xs
sm
md
lg

สามี ตอนที่ 5

เผยแพร่:

สามี ตอนที่ 5

เจ้าสัวเรียวนั่งลงที่โต๊ะอาหาร รสิกากับรัตนาวลีตามมา รุ้งรายเดินมาจากอีกด้าน เจ้าสัวเรียวหันไปบอก

“อารุ้ง เรียกอารามมาเจี๊ยะปึ่ง”
“คุณลินดาลากกลับบ้านไปแล้วค่ะ ดูเหวี่ยงๆ ไม่รู้ใครไปทำอะไรโดนต่อมขัดใจเข้า หม่อมทราบหรือเปล่าคะ”
รัตนาวลีกับรสิกามองสบตารุ้งรายที่ยิ้มแบบรู้ทัน เจ้าสัวเรียวมองสังเกตทุกคนเดาออก
“ลินดากวนใจคุณอีกแล้วใช่ไหม”
“นิดหน่อยค่ะ ฉันรับมือได้” รัตนาวลียิ้มๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะป๊า รุ้งเห็นกับตาเลย พวกแมงหวี่มาวุ่นวายนัก หม่อมตบแบนติดผนัง จริงไหมคะ”
รัตนาวลีเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วคุณราพณ์ไม่ทานข้าวเหรอคะ”
“เห็นบ่นว่าปวดหัวน่ะค่ะ วันนี้รับศึกหนักไปหน่อย”
“อ้ายไม่ค่อยหิวขอตัวนะคะ”
ขาดคำรสิกาลุกออกไป รุ้งราย เจ้าสัวเรียว รัตนาวลีมองตามไป
“รุ้งว่าอาการแบบนี้คล้าย ๆจะเป็นห่วงมากกว่านะคะ”
รุ้งรายหันมายิ้ม เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีมองกันยิ้มๆ คิดตรงกับรุ้งรายเหมือนกัน

ราพณ์นั่งที่เก้าอี้เดี่ยวหันหน้าออกไปทางระเบียงที่เปิดประตูระเบียงไว้ มีลดพัดมาเบาๆ รสิกาเข้ามาในห้องยืนมองๆ เห็นเขานั่งนิ่งมาก เธอเดินเข้าไปยืนมองใกล้ๆ แต่เขาก็ยังไม่หันมา รสิกากระแอมเบาๆ เขายังนิ่ง เธอทนไม่ไหวตัดสินใจ
“ไม่หิวเหรอคุณ”
ราพณ์ถอนใจ
“ผมทานไม่ลง ปวดหัว”
รสิกามองเห็นใจคิด ๆ แล้วเดินออกไปจากห้อง สักครู่ก็กลับมาพร้อมกับยื่นผ้าผืนเล็ก ๆ บิดหมาดมาส่งให้ตรงหน้าเขา ราพณ์เหลือบมองผ้าแล้วมองรสิกา
“เช็ดหน้าสักหน่อยสิคุณจะได้สดชื่น”
ราพณ์มองแล้วยิ้มนิด ๆ
“ขอบคุณครับ” เขารับมาเช็ดหน้ารู้สึกได้กลิ่นหอม “กลิ่นอะไรน่ะครับ”
“โคโลญจน์ค่ะ เวลาเพลีย ๆ ฉันใช้วิธีนี้เสมอเวลาเพลีย ๆ เครียด ๆ”
ราพณ์รับไปเช็ดหน้าเช็ดตา รสิกายืนมองรู้สึกคลายห่วงนิด ๆ ราพณ์เช็ดเสร็จแล้วมองหน้ารสิกาอย่างประทับใจ
“ขอบคุณนะครับคุณหญิง”
รสิกาสบตากับเขาแล้วรู้สึกเก้อ ๆ เขิน ๆ ว่าตัวเองทำอะไรลงไป เธอพูดแก้เขิน
“ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ ฉันแค่ทำตามหน้าที่”
รสิกาเดินออกไปจากห้อง ราพณ์มองตามว่าพูดอะไรผิดวะเนี่ย

รสิกาเดินออกมาในสวน หงุดหงิดตัวเอง
“ไปทำดีกับตานั่นทำไม...เขาเป็นศัตรูของเรา เป็นลูกของคนที่ทำร้ายท่านพ่อ”
ระรินกลับจากมหาวิทยาลัยเห็นรสิกายืนบ่น ๆ
“พี่สะใภ้หงุดหงิดอะไรอยู่คะ”
รสิกาได้สติที่เห็นระริน
“ก็เรื่องงานน่ะจ๊ะ มันไม่ได้ดังใจ”
“นี่รินก็เครียดเหมือนกันค่ะ สอบเสร็จแล้วยังหางานทำไม่ได้เลย”
“น้องรินไม่ช่วยงานที่บริษัทเหรอจ๊ะ”
“ถ้าช่วยงานที่บ้านก็มีแต่เป็นผู้บริหาร ไม่บริหารคนก็บริหารงาน ใจมันไม่รักค่ะ รินอยากเป็นอินทีเรียดีไซน์ สร้างความสวยงามจากภาพในหัว อีกอย่างรินไม่อยากเริ่มต้นที่บริษัทครอบครัวตัวเอง ป๊ารินสร้างบริษัทจากสองมือจนมันใหญ่โตแบบนี้ รินว่ามันเท่มาก เฮียราพณ์ก็อีกคน”
“บริษัทนี้เจ้าสัวสร้างฐานมาดี คุณราพณ์ก็แค่รับช่วงต่อนี่จ๊ะ”
“สมัยที่ป๊าสร้างมาก็ทำได้ถึงจุดที่คนรู้จักว่าLK เป็นบริษัทอสังหาฯเท่านั้นค่ะ แต่พอเฮียราพณ์กลับมาจากเมืองนอกแล้วเข้ามาบริหารก็พาบริษัทเข้าตลาดหุ้น เป็นมหาชนจนถึงทุกวันนี้ค่ะ”
รสิการับฟังข้อมูลอย่างสนใจ
“ถ้างั้นน้องรินก็หาบริษัทที่อยากทำแล้วยื่นใบสมัครงานสิจ๊ะ”
ระรินยิ้มเข้าทาง
“ก็มีอยู่ที่หนึ่งค่ะที่อยากทำ ถ้าคุณหญิงยอมช่วย”
รสิกาเหวอนิดหน่อยเห็นสายตาระรินอ้อนวอน ก็เข้าใจว่าอยากทำงานที่เดียวกับเธอ
“ได้สิ พี่จะคุยให้นะ”
ระรินดีใจกอดรสิกา
“ขอบคุณค่ะ พี่สะใภ้”
รสิกาเขิน ๆ นิดหน่อยไม่เคยมีพี่น้องกับเขาโดนกอดก็ได้แต่ทำหน้าเขินๆ

ค่ำนั้น ราพณ์คุยโทรศัพท์เครียด ๆอยู่ในห้องนอน
“ไอ้นพ ฉันเดาอารมณ์คุณหญิงไม่ทันเลยว่ะ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกับฉันคนเดียวนี่ล่ะ”
มานพอยู่ในร้านกาแฟเก็บโต๊ะไปคุยโทรศัพท์ไป
“แต่มันก็เป็นลางดีนะ ฟังดูเขาก็ห่วงแก แต่ส่วนที่ร้ายแกต้องหาสาเหตุแล้วล่ะว่าทำไมเขาถึงมีกำแพงกับแก เป็นเพราะแกบีบบังคับเขาแต่งงานหรือว่าเรื่องอื่น ถ้าเคลียร์ได้ฉันว่าไม่น่ามีปัญหานะ แต่แกจะไหวหรือเปล่าอยู่กับเขาสองต่อสองแล้วไม่จู่โจมทำได้เหรอวะ”
“ฉันไม่ได้หื่นขนาดนั้นเว้ย”
“ก็อย่าทำให้เขาไม่ไว้ใจก็แล้วกัน”
“เขาระวังจนแทบจะระแวงจะทำให้เขาไว้ใจได้ยังไง”
“แกมีตัวช่วยชั้นดีลืมไปได้ยังไง”
“แกหมายถึง...”
ราพณ์ยิ้มอย่างเข้าใจสบายใจหาทางออกได้

ระรินเดินมากับรสิกาจนมาถึงหน้าห้อง
“รินเลยกวนคุณหญิงตั้งนาน ไว้วันที่คุณหญิงไปทำงาน รินติดรถไปสมัครงานด้วยนะคะ”
“ได้สิจ๊ะ”
“งั้นคุณหญิงพักผ่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
ระรินยืนนิ่ง รสิกาที่ยังลังเลไม่อยากเข้าไป ระรินมองแบบยืนอยู่ทำไม รสิกาไม่อยากเข้า
“คือ...”
ระรินยิ้ม
“ราตรีสวัสดิ์นะคะ”
“จ๊ะ”
รสิกาจะเดินหนีก็ไม่ได้ ระรินยืนตั้งใจส่งเข้าห้อง เธอจำต้องเดินเข้าห้องนอน

รสิกาเปิดประตูเข้ามาในห้อง เสียงราพณ์ดังมา
“แล้วเจ้าหญิงก็เดินเข้ามา...”
รสิกาชะงักที่เห็นราพณ์นอนอ่านนิทานอยู่บนเตียงมีพระลบนอนพิงตัวเขาอยู่ข้างซ้ายมือ พระลบเห็นรสิกาเข้ามาก็ดีใจมาก
“พี่คุณหญิงมาแล้ว”
พระลบลงจากเตียงวิ่งเข้ามากอดรสิกาอ้อนสุดชีวิต
“คืนนี้พระลบขอนอนด้วยนะครับ”
รสิกามองพระลบ แอบดีใจที่จะไม่ต้องอยู่กับราพณ์สองต่อสอง ราพณ์มองยิ้ม ๆ

“คุณหญิงคงไม่ว่านะครับ...”
 
รสิกาสีหน้าปิดอาการดีใจไม่มิด
 
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ราพณ์มองรสิการู้ทันว่าเธอดูโล่งอกมาก ๆ
“พี่คุณหญิงครับ ป๊าอ่านนิทานไม่สนุกเลย พี่คุณหญิงอ่านนิทานให้พระลบฟังได้ไหมครับ”
“พอพี่คุณหญิงมาพระลบก็ไม่รักป๊าแล้ว”
ราพณ์ทำเป็นแตะหัวตาเสียใจ พระลบรีบปลอบ
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะครับป๊า พระลบรักป๊าที่สุดในโลก”
พระลบเข้ากอดราพณ์อ้อนเอาใจสุดชีวิต รสิกามองเอ็นดู
“เดี๋ยวพี่ไปอาบน้ำแล้วจะมาอ่านให้ฟังนะคะ”
พระลบยิ้มอ้อน
“ครับผม”
รสิกาเข้าห้องน้ำไป พอประตูปิด พระลบกับราพณ์เหลือบมองตากัน แล้วราพณ์ก็ยกมือขวาขึ้นรอ พระลบหันมาตีมือกับราพณ์
“โอเคไหมครับป๊า”
ราพณ์ใช้สองมือดึงแก้มเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
“พระลบอยากได้อะไรครับ”
“พระลบอยากไปทะเลครับ ไปหาอาม่า”
ราพณ์ยิ้ม ๆ
“เดี๋ยวป๊าจัดให้”
พระลบดีใจตะโกนลั่น
“เย้”
ราพณ์ตกใจที่พระลบเสียงดังต้องรีบจุ๊ปากให้เบาๆ พระลบรู้สึกตัวรีบเอามือปิดปาก ทำนิ้วว่าโอเค พระลบยิ้มโผเข้ากอดราพณ์
“พระลบรักป๊าที่สุดเลย”
ราพณ์กอดพระลบยิ้มมีความสุข

สิริโสภามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่มีภาพของราพณ์เดี่ยวยิ้มมีความสุขในชุดแต่งงาน เธอคลิกดูภาพไปเรื่อยๆ...ภาพคู่ ภาพครอบครัว ภาพรสิกายิ้มสวย สิริโสภาเปิกวิกิพิเดียประวัติของรสิกา ชื่อ นามสกุล วันเกิด การศึกษา แล้วคลิกดูภาพข่าวของรสิกากับราพณ์ รูปที่ถูกปล่อยทั้งรูปยกน้ำชา รูปการถือทะเบียนสมรส สิริโสภาดูอย่างจุกอก ริษยาสุดๆ

รามเดินกลับไปกลับมา รู้สึกเหมือนสมองตัวเองพลุ่งพล่านเหมือนจิตไม่ปกติ เขาทิ้งตัวลงบนเตียงเกลือกกลิ้งไปมา จนทนไม่ไหวผุดลุกขึ้นมาจะออกไปข้างนอก คว้ากระเป๋ากุญแจเปิดประตูจะออกไปแต่ชะงักที่เห็นโบตั๋นยืนอยู่หน้าห้อง
“ม๊า...มายืนทำอะไรตรงนี้” รามตกใจ
“แกจะไปไหน”
รามพลุ่งพล่าน
“ผมจะออกไปข้างนอก”
“กินยาซะจะได้สงบ ยาอยู่ไหน”
“ไม่มี...”
รามจะออกไปแต่โบตั๋นดึงไว้
“อย่าไปนะ”
“เดี๋ยวผมกลับมา”
รามแกะมือโบตั๋นออกแล้วรีบเดินออกไป
“ราม...เจ้าราม...กลับมาก่อนเช้านะ ได้ยินไหม”
รามออกไปแล้ว โบตั๋นมองตามไม่ได้ห่วง แต่ขัดใจที่อาการกำเริบแล้วคุมไม่ได้

สิริโสภาเดินออกมาจากร้านกาแฟที่ไปนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตแล้วชะงัก เมื่อได้ยินเสียงหญิงเปรี้ยวดังอยู่ใกล้ๆ
“เมื่อคืนไม่น่าเลย เห็นหล่อ ๆ โดนมันหลอกไปรุมสามเลย”
“อาทิตย์ที่แล้วแกโดนรุมห้า คราวนี้อีกสาม ใส่ถุงไหมเนี่ย”
“ช่วงไหนล่ะ รุมขนาดนั้น”
สิริโสภามองสาวหญิงเปรี้ยวทั้งสองคนอย่างอนาถใจ เธอเดินเลี่ยงไปจะกลับบ้าน รามที่เดินออกมาอย่างงุ่นง่าน เดินสวนกับสิริโสภา เธอชะงักที่เห็นราม รู้สึกว่าคุ้นๆ แต่ไม่ได้สนใจมากนัก เธอเดินออกไป รามเห็นหญิงเปรี้ยวก็เดินเข้าไปหาแล้วยิ้ม หญิงเปรี้ยวสองคนมองรามเห็นว่าหล่อยิ้มสวยใส่
“มองอะไรคะ”
“ผมคุ้น ๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยเจอคุณที่ไหน”
หญิงเปรี้ยวรู้ อ่อยเต็มที่
“งั้นอยากนึกออกไหมล่ะคะ”
รามยิ้มเข้าทาง

รสิกาแต่งตัวเรียบร้อยออกมาจากห้องน้ำ พระลบตบที่นั่งข้างตัวด้านซ้ายบนเตียงราพณ์นั่งอยู่ข้างขวา
“พี่คุณหญิงครับ นั่งข้างพระลบนะครับ”
รสิกาจำต้องเดินขึ้นมานั่งบนเตียงข้างพระลบ
“พี่คุณหญิงกับปะป๊าอ่านนิทานให้พระลบฟังนะครับ”
รสิกาสบตากับราพณ์ เขายิ้มๆ
“อ่านนิทานครับ พี่คุณหญิง”
รสิกาอยากจะค้อนแต่เห็นพระลบมองตาแป๋ว เธอจำต้องยิ้ม
“จะให้พี่อ่านเรื่องอะไรคะ”
พระลบยื่นหนังสือให้ รสิกามองๆ แล้วเริ่มอ่าน พระลบพิงอยู่กับราพณ์...เวลาผ่านไปพระลบฟังรสิกาชี้ ๆที่หนังสือแล้วก็ค่อยๆ ขยับจากราพณ์มาพิงกับตัวรสิกา เธอมองเอ็นดูยอมให้พิงกับตัวเอง ราพณ์มองรสิกากับพระลบรู้สึกเป็นภาพอบอุ่น
รสิกาเล่าตามหนังสือนิทาน พอหันมาอีกทีเห็นพระลบหลับพิงกับตัวเองไปแล้ว เธอหันมองฝั่งราพณ์ก็เห็นว่าหลับเหมือนกัน...รสิกาจับตัวพระลบให้นอนบนหมอนดีๆ แล้วขยับผ้าห่มขึ้นมาห่มให้พระลบอย่างอ่อนโยน เธอขยับตัวลงนอนมองพระลบกับราพณ์รู้สึกวางใจหลับตาลงช้าๆ ราพณ์ลืมตาเห็นพระลบกับรสิกาหลับ ดูเธอผ่อนคลายเขายิ้มพอใจ

เช้าวันใหม่...โบตั๋นขยับเข้ามาเคาะประตูห้องราม
“ราม...ราม”
ไม่มีเสียงตอบ โบตั๋นตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปแล้วอึ้งที่เห็นว่าบนเตียงรามมีหญิงสองคนนอนก่ายทับอยู่บนเตียง รามในสภาพน้อยชิ้น โบตั๋นโกรธจัด พุ่งเข้าไปกระชากหญิงทั้งสองคนอย่างรุนแรง
“ตื่นเดี๋ยวนี้อีพวกบ้า ตื่น ตื่น”
รามกับหญิงสาวทั้งสองคนตกใจตื่นขึ้นมา สองสาวตกใจที่เห็นโบตั๋นคลั่ง ๆ กรีดเสียงใส่
“ออกไป๊”
โบตั๋นไม่พูดเปล่า หยิบข้าวของในห้องเขวี้ยงใส่หญิงสาวสองคนจนคว้าเสื้อผ้าวิ่งเผ่นออกไปแทบไม่ทันแต่โบตั๋นก็ยังไม่หยุดอาละวาด รามต้องรีบใส่เสื้อผ้าเข้ามาจับโบตั๋นไว้
“พอแล้วม๊า ม๊า พวกนั้นไปแล้ว”
“เมื่อไหร่แกจะเลิกเห็นบ้านเป็นโรงแรมสักที วันไหนเจอพวกโจร ปล้นจี้เราจะทำยังไง หะ”
“รู้แล้วน่าม๊า คราวหน้าไม่มีแล้ว เลิกบ่นเถอะม๊า” รามจะล้มตัวลงนอน
โบตั๋นดึงไว้ไม่ให้ลงไปนอน
“ลุกได้แล้ว ไปอาบน้ำ ไอ้นทีมันโทรมาตามแล้วไป”

“ผมไม่อยากไปหาหมอ ทำไมต้องทำเหมือนผมป่วยด้วย ผมไม่ได้ป่วย” รามอารมณ์ขึ้น
 
ลินดากลัวเสียเรื่อง พูดเบาลงอ่อนโยนขึ้น
 
“รามทำเพื่อม๊าได้ไหมลูก ไปหาหมอเถอะนะลูกนะ”
รามมองลินดาที่สายตาอ้อนวอน เขาจำต้องลุกขึ้นมาคว้าผ้าขนหนู
“ระวังอย่าให้ป๊ารู้นะว่าแกไม่ได้กินยา”
“ครับ ๆ ”
รามเข้าห้องน้ำไป โบตั๋นมองอย่างหมายมาด

ในสวน บรรยากาศยามเช้า...เจ้าสัวเรียวเดินออกกำลัง เหวี่ยงแขนเบาๆ มีรัตนาวลีเดินมาเป็นเพื่อน
“อากาศดีนะคะ”
เจ้าสัวเรียวเดินเงียบๆ ไม่ตอบอยู่ในภวังค์ รัตนาวลีหันมาเห็นเจ้าสัวเรียวสีหน้าเครียด ๆ
“เจ้าสัวคะ” รัตนาวลีแตะที่แขนเบาๆ
เจ้าสัวเรียวรู้สึกตัว
“คุณว่ายังไงนะ”
“คิดเรื่องคุณโบตั๋นกับรามใช่ไหมคะ”
เจ้าสัวเรียวนิ่งไปเป็นการยอมรับ รัตนาวลีไม่เซ้าซี้แต่จับมือให้กำลังใจ
“ฉันเชื่อว่าคุณจะแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน” รัตนาวลียิ้มให้กำลังใจ
เจ้าสัวเรียวจับมือรัตนาวลี
“แค่คุณอยู่ข้างผม ปัญหาอะไรผมก็ไม่กลัว”
รัตนาวลียิ้มบีบมือเขาแทนคำสัญญา เสียงมือถือเจ้าสัวเรียวดังขึ้น เขากดรับ
“ว่าไง...อืม เดี๋ยวฉันเข้าไป”
รัตนาวลีมองว่าเจ้าสัวเรียวคุยกับใคร เขาหันมาเห็นเธอกำลังมองอยู่
“ผมมีงานต้องคุยนิดหน่อย หม่อมจะทานอาหารเช้าก่อนก็ได้นะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอทานพร้อมคุณดีกว่าค่ะ”
เจ้าสัวเรียวยิ้ม
“เดี๋ยวผมคุยงานเสร็จเจอกันที่โต๊ะอาหารนะครับ”
รัตนาวลียิ้ม เจ้าสัวเรียวเดินเข้าบ้านไป รัตนาวลีคิดจะเดินออกกำลังอีกหน่อยแต่ชะงักที่เห็นนทีกำลังเดินนำรามกับผู้ชายคนหนึ่ง เข้าไปด้านใน รัตนาวลีมองผู้ชายแปลกหน้าอย่างสงสัยว่าเป็นใคร

เจ้าสัวเรียวรออยู่ในห้อง นทีพารามกับจิตแพทย์เข้ามา
“สวัสดีครับคุณหมอ ขอโทษนะครับที่ต้องรบกวนให้คุณหมอมาตรวจถึงที่นี่”
“ยินดีครับ”
“ทานของว่างก่อนนะครับ ผมเตรียมไว้ให้แล้ว”
นทีเอาปาท่องโก๋กับกาใส่กาแฟพร้อมกับถ้วยกาแฟเข้ามายังไม่ทันวาง รามก็เดินมาหยิบแบบกอบใส่มือสี่ห้าชิ้นแล้วก็กิน ๆ เจ้าสัวเรียวส่งสายตาปราม รามเถียง
“ผมหิวนี่ป๊า ตื่นเช้าขนาดนี้ ที่จริงไม่เห็นต้องเชิญคุณหมอมา ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ปกติทุกอย่าง” รามกินไปไม่สนใจ
จิตแพทย์ยิ้มนั่งลงที่เก้าอี้
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี คุณรามเป็นยังไงบ้างครับ”
“ผมสบายดี สบายมากด้วยซ้ำ” รามลุกเดินมานั่งบนโต๊ะ
เจ้าสัวเรียวปราม
“ราม”
“ผมไม่ชอบนั่งเก้าอี้ ให้หมอจ้องหน้าผมมันอึดอัด” รามตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป
จิตแพทย์มองท่าทีของรามที่นั่งกินไม่สนใจแล้วก็ฮัมเพลงอย่างไม่สนใจหมอเลย จิตแพทย์ถามจากเจ้าสัวเรียวแทน
“ตั้งแต่กลับจากอเมริกาเป็นยังไงบ้างครับ”
“เมื่อก่อนเขาไม่เคยเถียงพี่ชายเขา แต่วันก่อนเขาปะทะกันค่อนข้างรุนแรง”
“ไม่เห็นจะแปลกเลยป๊า เฮียมาด่าม๊าผม ผมต้องปกป้อง จริงไหมหมอ”
จิตแพทย์ยิ้มรับ
“ครับ”
“เห็นไหมครับป๊า หมอยังเข้าข้างผมเลย”
รามหยิบมากินอีกเริ่มเดินไปฮัมเพลงไป เรียกความมั่นใจให้ตัวเอง
“รู้สึกเหมือนมีคนไม่หวังดีกับเราบ้างหรือเปล่า” จิตแพทย์ถามถึงความระแวง
“มีครับ พวกที่กีดกันผมจากป๊า รังแกม๊า พวกนี้ผมจะไม่ยอมเด็ดขาด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
“คุณรามได้ทานยาบ้างไหมครับ”
รามโกหกกลบเกลื่อน
“ทานสิครับหมอ ก็หมอบอกผมเองว่าผมต้องทานยาตลอดชีวิต ถึงผมจะหายก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีกไม่ใช่เหรอครับ”
“ครับ”
รามมองหน้าจิตแพทย์แบบไม่หลบสายตา
“หมออยากรู้อะไรอีกไหม ผมจะตอบให้เคลียร์ โอเค”
“หมอวินิจฉัยเรียบร้อยแล้วครับ”
จิตแพทย์มองเจ้าสัวเรียว เป็นเชิงบอกว่าจะคุยเกี่ยวกับอาการของราม
“ถ้าคุณรามหิวเชิญทานอาหารก่อนได้นะครับ”
เจ้าสัวเรียวหันไปสั่ง
“นที...พาคุณรามไปทานอาหารเช้าไป”
รามยิ้มพอใจ
“หมดธุระกับผมแล้วใช่ไหม”
“ครับ” จิตแพทย์ยิ้มตอบ
รามออกไป เจ้าสัวเรียวรู้ว่าไม่ธรรมดาแน่
“อาการเป็นยังไงครับหมอ”
“อย่างที่เจ้าสัวทราบแล้วว่าโรคไบโพล่าร์ เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว ตอนนี้คุณรามอยู่ในอาการแมเนีย”
“อารมณ์ดีเกินกว่าปกติ”
จิตแพทย์มองเชิงตอบรับ
“ผมคิดว่าคุณรามไม่ได้ทานยาต่อเนื่อง อาการถึงได้กำเริบ”
“แล้วผมควรจะต้องรับมือกับอาการของรามในตอนนี้ยังไงดี”

จิตแพทย์มองอย่างเตรียมอธิบาย
 
รามนั่งรออยู่หน้าห้องหนังสืออย่างหงุดหงิดที่ต้องรอ
 
“ทำไมป๊าคุยนานนัก ต้องรออีกนานแค่ไหน”
“คงไม่นานหรอกครับ” นทีบอก
รามผุดลุกอย่างหงุดหงิดยังไม่ทันบ่นต่อ รุ้งรายเดินผ่านมาเห็น
“แกมาทำอะไรแต่เช้า”
“บ้านป๊าก็เหมือนบ้านผม ผมจะเข้าออกเมื่อไหร่ก็ได้ หรือเจ้คิดจะห้าม”
“ฉันแค่ถามเพราะนี่มันเช้ามาก ผิดนิสัยแกต่างหาก แล้วแกมาทำไม”
รามมองหน้านทีที่ส่งสายตาว่าอย่าพูดนะครับ
“ก็มาทานข้าวกับป๊า ผมอยากเอาใจป๊าบ้างได้ไหมล่ะครับ”
“ก็เป็นเรื่องของแก อานทีคะ บอกป๊าด้วยนะคะว่ารุ้งมีเรื่องสำคัญ”
ทันใดนั้นเสียงเจ้าสัวเรียวดังขึ้น
“เรื่องสำคัญอะไร”
รุ้งราย ราม นทีหันไปเห็นเจ้าสัวเรียวออกมา
“เรื่องใหญ่ด้วยค่ะป๊า”
“ถ้างั้นก็ไปคุยที่ห้องโน้น...นที...”
นทีรู้งาน
“ได้ครับ”
รามร้อนใจอยากรู้ผลตรวจ
“ป๊าครับ”
“ราม...รุ้ง...ไปกินข้าว...แล้วค่อยคุยกัน”
รามจำต้องเงียบ เจ้าสัวเรียวเดินนำไป รามกับรุ้งรายตามไป นทีมองตาม

เจ้าสัวเรียวเข้ามาที่โต๊ะอาหาร รามกับรุ้งรายตามเข้ามา
“อรุณสวัสดิ์ครับป๊า” ราพณ์เดินมาสมทบ
รุ้งรายหันไปถาม
“พี่สะใภ้ล่ะเฮีย”
“จับพระลบอาบน้ำอยู่ ทำไมเหรอ”
“รุ้งอยากให้เฮีย ป๊า หม่อมวลีเห็นก่อนคุณหญิงน่ะค่ะ”
รามแทรกทันที
“ผมขอเห็นด้วยอีกคนนะเจ้”
รุ้งรายมองรามแล้วมองพ่อ เจ้าสัวเรียวพยักหน้าว่าได้
“แล้วที่อยากให้ดูน่ะ...อะไร”
รุ้งรายหยิบไอแพดส่งให้ ทุกคนมองว่ามีอะไร

ประสิทธิ์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวธุรกิจ สุรีย์ส่องเข้ามากดเปิดทีวี ประสิทธิ์มอง
“มีอะไรจะโชว์ใช่ไหม”
สุรีย์ส่องยิ้มเร่งเสียงทีวีให้ดังขึ้น ภาพในทีวีเป็นภาพของสุรีย์ส่องให้สัมภาษณ์ในงาน นักข่าวมารุมสัมภาษณ์
“ในฐานะญาติคุณสุรีย์ส่องทราบเรื่องข่าวการแต่งงานของคุณหญิงรสิกามาก่อน หรือเปล่าคะ”
สุรีย์ส่องแอ็บมาก
“สุไม่ทราบมาก่อนเลยค่ะ เพราะหญิงอ้ายไม่ได้บอกเรื่องนี้กับที่บ้านสุเลย”
“แล้วพอจะทราบสาเหตุการแต่งงานสายฟ้าแลบครั้งนี้ไหมครับ”
“สุไม่ทราบจริง ๆค่ะ แต่ถ้าไม่มีอะไรก็คงไม่ปิดบังหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรอกมั้งคะ หญิงอ้ายก็เพิ่งรู้จักกับคุณราพณ์ไม่นาน แต่งกันสายฟ้าแลบแบบนี้สุกับคุณพ่อก็งงค่ะ”
“คงไม่ได้มีน้องใช่ไหมคะ”
สุรีย์ส่องทวนทำงง
“หมายถึงท้องก่อนแต่งใช่ไหมคะ สุไม่แน่ใจนะคะ”
“มันมีข่าวลือว่า การแต่งงานครั้งนี้เป็นการแต่งงานล้างหนี้ จริงหรือเปล่าคะ”
“แต่งเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่าสุไม่ทราบค่ะ แต่ถ้าแต่งงานเพื่อล้างหนี้จริงๆ มันก็น่าอายนะคะ คนมีเชื้อมีสายระดับนี้คงไม่ลดตัวลงมาทำอะไรต่ำๆ แบบนั้น วิธีแบบนั้นมันทำลายเกียรติยศของสกุลประกาศเกียรติ สุไม่เห็นด้วยเลย”
“คุณสุพูดเหมือน...”
สุรีย์ส่องถอนใจ
“สุขอไม่ตอบเรื่องนี้นะคะ ขอตัวนะคะ”
สุรีย์ส่องทำเลี่ยงเดินหนีไป

ประสิทธิ์หันมองสุรีย์ส่อง
“แบบนี้มันดียิ่งกว่าสาดโคลนกันตรง ๆ อีกนะ”
“แบบนั้นมันไม่เนียนค่ะพ่อ สู้กำกวมให้คนสงสัย ไปขุดคุ้ย ทีนี้นังอ้ายคงไม่มีหน้าไปออกงานที่ไหนทั้งนั้น”
สุรียฺส่องสะใจ

ในไอแพดเป็นภาพคลิปเดียวกับที่เห็นในข่าวภาพ หยุดเพราะหมดเนื้อคลิป ราพณ์หนักใจ
“ทางโน้นไม่ยอมหยุดเลยนะครับพ่อ”
รัตนาวลีหน้าเครียด
“หวังว่าจะไม่มีคนเชื่อ...ถ้าหญิงอ้ายรู้เป็นเรื่องแน่ค่ะ อ้ายให้ความสำคัญเรื่องชื่อเสียงมาก”
เจ้าสัวเรียวครุ่นคิด
“ผมจะกู้ชื่อเสียงของคุณหญิงคืนมาเอง นที...เรื่องงานเดินแบบผ้าไหมการกุศล ตอบรับคำเชิญเขาไป”
“แต่ท่านบอกว่าจะไม่...”
เจ้าสัวเรียวยิ้ม
“ฉันอยากสั่งสอนเด็กเมื่อวานซืน...”
“ครับ...” นทีเห็นทุกคนมอง “งานคืนนี้คุณสุรีย์ส่องได้เดินแบบชุดฟินาเล่ครับ”
ราพณ์มองเจ้าสัวเรียวอย่างเข้าใจทันที
“เป็นวิธีที่ดีครับ ผมชอบ...”
รัตนาวลี รุ้งราย รามมองว่าเจ้าสัวเรียวกับราพณ์จะทำอะไร

เจ้าสัวเรียวเข้ามาในห้องหนังสือ รามตามเข้ามา
“ตกลงหมอว่ายังไงบ้างครับป๊า”
เจ้าสัวเรียวมองราม นึกถึงคำพูดของจิตแพทย์
‘ตอนนี้คนไข้มั่นใจในตัวเองมาก รู้สึกว่าตัวเองเก่ง สนใจสิ่งต่างๆ มากมายแต่ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นาน ๆ ความยับยั้งชั่งใจตนเองมีน้อยมากเรียกว่าพอนึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามจะโกรธรุนแรง อาการในระยะนี้หากเป็นมากๆ จะพูดไม่หยุด เสียงดัง เอาแต่ใจตัวเอง โกรธรุนแรงถึงขั้นอาละวาดถ้ามีคนขัดขวาง ญาติควรให้ความใส่ใจในเรื่องความรู้สึกของคนไข้มากขึ้นนะครับ’
เจ้าสัวเรียวยิ้มให้ราม
“ลื้อปกติดี”
รามดีใจว่ารอด
“ถ้างั้นผมก็อยากเริ่มงานไว ๆ จะได้ช่วยแบ่งเบาป๊าได้ ป๊าครับ งานเย็นนี้ผมอยากไปด้วยได้ไหมครับ”
“ได้สิ”
รามยังมีลีลาอยากให้บอกว่าอยากให้ไป
“แต่ถ้าป๊าไม่อยากให้ผมไป”
เจ้าสัวเรียวยิ้ม
“ป๊าอยากให้ลื้อไป...”

รามสนใจกระตือรือร้นมาก
สามี ตอนที่ 5 (ต่อ)

บรรยากาศตรงส่วนที่เตรียมจัดงานเดินแบบ...คนประสานงานเดินนำสุรีย์ส่องเข้ามาบริเวณที่ช่างแต่งหน้ากำลังแต่งหน้านางแบบ
 
“คุณสุรีย์ส่อง เชิญแต่งหน้าก่อนนะคะ”
“จ๊ะ เออ...น้องวันนี้มีนักข่าวมาเยอะแค่ไหน”
“ทุกหัวทุกสำนักพิมพ์เลยค่ะ เราต้องการประชาสัมพันธ์งานนี้ให้ประชาชนได้เห็นความสวยงามของผ้าไหม”
สุรีย์ส่องพยักหน้าอย่างรำคาญเพราะไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้ ประสานงานมองออกว่าสุรีย์ส่องรำคาญก็เดินเลี่ยงออกไป สุรีย์ส่องหันมาหาช่างแต่งหน้า
“ช่างจ๊ะ วันนี้แต่งแน่น ๆ นะ หลังเดินชุดฟินาเล่วันนี้ฉันต้องคุยกับนักข่าวเยอะ”
“ได้ค่ะ...” ช่างแต่งหน้าคันปากอยากรู้มาก “คุณสุรีย์ส่องคะข่าวลือเรื่องคุณหญิงรสิกาจริงเหรอเปล่าคะ พอดีเพื่อนๆ ซินดี้รู้ว่าจะได้มาแต่งหน้าคุณสุรีย์ส่อง ก็ฝากมาถามกันใหญ่เลยค่ะ”
สุรีย์ส่องทำแบบลำบากใจ
“พูดไปก็เหมือนสาวไส้ญาติตัวเอง แต่ฉันก็อึดอัดที่ต้องร่วมสกุลกับคนคิดน้อยแบบนี้”
“ทำไมเหรอคะ” ช่างแต่งหน้าอยากรู้อยากเห็นมาก
สุรีย์ส่องยิ้มมันส์ปากคิดจะเหยียบรสิกาไม่ให้ได้ผุดได้เกิดเลยทีเดียว

ค่ำนั้น หน้าตึก คฤหาสน์เจ้าสัวเรียว...ราพณ์ เจ้าสัวเรียว รัตนาวลีแต่งตัวสำหรับไปงานเรียบร้อยเดินออกมาที่รถ พบรามที่เปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับไปงานแล้วยืนรออยู่ที่รถ รามเห็นราพณ์ก็หน้าตึงกวนประสาทใส่ ราพณ์นิ่งๆ ไม่แสดงอาการ
“คุณหญิงล่ะ” เจ้าสัวเรียวถามราพณ์
“กำลังลงมาครับ”
รัตนาวลีหันมาถามเจ้าสัวเรียว
“เจ้าสัวคะเราไปช้าตั้งสองชั่วโมง เข้าไปตอนนี้ไม่น่าเกลียดเหรอคะ”
เจ้าสัวเรียวกับราพณ์มองหน้ากันยิ้ม ๆ
“เราต้องไปตอนนี้ล่ะครับถูกต้องที่สุด”
รัตนาวลียังไม่ทันจะถามต่อเสียงรุ้งรายดังขึ้น
“พร้อมแล้วค่ะ”
รุ้งรายออกมาว่าพร้อมแล้วค่ะ ทุกคนหันไปตามเสียงเห็นรุ้งรายก้าวออกมา ทุกคนยิ้มที่เห็นรสิกา รามมองอย่างตะลึงในความสวยของรสิกา

หน้าเวทีที่จัดงาน ประสิทธิ์กับปฐวีนั่งดูอยู่ในงาน แสงแฟลชถ่ายรูปสุรีย์ส่องพรึ่บพรั่บ สุรีย์ส่องยิ้มเชิดสวยใส่ ปฐวีตบมืออย่างเบื่อ ๆ มองไปรอบๆ แล้วอยากจะลุก
“แกจะไปไหน”
“ผมปรบมือจนเมื่อยแล้ว อยากชิ่ง”
“แกต้องอยู่ก่อน ฉันบริจาคเพื่อให้ยัยสุได้เดินฟินาเล่ ให้นักข่าวทำข่าวก่อน แกต้องอยู่ให้ข่าวเรื่องทาวน์โฮมที่เราจะสร้าง จ่ายแล้วต้องให้คุ้ม นั่งลง”
ปฐวีจำต้องทนนั่งต่ออย่างเบื่อ ๆ

สุรีย์ส่องเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วในชุดฟินาเล่ สวยมาก คนคุมคิวเอ่ยชม
“คุณสุสวมชุดนี้สวยมากค่ะ ปิดท้ายคืนนี้ได้งามที่สุด”
“ขอบใจจ๊ะ”
“เชิญค่ะ”
สุรีย์ส่องหน้าเชิดเดินออกไปอย่างนางพญา

บนเวที...สุรีย์ส่องเดินออกมาในชุดสวยโพสท์หน้าเวที ดีไซเนอร์เดินออกมา ท่ามกลางเสียงปรบมือ
“ขอบคุณแขกทุกท่านที่มาร่วมงานไหมไทยแชร์ลิตี้ในคืนนี้นะคะ และในค่ำคืนนี้ดิฉันมีชุดพิเศษสำหรับบุคคลพิเศษที่บริจาคเงินจำนวนสูงสุดในคืนนี้ถึงห้าแสนบาท”
ทุกคนฮือฮาพากันอยากรู้ว่าหมายถึงใคร ไฟในห้องถูกดีมลง เสียงเพลงดังขึ้นพร้อมกับสปอตไลท์ถูกฉายไปที่ประตูทางเข้างาน
ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับราพณ์ควงรสิกาในชุดสุดเก๋ และสวมเครื่องเพชรที่ถูกจัดใส่มาได้เหมาะกับชุดขับให้รสิกาโดดเด่นที่สุดในงาน เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลี รามตามเข้ามา ดีไซเนอร์ประกาศต่อ
“และชุดสุดยอดผ้าไหมไทยในค่ำคืนนี้เป็นของลูกสะใภ้คนสวยของเจ้าสัวเรียว ลิ้มวัฒนาถาวรกุล คุณหญิงรสิกา ลิ้มวัฒนาถาวรกุลค่ะ”

นักข่าวพากันเข้าไปรุมถ่ายภาพรสิกาด้วยความสนใจ สุรีย์ส่อง ประสิทธิ์ ปฐวีต่างอึ้งที่เห็นรสิกาที่สวยสง่าเข้ามาอย่างเป็นที่สนใจ

นักข่าวต่างเข้าไปรุมถ่ายรูปราพณ์กับรสิกา ที่กลายเป็นจุดเด่นของงานขึ้นมา
“ขอเชิญคุณหญิงรสิกา คุณราพณ์บนเวทีค่ะ” ดีไซเนอร์ประกาศ
รสิกาชะงัก ไม่แน่ใจว่าจะขึ้นไปเพื่ออะไร
“คุณคิดจะทำอะไร”
“กู้ชื่อให้วังประกาศเกียรติไงครับ”
รสิกามองอย่างไม่เข้าใจ ราพณ์ยิ้มแล้ววางมือบนมือของรสิกาที่ควงแขนอยู่เบาๆ
“คุณแค่ตามผมก็พอ...”
รสิกาไม่มั่นใจนัก แต่เห็นสายตาของสุรีย์ส่องบนเวทีที่มองมาอย่างเกลียดชัง เห็นทุกคนที่กำลังมองมา รสิกากระชับมือที่จับแขนราพณ์ยิ้มเป็นการบอกว่าพร้อม ราพณ์พารสิกาขึ้นเวที ดีไซเนอร์ขยับเดินจากสุรีย์ส่องขึ้นไปต้อนรับราพณ์และรสิกา สุรีย์ส่องถูกทิ้งให้ยืนอยู่ข้างหลัง
“ชุดพิเศษนี้ดิฉันตั้งใจจะเปิดประมูลโดยตั้งมูลค่าไว้ห้าหมื่นบาท แต่คุณราพณ์ยืนยันว่าจะขอซื้อในราคาห้าแสนบาททราบว่าต้องการซื้อเป็นของขวัญแต่งงานให้กับคุณหญิง”
“คุณหญิงชื่นชอบในความสวยงามของผ้าไหมไทยมาก และยิ่งรู้ว่ารายได้ทั้งหมดจากงานในครั้งนี้มอบให้กับองค์กรการกุศล ผมในฐานะสามีก็โล่งใจเพราะถ้าจ่ายเงินห้าแสนเพื่อซื้อเสื้อผ้าอย่างเดียว ภรรยาผมคงจะบิดผมจนเนื้อเขียวแน่”
รสิกาหันมาตาเขียวใส่ราพณ์ คนในงานพากันขำเบาๆ ดีไซเนอร์หันมาหารสิกา
“คุณหญิงพูดความรู้สึกสักนิดนะคะ”
“ชุดนี้สวยมากค่ะ ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าผ้าไหมไทยของเรามีความงามไม่แพ้ผ้าประเทศใดในโลก และดิฉันหวังที่จะได้เห็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทยมานาน ขอบคุณคุณวรัญญานะคะที่ช่วยเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมไทย”

ทุกคนปรบมือชื่นชมรสิกา ประสิทธิ์โกรธหันมองเจ้าสัวเรียวที่ยกแก้วยิ้มอย่างผู้ชนะ สุรีย์ส่องเหมือนยืนเป็นตัวประกอบมองแค้นมาก
 
 
รามยืนมองนักข่าวที่รุมถ่ายรูปให้ความสนใจกับราพณ์อย่างอิจฉา นักข่าวขยับเข้ามาหาราม
 
“ขอโทษนะคะ”
รามหันมาคิดว่าจะสัมภาษณ์ตัวเอง
“สัมภาษณ์เหรอครับ”
“ค่ะ”
รามยิ้มเตรียมตัว
“รบกวนขยับออกมาได้ไหมคะ พี่จะเก็บภาพคุณราพณ์น่ะค่ะ”
นักข่าวเห็นรามนิ่งก็ขยับเข้าไปเลย ไม่เชิงเบียดแต่ก็กลายเป็นดันรามให้พ้นทางออกไป นักข่าวเข้าไปถ่ายรูปราพณ์ รามมองไม่พอใจที่ตัวเองไม่ได้รับความสนใจเลย รามมองรุ้งรายที่ยืนอยู่อีกทาง เข้าไปหาอย่างหงุดหงิด
“เจ้...เฮียราพณ์นี่ไปงานไหนต้องทำตัวเองให้เด่นเสมอใช่ไหม”
รุ้งรายไม่เข้าใจ
“พูดอะไรของแก”
“เจ้นี่มันงานของคนอื่นเขา มีอย่างที่ไหนต้องฟอโล่ไฟเปิดตัวใหญ่โต สร้างซีนให้ตัวเองเด่น มันตลกนะเจ้ คนอื่นมองคงคิดว่าเราไม่มีมารยาท”
รุ้งรายหัวเสียเลย
“เฮียกำลังทำงาน แกไม่รู้เรื่องก็เงียบไปดีกว่า”
“โชว์เมียเนี่ยเหรองาน ระดับรองประธานคิดวิธีแบบนี้ อย่าบอกใครนะว่าเป็นเฮียของผม ผมอาย ไร้สาระ”
รุ้งรายสวน
“แล้วแกมีสาระนักหรือไง”
อาการป่วยของรามนั้น ทำให้เขาพูดมาก มั่นใจจนสุดขั้ว คิดเร็ว ทำเร็วจนทำไม่สำเร็จสักอย่าง
“มีสิ ผมกำลังจะช่วยงานป๊า เจ้คอยดูถ้าผมได้เข้าทำงาน ผมจะบริหารให้บริษัทป๊ากำไรมหาศาล ผมมีโปรเจ็คท์หลายอันเตรียมไว้จะเสนอป๊าด้วยนะ รับรองว่าหุ้นบริษัทจะต้องขึ้นพรวดๆ”
“เพ้อน่าราม” รุ้งรายมองเยาะๆ
“อย่ามองผมด้วยสายตาดูถูกแบบนี้นะ”
รุ้งรายหงุดหงิด
“แกจะเข้ามายุ่งในบริษัท ต้องการอะไร”
“ก็อยากช่วยงานครอบครัว ก็แค่นั้น”
“คุณลินดาสั่งแกมาใช่ไหม”
“ม๊าผมไม่เกี่ยว”
รุ้งรายบอกอย่างจริงจัง
“แกอยากทำงานจริงก็ดี แต่อย่าหวังว่าคุณลินดาจะใช้วิธีสกปรกทำร้ายคนอื่นๆ เหมือนที่เคยทำกับม๊าของเจ้ได้อีก”
ในอดีต โบตั๋นเป็นเด็กในบ้านของเจ้าสัวเรียว และใช้วิธีเรียกร้องความสงสารต่างๆ นา ๆ จนจับเจ้าสัวเรียวได้ ลินดาเป็นเมียอีกคนลินทดา ทำร้ายจิตใจ สร้างเรื่องสร้างความปั่นป่วนสารพัด จนแม่ของเธอตรอมใจตายหลังจากที่คลอดระริน
รามโกรธ ที่รุ้งรายพูดถึงลินดาในทางที่ไม่ดี
“ที่เจ้กำลังด่าน่ะม๊าผมนะ”
“เจ้เตือนแกแล้วนะราม”
รุ้งรายเดินไปแบบไม่แคร์ รามกำหมัดแน่นมองแบบเจ็บแค้นแทนโบตั๋น

รสิกากับราพณ์ลงมาจากเวที เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลีเดินเข้าไปเคียงข้าง นักข่าวขยับเข้ามาถ่ายรูป
“ขอถ่ายรูปครอบครัวพร้อมหน้านะครับ”
รามที่ยืนอยู่วงนอกได้ยินก็เดินเข้าไปที่กลุ่มเลย
“ป๊าครับ...”
เจ้าสัวเรียวรู้ว่ารามต้องการมีส่วนร่วม
“ผมขอแนะนำ ลูกชายคนที่สี่ของผม ราม ลิ้มวัฒนาถาวรกุล เพิ่งเรียนจบกลับมาจากอเมริกาครับ”
รามยิ้มๆ นักข่าวถ่ายรูป รามยืดขึ้นมานิด ๆ อย่างพอใจ นักข่าวคนหนึ่งถามขึ้น
“แล้วเรื่องที่เครือ LKจะจับธุรกิจด้านโรงแรมจริ
กำลังโหลดความคิดเห็น...