xs
xsm
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สามี ตอนที่ 8

ในบ้านชาญชัย...รังรองวางกาแฟให้กับชาญชัย เธอมองเขาอย่างหวั่นๆ กับอารมณ์ รังรองตัดสินใจถาม

“จะไปออฟฟิศพร้อมกันเลยไหมคะ”
ชาญชัยเงยหน้ามอง รังรองเกร็งรับกลัวโดนอาละวาดแต่เขากลับยิ้ม
“ผมจะไปที่โครงการก่อน ดูว่าจะเพิ่มยอดจองยังไงได้บ้าง รองไปก่อนเถอะนะ”
รังรองมองงงๆ
“เฮียไม่โกรธเหรอคะที่รองช่วยเฮียไม่ได้”
ชาญชัยจับมือรังรอง
“ผมมาคิด ๆ ดู ถ้าคุณช่วยได้คุณคงไม่รีรออยู่แล้วจริงไหมแล้วถึงคุณจะคุย ป๊ากับราพณ์ก็คงไม่ยอม ผมจะลองหาทางเองบริหารให้เป็น ดีไหม”
“คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอคะ” รังรองไม่อยากจะเชื่อ
“ผมขอโทษที่หงุดหงิดกับคุณมากไปหน่อย เที่ยงนี้ผมจะไปทานข้าวด้วยนะ”
รังรองยิ้ม
“ค่ะ ถ้างั้นรองไปก่อนนะคะ”
“จ๊ะ” ชาญชัยหอมแก้มรังรอง “เจอกันตอนเที่ยงนะ”
รังรองยิ้มออกไป ชาญชัยมองตามจากยิ้ม ๆ เป็นยิ้มร้าย ชนพที่หลบฟังอยู่ เดินออกมา
“แกมีวิธีหาเงินได้แล้วใช่ไหม”
“ครับ...แต่พ่อต้องช่วยผมหาเอกสารนิดหน่อย”
ชนพมองลูกชายว่าจะให้ช่วยอะไร ชาญชัยยิ้มมีแผน

ประสิทธิ์กับลินดาอยู่ในห้องพักของโรงแรม ประสิทธิ์หยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นมายื่นไปตรงหน้า ลินดารับแก้วเครื่องดื่มมา
“ลูกชายคุณกลับเข้าไปอยู่ที่บ้านเรียวแล้วจะช่วยอะไรได้”
“พวกมันจะไม่มีวันสงบสุขแน่ ส่วนเรื่องที่คุณอยากให้ราพณ์หย่ากับคุณหญิง ฉันจะช่วยเต็มที่ แลกกับ...”
“ทำให้ลูกชายของคุณครองทุกอย่างแทนไอ้ราพณ์”
“ตามนั้น”
ประสิทธิ์หยิบแก้วของตัวเองยื่นไปตรงหน้าลินดา
“ยินดีสำหรับการร่วมงานของเราในครั้งนี้”
ลินดายังลีลาไม่ยอมชน
“ทำไมล่ะครับ...”
ลินดายิ้ม
“ฉันไม่ชอบงานเคร่งเครียดค่ะ”
ประสิทธิ์ยิ้มเข้าใจขยับเข้ามาใกล้
“ผมเคยชินที่จะจริงจังซะด้วยสิ...คงต้องให้คุณสอนผมเอ็นเตอร์เทนบ้าง”
“งั้นเราคงเข้าร่วมงานกันได้ดี”
ลินดาเอาแก้วชน ประสิทธิ์ยิ้มมองรู้ว่าผู้หญิงที่แห้งแล้งมานานอย่างลินดาต้องการอะไรและต้องคุมด้วยอะไร

สิริโสภาเดินออกมาจากในออฟฟิศพร้อมกับซองเอกสาร กำลังจะออกไปแต่ชะงักที่เห็นรถของราพณ์กำลังแล่นเข้ามา เธอรีบหามุมหลบไม่ให้เขาเห็น ราพณ์ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าออฟฟิศลงจากรถมาเปิดประตูให้รสิกาลงมา
“ตอนนี้เป็นเวลาพักไม่ใช่เหรอครับ ผมหิว...”
“แต่ฉันห่วงงานค่ะ”
รสิกาจะเลี่ยงเข้าออฟฟิศ แต่ราพณ์จับมือยื้อไว้ไม่ให้เข้าไป
“คุณหญิงครับ”
“คะ...”
“คืนนี้ ผมขอคำตอบนะครับ”
รสิกาอึกอักขัดเขินแต่พยายามจะนิ่งที่สุด
“เจอกันที่บ้านนะครับ”
สิริโสภามองสายตาราพณ์ที่แสดงถึงความรักที่มีต่อรสิกาด้วยความแค้น ราพณ์เดินขึ้นรถขับออกไป รสิกามองตามยังอึ้งๆ
“คุณหญิง...”
รสิกามองไปตามเสียง รามเดินเข้ามา ราพณ์อยู่ในรถมองกระจกส่องหลังเห็นรามกำลังเข้ามาหารสิกา เธออึ้งๆเมื่อเห็นราม สิริโสภามองรามอย่างจำได้สนใจที่รามรู้จักกับรสิกา
“คุณราม...มาธุระแถวนี้เหรอคะ”
“เปล่าครับ ผมมาหาคุณหญิง”
รสิกาอึ้งๆ
“มีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”
“ตั้งแต่คุณหญิงแต่งงานกับเฮีย เรายังไม่เคยได้คุยกันตัวต่อตัวเลยนะครับ ในฐานะน้องสามี ผมคิดว่าเราควรจะทำความคุ้นเคยกันมากขึ้น จะได้สนิทสนมกัน”
รสิกาถือตัว
“ฉันชอบมีระยะห่างน่ะค่ะ ใกล้มากมันอึดอัด”
“คุณหญิงคงโกรธที่ผมปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหญิงใช่ไหมครับ ถึงได้ฝืนทำเย็นชากับผมทั้งที่” รามมองอย่างมั่นใจ “คุณหญิงชอบผมมากกว่าเฮียราพณ์”
“คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่...”
รสิกายังพูดไม่จบ รามแทรกทันที
“แข็งนอกอ่อนในอย่างคุณหญิง ผมเจอมาเยอะแล้ว ทำเย็นชาเรียกร้องความสนใจ ขอโทษนะครับ ที่ผมไม่ชอบการถูกบังคับ แต่...ถ้าผมได้เจอคุณหญิงก่อน” รามมองรสิกาด้วยสายตาอยากได้อยากแย่งชิง ติดหื่นนิด ๆ “ผมจะทำให้คุณหญิงรู้ว่าความสุขจริงๆ มันเป็นยังไง”
รสิกาอึ้ง สิริโสภามองรามอย่างสนใจ รสิกาชักระแวง อยากเลี่ยงออกไป
“ถ้าคุณหมดธุระแล้วฉันขอตัวนะคะ”
รสิกาจะเข้าไป แต่รามคว้ามือไว้ รสิกาสะบัดไม่หลุด เธอโมโหตบเขาผัวะ รามตาวาวพอใจชอบเอาชนะ“ชอบความรุนแรงใช่ไหม”
กอบกู้กับระรินออกมาจากห้อง ศิริพรตามออกมาด้วยความร้อนใจ
“ที่หน้าออฟฟิศน่ะค่ะ”
ระรินมองไปเห็นรามกำลังยื้อจับมือรสิกาอยู่
“เฮียราม”
ระรินรีบออกไป กอบกู้ตาม ศิริพรมองตาม พวกพนักงานในออฟฟิศต่างรีบเข้ามาหาศิริพรมองเหตุการณ์อย่างสนใจ
รสิกาชักกลัวจะไปแต่รามยกมือกันไว้ รสิกาชะงักจะเบี่ยงหลบไปอีกด้าน รามยกมืออีกข้างมากั้นไว้อีก รสิกาถูกบังคับให้มองหน้าเขา เธอพูดใส่เสียงแข็ง
“ถอยไป”
“คุณหญิงนี่สวยจริงๆ สวยจนผมอยากจะลอง...”
รามจะก้มลงไปหารสิกา ราพณ์เข้ามากระชากตัวรามแล้วต่อย ผัวะ ระริน กอบกู้ ศิริพรออกมาต่างชะงักที่เห็น สิริโสภามองอย่างตกใจ ราพณ์เลือดขึ้นหน้าตามเข้าไปต่อยรามผัวะ ๆ รามพยายามสู้แต่ราพณ์ตอนเดือดเป็นต่อกว่าเยอะมาก รสิกาห้าม

“คุณราพณ์ พอแล้วค่ะ”

 
รสิกาเข้าไปจับแขนราพณ์ไว้พยายามห้าม เธอตะโกนใส่เขา
 
“คุณราพณ์”
ราพณ์ชะงักได้สติ รสิกาดึงราพณ์ให้ออกมา ระรินสะใจ
“เฮียรามมันกล้าล่วงเกินคุณหญิง โดนแค่นี้มันยังน้อยไป”
ราพณ์ตวาดราม
“ไปให้พ้นหน้าฉัน”
รามมองราพณ์อย่างกวนประสาท
“หวงจริงๆ” รามมองอย่างดูถูก “ผมไม่น่ารีบเซ้งต่อคุณหญิงให้เฮียเลย”
ราพณ์โกรธ
“ราม”
รามไม่หยุด
“น่าจะได้ชิมก่อนว่าชอบไหม”
ราพณ์กระชากคอเสื้อ
“ไอ้ราม” ราพณ์ต่อยซ้ำเข้าไปอีกจนรามคว่ำ แล้วชี้หน้า “ขอโทษคุณหญิงเดี๋ยวนี้”
รามมองกวนประสาท ราพณ์พยายามข่มความโกรธ
“แกต้องให้เกียรติเขาเหมือนฉัน”
“ทำไมมึงสั่งแล้วกูต้องทำวะ”
ราพณ์ข่มความโกรธ
“เพราะแกเป็นน้องฉัน”
ระรินเห็นรามตะคอกราพณ์ก็โกรธมาก
“ไม่ต้องไปนับญาติกับมัน มันกับม๊ามันทำลายครอบครัวเรา ไอ้กาฝาก”
“ระริน” ราพณ์ปราม
“รินไม่มีพี่ชายเลว ๆ อย่างมัน” ระรินตะโกนลั่น
“กูก็ไม่มีน้องอย่างมึง” รามขึ้นเลย
รามเงื้อมือจะตบด้วยความโกรธ ราพณ์เข้าผลัก
“อย่าทำน้อง”
รามเซแล้วเสียหลักหงายล้มลงไปกับพื้น ราพณ์ตกใจไม่ได้ตั้งใจ รามอับอายกับสภาพตัวเองยิ่งเห็นพวกออฟฟิศรสิกามองยิ่งโกรธ ระรินด่าต่อ
“พี่ชายเฮงซวยอย่างแก ไม่มียังดีกว่า”
ราพณ์มองหน้ารามเห็นน้องโกรธจนน้ำตาคลอ รามโกรธแค้นน้อยใจที่พี่น้องไม่เคยยอมรับแต่กดความรู้สึกไว้ตลอด แล้วแสดงออกด้วยการประชดทั้งคำพูดและการกระทำ เขาลุกขึ้นมาโวยกับราพณ์
“มึงไม่เคยเห็นกูเป็นน้องอยู่แล้ว ไม่ต้องมานับพี่นับน้องกับกู กูอยากทำอะไรกูก็จะทำ”
รามมองราพณ์มองระรินทั้งรักทั้งเกลียด รสิกาเห็นว่ารามน้ำตาคลอแต่พยายามกระพริบตาไล่น้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา กอบกู้เห็นท่าไม่ดี
“คุณพร พาคุณรินเข้าไปข้างในก่อนนะ”
ระรินมองกอบกู้ เห็นเขามองอย่างขอร้อง เธอยอมเดินเข้าไปในออฟฟิศ กอบกู้หันมาหารสิกา
“คุณหญิงครับ...บ่ายนี้ผมรบกวนคุณหญิงคุยเรื่องคอนเซ็ปท์โรงแรมกับ คุณราพณ์แทนผมด้วยนะครับ”
รสิกาเข้าใจว่ากอบกู้ให้กันราพณ์ออกไป
“ได้ค่ะ”
รสิกาจับมือราพณ์ ส่งสายตาว่าไปเถอะ
“ครับ...”
รามมองราพณ์อย่างท้าทาย ราพณ์มองรามด้วยความรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ แต่ปมในอดีตและท่าทีของรามทำให้ต้องทะเลาะกันอยู่เรื่อยไป ตัวราพณ์เองก็เสียใจทั้งที่รักน้องเหมือนกัน ราพณ์กับรสิกาออกไป รามเห็นทุกคนมองมาก็ตวาด
“มองอะไร เดี๋ยวกูต่อยหน้าแหก”
กอบกู้นิ่งไม่ตอบโต้ไม่กลัว จัดการเคลียร์อย่างมีสติมาก
“ไปทำงานได้แล้ว”
พนักงานคนอื่นต่างเดินแตกแถวแยกย้ายกันไป รามมองกอบกู้แล้วเดินออกไปอย่างท่าทีไม่ยี่หระกับอะไรทั้งสิ้น สิริโสภามองตามรามไปอย่างใช้ความคิด

รามเดินไปนั่งพิงตรงมุมบันไดที่ปลอดคน เขาถีบกระถางต้นไม้ระบายความหงุดหงิด
“โธ่เว้ย”
ขณะเดียวกันนั้นมีมือยื่นผ้าเช็ดหน้ามาตรงหน้า รามมองเจ้าของผ้าเช็ดหน้าเห็นเป็นสิริโสภาที่ยืนยิ้มอยู่
“คุณ...”
สิริโสภามองผ้าเช็ดหน้าในมือ
“ฉันคิดว่าคุณอาจต้องการมัน”
“ผม...”
สิริโสภาชี้ตรงมุมปาก รามแตะที่แผลมุมปาก
“โอ้ย”
“อย่าใช้มือสิคะ มันไม่สะอาด อย่างนี้ดีกว่านะคะ”
สิริโสภาจับผ้าเช็ดหน้ากดลงที่แผลมุมปากของเขา รามมองอึ้ง สิริโสภาขยับเข้ามองแผลใกล้ๆ
“ซับเลือดหน่อยนะคะ โดนไปเต็ม ๆ ขนาดนั้น”
“ทำไมคุณถึง...”
“ฉันทำงานอยู่บริษัทเดียวกับคุณหญิงรสิกาค่ะ”
“งั้นคุณก็รู้แล้วสิว่าผมนามสกุลอะไร” รามมองแบบมั่นใจมาก
“ฉันตั้งใจจะมาขอโทษที่เสียมารยาทกับคุณ แต่เพราะคุณเป็นญาติของ คุณหญิงไม่ใช่เพราะนามสกุลของคุณ...ขอตัวก่อนนะคะ”
รามขยับไปขวาง
“เดี๋ยวสิ ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
“ชื่อธรรมดากับนามสกุลบ้านๆ ของฉันมันไม่สำคัญหรอกค่ะ”
สิริโสภาเดินไปทันที รามมองตามอย่างหัวเสียทำพลาดอีกแล้ว เขามองผ้าเช็ดหน้าในมืออย่างหมายมาด

ราพณ์นั่งหน้าเครียดอยู่ในร้านอาหาร รสิกามองอย่างเข้าใจ
“คุณคิดเรื่องของคุณรามอยู่ใช่ไหมคะ”
“ผมขอโทษนะครับ ผมกับรามทำให้คุณหญิงต้องเสียหาย”
“แต่ฉันก็ทำให้คุณกับคุณรามต้องทะเลาะกัน”
“เรื่องของผมกับรามมันเรื้อรังมานาน ผมชินแล้ว รามไม่เคยคิดว่าผมเป็นพี่ชายของเขา”
“แต่สำหรับคุณ เขาคือน้องชาย ฉันพูดถูกไหมคะ”
ราพณ์อึ้งไปนิด มองรสิกาอย่างแปลกใจ
“พี่น้องตัดไม่ตายขายไม่ขาดหรอกค่ะ”
“คุณหญิงเป็นลูกสาวคนเดียวไม่ใช่เหรอครับ”
รสิกายิ้ม

“แต่ฉันมีพี่ชายที่รักและดูแลฉันมาตลอด พี่วีไงคะ เขาเป็นพี่ชายที่ดีถึงจะมีเรื่องขัดแย้งของท่านพ่อกับคุณลุง หรือแม้แต่เรื่องสุรีย์ส่อง แต่เรื่องร้ายๆ พวกนั้นไม่เคยทำลายความรู้สึกดี ๆ ที่ฉันมีต่อพี่ชายคนนี้ได้เลย เรื่องวันนี้ทำให้ฉันคิดถึงตอนที่ฉันทะเลาะกับพี่วี เขาเสียใจมากสายตาเขาวันนั้นเหมือนคุณวันนี้”
 

 
ราพณ์นิ่งไปอย่างยอมรับ
 
“แล้วคุณหญิงคิดว่าผมควรจะทำยังไงดี”
“มันเป็นเรื่องในครอบครัวคุณ ฉันไม่ขอออกความเห็นนะคะ ร้าย เค็ม เขี้ยวอย่างคุณคงจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ยาก”
ราพณ์สายตาอ้อนๆ
“ผมไม่มีส่วนดีบ้างเลยเหรอครับ”
รสิกาดูคิดหนัก ราพณ์หน้าเสีย รสิกายิ้มนิด ๆ
“ฉันเห็นค่ะว่าคุณพยายามปกป้องฉัน ฉันขอบคุณคุณมาก”
“ผมสัญญานะครับ” ราพณ์วางมือบนมือรสิกามองหวาน ๆ “ว่าจะไม่ให้รามมาวุ่นวายกับคุณหญิงอีก”
รสิกายิ้มแต่ไม่ได้ดึงมือออก
“ขอบคุณค่ะ”
ราพณ์มองรสิกาสายตาซึ้งๆ รสิกาไม่หลบค่อยๆ เปิดความรู้สึกตัวเองมากขึ้น สุรีย์ส่องเดินเข้ามาในร้านชะงักที่เห็นราพณ์จับมือกับรสิกากันดูหวานซึ้ง สุรีย์ส่องตรงเข้าไปหาทันที
“สวัสดีค่ะคุณราพณ์”
ราพณ์กับรสิกาชะงักที่หันมาเห็นสุรีย์ส่อง
“สวัสดีจ๊ะอ้าย”
สุรีย์ส่องสิ้นความสนใจจากรสิกาไปเลย ลงนั่งแทรกระหว่าง ราพณ์กับรสิกาเนียน ๆ ขยับชิดราพณ์อย่างสนิทสนม
“สุยังไม่ได้ตอบแทนที่คุณราพณ์ช่วยสุไว้เมื่อคราวที่แล้ว แต่มื้อนี้คงไม่เหมาะ” สุรีย์ส่องเหล่มองรสิ
กา “เพราะมีคนที่ไม่เกี่ยวอยู่ด้วย เอาเป็นว่าเย็นนี้ขอให้สุได้เลี้ยงตอบแทนคุณแบบตัวต่อตัวนะคะ”
รสิกามองท่าทีของสุรีย์ส่อง มองราพณ์ว่าจะจัดการยังไง
“ไม่เป็นไรหรอครับ ผมช่วยคนไม่เคยหวังผลตอบแทน”
“ไม่ได้หรอกค่ะ” สุรีย์ส่องจับมือราพณ์ “สุไม่อยากเป็นคนอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ”
ราพณ์ดึงมือออก
“คงไม่สะดวกหรอกครับ เพราะภรรยาผมค่อนข้างหวง”
ราพณ์หันไปยิ้มกับรสิกาอย่างจงใจยืนยันความบริสุทธิ์ใจ สุรีย์ส่องเห็นรสิกาไม่ได้มีอาการใด ๆ แถมราพณ์ก็ยังปฏิเสธเต็ม ๆ เธอไม่ยอม
“สุเป็นญาติอ้ายก็เหมือนญาติคุณราพณ์ อ้ายเป็นคนสบายๆ ไม่คิดมากกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรอกจริงไหม”
สุรีย์ส่องยิ้มท้าทายให้รสิกาแล้วทำมองราพณ์
“แก้มคุณเปื้อนน่ะค่ะ”
สุรีย์ส่องแตะที่แก้มเขาลูบเบาๆ สายตาท้าทายรสิกามาก รสิกามองท่าทีของสุรีย์ส่องรู้สึกหวงหึงไม่พอใจ เธอลืมตัวคว้ามือของสุรีย์ส่องดึงห่างออกมาจากราพณ์จับแน่น
“เราขาดกันตั้งแต่เธอรับเงินแปดสิบล้านไป เธออาจจะสมองเสื่อมจำไม่ได้แต่ฉันไม่ลืม”
รสิกาเหวี่ยงมือของสุรีย์ส่องทิ้งไม่แรงนักแต่ก็ไม่เบา
“แล้วก็อย่าใช้มาตรฐานของเธอตัดสินฉัน เธออาจจะชอบใช้ของร่วมกับคนอื่นจนชินเป็นนิสัย แต่ฉันไม่ ฉันเป็นคนหวงของ โดยเฉพาะของส่วนตัว ขอโทษนะ ฉันกับคุณราพณ์ต้องการความเป็นส่วนตัว”
สุรีย์ส่องมอง รสิกามองตอบสายตาแข็งกร้าวไม่ยอม
“เชิญ”
สุรีย์ส่องแค้นลุกขึ้นมองรสิกาอย่างไม่ยอมแพ้ยิ้มกับราพณ์
“วันนี้เราคงคุยกันไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่น้ำใจของคุณราพณ์สุไม่ลืมนะคะ...สุจะตอบแทนให้คุณเต็มที่ อ้ายก็รู้ใช่ไหมจ๊ะว่าสำหรับผู้มีพระคุณ ฉันทุ่มทั้งตัวอยู่แล้ว”
สุรีย์ส่องออกไป รสิกาหันขวับมองราพณ์ตาเขียวปั้ด
“เขาจงใจยั่วโมโหคุณโดยใช้ผมเป็นเครื่องมือ คุณรู้ใช่ไหม”
รสิกาหน้าตึงกังวลรู้ว่าสุรีย์ส่องจงใจประกาศสงครามด้วย ราพณ์ยิ้มๆ มองอาการของรสิกาอย่างพอใจ

ราพณ์ขับรถมาจอดที่หน้าออฟฟิศรสิกา เธอมองหน้าเขา ราพณ์ยิ้ม
“ถึงแล้วครับ”
รสิกายังมองหน้าราพณ์ด้วยสายตาเซ็งๆ แล้วมองลงไปที่มือตัวเองที่โดนราพณ์จับอยู่แบบว่าแล้วจะลงได้ยังไง ราพณ์ยิ้ม
“ครับ”
รสิกาเริ่มเข้มใส่
“คุณราพณ์คะ”
“ขอโทษครับ ผมดีใจมากไปหน่อย”
“ดีใจ...เรื่องอะไรคะ”
“เรื่องที่คุณหวงผมไงครับ”
“ฉันแค่...”
“หึง...เหรอครับ”
“คุณราพณ์”
“ครับผม...” ราพณ์ยิ้มกรุ้มกริ่มใส่
รสิกาอายมองหน้าเขาอย่างขัดใจ อยากจะเหวี่ยงใส่แต่ก็แก้ตัวไม่ขึ้นเพราะออกตัวแรงจริง ยิ่งเห็นสายตาเขาก็ยิ่งอายตัดสินใจคว้ากระเป๋าลงจากรถแล้วเดินเข้าออฟฟิศไม่หันกลับมา ราพณ์มองตามยิ้มอารมณ์ดีมาก ๆ เสียงมือถือของราพณ์ดังเขากดรับ
“ครับป๊า มีเรื่องอะไรครับ...ได้ครับ ผมจะเรียกไปให้ครบทุกคน”

ค่ำนั้น ในห้องนั่งเล่น คฤหาสน์เจ้าสัวเรียว ระรินลุกพรวดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“รินไม่ยอมให้สองแม่ลูกนั่นเข้ามาอยู่ที่นี่เด็ดขาด”
“ริน...นั่งลง” ราพณ์ปราม
ระรินลงนั่งอย่างขัดใจ รุ้งรายพูดขึ้น
“ป๊าก็รู้นี่คะ ตอนที่คุณลินดาอยู่ที่นี่ ทำให้บ้านเราวุ่นวายขนาดไหน”
รังรองเสริม
“ป๊าเลือกแล้วนี่คะระหว่างพวกเรากับคุณลินดา”
เจ้าสัวเรียวหน้าเครียด รัตนาวลีแทรกขึ้น
“ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คนที่เข้ามาอยู่แค่คุณรามคนเดียวค่ะ”
ระรินไม่พอใจ
“ไม่ว่าจะคนไหนอยู่ก็ต้องมีเรื่องกันแน่ค่ะ มาที่นี่ทีไรก็สร้างปัญหาทุกที”
“ถ้าป๊าให้ย้ายเข้ามาคนที่จะต้องร้อนใจคือหม่อมวลีกับคุณหญิงนะคะ” รุ้งรายพยายามแย้ง
ระรินเสริม
“ใช่ค่ะป๊า วันนี้เฮียรามก็ไปวุ่นวายกับคุณหญิงที่ออฟฟิศ”
ทุกคนหันมองรสิกา ระรินเล่าต่อ
“เฮียราพณ์เลยต่อยเข้าให้ ถึงจะหายบ้า”
ราพณ์ดุน้อง
“เงียบได้แล้ว ริน”
เจ้าสัวเรียวถอนใจเครียด
“คุณหญิงกับหม่อมวลีเห็นว่ายังไงครับ”
“ฉันคิดว่าฉันรับมือได้นะคะ ถึงยังไงคุณรามก็เป็นลูกของเจ้าสัว ก็ถือเป็นคนในครอบครัว” รัตนาวลีหันมองรสิกาว่ายังไง
รสิกามองราพณ์อย่างให้เกียรติ
“คุณราพณ์ตัดสินใจแบบไหน ฉันก็ยอมรับตามนั้นค่ะ”
เจ้าสัวเรียวมองหน้าลูกชาย
“ถ้าคุณหญิงกับหม่อมไม่มีปัญหา ราพณ์...ลื้อเป็นลูกชายคนโต ต้องดูแลทุกคนในบ้านนี้สืบต่อจากป๊า ป๊าให้ลื้อเป็นคนตัดสินใจ”
ราพณ์มองทุกคนที่มองมาอย่างรอคอย รุ้งรายมองหน้า

“เฮียไม่ยอมใช่ไหมคะ”

 
ราพณ์หน้าเครียดระหว่างพี่น้องท้องเดียวกันกับรามที่เป็นน้องต่างแม่และร้ายกาจ ราพณ์นึกถึงคำพูดของราม
 
“มึงไม่เคยเห็นกูเป็นน้องอยู่แล้ว ไม่ต้องมานับพี่นับน้องกับกู กูอยากทำอะไรกูก็จะทำ”
ราพณ์หน้าเครียด
“บางทีการกลับมาอยู่ด้วยกัน อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับรามดีขึ้น”
“เฮีย” ระรินอึ้ง
รังรองพยายามแย้ง
“ราพณ์...นี่มันชักศึกเข้าบ้านนะ”
รุ้งรายไม่ยอม
“เฮีย รุ้งไม่เห็นด้วย”
ราพณ์พยายามอธิบาย
“รามมีเลือดของป๊าเป็นพี่น้องของเรา เราปฏิเสธข้อนี้ไม่ได้ เรามีปัญหาที่ทำให้เกิดช่องว่างกับรามมากแล้ว ผมไม่อยากหนีปัญหาอีก เพราะมันมีแต่จะลุกลาม แรงใส่กันก็เหนื่อยเปล่า ผมเชื่อว่าถ้าเราได้ใกล้ชิด ได้ปรับตัว มันอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีกว่า”
“แต่รินเกลียดพวกมัน” ระรินโพล่งออกมา
ราพณ์ปราม
“ระริน...อย่าเรียกเฮียรามว่ามันอีก การพูดจาไม่ให้เกียรติคนอื่นมันคือการทำลายตัวเอง ถ้ารินไม่ให้เกียรติพี่ชายตัวเอง ก็จะไม่มีใครให้เกียรติรินเหมือนกัน” ราพณ์หันไปหาพ่อ “ผมจะให้รามกลับเข้ามาอยู่กับพวกเรา ผมตัดสินใจแล้ว ขอให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของผมด้วย”
ทุกคนเงียบ
“ตกลงตามนี้ ส่วนจะย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ ป๊าจะบอกอีกที”
ระรินกระฟัดกระเฟียดแต่พูดอะไรไม่ได้ รังรองกับรุ้งรายไม่พอใจนัก

สิริโสภานั่งทำงานพลางมองไปทางโทรศัพท์อย่างกระวนกระวาย ศิริพรออกมาจากห้องน้ำเตรียมตัวกลับบ้าน
“น้องสิ กลับบ้านได้แล้วจ๊ะ ขอบใจนะที่ทำโอเป็นเพื่อนพี่”
สิริโสภามองออกไปด้านนอกเห็นรามที่ยืนรี ๆ รอ ๆ อยู่ด้านนอก เธอแอบยิ้มอย่างพอใจ
“ออกไปพร้อมกันเลยไหม”
“พี่พรกลับก่อนได้เลยค่ะ สิขอลงบัญชีให้เสร็จก่อน แล้วจะปิดออฟฟิศให้ค่ะ”
ศิริพรออกไป สิริโสภาเหลือบมองไปทางรามที่รออย่างกระวนกระวาย เธอนั่งลงทำงานต่อ ยิ้มอย่างรอเวลา

รุ้งรายเปิดประตูห้องหนังสือเข้ามา รังรองอยู่อีกด้านเปิดให้รัตนาวลีเดินเข้ามา รังรองเดินตามมา ระรินจับมือพารสิกาเข้ามาหลังสุด รุ้งรายปิดประตู
“คุณหญิงทำไมถึงไม่ค้านสักคำเลยค่ะ วันนี้คุณหญิงก็เห็นว่าเฮียรามมันร้ายขนาดไหน” ระรินถามอย่างไม่เข้าใจ
รุ้งรายหน้าเครียด
“แล้วถ้าเจ้ารามย้ายเข้ามา คุณลินดาจะต้องหาข้ออ้างเข้ามาวุ่นวายที่นี่บ่อยขึ้นแน่ๆ”
รังรองหนักใจ
“หม่อมกับคุณหญิงก็เคยเห็นฤทธิ์คุณลินดาแล้วนี่คะ รายนั้นทำได้ทุกอย่างเพื่อให้บ้านเราร้อนเป็นไฟ”
รัตนาวลีหนักใจไม่แพ้กัน
“ฉันทราบค่ะ แล้วฉันก็ทราบว่าเจ้าสัวอยากให้ลูก ๆ ทุกคนรักและสามัคคีกัน”
รังรอง รุ้งราย ระรินต่างอึ้งกันไป
“รุ้งทราบค่ะ แต่หม่อมก็เห็นนี่คะว่ารามมันพูดแต่ละทีมันยั่วโมโหพวกเราเหลือเกิน แค่ที่ทำงานรุ้งก็ปวดหัวจะแย่ ถ้าต้องมาเจอตอนกินข้าวเช้าข้าวเย็นทุกวัน รุ้งคงเส้นเลือดแตกตายแน่ๆ”
ราพณ์เข้ามาที่ด้านหน้าห้องชะงักที่ได้ยินเสียงคุยจากด้านใน รังรองไม่ค่อยพอใจ
“ไม่รู้ว่าราพณ์คิดอะไร เกลียดกันขนาดนั้นยังรับมันเข้าบ้าน”
รสิกาพูดขึ้น
“ฉันคิดว่าพวกคุณทุกคนไม่ได้เกลียดคุณรามอย่างที่แสดงออก”
ทุกคนมองรสิกา
“ฉันพอจะรู้ว่าคุณลินดาทำอะไรไว้กับพวกคุณ แต่ฉันไม่เคยได้ยินว่าคุณ รามทำร้ายพวกคุณ ใช่ไหมคะ”
สามสาวอึ้งไป รัตนาวลีมองสามสาวพี่น้อง
“กับบางคนเราต้องถามตัวเองว่าเรารู้สึกกับเขายังไง ความรู้สึกจริงๆ ที่ไม่เอาคนอื่นมาตัดสิน ถ้าเกลียดคนนึง แต่ไปลงกับอีกคนนึง มันยุติธรรมไหม”
สามสาวพูดไม่ออก รสิกาก็อึ้งไปนิดที่โดนรัตนาวลีมองเหมือนกำลังโยนมาว่าพูดกับตัวเอง
“สำหรับฉันกับอ้าย เรารับมือกับทุกเรื่องได้ จริงไหมอ้าย”
รสิการับคำแม่
“ค่ะ”
รังรองอ่อนลง
“ถ้าหม่อมยืนยัน พวกเราก็ไม่มีปัญหาค่ะ”
“ตอนนี้บ้านเรามีแต่คนแข็งแรงนะ ตั้งแต่หม่าม๊าวลี อาซ้อคุณหญิง” รุ้งรายเปรย
“เจ้รองกับเจ้รุ้ง รวมถึงน้องคนสวยอย่างรินก็ไร้เทียมทานขนาดนี้ จะกลัว ทำไมกับอาอึ้มแก่ ๆ อย่างคุณลินดา...เนอะ เจอพวกเราก็หงายเงิบแล้ว” ระรินมีฮึด
“ถ้าอย่างนั้น เราก็จะไม่แย้งป๊าเรื่องนี้อีก นะ” รังรองบอกน้องๆ
รุ้งรายหันไปหาระริน
“เราก็โวยวายกับเจ้ารามให้มันน้อย ๆ หน่อย”
“ก็มัน...” ระรินเห็นทุกคนมองรีบเปลี่ยนคำพูด “เฮียรามชอบทำท่ากวนอารมณ์ เห็นแล้วมันปรี๊ด
ทุกที ว่าแต่ริน เจ้รุ้ง เจ้รองก็พอกันล่ะน่า”
รัตนาวลีพอใจ
“เจ้าสัวคงดีใจ”
รังรองยิ้มให้รัตนาวลี
“เราก็ดีใจค่ะที่ป๊าเลือกหม่อมวลีกับคุณหญิงเข้ามาเป็นคนในครอบครัว”
“ถ้าลงตัวแล้วก็...” ระรินเดินไปเปิดประตู “ไปหม่ำบัวลอยน้ำขิงกันเถอะค่ะ ล้างปาก”
ราพณ์รีบหลบออกไปก่อนที่พวกระรินจะเดินออกมา รังรองกับรุ้งรายยิ้มแล้วตามไป รสิกาจะตาม รัตนาวลีพูดขึ้น
“อ้าย...พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยนะลูก”
รสิกายิ้ม
“หม่อมแม่จำได้เหรอคะ”
“วันสำคัญต้องจำได้สิ แม่ให้แม่นมกับแหววเตรียมของไว้แล้ว”
รสิกายิ้มดีใจเข้ากอดแม่
“อ้ายรักหม่อมแม่ที่สุดเลยค่ะ”
รัตนาวลีกอดลูกสาวยิ้มๆ
“รักใครก็พูดออกมามันดีไหมลูก”

รสิกาชะงักผละออกมามองหน้าแม่ รัตนาวลียิ้ม รสิกาอึกอักพูดไม่ออก

สามี ตอนที่ 8 (ต่อ)

สิริโสภามองเวลาเห็นว่าเป็นเวลา 21.00น.แต่เธอยังนิ่งอ่านเอกสารต่อไป เสียงเคาะประตูออฟฟิศดัง สิริโสภายิ้มรอให้เคาะแรงขึ้นแล้วถึงลุกขึ้นไปที่ประตูออฟฟิศ เธอทำหน้าแปลกใจที่เห็นราม
 
“คุณครับ...คุณ”
สิริโสภาเปิดประตู
“คุณ...มีอะไรเหรอคะ”
“ผม...อยากให้เราทำความรู้จักกัน”
“เพื่ออะไรคะ”
“เพื่อความเป็นเพื่อนไงครับ ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณ”
“อย่าเลยค่ะ นามสกุลฉันมันธรรมดาเกินไป ขอตัวนะคะ” สิริโสภาจะปิดประตู
“ผมขอโทษ”
สิริโสภาชะงัก
“ผมหงุดหงิดกับเรื่องพี่ชายผมมากไปหน่อย เราทำความรู้จักกันใหม่ได้ไหมครับ”
สิริโสภาแอบยิ้มพอใจที่เริ่มต้นรามก็อ่อนข้อให้แผนจะราบรื่นแน่นอน
“ได้สิค่ะ ถ้าคุณไม่รังเกียจ”
“ดึกแล้ว คุณยังไม่กลับบ้านเหรอครับ ผมเห็นคนอื่นกลับกันหมดแล้ว”
“คุณทราบได้ยังไงคะว่าคนอื่นๆ กลับกันหมดแล้ว”
รามยิ้มเจ้าชู้เต็มที่
“เพราะผมคอยคุณอยู่ไงครับ”
สิริโสภาทำเป็นหลบตาเขินแต่แอบยิ้มพอใจ รามคิดว่าเป็นเพราะเสน่ห์ตัวเองก็คิดรุกต่อทันที
“ครับคุณสิ แล้วถ้าคุณสิจะให้เกียรติผม ให้ผมรู้จักคุณมากขึ้น จะได้ไหมครับ”
“แต่ตอนนี้ค่ำมากแล้ว ฉัน...”
“ผม...ราม ลิ้มวัฒนาถาวรกุล นามสกุลของผมกับฐานะที่เป็นน้องสามีของคุณหญิงพอจะรับประกันความปลอดภัยได้ไหมครับ”
สิริโสภาทำลังเลมาก
“ตกลงค่ะ...ฉันขอไปเก็บของก่อนนะคะ”
รามยิ้มพอใจคิดว่าไม่พ้นมือแน่ สิริโสภาหันกลับมายิ้มร้าย

รสิกาเดินออกมาจากห้องน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อย เธอชะงักที่เห็นราพณ์นั่งอ่านหนังสืออยู่ ราพณ์เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ รสิกามองราพณ์นิ่ง นึกถึงคำพูดของรัตนาวลี
“กับบางคนเราต้องถามตัวเองว่าเรารู้สึกกับเขายังไง ความรู้สึกจริงๆ ที่ไม่เอาคนอื่นมาตัดสิน ถ้าเกลียดคนนึง แต่ไปลงกับอีกคนนึง มันยุติธรรมไหม”
ราพณ์เห็นรสิกายืนนิ่งก็ถาม
“คุณหญิง เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
รสิการู้สึกตัว
“เปล่า...”
รสิกาเดินไปที่เตียง ขยับขึ้นไปกราบหมอนแล้วล้มตัวนอนหันหลังให้ราพณ์
“นอนแล้วเหรอครับคุณหญิง”
รสิกานอนลืมตาแต่นิ่งไม่ตอบ ราพณ์มองไม่คิดจะต้อน แต่เดินขึ้นบนเตียงขยับลงนอน สองคนนอนเงียบไปชั่วขณะ ต่างคนต่างไม่ได้หลับตา ราพณ์มองรสิกาแล้วนอนตะแคงมองด้านหลังของเธอ
“ขอบคุณนะครับคุณหญิง”
รสิกางงแต่ไม่ตอบ
“ผู้ชายอย่างผมไม่ละเอียดพอที่จะคุยกับพี่น้องผู้หญิงให้เข้าใจ เรื่องในบ้านผมคงต้องฝากคุณหญิงด้วยนะครับ”
รสิกายังนอนนิ่ง
“ฝันดีนะครับ...”
ราพณ์ขยับผ้าห่มห่มให้เบาๆ รสิกาจับผ้าห่มกระชับตัวมากขึ้น ราพณ์มองยิ้มๆ แล้วดับไฟ รสิกายิ้มนิด ๆ เธอนึกถึงคำพูดของแม่
“รักใครก็พูดออกมามันดีไหมลูก”
รสิการู้สึกลังเล เอนเอียงไปทางคำที่รัตนาวลีบอกมากขึ้น

เช้าวันใหม่...รุ้งรายถือแก้วกาแฟเข้ามาในห้องทำงาน เห็นราพณ์ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างยิ้มๆ
“กาแฟร้อน ๆ ไหมเฮีย” เธอส่งแก้วกาแฟให้พี่ชาย
“เรื่องเฮียชาญคืบหน้าแค่ไหนแล้ว”
“ตอนนี้มีลูกค้าทำเรื่องจองมาแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วค่ะ เห็นว่าโหมโฆษณาน่าดู ตอนนี้กำลังเริ่มขึ้นโครงสร้างใหม่”
“เฮียชาญก็แก้ไขได้ดีนะ อีกไม่นานคงเต็มทั้งโครงการ ส่งคนไปเช็คให้บ่อยขึ้น อย่าให้มันซ้ำรอยอีก”
“ค่ะ ว่าแต่...ทำไมวันนี้มาเร็ว เวลานี้มันต้องทานอาหารเช้ากับภรรยา ก่อนไม่ใช่เหรอเฮีย”
“วันนี้วันสำคัญ เขาคงอยากอยู่กันตามลำพังแม่ลูก”
รุ้งรายแปลกใจ
“วันอะไรเหรอเฮีย”

รสิกากับรัตนาวลีไปที่วัด ทั้งสองถวายสังฆทาน พระสวดรับสังฆทาน รสิกากับรัตนาวลีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล จากนั้นไปเทน้ำที่กรวดลงที่ข้างต้นไม้ใหญ่ในวัด แล้วไปร่วมกันปล่อยปลา และไถ่ชีวิตโค กระบือ รสิกาหันมาหารัตนาวลี
“พ่อจะรับรู้ใช่ไหมคะแม่ ว่าเราอวยพรให้ท่าน”
“ความคิดถึง ความรักของเราจะต้องส่งถึงท่านพ่อแน่นอน”
รสิกายิ้มกว้างมองแม่ รัตนาวลีมองแปลกใจ
“ยิ้มกว้างขนาดนี้ ดีใจที่ได้ทำบุญให้ท่านพ่อใช่ไหม”
รสิกาส่ายหน้า
“อ้ายดีใจที่หม่อมแม่ยังจำวันเกิดของท่านพ่อได้ อ้ายกลัวว่าหม่อมแม่จะลืมท่านพ่อแล้ว”
“แม่ไม่มีวันลืมคนที่แม่รักหรอกจ๊ะ”
รสิกากอดแม่ราวกับเป็นเด็กตัวน้อย
“แล้วเจ้าสัวล่ะคะ”
“เจ้าสัวเป็นคนดีที่แม่ต้องตอบแทน”
“ตอบแทน เรื่องอะไรคะ”
“สักวันลูกจะได้รู้แน่” รัตนาวลีลูบหัวลูกสาว “อ้ายจำไว้นะว่า คนที่แม่รักที่สุดบนโลกนี้มีแค่ท่านพ่อกับลูกเท่านั้น”
“หม่อมแม่พูดจริงเหรอคะ”
รัตนาวลีพยักหน้า รสิกากอดกับรัตนาวลีด้วยความรัก สองแม่ลูกจูงมือกันไปตามทางด้วยความรักความอบอุ่น

รสิกามาที่ออฟฟิศ เข้ามาในห้องทำงาน พบระรินอยู่ในห้อง
“เป็นยังไงบ้างคะคุณริน”
“บอสให้รินเป็นคนเตรียมงานพรีเซ้นต์ของเฮียราพณ์ค่ะ” ระรินกังวล
รสิการับรู้ได้
“กังวลเหรอคะ”
“ก็บอสเล่นดักคอว่า...” ระรินหน้าหงอย “ทำงานให้สมบูรณ์ที่สุดตามความสามารถ กลัวเวลางานออกมา แล้วรินกลายเป็นคนไร้ความสามารถ ทำคุณหญิงลำบาก ต้องขายหน้ากับเฮียราพณ์ เฮียพัฒน์
คงเป็นปมชีวิตในการทำงานของรินไปจนตาย”
รสิกายิ้ม
“ขายหน้าไปจนตายกับไม่มีโอกาสให้แสดงฝีมือจนตาย คุณรินอยากได้แบบไหนล่ะคะ พี่จะจัดให้”
“ขอลองขายหน้าไปจนตายดีกว่าค่ะ อันหลังนี่แนวดักดาน ชีวิตน่าจะไม่ฟิน รินไม่ลองดีกว่า”
เสียงมือถือของรสิกาดังขึ้น เธอมองแล้วกดรับ
“สวัสดีค่ะ...ป้านวลเหรอคะ...” รสิกาฟังแล้วตกใจ “อ้ายจะไปที่วังเดี๋ยวนี้ค่ะ” รสิกาวางสายหันมาบอกระริน “คุณริน อ้ายออกไปธุระนะคะ ถ้ามีงานด่วนติดต่อได้ตลอดนะคะ”
“ค่ะ”

รสิกาออกไปทันที ระรินมองตามไปสงสัยว่ามีอะไร
 




 
รสิการีบเข้ามาห้องรับแขกวังประกาศเกียรติ ชะงักที่เห็นประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องยืนอยู่หน้ารูปของท่านชายชัยประกาศในห้องรับแขก มีป้านวล ป้านาง และคนรับใช้คนอื่น ๆ ที่คอยยืนดูคุมเชิงทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ป้านวล ป้านางกับคนรับใช้คนอื่นๆ เห็นรสิกามาก็รีบเข้าไปหา
 
“คุณประสิทธิ์บอกว่าจะมาไหว้อัฐิท่านชายค่ะ” ป้านวลบอก
ป้านางเสริม
“ป้าไม่กล้าให้เข้าไป คุณประสิทธิ์เลยให้ตามคุณหญิงมาค่ะ”
“ดีแล้วค่ะ...สวัสดีค่ะคุณลุง”
ประสิทธิ์หันมา รสิกาไหว้ตามมารยาท สุรีย์ส่องยิ้มกวนประสาท
“อ้ายไม่คิดว่าคุณจะกล้ามาที่นี่อีก...ตั้งแต่วันที่คุณรับเงินทั้งหมดไปแล้ว”
“วันนี้เป็นวันสำคัญของชายประกาศ ลุงกับสุอยากมาเยี่ยมสักหน่อยยังไงลุงก็เป็นพี่ แม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่ก็มีความผูกพัน หลานอ้ายคงไม่ขัดข้องใช่ไหม”
“เชิญค่ะ...”
รสิกาเดินนำไป ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องมองหน้ากันยิ้มร้ายแล้วเดินตามไป
 
ในห้องวางอัฐิท่านชาย ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องจุดธูป รสิกาเอาธูปมาปัก ประสิทธิ์ลุกขึ้น
“ชายประกาศ หลานอ้ายดูแลวังนี้เป็นอย่างดีแม้จะเป็นเงินที่ได้มาจากศัตรู”
สุรีย์ส่องเสริม
“ตอนนี้ภรรยาและลูกสาวของท่านอากลายเป็นคนของเจ้าสัวเรียวไปหมดแล้ว ไม่มีสายเลือดของท่านอาที่ยังเป็นประกาศเกียรติสักคน”
รสิกาที่ยืนอยู่ด้านหลังสะเทือนใจมองรูปภาพของชัยประกาศ รู้สึกเหมือนสายตาที่ตัดพ้อของชัยประกาศ ประสิทธิ์พูดต่อ
“พี่เห็นใจนะที่สุดท้ายแกก็ต้องพ่ายแพ้ เพราะภรรยาและลูกทำตัวไร้เกียรติ กราบกรานศัตรู” ประสิทธิ์หันมาทางรสิกา “ทำลายศักดิ์ศรีของประกาศเกียรติ”
“อ้ายไม่เคยทำลายประกาศเกียรติ” รสิกาเถียง
“สุขสบายในกองเงินใต้ปีกของนายเรียว เงินของนายเรียวมันคงซื้อความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีของหม่อมราชวงศ์รสิกา ประกาศเกียรติไปหมดแล้ว”
“อ้ายไม่...”
สุรีย์ส่อง            ตวาด
“อย่ามาแก้ตัว ฉันเห็นเธอกับนายราพณ์หวานใส่กัน”
“ภาพของหลานอ้ายกับหม่อมวลีที่มีความสุขอยู่ภายในครอบครัวที่หลานอ้ายพูดนักหนาว่าเป็นศัตรู มันฟ้องว่าหลานอ้ายลืมความเจ็บปวดของ ชายประกาศไปจนหมดสิ้นแล้ว”
สุรีย์ส่องเสริม
“ลืมพ่อ ลืมเกียรติ เธอก็เป็นได้แค่คุณหญิงอกตัญญู”
รสิกายืนอึ้ง ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องมองอาการสิกาอย่างพอใจ
“ขอบคุณที่ให้ลุงได้ระลึกถึงชายประกาศ ลุงคงรบกวนหลานอ้ายแค่นี้”
ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องเดินออกไปทิ้งรสิกาที่ยังยืนอึ้งมองรูปชัยประกาศเพียงลำพัง
 
ค่ำนั้น รสิกาเข้ามาในคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว ได้ยินเสียงเฮฮาดังมาจากด้านในห้องนั่งเล่น แหววรีบออกมารับ
“คุณหญิง คุณราพณ์ให้มาเชิญค่ะ”
รสิกาแปลกใจ
“มีงานอะไรกันเหรอคะพี่แหวว”
แหววเดินนำ รสิกาเดินตาม ทันทีที่ก้าวเข้าไปด้านใน อาม่ากับแม่นมกำลังถือไมค์ร้องเพลงกันสนุกสนาน เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีนั่งปรบมือ รุ้งราย ระริน ราพณ์เป็นกำลังใจช่วยปรบมืออยู่ข้างๆ ระรินหันไปหารสิกา
“คุณหญิงมาทันคุณลิ้ม ท้อ ฉั่งอินคอนเสิร์ตพอดีเลยค่ะ”
“ป๊าสั่งติดตั้งคาราโอเกะให้อาม่าน่ะค่ะ เลยฉลองกันหน่อย” รุ้งรายยิ้มแย้มบอก
อาม่าหันไปบอกเจ้าสัวเรียว
“อาเรียวกับรัตนาวลีลื้อร้องเพลงคู่กันสิ”
รัตนาวลีรีบบอก
“อย่าเลยค่ะม๊า วลีร้องไม่เก่ง อายเด็ก ๆ”
“ป๊าบอกว่าเมื่อก่อน หม่อมเคยประกวดร้องเพลง” ราพณ์บอก
“มันนานมากแล้วค่ะ”
“อั๊วอยากฟังนี่ หม่อมวลีร้องให้หม่าม๊าฟังหน่อยนะ” อาม่าขอร้อง
รัตนาวลีเจอคะยั้นคะยอมากก็จำต้องรับไมค์มา รสิกามองภาพเจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีร้องเพลง เห็นทุกคนยิ้มแย้มสนุกสนาน แม่นมปรบมือ แหววแด๊นซ์เบาๆ เป็นสีสัน รสิกายืนอึ้งเสียงประสิทธิ์ดังก้องในหัว
“ภาพของหลานอ้ายกับหม่อมวลีที่มีความสุขอยู่ภายในครอบครัวที่หลานอ้ายพูดนักหนาว่าเป็นศัตรู มันฟ้องว่าหลานอ้ายลืมความเจ็บปวดของชายประกาศไปจนหมดสิ้นแล้ว”
ทุกคนปรบมือให้เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลี ระรินพูดขึ้น
“คุณหญิงกับเฮียราพณ์ คู่ต่อไป”
ราพณ์ยิ้มรับไมค์มา ระรินเอาไมค์ให้รสิกา เธอมองไมค์ในมือ มองทุกคน นึกถึงคำพูดของสุรีย์ส่องที่ทิ่มแทงใจ
“ลืมพ่อ ลืมเกียรติ เธอก็เป็นได้แค่คุณหญิงอกตัญญู”
รสิกาลุกขึ้น
“ไม่”
ทุกคนชะงักมองรสิกา รัตนาวลีแปลกใจ
“อ้าย...เป็นอะไรหรือเปล่าลูก”
รสิการู้ตัวก็เสเปลี่ยนเรื่อง
“อ้ายไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ อ้ายขอไปพักก่อนนะคะ”
รสิกาไม่รอคำตอบเลี่ยงออกไปเลย รัตนาวลีตกใจ
“อ้าย...”
“ผมไปดูคุณหญิงเองครับ”
ราพณ์ตามไป ทุกคนมองตามไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
 
รสิกาเข้ามาในห้อง เธอสับสนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี ราพณ์ตามเข้ามา
“คุณหญิง ไม่สบายหรือเปล่าครับ”
รสิกานิ่งไม่ตอบ ราพณ์จับตัวเธอให้หันมา แล้วแตะที่หน้าผาก
“ไม่มีไข้ ปวดหัวหรือเปล่าครับ”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“คุณหญิง...ผมเป็นห่วงคุณนะ ถ้าคุณมีเรื่องไม่สบายใจ ผมพร้อมที่จะช่วยคุณ”
“อย่าดีกับฉันอีกเลย”
“ผมทนเห็นคนที่ผมรักเป็นทุกข์ไม่ได้หรอกครับ”
“คุณแน่ใจเหรอว่าคุณรักฉัน คุณรู้จักเหรอว่าความรักมันเป็นยังไง”
“ผมไม่รู้หรอกว่าความรักหน้าตามันเป็นยังไง ผมรู้แต่ว่าผมอยากจะมีคุณอยู่เคียงข้าง อยากปกป้องคุณจากเรื่องร้าย ๆ ผมเห็นภาพเรายิ้มให้กัน จูงมือกันไปจนแก่จนเฒ่า ผมเรียกความรู้สึกนี้ว่าความรัก”
รสิกามองอย่างใจเต้น เธอรู้สึกสับสน ราพณ์มองรสิกาอย่างยืนยันความรู้สึก
“ผมรักคุณ...รักมาตลอด”
รสิกาอึ้งเหมือนโดนสะกด ราพณ์ค่อยขยับเข้าหาช้าๆ รสิกาไม่ขยับหนี ราพณ์ขยับเข้าใกล้จนเกือบจะจูบกับรสิกา ยิ่งราพณ์เข้ามาใกล้ ภาพของประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องที่ตอกย้ำแว่บเข้ามาอีก
“อย่ามาแก้ตัว ฉันเห็นเธอกับนายราพณ์หวานใส่กัน ลืมพ่อ ลืมเกียรติ เธอก็เป็นได้แค่คุณหญิงอกตัญญู”
รสิกายกมือยันอกของเขาไว้
“ไม่ ฉันทำไม่ได้”
ราพณ์ตกใจที่เห็นรสิกาโวยวายขึ้นมา เธอผลักเขาออก ราพณ์อึ้งที่เห็นรสิการ้องไห้
“ฉันรักคุณไม่ได้...รักไม่ได้” รสิกาสับสน
ราพณ์ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ รสิกาก็วิ่งออกนอกห้องไป
“คุณหญิง”

ราพณ์รีบวิ่งตามไป

 
อาม่า เจ้าสัวเรียว รัตนาวลี รุ้งราย ระรินต่างมารวมตัวสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก อาม่ากังวล
 
“ทำไมอาคุณหญิงกับอาราพณ์หายเงียบไป มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ฉันขึ้นไปดูอ้ายนะคะ”
รัตนาวลีลุกจะไปแต่ ชะงักที่ได้ยินเสียงคนวิ่งจากชั้นบน พร้อมกับเสียงราพณ์ดังมา
“คุณหญิง”
รัตนาวลี แม่นม แหววรีบไปดู เห็นรสิกาวิ่งออกไปด้านนอก ราพณ์วิ่งตามไป ทุกคนตามไป
 
รสิกาวิ่งมาขึ้นรถตัวเองแล้วขับรถออกไป ราพณ์พยายามจะเรียกให้หยุดแต่เธอไม่ลดความเร็ว
“คุณหญิงครับ คุณหญิง”
ราพณ์จะวิ่งขึ้นรถตัวเอง เจ้าสัวเรียวเรียกไว้
“ราพณ์ อย่าเพิ่งไป”
ราพณ์ชะงัก
“มีเรื่องอะไรกัน”
“คุณหญิงบอกว่ารักผมไม่ได้”
เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีอึ้งไปทั้งคู่ รุ้งราย ระริน อาม่า มองว่าหมายถึงเรื่องอะไร
“ป๊าครับบอกผมได้ไหมครับ ว่าระหว่างป๊า หม่อม กับท่านชายชัยประกาศ มีความแค้นอะไรกัน”
รัตนาวลีครุ่นคิดตัดสินใจ
“ถึงเวลาที่คุณราพณ์ควรจะรู้แล้วค่ะ”
เจ้าสัวเรียวมอง รัตนาวลีพยักหน้าอย่างมั่นใจ เจ้าสัวเรียวมองราพณ์ว่าคงถึงเวลาแล้วจริงๆ
วังประกาศเกียรติยามค่ำคืน...รถรสิกาจอดอยู่หน้าตึก เธอนั่งอยู่ในรถด้วยความสับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ป้านวล ป้านางยืนอยู่ที่หน้าตึกมองอย่างเป็นห่วง หมวยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ป้านวลกับป้านางรีบเข้าไปหา
“อ้ายอยู่ไหนจ๊ะป้าๆ”
“ในรถน่ะค่ะ เรียกให้ลงก็ไม่ยอมลง ไม่รู้เป็นอะไรค่ะ” ป้านวลบอกอย่างกังวลใจ
“เดี๋ยวหมวยจัดการเองค่ะ”
หมวยเข้ามาเคาะกระจกเรียก
“คุณหญิง ไอ้คุณหญิง”
รสิกาสะดุ้ง พอเห็นว่าเป็นหมวย เธอเปิดประตูลงจากรถโผเข้ากอดเพื่อนร้องไห้ระบายทุกอย่าง
“เฮ้ย ๆ ใจเย็นๆ  แก...มีเรื่องอะไร”
หมวยเห็นป้านวลกับป้านางมองมารีบโบกมือให้ป้าทั้งสองหลบไปก่อน ป้านวลกับป้านางมอง ๆ กันแล้วพากันหลบออกไป
“ไอ้คุณหญิง แกเป็นอะไร”
รสิการ้องไห้
“หมวย ฉันรักเขาไม่ได้ รักไม่ได้”
“แกใจเย็น ๆ” หมวยดันรสิกาออกแล้วมองหน้า “เขานี่ คือคุณราพณ์ใช่ไหม”
รสิกาพยักหน้าร้องไห้อีก
“ไอ้คุณหญิง รักคุณราพณ์มันผิดมากเหรอ”
รสิกาน้ำตาร่วงอัดอั้นด้วยความเจ็บปวด
 
ในห้องทำงานคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว ภาพถ่ายเก่าๆ ของเจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีถ่ายคู่กันในวัยหนุ่มสาวถูกตั้งวางอยู่มุมหนึ่ง ราพณ์มองอึ้งๆ
“สี่สิบปีก่อน ป๊าพบกับหม่อมวลี เรามีความรู้สึกที่ดีต่อกัน”
รัตนาวลีเสริม
“แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทำให้ฉันตัดสินใจแต่งงานกับท่านชาย”
“ป๊าตัดใจจากหม่อม เราต่างเริ่มชีวิตใหม่ ป๊าแต่งงานกับม๊าของลื้อ”
เจ้าสัวเรียวหันไปมองภาพอุษาที่ถ่ายคู่กับเจ้าสัวเรียวและราพณ์ รังรอง ราณีที่เสียชีวิตไปแล้ว รุ้งราย ระริน ราพณ์สบตากับเจ้าสัวเรียวอย่างหวั่นๆ กลัวเจ้าสัวจะไม่ได้รักอุษาแม่ตัวเองเลย
“ป๊ากับหม่อมไม่เคยทำผิดต่อท่านชายและม๊าของลื้อเลย”
รัตนาวลียิ้มกับเจ้าสัวเรียวอย่างอ่อนโยน
“ระหว่างเราเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกัน จนกระทั่งคุณประสิทธิ์ชวนให้ท่านชายทำธุรกิจเรียลเอสเตทร่วมกับเขา ท่านชายเชื่อใจคุณประสิทธิ์มาก ให้อำนาจในการบริหารและจัดการกับเงินในการลงทุนทั้งหมดจนต้องล้มละลาย”
 
รสิกากับหมวยคุยกันที่มุมหนึ่งของวังประกาศเกียรติ รสิกาแววตากร้าวมองหน้าหมวย
“มันสมควรแล้วเหรอที่หม่อมราชวงศ์รสิกา ประกาศเกียรติจะรักลูกของศัตรูที่ฆ่าท่านพ่อ มันสมควรแล้วเหรอ”
รสิการ้องไห้ หมวยได้แต่กอดปลอบโยน สงสารก็สงสารแล้วก็เข้าใจความอึดอัดของเพื่อน
 
รามพาสิริโสภาเข้ามาในผับ...สิริโสภามองรอบ ๆ ด้วยสีหน้าเฉยชาไม่ชอบนัก
“คุณสิชอบเที่ยวไหมครับ”
“ไม่ค่อยชอบค่ะ”
รามหน้าเสียไปนิดที่ไม่ถูกใจของเธอ สิริโสภาเห็นว่ารามเสียความมั่นใจก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเอาใจ
“แต่นานๆ มาทีก็ดีนะคะ เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง”
รามกับสิริโสภาชนแก้ว ทั้งคู่ดื่มแค่กรึ่มๆ ไม่ได้ดื่มหนัก รามพยายามดึงให้เธอเต้นด้วยกัน เขาพยายามหาโอกาสตลอดเวลา สิริโสภาขยับเลี่ยงไว้ตัวให้ดูไม่ง่ายนักจนรามเซ็งๆ สิริโสภาเห็นว่าเขาอารมณ์ชักตึงก็ทำเป็นสะดุดเซเข้าอ้อมกอดของเขา เธอซบกับซอกคอเขาใช้ริมฝีปากกดที่ซอกคอเขาเบา ๆ รามสูดความหอมจากผมของสิริโสภา เธอผละจากเขาเหมือนว่าไม่ได้ตั้งใจ
“สิมีที่ ๆ ดีกว่านี้ ถ้าคุณสนใจ”

สิริโสภาเดินออกไป รามแตะตรงรอยจูบที่ซอกคอ ยิ้มมองตามไปอย่างหมายมาด

 
สิริโสภาเดินนำรามเข้ามาบริเวณริมน้ำค่อนข้างสงบ รามที่เดินตาม มองอย่างไม่ถูกใจนัก เพราะอยากให้เป็นห้องหรือที่ลับตา
 
“ที่นี่มันไม่เห็นจะมีอะไร มันดีกว่าตรงไหน”
“ตรงที่มันเงียบไงคะ ยิ่งเงียบเราจะได้ยินเสียงอีกฝ่ายชัดขึ้น ได้รู้จักกันมากขึ้น”
“ผมคงเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ที่ห่วยมากใช่ไหมครับ”
“คุณเทคแคร์สิดีมาก แต่เป็นที่สิเองค่ะ ที่ยังติดกับเรื่องเดิม ๆ จนไม่รู้สึกสนุกกับชีวิต”
รามมองๆ
“แฟนเหรอครับ”
สิริโสภายิ้มเป็นการยอมรับ
“สามีค่ะ”
รามอึ้งไป
“สิเพิ่งเลิกกับเขาได้ไม่นาน”
รามแอบโล่งใจนิด ๆ
“ผมเสียใจด้วยนะครับ...แล้วตอนนี้คุณสิ...”
“สิไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัว อยู่ตัวคนเดียว พ่อแม่ของสิประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่สิยังเด็ก สิโตมาจากบ้านเด็กกำพร้าน่ะค่ะต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเอง”
“แล้วทำไมถึงเลิกกับสามีล่ะครับ”
“ที่จริงจะเรียกสามีก็คงไม่ถูก เพราะฐานะของสิเป็นแค่เมียเก็บ”
รามตะลึงที่สิริโสภาพูดออกมาตรงๆ
“สิรักเขาสิถึงยอม แต่สิเป็นแค่ผู้หญิงจนๆ พอเขาเจอคนที่เท่าเทียมกัน เขาก็ทิ้งสิไปแต่งงาน” สิริโสภาน้ำตาร่วง
รามตกใจที่เห็นเธอร้องไห้ รีบเอาผ้าเช็ดหน้าตัวเองยื่นให้
“น่าสมเพชใช่ไหมคะ ผู้หญิงโง่ๆ ที่ยอมง่าย ๆ สุดท้ายก็ไร้ค่า”
รามหน้าสลดลง
“ผมขอโทษนะครับที่ทำให้คุณสะเทือนใจ”
“สิเจ็บปวดกับเรื่องนี้มาก จนไม่อยากจะเปิดรับใครอีก สิกลัวน่ะค่ะ”
“ผมเข้าใจครับ ว่าความรู้สึกของผู้หญิงที่เป็นเมียที่สามีไม่ให้เกียรติมันเจ็บปวดยังไง ผมเข้าใจ”
สิริโสภาโผเข้ากอด รามกอดรับอย่างไม่รังเกียจ
“ถ้าคุณสิให้โอกาสผม...”
สิริโสภามองอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณไม่รังเกียจสิเหรอคะ”
“ดีกับผม ผมรัก ร้ายกับผม ผมเกลียด ผมไม่สนที่ผ่านมา ผมสนแต่ปัจจุบัน อนาคตก็ช่างหัวมัน คุณเลือกได้นะ...จะไห้ผมรักหรือเกลียด”
รามมองสิริโสภาด้วยสายตาจริงใจมาก สิริโสภาทิ้งจังหวะคิดแล้วยิ้มบางๆ
“ขอบคุณนะคะที่ไม่รังเกียจสิ”
รามยิ้มอย่างพอใจคิดว่าจีบติดแล้ว สิริโสภายิ้มบางๆ พอใจที่สอยรามไว้ใช้เป็นเครื่องมือได้แล้ว

หน้าตึกคฤหาสน์เจ้าสัวเรียว...ราพณ์พยายามกดโทรออก โทรติดแต่รสิกาไม่ยอมรับสาย...รสิกานั่งซึมอยู่ที่มุมสวนวังประกาศเกียรติเสียงมือถือดัง หมวยมองโทรศัพท์ที่ดังมองรสิกาที่นั่งนิ่ง หมวยหยิบโทรศัพท์มาชูตรงหน้า
“คุณราพณ์กระหน่ำโทรขนาดนี้ เขาคงเป็นห่วง รับหน่อยสิแก”
รสิกานิ่ง เสียงโทรศัพท์เงียบไป
“คุณหญิง อย่าเอาอดีตมาบีบตัวเองจนไม่มีอนาคตแบบนี้ ถ้าวันนึงแกต้องเสียเขาไปจริงๆ แกจะเสียใจที่ทำลายความรักด้วยความคิดบ้าๆ ของแกเอง”
รสิกาฟังนิ่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก หมวยยื่นให้
“รับสายสิ”
“ไม่...”
“คุณหญิง เพื่อนแนะนำว่าไม่ควรหนีนะ”
รสิกายังนิ่ง
“ไอ้คุณหญิง”
รสิกาเด้งตัวขึ้นมา
“ฉันไม่ได้หนี แต่ฉันไม่พร้อม...ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น ทั้งเขา หม่อมแม่ ทุกคนที่บ้านนั้น ฉันไม่อยากกลับไป”
“แต่ตอนนี้แกแต่งงานแล้ว บ้านคุณราพณ์คือบ้านของแก”
“ฉันรู้แล้ว...” รสิกาลุกขึ้น “ฉันรู้...”
รสิกาเดินห่างออกไปพลางยืนมองตึกวังประกาศเกียรติหน้าเศร้า หมวยมองตามอย่างสงสาร
เสียงมือถือดังอีก หมวยตัดสินใจกดรับ

ราพณ์ดีใจมากคิดว่ารสิกายอมรับโทรศัพท์
“คุณหญิง คุณอยู่ที่ไหน”
“คุณราพณ์ใช่ไหมคะ ฉันหมวย เพื่อนคุณหญิงค่ะ”
“เพื่อน...แล้วคุณหญิงล่ะครับ ผมขอคุยกับคุณหญิง”
“ตอนนี้เขาคงไม่ยอมคุยกับคุณหรอกค่ะ อาการหนักมาก”
“งั้นคุณบอกผมได้ไหมครับว่าตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่ไหน”
หมวยมองทางรสิกาอย่างตัดสินใจว่าจะบอก

รามมาส่งสิริโสภาตรงหน้าที่พัก
“ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้”
รามยิ้ม
“ดึกแล้ว คุณสิขึ้นไปพักเถอะครับ พรุ่งนี้ผมขอโทรหานะครับ”
“ค่ะ”
รามจะไป สิริโสภามองแล้วตัดสินใจแกล้งเป็นลม ทิ้งตัวลงพื้น รามหันมาเห็นสิริโสภาล้มพับกับพื้นก็ตกใจรีบเข้ามาประคอง
“คุณสิ เป็นอะไรครับ”
สิริโสภาทำอาการมึน ๆ
“มันหน้ามืดน่ะค่ะ วันนี้คงเหนื่อยไปหน่อย”
“ลุกไหวไหมครับ”
“ไหวค่ะ”
สิริโสภาทำเป็นจะลุกแต่ไม่ค่อยมีแรง มึนจัด
“เดี๋ยวผมพาขึ้นไปส่งที่ห้องนะครับ”

สิริโสภาพยักหน้าเบาๆ รามประคองไป

สามี ตอนที่ 8 (ต่อ)

รามประคองสิริโสภาเข้ามาในห้อง

“นอนพักก่อนนะครับ”
รามพาสิริโสภาลงนอนบนเตียง เขามองๆ แล้วนั่งลงบนเตียงข้างๆจับหมอนขยับให้ มือทั้งสองข้างคล่อมเธอ มองด้วยความเป็นห่วง
“สบายขึ้นไหมครับ”
รามจะลุกแต่สิริโสภาวางมือบนแขนของเขาที่คล่อมอยู่ยึดไว้ไม่ให้ไป รามชะงักหันมามอง สิริโสภายื่นมืออีกข้างขึ้นไปแตะที่แก้มของเขา
“อยู่กับสิ...นะคะ”
รามมองนิ่งเหมือนโดนสะกดด้วยสายตาของสิริโสภา เธอใช้มือที่แตะแก้มเขาค่อย ๆ รั้งรามลงมา รามก้มลงไปจูบทันที ขณะที่ด้านนอกฟ้าแลบแปล๊บพร้อมกับเสียงฟ้าร้องดัง

รสิกายืนนิ่งมองวังประกาศเกียรติ เสียงฟ้าร้องดังแต่เธอดูจะไม่รู้สึกรู้สาใดๆ หมวยเห็นท่าไม่ดีตะโกนเรียก
“ไอ้คุณหญิง ฝนจะตกแล้ว เข้าไปข้างในก่อนเถอะ”
รสิกายืนนิ่ง ราพณ์เดินเข้ามา เขาไม่ขับรถเข้ามากลัวรสิกาจะรู้ตัว หมวยเห็นก็ชะงัก ราพณ์มองให้
เธอรู้ว่าเดี๋ยวจะคุยเอง หมวยยอมนิ่งเดินกลับไปนั่งที่เดิม ราพณ์เดินเข้าไปหารสิกา
“คุณหญิงครับ”
รสิกาได้ยินเสียงราพณ์ก็ตกใจหันมาเผชิญหน้ากับเขา
“กลับบ้านกันเถอะนะครับ”
รสิกามองราพณ์ เสียงของชัยประสิทธิ์ดังก้องขึ้นในหัว ทำให้เธอรู้สึกกดดันอีกครั้ง ...
“ไม่...ฉันไม่กลับ...ไม่...”
ราพณ์มองด้วยสายตาอ้อนวอน
“ผมรักคุณนะ คุณหญิง”
รสิกาเจ็บปวด สับสน
“พอที ฉันไม่อยากฟัง”
ฝนตกลงมา รสิกาวิ่งหนีราพณ์ไปที่รถขึ้นรถจะขับออกไป ราพณ์วิ่งตามมา เห็นเธอสตาร์ทรถ จึงรีบวิ่งไปขวางรถเอาไว้ รสิกาที่เหยียบคันเร่งตกใจที่เห็นเขามาขวางรถไว้
“คุณราพณ์”
หมวยวิ่งตามมาตกใจ
“เฮ้ย”
รสิกาหักพวงมาลัย เหยียบเบรกเต็มที่ รถหมุนจอดนิ่ง รสิการู้สึกว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เธอลืมตา ตั้งสตินึกได้
“คุณราพณ์”
รสิกาวิ่งลงมาจากรถเห็นราพณ์นอนอยู่กับพื้น เธอตกใจ
“คุณราพณ์”
รสิกาวิ่งเข้าไปประคอง หมวยรีบวิ่งเข้ามา
“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ ฉันขอโทษ คุณราพณ์ คุณอย่าตายนะ” รสิกาตกใจ
ราพณ์ขยับตัว
“คุณหญิง”
“ไอ้คุณหญิง เขายังไม่ตาย”
หมวยเข้ามาช่วยประคองราพณ์ขึ้นมา รสิกาดีใจ
“คุณราพณ์...คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม ใช่ไหม”
ราพณ์ขัดยอกนิดหน่อย พยายามยิ้ม
“ผมไม่เป็นไร...”
รสิกาได้ฟังคำของราพณ์เหมือนความเครียดที่สะสมมาทั้งหมดมันทับสติจนเกินจะรับไหว เธอสติขาดล้มลงหมดสติทันที ราพณ์กับหมวยตกใจ
“คุณหญิง”
ป้านวลกับป้านางตกใจรีบวิ่งฝ่าฝนออกมาดู
“คุณหญิง” ป้านวลเรียก
“พาคุณหญิงเข้าบ้านไหมคะ” ป้านางถามราพณ์
“ผมจะพาคุณหญิงกลับบ้าน”
ราพณ์รีบพารสิกาขึ้นรถแล้วขึ้นนั่งที่คนขับ แล้วหันมาพยายามเรียก
“คุณหญิงครับ คุณหญิง”
หมวยขึ้นมาด้านหลัง
“คุณราพณ์อย่าเพิ่งพาคุณหญิงกลับบ้านเลยนะคะ”
“งั้นผมจะพาคุณหญิงเข้าไปในตึก”
“อย่าค่ะ”
ราพณ์มองว่าหมายความว่ายังไง
“ตอนนี้คุณหญิงเครียดมาก ฉันว่าอย่าเพิ่งให้เจอใครสักพัก ทั้งที่วังนี้กับบ้านของคุณ เพื่อนฉันต้องการเวลาคิดสำหรับหลาย ๆ เรื่อง”
ราพณ์มองรสิกาที่หมดสติด้วยความสงสาร

รัตนาวลีมองฝนด้านนอกเริ่มนั่งไม่ติด เจ้าสัวเรียวหน้าเครียด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เจ้าสัวเรียวรีบกดรับ
“อาราพณ์ ลื้อเจอคุณหญิงหรือยัง”
ราพณ์ขับรถไปบนถนนพลางคุยสมอทอล์ค
“เจอแล้วครับ”
รัตนาวลีร้อนใจ
“หญิงอ้ายเป็นยังไงบ้าง แล้วจะกลับมาหรือยังคะ”
เจ้าสัวเรียวพูดกรอกไปในโทรศัพท์
“ลื้ออยู่ที่ไหน”

บ้านพักชายทะเล...ราพณ์อุ้มรสิกาเข้ามาทั้งคู่ตัวเปียกปอน เขาวางเธอลงบนเตียงหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าเช็ดผมให้
“คุณหญิง...คุณหญิงครับ”
รสิกาค่อยๆ ขยับ รู้สึกตัว เธอค่อยๆ ลืมตาเห็นหน้าราพณ์จากเบลอเป็นค่อยๆ ชัดขึ้น
“คุณราพณ์...คุณราพณ์”
รสิกาโผเข้ากอดเขา
“คุณยังไม่ตาย...” เธอจับหน้าเขาอย่างพยายามยืนยันสายตาตัวเอง “คุณยังไม่ตาย”
ราพณ์กอดปลอบรสิกาที่ร้องไห้ด้วยความดีใจ เขาค่อย ๆ จับเธอให้ขยับห่างออกมาใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
“ที่คุณร้องไห้เพราะดีใจที่ผมไม่ตาย...หรือว่าเสียใจที่ชนไม่แรงพอ”
รสิกาหยิก
“มันใช่เรื่องพูดเล่นไหม...”
“โอ้ย...ผมดีใจมาก คุณรู้ไหม”
รสิกานิ่งว่าหมายความว่ายังไง
“ดีใจที่คุณไม่อยากให้ผมตาย”
สองคนมองตากันอย่างไม่อาจปิดบังความรู้สึกตัวเองได้อีก
“ผมรักคุณนะครับคุณหญิง...รักคุณมาก”
รสิกาอยากพูดแต่พูดไม่ออก
“ฉัน...” รสิกาพยายามจะพูดคำว่ารัก
ราพณ์ใช้นิ้วโป้งแตะที่ริมฝีปากเธอพูดแทรกเบาๆ
“ผมรู้แล้ว...”
ราพณ์ไล้นิ้วโป้งบนริมฝีปากของเธอเบาๆแล้วขยับเข้าใกล้มากขึ้น รสิกาลังเลเหมือนจะขืนตัว ราพณ์ชะงักมองตา รสิกานึกถึงคำพูดของหมวยที่เตือนสติเธอก่อนหน้านี้
“อย่าเอาอดีตมาบีบตัวเองจนไม่มีอนาคตแบบนี้ ถ้าวันนึงแกต้องเสียเขาไปจริงๆ แกจะเสียใจที่ทำลายความรักด้วยความคิดบ้าๆ ของแกเอง”
ราพณ์มองรสิกาที่ดูผ่อนคลาย เขาจับมือของเธอ รสิกาไม่ขืนมองเขาอย่างตัดสินใจ เธอหลับตาพร้อมจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการยอมรับความรักของเขาด้วยความเต็มใจ

ห้องรับแขกบ้านประสิทธิ์เช้าวันใหม่...ภาพข่าวในทีวีเป็นภาพข่าวต่างประเทศ ภาพคนเดินขบวนมีการประท้วง สลับกับผู้ประกาศรายงานข่าว ประสิทธิ์ถือแก้วกาแฟยืนจ้องอยู่หน้าโทรทัศน์หน้าเครียดมาก เขารีบคว้าโทรศัพท์กดโทรออกอย่างร้อนใจ
“ปล่อยให้หมด ว่าไงนะ”
ประสิทธิ์กำโทรศัพท์แน่น สุรีย์ส่องรีบเข้ามาอย่างร้อนรน
“พ่อเห็นข่าวหรือยัง ตัวที่พ่อเล่นมันโดนฟ้อง ถ้ามันล้มเราหมดแน่”
ประสิทธิ์ไม่ตอบ ยกกาแฟขึ้นดื่ม
“พ่อ มันใช่เวลาดื่มกาแฟเหรอคะ”
ประสิทธิ์วางแก้วกาแฟเสียงดัง
“พ่อ”
ประสิทธิ์สุดทนหันมาตะคอกใส่สุรีย์ส่อง
“เงียบ”
“ไม่เงียบ ก็พ่อบอกว่าบริษัทนี้มันลงทุนหลายประเทศ มันมั่นคง ตอนนี้มันจะโดนฟ้องล้มละลาย พ่อเทขายไปหรือยัง พ่อ”
“เราช้าไป”
สุรีย์ส่องอึ้ง
“ทั้งหมดที่ลงไปเลยเหรอ พ่อ ไม่ใช่เงินมิสเตอร์หยางใช่ไหม บอกสุสิว่ามันไม่ใช่”
ประสิทธิ์กัดฟันแน่นที่ลูกสาวย้ำความผิดพลาดไม่หยุด สุรีย์ส่องช็อค

“สองร้อยล้าน หมด...ไม่เหลือเลย” ประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องต่างนิ่งอึ้งไป

 
ปฐวีแต่งตัวเตรียมไปทำงานลงมาด้านล่างเห็นว่าไม่มีคนแต่ทีวียังเปิดไว้ ปฐวีมองหาไม่เห็นใครหยิบรีโมทมากดปิด เขามองออกไปที่โรงรถ
 
“รถก็ยังอยู่ ไปไหน...”
ปฐวีมองไปที่ห้องทำงาน เดินไปที่หน้าห้องจะเปิดเข้าไปแต่ชะงักที่ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน
“สองร้อยล้าน พ่อจะเอาที่ไหนไปคืนมัน”
“พ่อมีวิธีของพ่อ”
สุรีย์ส่องไม่ได้ลดความหงุดหงิดลงเลย
“วิธีที่ไม่เคยได้ผลเลยน่ะเหรอคะ”
ประสิทธิ์โกรธ
“ยัยสุ”
“สุเบื่อเต็มทีแล้ว สุไม่อยากเห็นมันมีความสุข พวกเจ้าสัวก็เชิดชูมันจนน่าหมั่นไส้ ทำไมพ่อไม่จัดการนังอ้ายให้มันเด็ดขาดไปสักที ฆ่ามันเอาวังมาก็จบ”
ปฐวีอึ้งๆ กับความคิดสุรีย์ส่อง
“มันมีเรื่องทางกฎหมาย วังเป็นทางเดียวที่จะช่วยให้เรารอดจากมิสเตอร์หยาง” ประสิทธิ์แววตามาดมั่น
“มาคอยตะล่อมให้หย่ามันช้า ใจเสาะอย่างพี่วี นังอ้ายมันก็ไม่มอง สุว่าจับมันทั้งคู่มาบังคับให้มันสองคนเซ็นใบหย่า ปืนจ่อหัวมันอยู่มันจะกล้าขัดขืนก็ให้มันรู้ไป”
“รอดจากหยางแต่ต้องติดคุก แกจะเอาอย่างนั้นเหรอ”
“กี่ครั้งที่พวกมันเสียรู้พ่อ ครั้งนี้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น”
“เพราะมันไม่มีหลักฐาน แล้วอย่าคิดลงมือเองอีก แกอาจไม่โชคดีเหมือนคราวที่แล้ว”
“แต่...”
ประสิทธิ์จ้องหน้าเสียงเข้มมาก
“เป็นคำสั่ง”
สุรีย์ส่องหน้าเชิดว่าไม่เชื่อ และรอวันจะทำตามใจตนเองเมื่อมีโอกาสแน่
“สุจะไม่ยอมให้มันมีความสุข”
สุรีย์ส่องพูดจบก็เดินออกไป

สุรีย์ส่องเดินออกมาไม่ยอมแพ้หยิบมือถือออกมากดโทรออก
“หานังอ้ายให้เจอแล้วจัดการมันซะ จำไว้ อย่าใช้คนของเรา จ้างมาจากที่อื่น เก็บกวาดแบบไม่เหลือซาก”
สุรีย์ส่องวางสายยิ้มร้าย ปฐวียืนอยู่มุมหนึ่งได้ยินทุกคำของน้องสาว

ผ้าม่านห้องนอนของบ้านพักชายทะเลถูกลมพัดมาเบาๆ ราพณ์นอนอยู่บนเตียงค่อย ๆขยับรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาใช้มือควานหารสิกาทั้งที่ยังหลับตาแต่เจอความว่างเปล่า ราพณ์ลืมตาขึ้นมองหาสายตาไปหยุดที่ระเบียงที่เปิดประตูไว้
ราพณ์สวมเสื้อคลุมเดินออกมาเห็นรสิกาที่เปลี่ยนชุดใหม่นั่งเหม่อมองออกไปที่ทะเล ราพณ์ขยับลงนั่งข้างๆ โอบตัวเธอคลอเคลียข้างแก้มเบาๆ
“ตื่นแต่เช้าเลย หิวหรือเปล่า ออกไปทานข้าวกันนะครับ”
รสิกาไม่รู้จะทำยังไงกับภาวะนี้ดี
“ฉันไม่รู้ว่าที่ฉันตัดสินใจมันถูกหรือว่าผิด”
“ผมรักคุณ คุณรักผม เราแต่งงานกันแล้ว มันไม่สิ่งที่ผิดเลยนะครับ”
“แต่คุณเป็นลูกของ...”
ราพณ์รู้ว่ารสิกายังติดเรื่องที่เขาเป็นลูกของเจ้าสัวเรียว เขาจับมือเธอ
“เรื่องในอดีตผมไม่สามารถที่จะเลือกกลับไปแก้ไขมันได้ แต่วันนี้ ตอนนี้ผมเลือกที่จะรักคุณ ไม่ว่าผลสุดท้ายคุณจะเลือกผมหรือไม่ก็ตาม”
รสิกาลังเล
“ฉันไม่รู้...ไม่รู้จริง ๆว่าจะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง”
“ถ้าเรายังไม่รู้ก็ปล่อยมันไปก่อนไหมครับ”
รสิกามองว่าหมายความว่ายังไง
“ที่นี่ ตอนนี้ มีแค่คุณกับผม ไม่มีประกาศเกียรติ ไม่มีลิ้มวัฒนาถาวรกุลได้ไหมครับ”
รสิกาหันมองราพณ์
“วางทุกอย่างที่ถือ มีแค่เราสองคนที่นี่...นะครับ”

“ฉัน...”
ราพณ์ขอร้อง
“อ้าย...ได้ไหมครับ”
รสิกามองอย่างตัดสินใจ
“อ้ายเหนื่อยเหลือเกินค่ะ”
ราพณ์ดึงเธอลงมาซบกับอกตนเอง เขาแนบหน้าลงกับศีรษะของเธอ
“เหนื่อยก็พักนะครับ”
ราพณ์ยื่นมือไปตรงหน้า รสิกาเหลือบมองว่าทำไม
“ถ้าคุณไว้ใจผม ผมจะดูแลคุณเอง” ราพณ์ยิ้ม
รสิการู้สึกวางใจตัดสินใจวางมือบนมือเขา
“อุ่นจังเลยค่ะ”
ราพณ์บีบกระชับมือของเธอเบาๆ รสิกาอิงซบกับเขาอย่างรู้สึกอุ่นใจ ราพณ์ยิ้มมีความสุขกับช่วงเวลาดีๆ ของคนสองคน

รามพลิกตัวทั้งยังหลับอยู่ เสียงจัดจาน วางแก้ว ทำให้เขาค่อยๆ รู้สึกตัว
“เบาหน่อยสิม๊า ผมจะนอน”
สิริโสภาพูดขึ้น
“สายแล้วนะคะ”
รามได้ยินเสียงสิริโสภาลืมตาหันกลับไปเห็นเธอกำลังจัดโต๊ะอาหารเช้าเล็ก ๆ สำหรับสองคน
“ตื่นเถอะค่ะ”
รามลุกขึ้นมามองห้องมองสภาพตัวเอง คิดถึงเรื่องเมื่อคืน เขาลุกขึ้นไปกอดสิริโสภาจากด้านหลัง สิริโสภาเบี่ยงตัวออก
“อย่าให้สิรู้สึกผิดกับตัวเองไปมากไปกว่านี้เลยค่ะ สายแล้ว คุณกลับไปเถอะนะคะ”
“แต่เรื่องเมื่อคืน”
“มันเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ สิไม่โกรธคุณหรอกค่ะ”
รามอึ้งๆ ที่เธอดูนิ่ง ไม่เรียกร้อง
“คุณกลับไปเถอะค่ะ นะคะ”
สิริโสภาหยิบเสื้อให้แล้วกันเขาออกไปนอกห้อง รามพยายามจะยื้อคุยแต่สิริโสภาไม่ยอมดันเขาออกไปนอกห้องแล้วปิดประตู รามงุนงงกับท่าทีของเธอ สิริโสภายิ้มเตรียมดำเนินมารยาขั้นต่อไป

รุ้งรายฟิตกับการเตะกระสอบทรายจนกระสอบทรายเหวี่ยงตามแรง ปฐวีเข้ามาเอามือดันยั้งกระสอบทรายไว้ รุ้งรายชะงักแต่ยังไม่ทันถาม
“อ้ายอยู่ที่ไหน”
รุ้งรายหงุดหงิดเลยที่ได้ยิน
“เขาก็อยู่กับสามีเขาน่ะสิ”
“ผมเช็กแล้วทั้งที่บ้านคุณ ที่วัง อ้ายไม่ได้อยู่กรุงเทพใช่ไหม”
“ฉันไม่ได้เป็นจีพีเอสประจำตัวคุณหญิงถึงต้องรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนตลอดเวลา อย่ารบกวนเวลาออกกำลังของฉัน”
“ผมมีเรื่องสำคัญกับอ้าย”
“เลิกตื้อเมียคนอื่นสักทีได้ไหม หน้ามืดมากเหรอคุณน่ะ”
รุ้งรายจะไป ปฐวีจับมือรุ้งรายกระชากเบาๆ เข้ามาหาตัวเอง
“อ้ายอยู่ในอันตราย บอกผมมาว่าอ้ายอยู่ที่ไหน”

ท่าทีเคร่งเครียดของปฐวีทำให้รุ้งรายชะงัก

 
ราพณ์จับมือรสิกาเดินไปตามชายหาด ราพณ์เดินไปคุยไป ด้วยท่าทีสบายใจมากๆ
 
“ผมอยากให้มีวันนี้มาตลอด”
เขาจับมือเธอขึ้นมาจูบเบาๆ แล้วแนบกับหัวใจ รสิกามองว่ามีอะไร
“อยากให้คุณรู้ว่าใจผมเต้นแรงแค่ไหนที่ได้อยู่กับคุณ”
รสิกาขำ
“แต่อ้ายไม่คิดเลยนะคะว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”
ราพณ์มองว่าหมายความว่ายังไง
“ก็หวาน...” รสิกาเขินที่จะพูด “น่ารัก...”
“แล้ว...รักไหมครับ”
รสิกาเขินมาก
“ไม่ตอบ...ได้ไหม”
ราพณ์เห็นว่าเธอเขิน
“ไม่ตอบก็ได้ครับ แต่ต้องทำแทน”
รสิกามอง เขาหันแก้มให้ เธอหัวเราะ
“คุณขี้โกง” รสิกาจะหันหนี
ราพณ์จับหันกลับมา
“นะครับ...” ราพณ์ยิ้มหวาน
รสิกาเขินแต่ก็ยอมหอมแก้มอย่างเร็วแล้วเดินหนี จนเขาจับไม่ทันต้องเดินตาม

ในทะเลมีคนขี่เจ็ทสกีมา รสิกาหยุดมอง ราพณ์มองตาม
“อยากเล่นเหรอครับ”
“ไม่ค่ะ...ตอนเด็ก ๆ ท่านพ่อเคยพาอ้ายเล่นครั้งหนึ่งแต่คลื่นแรงก็เลยล่ม อ้ายกินน้ำไปหลายอึก เข็ดเลยค่ะ”
“แล้วเคยเล่นเองไหมครับ”
“ขนาดอยู่กับท่านพ่อยังคุมไม่อยู่ ให้เล่นเองยิ่งไม่กล้าค่ะ”
ราพณ์มองรสิกา
“เล่นกับผมนะครับ”
“ไม่ค่ะ อ้ายกลัวค่ะ คุณราพณ์”
“ผมจะดูแลคุณเอง”
รสิกามองอย่างลังเล
“เชื่อใจผมนะครับ”
รสิกามองเขาอย่างตัดสินใจ

ราพณ์ประจำที่นั่งคนขับเจ็ทสกี รสิกานั่งซ้อนท้าย เขาจับมือเธอขยับมาโอบรอบเอวเขาไว้ รสิกาขยับโอบอย่างเต็มใจ ราพณ์ขี่เจ็ทสกีอย่างคล่องแคล่ว บางครั้งมีจังหวะเลี้ยวเอียงๆ รสิกาตกใจแต่ราพณ์ก็บังคับให้ผ่านไปได้ รสิกายิ้มอย่างตื่นเต้น
รสิกาหันขับเจ็ทสกีมีราพณ์นั่งซ้อนด้านหลัง เธอจับเจ็ทสกีจากที่เกร็ง ๆ เริ่มผ่อนคลายมั่นใจมากขึ้น รสิการู้สึกสนุกกับการได้ฝ่าความกลัวของตัวเองมาเจอประสบการณ์แปลกใหม่ที่ราพณ์หยิบยื่นให้ ทั้งคู่สนุกสนานกับเจ็ทสกีแรงจากเจ็ทสกีดันน้ำให้เป็นคลื่นกระทบฝั่ง

ภายในบ้านพักชายทะเล...เสียงโทรศัพท์บ้านดังสักพักก็เงียบ โทรศัพท์ของราพณ์ที่ถูกวางทิ้งไว้บนห้องมีสายเข้าเป็นรุ้งรายโทรเข้ามา...รุ้งรายมองโทรศัพท์อย่างหัวเสีย
“เฮียไม่รับสาย...” รุ้งรายคิด ๆ แล้วจะไป
“คุณจะไปไหน”
“ฉันจะไปบอกป๊า จะให้ตำรวจจัดการกับพวกมัน”
รุ้งรายพูดออกไปเห็นปฐวีหน้าเสียแล้วนึกได้
“ขอโทษ ฉันลืมไปว่า...”
ปฐวีหน้าสลด
“อย่าให้เรื่องถึงตำรวจ...ได้ไหม”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
ปฐวีมองรุ้งรายอย่างใช้ความคิด

คลื่นม้วนตัวเข้ามากระทบฝั่ง รสิกากับราพณ์จับมือกันยืนหันหลังให้คลื่นกระแทก รสิกาหลุดฟอร์มโผเล่นน้ำ ราพณ์ยิ้มเล่นไปด้วยมองอย่างมีความสุข
ราพณ์กับรสิกานอนหงายลงบนพื้นทราย ทั้งคู่อยู่ในอาการเหนื่อยหอบ ไม่สนใจกับเม็ดทรายที่ติดตามผมตามตัว ราพณ์พลิกตัวหันมามอง
“สนุกไหมครับ”
“สนุกมากค่ะ อ้ายไม่เคยเล่นน้ำทะเลสนุกเท่าวันนี้มาก่อน”
“เคยไปทะเลกับเพื่อน ๆ ไหมครับ”
“ไม่เคยค่ะ ท่านพ่อไม่อนุญาต”
“ผมว่าคุณหญิงต้องเคยหนีไปเที่ยวบ้างน่า”
“เคยค่ะ ขับไปถึงทะเลแล้วแต่ท่านพ่อโทรตาม ขายังไม่แตะน้ำทะเลเลยก็ต้องรีบขับรถกลับ เครียดมาก อ้ายเลยไม่กล้าอีก หลังท่านพ่อเสียอ้ายก็ไม่มีใจจะไปไหน ห่วงทุกคนที่วัง”
ราพณ์ใช้มือปัดเส้นผมที่ปรกหน้าให้กับเธอ
“เหนื่อยก็พักนะครับ...” เขาตบอกเบาๆ “อกผมนิ่มแต่ซบแล้วอุ่นนะ”
รสิกาค่อย ๆ วางมือบนอกซ้ายของเขาแล้วหยิกด้วยความหมั่นไส้เต็มแรง
“โอ้ย ๆๆ”
รสิกาหน้าซื่อมาก
“นิ่มจริงๆ ด้วยค่ะ”
ราพณ์หมั่นเขี้ยว
“คุณหญิง...”
รสิการีบลุกแล้ววิ่งหนี ราพณ์วิ่งไล่ สองคนวิ่งไล่จับกันสนุกสนาน

ในห้องทำงานรังรองที่บริษัทLK...รังรองกำลังตรวจเอกสารในการเบิกงบของโครงการต่าง ๆ เลขายืนรอเอกสาร
“โครงการของคุณชาญชัย เบิกงบอีกสี่สิบเปอร์เซ็นต์ตามเกณฑ์ค่ะ”
รังรองยิ้มสบายใจ
“เฮียทำได้จริง ๆ”
รังรองเซ็นแล้วส่งแฟ้มเอกสารคืน เลขารับแล้วออกไป เสียงมือถือดัง รังรองกดรับ
“ฮัลโหล”
ชาญชัยคุยโทรศัพท์อย่างมั่นใจอยู่ในห้องทำงาน
“เห็นผลงานของเฮียหรือยัง”
“รองดีใจนะคะที่เฮียทำได้ ป๊าจะต้องพอใจกับผลงานครั้งนี้แน่ๆ”
“แล้วทางผมจะได้เงินเมื่อไหร่”
“รองส่งเรื่องไปแล้วไม่เกินสองวันค่ะ”
“เย็นนี้เราไปดินเนอร์กันนะ”

“เย็นนี้เหรอคะ” รังรองดีใจมาก

 
รังรองกดวางสายยิ้มอย่างอารมณ์ดี เสียงเคาะประตูดัง
 
“เชิญค่ะ”
เจ้าสัวเรียวเปิดประตูเข้ามาในห้อง นทีตามมา รังรองแปลกใจ
“ป๊า วันนี้มาหารองมีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
“ราพณ์มันขอพัก”
“เคลียร์กับคุณหญิงแล้วใช่ไหมคะ”
“ก็คงไม่มีปัญหาแล้ว งานลื้อเป็นยังไงบ้าง”
“ทุกโครงการที่ส่งเรื่องเข้ามา รองให้ดำเนินการต่อแล้วค่ะ”
“โครงการของใครบ้าง”
“ของรุ้ง กับเฮียชาญชัยค่ะ”
“นที...ชาญชัยมียอดจองในหมู่บ้านเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วใช่ไหม”
“ครับ”
“รองยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภายในอาทิตย์เดียว มียอดจองเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้”
เจ้าสัวเรียวมองรังรอง
“แล้วลื้อคิดว่าเป็นเพราะอะไร”
“เฮียชาญใช้แผนการตลาด โฆษณาน่ะค่ะป๊า ถึงได้ยอดเพิ่มสูงขนาดนี้ เฮียเขาทุ่มเทกับงานนี้มากนะคะ คงอยากจะแก้ตัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
เจ้าสัวเรียวมองรังรองอย่างพยายามจับสังเกต
“ก็คงอย่างนั้น”
“ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ป๊าลองพิจารณาเรื่องบริษัทของเฮียชาญได้ไหมคะ”
เจ้าสัวเรียวมองรังรองนิ่ง รังรองหวั่นๆ แต่อยากช่วยพูด
“รองไม่ได้ขอให้ป๊าช่วยผลักดันนะคะ แต่ขอให้ป๊าช่วยพิจารณาผลงานน่ะค่ะ เฮียชาญตั้งใจกับโครงการครั้งนี้มาก เขาอยากให้ป๊ายอมรับในเรื่องงานโดยที่ไม่ใช้อภิสิทธิ์...”
เจ้าสัวเรียวมองรังรองอย่างพินิจ รังรองมองไม่หลบตา พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ เจ้าสัวเรียวยิ้มด้วยความโล่งใจ มั่นใจ
“ลื้อบอกให้อาชาญชัยตั้งใจทำงาน ป๊าจะคุยเรื่องนี้กับราพณ์เอง”
“ขอบคุณค่ะป๊า”
รังรองยิ้มอย่างดีใจ เจ้าสัวเรียวมองรังรองอย่างสงสาร เมื่อสบตากับนที เจ้าสัวเรียวหน้าเครียดขรึม

ชาญชัยคุยมือถืออย่างพอใจ
“ป๊าจะพิจารณาให้ผมจริง ๆเหรอ รองเป็นเมียที่น่ารักที่สุด ผมจะทำให้ป๊ายอมรับฝีมือผมให้ได้ รองไม่ต้องห่วง ผมไม่บอกให้น้อง ๆคุณรู้แน่...คุณกับป๊าจะได้ไม่ลำบากใจนะ”
ชาญชัยหน้ากระหยิ่ม เสียงเคาะประตูดังขึ้น นทีเปิดประตูเข้ามา
“แป๊บนึงนะรอง” ชาญชัยเอามือปิดที่ไมค์โทรศัพท์ “คุณนทีมีอะไรเหรอ”
“เจ้าสัวอยากคุยกับคุณชาญชัยครับ”
“งั้นเย็นนี้ฉันจะไปที่บ้าน...”
“เป็นการส่วนตัวครับ ท่านไม่ได้บอกแม้แต่คุณรังรอง”
ชาญชัยยิ้ม คิดว่าเป็นเรื่องที่รังรองบอกแน่
“อ๋อ...สักครู่นะ...รองจ๊ะ ดินเนอร์ผมขอเลื่อนเป็นพรุ่งนี้นะ มีธุระสำคัญน่ะ”
ชาญชัยวางสายหันมาหานที
“ป๊าจะให้ไปพบที่ไหน”
ชาญชัยมองนทีที่ยิ้มหน้านิ่งๆ

ราพณ์เข้ามาในห้อง ส่งเสียงเรียกรสิกาที่อยู่ในห้องน้ำ
“อาบน้ำเสร็จแล้วไปตลาดกันนะครับคุณหญิง”
“จะเสร็จแล้วค่ะ”
ราพณ์ยิ้มเดินไปหยิบผ้าขนหนู มองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่จะเดินไปหยิบดูแต่พอจะหยิบ
รสิกาออกมาจากห้องน้ำ ท่าทางกระตือรือร้นมาก
“เสร็จแล้วค่ะ คุณรีบเข้าไปอาบสิคะ เดี๋ยวตลาดวายอดกินปูพอดี”
“หิวเหรอครับ”
“มากเลยค่ะ”
ราพณ์ตาเชื่อม
“กินผมก่อนไหม แก้หิว”
“คุณนี่ รีบไปอาบน้ำเร็วๆ ค่ะ”
รสิกาเขิน ผลักเขาให้ไปเข้าห้องน้ำ ราพณ์หัวเราะรีบเข้าไปในห้องน้ำ รสิกายิ้มๆ เดินไปแต่งตัว

รุ้งรายเดินออกมาจากมินิมาร์ทของปั๊มน้ำมันยืนมองโทรศัพท์ตัวเองอย่างหัวเสีย ปฐวีขับรถจากที่เติมน้ำมันขยับมาจอดตรงหน้ามินิมาร์ท เขาลงรถมา
“คุณราพณ์โทรกลับมาหรือยังครับ”
“ยังเลยค่ะ ถ้าเห็นมิสคอลน่าจะโทรกลับแล้ว ทำไมถึงหายไปแบบนี้”
ปฐวีกังวล
“หรือว่า...”
รุ้งรายมองปฐวีเริ่มใจไม่ดี
“รีบไปเถอะค่ะ ฉันเป็นห่วงเฮีย”
ปฐวีกับรุ้งรายรีบขึ้นรถแล้วขับออกไป

ราพณ์กับรสิกาถวายสังฆทานและรับพรพระ พระกล่าวบทสวดรับสังฆทานและบทกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล...ราพณ์กับรสิกาออกมาจากอุโบสถ
“ทำไมอยู่ๆ คุณถึงอยากถวายสังฆทานล่ะคะ”
“ก็...ผมอยากทำบุญและถือโอกาสตั้งจิตบอกกล่าวท่านพ่อของคุณขออนุญาตว่าต่อไปนี้ผมจะเป็นคนดูแลคุณเอง อยากเอาหน้ากับท่านพ่อตาน่ะครับ” ราพณ์ยิ้ม
รสิกายิ้มขำ ๆ
“ถ้าท่านพ่อยังอยู่ ฉันรับประกันเลยว่าคุณไม่มีทางได้ยิ้มหน้าระรื่นแบบนี้แน่”
“ผมไม่กลัวหรอกครับ ต่อให้ต้องเจออุปสรรคมากกวานี้อีกร้อยเท่า ผมก็จะสู้เพื่อให้ได้คุณมาเดินอยู่ข้างๆ แบบนี้”
รสิกามองแบบไม่เชื่อคำพูดของเขา
“ผมพูดจริงๆ นะ ผมยอมตายดีกว่าคุณไม่รัก”
รสิกาฟังแล้วสะเทือนใจเดินจ้ำ ๆ หนีไปนอกวัด ราพณ์งงเกิดอะไรขึ้น

“คุณหญิง...เป็นอะไรไปครับ”

สามี ตอนที่ 8 (ต่อ)

ด้านนอกกำแพงวัด...รสิกายังเดินจ้ำไม่ยอมหยุดจนราพณ์ต้องวิ่งมาขวางไว้
 
“ผมทำอะไรผิดอีกแล้วใช่ไหม”
รสิกาหน้าตึง
“อย่าพูดแบบนี้อีกนะคะ ฉันไม่ชอบ”
ราพณ์งงแล้วเข้าใจ
“ผมแค่อยากให้คุณมั่นใจ”
“ไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการต้องสูญเสียคนที่รักมันเจ็บปวดแค่ไหน ฉันเสียท่านพ่อไปแล้ว...”
ราพณ์จับสองมือของรสิกาขึ้นมากุมไว้
“ผมจะไม่ไปไหน ไม่ยอมเจ็บไม่ยอมตาย จะอยู่กับคุณแบบนี้ตลอดไป ผมขอโทษที่พูดไม่คิด ยกโทษให้ผมนะครับคุณหญิง”
รถกระบะคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดไม่ห่างจากรถของราพณ์ รสิกายังนิ่ง ราพณ์ขยับลงคุกเข่าแกล้งเสียงดัง
“ผมขอโทษ อภัยให้ผมนะครับ อภัยให้สามีที่รักภรรยาคนนี้นะครับคุณหญิง”
ผัวเมียลงมาจากรถกระบะเปิดท้ายรถหันมองราพณ์ยิ้มๆ รสิกาอาย
“คุณราพณ์ อย่าเล่นแบบนี้สิคะ คนอื่นมองใหญ่แล้ว”
“ยกโทษให้ผมก่อน”
“ฉันยกโทษให้คุณ ลุกเถอะค่ะ”
ราพณ์รีบลุกขึ้นยิ้มหน้าเป็นใส่ รสิกามองค้อนๆ กับความกวนของเขา สายตารสิกาเห็นผัวเมียช่วยกันขนถุงสายไหมเสียบไม้พองฟูสีสวยหวานหลายอัน รสิกาเข้าไปถาม
“ทำไมขนสายไหมมาเยอะจังคะ”
“คืนนี้จะมีงานวัดน่ะค่ะ พี่ก็เลยมาเตรียมตั้งร้าน”
ราพณ์เห็นรสิกามองอย่างสนใจ เขามองตามสายตาของเธอยิ้ม ๆ

ราพณ์ขับรถเข้ามาที่ชายหาด ทั้งคู่นั่งอยู่ในรถ
“ตรงโน้นมีเรือชาวประมงเอาของสดมาขายบ่อย ๆ เดินไปไม่ไกลหรอกครับ”
รสิกาหันมองสงสัย
“แล้วที่อยู่หลังรถนี่ล่ะคะ”
ที่นั่งด้านหลังเต็มไปด้วยถุงสายไหมหลากสีสัน หลายถุงอัดกันเต็มหลังรถ
“ก็กินสิครับ”
“กินหมดนี้ ฟันคงผุหมดปาก”
“แต่ผมรู้ว่าคุณหญิงอยากกิน สายตาคุณหญิงมองสายไหมตาละห้อยมาก จริงไหม”
รสิกามองค้อน
“รู้ดี”
รสิกาลงจากรถแล้วเปิดประตูหยิบถุงสายไหมลงมาหนึ่งอัน ราพณ์ลงจากรถมองเธอแกะถุงสีหน้าตาดูมีความสุขเหมือนเด็กที่ได้ขนมถูกใจ รสิกากำลังแกะถุงเห็นรอยยิ้มราพณ์ก็ชะงัก
“คุณยิ้มอะไร”
“ยิ้มว่าภรรยาผมน่ารักจัง”
“แซวฉันอีกแล้ว”
“อย่างอนเลยนะครับ รีบไปซื้อของดีกว่าเดี๋ยวแดดจะร้อน”
ราพณ์ปิดรถเดินนำรสิกาไป

ราพณ์พารสิกามาเลือกซื้อปู กุ้งจากชาวประมง เขาเลือกต่อรองอย่างทะมัดทะแมงส่วนรสิกาเล็มสายไหมอย่างมีความสุข ราพณ์แอบมองยิ้มๆ ในความน่ารัก
ราพณ์กับรสิกากลับมาที่รถเขาเก็บถุงของพอปิดหลังรถก็เห็นรสิกาเปิดสายไหมสีชมพูถุงใหม่กำลังยืนพิงรถเล็ม ๆสายไหมมีความสุขราพณ์ยิ้ม เดินมาหาแล้วขยับเอามือท้าวตัวรถในคล่อมตัวเธอไว้ เขาค่อยๆ เล็มสายไหมอีกด้านหนึ่งช้า ๆ รสิกานึกสนุกเล็มแข่งจนสายไหมละลาย ใบหน้าของราพณ์ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หน้าทั้งสองใกล้กันเข้ามาทุกที สายตาทั้งคู่ประสานกันเปี่ยมไปด้วยความรัก

เย็นนั้น ราพณ์จูงมือรสิกาเข้ามาพร้อมกับถุงกับข้าว
“เย็นนี้ผมจะแสดงฝีมือเองนะ ปูนึ่งกับน้ำจิ้มรสแซ่บ”
“คุณทำเป็นเหรอ”
“ผมน่ะทำงานบ้านตั้งแต่เจ็ดขวบ ทำกับข้าวเป็นตั้งแต่แปดขวบ เก้าขวบผมก็เลี้ยงน้องๆ สิบขวบ...”
รสิกาหมั่นไส้
“พออายุยี่สิบคุณก็ไปทำงานนาซ่างั้นสิ”
“โห...ดักคอกันขนาดนี้ ต้องลงโทษ”
ราพณ์ตั้งท่าจะหอม รสิการีบขยับหนีแต่ ราพณ์เอามือทาบประตูกันไว้ไม่ให้หนี เสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น ทั้งสองชะงัก ราพณ์หยิบกุญแจจะไขเปิดแต่รสิกาที่เปิดประตูง่ายดายทำให้เขาชะงัก รสิกาจะก้าวเข้าไปแต่เขาดึงไว้ รสิกาชะงักหันมอง
“มีอะไรเหรอคะ”
ราพณ์คิดๆ
“ก่อนออกไป ผมล็อคบ้านแล้ว แต่ทำไม...”
ราพณ์มองภายในบ้านอย่างระแวง
“อย่าเพิ่งเข้าไปครับ”
ราพณ์จะดึงรสิกาออกไปแต่ช้ากว่ามือของคนที่หลบอยู่ด้านข้างประตู คว้ามือรสิกาแล้วกระชากร่างของเธอจนมือราพณ์หลุด รสิกาโดนดึงเข้าไปในบ้าน
“โอ้ย”
ราพณ์ตกใจรีบก้าวเข้าไปในบ้านก็ชะงักที่เห็นว่ามีคนร้ายอีกคนก้าวมาขวางไว้ ด้านในมีคนร้าย 2 คนก้าวออกมา ราพณ์มองทั้ง 3 คนที่ขวางทางไว้ มองรสิกาที่ตกใจกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียงโทรศัพท์ยังดัง

ปฐวีขับรถอย่างเร่งรีบ รุ้งรายรอสายอย่างกระวนกระวาย
“รับสายสิเฮีย คุณหญิง ใครก็ได้”
รุ้งรายเครียด ปฐวีเหลือบมองห่วงไม่แพ้กัน เขาเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วตามความห่วง

เสียงโทรศัพท์เงียบไป รสิกามองรอบตัวแล้วตัดสินใจจะลุกหนีมาหาราพณ์แต่แค่จะพุ่งตัวก็โดนคนร้ายที่อยู่ใกล้เข้ารวบตัวไว้ รสิกาพยายามดิ้นสุดชีวิต
“ปล่อยคุณหญิง” ราพณ์ตวาด
คนร้ายกวนประสาทไม่ปล่อยแล้วกอดรสิกาแน่นเข้า ราพณ์ทนไม่ไหวจะพุ่งเข้าไปช่วยแต่เจอคนร้ายขวางไว้ ราพณ์สู้ไม่ถอย คนร้าย 3 เข้ามาช่วยเล่นงาน ราพณ์โดนสองรุมหนึ่งแต่ไม่สนใจตัวเองจะช่วยรสิกาให้ได้ ราพณ์โดนยำรสิการ้องไห้กรีดร้องทนไม่ได้
“อย่าทำเขา...อย่า”
รสิกาพยายามดิ้นรนแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

เสียงโทรศัพท์ในห้องรับแขกคฤหาสน์เจ้าสัวเรียวดังขึ้น รัตนาวลีมารับโทรศัพท์
“สวัสดีค่ะ...ทานข้าวกับเพื่อนเหรอคะ กลับดึกมากไหมคะ”
เจ้าสัวเรียวเดินคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ทางเดินในโรงแรม นทีถือแฟ้มเอกสารตามเข้ามา
“กลับไม่ดึกหรอกครับ ไม่ต้องห่วงนะ”

ประสิทธิ์เดินออกมาจากอีกด้านเห็นเจ้าสัวเรียวก้าวไปที่ลิฟท์ นทีตามไปกดลิฟท์ให้ เจ้าสัวเรียวก้าวเข้าลิฟท์ไป ประสิทธิ์ขยับเข้ามายืนมองตัวเลขของลิฟท์ที่วิ่งขึ้นไป
 
อ่านต่อเวลา 17.00น.



 
ทางเดินขึ้นมาสระว่ายน้ำเป็นบันไดค่อนข้างสูง ชาญชัยรออยู่ที่สระว่ายน้ำด้านบนอย่างกระวนกระวาย เจ้าสัวเรียวกับนทีก้าวเข้ามา ชาญชัยหันกลับมาอย่างตื่นเต้น
 
“สวัสดีครับ ป๊า”
เจ้าสัวเรียวยิ้มรับ
“ป๊าเรียกผมมาคุยไม่ให้ใครรู้มันต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก”
เจ้าสัวเรียวยิ้มมองความทะเยอทะยานของชาญชัย ที่แสดงออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
“รองบอกกับผมว่าป๊า จะพิจารณาเรื่องตั้งบริษัทให้กับผมแยกจากLK”
“ใช่...”
“มันต้องรอเวลาอีกนานแค่ไหนครับป๊า”
เจ้าสัวเรียวยิ้ม
“อาชาญชัย ลื้อลองบอกป๊าสิว่า คนแบบไหนที่เราควรจะส่งเสริมให้เป็นผู้บริหาร”
“ก็...มีความสามารถในการบริหาร แก้ปัญหาและปกครองคนได้ดี”
“ที่ลื้อพูดมาก็ถูก แต่ลื้อลืมข้อสำคัญที่สุดไปหนึ่งข้อ”
ชาญชัยมองเจ้าสัวเรียวงงๆ ว่าลืมอะไร เจ้าสัวเรียวมองจ้องให้รู้สึกว่ารู้
“ความซื่อสัตย์ การประสบความสำเร็จมันเป็นเรื่องยาก แต่ที่ยากกว่าคือการประคองความสำเร็จนั้นให้คงอยู่ต่อไป และองค์กรที่ยิ่งใหญ่พังมานักต่อนักเพราะการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ป๊ายอมไม่ได้”
ชาญชัยมองตาเจ้าสัวเรียว รู้สึกสันหลังหวะแต่ยังพยายามจะเก็บอาการ เจ้าสัวเรียวมองนที นทีเอาแฟ้มเอกสารมาวางตรงหน้า ชาญชัยมองว่าคืออะไร
“เอกสารของลูกค้าที่ทำการจองบ้าน ในโครงการของคุณชาญชัยทั้งหมด”
ชาญชัยมองเจ้าสัวเรียว นทีอธิบาย
“เรารีเช็กไปยังลูกค้าทั้งหมด มีเพียงยี่สิบหลังที่เป็นลูกค้าจริงๆ”
ชาญชัยยังพยายามซื่อใส
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ลื้อรู้อยู่แก่ใจ...”
ชาญชัยอึ้งรู้ว่าความลับแตกแล้ว แต่ยังคงมองประสานสายตากับเจ้าสัวเรียว
“โครงการหมู่บ้านที่ลื้อทำอยู่ ป๊าจะเอาเข้าที่ประชุมบริษัทวันพรุ่งนี้ เพื่อคัดเลือกคนที่จะมารับงานนี้แทนลื้อ”
ชาญชัย ตะลึง
“ป๊าครับ ผมต้องการเงินเพื่อให้โครงการมันดำเนินต่อไป เมื่อไม่มีใครช่วย ผมก็ต้องแก้ไขปัญหา”
“เริ่มต้นด้วยเห็นแก่ตัว แก้ปัญหาด้วยการโกง แล้วจะจบลงด้วยการเอาตัวรอด คนอย่างลื้อไม่สมควรทำธุรกิจ”
“ป๊าครับ ผมขอร้อง ขอโอกาสผมอีกครั้ง ผมจะแก้ตัว...เอ่อ...แก้ไขทุกอย่าง ป๊าอย่าปลดผมเลยนะครับ”
“ศรัทธาและไว้ใจ ผู้ใดทรยศสองคำนี้แม้เพียงครั้ง มันผู้นั้นจะไม่มีวันได้โอกาสจาก...อั๊วอีกเลย จำไว้”
เจ้าสัวเรียวก้าวไปที่บันไดจะลงไป ชาญชัยตามมาประชิดพยายามจะเจรจาให้ได้
“แต่ผมเป็นลูกเขยป๊า ถ้าป๊าปลดผม รังรองจะไม่มีความสุขอีกแน่ ๆ”
เจ้าสัวเรียวหันมอง ชาญชัยทำท่าทีเป็นต่อมาก
“ถ้าอารังรองไม่มีความสุข อั๊วจะแจ้งจับลื้อ อั๊วยอมเสียชื่อเพื่อตัดเนื้อร้ายอย่างลื้อทิ้ง ส่วนลูกอั๊ว...รังรองจะร้องไห้แค่อาทิตย์เดียวที่ลื้อติดคุก หลังจากนั้นอีกจะได้รู้ว่าสวรรค์เป็นยังไง เมื่อหลุดจากขุมนรกอย่างบ้านลื้อ”
ชาญชัยโกรธ
“คิดจะขู่ผมเหรอ แค่เอกสารไม่กี่ชิ้นกับคำกล่าวหาลอย ๆ”
นทีแทรกขึ้น
“เรามีหลักฐานบัญชีที่คุณนำเงินในบริษัทมาใช้หลอกว่าเป็นเงินจอง เรามีชื่อของพนักงานที่สมรู้ร่วมคิด”
“เมื่อเรื่องมันแดง ลื้อคิดว่าพวกมันจะปิดปากยอมโดนจับพร้อมลื้องั้นเหรอ”
ชาญชัยอึ้ง
“อั๊วจะเล่นงานทุกคน รวมทั้งพ่อของลื้อที่ร่วมมือหาเอกสารปลอม เรื่องที่ลื้อโกงในการก่อสร้าง สำหรับลูกค้าเรื่องนี้เป็นคดีอาญา ถ้าลื้ออยากจะให้ครอบครัวของลื้อจบชีวิตในคุกก็ลองดู”
ชาญชัยตะลึง เจ้าสัวเรียวมองชาญชัยอย่างเด็ดขาด ชาญชัยเห็นแล้วว่าหมดทางไปจนตรอก เขากดดันจนถึงขีดสุด ชาญชัยหลบตาลงต่ำเห็นว่าด้านหลังเจ้าสัวเรียวคือบันไดที่ค่อนข้างสูง เจ้าสัวเรียวหันหลังกลับเป็นการยุติการสนทนาจะก้าวลงบันได ชาญชัยตัดสินใจผลักเจ้าสัวเรียวเต็มแรง นทีตกใจ
“เจ้าสัว”
ร่างเจ้าสัวเรียวเสียหลักตกลงจากบันไดหัวกระแทกพื้นอย่างแรงหมดสติไปทันทีเลือดไหลออกจากขมับอย่างน่ากลัว ชาญชัยยืนอึ้งกับผลงานแค่ชั่วขณะ นทีหน้าตื่น
“คุณฆ่าเจ้าสัว”
ชาญชัยได้สติ นทีจะวิ่งลงไปดูเจ้าสัว แต่ถูกชาญชัยคว้าไว้ นทีพยายามต่อสู้แต่ชาญชัยเหนือกว่าต่อยนทีจนคว่ำลงไป ชาญชัยชักเครื่องช็อตไฟฟ้าออกมาแล้วทิ่มไปที่ตัว นทีถูกไฟฟ้าช็อตชักอย่างรุนแรงจนหมดสติอยู่ข้างสระว่ายน้ำ
“กูจะช่วยให้มึงไปอยู่กับนายของมึง”
ชาญชัยใช้เท้าถีบร่างนทีหล่นลงไปในสระว่ายน้ำ หน้าตาชาญชัยโหดเหี้ยมมาก
“คราวนี้ใครก็จะขวางกูอีกไม่ได้”
ทันใดนั้นเสียงประสิทธิ์ดังขึ้น
“ไม่เลวเลยทีเดียว”
ชาญชัยตกใจหันไปตามเสียงเห็นประสิทธิ์เข้ามา
“ประสิทธิ์”
“คุณนี่เหี้ยมไม่เบาเลยนะ คนแบบคุณนี่ล่ะที่ผมอยากร่วมงานด้วย”
ชาญชัยมองประสิทธิ์รู้ว่าครั้งนี้ จะมีคนช่วยในการเอาตัวรอดจากเรื่องครั้งนี้
 
ราพณ์กับรสิกาถูกจับมัดรวมกัน คนร้ายทั้ง 3  ยืนอยู่
“ฉันจะให้ค่าจ้างแกเพิ่มเป็น 2 เท่า ถ้าแกปล่อยเรา”
คนร้ายตวาด
“หุบปาก”
รสิกาสงสัย
“คนพวกนี้เป็นใคร ทำไมมันถึงจะฆ่าเรา”
คนร้ายมองออกไปด้านนอก
“มืดใช้ได้ เอาพวกมันออกไป”
คนร้ายสองคนเข้ามาจะลาก รสิกาดื้น
“ฉันไม่ไป”
คนร้ายพากันกระชากรสิกาที่ดิ้นรนออกไป ราพณ์พยายามจะฮึดลุกขึ้นอีกครั้งแต่ก็โดนเล่นงานไปกอง
“คุณราพณ์”
ราพณ์ถูกเล่นงานจนหมดสติ
 
ราพณ์ที่ยังหมดสติ กับรสิกาถูกจับมัดรวมทั้งคู่โดนมัดมือมัดเท้าแล้วลากลงไปนั่งอยู่ในน้ำ ขณะเดียวกัน สุรีย์ส่องอยู่ในห้องตะไบเล็บพลางคุยโทรศัพท์สีหน้าดูพอใจมาก
“ดี...ให้มันตายอย่างทรมานถึงจะสาสม บอกพวกมันจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุ”

สุรีย์ส่องวางสายพลางตะไบเล็บต่ออย่างอารมณ์ดี

 
ปฐวีขับรถด้วยความเร็ว
 
“คุณแน่ใจนะว่ามาทางนี้”
รุ้งรายมือก็ยังกดโทรศัพท์ ตาก็มองไม่ค่อยมั่นใจ
“ฉันว่าใช่นะ”
“เอาให้แน่นะคุณ เลี้ยวผิดมาหลายเลี้ยวแล้วนะ”
“ฉันไม่ได้มาหลายปีแล้ว คุณอย่ากดดันได้ไหม”
“เราช้าไปมากแล้วนะคุณ”
สายตารุ้งรายเห็นป้ายชื่อหาด
“เลี้ยวซ้ายทางลงหาดข้างหน้า”
ปฐวีรีบขับเลี้ยวซ้ายซอยทางลงหาด รุ้งรายใจชื้น
“ไปอีกสิบโลก็ถึงแล้ว”
ปฐวีเหยียบเร่งความเร็ว แต่ทันใดนั้น ยางรถเกิดระเบิด ปฐวีกับรุ้งรายตกใจ พยายามเลี้ยงรถให้จอดเข้าข้างทางก่อนจะชนต้นไม้ได้อย่างหวุดหวิด ทั้งสองลงมาจากรถ ปฐวีเดินมาดูที่ต้นเสียงทางล้อหลังซ้ายเห็นว่ายางระเบิด
“บ้าเอ๊ย”
“รีบเปลี่ยนยางอะไหล่สิคุณ”
ปฐวีรีบเปิดด้านหลังหยิบเครื่องมือ
“คุณโทรต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดนะ”
ปฐวีรีบจัดการเปลี่ยนยาง รุ้งรายโทรกระหน่ำ

น้ำทะเลกำลังขึ้นระดับน้ำกำลังจะท่วมร่างของราพณ์กับรสิกาที่อยู่ในทะเล รสิกาพยายามจะปลุกเขาตัวเธอถูกน้ำซัดกินน้ำเข้าไปแทบไม่มีจังหวะได้หายใจเต็ม ๆ รสิกาหมดแรงกระเสือกกระสนปล่อยตัวไปกับน้ำอย่างรับชะตากรรม

น้ำใกล้จะท่วมมิดหัว ราพณ์ได้สติเห็นว่าตัวเองกับรสิกากำลังจะจมน้ำ เขาพยายามจะพาตัวเองกับรสิกาเข้าฝั่งแต่เป็นไปได้ยากเพราะตัวถูกมัดจนไม่สามารถว่ายหรือเดินได้ดังใจ คนร้ายยืนมองอยู่บนฝั่งคุยโทรศัพท์กับลูกน้องสุรีย์ส่อง
“อีกสักครึ่งชั่วโมงผมจะเคลียร์ศพมันสองคน แล้วผมจะโทรบอก”
คนร้ายกดวางโทรศัพท์ ทันใดนั้น ปฐวีกระโดดถีบเข้ากลางหลังมันจนถลาไปข้างหน้า คนร้ายอีก 2 คนหันมาจะเล่นงานปฐวี รุ้งรายโผล่เข้ามาร่วมบู๊ คนร้ายต่างรับมือจนกระจายไปคนละทาง คนร้ายคนหนึ่งชักมีดออกมาจะเล่นงาน ปฐวีมองนิ่งไม่ได้มีท่าทีกลัวสักนิด
“มึง”
คนร้าย จะพุ่งเข้าเล่นงาน แต่ปฐวีชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้า ปัง คนร้ายทั้ง 3 ชะงัก ปฐวีลดปืนลงเล็งไปที่คนร้าย แต่ช้ากว่าคนร้ายทั้ง 3 คนที่ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด ปฐวียิงไล่หลังไม่ได้กะจับตัวไว้เลยเพราะไม่อยากสาวเรื่องให้ถึงพ่อกับน้องตัวเองได้
“เฮีย”
รุ้งรายวิ่งลงไปในทะเล ปฐวีมองจนแน่ใจว่าคนร้ายจะไม่ย้อนกลับมา จึงรีบวิ่งตามลงไปช่วยราพณ์กับรสิกา รุ้งรายกับปฐวีช่วยกันพาตัวราพณ์กับรสิกาขึ้นมาบนหาดทราย ทั้งคู่ช่วยแก้มัดให้ รสิกานอนนิ่ง ราพณ์พอถูกแก้มัดเรียบร้อยก็พยายามเรียกแล้วผายปอดให้จนรสิกาฟื้น
“คุณหญิง”
รสิกาพอเห็นหน้าราพณ์ชัด ๆ ก็โผเข้ากอด
“คุณราพณ์”
ราพณ์กับรสิกากอดกันด้วยความรักความห่วงใย ปฐวียืนมองภาพทั้งสองกอดกัน ถึงจะพยายามทำใจแต่ก็ยังอดเจ็บไม่ได้ที่เห็นภาพนี้เต็มๆ ตา

ราพณ์เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเข้ามาในห้องนอน รสิกาออกมาจากห้องน้ำ เอาผ้าเช็ดผมแต่ผมยังเปียกหมาด ๆ ราพณ์ดึงตัวเธอมาแล้วเอาผ้าขนหนูผืนใหม่มาเช็ดผมให้
“คุณเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ” เธอเอามือแตะตรงหน้าเขาที่ช้ำ “คุณคงเจ็บมาก”
ราพณ์จับมือของเธอที่แตะแผลอยู่
“แค่เห็นคุณ...ผมก็หายเจ็บแล้ว”
“ฉันกลัวแทบแย่ ตอนพวกมันรุมทำร้ายคุณ”
“ห่วงผมใช่ไหม”
“ทำไมคุณชอบบีบให้ฉันพูดอยู่เรื่อย”
“ไม่พูดก็ได้ครับ งั้นผมขอ...”
ราพณ์ยิ้มแล้วกอด
“ผมดีใจที่เรารอดมาได้ ดีใจจริง ๆ”
รสิกากอดตอบด้วยความดีใจไม่แพ้กัน

ปฐวีลงนั่งที่เก้าอี้โซฟาห้องรับแขกบ้านพักชายทะเลด้วยความเพลีย รุ้งรายเอาแก้วน้ำมายื่นให้
“แก้เหนื่อยค่ะ”
“ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยเลยคุณ น้ำแก้วเดียวไม่หายหรอก”
“งั้นฉันต้องทำยังไงคุณถึงจะหายเหนื่อยล่ะ”
รุ้งรายนั่งลงโซฟาตัวเดียวกัน ปฐวีมองเห็นรุ้งรายส่งตาหวานให้ก็ชะงักไปนิด
“ผมว่ามองตาคุณบ่อยๆ ผมอาจเป็นเบาหวานขึ้นตาได้นะ”
รุ้งรายยิ้มขำ
“ก็ฉันซาบซึ้งที่คุณช่วยฉัน ไม่ใช่สิ คุณตั้งใจมาช่วยคุณหญิงมากกว่า”
“ประชดแบบนี้ ผมว่ามันผิดฟอร์มสาวแกร่งอย่างคุณนะ”
“แกร่งยังไงฉันก็ยังเป็นผู้หญิงที่มีความรู้สึก”
ปฐวีเจอรุ้งรายเสียบเข้าให้ก็หัวเราะ ปฐวียกมือยอมแพ้ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้รุ้งราย
“งั้นผมยอม”
รุ้งรายไม่ถอย ไม่ปิดความรู้สึกสองคนมองตากัน ราพณ์กับรสิกาเดินลงมาทั้งคู่ชะงักที่เห็นท่าทีของปฐวีกับรุ้งราย ราพณ์กระแอม ปฐวีกับรุ้งรายรู้สึกตัวผละออกจากกัน
“ขอบคุณมากนะครับคุณปฐวี ถ้าไม่ได้คุณกับรุ้ง ผมกับคุณหญิงคงไม่รอด”
“ขอบคุณนะคะพี่วี พี่วีกับคุณรุ้งมาจังหวะดีมาก อย่างกับรู้ว่าอ้ายกับคุณราพณ์จะมีเรื่อง”
ปฐวีเงียบไปนิด ราพณ์มองท่าทีปฐวี
“ที่มาเพราะรู้ใช่ไหมครับ”
ปฐวีสบตากับราพณ์พูดไม่ออก ราพณ์มองรุ้งราย ปฐวีหน้าสลดลง
“พี่ขอโทษนะอ้าย พี่ไม่คิดว่ายัยสุกับพ่อจะกล้าทำขนาดนี้”
รสิกาอึ้ง
“หมายความว่าคนร้ายพวกนั้นตั้งใจมาเอาชีวิตอ้าย” รสิกาหันมองราพณ์ “ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจของคุณราพณ์เหรอคะ”
ปฐวีมองราพณ์
“ผมกับป๊าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับคุณหญิง เราไม่อยากให้คุณหญิงมีชีวิตอย่างหวาดระแวงน่ะครับ”
รสิกาช็อค
“อ้ายไม่คิดเลยว่าคุณลุงกับสุรีย์ส่องจะเกลียดอ้ายขนาดนี้”
รุ้งรายแทรกขึ้น
“มันไม่ใช่แค่ความเกลียดชังค่ะคุณหญิง มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์”
ราพณ์เสริม
“วังประกาศเกียรติคือสิ่งที่เขาต้องการ”
ทุกคนมองราพณ์ว่าหมายถึงอะไร
“แต่คุณประสิทธิ์พลาดผลประโยชน์มหาศาลในการร่วมทุนกับต่างชาติ เพราะการแต่งงานของเรา”

ราพณ์มองรสิกา ทุกคนรอฟังข้อมูล

 
ในห้องรับแขกบ้านชาญชัย...รังรองดูเอกสารนั่งรอชาญชัยตามปกติ สักครู่ชาญชัยเข้ามา
 
“ทำไมเฮียกลับดึกจังเลยคะ”
ชาญชัยยังนิ่งไม่พูด
“เฮียทานอะไรมาหรือยังคะ หิวไหมคะ รองจะไปทำ...”
ชาญชัยตวาด
“เลิกเซ้าซี้ซะที”
รังรองนิ่งเห็นท่าไม่ดี พยายามจะเปลี่ยนเรื่อง
“เฮียคะ เรื่องที่ป๊าบอก...”
ชาญชัยหันขวับจับแขนรังรองบีบแน่นด้วยความระแวง
“บอกอะไร... ป๊าบอกอะไรเธออีก พูด”
“ก็เรื่องตั้งบริษัทไงคะ รองดีใจนะคะที่ป๊ายอมให้โอกาสเฮีย”
ชาญชัยฟังรังรองไป ความระแวงกลัวรังรองจะรู้ทำให้เผลอบีบต้นแขนของรังรองแน่น
“เฮียคะ รองเจ็บ...”
ชาญชัยมองรังรองฟังดูแล้วไม่น่ารู้เรื่องนัดคืนนี้
“แค่นั้นเหรอที่ป๊าบอกเธอ”
“ค่ะ มีเรื่องอื่นอีกเหรอคะ”
ชาญชัยผ่อนลง คลายความระแวง จึงเปลี่ยนท่าทีเป็นกลบเกลื่อน
“เฮียก็คิดว่ารองจะมีข่าวดีกว่านี้ซะอีก โทษทีนะเฮียปวดหัวเรื่องงานน่ะ”
รังรองเห็นชาญชัยอารมณ์ผ่อนลง จับข้อมือเขาจะให้ลงนั่ง
“เฮียนั่งพักนะคะ...ทำไมแขนเสื้อเฮียชื้น ๆ ไปทำอะไรมาคะ”
ชาญชัยพยายามนิ่ง
“เฮียล้างมือไม่ทันระวังน่ะ รอง...เฮียหิวน้ำจัง”
รังรองยิ้ม
“เดี๋ยวรองเอาน้ำเย็นๆ มาให้”
รังรองดึงให้ชาญชัยนั่งลง แล้วเดินไปตรงมุมตู้เย็น จัดเครื่องดื่มให้ ชาญชัยมองตามอย่างโล่งใจ
รังรองหยิบแก้วน้ำมาให้ เสียงกริ่งโทรศัพท์ดัง ชาญชัยสะดุ้งนิด ๆ รังรองเดินไปรับสาย
“สวัสดีค่ะ ริน...โทรมาดึกเชียวมีอะไร...รินอย่าเพิ่งร้องไห้” รังรองตกใจ “ค่อย ๆ พูด...อะไรนะ”
รังรองช็อค ชาญชัยมองรังรองรู้ว่าเจอเจ้าสัวเรียวแล้ว

ในห้องรับแขก บ้านพักชายทะเล....รสิกามองราพณ์อย่างไม่อยากเชื่อ ปฐวีเองก็อึ้ง
“เรื่องมือปืนที่งานเลี้ยง อุบัติเหตุที่อ้ายชนคุณสิเป็นฝีมือของคุณลุงประสิทธิ์เหรอคะ”
“หมายความว่าการแต่งงานครั้งนี้ของคุณกับอ้ายเพราะเจ้าสัวเรียว ต้องการปกป้องอ้าย...แล้วเรื่องพ่อผมโกงท่านอา...” ปฐวีถาม
ราพณ์นิ่งแทนคำยืนยัน ปฐวีไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน รสิกาต่อต้าน
“โกหก...”
ทุกคนชะงัก
“เจ้าสัวกำลังเอาดีเข้าตัว เอาชั่วเข้าคนอื่น”
“เรื่องนี้หม่อมวลียืนยันได้นะครับ”
“อย่าดึงหม่อมแม่มายุ่งกับเรื่องโกหกพวกนี้” รสิกามองราพณ์อย่างผิดหวัง
“คุณหญิงคะ...” รุ้งรายพยามจะพูด
รสิกาไม่ฟังเดินออกไป ราพณ์รีบตามออกไป ปฐวีถอนใจ
“ต้องรับรู้ว่าท่านพ่อที่เป็นฮีโร่ต้องเสียโง่ให้คนอื่น คงรับไม่ไหว”
“แต่ที่ผ่านมาคุณหญิงก็คิดว่าป๊ารุ้งทำร้ายท่านชายมาตลอด มันก็แพ้พลาด มีค่าเท่ากัน”
“ไม่เท่า ล้มเพราะโดนคนจ้องทำลายมันไม่น่าอายเท่าสะดุดขาตัวเองล้มหรอก จริงไหม”
“ดูคุณจะเข้าใจคุณหญิงดีเหลือเกินนะ”
“ฮีโร่คนแรกของลูกคือพ่อ แม่ สำหรับอ้าย ท่านพ่ออาจจะเป็นเหยื่อ แต่สำหรับบางคน...เป็นผู้ร้าย”
รุ้งรายมองปฐวีด้วยความเห็นใจ
“ฉันไม่ชอบเห็นคุณทำหน้าป้อแป้...”
“ท้อแท้”
“ตอนนี้หน้าเกินท้อแท้แล้วล่ะ มันดูเพลียๆ ป้อแป้ หมดพลังชีวิตเลยล่ะ”
“ผมเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วน่ะสิ พ่อผมกับยัยสุคิดจะฆ่าอ้าย ปลายทางมันคงจบไม่สวยนัก”
“คุณวี...วันนี้คุณอาจจะผิดหวังแต่เราไม่ควรสิ้นหวัง”
ปฐวีมองว่าหมายความว่ายังไง
“ก็ถ้าคุณทำให้ผู้ร้ายกลับใจได้ ตอบจบอาจจะเปลี่ยนก็ได้นะ จริงไหม”
“คุณคิดอย่างนั้นเหรอ”
“ก็งั้นสิ ฉันชอบผู้ชายคนที่ต่อรองกับเจ้าของที่ดินจอมเขี้ยวกับผู้ชายบ้าเลือดที่ต่อยนายวศินไม่ยั้งคนนั้นมากกว่า นายป้อแป้นะ”
ปฐวียิ้มอย่างขอบคุณ
“แต่ไม่ว่าคนไหนเขาก็เสน่ห์แรงนะ คุณว่าไหม”
รุ้งรายอดอมยิ้มอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ ปฐวีรู้สึกดีขึ้น
“ขอบคุณนะ...”
รุ้งรายพยักหน้านิด ๆแอบเคืองตัวเองนิด ๆ ว่าจะเขินทำไมเนี่ย เสียงโทรศัพท์ในบ้านพักดังขึ้น รุ้งรายกับปฐวีหันมองโทรศัพท์

รสิกาเดินออกมาอย่างสับสน ราพณ์รีบตามมา
“คุณหญิง...ผมพูดความจริงนะครับ”
“คุณกำลังกล่าวหาว่าท่านพ่อโกหก”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ท่านพ่อของคุณหญิงไว้ใจคุณประสิทธิ์มากจนทำให้...” ราพณ์หาคำที่ถนอมน้ำใจรสิกาที่สุด “พลาด...”
“ฉันรู้ว่าคุณพยายามจะทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเจ้าสัว แต่อย่าใช้วิธีการใส่ร้ายคนตาย”
“ผมจะพิสูจน์ให้คุณหญิงได้เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดคือความจริง”
ราพณ์กับรสิกามองหน้ากัน ต่างเชื่อมั่นในความคิดตัวเอง รุ้งรายวิ่งออกมา ปฐวีวิ่งตามมา
“เฮีย...เราต้องกลับกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้”

ราพณ์กับรสิกาหันมองรุ้งรายกับปฐวี รุ้งรายหน้าตาตื่นมาก
 
จบตอนที่ 8 
 
กำลังโหลดความคิดเห็น...