xs
xsm
sm
md
lg

ปีกมาร ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ปีกมาร ตอนที่ 15

ทุกคนกำลังเตรียมตัวเข้าห้องพิจารณาคดี ศลัยลายืนสำรวมจิตใจ ปลุกปลอบตัวเองเพื่อให้เข้มแข็งอยู่เงียบๆ ที่มุมหนึ่งหน้าห้อง

ทนายสวงกระวนกระวายเพราะภูฉายยังไม่มา เพียรภมรมองมา เดินเข้ามาหาทนายด้วยท่าทีเยาะหยัน
“ยังไงคะ...ลูกความคุณคงกำลังอาบน้ำ ประแป้งแล้วก็ดื่มนมอยู่ละมั้งป่านนี้ยังไม่มาเลยนี่”
“ผมเชื่อว่าเขาต้องมา นัดที่ผ่านมาน่ะ...ไม่สำคัญเท่าไหร่เขายังมาทุกนัดนี่คุณก็รู้ว่ารถมันติด”
“มันก็เป็นเหตุผลที่ช่วยได้นะ ว่าแต่...คุณเชื่อจริงๆหรือว่าลูกความของคุณจะชนะ”
“ผมทำงานมานานนะ ผมกับคุณนี่...ชั่วโมงบินมันต่างกัน ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่สัญลักษณ์ของการต่อสู้ก็เถอะ”
ทนายสวงเยาะกลับ เพียรภมรมีสีหน้ามึนตึงไป
“คุณ”
“ผมรู้จักกฎหมายทุกมาตราเหมือนที่คุณรู้ เพราะเป็นกฎหมายเล่มเดียวกัน แต่คุณก็คงจะไม่ปฏิเสธนะว่าผมรู้จักวิธีการใช้มากกว่าคุณ อ้อ...ลูกความของผมมาแล้วทางนี้ครับคุณภูฉาย”
ภูฉายและสลักเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน สีหน้าของภูฉายเครียดอย่างหนัก
“โอ้ย รีบจนแทบจะเหาะมาแน่ะคุณ เพราะว่า...”
สลักมองไปยังศลัยลา ศลัยลากำลังจ้องมองอยู่ด้วยความรู้สึกเกลียดชัง
“เข้าไปข้างในเถอะ พี่ศลัย”

เพียรภมรดึงมือศลัยลาเข้าห้องพิจารณาคดีไป ต่างยังจ้องมองกันอยู่ด้วยความเกลียดชัง

ฟากเข็มนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวในห้องรับแขก มีกระดาษที่เพียรภมรจดข้อความแบบตอบในศาลปิดใบหน้าอยู่ เข็มนอนท่องจนหลับไป มีถ้วยข้าวที่ยังกินค้างไว้วางอยู่ใกล้ๆ
ภาษิตเดินเข้ามา
“เข็ม...เข็ม...อะไรกัน ประตูหน้าบ้านก็ไม่ใส่กุญแจแล้วนี่โจรเข้ามาจะทำยังไง”
เข็มสะดุ้ง ลนลานตื่น
“อุ๊ย คุณ...คุณภาษิต”
“ยังไงคุณนายเข็ม นอนยังกับท่านเจ้าของบ้านเชียวนะ”
“โธ่ หนูไม่รู้จะทำอะไรนี่คะ ท่องไอ้นี่แล้วก็หลับ”
“อะไร”
ภาษิตฉงน คว้ามาอ่าน สีหน้าเครียดขึ้นเหลือบสายตาขึ้นมองเข็ม
“นี่อะไรนี่ ใครสั่งให้ท่อง”
“คุณเพียรภมรน่ะค่ะ เอามาให้เมื่อวาน สั่งให้หนูท่องให้ได้หนูต้องตอบคำถามของคุณเพียรภมรในศาล”
“เข็ม...นี่แกต้องขึ้นไปให้การเป็นพยานพี่ศลัยกรณีถูกพี่ภูข่มขืนนะ”
“เอ้อ...ก็...ก็คุณเพียรบอกว่ามันเป็นวิธีที่ช่วยคุณศลัยได้นี่คะ เข็มไม่อยากให้คุณศลัยเสียบ้าน เสียรถแล้วก็เสียน้องหนูนี่ เข็มสงสารคุณศลัย คุณภาษิตไม่สงสารคุณศลัยหรือคะ”
น้ำเสียงซื่อของเข็ม สีทำเอาภาษิต อึ้ง นิ่งงันไป

ภายในห้องพิจารณาคดี ใบหน้าของศลัยลาค่อยๆ เบนสายตามองไปยังทิศทางที่ภูฉายนั่งอยู่ สลักนั่งเยื้องอยู่ทางเบื้องหลังใกล้ชิดภูฉาย น้ำเสียงของศลัยลาเต็มไปด้วยความลังเล ทนายกำลังซักโจทก์อยู่
“ค่ะ ฉันเป็นภรรยา”
“โดยหน้าที่ของภรรยา คุณจดทะเบียนสมรสถูกต้องกับจำเลย คุณย่อมรู้ถึงฐานะและหน้าที่”
“ฉันรู้ดี”

“คุณกล่าวหาจำเลยกระทำการทารุณ ทุบตีและข่มขืนทั้งที่คุณรู้ว่าโดยหน้าที่นั้น คุณต้องตอบสนองความต้องการทางเพศของเขาด้วย”
ศลัยลารู้สึกอับอาย หลบสายตาลง ก้มหน้ารับคำเสียงแผ่ว
“ค่ะ”
เพียรภมรลุกขึ้นยืน
“ขอค้านค่ะ ทนายจำเลยชักนำเพื่อให้เกิดความจำนนและคล้อยตาม”
“คำค้านตกไป เพราะในกระเด็นนี้ถือว่ามีความจำเป็นต้องอ้างถึงได้ เชิญทนายจำเลยต่อ”
ทนายสวงค้อมศีรษะลงอย่างสุภาพ หันมามองเพียรภมรด้วยแววตาเยาะหยัน
“ขอบพระคุณครับผม หมดข้อซักถามเท่านี้ครับ ศาลที่เคารพ”
สวงเดินกลับไปนั่งใกล้ๆ ภูฉายด้วยมาดของผู้ชนะ สีหน้าของศลัยลาหวาดหวั่นอย่างรุนแรง

ครู่ต่อมาศลัยลาเดินเร็วๆ ลงมาพร้อมกับ เพียรภมร สีหน้ากังวล
“ฉันทำได้ไม่ดีเลยใช่มั้ยเพียร ฉันเสียใจจริงๆนะ”
“พี่ศลัยทำได้ดีแล้วละ ฉันบอกแล้วยังไงล่ะ...เราจะพูดความจริงในศาล”
นักข่าวเข้ามารุมล้อมถ่ายรูปและสัมภาษณ์
“รูปคดีเป็นยังไงบ้างคะ”
“เอ้อ..ยังไม่มีการให้ข่าวนะคะ ศลัย ไปเถอะ” เพียรภมรตอบ
“เดี๋ยวซีครับ...เป็นคดีที่ประชาชนสนใจนะครับ”
เพียรภมรดึงมือศลัยลาขึ้นรถยนต์ขับหนีไป นักข่าวจึงหันไปรุมล้อมภูฉาย ทนายและสลักที่เดินลงมา
“มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากน้อยแค่ไหนครับคุณทนาย”
“ผมยังตอบอะไรไม่ได้ตอนนี้นะครับ ขอโทษนะครับ ผมขอตัวก่อนเชิญครับคุณภูฉาย”
“ครับ”
“แต่ฉันตอบได้ค่ะ” สลักเสนอหน้า
“ไปเถอะครับ....แม่”
ภูฉายหันมาดึงมือ แต่พลัดมือกัน สลักพะว้าพะวังเพราะอยากจะพูดเต็มที ทนายและภูฉายถูกเบียดหลุดวงไป นักข่าวเข้ามารุมล้อมสลัก
“คุณนายทราบแนวทางของรูปคดีหรือครับ”
“อ้อ ทราบซีคุณ ลูกชายฉันต้องชนะแบบนอนมาอยู่แล้ว ผู้หญิงมีชู้มันก็เริงชู้จนเห็นผัวเป็นไอ้งั่ง มันกล่าวหาลูกชายฉันข่มขืน น่าหัวเราะมั้ยคุณ ทำไมมันถึงไม่ไปกล่าวหาชู้มันข่มขืนมั่งล่ะ จริงมั้ย”
“คุณนายเป็นอะไรกับจำเลยครับ”
“อ๋อ ฉันเป็นแม่เขาค่ะ ภูน่ะ....เขาเป็นคนรักแม่ค่ะ แม่พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น เรื่องแต่งงานนี่....ฉันไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น แต่ฉันต้องการให้เขาเรียนรู้ชีวิตเมียเลวๆน่ะมันเป็นยังไง เขาจะได้รู้ว่าแม่ดีๆ น่ะ เป็นแม่ประเภทไหน”
“คุณนายคิดว่าเป็นแม่ประเภทไหนล่ะครับ”
สลักยืดกายขึ้นอย่างทะนงและภาคภูมิ

“ก็อย่างฉันไงล่ะ”

คืนนั้น ศลัยลาสวมชุดนอนนั่งกอดเข่าที่บันได มองท้องฟ้าอยู่ด้วยแววตาเงียบเหงา นวลนภาเดินเข้ามา เอาผ้าห่มผืนเล็กๆ มาห่มให้
ศลัยลาแววตาหวั่นไหว คิดถึงครั้งที่ตน สวมเสื้อคลุมให้กับลายสือ ในวันหนาวเหน็บ ด้วยความรู้สึกเยี่ยงแม่
“หนาวแล้วนะลูก ออกมานั่งตากน้ำค้างทำไม”
ภาษิตเดินออกมาจากบ้าน ยืนพิงประตูฟังอยู่เงียบขรึม
“หนูนอนไม่หลับค่ะ”
“คิดมากเรื่องนั้นหรือ ศลัย...ช่างมันเถอะ หนูจะตอบคำถามได้ดีหรือเลวก็ช่างมัน มันไม่ใช่ข้อสอบชีวิตนะ”
“คุณแม่คะ หนูคิดถึงลายสือ อยากมีเขาอยู่ใกล้ๆ เขาทำให้หนูมีความหวัง ทำให้หนูรู้สึกว่า..หนูยังไม่ตาย ความหวังยังเป็นของหนูอยู่”
“หนูไม่ควรพบเขา แม่คงไม่ต้องบอกนะ ว่าทำไม”
ศลัยลาสบสายตาของนวลนภา พยักหน้าและฝืนยิ้ม
“ค่ะ คุณแม่ หนูเข้าใจ”
“โธ่ ศลัย”
นวลนภาแนบศีรษะกับศีรษะของศลัยลา โอบกอดอย่างอบอุ่น
“แม่มีความรักให้ลูก มีเยอะเลย...มีมากมายจนแม่ประมาณจำนวนไมได้ อย่าท้อแท้นะลูก อย่าเพิ่งล้มลงตอนนี้...พออะไรๆในช่วงนี้ผ่านไป หนูก็มีกำลังสู้ชีวิตได้ แม่ยืนอยู่เคียงข้างลูกเสมอ ศลัย”
“คุณแม่”

ทั้งสองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ ภาษิตสะท้อนใจมองมาอย่างสงสาร เต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจ

ลายสือนั่งเงียบอยู่อย่างเคร่งขรึม กังวล ผลึกและจืดกำลังทำกับข้าวกันอยู่ ภาษิตเดินเข้ามาหยุดที่ประตู ผลึกและจืดมองเห็นภาษิตก่อน สีหน้าหวั่นกลัว

“ภาษิต....มึง...เอ้อ....มึงมาทำไมวะ”
ลายสือค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ที่จริง กูก็ไม่อยากมาให้รองเท้ากูเป็นเสนียด”
“ไม่...มะ...มะ...ไม่เป็นเพื่อน...ถึงมึงจะเหยียบขี้หมาเข้ามาก็ไม่เป็นเสนียดจังไรแต่อย่างไดเลย แต่...ตะ....ตะ....แต่มึงต้องมาดีนะ” จืดว่า
“ใช่ ปัญญาชนย่อมไม่ให้ความรุนแรง มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันนะ...ไอ้จืด เร็ว ไปเถอะตัวใครตัวมันว่ะ”
ผลึก กะจืด ชิ่งหลบไป
“คุณศลัยเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“คุณศลัยเป็นอะไร”
ท่าทีลายสือร้อนใจ ภาษิตจ้องหน้า ลายสือจึงสลดลง
“กูรู้...ว่ากูไม่มีสิทธิ์ห่วงใยคุณศลัยลา แค่ห่วงใย...มึงไม่ให้กูห่วง กูก็ต้องห่วงคุณศลัยอยู่ดี เอ้า..เอาซี มึงจะต่อยหน้ากู มึงจะฆ่ากูก็ได้ เชิญเลย”
ภาษิตสบสายตาของลายสือ แววตายังคงเมินหมางห่างเหิน
“อย่าทำร้ายพี่ศลัยเหมือนอย่างที่พี่ภูฉายทำ กูขอร้อง” ภาษิตแผดเสียงใส่ “กูขอร้องแค่นี้แหละ ทำได้มั้ย”
ภาษิตผละออกไป ลายสือมองตามไปด้วยความรู้สึกสับสน

ละมัยทำงานบ้านอยู่ ภูฉายยืนกอดอก มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สลักกระวีกระวาดลงมาจากชั้นบนด้วยความตื่นเต้น ถือหนังสือพิมพ์มาด้วย
“นังมัย....นังมัย แกเห็นข่าวฉันมั้ย มีรูปฉันลงด้วยนะ...มีสัมภาษณ์ที่หน้าศาลไง เห็นหรือยัง”
“เห็นแล้วค่ะ”
“เอ้อ...ภู ภูฉาย มาอะไรนี่แน่ะ แกมัวแต่อมพะนำไม่ยอพูดกับนักข่าวแม่เลยต้องทำหน้าที่ของแม่ เห็นมั้ย...แม่ไปด้วยไม่เสียเที่ยวนะ ได้ด่านังศลัยผ่านหนังสือพิมพ์ นี่ไง..ลงหน้านี้ไง”
“ผมไม่สนใจหรอกครับแม่”
ภูฉายเดินออกไป
“อ้าว ไม่สนใจได้ยังไง แม่อุตส่าห์...”
“คุณนาย ที่คุณนายพูดกับนักข่าวน่ะ ถ้าตอนจบมันกลายเป็นเรื่องไม่จริง คุณศลัยไม่ได้มีชู้ คุณนายจะไปรับเละจนบานหรือคะ” ละมัยท้วง
สลักนิ่งอึ้งไป สีหน้าเริ่มวิตกกังวล

เข็มยืนตัวตรงเป๊ะ ท่องประโยคเหมือนอ่าน
“หนู...หนูได้ยินเสียงรถก่อนค่ะ แล้วก็คุณภูฉายเดินเข้ามาในบ้าน นั่งอยู่แปปนึงก็ขึ้นข้างบน ตอนนั้นหนูทำงานอยู่ข้างล่างไม่รู้ว่าคุณภูทำอะไร พอคุณศลัยกลับมาหนูเลยวิ่งออกไปบอกคุณศลัย ตอนนั้นคุณภูฉายยืนอยู่ที่ระเบียง...แล้ว...แล้วทำหน้า...เหมือน...เหมือนยักษ์”
เพียรภมรนั่งไขว้ห้างฟังอย่างเงียบ ขมวดคิ้ว
“เหมือนอะไรนะ”
“เอ้อ...เหมือน...เหมือนคนบ้า” เข็มว่า

เพียรภมรบอก “เหมือนคนเสียสติ!”
ภาษิตก้าวเข้ามายืนฟัง
“เอ้อ...ค่ะ...ค่ะเหมือนคนเสียสติ แล้วก็...”
ภาษิตเอ่ยขึ้น “ท่องเหมือนนกแก้วนกขุนทองเลยนะ”
เข็มตกใจ “คุณภาษิต”
“ออกไปข้างนอกก่อน....เข็ม”
“ค่ะ”
เข็มออกไปเพียรภมรขยับตัวนั่งอย่างระวังมากขึ้น ภาษิตยืนจ้อง นัยน์ตาแข็งกร้าว
“คุณใช้วิธีนี้กับลูกความทุกคนหรือ”
“เป็นบางคน...นี่เป็นขั้นตอนเตรียมการเท่านั้นเอง”
“ถามจริงๆ เถอะ…”
ภาษิตจ้องนัยน์ตาของเพียรภมร
“นี่คุณกำลังทำอะไรกับชีวิตพี่สาวผม!”

เย็นนั้นสลักโวยวายกับทนายซึ่งกำลังปวดหัวกับความดื้ออวดฉลาดของสลัก
“หมายความว่ายังไง ฉันน่ะหรือเป็นแม่ที่จุ้นจ้านมากเกินไป นี่ฉันเป็นแม่ของลูกความคุณนะคุณทนาย”
“คุณนายครับ ข้อนั้นน่ะผมทราบ...ผมไม่ได้กล่าวหาคุณนายจุ้นจ้าน แต่การที่คุณนายผลีผลามให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ด่า…”
สลักสวนทันควัน “โจมตีย่ะ!”
“นั่นแหละครับ มันจะทำให้เกิดผลเสียต่อรูปคดี”
“เสียยังไง คนทั้งโลกจะได้รู้ว่านังศลัยมันคบชู้ ลูกชายฉันถึงได้บรรดาลโทสะทุบตี เขาไม่ฆ่ามันทิ้งน่ะดีเท่าไหร่แล้ว นี่เป็นเพราะภูเขาเป็นคนมีพื้นฐานทางจิตใจดี เขาถึงไม่ทำยังงั้น
ภูฉายเพิ่งกลับจากที่ทำงาน มองสองคนด้วยสีหน้าแปลกใจ
“อ้อ ภูกลับมาพอดี ใช่มั้ยลูก...ใชมั้ย...ภู...ตอบแม่มาซีว่าใชมั้ย”
ภูฉายสีหน้างงงัน ทนายสวงทำท่าปวดกบาล
“ใช่มั้ย ภู”
ภูฉายงงงัน สะดุ้ง ตอบเหมือนหุ่นยนต์
“ครับ...แม่!”
“เห็นมั้ย...แม้แต่ภูฉายเขายังยอมรับว่าแม่เขาเป็นคนยังไงเพราะฉะนั้น ทีหลังไม่ต้องมาสั่งสอนฉันนะ ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควร ฉันไม่ชอบ..!”
สีหน้า แววตาของทนายเบื่อหน่ายสุดๆ

ด้านเพียรภมรขับรถยนต์เข้ามาจอดส่งภาษิตหน้าบ้าน ภาษิตยังไม่ลง หันไปมองหน้าเพียรภมร ด้วยแววตาอ่อนโยนลง
“ขอบคุณที่มาส่ง”
“ขอบคุณที่ไม่ข่มขืนฉัน” ทนายสาวประชด
“ไม่ใช่เพราะผมไม่อยากทำหรอกนะ แต่ผมกลัวคุก”
“ถ้ามนุษย์ผู้ชาย รู้จักเคารพกฎหมายแบบคุณ คดีอย่างพี่สาวคุณคงจะไม่เกิด”
สีหน้าภาษิตเครียดขึ้น
“ผมไม่อยากพูดถึงมันอีก แต่ไปศาลคราวหน้า ผมจะไปกับพี่สาวผม”
ภาษิตเปิดประตูรถยนต์ลงไป
“คุณ….” เพียรภมรฉุน
“ชีวิตของพี่สาวผมไม่ใช่ผัก ไม่ใช่ปลา คุณจะเอาไปสับยังไงก็ได้ พี่สาวของผมมีชีวิต มีเลื้อดเนื้อ มีความรู้สึก แล้วก็มีความเป็นมนุษย์!” ภาษิตบอกอย่างจริงจัง และเอาจริง

ศลัยลายืนอยู่ที่ระเบียง ขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงของภาษิต หล่อนมองมายังทั้งสองคนด้วยความรู้สึกครุ่นคิด ตริตรอง

อ่านต่อหน้า 2

ปีกมาร ตอนที่ 15 (ต่อ)

ภายในห้องพิจารณคดีศาลครอบครัวเวลานั้น ผู้พิพากษานั่งบนบัลลังก์ สวงทนายฝ่ายจำเลย ภูฉาย และสลัก นั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง ภาษิต กับ ศลัยลา นั่งอยู่อีกฟาก

มีผู้มาร่วมรับฟังในห้องพอสมควร จ่าศาลดูแลความเรียบร้อยอยู่ โดยมีเข็มกำลังขึ้นให้การ และมีเพียรภมรเป็นผู้ซักพยานโจทก์
เข็มให้การทำสุ้มเสียงไม่เป็นธรรมชาติ ท่องมาตามที่เพียรภมรสอนเป๊ะ
“หนูได้ยินเสียงรถค่ะ แล้วก็เห็นคนภูฉายเดินเข้ามาในบ้าน นั่งอยู่แปปนึงก็ขึ้นข้างบน ตอนนั้นหนูทำงานอยู่ข้างล่างไม่รู้ว่าคุณภูทำอะไร พอคุณศลัยกลับมาหนูเลยวิ่งไปบอกคุณศลัยตอนนั้นคุณภูฉายยืนอยู่ที่ระเบียง...แล้ว...แล้วทำหน้าเหมือน...เหมือน...”
เข็มพยายามนึกถึงสิ่งที่เพียรภมรสอน
สีหน้า แววตาเพียรภมรพยายามลุ้นสุดขีด
“เหมือน...เหมือน...อ๋อ...เหมือนคนบ้า เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ...เหมือนคนเสียสติ”
ภาษิตแอบถอนหายใจอย่างกังวล เมื่อคนอื่นๆ ยิ้มเหยียดๆ บ้างขบขัน
“จากนั้น...เกิดอะไรขึ้น”
“เอ้อ...ตอนนั้นหนูไม่เห็น แต่...แต่หนูได้ยินเสียงทะเลาะกันแล้ว...แล้วก็เสียงแก้วแตก คุณศลัยลาร้อง....ร้องเสียงดังเลยค่ะ”
“เป็นเสียงร้องที่บอกถึงความเจ็บปวดของโจทก์”
“ค่ะ”
“หมดข้อซักถามค่ะ ศาลที่เคารพ”
ผู้พิพากษาเอ่ยขึ้น “เชิญทนายจำเลย”
ทนายสวง ลุกขึ้นยืน คำนับลงก่อนที่จะก้าวเข้ามา
“เมื่อโจทก์กลับมาถึงบ้าน ตอนนั้นพยานอ้างว่า...จำเลยยืนอยู่ที่ระเบียง มีท่าทีที่เหมือนคนเสียสติ พยานระบุได้หรือเปล่าว่าเป็นเพราะจำเลยถูกยั่วยุทางอารมณ์อันเนื่องจาก...โจทก์มีใครอื่นอยู่ด้วย พยานจะตอบได้มั้ยว่า....ใคร”
“หนูไม่เห็นใครค่ะ”
เข็มสั่นศีรษะ
“พยานอ้างได้แต่เพียงว่า...ได้ยินเสียงร้องของโจทก์ เพียงแต่เสียงร้อง พยานจะแน่ใจได้ยังไงว่าโจทก์ถูกทุบตี” ทนายสวงซัก
เข็มหันมาพูดกับทนายอย่างซื่อๆ
“ก็คุณลองเหยียบหางแมวที่บ้านคุณซี มันร้องเพราะอะไรล่ะ...ถ้าไม่ใช่เพราะเจ็บ!”
มีเสียงหัวเราะเบาๆ รอบข้าง ยกเว้นสลักและภูฉาย”
“หมดข้อซักถามครับผม”
“ให้เลื่อนการพิจารณาคดีไปนัดหน้า”
ทุกคนลุกขึ้นยืนเมื่อผู้พิพากษาลงจากบัลลังก์ เพียรภมรก้าวเข้ามาใกล้ๆ เข็ม
“ดีมาก เธอทำได้ดีมากนะ เข็ม”
ภูฉายลุกขึ้นยืน นัยน์ตายังจดจ้องมองศลัยลาไม่วางตา สลักกระชากตัวลูกชายออกไป
“ไป ภู กลับบ้าน”
สลักกระชากตัวภูฉายเดินตามทนายสวงออกไป
ศลัยลามองตามแววตาวาววับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

ฟากลายสือนอนก่ายหน้าผากอยู่ในห้องนอน สักครู่มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ลายสือเดินมาเปิดประตู พบว่าเป็นพ่อยืนอยู่
“คุณพ่อ” เขาอุทานเบาๆ แววตาสลดลงด้วยความรู้สึกผิด
“แต่งเนื้อแต่งตัวให้เรียบร้อย พ่อจะรอแกอยู่ข้างล่าง”
“เอ้อ...ครับ”
ผู้เป็นพ่อเดินออกไปรอ
สีหน้าแววตาของลายสือเครียดจัด ในท่าทีเคร่งขรึม

เวลานั้นนวลนภาเดินออกมารับศลัยลาและภาษิต ท่าทีศลัยลาดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ามาก นวลนภามองลูกสาวเต็มไปด้วยความห่วงใย

“เป็นยังไงบ้าง ลูก”
“ก็...ก็ดีค่ะ”
“เสียแต่ว่าเรามีเวลาซ้อมพยานน้อยไปหน่อยครับ เข็มมันถึงได้ขึ้นไปท่องเป็นเสียงนกเสียงกาในคอกให้การ” ภาษิตแขวะ
“เข็มก็พยายามทำดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ แม่ พูดพล่อยๆ กับพูดในศาลมันไม่เหมือนกัน” ศลัยลาบอก
“แล้วภูฉายเขาเป็นยังไง” นวลนภาอดถามถึงไม่ได้
“เขาก็ยังเป็นลูกแหง่ติดแม่อยู่ครับ ยายคุณนายสลักมาศาลด้วย นัดหน้านี่แม่น่าจะไปด้วยนะครับ จะได้กลายเป็นศึกสองตระกูล”
ภาษิตประชด หัวเราะเบาๆ ไม่จริงจังนัก เดินขึ้นห้อง ศลัยลามองตามไป
“นี่ถ้าไม่ติดเลี้ยงหลาน แม่จะไปเป็นกำลังใจให้หนู ศลัย...ยังไงละก็ อย่าให้ลายสือไปเกะกะที่นั่นเป็นอันขาดเชียวนะ เดี๋ยวเรื่องจะไปกันใหญ่”
“ลายสือเขารู้ค่ะ หนูแน่ใจว่าเขาไม่ทำยังงั้น ทั้งที่...ทั้งที่หนูต้องพลังใจจากลายสือ”
“ศลัย”
ศลัยลาอิงศรีษะกับผนัง กัดริมฝีปาก พยายามข่มกลั้นความอ่อนแอไว้
“หนูต้องการพลังใจจากเขาจริงๆ นะคะ คุณแม่”

สองพ่อลูกอยู่ตรงโต๊ะในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ลายสือนั่งกินข้าวเงียบๆ เนือยๆ ไม่สบสายตาของพ่อ ต่างอึดอัดด้วยกันทั้งคู่
“พ่อคงมาอย่างพ่อช้าไปนะ สำหรับแก”
“เอ้อ...ผม...ผมก็เรียบจบอย่างที่คุณพ่อต้องการแล้วนี่ครับ อย่างน้อยก็ไม่ต้องหวงว่าผมจะเป็นโจร”
“ชีวิตน่ะ....มันไม่ใช่แค่นั้น การเรียนจบเป็นแค่ประตูบานแรกที่แกเปิดออกไปสู่โลกภายนอก แกยังมีอนาคตต้องจัดการให้มันเข้ารูปเข้ารอย มีชีวิตอยู่ไม่ใช่สักแต่ว่ามี มันต้องรู้จักจัดระบบให้ดีด้วย”
“ผมเสียใจเรื่องบวช ผมไม่พร้อมจริงๆ”
“แกจะกลับไปอยู่กับพ่อสักพักมั้ย”
“ไม่ครับ”
“แล้วทำไมไม่ไปเคนยาล่ะ”
ลายสือทิ้งช้อนลง สีหน้าท่าทีหงุดหงิด อารมณ์แปรเปลี่ยนทันที
“คุณพ่อ ผมยังต้องการเวลานะ”
พ่อพูดอย่างอ่อนโยนเสียงนุ่มนวล “เมื่อก่อนเราก็มักจะพูดกันว่า...คนหนุ่มยังมีเวลาสำหรับชีวิตอีกมาก แต่เดี๋ยวนี้สภาพของสังคมมันเปลี่ยนแปลงไป คนหนุ่มไม่มีเวลาอ้อยอิ่งกับอนาคตต้องวิ่ง...ก้าวเดินอยู่ไม่ได้”
ลายสือ อึ้ง นิ่งงัน ความร้อนในอารมณ์ลดระดับลง
“คุณพ่อต้องการให้ผมไปเคนยาหรือครับ”
“ใช่ ในเมื่อแกไม่บวช ก็ไม่มีข้ออ้างที่แกจะไม่ไป อะไรทำให้แกลังเล...ฮึ ลายสือ
แววตาของลายสือหวั่นไหว”
“ผม..ผมบอกไม่ถูก”
“พ่ออาจจะผิดที่ไม่ได้กอดแกไว้กับอก หรือเช็ดน้ำตาให้เมื่อแกร้องไห้ แกโตเกินกว่าที่พ่อจะกอด แต่พ่อก็ยังเป็นพ่อ พ่อยังฟังเรื่องราวในชีวิตของแกได้ไม่ใช่หรือ…”
ลายสือค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองพ่อด้วยความเข้าใจมากขึ้น พยักหน้าช้าๆ แต่ไม่รับคำ
สีหน้าแววตาที่ปรากฏ ในอาการนิ่งงัน คล้ายลายสือเริ่มยอมจำนน

คืนนั้นภูฉายนั่งอยู่ใกล้ๆ โทรศัพท์ สลักกระชากเสียงห้วนๆ ใส่หน้าภูฉายด้วยความโกรธ
“มันให้การปรักปรำแก มันสร้างพยานเท็จขึ้นมา นังนั่นถึงได้ขึ้นไปท่องเสียงแจ้วๆ มันคงเสี้ยมสอนกันมาละซี หมั่นไส้นังเข็มนัก ไอ้เรารึเมตตาเห็นว่ามันยากไร้ คงหางานทำไม่ได้ถึงได้เสนอให้มันทำงาน ให้เงินเดือนมันตั้งแปดร้อย”
“แหม เงินเดือนแค่นั้น ไม่มีใครเขาจ้างกันหรอกค่ะ ถูกกว่าแรงงานขั้นต่ำอีก นี่ถ้า...” ละมัยพูดไม่ทันจบ สลักแหวใส่
“นี่ นังมัย...อย่ามาสาระแนนะ ฉันให้แค่นั้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว แกอยู่กับฉันมาตั้งนานเงินเดือนแค่เก้าร้อย ฉันถามหน่อย....แกส่งไปให้พ่อแม่ไถ่นาตั้งกี่แปลงแล้วล่ะ”
สีหน้าละมัยสลดลง
ภูฉายนั่งนิ่งเฉย แววตาเริ่มเบนมาจ้องมองโทรศัพท์
“ฉันจะขึ้นไปนอนละ ภู อย่านอนดึกนักนะ พรุ่งนี้แกต้องไปทำงาน”
สลักเดินขึ้นชั้นบน ละมัยขยับเข้ามาใกล้ๆ
“กาแฟมั้ยคะคุณภู”
ภูฉายไม่ตอบ นั่งนิ่งเหมือนไม่ได้ยิน ละมัยเห็นท่าไม่ดีจึงถอยก้าวออกไป
ภูฉายมองโทรศัพท์เขม็ง

เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น ศลัยลาเอื้อมมือไปรับสาย ภาษิตเดินออกจากห้อง ชะงักฟังเมื่อได้ยินเสียงห้วนๆ ของศลัยลา
“ฮัลโหล...”
สีหน้าศลัยลาเริ่มเปลี่ยนเป็นมึนตึง
“คุณโทร..มาทำไม..ฉันไม่มีเวลาฟังหรอกนะ...ไม่มีอะไรสำหรับเราอีแล้ว..ฉันจะวางหูนะภู แล้วอย่าทำให้ฉันรำคาญคุณด้วยวิธีนี้อีก..!”
ศลัยลากระแทกโทรศัพท์ หันไปมองภาษิตแล้วจึงเข้าห้อง

ภาษิตมองตามพี่สาวไปอย่างกังวล

ต่อจากตอนที่แล้ว

คืนเดียวกัน เพียรภมรเดินมาแต่ไกล ก่อนผลักประตูห้องของฉวีเข้ามา เพียรภมรกวาดสายตามองหาฉวีแต่ไม่พบ เตียงนอนว่างเปล่า

ฉวียืนอยู่ที่ระเบียง มองออกไปอย่างเลื่อยลอย เศร้าหมองสีหน้า แววตาของเพียรภมรดีใจ
“แม่ แม่ดีขึ้นแล้ว แม่ลุกขึ้นเดินได้แล้ว วันนี้หนูงานยุ่ง เลยแวะมาหาแม่ดึกไปหน่อย แม่ยังไม่นอนอีกหรือ”
“ไม่อยากนอนแล้ว”
“แม่ ทำไมไม่พูดยังงั้นล่ะ ที่นี่โรงพยาบาลเอกชน เขามีความสุขสบายให้แม่ทุกย่าง มีหมอมีพยาบาล มีการดูแลที่ดี ไม่ว่าจะเสียเงินสักเท่าไหร่หนูเสียได้ หนูอยากให้แม่หาย”
ฉวีก้มหน้าด้วยความรู้สึกละอายใจ
“แต่ว่า…”
เพียรภมรจับมือฉวีไว้ ท่าทีมีความสุข
“หนูบอกแล้วไง เงินหาได้ เพื่อแม่ แม่จะได้มีความสุข หนูอยากให้เรากลับมาอยู่ด้วยกันอีก หนูจะเลี้ยงแม่เอง”
ฉวีค่อยๆ เบนสายตากลับมามองหน้าเพียรภมร น้ำตาที่คลอเต็มตา

วันต่อมา พ่อหิ้วกระเป๋าเดินทางมายังรถยนต์ ดาราทำหน้าที่ขับรถยนต์แหมวยืนพิงประตูด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ผมพูดกับเขาแล้ว ท่าทางเขาคงจะรู้เรื่องนะ มีอะไรคุณก็ดูแลเขาหน่อยแล้วกัน ผมคิดว่าเขาคงจะตัดสินปัญหาของเขาได้”
“ฉันพยายามอยู่แล้วค่ะ อ้อ แหมว....เก็บครัวด้วยนะลูก แม่จะไปส่งคุณพ่อที่ดอนเมือง”
“ขยันเรียนนะลูกนะ”
“ค่ะ”
พ่อ กะแม่ขึ้นรถยนต์ ขับออกไป แหมวมองตามไป แล้วจึงถอนหายใจ
ขณะที่ลายสือกำลังแต่งตัว เสียงเคาะประตู
“เข้ามาซี”
แหมวเปิดประตู ลายสือหันไปมองอย่างแปลกใจ
“อ้าว ไม่ได้ไปเรียนหรือ”
“บอกแหมวหน่อยซีคะ ทำไมพี่ลายสือทำยังงั้น ศลัยลาน่ะ...แก่กว่าพี่ลายสือนะคะ ข้อสำคัญ คุณศลัยลาแต่งงานแล้ว”
ลายสือเสียงขุ่น “มันไม่ใช่เรื่องของเด็กนะ!”
“ทำไมคะ...ทำไมผู้ใหญ่อย่างพี่ลายสืออย่างคุณศลัยลาต้องทำให้แหมวเสียดายความศรัทธาด้วยล่ะ”
“เราไม่มีวันเข้าใจ..เพราะ…”
แหมวขัดขึ้น “เพราะอะไรคะเพราะแหมวยังเด็กอยู่ใช่มั้ย พี่ลายสือไม่เคยเปิดใจให้คุณแม่ให้แหมวเพราะคิดว่าเราแย่งความรักของคุณพ่อไป แล้วพี่ลายสือก็เปิดใจให้คนอื่น..คนที่เขามีเจ้าของแล้ว”
แววตาของลายสือแข็งกร้าว โกรธจัด
“แกเลิกยุ่งกับชีวิตของฉันได้แล้ว แหมว!”
ลายสือผลุนผลันออกไป แหมวมองตามไปด้วยความรู้สึกเสียใจ

ฟากสลักส่งเสียงเอะอะโวยวายกับโทรศัพท์
“ออกไปตั้งแต่บ่ายหรือ ไม่รู้ว่าออกไปไหน นายหายตัว แกเป็นพนักงานแกตอบไม่ได้ยังไง ว่าเขาหายไปไหน ไปตั้งแต่กี่โมงนะ..บ่าย..บ่ายสามหรือ”
สลักค่อยๆ ลดโทรศัพท์
“ใครหายคะคุณนาย” ละมัยแปลกใจ
สีหน้าแววตาของสลักหวาดหวั่น และตื่นตระหนก
“ภู ภูฉายหายไปตั้งแต่บ่ายสาม”

บ่ายคล้อย ที่สำนักโบราณคดี ศลัยลาเปิดล็อครถ เตรียมเปิดประตูมือของภูฉายประกบลงบนมือมือศลัยลา
“ภู ปล่อยนะ!”
ภูฉายนัยน์ตาวาววับ
“ไม่ปล่อย วันนี้คุณน่าจะไปกับผัวได้นะ ในเมื่อชู้ไม่มา!”
“ปล่อยฉัน ฉันบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไม่ยังงั้นฉันจะ…”
“ร้องซี ร้องขึ้นดังๆ เลย คนเขาจะได้รู้ว่าคุณสะดิ้งแค่ไหนเวลาถูกมือผัว ไปขึ้นรถผมไม่ยังงั้นผมจะกระชากคุณไป”
ท่าทีภูฉายเอาจริงมาก เขากระชากศลัยลาไปขึ้นรถด้วยความโกรธ จนศลัยลาหวาดกลัว
รถยนต์แล่นทะยานออกไป ลายสือเดินสวนทางเข้ามาที่รถยนต์ของศลัยลา มองขึ้นไปยังตึก ก่อนที่จะยืนพิงรถยนต์รอศลัยลา

ภูฉายขับรถตะบึงไป ท่าทีศลัยลาหวั่นไหว มือยังจับกระเป๋าแน่น ชำเลืองมองกระเป๋าที่มีปืน
“คุณจะพาฉันไปไหน หรือว่าโรงแรมม่านรูด”
“ผมไม่ทำอะไรต่ำๆยังงั้นหรอก เพราะผมยังนับถือคุณอยู่เรายังไม่ได้หย่ากันนะ ศลัย”
“แล้วคุณจะพาฉันไปไหน”
“หัวหิน!”
“คุณจะบ้าหรือ”
“ผมไม่ได้บ้า ทำไมผมจะพาคุณไปหัวหินไม่ได้ ผัวไม่มีสิทธิ์พาเมียไปขึ้นสวรรค์หรือลงนรกหรือไง หรือว่า...มนุษย์จำพวกชู้มันมี...ฮึ”
“แต่ฉันไม่ได้บอกแม่ว่า…”
“คุณแม่คุณต้องรู้ว่าคุณกลับบ้านค่ำ คุณไปเดินอ้อยอิ่งอยู่กับเด็กหนุ่มๆ ที่สนามหลวง”
ศลัยลาหัวเราะเยาะหยัน ยั่วโทสะ
“ก็ยังดีนะ ที่คุณรู้ว่าฉันกับลายสือไปที่นั่น ขับรถตามฉัน...แล้วคุณเห็นฉันพาลายสือเข้าโรงแรม น้ำหน้าอย่างคุณจะทำอะไรได้”
ภูฉายหันมาแผดเสียงดังอย่างลืมตัว
“ผมจะฆ่าคุณ..!”
ศลัยลาสะดุ้งสุดตัว รถยนต์แล่นออกไปด้วยความเร็ว

ค่ำแล้วสลักชะเง้อรอภูฉายด้วยความห่วงใย ร้อนรน กระวนกระวาย ละมัยยืนเฝ้าโต๊ะอาหารที่จัดแล้ว สลักรอกินข้าวพร้อมภูฉาย
“ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับมานะ แกโทร. ไปที่ยามอีกทีซีมัย”
“โทร. ไปหลายครั้งแล้วนะคะ ยามบอกว่าคุณภูยังไม่กลับเข้ามาค่ะ”
“ออกไปตั้งแค่บ่ายสาม ไปธุระก็น่าจะถึงบ้านแล้วนะ”
“คุณนายหิวก็ทานก่อนซีคะ”
“ไม่”
สลักเง้างอน น้อยใจ น้ำเสียงสั่นเครือ

“ฉันจะรอภูฉาย!”

อ่านต่อหน้า 3

ปีกมาร ตอนที่ 15 (ต่อ)

ภูฉายขับรถยนต์เงียบๆ รถแล่นทะยานมาบนถนนสายเปลี่ยว ศลัยลาเริ่มเปลี่ยนท่าทีอ่อนลงบ้าง

“ภู ไม่มีทางไหนเลยหรือที่เราจะหย่ากันดีๆ โดยไม่ต้องขึ้นศาล ถึงยังไงเราก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ฉันหรือคุณ หรือโคตรเง่าเหล่ากอของเรา แต่ปัญหามันอยู่ที่...ฉันไม่ได้รักคุณแล้ว...ฉันเกลียดคุณ” ศลัยลาทอดน้ำเสียงอ่อนลง สั่นเครือสะเทือนใจ
ภูฉายเร่งความเร็ว ศลัยลามองไปที่เข็มความเร็ว ที่สูงขึ้นอย่างน่ากลัว
ศลัยลาตื่นตระหนก หวาดผวา
“เอาซี คุณจะขับให้มันเป็นเครื่องบินก็เอาเลย อย่าคิดว่าฉันกลัวนะ เราตาย..คนที่อยู่ข้างหลังจะได้ลำบาก ลูกไม่มีพ่อมีแม่ ต้องเป็นกำพร้า...ดี....ให้มันรู้ว่าชีวิตมันเป็นยังไง!”
ภูฉายผ่อนความเร็วลง ค่อยๆ เบนสายตามองศลัยลา น้ำตาเอ่อดวงตา
“คุณทำให้ผมเป็นบ้า!”
“คุณทำตัวเองต่างหากล่ะ ทำไมคุณไม่หย่าให้ฉันแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่หาผู้หญิงในแบบที่แม่คุณต้องการ”
“ไม่ ไม่มีผู้หญิงคนไหน ผมรักคุณนะศลัย”
“ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วที่คุณจะพูดคำว่ารัก ฉันไม่รักคุณแล้ว”
ศลัยลาหมดความพยายามที่จะอดกลั้น แผดเสียงใส่หน้าภูฉาย
“ได้ยินมั้ย ภู ฉันหมดยางรักคุณแล้ว!”
รถยนต์แล่นทะยานไปในความสลัวราง

ลายสือยืนพิงรถยนต์ มองขึ้นไปยังตึกด้วยความรู้สึกเครียด ครุ่นคิดหยิบโทรศัพท์มือขึ้นมาโทรศัพท์ถึงศลัยลาแต่ติดต่อไม่ได้ ลายสือกดชื่อภาษิตอย่างลังเล

โทรศัพท์ดังขึ้น ภาษิตผวาเข้ามารับ
“ฮัลโหล....เอ้อ”
ภาษิตเหลือบสายตาขึ้นมองนวลนภา ก่อนกดทิ้ง นวลนภารีบเข้ามาด้วยท่าทีกระวนกระวาย ห่วงใย
“ไม่ใช่ศลัยหรือ”
“ไม่ใช่ครับ”
“แล้วศลัยไปไหน ปกติถ้าจะกลับบ้านค่ำ ศลัยต้องโทร.บอกแม่ทุกครั้งนะ”
“นั่นน่ะซีครับ”
สีหน้า แววตาของภาษิตเต็มไปด้วยความกังวล
“พี่ศลัยไปไหน”

รถยนต์ของภูฉายเลี้ยวเข้ามาจอดในโรงแรมหรูของหัวหิน แววตาศลัยลาเยาะๆ
“สันดานคุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้ชายอื่นหรอกภู ในที่สุดมันก็มาจบลงที่นี่”
ศลัยลาเปิดประตูรถยนต์ลงมา
“ฉันต้องโทร. กลับบ้าน คุณแม่จะเป็นห่วง”
“ไปซี”
ท่าทีภูฉายอ่อนลง ดูเหนื่อยล้า ไร้พิษสงที่น่ากลัว ศลัยลามองอย่างแปลกใจ
“ที่บ้านคุณจะได้ไม่เสียเวลารอ ผมหิว...ผมจะกินข้าว”
ศลัยลาเดินเข้าโรงแรมไป ภูฉายจ้องมอง แววตาเริ่มเปลี่ยนไปอีก วาวโรจน์ขึ้นด้วยความแค้น ก่อนที่จะเดินตามเข้าไป

ศลัยลาเดินไป เปิดโทรศัพท์ดูพบว่าแบตหมด
“โธ่ ทำไมต้อวมาแบตหมดตอนนี้ด้วยนะ ฉันใช้โทรศัพท์ได้มั้ยคะ”
“เชิญค่ะ”
ศลัยลาเบี่ยงตัวหลบสายตาภูฉายเพื่อใช้โทรศัพฑ์ ภูฉายเดินตามมายังเคาท์เตอร์ นัยน์ตายังคงมองไปยังศลัยลาด้วยความเครียด
“ผมต้องการห้องพัก”
“ได้ค่ะ เชิญคุณออกรายละเอียดด้วยค่ะ”
ศลัยลาหลบมุมพูดโทรศัพท์อย่างร้อนใจ
“คุณแม่หรือคะ หนูอยู่หัวหินค่ะ ภูไปกระชากหนูมาจากที่ทำงาน คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ เขาบ้าเป็นพักๆ หนูเชื่อว่าหนูเอาตัวรอดได้หนูอยู่ที่...”
ภูฉายถือกุญแจเข้ามากระชากศลัยลาออกจากโทรศัพท์
“เอ๊ะ ภู ทำไมคุณทำยังงี้”
“เรื่องผัวเมีย คนอื่นไม่เกี่ยวนะ”
ภูฉายกวาดสายตา ดึงศลัยลาขึ้นบันไดไป
พนักงานมองหน้ากันแล้วจึงมองตามไปอย่างงๆ

นวลนภาวางโทรศัพท์ลง ท่าทีตื่นตระหนก
“พี่ศลัยว่ายังไงบ้างครับ”
“ภูฉายน่ะซีเกิดบ้าขึ้นมา ไปกระชากตัวศลัยจากที่ทำงานแน่ะตอนนี้อยู่หัวหิน”
ภาษิตนึกบางอย่างออก ยิ่งตกใจมาก “แล้วพี่ศลัยพกปืนหรือเปล่าครับ”
“พกละมั้ง...นี่จะต้องฆ่ากันหรือ แกต่อโทรศัพท์ไปหัวหินเร็ว”
“ที่ไหนล่ะครับ”
“โรงแรม..อะไรนะ แม่..ดูซี มัวแต่ตกใจ แม่ก็เลยจำไม่ได้ โธ่ๆๆๆ โรงแรมอะไรนะ”
นวลนภาห่วงใย ร้อนใจ

คืนนั้นภูฉายยืนอยู่ที่ประตู ศลัยลาเหวี่ยงกระเป๋าลง สีหน้าโกรธ
“ฉันเหนื่อย...ไหนคุณบอกคุณจะกินข้าวไงล่ะ ฉันจะล้างหน้าก่อน มีเรื่องอะไรค่อยพูดกันทีหลัง”
ศลัยลาเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า เปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ ภูฉายมองไปที่กระเป๋าเปิด และหยิบปืนขึ้นมา ด้วยความหวาดกลัว มือสั่นสะท้าน
ศลัยลาเดินออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าตื่นตระหนก
“ภู”
“ใช่ ปืนของคุณ เราจะตายด้วยกันทั้งสองคน”
“อย่า..อย่านะ!”
“ศลัย...ผมรักคุณ…”
ภูฉายเริ่มน้ำตาคลอดวงตา
“ผมจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีคุณ ผมจะทนเห็นคุณเดินไปจากชีวิตของผมได้ยังไง”
ภูฉายเริ่มร่ำไห้ คร่ำคราญด้วยประโยคเก่าซ้ำซาก
“ผมขมขื่น...เจ็บปวด...ผมบอกไม่ถูกว่าผมสูญเสียแค่ไหน มีอย่างทางเดียวเท่านั้น เราต้องตายด้วยกัน ศลัย.....เราต้องตายด้วยกัน!”
ศลัยลานิ่งคิด เริ่มรู้ว่ายังมีทางต่อรอง เพราะธาตุแท้ของภูฉายอ่อนแอ
“ภู ฉันรู้ว่าคุณรักฉัน รักเหมือนผัวเมียที่เขารักกัน แต่ที่เราใช้ชีวิตร่วมกันอีกไม่ได้ เพราะชีวิตคู่มันไม่ได้อยู่ได้ด้วยความรัก แต่มันยังมีองค์ประกอบอื่นอีก”
“ศลัย ผมรักคุณนะ”
ภูฉายยังคงสะอื้นไห้ จ้องปืนไปยังศลัยลา
“ผมรักคุณ!”
“ถึงคุณจะฆ่าฉันให้ตาย แค่คุณต้องการให้ฉันตอบคำรักคุณ คุณจะได้แค่คำโกหก”
“ศลัย ผมรักคุณ”
“ฉันไม่รู้ว่า....ฉันหมดรักคุณตั้งแต่เมื่อไหร่”
อารมณ์ของศลัยลาเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ปราศจากการเสแสร้งเสียงเริ่มสั่น
“ฉันไม่รู้จริงๆ ฉันหมดรักคุณแล้ว ฉันไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ยิงฉันซี ภู ฆ่าฉันแล้วคุณก็ฆ่า ตัวตายตาม มันเป็นวิธีง่ายๆ โง่ๆ ยิงเลย!”
“ศลัย”
มือของภูฉายสั่นสะท้าน
“ฆ่าฉันอย่างที่คุณอยากจะฆ่า แล้วคุณก็ฆ่าตัวตาย เพราะถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ละก็...คุณจะติดคุก เมื่อคุณติดคุก คุณก็คงจะรู้นะว่าแม่คุณจะรู้สึกยังไง ให้อภัยคุณได้แค่ไหน คุณไม่รักแม่คุณแล้วหรือภู”
มือของภูฉายยิ่งสั่นสะท้านหนักขึ้น ทิ้งปืนลง
“ศลัย....ผม...ผมทำไม่ได้ ผมทำไม่ได้”
ภูฉายร้องไห้คร่ำครวญ
“ไม่ใช่ผมรักแม่...ไม่ใช่...ผมกลัว....ผมไม่กล้า...ผม...ผมกลัว...ฮือๆๆๆๆ”
ศลัยลาผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆ หลับตานิ่งๆ ก่อนเซไปยืนพิงผนังห้องด้วยเหงื่อพราวใบหน้า

ส่วนลายสือพูดโทรศัพท์อยู่ด้วยความโกรธ
“อย่าวางสายนะ ไม่ยังงั้นกูจะบุกเข้าไปในบ้านมึง คุณศลัยไปไหน...อะไรนะ..ไปหัวหินหรือ...ไป...ไปกับใคร”
ภาษิตกำลังรับโทรศัพท์ ตอบด้วยสีหน้ามึนตึง
“ก็ไปกับผัวเขาน่ะซี อ๋อ พี่ภูฉายยังไงล่ะ ยังไงเขาก็ยังเป็นผัวเมียกันอยู่นะ เขาจะต้มยำทำแกงกันยังไง ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นพ่อของลูก มึงน่ะ...มึ่งเป็นอะไร กูถามหน่อยมึงเป็นอะไร!”
นวลนภาเดินเข้ามา ภาษิตกระแทกหู สีหน้ายังโกรธกรุ่นๆ
“ใครโทร. มา ศลัยหรือ”
“เปล่าครับ”
“งั้นก็....ลายสือ”
“ทำไมคุณแม่รู้ล่ะ”
“เขาคงมีความรู้สึกไม่ต่างกับเรา”
สีหน้าแววตาของนวลนภาขรึมลง

“เป็นห่วงศลัยลา”

ส่วนศลัยลาขับรถยนต์มาจอดหน้าประตูรั้วบ้านสลัก บีบแตรเสียงดัง ละมัยวิ่งมาเปิดประตูมองอย่างแปลกใจ

“ฉันส่งคุณแค่นี้นะภู ฉันจะนั่งแท็กซี่กลับบ้าน อ้อ มัยเอาคุณภูเข้าบ้านด้วยนะเขาไม่ค่อยสบาย”
ภูฉายยังคงนั่งนิ่ง
“ค่ะ”
ศลัยลาหันไปมองภูฉาย แววตาว่างเปล่าไม่มีเยื่อใยแล้วจึงเดินออกไป
ภูฉายคงนั่งนิ่ง สลักวิ่งลงมา
“ใครน่ะ...ใครมาส่งภู แกไปไหนมาตั้งค่อนคืนยังงี้ ฮึ เอ๊ะ หรือว่า...ที่ผ่านแวบๆน่ะ...นัง..นังศลัย...แกไปกับมันมาใช่มั้ย มันคงจะครอบความคิดของแกเรื่องคดีละซีท่า นังนั่นมันเจ้าเล่ห์จะตายไป แล้วแกก็โง่ไปกับมัน...นี่แกถูกมันล้างสมองหมดแล้วใชมั้ย ภู ภู”
“คุณภู คุณภูคะ”
ภูฉายสะดุ้งเบาๆ
“ถึงบ้านแล้วค่ะ”
ภูฉายก้าวออกมา สลักยังเซ้าซี้บ่นบ้าด่าทอ
“โง่ โง่ยังงี้นี่เอง แกถึงได้เสียโง่บ่อยๆ นี่ถ้าชีวิตแกไม่มีแม่แกจะเป็นยังไง มิเสียรู้คนทั้งโลกเรอะ ยังดีนะ...ที่แกยังมีแม่อยู่ แต่แกกำลังจะทำให้แม่ตาย ถึงแม่ตาย...แม่ก็นอนตายตาไม่หลัหรอกเพราะแก...เพราะแม่มีลูกโง่ๆ อย่างแก”
ภูฉายเดินขึ้นตึกไป เหมือนไม่ได้ยินคำด่าของสลัก
นายบ่าวมองตามไปอย่างแปลกใจ
“ภู…”
“คุณภู...”

แท็กซี่วิ่งเข้ามาจอด นวลนภา และภาษิตวิ่งลงมารับศลัยลาศลัยลาโผเข้ากอดนวลนภา ร้องไห้เสียงดังอย่างขวัญเสีย
“ศลัย!”
“คุณแม่ ภูค่ะ...ภูเขาจะฆ่าหนู ฆ่าหนูแล้วฆ่าตัวตายตาม หนูกลัวค่ะ หนูกลัว”
“โอ ภูฉาย”
สีหน้าของทั้งภาษิตและนวลนภาตื่นตระหนก

ลายสือนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ด้วยท่าทีเคร่งขรึม เศร้าหมอง ผลึกเปิดประตูถือแปรงสีฟันออกมาเพิ่งตื่นนอน มองอย่างแปลกใจ จืดตามออกมาด้วย
“ไอ้สือ จะไปไหนแต่เช้าวะ ตื่นแต่เช้า”
“เปล่า...กูยังไม่ได้นอน”
“อ้าว ก็เมื่อวาน...” ผลึกงง
“กูกลับดึกน่ะ...ก็เลยไม่อยากเรียกพวกมึง กูจะไปนอนละ”
ลายสือเดินเข้าหอพักไป ผลึกและจืดมองหน้ากันอย่างแปลกใจ

แหมวนั่งกอดหนังสืออยู่ ดารา ผู้เป็นแม่เดินเข้ามา สังเกตเห็นกิรยาเคร่งเครียดของลูกสาว
“แหมว ช่างคิดอะไรนักหนานะลูก ใกล้จะสอบแล้ว สนใจแต่เรื่องที่มันมีอยู่ตำราดีกว่า”
“คุณแม่คะ ทำไมพี่ลายสือเขาถึงต้องเอาชีวิตเขาไปมั่วสุมกับผู้หญิงคนนั้น ทั้งที่คุณพ่อมีความรักให้เขา ไม่ต่างกับที่ให้พวกเรา”
“แม่ก็ตอบไม่ถูก แต่แม่เชื่อว่าคนที่ได้รับการศึกษาอย่างลายสือจะต้องมีสติ” ดาราว่า
“คุณศลัยลาต้องปล่อยพี่ลายสือ!” แหมวบอกออกมา
“อย่าเพิ่งแน่ใจอะไรนัก เราไม่ได้อยู่กับปัญหาของเขา เราเป็นแค่คนอ่านหนังสือ เราไม่รู้ว่าปัญหาจริงๆ มันคืออะไร” ดาราเตือนสติลูกสาว
สีหน้าแววตาของแหมวแข็งกร้าวน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“คือความไม่พอยังไงคะ คุณแม่!”

ขณะที่ศลัยลานั่งปวดศีรษะอยู่ที่โต๊ะทำงานในสำนักโบราณคดี ท่าทีของเธอดูอิดโรยอ่อนล้า แหมวเดินกอดกระเป๋านักเรียนเข้ามาหยุดยืน แววตาของแหมวเปล่งประกายแข็งกล้า ดูแคลนศลัยลา
“หนู”
“ปล่อยพี่ลายสือได้มั้ยคะ อย่าขังพี่ลายสือไว้กับความไม่อิ่มไม่พอของคุณเลย คุณเป็นมารชีวิตของเขามามากพอแล้ว ปล่อยเขาเถอะค่ะ หนูขอร้อง”
“เอ้อ..หนู..หนูกำลังเข้าใจผิดนะ” ศลัยลาพยายามอธิบาย แต่แหมวไม่ฟัง
“ที่ผ่านๆ มา พฤติกรรมของคุณมันก็บอกอยู่แล้วว่าคุณกำลังใช้เขาเป็น…”
ศลัยลาผุดลุกขึ้นยืน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ตะเบ็งเสียงใส่
“พอที...หยุดได้แล้ว!”
นัยน์ตาของแหมวไม่สะทกสะท้าน กลับเต็มไปด้วยแววเยาะหยัน
“ที่หนูหมดความนับถือคุณ..หมดความศรัทธาคุณ หนูคงไม่ได้คิดผิดนะ คุณจะทำให้เขาเป็นตัวทุเรศทุรังก็เชิญ แต่คุณพ่อไม่มีวันยอมหรอก”
แหมวสะบัดหน้ากลับออกไป สวนทางกับผจงจิต
“ศลัย เด็กนั่น..ใคร”
“น้องสาวของลายสือ”
ศลัยลาตอบด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง แววตาเศร้าหมอง

เพียรภมรหิ้วของกินเดินมาตามทางเดินตรงมาเยี่ยมฉวีด้วยสีหน้ามีความสุข เจอภาษิตยืนดักรออยู่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“คุณ…”
“พี่ภูเขาบ้าเลือด จับตัวพี่สาวผมแล่นไปถึงหัวหิน นี่ดีนะ..ที่พี่ศลัยรอดมาได้ทั้งที่เขามีปืน”
เพียรภมรตาโต “ปืน คุณพระช่วย”
“ผมถามหน่อยเถอะ ภาวะคับขันที่พี่สาวผมอยู่กับคนบ้า อยู่กับปืน ทนาย..ไปอยู่เสียที่ไหน”
ภาษิตกระแทกเสียงใส่เพียรภมรด้วยความโกรธ

ฟากภูฉายเดินซึมๆ ลงบันไดมา สลักวิ่งตามมาเกรี้ยวกราด บุคลิกภาพของภูฉายเริ่มเปลี่ยน ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เหมือนคนมักง่ายขึ้น
“แกไม่ตอบแม่ว่าเมื่อคืนแกไปไหนมา แกกำลังทำตัวเป็นพวกดื้อด้านๆ ใช่มั้ย ไอ้บื้อที่มันไม่มีความรู้สึกอะไรเลยน่ะ...นังศลัยมันล้างสมองแกยังไง แม่จะได้ล้างเอาไอ้ที่มันยัดเยียดออกไปให้หมด งานการแกก็ไม่ไปทำ หนวดเคราก็ปล่อยรุงรัง ภู...ภูฉาย”
ภูฉายเดินหนีไป สลักนิ่งมองสักครู่ ก่อนจะรีบเดินตามออกไป
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฟังแม่ก่อน....ภู....ภูฉาย”
ละมัยมองตามไปด้วยความรู้สึกกังวลกับท่าทีที่ผิดปกติของภูฉาย
“คุณภูเป็นอะไรน่ะ”

ที่สำนักโบราณคดี ศลัยลาเดินลงมายังรถที่จอดอยู่ เจอลายสือดักรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยท่าทีนิ่งขรึม พูดประชด
“ผมดีใจนะ ที่คุณไม่มีแผลกลับมา”
“ลายสือ”
“ผมบ้าไปเองที่กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะห่วงคุณ”
“ฉัน....ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะ...”
“ก็ไหนคุณบอกว่าคุณเกลียดเขา คุณจะหย่ากับเขา คุณไปกับทำไม คุณไปนอนกับเขาทำไม!”
“ลายสือ....ฉันไม่ได้...”
“คุณโกหกผม ทำไมคุณไม่พูดความจริง ความจริงที่มันเป็นเนื้อๆ ของปัญหา ผมจะได้ไม่ต้องทำตัวเป็นไอ้บ้า ไอ้บ้าที่มันเกะกะจนคุณรำคาญ!”
“ฟังฉันนะ ลายสือ”
“ไม่..ผมไม่ฟัง!”
ศลัยลาขึ้นเสียง “ลายสือ”
ลายสือขึ้นเสียงใส่ “ไม่ต้องพูดอะไรอีก ผมไม่ฟัง..!”
ลายสือวิ่งข้ามถนนไป ผจงจิตเข้ามายืนใกล้ๆ ศลัยลามองตามไป
“เขาเป็นอะไรน่ะ ศลัย”
ศลัยลาถอนหายใจยาว เจ็บปวด ขมขื่น
“เป็นไอ้บ้า..!”

ผลึกและจืดนั่งซักผ้าอยู่ พร้อมกับสุมหัวนินทาลายสือ
“ใช่ มันเป็นไอ้บ้า ไอ้โรคบ้านี่รักษาให้หายขาดไม่ได้ซะด้วยซี จะใช้ยากินยาทา ไม่หาย”
“วันก่อนมันนั่งอยู่ทั้งคืน กูไม่กล้าเข้าใกล้มันเลยว่ะ กูกลัวเขี้ยวมันมีเชื้อโรคกลัวน้ำ”
ลายสือโผล่เข้ามา เตะต่อยกระถางต้นไม้แตกอย่างคลุ้มคลั่ง ทั้งสองตกใจ กระโดดเข้ากอดกันกลม
“ไอ้...ไอ้สือ กู...กูกลัวแล้ว อย่ากัดกูนะ เพื่อน...นี่กูเป็นเพื่อนมึงนะ” อ้วนดำบอก
“กูด้วย กูก็เป็นเพื่อนมึง กูไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นนินทามึงนะ ไอ้นี่ต่างหากล่ะ กู....กู...” จืดตาเหลือกแก้ตัวพัลวัน
“กูป่าว กูกลัวแล้ว...อย่ากัดกูเลย กูไหว้ละ” ผลึกบอก
ลายสือหอบเหนื่อย อารมณ์อ่อนลง พร้อมๆ กับโทสะเริ่มลดลง หันไปมองเพื่อน
“กูไม่กัดมึงหรอก กูขอโทษ”
ลายสือเดินเข้าหอพักไป ผลึกและจืดมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ทั้งที่ยังกอดกันกลม

ทางด้านศลัยลานั่งซึมอยู่มุมหนึ่งที่บ้านนวลนภา เพียรภมรก้าวเข้ามาในบ้านไหว้ทักทายนวลนภา
“คุณป้า สวัสดีค่ะ”
นวลนภารับไหว้ “อ๋อ หนูเพียร มาได้จังหวะพอดีป้าว่าจะโทร.ไปตามอยู่เชียว”
“พี่ศลัยล่ะคะ”
นวลนภาพยักหน้าไปทางศลัยลา เพียรภมรเดินเข้าไปหา เอามือวางบนไหล่ศลัยลา
“พี่ศลัย พี่เป็นอะไรน่ะ”
ศลัยลาช้อนสายตาขึ้นมอง กัดริมฝีปากเพื่อกดกลั้นการร้องไห้ แนบแก้มลงกับหลังมือของเพียรภมร
“เพียร...ฉันเหนื่อย...ฉันเบื่อ...ฉันอยากให้มันจบเสียที...ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว...”

ศลัยลาร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น สะอึกสะอื้นจนตัวโยน

อ่านต่อหน้า 4

ปีกมาร ตอนที่ 15 (ต่อ)

ฉวีหายเป็นปกติและกลับมาอยู่บ้านเช่าหลังเก่าในชุมชนเดิม วันนี้เพียรภมรขับรถยนต์มาเยี่ยม กำลังจอดตรงลานหน้าบ้านเช่าของแม่ หอบข้าวของ ของกิน ของใช้ ลงมาพะรุงพะรังด้วยท่าทีของทนายสาวมีความสุขมาก

เพียรภมรชะงักก้าว เมื่อมองเห็นว่าที่หน้าประตูซึ่งปิดสนิท รองเท้า 2 คู่ ชาย-หญิง แถมได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกของสุเทพและฉวีดังมาจากภายใน
ท่าทีเพียรภมรลังเล
“แม่…”
เพียรภมรเปิดประตูเข้าไป มองเห็นฉวีและสุเทพอยู่ในผ้าห่มคลุมโปง สองคนเลิกผ้าห่มออก ต่างคนต่างตื่นตะลึง ฉวีสีหน้าซีดเผือด
“แม่…”
เพียรภมรทิ้งของหล่นจากมือ หมุนตัวกลับเปิดประตูออกไป ฉวีขยับผ้ากระโจมอกอย่างตื่นตระหนก
“เพียร…”
ฉวีรีบวิ่งตามเพียรภมรออกไป สุเทพลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้าด้วยสีหน้ายิ้มขบขัน

ขณะเพียรภมรกำลังจะเปิดประตูรถยนต์ ฉวีวิ่งออกมาจากบ้านเช่าทั้งกระโจมอก
รั้งแขนของเพียรภมรไว้
“เพียร ฟังแม่นะ มันไม่ง่าย มันไม่เหมือนติดบุหรี่ ติดบุหรี่น่ะ..แค่อ้าปากบุหรี่มันก็หลุด แต่นี่..ผัว..ผัวทั้งคน..แม่..แม่..แม่...”
แววตาที่เพียรภมรมองแม่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เสียใจ แต่นิ่ง
“เข้าใจแม่นะลูก เทพมันสัญญาแล้วว่ามันจะเลิกเหล้า พอมันเลิกเหล้าได้ มันก็กลับเนื้อกลับตัวได้ แม่มีโอกาสที่ลูกให้ แม่อยากให้โอกาสกับผัวบ้าง”
“แม่..แล้วแม่คิดหรือว่าคนอย่างมัน จะเห็นค่าของโอกาสที่แม่ให้”
“เทพมันสัญญา มันสัญญาแล้วว่ามันจะไม่ทำร้ายแม่อีก เข้าใจแม่นะลูกนะ เข้าใจแม่นะลูก”
เพียรภมรนิ่งงัน ถอนหายใจยาว ก่อนที่จะปรับสีหน้าให้เข้มแข็งขึ้น
“หนูต้องไปละแม่ แล้วหนูจะแวะมา”
เพียรภมรขับรถยนต์ออกไป ฉวีมองตามไปด้วยความรู้สึกเสียใจ
“เพียร…”
สุเทพเปิดประตูออกมา มองตามเพียรภมรไปด้วยแววตาเจ้าเล่ห์

เพียรภมรขับรถยนต์มาจอดนิ่งๆ ที่หน้าสำนักงานทนายความ ภาษิตมารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นจึงเดินเข้ามาหา เพียรภมรยังนั่งก้มหน้านิ่ง ภาษิตเคาะกระจกรถ เพียรภมรเงยหน้ามองก่อนจะเปิดล็อค ให้ภาษิตเข้ามานั่ง
“คุณเป็นอะไร” ภาษิตถาม
“ฉันเจอมัน คนที่ทำร้ายแม่ปางตาย มันนอนอยู่บนเตียงกับแม่ ฉัน..ฉันทำอะไรไม่ถูก ทำไมฉันไม่เรียกตำรวจมาลากคอมันเข้าคุกนะ”
“คุณทำอะไรไม่ถูก หรือแม่คุณทำอะไรไม่ถูก คุณสู้เพื่อผู้หญิงทั้งโลกไม่ได้หรอก เห็นมั้ย แค่ผู้หญิงใกล้ตัวคนเดียว คุณยังสู้ให้ไม่ได้เลย คุณเข้าใจหรือยังว่าผู้หญิงต้องสู้เพื่อตัวเอง”
“คุณกำลังจะบอกฉันว่า…”
“ผมไม่แน่ใจว่าคุณสู้เพื่อพี่ศลัย หรือว่า..สู้เพื่อตัวคุณ!”
สองคนต่างสบสายตากันและกัน และต่างคนต่างนิ่งงันไป

นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมง สลักถอนสายตากลับมา ละมัยทำงานอยู่ในห้อง สลักแสร้งบ่นเบาๆ น้ำเสียงน่าสงสาร
“โอย”
ละมัยแกล้งทำงานนิ่งเฉย
“โอย ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ปวดเมื่อยไปหมด”
“หรือคะ”
“มัยเอ๊ย แกไปหยิบยาดมให้ฉันหน่อย ฉันเวียนหัว”
“คุณนายเป็นอะไรคะ ก็นี่มันเพิ่งจะ....”
“เป็นลมมั้ง....ฉันนอนไม่ค่อยหลับน่ะ ไปหยิบยาดมมาเร็วๆ โอย..หรือว่า...หรือว่าฉันจะไปหาหมอดี ฮึ มัยเอ๊ย”
“ไม่ต้องไปหรอกค่ะ เดี๋ยวพอคุณภูกลับคุณนายก็หายแล้วละค่ะ”
สลักโกรธ “นี่แกหาว่าฉันอ้อนภูฉายหรือ นังมัย”
“ปละ..เปล่าค่ะ”
สลักมองค้อนบ่นอย่างน้อยใจ
“ภูเขาไม่มีเวลามาดูดำดูดีแม่หรอก เรื่องของเขาก็ยังยุ่งๆ จนไม่มีเวลาดูแลตัวเองด้วยซ้ำ นี่กี่โมงแล้วล่ะ ถ้าฉันจะไปหาหมอที่คลินิกจะกลับค่ำมั้ยนี่”
“คุณนายจะไปหาหมอทำไมล่ะคะ”
สลักกระแทกเสียงใส่
“เพราะฉันไม่สบายน่ะซียะ”

ด้านศลัยลานั่งทำงานด้วยท่าทีเลื่อนลอย เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ผจงจิตรับสาย
“ฮัลโหล…”
ผจงจิตมองมายังศลัยลา แต่ศลัยลาส่ายหน้า
“อยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ยังไม่ว่างรับสายนะคะ”
ผจงจิตรีบวางสาย
“แหม ฉันไม่อยากโกหกเขาเลยนะ ทำไมเธอไม่รับสายของเขาล่ะ”
“ฉันไม่อยากพบเขา”
“แล้วคุณคิดหรือ..ว่าคนอย่างลายสือจะไม่มีลูกบ้า”
สีหน้าแววตาของศลัยลาครุ่นคิดด้วยความกังวล
“ลูกบ้าหรือ”

บ่ายคล้อยศลัยลาเลิกงานแล้ว เดินลงมาจากออฟฟิศสำนักโบราณคดีตรงมายังรถยนต์ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นลายสือยืนรออยู่ด้วยแววตาเคร่งขรึม
“ผมขอโทษเรื่องเมื่อวาน”
“ไม่ต้องขอโทษฉันหรอก ลายสือ ฉันเองก็ผิดที่ทำให้คุณยอมรับในความจำเป็นของฉันไม่ได้”
“คุณทำให้ผมหวง คุณไม่รู้หรอกว่ามันทรมานผมแค่ไหน”
“อย่าพูดถึงมันอีกเลย”
“คุณไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ย”
“เปล่า”
“ไปเดินเล่นกับผมได้มั้ย”
ลายสือก้าวเข้ามาหามองมาด้วยสายตาเว้าวอน ศลัยลาสบสายตาคู่นั้นอย่างลังเล

ส่วนภูฉายขับรถยนต์เข้ามาจอดในบ้าน ด้วยท่าทีเหนื่อยล้า อ่อนแรง ละมัยรีบรายงาน
“คุณภูคะ คุณนายไม่อยู่ค่ะ ไปหาหมอที่คลินิก คุณนายบอกว่าคุณนายไม่ค่อยสบายค่ะ”
“งั้นหรือ”
ภูฉายรับคำเนือยๆ เดินขึ้นบ้านไป ละมัยมองตามไปอย่างแปลกใจ
“คุณภู”

สองคนเดินอยู่ที่ท้องสนามหลวง ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เงียบขรึม บรรยากาศรอบกายเศร้าหมอง อ้างว้าง
“ผมพูดกับเขาเรื่องหย่า เขาเป็นผู้ชายที่พูดไม่รู้เรื่อง!”
“ฉันไม่เห็นประโยชน์ที่คุณประกาศตัวเป็นชายชู้เลยนะ คุณก็รู้ว่าระหว่างเราคุณเป็นอะไร”
“ผมไม่รู้ทางได้เปรียบเสียเปรียบในข้อกฎหมาย แต่ผมยอมให้คุณต่อสู้ตามลำพังไม่ได้”
ศลัยลายื่นมือให้ลายสือจับด้วยกิริยาอ่อนโยน ลายสือฝืนยิ้ม
“มือคุณเย็นจัง”
“แต่มือคุณร้อน...คุณร้อนเหมือนดวงอาทิตย์นะลายสือ อะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวคุณ มันอาจจะถูกหลอมละลายก็ได้”
“คุณหมายถึงความรักของผมหรือ”
“ลายสือ เราพบกันช้าเกินไป ฉันไม่โทษอะไร นอกจาก....วันเวลา...โลกนี้...หรือเหตุบังเอิญ”
น้ำเสียงและแววตาของศลัยลาเศร้าหมอง สองคนเดินต่อไปช้าๆ
“ฉันไม่กล่าวโทษคุณหรือตัวเอง ฉันรู้ว่าเราไม่ได้ทำผิดแต่ที่ฉันท้อ...ฉันเหนื่อย...ฉันเบื่อ..ก็เพราะฉันหวั้งว่าโลกจะเข้าใจเรา แต่ก็ไม่...ไม่เลย...โลกตราหน้าว่าฉันเป็นกากี ไม่มีใครเข้าใจฉันเลย”
ความเจ็บปวดรวดร้าวขมขื่นของศลัยลายามนี้ มีไม่ต่างจากลายสือ
“ผมไง ผมเข้าใจคุณ ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ จนกว่า..เราจะได้อยู่ร่วมกัน ผมจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณ”
“ไม่พอหรอกลายสือ ฉันยังมีลูก ลูกคือชีวิต ลูกคือดวงใจของฉัน แล้วคุณจะอยู่ในส่วนไหนของชีวิตฉันล่ะ มันเป็นไปไม่ได้”
ลายสือบอกเสียงกร้าว “มันต้องเป็นไปได้ มันเป็นไปได้ ผมเชื่อ..!”
“ฉัน…”

ศลัยลานิ่งอึ้งไป

เพียรภมรนั่งทำงานท่าทีเนือยๆ คิดถึงเรื่องที่ฉวีกลับไปคืนดีกับสุเทพ เพียรภมรเก็บของ ก่อนดูเวลาที่ข้อมือ

“ฉันจะกลับก่อนนะ ฉันต้องไปดูแม่”
“ค่ะ” ลูกน้องรับคำ
เพียรภมรเดินออกไป

ที่บ้านเช่า สุเทพยกถ้วยแกงมาตั้งที่แคร่หน้าบ้านเช่า เอาอกเอาใจฉวีเต็มที่
“แม่ แม่จ๋า กินข้าวเร้วว”
ฉวียกกระติกน้ำแข็งออกมาวาง ท่าทางทั้งสองมีความสุข
เพียรภมรขับรถเข้ามาจอด
“เพียร กินข้าวด้วยกันมั้ยลูก”
“หนูต้องรีบไป หนูเอาค่าเช่าบ้านมาให้แม่น่ะ”
“เอ้อ..ยังไม่สิ้นเดือนนี่ลูก”
“เผื่อหนูไม่ได้มา เอาไปเก็บ เก็บให้ดีนะแม่”
“เออๆ แม่จะเอาไปเก็บก่อน”
เพียรภมรหยิบงเงินให้แม่ สุเทพลอบมอง แต่ทำเหมือนไม่สนใจ ฉวีนำเงินเข้าไปเก็บในบ้าน เพียรภมรก้าวเข้ามา จ้องหน้าสุเทพ
“ถ้าแกทำร้ายแม่ฉันอีก ฉันจะเอาแกเข้าคุก จำไว้!”
เพียรภมรขับรถยนต์ออกไป
“กูไม่ทำร้ายแม่มึงหรอก แต่จะทำร้าย..มึง อีตัวดี!”
ฉวีออกมาจากบ้านเช่า มองตามไป
“อ้าว เพียรกลับแล้วหรือ”
“ช่างเถอะแม่ ไม่ดีหรือ เราจะได้อยู่กันตามประสาผัวเมีย แม่..กินข้าวเถอะ พ่อหุงข้าวไว้ให้แล้ว เร็ว..กินข้าวกัน เดี๋ยวจะได้เข้าบ้านปิดประตูตีแมว..อิอิ”
สองคนต่างกินข้าวอย่างมีความสุข สุเทพพยายามเอาใจฉวีเพื่อฉกเงินค่าเช่าบ้านภายหลัง

ทางด้านภูฉายยืนมองออกไปภายนอกบ้านอย่างเครียดจัด สักครู่ละมัยประคองสลักลงมาจากชั้นบน
“โอย ยังเวียนหัวอยู่เลย แท็กซี่สมัยนี้มันขับเหมือนจะรีบเหาะไปตายยังงั้นแหละ ถึงคลินิคยังต้องนั่งรอหมอ เพราะไม่ได้โทร. ไปนัดล่วงหน้า ภู....ภู”
“ครับ”
“เป็นอะไรอีกล่ะ แม่เชื้อกลับจากหาหมอแทนที่แกจะถามว่าจะตายเมื่อไหร่ ไม่มีเลยนะ แกเป็นอะไรไป”
“เปล่าครับ”
“แม่สั่งให้ทนายมาพบ ดูซีป่านนี้ยังไม่มาเลย ไม่รักษาเวลายังงี้ลูกความเสียประโยชน์แย่ แม่จะเอาเรื่องพยายามฆ่ายัดนังศลัย ก็เลยให้ทนายไปถ่ายสำเนาใบแจ้งความน่ะ”
ภูฉายถอนหายใจยาว แล้วเดินขึ้นชั้นบนไป
“ภู เดี๋ยวก่อนซี แม่ยังพูดไม่จบ ภู....ภูฉาย”
สลักโกรธจัด รีบเดินตามไป

ภูฉายนั่งนิ่งอยู่ที่เตียงนอน มีอาการปวดศีรษะเป็นริ้วๆ ขึ้นมา สลักเปิดประตูเข้าด้วยท่าทีโกรธ แต่เมื่อเห็นกิริยาของภูฉาย สลักจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยน
“ภู”
สลักเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ ภูฉาย
“แกปล่อยเนื้อปล่อยตัว หนวดเคราก็ไม่ได้โกน แกเหมือนโจรเข้าไปทุกวัน แก...เอ้อ...” สลักลดเสียงลงพูดเอาใจ “แกอยากเที่ยวผู้หญิงมั้ย ฮึ”
ภูฉายเหลือบสายตาขึ้นมองสลัก แววตากระด้างขึ้นเล็กน้อย
“ทำไมแม่ถามผมยังงี้ล่ะครับ”
“แม่ห่วงแกน่ะซี พักนี้แกแปลกๆ ความจริงหาหนังสือธรรมะมาอ่านก่อนนอนก็ดีนะ จะได้ตัดกิเลสตัณหาได้ ไม่มีกิเลสไม่มีตัณหา ชีวิตก็เป็นสุขได้ นังศลัยน่ะ..ปล่อยให้มันตะกละตะกรามไปกับเรื่องพรรค์นั้นเถอะ มันเป็นคนบาปหนา”
จู่ๆ ภูฉายก็ลุกพรวด ผลุนผลันออกจากห้องไป สลักผุดลุกขึ้นยืนอย่างโกรธจัด
“เอ๊ะ นี่ฉันพูดอะไรผิดนี่”

คืนนั้นขณะที่ฉวีนอนหลับสนิทอยู่บนที่นอนข้างๆ สุเทพ สักครู่สุเทพลืมตาขึ้น เอามือควานไปใต้หมอนหนุนของฉวี ขโมยเงินค่าเช่าบ้าน แล้วค่อยๆ ย่องออกไป
เมียน้อยสุเทพยืนท้าวสะเอวรออยู่หน้าบ้านเช่าด้วยท่าทีหงุดหงิด สักครู่สุเทพเปิดประตู ย่องออกมา
“พี่เทพ ไง กกอีแก่หลับหรือยัง ได้เงินมั้ย”
“นี่ เงิน ไปเร็ว...ไปกินเหล้ากัน เปรี้ยวปากมาสองสามวันแล้ว อุตส่าห์ทนทำตัวเป็นพ่อจ๋า เกือบตาย..กู”
“เอามานี่” เมียน้อยพยายามแย่ง
“เอาน่ะ..พี่เป็นคนถือเงิน”
“ไม่ได้ เอามา..!”
เมียน้อยกระชากเงินไปจากมือสุเทพจนได้ แล้วเดินแกมวิ่งไป สุเทพวิ่งตาม

วันต่อมา ขณะที่เพียรภมรยืนหันหลังค้นหาสำนวนคดีในตู้เก็บเอกสารอยู่ ทนายสวงเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน เพียรภมรหันมามองด้วยความรู้สึกแปลกใจ
“ฉันเลยแปลกใจนะ ที่พบคุณที่นี่”
“ผมมาพบลูกความแถวๆ นี้ เลยแวะมาเยี่ยมคุณ ความจริงผมก็ไม่ได้เสียประโยชน์สักเท่าไหร่หรอกคุณ”
“งั้นคุณคงไม่ต้องการน้ำเย็นนะ”
“ไหนๆ ผมก็มาแล้ว คุณจะไม่เชิญผมนั่งสักคำหรือ”
“เชิญ”
เพียรภมรเชิญเหมือนเสียไม่ได้ ทนายสวงนั่งลง พลางยิ้มเจ้าเล่ห์
“คุณพูดมาได้เลย คุณมาที่นี่ทำไม”
“นี่ คุณ ผมเองก็เบื่อยายคุณนายสลักเต็มทีแล้วนะ ไม่ใช่ผมไม่เบื่อ ผมต้องการให้คดีนี้จบ”
เพียรภมรเหน็บ “และคุณเป็นผู้ชนะ”
“ผมจะนำประเด็นที่ลูกความของคุณพยายามฆ่าญาติผู้ใหญ่ของลูกความผมขึ้นเป็นเหตุผล มันต้องจบและผมต้องเป็นฝ่ายชนะ ขืนผมยอมให้คดีนี้ยืดยาวต่อไป ไม่ใช่คุณหรอกที่บ้า ผม...ผมนี่แหละ...บ้าแน่!”
ทนายสวงทอดถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย

ส่วนสลักกำลังเกรี้ยวกราดเอากับภูฉาย ซึ่งนั่งรับประทานอาหารอย่างเงียบๆ ก้มหน้านิ่ง ถือช้อนค้างอยู่
“ฉันต่างหากล่ะ..ที่บ้า...บ้าไปเองเพราะห่วงแก ภู แกทำเหมือนทองไม่รู้ร้อน แกไม่รู้สึกรู้สา หรือพูดกับแม่สักคำว่า..แกคิดอะไร..ยังไง แกเอาแต่ปิดปากเงียบ...แกหายไปครึ่งค่อนคืนโดยมีนังศลัยมาส่ง...แกทำยังงี้ แกจะให้แม่บ้าหรือยังไง หา ภู”
“แม่ครับ...”
ภูฉายถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายเต็มกลืน แล้วโพล่งขึ้นมา
“นานแค่ไหนแล้ว ที่ผมไม่ได้พบลูก”
สลักชะงัก “แกโผล่เข้าไปตอนนี้พวกมันจะได้รุมฆ่าแกน่ะซีเรื่องลูกน่ะเอาไว้ก่อน อยากได้ลูกก็ต้องพยายามชนะความให้ได้ ฉันยังไม่ลืมความตั้งใจเรื่องยึดบ้านยึดรถหรอกนะ”
“แต่ผมคิดถึงลูกจริงๆ ผมอยากเห็นหน้าลูก”
“ไม่ใช่ตอนนี้ แม่บอกแล้วไง ยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าอยากเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแกต้องทำทุกอย่าง..ทำยังไงก็ได้...ที่ทำให้แกชนะความ!”

สลักยื่นคำขาด ด้วยสีหน้ามาดมั่น บีบบังคับเต็มที่

อ่านต่อ "ปีกมาร" ตอนที่ 16 อวสาน
สุดสายป่าน ตอนที่ 15
สุดสายป่าน ตอนที่ 15
ภายในโถงกลางตำหนักใหญ่ของวังสูรยกานต์ ตอนเช้ามืดวันต่อมา กานดามณีหมุนเบอร์โทรศัพท์ลับๆ ล่อๆ อยู่แล้วรอสาย “สถานีตำรวจใช่มั้ยคะ” เวลาเดียวกันนั้น ฐิติ วิเศษ และนารีรัตน์ เดินมาตามทางในสถานีตำรวจ วิเศษมีท่าทีแน่วแน่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว “ผมตัดสินใจแล้ว ผมคงจะทำตามที่ลูกกานขอร้องไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมรักลูกไม่เท่ากันนะครับ แต่ใครผิดใครถูกก็ต้องว่ากันไปตามนั้น” นารีรัตน์เห็นด้วย “ก็ดีแล้วล่ะค่ะคุณพ่อ พี่กานก็เป็นอย่างนี้ทุกที ห่วงแต่คนอื่น รักทุกคนยกเว้นตัวเอง” “รักทุกคน...แต่ไม่เคยคิดว่าคนที่รักเค้าจะรู้สึกยังไง จะเจ็บปวดแค่ไหนที่เห็นเค้าต้องอยู่กับความทุกข์แบบนี้”
กำลังโหลดความคิดเห็น...