xs
xsm
sm
md
lg

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สาปพระเพ็ง ตอนทีึ่ 12 

ในกระโจม นรสิงห์ สีหสา สุเลวินอยู่ด้านใน ไพลินเปิดกระโจมเดินเร็วเข้ามา
"ติสสากำลังมุ่งมาหาท่าน"
"มันคงตัดสินใจได้แล้ว ว่ามันต้องเลือกอะไร"
สีหสาหันไปยิ้มกับนรสิงห์ที่สีหน้าพอใจ

ติสสาก้าวเข้ามา นรสิงห์ก้าวออกมาพร้อมกับวาเร สีหสาคอยระวังซ้ายขวา
"เจ้าจะให้ข้าทำอะไรบ้าง"
"ทำลายพลังอำนาจทุกอย่างที่คุ้มครองศรีพิสยา เปิดทางให้กองทัพของข้าผ่านกำแพงเมืองเข้าไป"
"กำแพงเมืองศรีพิสยาไม่ได้ใหญ่โต ทำไมทหารเป็นหมื่นของเจ้าถึงทำลายลงไม่ได้"
"รบกันตัวต่อตัว ศรีพิสยาก็ต้องแพ้ให้กองทัพข้า ถ้าไม่มีอำนาจของเจ้าคอยต้านทานอยู่"
ติสสายิ้มออกมา มองสีหสา
"ถ้าเจ้ารู้เรื่องพวกนี้ดี ก็แสดงว่าเจ้ารู้ว่าศรีพิสยามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองอำนาจชั่วช้าได้ กองทัพของเจ้าจะต้องล้อมศรีพิสยาไปจนชั่วชีวิต แล้วก็กลับไปพร้อมคำว่า แพ้ !"
สีหสาโมโหที่ถูกปฏิเสธ
"ข้ามาเพื่อจะบอกเจ้าว่า ศรีพิสยาจะไม่ทรยศดินแดนตัวเอง เราถูกสอนให้รักศักดิ์ศรีของเรา"
"จะยอมเห็นลูกตายอย่างงั้นเหรอ ติสสา"
"ลูกข้าจะไม่ตาย คนชั่วอย่างพวกเจ้าเท่านั้นที่จะต้องตาย แผนชั่วช้าต่ำทรามของเจ้า มันทำให้ข้าเป็นคนทรยศไม่ได้ ถ้าจะรบ ก็จงรบอย่างมีเกียรติ อย่าให้ใครจดจำชื่อ นรสิงห์ ว่าเป็นกษัตริย์ที่ได้ชัยชนะมาจากความตายของเด็กผู้หญิงคนเดียว"
สีหสา วาเรชักดาบทันที ติสสาถือดาบเตรียมพร้อม
"งั้นเจ้าก็จงกลับไป ติสสา กลับไปเตรียมตัว เข้าสู่เวลาที่เจ็บปวด ทรมานยิ่งกว่าตาย"
ติสสาจ้องนรสิงห์ที่มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินออกไป
นรสิงห์นิ่งอยู่ชั่วครู่ แล้วเอ่ยขึ้น
"ออกมาเถอะ มรันมา"
สีหสา วาเรมองไปรอบๆทันที มรันมาก้าวออกมาช้าๆจากหลังโขดหินที่ซ่อน สีหสาไม่คิดว่ามรันมาจะหลบฟังอยู่
"ติสสาไม่ต้องการยารักษาชีวิตลูก แต่ข้ารู้ว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าต้องการ ขนาดยอมชีวิตแลกให้ได้"
มรันมาก้าวเข้ามายืนเผชิญหน้ากับนรสิงห์ด้วยแววตาตัดสินใจเด็ดขาด

ติสสากำลังนำเหล่าทหารตรวจตราริมฝั่งทะเลด้วยความแข็งขัน

มรันมายืนอยู่ตรงหน้านรสิงห์ สีหสา วาเรมองอยู่ด้านข้าง
"ถ้าเจ้าต้องการชีวิตข้า ข้าก็จะให้"
"ยอมตายเพื่อยาขวดเล็กๆนี่เลยหรือ มรันมา"
"จิตใจพวกเจ้ามันกระด้าง หยาบช้า ไม่รู้จักความรัก พวกเจ้าถึงกล้าเอาชีวิตเด็กบริสุทธิ์"
มรันมามองนรสิงห์และสีหสาด้วยแววตาแน่วแน่
"เด็ก ผู้ใหญ่ฆ่าได้ทั้งนั้น ถึงตัวเจ้าเอง ปากดีแบบนี้คงไม่อยากได้ยาแก้พิษไปให้ลูก" สีหสาบอก"ต่อให้ข้าอ้อนวอนสักแค่ไหน ถ้าพวกเจ้าไม่มีเมตตาหลงเหลืออยู่บ้าง ยานั่นก็ไม่มีวันได้ช่วยดาราน้อย"
"เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องการอะไร เพื่อแลกกับยาขวดนี้"
หัวใจความเป็นแม่ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก
"ถ้าดาราน้อยหายเพราะยานั่นจริงๆ ข้าจะบอกพี่ชายให้ช่วย"
"ก็ติสสาเพิ่งพูดว่าจะไม่เป็นคนทรยศ เจ้าเองก็เป็นถึงเจ้านางศรีพิสยา จะกล้าหักหลังแผ่นดินเกิดของเจ้าได้เชียวหรือ" สีหสาบอก
"ไม่มีสิ่งไหนสำคัญกับข้า เท่ากับชีวิตดาราน้อย"
มรันมาน้ำตาไหลออกมาด้วยความปวดร้าว
"ถ้าเจ้าไม่มอบยาแก้พิษให้ข้า ถ้าเจ้าไม่เชื่อคำสัตย์ของข้า ก็จงฆ่าข้าทิ้งซะตรงนี้ อย่าให้ข้าต้องกลับไปเห็นความเจ็บปวดทรมานของลูกอีก"
มรันมาน้ำตาไหลอาบแก้ม นรสิงห์มองนิ่ง ตัดสินใจ
"จริงๆแล้ว ข้าก็ไม่ใช่ก้อนหินที่ไม่มีจิตใจหรอกนะ ความรักของแม่กับลูกทำให้ข้ามีน้ำตาได้เสมอ เอ้า เอาไป .. ก่อนที่ข้าจะอำมหิตขึ้นมาอีก ข้ายังมีวิธีอื่นที่จะชนะศรีพิสยา"
นรสิงห์ยื่นขวดยาไปตรงหน้า มรันมารีบกำขวดยามาไว้ในมือ สีหสามองนรสิงห์แบบไม่เห็นด้วย แต่ทัดทานไม่ได้
"ข้าจะนับถือว่าท่านเป็นศัตรูที่มีเกียรติสูงส่ง"
"ไม่ต้อง เพราะวันข้างหน้าข้าจะเอาศรีพิสยามาเป็นของข้าให้ได้ ถึงตอนนั้น ชีวิตเจ้า ชีวิตติสสาหรือแม้กระทั่งดาราน้อยที่รอดตาย ข้าก็จะไม่ละเว้น ... กลับไปใช้เวลาแห่งความสุขที่เหลือซะให้พอ กอดลูกเจ้าให้แน่น ข้าสัญญา ข้าจะไม่เอาลมหายใจลูกเจ้าไปตอนนี้"
มรันมากำขวดยาในมือ มองสีหสา วาเร สองคนไม่ขยับเพราะนรสิงห์ยังไม่สั่ง มรันมาหันหลังรีบเดินออกไป นรสิงห์มองตาม
มันจะหักหลังเรา มันไม่มีทางพูดให้ติสสาเป็นคนทรยศได้ มันรักกันมากเกินไป" สีหสาบอก
"นั่นแหละที่ข้าต้องการ ยิ่งรักมากเท่าไหร่ ติสสามันก็ต้องเจ็บเพราะคนที่รักและไว้ใจมากเท่านั้น"
สีหสาเพิ่งเข้าใจแผนของนรสิงห์ คลี่ยิ้มร้ายสะใจออกมาเช่นกัน

มรันมาก้าวเร็วเข้ามาในห้องนอน พินทุกับกาหลงเฝ้าดาราน้อยอยู่ มรันมาพุ่งมาที่เตียง มองขวดยาในมืออย่างมีความหวัง
"ถึงจะริบหรี่แค่ไหน แม่ก็ขอมีหวัง"
กาหลง พินทุ ขยับเข้ามาใกล้อย่างตื่นเต้น
"เจ้าดาราน้อยจะฟื้นแล้ว"
"เราจะได้เสียงหัวเราะของเจ้าดาราน้อยกลับมา"
พินทุรีบช้อนร่างดาราน้อยขึ้นบนตัก มรันมาค่อยๆรินยาลงในปากลูก ยาสีม่วงเข้มซึมเข้าปากทีละน้อยจนหมด ทุกคนมองลุ้นด้วยแววตาเปี่ยมความหวังที่สุด
"ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเถอะนะ ดาราน้อย"

บริเวณริมหาด ติสสายืนมองไกล สีหน้ากังวลที่ตัวเองไม่ยอมรับยาแก้พิษจากนรสิงห์ บริเวณนั้นมีทหารยืนเวรยามกันเป็นระยะ
"ดาราน้อย พ่อผิดมากใช่มั้ย ที่ยอมปล่อยให้ลูกทรมาน"
ติสสาเจ็บปวดไม่น้อยกับการตัดสินใจ

ยาสีม่วงเข้มซึมลงไปจนหมด สีหน้าดาราน้อยยังนิ่ง มรันมาหน้าสลดลง น้ำตาเอ่อ กลั้นน้ำตา มองเมินไปทางอื่น กาหลงขยับมาใกล้
"มรันมา ดูนั่น"
ตุ่มแดงตามคอ ใบหน้าของดาราน้อยค่อยๆเลือนจางไป
"ยานี่แก้พิษได้จริงๆ"
มรันมาหยดยาที่เหลือลงไปตามแขนขาลูก กาหลง พินทุมองลุ้น ตุ่มแดงเลือนจนไม่มีเหลืออยู่อีก
" ดาราน้อยหายแล้ว"
มรันมาดีใจมาก กาหลงยิ้มกว้างตื่นเต้น พินทุมองแล้วพูดขึ้น
"ข้ารีบไปบอกแม่ทัพติสสาก่อนนะ"
พินทุรีบออกไป มรันมากอดดาราน้อยไว้ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

สีหน้าติสสายังเต็มไปด้วยความทุกข์
"ลูกเจ็บ พ่อก็เจ็บเจียนตาย ดาราน้อย พ่อขอโทษลูก พ่อขอโทษ"
น้ำเสียงติสสาแหบแห้งหายไปในลำคอ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินลงเบาๆ พินทุวิ่งเร็วมา
"ท่านแม่ทัพ เจ้าดาราน้อย"
"ลูกข้า เป็นอะไร"
ติสสาถามเสียงร้อนใจมาก
"เจ้าดาราน้อยหายแล้ว"
"หาย ..."
"อาการพิษที่เห่อตามตัวลดลงหมดแล้ว เจ้าดาราน้อยหายแล้วจริงๆ"
ติสสายิ้มตื่นเต้น วิ่งออกไปอย่างเร็วทันที พินทุมองตามนิดเดียว แล้วหันกลับมามองทหารที่ตั้งแถวเรียงรายด้วยสายตาสังเกต จดจำ

ติสสาวิ่งเข้ามาในห้อง เห็นมรันมานั่งยิ้มสดชื่นอยู่ข้างๆลูกสาว กาหลงนั่งอยู่ใกล้
"ดาราน้อย ลูกพ่อ"
"พี่ชาย ดาราน้อยหายแล้ว"
ติสสาเข้ามากอดลูกไว้ มองมรันมายิ้มอย่างมีความสุขมาก แต่พอมองเหลือบไปเห็นขวดที่อยู่ข้างตัวเมียก็หน้าเสีย เพราะจำได้ว่าเป็นขวดยาของนรสิงห์ ติสสาวางร่างดาราน้อยลง แล้วบอก
"กาหลง ดูอาการเจ้าดาราน้อยไว้ น้องน้อยมานี่"
ติสสาคว้าขวดยา แล้วกระชากแขนมรันมาออกไปด้านนอกทันที กาหลงด้วยความมองแปลกใจ

ติสสาดึงมรันมาออกมาที่สวนตำหนัก ชูขวดยาตรงหน้าเมียรัก
"น้องน้อยเอายานี่มาจากไหน"
ติสสาแววตาคาดคั้น
"บอกสิ น้องน้อย พี่ชายอยากได้ความจริง"
มรันมาน้ำตารินออกมาด้วยความคับแค้นในใจ เขาดึงเธอมาใกล้ เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน
"น้องน้อยได้มาจากนรสิงห์ใช่มั้ย"
มรันมาสีหน้าเจ็บปวดที่ต้องทรยศติสสา
"ใช่มั้ย น้องน้อย"
" ใช่"
"น้องน้อยทำอะไรลงไป"
"น้องน้อยทำหน้าที่แม่ ทำหน้าที่ปกป้องลูก หน้าที่ที่พี่ชายไม่ยอมทำ"
"น้องน้อยบอกอะไรกับนรสิงห์ มันให้ยาเพื่อแลกกับอะไร"
มรันมามองติสสาด้วยแววตาผิดหวัง พินทุลอบเข้ามาหลบฟังการโต้เถียงของทั้งคู่อย่างเงียบกริบ
"น้องน้อยยังไม่เลวอย่างพี่ชายคิด น้องน้อยไม่ได้พูดอะไรที่เป็นความลับของศรีพิสยา นรสิงห์ให้ยามาเพื่อยืดเวลาที่น้องน้อยจะได้อยู่กับลูก"
"เราเชื่อใจไอ้สารเลวพวกนั้นไม่ได้"
"น้องน้อยก็ฆ่าลูกไม่ได้เหมือนกัน"
เธอสะบัดข้อมือออกจากมือเขาอย่างแรง
"น้องน้อย พี่ชาย"
"ถ้าพี่ชายถือเอาความรักศรีพิสยาเป็นชีวิต ขอให้รู้ไว้ว่าชีวิตน้องน้อยก็คือลูกคนเดียว ถึงมีแผ่นดินอยู่ ผู้คนสรรเสริญถึงความเสียสละยิ่งใหญ่ แต่ถ้าไม่มีดาราน้อย ต่อให้มีอิสระแค่ไหน มีฐานะสูงส่งเพียงใด มันก็ไม่มีความหมายกับน้องน้อยเลยสักนิด ถ้าเทียบกับลมหายใจอีกแค่ชั่วขณะเดียวของลูกที่น้องน้อยจะยื้อไว้ได้"
มรันมาสะบัดตัวเดินเข้าไปในตำหนัก ติสสามองตาม แล้วปาขวดยาในมือลงพื้นด้วยอย่างผิดหวังและเสียใจ

มรันมาตรงเข้ามากอดดาราน้อยไว้แน่นราวกับจะหวงไว้คนเดียว กาหลงมองท่าทางมรันมาด้วยสายตาสงสัยแต่ยังไม่กล้าถาม ติสสาเข้ามาแตะลงที่แขนลูก มรันมาดึงแขนนั้นมากอดไว้เอง ไม่ให้ติสสาเข้าใกล้
"น้องน้อย"
"พี่ชายออกไปทำหน้าที่แม่ทัพดูแลทุกข์สุขของทุกคนเถอะ น้องน้อยจะดูแลลูกเองW
มรันมาผลักไสติสสาเพราะความโกรธ ติสสาลุกขึ้น ถอยออกห่าง เสียงดาราน้อยดังขึ้น
"พ่อจ๋า"
ทุกคนมองไปที่ดาราน้อยทันที ติสสาพุ่งเข้ามากุมมือเล็กๆของลูกไว้ มรันมามองตื่นเต้น
"แม่จ๋า"
"ดาราน้อย ... ลูกพ่อ"
"ดาราน้อย ฟื้นแล้ว"
ติสสากับมรันมาตื่นเต้นจนพักความขุ่นใจไว้ชั่วครู่ กอดจูบลูกน้อยด้วยความดีใจ กาหลงมองดีใจ ขณะที่พินทุเร้นกายเข้ามาเงียบเชียบ สีหน้าไม่ยินดีกับการฟื้นขึ้นมาของดาราน้อย

บริเวณสระบัวเขตพระราชฐาน พินทุมือหนึ่งกำนกพิราบไว้ ขานกพิราบตัวนั้นมีกระดาษเล็กๆผูกติดอยู่
เขาปล่อยนกพิราบสื่อสารให้บินหายลับไปบนฟ้าอย่างเร็ว
ที่แท้ ... พินทุ คือสายลับที่เป็นตาของนรสิงห์นั่นเอง

ในค่ายรบ นกพิราบอยู่ในมือคชา นรสิงห์กำลังอ่านกระดาษที่พินทุส่งข่าวมา สีหสามองอยากรู้ สุเลวินสีหน้ารอคอยฟังข่าว
"ข้าจุดความหวังของพวกมันขึ้นใหม่ นังเด็กดาราน้อยฟื้นแล้ว แต่ติสสากับมรันมามันใกล้จะเข่นฆ่ากัน มันจะไม่มีวันเชื่อใจกันเหมือนเดิม"
"อาวุธที่ท่านใช้กับพวกมันร้ายแรงยิ่งกว่ายาพิษ ความระแวงที่ท่านใส่ลงไปในใจจะทำลายความรัก ความสามัคคีของพวกมัน" สีหสาบอก
"และที่สำคัญ ความโกรธเกลียดของมัน จะทำลายพลังผีขวัญ ผีเมือง ให้แตกสลายดับสูญ" สุเลวินบอก
"พวกมันกล้าท้าทายข้า ข้าก็จะสั่งสอนให้พวกมันรู้ว่าความรัก ความดีงาม มันช่วยรักษาอะไรไว้ไม่ได้ แม้กระทั่งชีวิตคนที่มันรัก"
"ท่านจะให้ดาราน้อยตายเมื่อไหร่" สีหาสาถาม
"ก็เมื่อเวลาที่มันยิ้มเพราะมีความสุขที่สุดน่ะซี ข้าให้ความสุขพวกมันได้ ข้าก็ดับมันลงได้เหมือนกัน"
นรสิงห์ยิ้มกับสีหสาอย่างมีความสุขกับสิ่งที่จะเกิดต่อไปกับดาราน้อย

ในห้องนอนดาราน้อย เวลากลางคืน ติสสา มรันมามองลูกอย่างห่วงใย กาหลง พินทุยืนอยู่ด้านหลัง
"พี่ชายอยากไปขอบคุณพระเพ็งที่ช่วยลูกเรา"
"ดาราน้อยหายเพราะยาแก้พิษที่ข้าเอามา ไม่ใช่พระเพ็ง" มรันมาบอก
ติสสาฟังแล้วดุขึ้นทันที
"น้องน้อย เสียงสวดอ้อนวอนพระเพ็งคือความดีที่คุ้มครองชีวิตดาราน้อย"
พินทุมองสังเกต
" น้องน้อยควรจะไปขอบคุณพระเพ็งกับพี่ชายด้วย กาหลงไปเตรียมดอกไม้"
กาหลงลุกออกไปก่อน ติสสาสั่งพินทุ
"พินทุคอยดูอาการดาราน้อย มีอะไรรีบไปตามข้าที่วิหาร"
มรันมาจำใจลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจ ติสสาจับแขนมรันมาพาเดินออกไป พินทุหยิบดาบที่ซ่อนเอาไว้แล้ว เดินเข้ามาใกล้ร่างดาราน้อยที่หลับอยู่ เงาของพินทุทาบทับบนร่างดาราน้อยดูน่าสะพรึงกลัว

ภายนอกวิหารหลวงศรีพิสยา ติสสาเดินเคียงคู่มากับมรันมาที่สีหน้าเรียบเฉย กาหลงถือพานดอกไม้ เดินนำเข้าไปก่อน
"เรื่องยาแก้พิษจากนรสิงห์ น้องน้อยจะให้ใครรู้ไม่ได้"
"พี่ชายคงกลัวจะถูกมองเป็นคนทรยศ"
"ไม่ใช่พี่ชายจะห่วงแต่หน้าที่ตัวเอง พี่ชายรู้จักการรบดีกว่าน้องน้อย ไม่ว่านรสิงห์จะบอกให้น้องน้อยทำอะไรเพื่อแลกกับยาแก้พิษ มันคือแผนการที่พวกบัดซบนั่น คิดจะเอาชนะเราให้ได้"
ติสสามองมรันมาด้วยสายตาขอความเข้าใจ

ในห้องนอนดาราน้อย พินทุเข้ามาใกล้ดาราน้อย ยกดาบขึ้นช้าๆจนสุดแขน มองร่างเล็กๆด้วยสายตาเกลียดชัง
"ถ้าแกหยุดหายใจไปตอนนี้ หัวใจติสสามันต้องแหลกสลาย"
มือพินทุอีกข้างหนึ่ง ยื่นมากำไว้รอบคอดาราน้อย

ภายนอกวิหารหลวงศรีพิสยา เวลากลางคืน มรันมามองติสสาที่ขยับเข้าใกล้ ด้วยแววตาขอความเห็นใจ
"หัวใจน้องน้อยก็ไม่เคยคิดจะทรยศศรีพิสยา แต่น้องน้อยมีทางเลือกเดียว พี่ชายก็เห็นแล้ว ถ้าพี่ชายยังยืนยันจะทำหน้าที่แม่ทัพปกป้องแต่แผ่นดิน เราจะไม่มีวันเห็นดาราน้อยมีลมหายใจขึ้นมาได้ หรือพี่ชายไม่มีความสุขที่ได้ยินเสียงลูกเรียก พ่อจ๋า"
"ความสุขของเราไม่ควรจะต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนทั้งศรีพิสยา"
"จะด่าน้องน้อยว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ชีวิตน้องน้อยทนรับความผิดหวังไม่ไหวอีกแล้ว น้องน้อยยอมเสียทุกอย่างได้แต่ต้องไม่ใช่ชีวิตลูก"
มรันมาสะบัดหน้า เดินตรงเข้าไปในวิหารหลวงทันที ติสสาเดินตามด้วยสีหน้าอึดอัดใจ

พินทุกำมืออยู่รอบคอดาราน้อย คมดาบวาววับ เขามองจ้องร่างเล็กๆด้วยแววตาเหี้ยม ผิดจากแววตาของพินทุผู้อ่อนโยนมาตลอด
"ยังไม่ใช่ตอนนี้ ความตายของแกต้องมันทำลายศรีพิสยาได้ทั้งหมด"
พินทุปล่อยมือออกจากรอบคอดาราน้อย ลดดาบในมืออีกข้างลง ถอยกลับไปยืนมองด้วยแววตากระด้าง

ศรีพิสยา เช้าวันใหม่ ในท้องพระโรง ปรันมาเดินเข้าหาติสสาด้วยสีหน้าสดชื่น
"ข้าดีใจด้วยที่ดาราน้อยฟื้นแล้ว พวกเจ้ารักษาดาราน้อยได้ยังไง ขนาดหมอเก่งๆ ทั้งหมดที่ข้าหามายังไม่รู้วิธีรักษาW
ติสสาฝืนยิ้ม ตอบออกไป
Wพระเพ็งมีเมตตา ข้ากับมรันมาสวดอ้อนวอนพระเพ็งให้เห็นแก่ชีวิตของเด็กตัวเล็กๆ ไร้เดียงสา"
ปรันมาแตะไหล่ติสสาด้วยความดีใจมาก
"พระเพ็งต้องช่วยคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง และเชื่อในความดีอย่างเจ้า"
ติสสายิ้มให้ปรันมาทั้งๆที่รู้ว่า ตัวเองปิดบังความจริงเรื่องยาแก้พิษจากนรสิงห์อยู่

ปันแสงเดินเร็วเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจ ตรงเข้าหาอินยาในห้องนอน
"ข่าวนังดาราน้อยหายป่วย พูดกันทั่วเขตพระราชฐาน"
"ไม่จริง มันต้องตายสิ หรือว่านรสิงห์มันหักหลังเรา"
อินยาสีหน้ากังวล ปันแสงเองก็ว้าวุ่นใจ
"เราช่วยมันทุกอย่าง มันสัญญาแล้วว่าจะทำให้ข้าขึ้นไปยืนแทนที่ปรันมา"
"ข้าจะไปตำหนักมรันมา ข้าต้องเห็นด้วยตาตัวเองว่าทำไมดาราน้อยมันถึงไม่ตาย"
อินยาพุ่งออกไปทันที ปันแสงตามเร็วออกไป

ติสสา มรันมาก้าวออกมาขวาง อินยากับปันแสงที่เดินรี่เข้ามาในบริเวณสวนตำหนักมรันมา
"ทุรนทุรายสภาพเหมือนสุนัขขี้เรื้อนโดนน้ำร้อนลวก เพราะลูกข้ายังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ย ออกไป ที่นี่ไม่ต้องการให้พวกเจ้าเสนอหน้าเข้ามา" ติสสาบอก
อินยา ปันแสงมองจ้องมองทั้งคู่ พินทุก้าวออกมายืนเตรียมพร้อมอารักขาติสสา มรันมา
"ข้ามาแสดงความยินดีจากใจนะ ที่ลูกเจ้ายังไม่ตาย"
"นอกจากไม่ตาย ดาราน้อยจะมีลมหายใจอยู่ไปจนเห็นความฉิบหายของเจ้าสองคน" ติสสาว่า"ขอให้เจ้าสมหวังสักครั้งนะ ติสสา เพราะที่ผ่านมา ข้ามักจะเห็นแต่ความทุกข์ของแกกับเมียรัก" ปันแสงว่า
"ออกไปได้แล้ว อย่ามาที่นี่อีก ข้าไม่อยากลูกเห็นใบหน้าเลวทรามของเจ้าสองคน" มรันมาว่า"แต่ข้าอยากให้เจ้าจำหน้าข้ากับปันแสงไว้ให้ดี จำไว้จนลมหายใจสุดท้ายว่าเราจะอาฆาตจองเวรเจ้าสองคนไปทุกชาติ"
"พินทุ"
พินทุรี่เข้าหาตามคำสั่ง ปันแสงเอาตัวบังแล้วดันเจ้านางให้เดินออกไปก่อน แล้วมองคู่อาฆาตด้วยแววตาแค้น ก่อนหันหลังเดินออกไป ติสสา มรันมามองตามอย่างเกลียดชังทั้งคู่

อินยา ปันแสงเดินเร็วออกมาด้วยความโกรธ
"ทำไมนังดาราน้อยไม่ตาย หรือว่าปรันมามันตกลงอะไรกับนรสิงห์"
อินยาฉุกใจคิด
"ปันแสง เราอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว"
"ไม่ ข้าจะไม่หนี ต่อให้ไม่มีนรสิงห์ ข้าก็จะทำให้บัลลังก์ศรีพิสยาเป็นของข้าให้ได้"
อินยามองปันแสงที่แววตาเหิมเกริม ไม่รู้จักคำว่าแพ้
"ข้าเกิดมาเพื่ออยู่บนความยิ่งใหญ่ เพื่อปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าสาบานกับตัวเองแล้ว ถ้ากระชากปรันมาลงจากบัลลังก์ศรีพิสยาไม่ได้ ข้าไม่มีวันยอมตาย"
"ถ้าเจ้ามั่นใจเช่นนั้น ข้าก็ขอสัญญา ปันแสง มือของข้าคู่นี้จะช่วยส่งเจ้าขึ้นไปให้ถึงความหวังสูงสุด"
อินยาแตะมือให้กำลังใจปันแสง ปันแสงบีบมือแม่ สองคนสายตาวาดหวังถึงการทำลายศัตรูทุกคน

ในห้องนอนดาราน้อย เวลากลางวัน ติสสาเดินเข้ามากับมรันมาและดาราน้อยที่กำลังนั่งเล่นกับกาหลง พินทุตามมาทางด้านหลัง
"พ่อจ๋า"
ติสสากางแขนโอบกอดลูก ดาราน้อยกอดหอมแก้มพ่อ ติสสายิ้มชื่นใจ
"หอมพ่อจ๋าแล้ว ต้องหอมแม่จ๋าด้วย"
ดาราน้อยกางแขน โผเข้าหามรันมา
"แม่จ๋า"
มรันมายิ้ม แต่ดาราน้อยยังไม่ทันกอดแม่ก็แน่นิ่งกลางอากาศ แขนตก ร่างทรุดลงบนเตียง
"ดาราน้อย"
ติสสา มรันมารีบพุ่งเข้ามาดูลูก เห็นดาราน้อยหน้าเขียวคล้ำ กาหลงมองตกใจ พินทุขยับเข้ามามอง สีหน้าเรียบๆ แต่แววตาเป็นประกายดีใจ

นรสิงห์จิบสุราที่คชารินให้ด้วยความสำราญ ทุกคนยืนมองด้วยแววตายินดี
"และแล้วความสุขของพวกมัน... ก็สั้นแค่ชั่วกะพริบตา"

ติสสา มรันมาจับตัวดาราน้อยแล้วยิ่งตกใจ เมื่อร่างกายดาราน้อยเย็นชืด
"ดาราน้อย ดาราน้อยเป็นอะไรอีก ทำไมตัวเย็นขนาดนี้W
"ไอ้นรสิงห์" ติสสาคำรามออกมา
"ยาแก้พิษ ข้าต้องไปขอยาแก้พิษ"
มรันมาจะวิ่งออกไป ติสสารวบตัวมรันมา
" ไม่ได้ น้องน้อย... อย่าไป"
มรันมาดิ้นรนอย่างหนักในอ้อมแขนติสสา
"ปล่อยข้า พี่ชาย ข้าจะไปขอยาแก้พิษให้ลูก"
ติสสากลัวมรันมาพูดชื่อนรสิงห์ออกมาให้ใครได้ยิน ก็รีบสั่งกาหลง
"กาหลง ออกไปหาผ้ามาเช็ดตัวดาราน้อย พินทุไปตามหมอหลวง"
กาหลงรีบเดินออกไป ติสสาพอเห็นกาหลงไม่อยู่ก็หันมาทางมรันมา
"น้องน้อย เลิกคิดเรื่องไปเอายาแก้พิษซะ"
"ไม่ ... น้องน้อยจะขอให้นรสิงห์ช่วยอีกครั้ง"
"ไม่ได้ เชื่อพี่ชายสิน้องน้อย นี่คือแผนของมัน มันทำให้ดาราน้อยทรมาน เพื่อให้เราบากหน้าไปอ้อนวอนขอร้องมัน มันต้องการให้พี่ชายเป็นคนทรยศ"
มรันมาสะบัดตัวออกห่าง
"แล้วถ้าน้องน้อยขอ... เพื่อชีวิตของลูก พี่ชายจะทำได้มั้ย"
"น้องน้อย"
ติสสามองมรันมาด้วยสายตานึกไม่ถึง

ค่ายรบนรสิงห์ นรสิงห์อ่านกระดาษจากนกพิราบที่พินทุส่งมา คชายังถือนกพิราบนั้นไว้ในมือ
สีหสา กับทุกคนสีหน้าจดจ่อ อยากรู้ข่าวที่พินทุส่งมา
"ถึงจะคลานมากราบตีนอ้อนวอนข้า มันก็จะพบแต่ความผิดหวัง แม่ทัพที่รักในหน้าที่อย่างติสสา มันกำลังใกล้บ้า ต้องเห็นสภาพใกล้ตายของลูกแล้วยังต้องฟัง เสียงรบเร้าจากเมียรัก ที่คิดว่าข้าจะยื้อความตายจากลูกมันได้"
นรสิงห์หัวเราะอย่างสะใจ

ติสสามองมรันมาด้วยสายตาผิดหวังกับคำถามของเมีย
"น้องน้อยจะให้พี่ชายทรยศแผ่นดิน ให้กองทัพนรสิงห์เข้ามาฆ่าพวกเราทั้งหมด"
"น้องน้อยไม่ได้อยากให้ใครตาย โดยเฉพาะดาราน้อย"
ติสสารู้ว่ามรันมากำลังสับสน ก็กอดไว้
"อดทน เข้มแข็งไว้ น้องน้อย เชื่อพี่ชายนะ เราต้องไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของคนเลวชั่วช้าอย่างนรสิงห์ เราจะหาวิธีรักษาลูก น้องน้อยต้องไม่ออกไปหานรสิงห์อีก"
มรันมาไม่รับคำ ติสสาคาดคั้น
"สัญญากับพี่ชายสิ น้องน้อย อย่าออกไปหานรสิงห์"
มรันมาไม่ตอบ ติสสาหน้าไม่ดีเพราะรู้แล้วว่า มรันมาอาจจะแอบออกไปหานรสิงห์อีก กาหลงเดินเข้ามา ติสสาลุกขึ้น
"กาหลง เฝ้าดาราน้อยกับมรันมาไว้"
"พี่ชาย"
"ห้ามใครออกไปจากตำหนักนี้เด็ดขาด ถ้าข้าไม่อนุญาต"
ติสสาสั่งเสียงเข้มจ้องมรันมา สองคนมองกันด้วยสายตาไม่พอใจ ติสสาหันหลังเดินเร็วออกไป มรันมาน้ำตาคลอ อับจนหนทางจะช่วยลูก

ในท้องพระโรง ปรันมามองติสสาที่เดินเร็วเข้ามา
"เจ้าปรันมา อาการดาราน้อยทรุดหนักลงอีกแล้ว"
"เป็นไปได้ยังไง เมื่อวานก็เพิ่งจะดีขึ้น"
"ข้าไม่รู้จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของลูกได้ยังไง ข้าหมดปัญญาจริงๆ ช่วยข้าด้วย"
ติสสาสีหน้าเศร้าจนปรันมาสงสาร
"ยังไงเราก็ต้องยื้อชีวิตดาราน้อยไว้ให้ได้ ไป ข้าอยากเห็นอาการหลานข้า"
ติสสาเดินเร็ว นำปรันมาไปทันที

นรสิงห์ยิ้มมองนกพิราบในมือคชา แล้วบอกทุกคน
"ถึงเวลาที่ข้าต้องไปจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นสักที คืนนี้ข้าจะเหยียบศรีพิสยาพร้อมกับความตาย สุเลวิน ใช้นิมิตรของเจ้าเพ่งมองไว้ รอจนพลังศรีพิสยาแตกสลาย สีหสา เคลื่อนทัพเข้าตีกำแพงเมืองทันที"
สีหสายิ้มเหี้ยม
"ข้ากับนักรบของเราพร้อมจะฆ่าพวกมันแล้ว จะไม่ละเว้นชีวิตใครทั้งนั้นไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่"
สุเลวินยิ้ม
"สุดท้ายก็ไม่มีพลังความดีอะไร ที่จะต้านทานพลังและปัญญาอันชาญฉลาดขององค์นรสิงห์ได้"
"จงโห่ร้องให้เสียงกึกก้องเมื่อได้ย่ำลงบนแผ่นดินของพวกมัน จงทำให้ข้ามองเห็นแต่เลือดกับซากศพก่ายกอง นับไม่ถ้วน"
นรสิงห์หันหลังเดินออกไป คชาเดินตาม สีหสา สุเลวิน และทุกคนยิ้มดีใจที่จะได้เข้าใกล้ความสำเร็จ
ในห้องนอนดาราน้อย มรันมากุมมือลูกไว้ด้วยสายตาร้อนรน กาหลงเอาผ้าซับตามแขน แต่ดาราน้อยก็นอนแน่นิ่ง
"ไม่ดีขึ้นเลย มรันมา ตัวเจ้าดาราน้อยเย็น เย็นเหมือน..."
กาหลงยั้งปากไม่ให้พูดว่า ศพ ออกมามรันมาสีหน้าวิตกมาก ซบลงที่แขนลูก น้ำตาร่วงออกมาด้วยความทุกข์
"อย่าเอาชีวิตลูกข้าไปเลย ใครก็ได้ช่วยลูกข้าด้วย"
มรันมาน้ำตานองหน้า จูบมือเล็กๆ ของลูกในสภาพเขียวคล้ำแล้วตัดสินใจลุกเดินออกไปด้านนอกอย่างเร็ว
มรันมาเดินตัดจะออกไปนอกเขตพระราชฐาน ติสสาเดินมากับปรันมา
"น้องน้อย"
มรันมาเห็นติสสากับปรันมาก็ตกใจ
"พี่ชายบอกให้น้องน้อยอยู่ในตำหนัก"
มรันมามองรู้ว่าติสสาไม่พอใจ
"น้องน้อยอยู่เฉยๆไม่ได้ มีทางไหนจะช่วยลูกได้ น้องน้อยก็ต้องทำ"
"มรันมา ข้าเข้าใจความทุกข์ของเจ้านะ คนเป็นแม่ย่อมเจ็บกว่าลูกร้อยพันเท่า"
"ขอบคุณเจ้าปรันมา ท่านยังเข้าใจ ว่าข้าต้องดิ้นรนเพื่อช่วยลูก"
ท้ายประโยค มรันมาหันไปมองติสสาอย่างจงใจกระทบกระเทียบ ติสสากลัวว่าจะห้ามอารมณ์มรันมาไว้ไม่ได้ ก็ขยับเข้าใกล้
"ข้าขอพาน้องน้อยกลับไปเฝ้าอาการดาราน้อยที่ตำหนักก่อน"
ติสสาแตะแขนเป็นเชิงดึงมรันมาออกไป ปรันมามองเห็นสีหน้าติสสากับมรันมาที่บึ้งตึง ไม่ยิ้มแย้มให้กันเหมือนเช่นเคย ก็เอ่ยปาก
"ครอบครัวคือที่สุดของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดปัญหาหนักหนาสักเท่าใด จงนึกถึงความรักที่มีให้กัน"
ปรันมาเอ่ยเตือนอ้อมๆด้วยสายตาซาบซึ้ง ติสสามอง
" รีบกลับไปเฝ้าลูกเถอะ อาการดาราน้อยเป็นยังไง ส่งข่าวให้ข้ารู้ทุกระยะ"
ติสสาดึงมรันมาออกไป ปรันมามองตามอย่างเอาใจช่วย

อ่านต่อหน้าที่ 2


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 12 (ต่อ)

ติสสาจับแขนมรันมาเดินเข้ามา มรันมาสะบัดออก ติสสาจับไหล่มรันมาหันมาเผชิญหน้ากัน
"พี่ชายขอแล้วว่าน้องน้อยอย่าออกไปเจอนรสิงห์ คนใจโหดอย่างมันไม่มีทางเห็นแก่ชีวิตลูกของเรา"
"แต่นรสิงห์ก็ยังไม่อำมหิตเหมือนพี่ชาย ที่นิ่งดูดาย รอให้ดาราน้อยหมดลมหายใจ"
"น้องน้อย"
ติสสามองมรันมาด้วยความเจ็บปวดที่เธอไม่ยอมเข้าใจเลย
"พี่ชายจะไม่โทษความเป็นแม่ ที่ทำให้น้องน้อยทำได้ทุกอย่าง"
ติสสากุมไหล่มรันมาไว้

"แต่ขอให้น้องน้อยรู้เถอะว่า ตอนนี้หัวใจพี่ชายก็เจ็บเหลือเกิน เพราะลมหายใจของดาราน้อยมาจากเลือดเนื้อ มาจากความรักของเรา ถ้าน้องน้อยออกไปหานรสิงห์ครั้งนี้ พี่ชายอาจจะต้องเสียดวงใจทั้งคู่ไป ถ้านรสิงห์มันวางแผนจับตัวน้องน้อย"
มรันมามองติสสาที่สายตาวิงวอน กาหลงเดินออกมา
"หมอหลวงยังไม่มาเลย"
"เจ้าออกไปดูอีกที พินทุไปรับหมอหลวงถึงไหนกัน ข้าให้ไปตั้งนานแล้ว"
กาหลงรีบเดินออกไป

ท่ามกลางบรรยากาศกลางคืนที่มีเพียงแสงจันทร์สาดส่อง พินทุใช้ความมืดอำพรางตัวเอง เดินเข้ามา
ที่ริมหาด มีทหาร 6 คนกำลังเดินตรวจตราแนวฝั่งทะเล พินทุกำดาบในมือแล้วเดินเข้าไปหา พอเข้าใกล้คู่แรก พินทุล็อกคอคนหนึ่ง แล้วใช้ดาบแทงคนที่หันมา ก่อนจะหันมาปาดคอคนที่ล็อคไว้ จนขาดใจตายทันที
ทหารอีก 4 คนเห็นก็พุ่งเข้ามา แต่เจอพินทุควงดาบฟันทหารด้วยฝีมือ ว่องไว ทหารทั้งหมดนอนตายเกลื่อนอยู่ที่ริมหาด
พินทุมองดาบที่เลอะเลือดหยดลงทราย ด้วยรอยยิ้มเหี้ยม
ที่ทะเล เห็นเรือลำหนึ่งแล่นเข้ามาจอด พินทุประกายตาวาบความดีใจ เดินไปใกล้ ก้มลงคุกเข่ารอรับ
นรสิงห์ก้าวลงจากเรือ กวาดตามองศพทหารที่ตายอยู่ แล้วยิ้ม
"เจ้าทำงานดีมาก พินทุ ตาของข้า"
พินทุเงยมองนรสิงห์ด้วยสายตาจงรักภักดี
"ข้ามอบชีวิตให้ท่านแล้ว องค์นรสิงห์"
นรสิงห์มองไกลด้วยสายตาปลื้มเปรมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

บริเวณสวนตำหนักมรันมา เวลากลางคืน ติสสารวบร่างมรันมาที่สะอื้นมากอดไว้
" น้องน้อยกับลูกคือชีวิตทั้งหมดของพี่ชาย ไม่มีความรักไหนทดแทนหัวใจสองดวงนี้ของพี่ชายได้ น้องน้อยจำได้มั้ย ทุกข์ยากไหนแค่ไหน เราก็ต่อสู้ ฝ่าฟันมาด้วยกันทุกอย่าง"
ติสสาจูบลงที่หน้าผากมรันมาอย่างปลอบประโลม
"เพราะชีวิตน้องน้อยทุกข์มามากเหลือเกิน พี่ชาย ... น้องน้อยขอความสุขเพียงแค่นี้ ให้ดาราน้อยมีลมหายใจอยู่ในอกน้องน้อยได้นานที่สุด"
ติสสาฟังแล้วยิ่งขมขื่นใจ ดึงมรันมามากอดใกล้ ซับน้ำตาแผ่วเบาและจูบลงที่หน้าผากอย่างปลอบประโลม

ค่ายรบนรสิงห์ สุเลวินยืนอยู่ตรงหน้าแท่นทำพิธีบวงสรวงที่มีอาวุธตั้งอยู่ สีหสา ยืนนำเหล่านักรบทุกคน วาเร คชาเอาแพะที่ถูกมัดขาทั้งสี่ เดินเข้ามาตรงหน้าสุเลวินที่ยื่นมือไปกำคอแพะไว้ อีกมือถือมีดด้ามยาว ... เสียงแพะร้องดัง แล้วจ้วงแทงลงไปจนเสียงแพะร้องโหยหวนดัง เลือดกระเซ็นลงบนอาวุธวาววับ สีหสายิ้ม
กองเลือดสัตว์หยดทะลักลงพื้น เสียงแพะหยุดร้องเพราะสิ้นใจไปแล้ว
สุเลวินกระชากมีดออกด้วยใบหน้าดุดัน เริ่มต้นพิธีการบูชายัญเลือดก่อนออกรบ

ติสสาดึงมรันมามาโอบกอดไว้
"พี่ชายสัญญา ต่อไปชีวิตน้องน้อยจะมีพี่ชาย มีลูก มีความสุขที่น้องน้อยต้องการ"
ทางด้านหลัง นรสิงห์ก้าวเข้ามามอง โดยมีพินทุอยู่ด้านหลังถัดไป
"เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ที่พวกแกจะสมหวัง"
ติสสา มรันมาหันขวับไปมองทันที เมื่อได้ยินเสียงนรสิงห์
"นรสิงห์ แกฝ่าทหารมาที่นี่ได้ยังไง"
ติสสามองจ้องไปที่พินทุด้านหลังทันที
"พินทุ แกช่วยมัน แกหักหลังเรา"
"ข้าไม่ได้หักหลัง เพราะข้าไม่เคยเป็นคนของศรีพิสยา ข้าคือคนขององค์นรสิงห์มาตั้งแต่แรก"
"แกหรือเปล่าที่หลอกดาราน้อยไปถูกพิษผีเสื้อ"
"ใช่ มันคือผลงานที่ข้าได้รับคำชม"
"ดาราน้อยรักแก... แกทำกับดาราน้อยขนาดนี้ได้ยังไง แกมันเลว ชาติชั่ว ไอ้พินทุ"
มรันมาจะพุ่งเข้าไปหา ติสสาดึงร่างไว้
"กรีดร้องบ้าคลั่งไปเถอะ มรันมา ร้องให้ดังกว่านี้ก็ได้ เพราะแกกำลังจะต้องเห็นลูกตาย"
มรันมาลดเสียงลง
"ไม่จริง นรสิงห์ ท่านต้องการชีวิตข้าแลกกับยาแก้พิษก็ได้"
นรสิงห์มองติสสา
"ข้าไม่ต้องการแค่ชีวิตเจ้า ข้าต้องการทุกชีวิตที่นี่ ยกเว้นแต่ว่าติสสามันจะเลือกให้ลูกมีชีวิตอยู่"
"ยาแก้พิษของดาราน้อย" มรันมาว่า
"ใช่ ... ยาแก้พิษ แต่คราวนี้ข้าขอแลกกับชีวิตของติสสา"
ทั้งคู่ยืนอึ้งกับข้อต่อรองของนรสิงห์ พินทุถือมีดสั้นของติสสา ขยับเข้ามายื่นให้
"มีดของท่าน แม่ทัพติสสา ข้าเตรียมมาให้แล้ว"
พินทุยื่นมีดไป สายตามองระวังติสสา
"ข้าเวทนานะ ถึงไม่เลือกความตายให้เจ้าด้วยดาบของข้า แต่จงตายด้วยอาวุธของตัวเอง"
"พี่ชาย"
ติสสาแววตานิ่ง เดินเข้าใกล้ ยื่นมือไป พินทุคิดว่าจะส่งมีดแล้วถอยห่าง แต่ชั่วเสียววินาที ติสสาพุ่งเข้าจับข้อมือพินทุที่ระวังอยู่แล้ว ก็สะบัดตัว แต่ติสสาแข็งแกร่งและไวกว่า ล็อกพินทุไว้ทันที
"แกต้องชดใช้ให้ชีวิตดาราน้อย"
ติสสากดมือพินทุให้มีดปาดคอตัวเอง เลือดกระฉูดออกจากคอ พินทุสำลักเลือดล้มลง ขาดใจตาย
มรันมามองพินทุด้วยสายตาเกลียดชัง
"ขอให้วิญญาณต่ำช้าของแกตกนรกหมกไหม้" มรันมาบอก
นรสิงห์แค่ปรายตามองศพพินทุ แล้วหันกลับมามองทั้งคู่ ติสสาถือมีดไว้ในมือ มองจ้องนรสิงห์
"เอาสิ แทงข้าซะก็ได้ ถ้าอยากเห็นดาราน้อยตายไปต่อหน้าต่อตา"
"พี่ชาย อย่า ..."
"มันไม่มียาแก้พิษหรอก น้องน้อย"
นรสิงห์หยิบขวดยาสีเขียวเข้มออกมา มรันมามองจ้องทันที แววตามีหวัง
"เลือกเอา ติสสา แกหรือลูกที่จะตาย"

ในห้องนอน ดาราน้อยที่นอนแน่นิ่ง ฝ่ายติสสากับมรันมา กำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่
"ฆ่าตัวตายต่อหน้าลูกและเมียซะ ติสสา"
"ไอ้สารเลว"
"หรือจะให้เมียรักเป็นคนเลือกก็ได้ ว่าใครจะเป็นคนตาย ระหว่างแกกับลูก"
มรันมาสะอื้นไห้อย่างกดดันที่ต้องเลือก
"พี่ชาย"
ติสสามองมรันมาที่น้ำตาไหลพราก

สุเลวินเทเลือดราดลงบนอาวุธบนแท่นบูชา สีหสากับนักรบยิ้มมอง รู้สึกพลังในกายอันพลุ่งพล่าน กระหายความตายของศัตรู สองมือสุเลวินที่มีคราบเลือด ยกขึ้นตรงหน้า ดั่งกำลังขอพรจากดวงอาทิตย์
สีหสาและนักรบตะโกนโห่ร้องดัง ทุกคนใบหน้าเชื่อมั่นกับชัยชนะที่กำลังใกล้เข้ามา

ในห้องนอนดาราน้อย นรสิงห์มองติสสาที่กำมีดไว้มือหนึ่ง แล้วมองมรันมา ... ยากจะตัดสินใจ
"ข้าบอกแล้วว่าข้าจะยืดเวลาแห่งความสุข ความหวัง ให้พวกแกได้ตักตวง"
"นรสิงห์ ข้าขอร้อง ดาราน้อยไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านอยากได้ศรีพิสยา"
มรันมาคุกเข่าลงหน้านรสิงห์
"ไว้ชีวิตลูกข้าด้วย"
"น้องน้อย ลุกขึ้น พี่ชายไม่ยอมให้น้องน้อยอ้อนวอนศัตรู"
ติสสามาดึงแขนมรันมาที่สายตาหวาดหวั่น ทรงตัวแทบไม่ไหว ให้ยืนขึ้น
มรันมาอ้อนวอนติสสาอย่างถึงที่สุด
"พี่ชาย ดาราน้อยคือลูกของเรา พี่ชายปกป้องคนอื่นมาตลอด เป็นแม่ทัพที่เหนื่อยยากเพื่อทุกคน ไม่มีใครว่าพี่ชายได้เลย ถ้าพี่ชายจะช่วยลูก แต่วันนี้ถ้าดาราน้อยจากไปโดยที่พี่ชายคิดถึงแต่หน้าที่ พี่ชายจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง ถ้าเป็นคนที่ทำลายสายเลือดของเราด้วยมือตัวเอง"
นรสิงห์มองเห็นแววตาแดงก่ำของติสสา
"พี่ชายไม่เคยเห็นใครดีกว่าสายเลือด แต่แผนชั่วของมันคือเอาชีวิตลูกเรามาต่อรอง มันจงใจพรากดาราน้อยไปจากเราอยู่แล้ว"
"ถูก ข้าไม่สนใจว่าใครจะตาย ชีวิตไหนก็ได้ที่ทำให้ข้าได้ครอบครองศรีพิสยา ข้าก็จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ บอกติสสาสิ มรันมา บอกให้มันเลือก ให้มันพิสูจน์ว่า มันรักสิ่งใดมากกว่ากัน ระหว่างศรีพิสยา ดินแดนที่มันอาศัย กับ ชีวิตลูก"
"ศรีพิสยาไม่ใช่แค่ดินแดนที่ข้าอาศัย แต่ข้าภูมิใจที่ได้เกิดบนแผ่นดินที่ยึดมั่นในคุณธรรม บรรพบุรุษทุกชั่วอายุคนรักษาที่นี่ไว้เพื่อลูกหลาน กษัตริย์ศรีพิสยาไม่เคยคิดรุกรานแผ่นดินอื่น ไม่เห็นแก่ความสบายของตัวเอง สิ่งเดียวที่กษัตริย์ต้องการคือความสุขของประชาชน เพราะฉะนั้น ศรีพิสยาจะต้องไม่มีคนชั่ว ใจทราม
เลวกว่าเดรัจฉานอย่างเจ้ามาปกครอง" ติสสาบอก
ติสสากำมีดจะพุ่งเข้าไป แต่นรสิงห์คว้ามือติสสาไว้ได้ ชูขวดยาสีเขียวเข้มตรงหน้าติสสา
"งั้นเจ้าก็จงตายไปพร้อมกับความภูมิใจที่น่ายกย่องของเจ้า"
มรันมามองตระหนก ทั้งห่วงติสสา และห่วงยาแก้พิษในมือนรสิงห์
"พี่ชาย อย่าฆ่านรสิงห์"
ติสสาใช้พละกำลังแข็งแกร่ง พยายามจะหันมีดเข้าหาอีกฝ่าย นรสิงห์กระแทกร่างติสสาจนกระเด็น
"จงตายซะ ติสสา ตายต่อข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นนังเด็กนั่น จะต้องตาย"
นรสิงห์จับขวดยาหมิ่นๆ ชูสูงแบบพร้อมจะปล่อยให้ตกลงพื้นทันที มรันมาร้อนรน
"อย่า อย่า นรสิงห์ อย่าปล่อยขวดยาของดาราน้อย"
นรสิงห์แผดคำรามด้วยเสียงสะใจ
"ถึงเวลาตายของลูกเจ้าแล้ว ไปเจอกันอีกใน....นรก"
นรสิงห์ปล่อยให้ขวดยาหลุดจากมือ มรันมามองตระหนกสุดชีวิต หวีดร้องขึ้น
"ไม่ !"
"ไอ้นรสิงห์"

บนดาดฟ้าของตึกร้าง สถบดีกับรัดเกล้าสะดุ้งเฮือก เขามองรัดเกล้าอย่างเป็นห่วงทันที
"เกล้า เป็นอะไรหรือเปล่า"
รัดเกล้ายังมึนงง ฝ่ายพัทธยากับเพชรดาก็รู้สึกตัวเช่นเดียวกัน พัทธยารีบประคองเพชรดา
"เพชร"
รัดเกล้ากับเพชรดาต่างได้สติ
สถบดีกับพัทธยาหันมา เห็นปืนสองกระบอกบนพื้น ทั้งสองคนต่างวิ่งพุ่งมาที่ปืน รัดเกล้ากับเพชรดาลุกขึ้นมองลุ้นทันที
พัทธยาพุ่งเข้าหาปืนก่อน แต่เจอสถบดีพุ่งเข้าถีบกลางอกเต็มแรงจนเซ สถบดีก้มหยืบปืน แต่เจอพัทธยาตวัดขาเตะ สถบดีสวนหมัดเข้าหน้าพัทธยา จนอีกฝ่ายผงะ สถบดีรีบวิ่งไปเก็บปืน เป็นจังหวะเดียวกับพัทธยาพุ่งไปคว้าอีกกระบอกได้
ทั้งคู่ต่างหยืบปืนได้คนละกระบอก พัทธยายกปืนยิงไปที่สถบดีก่อน อีกฝ่ายยิงสวนไป แล้วต่างคนต่างวิ่งไปที่คนรัก
สถบดีกระชากมือรัดเกล้า วิ่งลงบันได
"ตามมันไป"
พัทธยาวิ่งเร็วนำเพชรดาตามลงไป อีกฝ่ายไปอย่างเร็ว พอเห็นสถบดี พัทธยาก็ยิงทันที สถบดีดึงรัดเกล้าเข้ามาในอกแล้วหลบหลังเสา เขายิงสวนไปหลายนัด พัทธยาดึงเพชรดาหลบต่ำ แล้วยิงสวนไป สถบดีโอบรัดเกล้าไว้แน่น อีกมือยิงสวน พัทธยาคอยระวังเพชรดาที่อยู่ใกล้ ไม่ให้โดนลูกหลง พัทธยายิงสวนกระหน่ำไป สถบดีตัดสินใจดึงรัดเกล้าหลบไปอีกทางทันที พัทธยากับเพชรดาตามไปอย่างเร็ว

นรสิงห์ถอนหายใจแรง คทารัตน์กับวิวรรธน์หลุดจากอำนาจสะกดจิตแล้ว
วิวรรธน์พุ่งเข้าถาม
"เมื่อกี้ที่คุณสะกดจิตเรา คุณกำลังช่วยผู้กองไผ่กับรัดเกล้าใช่มั้ยครับ"
นรสิงห์แค่มอง คทารัตน์เห็นสายตาก็รู้ว่า นรสิงห์ยอมรับ
"แล้วยายเกล้าอยู่ที่ไหน บอกสิคะ วิกกี้ต้องไปช่วยน้อง"
"ไม่ต้องไป รออยู่ที่นี่ จุดจบกำลังจะมาถึงแล้ว"
สองคนด้วยความอยากรู้

สถบดีดึงรัดเกล้าก้มตัวหลบ แล้ววิ่งเร็วทะลุมาด้านข้างตึกที่เขาจอดมอเตอร์ไซค์อยู่ ทั้งคู่ขึ้นรถอย่างเร็ว รัดเกล้ากอดหลังสถบดี เขาสตาร์ทรถ พัทธยาพุ่งออกมายิง สถบดียิงสวนไปจนอีกฝ่ายต้องหลบ
สถบดีบิดรถออกไป พัทธยาบอกเพชรดาทันที
"ไปขึ้นรถ"

บนมอเตอร์ไซค์ สถบดีขับเร็ว รัดเกล้ากอดไว้แน่น ทางด้านหลัง เพชรดาขับรถและเร่งความเร็วจี้มอเตอร์ไซค์ พัทธยาชะโงกตัวพ้นหน้าต่าง เล็งปืนยิง สถบดีขับรถหลบกระสุนที่ไล่หลังได้อย่างหวุดหวิด แล้วพุ่งรถออกไป พัทธยาเจ็บใจ เพชรดาเหยียบคันเร่งตามไปทันที

โถงบ้านนรสิงห์ เวลากลางคืน คทารัตน์ร้อนใจจนทนไม่ไหว
"จะให้ฉันอยู่เฉยๆ รอแบบนี้ ... ฉันรอไม่ได้"
"ไม่ต้องไปไหน จงรออยู่ที่นี่"
"ก็วิกกี้บอกแล้วว่า รอไม่ได้"
นรสิงห์ เสียงดุ
"ต้องรอ หยุดดิ้นรน"
คทารัตน์หน้าเจื่อนไป วิวรรธน์สังหรณ์ใจในท่าทีของนรสิงห์
"หรือว่า... คุณนรสิงห์เห็นผู้กองไผ่กับเกล้า"

มอเตอร์ไซค์วิ่งเร็วเข้ามาจอดที่หน้าบ้านนรสิงห์ สถบดีดึงมือรัดเกล้า วิ่งเข้าไปในบ้าน รถพัทธยาแล่นเร็วตามหลังมา เพชรดาเบรกแรง ทั้งคู่ลงจากรถ วิ่งเข้าไปในบ้านนรสิงห์ เพื่อตามล่าทันที

ภายในบ้าน คทารัตน์กับวิวรรธน์สีหน้ากระวนกระวาย นรสิงห์หันไปมองทางเข้า สถบดีกับรัดเกล้าวิ่งเข้ามา พอเห็นทั้งคู่ คทารัตน์ก็ซักทันที
"ผู้กองไผ่ คุณเอาน้องฉันไปไหนมา แล้วทำไม ต้องมีปืน"
"ทุกคนระวังตัวให้ดี"
ไม่ทันขาดคำ พัทธยากับเพชรดาวิ่งเข้ามา พัทธยายกปืนขึ้นเล็งไปที่สถบดีทันที คทารัตน์กับวิวรรธน์มองอย่างตกใจ
"ผู้กองพัทธ์ มันเกิดอะไรขึ้น"
ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่กันคนละด้าน ฝ่ายสถบดีเผชิญหน้ากับพัทธยา นรสิงห์ยืนอยู่อีกด้าน ระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม
"มันสองคนฆ่าอภิมุข สิริรัตน์ แก้วกล้า วางแผนโยนความผิดให้อภิวัฒน์ไปตายในคุก"
"เพชรดาต้องการสมบัติทั้งหมด" รัดเกล้าบอก
"แสดงว่าฉันถูกหลอกใช้จากไอ้คู่รักนรก" คทารัตน์ว่า
พัทธยาหันปืนมาจากคทารัตน์ด้วยสายตารำคาญ
"ถ้าแกปากชั่ว ว่าเพชรอีกคำ กระสุนฉันทะลุปากแกแน่"
"ก็เอาสิ ผู้กอง ถ้าปากฉันจะลากตำรวจชั่วกับคนรักมันเข้าคุกได้ ฉันก็ยินดีเสียสละปากตัวเอง"
คทารัตน์มองท้าทาย พัทธยาสีหน้าโมโห
"สงเคราะห์พวกเค้าสิคะ พัทธ์ พวกแกโดนล้างสมองจนฆ่าตัวตายหมู่ เพราะหวังจะไปเกิดแล้วเจอกันใหม่อีกพันปีข้างหน้า" เพชรดาบอก
เพชรดายิ้มเยาะ สถบดียังเล็งปืนไปที่พัทธยาเพื่อไม่ให้เขาลั่นไกใส่ใครก่อน
"แกยังมีโอกาสกลับตัวนะพัทธ์ โทษหนักจะได้เป็นเบา"
นรสิงห์ที่ยืนอยู่มองไปที่พัทธยาและเพชรดา
"ไม่มีโทษไหนลบล้าง โทษของคนที่คอยเอาชีวิตผู้อื่น"
แสงสีแดงค่อยๆก่อขึ้นรอบร่างทุกคน
"ฉันรู้แล้วว่าใครควรจะตายเป็นคนแรก"
พัทธยาหันปืนมาทางนรสิงห์ที่ยืนจ้อง
"อย่ายิงคุณนรสิงห์" รัดเกล้าบอก
"ยิงมันเลยค่ะ พัทธ์ ให้มันหยุดเพ้อเจ้อสักที"
"คำพูดฉันมันทำให้เธอเจ็บปวดมากสินะ เจ้านางอินยา"
"ฉันไม่ใช่เจ้านางบ้าบออะไรนั่น"
"คำพูด คำสัญญาของฉัน มันทำให้แกสองคนมีความหวัง มันกระตุ้นความริษยา ความโลภในสันดาน จนแกกล้าทำลายแผ่นดินตัวเอง"
"หุบปาก ไอ้นรสิงห์ แก ..มันเป็นปีศาจ"
"ฉันเป็นได้มากกว่าปีศาจ เพราะฉันคือต้นเหตุที่ก่อกรรมชั่วช้า คราบน้ำตา รอยเลือดที่เปื้อนชีวิต นานนับพันปี กรรมเวรที่เข่นฆ่าชีวิตคนอื่นเพื่อสนองประโยชน์ตัวเอง... จุดจบทุกอย่าง สิ้นสุดที่วันนี้"
นรสิงห์หันไปทางพัทธยากับเพชรดา
"แล้วคนอย่างแกสองคน คนทรยศ ขายชาติ ขายบ้านเมือง มันไม่ควรจะเกิดมาหนักแผ่นดิน"
พัทธยาลั่นไก ยิงเปรี้ยงออกไป
รัดเกล้ากับวิกกี้ร้องเรียกพร้อมกัน
"คุณนรสิงห์"
ทุกคนเห็นกระสุนพุ่งเข้าไปที่ร่างนรสิงห์ พัทธยายิงซ้ำอีกสองนัด กระสุนพุ่งเข้าไปที่เสื้อ กระสุนทั้งสามนัดหยุดนิ่งใกล้หัวใจนรสิงห์
แสงสีแดงเข้มวาบจ้าเข้าหน้า ดึงทุกคนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง

ขวดยาตกลงมากระทบพื้น จนแตกกระจาย มรันมากรีดร้องโหยหวน พุ่งตัวเข้าไป พยายามที่จะกอบเอายาที่กำลังซึมหายไปกับพื้นขึ้นมา ติสสามองปวดร้าวกับความรักลูกสุดหัวใจของมรันมา
"ไหนๆลูกแกมันก็จะตายอยู่แล้ว ทำไมไม่ให้มันตายคนเดียว แทนที่จะเป็นคนทั้งศรีพิสยา แกลงมือฆ่าลูกของแกด้วยตัวแกเองเลย ช่วยให้หัวใจดวงน้อยๆ หมดทุกข์"
"ข้าไม่เคยเห็นใคร หัวใจชั่วช้าสามานย์ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานอย่างแกอีกแล้ว นรสิงห์"
"ไหนเจ้าว่า ความรักชาติ รักแผ่นดินเหนือยิ่งสิ่งใด ข้าก็เลยแนะนำทางออกให้ ฆ่าลูกแกซะ ชีวิตเดียวแลกกับชีวิตทั้งแผ่นดิน"
ติสสาหันไปมองร่างแน่นิ่งของดาราน้อย
"หรือจะปล่อยให้ดาราน้อยสุดที่รัก ทรมานกับความเจ็บปวดทุรนทุรายไปอีกเป็นปี ดวงตาของเจ้าพร้อมที่จะเห็นภาพแห่งความทรมานนั่นหรือไม่"
ติสสาแววตากดดันเต็มที
"ดาราน้อย เจ็บของลูกมันยิ่งกว่ามีดแทงหัวใจพ่อ พ่อจะทนเห็นลูกเจ็บต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว"
มรันมาร้องห้ามติสสา

"ไม่นะ พี่ชาย อย่าทำ !! พี่ชายฆ่าลูกตัวเองไม่ได้"
"น้องน้อย ลูกทรมาน เหลือเกิน"
"ไม่ พี่ชาย มือพี่ชายต้องโอบอุ้ม ให้ชีวิตกับลูก ไม่ใช่มือที่จะพรากชีวิตลูกไป ชีวิตดาราน้อยเป็นของพ่อจ๋า พี่ชาย นั่นดาราน้อย ลูกของเรา ความรักของเรา"
มรันมาคร่ำครวญปิ่มว่าจะขาดใจ ติสสาตาแดงก่ำ มือเกร็งจนข้อปูดโปน นรสิงห์มองแล้วหมดความอดทน
"กองทัพข้าไม่มีเวลารอเวลาพิสูจน์ความรัก ความเสียสละของพวกแกแล้วโว๊ย"
นรสิงห์พุ่งเข้าจับมือติสสา
"นี่มันเป็นหัวใจของแกสองคนใช่มั้ย"
นรสิงห์จับมือติสสากดมีดลงไป ดาราน้อยกระตุกร่างขึ้น ติสสาตาเบิกโพลงเมื่อนรสิงห์จับมือตัวเองให้กดมีดลงไปที่ร่างของลูก
เสียงมรันมากรีดร้อง
"ดาราน้อย"
ดาราน้อยคอพับ ติสสาปล่อยมือจากมีดทันที มีดหล่นลงที่พื้น ติสสาพุ่งเข้ากอดร่างลูกแน่น ตัวสั่นเทา มรันมาวิ่งเข้ามา
"ดาราน้อย ดาราน้อย ลูกพ่อ อย่าเป็นอะไรนะลูก ดาราน้อย"
ติสสาตกใจจนแทบสิ้นสติ อุ้มร่างดาราน้อยขึ้นในอก ทำอะไรไม่ถูก ตะโกนออกมาด้วยความปวดร้าว
"ดาราน้อย"
มรันมาตาวาววับด้วยความโกรธแค้น มองนรสิงห์
"แกฆ่าดาราน้อย"
"ไม่ใช่ข้า"
นรสิงห์ถอยมามองแล้วหัวเราะในความเจ็บปวดที่ทั้งคู่กอดร่างไร้วิญญาณของลูก
"ติสสาต่างหากที่ฆ่าดาราน้อย แลกกับความซื่อสัตย์ที่มันเลือกปกป้องศรีพิสยา แกเห็นหรือยัง มรันมา คนที่ฆ่าลูกตัวเองคือติสสา"
มรันมาน้ำตาไหลพราก มองติสสาที่กอดร่างลูก สะอื้นออกมา
"น้องน้อยบอกแล้ว ชีวิตน้องน้อยเจ็บปวดแค่ไหน น้องน้อยทนได้ แต่ถ้าไม่มีดาราน้อย ชีวิตน้องน้อยก็ไม่เหลือความหวัง"
มรันมามองมีดของติสสาที่ตกอยู่บนพื้น แล้วหยิบขึ้นมา
"น้องน้อย อย่า น้องน้อย"
"จงตายตามลูกไปซะ มรันมา ตายให้คนรักของแกรู้ว่า มันฆ่าลูกกับเมียด้วยมือของมันเอง"
นรสิงห์เร่งเร้า มรันมากำมีดไว้ในมือ แววตาสูญสิ้นทุกอย่างในชีวิต

บริเวณค่ายรบนรสิงห์ สุเลวินเงยหน้ามองท้องฟ้าในคืนเพ็ง
"ถึงฤกษ์ที่จะดับแสงพระเพ็งแล้ว"
สีหสาสั่งเสียงดังก้อง
"เคลื่อนทัพ"
เสียงกลองศึกดังขึ้นทันที เป็นสัญญาณการเคลื่อนทัพ

ในห้องนอนดาราน้อย มรันมาน้ำตากลบตา มองติสสาที่กอดศพลูกไว้ นรสิงห์ยิ้มสะใจ
"น้องน้อย วางมีดลง"
"พี่ชายทำให้น้องน้อยเห็นแล้วว่า ชีวิตทุกคนมีค่ามากกว่าชีวิตน้องน้อยกับลูก"
"ไม่ น้องน้อยพี่ชายรักลูก พี่ชายรักน้องน้อยที่สุด"
"คำว่ารักของพี่ชาย มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ใครที่ทำร้ายลูกข้า ข้าขอสาปแช่งมัน"
มรันมาหันไปมองนรสิงห์
"ลูกข้าเจ็บปวดแค่ไหน ก็ขอให้เจ้า จงเจ็บปวดมากร้อยเท่าทวีคูณ ตราบจนสิ้นลมหายใจของเจ้า"
นรสิงห์มองแววตาชิงชังของมรันมา ด้วยสายตาวูบไหวเพียงนิดเดียวก่อนจะกลับมากระด้างเหมือนเดิม มรันมาเลื่อนสายตามามองติสสา
"ถ้าความรัก ความเสียสละของพี่ชายไม่ได้มีไว้ให้น้องน้อยกับลูก น้องน้อยก็ไม่ขอมีลมหายใจ"
มรันมาปักมีดลงที่อกตัวเอง ติสสาตะลึง ปล่อยร่างดาราน้อยลง มรันมาปล่อยมีดหลุดออกจากมือเพราะสิ้นเรี่ยวแรง
ติสสาพุ่งมากอดร่างมรันมาที่หายใจรวยรินไว้ น้ำตานองหน้า
"น้องน้อย ทำไมทำแบบนี้ น้องน้อยคือชีวิตของพี่ชาย พี่ชายรักน้องน้อย"
ติสสาก้มลงกระซิบที่ใบหน้าของมรันมา
"ได้ยินมั้ย พี่ชายรักน้องน้อย"
มรันมาสิ้นลมหายใจลงในอกติสสาที่แทบสูญสิ้นสติ
นรสิงห์มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

กองทัพนักรบนำโดยสีหสาเต็มอัตราศึก เหล่านักรบใบหน้าเหี้ยมเกรียม ดุดัน สุเลวินมีคชาให้เกาะแขนเดินออกไปด้วยสีหน้ามาดหมายในชัยชนะ

ติสสากอดร่างมรันมาไว้ด้วยความปวดร้าวจนสุดจะทน
"ร่ำไห้คร่ำครวญกับศพ ให้สมกับความรัก ความผูกพัน มันตายด้วยมือแก ตายเพราะความเสียสละของแก"
ติสสาน้ำตาไหลพราก อาบแก้มเมื่อต้องสูญสิ้นทั้งลูกและเมีย

ในท้องพระโรง เวลากลางคืน ปรันมาเดินลงจากบัลลังก์ ความรู้สึกเหมือนถูกรบกวนจนสีหน้าเขม็งเครียด
"ขวัญเมืองแห่งศรีพิสยา ติสสา ทำไมข้ารู้สึกว่าจิตเจ้ากำลังสั่นคลอน"
ปรันมาหันไปมองเหนือบัลลังก์
"อำนาจทั้งหมดที่คุ้มครองศรีพิสยาอ่อนแรงลง ใกล้แตกดับแล้ว"

ติสสากอดศพมรันมาร่ำไห้ น้ำตาไหลอาบแก้ม
"นี่คือความผิดของแก ติสสา ผิดที่แกรักษาชีวิตคนที่แกรักมากที่สุดเอาไว้ไม่ได้ แกยอมเฉือนหัวใจตัวเอง ให้แผ่นดิน ให้บัลลังก์ที่ไม่ใช่ของแก"
นรสิงห์เยาะหยันด้วยเสียงสะใจ
"น่าสมเพช แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันยังรักลูกเมีย ยิ่งกว่าแก อายสัตว์มันมั้ย สิ้นค่าจะปกป้องใครได้ ก็ไปตายซะเถอะ ไอ้แม่ทัพผู้อ่อนแอ"
นรสิงห์มองสภาพติสสาแล้วรู้ว่า ดวงจิตติสสาไม่อาจแข็งแกร่ง ทนทานความเจ็บปวดได้แล้ว นรสิงห์หันหลังออกไปอย่างสาสมใจ ติสสากอดร่างมรันมา ร้องเสียงดังเหมือนสัตว์บาดเจ็บ

กองทัพที่สีหสาเป็นผู้นำยืนพร้อมอยู่หน้าคลื่นพลังผีฟ้า ผีนาถ สุเลวินที่ยืนอยู่ข้างสีหสา เพ่งดวงตาจับตามองคลื่นพลังอย่างรอคอย สีหสากับนักรบกำดาบแน่น เตรียมพร้อม

อ่านต่อหน้าที่ 3


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 12 (ต่อ)

ติสสากอดร่างมรันมาไว้ด้วยความเจ็บช้ำทุกข์ทน
"น้องน้อย พี่ชายฆ่าลูกกับน้องน้อยด้วยมือของตัวเอง รอยยิ้มน้องน้อยกับลูกคือหัวใจของพี่ชาย .. ชีวิตพี่ชายจะเหลืออะไรอีก ถ้าไม่มีน้องน้อย..."
ติสสาน้ำตานองหน้า ขวัญเมืองที่แสงเรืองรองกำลังเคลื่อนออกจากร่างของติสสา
"ร่างๆนี้มันไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว น้องน้อย น้องน้อยเอาลมหายใจของพี่ชายไปด้วย"
สิ้นเสียงติสสา ขวัญเมืองหลุดพ้นร่างติสสา พุ่งหายขึ้นไปในอากาศ

บริเวณหน้ากำแพงศรีพิสยา พลังคลื่นสีฟ้าของผีนาถ ผีฟ้าวูบหายลงจนหมด สุเลวินยิ้มด้วยความดีใจ
"พลังผีนาถ ผีฟ้าหมดสิ้นแล้ว"
สีหสาชูดาบขึ้นตะโกนก้อง
"ศรีพิสยาต้องเป็นของเรา ฆ่ามันให้หมด"
สีหสา สีหน้าเหี้ยมเกรียม ดุดันวิ่งนำวาเร และไพลิน กองทัพนักรบพุ่งเข้าทางกำแพง กองทัพนักรบโห่ร้องเสียงดังกึกก้อง
สุเลวิน คชากับนักรบอีก 4 คน ยืนยิ้มด้วยความพอใจ

ในท้องพระโรงปรันมายืนกังวลอยู่ ทหาร 2 คนวิ่งเข้ามารายงาน
"ทหารนรสิงห์ยกทัพฝ่ากำแพงเมืองมาได้แล้ว"
"ระดมทหารของเราทุกคน พร้อมรบ"
ทหารถอยออกไป ปรันมาหันไปสั่งทหารอีกคน
"รีบไปบอกเมฆา มารุตพาเจ้านางจันทเทวีกลับมาที่นี่ เร็ว"
ทหารวิ่งออกไปทันที ปรันมาสีหน้าเด็ดเดี่ยวพร้อมเผชิญหน้ากับกองทัพนรสิงห์

ติสสากอดซบมรันมา เฝ้าจูบใบหน้าซีดขาวทั้งน้ำตา แล้วค่อยๆคิดได้
"น้องน้อย ได้ยินพี่ชายมั้ย พี่ชายรักน้องน้อย ไม่ว่าน้องน้อยจะเกลียดพี่ชาย ไม่ให้อภัยพี่ชายแค่ไหน ความรักของพี่ชายก็ยังเป็นของน้องน้อยคนเดียว พี่ชายอยากจะหมดลมหายใจไปพร้อมๆกับน้องน้อย กับลูกตรงนี้ แต่พี่ชายปล่อยให้กษัตริย์ชั่วนรสิงห์กับกองทัพของมันย่ำยีแผ่นดินของเราไม่ได้"
ติสสาอุ้มร่างมรันมาวางลงเคียงข้างร่างดาราน้อย พรมจูบ ท่ามกลางน้ำตาติสสาที่ไหลหยดลงแก้มมรันมา

"ขอให้พี่ชายได้ทำหน้าที่แม่ทัพเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพี่ชายจะกลับมาหาดวงใจสองดวงของพี่ชาย"
ติสสาลุกขึ้น ยืนมองภาพร่างไร้วิญญาณของเมียและลูก

สีหสาวิ่งนำทัพนักรบเข้ามาในเขตพระราชฐาน เสียงโห่ร้องดัง ทหารศรีพิสยาวิ่งเข้ามาต่อสู้ แต่เจอสีหสา วาเร ไพลิน กับกลุ่มนักรบเข้าฟาดฟันจนตายเกลื่อนพื้น ยิ่งกว่าใบไม้ร่วง

บริเวณในสระบัวเขตพระราชฐาน ปันแสงถือดาบในมือ เดินเร็วมากับอินยา เห็นพวกทหารวิ่งผ่านไปรวมกันทางด้านหน้ากำแพง นรสิงห์ที่ก้าวออกมาจากเขตพระราชฐานชั้นใน ปันแสง อินยาหันขวับไปมอง
"นรสิงห์ เจ้าออกมาจากด้านในเขตพระราชฐาน" อินยาว่า
"ข้าเพิ่งจะเสร็จงานสำคัญที่ต้องลงมือเอง"
"เสี้ยนหนามของข้า นังมรันมาตายแล้วใช่มั้ย แล้วไอ้ติสสา"
"แค่รอเวลา ยังไม่ตายก็เหมือนตาย"
"ขวัญเมืองแตกสลายลงเพราะท่าน กองทัพของท่านถึงบุกฝ่ากำแพงเข้ามาได้" ปันแสงบอก"ปล่อยให้นักรบของข้าสนุกกับการดื่มเลือดทหารเลว รีบไปเถอะ เจ้านาง เจ้าปันแสง รีบไปทวงบัลลังก์ของท่านจากศัตรูได้แล้ว"
ปันแสง อินยายิ้มร้าย รีบวิ่งเร็วสวนเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน นรสิงห์มองตามด้วยรอยยิ้มเหี้ยม เมื่อรู้ว่าปันแสงกำลังไปหาเจ้าปรันมา

จุดสูงสุดเขตพระราชฐาน นรสิงห์ก้าวออกมายืนมองลงไป เห็นสีหสากับนักรบยังกระหน่ำฆ่าทหารศรีพิสยา ไพลินเอาอาวุธและเกราะประจำกายส่งให้นรสิงห์ แล้วรีบลงไปช่วยสีหสา นรสิงห์ถืออาวุธ มองลงไปเห็นสีหสากับนักรบกำลังมีชัยก็ประกาศก้อง
"ขวัญเมืองอีกดวงยังไม่ดับสูญ สีหสาเป็นหน้าที่ของเจ้า ทำลายอำนาจศรีพิสยาลงให้หมด"
สีหสาบอก
"ข้าเอาหัวเป็นเดิมพัน ไม่พ้นคืนนี้ จันทเทวีต้องตาย วาเร ไพลิน ตามข้ามา"
สีหสา วาเร ไพลิน วิ่งแยกไปอีกทางทันที นรสิงห์ถืออาวุธ ยืนผงาดมองศพของทหารศรีพิสยาที่นอนเรียงรายด้วยรอยยิ้มสาสมใจ

มีเมฆา มารุตอารักขาพาจันทเทวี นันทวดีวิ่งผ่านบึงมรกต มีทหารตามหลังมาด้วย 4 คน
"เร็วอีกหน่อย ข้าจะพาท่านกลับไปหาเจ้าปรันมา"
นันทวดีจูงมือจันทเทวีวิ่งเร็ว แต่ยังไม่ทันพ้นเขตบึงมรกต สีหสา วาเร กับไพลิน ก้าวเข้ามา
"คิดหรือว่าข้าจะปล่อยให้คนสำคัญของศรีพิสยาหนีไปได้ง่ายๆ"
"รีบพาเจ้านางออกไป" มารุตบอก
นันทวดี ดึงมือจันทเทวีถอยทันที เมฆา มารุต พุ่งเข้าใส่วาเร ไพลิน เมฆาเสียท่าโดนไพลินฟาดกระบองใส่จนล้มลง ทหาร 4 คนพุ่งเข้าใส่ แต่สีหสาควงดาบ ฟันอย่างดุดัน ตายลงทั้งหมด
จันทเทวี นันทวดีวิ่งหนี แต่สีหสาโดดเข้ามาขวางหน้า
"พวกเจ้ามันชั่วช้า"
"อย่ามัวแต่ด่า ถึงเวลาตายของเจ้าแล้ว"
"พระเพ็งจะลงโทษพวกเจ้า" นันทวดีบอก
"ปากดี ข้านี่แหละจะฟันคอเจ้าถวายพระเพ็ง"
สีหสาเงื้อดาบ นันทวดีเอาร่างบังจันทเทวีทันที สีหสาฟันฉับลงที่กลางหลังนันทวดีล้มลงขาดใจตาย
"นันทวดี"
มารุตได้ยินเสียงร้องของจันทเทวี ก็หันไปมอง
"เจ้านาง"
วาเรได้โอกาสแทงเข้ากลางหลัง มารุตทรุดล้มลงขาดใจตาย เมฆาลุกขึ้น แต่ไพลินถีบเข้ากลางอก ไพลินจะตามไปซ้ำ แต่เมฆาสวนดาบ แทงไพลินทะลุอกขาดใจตาย
วาเรเห็นโกรธแค้นพุ่งเข้าฟันตัดคอเมฆาตายทันที
จันทเทวีมองภาพเมฆาที่ตายลง ก็ตัวสั่นด้วยความกลัวแล้วหันหลังวิ่งหนี จันทเทวีวิ่งหลบหลีกเข้าพุ่มไม้ สีหสาวิ่งมาโผล่พรวดดักหน้าจันทเทวีไว้ วาเรเข้ามาดักอีกด้าน สีหสาควง 2 ดาบฟันจันทเทวีเลือดพุ่งแล้วเดินเข้าหาด้วยรอยยิ้มเหี้ยม
"รู้สึกเป็นเกียรตินะที่ได้ฆ่าผู้หญิงสวยอย่างเจ้า ถึงเวลาตายได้แล้ว ขวัญเมืองจะได้พินาศเสียที"
จันทเทวีกรีดร้องสุดเสียง ล้มลง ขาดใจตาย ขวัญเมืองพุ่งออกจากร่างจันทเทวี หายขึ้นไปในอากาศทันที

ในวิหารศรีพิสยา เมืองมาสกับนักบวชกำลังสวดภาวนา
"ขวัญเมืองแตกสลายแล้ว พระเพ็งโปรดช่วยศรีพิสยาด้วย"
ประตูวิหารเปิดออก เมืองมาส นักบวชหันไปมองที่ถูกขัดจังหวะ สุเลวินที่ก้าวเข้ามา ตามด้วยคชา และนักรบนรสิงห์ 4 คนในมือถือค้อนใหญ่ ยืนปิดทางเข้าทันที
เมืองมาสสีหน้านึกไม่ถึง
"นักบวชตาบอด เจ้าเป็นพวกนรสิงห์"
นักบวชจะถอย คชาพุ่งเข้าไปแทงนักบวชทั้ง 4 คนจนตายทั้งหมด เมืองมาสยืนตะลึงกับภาพความโหดเหี้ยม สุเลวินยิ้มเดินเข้าหาเมืองมาส
"ฟ้าดินขีดเส้นตายให้พวกเจ้าแล้ว อย่ากลัว ทำจิตให้สงบ แล้วเดินหน้าเข้าหาความตายสิ เมืองมาส"
"ข้าไม่กลัวความตาย แต่ข้าละอายแทนเจ้า"
สุเลวินดึงมีดออกจากเสื้อคลุมแทงเข้าท้องเมืองมาส
"ความชั่วต้องพ่ายแพ้ความดี คนชั่วจะถูกสาปแช่ง รับโทษทัณฑ์ของตัวเอง"
สุเลวินแทงซ้ำอีกครั้ง
"ยังอีกนาน เจ้าเดินทางไปล่วงหน้าก่อนนะ นรกรออยู่แล้ว เสียดายที่เจ้ากำลังจะหมดลมหายใจ เลยไม่ได้เห็นว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่ต่างหากที่ปกป้องชีวิต ไม่ใช่ความดี"
สุเลวินกระชากมีดออก เลือดเมืองมาสทะลักออกมา ไหลเลอะลงบนมือสุเลวิน เมืองมาสทรุดลงสิ้นใจ สุเลวินทิ้งมีด เอ่ยสั่งคชา
"ทำลายพระเพ็งของพวกมันให้แหลก ต่อไปแท่นนี้จะมีไว้เพื่อบูชาดวงอาทิตย์เท่านั้น"
สิ้นเสียงสุเลวิน นักรบนรสิงห์ทั้ง 4 คน ตรงเข้าไปเหวี่ยงค้อนใหญ่ในมือฟาดใส่ที่รูปเคารพพระเพ็ง
เศษหินปลิวกระจาย สุเลวินได้ยินเสียงแล้วยิ้ม เดินตรงไปเข้าสู่หอขวัญเมือง ท่ามกลางเสียงค้อนในมือนักรบที่กำลังทุบทำลายรูปเคารพพระเพ็งดังก้องวิหาร

จุดสูงสุดเขตพระราชฐาน นรสิงห์ถืออาวุธ ก้าวเข้ามามองไปที่พระเพ็งบนฟ้า แสงจันทร์เต็มดวงสีแดงดั่งอาเพศสาดส่องไปทั่วบริเวณ
"เห็นหรือยัง พระเพ็ง ข้าทำตามสัญญา เอาเลือด เอาซากศพศรีพิสยามาสังเวยให้แล้ว"
"พระเพ็งต้องการความดีเป็นเครื่องบูชา ไม่ต่ำช้าเหมือนเจ้าที่กระหายเลือด"
ติสสาที่ก้าวเข้ามา
"ยังมีลมหายใจอยู่อีกหรือ ติสสา ทำไมถึงไม่เชือดคอตายตามลูกเมียไปซะ"
"ข้าไม่มีวันตายอย่างสงบ ถ้าเจ้ายังเหยียบอยู่บนแผ่นดินนี้"
"ปากโอหังไม่เลิก เสียดาย เจ้าก็คงต้องตายอย่างน่าเวทนา วิญญาณไม่ได้ไปผุดไปเกิด เพราะศรีพิสยากำลังอยู่ใต้อุ้งตีนข้า"
"อัปรีย์ ชั่วช้าอย่างมึงต้องตายด้วยคมดาบกู"
ติสสาพุ่งดาบเข้าใส่ นรสิงห์ยกอาวุธขึ้นรับ ทั้งคู่ปพทะกันด้วยชั้นเชิงการต่อสู้ที่เก่งกาจ

ในหอขวัญเมืองนิมิตของสุเลวินเห็นแท่งแก้วขวัญเมืองที่มีแสงสีฟ้าริบหรี่ก็พูดเยาะเย้ย
"แค่นี้เอง อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ศรีพิสยายกย่องให้เป็นจิตวิญญาณ"
สุเลวินเอามือเลอะเลือดทาบทับลงไปที่แท่งขวัญเมือง สีหน้าเย้ยหยัน
"ศรัทธา ความดี สันติสุข ... มันไม่มีวันชนะอำนาจ การหลั่งเลือดเท่านั้นที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้มนุษย์"
แท่งขวัญเมืองวาบแสงสีฟ้าขึ้นมาต่อต้านอำนาจชั่วจากสุเลวิน สุเลวินยังเอ่ยขึ้นอย่างฮึกเหิมกับชัยชนะ
"พลังคุ้มครองศรีพิสยาพินาศลงแล้ว หมดเวลาที่พระจันทร์จะลอยเด่นอยู่บนฟ้า อำนาจองค์นรสิงห์เท่านั้นที่จะต้องเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินนี้"
สิ้นคำพูดและเสียงหัวเราะของสุเลวิน แท่งขวัญเมืองวาบแสงสีฟ้ารุนแรงและสั่นขึ้นทันที สุเลวิน รู้สึกได้ถึงการสั่นอย่างรุนแรงที่ฝ่ามือ

ในท้องพระโรง อินยา ปันแสงก้าวเข้ามา ทหารอารักขาที่กำบังปรันมาในชุดนักรบพร้อมดาบในมือ
ปรันมามองอินยา ปันแสงที่ถือดาบเข้ามา
"อินยา ปันแสง นี่เจ้าเองหรือ ที่เป็นคนพาศัตรูมาบุกทำลายบ้านเมืองตัวเอง"
"ข้าเคยสัญญาต่อหน้าพระเพ็ง ว่าจะกระชากเจ้าลงมาจากบัลลังก์นั้นให้ได้ ไอ้ปรันมา ต่อให้มีอำนาจอะไรคุ้มครอง วันนี้เจ้าก็ต้องตายอยู่ใต้ตีนข้ากับเจ้านาง"
ปรันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาเจ็บใจที่สายเลือดเดียวกันต้องมาทำลายกันเอง

ในหอขวัญเมืองสุเลวินสีหน้าตกใจแต่ไม่ยอมแพ้ พึมพำมนตร์เสียงดังหวีดหวิวน่ากลัว แท่งขวัญเมืองยิ่งสั่นแรงขึ้น แสงสีฟ้าวาบแรงเหมือนต่อต้านพลังของสุเลวิน มือของสุเลวินถูกแสงสีฟ้าผลักออก แต่สุเลวินไม่ยอมแพ้ ยื่นมือไปใช้พลังสีแดงจากฝ่ามือผลักแสงสีฟ้า ลำแสงที่เข้มขึ้นกลืนกินพลังสีแดงจากมือสุเลวิน เมื่อพยายามส่งพลังต้านออกไป แต่ถูกพลังสีฟ้ากระแทกอัดกลับ จนร่างลอยกระเด็นกลางอากาศ
กระแทกผนัง แท่งขวัญเมืองสีฟ้าสว่างวาบ สะท้อนพลังแห่งความดีงามสว่างขึ้นเรื่อยๆ
" นี่มัน ... น่ากลัวเหลือเกิน พลังอำนาจรุนแรงมาก"
สีหน้าสุเลวินหวาดหวั่นขึ้นมาทันที

ปรันมามองปันแสง ทหาร 4คนพุ่งเข้ารุม อินยาถอย ปันแสงสู้ด้วยความเก่งกาจ ฟันลงจนทหารทั้ง 4 ตายลงอย่างรวดเร็ว อินยายิ้มสะใจ ปันแสงมองศพทหารวังเกลื่อนพื้นแล้วระเบิดสียงหัวเราะ
"เจ้าคือศพต่อไปที่จะร่วงจากบัลลังก์พระเพ็ง"
ปันแสงชี้ดาบไปที่ปรันมาด้วยสายตาโหดเหี้ยม

ติสสาสู้กับนรสิงห์อย่างฝีมือทัดเทียมกัน ติสสาพุ่งเข้าตีดาบใส่นรสิงห์ไม่ยั้ง แต่นรสิงห์ยกอาวุธรับไว้ได้อย่างว่องไว

ในวิหารศรีพิสยา นักรบนรสิงห์ยังทุบทำลายรูปเคารพพระเพ็ง อิฐก้อนใหญ่กระจายร่วงลง แต่รูปพระเพ็งก็ยังไม่ล้ม คชาไม่พอใจ ตรงเข้าไปคว้าค้อนจากมือนักรบคนหนึ่ง ปีนขึ้นไปเพื่อทุบทำลายส่วนที่สูงที่สุด คชาเหวี่ยงค้อนไปอย่างแรงจนรูปพระเพ็งร้าว คชากับนักรบยิ้มพอใจ แต่ชั่วเสี้ยวนาที ไม่มีใครคาดคิด รูปเคารพพระเพ็งถล่ม พุ่งตรงลงมาถล่มทับลงบนร่างคชากับนักรบทั้ง 4 จนขาดใจตายอย่างอนาถ

ในท้องพระโรง ปรันมากระชับดาบในมือ มองปันแสงที่กำลังก้าวข้ามศพทหารเข้ามา
"ข้าผิดเองที่ไว้ใจว่า คนทุกคนจะมีความดีเป็นที่ตั้ง ข้าผิดที่ไว้ใจสายเลือดศรีพิสยาอย่างเจ้าสองคน ไม่เฉลียวใจว่าแรงพยาบาทของเจ้าจะลงมือทำได้ทุกอย่าง"
"เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า กษัตริย์ที่ดีต้องกระหายความยิ่งใหญ่ เหนือทุกคน"
"ถ้าเจ้าคิดว่าอำนาจเท่านั้นที่จะปกครองไพร่ฟ้าได้มากกว่าความดี ความร่มเย็น ความสุขของชาวประช เจ้าก็จะเป็นได้แค่กษัตริย์เลวที่เห็นแก่ตัว"
ปันแสงพุ่งขึ้นไปจะฟัน ปรันมาเอี้ยวหลบแล้วเตะเข้ากลางลำตัวด้วยชั้นเชิงดาบไม่เป็นรอง
อินยามองการต่อสู้อย่างลุ้นระทึก

สุเลวินยันร่างขึ้น แล้วนิ่งอึ้งเหมือนถูกสาป ยืนตะลึงกับเสียงศักดิ์สิทธิ์ของพระเพ็งที่ดังขึ้น
"พลังแห่งความดี พลังบริสุทธิ์ พลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ อำนาจที่ปกป้องศรีพิสยา คือศรัทธาในความดี ขวัญเมืองคือที่รวมของอำนาจบริสุทธิ์ของคนดี"
สุเลวินสีหน้าสลดวูบ สำนึกได้ว่า ไม่อาจต้านทานพลังแห่งความดีได้

สิงห์กำลังต่อสู้กับติสสา นรสิงห์ใช้ชั้นเชิง จนแทงเฉียดเข้าร่างติสสาจนล้มลง นรสิงห์ตามไปเตะ กระทืบ จนติสสาลุกไม่ขึ้น

ปรันมากับปันแสงยังต่อสู้ รุกรับกันด้วยเชิงดาบยอดเยี่ยม ปันแสงใช้ความไว พริ้วกายหลบดาบของปรันมา แล้วถีบปรันมาตกลงจากด้านบน ร่างปรันมากลิ้งลงมาถึงพื้นด้านล่าง อินยาหันไปหยิบดาบจากศพทหาร พุ่งเข้ามาแทงลงไปกลางอกปรันมา
"ข้าแต่พระเพ็ง ข้าขอมอบวิญญาณของไอ้ปรันมาเป็นเครื่องสังเวยให้ท่าน ณ บัดนี้"
ปันแสงกระโจนลงมา ปักดาบซ้ำลงกลางอกปรันมาจนเลือดทะลัก ปันแสงที่กดดาบเหนือร่างของตนเอง
"พระเพ็งจะไม่ให้อภัยพวกเจ้า รักใดไม่ยิ่งใหญ่เท่ารักแผ่นดิน คดโกงใด ก็ไม่เลวร้ายเท่าคดโกงแผ่นดินตัวเอง"
ปรันมาสำลักเลือด แววตาเบิกโพลงมองจ้องอินยากับปันแสง ทั้งคู่กระชากดาบออกพร้อมกัน ปรันมาขาดใจตาย ปันแสงหันหลังก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ทีละก้าวด้วยรอยยิ้ม แล้วหันมามองไปด้านล่าง
"นี่คือบัลลังก์ของข้า เจ้าปันแสง กษัตริย์องค์ใหม่แห่งศรีพิสยา"
ปันแสงยืนประกาศก้อง สถาปนาตัวเองท่ามกลางศพมากมายที่เกลื่อนกลาดท้องพระโรง

สุเลวินสีหน้าสำนึกในสิ่งที่เคยทำลงไป
"ความยิ่งใหญ่ที่มาจากการเหยียบย่ำอยู่บนคราบน้ำตา บนซากศพคนอื่น มันคือกรรมชั่ว กรรมที่จะเป็นเงาติดตัวเราไป ไม่ว่าเป็นหรือตาย"
สุเลวินรู้ว่าไม่อาจฝืนสัจธรรมของโลกได้
"ข้ารู้แล้ว ในโลกนี้ ความดี กรรมดีเท่านั้น คือชัยชนะ"
นาทีนั้นหอขวัญเมืองระเบิดเสียงดังกึกก้อง แท่งแก้วขวัญเมืองระเบิดออก แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พุ่งเข้าหาร่างสุเลวิน ความเจ็บแล่นไปทั่วทั้งร่างสุเลวิน
"อภัยให้ข้าด้วย ข้าตกอยู่ในความมืดมน โง่เง่า ข้าเลือกอยู่ข้างอำนาจชั่ว ใช้ชีวิต ใช้ความเก่งกล้า รับใช้คนผิดมาตลอด"
สุเลวินสีหน้าสำนึกผิด ยอมรับในวาระสุดท้าย
"ความชั่วจะไม่มีวันชนะความดี วิญญาณของข้ามุ่งสู่ขุมนรกโลกันต์ในบัดนี้แล้ว"
สุเลวินที่ขาดใจ นอนตายแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางซากพังพินาศในหอขวัญเมือง

นรสิงห์กำลังกระหน่ำกระทืบลงบนร่างติสสาที่ม้วนตัวหลบแล้วถีบเข้า จนนรสิงห์กระเด็น
ติสสาจะพุ่งเข้าไปฟันนรสิงห์ แต่สีหสาโดดออกมาขวางไว้ด้วยดาบคู่ วาเร เข้าไปคุ้มกันองค์นรสิงห์ทันที
สีหสายันดาบติสสาไว้
"ดาบแกไม่มีวันแตะต้ององค์นรสิงห์ได้"
ติสสาปะทะดาบสู้กับสีหสาอย่างดุดัน ติสสาได้เปรียบ กำลังจะฟัน สีหสาเอี้ยวตัวหลบ ควงดาบแทงเข้าร่างติสสาที่กระเด็น ล้มลง วาเรที่รอซ้ำ รีบพุ่งเข้าไป หวังจะแทงให้ติสสาตาย แต่ติสสาระวังอยู่แล้ว ตั้งดาบรอ เสียบทะลุเข้ากลางตัววาเร ก่อนฮึดใช้แรงถีบร่างวาเรร่วงตกลงกระแทกพื้นด้านล่าง คอหักตายคาที่
สีหสาเห็นลูกน้องคู่ใจตายก็ยิ่งโมโห พุ่งเข้าหาติสสา ทั้งคู่ปะทะกันจนดาบทั้งคู่หักกลาง กระเด็นไปคนละทาง ต่างคนต่างไม่ยอม รีบชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ เข้าจ่อคอกันทันที
"พระเพ็งคงดีใจที่ได้เลือดแม่ทัพผู้กล้าหาญ สละได้กระทั่งชีวิตลูกเมียมาเป็นเครื่องสังเวย"
"พระเพ็งไม่ต้องการเลือดของข้า มันต้องเป็นเลือดชั่วของคนจัญไร ย่ำยีแผ่นดินคนอื่น"
นรสิงห์ถืออาวุธตรงเข้ามา ติสสาเห็นก็ตัดสินใจ
"สีหสา แกกับข้า ชาติหน้าชาติไหน ขอให้เกิดมาเป็นศัตรูกันจนวันตาย"
ติสสากดดาบเชือดคอสีหสา สีหสาเฮือกใช้แรงกดดาบเชือดคอติสสาลงทันทีเหมือนกัน ทั้งสองร่างสะดุ้งเฮือกผละออกห่างจากกัน ติสสาเซ กลิ้งล้มลงยังพื้นด้านล่าง
สีหสาทรุดลง นรสิงห์วิ่งเข้ามาประคองไว้ สีหสาสำลักเลือดออกมา
"สีหสา"
นรสิงห์ช้อนร่างสีหสาไว้ สีหสามองด้วยรอยยิ้ม
"ข้ากำจัดศัตรูทุกคนเพื่อท่านแล้ว กองทัพขององค์นรสิงห์ได้ชัยชนะเหนือศรีพิสยา ข้าได้ทำหน้าที่ของข้าเสร็จสมบูรณ์ ข้าภูมิใจนักที่ได้เกิดมาเป็นนักรบของท่าน ข้าขอมอบลมหายใจสุดท้ายไว้แทบเท้าท่านด้วยความรักของเข้า"
สีหสาพยายามหายใจ แต่สำลักเลือดออกมา กำมือนรสิงห์แน่น
"องค์นรสิงห์ ขอให้ข้าได้เกิดมาเพื่อท่านอีก"
"ข้าจะจดจำเจ้าไว้ในวิญญาณของข้า สีหสา"
สีหสาเฮือกหายใจสุดท้าย ซบลงขาดใจในอกนรสิงห์
นรสิงห์ไม่มีน้ำตา กอดร่างสีหสาไว้ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงสาดส่อง รู้สึกได้ถึงความสูญเสียในคืนเพ็งที่บุกศรีพิสยา นรสิงห์จ้องมองพระเพ็งดวงใหญ่บนฟ้าด้วยความอาฆาตรุนแรง
"ข้าจะลบความศักดิ์สิทธิ์ของแกลงให้หมด พระเพ็ง"

แสงพระเพ็งทอดยาวเห็นเงาร่างของติสสาที่ล้มลุกคลุกคลาน
"อภัยให้ข้าด้วย พระเพ็ง ข้าไม่อาจปกป้องศรีพิสยาไว้ได้"
ติสสากำลังพยายามฝืนความเจ็บมุ่งหน้ากลับไปที่ตำหนัก
"น้องน้อยรอพี่ชายด้วย พี่ชายจะกลับไปหาน้องน้อย"

มรันมาและดาราน้อยนอนสิ้นชีวิตอยู่บนเตียง ติสสาพาร่างโชกเลือด ก้าวเข้ามาข้างร่างของมรันมา
ก้มลงจูบแก้มแล้วเอนร่างลงโอบกอดเมียและลูกไว้ น้ำตาไหลสะอื้น
"ดาราน้อย ยกโทษให้พ่อด้วย พ่อรักลูกมากเท่าชีวิต แต่พ่อก็รักษารอยยิ้ม เสียงหัวเราะของลูกไว้ไม่ได้... น้องน้อย ได้ยินพี่ชายใช่มั้ย พี่ชายรักน้องน้อย รักยิ่งกว่าชีวิตพี่ชาย พี่ชายรู้ว่าน้องน้อยไม่ให้อภัยความผิดครั้งนี้ ไม่ว่าน้องน้อยจะไปอยู่ที่ไหน วิญญาณพี่ชายขอติดตามน้องน้อยไป ให้พี่ชายได้รักน้องน้อย ได้มอบชีวิตให้เป็นของน้องน้อยเพียงคนเดียว"
ติสสาขยับก้มลงจูบแก้มมรันมาลมหายใจค่อยๆหลุดออกจากร่าง ติสสาหลับตาลง ขาดใจไปพร้อมกับอ้อมกอดที่ไว้เพื่อมรันมาและดาราน้อย ทั้งสามสิ้นลมหายใจ นอนเคียงกันท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องในคืนที่ทุกอย่างล่มสลายพินาศลง

บริเวณโถงบ้าน ทุกคนยังถูกสะกดอยู่ในเรื่องราวอดีต แววตานรสิงห์ที่รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขามองไปที่รัดเกล้ากับสถบดี
"ความรัก ความดีถูกทำลาย กลายเป็นบาปกรรมที่หลอกหลอนชีวิตที่เหลือให้ทุกข์ทรมานเหลือเกิน"
นรสิงห์เลื่อนสายตามองไปที่คทารัตน์กับวิวรรธน์
"เข่นฆ่าคนอื่นเพียงเพื่อรับใช้ .. คือกรรมหนักติดค้างชีวิต"
นรสิงห์เลื่อนสายตามาหยุดที่พัทธยา และเพชรดา
"แต่จิตที่เป็นมาร อีกกี่ร้อยกี่พันปีก็ไม่เคยหลุดพ้นขึ้นจากขุมนรก"
นรสิงห์หวนคิดไปถึงช่วงท้ายของเรื่องที่มาของความทุกข์ทนยาวนาน

ในท้องพระโรงศรีพิสยา ปันแสงกับอินยายืนอยู่ นรสิงห์เดินเข้ามาพร้อมกับนักรบคุ้มกัน 4 คน มองศพปรันมาบนพื้น แล้วมองขึ้นไปที่ปันแสงกับอินยา
"กษัตริย์องค์ใหม่แห่งศรีพิสยา" อินยาบอก
"กษัตริย์ปันแสงผู้แข็งแกร่ง น่ายกย่อง เทิดทูน"
"พระเพ็งกำลังประทานพรให้ข้าที่จะนั่งบนบัลลังก์นี้ ไม่มีใครแทนที่ได้" ปันแสงบอก
"คำสัญญาของกษัตริย์นักรบอย่างท่าน ข้าจำไม่เคยลืมเลือน ปันแสงจะเป็นผู้ปกครองศรีพิสยา ภายใต้การค้ำชูของท่าน" อินยาว่า
"ข้าก็ไม่เคยลืม ว่าเจ้าสองคนช่วยข้าทำลายแผ่นดินเกิดของเจ้าได้มากแค่ไหน"
ปันแสงมองนรสิงห์อย่างระแวดระวัง แต่นรสิงห์กลับยิ้มให้ด้วยสีหน้าเป็นมิตรเต็มที่
"ข้าจึงต้องรีบตอบแทนความดีของเจ้าสองคน ด้วยการแต่งตั้งเจ้าศรีพิสยาองค์ใหม่"
นรสิงห์หันไป นักรบด้านหลังส่งผ้าคลุมร่างสองผืนที่ถักทอด้วยทองคำมาให้
"ข้าได้เตรียมของขวัญที่ดีที่สุดจากใจให้แก่เจ้า ผ้าคลุมที่ถักทอด้วยไหมทองคำทั้งผืน"
ปันแสง อินยายิ้มแย้ม นรสิงห์ก้าวขึ้นไป หยิบผ้าคลุมสวมลงให้ปันแสง
"ข้าขอประกาศ ต่อแต่นี้ เจ้าปันแสงคือเหนือหัวแห่งศรีพิสยาที่ทุกคนต้องให้ความเคารพสูงสุด"
นรสิงห์สวมผ้าคลุมอีกผืนให้แก่อินยา
"และเจ้านางอินยา คือเจ้านางผู้มีเกียรติ มีคุณความดีสูงส่ง สมควรที่ทุกคนจะยกย่อง จารึกชื่อไว้"
ปันแสงก้าวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ด้วยท่าทางผงาด มีอินยาก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้าง ทั้งท้องพระโรงไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดี มีเพียงความเงียบสงัด นรสิงห์ยิ้มมอง ปันแสง อินยาไม่มีท่าทางอื่นใด นอกจากรอยยิ้มสมใจ

แววตานรสิงห์ที่มองจ้องไปที่พัทธยากับเพชรดา
"ไม่มีใครหนีบาปกรรมที่ก่อไว้พ้น"

ในท้องพระโรงศรีพิสยานรสิงห์มองปันแสง อินยาในผ้าคลุมทอทองคำ อร่ามเรืองรองอยู่บนบัลลังก์
"ไพร่ฟ้าคงอยากชื่นชมบารมีกษัตริย์คนใหม่" ปันแสงบอก
"จงออกไปเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวศรีพิสยาเถิด กษัตริย์ปันแสง"
ปันแสงยิ้มแล้วก้าวลงมาทีละก้าวอย่างลำพองใจในตัวเอง นรสิงห์ยิ้มมองอยู่ด้านล่าง
ปันแสงโอบกอดอินยาเข้าไว้ใต้ผ้าคลุมทองคำ
พลันปันแสงสีหน้าเปลี่ยนจากยิ้มเป็นเจ็บปวด เหมือนถูกเข็มทิ่มแทง ทั้งร่างบีบรัด
นรสิงห์มองจ้อง ผ้าทอสีทองกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง ปันแสงเห็นรอยยิ้มของนรสิงห์ ก็นึกได้ว่า กำลังถูกนรสิงห์เล่นงานเสียแล้ว
"นรสิงห์ แกทำอะไรข้า"
อินยานิ่วหน้า พยายามจะขยับตัวแต่กลับถูกบีบรัดเหมือนกัน
"ปันแสงช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บไปทั้งตัว เจ็บเหมือนถูกบีบ"
"ผ้าทอของมัน"
"ข้าบอกแล้วว่าข้าจะมอบของขวัญพิเศษให้เจ้าทั้งสองคน ผ้าทอนั่นทำขึ้นเพื่อตอบแทนไส้ศึกชั้นดีอย่างเจ้านางอินยาและเจ้าปันแสง ทันทีที่ผ้าสองผืนสัมผัสกัน พิษจากไหมชั้นเลิศจะทำให้ร่างไร้เรี่ยวแรง ขยับเขยื้อนไม่ได้"
"สันดานเจ้ามันเลวชาติ ไอ้งูพิษ ไอ้ทรยศ" ปันแสงบอก
นรสิงห์ยิ้มเหยียด มองอินยากับปันแสงที่พยายามจะดิ้นรนขยับตัว
"ข้าไม่ได้ทรยศเจ้าเลยสักนิด ปันแสง ข้ารักษาสัญญาอย่างดีที่สุด เจ้าได้เป็นกษัตริย์สมปรารถนาแล้ว แต่ข้าไม่ได้รับปากว่าเจ้าจะเป็นได้นานแค่ไหน"
"ข้ากับปันแสงทรยศบ้านเมือง ก็เพื่อเจ้า"
"นี่ก็คือสิ่งตอบแทนความเลวของเจ้าไงล่ะ อินยา คิดว่าข้าจะเก็บคนทรยศ ขายบ้านขายเมืองไว้ทำไม กษัตริย์ของเจ้า เจ้ายังฆ่าให้ตายลงได้ ข้าจะไม่เก็บหอกข้างแคร่ไว้ทิ่มตำตัวเองในภายหน้า"
นรสิงห์มองเหยียดหยาม ปันแสง อินยามองนรสิงห์ด้วยแววตาเจ็บใจ

แววตานรสิงห์ที่มองจ้องไปที่พัทธยากับเพชรดาอีก
"กรรมชั่วจะติดตามผู้ก่อกรรมอย่างสาสม"

ปันแสงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ถูกบีบรัด เหมือนร่างกำลังจะแหลก อินยามองแล้วอ้อนวอนนรสิงห์ทันที
"นรสิงห์ เจ้าเอาบัลลังก์นี้ไป ไว้ชีวิตปันแสง ลูกข้าด้วย"
"จะทำหน้าที่ของแม่เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อความตายมาถึง ..น่าสรรเสริญ"
นรสิงห์หัวเราะก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง
"ข้าต้องได้บัลลังก์ศรีพิสยาอยู่แล้ว แต่ที่ข้าต้องการคือวิญญาณของคนขายชาติ"
ปันแสงจ้องนรสิงห์
"ความยิ่งใหญ่ที่เจ้าได้มาจากคาวเลือด มันจะสนองเจ้าในอีกไม่ช้า เจ้าจะต้องตายอย่างทรมาน ผู้คนทุกทิศจะสาปแช่ง ชื่อของเจ้าคือความเลวที่ไม่มีใครเทียบ" ปันแสงบอก
"เจ้าจะตกนรกชั้นต่ำทรามที่สุด ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด พระเพ็งจะสาปแช่งเจ้า" อินยาว่า
"พระเพ็งจะขอบใจข้ามากกว่า ที่ช่วยกำจัดเลือดชั่วก้อนสุดท้าย"
ร่างของอินยากับปันแสงถูกบีบรัด เหมือนกระดูกกำลังจะแหลก นรสิงห์มองสมเพชแล้วเอ่ยสั่ง
"รอให้กระดูกมันแหลกทั้งร่าง สิ้นลมหายใจแล้ว จงตัดหัวพวกมันเสียบประจาน โยนร่างให้แร้งกากินซากศพ อย่าให้ใครเอาเยี่ยงอย่างกบฎทรยศแผ่นดินอย่างอินยา กับ ปันแสง"
"แม่ ช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว"
"ปันแสง จดจำเอาไว้ ต่อให้สิ้นลมหายใจลงชาตินี้ ความแค้นก็จะอยู่ในวิญญาณ"
อินยากับปันแสงลมหายใจเริ่มติดขัด แต่แววตาทั้งคู่ยังแข็งกล้าด้วยความปรารถนาสุดท้าย
"เราต้องได้ทุกอย่างที่เป็นของเรา ไม่ว่าอีกกี่ชาติ เราจะอาฆาตพวกมัน" ปันแสงบอก
"เลือดและความตายเท่านั้น ที่พวกมันทุกคนต้องชดใช้"
สิ้นเสียง ร่างของอินยา ปันแสงเหมือนถูกฉีก กระชากออกเป็นเสี่ยง นรสิงห์มองจ้องด้วยสายตาสะใจ ทั้งคู่ไม่อาจทนทานความทรมานได้ กรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส

แววตานรสิงห์ที่ทุกข์ทน เต็มไปด้วยความสำนึกผิด
"ข้าตัดสินทุกคน แต่ไม่เคยมองเห็นเงาของตัวเอง คิดแต่ว่าตัวเองจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า"

อ่านต่อหน้าที่ 4 


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 12 (ต่อ)

นรสิงห์ก้าวเร็วออกมายังจุดสูงสุดของศรีพิสยา
"เห็นหรือยัง พระเพ็ง ศรีพิสยามันเป็นอาณาจักรใต้ฝ่าเท้าข้าแล้ว ไหนล่ะ อำนาจที่เจ้าคุ้มครองพวกที่สวดมนต์อ้อนวอนขอพร ถุย... มันไม่มีอยู่จริงหรอกโว๊ย"
นรสิงห์หัวเราะกร้าว เสียงก้อง
"ต่อไปนี้จะไม่มีอำนาจใดอยู่เหนือข้า องค์นรสิงห์สีหบดี ข้าคือคนเดียวที่จะเป็นเทพที่อยู่เหนือทุกชีวิต"
ทันทีที่นรสิงห์พูดจบ บังเกิดมีแสงแลบแปลบปลาบไปทั่วฟ้ามืด จนกษัตริย์ผู้กระหายเลือหวาดหวั่นกับอำนาจที่อยู่เหนือร่างขึ้นไป
เมฆดำลอยปกคลุมทั้งบริเวณ แต่นรสิงห์ก็ยังแข็งขืน ท้าทาย
"ลงมาสิวะ พระเพ็ง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าอำนาจของแกจะบันดาลความสุข ความสงบได้ ต่อไปนี้จะไม่มีพิธีบูชาเพ็ง ข้าคนเดียวเท่านั้นที่ทุกคนจะต้องกราบไหว้"
แสงนวลส่องลงมาเป็นทางจากท้องฟ้า แหวกเมฆสีดำลงมา นรสิงห์แหงนมอง ดวงจันทร์เคลื่อนตัวผ่านเมฆ ขยายเป็นดวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รัศมีแผ่สว่างจ้า วาบเข้ามาในสายตา กลายเป็น.... พระเพ็ง
นรสิงห์ยืนอึ้งมองตะลึง
พระเพ็งในรูปหญิงงามเคลื่อนลงมาอย่างเชื่องช้า แทบไม่เห็นความเคลื่อนไหว
แต่นรสิงห์กลับรู้สึกถูกสะกด ไม่สามารถเบือนหน้าและสายตาหนีไปพระเพ็งที่โน้มตัวมาตรงหน้าไม่ได้ พระสุรเสียงของพระเพ็งดังอ่อนโยน กังวาน แต่มีพลังอำนาจภายใต้เสียงนุ่มนวลนั้น
"เจ้ามนุษย์ผู้ท้าทายอำนาจแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าเจ้าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของจักรวาลนี้"
"ข้าไม่ใช่เศษเสี้ยว เจ้าต่างหาก พระเพ็ง เจ้าไม่มีอำนาจเสมอข้า"
นรสิงห์จ้องพระเพ็งอย่างท้าทาย ไม่ยอมสยบอำนาจที่อยู่ตรงหน้า
"จงระลึกให้ดี สิ่งใดที่เกิดมาก่อนตัวเจ้า จักรวาลแห่งนี้ใช่หรือไม่"
"ข้าไม่สนใจ จักรวาลมันก็แค่คำเอ่ยอ้าง อำนาจและกองทัพของข้าต่างหาก ที่จะควบคุมทุกอย่างในโลกนี้"
"ในเมื่อเจ้าไร้ศรัทธาในความรัก ในความดี คิดเพียงว่าการทำลายจะทำให้ตนยิ่งใหญ่ที่สุด... เช่นนั้น ข้าก็จะมอบความยิ่งใหญ่อย่างที่เจ้าต้องการ"
นรสิงห์พยายามจะอ้าปากโต้เถียง แต่ทั้งร่างกลับขยับไม่ได้ แสงสีฟ้าแห่งพระเพ็งกำลังอาบลงมาที่ร่างนรสิงห์
"จงอยู่เพื่อรู้ว่าชีวิตที่เป็นธุลีจักรวาลเช่นเจ้า ยิ่งใหญ่ได้ก็เพียงในชาติภพของตัวเอง จะไม่มีมนุษย์คนไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติ ผู้เป็นมารดาแห่งทุกสรรพสิ่ง"
นรสิงห์เหมือนถูกตราตรึงไว้ในแสงสีฟ้าเข้ม ที่กลายเป็นไฟลุกเผาลามขึ้นทั้งร่าง
"ไม่ มึงทำอะไรกูไม่ได้ พระเพ็ง กูต่างหากที่มีอำนาจที่สุด กูจะต้องเป็นอมตะ"
ร่างนรสิงห์ปวดแสบปวดร้อนไปทั้งร่างด้วยไฟสีฟ้าเข้ม พระเพ็งเอ่ยคำสาปขณะที่กำลังลอยกลับขึ้นไปบนฟากฟ้า
"ถ้าปรารถนาความยิ่งใหญ่ ก็จงมีชีวิตยืนนาน อยู่เห็นความยิ่งใหญ่ แตกดับ ล่มสลาย จงใช้ชีวิตเป็นอมตะด้วยวิญญาณโดดเดี่ยวในร่างนี้ไปอีกนับพันปี และนี่คือโทษทัณฑ์ที่เจ้าต้องรับไว้"
ไฟสีฟ้าเข้มลุกโชนเผาร่างนรสิงห์ที่ตะโกนก้องด้วยความเจ็บปวด

กระสุนสามนัดที่หยุดอยู่กลางอากาศ พุ่งเข้าใส่กลางอกของนรสิงห์ ทุกคนที่ได้สติ ตะลึงมองภาพตรงหน้า ร่างนรสิงห์กระดอนไปด้านหลัง คทารัตน์กับวิวรรธน์ตะโกนออกมาอย่างลืมตัวด้วยสัญชาติญาณสีหสากับสุเลวินที่เคยรับใช้ใกล้ชิด
"คุณนรสิงห์"
สถบดี รัดเกล้าสีหน้าตกใจ พัทธยากับเพชรดาที่ยืนขวางทางเข้ายิ้มสะใจ ทุกคนเห็นร่างนรสิงห์กระดอนไปด้านหลัง กระสุนเจาะเข้าไปในเสื้อ ร่างนรสิงห์ติดผนัง ทรุดลง
"มึงสมควรตายแล้ว ไอ้นรสิงห์ มึงหักหลัง มึงฆ่ากูกับเพชร"
พัทธยาจะเข้าไปยิงซ้ำ สถบดีตะโกนขึ้น จ่อปืนไปที่พัทธยา
"หยุดนะ ไอ้พัทธ์ ก่อกรรมไว้พันปีก่อน ชาตินี้ยังไม่คิดจะเป็นคนดี สำนึกความผิด"
"กูไม่ต้องสำนึก กูทำสิ่งที่กูควรทำ ไอ้นรสิงห์ต่างหากที่หักหลังทุกคน มันทำให้พวกมึงตาย"
"สมควรแล้วที่มันจะถูกสาปให้อยู่มาเป็นพันปี" เพชรดาบอก
"เราตายเพราะกิเลส เพราะความหลงผิดของตัวเอง คุณก็เหมือนกัน บาปกรรมที่ทรยศ ทำลายแผ่นดินตัวเอง มันก็หนักมากแล้ว" วิวรรธน์บอก
"วางปืนลงซะ ผู้กองพัทธ์ คุณยังมีโอกาส"คทารัตน์ว่า
"อย่าไปฟังมัน ให้พวกมันชดใช้หนี้ที่ติดค้างเรามาตั้งแต่อดีต ให้พวกมันตายด้วยมือเราเหมือนไอ้นรสิงห์ เราต้องฆ่าศัตรูของเรา" เพชรดาบอก
พัทธยาหันไปยิงสถบดีทันที สถบดีหลบเร็วแล้วยิงสวน เฉียดร่างพัทธยา
"เกล้า วิกกี้ หนีไป"
คทารัตน์เข้าไปกระชากรัดเกล้าทันที
"ขึ้นไปข้างบน"
วิวรรธน์พูดไม่ทันขาดคำ พัทธยายิงไผ่อีกนัด สถบดีมัวแต่มองห่วงวิกกี้กับรัดเกล้า โดนยิงเข้าที่สีข้าง
"ผู้กองไผ่"
"หนีไป"
พัทธยาจะหันมายิงซ้ำ วิวรรธน์โดดพุ่งเข้าชนพัทธยากระเด็นกลิ้งกันไปคนละทาง คทารัตน์กระชากรัดเกล้าขึ้นบันไดทันที พัทธยาล้วงปืนอีกกระบอกที่เอวโยนให้เพชรดา
เพชรดารับแล้ววิ่งตามคทารัตน์กับรัดเกล้าไปทันที พัทธยาลุกได้ ก็หันปืนมาทางวิวรรธน์ที่กลิ้งอยู่บนพื้น
"ไอ้วิว คอยรับใช้คนอื่นดีนักนะมึง"
พัทธยากำลังจะยิง สถบดียกปืนเล็ง กระสุนพุ่งเข้าไหล่ซ้ายจนพัทธยากระดอนไป ส่วนกระสุนที่พัทธยาลั่นออกมาพลาดเฉียดหน้าวิวรรธน์ไปแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

คทารัตน์กับรัดเกล้าวิ่งเร็วขึ้นด้านบนชั้น 2 เพชรดาถือปืนวิ่งตามขึ้นไปอย่างกระชั้นชิด

บริเวณโถงบ้านนรสิงห์ พัทธยาเลือดไหลที่ไหล่ซ้าย หันมาจะยิงสถบดีที่พุ่งเข้ามาบังวิวรรธน์ ยกปืนเล็งพัทธยาเหมือนกัน
"สันดานชั่ว ร้อยปีพันปี ก็ยังชั่วไม่เลิก เสียดายที่มีเพื่อนอย่างแก"
"ก็เพราะกูมีศัตรูอย่างมึง มึงได้ทุกอย่างง่ายๆ มึงไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลย"
"อย่าเอาความลำบาก อย่าเอาปมด้อยมาอ้างเพื่อทำชั่ว ไอ้พัทธ์ พันปีก่อนแกขายบ้านเมือง แกเนรคุณแผ่นดินตัวเองได้ แกก็ต้องตายเพราะคนที่คิดจะหักหลังแกเหมือนกัน"
"หยุดเถอะครับ ผู้กองพัทธ์ หยุดกิเลส หยุดต้องการในสิ่งที่มันไม่ใช่ของคุณ"
"กูไม่หยุด กูทำทุกอย่างมาขนาดนี้ กูก็ต้องได้ทุกอย่าง แล้วคนอย่างกูนี่แหละ ที่จะส่งคนดีอย่างพวกมึงไปอยู่รวมกันในนรก"
พัทธยาลั่นไกยิง สถบดีหลบแล้วยิงสวน วิวรรธน์มองไปด้านบน ไผ่เห็นแล้วสั่ง
"ไปดูเกล้ากับวิกกี้ก่อน ไม่ต้องห่วงทางนี้"
วิวรรธน์จะวิ่งขึ้นบันไดไป พัทธยาโผล่ออกมายิงสกัด ไม่ยอมให้ขึ้นไป

เพชรดาวิ่งตามมาใกล้ เล็งปืนจะยิงรัดเกล้า คทารัตน์หันมาผลักน้องสาวให้หลบหลัง แล้วพุ่งเข้าหา เพชรดาจะยิงแต่คทารัตน์ไวกว่า สับลงที่ข้อมือ แต่เพชรดายังไม่ยอมปล่อยปืน
คทารัตน์เข้าชาร์จประชิดตัว ยื้อแย่งปืน รัดเกล้ามองลุ้น คทารัตน์ใช้ความแข็งแกร่ง บิดข้อมือเพชรดาอย่างแรงจนปืนหลุดมือ กระเด็นลงพื้น ห่างออกไป
คทารัตน์ชกเข้าหน้าเพชรดาจนหน้าสะบัด แล้วชกซ้ำอีกหมัด เพชรดากระเด็นลงไปกองกับพื้น
คทารัตน์จะตามเข้าไปซ้ำ แต่น้องสาวดึงแขนไว้
"พอแล้วค่ะ พี่วิกกี้"
"มันน่าจะชกให้สมองเสื่อม จะได้เลิกคิดชั่ว"
รัดเกล้าเห็นเพชรดาคลานไปคว้าปืน ก็รีบกระชากแขนพี่ขึ้นบันไดไปชั้น 3 ทันที เพชรดาถือปืน แววตาวาวโรจน์ด้วยความแค้น วิ่งตามขึ้นไปทันที

สถบดีมองเห็นพัทธยากำลังจะยิงไปที่วิวรรธน์ ก็ยิงสกัดจนพัทธยาต้องหาที่หลบ วิวรรธน์ได้โอกาส รีบวิ่งขึ้นบันได สถบดีจะวิ่งตาม แต่พัทธยาโผล่ออกมายิงเข้าแขน ไผ่ล้มคว่ำ พลิกตัวกลับมาเห็นพัทธยากำลังวิ่งเร็วขึ้นบันไดไป

คทารัตน์กับรัดเกล้าวิ่งขึ้นมาถึงดาดฟ้าแล้วมองหาที่ซ่อน เพชรดาถือปืนพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง คว้าตัว ล็อกคอรัดเกล้าไว้ คทารัตน์หันมาเห็นก็คำราม
" ปล่อยน้องชั้นเดี๋ยวนี้"
"จะปล่อยมันทำไม มันเป็นศัตรูที่ชั้นอยากให้มันตายที่สุด"
"เลวหมดจด พันปีไม่มีสำนึก"
"แกมันก็เลวเหมือนแกนั่นแหละ แกฆ่าคนได้เพราะคำสั่งไอ้นรสิงห์"
วิวรรธน์วิ่งตามมาจากด้านหลัง คว้าเก้าอี้เก่าๆตีลงบนหลังเพชรดาจนล้มคว่ำ รัดเกล้าดิ้นหลุด รีบวิ่งมาทางพี่สาว วิวรรธน์กำลังรวบตัวเพชรดาที่ดิ้นขัดขืน แต่พัทธ์ที่ตามขึ้นมา ถีบวิวรรธน์จนหลุด เพชรดายิงเข้าที่ขาของวิวรรธน์
เพชรดาถือปืนไปยืนข้างพัทธยาทันที
"พัทธ์ ... อย่าให้พวกมันขวางทางเรา"
พัทธยาเล็งปืนไปที่รัดเกล้าที่อยู่ใกล้ที่สุด คทารัตน์เห็นพัทธยาเหนี่ยวไกก็ผลักร่างน้องออก เอาร่างรับกระสุนแทน กระสุนเจาะเข้าที่ไหล่
"พี่วิกกี้"
ร่างคทารัตน์ทรุดฮวบลง รัดเกล้าเข้าไปประคองพี่สาวไว้ทันที วิวรรธน์พาร่างที่เลือดเริ่มทะลักพุ่งเข้าไปหา
"เจ๊ เจ๊ อดทนไว้นะ"
พัทธยากับเพชรดาถือปืนเล็งไปที่วิกกี้กับรัดเกล้า วิวรรธน์ขยับตัวบังคทารัตน์ทันที ทั้งคู่ยิ้มเหี้ยม กำลังจะเหนี่ยวไก สถบดีโผล่พรวดเข้ามา ยิงไปที่ท้องพัทธยาหงายไป เพชรดาหันมาจะยิง สถบดีเหนี่ยวไก เข้ากลางอกจนเพชรดากระดอนไป พัทธยาที่ล้มลงไป ลุกขึ้นจะยิง สถบดีตัดสินใจยิงซ้ำเข้าที่อกซ้าย พัทธยาทรุด ปืนร่วงจากมือ เพชรดาเลือดทะลัก ส่งเสียงครางด้วยความเจ็บ พัทธยารีบเข้ามารวบร่างเพชรดาที่กำลังจะหมดลมหายใจ
"เพชร"
ทุกคนมองไปเห็นพัทธยากับเพชรดาที่แววตากระด้าง
"ถึงต้องตายอีกกี่ครั้ง ชั้นจะก็เกลียดพวกแก"
"จะให้จิตมารฝังในวิญญาณไปอีกกี่ชาติกี่ภพ เจ้านางอินยา เจ้าปันแสง"
ทุกคนหันไปมองเห็นร่างนรสิงห์ที่ยืนอยู่
"ไอ้นรสิงห์ ทำไมแกยังไม่ตาย"
"คำสาปแห่งพระเพ็งไงล่ะ คำสาปตั้งแต่วันนั้น ที่ทำให้ฉันมีชีวิตทุกข์ทรมาน ชดใช้บาปในสภาพนี้"
สายตานรสิงห์กำลังพาทุกคนกลับไปพบเหตุการณ์สุดท้าย

เช้ามืดวันใหม่ ณ จุดสูงสุดเขตพระราชฐาน ไฟสีฟ้าที่กำลังลุกโชนมอดไหม้ร่างนรสิงห์ ในความมืดที่กำลังหายไป เสียงพระเพ็งยังดังล่องลอย
"นี่คือโทษทัณฑ์ที่เจ้าต้องได้รับ ทุกคืนเพ็ง ท่ามกลางแสงแห่งข้า เจ้าจะต้องเจ็บปวดจนอยากจะตาย เจ็บปวดจนต้องวิงวอนให้ใครก็ได้มาเอาชีวิตเจ้าไป แต่เจ้าก็จะไม่ตาย"
แสงแรกของวันกำลังสาดส่องสว่าง ไฟสีฟ้าค่อยๆเลือนหาย ร่างกายไหม้เกรียมของนรสิงห์สั่นระริก นรสิงห์กำลังเจ็บปวดทุรนทุราย
"เจ้าจะต้องอยู่ชดใช้กรรมเช่นนี้ไปอีกร้อยอีกพันชาติ"
นรสิงห์มองไฟสีฟ้าที่หายวับไปจนหมด แล้วมองไปเห็นพระเพ็งที่ยังลอยอยู่ลางเลือนบนฟ้า
"จนกว่าทุกชีวิตที่แตกดับลงด้วยมือเจ้า ... จะเอ่ยอโหสิกรรม"
นรสิงห์สีหน้าเจ็บปวด หวาดหวั่นกับชะตากรรมที่กำลังเริ่มต้นจากคำสาปแห่งพระเพ็ง

ทุกคนกำลังมองจ้องไปที่นรสิงห์
"นี่คือจุดจบที่ทำให้คุณอยู่มาถึงทุกวันนี้ เพราะคำสาปของพระเพ็ง" รัดเกล้าว่า
พัทธยา เพชรดาสำลักเลือดมองจ้องนรสิงห์
"สมควรแล้ว ไอ้นรสิงห์ ที่วิญญาณชั่วช้าอย่างแกต้องทรมาน"
เพชรดากรีดเสียงด่าว่าแล้วสำลักเลือดออกมา พัทธยาหายใจแรงกอดเพชรไว้
"เพชร"
พัทธยาน้ำตาไหลออกมาด้วยความเจ็บปวดที่ต้องกลายเป็นผู้แพ้ ซบหน้าลงแนบหน้าคนรัก
"เพชร ผมรักคุณ ชีวิตผม ลมหายใจผมเป็นของคุณ จะไม่มีใครแยกเราจากกันได้ วิญญาณของเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป"
พัทธยาจูบลงที่ใบหน้าเพชรดาที่น้ำตาไหลลงมาที่ไม่สมปรารถนาในวาระสุดท้าย สองร่างสิ้นสุดลมหายใจสุดท้ายไปพร้อมกัน ทุกคนสีหน้าเศร้า ใจหาย

ปันแสงกอดกับเจ้านางอินยากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ท่ามกลางศพปรันมาและทหารที่นอนตาย
"เจ้านางอินยา เจ้าปันแสง ฉันทำให้เค้ามองเห็นอดีต แต่เปลี่ยนจิตที่สั่งสมความอาฆาตแค้นไม่ได้ .. จิตที่เป็นมารจะติดตามไปเกิดอีกนับร้อยนับพันชาติ ความทรมานจะไม่รู้จักจบสิ้น"
ปันแสงและเจ้านางอินยาที่เจ็บปวดเหมือนถูกฉีกกระชากร่าง ไม่อาจทานทนความเจ็บได้ กอดกันสิ้นใจตายลงท่ามกลางความสูญสิ้นและวังเวง ไม่อาจยึดเหนี่ยวสิ่งที่ปรารถนาไว้ได้เลย

นรสิงห์มองทุกคนด้วยแววตาสำนึกในความผิดที่ทำไว้ วิวรรธน์เลือดไหลจากขา อยู่ข้างๆวิกกี้ มองนรสิงห์อย่างเข้าใจทุกอย่างแล้วพูดขึ้น
"คุณทำให้เราเห็นอดีต เห็นกรรมที่พวกเราก่อ เพราะคำสาปจากพระเพ็งสั่งให้คุณต้องได้รับการอโหสิจากพวกเราทุกคน"
"ถ้าเราไม่อโหสิให้ คุณนรสิงห์ก็ต้องทนอยู่ในสภาพเป็นอมตะ เป็นมนุษย์ที่ไม่มีวันตาย รอคอยการปลดปล่อยไปอีกไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ" คทารัตน์ว่า
"ทนทุกข์ ... ทรมานจากไฟแผดเผาทุกคืนเพ็ง" รัดเกล้าบอก
"ถ้าเราอโหสิ คุณนรสิงห์หลุดพ้นจากคำสาปของพระเพ็ง ได้ไปเกิดใหม่ แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ยคะ" คทารัตน์ถาม
"คงไม่มีวันนั้นอีกแล้ว แต่ฉันจะจดจำพวกเธอไว้ในวิญญาณของฉัน สีหสา สุเลวิน"
นรสิงห์ยิ้มมอง
"งั้นก็ถึงเวลาที่เราจะหมดเวรต่อกันแล้วล่ะค่ะ ฉันอโหสิให้"
"ผมอโหสิให้คุณ ขอให้ดวงวิญญาณของคุณพบกับความสงบในภพหน้า"
กระสุนนัดหนึ่งพุ่งกระเด็นออกมาจากอก เลือดจากร่างนรสิงห์สีแดงข้นคลั่กทะลักออกมาทันที
สีหน้านรสิงห์รู้สึกเจ็บด้วยเลือดเนื้อเหมือนมนุษ ความเจ็บปวดเริ่มแผ่ซ่านไปทั้งร่าง
ทุกคนมองตกใจ
"สิ่งที่เค้าทำ มันทำลายทุกอย่าง มันโหดเหี้ยมเกินไป"
สถบดีเสียงแข็ง นรสิงห์มองด้วยแววตาเข้าใจในสิ่งที่ไผ่ไม่ยอมรับ คทารัตน์กับวิวรรธน์เริ่มสีหน้าอึดอัด จะบังคับใจสถบดีก็ไม่ได้ นรสิงห์สีหน้าเศร้าลง
"ฉันเข้าใจ ฉันทำลายแผ่นดินที่เธออุทิศชีวิตให้ จับมือเธอแทงลงไปที่ดวงใจสองดวง... ดาราน้อยกับมรันมา ... มันเป็นบาปที่ยากจะให้อภัย"
"คนเราจะก้าวไปข้างหน้าได้ยังไงคะ ถ้ายังยึดอดีตไว้ไม่ยอมปล่อย" รัดเกล้าบอก
ทุกคนมองรัดเกล้า สายตานรสิงห์วาบความดีใจ รัดเกล้ามองทอดสายตาไปที่สถบดีอย่างเตือนสติ
"ปล่อยมันไปเถอะค่ะ ความเจ็บปวด ความทุกข์ สิ่งที่เกิดขึ้นแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว"
สถบดีตัดสินใจก่อนจะเอ่ยออกมา
"ไม่ว่าชาติก่อน หรือชาตินี้ ไม่ว่าจะบาปกรรมอันใด ขอให้จบสิ้นกันไป อย่าได้มีเวรมีกรรมต่อกันอีกต่อไป ผมอโหสิให้คุณ นรสิงห์"
สีหน้านรสิงห์เหมือนได้รับสายฝนอันชุ่มฉ่ำ เย็นชื่น
"ฉันขอให้คุณหลุดพ้นไปสู่ภพภูมิที่ดีจากกรรมที่คุณทำดี ช่วยเราทุกคนให้ได้เห็น ได้รู้ กลัวที่จะก่อกรรมไม่ดีกับคนอื่นๆ ฉันอโหสิให้คุณค่ะ คุณนรสิงห์"
ทันทีที่รัดเกล้าพูดจบ ท้องฟ้ามืด ก็มีแสงสว่างสาดส่องลงมา ทุกคนมองเห็นร่างของพระเพ็งที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้ามืดมิด นรสิงห์เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม มองพระเพ็งบนฟ้า
"ข้าสำนึกในบาปที่ก่อแล้ว ไม่มีมนุษย์คนไหนครองความยิ่งใหญ่เกินกว่าธรรมชาติได้"
ทุกคนมองร่างงดงามของพระเพ็งด้วยสายตาตื่นตะลึง แสงของพระเพ็งสาดส่องไปทุกร่างด้านล่าง "จักรวาลนี้จะดำรงอยู่ได้ ด้วยทุกสรรพสิ่งมีความเคารพต่อกัน ความยิ่งใหญ่ต้องเกิดจากกรรมดี จงทำดี เมตตาต่อกัน ณ. ที่แห่งนี้ก็จะสงบสุขได้นานเท่านาน"
"ขอพระเพ็งให้อภัย และโปรดรับวิญญาณของข้า"
แสงสาดส่องลงมาที่ร่างนรสิงห์ที่คุกเข่าลง พลันกระสุนอีกสองนัดในอกก็กระเด็นออกจากร่าง เลือดทะลักจากแผลกระสุน นรสิงห์สีหน้าเจ็บปวดมาก
"คุณนรสิงห์ ... ไม่เป็นอมตะแล้ว" คทารัตน์บอก
แสงจันทร์ส่องมาที่ร่างนรสิงห์ที่รวบรวมกำลังเพื่อเงยขึ้นมองพระเพ็งบนฟ้า พระเพ็งแย้มยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะลอยกลับหายขึ้นไป
ทุกคนมองเห็นนรสิงห์ยิ้มเป็นครั้งสุดท้าย ในขณะที่ร่างกำลังรางเลือน กลายเป็นฝุ่นบางเบา ลอยละล่องระยิบระยับปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทุกคนมองด้วยสายตายินดีด้วยการให้อภัยของพระเพ็งที่มีให้นรสิงห์ เสียงนรสิงห์ดังล่องลอยลงมา
"ทุกข์อยู่ที่เรายึดไว้เอง อภัยได้ ปล่อยวางได้ ทุกข์มันก็หายไป"
แสงสาดส่องของพระจันทร์หายไปพร้อมกับเสียงของนรสิงห์ คทารัตน์กับวิวรรธน์ยิ้มดีใจที่นรสิงห์ได้หลุดพ้นจากคำสาป สถบดีโอบรัดเกล้าไว้ ยิ้มมองไปบนพระจันทร์เต็มดวง ที่แสงสว่างกระจ่างไปทั่วทั้งฟ้า

หลายวันต่อมา ภายในโบสถ์สวย สถบดีกับรัดเกล้า คทารัตน์กับวิวรรธน์กำลังถวายสังฆทาน
พระสงฆ์กำลังกล่าวคำกรวดน้ำ ทั้ง 2 คู่กรวดน้ำ พนมมือ อุทิศส่วนกุศลตามพระที่สวดดัง เสียงกังวานไพเราะ สีหน้าของทั้งสี่อิ่มเอิบผ่องใส

บริเวณริมน้ำในวัด สถบดีกับรัดเกล้ายืนมองสายน้ำไหลเอื่อย
"เกล้าขอให้บุญกุศลที่เราร่วมกันทำวันนี้ ไปถึงคุณนรสิงห์ ผู้กองพัทธ์ คุณเพชรดา"
"ขอให้พวกเค้าไปสู่สุขคติ ไม่ต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวร ผูกใจเจ็บกันอีก เกิดมาชาติหน้า จะได้ทำดีต่อกัน"
"เพราะมีดเล่มนั้น ที่นรสิงห์เอาชีวิตดาราน้อย เหมือนฆ่าเกล้า แล้วก็ฆ่าคุณไปด้วย เราถึงเจ็บที่หน้าอกเหมือนๆกัน"
สถบดีกุมมือรัดเกล้าไว้
"ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน เราก็จะไม่แยกจากกัน เพราะไม่ว่าจะกี่พันปี พระเพ็งให้เราเป็นชีวิต เป็นจิตวิญญาณเดียวกัน"
เสียงคทารัตน์กระแอมนำมาก่อนตัว
"คิดจะถามพี่สาวอย่างฉันบ้างมั้ย ว่าโอเคหรือเปล่าที่จะมีน้องเขยอย่างผู้กอง"
คทารัตน์กับวิวรรธน์เดินมายืนใกล้ๆ
"โธ่ เจ๊ อยู่ในวัด ก็หัดลดละความโกรธ เกลียด ทำใจให้สบายๆ จะขวางคนเค้าเกิดมาคู่กันทำไม"
"เพ้ออะไรของแกอีก ไอ้วิว"
"ก็เพ้อตามประสาคนหน้าตาดี"
"แหม ... หล่อลากกระชากวิญญาณเหลือเกิน"
"เห็นมั้ย ไม่มีผมนี่... ปากเจ๊คงหมดคม ไม่มีใครช่วยลับ"
"อ๋อ เหรอ ถ้าไม่มีตัวขัดแข้งขัดขา ฉันจะสบายหูมาก"
"ไม่จริงหรอก เจ๊จะเหมือนขาดอะไรไป ชีวิตไม่เติมเต็ม กินข้าวไม่อร่อย คอยแต่คิดถึงหน้าผม"
วิวรรธน์ลอยหน้าแล้วหันไปโยนขนมปังให้ปลาในแม่น้ำ คทารัตน์มองแล้วทนไม่ได้ หันไปโยนขนมปังได้ไกลกว่า แล้วยิ้มเยาะ
"ยังไง ฉันก็เหนือกว่าแกทุกเรื่อง"
วิวรรธน์ไม่ยอมแพ้ ปาขนมปังให้อาหารปลาออกไปสุดแขน
"ผมต้องชนะเจ๊ได้สักเรื่องแหละ"
สถบดียั่ว แกล้งเชียร์วิวรรธน์
"แกชนะว่ะ วิว แกชนะเลย แกปาได้ไกลกว่าเจ๊วิกกี้"
รัดเกล้าแกล้งยั่วบ้าง
"พี่วิกกี้จะยอมแพ้เหรอคะ"
คทารัตน์หน้าตาโมโห หยิบขนมปังปาไป วิวรรธน์โยนได้ไกลกว่าอีก จนเธอโมโหหันมาเอาขนมปังยัดใส่ปากวิวรรธน์ สถบดีโอบรัดเกล้าไว้ หัวเราะมองทั้งคู่ที่แกล้งกันแบบไม่มีใครยอมใคร
บรรยากาศความสุข อบอวลด้วยรอยยิ้ม หลุดพ้นจากคำสาป ความเคียดแค้นในอดีตไปจนหมดสิ้น

จบบริบูรณ์

กำลังโหลดความคิดเห็น...