xs
sm
md
lg

อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 10

เผยแพร่:

อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 10

อันยาถามสิงห์ ขณะที่ฟองคำยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล

"ทำไมถึงให้ฉันลงแข่งล่ะคะ?”
"ก็เธออยากไถ่โทษเรื่องแสนไม่ใช่เหรอ?” สิงห์ถามกลับ
"พวกคุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่ ทั้งๆที่ฉัน..”
ฟองคำยังคงนิ่ง สิงห์หันมาถามฟองคำ
"พี่ก็เห็นใช่มั้ย?”
ฟองคำพยักหน้า "แสนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน" ฟองคำพูดกับอันยา "เธอคงรู้ ว่าแสนทุ่มเทให้กับงานมากที่สุด... ตอนที่เค้าโทรมาหาที่บ้าน ก็ไม่เคยพูดเรื่องผู้หญิงคนไหนเลย แต่พักหลัง ๆ เค้าพูดเรื่องของเธอให้ฉันฟัง"
อันยาอึ้งไป
"เค้าบอกว่าเธอเป็นเลขาที่ดี ไม่เคยเจอใครที่เหมือนเธอมาก่อน...เค้าคงจะไว้ใจเธอมาก" ฟองคำถอนใจ "ถึงได้เจ็บมาก"
อันยาก้มหน้ารู้สึกผิดและรู้สึกเจ็บที่ใจสุด ๆ
"ที่ฉันเล่าให้เธอฟัง ไม่ใช่ว่าฉันให้อภัยเธอได้หมดหรอกนะ ลูกฉันเจ็บ ฉันก็เจ็บแต่ถ้าแสนเป็นแบบนี้เพราะเธอเป็นต้นเหตุ ฉันก็เชื่อ ว่าผลต้องแก้ที่เหตุ ฉันไม่อยากให้ลูกฉันติดอยู่กับความผิดพลาดในอดีต"
อันยามองฟองคำแล้วอึ้งจนพูดไม่ออก


อันยาเดินมาพร้อมกับครุ่นคิดสิ่งที่ฟองคำพูด ทวยเทพเดินมาขวาง
"คุณบ้าไปแล้วเหรอ??!!! จะอยู่ปลูกสตรอว์เบอร์รีเนื่ยนะ!” ทวยเทพว่า
"ฉันตัดสินใจแล้ว คุณกลับไปเถอะ" อันยาบอก
"แผนการคุณสำเร็จไปแล้ว ยังจะยุ่งกับมันอีกทำไม อย่าบอกนะ ว่าเพราะรักมันรักไอ้ด็อกเตอร์กระจอกนั่น"
อันยาอึ้งจนพูดไม่ออก
"ไม่จริงใช่มั้ย! ผมต่างหากที่ทำเพื่อคุณมาตลอด แม้แต่เรื่องไอ้ด็อกเตอร์นี่ ผมก็ช่วยคุณ"
อันยาสวนทันที "คุณไม่ควรช่วยฉัน!! สิ่งที่คุณควรจะทำ คือเตือนฉัน ห้ามฉันไม่ให้ทำเรื่องเลว ๆแบบนั้นต่างหาก"
"คุณโทษผมงั้นเหรอ เพราะผมรักคุณนะ ถึงได้ตามใจคุณทุกอย่าง" ทวยเทพว่า
อันยาสะบัดแขนจากทวยเทพ "คุณไม่ได้รักฉัน คุณรักตัวเอง คุณยอมตามใจฉัน เพราะกลัวว่าฉันจะไม่รักคุณ... ถ้าคุณรักฉันจริง ต่อให้ต้องเสียฉันไป คุณก็จะไม่ยอมให้ฉันทำเรื่องผิดๆแบบนั้น"
ทวยเทพอึ้งไป "อันยา...คุณพูดอะไรไม่รู้เรื่อง ! โกรธอะไรผม งั้นกลับไปเคลียร์กันได้มั้ย"
"คุณต่างหากที่ไม่เข้าใจอะไรเลย! เราไม่มีอะไรต้องเคลียร์ เพราะว่าฉันไม่ได้รักคุณ ไม่มีทางรัก...กลับไปซะ"
พูดจบอันยาก็จะเดินออกไป แต่ทวยเทพรวบตัวอันยาเอาไว้
"ไม่พอใจก็จะทิ้งกันงั้นเหรอ เป็นตายยังไง ผมก็ต้องพาคุณกลับไปด้วยให้ได้"
"ปล่อยฉันนะ ...ปล่อย!!! ฉันไม่ไปกับคุณ ปล่อย ช่วยด้วย"
สิงห์เดินมากับคนงานชาย 3 คนที่ถือจอบ ถือเสียม ถือกรรไกรตัดหญ้าติดมาด้วย
สิงห์เสียงแข็ง "ปล่อยผู้หญิงเดี๋ยวนี้"
ทวยเทพยังไม่ยอมปล่อยอันยา สิงห์กับคนงานจึงขยับเข้าไปใกล้ ทวยเทพเริ่มหวาดๆ
"ปล่อยผู้หญิง แล้วกลับไปซะ อย่าให้พูดเยอะ"
คนงานเอาจอบ เสียม มาเคาะที่พื้นเพื่อขู่
ทวยเทพเจ็บใจมาก เขาต่อว่าอันยา "คุณมันโง่ เอาสมองไปไว้ซะที่ไหน แล้วคุณจะต้องเสียใจ"
ทวยเทพแค้นมากจึงเดินกระแทกส้นเปิดแน่บไป
"ขอบคุณมากนะคะคุณสิงห์"
อันยามองตามหลังทวยเทพพลางถอนหายใจ


แสนยืนเครียดเพราะสิ่งที่ทวยเทพพูดยังคอยรบกวนจิตใจ
"ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคนระดับด็อกเตอร์ เวลาโง่เนี่ย มันจะโง่ดักดานได้สักแค่ไหน ถ้ายังโดนผู้หญิงคนเดิมหลอกปั่นหัวได้อีก ฉันต้องยกตำแหน่งที่สุดแห่งความโง่ให้เลย"
แสนพยายามสลัดคำพูดนั้นทิ้งไปแล้วเดินออกมา แล้วเขาก็ต้องชะงักเพราะพบว่าปุ๊กลุกมารออยู่
"พี่แสน...เรายังไม่ได้คุยกันเลยนะจ๊ะ"
แสนเหนื่อยใจแต่ก็พูดอย่างอดทนและสุภาพ "ปุ๊กลุกทำแบบนี้ทำไม ทำไมถึงบอกทุกคนว่าเด็กในท้องเป็นลูกของพี่"
"ก็เพราะว่าเค้าเป็นลูกของพี่..”
แสนยิ่งอึ้งและไม่เข้าใจ
"ฉันตั้งท้องลูกคนนี้ เพราะพี่" ปุ๊กลุ๊กบอก แสนยิ่งงง "วันนั้น.." ปุ๊กลุ๊กปวดร้าวแต่ข่มใจพูด "ที่กรุงเทพ ฉันรอพี่..แล้วฉันก็นึกว่าคนที่มาหาฉันเป็นพี่ ฉันตั้งท้องเด็กคนนี้เพราะพี่"
"ใคร ใครเป็นพ่อของเด็ก ปุ๊กลุก" แสนถาม
"ฉันบอกแล้วไง ว่าพี่คือพ่อเด็ก เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพี่ เพราะงั้น พี่ต้องรับผิดชอบ"
"ปุ๊กลุก พ่อเด็ก เค้าไม่รับผิดชอบเหรอ"
"ฉันไม่ต้องการ! พ่อของลูกฉัน คือพี่คนเดียว ต้องเป็นพี่คนเดียว"
แสนอึ้งเพราะพูดไม่ออกกับความรั้นของปุ๊กลุก
"พี่ ไม่เคยคิดอะไรกับปุ๊กลุกมากกว่าพี่ชาย" แสนบอก
"ไม่ ฉันไม่ต้องการให้พี่เป็นพี่ฉัน" ปุ๊กลุ๊กเห็นแสนมองตัวเองอย่างสงสาร แต่ยังไม่ยอมตกลง เลยใช้ไม้อ่อน "พี่ยังไม่ยอมรับฉันกับลูกวันนี้ก็ไม่เป็นไร ฉันรอได้"
"ปุ๊กลุก..”
"ฉันจะรอ รอวันที่พี่ยอมรับพวกเราเป็นครอบครัว เด็กคนนี้กับฉันจะรอพ่อของเค้า...อนาคตของฉันกับลูกขึ้นอยู่กับพี่นะ พี่แสน...ยังไงฉันก็จะรอ"
ปุ๊กลุกเว้าวอนแล้วก็ผละไปเพื่อไม่ให้โอกาสแสนปฏิเสธอีก

แสนยืนอึ้งว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้
เมขลาเดินถือแฟ้มมาตามทางแล้วก็สวนกับพนักงานสาวสองคนที่เดินมาจากทางหน้าของออฟฟิศ

"แหม มีแฟนแล้วไม่อัพสเตตัสบอกกันบ้างเลยนะจ๊ะ" พนักงานบอก
เมขลางง "แฟนที่ไหนคะ ไม่มีสักหน่อย"
พนักงานคนนั้นซุบซิบกับพนักงานอีกคน "เดี๋ยวเนี๊ยะเค้านิยมเรียกว่า เพื่อนกัน ไปก่อน"
พนักงานทั้งสองซุบซิบกันเอง แล้วก็เดินผ่านเมขลาไปด้วยสายตามีเลศนัย
"อะไรของเค้า" เมขลาไม่เข้าใจ
เมขลาหันไปเห็นว่าด้านหน้าของออฟฟิศคิมหันต์กำลังเรียกหาเธออยู่
"คุณเม"
เมขลาชะงักไปเพราะนึกไม่ถึง "คุณ คุณคิม"
พนักงานสองคนที่ยังไม่ผ่านไปไกลหันมาหรี่ตามองเป็นเชิงแซวว่าเห็นมั้ย มีผู้ชายมารอ
เมขลาพูดกับพนักงาน "ไม่ ไม่ใช่แฟนเมนะคะ"
พนักงานสองคนยังกิ๊วก๊าวกันอยู่และมีท่าทางไม่เชื่อคำปฏิเสธ
"คุณคิม ทำไมจะมา ไม่บอกก่อนล่ะคะ" เมขลาถาม
คิมหันต์รู้ว่าเมขลาโดนแซวเพราะตัวเองก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ กลบเกลื่อนไป


คิมหันต์ขอโทษเมขลา
"โทษทีนะ คุณเลยโดนคนในออฟฟิศเข้าใจผิด ผมโทรหาคุณแล้วนะ แต่ว่าไม่มีคนรับ"
เมขลาเอามือถือขึ้นมาดู "จริงด้วย ฉันเพิ่งออกจากห้องประชุมน่ะค่ะ"
"ยังงี้ ผมต้องไปแก้ข่าวให้มั้ย" คิมหันต์ถาม
"ช่างเถอะค่ะ เรื่องอะไรที่มันไม่จริง เดี๋ยวคนก็เลิกพูดกันไปเอง แต่คุณ..จะเดือดร้อนรึเปล่า"
"ผมเดือดร้อน ?”
"เรื่องเม้าท์ๆไปไวจะตาย เกิดแฟนคุณได้ยินว่าคุณมีแฟนซุกไว้ที่ต่างจังหวัด แล้วเข้าใจผิด"
"ผมยังไม่มีแฟน"
เมขลาอึ้งเพราะนึกไม่ถึง "ไม่น่าเชื่อ คุณออกจะ..." คิมหันต์รอฟังว่าอะไร เมขลาพูดต่อ "ดูดี"
คิมหันต์อึ้งเพราะไม่นึกว่าเมขลาจะชม เขาดีใจ "ขอบคุณครับนะครับ..ที่ชม"
เมขลาไม่รู้ทำไมเขินกับคำขอบคุณของคิมหันต์
"พักหลังบ้างานตามตามเจ๊เค้ามากไปหน่อยน่ะ ผู้หญิงที่ไหนเค้าจะรอได้ล่ะครับ" คิมหันต์มองเมขลาแล้วก็อดทักไม่ได้ "แล้วคุณรู้รึเปล่า ว่าคุณเองก็..น่ารักขึ้นนะ"
เมขลารู้สึกจะไม่กล้าสบตาคิมหันต์ขึ้นมาทันทีและเล่นเอาพูดไม่ออกเลย
เมขลาเปลี่ยนเรื่องหนีอาการเขิน "เอ่อ คุณอุตส่าห์มาหาฉันถึงนี่ คงมีเรื่องอะไรใช่มั้ยคะ"
คิมหันต์ชะงักและนิ่งลง เมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องมาคุยกับเมขลา


อิงค์กี้ ม.ร.ว.เหมือน และปุ๊กลุกมองกระต๊อบหลังเล็กๆ หลายหลังตรงหน้าอย่างไม่เก็ท
"บ้านพักคนงานต่างด้าวเหรอคะ บ๊าน บ้าน" อิงค์กี้ว่า
ม.ร.ว.เหมือนพูด "อย่าว่าโง้นงี้เลยนะคะ หญิงอยากอาบน้ำแล้ว เมื่อไหร่จะถึงเรือนรับรองซักที"
หนานปิงแทบขำกับคำพูดของสาวๆ
"ก็นี่ไงล่ะ อยู่กันไปเลย คนละหลัง เรือนรับรองของพวกเธอ"
อิงค์กี้ กับม.ร.ว.เหมือนเหวอ
"ไม่ต้องตกใจ เห็นสภาพแบบนี้ มีทั้งน้ำ มีทั้งไฟ” หนานปิงบอก
หนานปิงเดินไปชี้ให้ดูบ่อน้ำ
"น้ำ อยู่ในบ่อตรงโน้น ถ้าจะใช้ก็เอากระป๋องไปตักเอา..ส่วนไฟก็นี่!" หนานปิงโชว์ตะเกียงที่วางอยู่ให้ดู พร้อมไม้ขีด
อิงค์กี้กับม.ร.ว.เหมือนเหวอเข้าไปอีก
"เอ่อ ...แล้ว ปลั๊ก ปลั๊กไฟที่ต้องใช้ชาร์จโทรศัพท์ แท็บเลต ไดร์เป่าผมล่ะ"
ปุ๊กลุกส่ายหน้า "กล้าเนอะ เห็นตะเกียงแล้วยังกล้าถามหาปลั๊ก"
"ใครบอกว่าไม่มี ...มี" หนานปิงว่า
ม.ร.ว.เหมือนแขวะปุ๊กลุก "เห็นมั้ยล่ะยะ อยู่ในบ้านใช่มั้ยคะ"
"เปล่า.. อยู่ที่โรงแยกสตรอว์เบอร์รี"
"โรงแยกสตรอว์เบอร์รีที่ไหน ไกลรึเปล่าคะ?” อิงค์กี้ถาม
"ไม่ไกลเล๊ย เดินไปใกล้ๆแค่สองกิโลเอง"
อิงค์กี้กับหญิงเหมือนได้ยินก็แทบหงาย
"อ้อ แล้วให้ชาร์จไฟได้ถึงแค่ 2 ทุ่มนะ หลังจากนั้น เราจะดับไฟ"

หนานปิงตอบอย่างไม่อนาทรร้อนใจเลย
อิงค์กี้กับหญิงเหมือนพากันลากกระเป๋ากลับด้วยความหงุดหงิด

"ทำแบบนี้มันเกินไป!”
"ใช่ ฉันเป็นซุปตาร์ ว่าที่หลานสะใภ้นะ"
หนานปิงโบกมือลา "บ๊ายบาย"
ปุ๊กลุกยิ้มร่า อันยาชะเง้อมองนิ่งๆ
ปุ๊กลุกพูดกับอันยา "ทีนี้ก็เหลือหล่อนคนเดียวแล้วสินะ"
หญิงเหมือนกับอิงค์กี้ที่เดินพรวดๆไปนึกได้ก็เบรกกึก แล้วหันกลับมามองอันยาด้วยสีหน้าจิก แล้วทั้งสองคนก็ลากกระเป๋ากลับมา
"อ้าว ...เปลี่ยนใจแล้วเรอะ" หนานปิงถาม
ม.ร.ว.เหมือนพูด "ขอเจรจาค่ะ...ทำไมพ่ออุ๊ยต้องให้ว่าที่หลานสะใภ้มาลำบากแบบนี้ด้วยคะ?”
"ใช่ค่ะ ...หลานสะใภ้นะคะ ไม่ใช่คนงานอพยพ" อิงค์กี้ว่า
"ครอบครัวฉันทุกคน เคยอยู่ เคยกิน เคยนอนแบบนี้ แล้วก็ต้องทำงานเป็น ถึงจะคุมคนงานอยู่ ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ! ก็ไม่เหมาะจะมาเป็นหลานสะใภ้ฉันหรอก"
อิงค์กี้กับหญิงเหมือนสะดุ้ง ทั้งสองครุ่นคิดก่อนจะหันไปมองจิกอันยา
"ปากอมอะไรอยู่ไม่ทราบ ไม่คิดจะพูดบ้างเลยรึไง" อิงค์กี้ว่า
"ฉันไม่ได้หวัง..ว่าจะอยู่สุขสบายอยู่แล้ว"
หนานปิงเหลือบมองอันยาก็สังเกตเห็นความใจนักเลงของเธอ
"นี่แปลว่า ยังไงหล่อนก็จะปลูกสตอเบอรี่ชิงตัวด๊อกเตอร์ให้ได้ใช่มั้ย!”
อันยาไม่ตอบแต่ก็ไม่ยอมขยับไปไหน
อิงค์กี้กับหญิงเหมือนมองอันยาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หนานปิงถามอีกที "ตกลง จะสละสิทธิ์มั้ย ?”
ทั้งสองสาวอึ้งแล้วมองกระต๊อบแล้วมองอันยาสลับกัน


อันยาถือกระเป๋าเข้ามาในกระต๊อบของตัวเองแล้วนั่งพักอย่างเหนื่อยใจ ปุ๊กลุกถือกระเป๋าตามเข้ามาด้วย อันยางงมาก
"อย่าบอกนะ ว่าจะพักที่นี่" อันยาถาม
"ใช่สิ ไม่งั้นฉันจะเข้ามาทำไม" ปุ๊กลุ๊กว่า
"คุณปู่ให้เธอไปนอนสบายๆที่บ้าน ทำไมไม่ไป จะมาลำบากที่นี่ทำไม?”
"ฉันจะนอนที่ไหน ทำไมหล่อนต้องเดือดร้อน กลัวอะไรมิทราบ?”
อันยาส่ายหน้า "อย่างเธอไม่มีอะไรให้ฉันกลัวหรอก ที่พูดเนี่ยสงสารเด็ก ทำอะไรหัดคิดถึงลูกในท้องบ้าง"
"อยู่กันแค่สองคน ไม่ต้องมาสร้างภาพรักเด็กหรอกย่ะ”ปุ๊กลุ๊กว่า
อันยาส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ ปุ๊กลุกไม่สนใจ เธอหันไปเปิดกระเป๋า
ปุ๊กลุกพึมพำ "ฉันไม่ยอมให้พวกหล่อนปลูกสตรอว์เบอร์รี่กันตามสะดวกแน่"


หนานปิง สิน และฟองคำยืนคุยกันที่แปลงปลูกแข่งขัน
"พ่อจะให้พวกนั้นปลูกสตรอว์เบอร์รี่ที่นี่?” สินถาม
หนานปิงตอบ "ใช่!”
"แต่ตรงนี้ไม่มีสปริงเกอร์ ถ้าอากาศแห้ง วันนึงต้องรดน้ำตั้ง 3-4 หนนะคะ" ฟองคำบอก
"รดน้ำเหมือนตอนพ่อเป็นหนุ่มๆไง" หนานปิงถือกระบวยใส่น้ำให้ดู "แค่ไร่เดียว ทำไม่ได้ให้มันรู้ไป"
"แล้วจะให้พวกสาวๆใช้ไหลจากไหนครับ?”
"หากันเองสิวะ!! จะได้รู้ไง ว่าใครมีกึ๋น ถ้ารักหลานชายเจ้าของไร่สตรอว์เบอร์รีจริง ต้องรู้ว่าจะหาไหล ต้นอ่อนสตรอว์เบอร์รีดี ๆ ได้จากไหน"
หนานปิงยิ้ม เมื่อพูดจบเขาก็เดินไป
สินหันไปคุยกับฟองคำ
"ตกลงจะให้โอกาสแม่หนูนั่นแก้ตัวกับแสนจริง ๆ เหรอ...ไว้ใจเค้าได้เร้อ?” สินว่า
"ได้ไม่ได้เดี๋ยวก็รู้.. แม่แค่ไม่อยากเห็นแสนเป็นแบบนี้ ...ลูกเราต้องหัดเผชิญหน้ากับความผิดพลาด แล้วข้ามมันไปให้ได้" ฟองคำบอก
สินมองแปลงสตรอว์เบอร์รีอย่างหวาดๆ
"กลัวว่าแผนของพ่ออุ๊ยจะไม่ได้แค่กัน คนไม่รักลูกเราจริงออกไปน่ะสิ ทำไปทำมาไอ้แสนจะโสดไปจนตาย ? ลำบากขนาดนี้ ผู้หญิงในเมืองที่ไหนเค้าจะทนได้" สินว่า

ฟองคำมองแปลงสตรอว์เบอร์รีแล้วก็ชักจะไม่แน่ใจเหมือนกัน
แสนหลบมุมมาดูต้นสตรอว์เบอร์รีในไร่ แล้วสิงห์ก็เดินเข้ามาหา

"มาหลบอยู่นี่เอง ทำไมไม่ไปกินข้าว ยังโกรธอยู่รึไง?” สิงห์ถาม
"พ่ออุ๊ยไม่น่าทำแบบนี้" แสนหันมา "พี่ก็ด้วย ทำไมถึงต้องหาเรื่อง ให้อันยาลงแข่ง?”
"ถ้าไม่แคร์เค้า ทำไมนายจะต้องเดือดร้อนด้วย"
แสนชะงัก
"ถ้าเป็นคนที่ทำกับพี่ขนาดนั้น มาอยู่ใกล้ๆ ถามจริงๆ พี่จะรู้สึกยังไง" แสนถาม
"แสน ไมใช่ฉันไม่ห่วงความรู้สึกนาย แต่...เพราะพวกเราเป็นห่วง ถึงไม่อยากให้นายหนีจากความรู้สึกของตัวเอง"
"ผมไม่รู้ว่าทุกคนคิดอะไรกันอยู่ แต่เรื่องระหว่างผมกับอันยา มันจบไปแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว"
"แปลว่า มันเคยมี ?”
"เคยหรือไม่เคยมันก็ไม่สำคัญ ผมไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวอะไรกับเค้าอีก อย่าเอาผมไปเกี่ยวเรื่องนี้อีก"
แสนเดินหนีไป
"จะดูซิ ว่านายจะไม่เกี่ยวได้นานแค่ไหน" สิงห์เปรย


อิงค์กี้กับม.ร.ว.เหมือน ยืนอยู่หน้ากระต๊อบอย่างไม่แน่ใจ เพราะสภาพกระต๊อบทั้งสองหลังที่ทั้งมืด ทั้งวังเวงน่าหวั่นไหวเหลือเกิน
"นาน! ยืนนานไปแล้วนะป้าหญิง ทำไมไม่เข้าไปในกระต๊อบสักที?” อิงค์กี้ว่า
"หล่อนก็เข้าไปก่อนสิยะ ฉันจะยืนชมวิวตรงนี้ก่อน"
"วิวตรงนี้ไม่เห็นมีอะไรน่ามอง กลัวก็ยอมรับมาเถอะป้า"
ม.ร.ว.เหมือนทำฟอร์ม "กลัวอะไร? ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัว หรือว่าหล่อนกลัว?”
อิงค์กี้ก็ฟอร์ม "ไม่ได้กลัว แค่สงสัยว่าในนั้น จะมีหนู แมลงสาป จิ้กจก ตุ๊กแกรึเปล่า?”
ม.ร.ว.เหมือนมองอย่างหวาด ๆ เหมือนกัน แต่ก็ปั้นหน้าจิกอิงค์กี้ไว้เช่นเคย
"พวกนั้นน่ะ ไม่น่ากลัวเท่าหล่อนหรอก นังงูพิษ!”
"แล้วป้าเป็นกระต่ายน้อยน่ารักรึไง!! เสือซุ่ม ป้าก็ไว้ใจไม่ได้พอกันนั่นแหละ"
ม.ร.ว.เหมือนกับอิงค์กี้สะบัดบ๊อบใส่กัน ก่อนจะเดินเข้าไปในกระต๊อบของตัวเอง แต่ทั้งคู่ก้าวไปเพียงสองก้าว จู่ ๆ สายลมเย็นก็พัดโชยมา เสียงนกกลางคืนร้อง ม.ร.ว.เหมือนกับอิงค์กี้หันมองหน้ากันโดยอัตโนมัติด้วยสายตาที่พอจะเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน


ม.ร.ว.เหมือนและอิงค์กี้จัดข้าวของอยู่คนละมุมของกระต๊อบ
"ห้ามเลยเข้ามาในเขตฉันเด็ดขาด!" อิงค์กี้เอาขวดโลชั่นมาวางแบ่งเส้นเขตแดน
"พอดีรึเปล่า อย่ามาโกงที่ฉันนะ" ม.ร.ว. เหมือนเลื่อนให้อยู่ตรงกลาง "ต้องตรงนี้ย่ะ !”
"งกจริงๆเลย"
"อยู่กับพวกชอบเอาเปรียบ ก็ต้องระวังตัว"
"จ้า ป้าหญิงผู้มีจิตใจประเสริฐ ดีขนาดนี้ไปบวชชี อย่ามาเป็นมารความรักของฉันกับด๊อกเตอร์เลย"
"แยกแยะดี ๆ นะยะ ระหว่างรัก กับ สมเพช ดูๆ แล้วแสนเค้ามองหล่อนด้วยสายตาอย่างหลังมากกว่า"
"พูดแบบนี้ สงสัยจะอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้ว!”
"อย่านึกนะ ว่าฉันอยากอยู่กับตัวเสนียดอย่างหล่อน!” ม.ร.ว. เหมือนว่า
"ไม่อยากอยู่ก็ไปสิยะป้า!”
ม.ร.ว.เหมือนลุกขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้และทำท่าจะไปจริง ๆ อิงค์กี้เบะปากใส่ ทว่าเสียงหมาหอนก็ลอยแหวกอากาศมา ทั้งสองสาวผงะไปนิดนึงก่อนจะมองหน้ากัน อิงค์กี้ลุกพรวด สองสาวขยับไปใกล้กันทันที
"เมื่อ เมื่อกี๊นี้พูดเล่นน่ะ ไม่ต้องคิดจริงจังหรอกนะ" อิงค์กี้บอก
คุณหญิงเหมือนกลัวเหมือนกัน เลยนั่งลงจัดเสื้อผ้าต่อ อิงค์กี้นั่งลงจัดเสื้อผ้าเช่นกัน

ทั้งสองไม่วายมองหน้ากันแล้วเชิดใส่กันเล็กน้อยแต่ก็จำเป็นที่ต้องอยู่ด้วยกัน

อ่านต่อหน้า 2
อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 10 (ต่อ)

เมขลาฟังไอเดียคิมหันต์ที่ต้องการล้างความผิดให้แสนแล้วก็ครุ่นคิด

"หาหลักฐานเองเนี่ย ไม่ใช่เรื่องๆเลยนะคะ เพราะอะไรถึงไม่ให้ตำรวจเป็นคนจัดการล่ะคะ" เมขลาว่า
"กำนันโกมลมีพรรคพวกเยอะนี่ครับ อย่างน้อยผมอยากมีหลักฐานอะไรไว้สักอย่างให้แน่ใจว่าเอาผิดเค้าได้จริง"
"แล้ว..ถ้าคุณได้หลักฐานมา ฉันถามจริงๆ อันโกะ กับคุณไม่กลัวต้องรับโทษไปด้วยเหรอคะ กำนันต้องซัดทอดมาถึงพวกคุณแน่"
คิมหันต์อึ้งไปเพราะนี่ล่ะสิ่งที่กลัว
"กลัวสิครับ แต่..ทีด็อกเตอร์ยังต้องมาเสียชื่อกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ เราก็แค่รับผิดในสิ่งที่เราทำ แค่นี้ทำไมจะรับไม่ได้ล่ะครับ"
เมขลาเห็นใจคิมหันต์จึงเผลอบีบมือเขาเพื่อให้กำลังใจ "ขอบคุณคุณคิม และอันโกะมากนะคะ ที่เลือกจะทำความดีลบล้างความผิด"
"ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ ที่คุณเข้าใจพวกเรา"
"ฉันจะช่วยอีกแรงนึงนะคะ"
คิมหันต์ใจชื้นขึ้นเมื่อได้ยินเมขลารับปาก แต่แล้วเมขลาก็รู้ตัวว่าจับมือคิมหันต์อยู่
"เอ่อ..โทษค่ะ" เมขลาดึงมือออกมาอย่างเขินๆ
เมขลาอายตัวเองว่าเผลอไปจับมือคิมหันต์ได้ยังไง คิมหันต์อมยิ้มเพราะรู้สึกว่าเมขลาน่ารักดี


คิมหันต์ลาเมขลาที่หน้าร้านกาแฟ
"กลับดีๆนะครับคุณเม"
"ค่ะ แล้วไว้คิดอะไรได้ ฉันจะติดต่อคุณนะคะ"
คิมหันต์โบกมือลาเมขลา เมขลายิ้มตอบแล้วเดินไปแต่แล้วด้วยความเขินจึงเดินสะดุดข้างทาง คิมหันต์มองอย่างเป็นห่วง เมขลารีบส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไรแล้วรีบจ้ำเดินไป เธอหันมาอายกับตัวเอง ว่าทำไมซุ่มซ่ามขนาดนี้
คิมหันต์มองตามยิ้มๆ แล้วรู้สึกได้ว่ามือถือสั่นเหมือนมีข้อความเข้า
คิมหันต์หยิบมือถือมาดูก็ชะงัก "เจ๊อัน ให้เราโทรกลับ"


คิมหันต์ที่อยู่ที่ห้องพักกำลังคุยโทรศัพท์กับอันยา
"ไหนบอกจะไปขอโทษเค้าไง ไหงเปลี่ยนไปทำไร่สตรอว์เบอร์รีซะแล้ว ?”
อันยาที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วคุยมือถือกับคิมหันต์
"ฉันอธิบายมากไม่ได้ มันเมื่อย! มันไม่มีสัญญาณ"
อันยายืนเขย่งคุยโทรศัพท์อยู่บนโอ่ง
คิมหันต์หัวเราะลั่นเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากอันยา
"ที่แท้ก็จะปลูกสตรอว์เบอร์รีไถ่โทษ ความรักมันทำให้คนเราเพี้ยนได้จริงๆเลยนะ อูย อย่าเพิ่งด่า นี่ถ้าเทียบกับความพยายามร้าย ๆ ที่ผ่านมา...ปลูกต้นไม้ก็ยังช่วยลดโลกร้อนได้ เอาเป็นว่า ผมเชียร์เจ๊ก็แล้วกัน"
"ขอบใจ" อันยาเสียงอ่อน "ฉันคงต้องฝากแกให้ช่วยดูแลคุณย่าให้ด้วยนะ ช่วงที่ฉันไม่อยู่"
"ได้...ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ๊ ชิงตำแหน่งหลานสะใภ้มาให้ได้ก็แล้วกัน" คิมหันต์โดนอันยาด่า "อูย ล้อเล่นๆ"
อันยาพูดจากโทรศัพท์ "เดี๋ยว คิมบอมบ์ ฉันมีเรื่องให้ช่วยอีกเรื่องนึง"
"เรื่องอะไรเจ๊?”


เวลาผ่านไป อันยาวางสายแล้วจะเดินไปแต่เธอนึกได้ว่าอยู่บนโอ่ง เธอรีบคว้าขอบโอ่งเอาไว้แทบไม่ทัน
"เกือบไป"
อันยาปาดเหงื่อ


อันยากลับเข้ามาในห้องก็ตกใจเพราะปุ๊กลุกเอาที่นอนปิกนิคมาปูเพิ่ม แถมนอนขวางจนเหลือที่ไว้ให้อันยาเท่าแมวดิ้น
"เหลือที่ให้ฉันแค่นี้ ฉันจะนอนยังไงล่ะ?”
"โทษที คนท้องก็งี้แหละต้องใช้เนื้อที่เยอะ ไม่งั้นนอนลำบาก มันอึดอัด ...ถ้าเธอนอนไม่ได้ก็ออกไปนอนข้างนอกแล้วกัน" สีหน้าของปุ๊กลุ๊กหาได้แยแสไม่ เธอยืดแข้งขืดยาและขยับไปมาจนเต็มห้อง อันยาหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอลงมานอนอย่างกระเบียดกระเสียรตามยถากรรม
ปุ๊กลุกคุยกับลูกในท้อง "ดึกแล้ว นอนกันดีกว่านะลูกนะ ลูกรักของแม่ปุ๊กลุก พ่อแสน"
อันยาส่ายหน้าเพราะที่นอนก็แคบ เพื่อนร่วมห้องก็เพี้ยน ปุ๊กลุกยื่นขาไปเบียดอันยาเพิ่มอีก

อันยาไม่ชอบใจแต่พอเห็นท้องโตๆ ของปุ๊กลุกก็ได้แต่อดทน
อิงค์กี้ที่อาบน้ำเพิ่งเสร็จกำลังจะย่องไป

หญิงเหมือนตะโกนมาจากในห้องน้ำ "ยังอยู่รึเปล่า?”
อิงค์กี้ที่กำลังจะเดินหนีถึงกับหยุดกึก หญิงเหมือนตะโกนออกมาอีก
"ถ้าทำตัวตลบตะแลง หนีไป พรุ่งนี้ฉันจะไม่รออาบน้ำเป็นเพื่อนหล่อน รับรองขี้กลากขึ้นหลังแน่ๆ"
อิงค์กี้เซ็งที่ม.ร.ว.เหมือนรู้ทัน เธอจำต้องยืนที่เดิมแล้วปัดยุงไปด้วย
"รู้แล้วน่ะ... อาบเร็วๆสิ เนื้อก็ยุ่ยอยู่แล้ว ไม่รู้จะถูสบู่เยอะแยะไปทำไม เดี๋ยวหนังก็หลุดออกมาเป็นแผ่นๆหรอก!” อิงค์กี้บอก
ม.ร.ว.เหมือนสาดน้ำออกมาโดยเฉียดอิงค์กี้ไปนิดเดียว
อิงค์กี้โวยวาย "ว๊าย นี่ป้า!”
"อย่าหาเรื่อง รอไปเงียบ ๆ เดี๋ยวโดน"
อิงค์กี้ทำปากด่ามุบมิบแล้วตบยุงอย่างเซ็ง ๆ


แสงสาดเข้ามาในกระต๊อบ ปุ๊กลุกนอนยิ้ม
"สมน้ำหน้านังอันยา นี่คงไม่ได้หลับทั้งคืน ตื่นไปทำไร่สายแน่ ๆ"
ปุ๊กลุกแกล้งแหย่ขาเข้าไปทางที่นอนอันยาแต่แหย่ไปแหย่มาสักพักก็ไม่เจอ เธอเลยลุกขึ้น
"นังอันยา หายหัวไปไหนแล้ว?”


อันยาคุยกับโทรศัพท์กับคิมหันต์
"ขอบใจนะที่ช่วยหาข้อมูลให้"
คิมหันต์แซว
"ไม่เป็นไรครับเจ๊ แต่ถ้าได้รางวัลเกษตรกรดีเด่นขึ้นมา ก็ช่วยแบ่งกันด้วยนะ"
อันยานิ่วหน้าที่คิมหันต์แซว
"ถ้าได้จริง ฉันยกให้นายเลย ฉันขอแค่ คุณแสนเค้าหายโกรธก็พอ"
คิมหันต์ปลอบใจ
"เอาน่ะ อย่าเพิ่งจ๋อย" คิมหันต์สงสัย "ว่าแต่เริ่มงานในไร่วันแรกเนี่ย ถามจริง เจ๊ใส่ชุดไหนทำไร่"


อันยาอยู่ในชุดทำไร่สุดอลังการและถืออุปกรณ์พร้อม
"ก็ธรรมดานะ แบบทุกทีนั่นแหละ นี่ ให้ฉันแต่งตัวแบบอื่น แล้วฉันจะไปมีแรงทำไร่ได้ยังไงล่ะ มันไม่ชิน ให้ถ่ายรูปส่งมาให้ดู? เห็นเป็นเรื่องสนุกไปได้นะ"
อันยากำลังต่อล้อต่อเถียงกับคิมหันต์แล้วสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง
"แค่นี้ก่อนนะ ฉันมีธุระ"
อันยารีบวางสายจากคิมหันต์ทันที


อันยากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาตามทาง เธอมองไปยังเป้าหมายข้างหน้าซึ่งก็คือแสนที่กำลังจะเดินไปที่รถ
"คุณแสน"
แสนได้ยินแต่กลับทำเป็นไม่ได้ยิน เขาจงใจเดินผ่านไปเฉยๆ อันยาจ๋อยไปเล็กน้อย แสนเดินอย่างรวดเร็วมาเรื่อยๆ แต่จู่ๆอันยาก็วิ่งมาหยุดยืนหอบใกล้ๆ
"ขอ..ขอถามอะไร..หน่อย..ค่ะ"
แสนมีสีหน้าหงุดหงิดเพราะรู้สึกว่าอันยาตื๊อ เขาตอบโดยไม่มองหน้า
"ถามคนอื่นเถอะ อยากอยู่ปลูกสตรอว์เบอร์รีก็ถามคนที่เค้าอนุญาตให้คุณอยู่ก็แล้วกัน"
อันยาเหวอ "แต่ฉันแค่จะถามว่า...”
แสนตัดบท "ผมมีธุระต้องรีบไป"
แสนผละจากอันยาไปขึ้นรถกระบะแล้วขับออกไปเลย
อันยาหน้าเหวอ "จะขอติดรถไปด้วย" อันยาไหล่ตก "ได้มั้ย ?”
อันยามองตามรถแสนที่แล่นจากไปแล้วอย่างจ๋อยๆ


อันยาเดินไปตามถนนด้วยอาการเหนื่อย เธอเดินไปบ่นไป
"ถนนร้างรึไงเนี่ย ไม่มีรถสักคัน!!”
อันยาเดินต่อไปอย่างล้า ๆ แล้วก็มีเสียงเด็กดังขึ้นด้านหลังอันยา
"ปี้สาวครับ ไปรถผมบ่ครับ"
อันยายิ้มดีใจมาก
"เยส คนสวยสวรรค์ไม่ทอดทิ้ง" อันยาหันไปทันที
อันยาหันมาเห็นรถจักรยานเก่า ๆ ของเด็กอ้วนที่ยิ้มแป้นถีบอยู่ก็จ๋อยลง อันยามองจักรยานกับเด็กแล้วยิ้มแหยๆ

เด็กอ้วนถามซ้ำ "ไปก่อ?”
อิงค์กี้เอามือแตะ ๆ เขี่ย ๆ ดินด้วยสีหน้าไม่อยากทำมาก ๆ เธอมองแดดอย่างไม่ชอบใจ

"แดดแรงขนาดนี้ SPF 200 จะเอาอยู่มั้ยเนี่ย ผิวฉัน"
แล้วอิงค์กี้ก็ลุกขึ้นแล้วหันไปมองม.ร.ว.เหมือนที่พยายามเอาต้นไหลลงดินแบบเก้ ๆ กัง ๆ แต่พอทำไปได้นิดนึง ม.ร.ว. เหมือนก็หงุดหงิดเพราะเล็บที่ต่อมาหัก
"อี๋!!! ตายแล้ว!! เล็บทั้งดำ ทั้งหัก"
ม.ร.ว.เหมือนโยนต้นไหลในมือทิ้งด้วยอาการหงุดหงิดสุด ๆ อิงค์กี้เห็นก็ตะโกนแซว
"โถ โถ โถ ที่เล็บมันหักไม่ใช่เพราะดิน เพราะไหลหรอกหญิงป้า วัยนี้แล้ว แคลเซียมก็คงน้อย! นิ้วป้าก็เลยรั้งเล็บเอาไว้ไม่อยู่ ฮ่าๆ"
อิงค์กี้หัวเราะเสียงดัง ม.ร.ว.เหมือนของขึ้นจึงหยิบต้นไหลขว้างใส่อิงค์กี้เต็มๆ อิงค์กี้ร้องลั่น
"อ๊าย!!”
ม.ร.ว.เหมือนหัวเราะเยาะ "ถึงเล็บฉันจะหัก แต่มือฉันแข็งแรงดีย่ะ!! ถ้าไม่เชื่อก็ลองเอาหนังหน้าด้าน ๆ ของหล่อนมากระทบฝ่ามือฉันดูก็ได้"
อิงค์กี้โมโห เธอหยิบต้นไหลปาใส่ม.ร.ว.เหมือนเป็นชุด ม.ร.ว.เหมือนหลบเป็นพัลวัน
"นี่ นี่ นี่!!! นังหญิงป้าวัยทอง เรื่องอะไรฉันมาเอาหน้าสวย ๆ ของฉันไปเปรียบเทียบกับมือเหี่ยว ๆ ย่น ๆ ของป้า"
"นังดาราขาแอ็บ!!! ทำแบบนี้ อยากมีเรื่องใช่มั้ย!!! ได้! จัดให้"
ว่าแล้วม.ร.ว.เหมือนก็ก้มลงหยิบต้นไหลปาใส่อิงค์กี้ อิงค์กี้เอาต้นไหลปากลับ ทั้งสองคนปากันไปมาราวกับห่าฝน
ในที่สุด อิงค์กี้ปาต้นไหลต้นหนึ่งเข้าหน้าม.ร.ว.เหมือนเต็ม ๆ
อิงค์กี้ทำสีหน้าเยาะเย้ยสุด "สมน้ำหน้า"
"แกตายแน่!!! นังดาราชั้นต่ำ"
ทั้งคู่จะถลาเข้าหากันโดยหวังฟาดฟันกันให้แหลกคามือ
"แกตายแน่!”
หญิงเหมือนกระโดดเข้าจิกหัวอิงค์กี้ทันที ทั้งสองคนตะลุมบอน กอดรัดฟัดกัน ราวกับจะฆ่ากันให้ตายไปข้าง ปุ๊กลุกมองแล้วหัวเราะสะใจก่อนจะลูบท้องตัวเอง
"คนฉลาดไม่ต้องใช้แรงใช่มั้ยลูก เอาเลย พังมันให้หมด"

อันยาซ้อนท้ายจักรยานของเด็กอ้วนที่ปั่นมาอย่างกระเด้งกระดอนมาก
อันยาบ่นเบาๆ "ไม่รู้จักรยานกับก้นฉัน อะไรจะพังก่อน" อันยาถามเด็ก "น้อง เมื่อไหร่จะถึง?”
เด็กอ้วนจอดจักรยานทันที อันยายิ้ม
"ถึงแล้วเหรอ!”
เด็กอ้วนตอบ "ยัง"
"แล้วจอดทำไม?”
เด็กอ้วนพูดเสียงอ่อย ๆ "เป็นตะคริว ปั่นบ่ะไหว"
อันยาอึ้งไป


อันยาปั่นจักรยานโดยมีเด็กอ้วนซ้อนท้ายมาด้วยความยากลำบาก เหงื่อของเธอไหลไปทั้งหน้า ขาสั่น จักรยานคลืบคลานไปทีละนิด อันยาเหนื่อยมากจึงหยุดมองเบื้องหน้าของเธอที่เป็นเนินสูงมาก อันยามองเนินแล้วอยากจะร้องไห้
"นี่มันเนินหรือเทือกเขาเอเวอร์เรสต์เนี่ย ทำไมมันสูงขนาดนี้"
แล้วอันยาก็กลั้นใจปั่นต่อไป จักรยานค่อย ๆ คลืบคลานไปช้าๆ


ต้นสตรอว์เบอร์รีของม.ร.ว.เหมือนเละตุ้มเปะเพราะอิงค์กี้กับหญิงเหมือนฟัดกันนัว ปุ๊กลุกยืนมองพร้อมกับหัวเราะสะใจ คนงานวิ่งมาเห็นก็ตกใจ ปุ๊กลุกหยุดหัวเราะเพื่อสร้างภาพ
ปุ๊กลุกตะโกนลั่น "ช่วยด้วยค่า...ทะเลาะกัน เละตุ้มเป๊ะหมดแล้ว"
คนงานจำนวนมากเข้ามามุงดู สักครู่หนานปิงก็แหวกคนงานเข้ามาแล้วร้องห้าม
"เฮ้ย!! หยุด!!!! หยุดเดี๋ยวนี้!”
อิงค์กี้กับม.ร.ว.เหมือนยังไม่ยอมหยุด
หนานปิงสั่งเสียงเข้ม "ถ้ายังไม่หยุดตีกันเหมือนหมา ก็ออกไปจากไร่ฉันเดี๋ยวนี้"
ทั้งสองคนผละออกจากกันทันที
ม.ร.ว.เหมือนรีบฟ้อง "พ่ออุ๊ยคะ ต้องไล่นังดาราบ้าผู้ชายนี่ออกจากไร่ไปนะคะ มันทำลายต้นสตรอว์เบอร์รีของหญิงเละตุ้มเป๊ะเลยค่ะ"
"ยัยป้าหญิงก็ทำลายต้นสตรอว์เบอรีของหนูเหมือนกัน!” อิงค์กี้ฟ้อง
ม.ร.ว.เหมือนมองจิกอิงค์กี้ "ชั้นต่ำ!”
อิงค์กี้มองจิกม.ร.ว.เหมือน "เลว!!”
"ลองตบตีกันได้ มันก็ชั้นเดียวกัน นิสัยพอกันนั่นแหละ!”
อิงค์กี้กับปุ๊กลุกหัวเราะลั่นเพื่อเยาะเย้ยอิงค์กี้กับหญิงเหมือนทันที หนานปิงหันไปทำหน้าดุ อิงค์กี้กับปุ๊กลุกรีบหุบปาก หนานปิงว่าอิงค์กี้กับหญิงเหมือน
"อายุขนาดนี้ การศึกษาก็มี ทำอะไรหัดใช้หัว!!! อย่าใช้แต่มือแต่เท้าแต่ปากแก้ปัญหา คนเค้าจะพูดเอาได้ ว่าไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครสอน"
ม.ร.ว.เหมือนกับอิงค์กี้หน้าชาเพราะเถียงไม่ออก ทั้งสองจ๋อยสนิท
"ไม่กล้าขุดดิน ไม่กล้าจับไหล!! ทำไม่ได้แบบนี้ ก็กลับไปซะ อย่ามาเสียเวลากัดกันที่นี่"
หนานปิงพูดจบก็เดินออกไป ม.ร.ว.เหมือนกับอิงค์กี้ยังจ๋อย ปุ๊กลุกยิ้มสะใจ

"จ๋อยไปสอง" ปุ๊กลุ๊กสงสัย "แล้วยัยอันโก๊ะล่ะ!”
แสนแวะจอดรถเพื่ออุดหนุนผลไม้ที่ชาวบ้านเอามาขายริมทาง อันยาที่ทั้งเหนื่อยทั้งหนักขี่จักรยานพาเด็กอ้วนที่นั่งชิล ๆ มา แสนจ่ายเงิน พอหันไปเห็นอันยาเขาก็ชะงักไปทันที

"คุณ !!”
อันยาดีใจที่มาเจอแสน "คุณ.. คุณแสน !”
แสนไม่พอใจ "นี่พูดไม่เข้าใจรึไง!!.. จะตามตื๊อผมไปถึงไหน"
อันยาที่เหนื่อยมากได้ฟังก็ยิ่งน้อยใจ เธอพูดจ๋อย ๆ
"ฉันไม่ได้ตาม...”
แสนส่ายหน้า "คุณนี่เหลือเชื่อจริง ๆ...เห็นอยู่จะๆยังจะบอกไม่ได้ตามอีกเหรอ"
อันยาเศร้าแต่ไม่รู้จะพูดยังไง เด็กอ้วนหันมาบอกอันยา
"ไปเต๊อะ เอารถถีบผมไปก่อได้"
"ขอบใจนะ เดี๋ยวจะเอามาคืน"
อันยาหันหน้าหนีแสนแล้วปั่นต่อ แสนเดินตามไปห้าม
"จะไปไหนอีก เดี๋ยวก็หลงป่าเหมือนคราวที่แล้ว กลับไปที่ไร่เลย" แสนว่า
"ไม่กลับ!! รับรองว่าครั้งนี้ฉันไม่หลง" อันยารั้น
"ก็แน่สิ ขี่รถตามผมจะหลงได้ยังไง"
"ฉันไม่ได้ตามจริงๆ" อันยาชี้ไป "รถคุณจอดอยู่โน่นไม่ใช่เหรอคะ"
"ถ้าไม่ได้ตาม แล้วคุณจะมาอยู่นี่ได้ยังไง?!! กลับไร่ไปซะ อย่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเค้ามากกว่านี้"
อันยาทั้งเจ็บใจและน้อยใจจนตัวสั่น เธอพยายามรวบรวมสติแล้วพูดให้เสียงเป็นปกติมากที่สุด
"ขอพูดครั้งสุดท้าย...ฉันไม่ได้ตาม! ส่วนฉันจะไปไหน เป็นตายร้ายดียังไง จะไม่ให้เดือดร้อนคุณ ไม่ต้องมาใจดีกับผู้หญิงแย่ๆ อย่างฉันหรอกค่ะ"
อันยาถีบจักรยานออกไปทันทีด้วยความน้อยใจ แสนส่ายหน้าในความดื้อรั้นของอันยา


รถแสนขับรถตามอันยาที่ขี่จักรยานมาห่างๆ แสนเพ่งมองอันยาด้วยความสงสัยมาก
"ไม่ได้ตามเรา ...แล้วไปไหน?”
อันยาขี่จักรยานไป ปาดเหงื่อไป บางทีก็แวะจอดเอาหมวกมาพัดให้ตัวเองโดยไม่รู้ว่าแสนตามมา แสนขับตามพลางมองอันยาอย่างครุ่นคิด อันยาเลี้ยวจักรยานเข้าไปที่หน้าศูนย์เพาะไหล แสนเห็นสถานที่ที่อันยาเข้าไปก็ชะงักด้วยความแปลกใจ


อันยาเดินไปหาเจ้าหน้าที่
อันยายกมือไหว้ "ฉันชื่ออันยา ที่โทรมาเมื่อเช้านี้น่ะค
กำลังโหลดความคิดเห็น...