xs
xsm
sm
md
lg

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13

เก่งกาจยิ้มอย่างอารมณ์ดีและสะใจมาก

“พี่เก่ง!” เข้เรียก
เก่งกาจกำลังเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างสนุกและเมามันโดยดูดนมเปรี้ยวไปด้วย
“มีอะไร?” เก่งกาจถาม
เก่งกาจหันไปมองเข้ที่เดินนำบ๊วยเข้ามา แล้วเขาก็หันไปเล่นเกมต่อเมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรน่าสนใจ
“มันมารับของ” เข้บอก
“พาไปหลังร้าน” เก่งกาจบอก
“พี่ยังจะใช้มันอยู่อีกเหรอ ตอนนี้ตำรวจตามล่าเด็กแว้นแก๊งไอ้เด็กปั๊มอยู่”
“ไม่ใช่ๆ พี่ แก๊งผมชื่อ แก๊งทีเร็กซ์ พี่ตี๋เล็กเป็นหัวหน้าแก๊ง พ่อพี่เค้ามีปั๊มน้ำมัน”
“เฮ้ย! ชื่อแก๊งอะไรก็ช่าง แกถูกตำรวจหมายหัวอยู่ ทำงานให้เราต่อไปไม่ได้แล้ว”
“โหย พี่ ตอนนี้ผมไม่มีเงินเลย นึกว่าช่วยผมเถอะนะครับ นะครับ พี่เก่ง” บ๊วยอ้อนวอน
“บอกว่า ไม่ ก็ไม่ซิเว้ย!” เข้ว่า
“ก็ได้ งานนี้ถือว่าเป็นงานส่งท้ายล่ะกัน” เก่งกาจบอก
เข้ไม่เห็นด้วย “พี่เก่ง!”
“ไม่ต้องห่วงน่า ตำรวจได้ตัวคนที่ต้องการไปแล้ว คงไม่คิดไล่ล่าตามหาชั้นอีก”
เก่งกาจลุกขึ้นตบไหล่และกอดคอบ๊วยเอาไว้
“ไอ้บ๊วย! งานนี้จะพิสูจน์ฝีมือของแก ถ้างานผ่านฉลุย ชั้นจะส่งแกไปทำงานที่บ่อนเปิดใหม่ ไม่เคยไปเมืองนอกล่ะซิ คราวนี้ก็จะได้ไปกับเค้าแล้ว”
บ๊วยยกมือไหว้ปะหลกๆ “ขอบคุณครับ พี่เก่ง ขอบคุณครับ”
เก่งกาจยิ้มกริ่มอย่างสบายอารมณ์ เขาหยิบขวดนมเปรี้ยงขวดใหม่ขึ้นมาดูดต่อ

ชนมนกับชินพัฒน์นั่งหงอยๆ
“เราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่อ่ะ พี่ชน”
“ก็รอจนกว่าพ่อจะยอมให้เราเข้าไปเยี่ยมน่ะซิ”
เสียงมือถือของชนมนดังขึ้น ชนมนหยิบมือถือขึ้นมาดูหน้าจอแล้วก็กดสายทิ้งไม่ยอมรับ
“พี่อิทโทรมาใช่ป่ะ” ชินพัฒน์ถาม
เสียงมือถือของชนมนดังขึ้นอีก ชนมนกำลังจะกดสายทิ้งแต่ชินรีบดึงมากดรับเสียก่อน
ชินพัฒน์พูดโทรศัพท์ “ฮัลโหลๆ! พี่อิท! สอบเป็นไงบ้าง..”ไม่รู้”..ไม่รู้ได้ไง” ชินพัฒน์แกล้งโวย “อะไรนะ พี่อิทไม่ได้ไปสอบ!?”
“นายอิท!!”
ชนมนตกใจจนลืมตัว เธอดึงมือถือจากชินพัฒน์มาพูดเอง
ชนมนพูดใส่โทรศัพท์ “นายไม่ได้ไปสอบเหรอ? นายบ้าหรือเปล่า ชั้นอุตส่าห์ติวนายแทบตาย แล้วนายก็ไม่ไปสอบดื้อๆซะงั้น นายจะประชดชั้นงั้นสิ โง่จริงๆเลย อย่างนี้นาย ต้องถูกไล่ออก! แล้วยังเรื่องแม่นายอีก นายลืมแล้วเหรอ นายอิทธิฤทธิ์”
เสียงอิทธิฤทธิ์พูดขึ้น “ชั้นดีใจที่เธอยังห่วงชั้นอยู่”
ชนมนแผดเสียงใส่โทรศัพท์ “ไม่-ได้-ห่วง!!”
“แต่หน้าเธอบอกว่า ห่วง...ห่วงมากด้วย”
ชนมนแตะหน้าตัวเองอย่างงๆแล้วมองมือถืออีกทีว่าเห็นหน้าทางมือถือหรือเปล่า
“อย่ามามั่วพูดเข้าข้างตัวเอง”
อิทธิฤทธิ์ก้าวยาวๆมาหยุดต่อหน้าชนมนแล้วคุยโทรศัพท์มือถือต่อแต่ตาจ้องมองที่ชนมน
“ไม่ห่วงจะโกรธขนาดนี้เหรอ!”
ชนมนไม่ตลกและไม่เซอร์ไพรส์ด้วย เธอปัดมือของอิทธิฤทธิ์ที่ถือโทรศัพท์มือถืออย่างแรง
“ทำไมไม่ไปสอบ” ชนมนถาม
“ไม่ได้พูดซักคำว่า ไม่ได้ไปสอบ”
ชนมนเพิ่งสังเกตเห็นว่าอิทธิฤทธิ์ใส่ชุดนักศึกษาอยู่
ชนมนหันไปจ้องชินพัฒน์ “ไอ้ชิน!”
ชินพัฒน์ทำหน้าไม่รับรู้ “อะไรเหรอ พี่ชน” ชินพัฒน์พูดกับอิทธิฤทธิ์อย่างฉับไว “เป็นไงมั่ง พี่อิท ข้อสอบยากป่าว”
“ยาก! ยากมาก!”
“แล้วทำได้ป่าว?”
ชนมนทำเป็นไม่สนใจแต่หูผึ่งฟังอิทธิฤทธิ์อย่างอดเป็นห่วงไม่ได้
อิทธิฤทธิ์มองชนมน “ชั้นก็พยายามที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ชนมนแอบโล่งใจแต่แล้วก็รีบดึงชินพัฒน์ให้กลับเข้าไปในสถานีตำรวจ
“ไปรอข้างในดีกว่า”
อิทธิฤทธิ์ดึงชนมนเอาไว้
“เรื่องคุณลุง..ชั้นจะช่วยเธอเอง”
“ไม่ต้องยุ่ง!” ชนมนว่า
“ไม่ยุ่งไม่ได้! ลืมไปแล้วเหรอว่า เราเป็นอะไรกัน”
อิทธิฤทธิ์ลากตัวชนมนออกไป ชนมนดิ้นรนบิดแขนออกจากมืออิทธิฤทธิ์แต่ก็สู้แรงเขาไม่ได้
“ชั้นไม่ได้เป็นอะไรกับนาย” ชนมนบอก
อิทธิฤทธิ์ลากตัวชนมนออกไปจนได้ ชินพัฒน์ยืนมองอย่างทึ่งๆ
“โห ! พี่อิท! อย่างกับพระเอกตบจูบ! เดี๋ยวๆ รอด้วยๆ”

ชินพัฒน์รีบวิ่งตามไปโดยเร็ว

มณีมันตราใส่ชุดนักศึกษาโดยถือชุดที่จะมาเปลี่ยน

นุกนิกเรียกด้วยความตื่นเต้น “พี่มาย่า!”
มณีมันตราหันไปมอง นุกนิกเดินลิ่วๆ เข้ามาหาด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นดีใจสุดๆ
“พี่มาย่าจริงๆด้วย! นุกนิกขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ยคะ”
นุกนิกไม่รอคำตอบ เธอรีบหยิบมือถือมาถ่ายรูปคู่โดยเอาหน้าแนบชิดกับมณีมันตราแล้วกดถ่ายไปหลายช็อต ถ่ายเสร็จนุกนิกยกมือไหว้ขอบคุณมณีมันตราอย่างอ่อนหวาน
“ขอบคุณนะคะ อุ๊ย! นุกนิกขอโพสรูปก่อนนะคะ”
นุกนิกรีบก้มหน้าก้มตาโพสรูปแล้วพิมพ์ข้อความไป
“พี่สาวคนสวยของเก๊า ว่าแต่พี่หมวดหายไปหนายอ่ะ” นุกนิกเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มหวานตาใสซื่อ ก่อนจะถาม “จริงด้วย พี่หมวดธรรม์ไม่ได้มาด้วยเหรอคะ”
“ขอโทษนะคะ พี่ต้องรีบไปแล้วล่ะค่ะ”
เมนี่ถือชุดเดรสที่มีถุงพลาสติคทึบคลุมอยู่เดินเข้ามา
“รู้จักกันแล้วใช่มั้ย มาย่า นี่น้องนุกนิก น้องจะมาแคสวันนี้ด้วย”
“นุกนิกแค่มาหาประสบการณ์น่ะค่ะ ไม่ได้หวังว่าจะได้หรอกค่ะ ยังไงบทโล-ซา-ลินก็ต้องเป็นของพี่มาย่าอยู่แล้ว พี่มาย่ารีบไปเปลี่ยนชุดเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน”
เมนี่มองชุดที่มณีมันตราถืออยู่ “เธอจะใส่ชุดนี้ไม่ได้นะ คุณวตีสั่งมาว่า ทุกคนที่มาแคสต้องใส่ชุดตามคาแรคเตอร์ในละคร นี่คุณวตีให้ชั้นเตรียมชุดไว้ให้เธอ รีบๆไปเปลี่ยนชุดเลย ไป ให้เวลาห้านาที ! ไปค่ะ น้องนุกนิก เราต้องไปเตรียมตัวเหมือนกัน”
เมนี่ยัดเยียดชุดให้มณีมันตราแล้วพานุกนิกเดินออกไป มณีมันตราเริ่มร้อนรนเพราะกลัวจะไม่ทันเวลา

นักแสดงหญิง 3-4 คนมาคัดเลือกตัวเดินออกมาจากห้องแคสติ้ง ทุกคนต่างมองไปที่ทางเดินแล้วก็ต้องตาค้างด้วยความแปลกใจก่อนจะหันมาซุบซิบกันแล้วหันไปมองอีกครั้ง บางคนหัวเราะคิกๆออกมา
มณีมันตราคือคนที่ทุกคนขำ มณีมันตราที่อยู่ในชุดกระโปรงสุ่มพลิ้วๆ กำลังอายมากที่เห็นคนอื่นๆที่มาคัดเลือกตัวไม่ได้ใส่ชุดย้อนยุคมาสักคนเดียว
เมนี่พานุกนิกที่มาในชุดวินเทจแบบเรียบหรูดูดี มณีมันตรารู้ได้ในทันทีว่าถูกเมนี่วางยาแล้ว มณีมันตรารีบจะผละออกไป
เมนี่ชิงถาม “จะไปไหน”
“ไปเปลี่ยนชุดค่ะ” มณีมันตราบอก
“เปลี่ยนทำไมคะ พี่มาย่า ชุดนี้สวยดีออกค่ะ เหมาะกับองค์หญิงแห่งวงการบันเทิงอย่างพี่มาย่าจะตาย ดูเป็นเจ้าหยิ๊งเจ้าหญิง แต่ชุดนี้ยุคไหนคะเนี่ย” นุกนิกถาม
ทันใดนั้นอรุณวตีก็เปิดประตูออกมา
“นี่คุณมณี..”
“เมนี่ค่ะ คุณวตี”
อรุณวตีไม่สนใจที่จะแก้ชื่อ “นี่คุณมณี นักแสดงที่คุณส่งมาไม่ได้เรื่องซักคน แล้วถ้าไม่มีเด็กในสังกัดของคุณสามารถสวมบทบาทตัวละครของชั้นได้ล่ะก็ ชั้นคงต้องหานางเอกของชั้นเอง”
“คุณวตีอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจไปค่ะ นี่น้องนุกนิกค่ะ นักแสดงหน้าใหม่แต่ฝีมือเฉียบไม่แพ้นักแสดงอาชีพเลยเชียว” เมนี่ว่า
นุกนิกยกมือไหว้อรุณวตีอย่างถูกต้องและอ่อนน้อม
“น้องนุกนิกจบการแสดงจากอเมริกาเชียวนะคะ คุณวตี” เมนี่แนะนำ
อรุณวตีมองมณีมันตรา “แล้วคนนี้ใคร หน้าคุ้นๆ”
มณีมันตรารีบยกมือไหว้อรุณวตี
เมนี่พูดอย่างไม่เต็มใจ “นี่น้องมาย่าค่ะ เล่นหนังเล่นละครอยู่สองสามเรื่อง ดังบ้างไม่ดังบ้างตอนนี้ว่างงานอยู่ น้องเค้าก็เลยอยากมาแคสงาน เผื่อฟลุ๊คน่ะค่ะ”
อรุณวตีมองมณีมันตราชนิดหัวจดเท้า
อรุณวตีพูด “ละครของชั้นต้องการเฉพาะนักแสดงที่มีความสามารถและมีความตั้งใจเท่านั้นและที่สำคัญต้องเข้าถึงหัวใจของบทประพันธ์เรื่องนี้ เธอคงคิดว่า ใส่ชุดนี้มาคัดเลือกตัวจะเรียกร้องความสนใจชั้นได้ แต่เปล่าเลย ชั้นกลับรู้สึกสมเพชมากกว่านางเอกของชั้นเป็นสาวหัวสมัย แต่งตัวเรียบโก้ ไม่ใส่ชุดฟูฟ่องอย่างที่เธอใส่ถ้าอ่านหนังสือให้ได้มากกว่าปีละแปดบรรทัด คงจะไม่ตื้นเขินแบบนี้หรอก”
อรุณวตีเดินกลับเข้าไปในห้อง
“พี่มาย่าอย่าเพิ่งท้อนะคะ นี่แค่เป็นการเริ่มต้นเท่านั้นเองค่ะ”
มณีมันตรามองเมนี่อย่างไม่พอใจแต่ก็เก็บอารมณ์ไว้ได้

อิทธิฤทธิ์ลากตัวชนมนเข้ามาในบ้าน ชนมนพยายามสะบัดตัวออกแต่ก็ไม่สำเร็จ
ชนมนพูดเสียงเข้ม “ปล่อย!”
“ถ้าปล่อยแล้วจะยอมพูดกันดีๆป่าวล่ะ”
“เรามีอะไรจะต้องพูดกันอีก” ชนมนถาม อิทธิฤทธิ์ยังไม่ปล่อยมือ “ก็ได้ๆ..นายจะช่วยพ่อชั้นยังไง”
อิทธิฤทธิ์เห็นชนมนยอมพูดด้วยถึงได้ยอมปล่อยมือ ชินพัฒน์เพิ่งวิ่งตามเข้ามา
“อ้าว! ดีกันแล้วเหรอ? ง่ายไปป่าว พี่ชน เป็นผู้หญิงน่ะ ต้องหัดเล่นตัวบ้างไรบ้าง” ชินพัฒน์ว่า
“เงียบไปเลยนะ ไอ้ชิน ชั้นจะจัดการแกทีหลัง” ชนมนพูดกับอิทธิฤทธิ์ “นายกลับไปเถอะนายช่วยอะไรไม่ได้หรอก พ่อไม่ยอมให้จ้างทนายความ เราจะทำอะไรได้อีกล่ะ”
“งั้นเราก็ต้องหาตัวไอ้ฆาตกรที่ฆ่าพ่อนายธรรม์” อิทธิ์ฤทธิ์บอก
ชนมนรู้สึกดีกับอิทธิฤทธิ์มากขึ้น “นายเชื่อว่า พ่อชั้นไม่ใช่คนฆ่างั้นเหรอ”
“ทำไมจะไม่เชื่อ คุณลุงรู้อยู่นานแล้วว่า นายธรรม์เป็นลูกใคร ถ้าคุณลุงทำผิดจริงไม่มีทางที่จะมองหน้านายธรรม์ได้หรอก”
“พี่อิทพูดถูก” ชินพัฒน์ตบไหล่อิทธิฤทธิ์ “อย่างนี้พี่อิทสบายใจได้ ที่พ่อชอบพี่ธรรม์มาก ไม่ใช่เพราะอยากได้ลูกเขยตำรวจ แต่เพราะพี่ธรรม์เป็นลูกชายของเพื่อนรักต่างหาก เออ..แต่พ่อพี่อิทเป็นคนจับพ่อเข้าคุกนิ..ตอนนี้คะแนนยิ่งติดลบกว่าเก่าอีกนะเนี่ย”
“เฮ้ยๆ อย่าวกมาเรื่องนี้” อิทธิฤทธิ์พูดกับชนมนอย่างจริงจัง “เรามาช่วยกันสืบคดีนี้ ถ้าเรารู้ว่าใครอยู่ในที่เกิดเหตุบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาว่าใครเป็นคนฆ่า”
เสียงธรรม์ดังขึ้น “ใช่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก”
ทุกคนหันไปเห็นธรรม์เดินเข้ามา
ธรรม์พูดต่อ “สืบหาว่าใครเป็นคนฆ่าน่ะ มันไม่ยาก แต่จะไปตามหาตัวมันได้ที่ไหน นั่นยังเป็นปัญหาอยู่”
“พูดเงี้ยหมายความว่าไง นายสืบได้แล้วเหรอว่า ใครเป็นฆาตกรตัวจริง”
“คุณลุงให้การว่า คนที่ฆ่าพ่อของชั้น เป็นมือขวาของคุณลุงเอง”

ชนมนกับชินโล่งใจขึ้นและเริ่มมีความหวังแล้ว

อรุณวตีนั่งหน้าเคร่งอยู่ที่โต๊ะ เธอจ้องมองไปที่มณีมันตราที่ยืนประหม่าอยู่ข้างหน้า
 
“ไม่ได้เอาบทมาด้วยหรือไง” อรุณวตีถาม
“พี่เมนี่บอกว่า..”
อรุณวตีหน่ายใจจึงหันไปทางผู้ช่วย “ขอบทด้วย องก์ 1 ฉาก 5”
ผู้ช่วยรีบหยิบบทละครเอาไปส่งให้มณีมันตรา มณีมันตราเพิ่งรู้ว่าเมนี่หลอกให้เธอท่องบท
อรุณวตีพูดกับมณีมันตรา “ลองอ่านบทของนีรชา”
มณีมันตรารีบเปิดบทขึ้นดูแล้วเหลือบตามองไปที่เมนี่กับนุกนิกที่นั่งเยื้องหลังอรุณวตี
เมนี่กระซิบกับนุกนิก “แผนการของเราท่าทางจะได้ผล”
นุกนิกที่ท่องบทอยู่เงยหน้ามองด้วยตาใสซื่อ “แผนการอะไรคะ”
“ก็เรื่องชุดไงคะ ถ้าไม่ได้น้องนุกนิกช่วยคิดแผนนี้” เมนี่ว่า
“นุกนิกเปล่านะคะ นุกนิกแค่คิดขึ้นมาเล่นๆว่า ถ้าพี่มาย่าแต่งชุดย้อนยุคมาแคสบทก็คงจะแปลกดี พี่เมนี่ต่างหากที่เป็นคนเลือกชุด แล้วก็เป็นคนสั่งให้พี่มาย่าท่องบทมาให้หมดด้วยไม่ใช่เหรอคะ”
เมนี่ชักงง “ตกลงเป็นแผนของพี่เมนี่เหรอคะเนี่ย”
นุกนิกยิ้มหวาน “ค่ะ แผนของพี่เมนี่คนเดียวเลย พี่เมนี่เก่งจริงๆเลยค่ะ”

มณีมันตราเริ่มอ่านบทของนีรชา
“ถ้าโลกถือว่าความรักเป็นการแข่งขัน ชั้นเชื่อว่า ชั้นจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ ชั้นแน่ใจว่า ชั้นรักคุณราเชนทร์มากกว่าที่เธอรัก”
อรุณวตีเบรค “หยุดๆ พอแล้ว”
มณีมันตรามองอรุณวตีที่มีสีหน้านิ่งเคร่งอย่างจับไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่
“คุณมณี”
เมนี่รีบพาตัวนุกนิกมาถึงตัวอรุณวตีทันที
“ขา..คุณวตี ให้มาย่ากลับไปเลยใช่มั้ยคะ งั้นให้น้องนุกนิกลองอ่านบทเลยนะคะ”
มณีมันตราใจแป้วเพราะคิดว่าหมดหวังแล้ว
“ให้มายาอยู่ก่อน ลองเปลี่ยนไปอ่านบทโรสลิน แล้วให้นิดหน่อยอ่านบทของนีรชา” อรุณวตีบอก
“น้องนุกนิกค่ะ คุณวตี เออ..ค่ะ” เมนี่ขี้เกียจแก้แล้ว “นิดหน่อยก็นิดหน่อย แต่น้องนิดหน่อยเด็กกว่ามายานะคะ จะให้รับบทเป็นพี่สาวคงจะไม่เหมาะ”
อรุณวตีบอก “เหมาะหรือไม่เหมาะ ชั้นเป็นคนตัดสินเอง”
มณีมันตราเริ่มมีกำลังใจที่จะสู้เพื่อจะได้เล่นละครเรื่องนี้ต่อไป

มณีมันตรากับนุกนิกถือบทแล้วเริ่มอ่านบทและแสดงไปตามบทที่เข้าใจ
นุกนิกพูดช้าเนิบและเว้นช่วง “โลซาลีน บอกฉันมา บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่า เธอลักคุณราเชนทร์เข้าแล้วใช่ไหม ก้าดีอย่างไร” !
อรุณวตีขัดึ้น “โรส-ซา-ลิน”
“อุ๊ย ขอประทานโทษค่ะ คุณวตี” นุกนิกว่า
อรุณวตีแนะนำต่อ “แล้วก็กรุณาพูดควบกล้ำให้ชัดถ้อยชัดคำ แล้วที่สำคัญละครย้อนยุค ไม่ใช่ลิเกไม่ต้องพูดเนิบนาบ พูดตามปกติอย่างคนธรรมดาเค้าพูดกัน เอ้า เริ่มใหม่”
นุกนิกที่มาอย่างมั่นใจเริ่มใจเสีย เธอรีบรวบรวมสติ มณีมันตรายังนิ่งอยู่กับบทโรสลินอยู่แต่ตายิ้มขำ
นุกนิกพูดปกติแต่รัว ร.เรือ ชัดมาก “โรสลิน บอกชั้นมา บอกชั้นมาเดี๋ยวนี้ว่า เธอรักคุณราเชนทร์เข้าแล้วใช่มั้ย กล้าดียังไง เธออย่าลืมสิว่า คุณราเชนทร์เป็นของชั้นของชั้นคนเดียว!”
เมนี่ลุ้นตัวโก่งอยู่ข้างๆ อรุณวตี
เมนี่ชงเต็มที่ “เล่นดีจริงๆ! แต่เล่นนางเอกจะดีกว่านางร้ายนะคะ”
อรุณวตีปรายตามองเมนี่จนเมนี่ต้องสงบปาก
มณีมันตราพูดบท “พี่นีรชาเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ น้องไม่เคยคิดชอบพอคุณราเชนทร์แม้แต่น้อย วันไหนที่พี่นีรชากับคุณราเชนทร์แต่งงานกัน วันนั้นน้องจะเป็นคนแรกที่แสดงความยินดีด้วย”
นุกนิกพูดบท “โกหกหน้าด้านๆ ที่คุณราเชนทร์ย้ายไปประจำที่ชายแดนไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ไม่ใช่เพราะว่าเธอยุยงส่งเสริมหรอกหรือ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้คุณราเชนทร์ไปจากชั้น”
มณีมันตราเจ็บปวด “พี่นีรชาพูดอย่างนี้ได้ยังไง นี่โรสลีนนะคะ โรสลินน้องสาวของพี่”
อรุณวตีเบรค “พอๆ พอแค่นี้แหละ”
อรุณวตีปิดบทละครเป็นอันว่าการแคสติ้งเสร็จสิ้นลง
“คุณวตีคะ ไม่ให้น้องนุกนิก เออ น้องนิดหน่อยอ่านบทของโรสลินหน่อยเหรอคะบทโรสลินเหมาะกับน้องม๊ากมากนะคะ ดูซิคะ แทบจะเป็นโรสลินที่ก้าวออกมาจากหนังสือเลยล่ะค่ะ”
“พรุ่งนี้เธอทั้งสองคนมาอ่านบทคัดเลือกตัวอีกครั้ง คราวนี้ขอให้ทิ้งบทแล้วสวมวิญญาณของตัวละครให้ได้” อรุณวตีพูดกับมณีมันตรา “การแสดงใช้ได้ ไม่แย่อย่างที่คิด แต่เธอยังเป็นโรสลินที่ไร้เดียงสาไปหน่อย”
อรุณวตีรวบแฟ้มบทแล้วเดินฉับๆออกไป ผู้ช่วยรีบตามไปทันที
“แล้วนุกนิกล่ะ ไม่มีคอมเมนท์ให้นุกนิกบ้างเลยเหรอ อย่างนี้หมายว่าไงคะ พี่เมนี่”
นุกนิกเริ่มหวั่นใจว่าบทจะหลุดมือ เมนี่หน้าตาเหรอหราตอบอะไรนุกนิกไม่ถูก
 
มณีมันตรายิ้มอย่างใจพองโตที่ดูจะมีความหวังว่าจะได้เล่นบทโรสลิน

อิทธิฤทธิ์กับชนมนได้รับรู้ข้อมูลเรื่องเก่งกาจจากธรรม์ แต่ชนมนยังมองธรรม์อย่างไม่ไว้วางใจ
 
“ชั้นคิดอยู่แล้วว่า คุณลุงไม่ใช่คนที่จะฆ่าใครได้ นายรู้ตัวคนร้ายแล้ว ก็รีบไปตามจับดิ คุณลุงบอกว่า มันชื่ออะไรนะ”
“มันชื่อเก่งกาจ..ตอนนี้เราก็ได้ผู้ต้องสงสัยเพิ่มมาอีกคน” ธรรม์บอก
“นี่แสดงว่าพี่ธรรม์ยังไม่เชื่อคำพูดของพ่อ” ชนมนบอก
“พี่ต้องการพยานหลักฐานมากกว่านี้นะ ชน แล้วถึงพี่จะเชื่อ ก็ไม่สามารถช่วยให้คุณลุงพ้นความผิดได้หรอก นอกจากเราจะจับตัวไอ้เก่งกาจมาได้”
ชินพัฒน์ถือถ้วยไอติมมานั่งแทรกกลางพลางจ้วงกินไป
“แล้วเราจะทำไง นั่งเฉยๆรอให้ไอ้เก่งกาจเดินมาให้จับเหรอครับ พี่หมวด” ชินพัฒน์ถาม
“สิบปีที่ผ่านมาไอ้เก่งกาจไต่เต้าจนได้เป็นหัวหน้าแก๊ง งานหลักๆของมันคือเปิดบ่อนและขายยาแถบจังหวัดชายแดน มันเพิ่งย้ายกลับมาที่นี่ได้ไม่นาน”
“แล้วยังไง เข้าเรื่องได้หรือยังเนี่ย”
“ไอ้เก่งกาจมันย้ายที่อยู่ตลอด ไม่มีใครรู้ว่า มันอยู่ที่ไหน นอกจากลูกน้องของมันและเราสืบจนรู้แน่ชัดแล้วว่า หนึ่งในเด็กส่งยาของไอ้เก่งกาจ ก็คือนายบ๊วย”
“ไอ้บ๊วย ลูกน้องไอ้ตี๋เล็กเหรอ งั้นไม่ยากเลย เดี๋ยวชั้นไปเค้นคอถามไอ้ตี๋เล็กเอง”
“นายไม่คิดเหรอว่า ชั้นไม่ได้ไปหาตี๋เล็กมาแล้ว”
“แล้วนี่นายมาทำไม สรุปก็คือ รู้ชื่อไอ้ตัวการแค่นั้น มันอยู่ไหนก็ไม่รู้” อิทธิฤทธิ์ว่า
“ชั้นคิดว่า ชนคงอยากจะรู้ว่า คดีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว” ธรรม์พูดกับชนมน “พี่บอกชนในฐานะที่เป็นพี่ธรรม์ ไม่ใช่หมวดธรรม์”
ชนมนนิ่งเพราะรับรู้ถึงความหวังดีและมิตรภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงของธรรม์ได้
“ถ้าใครได้ข่าวนายบ๊วย รีบแจ้งตำรวจทันที ถ้าไม่อยากมีเรื่องให้ต้องมีคนเจ็บตัวอีกอย่าคิดทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง”
ธรรม์จ้องหน้าอิทธิฤทธิ์แต่อิทธิฤทธิ์ทำหน้าดื้อด้านเหมือนไม่รับรู้อะไร

ธงผืนใหญ่โบกสะพัดไปมาได้เหมือนธงที่โบกในสนามรถแข่ง ตี๋เล็กในชุดเด็กปั๊มโบกธงเรียกลูกค้าเข้าปั๊ม เขาปาดเหงื่อและเหนื่อยมาก รถแล่นเข้ามาจอดเติมน้ำมันไม่ขาดสาย เด็กปั๊มทำงานกันไม่หยุด ตี๋เล็กยังคงโบกธงต่อ
เด็กปั๊มรุ่นพี่เรียก “ตี๋เล็ก!”
“ครับ เฮีย!”
ตี๋เล็กวิ่งกลับไปช่วยโบกรถให้เข้าที่แล้ววางป้ายเตือนลงบนฝากระโปรงรถ ตี๋เล็กเหลือบไปเห็นบ๊วยขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าห้องน้ำของปั๊ม
“ไอ้บ๊วย! โผล่หัวมาได้ซักที” ตี๋เล็กพูดกับรุ่นพี่ “ผมขอไปฉี่แป๊บนะ เฮีย”
“เฮ้ย! ได้ไง”
ตี๋เล็กทิ้งงานไปดื้อๆ เขาตรงดิ่งไปหาบ๊วยแต่แปลกใจที่บ๊วยไม่ได้มองหาเขาเลยแต่กลับตรงเข้าไปที่หลังห้องน้ำ ตี๋เล็กรีบตามไปดูด้วยความสงสัย

บ๊วยเดินมาหยุดที่หลังห้องน้ำแล้วกอดกระเป๋ายาบ้าไว้อย่างระแวดระวัง ตี๋เล็กพรวดพราดตามมาถึงตัวบ๊วย
ตี๋เล็กเรียก “ไอ้บ๊วย!”
บ๊วยตกใจ “ลูกพี่! มานี่ได้ไง ลูกพี่เป็นเด็กปั๊มตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” บ๊วยนึกได้ก็ตกใจอีก “เฮ้ย! นี่มันปั๊มของลูกพี่เหรอ”
“เออดิ! นี่ปั๊มของอาป๊าชั้น แกมาทำไรตรงนี้วะ” ตี๋เล็กถาม
“ก็มาฉี่..”
“ไอ้บ๊วย! พูดความจริงมา! แกมาแอบรับแทงบอลใช่มั้ย ชั้นบอกให้แกเลิกไงล่ะนี่รู้ป่าวว่า ตำรวจกำลังตามหาแกอยู่ แกอยากติดคุกอีกหรือไง”
“ผมเลิกรับแทงบอลแล้ว เลิกแล้วจริงๆ”
ตี๋เล็กเห็นบ๊วยกอดกระเป๋ายาบ้าไว้แน่นก็เริ่มเอะใจ
“แกเลิกรับแทงบอล แต่ไปทำอย่างอื่นใช่มั้ย ไอ้บ๊วย”
ตี๋เล็กตรงไปกระชากกระเป๋าจากบ๊วยมาเปิดดู แล้วก็ดึงถุงยาบ้าถุงใหญ่ออกมา
ตี๋เล็กโกรธมาก “ไอ้บ๊วย!”
“ผมลืมไปจริงๆว่า นี่เป็นปั๊มของอาป๊าลูกพี่”
“ปั๊มใครก็ไม่สำคัญ! แกกำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวหรือป่าว ที่แกไปรับพนันที่สนามแข่งทำชั้นติดคุก ชั้นไม่เอาเรื่องแก แต่นี่แกมาขายยาบ้า! ไอ้เวรเอ๊ย”
ตี๋เล็กถือกระเป๋ายาบ้าก้าวพรวดๆออกไป
“ลูกพี่! ลูกพี่จะทำไร?”
ตี๋เล็กโยนถุงยาบ้าลงคูน้ำไปไกลๆ บ๊วยตกใจจนตาเหลือก
“ลูกพี่ ! รู้ป่าวว่า นั่นมันเงินเท่าไหร่”
“เท่าไหร่เชียว”
“สามแสน” บ๊วยบอก
ตี๋เล็กพูดชิลๆ “ก็แค่สามแสน” ตี๋เล็กตกใจ “หา! สามแสน!” ตี๋เล็กรีบทำหน้านิ่ง “เออ สามแสนเท่า
นั้นเอง เราก็แจ้งตำรวจไปจับไอ้คนขายยาให้แก ก็หมดเรื่อง ไม่ต้องไปกลัว ไอ้พวกนี้มันกระจอก”
ตี๋เล็กชะงักกึกแล้วหยุดพูดเมื่อเห็นชายหน้าเหี้ยม 2 คนก้าวเข้ามา
ชายคนแรกพูดกับบ๊วย “ไหนล่ะ ของ”
ตี๋เล็กกับบ๊วยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ตี๋เล็กเจอของจริงแล้วก็ใจฝ่อและเข่าอ่อนจนแทบทรุด
“นี่ครับ พี่”
บ๊วยดึงกระเป๋าเปล่าจากตี๋เล็กแล้วรีบส่งให้ชายคนนั้น ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดกระเป๋าดู บ๊วยก็รีบดึงตี๋เล็กไป
ชายอีกคนตะโกน “เฮ้ย! จะไปไหน”
บ๊วยลากตี๋เล็กไปโดยไม่หยุดฟัง ตี๋เล็กทำหน้าเหรอหราให้บ๊วยลากไปอย่างไม่ได้ตั้งตัว ชายอีกคนเปิดกระเป๋าแล้วก็เห็นว่าไม่มียาบ้าอยู่เลย ชายคนนั้นรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“โทรหาพี่เก่งเดี๋ยวนี้ !”

ชายคนนั้นโยนกระเป๋าทิ้งแล้วรีบหยิบมือถือขึ้นมากด ส่วนอีกคนตามไล่กวดตี๋เล็กกับบ๊วยไป
 
อ่านต่อหน้า 2

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13 (ต่อ)

บ๊วยลากตี๋เล็กมาถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ บ๊วยกระโดดขึ้นขี่แล้วรีบสตาร์ทรถ

“ไปเร็ว ลูกพี่”
“ไปไหนวะ”
“ไม่รู้ ถ้ายังไม่อยากตาย เราต้องรีบหนีไปก่อน”
“ถึงตายเลยเหรอ! ไม่หรอกมั้ง...”
ชายคนหนึ่งวิ่งตามมาจวนจะถึงตัวตี๋เล็กกับบ๊วยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียมเอาจริง ทั้งสองต่างก็มีปืนเหน็บอยู่ที่เอว
“หนีไปตั้งหลักก่อนก็ดีนะ” ตี๋เล็กบอก
ตี๋เล็กกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ บ๊วยซิ่งรถออกไปทันที ชายคนหนึ่งวิ่งตามมาไล่ตะครุบทั้งสองคนแต่ไม่ทัน ชายอีกคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเทียบข้าง ชายอีกคนกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ คนขี่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไล่ตามไป

ชนมนเดินออกมาส่งธรรม์ด้วยความรู้สึกกับธรรม์ที่ดีขึ้น
“ขอบคุณนะคะ พี่ธรรม์”
“ชนเข้าใจพี่ ก็พอแล้วล่ะ” ธรรม์บอก
“ชนขอโทษที่ทำให้พี่ธรรม์ต้องลำบากใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนชนตั้งตัวรับไม่ทัน พี่ธรรม์ทำสิ่งที่ควรทำเถอะค่ะ ชนเชื่อมั่นในตัวพี่ธรรม์”
อิทธิฤทธิ์กับชินพัฒน์เดินตามหลังมา อิทธิฤทธิ์รู้สึกขัดลูกตามากที่ชนมนเห็นธรรม์มีความสำคัญกว่าเขา
“หมดเรื่องแล้ว ก็กลับไปได้แล้ว ไป” อิทธิฤทธิ์ไล่
ธรรม์นึกได้ “เออ..แล้วสอบวันนี้เป็นไงบ้าง”
“เกี่ยวไรกับนายด้วย”
“ไม่มีไว้หน้ากันล่ะ!”
เสียงมือถือของอิทธิฤทธิ์ดังขึ้น อิทธิฤทธิ์จ้องหน้าธรรม์อย่างหมั่นไส้ก่อนจะกดรับมือถือโดยไม่มองจอ
“ฮัลโหล” อิทธิฤทธิ์ฟังเสียงแล้วก็รู้สึกแปลกๆ “ใครวะ”
อิทธิฤทธิ์มองจอมือถือซึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์เพราะเขาไม่ได้เมมเบอร์ตี๋เล็กไว้

ตี๋เล็กยืนแอบอยู่ที่ข้างตึกร้างที่กำลังก่อสร้างอยู่ถึงกับหน้าซีดๆของตี๋เล็กกำลังพูดโทรศัพท์มือถือกับอิทธิฤทธิ์
“ชั้น..ชั้นเอง ตี๋เล็ก อย่า! อย่าวางสายๆ!! ชั้น..ชั้นขอร้อง ตอนนี้พี่ชายแกอยู่ไหน”
อิทธิฤทธิ์อารมณ์บูดขึ้นไปอีก
“ชั้นไม่มีพี่ชายโว้ย” อิทธิฤทธิ์นิ่งฟัง “แกจะหนีใครก็เรื่องของแก แค่นี้นะ”
ตี๋เล็กตกใจที่ความหวังสุดท้ายกำลังจะหลุดไป
“เฮ้ย! ไอ้อิท แกต้องช่วยชั้นนะเว้ย ไม่งั้นชั้นกับไอ้บ๊วยตายแน่”
อิทธิฤทธิ์ยังคงไม่ใส่ใจไม่สนใจแม้จะมีชื่อบ๊วยหลุดจากปากตี๋เล็ก
“ไปหาเรื่องใครอีกล่ะ ถึงได้โดนไล่กระทืบเอา ช่วยไม่ได้ว่ะ แกกับไอ้บ๊วยวอนหาที่ตายเอง” อิทธิฤทธิ์หัวเราะเยาะใส่
อิทธิฤทธิ์กดปิดโทรศัพท์แล้วเห็นว่าทุกคนจ้องมองมาอย่างไม่เข้าใจ
“ใครโทรมา” ชนมนถาม
“ไอ้ตี๋เล็ก”
“แล้วตอนนี้ตี๋เล็กอยู่กับใคร”
“ไอ้บ๊วย” อิทธิฤทธิ์นึกได้ “เฮ้ย!”
ชินพัฒน์ส่ายหน้า “ไม่ไหวๆ หึงจนมึน”
อิทธิฤทธิ์รีบกดโทรกลับไปหาตี๋เล็กทันที
อิทธิฤทธิ์พูดเร็วจี๋ “ไอ้ตี๋เล็ก ตอนนี้แกกับไอ้บ๊วยอยู่ที่ไหน” อิทธิฤทธิ์นิ่งฟัง “เออ รออยู่ที่นั่นแหละอย่าไปไหน อย่าทำอะไรโง่ๆ แกตายได้ แต่ห้ามไอ้บ๊วยตายเด็ดขาด” อิทธิฤทธิ์พูดกับทุกคน “ชั้นตามหาไอ้บ๊วยเจอแล้ว”
อิทธิฤทธิ์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจมากแต่ทุกคนมองอิทธิฤทธิ์อย่างหน่ายๆ

ตี๋เล็กมองโทรศัพท์มือถือในมืออย่างมึนๆงงๆ
“พูดอะไรของมัน!”
บ๊วยเอาตัวแนบผนังแล้วไถตัวตามผนังมาจนถึงตัวตี๋เล็ก
“ได้เรื่องมั้ย ลูกพี่”
“เดี๋ยวไอ้อิทคงตามพี่หมวดของมันมาช่วย”
“ผมจะติดคุกมั้ยเนี่ย”
“ถ้าแกกลัวติดคุก แกก็ไม่ควรไปยุ่งกับแก๊งขายยาตั้งแต่แรก คิดจะรวยทางลัด แล้วเป็นไง ต้องมาหนีเป็นหมาหางจุกตูดอย่างนี้”
บ๊วยบ่นอุบ “ก็ถ้าลูกพี่ไม่โยนยาทิ้งไป”
“ชั้นทำไปเพราะต้องการช่วยแกให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ วันนี้แกไม่ถูกตำรวจจับ แต่ซักวันแกก็ต้องถูกจับแน่ มีใครทำเรื่องชั่วๆแล้วได้ดีบ้างวะ ถ้ามี บอกมาเลยบอกมาซักชื่อ”
บ๊วยมองไปด้านหลังตี๋เล็ก “พี่เก่ง”
“ไม่ต้องชม ชั้นรู้แล้วว่าชั้นเก่ง ป๊ากับม้าชั้นสอนมาดี”
“พี่เก่งกาจ!”
“ชมกันเกินไปแล้ว แกไม่ต้องใช้คำหรู เอาแค่ เก่ง..เท่..หล่อก็พอ”
ตี๋เล็กชะงักและหยุดพูดเมื่อเห็นบ๊วยมีท่าทางกลัวลนลานจนต้องหันไปมองด้านหลัง เก่งกาจยืนมองมาด้วยสีหน้ายิ้มๆ เดาใจยากโดยที่เข้กับคนรับยา 2 คนยืนอยู่ด้านหลัง
เก่งกาจพูดกับตี๋เล็ก “พี่นี่ไง ไอ้น้อง ที่ทำเรื่องชั่วๆแต่ก็รอดมาได้ทุกที”

เก่งกาจยิ้มแต่แฝงความโหดให้ตี๋เล็กให้ได้ขนหัวลุกด้วยความหนาวยะเยือก

รถของธรรม์แล่นอย่างเร็วมาจอดที่มุมลับตาคน
 
ธรรม์รีบลงจากรถ อิทธิฤทธิ์ลงจากรถตามมา ธรรม์หันไปเห็นอิทธิฤทธิ์ที่เดินตามมาติดๆ
“รอที่รถ!” ธรรม์บอก
อิทธิฤทธิสวน “พ่อยังสั่งชั้นไม่ได้เลย แล้วนายเป็นใคร”
“นายอิท! นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”
“ชั้นก็ไม่ได้ตามมาเล่นๆ ชั้นมาช่วยจับตัวไอ้บ๊วย”
อิทธิฤทธิ์ชูปืนขึ้นแล้วตรวจดูปืนพร้อมที่จะใช้งาน
“เอาปืนมาจากไหน” ธรรม์ถาม
“จากรถนายไง ชั้นมาถึงนี่แล้ว ยังไงนายก็ห้ามชั้นไม่ได้”
“ที่ชั้นให้นายตามมาด้วย เพราะต้องการให้นายอยู่ในสายตาของชั้น ฟังนะ นายอิท นี่เป็นหน้าที่ของตำรวจ”
อิทธิฤทธิ์ไม่ฟัง เขาเดินดุ่มๆตรงเข้าไปในตึก ธรรม์เหนื่อยที่จะพูดจึงได้แต่รีบไล่ตามอิทธิฤทธิ์ไป

อิทธิฤทธิ์เดินลัดเลาะมาใกล้ตัวตึกร้าง ธรรม์เดินตามมาจนทันแล้วรีบเดินนำหน้า อิทธิฤทธิ์จะแซงไปแต่ธรรม์ยกมือขึ้นขวางและจ้องมองอิทธิฤทธิ์ด้วยสายตาดุและเอาจริง อิทธิฤทธิ์จำใจเดินตามหลังธรรม์ที่เดินไปอย่างระวังตัวเองและช่วยระวังให้อิทธิฤทธิ์ด้วย ธรรม์เดินผ่านมอเตอร์ไซค์ของบ๊วยที่จอดหราอยู่ ใกล้ๆ กันมีรถของเก่งกาจที่จอดอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์ของคนรับยา
ธรรม์พึมพำ “มีคนมาถึงก่อนเรา” ธรรม์พูดกับอิทธิฤทธิ์ “ระวังตัวด้วย”
“ระวังอยู่!”
ธรรม์กับอิทธิฤทธิ์ค่อยๆเดินลัดเลาะไปจนถึงตัวตึกแล้วมองหาช่องทางที่จะมองเข้าไปข้างใน อิทธิฤทธิ์และธรรม์มองเห็นตี๋เล็กกับบ๊วยถูกจับเอามือไขว้หลังมัดไว้ด้วยสายไฟ โดยมีคนรับยา 2 คน เข้ และเก่งกาจยืนอยู่
ธรรม์ที่จำหน้าเก่งกาจได้
“ไอ้เก่งกาจ!”
“ไอ้นี่เองเหรอที่ฆ่าพ่อของนาย!” อิทธิฤทธิ์ถาม
ธรรม์จ้องเก่งกาจเขม็ง ในมือของเขากระชับปืนแน่นอย่างสะกดอารมณ์

เก่งกาจเดินมาหยุดตรงหน้าตี๋เล็กและบ๊วยที่พยายามดิ้นให้หลุดจากสายไฟที่มัดมือเขาเอาไว้ ตี๋เล็กกับบ๊วยหยุดดิ้นรนในทันทีที่เห็นว่าเก่งกาจเข้ามาใกล้
“นึกว่าจะหนีไปไกลได้แค่ไหน”
ตี๋เล็กพูดกับบ๊วย “เออ จริง ทำไมเราไม่หนีไปไกลๆก่อนวะ”
บ๊วยพูดเสียงอ่อย “น้ำมันหมด”
“แล้วทำไมไม่เติม”
“ผมลืมอ่ะครับ ลูกพี่”
“แกไม่สมควรจะเป็นลูกน้องของชั้นเลยจริงๆ ให้ตายเหอะ ทำไมถึงได้เซ่ออย่างนี้ถ้าแกไม่ได้นัดส่งยาที่ปั๊ม ชั้นจะไม่ว่าซักคำ ไม่งั้นป่านนี้เราหนีรอดไปไกลแล้ว”
“ยังไงพวกแกก็หนีไม่รอด” เข้พูดกับเก่งกาจ “เอายังไงกันดี พี่เก่ง ฆ่าโบกปูนมันซะที่นี่เลยดีมั้ย”
ตี๋เล็กกับบ๊วยขยับตัวเข้าหากันอย่างกลัวเกรง
“ไม่ดีมั้ง พี่!”
“ตกลงวันนี้ผมจะได้”ของ” มั้ย พี่เก่ง” ชายรับของถาม
“ชั้นขอจัดการไอ้สองตัวนี่ก่อน” เก่งกาจพูดกับบ๊วย “แกรู้มั้ยว่า คนที่ทรยศหักหลังชั้นจะต้องได้รับผลยังไง!?”
ตี๋เล็กปากสั่น “แล้ว..แล้วถ้าแกฆ่าชั้นสองคน แกรู้มั้ยว่า แกจะได้รับผลยังไง ชั้น..ชั้นโทรเรียกตำรวจแล้ว อีกไม่นานตำรวจจะยกมาที่นี่เป็นโขยง คราวนี้แกไม่รอดแน่”
เก่งกาจยิ้ม “งั้นชั้นก็ควรจะรีบเก็บพวกแก ก่อนที่ตำรวจจะมาใช่มั้ย ขอบใจนะที่เตือน”
เข้ดึงปืนออกมาสับไกปืนดังกึกๆ ให้หัวใจของตี๋เล็กกับบ๊วยหล่นไปที่ตาตุ่ม เก่งกาจจ้องมองลูกน้องเหมือนจะส่งสัญญาณให้ยิง เขายกมือขึ้นชูสองนิ้วทำท่ายิงปืนอย่างช้าๆ

อิทธิฤทธิ์ขยับจะบุกเข้าไปอย่างใจร้อน ธรรม์ต้องรีบดึงตัวไว้
“นายอิท! นายดูก่อนว่า พวกมันมีกี่คน เรามีกี่คน” ธรรม์บอก
“แล้วจะให้รอไปถึงเมื่อไหร่ ไอ้สองคนนั่นได้ตายพอดี” อิทธิฤทธิ์ว่า
“ชั้นเรียกกำลังเสริมแล้ว เดี๋ยวคงมา”
“ไม่เคยดูหนังหรือไง ตำรวจมาตอนจบทุกที มาถึงทุกคนก็ตายเรียบหมดแล้ว”
“ยังไงก็ต้องรอ!”
เสียงปืนดังเปรี้ยงขึ้นมาหนึ่งนัด อิทธิฤทธิ์หันขวับมามองธรรม์ด้วยความตกใจ

ชนมนเก็บร้านด้วยการยกเก้าอี้ขึ้นวางหงายบนโต๊ะ แล้วก็ยกลงก่อนจะยกขึ้นไปอีก ชินพัฒน์เข้ามาดึงชนมนให้มานั่ง ชนมนจะลุกไปหาอะไรทำอีกแต่ชินพัฒน์กดไหล่ชนมนให้นั่งอยู่เฉยๆ
“ห้ามลุก! หัดอยู่เฉยๆบ้างก็ได้นะ พี่ชน”
“มีใครโทรมายัง”
“ยัง”
“เราไปรอฟังข่าวที่โรงพักดีกว่า”
“รอที่บ้านนี่แหละ พี่ชนใจร้อนไป ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“ชั้นรอไม่ไหวแล้ว ชั้นอยากรู้ว่า พี่ธรรม์ตามตัวบ๊วยเจอมั้ย ถ้าเราไม่ได้ตัวมันมา เราก็ตามหาผู้ร้ายตัวจริงไม่ได้”
“ไหนว่าเชื่อมั่นในตัวพี่ธรรม์ไง แล้วพี่อิทก็ไปด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะไปช่วยหรือไปป่วนแต่ไปกันสองคน ยังไงก็ต้องรอดกลับมาซักคนแหละน่ะ”
ชนมนตกใจ “แกคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”
“พูดขำๆ พี่ชนนี่คิดเยอะจริง ไม่ต้องกลัวไป พี่สองคนเค้าเป็นลูกนายตำรวจใหญ่ไม่มีใครกล้าทำไรหรอก แล้วพี่อิทกำลังชิงดำกับพี่ธรรม์ ไงก็ต้องลากตัวนายบ๊วยนั่นกลับมาให้ได้ ไม่ยอมเสียหน้าหรอก”

ชนมนยังคงไม่สบายใจอยู่ดี

อิทธิฤทธิ์พรวดพราดหาทางเข้าทางด้านหลังตึกที่จะเข้าไปถึงตัวเก่งกาจได้ใกล้ยิ่งขึ้น ธรรม์ตามมาดึงตัวอิทธิฤทธิ์ไว้

อิทธิฤทธิ์หันมาว่า “อย่ายุ่ง! รอๆอยู่นั่นแหละ ไม่รู้ไอ้บ๊วยตายไปยัง”
“ยังไม่ตาย..”
ธรรม์พยักหน้าไปทางข้างในตึกให้อิทธิฤทธิ์มองตามเข้าไป

ตี๋เล็กกับบ๊วยกลิ้งไปซุกตัวกระจุกกันอยู่ที่มุมหนึ่งของตึก ทั้งสองนั่งตัวสั่นงันงก เก่งกาจเดินตรงไปที่เข้แล้วตบจนเข้หน้าหันไปข้าง
“ใครสั่งให้ยิง!” เก่งกาจว่า
“ก็ผมเห็นพี่เก่งยกมือ..ผมก็นึกว่า..”
“แกนึกเอาเองได้งั้นเหรอ อย่าทำอะไรนอกเหนือคำสั่งชั้น”
“ดูเหมือนพี่เก่งจะมีปัญหาเรื่องลูกน้องเยอะอยู่ งั้นผมจะติดต่อใหม่วันหลังล่ะกัน” ชายรับของบอก
ชายทั้งสองพากันจะเดินออก
เก่งกาจขู่นิ่มๆ “ได้ แต่อย่าใจร้อนไปติดต่อเจ้าอื่นล่ะ พี่ไม่อยากมีปัญหาว่ะ”
“ผมว่า ตอนนี้พี่เก่งจัดการปัญหาที่ตามมาอีกจะดีกว่า”
ชายคนนั้นพูดจบก็เหลือบไปมองทางด้านหลังเป็นการบุ้ยใบ้ให้รู้ เก่งกาจปรายตามองตาม ธรรม์ไหวตัวทันก็รีบดึงอิทธิฤทธิ์หลบออกมาแต่ก็ไม่ทัน ทุกคนเห็นเสี้ยวหัวของอิทธิฤทธิ์ที่โผล่จากช่องประตูแล้ววูบหายไป
เก่งกาจสั่งเข้ทันที “เก็บพวกมันซะ!”
เข้รีบตรงไปหาตี๋เล็กกับบ๊วยที่ถอยหลังไปตามพื้นจนจนมุมหนีไปไหนไม่ได้
ตี๋เล็กกับบ๊วยร้องเสียงหลง “เฮ้ยๆ อย่าๆ อย่ายิง!”
ชายทั้งสองรีบฉากหนีเอาตัวรอดไปทันที อิทธิฤทธิ์พุ่งเข้ามาก่อนที่เข้จะยิงตี๋เล็กกับบ๊วยทิ้ อิทธิฤทธิ์ยิงเปรี้ยงเฉียดหัวเข้ไปอย่างตั้งใจเพราะเขายังไม่กล้ายิงใครจริงๆ
เข้สะดุ้งโหยง ตี๋เล็กกับบ๊วยได้จังหวะก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นพุ่งใส่เข้จนเข้ล้มลงปืนหลุดมือจากมือ ธรรม์พุ่งตามเข้ามาพลางยกปืนเล็งพร้อมๆ กับเก่งกาจที่เล็งปืนไปที่ธรรม์พอดี
“วางปืนซะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ!” ธรรม์บอก
“ผมรู้ว่า คุณเป็นใคร” เก่งกาจว่า
“ชั้นก็รู้ว่า แกเป็นใคร”
เข้ลุกขึ้นได้ก็ผวาไปหยิบปืนที่พื้น อิทธิฤทธิ์เตะปืนออกไปไกลๆแล้วหันมาเล็งปืนขู่เข้ไม่ให้ขยับตัว
ตี๋เล็กกับบ๊วยทรงตัวลุกขึ้นมาได้ เข้ได้โอกาสก็จับตัวตี๋เล็กไว้เพื่อเป็นโล่ป้องกันตัว
“เฮ้ย! ปล่อยๆ!”
เข้ผลักตี๋เล็กให้ล้มใส่อิทธิฤทธิ์,ทั้งอิทธิฤทธิ์กับตี๋เล็กล้มลง,ปืนในมืออิทธิฤทธิ์กระแทกพื้นปืนลั่นเปรี้ยง เข้ฉวยโอกาสรีบวิ่งหนีออกไปทันที เสียงปืนลั่นทำให้ธรรม์เสียสมาธิต้องหันไปมองอิทธิฤทธิ์ด้วยความเป็นห่วง
เก่งกาจได้จังหวะก็ยิงปืนใส่ธรรม์แต่ตั้งใจให้แค่เฉียด ธรรม์รีบหาที่กำบังแล้วยิงสวนไป เสียงหวอรถตำรวจดังขึ้น เก่งกาจรีบถอยร่นพลางยิงใส่ธรรม์เพื่อสกัดไม่ให้เขาตามมา เก่งกาจวิ่งหลบกระสุนปืนหลุดออกไปจากตึกร้างอย่างรวดเร็ว ธรรม์วิ่งไล่ตามเก่งกาจไปแต่กลับพบว่าเก่งกาจหายไปอย่างไร้ร่องรอย ธรรม์เจ็บแค้นใจ

ตำรวจ 2 นายกำลังประกบตัวบ๊วยที่ถูกใส่กุญแจมือแล้วเดินพาไปที่รถตำรวจ
บ๊วยโอดครวญ “ผมไม่ได้ทำไรผิด จับผมทำไม พี่หมวดๆ ผมไม่ได้ทำไรจริงๆ”
ธรรม์เดินมาหยุดตรงหน้าบ๊วย
“นายก็ให้ความร่วมมือกับทางเราสิ”
“ผมไม่รู้ ผมไม่รู้เรื่อง ผมไม่รู้จักพี่เก่ง ผมไม่รู้ว่าพี่เค้าอยู่ไหน ลูกพี่! ลูกพี่ช่วยผมด้วย”
อิทธิฤทธิ์กับตี๋เล็กเดินออกมาในสภาพยับเยิน ตี๋เล็กมองบ๊วยโดยไม่รู้จะช่วยอะไร เขาได้แต่ปล่อยให้ตำรวจพาตัวบ๊วยออกไป ธรรม์เดินกลับมาหาอิทธิฤทธิ์กับบ๊วย
“เดี๋ยวนายสองคนตามไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยล่ะ” ธรรม์บอก
“แล้วไอ้บ๊วยล่ะ” อิทธิฤทธิ์ถาม
“เรื่องนี้ชั้นจัดการเอง”
พูดจบธรรม์ก็เดินออกไป ตี๋เล็กหันมามองอิทธิฤทธิ์อย่างซาบซึ้งใจที่เขามาช่วยชีวิต แต่อิทธิฤทธิ์ไม่สนใจเพราะมัวแต่เป็นห่วงที่บ๊วยไม่ยอมให้ข้อมูลเรื่องเก่งกาจ
“ไอ้อิท..เออ..อิท..ขอบใจว่ะ ถ้านายไม่มาช่วยชั้น..ชั้นคงถูกฆ่าตายไปแล้ว นายนี่มันเพื่อนแท้จริงๆ” ตี๋เล็กพูด
ตี๋เล็กยิ่งพูดก็ยิ่งซึ้งใจที่ศัตรูอย่างอิทธิฤทธิ์มาเสี่ยงชีวิตช่วยเขาไว้ ตี๋เล็กน้ำตารื้นโผจะกอดอิทธิฤทธิ์
อิทธิฤทธิ์รีบห้าม “เฮ้ย! ไม่เอา”
อิทธิฤทธิ์เอามือยันอกตี๋เล็กไว้ทันก่อนที่เขาจะโผเข้ามากอด
“ชั้นไม่ได้มาช่วยนาย” อิทธิฤทธิ์นึกได้ “เออ..ถ้าคิดว่าติดหนี้ชีวิตชั้นอยู่ล่ะก็ นายต้องทำ
ให้ไอ้บ๊วยมันเปิดปากให้ได้ ทำได้ป่าว?”
“ได้ๆ เพื่อนายแล้ว ชั้นทำได้ทุกอย่าง” ตี๋เล็กว่า
ตี๋เล็กโผเข้ามากอดอิทธิฤทธิ์จนได้และกอดไว้แน่นจนอิทธิฤทธิ์ต้องผลักออกไป

ชนมนยังคงเป็นกังวลแม้จะรู้จากอิทธิฤทธิ์ว่าได้ตัวบ๊วยมาแล้ว อิทธิฤทธิ์มองชนมนอย่างเข้าใจ
“ไม่ต้องกลุ้มใจไป ตำรวจต้องมีวิธีทำให้ไอ้บ๊วยพูดแน่ ถึงตำรวจจะไม่มีหลักฐานที่แจ้งข้อหาไอ้บ๊วย แต่ยังคุมตัวมันไว้ได้ 48 ชั่วโมง มีเวลาเหลือเฟือที่เค้นคอเอาข้อ มูลจากมัน ยังไงเราต้องจับตัวไอ้เก่งกาจได้แน่”
ชนมนยังนิ่งและคิดหนักอย่างเป็นกังวล อิทธิฤทธิ์จับหัวชนมนโยกเบาๆ
“บอกว่าอย่ากลุ้ม อย่าเพิ่งคิดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ใครจะไปรู้ว่า พรุ่งนี้เราอาจจะได้ข่าวดีก็ได้”
ชนมนสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างตัดความกังวล
“ไม่กลุ้มก็ไม่กลุ้ม นายกลับไปได้แล้ว ไป ท่านผู้การคงเป็นห่วงนายอยู่” ชนมนว่า
“ไล่อีกแล้ว! นี่ชั้นเพิ่งไปเสี่ยงตายมา เจ็บมาด้วย เห็นป่ะ ทำแผลให้หน่อยดิ”
อิทธิฤทธิ์ทำแก้มป่องยื่นหน้าไปใกล้ๆหน้าชนมนก่อนจะชี้บริเวณที่ถูกเข้ต่อยมามีรอยฟกช้ำที่แก้ม
“รอเดี๋ยว..”

อิทธิฤทธิ์ยิ้มดีใจที่ชนมนยอมทำแผลให้

กล่องยาถูกวางลงบนโต๊ะ ชนมนเปิดกล่องยาออกแล้วหยิบขวดแอลกอฮอล์และสำลีออกมา
 
อิทธิฤทธิ์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เตรียมให้ชนมนล้างแผลให้เต็มที่ ชนมนดึงมืออิทธิฤทธิ์มาเช็ดทำความสะอาดแผลที่หลังมือที่ไปล้มถลอกมามีเลือดซิบๆอยู่
“กลับบ้านไป ก็หาอะไรเย็นๆประคบที่หน้า พรุ่งนี้จะได้ไม่ระบม”
อิทธิฤทธิ์อ้อน “แล้วเธอทำให้ไม่ได้เหรอ”
ชนมนไม่ตอบแต่ยังคงทำแผลให้ต่อไป อิทธิฤทธิ์จ้องมองชนมนนิ่งๆไปพักแล้วพลิกมือมาจับมือชนมนไว้ไม่ให้ชนมนทำแผลต่อ
“ชน..ปัญหาของพ่อเราสองคน ไม่เกี่ยวกับเรานะ แล้วไม่ว่ายังไง ชั้นจะไม่ปล่อยให้เธอต้องสู้ปัญหานี้คนเดียว เราจะสู้ด้วยกัน”
ชนมนซาบซึ้งใจ “ขอบใจนะ..อิท ถ้าไม่มีเธอ ชั้นก็คงแย่”
“คืนนี้ชั้นอยู่เป็นเพื่อนนะ”
ชนมนเลิกซึ้ง “จะบ้าเหรอ”
“ทำไมไม่ได้ล่ะ เธอจะอยู่กับชินสองคนได้ไง แล้วชั้นไม่อยากกลับไปให้พ่อด่า นะๆให้ชั้นอยู่เป็นเพื่อน แล้วพรุ่งนี้เราจะได้โรงพักด้วยกัน นะๆ ชน นะๆ”
เสียงชินพัฒน์ดังขึ้น “ไม่ต้องหรอก พี่อิท”
อิทธิฤทธิ์กับชนมนหันไปมองชินพัฒน์ที่ถือกระเป๋าเสื้อผ้ามือหนึ่งส่วนอีกมือจูงมณีมันตราเข้ามาด้วยอาการดี๊ด๊าสุดๆ
“เรามีพี่มาย่าอยู่เป็นเพื่อนแล้ว”
อิทธิฤทธิ์มองมณีมันตราที่มานอนค้างเป็นเพื่อนชนมนอย่างเซ็งจัดจนชนมนยิ้มขำออกมา

ธรรม์กับอิทธิพลเดินถกเรื่องคดีของชูชัยมาด้วยกัน
“นายบ๊วยยังไม่ยอมพูดครับ มันคงกลัวไอ้เก่งกาจจนหัวหด เราทั้งขู่ทั้งปลอบ มันก็ยังขอติดคุกดีกว่าให้ความร่วมมือกับตำรวจ ตอนนี้ผมเป็นห่วงว่า ไอ้เก่งกาจมันไหวตัวแล้ว แต่สายสืบรู้มาว่า มันมียาอยู่เป็นแสนเม็ด คงต้องหาทางระบายยาออกไปก่อนที่จะหนี คุณพ่อครับ”
ธรรม์เห็นอิทธิพลนิ่งไป อิทธิพลไม่อยากจะเชื่อว่าเก่งกาจเป็นคนฆ่าเที่ยงธรรม
อิทธิพลพึมพำ “..ไอ้เก่งกาจเป็นคนยิงเที่ยงธรรมจริงๆเหรอ แกเชื่อคำพูดของมาเฟียอย่างชาติชายงั้นเหรอ นายธรรม์”
ธรรม์นึกถึงตอนที่เขากับเก่งกาจเผชิญหน้าเล็งปืนใส่กัน เขาเห็นสีหน้าเก่งกาจมีแววสะใจ
“ตอนนี้ผมเชื่อคำพูดของคุณลุงแล้วล่ะครับ”
อิทธิฤทธิ์เดินเข้ามา พอเห็นพ่อยืนอยู่กับธรรม์ก็รีบย่องจะหลบออกไปทางอื่น ถนอมเดินเข้ามาปะหน้ากับอิทธิฤทธิ์พอดี
ถนอมเรียกเสียงดัง “คุณอิท!”
ธรรม์กับอิทธิพลหันไปมองอิทธิฤทธิ์ ถนอมโผเข้าไปจับตัวอิทธิฤทธิ์แล้วสำรวจตรวจตราไปทั่วเนื่องจากรู้เรื่องจากธรรม์แล้ว
“ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ คุณอิท! คิดยังไงคะเนี่ยถึงได้บุกไปจับผู้ร้าย ถ้าเกิดถูกยิงตายขึ้นมาจะว่าไงคะ”
อิทธิฤทธิ์ถาม “มีอะไรที่ป้าหนอมไม่รู้บ้างเนี่ย”
“เพราะมันไม่คิดน่ะซิ ถ้ามันคิดเป็น มันคงไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างนั้นหรอก” อิทธิพลว่า
“แต่ผมก็ได้พยานคนสำคัญมาได้ก็แล้วกัน” อิทธิ์ฤทธิ์คุย
“แล้วใช่หน้าที่ของแกมั้ย มันเป็นหน้าที่ของตำรวจ แกจะคิดแหกกฎไปถึงไหน ถ้าแกเกิดตายขึ้นมาจริงๆ รู้มั้ยว่า จะมีผลยังไงกับทางตำรวจ”
“หมายถึงไอ้ธรรม์ใช่มั้ย พ่อห่วงมันจะไม่ได้เลื่อนขั้นหรือไง มันจับตัวไอ้บ๊วยได้มันได้หน้าไปแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก” อิทธิฤทธิ์ประชด “เออ ผมไม่เป็นไร แค่โดนชกสองสามหมัด ขอบคุณที่เป็นห่วง”
อิทธิฤทธิ์จ้องหน้าธรรม์
“ไอ้ขี้ฟ้อง!”
ธรรม์สวน “เด็กไปเปล่า?”
อิทธิฤทธิ์ยิ่งฮึดฮัดโมโหก่อนจะเดินออกไป ถนอมเดินตามไปติดๆ
“สอบวันนี้เป็นยังไงบ้างคะ คุณอิท ทำได้มั้ยคะ” ถนอมถาม
อิทธิฤทธิ์ตอบเสียงดัง “ไม่รู้!!”
อิทธิพลกับธรรม์มองตามอิทธิฤทธิ์อย่างไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี

ชนมนกับมณีมันตราในชุดนอนนั่งพิงพนักอยู่บนเตียง โดยที่ชนมนนั่งพิมพ์โครงงานวิจัย ส่วนมณีมันตรานั่งท่องบท ชนมนพิมพ์ๆหยุดๆอย่างไม่มีสมาธิ มณีมันตราหันมามองชนมนอย่างเห็นใจ
“พี่ชน...”
“พี่ไม่เป็นไรหรอก แค่ไม่ชินที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วย ตั้งแต่แม่ตาย พ่อก็ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนเลย สงสัยวันนี้พี่คงไม่มีใจทำอะไรแล้ว”
“พี่ชนพิมพ์อะไรอยู่คะ ย่าช่วยมั้ย”
“ไม่ต้องหรอก ย่ามาอยู่เป็นเพื่อน พี่ก็ขอบคุณมากแล้ว ท่องบทไปเถอะ”
ชินพัฒน์โผล่หน้ามาจากฟูกที่นอนบนพื้น
“ผมช่วยต่อบทให้มั้ยครับ พี่มาย่า ผมเล่นเป็นราเชนทร์ให้เอง”
“อย่ามายุ่งกับย่าเค้า ไม่งั้นกลับไปนอนห้องตัวเองเลย ไป” ชนมนไล่
ชินพัฒน์ไม่ฟังแต่เบียดตัวเข้ามาแทรกกลางระหว่างชนมนกับมณีมันตรา
“ไอ้ชิน!”
มณีมันตราขำชิน “ไม่เป็นไรค่ะ พี่ชน”
ชินพัฒน์เคลิ้ม “โอ๊ย! ฝันเป็นจริง!”
ชินพัฒน์เอียงตัวจะไปซบไหล่มณีมันตราแต่ถูกชนมนกระชากคอเสื้อกลับมา
“พี่ชนอะ!”
“ไม่ต้องมาอะ ลงไปนอนที่เดิม ไป” ชนมนไล่
ชนมนยกโน้ตบุ๊ตไปวางที่โต๊ะหัวเตียงแล้วจัดการลากชินพัฒน์ลงจากเตียง
“ไม่ๆๆ ผมจะอยู่กับนางฟ้าของผม”
“แกอย่าทำเนียน ลงไป!”
ชนมนทั้งลากทั้งดึงแต่ทำอะไรชินพัฒน์ไม่ได้เพราะเขาปักหลักอยู่บนเตียง ชนมนเอาหมอนตีชินพัฒน์ ชินพัฒน์หยิบหมอนมาตีกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“สู้เหรอ!”
“ผมสู้ตายเพื่อพี่มาย่า”
ชนมนกับชินพัฒน์ลุกขึ้นฟาดหมอนใส่กันอย่างจริงจัง มณีมันตราหยิบหมอนมาฟาดใส่ชินพัฒน์ด้วย
ชินพัฒน์เจ็บปวด “พี่มาย่า”
ชนมนกับมณีมันตรารุมเอาหมอนฟาดชินพัฒน์แล้วลากเขาลงจากเตียงจนได้ ชนมนกับมณีมันตราหัวเราะสนุก
 
ทั้งสองต่างมองหน้ากันที่ทำให้เรื่องชูชัยที่เครียดๆอยู่ลดลงไปได้
 
อ่านต่อหน้า 3

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13 (ต่อ)

เช้าวันใหม่ บ๊วยนั่งหงอยอยู่ในห้องขังที่มีเพื่อนร่วมห้องขัง 2-3 คน
 
ธรรม์เดินนำตี๋เล็กเข้ามาที่หน้าห้องขัง พอบ๊วยเห็นตี๋เล็กก็รีบลุกไปหาทันที
“ลูกพี่!!”
ธรรม์พยักหน้ากับตี๋เล็กให้เกลี้ยกล่อมบ๊วย บ๊วยมองหน้าธรรม์แล้วหันมามองตี๋เล็ก
“ผมรู้ว่า ลูกพี่มาทำไม ผมทำไม่ได้จริงๆ ผมยอมติดคุก ผมไม่อยากตาย”
“พรุ่งนี้เราก็ต้องปล่อยตัวนายแล้ว ไอ้เก่งกาจไม่เอานายไว้แน่ ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี” ธรรม์บอก
“ผมหาทางหนีมันได้ก็แล้วกัน” บ๊วยบอก
“แล้วชั้นล่ะ แกจะปล่อยให้มันมาเก็บชั้นคนเดียวงั้นสิ” ตี๋เล็กถาม
บ๊วยนิ่งอึ้งไป
“ทางเดียวที่เราจะรอดปลอดภัย ก็คือจับไอ้เก่งกาจเข้าคุก แกต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจ เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” ตี๋เล็กบอก
ธรรม์เสริม “และนี่จะเป็นโอกาสเดียวที่นายจะได้ทำดีชดใช้ความผิดที่ได้ทำมา”
“ว่าไง ไอ้บ๊วย บอกมาได้ยังว่า ไอ้เก่งกาจมันหลบอยู่ที่ไหน”
“พี่ก็เห็นแล้วว่า ไอ้เก่งกาจมันโหดแค่ไหน ถ้ามันไม่แน่จริง มันไม่รอดมาเป็นสิบปีหรอก ลูกพี่ ผม..ผมไม่อยากตายจริงๆ ผมไม่เอาด้วยหรอก”
“ชั้นถามแกจริงๆ ไอ้บ๊วย แกยังเห็นชั้นเป็นลูกพี่ของแกอยู่หรือเปล่าวะ”
บ๊วยนิ่งอึ้งไปอย่างตัดสินใจ ธรรม์มองบ๊วยอย่างมีความหวังขึ้นมา

ธรรม์นำกำลังตำรวจ 4-5 นายบุกเข้าตรวจค้นในร้านเกมร้านที่หนึ่งแต่คว้าน้ำเหลว ธรรม์นำกำลังตำรวจบุกเข้าตรวจค้นร้านเกมร้านที่สอง ธรรม์กับตำรวจ 4- 5 นายตรวจค้นในร้านอย่างละเอียด ตำรวจ 2 นายขนกล่องยาบ้าออกมาจากทางด้านหลังร้านแล้วเปิดกล่องออก
ธรรม์เดินเข้ามาตรวจดูก็เห็นยาบ้าถุงใหญ่อยู่ใต้แผ่นเกมที่วางปิดไว้
ตำรวจ 2 นายจับกุมเจ้าของร้านพาออกมาจากในร้าน
ตำรวจ 3-4 นายทยอยขนกล่องยาบ้าออกมาจากในร้าน ธรรม์กับนายตำรวจ 2 คนเดินรั้งท้าย ขณะที่อิทธิพลยืนสั่งการอยู่กับลูกน้อง 2 คน
“นี่เป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ ให้ตำรวจชุดติดตามจับกุมลงมือได้ทันที”
ธรรม์เดินมารายงานกับอิทธิพลอย่างเป็นทางการ
“เจ้าของร้านจำนนด้วยหลักฐาน ก็เลยยอมรับสารภาพว่า เป็นคนให้นายเก่งกาจหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ แต่ปฏิเสธว่าไม่รู้ว่า นายเก่งกาจหนีไปไหน แต่จากการสอบปากคำนายบำรุง (บ๊วย) คาดว่ามันคงหนีกลับไปชายแดนข้ามไปกบดานที่บ่อนของมันครับ”
“เราตั้งด่านสกัดไว้ทุกเส้นทางแล้ว ยังไงมันก็หนีไม่พ้นแน่” อิทธิพลบอก
ธรรม์นิ่งคิดจะตามไล่ล่าเก่งกาจให้ถึงที่สุด

เก่งกาจกับเข้ที่ยืนหลบมุมมองมาที่ร้านเกม เก่งกาจจับตามองธรรม์กับอิทธิพลอยู่
“พี่เก่งจะรออะไร เรารีบหนีกันเถอะ” เข้บอก
เก่งกาจยังใจเย็น “คราวนี้ท่าเราจะไม่รอดว่ะ”
“เมื่อวานพี่เก่งน่าจะฆ่าไอ้หมวดนั่นซะ คราวนี้เราเสียหายไปเป็นสิบล้านก็เพราะมันคนเดียว ให้ผมไปเก็บมันมั้ย พี่ จะได้หายแค้นหน่อย”
“หมวดธรรม์เป็นถึงลูกชายท่านผู้การ จะให้ตายง่ายๆ ได้ยังไง สุดท้ายไอ้ผู้การก็เข้าข้างไอ้ชาติชาย หันมาเล่นงานชั้น งั้นเราคงต้องทบทวนความหลังให้ท่านซะหน่อยแล้ว เสียเพื่อนกับเสียลูก อย่างไหนเจ็บกว่ากันวะ ไอ้เข้”
เก่งกาจนิ่งคิดแผนการอย่างร้ายกาจ

ชนมนกับชินพัฒน์เดินออกมาส่งมณีมันตรา ชินจูงมือมณีมันตราแน่นจนชนมนต้องดึงมือมณีมันตราออก
“มากไปแล้ว ไอ้ชิน” ชนมนพูดกับมณีมันตรา “คืนนี้ย่ากลับไปนอนที่บ้านเถอะ ไม่ต้องห่วงพี่หรอก”
“ได้ไง พี่ชนอย่าขัดขวางความรักของคนอื่นให้มากนัก เดี๋ยวเจอเข้ากับตัวเองจะรู้ว่า มันเจ็บปวดแค่ไหน”
“เพ้อเจ้อตลอด!” ชนมนว่า
“พี่ชนไม่ต้องเกรงใจย่าเลย เดี๋ยวย่าแคสติ้งเสร็จ แล้วจะรีบกลับมานะคะ” มณีมันตราบอก
“เห็นมะ พี่มาย่าอยากมาอยู่กับผม”
“ชิน..พี่ย่ามีแฟนแล้วนะ” มณีมันตราบอก
“ตราบใดที่พี่มาย่ายังไม่แต่งงาน ผมถือว่า ผมยังมีสิทธิ์”
“น้องชั้นมันไม่ปกติจริงๆ ย่ารีบไปเถอะ ไปก่อนเวลา จะได้มีเวลาเตรียมตัว พี่รู้ว่างานนี้สำคัญกับย่ามาก พี่เอาใจช่วยนะ”
“ย่าก็เอาใจช่วยพี่ชนเหมือนกัน พี่ชนต้องสอบชิงทุนได้แน่ๆ แล้วต้องส่งโครงงานวิจัยวันจันทร์ใช่มั้ยคะ เดี๋ยวคืนนี้เรามาช่วยกันนะคะ”
ชนมนหันไปมองชินพัฒน์เพราะรู้ว่าชินพัฒน์ต้องเป็นคนบอก
“คนรักกันไม่มีความลับต่อกันหรอก” ชินพัฒน์บอก
“แต่ย่ายังไม่รู้เลยว่า พี่ชนไปสอบชิงทุนเรียนต่อป.โทที่ไหน”
“ถ้าพี่ชนสอบได้ ต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษครับ พี่มาย่า”
“ย่าอย่าบอกใครเรื่องนี้นะ โดยเฉพาะนายอิท ห้ามรู้เด็ดขาด” ชนมนกำชับ
อิทธิฤทธิ์เดินลิ่วๆตรงมาจากหน้าบ้าน “ชน!”
ชนมนรีบพูดก่อนที่อิทธิฤทธิ์จะมาถึงตัว “เดี๋ยวสอบไม่ได้ อายเค้าน่ะ”
แต่มณีมันตราไม่ค่อยเชื่อที่ชนมนบอกนัก
อิทธิฤทธิ์พูดขึ้น “ข่าวดี ชน!”

อิทธิฤทธิ์เดินอย่างเริงร่ามาถึงตัวชนมนโดยไม่ได้สังเกตว่ามณีมันตรากับชนมนมองหน้ากันอย่างแปลกๆ

อิทธิฤทธิ์กับชนมนเดินมาส่งมณีมันตราที่รถที่จอดอยู่
 
ชินพัฒน์พยายามเดินล้ำหน้ามาเคียงข้างมณีมันตราแต่ถูกชนมนผลักให้เดินตามหลัง
“เราต้องได้ตัวไอ้เก่งกาจมาก่อน ถึงเรียกได้ว่า เป็นข่าวดี” ชนมนบอก
“พ่อชั้นลงมาคุมคดีเอง รับรองวันนี้ต้องได้ตัวไอ้เก่งกาจแน่”
“แล้วพรุ่งนี้คุณลุงก็ต้องได้กลับบ้านแน่ๆค่ะ พี่ชน” มณีมันตราให้กำลังใจ
ทุกคนเดินมาถึงรถของมณีมันตรา มณีมันตรากดรีโมทเปิดรถ ชินพัฒน์แทรกตัวเข้ามาจับมือมณีมันตราไว้แล้วพูด
“พี่มาย่า พยายามเข้านะครับ บทโรสลินต้องเป็นของพี่มาย่าแน่ๆ”
“ขอบคุณค่ะ น้องชิน..” มณีมันตราพูดกับอิทธิฤทธิ์และชนมน “ย่าไปนะคะ ขอให้เราทุกคนโชคดีในทุกๆเรื่อง”
ชินพัฒน์เปิดประตูรถให้มณีมันตราขึ้นรถไปพร้อมๆที่รถเก่งกาจแล่นมาจอดกลางถนน อิทธิฤทธิ์เห็นเข้กับลูกน้องลงจากรถก็รีบบอกทุกคน
“ขึ้นรถไป!”
อิทธิฤทธิ์ดันชนมนให้เข้าไปในรถ ชินพัฒน์รีบลนลานตามพี่สาวไปด้วย
ชินพัฒน์ตกใจ “เกิดไรขึ้นๆ”
เข้กับลูกน้องตรงเข้าไปหาอิทธิฤทธิ์
อิทธิฤทธิ์ตะโกน “ล็อคประตู!”
ยังไม่ทันที่อิทธิฤทธิ์จะขยับตัวทำอะไร เข้กับลูกน้องก็เข้าประกบตัวอิทธิฤทธิ์ไว้ได้ เข้ยกปืนที่อยู่ใต้เสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาจ่ออิทธิฤทธิ์
“ถ้าไม่อยากตาย ก็ไปด้วยกันซะดีๆ”
ชนมน มณีมันตราและชินพัฒน์ที่อยู่ในรถมองเข้จับตัวอิทธิฤทธิ์ไปอย่างตื่นตกใจ
“อิท!” ชนมนลืมตัวเปิดประตูพรวดออกไปจากรถโดยไม่ทันคิดว่าเข้จะมีปืน
มณีมันตรากับชินพัฒน์ร้องพร้อมกัน “พี่ชน!!”
ชนมนไล่ตามเข้กับลูกน้องที่ประกบตัวอิทธิฤทธิ์ขึ้นรถไปแล้วมองหาคนช่วย
ชนมนตะโกน “ช่วยด้วย! มีคนถูกลักพาตัว! ช่วยด้วย”
เข้ผลักอิทธิฤทธิ์เข้าไปในรถ อิทธิฤทธิ์ขยับจะออกไปช่วยชนมนแต่ก็ต้องชะงักเมื่อลูกน้องคนขับรถถือปืนจ่อมาจากหน้ารถ
ชนมนตะโกน “ช่วยด้วย!”
เข้กับลูกน้องตรงเข้ามาลากตัวชนมนแล้วโยนเข้าไปในรถอีกคน เข้ตามเข้าไปด้านหลังส่วนลูกน้องรีบขึ้นหน้ารถข้างคนขับแล้วปิดประตูปังอย่างเร็ว จากนั้นรถของเก่งกาจก็แล่นออกไปทันที
มณีมันตรากับชินพัฒน์ได้สติรีบลงจากรถแต่รถเก่งกาจก็แล่นไปไกลลิบแล้ว
“พี่ชน!!”
มณีมันตราจับชินพัฒน์ไว้อย่างตื่นตกใจเพราะทำอะไรไม่ถูกด้วยกันทั้งคู่

มือถือของมณีมันตราในระบบสั่นสั่นไม่หยุดและมีแสงวูบวาบ หน้าจอมีชื่อ”พี่เมนี่” จากนั้นมือถือของมณีมันตรากับบทละครก็ไหลร่วงออกมาจากกระเป๋าเหมือนโดนเจ้าของโยนไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ หน้าจอมือถือของมณีมันตรามีชื่อ”พี่เมนี่” ขึ้นมาอีกสองสามครั้งแล้วดับวูบไป
มณีมันตรากับชินพัฒน์นั่งเกาะกันแจเพราะยังคงช็อคไม่หายกับการเห็นอิทธิฤทธิ์กับชนมนถูกลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา ธรรม์นั่งซักถามมณีมันตรากับชินพัฒน์อย่างเคร่งเครียดแต่ก็ยังดูใจเย็นอยู่
“ย่า..ตั้งสติให้ดีๆ ค่อยๆนึกไป เดี๋ยวก็จำได้เอง” ธรรม์ค่อยๆตะล่อมถาม “พวกมันมากันกี่คน มารถอะไร พอจะจำทะเบียนรถมันได้มั้ย”
“นึกยังไง ก็จำไม่ได้หรอก พี่ธรรม์” ชินพัฒน์บอก
มณีมันตราไม่แน่ใจ “พวกมันมา..มารถโฟร์วีล..สีดำ..ทะเบียนรถ...” มณีมันตรานึกไม่ออก
มณีมันตรามองไปที่ตำรวจ 3-4 นายที่กำลังตรวจที่เกิดเหตุหน้าบ้านชนมนทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์น่ากลัวขึ้นไปอีก
“พี่ธรรม์ไม่ต้องมาถามไรแล้ว รีบไปช่วยพี่ชนเร็วๆเข้า!”
มณีมันตรานึกได้ที่เห็นอิทธิฤทธิ์จำเข้ได้ในทันที “ย่าว่า อิทรู้จักกับพวกมันค่ะ พี่ธรรม์”
อิทธิพลเดินตรงเข้ามาด้วยความร้อนใจ ตำรวจ 4-5 นายที่อยู่หน้าบ้านพากันทำความเคารพพรึ่บพรั่บ
อิทธิพลพูดกับธรรม์ “ว่าไง รู้หรือยังว่าใครจับนายอิทไป”
“ตอนนี้เรายังไม่รู้อะไรแน่ชัดครับ แต่พวกมันน่าจะเป็นมืออาชีพ ถึงได้ลงมืออย่างรวดเร็วแบบนี้”
“พวกมันเป็นโจรเรียกค่าไถ่งั้นเหรอ ไม่น่าจะใช่…”
เสียงมือถือของอิทธิพลดังขัดจังหวะ อิทธิพลหยิบมือถือขึ้นมากดรับ
เสียงเก่งกาจดังมาจากปลายสาย “สวัสดีครับ ท่านผู้การ ได้ข่าวว่าท่านกำลังตามหาตัวลูกชายอยู่”
“แกเป็นใคร!”

ทุกคนหันไปมองอิทธิพลเป็นตาเดียว อิทธิพลเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

เก่งกาจคุยโทรศัพท์มือถืออยู่หน้าโกดังร้าง

เก่งกาจพูดกวนๆ “ไม่ต้องห่วงนะครับ ตอนนี้ลูกชายของท่านปลอดภัยดี แต่ตอนนี้ผมขอคิดดูก่อนว่าจะส่งลูกชายท่านกลับคืนไปยังไงดี แล้วผมจะติดต่อกลับไปนะครับ”
“ชั้นถามว่า แกเป็นใคร!!” อิทธิพลขึ้นเสียง
“ไปถามไอ้ชาติชายเพื่อนรักของท่านดู แล้วท่านจะทราบเองว่า ผมเป็นใคร”
เก่งกาจกดมือถือปิดไปแล้วยิ้มอย่างพอใจสุดๆ อิทธิพลคิดอย่างรวดเร็ว
“ไอ้เก่งกาจ!”
อิทธิพลกับธรรม์มองหน้ากันอย่างรู้ว่าเป็นเรื่องแล้ว

รถเก่งกาจแล่นมาจอดที่หน้าโกดังร้าง เข้กับลูกน้อง 2 คนช่วยกันพาตัวอิทธิฤทธิ์กับชนมนลงจากรถ อิทธิฤทธิ์กับชนมนเถียงกันมาตลอดทาง
อิทธิฤทธิ์โกรธ “ชั้นสั่งแล้วใช่มั้ยว่า ให้อยู่ในรถ”
“ชั้นก็บอกแล้วว่า ไม่ทันคิดๆ บ่นอยู่ได้” ชนมนว่า
“ทีตัวเองสั่งเอาๆ ทีชั้นสั่งล่ะไม่ฟัง”
“นี่นายจะโกรธอะไรนักหนานะ นายอิท”
“เฮ้ย! เงียบซักที!!” เข้ปรามแล้วเห็นเก่งกาจเดินเข้ามา “พี่เก่ง”
อิทธิฤทธิ์กับชนมนชะงักกึกไป เขารีบหันไปมองตามก็เห็นเก่งกาจเดินเข้ามา
“ได้ตัวมาแล้ว พี่เก่ง แต่มีตัวแถมมาด้วย เอาไงดี พี่” เข้ถาม
เก่งกาจมองชนมน “นี่มันลูกสาว..ไอ้ชาติชาย”
อิทธิฤทธิ์รีบยืนบังตัวชนมนไว้อย่างปกป้องทันที
อิทธิฤทธิ์พูด “แกต้องการตัวชั้นคนเดียวไม่ใช่เหรอ งั้นปล่อยตัวชนไป”
เก่งกาจทำเป็นคิด “นั่นสิ เอาไงดีล่ะ ไม่ปล่อยดีกว่า เอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้”
เก่งกาจมองชนมนอย่างพอใจที่เข้จับชนมนมาด้วย เขาตบไหล่เข้เบาๆ
“ทำดีมาก!”
เก่งกาจเดินนำเข้าไปในโกดัง ชนมนหันไปมองอิทธิฤทธิ์อย่างหวาดกลัว
“มันเป็นใคร อิท!” ชนมนถาม
“ไอ้เก่งกาจ.. มันนี่แหละที่ฆ่าพ่อของนายธรรม์”
ชนมนยิ่งกลัวขึ้นไปอีก อิทธิฤทธิ์จับมือชนมนไว้แน่นอย่างปลอบใจ

อิทธิพลกับธรรม์ยืนปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด
“คุณพ่อครับ ถึงไอ้เก่งกาจจะจับตัวอิทกับชนไปจริงๆ เราก็ต้องแน่ใจก่อนว่า มันยังไม่ทำอะไรสองนั่น”
“ตอนนี้มันยังไม่กล้าทำอะไรแน่ แต่ถ้าสองคนนั้นหมดประโยชน์เมื่อไหร่”
มณีมันตรากับชินพัฒน์ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ทันได้ยินที่อิทธิพลพูด
“หมายความว่ายังไงคะ คุณลุง” มณีมันตราถาม
“พวกมันจะฆ่าพี่ชนกับพี่อิทเหรอครับ ผมต้องไปบอกพ่อ ! พ่อเป็นมาเฟียเก่า พ่อต้องช่วยได้แน่ ผมไม่รอแล้ว!”
มณีมันตราดึงชินพัฒน์ไว้ “ใจเย็นๆนะ ชิน ทุกคนกำลังช่วยกันอยู่ ใช่มั้ยคะ พี่ธรรม์ พี่ธรรม์จะต้อง
ช่วยอิทกับพี่ชนกลับมาได้ใช่มั้ยคะ”
“เราจะพยายามกันจนถึงที่สุด เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้อย่าให้ใครรู้ เข้าใจนะ ย่า”
เสียงมือถือของอิทธิพลดังขึ้น อิทธิพลสบตามองธรรม์เป็นสัญญาณว่าเก่งกาจจะโทรมาอีกครั้ง อิทธิพลเดินออกไปให้ห่างจากมณีมันตราและชินพัฒน์แล้วค่อยกดรับโทรศัพท์
ธรรม์พูดกับมณีมันตรา “ฝากดูแลชินด้วยนะ”
ธรรม์รีบตามอิทธิพลไปอย่างจดจ่อกับสถานการณ์ตรงหน้า
อิทธิพลคุยมือถืออย่างเอาเรื่อง “แกต้องการอะไร”
มณีมันตรากับชินพัฒน์จะตามอิทธิพลออกไป แต่ชินพัฒน์เห็นมือถือของมณีมันตราที่อยู่บนโต๊ะสั่นวูบวาบ
“พี่มาย่าครับ”
มณีมันตราหันไปมองตามชินพัฒน์แล้วก็เห็นมือถือกับบทละครที่ไหลร่วงออกมาจากกระเป๋า
มณีมันตรานึกได้ “ตายแล้ว!”
มณีมันตรารีบคว้ามือถือขึ้นมากดรับทันที
“พี่เมนี่คะ หนูขอโทษจริงๆค่ะ วันนี้หนูไปแคสติ้งไม่ได้แล้วค่ะ”
มณีมันตรารอฟังคำตอบจากเมนี่อย่างร้อนใจ

เมนี่กำลังพูดโทรศัพท์มือถือกับมณีมันตรา
“นี่วันนี้มาอารมณ์ไหนอีกล่ะ มาย่า เธอนี่อารมณ์ขึ้นๆลงๆตลอดเลยนะ วันนี้นึกไม่อยากมา ก็ไม่มาซะงั้น”
เมนี่ปิดมือถือไว้ไม่ให้มณีมันตราได้ยินการใส่ไฟ แล้วเมนี่ก็กระซิบกระซาบกับอรุณวตีที่ยืนรอฟังอยู่
“มาย่าเป็นอย่างนี้ประจำค่ะ คุณวตี บางวันเกิดอารมณ์ติสต์ๆ เออ อารมณ์ศิลปินขึ้นมา ก็จะเบี้ยวงานซะเฉยๆ”
มณีมันตราคุยโทรศัพท์กับเมนี่ต่อ
“พี่เมนี่คะ พี่เมนี่ก็รู้จักหนูดี ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ หนูไม่เคยผิดนัดเรื่องงาน”
“แล้วเรื่องจำเป็นของเธอ มันคือเรื่องอะไรล่ะ”
มณีมันตราไม่รู้จะบอกยังไงดี “เกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นที่บ้านน่ะค่ะ หนูต้องรอดูสถานการณ์”
“เรื่องที่บ้านอะไรกัน พ่อแม่เธอก็อยู่เมืองนอกกันหมด ขอถามหน่อยเถอะว่า เรื่องฉุกเฉินที่ว่าน่ะ มีหมวดธรรม์มาเกี่ยวข้องด้วยมั้ย อย่าได้โกหกชั้นเชียวนะ มาย่า”
มณีมันตรานิ่งเพราะไม่กล้าตอบอะไร
“ชั้นนึกแล้วเชียว! งั้นก็อยู่แก้ปัญหาชีวิตรักของเธอไปแล้วกัน เรื่องงานไม่เคยสำคัญสำหรับเธออยู่แล้วนี่ แค่นี้นะ”
เมนี่ทำหน้าหน่ายให้อรุณวตีเห็นว่ามณีมันตราเกินที่จะเยียวยาจริงๆ
“เดี๋ยวค่ะ พี่เมนี่ หนูขอคุยกับคุณวตีได้มั้ยคะ หนูขออธิบาย..”
เมนี่ปิดมือถือไปทันที มณีมันตรายืนงงกับการตัดบทของเมนี่ ชินพัฒน์เดินเข้ามาหามณีมันตรา
“พี่มาย่าไปเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมดูแลตัวเองได้”
“ไม่เป็นไร พี่เลื่อนนัดได้แล้ว พี่จะอยู่รอฟังข่าวดีกับชินนะ”

มณีมันตราฝืนยิ้มให้ชินพัฒน์ แม้จะรู้สึกผิดหวังอย่างแรงที่ต้องพลาดงานสำคัญไป

เมนี่พานุกนิกเข้ามาหาอรุณวตีที่ยืนมองกระดานผังตัวละครอยู่อย่างพิจารณา
 
“พี่เมนี่มีข่าวดีอะไรเหรอคะ”
“เดี๋ยวก็รู้เองค่ะ น้องนุกนิก” เมนี่บอก
อรุณวตีมองรูปถ่ายของมณีมันตรากับนุกนิกที่อยู่ในมืออย่างพิจารณา บนกระดานผังตัวละคร-ชื่อตัวละครโรสลินกับนีรชายังคงว่างเปล่า เมนี่พานุกนิกมาหาอรุณวตี
“คุณวตีคะ เรื่องมาย่านี่จะทำยังไงดีคะ หรือว่าจะให้เมนี่โทรไปขอร้องอีกครั้ง แต่เมนี่โทรไปหลายครั้งแล้ว แต่น้องก็ไม่ยอมรับสายค่ะ นี่ยังไม่ทันได้เล่น ก็แผลงฤทธิ์ซะแล้ว ตอนนี้มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใครที่จะรับบทโรสลินได้แล้วนะคะ นอกจากน้องนุกนิกคนเดียว”
เมนี่ผลักนุกนิกให้ไปยืนตรงหน้าอรุณวตีเพื่อให้พิจารณาอีกครั้ง
“คุณวตีคะ หนูอยากขอโอกาสพิสูจน์ความสามารถของหนู หนูเห็นพี่มาย่าเป็นตัวอย่างแล้ว หนูจะไม่มีวันทำให้คุณวตีผิดหวังเป็นอันขาด และที่สำคัญหนูรักการแสดงยิ่งอะไรในโลกนี้ค่ะ คุณวตี”
“ไหนเธอลองอ่านบทองก์ 2 ฉาก 6 ซิ”
“บทอยู่ไหน เอามาเร็วเข้าๆ” เมนี่เร่ง
ผู้ช่วยของอรุณวตีรีบส่งบทให้เมนี่ เมนี่กับนุกนิกรีบพลิกหาฉาก 10 อย่างตื่นเต้น
“แล้วคุณวตีจะให้น้องนุกนิกอ่านบทใครคะ” เมนี่ถาม
“บทของโรสลีน”
“ขอบคุณค่ะ คุณวตี” นุกนิกพูด
นุกนิกคว้าบทจากมือเมนี่เดินไปเตรียมอ่านบทแคสติ้งทันที
“นี่ตกลงคุณวตีเลือกน้องนุกนิกแล้วใช่มั้ยคะ” เมนี่ถาม
“ก็อยู่ที่ว่าเด็กของคุณมณีจะกระเทาะเปลือกความไร้เดียงสาปลอมๆที่ห่อหุ้มตัวอยู่ ออกไปได้หรือเปล่า”
เมนี่มองอรุณวตีอย่างงงๆ เพราะไม่เข้าใจ แต่อรุณวตีเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่านุกนิกไม่ได้ใสซื่อ

อิทธิพลเดินตรงไปที่รถพร้อมกับตำรวจลูกน้อง 2 นายที่เดินตามแทบไม่ทัน ธรรม์เดินตามมาขวางทางอิทธิพลไว้
“คุณพ่อครับ คุณพ่อแน่ใจหรือครับว่า ถ้าเราทำตามคำเรียกร้องของไอ้เก่งกาจแล้วมันจะยอมปล่อยตัวอิทกับชน”
“ตอนนี้เราไม่มีทางเลือก”
“ถ้าเรายอมยกเลิกด่านสกัดทุกจุด ก็เท่ากับปิดโอกาสที่จะจับตัวมันได้นะครับ”
“ก็ยังไม่ปิดโอกาสซะทีเดียวหรอก”
“ยังไงล่ะครับ นี่ไอ้เก่งกาจมันเรียกร้องอะไรอีกงั้นหรือครับ” ธรรม์ถาม
ธรรม์มองอิทธิพลด้วยความสงสัยว่ามีข้อเรียกร้องอะไรของเก่งกาจที่เขายังไม่รู้

ชูชัยเดินออกมาทางห้องขัง โดยธรรม์เดินพาตัวชูชัยออกมา ชูชัยเดินแซงหน้าธรรม์อย่างร้อนใจแล้วรีบตรงไปหาอิทธิพลที่ยืนรออยู่
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ! ไอ้เก่งกาจมันจับชนไปได้ยังไง!”
อิทธิพลมองธรรม์แล้วก็รู้ว่าธรรม์เล่าเรื่องทุกอย่างให้ชูชัยฟังแล้ว
“ไม่ใช่เวลาที่จะถาม แกรีบไปรับตัวหนูชนดีกว่า ไอ้เก่งกาจมันให้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว”
“ชั้นรู้จักไอ้เก่งกาจดี มันไม่มีทางที่จะปล่อยตัวชนง่ายๆ” ชูชัยว่า
“ชั้นก็คิดว่าอย่างงั้นเหมือนกัน มันต้องการตัวแกมากกว่า ชั้นจะให้นายธรรม์กับทีมตำรวจที่ติดตามคดีนี้ไปด้วย”
“ไม่ต้อง ไอ้เก่งกาจให้ชั้นไปคนเดียว ถ้ามีตำรวจไปด้วย มันได้ฆ่าชนแน่” ชูชัยว่า
“ไม่ได้ แกต้องทำตามที่ชั้นสั่ง ชั้นยอมมาประกันตัวแกตามที่ไอ้เก่งกาจต้องการก็เพื่อให้แกเป็นคนพาเราไปที่ซ่อนตัวของมัน มันบอกว่า แกจะรู้เองว่า ต้องไปรับลูกสาวที่ไหน บอกมาว่า มันคือที่ไหน”
“ชั้นก็คิดอยู่แล้วว่า แกไม่ได้คิดจะช่วยลูกสาวชั้นจริง แกไม่เคยเปลี่ยน ขอให้งานสำเร็จลุล่วง ใครจะเป็นจะตาย ก็ช่างหัวมันงั้นสิ?!” ชูชัยไม่พอใจ
“คุณลุงครับ ไอ้เก่งกาจไม่ได้จับตัวชนไปคนเดียว มันจับตัวนายอิทไปด้วย มันยอมปล่อยตัวประกันให้หนึ่งคนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้คุณพ่อยกเลิกคำสั่งไล่ล่าจับตัวมัน แล้วมันก็ให้คุณพ่อเลือกว่า จะให้ปล่อยตัวใคร อิทหรือว่าชน” ธรรม์บอก
ชูชัยนึกไม่ถึง “ไอ้พล!”
“ตอนนี้ชีวิตลูกชายของชั้นขึ้นอยู่กับแกแล้ว บอกมาได้หรือยังว่า ตอนนี้ไอ้เก่งกาจมันอยู่ที่ไหน?”
ชูชัยยอมร่วมมือ “ไอ้เก่งกาจมันพูดว่าอะไรอีก บอกมาให้หมด!”
อิทธิพลกับชูชัยต่างมองหน้ากันพร้อมๆ กับความมึนตึงที่เริ่มลดลง

ณ โกดังร้างที่มืดหม่นฝุ่นตลบมีบรรยากาศเหมือนเมื่อสิบห้าปีก่อน
เก่งกาจพูด “ถ้าพี่ชาติชายไม่แก่จนความจำเสื่อม ก็จะรู้เองว่า ต้องมารับลูกสาวที่ไหนผมบอกใบ้อีกนิดก็ได้ ให้พี่ชาติชายมาที่ที่เราพบกันครั้งสุดท้าย และคราวนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆที่เราจะได้พบกัน!! ”
อิทธิฤทธิ์กับชนมนถูกจับเอามือไขว้หลังมัดมือทั้งสองข้างไว้ ทั้งสองกองอยู่ที่มุมหนึ่ง อิทธิฤทธิ์มองไปรอบๆอย่างสำรวจหาทางหนี อิทธิฤทธิ์เห็นเข้ง่วนกับเครื่องสแกนวิทยุตำรวจและมีปืนเหน็บอยู่ที่เอวอย่างเห็นได้ชัด
ลูกน้อง 2 คนกำลังนั่งเล่นเกมบนมือถืออย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีปืนวางอยู่บนโต๊ะ อิทธิฤทธิ์ขยับตัวทีละนิดๆ ในสภาพหลังชนหลังกับชนมน เขาพยายามแกะเชือกให้ชนมนแต่แกะไม่ออก
อิทธิฤทธิ์หงุดหงิด “โธ่เว้ย!”
“เบาๆซิ เดี๋ยวพวกมันก็รู้หรอก” ชนมนปราม
ชนมนหันไปมองอิทธิฤทธิ์ที่พยายามนิ่งอย่างสงบสติอารมณ์
“ยังโกรธชั้นอยู่เหรอ”
“แล้วรู้มั้ยว่า ทำไมชั้นถึงโกรธ ชั้นรู้ว่า จุดจบของเราจะเป็นยังไง แล้วชั้นก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ มันต้องการตัวชั้น ไม่ใช่เธอ แต่เธอต้องมาตายกับชั้น”
“เราจะต้องรอดออกไปได้ เดี๋ยวท่านผู้การต้องส่งตำรวจมาช่วยแน่”
“ชั้นว่า ยาก ตอนนี้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่” อิทธิฤทธิ์บ่นอย่างหัวเสีย “ไม่รู้เธอจะออกจากรถมาทำไม บ้าจริงๆ”
“ชั้นเป็นห่วงนาย..ชั้นทิ้งนายไม่ได้จริงๆ..ถ้านายเป็นชั้น นายก็จะไม่ทิ้งชั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
อิทธิฤทธิ์มองชนมนนิ่งอย่างซึ้งใจ เขาไม่คาดคิดว่าชนมนจะห่วงถึงกับเอาชีวิตมาเสี่ยงขนาดนี้

“ชน..ตอนนี้ชั้นคงไม่ต้องถามเธอแล้วว่า ตกลงเราสองเป็นอะไรกัน”
 
อ่านต่อหน้า 4

รักสุดฤทธิ์ ตอนที่ 13 (ต่อ)

ชนมนดุแก้เขิน “นี่มันใช่เวลามั้ย”

“เวลานี้ใช่ที่สุดแล้ว ตกลงเราเป็นแฟนกันแล้วนะ”
ชนมนไม่ตอบแต่เอนตัวเอาหัวพิงหลังไหล่ของอิทธิฤทธิ์เอาไว้
“ชน..”
“ฮื่อ..ไม่เห็นต้องให้ตอบเลย”
อิทธิฤทธิ์หันไปสบตากับชนมนที่ให้คำตอบอิทธิฤทธิ์ไปแล้ว อิทธิฤทธิ์เอาหัวไปชนหัวชนมนเบาๆแบบหยอกๆ อิทธิฤทธิ์กับชนมนได้อยู่ในช่วงที่มีความสุขในเวลาวิกฤตแค่อึดใจ ทันใดนั้นเสียงครืดคราดของเครื่องสแกนวิทยุตำรวจก็ดังขึ้นแล้วค่อยๆชัดขึ้น
เสียงตำรวจวอ.กันดังออกมา “วอ.14 เปลี่ยน ว.14” “วอ 14 รับทราบ เปลี่ยน”
เก่งกาจเดินเข้ามาหยุดฟังเครื่องสแกนวิทยุตำรวจแล้วยิ้มอย่างพอใจ
“เป็นไปตามแผนเลย ตำรวจยกเลิกด่านสกัดจับแล้ว เรารีบหนีเถอะ พี่เก่ง” เข้บอก
“ยัง ! ชั้นยังมีเรื่องที่จะต้องสะสาง โชคเข้าข้างชั้นขนาดนี้แล้ว ชั้นจะปล่อยไปได้ยังไง”
เก่งกาจจ้องมองไปที่ชนมนอย่างหมายมาด ชนมนขยับเข้าไปใกล้อิทธิฤทธิ์ด้วยความกลัวจนขนหัวลุก อิทธิฤทธิ์กับชนมนขยับตัวจนหลังชนกัน ความกลัวเป็นแรงขับให้ทั้งสองเริ่มช่วยกันแกะเชือกที่ผูกข้อมืออย่างระมัดระวัง

ชูชัยเดินตรงจากที่จอดรถไปยังทางเข้าโกดังอย่างไม่สะทกสะท้าน ชูชัยเดินไปหยุดรออยู่ประตูทางเข้าอย่างสงบนิ่ง เข้กับลูกน้องเดินออกมาจากข้างในโกดัง
“ค้นตัวมันก่อน!”
“ได้เลย ลูกพี่”
ลูกน้องทำกร่างในขณะที่เดินตรงไปหาชูชัยหมายจะค้นอย่างไม่ยั้งมือแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นมาดนิ่งๆของชูชัย ลูกน้องคนหนึ่งมองเข้อย่างขอความช่วยเหลือ
“กลัวอะไร ค้นตัวมัน!”
ลูกน้องค้นตัวชูชัยอย่างกล้าๆกลัวๆ แล้วหันมาพยักหน้ากับเข้ว่าไม่เจอปืนหรืออาวุธใดๆ
“โอเค ลูกพี่”
“มาคนเดียวใช่มั้ย”
“ก็เห็นว่าชั้นมากับใครหรือเปล่าล่ะ”
เข้มองไปทางด้านหลังของชูชัย เขามองไปไกลๆแต่ก็ไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ชูชัยเดินตรงเข้าไปในโกดังโดยไม่รอเข้ เข้กับลูกน้องรีบตามไปโดยเร็ว
“เฮ้ย! เดี๋ยว! รู้หรือว่า ลูกสาวแกอยู่ไหน”
ชูชัยหันมองหน้าเข้นิ่งๆ “รู้!”
ชูชัยเดินเร็วตรงเข้าไปในโกดังทันที เข้ยังหันมามองด้านหลังอย่างหวาดระแวงไม่หาย

ธรรม์กับอิทธิพลขยับตัวออกมาจากมุมที่หลบซ่อน ตำรวจทั้งหมดมารวมตัวเพื่อเตรียมพร้อมบุกอิทธิพลพูดกับทีมตำรวจ “ทุกคนกระจายกำลังกันไปตามแผนที่วางไว้ เราจะบุกได้ก็ต่อเมื่อได้รับสัญญาณจากนายชาติชาย ห้ามทำอะไรนอกเหนือคำสั่งเด็ดขาด”
ธรรม์กับตำรวจรับคำสั่ง “ครับผม!”
ธรรม์เตรียมพร้อมจะออกไปพร้อมทีมของตัวเองที่มีตำรวจอีก 2 นาย
อิทธิพลเรียกไว้ “หมวดธรรม์!”
อิทธิพลมองธรรม์อย่างเป็นห่วงแต่โดยหน้าที่พูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้
“ผมจะระวังตัวครับ ท่านผู้การ”
ธรรม์รีบเร่งตามทีมของตัวเองไปที่จะบุกเข้าทางเข้าด้านหน้าของโกดัง ส่วนตำรวจคนอื่นๆ กระจายตัวไปทางด้านหลังของโกดัง อิทธิพลยืนอยู่กับลูกน้องนายตำรวจ 2 นาย

ชูชัยเดินเข้ามา เข้กับลูกน้องพยายามประกบชูชัยแต่สุดท้ายก็ได้แต่เดินไล่ตามให้ทัน ชูชัยชะงักเมื่อเห็นเก่งกาจก้าวออกมาประจันหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
“ไอ้เก่ง!”
“สบายดีหรือครับ พี่” เก่งกาจถาม
“ลูกสาวชั้นอยู่ไหน!?” ชูชัยถามกลับ
เก่งกาจพยักหน้าให้ลูกน้อง ลูกน้องเดินออกไป แต่เข้ยังยืนประกบข้างชูชัยไม่ยอมไปไหน ลูกน้อง 2 คนพาตัวชนมนกับอิทธิฤทธิ์เข้ามาแต่หยุดอยู่ห่างในระยะที่ชูชัยเข้าไปถึงตัวง่ายๆ
อิทธิฤทธิ์กับชนมนยืนมองเหตุการณ์ตึงเครียดตรงหน้าอย่างใจระทึกจนพูดอะไรไม่ออก ชนมนมองท่าทางของชูชัยที่ดูทรงอำนาจไม่เหมือนชูชัยพ่อค้าข้าวผัดคนเดิมอย่างไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าชูชัยเคยเป็นมาเฟียขาใหญ่มาก่อนจริงๆ
“ปล่อยเด็กสองคนนั้นไป แล้วเอาชั้นเป็นตัวประกันแทน”
“พ่อค้าข้าวผัดอย่างพี่จะมีค่าอะไร สู้ลูกชายนายตำรวจใหญ่ไม่ได้หรอก มีไอ้เด็กแว้นนี่อยู่ด้วย ชั้นได้หนีข้ามชายแดนไปได้แน่”
“งั้นแกก็ปล่อยชนไป”
“ชั้นไม่ปล่อยใครไปทั้งนั้น! พี่ชาติ..ถ้าเห็นลูกสาวตายต่อหน้านี่ พี่จะรู้สึกยังไง พอจะนึกออกหรือเปล่า”
อิทธิฤทธิ์ขยับไปยืนบังตัวชนมนไว้ทันที
“ไอ้เก่ง!” ชูชัยโมโห
“แต่พี่คงไม่ทันจะเจ็บปวดเท่าไหร่หรอกมั้ง เพราะอีกไม่กี่นาที พี่ก็จะได้ตามลูกสาวไป”
“ไอ้เก่ง! ทำไม!?”
“พี่จำที่นี่ไม่ได้หรือไง พี่ประกาศวางมือที่นี่ ที่ๆชั้นยืนอยู่นี่เลย เรากำลังไปได้ดี อยู่ๆ พี่ก็มาดับอนาคตทุกคน อ้างว่าทำเพื่อลูกเมีย พี่มันเห็นแก่ตัว! ลูกน้องตายเพื่อพี่ไปกี่คน มันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่มั้ย”
“เพราะชั้นไม่ต้องการให้ใครตายอีก ชั้นถึงต้องวางมือ ชั้นทำเพื่อให้พวกแกไปมีอนาคตที่ดี ไอ้คนที่เสพติดความชั่วอย่างแก พูดไปก็ไม่เข้าใจ”
“เออ..ไม่เข้าใจ! ชั้นรู้แต่ว่า พี่มันขี้ขลาด”
ธรรม์นำตำรวจ 2 นายลัดเลาะมาแอบยืนซุ่มรอจังหวะเข้าบุก
“ถ้ายอมให้ชั้นขึ้นแทนที่ พี่ก็คงไม่มีวันนี้หรอก” เก่งกาจว่า
“ข้อใหญ่ใจความมันอยู่ตรงนี้นี่เอง แกอยากได้อำนาจที่แกไม่สมควรจะได้!” ชูชัยบอก
เก่งกาจพาล “ทำไมชั้นถึงเป็นหัวหน้าแทนพี่ไม่ได้ วันนี้แหละชั้นจะช่วยแก้แค้นให้ลูกน้องทุกคน ไอ้คนทรยศ มันต้องได้รับผลแบบนี้”
เก่งกาจหันปืนไปทางชนมนแต่อิทธิฤทธิ์ยังยืนบังไว้อยู่ อิทธิฤทธิ์จ้องมองเก่งกาจอย่างกลัวแต่สู้
 
ส่วนธรรม์ขยับปืนในมือเตรียมพร้อมบุก

อิทธิพลยืนรอฟังผลการจับกุมอยู่ ตำรวจ 2 นายถือวิทยุสื่อสารรอฟังข่าว
 
อิทธิพลควบคุมอารมณ์ให้สงบแต่ก็อดหวาดหวั่นว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไม่ได้
อิทธิพลนึกไปถึงตอนที่เที่ยงธรรมบุกเดี่ยวตรงเข้าไปในโกดัง อิทธิพลวิ่งและวิ่งต่อเข้าไปในโกดังจนเห็นเที่ยงธรรมถูกยิงล้มลง
เมื่อนึกถึงภาพนั้นอิทธิพลก็ตัดสินใจตรงเข้าไปในโกดังโดยไม่รีรอ

อิทธิฤทธิ์ยืนบังตัวชนมนไว้อย่างไม่ยอมถอยไปง่ายๆ เก่งกาจเล็งปืนอย่างวัดใจกับอิทธิฤทธิ์ ชูชัยมองอิทธิฤทธิ์อย่างนับถือความกล้าแต่แค่แวบเดียว
เก่งกาจขำ “มันเอาจริงโว้ย”
เก่งกาจพยักหน้ากับลูกน้องเป็นการสั่งให้เอาตัวอิทธิฤทธิ์ออกไป
ลูกน้องเข้ามาพาตัวอิทธิฤทธิ์ออกไป อิทธิฤทธิ์สะบัดตัวหนีและพยายามรั้งตัวไม่ยอมไป
“ไป! ไอ้เด็กแว้น!”
“เฮ้ย! ชั้นไม่ไป”
ลูกน้องอีกคนคุมตัวชนมนให้ไปยืนตรงหน้าเก่งกาจ ชนมนหันไปมองชูชัยในสภาพน้ำตาคลอด้วยความกลัว ชูชัยขบกรามแน่นอย่างโกรธแค้นจนแทบกระอัก
ธรรม์ขยับจะเข้าไปในจังหวะนี้พร้อมยกมือกันเป็นการห้ามไม่ให้ตำรวจอีกสองนายตามไป อิทธิฤทธิ์ยังดิ้นรนไม่ยอมให้ลูกน้องพาตัวออกไปโดยง่าย
อิทธิฤทธิ์ตะโกนด่า “ไอ้เก่งกาจ! แกนั่นแหละขี้ขลาด! แกแค้นใคร ก็แก้แค้นคนนั้นซิวะแกไม่กล้าล่ะดิ กล้าแต่ฆ่าผู้หญิง”
“พามันออกไป ไอ้เด็กแว้นนี่ฤทธิ์มากจริง” เก่งกาจว่า
“สามแว้นแล้วนะโว้ย ชั้นไม่ใช่เด็กแว้น”
อิทธิฤทธิ์ตะโกนพลางพุ่งตัวใส่ลูกน้องคนนั้นจนกระเด็นออกไป
“ชั้นเป็นนักแข่งรถ!” อิทธิฤทธิ์บอก
อิทธิฤทธิ์รีบสะบัดเชือกที่ผูกข้อมือที่ชนมนช่วยแกะให้จนหลวมออกไปได้ แล้วก็วิ่งตรงไปดึงชนมนให้หลบอยู่ด้านหลัง ลูกน้องอีกคนพุ่งเข้ามาหาแต่ถูกอิทธิฤทธิ์ชกจนหงายหลังไป
จังหวะที่อิทธิฤทธิ์สร้างความชุลมุน ชูชัยก็หันไปสบตาเข้แค่แวบเดียว เข้ยังไม่ทันลั่นไกปืนก็ถูกชูชัยปัดมือจนปืนลั่นขึ้นแล้วชูชัยก็ชกเข้จนคว่ำแล้วแย่งปืนมาไว้ได้
เก่งกาจหันปืนมาจ่อทางชูชัยพร้อมกับที่ชูชัยคว้าปืนแล้วหันขวับมาเล็งปืนตรงที่เก่งกาจพอดี ลูกน้อง 2 คนตั้งตัวได้หลังจากกระเด็นไปคนละทาง ต่างดึงปืนออกมาแล้วจ่อขู่อิทธิฤทธิ์ที่กำลังพาชนมน
หนีออกไป อิทธิฤทธิ์โอบชนมนไว้อย่างปกป้องพลางถอยหลังหนีลูกน้อง 2 คนที่ถือปืนขู่แต่ก็หนีไม่พ้น
ชูชัยกับเก่งกาจต่างก็เล็งปืนเข้าหากัน เก่งกาจจ้องมองสายตาที่เยือกเย็นของชูชัยแล้วอดที่มือจะสั่นไม่ได้ เข้คว้าแท่นเหล็กเดินมาที่ด้านหลังเตรียมเงื้อมือจะฟาดหัวชูชัย แต่ธรรม์โผล่พรวดเข้ามาเอาปืนฟาดหัวเข้จนทรุดลงไป
ธรรม์ก้าวพรวดๆไปยืนข้างชูชัยและเล็งปืนไปที่เก่งกาจ แต่เก่งกาจไม่สะทกสะท้านที่เห็นตำรวจมา
“สันดานคนทรยศ ยังไงก็ไม่มีเปลี่ยน” เก่งกาจว่า
อิทธิพลถือปืนก้าวเข้ามายืนข้างๆ ธรรม์ที่มีอิทธิพลกับชูชัยประกบซ้ายขวา
“นี่มันงานเลี้ยงรุ่นหรือไง มากันเกือบครบ” เก่งกาจมองธรรม์ “แต่มีตัวตายตัวแทนแล้วนี่นะไงวันนี้จะมาแก้ตัวแทนพ่อหรือไงครับ หมวดธรรม์ แต่ผมเกรงว่า หมวดจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เหมือนพ่อมากกว่า”
“ไม่ต้องพูดมาก ยอมมอบตัวดีกว่า ยังไงแกไม่มีโอกาสหนีแล้ว”
“แต่ผมยังมีโอกาสนะครับ หมวด”
เก่งกาจมองไปรอบๆ แล้วมองอิทธิพลกับชูชัยที่เล็งปืนมาก่อนจะมองไปที่อิทธิฤทธิ์กับชนมนที่ลูกน้อง 2 คนคุมตัวไว้ เก่งกาจหันปืนไปทางอิทธิฤทธิ์กับชนมน ลูกน้อง 2 คนจับทั้งสองแยกกันทำให้อิทธิฤทธิ์ไม่สามารถที่จะยืนกำบังให้ชนมนได้
“อย่างน้อยผมมีโอกาสยิงกระสุนได้อีกนัด” เก่งกาจบอก
“ถ้าแกยิง แกตาย!” ชูชัยว่า
“แกเลือกเอาว่า จะตายหรือติดคุก!”
“ตายเป็นตาย แต่ผมจะไม่ตายคนเดียว ท่านผู้การจะเลือกให้คนไหนอยู่หรือคนไหนตาย ว่ามาเลย”
อิทธิพลกับชูชัยมองหน้ากันอย่างพูดไม่ออก อิทธิฤทธิ์กับชนมนหันมามองหน้ากันเหมือนว่าจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกัน
“คุณพ่อไม่ต้องเลือกหรอกครับ” ธรรม์ว่า
ธรรม์ลดปืนแล้วก้าวออกมาประจันหน้ากับเก่งกาจ
“ไม่นะ พี่ธรรม์!” ชนมนเป็นห่วง
อิทธิฤทธิ์มองธรรม์อย่างไม่อยากเชื่อและเป็นครั้งแรกที่เห็นว่าธรรม์เป็นคนจริงและดีเกินคน
“ว่าแล้ว ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิม!” เก่งกาจว่า
เก่งกาจกับธรรม์ค่อยๆ ยกปืนขึ้นเล็งฝ่ายตรงข้าม
“แกเป็นคนยิงพ่อชั้น!” ธรรม์พูด
เก่งกาจสวน “โง่กันมานานล่ะซิ”
อิทธิพลหันไปมองชูชัยแล้วต้องอื้ออึงกับคำตอบที่ได้ยินชัดๆจากปากเก่งกาจเอง
“แต่มาฉลาดตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ตายตามพ่อแกไปซะเถอะ”
เก่งกาจจะลั่นกระสุนใส่ธรรม์แต่อิทธิฤทธิ์กระโจนใส่เก่งกาจจนล้มลง เก่งกาจฟาดอิทธิฤทธิ์ด้วยด้ามปืนจนอิทธิฤทธิ์ทรุดลงไป เก่งกาจกลับมาตั้งหลักได้ใหม่ก็รีบคว้าตัวชนมนมาล็อคคอไว้เอาเป็นตัวประกัน ทำให้ธรรม์ อิทธิพลและชูชัยต่างชะงักไม่กล้าลงมือทำอะไร
เก่งกาจหัวเราะ “คราวนี้ชั้นมีโอกาสได้ยิงมากกว่าหนึ่งนัดแล้ว เริ่มที่ไอ้นี่ก่อนเลย”
เก่งกาจเล็งปืนไปที่อิทธิฤทธิ์ที่อยู่ใกล้ตัวสุดและเพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ อิทธิฤทธิ์สบตากับชนมนอย่างหาทางออก
อิทธิฤทธิ์พูดเสียงดังใส่ “จะยิงก็ยิงเลย”
เก่งกาจชะงักกับท่าทีบ้าดีเดือดไม่กลัวของอิทธิฤทธิ์ เป็นจังหวะที่ชนมนรีบถองศอกใส่เก่งกาจจนเขาตัวงอ อิทธิฤทธิ์พุ่งไปรวบตัวชนมนกลับมา ลูกน้อง 2 คนขยับจะมาจัดการแต่ตำรวจ 4-5 นายบุกเข้ามาจ่อปืนอยู่ด้านหลัง ทำให้ลูกน้อง 2 คนหยุดชะงักช่วยอะไรเก่งกาจไม่ได้แล้ว
เก่งกาจตัดสินยิงใส่ธรรม์ทันที กระสุนพลาดเป้าจากธรรม์ไปอย่างเฉียดฉิว ธรรม์ผงะไปเล็กน้อยแล้วลั่นกระสุนใส่เก่งกาจ พร้อมๆกับอิทธิพลและชูชัยที่ยิงใส่เก่งกาจในจังหวะเดียวกัน กระสุนสามนัดพุ่งเข้าใส่เก่งกาจดังปัง เก่งกาจสะดุ้งเฮือกแล้วทรุดตัวลงแต่ยังไม่หมดฤทธิ์
 
เขายังคงใช้แรงที่เหลือยกปืนขึ้นจะยิงอีกแต่ธรรม์ยิงเปรี้ยงใส่เก่งกาจอีกนัดจนปืนในมือของเก่งกาจหลุดร่วงพร้อมๆกับร่างของเก่งกาจที่ล้มตึงไปพร้อมลมหายใจสุดท้ายของเขา

อิทธิฤทธิ์กับชนมนยืนมองการดวลปืนอย่างใจระทึก
 
ธรรม์ก้าวเข้ามายืนมองศพของเก่งกาจ อิทธิพลหันมามองชูชัยด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป อิทธิฤทธิ์กับชนมนมายืนเคียงข้างธรรม์ ในที่สุดธรรม์ก็ปิดคดีที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาลงได้

ทีมตำรวจ 4-5 นายตรวจตราสถานที่เกิดเหตุ ธรรม์ยืนสงบสติอารมณ์หลังจากที่ได้ยิงคนตายเป็นครั้งแรกในชีวิต อิทธิพลเข้ามาตบไหล่ธรรม์
“ปิดคดีพ่อแกได้ซะที ขอบใจแกมาก.. แต่คราวหลังห้ามเสียสละตัวเองอย่างนี้อีก”
“ผมไม่ได้เสียสละ มีผมคนเดียว..ที่ไม่มีใครให้ต้องเป็นห่วง” ธรรม์บอก
“พ่อนี่ไง แกไม่ห่วงตัวเอง แต่แกก็ต้องห่วงพ่อคนนี้”
อิทธิฤทธิ์เดินเข้ามาหาอิทธิพลแล้วถาม
“พ่อ..ผมกับชนต้องอยู่ทำอะไรหรือเปล่า”
“แกพาหนูชนกลับบ้านไปก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยไปให้ปากคำกับทางตำรวจ...นายอิท”
อิทธิพลโอบไหล่อิทธิฤทธิ์กับธรรม์ซ้ายขวาด้วยความโล่งใจที่ลูกทั้งสองรอดชีวิตมาได้อย่างเฉียดฉิว
อิทธิฤทธิ์หันไปสบตากับธรรม์อย่างญาติดีแค่แวบเดียวแล้วก็ดันมือของอิทธิพลออกไป
อิทธิฤทธิ์ทำพูดเล่นกลบเกลื่อนเพราะไม่ยอมซึ้งด้วย “ไม่ต้องชม! ผมรู้ว่า ผมแน่กว่าตำรวจอยู่แล้ว”
อิทธิฤทธิ์ตบไหล่ธรรม์อย่างข้ามรุ่น
อิทธิฤทธิ์พูดดีด้วย “ชั้นดีใจที่นายไม่ตาย”
อิทธิฤทธิ์เดินออกไป อิทธิพลกับธรรม์มองตามอย่างรู้ทันว่าอิทธิฤทธิ์รู้สึกดีกับธรรม์เพิ่มขึ้นแล้ว

ทีมตำรวจคุมตัว เข้และลูกน้อง 2 คนแบบใส่กุญแจมือเดินออกมาจากในโกดัง ทีมตำรวจพิสูจน์หลักฐานเดินสวนกับอิทธิฤทธิ์ที่พาชนมนเดินตามออกมา ชนมนดึงอิทธิฤทธิ์ไว้เพื่อรอให้ตำรวจคุมเข้กับลูกน้อง 2 คนให้เดินไปจนพ้นสายตาก่อน
“ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ชน”
ชนมนพยักหน้ารับแต่ยังขวัญเสียไม่หายที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ อิทธิฤทธิ์ดึงชนมนมากอดอย่างปลอบใจและปกป้อง
“เราปลอดภัยแล้ว และจะไม่มีใครมาทำอะไรเราได้อีก”
อิทธิฤทธิ์ปล่อยมือจากที่กอดชนมนแล้วจับไหล่ชนมนไว้ด้วยสองมืออย่างมั่นคง
“กลับบ้านกันนะ ชั้นจะพาเธอกลับบ้านเอง”
ชนมนพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายและหมดแรง
“แล้วจะรอคุณลุงก่อนมั้ย” อิทธิฤทธิ์ถาม
“ไม่ล่ะ ไม่ต้องรอพ่อหรอก ชั้นเป็นห่วงชิน กลับกันเถอะ”
ชนมนมองไปทางข้างในโกดังแล้วตัดสินใจไม่รอและยังไม่พร้อมจะพูดกับชูชัย
“งั้นก็กลับ”
อิทธิฤทธิ์โอบไหล่ชนมนพาเดินออกไป

อิทธิพลยืนมองจุดที่เที่ยงธรรมถูกยิงตายล้มลงแล้วนิ่งคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เหตุการณ์วันนั้นภายในโกดังมีฝุ่นคลุ้ง มีแสงจากไฟแค่ไม่กี่ดวงทำให้บรรยากาศโดยรอบมืดสลัว ชูชัยกับเก่งกาจวิ่งหนีเข้ามาในโกดัง เที่ยงธรรมบุกเดี่ยวตามมาเข้ามา เก่งกาจยิงใส่เที่ยงธรรมไม่ยั้ง อิทธิพลวิ่งตามเข้ามา ทันเห็นูชัยยกปืนขึ้นพร้อมๆกับเก่งกาจ อิทธิพลเห็นชาติชายลดปืนลง และเห็นเก่งกาจเป็นคนลั่นกระสุนปืนใส่เที่ยงธรรมอย่างเลือดเย็น
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น อิทธิพลก็รู้สึกผิด ชูชัยเดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลัง อิทธิพลหันไปมองชูชัยแวบเดียวแล้วก็หันหน้ากลับไป
“ทำไมแกไม่บอกความจริงชั้น” อิทธิพลถาม
“ชั้นบอก แกจะเชื่อเหรอ”
“ชั้นเชื่อมั่นว่า แกเป็นคนฆ่าเที่ยงธรรมมาตลอด ชั้นพลาดอะไรไป”
“แกพลาด..พลาดที่แกไม่เชื่อในความเป็นเพื่อนน่ะซิ คนอย่างชั้นไม่มีวันทำร้ายเพื่อน”
ธรรม์เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงกลางของเพื่อนสองคนก่อนจะพูด
“ตอนนี้เราทุกคนก็ได้รู้ความจริงแล้ว ผมว่า นี่เป็นเวลาที่คุณพ่อกับคุณลุงจะได้ปรับความเข้าใจกัน คุณพ่อคงมีอะไรอยากจะพูดกับคุณลุง”
“ไม่ต้องพูดให้เสียเวลา ชั้นไม่รับคำขอโทษ” ชูชัยรีบบอก
“ใครบอกว่า ชั้นจะขอโทษแก ชั้นไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าแกไม่ได้ฆ่าเที่ยงธรรม ทำไมแกไม่อยู่สู้คดี แต่กลับเลือกที่จะหนีเหมือนคนทำผิด” อิทธฺพลว่า
“กฎหมายเคยให้ความยุติธรรมกับคนอย่างชั้นเรอะ แล้วคนอย่างแกน่ะเหรอไม่เคยทำผิด แกลืมไปแล้วเหรอ ใครที่ส่งเที่ยงธรรมมาตาย ไอ้พล”
ชูชัยเดินออกไป อิทธิพลมองตามอย่างหัวเสีย ธรรม์หนักใจ

มณีมันตรานั่งอ่านบทละคร”รักนิรันดร์” ฆ่าเวลาแล้วก็ต้องยัดเก็บใส่กระเป๋าอย่างตัดใจ ชินพัฒน์กำลังพยายามโทรศัพท์ติดต่อธรรม์ เขากดวางสายแล้วก็กดต่อสายใหม่อีกครั้ง
“ทำไมไม่เปิดมือถือซะทีนะ พี่ธรรม์! มือถือพ่อพี่ธรรม์เบอร์ไรเหรอครับ พี่มาย่า”
“ชินใจเย็นๆ เดี๋ยวพี่ธรรม์ก็โทรมาเอง พี่เค้ารู้ว่า เรารออยู่”
“พี่มาย่า..ถ้าพี่ธรรม์ช่วยพี่ชนไม่ได้ล่ะ”
อิทธิฤทธิ์พูดขึ้น “นายธรรม์ช่วยไม่ได้ แต่มีชั้นอยู่ด้วย กลัวอะไร?”
มณีมันตรากับชินพัฒน์หันไปมองก็เห็นอิทธิฤทธิ์พาชนมนเดินเข้ามา
“พี่ชน!!”
ชินพัฒน์วิ่งไปกอดชนมนอย่างแรงแล้วอุ้มชนมนขึ้นจากพื้นก่อนจะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาด้วยความดีใจ
“พี่ชน!!”
“ปล่อยๆ ชั้นไม่เคยรู้นะเนี่ยว่า แกรักชั้นขนาดนี้” ชนมนว่า
ชินพัฒน์ปล่อยมือจากชนมนอย่างเก้อเขิน ชนมนกลับเข้าไปกอดชินพัฒน์เองอย่างแน่น
“ดีใจที่ได้เห็นหน้าแกอีก”
ชินพัฒน์เบี่ยงตัวออกจากชนมน แล้วมณีมันตราก็เข้าไปกอดชนมนแทน
“ย่าก็ดีใจที่เห็นพี่ชนกลับมา”
มณีมันตราหันไปมองอิทธิฤทธิ์อย่างดีใจและโล่งใจ ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันโดยไม่ต้องพูดอะไร
“ผมก็ดีใจด้วย”
ชินพัฒน์กลับมาทำเริงร่าแล้วเข้าไปกอดมณีมันตรากับชนมนอย่างเนียนๆ ชนมนผลักชินพัฒน์ออกไป
“ไอ้ชิน อย่ามาทำเนียน”
ชินพัฒน์นึกได้ “ขอบคุณนะครับ พี่อิท ที่ช่วยพี่ชน”
ชินพัฒน์โผจะเข้าไปกอดอิทธิฤทธิ์ แต่อิทธิฤทธิ์ยันไหล่ของชินพัฒน์ไว้ทัน
“อย่าไปฟังคนขี้โม้” ชนมนว่า
“ไม่ได้โม้ ถ้าไม่ได้ชั้น นายธรรม์ถูกไอ้เก่งกาจยิงตายไปแล้ว” อิทธิฤทธิ์ว่า
มณีมันตราตกใจ “พี่ธรรม์ถูกยิงเหรอ”
อิทธิฤทธิ์บอก “ก็แค่เฉียดๆ เอง มันไม่ได้เป็นอะไรหรอก”
“เธอไม่ได้โกหกชั้นใช่มั้ย ถ้าพี่ธรรม์ไม่ได้เป็นอะไร ทำไมไม่กลับมาด้วย ตอนนี้พี่ธรรม์อยู่ที่ไหน ถ้าไม่บอก ชั้นไปถามที่โรงพักเอง”
มณีมันตราคว้ากระเป๋าแล้วรีบออกไปทันที
“เฮ้ย! ทำไมใจร้อนอย่างนี้”
อิทธิฤทธิ์หันกลับมาโอบไหล่ชนมนกับชินพัฒน์
“เรารอดกลับมาได้อย่างนี้ เรามาฉลองกันดีกว่า” อิทธิฤทธิ์บอก
“ได้! ผมจะไปผัดข้าวผัดมาฉลองกัน” ชินพัฒน์ว่า
อิทธิฤทธิ์รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาทันที เขารีบตะครุบตัวชินพัฒน์ไว้ ชินพัฒน์พยายามจะไปแต่ถูกอิทธิฤทธิ์โอบไหล่ไว้แน่น
 
ชนมนมองอิทธิฤทธิ์กับชินพัฒน์ที่ยื้อกันไปยื้อมามาแบบต่างไม่มีใครยอมใครอย่างขำๆ

มณีมันตรารีบเร่งเดินไปอย่างร้อนใจจนเดินผ่านรถตัวเองไปแล้วเธอก็เดินกลับมาใหม่
 
มณีมันตราหยิบกุญแจรถออกมาแบบมือไม้สั่น ธรรม์ยื่นมือมาจับมือมณีมันตราเอาไว้ มณีมันตราเงยหน้าขึ้นมองเห็นธรรม์ยืนอยู่แค่เอื้อมมือถึง
“พี่ธรรม์!”
มณีมันตราโผเข้ากอดธรรม์อย่างโล่งใจแต่ก็ยังกอดธรรม์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“เป็นอะไร”
“อิทบอกว่า พี่ธรรม์ถูกยิง”
“พี่ไม่ได้เป็นอะไร ถ้าพี่ถูกยิง คงมายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก ย่า..ดูดีๆสิ”
มณีมันตราปล่อยมือจากธรรม์แล้วรีบสำรวจตัวธรรม์ว่าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ
“ย่ากลัวแทบตาย..เรื่องที่เกิดขึ้นกับอิทในวันนี้ ทำให้ย่ากลัว..กลัวที่สุดในชีวิต เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นกับเราได้”
“แต่ย่ารู้ใช่มั้ยว่า หน้าที่ของพี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ พี่ยังต้องทำงานเสี่ยงตายอย่างนี้อีก วันนึงย่าอาจจะได้รับข่าวร้ายจริงๆ แล้วย่าจะไหวเหรอ”
มณีมันตรารีบพูด “ไหวค่ะ ไหว วันนี้ย่าผ่านไปได้ วันต่อๆไปย่าก็ต้องผ่านไปได้อีกแต่เราคงไม่โชคร้ายเจอเรื่องอย่างนี้อีกหรอกใช่มั้ยคะ แล้วพี่ธรรม์ก็เก่งออก ยังไงพี่ธรรม์ก็ต้องกลับมาหาย่า ใช่มั้ยคะ พี่ธรรม์”
ธรรม์ไม่อยากทำให้มณีมันตราเป็นห่วงอีกจึงได้แต่พยักหน้าแล้วหลีกเลี่ยงที่จะตอบความจริง
“อิทพาชนกลับถึงบ้านแล้ว พี่คงไม่ต้องเข้าไปอีก ไป..พี่ไปส่ง พี่ขับรถให้ดีกว่านะ ท่าทางย่าจะขับรถไม่ไหวแล้ว”
“ย่าบอกว่า ไหวก็ไหวสิ”
“ย่าจะดื้อกับใครก็ได้ แต่ห้ามดื้อกับพี่ธรรม์ เข้าใจมั้ย”
ธรรม์ดึงกุญแจรถมาจากมณีมันตราแล้วเปิดประตูรถให้มณีมันตราเข้าไปนั่ง โดยที่ธรรม์แอบหนักใจ

อิทธิฤทธิ์กับชินพัฒน์นั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะ ชินพัฒน์ทำเมินใส่อิทธิฤทธิ์อย่างไม่ชอบใจ
“ดูถูกกันจริงๆ!”
ชนมนถือถาดจานข้าวผัดสามจานมาวางบนโต๊ะ ชินพัฒน์รีบหยิบจานข้าวผัดมาตักชิมดู
“ฝีมือก็ไม่เห็นต่างกันตรงไหน”
อิทธิฤทธิ์หยิบจานข้าวผัดฝีมือของชนมนมาตักกินบ้าง
“ต่างดิ ฝีมือต่างกันตรงที่กินได้กับกินไม่ได้นี่แหละ”
“นี่ถ้าไม่ได้เป็นแฟนพี่ชน มีต่อยปากกันแน่” ชินพัฒน์ว่า
ชินพัฒน์จ้วงข้าวผัดกินแล้วเงยหน้าขึ้นมองอิทธิฤทธิ์ที่มองชนมนทำให้ชนมนเขินจนทำเป็นเสริฟน้ำเปล่าใส่แก้วให้
“อ๊ะๆๆ คราวนี้ไม่ปฏิเสธ แสดงว่าตกลงยอมเป็นแฟนกันแล้วดิ” ชินพัฒน์ว่า
อิทธิฤทธิ์พยักหน้าอย่างคุยโอ่ “ฝีมือป่ะล่ะ”
ชินพัฒน์ถือช้อนค้างกลางอากาศแล้วมองตรงไปที่หน้าบ้าน
“ไม่ต้องตะลึง นี่เป็นเรื่องจริง ชั้นกับชนตกลงเป็นแฟนกันแล้ว”
ชินพัฒน์โพล่งออกมา “พ่อ!”
ชินพัฒน์ทิ้งช้อนลงจานข้าวแล้ววิ่งออกไปกอดชูชัยที่เพิ่งเดินเข้ามา อิทธิฤทธิ์หันมามองชนมนอย่างห่วงใยความรู้สึก
“ชน...”
“นายกลับไปก่อนได้มั้ย” ชนมนบอก
อิทธิฤทธิ์ลุกขึ้นเดินออกไปอย่างเข้าใจว่าชนมนต้องการสะสางเรื่องในครอบครัว อิทธิฤทธิ์เดินไปปะหน้ากับชูชัยที่มีชินพัฒน์เกาะแขนตามเข้ามา ชูชัยมองอิทธิฤทธิ์นิ่งๆ
ชูชัยพูดสั้นๆ แต่จริงใจ “ขอบใจ”
“เพื่อชนแล้ว ผมทำได้ทุกอย่าง”
อิทธิฤทธิ์ยกมือไหว้ลาชูชัยแล้วเดินออกไป ชูชัยหันกลับมามองไปที่ชนมน ชนมนเอาจานข้าวผัดของตัวเองออกจากถาดมาวางไว้บนโต๊ะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่มีท่าทีหมางเมิน
“พ่อคงยังไม่ได้กินอะไร หนูผัดข้าวผัดไว้”
“พี่ชน..”
ชนมนเดินเข้าไปในบ้าน ชูชัยมองตามลูกสาวไปอย่างเข้าใจ

ชนมนเดินเข้ามาอีกมุมหนึ่งของบ้าน เธอหยิบโน้ตบุ๊คขึ้นมาเปิดเพื่อเขียนโครงงานต่อ
“ชน..” ชูชัยเรียก
“หนูต้องส่งโครงงานวิจัยพรุ่งนี้” ชนมนบอก
ชินพัฒน์เดินตามเข้ามา
“พี่ชนก็..ตำรวจยอมปล่อยพ่อออกมา แสดงว่า พ่อพ้นผิดทุกข้อหาแล้ว เรื่องที่พ่อเคยเป็นมาเฟียก็ผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว เราลืมๆมันซะเถอะนะ”
“เราจะลืมได้ง่ายๆจริงๆเหรอ ตอนนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จริงๆแล้วพ่อเราชื่ออะไร” ชนมนว่า
ชูชัยเล่า “พ่อเคยชื่อชาติชาย พอแต่งงานกับแม่แกแล้ว พ่อใช้ชื่อว่าชูชัย พ่อมีชีวิตที่เป็นไอ้ชาติชายหัวหน้าแก๊งขายยา และมีชีวิตที่เป็นนายชูชัยที่เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่สุดท้ายพ่อก็เลือกที่เป็นนายชูชัย”
“แต่ถ้าพ่อของพี่ธรรม์ไม่ตาย พ่อก็คงไม่ยอมวางมือ” ชนมนบอก
“พ่ออยากวางมือตั้งแต่มีชนแล้ว ถึงต้องใช้เวลา แต่ในที่สุดพ่อก็วางมือได้”
“แต่พ่อก็ยังหนีอดีตไม่พ้น ไม่รู้ว่า ยังมีลูกน้องเก่าของพ่ออีกกี่คนที่คอยตามล้างแค้นพ่ออยู่ ถ้าหนูสอบได้ทุน หนูจะวางใจได้มั้ยล่ะ พ่อ ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับไอ้ชิน..จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพ่ออีก..พ่อรู้มั้ยว่า หนูกับน้องกลัวแค่ไหนที่จะไม่ได้อยู่กับพ่ออีก”
ชนมนน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกที่ประดังเข้ามา
“พ่อรู้..พ่อรู้” ชูชัยบอก “พ่อให้สัญญาว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวเราอีก เรื่องทุกอย่างมันจบลงไปแล้ว พ่อไม่มีวันลบล้างอดีตได้ แต่พ่อก็ไม่มีวันกลับไปเป็นไอ้ชาติชายอีก เชื่อพ่อ”
ชินพัฒน์โผเข้าไปกอดพ่อ “ผมเชื่อ!”
ชูชัยมองชนมนอย่างขอร้อง ชนมนค่อยๆก้าวเข้าไปกอดชูชัยอีกคน
“แฮปปี้เอ็นดิ้งได้ซักที ว่าแต่ตอนที่พ่อเป็นมาเฟีย รวยแค่ไหนเหรอ มีเงินเป็นสิบๆล้านเลยหรือป่าว แล้วไม่มีเหลือมาถึงผมบ้างเลยเหรอ พ่อ” ชินพัฒน์ถาม
ชูชัยผลักหัวชินพัฒน์ออกไป “ไม่มี!”
“เราไม่ต้องรวยหรอก พ่อ เราได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ก็พอแล้ว” ชนมนบอก
ชนมนกอดพ่อไว้ ชินพัฒน์กลับมากอดพ่อกับชนมนไว้อีกคน “เนอะ..”

ชูชัยกอดลูกทั้งสองคนไว้อย่างปลอดโปร่งใจและมีความสุขที่สุดในชีวิต
 
อ่านต่อตอนที่ 14
กำลังโหลดความคิดเห็น...