xs
sm
md
lg

พรมแดนหัวใจ ตอนที่ 1

เผยแพร่:

พรมแดนหัวใจ ตอนที่ 1

ในบรรยากาศยามเช้าอันแสนสดใส เมื่อทอดสายตามองจากมุมสูงลงมา แลเห็นโรงเรียนตั้งอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี ธงชาติปลิวไสวไปตามแรงลม โรงเรียนแห่งนี้หลังคาเป็นเพิงมุงจาก ฝาห้องเรียนทำขึ้นจากขอนต้นมะพร้าวค้ำเรียงกันอย่างแน่นหนา บรรจุโต๊ะ เก้าอี้ นักเรียนได้ประมาณ 15 ที่นั่ง

จีรณะชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อคม ผิวสีแทน ใส่เสื้อกล้าม ทับด้วยเสื้อตัวนอกเป็นแจ็กเก็ตฟิลด์ เขาสวมกางเกงยีนส์ที่ปลายขาถูกเก็บในรองเท้าบู้ท จีรณะเป็นครูอาสาสมัครของบรรดาเด็กๆ ชายหญิงเผ่าละหู่ วัยราว 8 ขวบ 13 คน และกำลังยืนอยู่หน้าชั้น บนกระดานดำ เขียนข้างบนว่า วันปิดเทอม ส่วนบรรทัดต่อมาเขียนว่า
ข้อ 1 ดูแลทำการบ้านและอ่านหนังสือ
ข้อ 2 ดูแลช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านและงานไร่นา
ข้อ 3 ดูแลรักษาสุขภาพ และความสะอาดร่างกาย
จีรณะเอ่ยกับเด็กๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นักเรียนครับ วันนี้เราเจอกันเป็นวันสุดท้ายแล้ว เจอกันใหม่เทอมหน้านะครับ อย่าลืมดูแลสามข้อต่อไปนี้...”
พลางจีรณะหันไปชี้ข้อความบนกระดานดำ อ่านนำเด็กๆ “ข้อหนึ่ง...”
จากนั้นก็มีเสียงเด็กๆ อ่านตามกันเซ็งแซ่
ในจังหวะที่จีรณะหันกลับมาหาเหล่านักเรียนนั้น ก็มีเสียงปืนดังระรัวติดๆ กัน 5-6 นัด กระสุนเจาะเข้ากระดานดำ กระจุยกระจาย เด็กๆ ตื่นตระหนกร้องไห้ระงม จีรณะตะโกนบอก
“ทิ้งร่ม...นักเรียนหมอบ เข้าที่กำบัง”
จากกิริยาอาการ ดูออกว่า เด็กๆ เหล่านี้คุ้นชิน และถูกฝึกมาอย่างดี ต่างพากันทิ้งตัวราบกับพื้นคืบคลานไปแอบข้างฝาห้องเรียนขอนมะพร้าว ลูกปืนยิงกระหน่ำเข้ามากระจุยกระจาย
จีรณะตะแคงโต๊ะครูดันไปจนชิดผนังห้อง แล้วดึงปืนเอ็มสิบหกที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะมายิงสวนออกไป ชายหนุ่มเล็งส่ายไปมาทีละนัดแบบหวังผล
“นักเรียน ไม่ต้องกลัว หมอบนิ่งๆ เอาไว้”
จีรณะเล็งยิงไปมา แล้วพุ่งออกขอบข้างฝาห้องไป


ตรงลานหน้าห้องเรียนเวลานั้น พวกโจร 4 คนกระจายอยู่บนเนิน ระดมยิงใส่จีรณะไม่ยั้ง ชายหนุ่มกลิ้งไปหมอบหลังกระสอบบังเกอร์ ยิงสวนออกไป
จังหวะนี้ แหวน ซึ่งอยู่ในชุด ตชด. ครึ่งท่อน กดนักเรียนอีกห้องให้หมอบหลบกระสุนเช่นกัน
“ทิ้งร่ม หมอบติดพื้น เหมือนซ้อม เหมือนซ้อม...” แหวนกำชับเสียงเข้ม
ครูลัดดา ในชุด ตชด. ยศสิบตำรวจเอก กลิ้งตัวออกมานอกห้อง ยิงใส่โจร จีรณะหันไปเห็น จึงตะโกนบอก
“ครูลัดดามาหาผม เดี๋ยวเด็กโดนลูกหลง ผมจะยิงคุ้มกันให้”
พลางจีรณะผลักบังคับไกเป็นยิงชุด กราดยิงใส่กลุ่มโจร ลัดดาลุกวิ่งพุ่งเข้ามาแอบกับจีรณะ
หัวหน้าโจรร้องตะโกนบอกพรรคพวกมัน “เผา เผาโรงเรียนให้ได้”

จ่าตุ๋ยขับรถจี๊ปไม่มีหลังคาลุยเข้ามาฝุ่นตลบในจังหวะนี้พอดี มีผู้กองเกียรติก้องยืนเอาตัวพิงคานรถ ยิงใส่โจร เหล่าโจรหนีขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ พวกมันหนีพลางยิงพลางออกไป
จีรณะวิ่งไปแล้วกระโดดขึ้นรถจี๊ป ที่จ่าตุ๋ยขับตามเหล่าโจรไป ลัดดา และแหวน มองตาม เด็กๆ สองห้องราวๆ 30 คน ค่อยๆ พากันโผล่ออกมาหาสองคน

รถจี๊ปที่มีจ่าตุ๋ยขับกำลังไล่ล่า มอเตอร์ไซค์เหล่าโจรที่หนีพลางยิงสกัดพลาง จีรณะ กับ เกียรติก้อง ยิงโต้ตอบไป กระสุนเฉี่ยวโดนต้นไม้ริมถนน
ต่อมา พวกโจรขี่มอเตอร์ไซค์ลุยผ่านลำธารแล้วแยกกันไปซ้าย ขวาอย่างละ 2 คัน จ่าตุ๋ย เบรกรถจี๊ป ถามหน้าตื่น
“ตามคันไหน ผู้กอง”
เกียรติก้องนิ่งคิด สบตาจีรณะ
“มันอาจจะล่อเรามาซุ่มโจมตีก็ได้” จีรณะตั้งข้อสังเกต
“ถ้างั้นไม่ต้องตาม กลับโรงเรียนเถอะ ห่วงเด็กๆ” เกียรติก้องว่า

ตชด. ในเครื่องแบบ 6 คน ยืนกระจายตัวระแวดระวังอยู่ตามมุมต่างๆ ของลานโรงเรียน ขณะ รถจี๊ปจ่าตุ๋ยขับเข้ามาจอด ตชด. 1 ทำความเคารพผู้กอง
“เด็กๆ ปลอดภัยทุกคนนะ” เกียรติก้องถาม
“ครับผม แต่ท่าทางจะขวัญกระเจิง”
จีรณะเหลียวมองไป เห็นเด็กๆ หลายคนร้องไห้อย่างขวัญเสีย บางคนก็กอดลัดดา กะ แหวน ไม่ยอมปล่อย จีรณะกับผู้กองรีบเดินเข้าหา
เด็กๆ หันมาเห็น ร้องเรียก “ฮือๆๆ ลิหม่าป๊ะ” ลิหม่าป๊ะ แปลว่าครู
เด็กๆ วิ่งไปกอดจีรณะกับเกียรติก้อง
“ไหน ใครบ้างนะที่เคยบอกครูจีว่าโตขึ้นอยากเป็นตำรวจ”
เด็กๆ ผู้ชายยกมือทั้งน้ำตาจีรณะยิ้ม “แล้วขี้แยกันอย่างนี้ จะจับผู้ร้ายได้หรือเนี่ย”
เด็กผู้ชายชื่อจะงอร์ปาดน้ำตาบอก “แต่ผู้ร้ายมีปืน”
“ตำรวจไม่ได้จับผู้ร้ายด้วยปืน แต่ใช้ความกล้าหาญเข้าต่อสู้ ถ้าเรากล้าหาญไม่อ่อนแอ เราก็จะไม่ถูกใครรังแก” จีรณะ
เกียรติก้องยิ้ม “ไหน ใครที่กล้าหาญไม่ร้องไห้บ้าง ขอดูมือหน่อยสิ”
เด็กๆ ชายหญิงแย่งกันยกมือ ลืมเรื่องผู้ร้ายไปเลย
“ผมๆๆ” / “หนูๆๆ”
พวกครูลัดดา ครูแหวน ยืนยิ้มด้วยความเอ็นดู

สองหนุ่มแยกตัวออกมาตรงมุมหนึ่งในโรงเรียนแล้ว ผู้กองเกียรติก้องหันมาหาจีรณะ
“ไอ้พวกตัดไม้มันคงมาถล่มแก้แค้นที่เรากวดขันจับกุมพวกมัน”
“คืนนี้ฉันเดินเวรยามเฝ้าโรงเรียนเอง”
เกียรติก้องปราม “ไอ้จี แกมันแค่ครูอาสา แกมาช่วยชั้นสอนหนังสือก็เกรงใจจะแย่แล้ว”
“ครูอาสามีหน้าที่สอนหนังสืออย่างเดียว โดยไม่ต้องดูแลความปลอดภัยของเด็กหรือไงวะ”
“พรุ่งนี้ก็ปิดเทอมแล้วแกควรกลับไปดูแลคนที่บ้านบ้าง เขารอแกอยู่นะ ฉันเป็นครูใหญ่ฉันจะอยู่เฝ้าโรงเรียนเอง”
จีรณะนึกถึงน้องสาว จึงคล้อยตาม พยักหน้ารับ
อาโปพุ่งเข้ามาจับไหล่จีรณะถอยเซไป อาโปหน้าตื่นมองสำรวจร่างกายจีรณะลูบแขนลูบตัวไปมา
“อะไรกันอาโป”
อาโปสะพายหน้าไม้เล็กๆ พูดสำเนียงชาวเหนือ “นาย นายเจ็บตรงไหนรึเปล่า ยิงกันได้ยินไปถึงไร่ ปู๊นกระบอกลูกดอกเล็กๆคว่ำลงกับพื้น ไม่ต้องกลัวนะนาย อาโปมาช่วยนายแล้ว”
“มาช่วยชั้นแล้วไหนอาวุธของอาโปล่ะ”
อาโปชูหน้าไม้ “นี่ไง”
“มีลูกดอกกี่ลูก”
อาโปเลิ่กลั่กควานมือคว้ากระบอกลูกดอกเอามาดู เหลือแต่กระบอก
เกียรติก้องหัวเราะขำอาโป จีรณะจับหัวอาโปโยกเขย่าเบาๆ แต่ใจหวนคิดถึงน้องสาวขึ้นมาจับใจจึงหันมาทางผู้กอง
“ฉันไปเก็บเสื้อผ้าก่อน”

จีรณะเดินไปทันที อาโปตาโตงุนงงว่าเขาจะไปไหน
เวลาเดียวกันนั้น อัปสรโสภิต หรือ โสภิต ขับรถเข้ามาจอดหน้ามินิมาร์ทในตัวเมือง หล่อนลงจากรถถอดแว่นตาเก็บใส่กระเป๋าสะพาย โสภิตเมียงมองเข้าไปในร้าน ครุ่นคิดถึงของที่จะซื้อ

จังหวะนี้รถของบุญมี ดุ่ย และไทร ขับตามมาจอดห่างออกไป พวกมันทั้ง 3 ล้วนเป็นลูกหนี้ของ ลูกสาวแม่เลี้ยงอมรา มารดาของหล่อน สามคนเอาหมวกไหมพรมมาใส่อำพราง เตรียมกระสอบผ้า ไทรนั้นถือเชือกในมือ สายตามองมุ่งร้ายตรงเข้าหาโสภิต
โสภิตเดินเข้ามินิมาร์ทไป อย่างสบายๆ ไม่รู้ตัวว่าความซวยกำลังมาเยือน พวกบุญมีชะงักรอจังหวะ

ต่อมาไม่นานนัก บนเคาน์เตอร์เห็นมีถุงใส่ผลไม้กระป๋อง สองถุงใหญ่กับถุงใส่ขนมขบเคี้ยวหลากหลายถุงใหญ่ โสภิตแง้มปากถุงขนมดู เจ๊หน้าตาเขี้ยวเค็ม เจ้าของร้านกดแป้นเครื่องคิดเลขเปิดช่องทอนเงิน หยิบเงินทอนสองร้อยห้าสิบกับใบเสร็จส่งให้
โสภิตเอื้อมมือจะไปรับเงิน มือที่จับกระเป๋าสะพายเบียดถุงขนมหล่นกับพื้น
“อุ๊ย...ตายจริง ซุ่มซ่ามจังเลย”
โสภิตก้มลงเก็บถุงขนมกับพื้นที่หล่นกระจาย
เจ๊เขี้ยวจอมเจ้าเล่ห์เขี่ยเงินซ่อนใต้เครื่องคิดเลขหมับ พอโสภิตลุกถือถุงขนม เจ๊รีบส่งถุงผลไม้กระป๋องให้โสภิตรีบรับถุงมาถือ
“ขอบคุณค่ะ” โสภิตเดินจะออกประตูมินิมาร์ท
โดยไม่รู้ว่าที่หน้ามินิมาร์ท บุญมี ดุ่ย และไทร เตรียมพร้อมจับตัวโสภิต
โสภิตชะงักหยุด เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์
“ขอโทษค่ะ ชั้นยังไม่ได้รับเงินทอน”
“คุณเอาไปแล้ว” เจ๊ตอแหลเนียนๆ
โสภิตนิ่งคิด ยิ้มบางๆ “ขอเงินทอนด้วยค่ะ”
“คุณเก็บเอาไปแล้ว อย่ามามั่ว ไม่เชื่อถามเด็กดูก็ได้”
พลางเจ๊ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่เด็ก ซึ่งเลิ่กลั่กอยู่
โสภิตวางถุงบนเคาน์เตอร์ หยิบโทรศัพท์ออกมาถือ
“ดิชั้นเพิ่งกดเงินจากเครื่องเอทีเอ็มธนาคารมา มีทั้งภาพจากเครื่องโทรทัศน์วงจรปิด มีทั้งจำนวนเงินและเวลาที่กดธนาคารก็คงมีหมายเลขธนบัตรที่ดิชั้นกดมา จะให้เรียกตำรวจมาตรวจสอบกันชัดๆ ที่นี่ดีมั้ยค่ะ”
เจอคนจริงอย่างอัปสรโสภิตเข้า เจ๊เลิ่กลั่ก ตาหลุกหลิก แล้วเขี่ยเงินทอนกับใบเสร็จออกมาจากใต้เครื่องคิดเงิน ส่งให้โสภิต
“เอ๊ะ มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ก็ส่งให้คุณกับมือแล้วนี่ เอาไปๆ”
โสภิตรับเงิน ยิ้มขำๆ

โสภิตเดินออกประตูมา บุญมี ดุ่ย และไทรที่ลงมาแอบอยู่ ใกล้ๆ ขยับจะเข้าจับตัว เด็กพนักงานเดินถือถุงใส่ที่โสภิตซื้อตามออกมา สามวายร้ายชะงักเก้อ
เด็กเอาถุงไปใส่รถให้ โสภิตให้เงินทิปเด็กไปห้าสิบบาท เด็กไหว้ขอบคุณ
โสภิตขึ้นรถขับออกไป บุญมี ดุ่ย และไทร ขึ้นรถขับออกไปหน้าเครียด

ไม่นานต่อมาจีรณะสะพายเป้ออกจากเพิงบ้านพักครู มาผูกกับรถมอเตอร์ไซค์วิบาก อาโปร้อนใจตามติด
“นายจะไปไหน”
ผู้กองเกียรติก้องยืนกวาดใบไม้เงยหน้ามอง
“โรงเรียนปิดเทอมแล้ว ชั้นจะกลับบ้าน”
อาโปดื้อเกาะมอเตอร์ไซด์แน่น
“อาโปไปด้วย นายอยู่ไหน อาโปจะอยู่ที่นั่น”
จีรณะครุ่นคิด แกล้งยิ้ม “ก็ได้ อาโปไปขออนุญาตพ่อก่อน เขียนเป็นจดหมาย ให้แม่กับพ่อ เซ็นชื่อ หรือปั๊มลายมือมาด้วยนะ”
อาโปยิ้มแป้น “ถ้าอาโปทำตามแล้วนายจะยอมให้อาโปไปอยู่กับนายนะ”
“คำไหนคำนั้น”
อาโปวิ่งตื้อออกไป จีรณะรีบไปที่รถมอเตอร์ไซด์ขึ้นคร่อม เกียรติก้องเดินเข้าไปหา
“แกไม่น่าไปโกหกเด็ก เขาจะผิดหวัง” เกียรติก้องว่า
“หรือแกอยากให้ฉันพาเขาไปอยู่ด้วยจริงๆ จะมูพ่ออาโปก็ยังป่วยอยู่ ส่วนแม่ก็เลี้ยงหมูหาของป่าอยู่คนเดียว อาโปควรอยู่ช่วยแม่ทำงานนะดีแล้ว”
“แต่ก็ควรพูดตรงไปตรงมา อาโปทั้งรักและไว้ใจแกมากที่สุด อย่าทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของลูกศิษย์”
จีรณะตบบ่าเพื่อน แกล้งหยอก “คุณครูใหญ่ครับ อาโปจะอยู่กับโลกสีขาวอย่างเดียวไม่ได้ ความผิดหวังก็เป็นอีกบทเรียนที่เขาต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องความรัก”
ผู้กองอึ้ง “แกรู้”
“ฉันไม่ได้ตาบอดนี่หว่า ไปเว้ย รับหน้าแทนด้วยละกัน”
จีรณะบึ่งรถออกไป เกียรติก้องตะโกนไล่หลัง “ระวังตัวด้วยนะเว้ย ถ้าฝนตกก็หาที่หลบฝนก่อน อย่าตะบึงฝ่าไป เดี๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุ”

ส่วนโสภิตพูดมือถือ ด้วย Bluetoothไปขับรถไป “นายชีพบอกแม่ด้วยนะว่าฉันกลับจากกรุงเทพฯ ใกล้จะถึงโรงพยาบาลแล้วหมอบอกว่าต้องผ่าตัดแม่รู้แล้วใช่มั้ย” หล่อนนิ่งฟัง “โทร.ตามพี่ยศหรือยัง” น้ำเสียงเข้มขึ้น “ถึงทำงานอยู่ก็ต้องมาถึงก่อนแม่เข้าห้องผ่าตัด”
โสภิตตัดสาย กดมือถือเป็นเบอร์ด่วน “พี่พวง มาเอากระเป๋าเสื้อผ้าฉันกลับบ้าน คืนนี้ฉันจะเฝ้าแม่” หล่อนพูดอย่างคล่องแคล่ว น้ำเสียงเรียบ เป็นงานเป็นการ “แล้วเตรียมอาหารที่กากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอ่อนๆ มื้อเช้า 7 โมงมื้อกลางวันเที่ยงตรง มื้อเย็น 6 โมง ถึงโรงพยาบาลอาหารต้องอุ่นให้ร้อน ห้ามเย็นชืด แล้วอย่าลืมแม่ไม่ชอบผักชี”
โสภิตมองไปข้างหน้า เบรกแทบไม่ทันเพราะมีรถกระบะของบุญมีที่ขับตามมาขับปาดหน้าแล้วหยุดขวางถนน
บุญมี ดุ่ย และไทร รีบลงจากรถพุ่งเข้าหาโสภิต โสภิตจะกดล็อกประตู บุญมีกระชากประตูรถโสภิตเปิด แล้วรีบโปะยาสลบโสภิต โสภิตปัดป้องดิ้นรน ดุ่ยเปิดประตูรถอีกด้านจับแขนโสภิต
บุญมีโปะยาสลบสำเร็จ ดุ่ยเอากระเป๋าสะพายคล้องหัวโสภิต
โสภิตหมดสติ ดุ่ยรีบเอาถุงผ้าคลุมหัวโสภิต รีบอุ้มร่างโสภิตวางท้ายรถกระบะ เอากระสอบข้าวคลุมร่างโสภิต แล้วนั่งประกบ

บุญมีรีบขึ้นรถ ขับออกไป
ฟากจีรณะขี่มอเตอร์ไซค์มาตามถนนอันร่มรื่น เขาขี่เข้าโค้ง 2-3 มุม แล้วเห็นรถกระบะข้างหน้าที่มีบุญมีเป็นคนขับ ดุ่ย กะไทร นั่งขรึมอยู่ในรถ เปิดหมวกไหมพรมไว้ที่หน้าผาก

จังหวะนั้นโสภิตที่สลบได้สติ ปัดกระสอบไปมา อาการงัวเงีย พยายามลุกขึ้น ปัดกระสอบข้าวปลิวไป ดุ่ย ไทร รีบช่วยกันจับ
จีรณะตกใจ ดุ่ย กะไทร รีบดึงไอ้โม่งพรางหน้า โสภิตดิ้นรนเต็มที่ บุญมีขับรถอยู่ตกใจ หันไปมองด้านข้าง จีรณะเร่งเครื่องขึ้นมาเปิดกระจกหมวกกันน็อก แต่มองเห็นบุญมีไม่ชัดเพราะกระจกติดฟิล์มมืด
จีรณะตะโกนขึ้น “หยุดรถ”
บุญมีเห็นหน้าจีรณะก็พึมพำ “คุณจี”
บุญมีตกใจพอกันเร่งเครื่องหนีอย่างเร็ว เลี้ยวโค้งหายไป บุญมีอาศัยจังหวะที่จีรณะยังตามไม่ทันรีบเบรกรถ เหลียวไปข้างหลัง
“ทิ้งมันลงรถ เร็ว”
โสภิตเลิ่กลั่ก ดุ่ยงง “อ้าวทำไมละลูกพี่”
“บอกให้ทำก็ทำเถอะน่า”
ดุ่ย ไทร หิ้วปีกโสภิต โยนลงจากรถ โสแน่นิ่งอยู่กลางถนน จากนั้นบุญมีเร่งเครื่องหนีไป จีรณะบิดคันเร่งผ่านโค้งมาอย่างเร็วแรงจึงไม่ทันได้เห็นโสภิต
โสภิตพยุงตัวนั่ง รถมอเตอร์ไซค์พุ่งเข้าหา โสภิตกรีดร้องคิดว่าต้องโดนชนแน่ ช็อกเป็นลมไปก่อน
จีรณะเบรกรถทันแบบเฉียดฉิว รีบวิ่งไปหาโสภิต ผ้ายังคลุมหน้าอยู่ กระดุมเสื้อหลุดจากรังดุม เหลือตรงลิ้นปี่เม็ดเดียว

ครู่ต่อมาจีรณะยืนพูดโทรศัพท์มือถือ เหลียวมองซ้าย ขวา เห็นโสภิต นอนหนุนเป้เสื้อผ้าของเขาอยู่
สักพักจีรณะเดินเข้ามาหาโสภิต คุกเข่าข้างๆ มองหน้า เอามือแตะแก้มโสภิต ตีเบาๆ เรียกสติ
“คุณ คุณครับ คุณๆ”
จีรณะพบว่ากระดุมเสื้อหลุด จึงกลัดกระดุมเสื้อให้ จากข้างล่างขึ้นมา พอจะกลัดเม็ดบนตรงหน้าอก โสภิตลืมตาตื่นเอี้ยวตัวเตะจีรณะกระเด็นไป
จีรณะเจ็บบ่นกับตัวเอง “อูย ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ”
โสภิตวิ่งหนีไปสองสามก้าวแล้วเซ มึนหัว เอามือแตะขมับเข่าทรุด
จีรณะลุกเดินมาหาช้าๆ แกล้งพูดอำ “ถนนเส้นนี้นานๆ จะมีรถผ่านมาสักคัน คุณจะไปไหนได้”
โสภิตพูดดีๆ ขณะที่จีรณะยืนค้ำหัวอยู่ “ถ้าต้องการเงิน ก็เอาไปเลย แต่ขอร้องนะอย่าทำร้ายฉัน” พลางโสภิตยื่นกระเป๋าสะพายให้
“ผมไม่อยากได้เงิน”
โสภิตเข้าใจผิดว่าเขาอยากได้ตัวหล่อน
“คุณใจเย็นๆ นะคะ อย่าทำอะไรวู่วาม ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่ทำเพราะอาจจะมีอารมณ์ขึ้นมาตามธรรมชาติของผู้ชาย ฉันเข้าใจ” โสภิตพยายามหว่านล้อม
จีรณะฟังอย่างสนใจตีหน้าขรึม “แล้วไง”
“ฉันอยากให้คุณคิดให้รอบคอบ คุณอาจมีความสุขแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่หลังจากนั้นคุณต้องเจอกับความลำบากอีกมากมาย”
จีรณะอยากรู้ต่อว่าโสภิตจะโน้มน้าวผู้ร้ายยังไง
“เช่นอะไรบ้างคุณ” เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ตั้งใจฟัง
“ก็เช่นโดนตามล่าจากตำรวจ ต้องคอยหนีหัวซุกหัวซุน บ้านช่องไม่ได้อยู่ กว่าคดีจะหมดอายุความก็ไม่ต่ำกว่าสิบปี ตอนนั้นคุณจะทำงานอะไร ไปอยู่ที่ไหน แล้วถ้าหนีไม่รอด คุณก็ต้องติดคุก”
จีรณะแกล้งตีหน้าตาย “แค่นี้เองหรือ”
โสภิตตกใจที่จีรณะไม่กลัว เลยโพล่งออกไป “สุดท้ายคุณอาจติดโรคจากฉัน”
คราวนี้จีรณะตกใจ “โรค”
โสภิตจ้องปืนที่เหน็บเอวจีรณะ ก่อนบอก “ฉันเป็นเอดส์”
จีรณะเกือบขำออกมา แต่กลั้นไว้ โสภิตคิดว่าจีรณะไม่เชื่อ
“ฉันพูดจริงนะ เพิ่งตรวจพบเลือดบวกวันนี้เอง ถ้าคุณอยากเห็นหลักฐาน ก็ลองเปิดกระเป๋าดูก็ได้”
โสภิตส่งให้อีกครั้ง จีรณะอมยิ้มรับกระเป๋าไปก้มหน้าแกล้งเปิด โสภิตรีบชักปืนของจีรณะ ลุกยืนจ่อขู่
“ยกมือขึ้น”
จีรณะลุกยืนถอยห่าง ยกมือขึ้นแต่โดยดี
“ถอยไป ไม่งั้นฉันยิง”
โสภิตเงอะงะ มือสั่น จีรณะอดขำไม่ได้ “คุณยังไม่ได้ขึ้นนก”
“ฉันรู้หรอกน่า ฉันเคยเรียน”
โสภิตรีบขึ้นนก จีรณะมองนิ้วโสภิตยังไม่ได้อยู่ในที่ลั่นไก
“นิ้วคุณยังไม่สอดเข้าไปในไกปืน แล้วจะยิงได้ยังไงกัน”
โสภิตหน้าตาตื่นทำตาม ส่ายปากกระบอกไปมาเพราะควบคุมมือที่สั่นไม่ได้
จีรณะเซ็งยื่นมือออกไป “มา ผมช่วยสอนดีกว่า”
โสภิตร้องลั่น “อ๊าย...อย่าเข้ามานะ ไอ้คนชั่ว”
โสภิตหลับตาปี๋จะยิงมั่ว แต่จีรณะไวกว่าใช้มือหนึ่งจับข้อมือโสภิต แล้วยกปืนชี้ขึ้นฟ้าช้าๆ อีกมือจับเอวโสภิตหมุนให้หันหลังมาพิงอกตัวเอง อยู่ในลักษณะจีรณะโอบเอวโสภิตจากด้านหลัง อีกมือจับมือโสภิตที่มีปืนชี้ขึ้นฟ้าเสียงปืนดัง เปรี้ยง!
โสภิตช็อกปืนอยู่ในมือจีรณะ “ปืนมันใช้ไม่ง่ายเหมือนทาลิปสติกนะคุณ ถ้าใช้ไม่เป็น อย่าริลองจะดีกว่า”
เสียงไซเรนดัง รถตำรวจวิ่งมาจอด จีรณะลดปืนลงคลายมือจากเอว โสภิตสะบัดหนี วิ่งไปหาจ่าทองกับดาบม้วน
“ช่วยด้วยค่ะ ไอ้หมอนี่จะข่มขืนฉัน”

โสภิตชี้ไปทางจีรณะอย่างมั่นใจ
ทุกคนอยู่ตรงหน้าโต๊ะสิบเวร บนโรงพักอีกไม่นานต่อมา ดาบม้วนซักโสภิต

“คุณแน่ใจหรือว่าผู้ชายคนนี้เป็นหนึ่งในพวกโจรเรียกค่าไถ่หนำซ้ำยังคิดกระทำมิดีมิร้ายกับคุณ”
โสภิตมองไปยังจีรณะที่นั่งห่างไปสองเมตร “ใช่ค่ะ คนนี้แหละไม่ผิดตัว”
จ่าทองที่ยืนอยู่มองจีรณะ ข้างๆ มีน้าน้าบัวหอม หญิงวัยกลางคนอาชีพขายกาแฟโบราณหิ้วถุงใส่แก้วกาแฟกระดาษมาสองแก้ว สายพิณ สาวแก่ ครูเก่าอาชีพขายของชำ วางถุงใส่น้ำมันพืชกับน้ำตาลถุงละ 1 กิโลบนโต๊ะจ่าทอง ตามองที่จีรณะ ส่วนอีกมุมชาวบ้าน 5 คน ที่นั่งรอ จ้องเขม็งไปที่จีรณะเป็นตาเดียว ชายหนุ่มหน้านิ่ง
โสภิตเชิดหน้าใส่จีรณะ “เค้ากับพวกโปะยาสลบ ฉุดฉันขึ้นรถแล้วก็พยายามจะข่มขืนฉัน”
ชาวบ้านทุกคนอึ้ง บัวหอมอุทานลั่น “ข่มขืน!”
ตามด้วยสายพิณ “คุณจีเนี่ยนะ”
“ใช่ นายคนนี้แหละ ฉันขอแจ้งความเอาผิดให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายผู้หญิงคนอื่นได้อีก”
ทุกคนมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย แล้วระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน
โสภิตงง ลุกยืน “ขำอะไรกันคะ”
ดาบม้วนลุกยืน เสียงดังใส่ไม่เกรงใจ
“ขำที่มันเป็นไปไม่ได้ คุณจีที่คุณกล่าวหาอยู่นี่ เป็นลูกของครูเจือ ครูเจือเป็นที่เคารพนับถือของคนที่นี่ ลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะ รวมถึงผมด้วย”
จีรณะนั่งกอดอกขรึม
“ผมก็ลูกศิษย์ครูเจือ” จ่าทองว่า
บัวหอมบอก “ลูกๆ เฮาก็ลูกศิษย์ครูเจือ”
สายพิณเสริม “เฮาก็ลูกน้องเก่าครูเจือ”
ชาวบ้าน 1 บอก “ฉันด้วย”
ชาวบ้าน 2 บอกอีก “ฉันก็เหมือนกัน”
ชาวบ้านรับกันเป็นทอดๆ โสภิตใจเย็นสู้
“ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหนนี่คะ พ่อก็ส่วนพ่อ ลูกก็ส่วนลูก”
จ่าทองเดินเข้ามา “คุณจี เค้าทำงานอนุรักษ์ป่า ทำวิจัยมีผลงานมากมาย จนได้รางวัลบุคคลตัวอย่างจากท่านผู้ว่า”
“แถมยังมีจิตอาสา ไปช่วยสอนหนังสือให้เด็กชาวเขา ที่โรงเรียนตชด. บนดอยอีก คุณจำคนผิดแล้วละ” ดาบม้วนบอก
โสภิตไม่ยอมแพ้ “แต่เขาพูดว่าไม่ต้องการเงิน แล้วยังคิดจะถอดเสื้อฉันด้วย”
จีรณะหันมา “ผมขอย้ำว่าคุณจินตนาการไปเองทั้งนั้น”
ดาบม้วนเสริม “ใช่ คุณจีเป็นพลเมืองดีช่วยโทร.แจ้งตำรวจด้วยซ้ำ”
สายพิณมาชี้หน้าโสภิต “ปรักปรำคนดีๆ แบบนี้ต้องฟ้องหมิ่นประมาท”
บัวหอมเข้ามาด่ากราด “มันน้อยไป ดูตามรูปการแล้ว มันต้องเอาโต้ด” บัวหอมหมายถึงเอาโทษ “มากกว่านี้ เธอต้องสร้างเรื่องเอาเองเพื่อเรียกเงินคุณจีแน่ อ้าย จับเลย เชื่อเมีย”
ชาวบ้านเข้ามารุมว่า “ใช่ๆ” เซ็งแซ่ โสภิตจ๋อย จีรณะลุกยืน
“ไม่ดีกว่าครับ มันเป็นการเข้าใจผิด ผมไม่ถือสา ดาบม้วนครับถ้าหมดเรื่องแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”
จ่าทองรีบเข้าไปสมทบ ท่าทีนอบน้อม “ขอโทษนะคุณจีที่ทำให้เสียเวลา ไปครับผมไปส่งหน้าสถานี”
บัวหอมขัด “บ่ต้องๆ น้าเอง เดี๋ยวน้าจะฮื้อกินกาแฟ ไป”
“เฮาไปต้วย บ่ป๊ะกันเมินคิดทึ้ง คิดถึง” สายพิณว่า
โสภิตไม่ยอม “อย่าเพิ่งไป พวกคุณรุมหัวกันเข้าข้างคนผิด ที่แท้ก็รู้จักกันดี”
โสภิตหยิบบัตรประชาชนวางแรงๆ บนโต๊ะหน้าดาบม้วน
“ฉันขอแจ้งความทั้งนายคนนี้ รวมทั้งฟ้องเอาผิดกับดาบและจ่า ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”
ดาบม้วนหยิบบัตรมาดู “ตามใจครับ จะเอาอย่างนั้นก็ได้”
แต่แล้วดาบม้วนตาโต เมื่อเห็นนามสกุลโสภิต “อัปสรโสภิต เจริญโภคทรัพย์”
ดาบม้วนลุกพรวดร้องดังลั่น “คุณเป็นอะไรกับแม่เลี้ยงอมรา”
บัวหอม สายพิณ และชาวบ้านตะลึง อุทานพร้อมกัน
“แม่เลี้ยงอมรา!”

เวลานั้นแม่เลี้ยงอมรานอนบนเตียงในโรงพยาบาล มีสายน้ำเกลือ ครอบปากจมูกด้วยถ้วยให้ออกซิเจน ในมือแม่เลี้ยงถือสัญญาเงินกู้เป็นปึก ท่าทางโกรธสุดขีด ดึงทถ้วยครอบสายออกซิเจนออก แผดเสียงดังทั้งที่หอบ
“อะไรนะ หนี้ทั้งหมดเนี่ย ยังตามดอกไม่ได้เลยสักรายหรือ”
แม่เลี้ยงเปิดดูทีละใบ “อย่างนี้มันต้องยึด มีบ้านยึดบ้าน มีที่ยึดที่ ไม่มีทั้งบ้านทั้งที่ก็ยึดข้าวของมันอย่าให้เหลือแม้แต่กางเกงในสักตัว”
ชีพนั่งเก้าอี้ข้างเตียง มีกระเป๋าเอกสารวางบนตัก หลักฐานการกู้ยืมเต็มกระเป๋า มือถือเครื่องคิดเลข กระดาษบันทึกและปากกา ชีพรับคำแข็งขัน
“ครับแม่เลี้ยง”
“รายต่อไป ว่ามา”

อมราครอบถ้วยออกซิเจนกลับเหมือนเดิม ชีพรีบเปิดหลักฐานเงินกู้ปึกต่อไป

อ่านต่อหน้า 2
พรมแดนหัวใจ ตอนที่ 1 (ต่อ)

ส่วนที่โรงพัก ทุกคนจ้องโสภิตเป็นตาเดียว รอฟังระทึก

“ใช่ แม่เลี้ยงอมราคือแม่ฉันเอง” โสภิตย้ำ
บัวหอม กะสายพิณที่จูงแขนจีรณะมาตรงใกล้ประตูทางลงโรงพัก รีบปล่อยมือถอยห่างออกทันที เหมือนจีรณะเป็นของน่ารังเกียจ
“น้าไปเก็บชามก๋วยเตี๋ยวก่อนดีกว่า”
บัวหอมรีบกลับไปที่โต๊ะจ่าทอง
“เอ่อ พี่ก็ไม่สะดวกไปส่งคุณจีแล้วนะคะ”
สายพิณบอกจากนั้นรีบตามบัวหอมไป ชาวบ้านคนอื่นรีบไปที่โต๊ะแจ้งความก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองโสภิต กลัวโดนจำหน้าได้
จีรณะงุนงงว่าทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด จ่าทองเลิ่กลั่กมองโสภิตที่จ้องตาเขม็ง จ่าทองรีบจับแขนจีรณะไว้
“คุณจียังไปไม่ได้นะครับ คงต้องอยู่ก่อน”
“ทำไมละครับจ่าทอง”
จ่าทองมองหน้าดาบม้วน กระอักกระอ่วนพูดไม่ออกทั้งคู่

ส่วนเหตุการณ์ที่ห้องคนป่วยในโรงพยาบาล ชีพรายงานต่อ
“ผู้ใหญ่พล ใช้คืนทั้งต้น ทั้งดอก ตอนสิ้นเดือนพอดี แสนเจ็ดถ้วน”
อมราตาลอยหลุกหลิก คิดเลข 5 วินาที แล้วดึงที่ให้ออกซิเจนออก
“จะถ้วนได้ยังไง ยืมไปสองปี ใช้คืนตอนสิ้นเดือนที่แล้ว ช้า ออกจากปากจมูกไปสิบเอ็ดวันคิดร้อยละห้าต่อวัน ค่าปรับ”
ชีพจดยิกๆ “เรียบร้อยครับ ผมจะให้คุณยศตรวจดูอีกที”
อมราดึงที่ให้ออกซิจนออกจากปากจมูก
“ช่วงที่ชั้นผ่าตัด มีไอ้พวกถึงเวลาใช้หนี้สิบเจ็ดราย โฉนดขาดจำนองกับเราอีกสี่แปลง อย่าลืมซะล่ะ”
ชีพแง้มเอกสารรายชื่อ “ครับๆกาหัวชื่อเอาไว้แล้วครับ” พลางเอียงหัวเอานิ้วไล่ตามรายชื่อในกระดาษ
“ใส่ดอกจัน แล้วขีดเส้นใต้ไว้เน้นๆ ชัดๆ ด้วย”
ชีพทำตาม อมรามองไปที่ประตู “เอ...ไหนยัยภิตว่าจะมาถึงแล้ว ทำไมมันนานนักล่ะ”
จิตราน้องสาวของจีรณะในชุดพยาบาลเปิดประตูเข้ามา
“ร่างกายพร้อมดีนะคะแม่เลี้ยง เดี๋ยวบุรุษพยาบาลจะมาย้ายแม่เลี้ยงไปห้องผ่าตัดค่ะ คุณหมอที่จะทำบายพาสให้แม่เลี้ยงพร้อมแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวๆ ขอสั่งงาน เคลียร์งานอีกสิบห้านาทีนะหนู”
“ค่ะ แม่เลี้ยง”
เสียงโทรศัพท์ชีพดัง จิตราเดินออกจากเตียงไปที่ประตูแล้วออกไป ชีพรับสาย
“ว่าไง...” ชีพฟัง 5 วินาทีร้อง “เฮ้ย”
ชีพหน้าตื่นกดวางสาย
อมราสงสัย “โวยวายอะไรของแก ชีพ”
“คุณยศกำลังจะยกหนี้ให้ลูกหนี้ครับ”
แม่เลี้ยงดีดตัวลุกพรวดตาโต

ที่สุดจีรณะถูกจ่าทองดันเข้าห้องขัง ล็อคกุญแจจีรณะงงหนัก
“เดี๋ยวจ่า นี่มันอะไร ผมไม่ผิด ทำไมมาจับผม”
จ่าทองเปลี่ยนท่าที “ผู้ร้ายก็พูดแบบนี้ทุกคน”
จีรณะมอง จ่าทอง ดาบม้วน บัวหอม และสายพิณ ทุกคนเปลี่ยนท่าทีหน้ามือเป็นหลังเท้าสิ้น
“ไอ้หมอนั่น มันสมควรติดคุกแล้วละคะ ดูสิ ผู้หญิงตัวน้อยๆบอบบางแบบนี้ มันยังคิดร้ายได้ลงคอ เลวแต๊ๆ” สายพิณว่า
บัวหอมสอพลอตาม “ถ้าน้าฮู้ว่าคุณเป็นลูกสาวแม่เลี้ยง น้ากับชาวบ้านคงรุมตื๊บมันน่วมไปแล้ว” พลางจับมือประจบประแจงโสภิตสุดๆ “โถแม่คุณ คงตกใจขนาด”
ดาบม้วนเอ่ยขึ้นเซ็งๆ “ผมก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าคนเรามันจะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้เร็วขนาดนี้” ปรายตามองบัวหอมเมียตัวเอง
จ่าทอง บัวหอม สายพิณจ๋อย
บัวหอมกระซิบถามเบาๆ “หรือแกอยากตายไอ้แก่”
จีรณะเอ่ยขึ้น “จ่า ดาบ ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้ทำ”
โสภิตหันไปมองจีรณะ ยิ้มเย้ยอย่างผู้ชนะ แล้วเดินออก ทุกคนตามแหนไปเป็นพรวน
“เดี๋ยวซิ มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน”
ดาบม้วนหันมามอง ทำท่าชู้ว์ปาก จีรณะงงๆ


ไม่นานต่อมา เห็นหมอเดินนำผู้ช่วยพยาบาลที่เข็นรถมาที่หน้าห้อง โสภิตตามมาติดๆ จิตราหน้าตื่นผลักประตูห้องผู้ป่วยออกมา
“คนไข้หายไปค่ะ แม่เลี้ยงอมราหายไปค่ะ”
หมองง “หายไปได้ยังไง คุณดูแลอยู่ไม่ใช่เหรอ”
โสภิตตกใจ “อะไรนะคะ คุณแม่หาย คุณดูแลคนไข้ภาษาอะไรกันคนทั้งคนจะหายไปเฉยๆได้ยังไงกัน เช็คดูละเอียดแล้วหรือ”
จิตราจ๋อย “ขอโทษจริงๆ ค่ะ เมื่อกี้ก็ยังคุยกันอยู่เลย”
โสภิตฉุน “แล้วจะรออะไร รีบๆไปตามหาคุณแม่กันสิคะ ป่านนี้จะไปหมดสติฟุบอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้”
“ค่ะๆ”
จิตราหน้าเจื่อนรีบวิ่งไปกับผู้ช่วยพยาบาล

ด้านจีรณะนเดินงุ่นง่านในห้องขัง จ่าทองเข้ามาไขประตู
“ออกมาได้แล้ว คุณจี”

จีรณะมองฉงน ไม่เข้าใจว่าเล่นอะไรกัน
สามคนนั่งคุยกันอยู่ที่ม้าหินข้างโรงพัก จีรณะเครียดมากถามเสียงขุ่น

“ดาบม้วนกับจ่าทองเป็นอะไรไป แค่เห็นนามสกุลแม่เลี้ยงก็ลนลานเอาผมเข้าตะรางซะอย่างนั้น”
จ่าทองบอก “ก็นังแม่เลี้ยงนั่นมันธรรมดาซะที่ไหนระดับเจ้าแม่เชียวนะ”
“เจ้าแม่ เจ้าแม่อะไร” จีรณะฉงน
“เจ้าแม่เงินกู้ คนบ้านเราเป็นหนี้แกทั้งนั้นแหละคุณจีเอ๊ย ยัยแม่เลี้ยงเค้าให้กู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยมหาโหด แต่ไม่มีใครกล้าหือ ดาบม้วนเมาทำปืนหลวงหาย ยังต้องไปกู้เงินแกมาชดใช้หลวงเลย”
ดาบม้วนมองหน้าจ่าทอง“แล้วแกดีกว่าชั้นตรงไหนไอ้ทอง กู้แม่เลี้ยงมาใช้หนี้บอล หมื่นห้าดอกร้อยยี่ต่อเดือน แกใช้เค้าหมดรึยัง”
“เบาซิดาบ พูดอะไรเกรงใจเครื่องแบบมั่ง”
จีรณะแปลกใจ “กฎหมายเค้ากำหนดไม่ให้เกินร้อยละสิบห้าต่อปี ทำไมไม่มีใครแจ้งความ”
จ่าทองหยัน “เฮอะ” พลางมองซ้ายมองขวา “ผู้กำกับยังเป็นหนี้แกเลยคุณจี”
“อย่างนี้มันไม่ถูก ความยุติธรรม ความถูกต้องมันต้องมี ลูกหนี้ก็เป็นคน ไม่ใช่ทาส คนไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันทุกคน”
ดาบม้วนเสริม “ยกเว้นคนจน ไม่งั้นภูเขาทั้งลูก เกาะทั้งเกาะ มันจะกลายเป็นรีสอร์ทไปได้ยังไง ของคนรวยทั้งนั้น คนจนมีสิทธิ์ที่ไหน”
จีรณะครุ่นคิด จำได้ลางๆ
“เพราะเราไม่ต่อสู้เพื่อสิทธิของเรามากกว่า ไหน จ่ากับดาบ เล่าเรื่องแม่เลี้ยงให้ผมฟังอย่างละเอียดได้มั้ย ผมไปทำวิจัยซะนาน เลือนๆจำหน้าจำตาไม่ได้แล้ว รู้สึกว่า เค้าไม่ได้มีลูกสาวคนเดียวนี่”
“ใช่ๆ มีสามคน ที่มีเรื่องกับคุณจีเป็นลูกสาวคนเล็ก คนโตเป็นผู้หญิงไปเรียนเมืองนอกได้ข่าวว่าได้ผัวเป็นฝรั่งไปแล้ว คนกลางเป็นผู้ชายชื่อยศ” จ่าทองบอก

ยศที่จ่าทองพูดถึง กำลังจูบแก้มสมทรงที่นั่งตักยศบนโซฟารับแขกในร้านเสริมสวย สมทรงทำปัดป้องผลักไส ยศหันไปหยิบใบสัญญาเงินกู้ยื่นให้สมทรง
“ความรักของพี่มีคุณค่าเหนือกว่าราคาค่าของเงิน รับไปสิจ๊ะสัญญาเงินกู้ของเธอ ฉีกมันทิ้งซะ อย่าให้มันเป็นอุปสรรครักของเรา”
สมทรงดี๊ด๊า จีบนิ้วสองมือเตรียมฉีกสัญญา”
มือแม่เลี้ยงอมราเข้ามาคว้าสัญญาดึงไป ยศ สมทรง ตกใจตาค้าง
แม่เลี้ยงชุดคนไข้ ยืนจังก้าอยู่หน้าชีพที่ถือถุงน้ำเกลือชูเอาไว้
กาบที่โทร.ไปบอกชีพ ยืนหลบหน้าหลบตาอยู่ข้างชีพ “ชั้นให้แกมาเก็บดอก ดันมายกหนี้ให้มัน ดีนะไอ้กาบมันโทร.ไปบอกก่อน”
ยศหน้าดุ ชี้หน้ากาบ “ไอ้ปากหมา”
แม่เลี้ยงตีมือยศกระเด็น ยศจ๋อยก้มหน้าก้มตา
“แกนั่นแหละ ตายศ ผู้หญิงคนไหนให้ท่าเข้าหน่อยเป็นไม่ได้”
อมราเหลือบดูสัญญาในมือ “เธอก็อีกคน จ่ายมาเลยทั้งต้นทั้งดอก นี่เลยมาห้าวันบอกดอกอีกร้อยละสิบ ข้อหายั่วยวนลูกชายชั้น”
สมทรงเชิดหน้า ลุกไปเปิดลิ้นชัก หยิบกระดาษบันทึกข้อความออกมาสะบัดโบก
“สายไปแล้วจ้ะแม่เลี้ยง พี่ยศยกหนี้ให้หนูหมดแล้ว ยืนยันว่ารับเงินไปหมดแล้วด้วย มีลายมือชื่อพี่ยศลงบันทึกประจำวันแล้วก็ถ่ายสำเนาเอาไว้เรียบร้อย”
อมรากระชากกระดาษจากมือสมทรงไปอ่านดู แม่เลี้ยงตาค้าง
“เงิน เงินของชั้น”
ขาดคำแม่เลี้ยงอมราหงายเงิบเป็นลมสิ้นสติ ชีพ กาบ เข้าประคอง

แม่เลี้ยงอมราถูกนำส่งโรงพยาบาลด่วน นอนให้น้ำเกลือ ออกซิเจนบนเตียงพยาบาล ผู้ช่วยฯ ชาย เข็นเตียงมาตามทาง ยศเกาะขอบเตียงตามเร่งรีบ แม่เลี้ยงยกถ้วยให้ออกซิเจนออกจากปากจมูก ด่าหอบๆ
“แกมันลูกล้าง ลูกผลาญ เงินมันหายากแค่ไหนแกรู้มั้ยกว่าชั้นจะเก็บดอกได้แต่ละบาท เลือดตาแทบกระเด็นแกมันไม่เคยลำบากเหมือนชั้น ไม่รู้จักค่าของเงินลูกอย่างแกมันน่าตัดหางปล่อยวัดซะ”
แม่เลี้ยงหอบเหนื่อย พยาบาลบอก “ห
กำลังโหลดความคิดเห็น...