xs
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 2

เผยแพร่:

สามี ตอนที่ 2

ในห้องอาหารหรู รสิกามองวศินอึ้ง ๆ

“แต่งงานเหรอคะ”
“ครับ เราก็คบกันมาหลายปี ถ้าผมไม่ทำอะไรให้มันถูกต้อง ก็มีแต่จะทำให้คุณหญิงเสียชื่อเสียง”
“อ้ายจะไปเสียชื่อเสียงอะไรคะ อ้ายไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“หรือว่าคุณหญิงไม่อยากแต่งงานกับผม เพราะผมยังไม่ดีพอ”
“มันไม่เกี่ยวกันนะคะ เพียงแต่เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และอ้ายเองก็มีภาระอยู่มาก”
“เรื่องคุณหญิงเป็นหนี้น่ะเหรอครับ” วศินมองอย่างสังเกต
รสิกาชะงัก
“ศินทราบได้ยังไง”
“นี่คุณหญิงมีหนี้สินจริงเหรอครับ”
“ก่อนท่านพ่อจะเสีย ท่านทำธุรกิจขาดทุน...”
“เท่าไหร่ครับ”
“แปดสิบล้านค่ะ”
วศินตกใจที่เป็นเรื่องจริง
“แล้ววังประกาศเกียรติล่ะครับ ทำไมไม่จัดการแปรเป็นเงินมาใช้หนี้”
รสิกาไม่พอใจ
“วังประกาศเกียรติคือสมบัติชิ้นเดียวที่อ้ายมี อ้ายจะต้องรักษาเอาไว้”
วศินคิด ๆ
“อันที่จริงไม่ต้องขายวังก็ได้นะครับ รายได้คุณหญิงจากการ ออกแบบก็มีไม่น้อย ถ้าคุณหญิงจะลดภาระค่าใช้จ่ายไปบ้าง”
รสิกามองว่าหมายความว่ายังไง
“ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่คุณหญิงต้องเลี้ยงดูคนรับใช้แก่ๆ ที่คอยเกาะคุณหญิงกินพวกนั้น ถ้าลดตรงนี้ลง ผมว่าไม่นานก็ใช้หนี้ได้หมด”
รสิกาหน้าตึง
“คนพวกนั้นที่ศินพูดถึงเป็นคนเก่าคนแก่ที่ดูแลอ้ายมานาน พวกเขารักอ้ายและอ้ายจะไม่ยอมทิ้งพวกเขาเพราะความเห็นแก่ตัวเด็ดขาด”
วศินหน้าตึงเช่นกัน เริ่มจะไม่ทน
“คำพูดของผมมันไม่มีความหมายกับคุณหญิงเลยใช่ไหม”
“นี่ศินกำลังพูดไม่รู้เรื่องนะคะ”
วศินไม่พอใจที่ไม่ได้ดังใจ
“คุณหญิงคงจะมองไม่เห็นคุณค่าของผม ถ้ายังไม่เสียผมไป”
รสิกาไม่เข้าใจ
“ทำไมอ้ายต้องเสียศินไปด้วย”
ทันใดนั้นเสียงปฐวีดังขึ้น
“อ้าย”
ปฐวีเป็นลูกชายคนโตของประสิทธิ์ แต่นิสัยต่างกับพ่อและน้องมาก รสิกานับถือเขาเหมือนพี่ชายแท้ๆ ขณะที่เขามีใจรักรสิกา แต่ไม่กล้าแสดงออก
“พี่วี” รสิกายิ้มให้
“สวัสดีคุณวศิน”
ปฐวีทักแล้วก็หันไปหารสิกา สิ้นความสนใจจากวศินแค่นั้น
“อ้ายมางานเป็นเพื่อนหม่อมอาใช่ไหม งั้นที่คนเขาว่ากันว่าอ้ายไม่กินเส้นกับเจ้าสัวเรียวก็ไม่จริงน่ะสิ...ดีแล้วล่ะอ้าย”
“พี่วีหมายความว่าไงคะ”
“นี่ อ้ายไม่ได้มางานมอบรางวัลของเจ้าสัวเรียวเหรอ”
“งานมอบรางวัลของเจ้าสัวเรียว...” เธอเข้าใจทันที “หม่อมแม่...จัดกันที่นี่ใช่มั้ย
คะ”
รสิกาจ้ำอ้าวออกไป ทิ้งวศินให้ยืนงง ปฐวีเข้าใจทันทีว่ารสิกาไม่รู้เรื่องที่รัตนาวลีมางานของเจ้าสัวเรียวและจะไปเอาเรื่อง
“หญิงอ้าย”
ปฐวีตามไป เหลือวศินคนเดียวที่ยืนงงๆ อยู่

ในสวน มุมค่อนข้างเงียบ มีสปอตไลท์วางเป็นจุดๆ ให้แสงสว่างภายในสวน รัตนาวลียืนเครียด เจ้าสัวเรียวเดินเข้ามาหายืนข้างๆนิ่งๆ ไม่พูดอะไร รัตนาวลีพูดขึ้น
“ขอโทษนะคะ”
“เรื่องอะไรครับ”
“ก็ที่ฉันพูดจาเสียมารยาทต่อหน้าเจ้าสัว”
“มารยาทใช้ให้มันถูกคนก็ดีนะหม่อมวลี ใช้กับคนที่ไม่สมควรมันเปลือง”
ราพณ์กับรุ้งรายที่เดินตามมาสมทบได้ยินพอดี
“รุ้งชอบนะคะ หม่อมตรงประเด็นไม่ต้องกลับไปย้ำอีกว่าใครเป็นยังไง อยู่ที่จะสำนึกรึเปล่าก็เท่านั้น”
“แต่คนพวกนั้นก็เป็นญาติ”
ราพณ์ขัดขึ้น
“เมื่อกี้หม่อมก็พูดเองนี่ครับ ว่าคนบางประเภท นับญาติด้วยก็ลำบากใจ ตอนนี้หม่อมมีเราเป็นญาติแล้วนะครับ ต่อไปพวกเราจะไม่ให้ใครมารังแก หม่อมอีก” ราพณ์ยิ้มจริงใจ
“ขอบคุณมากค่ะคุณราพณ์ คุณรุ้งราย”
รัตนาวลีสบตาเจ้าสัวอย่างซึ้งใจที่ความรักของเจ้าสัวแผ่ไปยังลูกๆ ด้วย รสิกาเข้ามาเห็นจังหวะที่รัตนาวลีมองตากับเจ้าสัวเรียวอย่างซึ้งใจ
“หม่อมแม่คะ”
ทุกคนหันมองตามเสียง เห็นว่ารสิกาเข้ามากับปฐวี
“อ้ายมารับหม่อมแม่กลับบ้านค่ะ” รสิกาเข้ามาจับมือรัตนาวลี
ราพณ์จับมือรสิกาออกจากมือรัตนาวลี แล้วจับมือรสิกาไว้
“จะกลับบ้าน มาผมพากลับเอง”
รสิกาดึงมือออก
“อะไรของคุณ”
“ก็คุณทำตัวเป็นเป็ดมาถึงก็ร้อง กลับ กลับ กลับ ทั้งที่แม่คุณติดธุระสำคัญอยู่ ผมก็เลยจะพาคุณกลับแทนไง”
รุ้งรายมองราพณ์ยิ้มๆ จับสังเกต เจ้าสัวเรียวมองท่าทีลูกชายเริ่มจับสังเกตเหมือนกัน

“คุณ...” รสิกาฉุนกึก
 
รัตนาวลีจะจัดการแยกทั้งคู่ แต่เจ้าสัวเรียวจับแขนรัตนาวลีไว้เบาๆ เป็นการห้าม รุ้งราย รู้ว่าเจ้าสัวต้องการให้ราพณ์จัดการ

“ให้เฮียเขาจัดการเถอะค่ะ”
ราพณ์มองหน้ารสิกา
“ราพณ์ครับ ผมชื่อราพณ์ เคยบอกแล้วไงว่าให้จำชื่อผมไว้ให้แม่นๆไง กลับบ้านไม่ถูกใช่มั้ย ผมจะไปส่ง”
รสิกาจะโวย ราพณ์สวนทันที
“จะโวยใช่มั้ย อย่านะ ผมอายเขา รู้จักอายมั้ยล่ะคุณน่ะ”
“อย่ามายุ่งกับฉัน”
“อีกไม่นานเราก็ต้องสนิทกัน...มากด้วย ทำไมผมจะยุ่งไม่ได้”
รสิกาอึ้งแต่ปากแข็ง
“ฉันไม่สน” เธอหันไปหาแม่ “หม่อมแม่กลับกับอ้ายนะคะ”
รัตนาวลีลำบากใจ
“อ้ายจ๊ะ...แม่มากับเจ้าสัว แม่ควรจะกลับกับเขา”
วศินตามรสิกาเข้ามา เห็นรุ้งราย วศินหลบตานิดหน่อย ก่อนจะเข้าไปหารสิกา
“คุณหญิง”
วศินจับที่มือรสิกาจะดึงให้กลับ รสิกาสะบัดอารมณ์นั้นสนใจแต่รัตนาวลี วศินหน้าเสีย ปฐวีเข้าไปหารสิกา พูดเสียงอ่อนโยน
“อ้าย หม่อมอามากับเจ้าสัวเรียว อ้ายก็ควรจะให้เขากลับไปด้วยกันนะ”
รสิกาเสียงอ่อนลง
“พี่วี...”
ราพณ์มองปฐวีสงสัยในอาการที่ยอมรับฟังของรสิกา
“นะอ้าย มีอะไรค่อยคุยกันทีหลัง โวยวายไปตอนนี้ก็มีแต่จะอายคน”
“ถ้างั้นอ้ายกลับไปรอที่วัง...” รสิกามองรัตนาวลีอย่างตัดพ้อและกดดันมาก “หวัง
ว่าหม่อมแม่จะไม่ลืมว่าที่นั่นคือบ้าน”
มือปืนที่ซุ่มอยู่ยกปืนขึ้นจากด้านข้างสปอตไลท์ ทิศทางคือจะยิงเข้าด้านหลังของรสิกา เจ้าสัวเรียวขยับเข้ามาจะคุยกับรสิกาจนอยู่ในจุดที่เหลื่อมกับรสิกาบังอยู่ครึ่งนึง ราพณ์ที่ยืนหันหน้าไปทางสปอตไลท์เห็นเงาของมือปืนที่ยืนเล็งมาทางรสิกากับเจ้าสัวเรียวก็ตกใจ ไวเท่าความคิดเขาตะโกนลั่น
“ระวัง”
เสียงปืนดังปัง ราพณ์รวบทั้งรสิกาและเจ้าสัวเรียวลงไปกับพื้น ทุกคนต่างตกใจก้มลงอัตโนมัติ ราพณ์กอดรสิกาไว้แน่น พลางตะโกน
“รปภ”
รปภ.ของโรงแรมวิ่งออกมาจากด้านใน เห็นเงามือปืนวิ่งหนี รปภ.ตาม มือปืนยิงขู่มาโดนที่แขนของรปภ.จนล้มลง รสิกาตกใจ
“คุณเป็นอะไรเปล่า” ราพณ์ถามอย่างเป็นห่วง
รสิกาตกใจจนยังไม่ทันได้ตอบอะไร ปฐวีรีบเข้ามาหารสิกา
“อ้าย...อ้ายเจ็บตรงไหนไหม”
“อ้ายไม่เป็นไรค่ะ”
“มือปืน...”
ราพณ์หันมองเจ้าสัวเรียว รสิกาโวยขึ้นมา
“นี่ไงคะคนดีของหม่อมแม่ ดีจนมีมือปืนมาเอาชีวิต”
“หยุดนะอ้าย” รัตนาวลีตวาด
“พี่ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย พี่จะพาไปส่งที่วังนะ” ปฐวีขัด
“ค่ะ”
ราพณ์มองรสิกาที่ยอมทำตามปฐวีง่ายๆ อย่างอึ้งๆ ปฐวีพารสิกาออกไป วศินที่ลุกขึ้นมายืนอึ้งเพราะตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย รุ้งรายมองวศินหยามๆ วศินอายหลบตาแล้วรีบออกไปราพณ์หันมาถามเจ้าสัวเรียว
“ศัตรูของเราเหรอครับป๊า”
“เป้าหมายมันไม่ใช่ป๊า”
เจ้าสัวเรียวเครียดๆ เพราะเห็นประสิทธิ์ที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง แล้วเดินหันหลังกลับไป

ปฐวีเดินมาส่งรสิกาที่หน้าตึก วังประกาศเกียรติ
“ขอบคุณพี่วีมากนะคะที่มาส่งอ้าย”
“เพื่ออ้าย แค่นี้สบายมาก”
“เพื่ออ้าย ถ้าหม่อมแม่เป็นคนพูดคำนี้ อ้ายคงจะมีความสุขมาก”
“อ้าย...ถ้าอ้ายมีปัญหา...พี่พร้อมจะช่วยอ้ายนะ”
รสิกาซึ้งใจ
“พี่วีดีกับอ้ายเสมอ ถึงเราจะไม่เกี่ยวพันทางสายเลือดแต่พี่วีก็ห่วงอ้ายมาตลอด”
“เป็นไปได้พี่อยากจะดูแลอ้ายไปตลอดชีวิต” ปฐวีคิดอย่างที่พูดจริงๆ
รสิกาชะงักมองแล้วยิ้ม
“ชอบพูดเล่นอีกแล้วนะคะพี่วี ขืนพี่ดูแลอ้ายตลอดชีวิต พี่ก็เป็นหนุ่มแก่ขึ้นคานพอดีน่ะสิ”
รสิกาพอจะมองออกว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ แต่ก็เลี่ยงไปเรื่อย คิดว่าสักวันปฐวีจะเลิกราไปเอง
“อ้าย...”
“ดึกแล้ว รีบกลับเถอะค่ะ ขับรถระวังนะคะ”
ปฐวีรู้ว่าโดนตัดบท
“จ๊ะ...อย่าคิดมากนะ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ”

รสิกาเข้าบ้านไป ปฐวีมองตามอึดอัดใจนัก กับความรักที่เก็บมาเนิ่นนาน
 
วศินนั่งอยู่หน้าโรงแรม สุดเซ็งไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี รุ้งรายเดินมาหา วศินเงยหน้าขึ้นมอง
 
“รสิกาคงลืมสินะว่ามีเธอมาด้วย”
วศินหงุดหงิดที่โดนรุ้งรายพูดแทงใจดำจะลุกหนี
“ฉันยังรอคำตอบเธออยู่นะ”
วศินชะงักหันมามอง รุ้งรายยิ้มอย่างเป็นต่อแล้วหันหลังเดินไป วศินมองตามอย่างคิดหนัก

รัตนาวลีกลับมาที่วัง พบรสิการออยู่ในห้องรับแขก รสิกามองเย็นชาไม่พูดอะไรจะเดินขึ้นชั้นบน
“แค่อยากจะวัดใจแม่ ว่าแม่จะกลับมาไหม เท่านี้ใช่ไหมอ้าย”
“หม่อมแม่รู้แล้ว ไม่เห็นต้องถามอ้ายนี่คะ”
รสิกาจะเดินหนี
“คืนวันพรุ่งนี้แม่จะแต่งงาน”
“หม่อมแม่ถามความเห็นหรือแค่แจ้งให้ทราบคะ”
“แล้วอ้ายคิดว่าแม่บอกอ้ายทำไมล่ะ อ้ายเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม่จะทำอะไร อ้ายก็ต้องรับรู้สิจ๊ะ”
“ส่วนอ้ายจะเห็นด้วยหรือไม่ หม่อมแม่ไม่สนใช่ไหมคะ”
“แม่อยากให้อ้ายยอมรับความจริง เราไม่มีทางเลือกอื่น และแม่ทำทุกอย่างก็เพื่อลูก”
“อย่าเอาความดีมาอ้างเพื่อการกระทำที่เห็นแก่ความสุขของตัวเองของหม่อมแม่เลยค่ะ อ้ายอดสูนักที่ได้ยิน”
รัตนาวลีเจ็บแต่ยังพยายามอธิบาย
“แม่ขอยืนยันว่าแม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก เพราะแม่รู้ดีว่าระหว่างแม่กับวังประกาศเกียรติของท่านพ่อ ถ้าต้องเลือก อ้ายพร้อมที่จะเสียแม่ไปมากกว่าวังนี้”
รสิกาอึ้ง เพราะที่จริงไม่ได้คิดอย่างที่รัตนาวลีพูดเลย
“แม่อาจจะต้องกลายเป็นหม่อมรัตนาวลีผู้ไร้เกียรติในสายตาของอ้าย แต่แม่จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาวังที่อ้ายรักเอาไว้...วังที่อ้ายอาจจะรักมากกว่าแม่คนนี้เสียอีก”
รัตนาวลีพูดจบแล้วเดินจากไป รสิกามองตามอย่างปวดร้าว เพราะไม่ได้อยากจะทำร้ายแม่ขนาดนั้น

เช้าวันใหม่...รสิกาเข้ามาในออฟฟิศ พนักงานพากันยิ้มให้
“ยินดีด้วยนะคะ” พนักงานคนหนึ่งเข้ามายินดี
รสิกางงๆ กอบกู้เดินมาพอดียิ้มแย้มบอก
“ยินดีด้วยนะคุณอ้าย”
“เรื่องอะไรคะ”
“ก็เรื่องการแต่งงานของหม่อมรัตนาวลีกับเจ้าสัวเรียวไงครับ วันนี้มีข่าวออกน่ะครับ”
กอบกู้ส่งหนังสือพิมพ์ให้ รสิการับมาดูเป็นข่าวซุบซิบก็โกรธมาก เพราะรู้ว่าเป็นฝีมือสุรีย์ส่อง

โต๊ะอาหารบ้านประสิทธิ์...ปฐวีถือหนังสือมาวางตรงหน้าสุรีย์ส่องอย่างหัวเสีย
“นี่ฝีมือแกใช่ไหม”
ประสิทธิ์แย่งมาอ่านเป็นข่าวซุบซิบ
“หม่อมตกอับรับแต่งงานเจ้าสัวฟื้นฐานะ ก็ถูกต้องแล้วนี่”
“ยังไงหม่อมอาก็เป็นญาติเรานะพ่อ” ปฐวีแย้ง
สุรีย์ส่องไม่พอใจ
“พี่วีเข้าข้างนังอ้ายมันอีกแล้วนะ แม่มันทำตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา คนอ่านสมัยนี้ฉลาดแยกแยะได้”
“เราเป็นญาติกับทางหม่อม แกทำลายเขาก็ทำลายเครดิตตัวเอง เอาสะใจแต่ทำลายตัวเองไม่รู้ตัวโง่จริง”
“มันแต่งงานกับเจ้าสัว คู่แข่งเราก็เท่ากับมันเป็นศัตรูเราเต็มตัว สุเล่นงานมันก็ถูกต้องแล้ว”
“สมองแกมันมีแต่ฟอง ไม่มีเนื้อพูดไปก็ไม่ซึมซับอะไร ช่างมันเถอะ” ปฐวี หันไปหาพ่อ “พ่อครับ พ่อจะให้พีอาร์เรื่องโครงการสร้างทาวน์โฮมเมื่อไหร่ครับ”
“หลังจากที่ทางเจ้าสัวเรียวมันเปิดตัวโครงการมัน เราก็จัดการดิสเครดิตมันซะ”
“ผมว่าเราขายคุณภาพ มันน่าจะดีกว่านะครับ”
“ฉันสั่ง แกมีหน้าที่ทำตาม เจ้าสัวเรียวมันจะต้องแพ้ หัวเราะทีหลังย่อมดังกว่า”
ปฐวีสีหน้าไม่เห็นด้วย
“ถ้าจะมาแสดงอารมณ์ไม่เห็นด้วย ก็ไปทำที่อื่นพ่อไม่อยากเห็น”
ปฐวีกดดัน ไม่เคยแย้งอะไรได้
“ครับ”
ปฐวีรับคำแล้วเดินหนีไปให้ประสิทธิ์งงๆ ว่ารับคำเรื่องไหนกันแน่


รสิกาอึ้ง ๆ เมื่อกอบกู้บอกเรื่องวศิน
“ศินลาออกเหรอคะ”
“ครับ วศินมายื่นจดหมายลาออกเมื่อเช้า ผมถามก็ไม่ยอมบอกว่าเพราะอะไร ผมจะยังไม่อนุมัติการ
ลาออกนะครับ คุณหญิงคุยกับวศินได้ความยังไงแล้วผมจะพิจารณาอีกทีนะครับ”
กอบกู้ออกจากห้องทำงานรศิกาไป รสิกาพยายามจะกดโทรศัพท์หาวศินแต่เขาปิดเครื่อง
“เกิดอะไรขึ้น คุณอยู่ที่ไหนนะวศิน”

รุ้งรายอยู่ที่คอนโดได้ยินเสียงกริ่ง เธอมองที่มอนิเตอร์สำหรับกล้องที่อยู่หน้าห้อง รู้ว่าใครมา ก็ยิ้มอย่างพอใจ เดินไปเปิดประตูให้วศินที่ยืนรออยู่
“เธอตัดสินใจถูกแล้ว”
วศินสีหน้าลังเลนิด ๆ มองรุ้งราย
“ผมต้องทำยังไงบ้าง”
รุ้งรายยิ้มพอใจ

รสิกานั่งทำงานออกแบบการตกแต่งให้เข้ากับห้องที่ถ่ายรูปมา มีตัวอย่างลายผ้าไทยกับผ้าไหมที่จะนำมาผสมผสานกัน เธอมองนาฬิกาพยายามโทรอีกทีแต่ก็โทรไม่ติด จึงฝากข้อความ
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะศิน อ้ายเป็นห่วงคุณนะคะ”

วศินนั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขก รุ้งรายเดินเข้ามาพร้อมกับเช็ค
“สามล้านตามข้อตกลง ต่อจากนี้เธอจะได้เงินเดือนทุกเดือน เดือนละหนึ่งแสนบาท”
วศินรับมา
“ข้อแม้ของคุณล่ะครับ”
“ทำตามที่ฉันสั่งโดยไม่มีข้อแม้”
“ครับ”
“คนรักของเธอล่ะรู้เรื่องหรือยัง”
วศินเงียบไม่ตอบ รุ้งรายมองวศินอย่างสมเพชที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับรสิกา วศินเห็นแววตาของรุ้งรายก็ไม่พอใจ แต่ก็เลือกที่จะเก็บเช็คและความสุขสบาย

รสิกากลับมาจากทำงาน เห็นแม่นมกำลังสั่งการให้แหววกับคนรับใช้ทำความสะอาดหน้าวังประกาศเกียรติ
“ทำอะไรกันจ๊ะนม”
“คืนนี้จะมีการรับตัวเจ้าสาวตอนตี 2 ค่ะ”
รสิกานิ่งเดินขึ้นข้างบนไปเลย แหววกระซิบกับแม่นม
“คืนนี้จะเป็นยังไงคะคุณแม่นม”
แม่นม หยิกแหวว
“สอนกี่ครั้งว่าไม่ให้ยุ่งเรื่องเจ้านาย”
“ความทุกข์ของเจ้านาย ก็เหมือนความทุกข์ของเรานี่คะคุณแม่นม”
แม่นม หยิกแหววอีก
“แน่ใจนะว่าไม่ได้สอดรู้เรื่องเจ้านาย”
แหวว ยังถูกหยิกอยู่
“โอ้ย...รวมๆ กันแหล่ะค่า”

แหวนสะบัดหลุดได้ แม่นมมองตามรสิกาอย่างไม่สบายใจ แหววเองก็เป็นห่วงรสิกา
 
รัตนาวลีเดินไปเดินมารอรสิกาอย่างกระวนกระวาย รสิกาเดินขึ้นมา
 
“อ้าย...”
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ...”
รสิกาเดินเข้าห้องไปด้วยสีหน้าเย็นชา รัตนาวลีมองตามเครียด

หน้าคฤหาสน์ลิ้มวัฒนาถาวรกุล...เจ้าสัวเรียวในชุดสูทเดินออกมา ราพณ์กับรุ้งรายรออยู่แล้ว
“ใกล้จะได้ฤกษ์แล้วครับป๊า”
เจ้าสัวเรียวจะก้าวขึ้นรถ รุ้งรายถามขึ้น
“เคลียร์กับคุณหญิงได้หรือยังคะป๊า รุ้งกลัวคุณหญิงจะพ่นไฟใส่ป๊า”
“เตรียมงานทางนี้ให้เรียบร้อยนะ”
เจ้าสัวเรียวยิ้มแล้วเดินขึ้นรถ ราพณ์ขึ้นขับรถให้ รถเลื่อนออกไป

นาฬิกาในห้องเป็นเวลาตี 1.55 นาที รสิกายังไม่นอนยืนอยู่ที่หน้าต่างสีหน้าเคร่งเครียด รสิกาเดินกลับไปกลับมาอย่างเริ่มกระวนกระวายที่ใกล้เวลาตี 2 เธอลังเลเหมือนจะไม่สนใจ แต่ในใจไม่อยากให้แม่แต่งงานไป รสิกามองไปทางรูปของ หม่อมเจ้าชัยประกาศ
“อ้ายควรทำอย่างไรคะ ท่านพ่อ”
เสียงนาฬิกาดังกังวานไปทั่วบ้านเป็นเวลาตี 2 เสียงรถแล่นเข้ามาที่หน้าบ้าน รสิกาใจหายไม่อยากเสียแม่ไปตัดสินใจออกจากห้องไป

ด้านหน้าวังแสงไฟสลัว เป็นเทียนที่ถูกจุดไว้เป็นระยะ รสิกาเดินออกมา เป็นจังหวะเดียวกับที่ เจ้าสัวเรียวลงจากรถ ราพณ์อุ้มหีบสีแดงขนาดสัก 12 นิ้วมาด้วย เขาเดินมาใกล้เจ้าสัวเรียวมองรสิกาอย่างท้าทาย
“เรามารับตัวเจ้าสาว”
รสิกาไล่เสียงแข็ง
“กลับไปซะ”
เสียงแม่นมดังขึ้นมา
“เจ้าสาวมาแล้วค่ะ”
ทุกคนหันไป รสิกาอึ้งที่เห็นรัตนาวลีในชุดกี่เพ้าสีโอรส เกล้าผมปักดอกไม้สีสวยเดินลงมาโดยมีแม่นมมาส่งที่รถ เจ้าสัวมองอย่างชื่นชม
“ป๊าครับ”
ราพณ์เปิดหีบ ภายในเป็นเครื่องเพชรเครื่องทอง เจ้าสัวเรียวรับหีบไปยื่นตรงหน้ารสิกา
“สินสอดทองหมั้นเพื่อแสดงความจริงใจที่ผมมีต่อคุณวลี”
แหววกับคนรับใช้ที่แอบดูอยู่ตะลึง
“อู้หู...ป้าๆ ดูสิ เพชร ทองทั้งนั้น”
รสิกาเมินไปทางอื่นไม่ยอมรับ ทุกคนยืนมองรสิกาว่าจะเอายังไง รัตนาวลีสบตากับเจ้าสัวเรียวแล้วตัดสินใจ
“ขอบคุณค่ะ”
รัตนาวลีรับมาแล้ว
“แหวว เอาไปไว้ในรถนะจ๊ะ”
แหววช่วยรับหีบมาแล้วเอาไปวางตรงที่นั่งคนขับของรถราพณ์เหมือนเดิม เจ้าสัวเรียวยกมือขึ้นเพื่อให้รัตนาวลีวางมือบนมือของเขา รสิกาพยายามครั้งสุดท้ายที่ห้ามรัตนาวลี เธออ้อนวอน
“หม่อมแม่คะ”
รัตนาวลีชะงัก รสิกาขอร้อง
“หม่อมแม่คือ หม่อมรัตนาวลี ประกาศเกียรติ นะคะ”
รัตนาวลีมองรสิกาอย่างโดนกดดันให้ต้องเลือก เธอมองวังประกาศเกียรติสิ่งที่ต้องรักษาเพื่อลูก มองเจ้าสัวเรียวผู้มีพระคุณที่ต้องตอบแทนแล้วตัดสินใจวางมือลงบนมือของเจ้าสัวเรียว รสิกาตะลึงกับสิ่งที่แม่ตัดสินใจ เธอเจ็บปวด
“หม่อมแม่...”
เจ้าสัวเรียวพารัตนาวลีขึ้นบนรถ ราพณ์เข้ามาประจันหน้ากับรสิกา
“ต่อไปนี้จะมีแต่นางรัตนาวลี ลิ้มวัฒนาถาวรกุลเท่านั้น”
รสิกามองราพณ์อย่างเกลียดชัง ราพณ์ขึ้นรถขับออกไป รสิกามองตามด้วยความเสียใจ แม่นมกับแหววที่ยืนอยู่ด้านหลังมองอย่างเห็นใจ

เจ้าสัวเรียวพารัตนาวลีลงจากรถ กู๋พงศ์ ระริน รังรองและบรรดาคนรับใช้มาตั้งแถวรอรับ ที่หน้าตึก
“ยินดีต้อนรับนะอาหม่อมวลี เชิญๆ”
กู๋พงษ์นำเจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีเข้าไปด้านใน ราพณ์กับรุ้งราย ระริน รังรองและบรรดาคนรับใช้ตามเข้าไป กิมละล้าละลัง คนใช้เรียก
“อากิม รีบตามมาสิ”
“ลื้อเข้าไปก่อนเดี๋ยวอั๊วตามไป”
คนรับใช้เข้าไปหมด กิมมองตามแล้วหยิบโทรศัพท์ราคาถูก ๆที่โบตั๋นซื้อให้ รีบกดโทรออก

เสียงมือถือดัง โบตั๋นรับโทรศัพท์ จากหน้าตากระวนกระวายกลายเป็นเจ็บแค้น
“แกเก็บรายละเอียดมาให้หมดนะนังกิม”
โบตั๋นกดวางสายกรีดเสียงร้องอย่างเจ็บแค้น
“นังวลี แกเข้าบ้านใหญ่ ทำไมฉันต้องอยู่ที่นี่ ทำไม”
โบตั๋นอาละวาด กรีดร้องด้วยความเจ็บแค้นริษยาอาฆาต
“ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกเป็นสุข ไม่ยอม”


ป้ายชื่อบรรพบุรุษตั้งอยู่บนโต๊ะที่จัดเครื่องเซ่นไหว้ชุดใหญ่ เป็ด ไก่ หมู เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีขยับเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าป้ายชื่อบรรพบุรุษ กู๋พงษ์ส่งธูปให้ทั้งคู่ แล้วแนะนำรัตนวลีอย่างเป็นมิตร
“ไหว้บรรพบุรุษ”
“อาเหล่ากง เหล่าม่า อากง อาม่า วันนี้อั๊วจะขอรับคุณวลีมาเป็นสะใภ้ตระกูลเรา มาเป็นคนในครอบครัว ช่วยปกป้องดูแลคุณวลีด้วยนะครับ”
รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียว แล้วหันไปไหว้
“วลีขออนุญาตเข้ามาเป็นคนในครอบครัวนะคะ”
เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีปักธูป

จากนั้นทั้งคู่มาปักธูปตรงด้านหน้าโต๊ะตีจู่เอี๊ย ที่จัดเครื่องเซ่นไหว้ แล้วเจ้าสัวได้พารัตนาวลีไปนั่งตรงหน้าอาม่าที่นั่งอยู่หน้าป้ายชื่อบรรพบุรุษซึ่งเอาโต๊ะเครื่องเซ่นออกไป เอาเก้าอี้มาวางแทนให้อาม่านั่ง
อาม่าแม่ของเจ้าสัวเรียว เป็นโรคอัลไซเมอร์ ไม่ค่อยได้อยู่ที่กรุงเทพจะไป ๆ มาๆ ระหว่างคฤหาสน์เจ้าสัว กับบ้านพักริมทะเล ทั้งคู่มาคุกเข่าตรงหน้าอาม่า ราพณ์กับรุ้งรายมายืนข้างๆ
“หม่าม๊า...ซิงซิมปู๋”
“ฮ่อ...ซิมปู๋” แล้วอาม่าก็นึกได้ “ใบทับทิม...ใบทับทิมอั๊วอยู่ไหน อาเง็ก...ใบทับทิมอั๊วล่ะ”
เง็กคนรับใช้ที่คอยดูแลอาม่า อยู่มานาน รีบหยิบใบทับทิมมาเป็นกิ่งเล็ก ๆที่จัดใส่จานเล็ก ๆ วางอยู่ข้างอาม่าส่งให้
“อยู่นี่ค่ะ อี้...”
“ไม่วางใกล้ ๆ มืออั๊วล่ะ ลื้อนี่ไม่ได้เรื่อง”
“ก็อาอี้เป็นคนให้อั๊วไปแช่น้ำไว้นี่คะ เดี๋ยวให้วางเดี๋ยวให้แช่ จัดตรงนี้ตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ” เง็กบอกกับรัตนาวลี “ตื่นเต้นจะได้สะใภ้น่ะค่ะ”
อาม่าเขกหัวเบา ๆ
“พูดมาก ถอยไปได้แล้ว อั๊วจะคุยกับอาซิมปู๋” อาม่าหยิบใบทับทิมมาปัดเบา ๆ เหนือศีรษะรัตนาวลี “ให้พ้นเคราะห์พ้นโศกนะ”
รัตนาวลีหันมองเจ้าสัวเรียว

“ม๊ารู้ว่าคุณออกจากไว้ทุกข์มาไม่นานน่ะครับ”
สามี ตอนที่ 2 (ต่อ)

รัตนาวลีหันมามอง อาม่าเอาใบทับทิมทัดหูให้รัตนาวลี

“อั๊วขอให้ลื้อสองคนรักกันนาน ๆ ม๊ายินดีต้อนรับลื้อเป็นสะใภ้ ลูกอั๊วรักลื้อมากนะ ดูแลอาเรียวด้วย”
รัตนาวลีรู้สึกอบอุ่น
“ค่ะม๊า วลีจะดูแลเจ้าสัวให้ดีที่สุดค่ะ”
เจ้าสัวเรียวยิ้มให้รัตนาวลี กู๋พงษ์พูดขึ้น
“ยกน้ำชา”
ราพณ์ส่งถาดน้ำชาให้ รัตนาวลีกับเจ้าสัวเรียวยกน้ำชาให้ อาม่ายกดื่มแล้วหยิบซองอั่งเปาวางให้
รัตนาวลีกับเจ้าสัวเรียวไหว้ขอบคุณ กู๋พงษ์ยิ้มให้รัตนาวลี
“หม่อมวลี ลื้อเป็นคนในครอบครัวเราแล้วนะ”
รังรองกับระรินพูดพร้อมกัน
“ยินดีต้อนรับนะคะ”
รัตนาวลีหันไปหาราพณ์
“คุณราพณ์คะ ฉันขอให้คนยกหีบสินสอดมาให้หน่อยได้ไหมคะ”
ราพณ์หันไป พยักหน้าให้เง็กยกหีบมาให้ รัตนาวลียกหีบให้เจ้าสัวเรียว
“ฉันแต่งงานกับคุณแล้ว ฉันยินดีให้คุณเป็นผู้นำชีวิต เมื่อเราใช้ชีวิตคู่เป็นคนๆ เดียวกัน สินสอดพวกนี้ฉันขอให้คุณช่วยดูแลด้วยนะคะ” รัตนวดียืนยันว่าไม่คิดอยากได้อะไร
เจ้าสัวเรียวยิ้มรับ
“ขอบคุณนะครับหม่อม”
รังรองกับระรินเห็นรัตนาวลีคืนสินสอดให้ไม่อยากได้ ไม่ดูปอกลอก ก็พูดออกมาพร้อมกัน
“ยินดีต้อนรับนะคะ หม่อมวลี”
อาม่าแทรกขึ้น
“พวกลื้อต้องเรียกอีว่าหม่าม๊าสิ อีเป็นเมียป๊าลื้อแล้วนะ”
รังรองรับคำ
“ค่ะ”
ระรินเอ่ยปากเรียก
“หม่าม๊า”
รัตนาวลียิ้มขอบคุณทุกคนที่ให้การต้อนรับอย่างดี      
 
รสิกายืนอยู่ตรงหน้ารูปแต่งงานของพ่อกับแม่ แล้วร้องไห้
“ขอโทษค่ะท่านพ่อ อ้ายรั้งหม่อมแม่ไว้ไม่ได้จริงๆ”
 
ในห้องนอนเจ้าสัวเรียว รัตนาวลียืนซึมมองรูปถ่ายครอบครัวของเธอ แล้วเอามือลูบรูปเบาๆ อย่างคิดถึง
“ท่านชาย...”
เจ้าสัวเรียวเดินเข้ามาหา รัตนาวลีรีบเก็บรูป
“เป็นห่วงคุณหญิงใช่ไหมครับ”
“หญิงอ้ายคงเสียใจมาก ฉันกลัวว่าลูกจะเสียใจจนเตลิด”
“ผมเชื่อว่าคุณหญิงเข้มแข็งและมั่นคงในความดีงาม...เหมือนคุณ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่คุณยอมให้โอกาสผม”
“สิ่งเดียวที่ฉันจะตอบแทนคุณได้คือ...ดูแลคุณ”
เจ้าสัวเรียวมองรัตนาวลีด้วยความรัก
“นานเหลือเกินกว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ผมทำให้สัญญาของเราเป็นความจริง”
เจ้าสัวเรียวหยิบรูปมาตั้งไว้ที่ข้างหัวนอน
“ตั้งรูปไว้ตรงนี้เถอะครับ ผมไม่คิดจะให้คุณลืมท่านชาย”
รัตนาวลีอึ้ง
“แต่...”
“ความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข สิ่งไหนที่คุณทำแล้วมีความสุข ผมยินดีครับ”
รัตนาวลีไหว้
“ขอบคุณนะคะเจ้าสัว”
“เรื่องคุณหญิง...ถ้าคุณวลีห่วง ผมว่าชวนมาอยู่ซะที่นี่ด้วยกันสิครับ”
รัตนาวลีเหมือนฟังเรื่องแปลกที่สุดในโลก
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ หญิงอ้ายไม่ยอมทิ้งวังไปที่ไหนเด็ดขาด ยิ่งให้มาอยู่ที่นี่เป็นไปไม่ได้เลย”
เจ้าสัวเรียวฟังอย่างใช้ความคิด
 
เช้าวันใหม่...สิริโสภากำลังจะออกจาก ขณะที่มานพมาถึงพอดี
“คุณราพณ์เอาค่าใช้จ่ายประจำเดือนนี้มาให้ครับ”
“คุณราพณ์ล่ะคะ...”
“คุณราพณ์มีธุระน่ะครับ คงอีกสักสองสามวัน”
สิริโสภาจะถามต่อ
“คุณสิก็ทราบนี่ครับว่าคุณราพณ์ไม่ชอบให้ถามซอกแซก”
สิริโสภาเงียบ
“แล้วนี่คุณจะไปไหนครับ”
“สิจะไปหาหมอค่ะ” สิริโสภาบอกอย่างลืมตัว
มานพถามตามหน้าที่
“เป็นอะไรครับ”
สิริโสภาตอบเลี่ยงไป
“ไม่สบายนิดหน่อย ไม่ต้องบอกคุณราพณ์หรอกนะ”
“ให้ผมไปส่งนะครับ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันจะไปธุระส่วนตัวอีกหลายที่”

สิริโสภาออกไปเลย มานพได้แต่มองตาม
 
รสิกาลงมาจากด้านบน ได้ยินเสียงโวยวายของสุรีย์ส่องจากข้างล่าง
 
“ออกมานะรสิกา”
รสิกาลงมาเห็นสุรีย์ส่องกับประสิทธิ์เข้ามา
“มีธุระอะไรคะ”
“เธอควรจะย้ายออกไปจากวังนี้ให้เร็วที่สุดนะรสิกา”
“คนนอกวังมายืนสั่งเจ้าของวังให้ออกไป เอาสมองส่วนไหนคิดนะสุรีย์ส่อง”
“หม่อมแม่ของเธอทำตัวไม่เหมาะสม ก็ไม่คู่ควรกับวังนี้ วังที่เปรียบเสมือนเกียรติยศของตระกูลเรา อย่าทำลายวงศ์ตระกูลไปมากกว่านี้เลย”
รสิกายิ้ม
“เกียรติยศที่เธอพูดถึง มีไว้สำหรับคนในตระกูลอย่างแท้จริงเท่านั้น”
ประสิทธิ์โกรธ
“เลือดแม่ค้าของหม่อมวลีคงแรงสินะ”
รสิกาสวน
“แม่ค้าที่ได้รับเกียรติเป็นถึงหม่อมโดยไม่ต้องลงทุนทำหนังสือสร้างภาพให้ตัวเอง” รสิกามองสุรีย์ส่อง “แต่ก็กลบเกลื่อนกำพืดตัวเองไม่มิด”
สุรีย์ส่องหันไปหาพ่อ
“พ่อคะ มันด่าพ่อ ด่าสุ ท่านอาไม่น่าแต่งงานกับผู้หญิงต่ำศักดิ์มาให้เสื่อมเสียถึงญาติพี่น้อง”
รสิกาสวนทันที
“ญาติที่จ้องแต่จะทำลายญาติด้วยกัน มันก็ทำลายวงศ์ตระกูลเหมือนกันล่ะค่ะ แม่นมจ๊ะ ส่งแขกด้วยนะจ๊ะ”
สุรีย์ส่องโกรธ
“พวกฉันกลับแน่ถ้าเธอใช้หนี้ที่ท่านอาเอาไปจากพ่อฉัน”
“ลุงว่าหญิงอ้ายอย่าทำให้มันยุ่งยากนักเลย”
“เมื่อยังไม่ถึงกำหนด วังนี้เป็นของอ้าย ถ้าใครมาก่อกวน อ้ายคงต้องให้กฎหมายช่วย”
ประสิทธิ์โกรธ
“หญิงอ้าย”
สุรีย์ส่องจ้องหน้า
“ถ้าครบกำหนดแล้วไม่ได้เงิน ฉันจะเป็นคนแจ้งความและเฉดหัวแกออกจากวังนี้”
รสิกาเชิด
“เชิญค่ะ”
ประสิทธิ์มองรสิกาอย่างมีแผนร้าย จะกำจัดให้ได้ ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องออกไป แม่นมหันมาถาม
“โทรหาหม่อมดีไหมคะ”
รสิกาสะเทือนใจที่นึกถึงแม่
“หม่อมแม่คงลืมไปแล้วล่ะคะว่ามีพวกเรา”
รสิกาเครียด แม่นมมองอย่างสงสาร
 
รสิกาขับรถอยู่บนถนนในหมู่บ้านอย่างเครียดๆ คำพูดของสุรีย์ส่องและประสิทธิ์ดังก้องในหัว
‘หม่อมแม่ของเธอทำตัวไม่เหมาะสม ก็ไม่คู่ควรกับวังนี้ วังที่เปรียบเสมือนเกียรติยศของตระกูลเรา อย่าทำลายวงศ์ตระกูลไปมากกว่านี้เลย’
ขณะเดียวกัน สกรรจ์ ซึ่งเป็นทหารเรือ ขี่มอเตอร์ไซค์กำลังจะออกจากซอยในหมู่บ้าน  สกรรจ์เบรก รถของรสิกาแล่นผ่านไป ขณะที่กำลังจะออกตัว เขาเห็นว่ามอเตอร์ไซค์อีกคันเร่งเครื่องตามรถของรสิกาไป คนซ้อนท้ายด้านหลังชักปืนออกมาเตรียมพร้อม  
สกรรจ์ตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ขับตามไปทันที มอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องจะวิ่งไปประกบเพื่อยิงรสิกาด้านคนขับ รสิกายังไม่รู้ว่ามีภัยมาถึงตัว มอเตอร์ไซค์มือปืนขี่เร่งขึ้นไปจนถึงจุดที่พร้อมยิง มือปืนเตรียมจะเล็งยิง สกรรจ์บิดมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาแทรกกลางระหว่างรถรสิกากับมือปืน  ตัดสินใจใช้เท้าขวาถีบเข้าที่ลำตัวของคนขี่มอเตอร์ไซค์เต็มแรง คนขี่มอเตอร์ไซค์เสียหลักล้ม มอเตอร์ไซค์ของมือปืนล้มไถลห่างออกไป สกรรจ์เบรกมอเตอร์ไซค์ เอี๊ยดมองผลงานของตัวเอง เสียงโครม จากด้านหลัง  ทำให้รสิกาตกใจ เผลอหันกลับไปมองว่าเกิดอะไรขึ้นเห็นว่ารถล้ม
รสิกาหันกลับมามองถนน มีรถกำลังจะออกจากซอยด้านซ้ายมือ รสิกาตกใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างแรง รถพุ่งไปที่ฟุตบาธพุ่งตรงไปหาสิริโสภาที่เดินอยู่ริมถนน รสิกาตกใจเหยียบเบรกสุดชีวิต เอี๊ยด แต่รถก็ไหลเข้าชนสิริโสภาจนกระเด็นไป เสียงคนรอบข้างหวีดร้องด้วยความตกใจที่เห็นเหตุการณ์ รถหยุดสนิท รสิกามือไม้สั่น รู้สึกตัวรีบลงจากรถลงมาดู
“คุณเป็นยังไงบ้างคะ”
สภาพสิริโสภาเลือดไหลที่ขา รสิกาทรุด ไทยมุงเข้ามาช่วยกันดูสิริโสภา
“ช่วยคนเจ็บหน่อยเร็ว”
“ดูคนขับไว้ด้วย อย่าให้หนี”
รสิกาอึ้ง หมดแรงทำอะไรไม่ถูก สกรรจ์จอดมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ เห็นรสิกาที่ยังช็อค
“เรียกรถพยาบาลเถอะครับ”
“ฉัน...” รสิกายังตั้งสติไม่ได้ “ฉัน...”
“เดี๋ยวผมจัดการให้”
สกรรจ์หันไปพูดกับไทยมุง
“ทุกคนครับกรุณาอย่ามุงครับ ให้คนเจ็บมีอากาศหายใจสะดวกหน่อย”
สกรรจ์จัดการโทรเรียกรถพยาบาล รสิกามองสภาพของสิริโสภาด้วยความกลัวจนมือสั่นพยายามจะจับมือสิริโสภา
“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ คุณ...”
สกรรจ์เข้ามาบีบมือรสิกาเบาๆ ให้ได้สติ
“อย่าขยับคนเจ็บครับ คุณใจเย็นๆ นะครับ รถพยาบาลกำลังมา”
รสิกากลัวที่ตัวเองชนคน หันมาจะพูดกับสกรรจ์
“ฉัน...”
ภาพสุดท้ายที่รสิกาเห็นคือหน้าสกรรจ์ รสิกาเป็นลมหมดสติเพราะช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“คุณครับ คุณ”
 
รัตนาวลีกับเจ้าสัวลงมาที่โต๊ะอาหาร อาม่ากำลังทานข้าวต้มคำสุดท้าย มีราพณ์กับรุ้งรายนั่งอยู่เป็นเพื่อน เง็กเก็บจานข้าวต้มไป
 
“สวัสดีค่ะ หม่าม๊า”
รุ้งราย      หันไปยิ้มให้
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณวลี”
“ราพณ์ล่ะ” เจ้าสัวเรียวถาม
“ไปปลุกพระลบค่ะ”
“สวัสดีตอนเช้าครับ พระลบมาแล้วครับ”
พระลบวิ่งเข้ามากอดเจ้าสัวเรียว เจ้าสัวเรียวอุ้มกอดหอมอย่างเอ็นดู
“อยู่โรงเรียนพระลบคิดถึงอากงทุกวัน ทุกเวลา”
เจ้าสัวเรียวเอ็นดูวางพระลบให้ยืน
“พระลบ สวัสดีอาม่าสิครับ”
พระลบยกมือไหว้รัตนาวลี
“สวัสดีครับ อาม่า” พระลบเข้ากอดรัตนาวลีเลย “อาม่าของพระลบ รักพระลบ
กำลังโหลดความคิดเห็น...