xs
sm
md
lg

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13

เผยแพร่:

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13

เก่งกาจยิ้มอย่างอารมณ์ดีและสะใจมาก

“พี่เก่ง!” เข้เรียก
เก่งกาจกำลังเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างสนุกและเมามันโดยดูดนมเปรี้ยวไปด้วย
“มีอะไร?” เก่งกาจถาม
เก่งกาจหันไปมองเข้ที่เดินนำบ๊วยเข้ามา แล้วเขาก็หันไปเล่นเกมต่อเมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรน่าสนใจ
“มันมารับของ” เข้บอก
“พาไปหลังร้าน” เก่งกาจบอก
“พี่ยังจะใช้มันอยู่อีกเหรอ ตอนนี้ตำรวจตามล่าเด็กแว้นแก๊งไอ้เด็กปั๊มอยู่”
“ไม่ใช่ๆ พี่ แก๊งผมชื่อ แก๊งทีเร็กซ์ พี่ตี๋เล็กเป็นหัวหน้าแก๊ง พ่อพี่เค้ามีปั๊มน้ำมัน”
“เฮ้ย! ชื่อแก๊งอะไรก็ช่าง แกถูกตำรวจหมายหัวอยู่ ทำงานให้เราต่อไปไม่ได้แล้ว”
“โหย พี่ ตอนนี้ผมไม่มีเงินเลย นึกว่าช่วยผมเถอะนะครับ นะครับ พี่เก่ง” บ๊วยอ้อนวอน
“บอกว่า ไม่ ก็ไม่ซิเว้ย!” เข้ว่า
“ก็ได้ งานนี้ถือว่าเป็นงานส่งท้ายล่ะกัน” เก่งกาจบอก
เข้ไม่เห็นด้วย “พี่เก่ง!”
“ไม่ต้องห่วงน่า ตำรวจได้ตัวคนที่ต้องการไปแล้ว คงไม่คิดไล่ล่าตามหาชั้นอีก”
เก่งกาจลุกขึ้นตบไหล่และกอดคอบ๊วยเอาไว้
“ไอ้บ๊วย! งานนี้จะพิสูจน์ฝีมือของแก ถ้างานผ่านฉลุย ชั้นจะส่งแกไปทำงานที่บ่อนเปิดใหม่ ไม่เคยไปเมืองนอกล่ะซิ คราวนี้ก็จะได้ไปกับเค้าแล้ว”
บ๊วยยกมือไหว้ปะหลกๆ “ขอบคุณครับ พี่เก่ง ขอบคุณครับ”
เก่งกาจยิ้มกริ่มอย่างสบายอารมณ์ เขาหยิบขวดนมเปรี้ยงขวดใหม่ขึ้นมาดูดต่อ

ชนมนกับชินพัฒน์นั่งหงอยๆ
“เราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่อ่ะ พี่ชน”
“ก็รอจนกว่าพ่อจะยอมให้เราเข้าไปเยี่ยมน่ะซิ”
เสียงมือถือของชนมนดังขึ้น ชนมนหยิบมือถือขึ้นมาดูหน้าจอแล้วก็กดสายทิ้งไม่ยอมรับ
“พี่อิทโทรมาใช่ป่ะ” ชินพัฒน์ถาม
เสียงมือถือของชนมนดังขึ้นอีก ชนมนกำลังจะกดสายทิ้งแต่ชินรีบดึงมากดรับเสียก่อน
ชินพัฒน์พูดโทรศัพท์ “ฮัลโหลๆ! พี่อิท! สอบเป็นไงบ้าง..”ไม่รู้”..ไม่รู้ได้ไง” ชินพัฒน์แกล้งโวย “อะไรนะ พี่อิทไม่ได้ไปสอบ!?”
“นายอิท!!”
ชนมนตกใจจนลืมตัว เธอดึงมือถือจากชินพัฒน์มาพูดเอง
ชนมนพูดใส่โทรศัพท์ “นายไม่ได้ไปสอบเหรอ? นายบ้าหรือเปล่า ชั้นอุตส่าห์ติวนายแทบตาย แล้วนายก็ไม่ไปสอบดื้อๆซะงั้น นายจะประชดชั้นงั้นสิ โง่จริงๆเลย อย่างนี้นาย ต้องถูกไล่ออก! แล้วยังเรื่องแม่นายอีก นายลืมแล้วเหรอ นายอิทธิฤทธิ์”
เสียงอิทธิฤทธิ์พูดขึ้น “ชั้นดีใจที่เธอยังห่วงชั้นอยู่”
ชนมนแผดเสียงใส่โทรศัพท์ “ไม่-ได้-ห่วง!!”
“แต่หน้าเธอบอกว่า ห่วง...ห่วงมากด้วย”
ชนมนแตะหน้าตัวเองอย่างงๆแล้วมองมือถืออีกทีว่าเห็นหน้าทางมือถือหรือเปล่า
“อย่ามามั่วพูดเข้าข้างตัวเอง”
อิทธิฤทธิ์ก้าวยาวๆมาหยุดต่อหน้าชนมนแล้วคุยโทรศัพท์มือถือต่อแต่ตาจ้องมองที่ชนมน
“ไม่ห่วงจะโกรธขนาดนี้เหรอ!”
ชนมนไม่ตลกและไม่เซอร์ไพรส์ด้วย เธอปัดมือของอิทธิฤทธิ์ที่ถือโทรศัพท์มือถืออย่างแรง
“ทำไมไม่ไปสอบ” ชนมนถาม
“ไม่ได้พูดซักคำว่า ไม่ได้ไปสอบ”
ชนมนเพิ่งสังเกตเห็นว่าอิทธิฤทธิ์ใส่ชุดนักศึกษาอยู่
ชนมนหันไปจ้องชินพัฒน์ “ไอ้ชิน!”
ชินพัฒน์ทำหน้าไม่รับรู้ “อะไรเหรอ พี่ชน” ชินพัฒน์พูดกับอิทธิฤทธิ์อย่างฉับไว “เป็นไงมั่ง พี่อิท ข้อสอบยากป่าว”
“ยาก! ยากมาก!”
“แล้วทำได้ป่าว?”
ชนมนทำเป็นไม่สนใจแต่หูผึ่งฟังอิทธิฤทธิ์อย่างอดเป็นห่วงไม่ได้
อิทธิฤทธิ์มองชนมน “ชั้นก็พยายามที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ชนมนแอบโล่งใจแต่แล้วก็รีบดึงชินพัฒน์ให้กลับเข้าไปในสถานีตำรวจ
“ไปรอข้างในดีกว่า”
อิทธิฤทธิ์ดึงชนมนเอาไว้
“เรื่องคุณลุง..ชั้นจะช่วยเธอเอง”
“ไม่ต้องยุ่ง!” ชนมนว่า
“ไม่ยุ่งไม่ได้! ลืมไปแล้วเหรอว่า เราเป็นอะไรกัน”
อิทธิฤทธิ์ลากตัวชนมนออกไป ชนมนดิ้นรนบิดแขนออกจากมืออิทธิฤทธิ์แต่ก็สู้แรงเขาไม่ได้
“ชั้นไม่ได้เป็นอะไรกับนาย” ชนมนบอก
อิทธิฤทธิ์ลากตัวชนมนออกไปจนได้ ชินพัฒน์ยืนมองอย่างทึ่งๆ
“โห ! พี่อิท! อย่างกับพระเอกตบจูบ! เดี๋ยวๆ รอด้วยๆ”

ชินพัฒน์รีบวิ่งตามไปโดยเร็ว
มณีมันตราใส่ชุดนักศึกษาโดยถือชุดที่จะมาเปลี่ยน

นุกนิกเรียกด้วยความตื่นเต้น “พี่มาย่า!”
มณีมันตราหันไปมอง นุกนิกเดินลิ่วๆ เข้ามาหาด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นดีใจสุดๆ
“พี่มาย่าจริงๆด้วย! นุกนิกขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ยคะ”
นุกนิกไม่รอคำตอบ เธอรีบหยิบมือถือมาถ่ายรูปคู่โดยเอาหน้าแนบชิดกับมณีมันตราแล้วกดถ่ายไปหลายช็อต ถ่ายเสร็จนุกนิกยกมือไหว้ขอบคุณมณีมันตราอย่างอ่อนหวาน
“ขอบคุณนะคะ อุ๊ย! นุกนิกขอโพสรูปก่อนนะคะ”
นุกนิกรีบก้มหน้าก้มตาโพสรูปแล้วพิมพ์ข้อความไป
“พี่สาวคนสวยของเก๊า ว่าแต่พี่หมวดหายไปหนายอ่ะ” นุกนิกเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มหวานตาใสซื่อ ก่อนจะถาม “จริงด้วย พี่หมวดธรรม์ไม่ได้มาด้วยเหรอคะ”
“ขอโทษนะคะ พี่ต้องรีบไปแล้วล่ะค่ะ”
เมนี่ถือชุดเดรสที่มีถุงพลาสติคทึบคลุมอยู่เดินเข้ามา
“รู้จักกันแล้วใช่มั้ย มาย่า นี่น้องนุกนิก น้องจะมาแคสวันนี้ด้วย”
“นุกนิกแค่มาหาประสบการณ์น่ะค่ะ ไม่ได้หวังว่าจะได้หรอกค่ะ ยังไงบทโล-ซา-ลินก็ต้องเป็นของพี่มาย่าอยู่แล้ว พี่มาย่ารีบไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน”
เมนี่มองชุดที่มณีมันตราถืออยู่ “เธอจะใส่ชุดนี้ไม่ได้นะ คุณวตีสั่งมาว่า ทุกคนที่มาแคสต้องใส่ชุดตามคาแรคเตอร์ในละคร นี่คุณวตีให้ชั้นเตรียมชุดไว้ให้เธอ รีบๆไปเปลี่ยนชุดเลย ไป ให้เวลาห้านาที ! ไปค่ะ น้องนุกนิก เราต้องไปเตรียมตัวเหมือนกัน”
เมนี่ยัดเยียดชุดให้มณีมันตราแล้วพานุกนิกเดินออกไป มณีมันตราเริ่มร้อนรนเพราะกลัวจะไม่ทันเวลา

นักแสดงหญิง 3-4 คนมาคัดเลือกตัวเดินออกมาจากห้องแคสติ้ง ทุกคนต่างมองไปที่ทางเดินแล้วก็ต้องตาค้างด้วยความแปลกใจก่อนจะหันมาซุบซิบกันแล้วหันไปมองอีกครั้ง บางคนหัวเราะคิกๆออกมา
มณีมันตราคือคนที่ทุกคนขำ มณีมันตราที่อยู่ในชุดกระโปรงสุ่มพลิ้วๆ กำลังอายมากที่เห็นคนอื่นๆที่มาคัดเลือกตัวไม่ได้ใส่ชุดย้อนยุคมาสักคนเดียว
เมนี่พานุกนิกที่มาในชุดวินเทจแบบเรียบหรูดูดี มณีมันตรารู้ได้ในทันทีว่าถูกเมนี่วางยาแล้ว มณีมันตรารีบจะผละออกไป
เมนี่ชิงถาม “จะไปไหน”
“ไปเปลี่ยนชุดค่ะ” มณีมันตราบอก
“เปลี่ยนทำไมคะ พี่มาย่า ชุดนี้สวยดีออกค่ะ เหมาะกับองค์หญิงแห่งวงการบันเทิงอย่างพี่มาย่าจะตาย ดูเป็นเจ้าหยิ๊งเจ้าหญิง แต่ชุดนี้ยุคไหนคะเนี่ย” นุกนิกถาม
ทันใดนั้นอรุณวตีก็เปิดประตูออกมา
“นี่คุณมณี..”
“เมนี่ค่ะ คุณวตี”
อรุณวตีไม่สนใจที่จะแก้ชื่อ “นี่คุณมณี นักแสดงที่คุณส่งมาไม่ได้เรื่องซักคน แล้วถ้าไม่มีเด็กในสังกัดของคุณสามารถสวมบทบาทตัวละครของชั้นได้ล่ะก็ ชั้นคงต้องหานางเอกของชั้นเอง”
“คุณวตีอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจไปค่ะ นี่น้องนุกนิกค่ะ นักแสดงหน้าใหม่แต่ฝีมือเฉียบไม่แพ้นักแสดงอาชีพเลยเชียว” เมนี่ว่า
นุกนิกยกมือไหว้อรุณวตีอย่างถูกต้องและอ่อนน้อม
“น้องนุกนิกจบการแสดงจากอเมริกาเชียวนะคะ คุณวตี” เมนี่แนะนำ
อรุณวตีมองมณีมันตรา “แล้วคนนี้ใคร หน้าคุ้นๆ”
มณีมันตรารีบยกมือไหว้อรุณวตี
เมนี่พูดอย่างไม่เต็มใจ “นี่น้องมาย่าค่ะ เล่นหนังเล่นละครอยู่สองสามเรื่อง ดังบ้างไม่ดังบ้างตอนนี้ว่างงานอยู่ น้องเค้าก็เลยอยากมาแคสงาน เผื่อฟลุ๊คน่ะค่ะ”
อรุณวตีมองมณีมันตราชนิดหัวจดเท้า
อรุณวตีพูด “ละครของชั้นต้องการเฉพาะนักแสดงที่มีความสามารถและมีความตั้งใจเท่านั้นและที่สำคัญต้องเข้าถึงหัวใจของบทประพันธ์เรื่องนี้ เธอคงคิดว่า ใส่ชุดนี้มาคัดเลือกตัวจะเรียกร้องความสนใจชั้นได้ แต่เปล่าเลย ชั้นกลับรู้สึกสมเพชมากกว่านางเอกของชั้นเป็นสาวหัวสมัย แต่งตัวเรียบโก้ ไม่ใส่ชุดฟูฟ่องอย่างที่เธอใส่ถ้าอ่านหนังสือให้ได้มากกว่าปีละแปดบรรทัด คงจะไม่ตื้นเขินแบบนี้หรอก”
อรุณวตีเดินกลับเข้าไปในห้อง
“พี่มาย่าอย่าเพิ่งท้อนะคะ นี่แค่เป็นการเริ่มต้นเท่านั้นเองค่ะ”
มณีมันตรามองเมนี่อย่างไม่พอใจแต่ก็เก็บอารมณ์ไว้ได้

อิทธิฤทธิ์ลากตัวชนมนเข้ามาในบ้าน ชนมนพยายามสะบัดตัวออกแต่ก็ไม่สำเร็จ
ชนมนพูดเสียงเข้ม “ปล่อย!”
“ถ้าปล่อยแล้วจะยอมพูดกันดีๆป่าวล่ะ”
“เรามีอะไรจะต้องพูดกันอีก” ชนมนถาม อิทธิฤทธิ์ยังไม่ปล่อยมือ “ก็ได้ๆ..นายจะช่วยพ่อชั้นยังไง”
อิทธิฤทธิ์เห็นชนมนยอมพูดด้วยถึงได้ยอมปล่อยมือ ชินพัฒน์เพิ่งวิ่งตามเข้ามา
“อ้าว! ดีกันแล้วเหรอ? ง่ายไปป่าว พี่ชน เป็นผู้หญิงน่ะ ต้องหัดเล่นตัวบ้างไรบ้าง” ชินพัฒน์ว่า
“เงียบไปเลยนะ ไอ้ชิน ชั้นจะจัดการแกทีหลัง” ชนมนพูดกับอิทธิฤทธิ์ “นายกลับไปเถอะนายช่วยอะไรไม่ได้หรอก พ่อไม่ยอมให้จ้างทนายความ เราจะทำอะไรได้อีกล่ะ”
“งั้นเราก็ต้องหาตัวไอ้ฆาตกรที่ฆ่าพ่อนายธรรม์” อิทธิ์ฤทธิ์บอก
ชนมนรู้สึกดีกับอิทธิฤทธิ์มากขึ้น “นายเชื่อว่า พ่อชั้นไม่ใช่คนฆ่างั้นเหรอ”
“ทำไมจะไม่เชื่อ คุณลุงรู้อยู่นานแล้วว่า นายธรรม์เป็นลูกใคร ถ้าคุณลุงทำผิดจริงไม่มีทางที่จะมองหน้านายธรรม์ได้หรอก”
“พี่อิทพูดถูก” ชินพัฒน์ตบไหล่อิทธิฤทธิ์ “อย่างนี้พี่อิทสบายใจได้ ที่พ่อชอบพี่ธรรม์มาก ไม่ใช่เพราะอยากได้ลูกเขยตำรวจ แต่เพราะพี่ธรรม์เป็นลูกชายของเพื่อนรักต่างหาก เออ..แต่พ่อพี่อิทเป็นคนจับพ่อเข้าคุกนิ..ตอนนี้คะแนนยิ่งติดลบกว่าเก่าอีกนะเนี่ย”
“เฮ้ยๆ อย่าวกมาเรื่องนี้” อิทธิฤทธิ์พูดกับชนมนอย่างจริงจัง “เรามาช่วยกันสืบคดีนี้ ถ้าเรารู้ว่าใครอยู่ในที่เกิดเหตุบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาว่าใครเป็นคนฆ่า”
เสียงธรรม์ดังขึ้น “ใช่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก”
ทุกคนหันไปเห็นธรรม์เดินเข้ามา
ธรรม์พูดต่อ “สืบหาว่าใครเป็นคนฆ่าน่ะ มันไม่ยาก แต่จะไปตามหาตัวมันได้ที่ไหน นั่นยังเป็นปัญหาอยู่”
“พูดเงี้ยหมายความว่าไง นายสืบได้แล้วเหรอว่า ใครเป็นฆาตกรตัวจริง”
“คุณลุงให้การว่า คนที่ฆ่าพ่อของชั้น เป็นมือขวาของคุณลุงเอง”

ชนมนกับชินโล่งใจขึ้นและเริ่มมีความหวังแล้ว
อรุณวตีนั่งหน้าเคร่งอยู่ที่โต๊ะ เธอจ้องมองไปที่มณีมันตราที่ยืนประหม่าอยู่ข้างหน้า
 
“ไม่ได้เอาบทมาด้วยหรือไง” อรุณวตีถาม
“พี่เมนี่บอกว่า..”
อรุณวตีหน่ายใจจึงหันไปทางผู้ช่วย “ขอบทด้วย องก์ 1 ฉาก 5”
ผู้ช่วยรีบหยิบบทละครเอาไปส่งให้มณีมันตรา มณีมันตราเพิ่งรู้ว่าเมนี่หลอกให้เธอท่องบท
อรุณวตีพูดกับมณีมันตรา “ลองอ่านบทของนีรชา”
มณีมันตรารีบเปิดบทขึ้นดูแล้วเหลือบตามองไปที่เมนี่กับนุกนิกที่นั่งเยื้องหลังอรุณวตี
เมนี่กระซิบกับนุกนิก “แผนการของเราท่าทางจะได้ผล”
นุกนิกที่ท่องบทอยู่เงยหน้ามองด้วยตาใสซื่อ “แผนการอะไรคะ”
“ก็เรื่องชุดไงคะ ถ้าไม่ได้น้องนุกนิกช่วยคิดแผนนี้” เมนี่ว่า
“นุกนิกเปล่านะคะ นุกนิกแค่คิดขึ้นมาเล่นๆว่า ถ้าพี่มาย่าแต่งชุดย้อนยุคมาแคสบทก็คงจะแปลกดี พี่เมนี่ต่างหากที่เป็นคนเลือกชุด แล้วก็เป็นคนสั่งให้พี่มาย่าท่องบทมาให้หมดด้วยไม่ใช่เหรอคะ”
เมนี่ชักงง “ตกลงเป็นแผนของพี่เมนี่เหรอคะเนี่ย”
นุกนิกยิ้มหวาน “ค่ะ แผนของพี่เมนี่คนเดียวเลย พี่เมนี่เก่งจริงๆเลยค่ะ”

มณีมันตราเริ่มอ่านบทของนีรชา
“ถ้าโลกถือว่าความรักเป็นการแข่งขัน ชั้นเชื่อว่า ชั้นจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ ชั้นแน่ใจว่า ชั้นรักคุณราเชนทร์มากกว่าที่เธอรัก”
อรุณวตีเบรค “หยุดๆ พอแล้ว”
มณีมันตรามองอรุณวตีที่มีสีหน้านิ่งเคร่งอย่างจับไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่
“คุณมณี”
เมนี่รีบพาตัวนุกนิกมาถึงตัวอรุณวตีทันที
“ขา..คุณวตี ให้มาย่ากลับไปเลยใช่มั้ยคะ งั้นให้น้องนุกนิกลองอ่านบทเลยนะคะ”
มณีมันตราใจแป้วเพราะคิดว่าหมดหวังแล้ว
“ให้มายาอยู่ก่อน ลองเปลี่ยนไปอ่านบทโรสลิน แล้วให้นิดหน่อยอ่านบทของนีรชา” อรุณวตีบอก
“น้องนุกนิกค่ะ คุณวตี เออ..ค่ะ” เมนี่ขี้เกียจแก้แล้ว “นิดหน่อยก็นิดหน่อย แต่น้องนิดหน่อยเด็กกว่ามายานะคะ จะให้รับบทเป็นพี่สาวคงจะไม่เหมาะ”
อรุณวตีบอก “เหมาะหรือไม่เหมาะ ชั้นเป็นคนตัดสินเอง”
มณีมันตราเริ่มมีกำลังใจที่จะสู้เพื่อจะได้เล่นละครเรื่องนี้ต่อไป

มณีมันตรากับนุกนิกถือบทแล้วเริ่มอ่านบทและแสดงไปตามบทที่เข้าใจ
นุกนิกพูดช้าเนิบและเว้นช่วง “โลซาลีน บอกฉันมา บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่า เธอลักคุณราเชนทร์เข้าแล้วใช่ไหม ก้าดีอย่างไร” !
อรุณวตีขัดึ้น “โรส-ซา-ลิน”
“อุ๊ย ขอประทานโทษค่ะ คุณวตี” นุกนิกว่า
อรุณวตีแนะนำต่อ “แล้วก็กรุณาพูดควบกล้ำให้ชัดถ้อยชัดคำ แล้วที่สำคัญละครย้อนยุค ไม่ใช่ลิเกไม่ต้องพูดเนิบนาบ พูดตามปกติอย่างคนธรรมดาเค้าพูดกัน เอ้า เริ่มใหม่”
นุกนิกที่มาอย่างมั่นใจเริ่มใจเสีย เธอรีบรวบรวมสติ มณีมันตรายังนิ่งอยู่กับบทโรสลินอยู่แต่ตายิ้มขำ
นุกนิกพูดปกติแต่รัว ร.เรือ ชัดมาก “โรสลิน บอกชั้นมา บอกชั้นมาเดี๋ยวนี้ว่า เธอรักคุณราเชนทร์เข้าแล้วใช่มั้ย กล้าดียังไง เธออย่าลืมสิว่า คุณราเชนทร์เป็นของชั้นของชั้นคนเดียว!”
เมนี่ลุ้นตัวโก่งอยู่ข้างๆ อรุณวตี
เมนี่ชงเต็มที่ “เล่นดีจริงๆ! แต่เล่นนางเอกจะดีกว่านางร้ายนะคะ”
อรุณวตีปรายตามองเมนี่จนเมนี่ต้องสงบปาก
มณีมันตราพูดบท “พี่นีรชาเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ น้องไม่เคยคิดชอบพอคุณราเชนทร์แม้แต่น้อย วันไหนที่พี่นีรชากับคุณราเชนทร์แต่งงานกัน วันนั้นน้องจะเป็นคนแรกที่แสดงความยินดีด้วย”
นุกนิกพูดบท “โกหกหน้าด้านๆ ที่คุณราเชนทร์ย้ายไปประจำที่ชายแดนไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ไม่ใช่เพราะว่าเธอยุยงส่งเสริมหรอกหรือ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้คุณราเชนทร์ไปจากชั้น”
มณีมันตราเจ็บปวด “พี่นีรชาพูดอย่างนี้ได้ยังไง นี่โรสลีนนะคะ โรสลินน้องสาวของพี่”
อรุณวตีเบรค “พอๆ พอแค่นี้แหละ”
อรุณวตีปิดบทละครเป็นอันว่าการแคสติ้งเสร็จสิ้นลง
“คุณวตีคะ ไม่ให้น้องนุกนิก เออ น้องนิดหน่อยอ่านบทของโรสลินหน่อยเหรอคะบทโรสลินเหมาะกับน้องม๊ากมากนะคะ ดูซิคะ แทบจะเป็นโรสลินที่ก้าวออกมาจากหนังสือเลยล่ะค่ะ”
“พรุ่งนี้เธอทั้งสองคนมาอ่านบทคัดเลือกตัวอีกครั้ง คราวนี้ขอให้ทิ้งบทแล้วสวมวิญญาณของตัวละครให้ได้” อรุณวตีพูดกับมณีมันตรา “การแสดงใช้ได้ ไม่แย่อย่างที่คิด แต่เธอยังเป็นโรสลินที่ไร้เดียงสาไปหน่อย”
อรุณวตีรวบแฟ้มบทแล้วเดินฉับๆออกไป ผู้ช่วยรีบตามไปทันที
“แล้วนุกนิกล่ะ ไม่มีคอมเมนท์ให้นุกนิกบ้างเลยเหรอ อย่างนี้หมายว่าไงคะ พี่เมนี่”
นุกนิกเริ่มหวั่นใจว่าบทจะหลุดมือ เมนี่หน้าตาเหรอหราตอบอะไรนุกนิกไม่ถูก
 
มณีมันตรายิ้มอย่างใจพองโตที่ดูจะมีความหวังว่าจะได้เล่นบทโรสลิน
อิทธิฤทธิ์กับชนมนได้รับรู้ข้อมูลเรื่องเก่งกาจจากธรรม์ แต่ชนมนยังมองธรรม์อย่างไม่ไว้วางใจ
 
“ชั้นคิดอยู่แล้วว่า คุณลุงไม่ใช่คนที่จะฆ่าใครได้ นายรู้ตัวคนร้ายแล้ว ก็รีบไปตามจับดิ คุณลุงบอกว่า มันชื่ออะไรนะ”
“มันชื่อเก่งกาจ..ตอนนี้เราก็ได้ผู้ต้องสงสัยเพิ่มมาอีกคน” ธรรม์บอก
“นี่แสดงว่าพี่ธรรม์ยังไม่เชื่อคำพูดของพ่อ” ชนมนบอก
“พี่ต้องการพยานหลักฐานมากกว่านี้นะ ชน แล้วถึงพี่จะเชื่อ ก็ไม่สามารถช่วยให้คุณลุงพ้นความผิดได้หรอก นอกจากเราจะจับตัวไอ้เก่งกาจมาได้”
ชินพัฒน์ถือถ้วยไอติมมานั่งแทรกกลางพลางจ้วงกินไป
“แล้วเราจะทำไง นั่งเฉยๆรอให้ไอ้เก่งกาจเดินมาให้จับเหรอครับ พี่หมวด” ชินพัฒน์ถาม
“สิบปีที่ผ่านมาไอ้เก่งกาจไต่เต้าจนได้เป็นหัวหน้าแก๊ง งานหลักๆของมันคือเปิดบ่อนและขายยาแถบจังหวัดชายแดน มันเพิ่งย้ายกลับมาที่นี่ได้ไม่นาน”
“แล้วยังไง เข้าเรื่องได้หรือยังเนี่ย”
“ไอ้เก่งกาจมันย้ายที่อยู่ตลอด ไม่มีใครรู้ว่า มันอยู่ที่ไหน นอกจากลูกน้องของมันและเราสืบจนรู้แน่ชัดแล้วว่า หนึ่งในเด็กส่งยาของไอ้เก่งกาจ ก็คือนายบ๊วย”
“ไอ้บ๊วย ลูกน้องไอ้ตี๋เล็กเหรอ งั้นไม่ยากเลย เดี๋ยวชั้นไปเค้นคอถามไอ้ตี๋เล็กเอง”
“นายไม่คิดเหรอว่า ชั้นไม่ได้ไปหาตี๋เล็กมาแล้ว”
“แล้วนี่นายมาทำไม สรุปก็คือ รู้ชื่อไอ้ตัวการแค่นั้น มันอยู่ไหนก็ไม่รู้” อิทธิฤทธิ์ว่า
“ชั้นคิดว่า ชนคงอยากจะรู้ว่า คดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว” ธรรม์พูดกับชนมน “พี่บอกชนในฐานะที่เป็นพี่ธรรม์ ไม่ใช่หมวดธรรม์”
ชนมนนิ่งเพราะรับรู้ถึงความหวังดีและมิตรภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงของธรรม์ได้
“ถ้าใครได้ข่าวนายบ๊วย รีบแจ้งตำรวจทันที ถ้าไม่อยากมีเรื่องให้ต้องมีคนเจ็บตัวอีกอย่าคิดทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง”
ธรรม์จ้องหน้าอิทธิฤทธิ์แต่อิทธิฤทธิ์ทำหน้าดื้อด้านเหมือนไม่รับรู้อะไร

ธงผืนใหญ่โบกสะพัดไปมาได้เหมือนธงที่โบกในสนามรถแข่ง ตี๋เล็กในชุดเด็กปั๊มโบกธงเรียกลูกค้าเข้าปั๊ม เขาปาดเหงื่อและเหนื่อยมาก รถแล่นเข้ามาจอดเติมน้ำมันไม่ขาดสาย เด็กปั๊มทำงานกันไม่หยุด ตี๋เล็กยังคงโบกธงต่อ
เด็กปั๊มรุ่นพี่เรียก “ตี๋เล็ก!”
“ครับ เฮีย!”
ตี๋เล็กวิ่งกลับไปช่วยโบกรถให้เข้าที่แล้ววางป้ายเตือนลงบนฝากระโปรงรถ ตี๋เล็กเหลือบไปเห็นบ๊วยขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าห้องน้ำของปั๊ม
“ไอ้บ๊วย! โผล่หัวมาได้ซักที” ตี๋เล็กพูดกับรุ่นพี่ “ผมขอไปฉี่แป๊บนะ เฮีย”
“เฮ้ย! ได้ไง”
ตี๋เล็กทิ้งงานไปดื้อๆ เขาตรงดิ่งไปหาบ๊วยแต่แปลกใจที่บ๊วยไม่ได้มองหาเขาเลยแต่กลับตรงเข้าไปที่หลังห้องน้ำ ตี๋เล็กรีบตามไปดูด้วยความสงสัย

บ๊วยเดินมาหยุดที่หลังห้องน้ำแล้วกอดกระเป๋ายาบ้าไว้อย่างระแวดระวัง ตี๋เล็กพรวดพราดตามมาถึงตัวบ๊วย
ตี๋เล็กเรียก “ไอ้บ๊วย!”
บ๊วยตกใจ “ลูกพี่! มานี่ได้ไง ลูกพี่เป็นเด็กปั๊มตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” บ๊วยนึกได้ก็ตกใจอีก “เฮ้ย! นี่มันปั๊มของลูกพี่เหรอ”
“เออดิ! นี่ปั๊มของอาป๊าชั้น แกมาทำไรตรงนี้วะ” ตี๋เล็กถาม
“ก็มาฉี่..”
“ไอ้บ๊วย! พูดความจริงมา! แกมาแอบรับแทงบอลใช่มั้ย ชั้นบอกให้แกเลิกไงล่ะนี่รู้ป่าวว่า ตำรวจกำลังตามหาแกอยู่ แกอยากติดคุกอีกหรือไง”
“ผมเลิกรับแทงบอลแล้ว เลิกแล้วจริงๆ”
ตี๋เล็กเห็นบ๊วยกอดกระเป๋ายาบ้าไว้แน่นก็เริ่มเอะใจ
“แกเลิกรับแทงบอล แต่ไปทำอย่างอื่นใช่มั้ย ไอ้บ๊วย”
ตี๋เล็กตรงไปกระชากกระเป๋าจากบ๊วยมาเปิดดู แล้วก็ดึงถุงยาบ้าถุงใหญ่ออกมา
ตี๋เล็กโกรธมาก “ไอ้บ๊วย!”
“ผมลืมไปจริงๆว่า นี่เป็นปั๊มของอาป๊าลูกพี่”
“ปั๊มใครก็ไม่สำคัญ! แกกำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวหรือป่าว ที่แกไปรับพนันที่สนามแข่งทำชั้นติดคุก ชั้นไม่เอาเรื่องแก แต่นี่แกมาขายยาบ้า! ไอ้เวรเอ๊ย”
ตี๋เล็กถือกระเป๋ายาบ้าก้าวพรวดๆออกไป
“ลูกพี่! ลูกพี่จะทำไร?”
ตี๋เล็กโยนถุงยาบ้าลงคูน้ำไปไกลๆ บ๊วยตกใจจนตาเหลือก
“ลูกพี่ ! รู้ป่าวว่า นั่นมันเงินเท่าไหร่”
“เท่าไหร่เชียว”
“สามแสน” บ๊วยบอก
ตี๋เล็กพูดชิลๆ “ก็แค่สามแสน” ตี๋เล็กตกใจ “หา! สามแสน!” ตี๋เล็กรีบทำหน้านิ่ง “เออ สามแสนเท่า
นั้นเอง เราก็แจ้งตำรวจไปจับไอ้คนขายยาให้แก ก็หมดเรื่อง ไม่ต้องไปกลัว ไอ้พวกนี้มันกระจอก”
ตี๋เล็กชะงักกึกแล้วหยุดพูดเมื่อเห็นชายหน้าเหี้ยม 2 คนก้าวเข้ามา
ชายคนแรกพูดกับบ๊วย “ไหนล่ะ ของ”
ตี๋เล็กกับบ๊วยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ตี๋เล็กเจอของจริงแล้วก็ใจฝ่อและเข่าอ่อนจนแทบทรุด
“นี่ครับ พี่”
บ๊วยดึงกระเป๋าเปล่าจากตี๋เล็กแล้วรีบส่งให้ชายคนนั้น ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดกระเป๋าดู บ๊วยก็รีบดึงตี๋เล็กไป
ชายอีกคนตะโกน “เฮ้ย! จะไปไหน”
บ๊วยลากตี๋เล็กไปโดยไม่หยุดฟัง ตี๋เล็กทำหน้าเหรอหราให้บ๊วยลากไปอย่างไม่ได้ตั้งตัว ชายอีกคนเปิดกระเป๋าแล้วก็เห็นว่าไม่มียาบ้าอยู่เลย ชายคนนั้นรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“โทรหาพี่เก่งเดี๋ยวนี้ !”

ชายคนนั้นโยนกระเป๋าทิ้งแล้วรีบหยิบมือถือขึ้นมากด ส่วนอีกคนตามไล่กวดตี๋เล็กกับบ๊วยไป
 
อ่านต่อหน้า 2
รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13 (ต่อ)

บ๊วยลากตี๋เล็กมาถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ บ๊วยกระโดดขึ้นขี่แล้วรีบสตาร์ทรถ

“ไปเร็ว ลูกพี่”
“ไปไหนวะ”
“ไม่รู้ ถ้ายังไม่อยากตาย เราต้องรีบหนีไปก่อน”
“ถึงตายเลยเหรอ! ไม่หรอกมั้ง...”
ชายคนหนึ่งวิ่งตามมาจวนจะถึงตัวตี๋เล็กกับบ๊วยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียมเอาจริง ทั้งสองต่างก็มีปืนเหน็บอยู่ที่เอว
“หนีไปตั้งหลักก่อนก็ดีนะ” ตี๋เล็กบอก
ตี๋เล็กกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ บ๊วยซิ่งรถออกไปทันที ชายคนหนึ่งวิ่งตามมาไล่ตะครุบทั้งสองคนแต่ไม่ทัน ชายอีกคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเทียบข้าง ชายอีกคนกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ คนขี่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไล่ตามไป

ชนมนเดินออกมาส่งธรรม์ด้วยความรู้สึกกับธรรม์ที่ดีขึ้น
“ขอบคุณนะคะ พี่ธรรม์”
“ชนเข้าใจพี่ ก็พอแล้วล่ะ” ธรรม์บอก
“ชนขอโทษที่ทำให้พี่ธรรม์ต้องลำบากใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนชนตั้งตัวรับไม่ทัน พี่ธรรม์ทำสิ่งที่ควรทำเถอะค่ะ ชนเชื่อมั่นในตัวพี่ธรรม์”
อิทธิฤทธิ์กับชินพัฒน์เดินตามหลังมา อิทธิฤทธิ์รู้สึกขัดลูกตามากที่ชนมนเห็นธรรม์มีความสำคัญกว่าเขา
“หมดเรื่องแล้ว ก็กลับไปได้แล้ว ไป” อิทธิฤทธิ์ไล่
ธรรม์นึกได้ “เออ..แล้วสอบวันนี้เป็นไงบ้าง”
“เกี่ยวไรกับนายด้วย”
“ไม่มีไว้หน้ากันล่ะ!”
เสียงมือถือของอิทธิฤทธิ์ดังขึ้น อิทธิฤทธิ์จ้องหน้าธรรม์อย่างหมั่นไส้ก่อนจะกดรับมือถือโดยไม่มองจอ
“ฮัลโหล” อิทธิฤทธิ์ฟังเสียงแล้วก็รู้สึกแปลกๆ “ใครวะ”
อิทธิฤทธิ์มองจอมือถือซึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์เพราะเขาไม่ได้เมมเบอร์ตี๋เล็กไว้

ตี๋เล็กยืนแอบอยู่ที่ข้างตึกร้างที่กำลังก่อสร้างอยู่ถึงกับหน้าซีดๆของตี๋เล็กกำลังพูดโทรศัพท์มือถือกับอิทธิฤทธิ์
“ชั้น..ชั้นเอง ตี๋เล็ก อย่า! อย่าวางสายๆ!! ชั้น..ชั้นขอร้อง ตอนนี้พี่ชายแกอยู่ไหน”
อิทธิฤทธิ์อารมณ์บูดขึ้นไปอีก
“ชั้นไม่มีพี่ชายโว้ย” อิทธิฤทธิ์นิ่งฟัง “แกจะหนีใครก็เรื่องของแก แค่นี้นะ”
ตี๋เล็กตกใจที่ความหวังสุดท้ายกำลังจะหลุดไป
“เฮ้ย! ไอ้อิท แกต้องช่วยชั้นนะเว้ย ไม่งั้นชั้นกับไอ้บ๊วยตายแน่”
อิทธิฤทธิ์ยังคงไม่ใส่ใจไม่สนใจแม้จะมีชื่อบ๊วยหลุดจากปากตี๋เล็ก
“ไปหาเรื่องใครอีกล่ะ ถึงได้โดนไล่กระทืบเอา ช่วยไม่ได้ว่ะ แกกับไอ้บ๊วยวอนหาที่ตายเอง” อิทธิฤทธิ์หัวเราะเยาะใส่
อิทธิฤทธิ์กดปิดโทรศัพท์แล้วเห็นว่าทุกคนจ้องมองมาอย่างไม่เข้าใจ
“ใครโทรมา” ชนมนถาม
“ไอ้ตี๋เล็ก”
“แล้วตอนนี้ตี๋เล็กอยู่กับใคร”
“ไอ้บ๊วย” อิทธิฤทธิ์นึกได้ “เฮ้ย!”
ชินพัฒน์ส่ายหน้า “ไม่ไหวๆ หึงจนมึน”
อิทธิฤทธิ์รีบกดโทรกลับไปหาตี๋เล็กทันที
อิทธิฤทธิ์พูดเร็วจี๋ “ไอ้ตี๋เล็ก ตอนนี้แกกับไอ้บ๊วยอยู่ที่ไหน” อิทธิฤทธิ์นิ่งฟัง “เออ รออยู่ที่นั่นแหละอย่าไปไหน อย่าทำอะไรโง่ๆ แกตายได้ แต่ห้ามไอ้บ๊วยตายเด็ดขาด” อิทธิฤทธิ์พูดกับทุกคน “ชั้นตามหาไอ้บ๊วยเจอแล้ว”
อิทธิฤทธิ์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจมากแต่ทุกคนมองอิทธิฤทธิ์อย่างหน่ายๆ

ตี๋เล็กมองโทรศัพท์มือถือในมืออย่างมึนๆงงๆ
“พูดอะไรของมัน!”
บ๊วยเอาตัวแนบผนังแล้วไถตัวตามผนังมาจนถึงตัวตี๋เล็ก
“ได้เรื่องมั้ย ลูกพี่”
“เดี๋ยวไอ้อิทคงตามพี่หมวดของมันมาช่วย”
“ผมจะติดคุกมั้ยเนี่ย”
“ถ้าแกกลัวติดคุก แกก็ไม่ควรไปยุ่งกับแก๊งขายยาตั้งแต่แรก คิดจะรวยทางลัด แล้วเป็นไง ต้องมาหนีเป็นหมาหางจุกตูดอย่างนี้”
บ๊วยบ่นอุบ “ก็ถ้าลูกพี่ไม่โยนยาทิ้งไป”
“ชั้นทำไปเพราะต้องการช่วยแกให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ วันนี้แกไม่ถูกตำรวจจับ แต่ซักวันแกก็ต้องถูกจับแน่ มีใครทำเรื่องชั่วๆแล้วได้ดีบ้างวะ ถ้ามี บอกมาเลยบอกมาซักชื่อ”
บ๊วยมองไปด้านหลังตี๋เล็ก “พี่เก่ง”
“ไม่ต้องชม ชั้นรู้แล้วว่าชั้นเก่ง ป๊ากับม้าชั้นสอนมาดี”
“พี่เก่งกาจ!”
“ชมกันเกินไปแล้ว แกไม่ต้องใช้คำหรู เอาแค่ เก่ง..เท่..หล่อก็พอ”
ตี๋เล็กชะงักและหยุดพูดเมื่อเห็นบ๊วยมีท่าทางกลัวลนลานจนต้องหันไปมองด้านหลัง เก่งกาจยืนมองมาด้วยสีหน้ายิ้มๆ เดาใจยากโดยที่เข้กับคนรับยา 2 คนยืนอยู่ด้านหลัง
เก่งกาจพูดกับตี๋เล็ก “พี่นี่ไง ไอ้น้อง ที่ทำเรื่องชั่วๆแต่ก็รอดมาได้ทุกที”

เก่งกาจยิ้มแต่แฝงความโหดให้ตี๋เล็กให้ได้ขนหัวลุกด้วยความหนาวยะเยือก
รถของธรรม์แล่นอย่างเร็วมาจอดที่มุมลับตาคน
 
ธรรม์รีบลงจากรถ อิทธิฤทธิ์ลงจากรถตามมา ธรรม์หันไปเห็นอิทธิฤทธิ์ที่เดินตามมาติดๆ
“รอที่รถ!” ธรรม์บอก
อิทธิฤทธิสวน “พ่อยังสั่งชั้นไม่ได้เลย แล้วนายเป็นใคร”
“นายอิท! นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”
“ชั้นก็ไม่ได้ตามมาเล่นๆ ชั้นมาช่วยจับตัวไอ้บ๊วย”
อิทธิฤทธิ์ชูปืนขึ้นแล้วตรวจดูปืนพร้อมที่จะใช้งาน
“เอาปืนมาจากไหน” ธรรม์ถาม
“จากรถนายไง ชั้นมาถึงนี่แล้ว ยังไงนายก็ห้ามชั้นไม่ได้”
“ที่ชั้นให้นายตามมาด้วย เพราะต้องการให้นายอยู่ในสายตาของชั้น ฟังนะ นายอิท นี่เป็นหน้าที่ของตำรวจ”
อิทธิฤทธิ์ไม่ฟัง เขาเดินดุ่มๆตรงเข้าไปในตึก ธรรม์เหนื่อยที่จะพูดจึงได้แต่รีบไล่ตามอิทธิฤทธิ์ไป

อิทธิฤทธิ์เดินลัดเลาะมาใกล้ตัวตึกร้าง ธรรม์เดินตามมาจนทันแล้วรีบเดินนำหน้า อิทธิฤทธิ์จะแซงไปแต่ธรรม์ยกมือขึ้นขวางและจ้องมองอิทธิฤทธิ์ด้วยสายตาดุและเอาจริง อิทธิฤทธิ์จำใจเดินตามหลังธรรม์ที่เดินไปอย่างระวังตัวเองและช่วยระวังให้อิทธิฤทธิ์ด้วย ธรรม์เดินผ่านมอเตอร์ไซค์ของบ๊วยที่จอดหราอยู่ ใกล้ๆ กันมีรถของเก่งกาจที่จอดอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์ของคนรับยา
ธรรม์พึมพำ “มีคนมาถึงก่อนเรา” ธรรม์พูดกับอิทธิฤทธิ์ “ระวังตัวด้วย”
“ระวังอยู่!”
ธรรม์กับอิทธิฤทธิ์ค่อยๆเดินลัดเลาะไปจนถึงตัวตึกแล้วมองหาช่องทางที่จะมองเข้าไปข้างใน อิทธิฤทธิ์และธรรม์มองเห็นตี๋เล็กกับบ๊วยถูกจับเอามือไขว้หลังมัดไว้ด้วยสายไฟ โดยมีคนรับยา 2 คน เข้ และเก่งกาจยืนอยู่
ธรรม์ที่จำหน้าเก่งกาจได้
“ไอ้เก่งกาจ!”
“ไอ้นี่เองเหรอที่ฆ่าพ่อของนาย!” อิทธิฤทธิ์ถาม
ธรรม์จ้องเก่งกาจเขม็ง ในมือของเขากระชับปืนแน่นอย่างสะกดอารมณ์

เก่งกาจเดินมาหยุดตรงหน้าตี๋เล็กและบ๊วยที่พยายามดิ้นให้หลุดจากสายไฟที่มัดมือเขาเอาไว้ ตี๋เล็กกับบ๊วยหยุดดิ้นรนในทันทีที่เห็นว่าเก่งกาจเข้ามาใกล้
“นึกว่าจะหนีไปไกลได้แค่ไหน”
ตี๋เล็กพูดกับบ๊วย “เออ จริง ทำไมเราไม่หนีไปไกลๆก่อนวะ”
บ๊วยพูดเสียงอ่อย “น้ำมันหมด”
“แล้วทำไมไม่เติม”
“ผมลืมอ่ะครับ ลูกพี่”
“แกไม่สมควรจะเป็นลูกน้องของชั้นเลยจริงๆ ให้ตายเหอะ ทำไมถึงได้เซ่ออย่างนี้ถ้าแกไม่ได้นัดส่งยาที่ปั๊ม ชั้นจะไม่ว่าซักคำ ไม่งั้นป่านนี้เราหนีรอดไปไกลแล้ว”
“ยังไงพวกแกก็หนีไม่รอด” เข้พูดกับเก่งกาจ “เอายังไงกันดี พี่เก่ง ฆ่าโบกปูนมันซะที่นี่เลยดีมั้ย”
ตี๋เล็กกับบ๊วยขยับตัวเข้าหากันอย่างกลัวเกรง
“ไม่ดีมั้ง พี่!”
“ตกลงวันนี้ผมจะได้”ของ” มั้ย พี่เก่ง” ชายรับของถาม
“ชั้นขอจัดการไอ้สองตัวนี่ก่อน” เก่งกาจพูดกับบ๊วย “แกรู้มั้ยว่า คนที่ทรยศหักหลังชั้นจะต้องได้รับผลยังไง!?”
ตี๋เล็กปากสั่น “แล้ว..แล้วถ้าแกฆ่าชั้นสองคน แกรู้มั้ยว่า แกจะได้รับผลยังไง ชั้น..ชั้นโทรเรียกตำรวจแล้ว อีกไม่นานตำรวจจะยกมาที่นี่เป็นโขยง คราวนี้แกไม่รอดแน่”
เก่งกาจยิ้ม “งั้นชั้นก็ควรจะรีบเก็บพวกแก ก่อนที่ตำรวจจะมาใช่มั้ย ขอบใจนะที่เตือน”
เข้ดึงปืนออกมาสับไกปืนดังกึกๆ ให้หัวใจของตี๋เล็กกับบ๊วยหล่นไปที่ตาตุ่ม เก่งกาจจ้องมองลูกน้องเหมือนจะส่งสัญญาณให้ยิง เขายกมือขึ้นชูสองนิ้วทำท่ายิงปืนอย่างช้าๆ

อิทธิฤทธิ์ขยับจะบุกเข้าไปอย่างใจร้อน ธรรม์ต้องรีบดึงตัวไว้
“นายอิท! นายดูก่อนว่า พวกมันมีกี่คน เรามีกี่คน” ธรรม์บอก
“แล้วจะให้รอไปถึงเมื่อไหร่ ไอ้สองคนนั่นได้ตายพอดี” อิทธิฤทธิ์ว่า
“ชั้นเรียกกำลังเสริมแล้ว เดี๋ยวคงมา”
“ไม่เคยดูหนังหรือไง ตำรวจมาตอนจบทุกที มาถึงทุกคนก็ตายเรียบหมดแล้ว”
“ยังไงก็ต้องรอ!”
เสียงปืนดังเปรี้ยงขึ้นมาหนึ่งนัด อิทธิฤทธิ์หันขวับมามองธรรม์ด้วยความตกใจ

ชนมนเก็บร้านด้วยการยกเก้าอี้ขึ้นวางหงายบนโต๊ะ แล้วก็ยกลงก่อนจะยกขึ้นไปอีก ชินพัฒน์เข้ามาดึงชนมนให้มานั่ง ชนมนจะลุกไปหาอะไรทำอีกแต่ชินพัฒน์กดไหล่ชนมนให้นั่งอยู่เฉยๆ
“ห้ามลุก! หัดอยู่เฉยๆบ้างก็ได้นะ พี่ชน”
“มีใครโทรมายัง”
“ยัง”
“เราไปรอฟังข่าวที่โรงพักดีกว่า”
“รอที่บ้านนี่แหละ พี่ชนใจร้อนไป ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“ชั้นรอไม่ไหวแล้ว ชั้นอยากรู้ว่า พี่ธรรม์ตามตัวบ๊วยเจอมั้ย ถ้าเราไม่ได
กำลังโหลดความคิดเห็น...