เปรี้ยวของยุคสมัย คุณประยงค์หันไปเห็น “ให้แม่น้อยเขาล้ำสมัยไปคนเดียวเถอะค่ะ ดูซิ ซิ่นสั้นจนจะเห็นหัวเข่าอยู่แล้วคงงามหรอก” โดยหญิงสาวสมัย ร.6 ใส่ซิ่นยาวครึ่งแข้ง ส่วนสมัย ร.7 เป็นซิ่นยาวแค่เข่า คุณน้อยแย้งเอาว่า
กำลังโหลดความคิดเห็น...