xs
xsm
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามี ตอนที่ 9

ระรินร้องไห้เข้ามาที่หน้าห้องไอซียู

“ป๊า...รินอยากเข้าไปหาป๊า”
“รออยู่ตรงนี้ก่อนเถอะนะจ๊ะริน คุณหมอห่วงเรื่องการติดเชื้อ”
รัตนาวลีเข้ามาโอบไหล่ระรินออย่างปลอบโยน แค่โดนแตะระรินก็โผเข้ากอดรัตนาวลีอย่างต้องการหาที่พึ่งพิง”
รัตนาวลีมองเข้าไปในห้องไอซียูเห็นจ้าสัวเรียวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้หนัก ระรินสะอื้น
“หม่อมขา ป๊าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”
“ใจเย็นๆ นะหนูริน”
ราพณ์ รสิกา รุ้งรายรีบเข้ามา
“หม่อมครับ อาการป๊าเป็นยังไงบ้าง”
รังรอง กับชาญชัยเข้ามา
“เจ้รอง” ระรินเข้ากอดรังรอง
ชาญชัยเข้ามาถามรัตนาวลี
“ป๊าปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับ”
“คุณหมอผ่าเอาเลือดที่คั่งออกไปแล้วค่ะ คุณหมอให้รอดูอาการ ขอให้ไม่มีอาการแทรกซ้อนก็น่าจะปลอดภัย”
“ป๊าตกบันไดได้ยังไง” รังรองถาม
ชาญชัยรับบอก
“ป๊าเป็นความดันอยู่แล้วด้วย...เป็นเพราะวูบหรือเปล่า”
รุ้งรายสงสัย
“ที่สำคัญคือป๊าไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง”
“ตอนเย็นเจ้าสัวบอกว่าจะไปพบเพื่อน แล้วก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย” รัตนาวลีบอก
ราพณ์นึกได้
“แล้วคุณนทีล่ะครับ คุณนทีจะต้องรู้เรื่องการนัดหมายของป๊าทุกเรื่อง”
รัตนาวลีหน้าเครียด
“ติดต่อไม่ได้เหมือนกันค่ะ”
ราพณ์ครุ่นคิด
“แปลกนะ...คุณนทีติดตามป๊ามานาน เขาไม่เคยหายตัวไปเฉยๆ แบบนี้แล้วตำรวจว่ายังไงบ้างครับ”
“ยังไม่ได้คุยเลยค่ะ พอรู้เรื่องก็มาที่โรงพยาบาลเลย”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปคุยกับตำรวจเองครับ” ราพณ์หันมาบอกรสิกา “คุณหญิงรออยู่ที่นี่
นะครับ”
ชาญชัยกังวลรีบบอก
“เฮียไปด้วย เผื่อจะช่วยอะไรได้”
ราพณ์ไม่ได้แย้ง เขาออกไป ชาญชัยตาม ระรินเข้ากอดรังรอง รุ้งรายจับมือระริน
“ป๊าต้องปลอดภัย”
สามพี่น้องต่างให้กำลังใจกันและกัน รสิกาจับมือรัตนาวลีอย่างให้กำลังใจ รัตนาวลีมองเข้าไปด้วยความเป็นห่วงและยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง

ราพณ์กับชาญชัยเข้ามาพร้อมกับตำรวจ ตำรวจชี้ตรงจุดที่พบเจ้าสัวเรียว
“จุดนี้คือจุดที่เราพบร่างของเจ้าสัวเรียว”
ราพณ์มองขึ้นไปด้านบน แล้วเดินขึ้นไป เขาขึ้นมาที่สระว่ายน้ำเห็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังคงเก็บหลักฐาน
“ทางกองพิสูจน์หลักฐานกำลังเก็บหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้งตามคำร้องของคุณ” ตำรวจบอก
“ขอบคุณครับ”
“เป็นไปได้ไหมว่าอาการความดันป๊ากำเริบ” ชาญชัยพยายามเบี่ยงประเด็น
“ถึงป๊าจะมีโรคประจำตัว แต่เรื่องยาหม่อมดูแลอย่างดี ช่วงนี้อาการป๊าดีขึ้นมาก แล้วการหายตัวไปของคุณนที เลขาคนสนิทของป๊าน่ะครับ ไม่ว่าป๊าจะไปไหน คุณนทีจะต้องไปด้วยตลอด”
“หนีหายไปแบบนี้มันน่าสงสัย หรือนทีมันจะคิดไม่ซื่อกับป๊า” ชาญชัยใส่ไฟ
ราพณ์หันขวับมองชาญชัย
“สำหรับป๊า คุณนทีเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ เขาจะไม่มีวันทรยศ”
เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาพร้อมกับถุงพลาสติกที่เก็บหลักฐานเห็นว่าในถุงเป็นกระดุมข้อมือเงินที่มีคำรูปมังกรสลักอยู่
“เราพบกระดุมข้อมือ อยู่ในพุ่มไม้ครับ”
ราพณ์ชะงักที่เห็น
“ขอผมดูหน่อยนะครับ” ราพณ์พิจารณา “เป็นกระดุมของคุณนทีเลขาป๊าครับ”
ชาญชัยชะงัก
“รู้ได้ยังไง แค่กระดุมข้อมือ”
“เดิมมันเป็นกระดุมข้อมือของป๊าที่ป๊ารักมาก ผมเคยจะขอป๊าแต่ป๊าให้คุณนทีไปก่อน ใช่อันนี้ล่ะครับ ผมมั่นใจ”
“งั้นแสดงว่าเลขาเจ้าสัวมาที่นี่” ตำรวจออกความเห็น
“กระดุมมีร่องรอยขูดขีดเล็ก ๆ ผมว่ามันคงไม่ได้หลุดและหล่นโดยบังเอิญ” เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานบอก
ตำรวจหันไปหาเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน
“ผมต้องการหลักฐานอย่างละเอียด ผมต้องการร่องรอย...เพื่อทำแผน” ตำรวจบอกกับราพณ์ “ผมต้องการประวัติของคุณนทีอย่างละเอียด การพบคุณนทีจะทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
“ผมจะให้คนส่งรายละเอียดให้ด่วนที่สุดเลยครับ”

ราพณ์หยิบโทรศัพท์กดโทรออกแล้วเดินเลี่ยงไป ตำรวจกับเจ้าหน้าที่แยกไปทำงาน ชาญชัยเครียดที่กำลังจะโดนแกะรอย

 
ประสิทธิ์คุยโทรศัพท์อยู่ในห้องรับแขก ท่าทีใจเย็นมากๆ
 
“คุณไม่ต้องกลัวหรอกน่า ป่านนี้มันกลายเป็นอาหารปลาไปหมดแล้ว”
ปฐวีเข้ามาชะงักที่ได้ยินประสิทธิ์คุยโทรศัพท์
“ผมเคลียร์เรียบร้อยแล้ว คุณแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำก็พอ”
ประสิทธิ์วางสายหันมาชะงักที่เห็นปฐวี
“แกหายไปไหนมา”
“ผมไปพักมาน่ะครับ พ่อได้ข่าวเจ้าสัวเรียวหรือยังครับ”
ประสิทธิ์นิ่ง
“มีอะไร”
“เห็นข่าวว่าตกบันได อาการสาหัส เสียดายนะครับ น่าจะตาย...จะได้หมดตัวปัญหาสักที”
ประสิทธิ์มองปฐวีอย่างแปลกใจ
“ผมไปนอนก่อนนะพ่อ สักพักจะเข้าบริษัท”
ปฐวีออกไปเนียน ๆ ประสิทธิ์มองตามรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของลูกชาย...ปฐวีเดินออกมาสีหน้ากังวลหวังว่าประสิทธิ์จะเชื่อตน

รัตนาวลี รสิกา รุ้งราย รังรอง ระรินรออยู่ที่หน้าห้องไอซียู รามกับลินดาเข้ามาอย่างรีบเร่ง รามมองมาเห็นรัตนาวลี รุ้งราย ระริน รังรองก็รีบเข้ามา ลินดามองรัตนาวลี
“ถ้าฉันไม่เห็นข่าว ก็คิดจะปกปิดไม่ให้ฉันกับรามรู้ใช่ไหม แม่ผู้ดีรอบจัด”
รัตนาวลีหน้าตึง
“ทำไมฉันต้องทำแบบนั้น”
“คิดจะฮุบสมบัติไง ถ้าเจ้าสัวเป็นอะไรไป ก็คงจะโดนเมียผู้ดีเก็บเงิน ทองโฉนด เครื่องเพชร ป่านนี้ในเซฟคงไม่เหลืออะไรแล้ว”
“คิดจะถามถึงอาการของเจ้าสัวบ้างไหมคะ ตามมารยาทก็ยังดีจะดูมีน้ำใจบ้าง” รัตนาวดีย้อนถาม
รังรองเสริม
“ชัดเจนดีออกนะคะหม่อม โลภก็ให้รู้ว่าโลภ”
ลินดาอึ้งไปว่าพลาด รามตวาด
“หุบปาก ถึงเป็นพี่ก็ไม่เอาไว้หรอกนะเว้ย”
รังรองสะอึก มองโกรธแต่ยังไม่ทันพูด รามก็หันไปหารัตนาวลีพูดเสียงกระชาก
“ป๊าอาการเป็นยังไง”
รัตนาวลี นิ่งไม่ยอมตอบ

ในออฟฟิศบริษัทกอบกู้...ศิริพรทำงานไปเล่าเรื่องเจ้าสัวเรียวไป
“ก็เห็นว่ายังไม่ปลอดภัยจ๊ะ คุณหญิงโทรมาลางาน ลาให้คุณระรินด้วย”
“ตั้งแต่สิเข้ามาทำงาน คุณหญิงขาดงานเป็นว่าเล่นเลยนะคะ” สิริโสภาถาม
“ก็ท่านชายพ่อของคุณหญิงน่ะมีบุญคุณกับบอส ไม่มีใครกล้าว่าหรอกค่ะ”
กอบกู้ที่เดินออกมาจากห้องทำงานชะงักที่ได้ยิน สิริโสภาเกลียดรสิกามาก
“คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดนี่ดีนะคะ ใช้นามสกุลทำตัวให้มีอภิสิทธิ์ บ้านๆ อย่างเราจะลาป่วยยังต้องคิดแล้วคิดอีก”
กอบกู้ขัดขึ้นทันที
“นามสกุลมันไม่ช่วยให้อยู่รอดในออฟฟิศนี้ได้หรอกนะถ้าไม่มีความสามารถ ถ้าบ้านๆ แล้วยังเก่งเรื่องเม้าท์มากกว่างาน คนแบบนั้น คุณว่าผมจะอยากได้ไว้ใช้งานไหม”
สิริโสภากับศิริพรหน้าเสีย หลบตากอบกู้
“คุณหญิงลางานตามวันลาที่มีเท่าๆ กับคนอื่น เหตุผลในการลาก็สมควรหรือคุณคิดว่าถ้าพ่อแม่คุณเจ็บป่วยแล้วผมจะไม่ให้ลา”
“ถ้าเป็นเพราะเหตุผลที่คุณกอบกู้บอก สิเข้าใจได้ค่ะ ไม่เหมือนบางที่ที่สิเจอมา” สิริโสภาเถียง
กอบกู้มองหน้า
“คุณเพิ่งเข้ามาทำงานอาจจะยังไม่ทราบว่า ผมไม่เคยใช้นามสกุล ความสนิทมาเป็นอภิสิทธิ์ในออฟฟิศนี้ แต่ผมลำเอียงไหม ลำเอียง...”
สิริโสภากับศิริพรอึ้งไป
“ตามเหตุผลที่ถูกที่ควร และตามผลงาน คุณอยู่มานานควรเข้าใจเรื่องนี้นะศิริพร”
“ค่ะ”
“อีกเรื่องนะ คุณเป็นพนักงานทำบัญชีมันถูกต้อง แต่ที่ผมให้คุณช่วยทำส่วนที่มันเกินกว่าหน้าที่เพราะผมไม่ไว้ใจใครเท่าคุณ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ามันเป็นเจเนอรัลเบ๊ ผมก็ขอโทษที่เข้าใจผิดมาตลอดว่าคุณทำให้เพราะ น้ำใจ ผมจะได้ปรับทัศนคติกับพวกคุณซะใหม่”
ศิริพรหน้าเสียหนักกว่าเดิม
“อิจฉาริษยา สองคำนี้มันดึงให้ใจคนตกต่ำเสมอ เฝ้าจับจ้องคนที่เขาดีกว่าโดยไม่มองว่าเขาเก่งและขยันเขาถึงได้ดี ผมสมเพชคนประเภทนี้ เพราะเขาจะไม่มีวันเจริญทั้งชีวิตและการงาน และผมไม่อยากให้มีสองคำนี้ในออฟฟิศของผม เข้าใจไหม”
สิริโสภาจ๋อย
“ค่ะ”
กอบกู้เดินออกไป ศิริพรถอนใจ
“เกือบตกงานแล้วไหมล่ะ น้องสิไม่น่าจุดชนวนระเบิดเลย”
สิริโสภาเงียบนั่งทำงาน ศิริพรมองแล้วพลอยเงียบทำงานไปอย่างเซ็ง ๆ

รัตนาวลีหน้านิ่งไม่ตอบ รามยิ่งรอยิ่งโมโหกระชากเสียงหนัก
“ผมถามว่าป๊าเป็นยังไง”
รุ้งรายขยับมาขวางปกป้อง
“ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอดูอาการ”
ลินดาหันไปชวนลูกชาย
“ราม เข้าไปดูอาการป๊ากับม๊า”
รัตนาวลีขยับขวาง
“ไม่ได้ค่ะ หมอให้ระวังเรื่องการติดเชื้อ”
รามโวยทันทีย
“หาว่าผมกับม๊าสกปรกงั้นเหรอ เป็นหม่อมผมก็ไม่ยอมหรอกนะ โว้ย”
รสิกาเห็นรัตนาวลีโดนรามโวยใส่ก็ไม่ยอม ขยับเข้ามาขวาง เสียงแข็ง
“พอซะที ที่นี่โรงพยาบาลไม่ใช่โรงงิ้วที่พวกคุณจะมาเต้นเร่าๆ ให้หมอพยาบาลเขาสมเพช หยุดอาละวาด แล้วกลับไปเดี๋ยวนี้”
ลินดากระเหี้ยนกระหือรือจะเอาเรื่อง
“คุณหญิงไร้วังอย่างเธอ ริจะออกคำสั่งกับพวกฉัน สติเสียไปแล้วล่ะสิ ฉันเป็นเมียเจ้าสัว เธอเป็นแค่สะใภ้ ให้มันรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ด้วย”
“คุณเป็นเมียที่เจ้าสัวไม่ได้รับรอง แต่ฉันเป็นสะใภ้คนโตของตระกูล ฉันมีสิทธิ์ที่จะได้ความเคารพจากคนในตระกูลลิ้มเท่า ๆ กับที่คุณราพณ์ได้รับ”
รามไม่พอใจ
“ผมคิดว่าคุณหญิงควรจะมีมารยาทกับม๊าของผมมากกว่านี้”
รสิกายิ้ม
“ไม่รู้จักกระทั่งธรรมเนียมบ้านตัวเอง สมควรจะให้นับเป็นคนในตระกูลอยู่หรือเปล่าล่ะคะ ถ้าไม่นับ คนก็จะน้อยจำนวนลง”
ลินดาโกรธ
“จะผยองมากไปแล้ว”
รุ้งรายแทรกขึ้น
“ตอนนี้เฮียราพณ์ทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวแทนป๊า อาซ้อก็ต้องได้รับความเคารพเหมือนกัน”
ลินดาสวน
“ฉันไม่มีวันยอมรับ...”
“ถ้าไม่ทำตามธรรมเนียมก็ไล่ออกจากตระกูลไปเลยค่ะ บ้านเราเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ถ้าทุกคนโหวตถือว่าเป็นเอกฉันท์” รังรองจ้องหน้าลินดา
“ทะเบียนไม่มี ฟ้องอะไรก็ไม่ได้”

 
ลินดาอึ้งไป
 
“แต่รามเป็นลูกชาย เป็นน้องพวกแก”
รังรองสวน
“รามน่ะนับได้ แต่ถ้าไม่เกี่ยว จะให้เฮียเฉดหัวมันออกจากตระกูลให้หมด”
ลินดากับรามอึ้งกับการร่วมมือของสาวๆ รุ้งรายมองหน้าลินดา
“ที่คุณลินดาไม่รู้คือป๊าแต่งตั้งเฮียราพณ์เป็นประธานบริษัทแล้ว พี่น้องและผู้ถือหุ้นทุกคนทราบเป็นการภายใน รุ้งเป็นรองประธาน ส่วนเจ้รองคุมการเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะป๊าเมตตาราม คุณลินดาคงต้องกลับไปทำอาชีพเดิม อาชีพอะไรนะคะ...”
ระรินตอบด้วยความสะใจ
“คนรับใช้น่ะเหรอเจ้”
รุ้งรายกับรังรองไม่ได้ตอบแต่ยิ้มเย้ยกดให้ลินดารู้สึกเจ็บ ยังไม่ทันที่ลินดาจะพูดอะไร รามตบหน้าระริน ผัวะ ทุกคนตกใจ อึ้งกันไปชั่วขณะ
“ไอ้ราม” รุ้งรายตวาด
ทันทีที่ระรินได้สติก็โผเข้าตีรามไม่นับ
“ไอ้เฮียเลว...ไอ้เลว”
เกิดเหตุชุลมุนหน้าห้องไอซียู ระรินเข้าตีรามด้วยแรงโกรธ รามพยายามปัดป้อง ผลักออก รุ้งราย กับรังรองพยายามจะดึงระรินออก ลินดาก็โวยวายพยายามช่วยผลักระรินออกไป แต่ระรินโกรธมากจนพวกผู้หญิงดึงไม่ไหว ขณะที่กำลังชุลมุน สกรรจ์ที่เข้ามาเห็นช่วยล็อกตัวระริน
“ฉันจะฆ่ามัน ปล่อยฉัน”
รสิกาแปลกใจที่เห็นสกรรจ์
“เดี๋ยวผมพาไปสงบสติเองครับ”
สกรรจ์ล็อกตัวระรินลากออกไปจนได้ รุ้งรายตกใจ
“จะเอาน้องฉันไปไหน”
รสิการีบบอก
“เพื่อนฉันเองค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ”
รัตนาวลีมองหน้าลินดา
“ขายหน้าพอหรือยังคะ หรืออยากประจานตัวเองมากกว่านี้”
ลินดากับรามมองแค้นจะไม่ยอม รสิกาหันไปหารุ้งราย
“คุณรุ้งบอกคุณราพณ์นะคะว่าเราจะประชุมครอบครัว เพื่อตัดบางคนออกไป”
รุ้งรายยิ้ม
“ก็ดีนะคะ ป๊าจะห้ามก็คงไม่ไหว เจ้รอง...เราส่งข่าวเฮียขึ้นเป็นประธานบริษัทอย่างเป็นทางการพร้อมกับประกาศชื่อนามสกุลบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องดีไหมคะ” รุ้งรายมองลินดาท้าทาย “ไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียงให้เกาะดูสิจะอยู่ได้ยังไง”
รัตนาวลีบอกลินดา
“กลับไปตอนที่เรายังคุยกันดี ๆ ได้อยู่เถอะค่ะ เพราะถ้าเด็ก ๆเอาจริง ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้”
ลินดามองรสิกา รุ้งราย รังรองอึ้งๆ รู้ว่าที่พูดมาทั้งหมดมันจริง ลินดามองอย่างแค้นสะบัดหน้ากลับไป รามอึ้งที่เห็นลินดาถอย
“ม๊า...” รามไม่วายชี้หน้าพี่สาว “ฝากไว้ก่อนเถอะ ฉันเอาคืนแน่”
รามรีบตามลินดาไป ทุกคนโล่งอก
“สงบได้สักที ยัยรินก็ใจร้อน” รังรองถอนใจ
“เป็นรุ้งก็ไม่ทนหรอก ลากหายกันไปไหนแล้ว”
“เดี๋ยวฉันไปดูให้เองค่ะ”
รสิการีบออกไป รัตนาวลีลงนั่งอย่างเหนื่อย ๆ รังรองกับรุ้งรายเข้ามาดูรัตนาวลี
“หม่อม...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” รังรองถามอย่างเป็นห่วง
“เหนื่อยน่ะค่ะ”
“หม่อมต้องแข็งใจหน่อยนะคะ รุ้งว่ายังต้องมีอีกหลายแมทช์แน่ค่ะ”
“เป็นไปได้อย่าให้เจ้าสัวทราบเรื่องเลยนะคะ พี่น้องตีกัน...ถ้าทราบคงเสียใจ”
ทั้งสามคนมองไปทางห้องคนไข้ของเจ้าสัวเรียว อย่างเป็นห่วงและหนักใจ

สกรรจ์ดึงระรินออกมาอย่างยากเย็น
“ฉันบอกให้ปล่อยไง ไอ้บ้า”
“คุณเลิกบ้าก่อนแล้วผมจะปล่อย”
“เป็นใครมาสั่งฉัน ปล่อย”
สกรรจ์ล็อกแน่นมากไม่ยอมปล่อย ระรินก็ดึงไม่หลุด
“งั้นก็ดิ้นให้หายบ้าเลย ตามสบาย”
ระรินมองหน้าว่าจะปล่อยไหม สกรรจ์มองตามกวนประสาทว่าไม่ปล่อยแน่ ระรินดึงไม่ออกแค้น พยายามจะกระทืบเท้าสกรรจ์ แต่สกรรจ์ชักเท้าหลบ ระรินยังพยายามจะทำอีกแต่สกรรจ์ก็หลบได้
“นี่ ฉันเจ็บ”
“อยู่เฉย ๆ แล้วผมจะปล่อย”
ระรินมองสกรรจ์เห็นสายตาเอาจริง เธอหายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วเริ่มนิ่ง รสิกาตามเข้ามา
“คุณสกรรจ์...”
สกรรจ์ปล่อยมือทันที ระรินสะบัดแล้วขยับมายืนข้างรสิกามองสกรรจ์ด้วยสายตาเคืองๆ
“คุณหญิง...รู้จักนายคนนี้ด้วยเหรอคะ”
รสิกามองสกรรจ์ว่าหมายความว่ายังไง
“ผมเคยเจอกับคุณคนนี้ที่ออฟฟิศของคุณหญิงน่ะครับ ก็ได้คุยกันนิดหน่อย”
“น้องรินเป็น...”
รสิกายังพูดไม่จบ ระรินแทรกทันที
“น้องสามีของคุณหญิง”
“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”
ระรินมองหมั่นไส้ไม่คิดจะญาติดีด้วยเลย
“คุณสกรรจ์มาธุระที่โรงพยาบาลเหรอคะ” รสิกาถาม
“ผมเห็นข่าวในทีวี...ก็เลยเป็นห่วงน่ะครับ ไม่คิดว่าต้องมาเป็น” สกรรจ์มองระรินแบบตำหนินิดๆ “กรรมการห้ามมวย”
“ขอบคุณนะคะ”
สกรรจ์ยิ้มให้รสิกาด้วยความเต็มใจมาก ๆ ระรินมองรอยยิ้มของเขาอย่างหมั่นไส้แล้วขยับเข้ามาขวาง
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เฮียราพณ์กับน้องสามีอย่างฉันดูแลคุณหญิงอย่างดี ขอบคุณที่เป็นห่วง เชิญค่ะ”
สกรรจ์มองระริน เห็นสายตาของเธอบอกชัดเลยว่าอย่ายุ่ง
“น้องรินคะ” รสิกาปราม
“คุณหญิงคะ ถ้าเฮียมาไม่เห็นคุณหญิงคงจะไม่สบายใจ”
รสิกามองสกรรจ์อย่างเกรงใจ
“ผมกลับก่อนนะครับ”
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
ระรินจงใจกวนประสาท
“ลาก่อนนะคะ”

ระรินเชิดใส่แล้วดึงรสิกานิด ๆ เพื่อให้เข้าไป สกรรจ์มองตาม
 

 
รสิกากับระรินกลับเข้ามา ราพณ์ยืนมองผ่านกระจกเข้าไปในห้องกับรุ้งรายที่นั่งอยู่เป็นเพื่อน ระรินเข้ามาถาม
 
“เจ้...แล้วหม่อมกับเจ้รองไปไหนล่ะ”
“เฮียให้เจ้รองพาหม่อมกลับไปพักก่อนน่ะ เฮียจะเฝ้าป๊าคืนนี้ เจ้ว่าจะอยู่เป็นเพื่อน”
ราพณ์หันมาบอก
“รุ้งกลับไปเถอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่เราต้องรับมืออีกมาก”
“ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณราพณ์ให้เองค่ะ” รสิการีบบอก
รุ้งรายหันมาหารสิกา
“ถ้าอย่างนั้นรุ้งฝากเฮียด้วยนะคะ ริน...ไปเถอะ”
รุ้งรายเดินออกไป ระรินตาม รสิกามองราพณ์ที่มองเข้าไปในห้องพักคนไข้ด้วยความเป็นห่วงเจ้าสัวเรียว

ค้ำนั้น รุ้งรายนั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพัง ปฐวีรีบเข้ามา
“คุณรุ้ง”
รุ้งรายมอง ปฐวีเห็นว่าเธอร้องไห้ เขานั่งลงเคียงข้าง
“เจ้าสัวเป็นยังไงบ้างครับ”
รุ้งรายไม่ได้ตอบแต่พูดความรู้สึกตัวเองออกมา
“สำหรับฉัน ป๊าเป็นครูสอนการทำงาน เป็นหมอคอยดูแลยามฉันป่วย บางครั้งป๊าก็เป็นเพื่อนที่แสนดี ทุกครั้งที่ฉันกลับไปที่บ้าน ป๊าจะรอฉันอยู่ เราจะกินข้าว พูดคุย หัวเราะด้วยกัน ฉันไม่อยากจะคิดเลยถ้าวันนึงฉันกลับไปบ้านที่ไม่มีป๊าอยู่แล้ว ฉัน...ฉัน...”
รุ้งรายน้ำตาร่วง ปฐวีทนไม่ได้กอดรุ้งรายด้วยความสงสาร

ลินดาเปิดซองแล้วหยิบรูปครอบครัวออกมา สภาพรูปค่อนข้างเก่าและถูกเก็บไว้ในซอง ลินดานั่งมองภาพรูปครอบครัวของลิ้มวัฒนาถาวรกุลเป็นภาพเจ้าสัวเรียว อุษา อาม่า และบรรดาลูก ๆ ในวัยเด็ก ราพณ์ รังรอง รุ้งราย ลินดากับรามอยู่ในรูปด้วย แต่จุดที่นั่งห่างออกมาด้านข้าง ด้านหลังเป็นภาพของคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว รามลงมาจากชั้นบนเห็นลินดาที่นั่งมองภาพนิ่งๆ เขาเดินมายืนด้านหลังของแม่
“เราสองคนเหมือนจะมีครอบครัว แต่ก็ไม่ใช่”
“ครอบครัวมันไม่สำคัญ เท่ากับชีวิตที่ได้ทุกอย่างอย่างที่เราหวัง”
รามมองหน้าลินดาอึ้ง ๆ
“มันไม่สำคัญเหรอครับม๊า...”
ลินดารู้ว่าหลุดปากไป ก็ลุกขึ้นมามองราม
“ม๊าหมายถึงว่าพวกบ้านนั้น นอกจากป๊า ม๊าไม่นับพวกมันเป็นครอบครัว เพราะครอบครัวม๊ามีแค่ราม ท่านั้น”
“ม๊าคือครอบครัว คือสิ่งมีค่าที่สุดของผม...ส่วนป๊า...”
ลินดาจับรามมองหน้าตรง ๆ
“ลูกควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ อยู่ในคฤหาสน์หลังนั้นเป็นผู้บริหาร เพราะพวกมัน ลูกถึงต้องไปอยู่ที่อเมริกาคนเดียว เพราะพวกมัน” ลินดาบีบแขนรามแน่นราวกับสะกดจิต “เราถูกพวกไอ้ราพณ์กีดกัน แย่งความรัก สมบัติจากป๊าไป ลูกจะต้องทวงคืน”
รามยิ่งฟังสายตายิ่งถูกจุดด้วยความแค้น

รามนั่งมองภาพที่ถูกเก็บไว้ เป็นภาพตอนเด็ก ๆ ราพณ์กอดคอรังรอง รุ้งราย ภาพเจ้าสัวเรียวกอดคอราพณ์ถ่ายรูปอย่างให้ความรักความสนิทสนม...รามนึกถึงภาพในงานเดินแบบผ้าไหมไทย เจ้าสัวเรียวยืนเคียงข้างราพณ์ด้วยความภูมิใจ ไม่สนใจรามที่พยายามเรียกเลย...เจ้าสัวเรียวบอกว่าภูมิใจที่ราพณ์เป็นคนที่ได้ดังใจ...รามขยำรูปในมือแล้วเขวี้ยงทิ้งไป...รามเครียดเมื่อนึกถึงระรินที่ด่าเขา...นึกถึงราพณ์ชกเขา...รามพยายามลงนอนแต่ภาพมันก็ยังวิ่งเข้ามาไม่หยุดยั้ง เขาทนนอนไม่ไหวลุกออกไปจากห้อง

รุ้งรายยังพิงอยู่กับปฐวี แต่สงบลงมากแล้ว
“ไหวไหมคุณ...”
รุ้งรายขยับขึ้นมานั่ง เช็ดหน้าจัดผมเผ้า
“ขอบคุณนะ”
“ถ้าไหล่ผมมีประโยชน์กับคุณ ผมก็โอเคนะ...”
รุ้งรายหันมอง ปฐวียิ้มให้
“ถ้าเวลาไหนที่คุณคิดว่าคุณไม่มีใคร โทรหาผมนะ” ปฐวีตบไหล่ตัวเองเบาๆ “พร้อมเสมอ”
รุ้งรายมองประทับใจ ยิ้มให้
“ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”
“ไปเถอะครับ ผมจะไปส่งที่รถ”
ปฐวีลุกขึ้น รุ้งรายลุกตาม สองคนเดินไปด้วยกันบรรยากาศอบอุ่น

หน้าห้องพักสิริโสภา...รามเคาะประตูรัว สิริโสภาเปิดประตูออกมาชะงักที่เห็นเขา
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมมาดึกขนาดนี้”
รามมองอ้อนวอน
“ผมขอเข้าไปข้างในได้ไหม”
สิริโสภามองหน้าเขาเห็นสายตาอ้อนวอน
“มันดึกแล้วคงไม่ดีหรอกค่ะ”
รามพยายามมาก
“คุณสิคิดมากไปหรือเปล่าคะ เราก็เคย...”
สิริโสภาสวนทันที
“ฉันต้องยอมให้คุณง่ายๆ เลยตามเลยใช่ไหมคะ แบบเคยๆ กันแล้วก็เนียนๆ กันไป”
รามตกใจที่เธอคิดมาก
“ผมไม่ได้คิดแบบนั้นนะครับ”
“ถึงคุณจะคิดก็ไม่เป็นไรค่ะ ผู้หญิงที่ผ่านการเป็น...มาแล้ว คงไม่จำเป็นต้องให้เกียรติอะไรมากมาย” สิริโสภาหน้าเศร้า
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ สำหรับผมคุณมีค่ามาก...ผมแค่...ต้องการให้คุณอยู่ข้างๆ ผมอยากมีใครสักคน แต่ถ้าคุณไม่สะดวก ผมก็ไม่รบกวน”
สิริโสภามองแล้วตัดสินใจ
“เข้ามาสิคะ”
รามดีใจแล้วชะงักไป
“แต่คุณ...”
“ถ้าคุณอยากมีใครสักคนจริงๆ”

รามยิ้มขอบคุณเดินเข้าไปในห้อง สิริโสภาคิดแผนร้าย

 
รสิกามองราพณ์ที่ยังยืนนิ่งมองเข้าไปในห้อง ราพณ์หน้าเครียด ๆ แล้วขยับลงมานั่งที่เก้าอี้พิงไปกับผนังด้วยความเครียดจัด รสิกาขยับมาจับมือเขาอย่างให้กำลังใจ ราพณ์หลับตาอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะลืมตามองไปข้างหน้าราวกับกำลังรำลึกถึงเรื่องที่ผ่านมา
 
“ผมโตขึ้นมาพร้อมกับการเห็นป๊าทำงานอย่างหนักเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวสุขสบาย ป๊ายอมอดเพื่อให้ลูกทุกคนได้เรียน ทำธุรกิจถ้าไม่แกร่งก็ต้องล้มหายตายจากไปวงการ แต่ป๊าไม่เคยยอมล้ม...กว่าเราจะมีอย่างทุกวันนี้ เราต้องผ่านปัญหามามากทั้งในบ้าน นอกบ้าน ผมไม่เคยนึกถึงวันที่ไม่มีป๊าอยู่ จนวันนี้ วันที่ผมต้องเปลี่ยนจากผู้ตามเป็นผู้นำ...ผม...” ราพณ์เครียด
“ฉันเชื่อว่าคุณทำได้ค่ะ ทุกคนในครอบครัวต่างก็เชื่อมั่นในตัวคุณ มันเป็นแค่ความหวั่นไหวกับสิ่งที่ไม่คาดคิด ฉันเคยผ่านคืนวันแบบนี้มาแล้ว”
ราพณ์หันมองรสิกา
“วันที่เสียท่านพ่อไป ฉันอยากจะร้องไห้ อ่อนแอ แต่มีฉันคนเดียวที่จะประคองทุกชีวิตในบ้านไว้ได้ ฉันต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนที่ยังอยู่มั่นใจที่จะเดินหน้าต่อไป”
ราพณ์รู้สึกตัว
“ผมขอโทษนะครับ ทั้งที่คุณหญิงฝากชีวิตไว้กับผม แต่ผมกลับทำให้คุณไม่มั่นใจ”
“คุณจะอ่อนแอบ้างก็ได้ แต่ต้องไม่จมกับมันนาน เพราะมีเรื่องอีกมากที่เราต้องเจอ”
“คุณจะอยู่ข้างผมตลอดไปใช่ไหม”
“เป็นภรรยาก็ต้องอยู่เคียงข้างสามีนี่คะ”
รสิกายิ้มอ่อนโยนให้ ราพณ์มองด้วยความดีใจ มือของรสิกาจับมือราพณ์ไว้แทนคำสัญญา

รามนั่งอยู่ที่พื้นพิงกับเตียงพลางมองออกไปนอกระเบียง สิริโสภายื่นแก้วนมอุ่น ๆ ให้
“นมอุ่น ๆ ดื่มแล้วช่วยผ่อนคลายดีนะคะ”
“ขอบคุณครับ ถ้าคุณสิง่วงนอนได้นะครับ ผมจะนั่งเงียบๆ ไม่กวนคุณ”
สิริโสภามองแล้วลงนั่งข้างๆ
“ฉันยังไม่ง่วงค่ะ”
รามจิบนม รู้สึกอบอุ่น สิริโสภาจับอาการของเขาแล้ววางมือบนศีรษะลูบเบาๆ รามมองความอ่อนโยนของเธอเหมือนโดนสะกด
“สีหน้าคุณไม่ดีเลย มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผมนอนไม่หลับ”
สิริโสภาดึงแก้วนมจากมือรามไปวางไว้ แล้วจับเขาให้นอนลงบนตัก
“หลับนะคะ สิจะอยู่ข้างๆ คุณเอง”
รามรู้สึกเต็มตื้น มือบีบที่เข่าของเธอแนบหน้าลงไปอย่างต้องการยึดเป็นที่พึ่งพิง
“อยู่กับผมนะ อย่าไปไหน”
“สิจะไม่ไปไหน” เธอจับมือเขาไว้บีบเบาๆ “สิสัญญา”
รามรู้สึกมีความสุข แต่สิริโสภายิ้มร้ายกาจมาก

คฤหาสน์เจ้าสัวเรียว เช้าวันใหม่...กิมท้อมายืนปัด ๆ ทำความสะอาดท่าทางหงุดหงิด
“ไม่มีข่าว ไม่มีรายได้เล้ย”
รัตนาวลีแต่งตัวเรียบร้อยลงบันไดมากำลังจะไปโรงพยาบาล รุ้งรายกับรังรองรีบร้อนเข้ามา
“หม่อมคะ ราพณ์อยู่หรือเปล่าคะ” รังรองถามอย่างร้อนใจ
รุ้งรายมองกิมท้อ
“กิมท้อ...”
รุ้งรายส่งสายตาให้ออกไป กิมท้อรีบหลบออกไป
“คุณราพณ์กับอ้ายยังไม่กลับมาจากโรงพยาบาลเลยค่ะ” รัตนาวลีบอก
รุ้งรายกังวล
“เฮียต้องยังไม่เห็นข่าวแน่ ตอนนี้ข่าวป๊าเข้าโรงพยาบาลถูกละเลงจนทำให้หุ้นของบริษัทตอนนี้ตกไปหลายจุด”
“เรื่องนี้คงต้องปรึกษาคุณราพณ์ด่วนที่สุด”
เสียงมือถือรัตนาวลีดังขึ้น เธอกดรับสาย
“อ้าย แม่จะรีบไปเดี๋ยวนี้” รัตนาวลีบอกรุ้งรายกับรังรอง “เจ้าสัวฟื้นแล้วค่ะ”
รังรองกับรุ้งรายมองหน้ากันด้วยความดีใจ กิมท้อโผล่หน้ามาดีใจมากที่จะมีข่าวไปแลกเงิน

รามเข้ามาสักครู่โบตั๋นก็เข้ามาในเวลาไล่ๆ กัน
“ป๊าฟื้นแล้วเหรอครับ”
“นังกิมท้อมันโทรมารายงาน เร็วเข้า ลูกต้องรีบไปให้ป๊าเห็นหน้าก่อนที่พวกไอ้ราพณ์มันจะเอาหน้าไปมากกว่านี้”
โบตั๋นรีบดึงรามเดินไป

ราพณ์กับรสิกากำลังจะเข้าไปในห้องพัก รัตนาวลี รุ้งราย รังรองรีบเข้ามา
“คุณราพณ์คะ อาการเจ้าสัวเป็นยังไงบ้างคะ” รัตนวลีถามอย่างห่วงใย
“ตอนเช้าหมอเข้าไปตรวจแล้วให้ย้ายจากห้องไอซียู ผมกำลังจะเข้าไปดูอาการครับ”
ทุกคนรีบเข้าไปในห้อง

เจ้าสัวเรียวที่นอนอยู่บนเตียงกำลังลืมตามองกลอกตาไปรอบๆ ห้อง ราพณ์กับรสิกาเข้ามา ราพณ์ตรงเข้าไปที่ข้างเตียง รัตนาวลี รังรอง รุ้งรายขยับเข้าไปยืนอีกด้านของเตียง
“ป๊าครับ...ป๊า ผมราพณ์นะครับ”
ลินดากับรามเข้ามาในห้อง รัตนาวลีเข้าไปถาม
“เจ้าสัวคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”
เจ้าสัวเรียวพยายามขยับจะพูด แต่เสียงที่ลอดออกมาไม่เป็นภาษา
“อือ...อือ...”

ราพณ์ รสิกา รัตนาวลี รังรอง รุ้งรายอึ้ง เจ้าสัวเรียวพยายามจะพูดแต่ปากเบี้ยวไปข้างหนึ่งและขยับได้แค่ปลายนิ้ว ทุกคนยืนตะลึงกับภาพที่เห็น
 

 
ค่ำนั้น ในห้องรับแขกคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว การประชุมครอบครัวมีราพณ์เป็นหัวหน้าในการประชุม อาม่าอึ้งกับเรื่องที่ได้รับรู้
 
“อัมพาต...อาเรียว...ไม่น่าเลย”
ชาญชัยแอบยิ้มอย่างสะใจ รัตนาวลีรีบบอก
“หม่าม๊าคะ...ตอนนี้คุณเรียวยังมีชีวิตอยู่นั่นเป็นเรื่องทีดีนะคะ วลีจะดูแลเจ้าสัวให้ดีที่สุดค่ะ”
“เราทุกคนจะช่วยกันดูแลป๊า ผมจะจ้างพยาบาลมาดูแลเพื่อช่วยให้ความรู้ในการดูแลป๊า สิ่งที่หมอให้ระวังที่สุดคือเรื่องของจิตใจ เพราะระดับความดันของป๊ายังน่าเป็นห่วง เราทุกคนต้องหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้ป๊าต้องเจอเรื่องสะเทือนใจ เข้าใจไหมริน”
ทุกคนหันมองระริน
“เฮีย...ทำไมพุ่งมาที่รินคนเดียวล่ะ”
“ก็เรามันใจร้อนสุด” รังรองบอก
“ค่า...รินจะพยายามใจร่ม ๆ ไว้...ถ้าไม่มีคนกวนประสาทนะเฮีย”
รุ้งรายหนักใจ
“แล้วเรื่องข่าวล่ะเฮีย ตอนนี้คนมองว่าเราขาดหัวมังกร หางจะระส่ำนะเฮีย”
“เฮียจะรับตำแหน่งแทนป๊าเอง รุ้งจัดการปล่อยข่าวนี้ไป”
“เจ้จะแถลงข่าวเรื่องแต่งตั้งราพณ์เป็นประธานบริษัท” รังรองบอก
ชาญชัยทำเป็นเห็นด้วย
“ก็ดีนะ เพื่อความมั่นคงของบริษัท ตอนนี้ call center มีโทรศัพท์เข้ามาถามกันเยอะ ลูกค้าต้องการความมั่นใจในเสถียรภาพของบริษัทเรา”
“แล้วพวกลื้อจะรับอาเรียวกลับมาบ้านเมื่อไหร่” อาม่าถาม
ราพณ์กำลังจะตอบ ทันใดนั้นเสียงลินดาดังเข้ามา
“นี่ฉันไม่ได้มาสายไปใช่ไหม”
ทุกคนหันมา ลินดาเดินเข้ามาพร้อมกับราม
“ประชุมครอบครัวทั้งทีควรจะรอให้อยู่กันครบทุกคน จริงไหมหม่อม”
“หรือว่ามีพวกที่คิดจะมุบมิบสมบัติป๊าถึงต้องประชุมลับ” รามแดกดัน
รัตนาวลีมองหน้าสองแม่ลูก
“พอดีว่าเราประชุมกันเรื่องการดูแลเจ้าสัว การแก้ปัญหาของครอบครัวไม่ใช่เรื่องกระเหี้ยนกระหือรือแบ่งสมบัติอย่างที่คุณสนใจ ฉันก็เลยไม่ได้เชิญคุณมา”
“ฉันเป็นเมียเจ้าสัวเหมือนกัน ก็ต้องรับรู้ทุกเรื่องในบ้านนี้”
“ฉันเน้นคนที่รับรู้และร่วมมือค่ะ ถ้ารับรู้แต่ไม่ทำอะไร รู้ไปก็ไร้ประโยชน์ ฉันไม่อยากให้ทุกคนต้องเสียเวลา เสียสุขภาพจิตกับคุณ”
ลินดากับรามยังยิ้มนิ่ง จนทุกคนมองอย่างแปลกใจว่ามันผิดปกติ ระรินกระซิบกับรุ้งราย
“ทำไมไม่อาละวาด ผิดฟอร์มนะเนี่ย”
ลินดายิ้ม
“ฉันก็ไม่อยากให้พวกคุณเสียสุขภาพจิต เอาเป็นว่า...กิมท้อ”
กิมท้อหิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบเข้ามาวางตึง
“รามจะกลับเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
ทุกคนอึ้ง รุ้งรายชะงัก
“วันนี้”
“ใช่...พวกเธอคงไม่มีปัญหาใช่ไหม เพราะเรื่องนี้เจ้าสัวเรียวเป็นคนอนุญาต”
ลินดาคอยมองท่าทีของทุกคนที่นิ่งเงียบกันไป ก็รู้ว่าทุกคนคงรู้เรื่องนี้จากเจ้าสัว ไม่มีคนแย้งแสดงว่าทุกคนต้องยอม ระรินขัดขึ้น
“ไม่ได้ค่ะ...ต้องรอให้ป๊าหายก่อน ป๊าต้องเป็นคนยืนยันว่าจะให้เฮียรามเข้ามาอยูที่นี่รินถึงจะยอม”
รามสวน
“ป๊าไม่สบายอยู่แต่เฮียราพณ์ตัดสินใจเรื่องนี้ได้ไม่ใช่เหรอครับ”
รามมองพี่ชาย ราพณ์พยายามคิดถึงข้อดีข้อเสีย หนักใจที่ต้องรับรามเข้ามาในบ้าน ลินดารีบพูดเพื่อกดดัน
“รามก็เป็นลูกชายคนหนึ่งของเจ้าสัวเหมือนกัน ถ้าลูกชายจะกลับเข้ามาเพื่อดูแลพ่อของตัวเองยังไม่ได้ ฉันก็จะได้เห็นว่าไอ้พวกที่บอกว่าตัวเองเป็นคนจิตใจดีที่แท้ ไม่มีมโนธรรม”
ทุกคนนิ่งไปรอ รามเข้าไปหาอาม่าหวังให้ช่วย
“อาม่าครับ ผมอยากมาดูแลป๊า ดูแลอาม่า แต่พวกเฮียกีดกันไม่ยอมให้ผมกลับมาอยู่ที่นี่ ทั้งที่มันก็เป็นบ้านของผมเหมือนกัน”
อาม่าหนักใจมองไปทางราพณ์...ลินดากดดันต่อ
“หรือว่าไม่ใช่พวกเด็ก ๆ ที่กีดกันแต่เป็นพวกมาใหม่ที่หวังจะครองทุกอย่างไว้เอง”
ราพณ์ตัดสินใจ
“ราม แกไปอยู่ที่ห้องทางปีกซ้าย กิมท้อไปทำความสะอาดให้เรียบร้อย” ราพณ์มองหน้าลินดา “ถึงยังไงรามก็เป็นน้องชายผม...ถ้าคิดจะเข้ามาอยู่ที่นี่แกต้องปฏิบัติตามกฎของบ้านนี้ ให้เกียรติทุกคน ตอนนี้ป๊าต้องหลีกเลี่ยงเรื่องสะเทือนใจ อย่าพยายามก่อเรื่องในบ้านนี้ ไม่อย่างนั้นแกจะต้องออกจากบ้านนี้โดยไม่มีข้อแม้”
ลินดากับรามไม่ได้สะดุ้งสะเทือน รามยักไหล่แบบกวนประสาท
“โอเค พล่ามจบแล้วใช่ไหม...”
รามหันมาทางกิมท้อ
“ยกกระเป๋าไปสิ ยืนโง่อยู่ได้”
กิมท้อลนลานรีบยกกระเป๋าเดินออกไป ลินดากับรามมองทุกคนด้วยสายตาสะใจ ทุกคนนิ่งอึ้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

รามเดินออกมาที่หน้าตึกกับลินดา
“ที่ม๊าอยากให้ผมทำ ผมก็ทำแล้ว แล้วเรื่องที่ผมขอไว้”
“ได้สิ ถ้ารามรักใคร ม๊าก็จะรักด้วย”
รามดีใจ
“ขอบคุณครับม๊า”
รามยิ้มอย่างหมายมาดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก

สิริโสภาอยู่ในห้องพักคุยโทรศัพท์อย่างพอใจมาก
“มื้อกลางวันพรุ่งนี้กับคุณแม่คุณเหรอคะ...คุณมั่นใจเหรอคะว่าคุณแม่ของคุณจะยอมรับฉัน”
รามคุยโทรศัพท์ยิ้มมั่นใจมาก
“ผู้หญิงที่ผมรัก ม๊าผมก็จะรักด้วย อย่าห่วงเลยนะครับ พรุ่งนี้จะให้ผมไปรับไหมครับ”
“อย่าเลยค่ะ สิไปเจอที่ร้านเลยดีกว่า แล้วพบกันค่ะ”
รามยิ้มมีความสุข
“ครับ”

สิริโสภาวางสายยิ้มร้าย

 
ราพณ์ลงนั่งบนเตียงพิงไปกับเตียงหลับตาหน้าเครียด ๆ รสิกาเอาผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาดมาเช็ดหน้าเช็ดคอให้ ราพณ์ลืมตาเห็นสายตาห่วงใยของรสิกา
 
“ที่ตึงๆ จะได้คลายลงบ้างนะคะ”
ราพณ์ยิ้ม
“ขอบคุณครับ แต่จะดีกว่านี้ถ้า...”
ราพณ์เข้ากอดรสิกา
“อาบน้ำก่อนไหมคะ”
“ผมเหนื่อย ขอชาร์ตพลังจากคุณหน่อยได้ไหม”
รสิกามองราพณ์อย่างสงสาร เธอโอบกอดเขาด้วยความรักและห่วงใย
“แค่มีคุณ...ผมจะสู้ขาดใจ”
รสิกามองราพณ์ที่ยังหลับตาแล้วขยับหอมที่หน้าผากเบาๆ ราพณ์ลืมตามองอย่างแปลกใจ รสิกายิ้มแต่ก็ยังเขิน ราพณ์ขยับมาหอมแก้มรสิกายิ้มแล้วกอดแน่นกระซิบเบาๆที่ข้างหู
“ผมรักคุณนะครับคุณหญิง”
รสิกายิ้มๆ แล้วกอดเขาแน่นขึ้น ซบหน้ากับผมเขาสองคนกอดกันด้วยความรัก

เช้าวันใหม่...ราพณ์จูงมือรสิกาลงมาจากชั้นบน
“มีประชุมเช้าไม่ใช่เหรอคะ รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวอ้ายจะไปคุยกับหม่อมแม่
หน่อย”
ราพณ์จะไปแต่นึกขึ้นได้
“กลางวันนี้ผมจะไปโรงพยาบาล คุณจะไปด้วยกันไหมครับ”
“ขออ้ายเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศก่อนนะคะ กลับจากโรงพยาบาลอ้ายต้องเอาของใช้ไปให้ที่วังโน้น”
“งั้นก่อนไปรับคุณผมจะจัดการซื้อของไปให้นะครับ”
รสิกายิ้มน่ารัก
“ค่ะ”
“เจอกันตอนเที่ยงนะครับ”
ราพณ์ยิ้มเดินออกไป รสิกากำลังจะไปแล้วชะงัก เมื่อมือของรามเข้ามาจับที่ปลายผมของเธอ รสิกาหันตามมือตกใจที่เห็นเป็นราม เธอปัดมือเขาทันที
“คุณราม”
“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณหญิงคนสวย”
“ฉันอยากจะพูดย้ำว่ากรุณาให้เกียรติฉันด้วย แต่เห็นพฤติกรรมคุณแล้ว ฉันคิดว่าคุณคงฟังภาษาคนไม่เข้าใจ”
“คุณหญิง ปากเก่งอย่างคุณโดนผม” รามทำปากเหมือนส่งจูบ “ปิดปากมาหลายคนแล้ว”
รสิการังเกียจ
“คุณนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ”
“อย่าทำท่ารังเกียจเลยครับ ผมเองก็เคยเป็นว่าที่ผัวของคุณหญิงนะครับ”
รสิกาจ้องหน้า
“เคยได้ยินไหมคะว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่าแปลกใจว่าทำไมพี่น้องถึงไม่ยอมรับคุณเพราะคุณเลือกที่จะทำตัวเองให้เป็นแบบนี้เอง”
รามอึ้ง
“หมดธุระแล้วนะคะ ฉันขอตัว”
รสิกาเดินออกไป รามมองตามแค้นที่เถียงสู้ไม่ได้

ร้านเสื้อหรูในห้างสรรพสินค้า...ลินดาหยิบเสื้อผ้าสวย ๆออกมา
“ฉันเอาทั้งหมดนี่”
รามมองเวลากระวนกระวาย ที่ยังไม่เห็นสิริโสภา
“ยังไม่มาอีกเหรอ ม๊ามีธุระต่อนะ”
“น่าจะมาแล้วล่ะม๊า เดี๋ยวผมเดินออกไปรับเขาดีกว่าเจอกันที่ร้านนะม๊า ผมจองโต๊ะไว้แล้ว”
รามเดินออกไป ลินดามองตามอย่างไม่รู้สึกอะไรกับการนัดครั้งนี้นัก

ราพณ์เดินคุยมือถือมามุมหนึ่งของห้างสรรพสินค้า
“ผมกำลังจะไปซื้อของให้คุณหญิงครับ”
ราพณ์เห็นสิริโสภาเดินมาจากอีกทางหนึ่ง
“เดี๋ยวผมโทรกลับนะครับ” ราพณ์กดวางสาย “สิ...”
สิริโสภามองมาเห็นราพณ์ ตกใจรีบเดินหนี ราพณ์รีบวิ่งตามไปจับแขนไว้ ลินดาที่เดินถือถุงเสื้อผ้ามาหยุดมอง
“ไอ้ราพณ์...”
สิริโสภาพยายามจะดึงแขนตัวเองให้หลุดจากการจับของราพณ์
“ผมอยากคุยกับคุณ”
“สิไม่...”
ราพณ์ไม่ฟังเสียงจัดการลากตัวไปเลย ลินดาตามไป

ราพณ์ดึงสิริโสภาเข้ามาตรงมุมด้านนอกลานจอดรถ
“ปล่อยสิได้แล้วค่ะ สิเจ็บ”
ราพณ์ยอมปล่อย
“ทำไมสิต้องหนีไปเงียบๆ รู้ไหมว่าผมเป็นห่วง”
“จะห่วงสิทำไมคะ ในเมื่อคุณแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณรักแล้ว สิมันก็แค่อดีตเมียเก็บไม่มีค่าอะไรให้คุณต้องสนใจ”
“อย่าประชดผม”
“ทุกคำที่สิพูดเป็นความจริงที่สิต้องยอมรับ คุณหญิงขับรถชนสิ ฆ่าลูกของเรา แต่คุณโกหกหลอกให้สิไม่เอาเรื่องเขา พอมีเขาคุณก็ทิ้งสิไปแต่งงาน ไม่เคยสนใจว่าสิจะรู้สึกยังไง เสียใจแค่ไหน สิเดินออกมาจาก
ชีวิตของคุณแล้ว คุณยังไม่พอใจอีกเหรอคะ”
“ผมขอโทษ แต่ผมคิดว่าเราเป็นเพื่อนกันได้”
“นี่เหรอคะการตอบแทนของคุณ สามปีที่ผ่านมาสิยอมอยู่ในที่ลับ ไม่มีปากไม่มีเสียง คุณคิดว่าสิมีความสุขงั้นเหรอ ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกอยากยอมเป็นแบบนี้หรอกค่ะ แต่ที่สิยอมทุกอย่างเพราะสิรักคุณ แต่สิ่งที่คุณทำกับสิ...มันโหดร้ายมาก”
“คุณก็รู้ตั้งแต่แรกที่เรา...ว่ามันต้องมีวันนี้”
“สิผิดเองค่ะที่สิหวัง...หวังว่าความรักของสิจะเปลี่ยนคุณได้ สิมันโง่ พอใจหรือยังคะ คุณยังมีอะไรจะพูดให้สิเจ็บกว่านี้อีกไหมคะ”
ราพณ์อึดอัดพูดไม่ออก ขณะเดียวกันนั้นมือถือราพณ์ดังขึ้น เขากดรับ
“ครับคุณหญิง ผมกำลังซื้อของอยู่ครับ ผมจะรีบไปครับ”
สิริโสภาน้ำตาร่วงด้วยความเจ็บ เดินหนีไป ราพณ์วางสายจะตาม
“สิ”
ราพณ์ชะงักแล้วตัดสินใจไม่ตามไปเดินไปอีกทาง สิริโสภาหันมองเห็นเขาไม่ตามมา เธอมองตามด้วยสายตาแค้น เสียงมือถือเธอดัง เป็นรามโทรมา สิริโสภามองแล้วตัดสินใจเดินหน้าต่อไปเพื่อแก้แค้นให้ได้ เธอกดรับแล้วเดินไป ลินดาที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดตัดสินใจตามสิริโสภาไป

 
สิริโสภาเดินเช็ดน้ำตา ลินดาตามมาแล้วพยายามจะเดินตามให้ทัน แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวเสียงรามดังขึ้นเสียก่อน
 
“คุณสิครับ”
รามเดินเข้ามาหาสิริโสภา ลินดาชะงัก
“แล้วคุณแม่ของคุณล่ะคะ”
ลินดาอึ้งๆ ไม่คิดว่าโลกจะแคบขนาดนี้ เธอตัดสินใจเดินเข้าไป
“ราม...”
“ม๊าครับ...คุณสิครับ ม๊าลินดา แม่ของผมครับ” รามแนะนำ
สิริโสภายกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ หนูสิริโสภาค่ะ”
ลินดารับไหว้
“สวัสดีจ๊ะ หนูสิหน้าตาน่ารักนะ ม๊ารู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นเลยนะ”
รามยิ้มดีใจไม่รู้เรื่อง สิริโสภารู้สึกลินดายิ้มเจ้าเล่ห์มองตนเองอย่างมีอะไรที่มากกว่าถูกชะตา

ในร้านอาหาร...รามขยับเก้าอี้ให้กับลินดาลงนั่ง แล้วมาขยับเก้าอี้ให้กับสิริโสภาอีกคน ลินดามองสิริโสภาอย่างพินิจจน เธอรู้สึกแปลก ๆ
“รามรู้จักกับหนูสิได้ยังไงลูก”
“คุณสิเคยช่วยผมไว้ตอนผมมีเรื่องนิดหน่อย...แล้วบังเอิญว่าคุณสิก็ทำงานที่เดียวกับคุณหญิง เราก็เลยได้ทำความรู้จักกัน”
ลินดายิ้มมองรู้ทัน
“บังเอิญจังเลยนะคะ”
“ค่ะ”
“ถ้าบังเอิญสักครั้งสองครั้งก็อาจใช้คำว่าบังเอิญได้ แต่ถ้ามากกว่านั้นถ้าไม่ใช่เจตนาก็ต้องถือว่าเป็นพรหมลิขิต”
สิริโสภามองลินดารู้สึกว่ากำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง รามตักอาหารให้สิริโสภากับลินดาอย่างเอาอกเอาใจ ลินดามองอาการของราม ภายในหัวคิดแผนตลอดเวลา
“คุณสิทานอีกหน่อยสิครับ คุณผอมเกินไปแล้วนะครับตอนนี้”
สิริโสภายิ้มรับตามมารยาท
“ค่ะ”
“ราม ม๊าลืมถุงของไว้ที่ร้านเสื้อ รามไปเอามาให้ม๊าหน่อยสิลูก”
“ครับม๊า เดี๋ยวผมมานะครับ”
สิริโสภารู้สึกว่าลินดาต้องการหาจังหวะคุยถึงให้รามลุกออกไป รามออกไป ลินดาหันมาหาสิริโสภา
“คุณแม่มีอะไรอยากจะพูดกับสิหรือเปล่าคะ”
ลินดายิ้ม
“เธอแค้นใครมากกว่ากันระหว่างราพณ์กับรสิกา”
สิริโสภาอึ้งกับคำถามแทงใจแต่ยังพยายามจะทำซื่อ
“คุณพูดเรื่องอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจ”
“งั้นเรื่องเมียเก็บกับเรื่องรสิกาขับรถชนจนเธอแท้งลูกล่ะ เธอเข้าใจไหม”
สิริโสภาตะลึง
“คุณต้องการอะไร”
“ความร่วมมือจากเธอ ง่าย ๆ แค่ทำตามคำสั่งฉันทุกอย่าง”
สิริโสภาแข็งใส่
“ฉันไม่จำเป็นที่จะต้องฟังคุณ ขอตัวนะคะ”
สิริโสภาจะไป
“เธออุตส่าห์ลงทุนมาทำงานที่เดียวกับรสิกาคงไม่ใช่เพราะบังเอิญ ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงราพณ์ แผนที่เธอตั้งใจไว้คงพังแน่”
สิริโสภาชะงักหันมา
“คุณหมายถึงอะไร”
“ฉันรู้ว่าเธอคงไม่ใจดีกับผู้หญิงที่ฆ่าลูก แย่งผัวของเธอไปหรอกใช่ไหมร่วมมือกับฉัน ฉันจะช่วยเธอแก้แค้นนังรสิกาเอง”
สิริโสภามองลินดาที่ดูร้ายกาจอย่างตัดสินใจ

เจ้าสัวเรียวนอนอยู่บนเตียง หมอกำลังเช็คชาร์ทอาการ รัตนาวลีกับรสิกายืนรอฟังผลการวินิจฉัยใจจดจ่อ
“คุณหมอคะ เจ้าสัวจะกลับมาเป็นปกติได้ไหมคะ” รัตนาวลีถามอย่างกังวล
“การกายภาพบำบัดจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ซึ่งจะต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับการดูแลและกำลังใจของคนไข้ด้วยนะครับ”
รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียว
“ฉันอยากจะพาเจ้าสัวกลับไปรักษาตัวที่บ้าน แล้วจ้างนักกายภาพส่วนตัว คุณหมอพอจะแนะนำให้ได้ไหมคะ”
“ได้ครับ”
รัตนาวลีหันมาถามราพณ์
“คุณราพณ์คิดว่ายังไงคะ”
ราพณ์ยังเงียบอยู่ในภวังค์ เขานึกถึงคำพูดของสิริโสภาที่พูดกับเขา
“ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกอยากยอมเป็นแบบนี้หรอกค่ะ แต่ที่สิยอมทุกอย่างเพราะสิรักคุณ แต่สิ่งที่คุณทำกับสิ...มันโหดร้ายมาก...”
ราพณ์ยิ่งเครียดหนัก รัตนาวลีกับรสิกามองว่าเขาเป็นอะไร รสิกาแตะที่มือ
“คุณราพณ์คะ”
ราพณ์ดึงสมาธิกลับมา
“ครับ”
“เรื่องจะพาเจ้าสัวเรียวกลับไปรักษาตัวที่บ้านน่ะค่ะ” รสิกาบอก
“ได้ครับ ป๊าคงจะดีใจถ้าได้กลับบ้าน”
“ถ้างั้นผมจะจัดการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งนะครับ”
“ขอบคุณครับคุณหมอ”
หมอออกไป เจ้าสัวเรียวสีหน้ากังวล ราพณ์ขยับเข้ามายืนข้างเตียงจับมือพ่ออย่างปลอบใจ
“ป๊าบอกผมเสมอว่า อย่าสิ้นหวังถ้ายังมีลมหายใจ”
เจ้าสัวเรียวบีบมือลูกชายตอบว่าพร้อมจะสู้ ราพณ์ยิ้มอย่างให้กำลังใจ รังรองเปิดประตูเข้ามา ชาญชัยตามเข้ามา
“สวัสดีค่ะหม่อม ป๊าเป็นยังไงบ้างคะ”
เจ้าสัวเรียวเห็นชาญชัยเข้ามา ทันทีที่เห็นหน้าชาญชัย ภาพเหตุการณ์ที่ชาญชัยผลักเขาจนตกบันไดแว่บเข้ามา เจ้าสัวเรียว ตาเบิกกว้างตัวเกร็งด้วยความโกรธแค้น จนทุกคนตกใจที่เห็นเขาเกร็งไปทั้งร่าง เสียงที่ลอดออกมาไม่เป็นคำ
“อือ...อือ” เจ้าสัวเรียวจะด่าว่าชาญชัยไอ้สารเลว
รัตนาวลีเรียก
“เจ้าสัวคะ...”
รังรองตกใจ
“ป๊าเป็นอะไรคะ”
รสิการีบเปิดประตูออกไป
“คุณพยาบาลคะ ตามคุณหมอด่วนค่ะ คนไข้เกร็งไปทั้งตัวเลยค่ะ”
พยาบาลกับหมอรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ
“เชิญญาติคนไข้ด้านนอกก่อนนะคะ”

พยาบาลกับหมอช่วยกันดูอาการเจ้าสัวเรียวที่พยายามจะพูด เสียงเจ้าสัวเรียวดังแต่ไม่เป็นคำร้องด้วยความแค้น ราพณ์ รสิกา รัตนาวลี รังรองรีบออกไป ชาญชัยจะก้าวตามแต่มีหยุดหนึ่งจังหวะมองเจ้าสัวเรียวด้วยสายตาสะใจ แล้วก้าวออกไป เจ้าสัวเรียวมองตามด้วยความแค้น
 

สามี ตอนที่ 9 (ต่อ)

ราพณ์ รสิกา รัตนาวลี รังรองก้าวออกมายืนรอที่หน้าห้องหน้าเคร่งเครียดด้วยความเป็นห่วงเจ้าสัวเรียว ชาญชัยก้าวตามออกมามองราพณ์อย่างต้องการหยั่งเชิง รังรองหันมาถามราพณ์

“ไหนบอกว่าป๊าอาการดีขึ้นแล้วไง”
ราพณ์แปลกใจ
“ทำไมจู่ๆ ป๊าถึงเป็นอย่างนี้ได้นะ ก่อนเจ้มาเมื่อกี้ป๊ายังเป็นปกติอยู่เลย”
ชาญชัยรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ราพณ์ คดีป๊า ตำรวจสืบคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
ราพณ์หนักใจ
“ภาพจากเทปวงจรปิดช่วงเวลาที่เกิดเหตุมันหายไปยี่สิบนาที ตำรวจกำลังพยายามสอบสวนเจ้าหน้าที่ทุกคน...ผมเชื่อว่ามีคนทำให้มันหายไป”
“แต่เจ้าสัวก็ไม่ได้มีศัตรูที่ไหน...นอกจาก...”
รัตนาวลียังพูดไม่จบ ราพณ์แทรกขึ้น
“ผมให้ข้อมูลตำรวจไปแล้วว่ามีใครน่าสงสัยบ้าง ตอนนี้เราต้องหาคุณนทีให้พบ คุณนทีเท่านั้นที่จะให้คำตอบเราได้” ราพณ์ แววตาแค้น “ไม่ว่ายังไงผมจะลากคอคนที่ทำร้ายป๊ามาลงโทษให้ได้”
ชาญชัยพยายามนิ่งที่สุด

ราพณ์ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าตึกวังประกาศเกียรติ เขาลงมาเปิดประตูรถให้รสิกาลงมาจากรถ แล้วเดินไปเปิดประตูด้านหลังหยิบถุงข้าวของที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตลงมา หมวยออกมาจากด้านในบ้าน
“สวัสดีค่ะคุณราพณ์...ไอ้คุณหญิง”
ราพณ์หันมองรสิกา
“ฉันนัดหมวยไว้ค่ะ ไม่ได้คุยกันนาน”
ราพณ์เห็นเป็นโอกาส
“ถ้าอย่างนั้นผมออกไปทำธุระแถวนี้ แล้วผมจะกลับมารับนะครับ”
รสิกาสงสัยแต่ไม่ถาม
“ค่ะ...”
ราพณ์ยิ้มแล้วขึ้นรถขับออกไป รสิกามองตามสงสัยว่าเขาเป็นอะไร จะไปไหน หมวยมองหน้าเพื่อน
“ห่วงสามีเหรอจ๊ะ”
“เปล่า...”
“แกมองตามคุณราพณ์ตาละห้อยมากรู้หรือเปล่า”
รสิกาทำหน้าแบบจริงเหรอ
“จริง ๆ...ไม่เจอกันตั้งนาน อัพเดตชีวิตให้เพื่อนฟังสิ” หมวยเห็นรสิกาจะพูดก็
รีบดักคอ “อ๊ะ...ถ้าลีลา ฉันกลับ แกนัดฉันมาเพราะอยากได้ถังขยะสักใบ จริงไหม”
“แกหูแฉะแน่”
รสิกายิ้มไม่คิดปิดบังอยู่แล้ว หมวยยิ้มพอใจ

ในห้องรับแขกบ้านประสิทธิ์...ชาญชัยพล่านมากเดินไปมาด้วยความร้อนใจ ประสิทธิ์ยืนมองอย่างใจเย็นรอฟัง
“มันจำได้ทุกอย่าง พอมันเห็นหน้าผมมันก็อาละวาด”
“คุณก็บอกเองว่ามันพูดไม่ได้”
“แต่ถ้ามันอาละวาดทุกครั้งที่เห็นผมบ่อย ๆ อีกไม่นานคนอื่นจะต้องสงสัย ผมอยากให้เก็บมันให้เร็วที่สุด”
“ทำไมผมต้องเสี่ยงคุกให้คุณ เสี่ยงไปแล้วผมจะได้อะไร”
“ข้อมูลแผนงานในธุรกิจทุกอย่างของ LK เริ่มต้นจากข้อมูลของโครงการที่ LK จะเปิดโครงการโฮมออฟฟิศกลางใจเมือง ข้อมูลนี้ประเมินแล้วว่าถ้าสร้างเสร็จจะได้กำไรมหาศาล”
“ผมว่ามันยังไม่คุ้มที่จะเสี่ยง”
“ที่คุณยังต้องเป็นรอง LK อยู่ทุกวันนี้เพราะคนของคุณมันไม่เวิร์ค ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่พยายามซื้อตัวคนของ LK ครั้งแล้วครั้งเล่าหรอก หางแถวพวกนั้นคงไม่ได้ข้อมูลลึกเท่าผม”
“ถ้าคุณคายให้ผมแล้วบริษัทคุณจะเหลืออะไร”
“โครงการของผมไม่ใช่ลูกค้าระดับเดียวกับคุณ สำหรับผมคุณเป็นได้แค่ พันธมิตร ไม่ใช่ ศัตรู”
“เหตุผลโอเค”
ชาญชัยยิ้มว่าสำเร็จแล้ว
“ข้อมูลทั้งหมดจะถึงมือคุณทันทีที่ผมได้รับ ข่าว”
ประสิทธิ์พยักหน้าตกลง ชาญชัยยิ้มจะเดินออกไป สุรีย์ส่องที่แต่งตัวพร้อมจะออกจากบ้านเดินเข้ามาชะงักที่เห็นชาญชัย ซึ่งเดินสวนออกไปโดยไม่พูดอะไร
“ผัวนังรังรอง มันมาทำไม”
ประสิทธิ์ไม่ตอบ สุรีย์ส่องเห็นรอยยิ้มของพ่อก็เข้าใจว่าชาญชัยคือหมากตัวใหม่ของพ่อ

ชาญชัยขึ้นรถขับออกไป ทันทีที่ผ่านสามแยก แท็กซี่คันหนึ่งวิ่งเข้ามาแล้วเลี้ยวไปจอดที่หน้าบ้านประสิทธิ์ ลินดาลงมาจากรถด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นสิริโสภาก้าวลงมาจากรถ สิริโสภามองบ้านประสิทธิ์แล้วหันมองลินดาว่ามาที่นี่ทำไม ลินดายิ้มไม่ตอบ

ในห้องรับแขก...สุรีย์ส่องสีหน้าไม่ค่อยศรัทธานัก
“แต่ละคนที่พ่อดีลมาสุไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้เราได้วังประกาศเกียรติมาได้ยังไง”
คนรับใช้พาลินดาเข้ามา
“คุณท่านคะ คุณลินดามาแล้วค่ะ”
“ยิ่งพวกเมียเก็บที่ถูกดีดออกไปนอกบ้านจะมีประโยชน์อะไร จะว่าเป็นไม้ซีกที่จะเอาไปงัดไม้ซุงก็ไม่ได้” สุรีย์ส่องเหยียด “อย่างมากก็เป็นแค่เสี้ยนตำเท้าให้หม่อมอาเจ็บๆ คัน ๆ เท่านั้น”
ลินดามองสุรีย์ส่องแล้วยิ้มเชือดนิ่ม ๆ
“ฉันไม่ได้ถนัดแค่เป็นเสี้ยนเท่านั้นนะคะ บางทีก็ต้องทำตัวเป็นใบตองแห้งให้คนอย่างคุณได้ระบายบ้าง”
สุรีย์ส่องโกรธ
“นี่แกว่าฉันเป็นหมาเหรอ”
“ฉันยังไม่ได้พูดว่าคุณเป็นหมาสักคำ”
“แก...”
สุรีย์ส่องจะเอาเรื่อง ประสิทธิ์ปราม
“เลิกไร้สาระได้แล้ว...ไหนล่ะคนที่คุณว่ามีประโยชน์กับเราน่ะ”
ลินดามองผ่านกระจกไปอีกห้องด้านล่างเห็นสิริโสภาที่นั่งรออยู่ สุรีย์ส่องมองตาม
“หน้าโง่ๆ แบบนี่จะมีผลอะไรกับนังอ้าย”
“สิริโสภาเป็นเมียเก็บไอ้ราพณ์”

ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องชะงักมองไปที่สิริโสภา ลินดายิ้มอย่างถือไพ่เหนือกว่า

 
ราพณ์คุยกับมานพในร้านกาแฟ มานพมองอย่างเห็นใจ
 
“ตอนคุณหญิงบาดเจ็บ ฉันเห็นคุณสิมาถามหาคุณหญิงที่โรงพยาบาล”
ราพณ์กังวลมาก
“ฉันพยายามตามไป แต่คุณสิจงใจหลบหน้าฉัน ที่ฉันไม่บอกแกเพราะเห็นแกยุ่งๆ ก็เลยไม่อยากให้กังวล”
“เขาคงแค้นฉันมาก...ยิ่งตอนนี้ฉันมีความสุขมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกลัวมากเท่านั้น ถ้าคุณหญิงรู้ความจริงเรื่องที่ฉันบีบให้เขาแต่งงาน เรื่องสิ...ฉัน...” ราพณ์กลุ้มมาก
“ปัญหานี้แก้ได้แน่ค่ะ” แก้วพูดขึ้น
ราพณ์มองแก้ว
“แก้วว่าทำให้คุณหญิงรักคุณราพณ์ยังยากกว่าเลย จริงไหมคะ เท่าที่คุณราพณ์เล่ามา แก้วว่าคุณหญิงรักคุณราพณ์เพราะความจริงใจที่คุณราพณ์มีให้กับเธอ”
“ตอนนี้คุณหญิงก็ยอมเป็นภรรยาแกแล้วนี่ ยังกลัวอะไรอีก” มานพเสริม
“ฉันอยากให้เขาเป็นภรรยาฉันเพราะเขารักฉันไม่ใช่เพราะแผนของฉันแบบนี้ ฉันอยากเป็นสามีที่เขาภูมิใจ”
“ก็เหมือนที่แก้วภูมิใจในตัวฉันไง...”
ราพณ์มองว่าทำยังไง
“ก็กว่าฉันกับแก้วจะมีวันนี้ต้องผ่านสนามรบ เอาตัวรับกระสุนแทนแก้ว”
แก้วหยิกมานพ
“พูดเล่นอยู่นั่นแหละคุณ...นพเขาขี้เหร่ ฉลาดน้อย ไม่รวย”
มานพอ้อนให้รักษาหน้ามั่ง
“แก้ว...”
“แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาเขาจะยืนอยู่ข้างแก้วเสมอ” แก้วคล้องแขนมานพ “เขาคือความภูมิใจของแก้วค่ะ”
“ไม่รู้ว่าผมจะโชคดีเหมือนไอ้นพหรือเปล่า”
“มองในแง่ดี แกยังมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองอยู่นะเว้ย อดทนอีกนิดสิวะความพยายามอยู่ที่ไหน...ความพยายามก็อยู่ที่นั่นแหละ”
“นี่แกให้กำลังใจฉันแน่หรือเปล่าวะ”
“คนอย่างแกจะยอมแพ้แค่นี้จริงๆ เหรอวะ”
ราพณ์ยักไหล่แบบไม่มีทาง
“บทพิสูจน์ของผู้ชายสักคนที่อยากเป็นสามีของผู้หญิงที่เรารัก จะยากแค่ไหนเชียว”
มานพยิ้ม ตบไหล่อย่างแรง
“มันต้องอย่างนี้สิวะเพื่อน”
ราพณ์มองแบบแรงไปแล้ว มานพกับแก้วยิ้มชอบใจ

ในสวนวังประกาศเกียรติ...หมวยกอดรสิกาด้วยความดีใจ
“ไอ้คุณหญิง...ฉันดีใจนะที่แกเป็นอิสระสักที” หมวยมองล้อเลียน “แกรักเขาแล้วใช่ไหม”
รสิกายิ้ม
“ทุกอย่างที่เขาทำให้ฉันกับครอบครัวมันมากกว่าหน้าที่ เขาดูแลและทำทุกอย่างเพื่อยืนยันว่าเขารักฉันจริงๆ”
“แล้วแกเชื่อเขาไหม”
“มันมากกว่าความเชื่อนะหมวย ฉันรู้สึกว่าชีวิตของฉันฝากไว้ในมือเขาได้”
หมวยตื่นเต้น
“ไอ้คุณหญิง...นอกจากท่านพ่อของแกที่แกศรัทธา เทิดทูน ก็มีคุณราพณ์นี่ล่ะที่ฉันเห็นแกพูดถึงด้วยความรู้สึกแบบนั้น”
“ตั้งแต่เสียท่านพ่อไป ฉันไม่เคยนอนหลับสนิทจริง ๆสักวัน ฉันนอนคิดทุกคืนว่าทำยังไงถึงจะดูแลทุกคนที่วังนี้ให้มีความสุข แต่ฉันก็ทำได้แค่หาเงินมาดูแลพวกเขาให้รอดไปวัน ๆ แต่คุณราพณ์เลือกให้ป้าๆ ได้มีอาชีพทำให้ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุขจริง ๆ”
“ทุกวันนี้แกก็เลยหลับสนิทในอ้อมกอดสามีแกใช่ไหมล่ะ”
รสิกายิ้มรับ หมวยยิ่งตื่นเต้นว่ารสิกายอมรับอย่างไม่มีฟอร์ม
“คุณราพณ์เก่งมากที่ชนะใจแกได้ หล่อ รวย แสนดี...โฮ้ย...ฉันอยากมีสามีดี ๆ แบบนี้บ้าง” หมวยมองเพื่อนแบบแซวๆ “ถ้ายังมีหลงเหลือนะ”
รสิกาไม่ตอบยิ้มภูมิใจ หมวยเข้ากอดด้วยความดีใจ
“ฉันดีใจมากเลยนะที่เห็นแกมีความสุขสักที ไอ้คุณหญิง”
รสิกายิ้มรับอย่างมีความสุขมาก

ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องฟังลินดาอย่างสนใจ
“แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนของลูกชายคุณไม่ใช่เหรอ”
“ฉันคุมลูกชายฉันได้ เขาจะต้องเข้าใจว่าฉันทำทุกอย่างเพื่อเขา”
สุรีย์ส่องเห็นดีด้วย
“น่าสนุกนะคะพ่อ เรื่องจะให้สองคนนั้นหย่ากันคงไม่ยากอย่างที่คิด สุจะจัดการเรื่องนี้เอง”
สุรีย์ส่องเดินออกไปเลย ลินดาจะตาม
“ให้ลูกสาวผมจัดการเถอะ ผมเชื่อว่าลูกสาวผมจะมีวิธีดีๆ ที่คุณคิดไม่ถึง...”
ลินดาไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ยอมฟังประสิทธิ์

สิริโสภานั่งรออย่างไม่แน่ใจ กระวนกระวาย สุรีย์ส่องเข้ามามองเหยียด
“ไม่น่าเชื่อนะว่าราพณ์จะคว้าผู้หญิงอย่างเธอมาขึ้นเตียง”
สิริโสภาโกรธที่โดนดูถูก มองสุรีย์ส่องอย่างจำได้
“คุณคือสุรีย์ส่อง เป็นญาติคุณหญิงที่เขาไม่นับร่วมตระกูลใช่ไหมคะ”
สุรีย์ส่องยิ้มพอใจ
“คงสืบเรื่องยัยอ้ายมาละเอียดมากสินะ รู้มากแต่ไม่มีสมอง มันก็เป็นแค่ปลวกขาเตียงเขาเท่านั้นแหละ ไปประกบถึงบริษัทแต่ทำอะไรไม่ได้ วันไหนราพณ์มันรู้ บีบเธอออกจากบริษัทหรือว่าเก็บเธอซะ นังอ้ายมันก็ขึ้นหิ้งอยู่ดี ฉันว่าวิธีคิดของเธอมันออกจะดูโง่ไปหน่อย”
สิริโสภาโกรธมากลุกพรวด
“ฉันจะทำแบบไหนก็เรื่องของฉัน”
สิริโสภาโมโหจะไป ลินดาเข้ามาขวางไว้
“ฉันจะไม่ทนกับคนบ้า ๆ แบบนี้”
สิริโสภาจะเดินออก
“ตายทั้งเป็น”
สุรีย์ส่องเห็นสิริโสภาชะงักก็พูดต่อ
“ฉันมีวิธีที่จะให้พวกมันทรมานยิ่งกว่าตายโดยที่ราพณ์ทำอะไรเธอไม่ได้เลย”

ลินดากับสิริโสภาหันมองอย่างสนใจว่าคืออะไร
 

 
ราพณ์กับรสิกาเข้ามาในคฤหาสน์ชะงักที่ได้ยินเสียงรุ้งรายมาจากห้องรับแขก
 
“ไปทานข้าวนะคะอาม่า”
“อั๊วไม่หิว...”
“นะคะอาม่า...รินจะทานเป็นเพื่อนนะคะ”
ราพณ์กับรสิกามองเข้าไปเห็นรุ้งรายกับระรินกำลังนั่งเกลี้ยกล่อมอาม่า แม่นมยืนเอาใจช่วยอยู่ข้างๆ
“พวกลื้อหิวก็ไปกินกันเถอะ อั๊วกินไม่ลง”
“คุณลิ้มไม่ยอมทานข้าวเลยแบบนี้ เกิดล้มป่วยไปอีกคนจะแย่นะคะ ฉันทำเป็ดอบตำลึงที่คุณลิ้มชอบด้วยนะคะ”
แม่นมหันมามองราพณ์กับรสิกาให้ช่วยกันพูดที
“อาม่าครับ” ราพณ์เข้ามานั่งข้างๆ เอาใจ “ไปทานข้าวกับผมนะ วันนี้ผมกับคุณหญิงรีบกลับมาทานข้าวเป็นเพื่อนอาม่าโดยเฉพาะเลยนะครับ”
อาม่ามองราพณ์แล้วก็ถอนใจนั่งเงียบ ทุกคนพลอยหนักใจ
“เฮีย รุ้งจะมาปรึกษาเรื่องแถลงข่าว...”
“คุณราพณ์ไปคุยงานเถอะค่ะเดี๋ยวฉันจะดูแลอาม่าเอง” รสิกาบอก
“ผมฝากด้วยนะครับ...”
ราพณ์เดินออกไป รุ้งรายหยิบกระเป๋าเอกสารตามไป รสิกาขยับไปนั่งข้างอาม่า เธอจับมืออาม่ามานวดเบาๆ
“ถ้ายังไม่หิวก็อย่าเพิ่งทานเลยนะคะ”
“คุณหญิงคะ...” ระรินจะแย้ง
รสิกาขยิบตาให้ระริน
“ออกไปเดินเล่นกันนะคะอาม่า อยู่แต่ในบ้านมันอุดอู้...นะคะอาม่า”
ระรินรับมุก
“รินไปด้วยนะคะ”
รสิกาอ้อนเต็มที่ อาม่าเริ่มใจอ่อน

ราพณ์นั่งอ่านเอกสารอยู่ในห้องทำงาน รุ้งรายอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
“ตอนนี้ยอดจองในโครงการต่างๆ หยุดชะงักไปเลยค่ะ รุ้งคิดว่าเฮียต้องเป็นแบรนด์ของบริษัทแทนป๊า เราต้องเรียกความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาให้เร็วที่สุด”
“พรุ่งนี้จัดการได้เลย”
“ถ้าเฮียจะพาป๊ากลับมารักษาตัวที่บ้าน รุ้งกลัวว่ารามกับคุณลินดาจะสร้างปัญหา”
“เฮียอยากให้ครอบครัวของเรา มีความสุขพร้อมหน้าพี่น้องทุกคน”
“เราไม่มีทางเปลี่ยนมันให้เป็นคนดี ๆ กับเขาได้”
“เปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ก็เปลี่ยนที่เรา รุ้งต้องเลิกอคติกับราม ตั้งแต่ตอนนี้”
“เฮียคะ...”
ราพณ์เชื่อมั่นมาก
“เราเปลี่ยนรามได้...รามไปทำงานบ้างหรือเปล่า”
รุ้งรายทำหน้าเหนื่อยหน่าย

เย็นนั้น เจ้าสัวเรียวนอนหลับอยู่บนเตียง รามเดินเข้ามาในห้องขยับไปยืนข้างเตียงมองพ่อ เขาจะจับมือแต่ยั้งมือตัวเองไว้อย่างไม่กล้า รามยืนมองเงียบๆ น้ำตาร่วงด้วยความเสียใจกับสภาพของพ่อ เขายกมือเช็ดน้ำตา เจ้าสัวเรียวลืมตาเห็นรามยืนเช็ดน้ำตา สัมผัสได้ถึงความห่วงใยเสียใจของลูกชาย สายตาเจ้าสัวเรียวอ่อนโยนลงมาก

รสิกาเดินอยู่ในสวนกับอาม่า ระริน แม่นม มีต้นไม้เล็ก ๆที่เหี่ยวอยู่กลุ่มหนึ่ง รสิกาบอกกับอาม่า
“มันเป็นโรคน่ะค่ะ ตายยกกอเลยค่ะ”
“มันออกดอกจนคุ้มแล้วล่ะ ต้นนี้เป็นต้นแรกที่อาม่าเอามาปลูกตั้งแต่ตอนย้ายมาใหม่ๆ แล้วมันก็แตกกิ่งก้านขยายจนกลายเป็นกอใหญ่ขึ้นมาขนาดนี้ พวกที่อยู่รอบๆ ก็รุ่นลูกรุ่นหลานทั้งนั้น”
“อยู่มานานมากเลยนะคะ”
“นานเกินไปซะด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยนะ...” อาม่าคิดถึงตัวเอง “เจ้าต้นนี้ก็ได้เห็นลูกหลานเติบโต...ออกดอกงอกงาม แล้วมันก็ตายไปตามเวลาหลังจากที่มันรู้ว่าลูกหลานของมันจะยังออกดอกไปอีกนานแสนนาน”
ราพณ์กับรุ้งรายเดินเข้ามาชะงักที่ได้ยินคำพูดของอาม่า
“การยืนต้นที่แคะแกรนไร้ค่ามองลูกหลานค่อยๆ ตายซากมันเจ็บปวดเกินไป”
“แต่คงไม่เจ็บปวดเท่ากับมองมาแล้วไม่เห็นใคร เวลามีเรื่องทุกข์ร้อน คนที่อ้ายนึกถึงคนแรกคือหม่อมแม่ แม่นม...” รสิกาหันไปหาระริน “ถ้าเป็นน้องรินจะนึกถึงใครคะ”
ระรินพูดขึ้น
“เฮียราพณ์ เจ้รอง เจ้รุ้ง ป๊า อาม่าค่ะ”
“แล้วถ้าเป็นคุณราพณ์ล่ะคะ” รสิกาถามต่อ
“ก็คงนึกถึงป๊า อาม่ามั้งคะ” ระรินยิ้มแย้มตอบ
“แล้วถ้าเป็นเจ้าสัว” รสิกาถามอีก
“ก็ต้องเป็นอาม่าสิคะ”
รสิกายิ้มกับอาม่า
“ทุกคนในบ้านนี้มองกลับมาอยากเห็นอาม่ายืนอยู่นะคะ”
อาม่ามองหน้ารสิกา
“ขอบใจนะอาคุณหญิงที่ย้ำให้อั๊วรู้ว่า สิ่งที่เราได้มาเปล่า ๆ คือความชรา แต่สิ่งที่เราควรแสวงหาคือคุณค่าของชีวิตใช่ไหม...อั๊วควรจะเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดแท้ๆ”
แม่นมยิ้มแย้มบอก
“อ่อนบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่กลับมาให้เร็วที่สุดก็พอ”
อาม่ากระฉับกระเฉงขึ้น
“ไปทานข้าวกัน อั๊วหิวแล้ว”
ระรินดีใจ
“เย้”
รุ้งรายเดินเข้ามา
“ดีเลยค่ะ ตอนนี้ รุ้งหิวมากเลย”
อาม่าหันไปหาราพณ์
“ไปอาราพณ์ อารุ้ง เจี๊ยะปึ่ง”
ระรินกับรุ้งรายเข้ามาประคองอาม่าพาเข้าไปในบ้าน รสิกาจะตาม ราพณ์เดินเข้ามาประกบ
“ผมมองกลับมาก็อยากเห็นคุณยืนอยู่เหมือนกันนะ คุณหญิงล่ะครับ”
รสิกายิ้มแต่สายตาเข้มใส่
“คุณกล้าไปไหนหรือเปล่าล่ะคะ”
ราพณ์เกรงใจเลยทีเดียว
“ไม่กล้าหรอกคร้าบ”

รสิกายิ้มแล้วจะเดินไป ราพณ์เดินตามมาจับมือแล้วจูงมือกันเดินเข้าไปในบ้าน ราพณ์เหลือบมองรสิกาด้วยสายตามีความสุข

 
ในห้องพักคนไข้เจ้าสัวเรียว รามนั่งอยู่ที่โซฟาสายตาจับจ้องที่พ่อ รามขยับตัวเพราะความเย็นของแอร์ รามมองๆ ที่แอร์แล้วลุกขึ้นมาจับที่ผ้าห่มขยับขึ้นมาจะห่มให้พ่อ ประตูห้องเปิดเข้ามาเป็นราพณ์กับรสิกา รามรีบปล่อยมือจากผ้าห่ม ราพณ์ดีใจนิด ๆ ที่เห็นน้องชาย
 
“ราม...”
รามไม่ตอบ ทำหน้าไม่ถูกที่ราพณ์กับรสิกามาเห็นตัวเองในตอนนี้ เขาจะเดินสวนออกไป ราพณ์พูดขึ้น
“เฮียดีใจนะที่แกห่วงป๊า”
รามชะงักหันกลับมามองหน้าราพณ์ เหมือนจะเป็นจังหวะที่อ่อนลง เขาพูดไม่ดังนัก
“ผมเป็นคนมีพ่อมีแม่...แต่ที่ไม่มีคือ...พี่น้อง”
ราพณ์ชะงักอึ้งไป รามสะใจเดินออกไปทั้งที่ตัวเองก็เจ็บปวด ราพณ์หันมาหารสิกา
“ถ้าผมจะเอาน้องชายคืนมา คุณว่าผมจะทำได้ไหม”
รสิกาจับมือราพณ์อย่างให้กำลังใจ ราพณ์เครียด ๆ หันไปหาเจ้าสัวเรียวชะงักรอบสองที่เห็นพ่อลืมตาอยู่ เจ้าสัวเรียวน้ำตาร่วง ราพณ์ลงนั่งจับมือพ่อ
“ผมจะทำให้รามกลับมาเป็นน้องชายของผม ผมสัญญา”
เจ้าสัวเรียวกระพริบตาแทนการรับรู้
“คืนนี้ผมกับคุณหญิงจะเฝ้าป๊าเองนะครับ”
เจ้าสัวเรียวมองไปทางรสิกา เธออึกอักแล้วก็ยกมือไหว้ก่อนจะขยับไปนั่งที่โซฟาสายตาเจ้าสัวเรียวสลดลง รสิการู้สึกกดดันความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันยุ่งไปหมดไม่รู้จะทำตัวอย่างไร

เจ้าสัวเรียวหลับหายใจสม่ำเสมอ ราพณ์ขยับผ้าห่มให้แล้วหันไปมองรสิกาเห็นเธอนั่งพิงผนังหลับ เขาเดินไปนั่งข้างๆแล้วจับเธอพิงกับตนเองให้หลับสบายขึ้น ประตูห้องเปิดออกรัตนาวลีเข้ามาในห้อง ราพณ์จะขยับตัวทำให้รสิกาตื่น
“เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะดูเจ้าสัวให้เอง คุณกับอ้ายกลับไปพักที่บ้านเถอะค่ะ คุณรุ้งบอกว่าพรุ่งนี้มีแถลงข่าวที่บริษัท คุณคงต้องเตรียมตัว”
รสิกาเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้นตอนเช้าอ้ายจะแวะมาหาหม่อมแม่อีกทีนะคะ”
รัตนาวลียิ้มรับ
“จ๊ะ...”
รัตนาวลีเข้าไปนั่งข้างเตียงแทนที่ราพณ์ ส่วนราพณ์โอบรสิกาพาเดินออกไป รัตนาวลีหันกลับมาเห็นเจ้าสัวเรียวกำลังมองไปทางราพณ์กับรสิกา
“ฉันคิดว่าคุณราพณ์ทำลายกำแพงได้แล้วค่ะ ต่อไปนี้เขาสองคนจะเป็นคู่ชีวิต...อยู่เคียงข้างกันตลอดไป”
รัตนาวลียิ้มอ่อนโยน
“ฉันอยู่ตรงนี้นะคะ”
รัตนาวลีจับมือเจ้าสัวเรียว เขาบีบมือเธออย่างขอบคุณ

เช้าวันใหม่...มือของรามจับมือสิริโสภา รามนอนคว่ำหน้าหลับตาอยู่ค่อย ๆลืมตาเห็นสิริโสภาที่นอนลืมตามองอยู่ สิริโสภายิ้มให้อย่างอ่อนโยน เธอกางมือนิด ๆ ลูบจากหน้าผากของเขาลงมาที่ปากเบาๆ แล้ววางมือบนแก้มของเขา รามยิ้มรู้สึกอบอุ่น
“ผมอยากตื่นมาเจอคุณเป็นคนแรกทุกวัน...สิครับ เราอยู่ด้วยกันได้ไหม”
สิริโสภาจากที่ยิ้มน้อยๆ สีหน้าเปลี่ยนทำเป็นอึดอัดแล้วลุกจากเตียง เดินไปตรงมุมตู้เย็น
“หิวหรือยังคะ เดี๋ยวสิทำอาหารเช้าให้นะคะ”
รามตามมากอดด้านหลังของเธอ
“ผมพูดจริงๆ นะ ถ้าผมย้ายมาอยู่กับคุณ เราจะได้อยู่ด้วยกันทุกวัน...ไม่เหงา...”
สิริโสภาชะงักมือนิ่งไปคำพูดของรามทำให้นึกถึงตัวเองที่ต้องโดดเดี่ยวจากราพณ์ รามมองหน้าเห็นว่าสิริโสภาน้ำตาร่วง ร้องไห้เงียบๆ
“คุณร้องไห้ทำไม”
สิริโสภาตั้งสติกลับมาอยู่กับแผน
“สุดท้ายสิก็คงเป็นได้แค่นี้ อยู่ในมุมมืด” สิริโสภาปาดน้ำตา “ผู้หญิงโลว์โปรฟายด์ เดินด้วยมันก็คงไม่น่าภูมิใจ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับสิ ผมแค่อยากอยู่กับคุณ”
“ขอโทษนะคะ สิพยายามจะชิน แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้”
“ผมจะทำให้ทุกคนรู้ว่าสิเป็นคนสำคัญของผม”
“แต่งงานเหรอคะ”
รามอึ้งไป สิริโสภาเศร้า
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ สิรู้ตัวดี เราสองคนต่างกันเกินไป รอแป๊บนะคะเดี๋ยวสิจะทำอะไรให้ทาน”
สิริโสภาเดินหนีใบหน้ายิ้มมั่นใจว่าต้องได้ผล รามคิดเครียด

เจ้าสัวเรียวค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นมองรัตนาวลีที่นั่งฟุบหลับมือยังจับมือเขาไว้ รัตนาวลีขยับตัวเงยหน้าขึ้นมายิ้ม
“หิวไหมคะ เดี๋ยวฉันจะไปตามคุณพยาบาลให้นะคะ”
เจ้าสัวเรียวมองอย่างขอบคุณ รัตนาวลีลุกออกจากห้องไป เจ้าสัวเรียวมองตามสายตาผ่อนคลายลง เสียงเคาะประตูดังจากหน้าห้อง เจ้าสัวเรียวเหลือบตามองประตูห้องเปิดเป็นประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องเข้ามา
“สวัสดีครับเจ้าสัว” ประสิทธิ์ยิ้มเยาะ “มังกรหมดสภาพมันเป็นอย่างนี้นี่เอง”

เจ้าสัวเรียวสายตาแค้นเครียด ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องสะใจมาก

สามี ตอนที่ 9 (ต่อ)

ราพณ์กับรสิกาเดินมาตามทางในโรงพยาบาล ระรินถือปิ่นโตใส่ของตุ๋นมา
 
“อาม่าลุกมาตุ๋นตั้งแต่ตีสี่ ป๊าได้กินต้องแข็งแรงแน่”
“เราต้องหมั่นแวะมาหาป๊าบ่อยๆ คุณหมอบอกว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ สักวันป๊าต้องกลับมาเป็นปกติได้แน่ๆ เฮียเชื่อแบบนั้น” ราพณ์มั่นใจ
“แต่มันยากนะเฮีย”
“คิดว่ายากก็ยาก คิดว่าง่ายก็ง่าย ถ้าเราเชื่อมั่นในความคิดมันต้องเป็นจริงได้แน่ค่ะ” รสิกาแนะ
“ท้อตั้งแต่คิดก็แพ้ตั้งแต่ไม่ลงมือทำแล้ว เข้าใจไหม” ราพณ์บอกน้อง
ระรินยิ้ม
“แหม...เข้าข้างกันสุดชีวิต สามีภรรยากันนี่คะ น้องสาวตัวคนเดียวจะไปสู้ได้ยังไง”
ราพณ์โยกหัวระริน
“ทั้งดื้อทั้งเถียงอย่างรินถ้าจะมีแฟน เฮียบอกได้เลยว่ายาก”
ระรินงอน
“เฮียอ่ะ”
ทั้งสามเดินมาถึงหน้าประตูชะงักที่ได้ยินเสียงจากด้านใน
“มังกรไม่มีเขี้ยวเล็บก็หล่นอันดับเป็นแค่กิ้งกือ...จริงไหมคะคุณพ่อ”
เสียงสุรีย์ส่องกับประสิทธิ์หัวเราะ ราพณ์รีบเปิดประตูเข้าไปทันที รสิกากับระรินตามเข้ามา ประสิทธ์กับสุรีย์ส่องชะงักไปนิดที่เห็นราพณ์แต่ก็เปลี่ยนเป็นไม่ยี่หระ ระรินตวาด
“พวกแกมาทำไม ออกไปเลยไป๊”
เจ้าสัวเรียวมองแค้นที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ราพณ์จ้องหน้าสองพ่อลูก
“เราไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าเยี่ยม เชิญ”
“ผมไม่ได้มาเยี่ยม แค่อยากมาเห็นกับตา...”
ทันใดนั้นเสียงรัตนาวลีดังขึ้น
“คุณประสิทธิ์พูดเหมือนมาดูผลงานของตัวเอง”
รัตนาวลีก้าวเข้ามาประจันหน้ากับประสิทธิ์อย่างไม่เกรง
“พูดให้ดีนะหม่อม ไม่อย่างนั้นผมจะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทได้”
รัตนาวลีสวนทันที
“ก็ดีนะคะ เป็นข่าวให้มันฉาวจะได้สาวต้นตอกันแบบลึก ๆ”
ราพณ์เสริม
“ผมเห็นด้วยนะครับ คุณประสิทธิ์ฟ้องได้เลย แฉกันไปมาจะได้รู้ว่างานนี้ใครจะเละกันแน่”
ประสิทธิ์มองรัตนาวลีอึ้งไปกับความกร้าวของเธอ สุรีย์ส่องเบี่ยงประเด็น
“หม่อมอานี่ดวงผู้หญิงกินผัวหรือเปล่าคะ แต่งกับใครก็ตายก็ง่อย”
ระรินโกรธมากแต่ช้ากว่ารสิกา
“หุบปากชั่วๆ ของเธอซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งความจับเธอข้อหาพยายามฆ่าฉัน”
ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องอึ้งไปชั่วขณะ ราพณ์กับรัตนาวลีตกใจแต่ใครก็หยุดรสิกาไม่ได้แล้ว
“แกพูดอะไรของแก”
รสิกาจ้องหน้าสุรีย์ส่อง
“พูดถึงผู้หญิงขี้แพ้ใจทรามอย่างเธอ ที่มีวิธีจะเอาชนะได้แค่ลอบกัดลับหลัง ไร้ศีลธรรมอย่างบ้านเธอจะเรียกว่างูเห่าก็ดูจะให้เกียรติเกินไป” รสิกามองประสิทธิ์อย่างไม่กลัว “ท่านปู่กับท่านพ่อคงไม่ทราบว่าเป็นญาติกับพวกลอบกัด”
ประสิทธิ์โกรธ
“รสิกา”
“แกคิดว่าพ่อผัวง่อยๆ ของแกจะคุ้มครองแกได้อีกหรือไง” สุรีย์ส่องโวยรัตนาวลี
ประสิทธิ์ปราม
“ยัยสุ”
ระรินโกรธมาก
“ออกไปเลยนะ...ไป”
ระรินโผเข้าผลักสุรีย์ส่องด้วยแรงโกรธ สุรีย์ส่องโดนผลักดันออกไปนอกห้อง
“อีบ้า”
รสิกากับราพณ์รีบตามออกไปกลัวระรินจะทำเกินกว่าเหตุ ประสิทธิ์จะก้าวตาม รัตนาวลีพูดขึ้น
“คุณประสิทธิ์”
ประสิทธิ์ชะงักหันมา
“ฉันเคยเสียท่านชายไปเพราะคุณ ฉันจะไม่ยอมเสียใครไปเพราะคุณอีก”
“อย่างเธอ” ประสิทธิ์มองที่เจ้าสัวเรียวอย่าผยองมาก “จะทำอะไรฉันได้”
“ลำพองไปเถอะค่ะ ฉันกับเจ้าสัวจะรอวันที่คุณเดินเข้าคุกเพราะสิ่งที่คุณทำ”
ประสิทธิ์มองเจ้าสัวเรียว เห็นสายตาที่ไม่ยอมแพ้และยืนหยัดตามคำพูดรัตนาวลี ประสิทธิ์ยิ้มเยาะ
“ถ้ามีวันนั้นนะ”
ประสิทธิ์มองทั้งรัตนาวลีกับเจ้าสัวเรียวด้วยความสะใจก่อนจะเดินออกไป เจ้าสัวเรียวหายใจถี่ด้วยความเครียดมือที่ขยับได้ของเขากำแน่น รัตนาวลีรีบขยับเข้ามาจับมือให้คลาย
“เจ้าสัว...ใจเย็นๆ นะคะ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยความโกรธ ฉันและทุก ๆคนต้องการคุณนะคะ”

เจ้าสัวเรียวมองรัตนาวลีที่เป็นห่วงและกังวล เขาพยายามจะหายใจช้าลงจนกลับมาเป็นปกติ รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียวด้วยความเป็นห่วง
 

 
ระรินผลักสุรีย์ส่องล้มไปกับพื้น
 
“ไปให้พ้นเลยนะ นังบ้า”
สุรีย์ส่องลุกขึ้นมาแค้นมากจะโผเข้าตบ ระรินยืนเตรียมรับไม่ได้มีความเกรงกลัวสักนิด ราพณ์เข้ามาขวางปัดมือสุรีย์ส่องที่เหวี่ยงมาจนสุรีย์ส่องเซ
“คิดจะหมาหมู่งั้นเหรอ”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงอย่างคุณจะมีการศึกษาและฐานะที่ดี คำพูดกับมารยาทหาค่าไม่ได้จริงๆ”
รสิกาตามเข้ามาเคียงข้างราพณ์
“กลับไปซะสุรีย์ส่อง ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”
“หึ...แกก็ได้แค่เห่า หลักฐานไม่มี พยานไม่มีจะทำอะไรฉันได้”
ราพณ์จ้องหน้า
“เงินคืออำนาจ ไม่เคยได้ยินคำนี้เลยเหรอ”
สุรีย์ส่องเชิด
“แกไม่ได้มีแค่คนเดียว”
รสิกาแทรกขึ้น
“คำว่า มี เธอเทียบกับใครล่ะ เทียบกับบริษัทนิตยสาร พิมพ์ขายเอง ซื้อเองของเธอหรือว่าบริษัทพร็อพเพอตี้ที่เข้ามหาชนไม่ได้สักทีอย่างคุณพ่อเธอล่ะ”
สุรีย์ส่องโกรธ
“นังอ้าย”
“บริษัทขนาดกลางอย่างคุณพ่อเธอกับมหาชนของสามีฉัน มันเทียบกันได้ด้วยเหรอ”
ประสิทธิ์ตามออกมา
“เรียกศัตรูว่าสามี ได้เต็มปากเต็มคำดีนี่”
สุรีย์ส่องเสริม
“ก็โดนเงินฟาดหัวจนอกตัญญูสมบูรณ์แบบแล้วล่ะค่ะพ่อ”
รสิกาหัวเราะ สุรีย์ส่องมองหน้า
“แกหัวเราะอะไร”
“ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้างนะ คนเลวยืนสอนคนดี มันน่าสมเพช”
ราพณ์ตัดบท
“อย่าเสียเวลากับคนพวกนี้เลยครับ กลับไปก่อนที่ผมจะให้รปภ.มาโยนพวกคุณออกไป”
ประสิทธิ์โกรธ
“กระดูกอ่อนอย่างแก...คิดว่าจะแบกทุกอย่างไว้ได้นานแค่ไหนกัน”
ราพณ์ยิ้ม
“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอกครับ ผมเคยช่วยป๊าไล่ตีคนจนตรอกมาแล้ว ถ้าวันนี้จะลงมือเองคิดว่าไม่ยากหรอกครับ”
ประสิทธิ์โกรธมองจ้อง ราพณ์มองตอบไม่เกรงกลัว สุรีย์ส่องจ้องรสิกาที่มองตอบประกาศเป็นศัตรูอย่างชัดเจน

ปฐวีกับรุ้งรายเดินมาเจอกันตรงมุมหนึ่งของลานจอดรถของโรงพยาบาล
“ผมเสียใจด้วยนะเรื่องอาการเจ้าสัว”
“ฉันเชื่อว่าป๊าจะต้องหาย มีหลายเคสที่กลับมาเป็นปกติได้ ป๊าจะต้องเป็นเคสหนึ่งในนั้น”
ปฐวียิ้ม
“ผมชอบนะผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เข้มแข็งไม่เรียกร้องความสนใจ”
รุ้งรายหยุดเดิน ปฐวีชะงักหันกลับมามอง
“มีอะไรเหรอ”
“ฉันเหนื่อย...”
ปฐวียิ้มรู้ว่ารุ้งรายแอบอ้อน เดินกลับมาจับมือ
“ดีขึ้นไหม”
“ก็โอเค...” รุ้งรายยิ้ม
ปฐวีเดินจับมือรุ้งรายจะเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแต่พอมองไป ปฐวีก็รีบดึงรุ้งรายเข้ามากอดแล้วหลบแอบ รุ้งรายตกใจพยายามจะสะบัดตัวออก
“หื่นไปแล้วนะคุณ ฉันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
ปฐวีปิดปากรุ้งรายแล้วกระซิบข้างหู
“ผมไม่ได้หื่น พ่อกับยัยสุมา”
รุ้งรายชะงัก มองไปตามสายตาของปฐวี เห็นประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องเดินออกมา
“พวกมันไม่ได้กลัวพ่อเลยสักนิด สุอยากจะฆ่าพวกมันนัก”
“รอให้ไอ้เรียวมันตายก่อน พ่อจะเชือดพวกมันทุกคน”
ปฐวีมองไปเห็นมอเตอร์ไซค์มีผู้ชายซ้อนท้าย ดูจะวิ่งตรงเข้ามาหาประสิทธิ์ เห็นผู้ชายที่ซ้อนท้ายชักปืนออกมา ปฐวีตกใจตะโกน
“พ่อ ระวัง”
ปฐวีวิ่งออกมาจากมุมที่หลบ ประสิทธิ์มองเห็นสายตาปฐวีที่มองไปด้านหลัง เป็นจังหวะที่มือปืนกำลังจะยิง ปัง!ๆๆ ลูกกระสุนพุ่งลงที่พื้นตรงจุดที่ประสิทธิ์ยืน เขาก้าวถอยด้วยความตกใจจนหงายหลังล้มลง สุรีย์ส่องกรีดร้องด้วยความตกใจ ปฐวีรีบตรงเข้าไปที่มือปืน เอากระเป๋าที่สะพายหรือติดมือมาเหวี่ยงฟาดมือที่ถือปืนจนปืนกระเด็นไป คนขับมอเตอร์ไซค์รีบออกรถหนีไป ปฐวีเข้าไปประคองพ่อ
“พ่อ”
“พ่อไม่เป็นไร มันแค่ขู่...พาพ่อกลับบ้าน”
“ครับ”
ปฐวีเอากุญแจจากประสิทธิ์มาจะขึ้นรถ เขามองไปที่รุ้งรายที่มองมา เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ ปฐวีพาประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องไป รุ้งรายมองตามอย่างเป็นห่วง

ราพณ์กับรสิกาอึ้งๆ กับเรื่องที่รุ้งรายบอก ทั้งสามคุยกันโดยไม่ให้เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีรับรู้
“แล้วนายประสิทธิ์เป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เป็นไรค่ะ เหมือนตั้งใจยิงขู่ ตอนนี้คุณวีพากลับไปแล้ว”
เสียงระรินดังมาจากตรงเตียงเจ้าสัวเรียว
“ป๊ารินใครห้ามแตะ รินไล่ยัยนั่นกระเจิงเลย เก่งไหมคะป๊า”
รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียวเห็นสายตาของเขามองมาก็เข้าใจ
“เก่งค่ะ แต่เจ้าสัวคงอยากให้คุณรินใจเย็นมากกว่านี้นะคะ การรับมือกับคนพาลด้วยอารมณ์มันมีแต่จะทำลายตัวเราเอง”
ระรินชะงัก
“แต่...”
“คิดในมุมที่คุณรินเป็นคนอื่นมองมา เขาไม่สนใจว่าใครผิดแต่เห็นคุณรินยืนด่า อาละวาด มันน่ามองไหมคะ”
ระรินหน้าเสียส่ายหน้า
“ต่อไปรินจะไม่ทำแบบนี้แล้วค่ะ”
ราพณ์ รสิกา รุ้งรายขยับเข้ามาข้างเตียง รัตนาวลีหันไปถาม
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ดูสีหน้าเครียด ๆ กันทุกคนเลย”
รุ้งรายอึกอัก
“คือ...”
ราพณ์แทรกทันที
“เรื่องงานน่ะครับ”
รุ้งรายมองราพณ์ เห็นเขามองมาอย่างปราม ๆไม่ยอมให้พูด รุ้งรายกับรัตนาวลีมองตอบอย่างเข้าใจ ราพณ์หันไปหาเจ้าสัวเรียว
“ป๊าครับ เดี๋ยวผมต้องไปแถลงข่าวที่บริษัท คุณหญิงจะไปออฟฟิศเลยหรือเปล่าครับ ผมจะไปส่ง”
“ถ้าอย่างนั้นอ้ายขอไปทำงานก่อนนะคะ”
“รินไปด้วยค่ะ”
ราพณ์ รสิกา รุ้งราย ระรินออกไป รัตนาวลีมองเจ้าสัวเรียวเห็นความกังวล
“เด็ก ๆ คงมีเรื่องที่ไม่อยากให้เรากังวล ฉันเชื่อว่าคุณราพณ์จะจัดการทุกอย่างได้เป็นอย่างดีไม่ต่างจากคุณ”

สายตาเจ้าสัวเรียวคลายลง เห็นตามที่รัตนาวลีพูด

 
ราพณ์เดินนำรสิกากับรุ้งรายมาได้สักนิด เขาหยุดหันกลับมาคุยกับรุ้งราย
 
“ให้ป๊ารับรู้ปัญหาให้น้อยที่สุด เข้าใจนะ”
“รุ้งทราบค่ะ”
ราพณ์หันมาหารสิกา
“ต่อไปนี้ผมขอร้องนะครับ ห้ามคุณหญิงไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด”
“เรื่องนายประสิทธิ์ มันจะโยงมาถึงคุณหญิงเหรอเฮีย”
“ตั้งแต่มีข่าวนายประสิทธิ์เจรจากับมิสเตอร์หยางมันก็สักพักแล้ว การลงทุนที่ไม่มีผลกำไร บวกกับข่าวนายประสิทธิ์ขาดทุนไปกับหุ้นสองร้อยล้าน คิดว่าเจ้าของเงินจะยอมอยู่เฉยไหมล่ะ”
รสิกามองราพณ์ว่ารู้เหรอว่าใครลงมือ ราพณ์ยิ้ม

ปฐวีเดินเข้ามาในห้องรับแขกกับประสิทธิ์ที่ทำแผลที่ต้นแขนเรียบร้อยแล้ว สุรีย์ส่องตามเข้ามา
“พ่อจะบอกผมได้หรือยัง ว่ามันเป็นฝีมือใคร”
ประสิทธิ์ไม่ตอบแต่พอก้าวเข้ามาที่ห้องรับแขกเขาก็ชะงัก ปฐวีกับสุรีย์ส่องชะงักไปด้วย มิสเตอร์หยางนั่งอยู่ในห้องรับแขก ท่าทางทรงอำนาจมาก
“สวัสดีครับ มิสเตอร์หยาง...วี แกออกไปก่อน”
ปฐวีจำต้องเดินออกไป มิสเตอร์หยางมองหน้า
“ผมเห็นว่าเลยกำหนดที่เราคุยกันมาหลายวันแล้ว คิดว่าคุณคงจะยุ่งจนลืม คุณพร้อมจะให้ผมเข้าไปสำรวจวังประกาศเกียรติเมื่อไหร่”
ประสิทธิ์อึ้ง
“คือ...มันมีเหตุขัดข้องนิดหน่อยน่ะครับ ผมกำลังพยายามเจรจา”
“ผมไม่สนใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมจะต้องได้วังมาภายในเดือนหน้าตามที่เราตกลงกันไว้”
ประสิทธิ์หน้าเสีย
“ผม...”
“สำหรับผม สัจจะวาจาสำคัญเท่าชีวิต สำหรับงานครั้งนี้ ชีวิตของคุณคนเดียวก็คงไม่พอ” มิสเตอร์หยางมองไปทางสุรีย์ส่อง “คุณควรจะจำไว้เพราะผมไม่ชอบเตือนบ่อยๆ อย่างวันนี้”
มิสเตอร์หยางเดินออกไป ลูกน้องเดินตาม สุรีย์ส่องร้อนใจ
“ถ้าเราไม่ได้วังมา มันต้องฆ่าเราแน่ๆ เราจะทำยังไงดีคะพ่อ”
ประสิทธิ์เครียด ปฐวียืนอยู่มุมหนึ่งหน้าเครียดกับการได้เห็นปัญหาอันหนักอึ้งของครอบครัว

ในล็อบบี้บริษัท LK นักข่าวกำลังเตรียมตัวกันอย่างกระฉับกระเฉง ราพณ์กับรุ้งรายเดินเข้ามา นักข่าวพากันกรูเข้าไปสัมภาษณ์ราพณ์ รังรองกับชาญชัยเดินตามเข้ามายืนข้างราพณ์
“การขึ้นเป็นประธานบริษัทของคุณราพณ์ เป็นผลจากอาการป่วยของเจ้าสัวเรียว แสดงว่าอาการของเจ้าสัวหนักมากใช่ไหมครับ”
“อันที่จริง เจ้าสัววางแผนที่จะวางมือจากงานมาสักพักแล้วครับ”
รุ้งรายเสริม
“เจ้าสัวขยับเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทมาเกือบปีแล้วค่ะ ที่ผ่านมาโครงการของ LK ทั้งหมดเป็นการบริหารภายใต้การนำของคุณราพณ์มาตลอด เพียงแต่เราจะรับรู้เป็นการภายใน จนเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น เจ้าสัวจึงตัดสินใจวางมือให้คุณราพณ์ทำงานอย่างเต็มตัว”
ราพณ์พูดต่อ
“เจ้าสัวต้องการให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ของ LK ผมและน้องๆ ในฐานะเลือดใหม่ก็ต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อตอบแทนความไว้วางใจลูกค้าของ LK ทุกท่าน”
ทันใดนั้นเสียงลินดาดังขึ้น
“สวัสดีค่ะทุกคน”
ทุกคนชะงักหันมองไปเห็นลินดาเดินนำรามเข้ามา
“วันที่น่ายินดีแบบนี้ พี่น้องลิ้มวัฒนาถาวรกุลก็ควรจะอยู่กันพร้อมหน้าจริงไหมคะคุณราพณ์”
ทุกคนอึ้งที่เห็นลินดาเข้ามา รุ้งรายจะเข้าไป
“คุณลินดา”
ราพณ์ปรามเสียงเข้ม
“รุ้ง”
รุ้งรายชะงัก นักข่าวมองท่าทีแล้วเสียบคำถามมาทันที
“คุณคนนี้คือ…”
“ฉันคือลินดา เป็นแม่ของราม ลิ้มวัฒนาถาวรกุล ลูกชายคนที่สองของเจ้าสัวเรียว สวัสดีพี่ ๆ นักข่าวสิลูก”
รามยิ้มแย้ม
“สวัสดีครับ ผมราม ยินดีนะครับที่ได้เจอทุกคน”
“ไม่เคยเห็นข่าวออกงานสังคมเลย” นักข่าวถามเพื่อน
“ก็เมียเก็บ...เห็นว่าท้องเพื่อจับเจ้าสัวน่ะ” เพื่อนบอก
รังรองกับรุ้งรายได้ยินเห็นว่ากำลังจะกลายเป็นโดนเม้าท์มากกว่าแถลงข่าว รังรองพูดกับลินดา
“ถ้าคุณคิดจะก่อกวนมันไม่ควรเป็นที่นี่ ตอนนี้”
ลินดาเสียงดัง
“ทำไมคุณรังรองต้องกีดกันรามด้วยล่ะคะ เรื่องสำคัญแบบนี้จงใจปกปิดไม่ให้รามมาร่วมด้วย ทั้งที่รามก็เป็นน้องชายไม่มีน้ำใจสักคน”
ราพณ์นิ่งไปมองลินดาที่มองมาอย่างสะใจ เขารู้ว่าลินดามาแบบไม่มีอะไรจะเสีย เขามองบรรดานักข่าวที่รุมล้อมอยู่ต่างเริ่มคุยกันอย่างสนใจ
“ศึกสายเลือดชัดๆ สนุกแน่”
ราพณ์หันมาพูดกับรุ้งรายเบาๆ
“รุ้ง...”
ราพณ์มองไปทางลินดาว่าให้จัดการซะ รุ้งรายมองราพณ์อย่างเข้าใจ
“คุณลินดาคะ”
ทุกคนหันมองทางรุ้งรายที่ก้าวเข้ามา รามขยับมาขวางพร้อมอาละวาด
“อย่านะเจ้...”
รุ้งรายอ่อนลงไม่สนใจราม ขยับไปหาลินดาอย่างเป็นมิตร
“เรื่องวันนี้รุ้งผิดเองค่ะ รุ้งยุ่งมากจริงๆ แล้ววันนี้ก็แถลงข่าวกะทันหัน เลยไม่ได้แจ้งคุณลินดาทราบจนเกิดการเข้าใจผิดกัน”
ลินดากับรามอึ้งๆ ลินดารู้ว่ากำลังจะโดนดึงให้ตามเกมรุ้งราย ลินดากำลังจะง้างปากพูด
“รุ้งขอโทษนะคะ” รุ้งรายยกมือไหว้เข้าไปประชิดที่อกแบบที่ลินดาไม่ทันตั้งตัว พลางพูดเบาๆ “ประจานตัวเองให้สาแก่ใจ” รุ้งรายถอยออกมาแต่ไม่ห่างนักพูดได้ยินแค่สองคน “หุ้นตก รามก็ไม่เหลือเหมือนกัน” รุ้งรายเปลี่ยนเป็นยิ้มเสียงดังขึ้น
 
“คุณลินดาคงไม่ถือสารุ้งนะคะ”

 
ลินดามองรุ้งราย เห็นสายตากร้าวแล้วตัดสินใจเปลี่ยนแผน
 
“ได้ยินแบบนี้ น้าก็สบายใจ คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันจริงๆ”
รามงงจะแย้ง
“ม๊า”
ลินดาจับมือ รามชะงักมองแม่ที่ยังยิ้มไม่ยอมแพ้
“ถ้าอย่างนั้นรามบอกพี่ๆ เรื่องที่ลูกจะเข้ามาดูแลธุรกิจโรงแรมในเครือ LK สิจ๊ะ”
รุ้งรายกับรังรองอึ้งหันมองราพณ์ที่โดนอีกดอก ราพณ์เองก็อึ้งไม่แพ้กัน
“พอคุณราพณ์เป็นประธาน รามก็เลยอยากจะแบ่งเบาภาระ คุณราพณ์ก็เลยมอบหมายธุรกิจโรงแรมให้น่ะค่ะ รามยังอ่อนประสบการณ์ คุณราพณ์ก็ต้องคอยเป็นพี่เลี้ยง ดิฉันซาบซึ้งในความเมตตาของคุณราพณ์ที่ให้โอกาสกับน้องชายทั้งที่ไม่ใช่แม่เดียวกัน รามโชคดีที่มีพี่ชายที่มีน้ำใจ อย่างคุณราพณ์”
รามเสริม
“ป๊าสอนเสมอให้พวกเรารักกัน ผมพูดได้แค่รายละเอียด” รามมองราพณ์อย่างท้าทาย “ที่เหลือคงต้องให้เฮียราพณ์เป็นคนยืนยันจะดีกว่า”
นักข่าวทุกคนหันมาทางราพณ์ ราพณ์มองลินดากับรามที่มองมาอย่างเป็นต่อ ราพณ์มองรามตัดสินใจ เขายิ้มตอบ
“จริงครับ”
รุ้งรายกับรังรองตกใจ
“เฮีย”
ราพณ์มองรุ้งรายกับรังรองว่าจะจัดการเอง
“อย่างที่คุณลินดาบอก ผมรักน้องทุกคนและอยากส่งเสริมให้ทุกคนเข้ามาช่วยงานใน LK รามจะเข้ามาดูแลธุรกิจโรงแรมของ LK ในฐานะผู้ช่วยของผม”
รามมองไม่พอใจนักที่สุดท้ายก็อยู่ใต้อำนาจของราพณ์อยู่ดี ราพณ์ยิ้ม
“หวังว่าทุกท่านจะให้การสนับสนุนผมและครอบครัวตลอดไปนะครับ”
“ถ่ายรูปครอบครัวไหมคะ”
ลินดาดึงรามมายืนข้างราพณ์
“รุ้ง...เจ้รอง”
รุ้งรายกับรังรองต้องเดินมาร่วมถ่ายรูปด้วยสีหน้าไม่ค่อยเต็มใจนัก นักข่าวถ่ายรูป ลินดายิ้มอย่างสะใจที่เธอกับรามจะไม่ได้อยู่ในที่ลับอีกต่อไป

ในห้องทำงานราพณ์ที่บริษัท LK ราพณ์เข้ามาในห้อง รุ้งรายกับรังรองตามเข้ามาอย่างหัวเสีย
“ร้ายนัก ตั้งใจมาประกาศตัว ใช้สื่อบีบบังคับเราชัด ๆ” รุ้งรายโวย
รังรองไม่พอใจ
“คงกลัวจะโดนเราไล่ออกจากตระกูลล่ะมั้ง ตอนนี้ป๊าก็จัดการอะไรให้ไม่ได้แล้ว แต่เจ้ไม่เข้าใจว่าราพณ์ไปยอมรับทำไมว่าจะให้ไอ้รามดูเรื่องโรงแรม”
ทันใดนั้นเสียงลินดาดังขึ้น
“เพราะมันเป็นสิทธิ์ที่รามควรจะได้รับ”
ลินดากับรามเข้ามาในห้อง
“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าพวกเธอพยายามจะฮุบทุกอย่างไว้ แล้วจะกันรามออกไปจากบริษัท”
“ถ้าคิดจะทำแบบนั้น ผมคงให้ รปภ.ลากคุณออกไปแล้วล่ะครับ แต่ที่ผมไม่ทำเพราะเห็นว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“ไม่ต้องมาสร้างภาพกับฉัน พวกแกคิดจะกำจัดฉันตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะนักข่าวแกคงทำร้ายฉันกับรามไปแล้ว”
รังรองมองหน้า
“กลัวกรรมสนองเหรอคะ ไม่น่าเชื่อว่าคุณลินดาจะเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
รามขึ้นเลย
“เจ้รอง”
รังรองไม่กลัว
“แกก็เหมือนกัน อยากได้อยากมี คนไม่เคยทำงานอย่างแกจะเอาปัญญาที่ไหนไปดูแลธุรกิจโรงแรม”
“เฮียทำได้ ผมก็ต้องทำได้” รามเถียง
รุ้งรายเบ้หน้า
“แกอาจจะมักง่ายจนเคยชินคิดว่าทุกอย่างจะง่ายเหมือนอาศัยนามสกุลป๊าเพื่อลากผู้หญิงขึ้นเตียง แต่ธุรกิจเป็นที่ของคนทำงานไม่ใช่สนามเด็กเล่นของแก กับอีแค่ทำงานในแผนกคุมคนไม่กี่คนแกยังทำไม่ได้” รุ้งรายมองเหยียด “อย่าหวังใหญ่ให้มันเกินตัว”
ลินดาโกรธ
“ถ้าพวกแกคิดจะกีดกันราม ชื่อเสียงพวกแกไม่เหลือแน่”
ราพณ์สวนทันที
“ก็ดีนะครับ ผมล้ม ทุกคนล้ม ไม่เหลืออะไรเลย...”
ลินดาอึ้งไป
“ผมจะให้รามช่วยดูแลกิจการโรงแรมตามที่ต้องการ” ราพณ์น้ำเสียงจริงจัง
รุ้งรายตกใจ
“เฮีย”
“มันทำไม่ไหวหรอกราพณ์” รังรองแย้ง
รามยิ้มโอ่
“เฮียตัดสินใจไม่ผิดหรอก”
“มันถึงเวลาแล้วที่เฮียจะสอนทุกอย่างให้แกเอง”

รามมองอย่างไม่ยี่หระ ราพณ์เองก็มั่นใจมาก ลินดามองไม่เชื่อน้ำหน้า รังรองกับรุ้งรายมองอย่างหงุดหงิดต้องมีเรื่องวุ่นวายแน่
 
จบตอนที่ 9 
 
กำลังโหลดความคิดเห็น...