xs
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 1

เผยแพร่:

สามี ตอนที่ 1

บนท้องถนนของกรุงเทพฯ...ราพณ์ ลิ้มวัฒนาถาวรกุล ขับรถมาตามถนน จนมาจอดติดไฟแดง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขากดรับผ่านสปีกเกอร์โฟน

“ฮัลโหล”
เสียงธีรพัฒน์ เพื่อนสนิทของราพณ์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมหรู ดังมาจากปลายสาย
“ไอ้ราพณ์”
ธีรพัฒน์ยืนคุยโทรศัพท์มือถือรออยู่ด้านหน้าโรงแรม พลางมองนาฬิกาอย่างกระวนกระวาย ด้านหลังมีกลุ่มนักข่าวกำลังทยอยกันเข้าไปในโรงแรม
“แกอยู่ไหน นี่มันจะได้เวลาแถลงข่าวแล้วนะ แกจี้ฉันทุกวันว่าอยากมารู้จักคุณหญิง แล้วป่านนี้ยังมาไม่ถึงอีก คุณหญิงให้เวลาแถลงข่าวแค่ชั่วโมงเดียวนะเว้ย”
รถขับเข้ามาเทียบด้านข้างๆ ราพณ์หันมองเห็นว่าเป็น หม่อมราชวงศ์รสิกา ประกาศเกียรติ ที่เพื่อนกำลังพูดถึง ขับรถอยู่ ราพณ์มองอย่างดีใจ
“คุณหญิง...”
“ไอ้ราพณ์ ได้ยินที่ฉันพูดไหม”
ราพณ์ตัดบท
“ไอ้ธี อีกสองไฟแดงถึง โอเคนะ”
“เออ... แกมาถึงก็ขึ้นไปชั้นยี่สิบห้าเลยนะ”
ธีรพัฒน์เดินเข้าตึก สวนกับวศินที่เดินกดมือถือออกมา
“คุณหญิงทำไมยังมาไม่ถึงอีกนะ”
วศินบ่นเดินออกมารอรสิกาด้านหน้า

รสิกามองไฟแดงอย่างกระวนกระวายใจ เสียงมือถือดัง เธอกดสมอลทอล์ครับสาย
“ศินถึงแล้วใช่ไหมคะ อ้ายใกล้จะถึงแล้วค่ะศินอีกสองไฟแดงค่ะ”
“อ้ายรีบมานะครับ นักข่าวมากันเยอะแล้วครับ”
รสิการ้อนใจ
“ค่ะ อ้ายจะรีบไปให้เร็วที่สุดค่ะ”
สัญญาณไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว รสิกาเหยียบคันเร่ง ออกรถทันที ราพณ์มองยิ้มๆ แล้วเหยียบคันเร่งตามไปด้วยความเร็ว

รถรสิกาวิ่งเข้ามาในที่จอดรถ เธอเห็นที่จอดว่างอยู่ขยับรถเดินหน้าจะถอยเข้าเปิดไฟคู่ แล้วตั้งท่าขยับจะเข้าจอด ราพณ์ที่ขับตามเข้ามาเห็นจังหวะของรสิกาที่เหยียบเบรกขยับจะถอยรถเข้าจอด เขาตัดสินใจเร่งเครื่องเข้าไปจอด รสิกาที่กำลังเหยียบคันเร่งตกใจแทบจะกระทืบเบรก
“อะไรเนี่ย”
รสิกาโมโหเปิดประตูก้าวฉับๆ ไปที่ข้างประตูคนขับจะกระชากประตูเปิดแต่ติดล็อค เธอเคาะกระจกปึ้กๆ ราพณ์ยิ้มพอใจ เปิดประตูก้าวลงจากรถประจันหน้า
“คุณไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังจะเข้าจอด”
ราพณ์มองรสิกา เขาค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดออกมองหน้าหญิงสาว สายตาเขาวิบวับยิ้มอย่างอารมณ์ดีมาก
“เห็นครับ...แต่ว่าคุณ...ช้า...ผมรีบ”
“รีบยังไงคุณต้องรอ เพราะมันคือมารยาทของคนขับรถที่ดี”
“คุณขับช้าเกินไป แต่...ผู้หญิงขับรถก็เป็นธรรมดาล่ะครับ” ราพณ์กวนๆ
รสิกาฉุนกึก
“ประโยคที่คุณใช้ ฉันแปลได้ว่าคุณกำลังพูดว่าผู้หญิงไร้ประสิทธิภาพในการขับรถ ฉันอาจจะผิดที่ช้า แต่คุณผิดที่ไม่มีมารยาท”
“ครับ...” ราพณ์ยิ้มกวน “แล้วยังไงต่อครับ”
“หะ”
รสิกาจี๊ดกับท่าทางที่ไม่ยี่หระของเขา เธอพยายามข่มอารมณ์ เสียงมือถือดังขึ้น รสิกามองถอนใจหงุดหงิดพลางกดรับ
“อ้ายมาถึงแล้วค่ะ ห้านาทีนะคะ”
รสิกามองราพณ์อย่างไม่พอใจ จะไป
“คุณยังไม่ได้ขอโทษผมเลยนะ”
รสิกาชะงักหันกลับมาไม่อยากเชื่อหู
“อะไรนะ”
“ก็คุณทำให้ผมเสียเวลาฟังคุณอยู่ตั้งนาน ทั้งที่ผมรีบ ตามมารยาท คุณควรขอโทษผม เข้าใจใช่ไหมครับ”
“ขอโทษ ที่คุณมาปาดแย่งที่จอดรถฉันงั้นเหรอ”
“ครับ...” ราพณ์ยิ้ม
รสิการู้สึกจี๊ดมากจะถึงขีดสุด
“ต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณคงฝ่อ แต่ฉันไม่”
“ผมก็คิดว่าคุณหญิงจะเป็นคนบ้าจี้...”
รสิกาชะงักมองหน้า
“คุณรู้จักฉันเหรอ”
“คุณหญิงรสิกา แห่งวังประกาศเกียรติ ผมต้องถวายบังคมไหม”
“คุณมัน...”
รสิกาเห็นราพณ์ยิ้มกวนประสาท อยากจะด่ารุนแรงแต่ทำไม่ได้
“พูดมาสิครับ ผมรอฟังอยู่”
ราพณ์ยิ้มกว้างเริ่มสนุก แต่ยังไม่ทันจะได้เล่นต่อ เสียงมือถือเขาดังขึ้น ราพณ์กดรับ
“ฉันกำลังจะขึ้นไป” ราพณ์เหลือบมองรสิกา “เอาอย่างนี้ ผมจะถอยรถออกให้คุณจอดแทนดีไหม”
“ไม่จำเป็น”
พนักงานโรงแรมวิ่งเข้ามา
“รบกวนขยับรถได้ไหมครับ รถคุณผู้หญิงขวางทางอยู่น่ะครับ”
รสิกาส่งกุญแจให้
“ช่วยเอาไปจอดให้ด้วยนะคะ แล้วฝากกุญแจไว้ที่ฟร้อนท์ ขอบคุณมาก”
รสิกาจะไปไม่สนใจ ราพณ์พูดไล่หลังไป
“แล้วพบกันนะครับ”
รสิกาฉุน อดไม่ได้หันมาเล่นงาน
“ฉันไม่คิดว่าชาตินี้เราจะ...”
ราพณ์ยิ้มพูดแทรกแอบกวนนิด ๆ
“แต่ผมคิดนะ”
รสิกาโกรธที่โดนยอกย้อน ราพณ์เดินเข้าไปในโรงแรม ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

รสิกามองตามตามขวางโกรธเอามากๆ
ขณะที่ราพณ์กำลังจะเดินเข้าลิฟท์ เสียงเจ้าสัวเรียว บิดาของเขาดังขึ้น

“ราพณ์”
ราพณ์ชะงักหันมองเห็นเจ้าสัวเรียว เดินมากับไพศาล เพื่อนนักธุรกิจ โดยนที เลขาเจ้าสัวเรียวเดินตามหลังมา
“ป๊า...สวัสดีครับ อากู๋ไพศาล”
ไพศาลยิ้มแย้ม
“ตอนนี้เปิดคอนโดหลายโครงการ ยอดจองถล่มทลายเลยใช่ไหม”
“ก็กำไรนิดหน่อยน่ะครับ เครื่องดื่มของอากู๋ตอนนี้ก็ตีตลาดทางยุโรปได้แล้วนี่ครับ ถ้าความนิยมยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆขนาดนี้ อีกหน่อยอากู๋คงล้มเจ้าถิ่นได้แน่”
ไพศาลหัวเราะพอใจ
“ไม่ธรรมดาจริงๆ คิดว่าจะสนใจแต่ข้อมูลธุรกิจตัวเอง นี่คงศึกษารอบด้านเลยล่ะสิ”
“ป๊าสอนผมเสมอว่าเราไม่ควรเป็นน้ำเต็มแก้วศึกษาหาความรู้เสมอ เรื่องของธุรกิจก็ต้องตามข่าวจากธุรกิจหลายๆ แบบ วิเคราะห์ได้ประเมินเป็น”
เจ้าสัวเรียวภูมิใจมากที่ราพณ์จำคำสอนได้
“เพราะถ้าจะเป็นผู้บริหาร มันต้องรู้รอบด้าน จะได้อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น”
“ดีแล้ว เชื่อป๊าลื้อไม่มีอับจน”
เจ้าสัวเรียวหัวเราะอย่างภูมิใจ
“แล้วนี่ลื้อมาที่นี่ทำไม นัดลูกค้าหรือไง”
“คุณหญิงรสิกา มาเป็นมัณฑนากรให้ไอ้ธีครับป๊า”
“คุณหญิงรสิกา...”
เจ้าสัวเรียวยิ้มๆคิดหาเรื่องสนุกๆ แกล้งรสิกา
“ผมไปก่อนนะครับ” ราพณ์ขอตัว
เจ้าสัวเรียวหันไปบอกนที
“คุณหญิงรสิกาลงมาเมื่อไหร่บอกฉันด้วย”
“ผมจะไปเช็กให้ครับ”
นทีเดินแยกไป

นักข่าวยืนรออยู่หน้าห้อง บริกรเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มเป็นน้ำมะตูมต้อนรับ เสียงสุรีย์ส่องดังขึ้น
“ฉันอยากได้ไวน์”
ทุกคนหันมอง สุรีย์ส่องในชุดแบรนด์เนมหรู กำลังยืนเอาเรื่องกับบริกร
“คือ เครื่องดื่มที่ทางโรงแรมเตรียมไว้เป็นน้ำมะตูมอย่างเดียวน่ะครับ”
“ถ้าฉันอยากได้ไวน์ ฉันต้องได้ ฉันจะดื่มไวน์”
บริกรหน้าเสีย ไม่รู้จะทำยังไง นักข่าวพากันหันมอง นักข่าวคนหนึ่งนินทากับเพื่อน
“คุณสุรีย์ส่องเป็นเจ้าของหนังสือแท้ๆ ไม่รู้จะมาทำไม”
“ชอบเปิดตัวไงแก งานไหนมีนักข่าวล่ะเธอชอบ หาเรื่องให้ตัวเองมีข่าวประจำ”
สุรีย์ส่องยังจะเอาให้ได้
“ไปเอามาสิ”
บริกรยังนิ่งเพราะไม่รู้จะทำยังไง นักข่าวมองแบบเซ็งๆ สุรีย์ส่องจะโวยจิกให้ได้ดังใจ แต่เสียงของธีรพัฒน์ดังเข้ามาซะก่อน
“สวัสดีครับทุกท่าน ขอบคุณนะครับที่ทุกท่านให้เกียรติมาในวันนี้ เชิญทางนี้ครับ”
ธีรพัฒน์เดินนำไปที่ประตูห้องสูท สุรีย์ส่องสิ้นความสนใจทันทีตามธีรพัฒน์ไป นักข่าวตามไป...ธีรพัฒน์เดินนำนักข่าวเข้ามาในห้อง สุรีย์ส่องกับกลุ่มนักข่าวตามเข้ามา บรรยากาศในห้องสวีทโรงแรมหรูถูกตกแต่งในคอนเซ็ปท์ของความเป็นไทย ทั้งลายผ้าม่าน และลวดลายบนผ้าคลุมโซฟาส่วนที่เป็นผ้าทั้งหมดของห้อง ถูกออกแบบผสมผสานด้วยผ้าไหมเนื้อดีสีเงินมันวาว ผสมผสานกับลายผ้าไทยที่แม้จะมีสัดส่วนที่เล็กน้อยแต่ดูเหมาะเจาะลงตัว ไม่ดูยัดเยียดความเป็นไทยจนเลี่ยนแต่กลับทำให้ลวดลายของผ้าไทยส่งให้ห้องดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นักข่าวจากหลายสำนักพิมพ์ต่างพากันถ่ายรูปอย่างชื่นชมกับผลงานการตกแต่งที่ได้เห็น ธีรพัฒน์อธิบาย
“เราได้ทำการรีโนเวทห้องนี้เพื่อต้อนรับเจ้าหญิงคาร่า ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กด้อยโอกาสทั่วโลก”
สุรีย์ส่องมองๆอย่างถูกใจ ขยับเข้ามาถาม
“พอจะอธิบายคอนเซ็ปท์ ในการตกแต่งครั้งนี้ได้ไหมคะ”
“ผมขอให้เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบงานครั้งนี้ดีกว่าครับ”
ธีรพัฒน์ผายมือไปทางประตู รสิกาก้าวเข้ามายืนที่ประตู มีวศินที่เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าก้าวตามมาเคียงข้าง
“หม่อมราชวงศ์รสิกา ประกาศเกียรติ อินทีเรียดีไซน์ผู้รับผิดชอบงานในครั้งนี้ครับ”
นักข่าวตะลึงในความสวย พากันถ่ายรูปรสิกาที่ยกมือไหว้อย่างไม่ถือตนนัก
“สวัสดีค่ะ”
“เมื่อปีก่อนผลงานการตกแต่งเรือนหอของท่านประธานาธิบดีทำให้ คุณหญิงดังมากในอเมริกา มีข่าวว่าคุณหญิงจะไม่กลับเมืองไทย” นักข่าวถาม
“อยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุขเหมือนอยู่บ้านหรอกค่ะ” รสิกายิ้มแย้ม
“ทั้งที่เวลาค่อนข้างสั้น แต่คุณหญิงก็ให้เกียรติทางโรงแรมสร้างสรรค์งานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจมาก” ธีรพัฒน์ชม
นักข่าวต่างพากันถ่ายรูป รสิกาที่ดูสวย สง่า วศินที่ยืนเคียงข้างพลอยยืดนิดๆ อย่างภูมิใจ
“สำหรับคอนเซ็ปท์ในการตกแต่งครั้งนี้นะคะ...”
รสิกาเดินนำนักข่าวไปตามมุมต่าง ๆ อธิบาย สุรีย์ส่องมองรสิกาด้วยความริษยา

นักข่าวถ่ายรูปภายในห้องตามมุมต่างๆ ราพณ์ก้าวเข้ามาในห้องอยู่ด้านหลังกลุ่มนักข่าว เขามองไปที่รสิกาอย่างสนใจ รสิกาอธิบาย
“ดิฉันอยากให้มีกลิ่นอายความเป็นไทย ที่ผสมผสานกับรูปแบบโมเดิร์น จึงเลือกใช้ผ้าไทย”
สุรีย์ส่องโพล่งออกมาเลย เสียงราวกับแนะนำด้วยความหวังดีมาก
“เชยนะหญิงอ้าย งานครั้งนี้เราต้อนรับระดับเจ้าหญิงนะจ๊ะ ตกแต่งแบบนี้มันจะดูล้าหลังหรือเปล่า เขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว เดี๋ยวต่างชาติจะคิดว่าเรายังขี่ควายแทนรถไม่แย่เหรอ เดี๋ยวนี้มันควรจะเป็นแบบลายผ้าจากปารีส มิลาน...แบบนั้นน่าจะดูให้เกียรติเจ้าหญิงมากกว่านะจ๊ะ”

สุรีย์ส่องมองอย่างเหยียดหยันรสิกามากๆ
นักข่าวมองหน้ากันอย่างรู้กันว่า สุรีย์ส่องสร้างเรื่องอีกแล้ว รสิกายิ้มเย็น

“คุณสุรีย์ส่องถือสัญชาติอะไรอยู่คะ”
สุรีย์ส่องงง แต่ปากไวย้อนไปก่อน
“สัญชาติไทยสิจ๊ะ ถามงะ...” สุรีย์ส่องจะพูดว่าโง่ แต่นึกได้พลิกทัน “งงๆ”
รสิกามองหน้า
“ถ้าคนไทยที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมยังคิดว่าความเป็นไทยของเรามันเป็นเรื่องเชยและล้าหลังล่ะก็ แสดงว่าคน ๆ นั้นกำลังลืมรากเหง้าของตัวเอง แต่” รสิกามองสุรีย์ส่องหัวจรดเท้าช้าๆ ยิ้ม “การแต่งกายก็
บ่งบอกแล้วจ๊ะ ว่าคุณสุคิดยังไงกับความเป็นไทย”
สุรีย์ส่องหน้าชา นักข่าวคนพากันตบมือชอบใจ บางคนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา นักข่าวบอกรสิกา
“ผมขอถ่ายรูปคุณหญิงหน่อยนะครับ”
“ยินดีค่ะ” รสิกายิ้มรับ
นักข่าวขยับเข้ามาจะหามุมถ่ายพยายามบอกให้รสิกาขยับจัดท่า รสิกาก็ให้ความร่วมมือแต่ช่างภาพยังไม่พอใจจะขยับเข้ามาเพื่อจัดท่าให้ แต่ก่อนที่มือจะถึงตัว วศินปัดมือนักข่าวออกทันที
“โอ้ย อะไรกันคุณ” นักข่าวโวยวาย
วศินสีหน้าตำหนิ
“การจาบจ้วงถึงเนื้อถึงตัว มันคงไม่ใช่มารยาทที่ดีนักนะครับ”
ช่างภาพมองหน้า วศินมองข่มแบบเป็นองครักษ์พิทักษ์รสิกามาก บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที รสิกาพยายามคลายบรรยากาศ
“ไม่เป็นไรค่ะวศิน” รสิกาหันไปพูดกับนักข่าวอย่างอ่อนโยน “รบกวนอธิบายอ้ายอีกทีนะคะว่าอยากให้ยืนแบบไหน”
นักข่าวต่างมองวศินที่ยังยืนทำหน้ากวนประสาทอย่างไม่พอใจ บรรยากาศคุกรุ่นมาก รสิกามองเข้าใจ
“วศินคะ อ้ายขอกาแฟสักแก้วให้อ้ายนะคะ”
วศินรู้ว่ารสิกาจะกันออกไป
“อ้ายครับ”
“นะคะวศิน”
“ผมทำเพื่ออ้ายนะครับ” วศินมองตัดพ้อแล้วออกไปเลย
สุรีย์ส่องมองตามวศินแล้วเดินตามออกไป รสิกามองตามรู้ว่าวศินไม่พอใจอยากจะตามแต่นักข่าวเรียกให้ถ่ายรูป เธอต้องขยับยืนโพสท์ให้นักข่าวถ่ายตามที่ต้องการ


วศินจะเดินไปตรงโต๊ะที่จัดเครื่องดื่ม อาหารว่าง มีผู้จัดการกับพนักงานเสิร์ฟช่วยกันดูแลอยู่ สุรีย์ส่องรีบตามมา
“วศินคะ”
วศินหันกลับมาเห็นเป็นสุรีย์ส่อง หยุดคุยอย่างเสียไม่ได้
“มีอะไรเหรอครับคุณสุ”
“สุมีเรื่องจะแนะนำศินน่ะค่ะ ศินเองก็เก่งเรื่องออกแบบไม่แพ้อ้าย ทำไมต้องมาเดินตามต้อย ๆ อย่างกับคนรับใช้ของอ้าย”
วศินหน้าตึง
“พูดให้ถูกนะครับคุณสุ ผมตามดูแลคุณหญิงในฐานะคนรัก ไม่ใช่คนรับใช้”
“ถ้าศินไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก พฤติกรรมศินมันดูจะตามหวงเจ้าของขนาดนั้น”
วศินโกรธ แต่พยายามเก็บที่สุด
“คุณมาทำข่าวคุณหญิงไม่ใช่เหรอครับ อยู่ตรงนี้คงไม่ได้ข่าวอะไร ขอตัวนะครับ”
วศินจะไป สุรีย์ส่องคว้ามือไว้
“ลองอยู่กับสุ ศินจะรู้ว่าดีกว่าอยู่กับอ้ายมาก”
วศินมองนิ่ง สุรีย์ส่องมองท้าทาย

ราพณ์ขยับเข้ามายืนข้างธีรพัฒน์ ราพณ์มองที่รสิกา
“อยากเจอไม่ใช่เหรอ...คุณหญิงรสิกา ประกาศเกียรติ ฉันแนะนำให้คุณหญิงรู้จักแกดีไหม” ธีรพัฒน์บอก
“ไม่ต้องหรอก รู้จักกันแล้ว” ราพณ์ยิ้ม
ธีรพัฒน์แปลกใจ
“เอ้า...ตอนไหนวะ แกบ่นกับฉันมาเป็นปีว่าอยากรู้จักคุณหญิง ฉันถึงลากแกมางานนี้ แล้วทำไม...”
ราพณ์เปลี่ยนเรื่อง
“แล้วคนที่ทำตัวเป็นบอดี้การ์ดเมื่อกี้ใคร”
“วศิน ผู้ช่วยคุณหญิงแต่ควบตำแหน่งแฟนด้วย เข้าใกล้เกินครึ่งเมตรมันจะเห่าไม่เลี้ยงเลย”
ราพณ์มองธีรพัฒน์ยิ้ม ๆ
“แกโดนมาแล้วงั้นสิ”
ธีรพัฒน์พยักหน้ารับแบบเซ็งๆ นิดหน่อย แล้วเข้าไปช่วยรสิการับนักข่าว
“เราจัดเครื่องดื่ม อาหารว่างไว้ทางด้านนอก เชิญทุกท่านร่วมรับประทานอาหารว่างนะครับ”

รสิกาได้โอกาสปลีกตัวออกไปตามวศิน ราพณ์เดินตามไปเนียนๆ
วศินเห็นรสิกาเดินเข้ามาในระยะที่ได้ยิน เขาดึงมือสุรีย์ส่องออก

“ศิน” สุรีย์ส่องไม่พอใจ
“คุณก็รู้ว่าผมมีคุณหญิงอยู่แล้ว อย่าพยายามเลยครับ”
“สุมีเท่ากับอ้ายทุกอย่าง”
วศินสวนทันที
“ไม่เท่าหรอกครับ อย่างน้อยคุณหญิงก็ไม่เคยต้องไล่ตามตื้อใครอย่างที่คุณกำลังทำ และที่คุณต้องรู้คือ...ผมเลือกคุณหญิงแล้ว คำตอบนี้พอไหมครับ”
สุรีย์ส่องโกรธ หันกลับมาไม่ทันมองชนกับพนักงานที่ถือถาดกาแฟเข้ามา กาแฟหกรดใส่ตัว เธอร้อนด้วย อายด้วย โกรธมาก
“แกทำชุดฉันเลอะ”
พนักงานตกใจ ผู้จัดการที่จัดเครื่องดื่มอยู่รีบเข้ามา
“ขอประทานโทษด้วยนะครับ ทางเราจะซักแห้งให้นะครับ”
“ไม่ต้อง” สุรีย์ส่อง มองทางพนักงานโกรธมาก “ฉันต้องการให้ไล่พนักงานคนนี้ ออก”
พนักงานตกใจกลัวโดนไล่ออก
“แต่คุณผู้หญิงเป็นฝ่ายชนผมนะครับ”
สุรีย์ส่องโกรธจัดที่มาบอกว่าตัวเองผิด เสียหน้า
“ไล่มันออก ไม่งั้นฉันจะเอาเรื่องพวกคุณ”
ทุกคนตะลึง พนักงานอึ้ง ผู้จัดการหนักใจ
“ทางเราคงทำไม่ได้ เพราะมันจะดูเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ”
“ถ้าฉัน สุรีย์ส่อง ประกาศเกียรติสั่งต้องทำได้ นามสกุลฉันคงทำให้คิดได้ใช่ไหมว่าคุณจะเลือกรักษาลูกค้าระดับวีไอพีอย่างฉัน หรือพวกพนักงาน ระดับต่ำ”
ผู้จัดการลำบากใจ ทันใดนั้นเสียง รสิกาดังขัดขึ้น
“ไม่ต้องไล่ใครออกทั้งนั้น”
ทุกคนหันไปมองรสิกาที่ก้าวเข้ามา
“ถ้ามีคนต้องไป คงต้องเป็นเธอ”
สุรีย์ส่องไม่พอใจ
“มันไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่ายุ่ง”
“เธอเอานามสกุลฉันไปแอบอ้าง อวดเบ่ง ฉันคงยอมไม่ได้” รสิกาหันไปบอกพนักงานคนนั้น “ไปเถอะ ไม่มีใครเอาเรื่องคุณทั้งนั้น”
รสิกาพูดกับสุรีย์ส่องเบาๆ
“แล้วช่วยจำให้แม่นหน่อยนะสุรีย์ส่อง ว่าคุณลุงประสิทธิ์เป็นแค่บุตรบุญธรรมของท่านปู่ เข้าใจใช่ไหมว่าเธอไม่ได้มีเลือดของประกาศเกียรติแม้แต่หยดเดียว เลิกใช้นามสกุลของตระกูลฉันเสริมบารมีให้ตัวเองทั้งที่ไม่มีสิทธิ์สักที”
สุรีย์ส่องโกรธมาก
“หญิงอ้าย”
นักข่าวที่เริ่มขยับเข้ามามองอย่างสนใจ รสิกาพูดเน้นๆ
“ที่ถูกคือ คุณหญิงอ้ายนะคะ...คุณสุรีย์ส่อง กรุณาเรียกให้ถูกต้องด้วย”
นักข่าวยิ้มขำ สุรีย์ส่องโกรธที่เสียหน้า สะบัดหน้าเดินออกไป พนักงานไหว้รสิกา
“ขอบคุณมากนะครับ”
รสิกายิ้ม นักข่าวถ่ายรูปจังหวะที่พนักงานยกมือไหว้ไว้ ราพณ์มองรสิกาอย่างประทับใจ

รสิกาก้าวออกจากลิฟท์พร้อมกับวศิน เสียงมือถือดัง เธอกดรับสาย
“ค่ะ หม่อมแม่...กลับไปที่วังด่วนเหรอคะ...แต่ว่า...งานอะไรคะ...เอ่อ...อ้ายจะรีบกลับไปนะคะ สวัสดีค่ะ” รสิกาวางสายหันมาหาวศิน “ศินคะ อ้ายฝากดูทางนี้ด้วยนะคะ”
“ครับ ขับรถดีๆ นะครับ”
รสิกาจะหันกลับไปเพื่อเดินไปลานจอดรถ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้าสัวเรียวเดินมาหา พร้อมนที
“สวัสดี คุณหญิงรสิกา” เจ้าสัวเรียวทักทาย
รสิกามองอย่างเกลียดชัง เพราะเจ้าสัวเรียวเป็นคนรักใหม่ของหม่อมรัตนาวลี มารดาของเธอ วศินซึ่งรู้สถานการณ์ดีรีบบอก
“คุณหญิงไปกันเถอะครับ”
รสิกาจะไปตามที่วศินบอกแต่ชะงัก เมื่อเจ้าสัวเรียวพูดขึ้น
“พูดด้วยแล้วไม่พูดด้วยเขาเรียกว่าไม่มีมารยาทนะคุณหญิง”
รสิกาหันขวับมา เจ้าสัวเรียวหยันๆ
“ใช่ไหมนที”
เจ้าสัวเรียวเห็นรสิกามองจะกินเลือดกินเนื้อ ยิ่งยิ้ม
“ใช่ไหม”
นทียิ้มซื่อรับมุก
“ใช่ครับเจ้าสัว”
รสิกาคอแข็ง มองตรงไปข้างหน้าอย่างพยายามเก็บกดข่มความเกลียด
“คุณต้องการอะไร”
สายตาเจ้าสัวเรียว เห็นรสิกากำมือแน่น ก็เข้าใจความรู้สึก เพราะรู้ว่าเข้าใจผิดว่าเขาทำร้าย หม่อมเจ้าชัยประกาศบิดาของเธอ แต่เขาไม่ถือสาอยากจะญาติดีเพราะเป็นลูกของรัตนาวลี คนที่ตัวเองรัก
“ก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร อย่างน้อยผมกับหม่อมวลี เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”
รสิกาโกรธ
“อย่าพูดจาตีเสมอหม่อมแม่ของฉัน วรรณะของเรามันต่างกัน”
“ผมก็ระดับเจ้าสัว ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะคุณหญิง”
“บรรดาศักดิ์ที่ใช้เงินซื้อ หรือจะมีคุณค่าสู้เลือดสีน้ำเงินของท่านพ่อได้”
เจ้าสัวเรียวยิ้ม ไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องเลย
“ผมมีธุรกิจต้องทำจะได้มีเงินมาซื้อบรรดาศักดิ์เพิ่ม ขอตัวก่อนนะคุณหญิง”
เจ้าสัวเรียวเดินไปเลย นทีตามไป รสิกามองตามอย่างหงุดหงิด วศินเตือนสติ
“คุณหญิงใจเย็นๆ นะครับ”
“คนแบบนั้นไม่มีค่าให้อ้ายต้องอารมณ์เสียหรอกค่ะ อ้ายไปก่อนนะคะ”

รสิกาเดินไปทันที วศินมองตามอย่างเป็นห่วง

 
สามี ตอนที่ 1 (ต่อ)

รสิกาขับรถเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้ววังประกาศเกียรติ ลุงธรรม คนสวนรีบมาเปิดประตูรั้วให้ รสิกาขับรถเข้าไปด้านในมาจอดรถที่หน้าตึก แม่นมกับแหววและคนรับใช้เก่าแก่อีกสามคนมายืนรอรับ

“คุณหญิงกลับมาแล้ว” แหววจะถลาเข้าไป
แม่นมปราม
“แหวว”
แหววเบรกค้าง แม่นมเดินมาหยิกที่สีข้าง
“โอ้ยๆ คุณนมขา แหววเจ็บนะคะ”
“ฉันจะหยิกจนกว่าหล่อนจะเลิกทำกิริยาม้าดีดกะโหลกกับคุณหญิง ทำตัวเหมือนไม่ได้รับการอบรม ไปช่วยรับกระเป๋าคุณหญิง”
แหววเข้าไปหารสิกาแบบสโลว์มากท่าทางกวนประสาท แม่นมตามไปหยิกใหญ่เลย
“กวนประสาทฉันเหรอ”
“โอ้ยๆ คุณหญิงขาช่วยแหววด้วยค่า”
รสิกาลงจากรถมองยิ้มๆ
“นมจ๋า...”
“นมจะหยิกสั่งสอนแม่แหววให้เนื้อหลุดเลย”
“วัยพี่แหววจับเฉยๆ เนื้อก็หลุดติดมือแล้วล่ะจ๊ะนม” รสิกายิ้ม แซว
“คุณหญิงคะ เนื้อแหววไม่ได้ยุ่ยเละเหมือนพวกป้าๆ ยายๆนะคะ”
กลุ่มป้าๆมองแบบพาลมาถึงได้ไงเนี่ย
“แม่แหวว”
รสิกาขำ เสียงรัตนาวลีดังเข้ามา
“ทะเลาะอะไรกันอีกจ๊ะนม”
ทุกคนหันไปมองรัตนาวลีที่เดินออกมา คนรับใช้พากันขยับย่อลงอัตโนมัติ
“อบรมแม่แหววค่ะหม่อม ไม่ปรามเดี๋ยวจะกลายเป็นไม้แก่ดัดยาก”
“ก็ไม่ต้องดัดค่ะนม ฟาดเลย อ้ายสนับสนุน” รสิกายุขำๆ
แหววหน้าเหวอ
“คุณหญิงอย่าส่งเสริมคุณนมแบบนั้นสิคะ แหววก็ตายพอดี”
รสิกายิ้มขำ
“หม่อมแม่บอกให้อ้ายรีบกลับมาว่ามีงาน งานอะไรเหรอคะ”
“ไปแต่งตัวสวย ๆ นะลูกนะ ไปถึงงานก็รู้เอง”
“เซอร์ไพรส์เหรอคะ” รสิกาแปลกใจ
“นมจ๊ะ...ดูแลให้ด้วยนะ”
แม่นมสบตากับรัตนาวลีรู้สึกลำบากใจ รู้ว่าถ้ารสิการู้เป็นเรื่องแน่
“ค่ะ...”
“หม่อมแม่คะ...” รสิกาชะงักเพราะแม่นมยึดมือไว้ “นมจ๊ะ อ้ายขอคุยกับหม่อมแม่
ก่อนนะจ๊ะ”
“ไปแต่งตัวกันนะคะ...” แม่นมยิ้มต้อน “คนดีของนม”
รสิกาเจอคำนี้ต้องยอมทุกที แม่นมพารสิกาออกไป รัตนาวลีมองตามอย่างหนักใจ

รสิกาแต่งตัวอยู่ในห้องนอน แม่นมอยู่ด้านหลังกำลังเก็บชุดอื่น ที่ไม่ใช้เข้าตู้ให้เรียบร้อย
“วันนี้อ้ายเจอแต่เรื่องแย่ๆ ทั้งเจ้าสัวเรียว แล้วยังสุรีย์ส่องอีก เมื่อไหร่สุรีย์ส่องจะยอมรับความจริงสักที ว่าเขาไม่มีสิทธิ์จะเอาชื่อเสียงของประกาศเกียรติไปแอบอ้าง”
“ชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติจะเก็บมาคิดให้ปวดหัวทำไมคะ”
“แต่มันเป็นสิ่งที่ที่ท่านปู่ ท่านพ่อสร้างสมมานะคะ”
“ถือก็หนัก วางก็เบานะคะคุณหญิง”
“แต่อ้ายทนไม่ได้ค่ะ อ้ายจะไม่ยอมให้ใครมาทำลาย จะรักษามันไว้ด้วยชีวิตของอ้าย”
แม่นมแอบมองรสิกาอย่างหนักใจ...รสิกาแต่งตัวชุดราตรีสวยงามเสร็จเรียบร้อยหันกลับมาเห็นแม่นมยื่นกล่องเครื่องประดับให้ ในกล่องมีเครื่องประดับสร้อยเพชร เป็นมรดกตกทอดมารุ่นต่อรุ่น
“หม่อมให้คุณหญิงใส่เครื่องประดับชุดนี้ค่ะ” แม่นมบอก
“เครื่องประดับของท่านย่าเลยเหรอจ๊ะ ปกติจะให้ใส่ไปงานสำคัญๆ”
แม่นมหลบตา
“งานนี้ก็คงสำคัญน่ะค่ะ”
รสิกาสงสัย
“อ้ายถามว่างานอะไร หม่อมแม่ก็ไม่ยอมบอก ทำไมจะต้องให้เต่งตัวเต็มยศขนาดนี้”
แม่นมรู้ว่าทำไม แต่ไม่อยากให้รู้ตอนนี้ก็เลี่ยงไป
“คุณหญิงไว้ทุกข์ให้ท่านชายมาสองปี พอออกทุกข์ก็ทำแต่งาน หม่อมท่านคงอยากให้คุณหญิงได้สังสรรค์บ้างน่ะค่ะ”
“อ้ายไม่เห็นอยากไปเลย อยากอยู่ทำงานมากกว่า”
แม่นมกลัวรสิกาเปลี่ยนใจ
“ไปเถอะค่ะ...ไปเป็นเพื่อนหม่อมท่านออกงานแทนท่านพ่อนะคะ”
รสิกามองภาพ หม่อมเจ้าชัยประกาศที่วางอยู่หัวเตียงอย่างคิดหนัก แม่นมเสียงหวาน
“นะคะคนดีของนม”
รสิกายอมให้แม่นมใส่สร้อยแต่โดยดี

ทางเข้าด้านหน้าสถานที่จัดงาน ถูกจัดไว้สวยงามด้วยดอกไม้ มีแผ่นป้ายสีแดงเขียนด้วยตัวอักษรสีทองเป็นคำมงคล รัตนาวลีในชุดราตรีสวยงามเดินนำรสิกาเข้าไปที่หน้างาน รสิกาชะงักที่เห็นแผ่นป้ายสีแดงที่เป็นตัวอักษรจีนคำว่า ซิ่ว ติดอยู่ รัตนาวลีรู้สึกว่ารสิกาไม่เดินจึงหันมากลัวลูกสาวจะไม่ยอมเข้า
“ไปสิจ๊ะอ้าย คนเข้าไปในงานกันหมดแล้ว”
“หม่อมแม่คะ ใครเป็นเจ้าภาพงานนี้คะ”
รัตนาวลีมองตามสายตารสิกาเห็นป้ายภาษาจีน รัตนาวลีอ้ำอึ้งจะพูด พอดีกับที่ รุ้งราย กับระริน ลูกสาวเจ้าสัวเรียว เดินออกมาจากงาน พอเห็นรัตนาวลีก็รีบเข้ามาหา
“หม่อมวลี มาทันเวลาพอดี ระรินพาหม่อมไปทีนะ” รุ้งรายยกมือไหว้
รัตนาวลีหันมาหารสิกา
“เข้าไปในงานก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ตามไป”
“เดี๋ยวสิคะหม่อมแม่จะไปไหน”
รัตนาวลีไม่ตอบเดินตามระรินไปเลย รสิกายืนงงว่านี่มันอะไรกัน รุ้งรายเข้ามาหารสิกา มองยิ้ม ๆ จนรสิกาแปลกใจ รุ้งรายเลยเปลี่ยนท่าที
“สวัสดีค่ะ คุณหญิงรสิกา เชิญทางนี้ค่ะ”
“เดี๋ยวค่ะ ใครเป็นเจ้าภาพงานนี้คะ”
รุ้งรายตอบไปอย่างอื่น
“งานกำลังจะเริ่มแล้ว เชิญค่ะ”

รุ้งรายเดินนำไป รสิกาเดินตามเข้าไปในงานอย่างเริ่มหงุดหงิด
รุ้งราย เดินนำรสิกาเข้ามาในงาน เสียงปรบมือรอบตัวดังขึ้น รสิกามองไปรอบๆ เห็นแขกต่างใส่ชุดโทนแดง ทอง สดใส กู๋พงษ์ น้องชายเจ้าสัวเรียว ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการในงาน ประกาศผ่านไมค์

“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมในฐานะน้องชายดีใจแทนเจ้าสัวเรียวยิ่งนัก ที่ได้เห็นมิตรภาพและความอบอุ่นในงานแซยิดของเจ้าสัวเรียว เพื่อเป็นเกียรติให้กับมิตรภาพที่ทุกท่านมอบให้ เรียนเชิญ
เจ้าสัวเรียวบนเวทีครับ”
รสิกาชะงักมองไป เห็นมีลูกท้อที่เป็นแป้งปั้นเลียนแบบตั้งวางสูงประดับบนเวที เจ้าสัวเรียวในชุดสูทดูดี เดินเข้ามาที่กลางเวทีมองไปรอบๆ
“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้ เกือบ 60 ปีที่ผ่านมา เพราะได้รับมิตรภาพที่ดีจากทุกท่านทำให้ผมและครอบครัวก้าวมายืนที่จุดนี้”
ลูกสาวของเจ้าสัวเรียวคือ รังรอง รุ้งราย และ ระริน เดินขึ้นมาบนเวที ตามมาด้วยชาญชัย สามีของรังรอง
“เพื่อนร่วมวงการ ญาติพี่น้อง พนักงานทุกคน ขอให้ทุกท่านรับการคารวะจากผมและลูก ๆ ของผมทุกคน”
เจ้าสัวเรียวและลูก ๆ ต่างก้มหัวอย่างให้เกียรติกับแขก ทุกคนในงานปรบมือ ขณะเดียวกัน สุรีย์ส่องในชุดสวยยืนกำกับตากล้องให้ถ่ายรูป
“เก็บภาพครอบครัวเจ้าสัวเรียวให้ครบทุกคนนะ เผื่อให้ฉันเลือกจัดหน้าด้วย” สรีย์ส่องชะงัก สายตาเหลือบไปเห็นรสิกายืนอยู่ “ยัยอ้าย...มาได้ยังไง”
รสิกามองเจ้าสัวเรียวอย่างเกลียดชัง เธอจะหันหลังกลับออกไปแต่ต้องชะงักที่ได้ยินประโยคต่อมา
“และในวันที่น่ายินดีเช่นนี้ ผมขอเชิญหม่อมรัตนาวลีบนเวทีครับ”
รสิกาหันกลับมา เห็นรัตนาวลีเดินมายืนเคียงข้างเจ้าสัวเรียวบนเวที
“ผมเชื่อว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนต่างหวังว่าจะมีคู่คิด เพื่อนร่วมชีวิตที่จะดูแลกันและกันตลอดไป และไม่ง่ายนักที่จะได้เจอคนๆ นั้น แต่เป็นความโชคดีของผมที่วันนี้หม่อมรัตนาวลีให้เกียรติมาเป็นคู่ชีวิตของผม นับจากนี้ครอบครัวลิ้มวัฒนาถาวรกุล และประกาศเกียรติจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน”
รสิกาตะลึง ทุกคนในงานต่างพากันฮือฮา สุรีย์ส่องสั่งตากล้อง
“เก็บภาพคู่หลายๆ ภาพ”
สุรีย์ส่องยิ้มพอใจจะได้มีเรื่องไปเล่นงานรสิกา ชาญชัยตกใจหันไปหารังรองคุยด้วยเสียงที่เบาพอแค่ได้ยินกันสองคน
“ป๊าคุณจะแต่งงาน ทำไมคุณไม่ห้าม”
“มันเป็นความสุขของป๊านะคะคุณ”
“โง่จริง เพิ่มคน ส่วนแบ่งก็ยิ่งน้อย”
รังรองมองชาญชัยอย่างน้อยใจ บนเวทีเจ้าสัวเรียวถามเบาๆ กับรัตนาวลี
“คุณหญิงล่ะครับ”
หม่อมรัตนาวลีมองไปทางรสิกาที่ยืนอยู่ตรงทางออกอย่างไม่แน่ใจนัก
“เจ้าสัวคะ...ฉันว่า...”
รัตนาวลีจะพูดว่าอย่าเลยค่ะ เจ้าสัวเรียวยิ้มปลอบใจ
“ต่อหน้าคนเยอะ คุณหญิงคงไม่กล้าหรอกครับ...”
เจ้าสัวเรียวหันไปพูดผ่านไมค์
“นอกจากครอบครัวลิ้มวัฒนาถาวรกุลจะร่วมยินดีในวันนี้ ผมดีใจนะครับที่คุณหญิงรสิกามาร่วมแสดงความยินดีกับเราด้วย เชิญคุณหญิงบนเวทีครับ”
ทุกคนหันมองไปทางรสิกาด้วยความสนใจ รสิการู้ว่าโดนบีบให้ยอมรับงานแต่งครั้งนี้ เธอตั้งสติแล้วตัดสินใจเดินไปที่เวที ระหว่างทางหยิบแก้วเครื่องดื่มจากบริกรที่ถือถาดเตรียมเสิร์ฟถือแก้วเดินขึ้นไปบนเวที สายตาของเธอมองตาแม่ดูนิ่งจนรัตนาวลีรู้สึกกลัวใจนัก รสิกาเดินขึ้นมายืนประจันหน้ากับเจ้าสัวเรียว
“ยินดีนะครับคุณหญิง ที่เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน”
รัตนาวลีมองลุ้นมากแปลกใจที่เห็นรสิกายิ้มเย็น แล้วยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นตรงหน้า เจ้าสัวเรียวจะชน แต่รสิกาปล่อยมือให้แก้วตกลงพื้นแตกกระจายเพล้ง ทุกคนตะลึง เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีอึ้ง รสิกามองอย่างไม่หลบสายตา ประกาศความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน รุ้งรายโกรธ พูดเสียงแค่พอได้ยินกันบนเวที
“เสียมารยาท”
สุรีย์ส่องและแขกในงานมองอย่างลุ้นๆ ว่าจะมีเรื่อง รุ้งรายกับพี่น้องทำท่าจะก้าวเข้าหารสิกา เจ้าสัวเรียวปรามเสียงเบาแต่หนักแน่น
“รุ้งราย...”
“ป๊าคะ เขา...”
เจ้าสัวเรียวมองด้วยสายตาปรามเข้มๆ หนักแน่น รุ้งรายชะงักมองเจ้าสัวเรียวเห็นสายตาปรามก็ชะงักยกมือห้ามพี่น้องคนอื่นๆ ทุกคนเชื่อฟัง รู้หน้าที่ ถอยกลับไปที่เดิม
“หญิงอ้าย...” รัตนาวลีอึ้ง
รสิกาพูดกับรัตนาวลีแค่ได้ยินบนเวที
“กลับวังกับอ้ายนะคะหม่อมแม่”
“หม่อมวลี”
เจ้าสัวเรียวมองแบบขอให้รัตนาวลีอย่ากลัวเพราะความรักลูก รสิกาเสียใจกับท่าทีของแม่ที่ดูลังเล รสิกาตัดสินใจหันกลับหลังหันเดินลงจากเวที รัตนาวลีลำบากใจมองเจ้าสัวเรียว
“ขอโทษนะคะ”
เจ้าสัวเรียวยิ้มพยักหน้าน้อยๆว่าไม่ต้องห่วง รัตนาวลีเดินตามรสิกาไป

รสิกาเดินผ่านแขกที่ยืนอยู่ก้าวไปตามทางหน้าเชิด เก็บความรู้สึกเหมือนไม่สะดุ้งสะเทือนใด ๆ กับสายตาทุกคน เธอเดินเกือบจะถึงประตูทางออก จู่ๆ เสียงกลองก็รัวดังลั่น ทันใดนั้นประตูถูกเปิดออกพร้อมกับที่กลุ่มเชิดสิงโตก็แห่เข้ามาในงานจำนวน 4 คู่
สิงโตถูกเชิดมาขวางทาง รสิกาจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ตัวสิงโตอีกสามตัวกลับมาล้อมแล้ววิ่งวนอยู่รอบตัวจนเธอตกในวงล้อม รสิกาพยายามจะหาทางออกแต่ติดอยู่ในวงล้อม เธองุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นพยายามจะถอยหนีจนเสียหลักจะล้ม แต่มีอ้อมกอดของราพณ์เข้ามารวบไว้ รสิกาตกใจหันมองเห็นหน้าราพณ์อยู่ในระยะใกล้
“ขับรถประมาท เดินก็ยังไม่ระวังอีกเหรอครับ”
รสิกาตกใจ จำได้
“คุณ”
“ผมบอกแล้วว่าเราต้องได้เจอกัน”ราพณ์ยิ้มกวนประสาท “คุณหญิงรสิกา”
“นี่คุณเป็นใครกันแน่”
“ผมราพณ์ ลิ้มวัฒนาถาวรกุล ลูกชายคนโตของเจ้าสัวเรียว”
รสิกาฟังแล้วอึ้ง คิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“แสดงว่าคุณจงใจขับรถชนรถฉัน”
ราพณ์ยิ้มรับอย่างไม่ยี่หระ
“จะดองกับผู้ดี ก็ต้องทำความคุ้นเคยกันหน่อย”
“ฉันไม่มีวันยอมให้หม่อมแม่ แต่งกับพ่อของคุณ”
“หม่อมเลือกใครคุณก็เห็นแล้วนี่”
กำลังโหลดความคิดเห็น...