xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 15

ที่ค่ายทัพตองอู กองทหารหงสาวดีบุกเข้าฆ่าฟันทหารตองอูล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
 
เสียงโคนสุคญีควบม้าเข้าฟันทหารตองอูตายอีกหลายคน
“ทหารตองอูผู้ใดจับอาวุธสู้เราจะสังหารให้หมด หากผู้ใดกลัวตายก็จงวางอาวุธหมอบลงกับพื้น แล้วเราจะไว้ชีวิต”
ทหารตองอูแม้จะเมา แต่ก็จับอาวุธสู้จนตัวตาย ดูน่าเวทนายิ่ง เสียงโคนสุคญีและทหารหงสาวดีกำลังไล่ฟันทหารตองอูที่เมามายสู้ไม่ได้อย่างไม่ปรานี ทหารตองอูต่างเรียกจิสะเบงให้ช่วย
“ท่านจีสะเบง ไหนท่านว่าพวกหงสามันตาขาว ไม่กล้าบุกเราไง”
เสียงโคนสุคญีรีบควบม้ามาตัดคอทหารผู้นั้นทันที

ภายในกระโจมพักจิสะเบง จิสะเบงนั่งอุดหูอยู่ในกระโจมทำอะไรไม่ถูก โชอั้วคอยกอดปลอบอยู่อย่างสะใจ ทหารตองอูต่อสู้ล้มตายและร้องขอความช่วยเหลือจากด้านนอกเซงแซ่
“ท่านจีสะเบงอยู่ไหน ออกมาช่วยข้ารบด้วย ท่านจีสะเบง พวกหงสามันบุกเข้าค่ายเราแล้ว ท่านจีสะเบง อยู่ไหน”
จีสะเบงตัวสั่น เสียงเครือ
“แม่นาง ข้าทำเพื่อแม่นาง ข้าทำเพื่อแม่นางจริงๆ” โชอั้วตาวาว เหี้ยม
“ท่านทำดีมาก ดีมาก ข้ารู้แล้วว่าท่านรักข้าแค่ไหน ท่านรักข้าจริงๆ”
“แม่นางบอกท่านเสียงโคนเถิด อย่าฆ่าทหารตองอูอีเลย พวกเขาเมาสู้หงสาวดีไม่ได้ดอก อย่าฆ่าเขาเลย”
โชอั้วกอดจีสะเบงแน่น เพื่อไม่ให้เห็นดวงตาของเธอที่มีแต่ความอาฆาตแค้น

ค่ายทัพตองอู ทหารตองอูตายเกลื่อน พวกหงสาวดีกำลังไล่ฆ่าพวกที่ยังไม่ตาย บางคนถูกจับเป็นเชลย ธงตองอูถูกชักลงแล้วธงหงสาวดีขึ้นโบกสะบัดแทน
บนเชิงเทินกำแพงกรุงแปร รานอง ตะคะญี และลูกศิษย์เดินขึ้นมาบนกำแพงเมืองอย่างเร่งรีบ ทุกคนมองออกไปยังค่ายหน้าเมืองสีหน้าตกใจที่เห็นทหารนอนตายเกลื่อน ธงค่ายตองอูกลายเป็นธงของหงสาวดี จาเลงกาโบวิ่งมาหา
“พ่อท่านพวกหงสายึดค่ายตองอูของเราได้แล้ว”
“พวกเราไม่ได้ยินเสียงจิสะเบงลั่นกลองศึกเตือนทหารเลย พวกหงสาวดีมันเข้าตีค่ายได้ยังไง”
“จิสะเบงคงเสียรู้ทหารหงสาวดี ขอข้าพเจ้านำทหารออกไปช่วยเถิด”
“ทหารตองอูเพลานี้เหลือเพียงกระหยิบมือ ยกออกไปก็เหมือนปลาว่ายเขาไซให้เขาลอบกู้”
“พ่อครูเป็นปลัดทัพจะยืนดูพวกหงสาล้อมฆ่าทหารเราอย่างนั้นหรือ”
“มึงหยามกูมากนะไอ้เนงบา มึงเคยเห็นกูทิ้งใครให้ตายเปล่ามาอย่างนั้นหรือ กูจะออกไปตายให้มึงดู”
ตะคะญีจะลงกำแพงไป จาเลงกาโบมาขวางไว้
“อย่าถึงมือพ่อท่านเลย ข้าพเจ้าจะไปตายกับพวกตองอูเอง”
“ข้าด้วย ข้ายินดีตาย”
“ข้าไปเองพ่อครู”
“ไป เราไปตายกับทหารของเรา”
รานองมองอยู่ด้วยความสะเทือนใจ
“อย่าไปเลยท่านปลัดทัพ ให้พวกหนุ่มๆ เขาไปกันเถอะ” ทุกคนหันมามองรานอง “ทหารตองอูของท่านในแปรคงไม่พอเอาชนะดอก ข้าพเจ้าจะให้ทหารแปรออกไปร่วมรบกับท่านด้วย แปรนี้รอดจากพวกโมยินมาได้ก็เพราะบุเรงนอง ฉะนั้นขอข้าพเจ้าได้ตอบแทนคุณคนตองอูสักครั้งเถิด”
ตะคะญีมองรานองน้ำตาคลอ พูดไม่ออก รานองยิ้มให้อย่างเข้าใจ

จาเลงกาโบ เนบา สีอ่องนำทหารตองอูและแปรบุกออกไปเต็มกำลัง
ส่วนที่ค่ายจิสะเบง เสียงโคนสุคญีมองไปที่ประตูเมืองแปร ท่าทางตกใจที่เห็นทหารจำนวนมากออกมาจากประตูเมือง เสียงโคนสุคญีตกใจชักม้าหนีมาหาไขลู
“ไขลู ไหนท่านว่าทหารแปรจะไม่ช่วยพวกตองอูรบไง ทำไมถึงแห่กันมาเต็มทุ่งอย่างนั้น”
ไขลูหันไปมองอย่างไม่แน่ใจ เสียงโคนสุคญีสู้กับจาเลงกาโบด้วยดาบบนหลังม้า แล้วหันไปเห็นกองทหารแปรดาหน้ามาเต็มทุ่งอย่างหึกเหิม
กองทหารแปรตรงเข้ามายังค่ายของจิสะเบงอย่างหึกเหิม
“ทหารตองอู เรามาช่วยแล้วไม่ต้องกลัวมัน”
เสียงโคนสุคญีกับไขลู ยังตะลึงนึกไม่ถึง
“ทหารหงสา กลับเข้าค่ายก่อน เร็ว” เสียงโคนสุคญีตะโกนบอก จากนั้นเสียงโคนสุคญีกับไขลูก็ควบม้ามาที่กระโจมพักจิสะเบง
“กลับเข้าค่ายเถอะจิสเบง ไม่มีประโยชน์แล้ว”
จิสะเบงยังลังเลทำอะไรไม่ถูก
จีสะเบง โชอั้วรีบชักม้าตามไขลูไป จาเลงกะโบหยุดม้าและเพ่งมองฝ่าความมืดตามหลังจิสะเบงไป

วันต่อมาที่เรือนปลัดทัพตะคะญี ตองหวุ่นญีนั่งตะลึงตาค้าง จาเลงกาโบ เนงบา สีอ่องที่เฝ้ารายงานอยู่
ตองหวุ่นญียืนนิ่งเสียใจที่สุดในชีวิต
“หากจิสะเบงลูกเราทำการร่วมกับศัตรูอย่างที่ว่าจริง จงอย่านับมันเป็นคนตองอูอีกเลย” ตองหวุ่นญียกมือไหว้ฟ้า “เทวดาฟ้าดินเป็นพยาน ข้าพเจ้าขอสาบาน มันผู้นี้ไม่ใช่ลูกข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว หากพบจิสะเบงเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าจะขอกุดหัวมันเอง”

ทุกคนเงียบกริบด้วยความสงสาร

อีกด้านหนึ่งที่ค่ายสอพินยา ทหารหงสาวดีกำลังกวาดต้อนเชลยตองอูไปรวมกันที่มุมค่าย
 
จิสะเบงยืนมองอย่างเศร้าใจ เสียงโคนสุคญี ไขลู ยืนคอตกอยู่ใกล้ๆ สอพินยายืนมองอย่างไม่สบอารมณ์ สีหน้าไม่พอใจมาก
“เราจะไม่มีวันถอยกลับหงสาวดีเด็ดขาด พระเจ้าอังวะก็ตั้งค่ายคอยเราอยู่ที่ตองอูแล้ว ถ้าไม่ไปตามนัดหมายอังวะคงถือโกรธ นับเราเป็นศัตรูอีกแคว้นแน่นอน แล้วเราจะเหลือเกียรติให้หงสาวดีแค่ไหนกัน”
“ข้าพเจ้า อยากจะทำศึกนี้ไว้ประดับเกียรติตัวก่อนตายยิ่ง แต่ชัยภูมิแปรยากแก่การเข้าโจมตีได้”
สอพินยาโกรธแทบคลั่ง พูดกัดฟัน พยายามระงับโกรธ
“หมายความว่า เราจะต้องเสียตะละแม่กุสุมไปอย่างนั้นหรือ”
“พระอนุชาเย็นพระทัยก่อน หากเราตีแปรไม่ได้เราก็จงเร่งไปตีตองอูเถิด เพลานี้ทัพรัตนะบุระอังวะก็ล้อมกรุงตองอูรอเราอยู่แล้ว หากเราตีตองอูได้ก็เหมือนเรากำเอาหัวใจแปรไว้ด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีจะเด็ด ตะละแม่กุสุมาจะพ้นมือพระอนุชาได้เยี่ยงไร” สีหน้าไขลูยิ้มเจ้าเล่ห์
สอพินยาน้ำตารื้น แดงกล่ำด้วยความแค้น

จิสะเบง โชอั้วหนีมาหยุดที่ริมลำธารหลังค่ายตองอู
“ข้าพเจ้าก็คิดถึงท่าน พอรู้ว่าท่านจะบัญชาการทัพไปประชิดกรุงตองอูข้าพเจ้าจึงรีบเสี่ยงตายลอบออกมาพบท่านอีก นี่ถ้าพวกแปรรู้ข้าพเจ้าต้องถูกกุดหัวแน่นอน ท่านจะยกทัพไปเมื่อไหร่” โชอั้วถามจิสะเบง แต่จิสะเบงนิ่งเงียบ
“ถ้าท่านคิดว่าการตีตองอูเป็นการทรยศ ข้าพเจ้านี้ก็เลวไม่แพ้ท่านที่ทรยศต่อแปร หากพวกตองอูจับทหารหงสาวดีไปสอบความเมื่อไหร่โทษคงมาถึงข้าพเจ้าในเร็ววัน ฉะนั้นขอข้าพเจ้าสิ้นใจเสียตรงนี้เถิด”
โชอั้วดึงดาบจิสะเบงออกมาหมายจะเชือดคอตัวเอง จิสะเบงรีบห้ามไว้
“อย่า อย่าทำอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะรีบยกทัพไปตีตองอูให้สิ้นศึกโดยเร็ว เพื่อท่านจะได้ปลอดภัย”
“ไม่ใช่เพื่อข้าดอกเพื่อท่านเองต่างหาก ข้าพเจ้าไม่อยากเห็นท่านต้องอยู่อย่างไร้เกียรติใต้อำนาจของจะเด็ด คนมีฝีมือและเชื้อสายอย่างท่านควรได้รับการเกื้อหนุนให้สูงส่ง”
“ในโลกนี้ คงไม่มีสตรีไหนที่จะเข้าใจข้าพเจ้าได้เท่าท่าน ข้าพเจ้ารักท่านเหลือเกิน โชอั้ว”
จิสะเบงกอดหอมโชอั้วด้วยความรัก โชอั้วแกล้งปล่อยตามใจ
“ข้าพเจ้านี้ก็รักท่านเหลือเกิน ท่านจิสะเบง ชีวิตนี้ข้าพเจ้ามอบให้ท่านหมดแล้ว” โชอั้วหาทางผละออกจากจิสะเบงก่อนจะเกินเลย “เทพยดาคงเมตตาท่านยิ่งจึงบันดาลให้ท่านมาพบพระอุปราชสอพินยา ขอท่านจงสนองคุณพระองค์ ได้เป็นผู้ครองเมืองเมาะตะมะโดยเร็วเถิดข้าพเจ้าจะขออาศัยพึ่งบุญท่านไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

ที่ค่ายสอพินยา สอพินยามีสีหน้าเรียบเฉย ยืนมองทุกคนที่อยู่ต่อหน้าแล้วเดินมาหยุดที่จีสะเบง
“เราขอบใจท่านมากจิสะเบง ที่ท่านจะช่วยบัญชาการทัพรบกับตองอูในครั้งนี้”
“ข้าพเจ้าขอเสนออุบายไว้ อยากให้ท่านเสียงโคนอยู่รักษากองทัพหงสาวดีที่หน้าเมืองแปรนี้ไว้ก่อน เพื่อลวงไม่ให้พวกตองอูยกทัพตามไป เพราะหากตามไปช่วยเมืองตองอูเมื่อไหร่ท่านเสียงโคนก็สามารถยึดกรุงแปรได้เช่นเดียวกัน” จิสะเบงบอก
“อุบายท่านจิสะเบงแยบยลเหลือเกิน สมแล้วที่พระอุปราชทรงเมตตาเป็นเพื่อนน้ำมิตรแก่กัน เก่งจริงท่านจีสะเบง แต่เสียดายนิดเดียวว่าพวกตองอูมองไม่เห็น ฮะฮะ” ไขลูเอ่ยชม จีสะเบงอยากจะยิ้ม แต่ความริษยาจะเด็ดมีมากกว่า
ไขลูสบตากับสอพินยาและเสียงโคนสุคญี ดวงตาเป็นประกายที่หลอกจิสะเบงสำเร็จ

ลานฝึกทหารเมืองตองอู มังตราฝึกอาวุธอยู่กับพวกทหาร ขุนเมืองรายเดินเข้าเฝ้ากับพวกทหารสอดแนม
“พวกเจ้าสืบความมาแจ้งน่ะว่า พวกโมนยินมันกำลังฝึกกองพลใหม่เพื่อจะบุกตลุยกลางแปลงกับเราใช่ไม๊”
“ไม่ผิดแน่พระองค์ท่าน”
“พวกมันคงคิดเลิกที่จะตั้งมั่นอยู่แต่ในค่ายแล้ว คงอีกไม่กี่เพลา พวกมันต้องยกทัพออกรณรงค์กลางแปลงกับเราแน่นอน ขอพระองค์บัญชาให้ข้าพเจ้าจัดทัพออกโจมตีชิงความได้เปรียบมันก่อนเถิด”
“ไม่ต้อง ท่านอยู่รักษากำแพงเมืองดีกว่า เราจะออกตีค่ายมันเอง”
“พวกโมนยินเป็นชนเผ่าที่เหี้ยมโหดเกินมนุษย์ หากต้องสิ้น ข้าพเจ้าขอสละชีพแทน” ขุนเมืองรายอก มังตราโกรธมาก
“ท่านคิดว่าเราจะออกไปตายหรือ คิดหรือว่าเราจะแพ้มัน เป็นถึงแม่ทัพ ถ้าคิดแต่ว่าตัวจะแพ้เสียแล้ว เหล่าทหารจะกล้าออกศึกหรือ ใช้หัวคิดหรือเปล่าถึงพูดพล่อยๆ ออกมา”
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า ถ้าพระองค์จะออกตีค่ายมันจริง ขอข้าพเจ้าไปปรึกษาพระคุณเจ้าจะเด็ดก่อนเถิด”
“ใครเป็นพระเจ้าอยู่หัว จะเด็ดหรือเรา ท่านคิดว่าเราไร้ฝีมือบัญชาการทัพใช่ไม๊ถึงจะซมซานไปวอนจะเด็ดให้ช่วย เป็นตายอย่างไร เราจะไม่มีวันให้จะเด็ดมาดูถูกเราได้เด็ดขาด หากรู้ว่าใครแอบไปวอนจะเด็ดมัน เราจะลากลิ้นมันออกมาสับให้แหลก คอยดู”
ทุกคนก้มหน้านิ่ง…เงียบ

ที่สมรภูมิรบหน้าค่ายโมยิน ทหารพลเท้าตองอูกับโมนยินกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด เสียงดังสนั่น มังตรากำลังทรงม้าฟาดฟันอยู่กับพลเดินเท้า มีขุนเมืองรายรบอยู่ใกล้ๆ กองทหารม้าตองอูพยายามบุกแนวโล่ห์กั้นของโมนยินไปให้ได้ แต่ก็ถูกทหารโล่ใช้ขวานฟันม้าล้มลงสิ้น เมงกยอกแงควบม้าไปมาบัญชาการอยู่หลังแนวโล่ห์
“เคลื่อนไปข้างหน้าๆๆ”
ทหารโล่เคลื่อนเดินหน้าไปเรื่อยๆ มังตรากำลังต้านกองทหารพลเท้าโมนยินอยู่ พยายามทะลุไปแนวหน้าแต่ยังทำไม่ได้
“กองทหารม้า ทะลวงแนวกำบังมันไปให้ได้ๆๆ”
ทหารม้าตองอูบุกเข้าโจมตีแนวกำบังโล่ของโมนยิน แต่ก็ถูกทหารโมนยินสังหารสิ้น มังตราแค้นใจ ตัดสินใจบุกตะลุยไปแนวหน้าเอง
“ตะลุยมันเข้าไปๆๆ พวกมึงกลัวตายอย่างงั้นหรือ ถ้าอย่างงั้นกูเอง”
“อย่าพระองค์ ทหาร ตามอารักษ์ขาพระเจ้าอยู่หัว ไป”
ขุนเมืองรายควบม้าแหวกทหารโมนยินตามมังตราไป
แนวกำบังเปิดออก เมงกยอกแงพุ่งม้าออกไปทันที มังตราพุ่งม้าเข้ามาร่ายทวนกับเมงกยอกแง มังตราท่าทางสู้ไม่ได้ ขุนเมืองรายเข้าแทรกกลาง หวังปกป้องมังตราจึงถูกทวนของเมงกยอกแง
“กลับเข้าค่ายเถิดพระเจ้าอยู่หัว เราต้านพวกโมนยินไม่ไหวแล้ว”
ขุนเมืองรายเข้าปะทะกับเมงกยอกแงพยายามต้านไว้แทน มังตราทำอะไรไม่ถูก
แนวกำบังของพวกโมนยินเดินหน้าเข้ามาเรื่อยๆ กองทหารม้าตองอูเริ่มระส่ำระสายถอยร่นไม่เป็นขบวน
ขุนเมืองรายต่อสู้กับเมงกยอกแงสุดฝีมือ แต่ก็ยังสู้ไม่ได้ ถูกคมทวนเมงกยอกแงอีกหลายแผล มังตราพยายามเข้าช่วย
“ถอยเข้าค่ายเถิดพระเจ้าอยู่หัว”
มังตรางุนงง หันมองไปรอบๆ ทหารโมนยินไล่สังหารทหารตองอูล้มตายลงเป็นเบื่อ พากันถอยหนีอย่างไม่คิดชีวิต ขุนเมืองรายพยายามป้องกันมังตราอย่างสุดความสามารถ
“ทหาร นำพระเจ้าอยู่หัวกลับเข้าค่ายบัดเดี๋ยวนี้”

กองพลเดินเท้าตองอูวิ่งเข้ากันมังตราไว้ มังตราตัดสินใจควบม้ากลับค่าย
 
อ่านต่อหน้า 2

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 15 (ต่อ)

เมงกยอกแงควบม้ามาหยุดหน้ากำแพงเมือง หน้าแถวทหารกำบังโมยิน มองไปทางมังตรา...

“ฮะฮะๆๆ บัดนี้เหมือนฟ้าดินจะตราไว้ให้รอยบุญพระเจ้าโสหันพวา แห่งกรุงรัตนะบุระอังวะจะได้รุ่งเรืองขึ้น
แล้ว จึงปรารถนาจะสำแดงอภินิหารให้ปรากฏ หากพระเจ้ามังตราจะต่อบุญด้วยพระเจ้าอังวะขอได้แต่งทแกล้วทหารออกมาทำสงครามกลางทุ่งให้ประจักษ์สมกับเป็นกษัตริย์นักรบ อย่าเอาแต่หลบพระองค์อยู่หลังกำแพง ให้พสกนิกรหมิ่นว่ามีพระเจ้าอยู่หัวขี้ขลาดตาขาว ไม่สมบุญบารมีเลย”
เมงกยอแงตะโกนตามหลังมังตรา มังตราชักม้ากลับหันมามองเมงกยอแงอย่างแค้นใจ ทหารองครักษ์เข้ามาล้อมไว้ ขุนเมืองรายที่ได้รับบาดเจ็บควบม้ามาหยุดใกล้ๆ
“การศึกมิจำเป็นต้องเผด็จกันให้สิ้นทหารให้มื้อเดียว ขอท่านกลับไปพักทหารให้หายเหนื่อยก่อนเถิด อีกสามวันเราจะออกมารบใหม่ ทหารนำขุนเมืองรายกลับเข้ากำแพงเมือง” มังตราบอก

พระจะเด็ดและมหาเถร นั่งสมาธิอยู่ ในอุโบสถ์วัดกุโสดอ นายกองวิ่งเข้ามาเห็นพระจะเด็ดและมหาเถรนั่งสมาธิอยู่จึงไม่กล้ารบกวน จะเด็ดลืมตาขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าพูดอะไร มหาเถรยังคงหลับตานิ่ง จะเด็ดอึดอัดอยากจะพูด มหาเถรลืมตาขึ้น
“พระคุณเจ้า เพลานี้พระเจ้าอยู่หัวแค้นพระทัยนักที่พ่ายโมนยิน ขุนเมืองรายก็ได้รับบาดเจ็บและการสำคัญพระองค์ได้รับคำท้าพวกโมนยิน จะออกศึกกลางแปลงในวันมะรืนนี้ด้วย” นายกองบอก
“สงครามมันเป็นเช่นนี้เอง”
จะเด็ดกระวนกระวาย แต่ยังไม่กล้าลุกไป

ที่ตำหนักมังตรามังตรามีท่าทางยังอิดโรยมาก
“ข้าพเจ้าให้สัตย์ต่อหน้าทหารทั้งสองฝ่ายไปแล้ว จะให้ตะบัดสัตย์อย่างนั้นหรือ” มังตราบอกขณะที่มหาเถรนั่งบนตั่งสงฆ์ท่าทางสงบ
“เราไม่ได้คิดว่าจะไม่ให้ตองอูออกรบ แต่พระองค์ไม่ควรออกรับศึกเอง การถนอมตองอูให้รอดเป็นการใหญ่สำคัญกว่า” มังตราโกรธมาก
“พระอาจารย์หมายจะให้จะเด็ดละผ้าเหลืองออกรบแทนข้าพเจ้าอย่างนั้นหรือ” มหาเถรเงียบ “พระอาจารย์คือแม่ทัพมังสินธูผู้สร้างเกียรติให้คนทั้งลุ่มน้ำอิรวดีแจ้งสิ้นว่าตองอูเป็นชาตินักรบ แต่บัดนี้พระอาจารย์กลับมาสอนข้าพเจ้าให้เอาตองอูรอด โดยหดหัวอยู่หลังกำแพง ความชราทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้หรือพระอาจารย์ คิดว่าจะเด็ดฝีมือเหนือกว่าข้าพเจ้า”
มหาเถรยิ่งเงียบมากขึ้น ยแมสินเข้ามาถวายความเคารพ
“ท่านนายกองคุมกำแพงทิศตะวันตก มีการด่วนแจ้งว่าเพลานี้มีทัพหงสาวดียกมาประชิดทางตะวันตกอีกทัพหนึ่ง ขอมีพระบัญชาเถิด”
มังตราตกใจหันไปมองมหาเถร มหาเถรนิ่ง

กองทัพหงสวดีเคลื่อนมาเต็มท้องทุ่งดูน่าสะพรึงกลัว สอพินยา จิสะเบง ไขลู นั่งม้ามาเคียงกัน ทหารสอดแนมควบม้าสวนมาหาสอพินยา
“เพลานี้กองทัพอังวะตรึงกำแพงทางทิศเหนือแล้วพระอุปราช”
“แสดงว่าฝีมือแม่ทัพเมงกยอกแงนี้ไม่เลวทีเดียว จิสะเบง…แคว้นตองอูนี้ท่านชำนาญทางเป็นอันดี จงนำข้าพเจ้าไปพบเมงกยอกแงทีเถิด การเดินทัพมาผิดกำหนดการจะทำให้อังวะกินใจ เราควรจะไปแสดงไมตรีก่อน ส่วนท่าน ไขลู จงอยู่กำกับการตั้งค่ายที่นี่จะเป็นการดีกว่า”
“เชิญพระอนุชาเสด็จเถิด ข้าพเจ้าจะดูการที่นี่ให้เรียบร้อยเอง”
“ไป ท่านจิสะเบง ข้าพเจ้าจะให้ท่านได้รู้จักพวกนักรบโมนยิน แม่ทัพเมงกยอกแงนี้ ข้าพเจ้าจะยกให้ท่านประสานการรบกันต่อไป”
จิสะเบงยังไม่ค่อยมั่นใจ สีหน้ากังวล สอพินยาควบม้านำจิสะเบงออกไป มีกองทหารม้าติดตามพอสมควร

มหาเถรเดินเข้ามานั่งที่แท่นประจำอย่างหงุดหงิด จะเด็ดรีบคลานเข้ามาหา
“เป็นอย่างไรบ้างพระอาจารย์”
“หากรอยบุญแห่งตองอูมีน้อย คราวนี้คงหนีไม่พ้นความย่อยยับ เพลานี้มีทัพจากหงสาวดีมาประชิดทางทิศตะวันตกอีกทัพหนึ่งแล้ว”
“กรุงแปรแตกแล้วหรือพระอาจารย์”
“เรากลุ้มใจจะเสียตองอู แต่เจ้ากลับไปห่วงแปรอย่างนั้นหรือ”
“ข้าพเจ้าเป็นห่วงทัพตองอูที่ป้องกันแปรอยู่ต่างหาก ถ้าทัพหงสาวดีบุกมาถึงที่นี่ได้ก็หมายความว่ากองทัพตองอูที่แปรแหลกแล้วอย่างนั้นหรือ”
“เราไม่รู้ แต่การสำคัญคือวันมะรืนนี้มังตราจะออกศึกกลางแปลงกับพวกโมนยินทางทิศเหนือ แล้วทางทิศตะวันตกที่ทัพหงสาประชิดอยู่ใครจะป้องกัน เป็นเพราะเจ้าทีเดียว หลงสตรีจนเกิดศึกนี้ได้”

จะเด็ดนิ่งฟัง รู้สึกเสียใจที่ถูกต่อว่าเป็นต้นเหตุ

หน้ากองบัญชาการค่ายอังวะ กองทหารโมนยินนำสอพินยา จิสะเบงและทหารหงสา เดินผ่านกองทหารกำบังโมนยิน
 
จิสะเบงหยุดดูด้วยความสนใจ
นายกองโมนยินเดินนำสอพินยา จิสะเบงเข้ามาพบโสหันพวาและเมงกยอกแงที่นั่งปรึกษางานกันอยู่ในค่าย ทั้งสองหันมามอง ด้วยสีหน้าไม่พอใจ สอพินยากับจิสะเบงทำคารวะอย่างอ่อนน้อม
“ข้าพเจ้าขอคารวะท่านโสหันพวา”
“วันเคลื่อนพลจากอังวะมาสู่ตองอู เราเกรงจะเป็นกลให้ท่านหลอกใช้สู้อุตส่าห์ยันทัพตองอูรอท่าน หากพวกเราไร้ฝีมือป่านนี้ไม่เป็นศพถมแผ่นดินตองอูหรือ”
“เหตุที่ยกทัพมาช้ากว่ากำหนด เนื่องด้วยต้องแวะก่อกวนทัพตองอูที่กรุงแปร ไม่ให้ยกขึ้นมาช่วยตองอูตีตลบหลังเราได้ ขอท่านโปรดอภัยข้าพเจ้าด้วย” สอพินยาหันไปทางเมงกยอกแง “ท่านผู้นี้คือ...”
“ขุนพลเมงกยอกแง ศิษย์ผู้พี่ของแม่ทัพโมนยินที่ถูกจะเด็ดสังหารคราวศึกเมืองแปร”
“เพราะโมนยินมีท่านอาจารย์ร่วมทัพอยู่ซินะถึงสามารถล้อมตองอูได้เป็นนานเช่นนี้”
“เพลานี้ทัพโมนยินกับหงสาวดีมารวมกันแล้ว ท่านจะได้ชำระแค้นกับจะเด็ดแน่นอน” จิสะเบงบอก เมงกยอกแงไม่พอใจ
“ท่านผู้นี้เป็นใคร พระอุปราชจึงนำมาเจรจากับเรา”
“ท่านจิสะเบง บุตรขุนพลตองหวุ่นญี ถูกจะเด็ดรอนอำนาจทั้งๆ ที่มีฝีมือ ข้าพเจ้าหวังเกื้อหนุนขึ้นคุมเมืองท่าเมาะตะมะ ศึกนี้จะให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพหน้า ประสานการทัพกับอาจารย์ท่าน”
“งั้นวันมะรืนนี้เราจะให้อาจารย์ออกศึกกลางแปลงกับพระเจ้ามังตรา ท่านจงนำกำลังหงสาปีนกำแพงตองอูด้านทิศตะวันตก เพื่อให้ตองอูโกลาหล หากเราเด็ดชีพพระเจ้ามังตราได้ก็เท่ากับได้เมืองตองอูไว้ทั้งสิ้น”
“ข้าเร่งสวดภาวนาให้ถึงวันนั้นเร็วๆ หัวมังตราจะกระเด็นหลุดจากคอ”
“พระเจ้ามังตราหาได้ไร้ฝีมือดังท่านคิดนะพระอาจารย์เมงกยอแง ข้าพเจ้ากับพระเจ้ามังตรานั้นเรียนวิชาการมาจากพระอาจารย์ผู้เดียวกัน จะรู้กลยุทธ์ฝีมือกันดี”
เมงกยอแงมองจิสะเบงอย่างไม่พอใจ เหมือนถูกหยาม

ขุนเมืองรายนอนป่วยอยู่บนตั่งกลางห้องมีหมอและบ่าวไพร่ห้อมล้อม จะเด็ดนั่งอยู่ห่างๆ
“หากเจ้ากูไม่ช่วยพระเจ้าอยู่หัว กรุงตองอูแหลกแน่”
“พระเจ้าอยู่หัวถือทิฐิแค่ไหนท่านก็รู้ แต่หากพระเจ้าอยู่หัวจะออกรบกลางแปลงกับพวกอังวะจริงก็อย่าพะวงทัพหงสาทางทิศตะวันตกเลย”
“ทำไมหรือเจ้ากู”
“เพราะทัพหงสาเพิ่งมาถึง คงอ่อนเพลียเกินกว่าจะปีนกำแพงเมืองได้เพียงหมายทำทีให้เราโกลาหลเล่น การสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้พระเจ้าอยู่หัวเพลี้ยงพล้ำแก่พวกโมนยิน”
“กองกำบังพวกมันแข็งแกร่งมาก ทัพม้าเราสู้ไม่ได้เลย”
จะเด็ดคิดก่อนพูดออกมา
“พอมีวิธีแก้กล แต่ถ้าอาตมาเข้าไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวคงไม่ฟัง อยากจะขอวานปากท่านไปกราบทูลน่าจะดีกว่า”
“แจ้งมาเถิด จะให้ข้าพเจ้าตัดหัวส่งไปแทนก็ได้ ขอให้พระเจ้าอยู่หัวแคล้วคลาดเป็นพอ”

คืนนั้นจะเด็ดนั่งสมาธิอยู่หน้าพระประธานกับมหาเถร ท่ามกลางแสงเทียนสว่างไสว
“ศึกพรุ่งนี้ แม้จะไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่หากเราละไว้ไม่แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ก็เหมือนสงฆ์ละหน้าที่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงไปแผ่เมตตาแก่พวกทหารตองอูทางทิศตะวันตก ส่วนเราจะไปแผ่เมตตาทิศเหนือเอง” มหาเถรบอกจะเด็ดทั้งที่ยังหลับตา

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จิสะเบงนำกองทัพหงสาวดีโผล่ขึ้นเนินเขามาช้าๆ จนเต็มไปทั้งเขา ทั้งหมดมีธนูเป็นอาวุธ จิสะเบงเดินม้าเข้ามาหยุดอย่างทระนง แล้วควบม้าไปรอบๆ กองทหาร
“ทหารหงสา ด้วยพระบารมีพระเจ้าสการวุตพีได้แผ่มาถึงแผ่นดิน”
“ขอให้พวกท่านจงสำแดงฝีมือการรบให้พวกตองอูประจักษ์เป็นขวัญตาเถิดว่า กองทัพหงสาวดีนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด”
เหล่าทหารทั้งหมดเฮ อย่างฮึกเหิม

มังตราควบม้านำกองทหารที่จะออกรบตรงมาที่ประตูกำแพงเมือง เห็นมหาเถรยืนคอยอยู่ก็แปลกใจ ชักม้าเข้ามาใกล้แต่ไม่ยอมลงจากหลังม้า
“เจริญพรมหาบพิตร อาตมาขอให้พระเสื้อเมืองทรงเมืองและเทพยดาผู้คุ้มครองแคว้นตองอู จงปกป้องคุ้มครองมหาบพิตรให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พสกนิกรตองอูยิ่งยืนนานเถิด”
มังตรารู้สึกซาบซึ้ง
“ข้าพเจ้านึกว่าพระอาจารย์จะโกรธข้าพเจ้าจนไม่มาส่งทัพเสียแล้ว”
“ขอมหาบพิตรเสด็จออก ไม่ต้องห่วงในเขตกำแพงนี้ อาตมาจะอยู่แผ่เมตตาเอง”
“ขุนเมืองรายแจ้งกลแก้ทัพโมนยินอังะแก่ข้าพเจ้าแล้ว หากเหลือกำลังรับจริงขอพระอาจารย์สั่งการให้ที” มหาเถรทำหน้าแปลกๆ
“เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข อาตมาขอแค่สั่งเปิดประตูเมืองอย่างเดียว”
มังตราแอบยิ้ม
“ทหาร เปิดประตูเมือง”

ประตูเมืองเปิดออก มังตรานำกองทหารม้าและกองทัพตองอูออกประตูเมืองไปทันที มหาเถรเดินขึ้นไปดูบนกำแพงเมือง
 
อ่านต่อหน้า 3

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 15 (ต่อ)

เมงกยอกแงขี่ม้านำทัพเข้ามาหยุดอยู่กลางสมรภูมิรบ มังตราขี่ม้านำกองทัพตองอูเข้ามาหยุดเผชิญหน้า
 
เมงกยอกแงกระหยิ่มใจควบม้าออกมากลางลาน มังตราควบม้าออกมากลางลานเช่นกัน
“สมกับคำลือจริงว่าคนตองอูนั้นสืบเชื้อสายเมงกะยินโยชาตินักรบเป็น เกียรติแก่ข้าพเจ้ายิ่ง ที่จะได้ประฝีมือกับพระเจ้าตองอู”
“แผ่นดินตองอูไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดมาหรู่เกียรติ โดยเฉพาะเผ่าโมนยินคนป่าบนเขาสูง” เมงกยอกแงเลือดขึ้นหน้า
“เราอย่ามาเกี่ยงกันเรื่องเกียรติยศเกียรติศักดิ์อยู่เลย มาแจ้งประจักษ์กันที่ฝีมือดีกว่า” เมงกยอกแงพุ่งม้าร่ายทวนเข้าใส่มังตราทันที “อังวะ…บุก”
กองเดินเท้าอังวะบุกออกไปก่อน
“ตองอู สู้ตาย”
มังตราร่ายทวนเข้ารับมือเมงกยอกแงทันทีเหมือนกัน พลเดินเท้าทั้งสองตรงเข้าประจัญบานกันอย่างดุเดือด
“กองม้า เดินหน้า ประชิดกำแพงเมือง”
กองกำบังเดินนำกองม้าโมนยินรุกหน้ามาเรื่อยๆ
“ทหารม้าต้านไว้ อย่าให้พวกมันเข้าถึงกำแพงได้” กองทหารม้าตองอูวิ่งเข้าหากองทหารกำบัง แล้วหยุดก่อนถึง ต่างกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ถอยไม่เป็นขบวน มังตราโกรธ “ต้านมันไว้ให้อยู่ อย่าให้มันเข้าหากำแพงเมือง”
ทหารม้าตองอูตัดสินใจพุ่งม้าเข้าใส่กองทหารกำบัง แต่ก็สู้ไม่ได้ถูกทหารโมนยินฆ่าฟันล้มตายลงเป็นอันมาก มังตราพยายามสู้กับเมงกยอกแงสุดกำลัง แต่ดูจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

บนเชิงเทินกำแพงตองอู มหารเถรหลับตาอยู่เริ่มกระวนกระวายก่อนจะตะโกนไปที่นายประตู
“เปิดประตูเมือง เปิดประตูให้กองช้างออกไปช่วยได้”
ประตูเมืองเปิดออก กองทัพช้างศึกพากันวิ่งออกประตูไปทันที

ที่สมรภูมิรบ กองทหารกำบังเดินหน้าฆ่าฟันกองม้าตองอูเป็นพลันวัน มังตราสู้กับเมงกยอกแงอยู่
“กองทหารม้าท่านถอยไม่เป็นท่าแล้ว”
เมงกยอกแงพูดไม่ทันขาดคำ กองทัพช้างวิ่งโล่มาเต็มทุ่ง ตรงเข้าหากองทหารกำบังทันที
“เหยียบทหารกำบังมันให้เรียบ อย่าให้เหลือ”
ควาญช้างตะโกนบอก เมงกยอกแงมองกองช้างตองอู กองม้าตองอูเข้ามารวมตัวกันแล้วพุ่งเข้าใส่หงสาวดีใหม่
“สั่งเตรียมแผนสอง” เมงกยอกแงตะโกนสั่ง
ทหารอังวะพากันลากลูกกลิ้งฟางสวนทหารกำบังอังวะที่วิ่งหนีเข้ามากลางสมรภูมิ กองทัพช้างตองอูยังคงวิ่งเข้าหาพวกอังวะอย่างได้ใจ เมงกยอกแงควบม้าเข้ามาอยู่หลังทหารธนูไฟ
“จุดไฟ”
เหล่าทหารอังวะวิ่งเอาคบไฟจุดลงในก้อนกองฟาง กองทหารช้างยังคงวิ่งดาหน้าเข้าหาพวกอังวะอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งถึงแนวกองฟาง มังตราควบม้านำกองเดินเท้าตองอูเข้ามาหยุดมองตกใจ
“กองช้าง ระวังเพลิง”
เมงกยอกแงที่อยู่หลังกองเพลิง สั่งทหารยิงธนูออกไปยังทหารตองอู
“ทหารยิง”
ทหารธนูต่างพากันปล่อยลูกธนูออกไปทันที ทหารตองอูที่สาลาวนอยู่กับกองไฟถูกลูกธนูเสียชีวิตหลายคน

ทุ่งหน้ากำแพงตองอู ทหารหงสาวดียิงธนูเป็นห่าฝนเข้ามาที่ทหารตองอูทหารตองอูบางคนถูกลูกธนูได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย ทหารตองอูยิงธนูโต้ตอบเพื่อกั้นไม่ให้ทัพหงสาบุกเข้าใกล้กำแพงเมือง จิสะเบงที่ยืนม้าบัญชาการม้าอยู่บนเนิน
“เพิ่มทหารเข้าไป พวกตองอูไม่ได้มีฝีมือเหนือหงสาดอก”

บนเชิงเทินทิศตะวันตก พระจะเด็ดยังคงนั่งสวดมนต์อยู่บนเชิงเทิน นายทหารตองอูหันมามองอย่างไม่สบายใจ
“เจ้ากู เราจะต้องยันทัพด้านนี้ไปอีกนานแค่ไหน” จะเด็ดลืมตา
“ขอพวกเราจงมีความเพียร อย่าท้อต่อกิจการตัวเถิด”
นายทหารตองอูพูดไม่ออก
“พวกเราต้านมันไว้ให้อยู่ พวกมันไม่ได้ยกทัพใหญ่มา ไม่ต้องกลัวมัน”
จะเด็ดทนนั่งเฉยไม่ได้ ลุกขึ้นยืนมองออกไปจากกำแพงเมือง

ทุ่งหน้ากำแพงตองอู ทหารส่งข่าวอังวะควบม้ามาทางทิศเหนือตรงเข้าจิสะเบง
“ท่านแม่ทัพจิสะเบง ทหารตองอูทิศเหนือมันถอยกลับเข้าเมืองแล้วขอท่านสั่งทหารหงสาวดีถอนทัพกลับเถิด”
จิสะเบงยิ้มอย่างพอใจ มองไปยังกำแพงเมืองตองอูแล้วตกใจเมื่อเห็นจะเด็ดยืนอยู่บนกำแพงเมือง จะเด็ดยืนมองอยู่อย่างไม่เชื่อสายตาเหมือนกันเมื่อเห็นจิสะเบง
“จิสะเบง”
จิสะเบงรู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“หงสาวดีถอย หงสาวดีถอยกลับค่าย”

จิสะเบงรีบชักม้ากลับไป เสียงสัญญาณเป่าให้ถอย จะเด็ดมองตามด้วยความเสียใจที่เห็นคนตองอูกลายเป็นผู้ทรยศ

มังตราควบม้าเข้ามากับทหารตองอู มหาเถรและขุนเมืองรายรอรับมังตราอยู่
 
“มหาบพิตรได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
มังตรายกมือไหว้มหาเถร
“มันแก้กลเราพระอาจารย์ เราเอากองช้างแก้กลกองกำบังมันได้ แต่มันก็ใช้กำแพงไฟทำลายกองช้างเราได้เหมือนกัน มันรู้กลแก้เหมือนเรียนตำราเล่มเดียวกันมา มันน่าแค้นใจจริงๆ”
นายกองทิศตะวันตกควบม้าเข้ามารายงาน
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า เพลานี้ทัพหงสาวดีด้านทิศตะวันตกได้ถอยกลับไปยังค่ายตัวหมดแล้ว”
มังตราหันไปพูดกับขุนเมืองราย
“ข้าพเจ้าเป็นห่วงแนวรบทางตะวันตกมาก ท่านดูแลทัพได้ดีมากแม้ยังเจ็บสาหัสอยู่”
“ความจริงที่ยันพวกหงสาไว้ได้ก็เพราะทหารไม่เสียขวัญ เนื่องจากบุเรงนองภิกษุอยู่เป็นมิ่งขวัญบนเชิงเทินพระองค์ท่าน”
มังตราหน้าเสีย มหาเถรรีบเข้าไปปลอบมังตรา
“มหาบพิตร ศึกครั้งนี้เป็นด้วยพระกฤษดาภินิหารแห่งวงศ์เมงกะยินโยโดยแท้” มหาเถรหันไปทำตาขวางใส่จะเด็ด “เสียดายแต่ที่หลงฝึกปรือคนผู้หนึ่งมาหมายใจจะให้เป็นทหารกล้าใต้พระบารมี แต่คนผู้นั้นไม่รักดีก่อการให้เป็นเครื่องเคืองพระทัย มันน่าช้ำใจ”
มังตราคลายโกรธลงบ้าง แต่ยังสงวนท่าที กระโดดขึ้นม้าทันที
“ทหาร จงอย่านิ่งนอนใจอยู่ การศึกไม่ได้สิ้นลงเพียงเท่านี้ ข้าศึกยังตั้งค่ายล้อมกรุงตองอูเราอยู่ทั้งสองทิศ พร้อมจะกรีฑาทัพเข้าปีนกำแพงเมืองเราอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ขอจงเตรียมพร้อมรับศึกกันไว้ให้ดี”
มังตราควบม้ากลับวัง

เมงกยอกแงโมโหเดินไปมาในกระโจมกองบัญชาการ สอพินยากับจิสะเบงยืนฟังอยู่
“มันน่าเจ็บใจจริงๆ ที่ไม่สามารถตัดหัวพระเจ้าตองอูได้ เห็นทัพตองอูที่แตกล่าถอยเข้าเมืองไปในวันนี้แล้ว ไม่รู้ว่าพวกมันจะกล้าออกประจัญบานอีกเมื่อไร”
“ท่านไม่ต้องเสียดายหรอกเมื่อทัพข้าพเจ้าได้ตั้งค่ายเสร็จ ทหารได้พักเต็มกำลังแล้วเราทั้งสองทิศจะบุกประชิดกำแพงตองอูพร้อมกัน”
“และเพลานี้เราก็อย่าอยู่นิ่งเฉย ขอพระอาจารย์จงแต่งกองทหารออกก่อกวนท้าทายให้พระเจ้าตองอูออกต่แศึกอยู่เสมอเถิด พระเจ้าตองอูมีพระนิสัยวู่วาม สักวันจะต้องออกมาเป็นเหยื่อให้พระอาจารย์ขย้ำได้อีกอย่างแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นท่านจงรีบตั้งค่ายให้เสร็จโดยเร็ว พร้อมเมื่อไหร่เราจะเข้าโจมตียึดกรุงตองอูทันที”

เช้าวันรุ่งขึ้น จะเด็ดนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โบสถ์ โขลนนำนางเชงสอบูเดินเข้ามากราบ
“มีการอันใดหรือสีกา”
“ตะละแม่จันทราให้มานิมนต์พระคุณเจ้าไปฉันท์เพลที่ตำหนังพระนมหลังวังวันนี้ พระคุณเจ้าจะรับนิมนต์ได้ไม๊”
จะเด็ดไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นหันไปมองที่กุฏิก่อนหันมาบอกเชงสอบู
“ได้ อาตมารับนิมนต์”
เชงสอบูและโขลนกราบลาออกไป จะเด็ดรู้สึกกังวลเดินไปที่กุฏิมหาเถร

มหาเถรกำลังกราบพระพุทธรูปอยู่ จะเด็ดห่มครองจีวรเรียบร้อยเดินเข้ามาหา มหาเถรหันมามอง จะเด็ดทรุดลงกราบ ทั้งสองมองหน้ากันเหมือนเข้าใจแต่ไม่พูด จะเด็ดตัดสินใจลุกออกไป มหาเถรขยับนั่งท่าขัดสมาธิ
“ชะตามนุษย์ กำหนดให้หมดทางไปนิพพานแล้ว ขอพระเสื้อเมืองทรงเมืองและเทพยาดาปกป้องตองอูให้พ้นภัยด้วยเถิด”

จะเด็ดเดินตามนางข้าหลวงเข้ามาในเรือนเลาชีเห็นจันทรานั่งเป็นประธานรอรับอยู่ จะเด็ดลงนั่งตรงที่สงฆ์ จันซากราบ จะเด็ดกับจันทราไม่กล้ามองหน้ากัน
“เป็นกุศลเหลือเกินที่พระคุณเจ้ารับนิมนต์ฉันท์เพลข้าพเจ้า”
“ขออนุโมทนาในกุศลจิต”
“บ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ จิตใจไม่สบาย จึงอยากทำบุญดับทุกข์”
“ทำไมไม่นิมนต์พระมหาเถรมังสินธู”
“เพราะทุกข์ที่เกิด เนื่องมาจากแม่ทัพตองอูตามไปชิงตัวตะละแม่เมืองแปรมา อุปราชสอพินยาจึงยกทัพมาประชิดตองอูทำให้ประชาราษฎร์ต้องเดือดร้อนไปทุกย่อมหญ้า”
จันทรามองจะเด็ดอย่างน้อยใจ จะเด็ดจ้องมองตอบ เสียใจ

หน้ากำแพงเมืองตองอูทิศเหนือ กองทหารโมนยินควบม้ามาพร้อมอาวุธ นายค่ายและทหารตองอูบนกำแพงพากันวิ่งแตกตื่น นายกองโมนยินควบม้ามาหยุดอยู่หน้ากำแพง

“ท่านแม่ทัพอังวะโมนยินสงสัยว่า พระเจ้าตองอูจะเกรงฝีมือทหารอังวะเสียแล้ว จึงไม่ยกทัพออกมาประฝีมือกับแม่ทัพเราอีก นี่หรือตองอูชาตินักรบที่คนล่ำลือ ที่แท้ก็ดีแต่เอากำแพงบังตัวไม่กล้าออกรบกลางแปลง”
 
อ่านต่อหน้า 4

ผู้ชนะสิบทิศ ตอนที่ 15 (ต่อ)

ในเรือนเลาชี จะเด็ดฉันท์อาหารได้ 2-3คำก็อิ่มดื่มน้ำ จันทราหันไปให้เชงสอบูและข้าหลวงช่วยกันเก็บโตกอาหารลงเรือนไป เหลือเพียงจันทรานั่งอยู่คนเดียว

“เจ้ากูกรำศึกอยู่เมืองแปรเสียนาน รสมือประกอบอาหารตองอูเลยไม่ถูกปาก”
“วินัยสงฆ์ห้ามภิกษุเลือกยินดีในรสอาหาร ท่านอย่าคะนองปากเลย”
“อ๋อ หรือว่าท่านอิ่มทิพย์เพราะตะละแม่เมืองไกลทำถวาย” จะเด็ดพยายามนิ่ง
“ด้วยบัดนี้ได้มาฉันท์อาหารในเรือนมารดาที่จากไปนาน ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งยังเล็กได้ร่วมเสวยกับมังตราและพระพี่นาง มังตรานั้นยามเสวยก็รีบเร่งเปิบจนเต็มกระเพาะ จะได้ไปเที่ยวเล่นกับมหาดเล็ก แต่ลูกแม่เลาชีกลับเฝ้าละเลียดเปิบข้าวทีละเม็ด เพื่อถ่วงให้อยู่ใกล้พระพี่นางให้นานที่สุด นึกถึงรสอาหารครั้งนั้นแล้ว มื้อไหนก็ไม่วิเศษเท่า”
“การนิมนต์มาฉันท์เพลนี้ ไม่ได้หวังจะได้ฟังคำหวาน เมืองแปรกับตองอู เมืองไหนเป็นสวรรค์เมืองไหนเป็นนรก พระคุณท่านย่อมรู้แก่ใจ พูดเลื่อนลอยจะผิดวินัยผู้ครองภูษาอันประเสริฐเสียเปล่า”
“อาตมานี้ถูกด้ายเหลืองตรึงปากแน่น สิ่งที่อยู่ในใจไม่อาจพูดออกมาได้หมด หากนิมนต์มาเพื่อจะตัดพ้อให้ช้ำใจ อาตมาอยากจะขอกลับวัดเดี๋ยวนี้”
“พระคุณเจ้าเป็นผู้มีปัญญาไว ทำไมไม่ตรองดูความจริงให้ถ่องแท้ก่อน ทุกข์ข้าพเจ้าเหมือนทรายกำมือหนึ่ง หยิบมาให้พระคุณท่านดูแค่เม็ดเดียว พระคุณท่านก็ไม่คิดจะทนฟังเสียแล้ว”
“หากผู้ครองศีลพูดปดไม่ได้ อาตมาขอแจ้งจากใจจริงว่า พระพี่นางเป็นสิ่งสูงในใจอาตมาอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น เมื่อรู้ว่าตัวทำให้สิ่งบูชานั้นเศร้าหมอง ก็อยากจะรับโทษลงเดี๋ยวนี้ ตะละแม่จันทรา” จันทรางงที่จะเด็ดเรียกชื่อตัว “มังตราให้มาทำอุบายลวงเอาแผนจากข้าพเจ้าใช่หรือไม่”
จันทราทำนิ่ง เจ้าเล่ห์
“พระคุณเจ้า หากรู้สิ่งใดก็จงแจ้งมาเถิดจะได้เกิดประโยชน์กับแผ่นดิน”
“ข้าพเจ้าต่างหากที่เป็นผู้กุแผนนี้ขึ้นมา เพราะอยากจะออกไปเอาราชการช่วยมังตราสนองคุณแผ่นดิน น้องนาง ในเมื่อเรานี้มีอัธยาศัยต้องกันมาแต่น้อย จะมาปั้นหน้าลวงกันด้วยเล่ห์อยู่ทำไม ข้าพเจ้าตั้งใจแล้วว่าวันนี้จะขอลาจากเพศบรรพชิต”
จันทราตกใจ ถอยออกห่าง
“พระคุณเจ้า อย่า บาปเหลือเกิน”
“ราชการบ้านเมืองเพลานี้มังตราไม่อาจรับมือผู้เดียวได้ ข้าพเจ้าต้องช่วย แต่หากลาสิขาตามบัญญัติสงฆ์มังตราคงไม่ยอมพระราชทานยศให้ ครั้งนี้เข้าทางที่จะเป็นไปได้แล้ว น้องนางเท่านั้นที่จะช่วยลาสิขาได้สำเร็จ”
“พระคุณเจ้าพูดอะไร ข้าพเจ้าจะตกนรกหมกไหม้อยู่ในอเวจีไม่ได้ผุดได้เกิด”
“น้องนางจงเสียสละเพื่อแผ่นดินเถิด หากข้าพเจ้าสึกไปเอาชัยแก่อังวะไม่ได้ ยินดีจะให้ตัดหัวเสียบประจานไปทั่วแผ่นดิน” จะเด็ดส่งชายจีวรให้จันทราจับ จันทราตกใจร้องไห้ถอยหนี “เพื่อแผ่นดินตองอู ขอน้องท่านจับชายจีวร เปลื้องผ้ากาสาว์ข้าพเจ้าออกเถิด เร็วเถิดน้องนาง น้องนางก็เป็นนางพญาเมงกะยินโย ต้องกล้าทำเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน” จันทราร้องไห้ดังขึ้น
“ไม่ ข้าพเจ้าทำไม่ได้”
“หากมังตรามาสอบความจงแจ้งว่าทำไปเพราะต้องการเห็นตองอูมีชัย น้องนางผู้เดียวเท่านั้นที่มังตราจะไม่กล้าเอาความ จับชายจีวรไว้เถิดก่อนที่จะมีผู้ใดมา เร็วซิ” ที่หน้าเรือนเชงสอบูและนางข้าหลวงเดินขึ้นบันไดมา “หากน้องนางไม่ทำแผ่นดินตองอูสิ้นแน่ เร็วซิ”
จันทราตัดสินใจจับชายจีวรที่จะเด็ดส่งให้ จะเด็ดรีบเปลื้องจีวรและอังสะออก เชงสอบูและโขลนโผล่เข้ามาเห็นพอดี ร้องตกใจ
“ตะละแม่ อะไรกันนี่”
จะเด็ดเอาผ้ากาสาว์ทั้งหมดขึ้นจบศีรษะ
“สิขาวินัยเพศสงฆ์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเด็ดคนใจชั่วไม่อาจทนไฝ่หาบุญในทางพระแล้ว ขอลาสิ้นแต่บัดนี้” พูดจบจะเด็ดรีบเอาจีวรกับอังสะยัดใส่มือจันทราทั้งหมด โขลนวิ่งถือกระบองขึ้นมาบนตำหนัก “พระพี่นางเปลื้องจีวรข้าพเจ้า ไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวมาที่นี่เร็วๆ ซิ” โขลนวิ่งออกไป จะเด็ดหันมาพูดกับเชงสอบู “ส่วนท่าน ไปนิมนต์พระอาจารย์มังสินธูมาที่นี่เร็ว”
เชงสอบูวิ่งออกไป เหลือแต่นางข้าหลวงอยู่ ๒-๓ คน จะเด็ดหันไปมองจันทราด้วยความสงสาร จันทราเอาแต่นั่งร้องไห้ กอดจีวรอยู่อย่างน่าเวทนา

มังตราอยู่ที่ลานซ้อมอาวุธกำลังซ้อมขว้างหอกซัดใส่หุ่นในสนามซ้อม โขลนมารอเฝ้าข้างสนามซ้อม มังตรามองเห็นจึงขี่ม้าเข้ามาหา
“มีเรื่องอะไร” โขลนไม่กล้ากราบทูลต่อหน้าทหาร มังตราโบกมือไล่องค์รักษ์ที่อยู่ข้างๆ ให้ไปห่างๆ “มีอะไรแจ้งมา”
“ตะละแม่จันทรา จับพระคุณเจ้าจะเด็ดปราชิตแล้วพระองค์ท่าน”
“ทำไมทำอย่างนั้น พระพี่นางกล้าทำขนาดนั้นเชียวหรือ ที่ไหน”
“เรือนแม่เลาชีพระองค์ท่าน”

มังตรารีบควบม้าออกไป

มังตราเสด็จขึ้นเรือนเข้ามมาอย่างรวดเร็วจนเหล่านางข้าหลวงทรุดลงกราบแทบไม่ทัน
 
จันทรานั่งร้องไห้คอยอยู่หน้าระเบียง มีจีวรกับอังสะพับวางอยู่ตรงหน้า จะเด็ดนั่งอยู่อย่างสงบมีเพียงสบงผืนเดียว
“พระพี่นางทำอะไรลงไปรู้หรือเปล่า จับพระสึกอย่างนี้ได้อย่างไร” จันทราเอาแต่ร้องไห้ “เรื่องแบบนี้ จะถูกครหาไปทั้งแผ่นดิน”
มังตรายิ่งพล่าน ทำอะไรไม่ถูก
“พระเจ้าอยู่หัววางแผนกลลวงให้พระพี่นางมาทำอย่างนี้ พระคุณเจ้าอาจารย์รู้จะเป็นอย่างไร”
“เราไม่รู้ อย่ามาพาดพิง”
มังตรางง ทำอะไรไม่ถูก
มหาเถรเข้ามากับเชงสอบูและนางข้าหลวงที่ไปตาม เชงสอบูรีบเข้าไปหมอบเฝ้าอยู่ใกล้ๆ จันทรา มังตรารีบทรุดลงกราบ
“นิมนต์พระอาจารย์”
จะเด็ดคลานออกมากราบ มหาเถรมองพอจะเดาเหตุการณ์ออก แสร้งไม่พอใจ
“อาตมานี้ ชั่วดีก็เคยใฝ่ใจพิทักษ์มังตรามาตั้งแต่ก่อนเป็นพระเจ้าอยู่หัวบัดนี้มาทำมัวหมองให้พุทธอาณาจักร บังคับพระพี่นางมาลวงศิษย์ตถาคตปราชิตเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจะยั่งยืนอยู่ในตองอูได้อย่างไร”
“ข้าพเจ้าเปล่า”
“ข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าเพียงอยากให้จะเด็ดพี่ท่านออกมาช่วยศึกตองอู” จันทราบอก มังตรากลัวมาก
“โธ่พระพี่นาง ที่นี่จะทำอย่างไรดี จัดการบวชใหม่ไม่ได้หรือพระอาจารย์”
“มันจะทำง่ายๆ กันได้อย่างไร เมื่อพระพี่นางต้องการปราชิตจะเด็ดให้ออกศึกช่วยพระองค์ แล้วอาตมามาบังคับให้เอาผ้ากาสาว์ห่มหนีศึก คนตองอูรู้การรักษาศีลมาหลายสิบพรรษาของอาตมามิต้องโดนราคีด้วยหรือ”
“งั้นจะล้างผิดให้พระพี่นางได้อย่างไร”
“มังตรา จะเด็ดมันเคยหนีบวชเพราะกลัวอาญาโทษเจ้าชีวิตมาครั้งหนึ่ง บัดนี้มันจะได้มีโอกาสถวายชีวิตอยู่ใต้พระยุคลบาทล้างผิดแล้ว ทำไมพระองค์จะไม่เมตตามันบ้าง” มังตรารู้ทันที่มหาเถรพูด
“อ๋อ ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ว่าพระคุณอาจารย์ลองปัญญาเอาหรือนี่ หมายจะให้ข้าพเจ้ายกโทษให้จะเด็ดนี่เอง”
“มหาบพิตรอย่าเจรจาให้แหลมเกินไป โทสะเป็นเสนียดแก่เพศพรหมจรรย์ อย่าก่อให้อาตมาเกิดโทสะซ้ำ บาปจะตกอยู่แก่พระองค์”
“แล้วข้าพจ้าไม่โดนหมิ่นหรือว่าเกรงข้าศึก จนต้องปราชิตจะเด็ดออกมาช่วย”
“มหาบพิตร เมื่อครั้งก่อนนั้น ผู้ใดเล่าที่แล่นไปหาอาตมาถึงวัดเพื่อให้มาช่วยแก้โทษจะเด็ดที่บังอาจลักลอบขึ้นตำหนักพระพี่นางไม่ใช่พระองค์ดอกหรือ และครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัวเมงกะยินโยยังยอมอภัยโทษเพื่ออาตมา ครั้งนี้มหาบพิตรไม่คิดเจริญรอยตามพระราชบิดาผู้ประเสริฐบ้างหรือ อาตมานี้ได้ทำคุณถวายแผ่นดินมามากแค่ไหน มหาบพิตรและชาวตองอูรู้สิ้น หากอาตมาจะขอรางวัลบ้างก็จะขอพระราชทานโทษให้จะเด็ด อย่าถือเป็นข้อแค้นมันสืบไปเลย”
มังตราเงียบ หันไปมองจะเด็ด จะเด็ดหน้าเศร้าค่อยๆ คลานเข้ามากราบพระบาทมังตรา
“ข้าพเจ้าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระองค์อยู่เสมอ จะขอถวายชีวิตเป็นราชพลี”
ทุกคนเงียบ

ในอุโบสถ์วัดกุโสดอ จะเด็ดแต่งกายด้วยชุดขาวนั่งอยู่ตรงหน้ามหาเถร หน้าพระประธานในโบสถ์
“อำนาจและบุญคุณใดที่เรามีแก่มังตรา ก็ยกขึ้นมาทวงคุณในครั้งนี้จนสิ้นแล้ว สืบไปเจ้ายังไปกระทำชั่วฉิบหายใส่ตัวอีก ก็จงแก้ด้วยตัวของตัวเถิด เรานี้หมดบารมีกับมังตราสิ้นแล้วเช่นกัน”
“ข้าพเจ้านี้บาปหนา ทำผิดครั้งใดก็เดือดร้อนพระคุณอาจารย์เสมอมาผิดครั้งนี้จะขอเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่ทำให้พระคุณเดือดร้อนอีกเด็ดขาด”
มหาเถรจ้องมองหน้าจะเด็ด นิ่งนานด้วยความอาลัย
“ไปเถิด เพลานี้เราอยู่กันคนละโลกแล้ว”
จะเด็ดเข้าไปกอดมหาเถรร้องไห้เหมือนเด็กๆ

โรงตีดาบชั่วคราวบริเวณกำแพงทิศเหนือตองอู จะเด็ดกำลังคุมทหารตีเหล็กอยู่ ตรวจตราให้ตรงกับที่ออกแบบ
อาวุธที่กำลังตีนั้นเป็นเหล็กแหลมมีจงอยเหมือนเบ็ด
“ท่านเพิ่มความโค้งให้มากกว่านี้อีก” ทหารพยักหน้า “ถ้าโค้งไม่พอเมื่อแทงเข้าไปแล้วมันจะรั้งไม่อยู่”
มังตราย่างม้าเข้ามาดูพร้อมกับองครักษ์
“พี่ท่านสั่งทหารทำอะไร”
“อาวุธชนิดใหม่เอาไว้ปราบพวกหน่วยกำบังของโมนยิน”
“พี่ท่านยังไม่เคยประพวกโมนยินอังวะจะรู้วิธีแก้ได้อย่างไร”
“ขอพระเจ้าอยู่หัวทรงวางพระทัยข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าสอบถามการทัพมากับขุนเมืองรายสิ้นแล้ว”
“งั้นก็ดี หากผลิตอาวุธทำลายแนวกำบังพวกอังวะได้เมื่อไหร่ เราจะนำทหารออกไปท้ารบกับพวกอังวะเอง รำคาญพวกมันมาร้องท้าอยู่หน้ากำแพงทุกวัน”
“ข้าพเจ้าลาสิกขามาก็เพื่อจะให้มาออกรบแทนพระเจ้าอยู่หัว ครั้งนี้ขอพระองค์คุมทหารรักษากำแพงด้านตะวันตกเถิด เพราะขุนเมืองรายคงออกมาบัญชาการทัพไม่ได้แล้ว”
“พี่ท่านเกรงว่าข้าพเจ้าจะป้องกันชีวิตตัวเองไม่ได้ใช่ไม๊ ข้าพเจ้าเป็นถึงพระเจ้าอยู่หัว หากรักษาชีวิตตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปรักษาชีวิตราษฎรได้อย่างไร”
“พระองค์คือสิ่งสูงสุดของข้าพเจ้าและชาวตองอูต่างหาก หากพระองค์ออกรบเองพวกข้าศึกมันไม่หมิ่นคนตองอูเอาหรือว่าตองอูนี้สิ้นทหารมีฝีมือแล้ว พระเจ้าอยู่หัวถึงต้องออกศึกด้วยพระองค์เอง รอข้าพเจ้าสิ้นเสียก่อนเถิด จะขอยอมให้พระองค์ออกศึกเอง”

มังตราทำท่าเหมือนไม่ฟัง แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา ควบม้าออกไป จะเด็ดมองตามอย่างหนักใจ
 
อ่านต่อตอนที่ 16
กำลังโหลดความคิดเห็น...