xs
xsm
sm
md
lg

ภาพอาถรรพณ์ ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อาถรรพณ์ ตอนที่ 7

เชษฐาถูกนำตัวกลับห้องพักแล้ว ส่วนสองสาวลงมายังข้างล่าง และกำลังพูดโต้เถียงกันอย่างเคร่งเครียด

“เชื่อแล้วใช่มั้ยว่าคุณชวดคุณเป็นผี...ผีร้ายน่ากลัว”
“เดี๋ยวนะคะคุณเกษลดา เราก็ยังไม่...แน่ใจว่าคุณชวดท่านเป็น...อย่างว่า”
“คุณจะหลอกตัวเองไปถึงไหน แค่นี้ยังไม่แน่ใจอีกเหรอ”
อนงค์วดีท้วง “คุณอาจจะหาไม่ทั่ว มองไม่เห็น”
“จะบ้าเหรอ” เกษลดาขัดใจมาก “ฉันหาทั่วแล้วฉันมองตรงนั้นแล้ว ขอให้เชื่อฉัน ฉันไม่ได้ตามัวตาฟางนะ”
อนงค์วดีนิ่ง
“คุณไม่เคยรู้มาก่อนหรือว่าคุณชวดของคุณยังไม่ไปเกิด”
อนงค์วดีนิ่ง
“คุณรู้ แต่ก็ยังปล่อยให้เขาอยู่ทำความเดือดร้อนหลอกหลอนผู้คน คุณไม่รู้เหรอว่าถ้าเขาระรานถึงแขกของสโมสรอะไรจะเกิดขึ้น”
เกษลดาไม่ไว้หน้าเรียกแทนคุณประยงค์ว่า “เขา”
อนงค์วดียังนิ่งอยู่
“คุณอนงค์วดี คุณต้องทำอะไรสักอย่างนะ”
อนงค์วดีถอนหายใจเฮือกใหญ่ หนักใจเหลือเกิน “ค่ะ คุณเกษลดา”
“ดีมาก...คุณจะทำยังไง”
“ยังไม่ทราบค่ะ”
“อย่างที่ฉันแนะนำ คุณควรเผารูปคุณชวดเสีย”
“มันจะแก้ปัญหาได้เด็ดขาดหรือคะ เพราะว่าถ้า....ถ้าคุณชวดเป็นวิญญาณจริงๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรพิสูจน์นะคะ แต่ถ้าท่านเป็น ท่านก็สามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของท่านเท่านั้น”
อนงค์วดีเรียกแทนคุณประยงค์ว่า “ท่าน” ทุกคำ
“เขาอยู่ในรูป...ถ้าเราทำลายรูปเขาไม่มีที่อยู่”
“ไม่หรอกค่ะ ฉันยังไม่เชื่ออย่างนั้น ฉันจะคิดดูก่อน”
“คิดว่าไง”
“ว่าฉันจะทำลายรูปภาพของคุณชวดหรือไม่”
“ทำไมล่ะ” เกษลดาเสียงดังใส่ “คุณไม่ห่วงคุณเชษฐาเหรอ”
“ห่วงสิคะ คุณเกษลดา”
“คุณห่วงในฐานะลูกจ้าง แต่ฉันไม่ใช่ฉันจะไม่ยอมให้เขาเป็นอันตรายจากชวดของคุณ ฉันไม่ใช่ลูกจ้างอย่างคุณ แต่ฉันเป็นคนที่จะแต่งงานกับเขา”
อนงค์วดีหน้านิ่งสนิท ไม่ตอบ
“คุณฟังรู้เรื่องมั้ยคุณอนงค์วดี”
“ค่ะ” อนงค์วดีหันหลังกลับเดินออกไป
“เดี๋ยว” เกษลดาเดินตามไป “จะว่ายังไงเดินหนีเฉยๆ ไม่ได้นะ”
อนงค์วดียังเดินต่อ
เกษลดาพรวด มาคว้าไหล่ ให้หันกลับมา
“คุณหยุดนะ ยังพูดไม่รู้เรื่อง”
อนงค์วดีอัดอั้นตันใจเต็มที่แล้ว “คุณพูดจบแล้วไม่ใช่หรือคะคุณเกษลดา”
“ใช่ ฉันพูดจบกำลังรอฟังจากคุณ”
“ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าจะคิดดูก่อนว่าจะทำลายรูปคุณชวดดีมั้ย ถ้ารู้แน่ว่าไม่มีประโยชน์ฉันจะไม่ทำลาย รูปนี้เป็นงานศิลปะที่มีค่าชิ้นหนึ่งคุณปู่ทวดของฉันให้ช่างเขียนรูปชาวอิตาลีมาเขียนให้ ถ้ายังแน่ใจไม่ได้ว่าทำลายรูปแล้วจะไม่เกิดเรื่องซ้ำเดิม ฉันจะไม่ทำลายนะคะโปรดรับทราบไว้ด้วย”
เกษลดาจ้องอนงค์วดีอย่างโกรธจัด
“ไม่แคร์ว่านายจ้างของคุณจะเป็นอันตราย”
อนงค์วดีนิ่งไปสีหน้าไม่สบายใจเหมือนกัน
เกษลดาหันหลังเดินจากไป
อนงค์วดีเดินตามไป “คุณเกษลดา ฉันสัญญาว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เกษลดาพูดไปเดินไปไม่หยุด “ควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะทุกอย่างที่เลวร้ายเกิดขึ้นเพราะคุณคนเดียว” แล้วเดินหนีไปอย่างฉุนเฉียว
อนงค์วดียืนนิ่งงัน รู้สึกปวดหนึบๆ ในใจ กับปัญหาว่าต้องทำลายรูป กับคำพูดแทงใจว่าเกษลดาจะแต่งงานกับเชษฐา

อนงค์วดีถือของหลายอย่างมาที่รถตรงหน้าตึก สโมสรปิดบริการแล้ว
มีแขกผู้ชาย เดินออกมาด้วยกัน สองคนเมาๆ พอประมาณ อีกคนไม่เมาขับรถ
ทักทายอนงค์วดีว่า “กลับแล้วนะครับคุณอนงค์”
“ขอโทษนะคะ ดื่มมากรึเปล่าคะ ไหวมั้ยคะ”
หนุ่ม 1 ที่ไม่เมา “อ๋อ สองคนนี่ มากครับแต่ผมไม่ได้ดื่ม ขับรถได้ครับ
“อ๋อ ค่ะ ขอบคุณค่ะ เป็นห่วงกลัวจะ...”
หนุ่ม 1 บอก “ขอบคุณ ที่เป็นห่วงครับ”
สามคนขึ้นรถขับไป
อนงค์วดีกำลังจะขึ้นรถ มองไปยังท่าน้ำ เห็นเชษฐายืนเหม่อลอย มองออกไปในสายน้ำ
อนงค์วดีเพ่งมอง แล้วขยับตัวจะเดินเข้าไปหา แต่แล้วเห็นเกษลดาเดินเข้าไปหา สวมกอดจากด้านหลัง เป็นเงาดำที่เหมือนเป็นคนๆ เดียว
อนงค์วดียืนดูเงียบๆ สีหน้านิ่งสนิท แต่ก่อนที่จะขึ้นรถ สายตาบอกแววเสียใจให้เห็นถนัด แล้วจึงขึ้นรถ
สตาร์ท ขับออกไป

คุณประยงค์มองตรงไปที่เกษลดาและเชษฐาที่ท่าน้ำ กำมือแน่น ใจคิดถึงความหลัง
“นังเกดมันเป็นเมียท่านเจ้าคุณเหมือนกันใช่มั้ยคะคุณอา” ย่าน้อยถาม
“ท่านก็เหมือนผู้ชายทั่วไปในยุคนั้น” คุณประยงค์แค่นหัวเราะ “เห็นผู้หญิงเหมือนดอกไม้ริมทางจะเด็ดดมแล้วขยี้ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้”
พูดพลางถอนใจยาวลึก คิดเวทนาตัวเอง สีหน้าหมองจัด
“นังเกดมันเป็นดอกไม้สวยงามดอกหนึ่ง มีหรือท่านจะไม่เด็ดมัน” คำพูดสุดท้ายของคุณประยงค์น้ำเข้มจัด
“เขาตามมาเด็ดกันต่อในชาตินี้ด้วย” ย่าน้อยพูดเสียงเบาด้วยความเห็นใจผู้เป็นอา

คำพูดดังกล่าวกระแทกเข้าหน้าคุณประยงค์จังๆ สีหน้าคุณประยงค์นิ่งสนิท แต่แลเห็นแววตาหล่อนวาบขึ้นมาด้วยความโกรธ...แวบหนึ่ง

ภาพอดีตผุดขึ้นในความคิดของคุณประยงค์ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ในวันหนึ่ง ขณะที่อีทิ้ง และคุณประยงค์แอบดู อยู่ในบริเวณมีต้นไม้บัง
สองนายบ่าว เห็นเจ้าคุณปราชญ์ยืนอยู่ ส่วนเกดคุกเข่านิ่งอยู่กับพื้นดิน เงยหน้าขึ้นมอง สักครู่เจ้าคุณ ก้มลงจับไหล่เกดพูดด้วยเบาๆ เกดตอบไปสองสามคำ

ภาพที่เจ้าคุณปราชญ์ดึงเกดลุกขึ้นยืน โดยที่เกดผวาตัวเข้าหากอดเจ้าคุณแน่น คาตาคาใจคุณประยงค์มาตั้งแต่มีชีวิต จวบจนตายกลายเป็นวิญญาณสถิตย์ในภาพยามนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น อนงค์วดีอยู่บ้านเตรียมจะไปทำงานที่คลับ วางกระเป๋า สมุด และหนังสือ 2-3 เล่มบนโต๊ะอาหาร
ปิ่นสุดาเตรียมสำรับอยู่แล้ว

“คุณเกษลดาจะแต่งงาน” หล่อนเอ่ยขึ้นด้วยสายตาเจ็บช้ำนิดๆ
ปิ่นสุดากำลังให้ผักบุ้งวางอาหารเช้าบนโต๊ะ ชะงัก “แต่งกับใคร”
“ไม่ใช่กับคุณมนัสวีร์หรอกค่ะ” อนงค์วดีประชด ก่อนจะลงมือทาน
“รู้แล้วน่ะ”
“อ้าว เห็นถาม”
“รู้ว่าไม่ใช่คุณมนัส เป็นใครล่ะ”
“โธ่คุณแม่เดาสิคะ ไม่เห็นยากเลย”
ปิ่นสุดารู้แล้ว แต่ไม่เชื่อ “ไม่จริง ถ้าแต่งเขาแต่งไปนานแล้ว เค้าแค่คบกันแบบ...เพื่อนสนิทมากกว่า”
“แหม...คุณแม่ คุณเกษลดาเขาประกาศเองนะคะ”
“ถ้าไม่ได้ยินจากปากคุณเชษฐาเองแม่ไม่เชื่อ”
“คุณแม่ต้องเชื่อเพราะหนูนี่แหละเป็นคนยืนยัน”
“หนูยืนยัน?...ได้ยังไง”
“เพราะหนูเห็น”
“เห็นอะไร”
“คุณแม่...หนูไม่คิดว่าคุณแม่จะถามแบบนี้นะคะ” อนงค์วดีหงุดหงิดขึ้นอีก
“แม่ถาม....เพราะแม่ไม่คิดว่าหนูจะเห็นอะไรมากพอที่หนูจะยืนยันได้น่ะสิ ว่าเขาจะแต่งกัน”
คราวนี้อนงค์วดีวางมีดกับส้อมที่กำลังทาน “คุณแม่” มองจ้องตามารดา “ถ้าหนูไม่เห็นอะไรที่มากพอ...หนูจะยืนยันเหรอคะ”
ปิ่นสุดาหน้าเหวอ....มองหน้าลูกสาว
“ยืนยันค่ะ” หล่อนหยิบของ ลุกเดินออกไป
ปิ่นสุดาถอนใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ....”
“เป็นอะไรคะคุณผู้หญิง” ผักบุ้งถาม
“เป็นลม”

ปิ่นสุดาวิ่งออกมาหน้าบ้าน เห็นอนงค์วดีกำลังจะเดินขึ้นรถ โทรศัพท์แนบหู
“หนูจะไปสโมสรเหรอ ทำไมไปแต่เช้า”
“หนูจะไปหาคุณย่าสร้อยก่อนค่ะ” อนงค์วดีโทร.ติด “ฮัลโหลป้าละมุน อนงค์พูดนะคะ”
“แม่ไปด้วย” ปิ่นสุดาวิ่งจู๊ดเข้าบ้าน “เปลี่ยนเสื้อ 1 นาทีนะ”

ละมุนเดินเข้ามาในห้องคุณหญิงสร้อย ฝนถือถาดใส่ถ้วยเครื่องดื่มตามหลังมา ละมุนชี้ให้วางตรงมุมหนึ่ง ฝนวางแล้วไป
“ท่านคะ คุณปิ่นสุดากับคุณอนงค์วดีจะมาหาท่านค่ะ.....โทร.มาเมื่อกี้”
“มาทำไม”
“เยี่ยมท่านค่ะ”
“ไม่ได้เจ็บนี่”
“แหม...ไม่ต้องเจ็บก็เยี่ยมได้ค่ะ ท่านก้อ...” ละมุนลากเสียงยาว
คุณหญิงสร้อยนิ่งไปสักครู่ สายตารำลึกถึงความหลัง “ฉันรู้ว่าเขาจะมากันทำไม”

สองคน อนงค์วดี และ ชัยชนะ คุยกันอยู่ข้างๆ บ้าน
“น้องอยากถามเรื่องคุณป้าสวาสดิ์ พี่ว่าน้องจะรบกวนท่านได้มั้ยคะหรือว่าท่านยัง...ยังไม่อยากพูดถึง”
“พี่ตอบไม่ถูก ทำไมต้องไม่บอกพี่ตั้งแต่เมื่อคืนล่ะจ๊ะ พี่จะได้เกริ่นให้ท่านทราบก่อน”
“น้องเพิ่งคิดได้เมื่อคืน ดึกแล้วค่ะ”
“พี่ถามเหตุผลได้มั้ยจ๊ะ”
“ได้ค่ะพี่ชนะ” อนงค์วดีมองชัยชนะอย่างแน่วแน่ “ตอนนี้คุณชวดท่านไม่พอใจมากค่ะ”
ชัยชนะมีสีหน้าตกใจเล็กๆ “อะไรนะน้อง” เสียงเขาลดเบาลงทันที “คุณชวด...”
อนงค์วดีก็เสียงเบาลงเช่นกัน “ค่ะ คุณชวด ท่านคงไม่ชอบที่บ้านท่านมีคนพลุกพล่าน มาเหยียบย่ำเสียงดังเอะอะ....พี่ชนะคะ น้องไม่สบายใจเลย....ไม่สบายใจจริงๆ”
“เจ้าของใหม่เขาว่ายังไงล่ะ”
“ท่านมาหาเขาค่ะ พาเขาไปที่โน่นที่นี่ น้องกลัวจริงๆ ค่ะพี่ชนะ”
“พาไปที่โน่นที่นี่ ไปที่ไหน...”
“ในตึกนั่นค่ะ ไม่ได้ไปไกล ไปอยู่ห้องท่านมั่ง ไปอยู่ท่าน้ำมั่ง น้องกลัวว่าท่านจะเอาตัวเขาไปเลยแล้วไม่กลับมา... เหมือนคุณป้าสวาสดิ์”
ชัยชนะมองหน้าน้องสาว เอะใจนิดๆ “ห่วงเขามากเลยหรืออนงค์วดี”

คุณหญิงสร้อย ปิ่นสุดา อนงค์วดี ชัยชนะ คุยกันต่อ ละมุน และฝนเด็กรับใช้ทั่วไป คอยรับใช้ อนงค์วดีเอ่ยขึ้น
“หลานต้องรับผิดชอบค่ะเพราะหลานขายบ้านให้เขาทั้งๆที่รู้ว่าคุณชวดท่านยังไม่ไปไหน ถ้าเขาเป็นอะไรไปหลานจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเลยค่ะคุณย่า”
“จะให้ย่าช่วยอะไรหรือลูก” คุณหญิงถาม
“จะมาปรึกษาคุณย่าค่ะว่าลูกอนงค์ควรจะทำยังไงให้คุณชวดท่าน....ไม่....ไม่”
“ออกมาทำอันตรายเจ้าของบ้านคนใหม่ เขาชื่ออะไรนะ”
อนงค์วดีมีสีหน้าผิดปกติไปนิด “เชษฐาค่ะ”
ชัยชนะเห็นอาการนั้น ลอบมองอย่างจับสังเกต
ใบหน้าคุณหญิงสร้อย เศร้าลงไปอีก
“ย่าจะเล่าเรื่องคุณประยงค์ที่ทำกับลูกสวาสดิ์ของย่า หนูจะได้รู้ว่าคุณชวดของหนูเป็นคนยังไง”
ทุกคนจ้องหญิชราตาเป๋งอย่างสนใจ
ละมุนที่กำลังจัดอะไรอยู่แถวนั้น มีฝนช่วยอยู่ด้วย ก็หันมาตั้งใจฟังทั้งสองคน
“ฉันอายุ 22 ตอนเข้าไปเป็นสะใภ้ของสิงหมนตรี สามีของฉันเจ้าคุณปู่ของพ่อชนะตอนนั้นยศคุณหลวง ฉันจำได้ว่าเข้าไปใหม่ๆ กลัวมาก...” คุณหญิงเงยหน้ามองทุกคน “กลัวคุณประยงค์ เห็นแค่ในรูปก็รู้ว่าเธอดุ ใครๆเขาก็พูดกัน”
ทุกคนนิ่งฟัง
“ทุกคืนสวดมนต์ยาว สวดเป็นชั่วโมง ขอขมาลาโทษเธอก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนฉันท้อง...”

นัยน์ตาหญิงชรามีแววจดจำรำลึกถึงเรื่องฝังใจในอดีต

 
อ่านต่อหน้า 2

อาถรรพณ์ ตอนที่ 7 (ต่อ)

ภายในห้องโถงคฤหาสน์สิงหมนตรี ย้อนหลังไปราว 50 ปี ประมาณ พ.ศ. 2500 แต่ทุกอย่างเหมือนในอดีตเกือบร้อยปีก่อน รูปประดับข้างผนังมีเพียง ท่านเจ้าพระยาสีหศักดิ์ฤทธิรงค์ ท่านผู้หญิงแย้ม คุณประยงค์ และย่าน้อย เพียง 4 รูป ยังไม่มีบรรพบุรุษคนอื่น

เหตุการณ์วันนั้น คุณสวาสดิ์วัย 6 ขวบ วิ่งลงบันไดมาในห้องโถงนี้ หัวเราะร่าเริง ลูกของบ่าว 2-3 คน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ยืนคอยอยู่ที่เชิงบันไดแล้ว ไอ้กลับวัย 50 ปี ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วย
คุณสวาสดิ์ชวนลูกน้อง ออกไปข้างนอกกัน เด็กทั้งหมด วิ่งกรูกันออกไป เสียงหัวเราะดังก้อง
คุณสร้อยซึ่งอยู่ในวัยสาว วิ่งลงมาจากข้างบนบ้าน
“ลูกสวาสดิ์ ไม่ทำเสียงดังนะลูก นายกลับ ดูคุณสวาสดิ์ดีๆ”
“ขอรับคุณสร้อย”

เสียงคุณหญิงสร้อยในวัยชราเล่าบรรยายเหตุการณ์ต่อมา “จนลูกสาวฉันโต 6 ขวบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนฉันลืมไปแล้วว่าฉันกลัวเธอมากแค่ไหน”

ภาพเหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นมาอีก
คุณสร้อยเดินเร็วรี่ ตามลูกสวาสดิ์ออกไปข้างนอก ขณะผ่านรูปคุณประยงค์ เห็นจากหางตาว่า คุณประยงค์เหลียวหน้ามองตามตลอด คุณสร้อยหยุดกึก ใบหน้าซีดเผือด แล้วหันไปทางรูปอย่างรวดเร็วจ้องสายตากับคุณประยงค์ แต่เหมือนถูกสะกด เพราะนัยน์ตาคุณประยงค์ที่สบตากันนิ่งๆ นั้น มีแววดุดันขึ้นจากปกติ
คุณสร้อยถอดกรูด เสียหลัก เซจนมาชนเก้าอี้แล้วตัวเองหกล้มก้นกระแทก ร่างกายเหมือนจะแข็งเป็นหินไปชั่วครู่ คุณหลวงผู้เป็นสามี วิ่งลงบันไดมา คุณสร้อยผวาเข้าหาคุณหลวง หน้าตาตื่นตระหนก

“วันนั้นยังไม่น่ากลัวเท่าอีกวัน” เสียงคุณหญิงสร้อยดังขึ้น

วันต่อมาคุณสร้อยเก็บดอกมะลิพุ่มใหญ่ข้างบ้าน ไอ้กลับเดินมา ในมือถือตั๊กแตนทางมะพร้าวสาน มาให้กับคุณสร้อย บอกว่า “ฝากให้คุณหนูสวาสดิ์ขอรับ”
คุณสร้อยบอก “ขอบใจ”
ไอ้กลับยิ้มรับ แล้วชะงัก มองไปด้านหลังแล้วหลบตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นไอ้กลับรีบลาคุณสร้อยไปอย่างรวดเร็ว คุณสร้อยประหลาดใจกิริยานายกลับ เหลียวไปดู ไม่เห็นอะไรแล้วเก็บดอกไม้ต่อ
สีหน้าคุณสร้อยเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

คุณหญิงสร้อยเล่าต่อ “สักครู่ฉันรู้สึกว่ามีใครมายืนข้างๆ พอหันไป ฉันก็เห็นเธอ”

คุณสร้อย หันขวับมา เห็นคุณประยงค์ยืนอยู่ มองมาด้วยนัยน์ตาคมกริบ ถามเสียงเย็นเยียบ
“เก็บดอกไม้ไปให้ใคร”
คุณสร้อยยังช็อกอยู่
“เก็บให้เด็กคนนั้นหรือ”
คุณสร้อยมองตามคุณประยงค์ที่มองไปยังคุณสวาสดิ์วิ่งเล่นกับเพื่อน เสียงกรี๊ดกร๊าดสนุกสนานกันอยู่
“อีกเดือนเดียวเขาต้องไปอยู่กับฉัน อย่าลืมเสียล่ะ”
คุณสร้อยฟังแล้วเกิดอาการหน้ามืด ขาแข้งตัวอ่อนจนล้มลง ขันในมือหล่นดอกไม้เกลื่อนพื้น

คุณสร้อยเล่าเรื่องนี้ให้สามีฟัง คุณหลวงปลอบเหมือนปล่อยปลง
“เห็นท่าเขาจะทำบุญมาแค่นั้น”
คุณสร้อยนอนอยู่บนเตียงร้องวี๊ด รับไม่ได้ หันหน้าไปซบหมอน ร้องไห้คร่ำครวญน้ำตาพร่างพรู
“มันเป็นเวรเป็นกรรมของทุกคน...หนีไม่พ้น”
คุณหลวงบอก แต่คุณสร้อยโบกมือไม่ฟัง ส่ายหน้าไปมา

นึกถึงตอนนี้คุณหญิงสร้อยมีนัยน์ตาแดงก่ำ เล่าต่อด้วยเสียงสั่นเครือ
“วันหนึ่ง ลูกสวาสดิ์มาบอกฉันว่า คุณย่าประยงค์มากอดแล้ว...” หญิงชราเงยหน้ามองทุกคน น้ำตานองออกมาเต็มตา “มาชวนไปอยู่ด้วย ถึงเวลาแล้วจะมารับ”
ทุกคนหน้าสลด สงสารเหลือเกิน

เหตุการณ์ต่อมา เห็นดอกไม้ธูปเทียนตั้งอยู่หน้ารูปคุณประยงค์ ควันธูปและเทียนลอยกรุ่น คุณสร้อยไหว้อยู่ข้างหน้า ด้วยสีหน้าอ้อนวอน สบตากันอีก ทว่าสีหน้าประยงค์บูดบึ้งดุจัด
คุณสวาสดิ์วิ่งเข้ามาหา “แม่จ๋า...”
คุณสร้อยหันขวับไป คุณสวาสดิ์วิ่งตรงมา หยุดแล้วมองไปที่รูปคุณประยงค์ยิ้มหวานให้ พลางไหว้
“คุณย่าขา...”
คุณสร้อยตกใจหันขวับไปทางรูป แล้วแทบเป็นลม เมื่อเห็นคุณประยงค์ กำลังยิ้มให้คุณสวาสดิ์แบบรักใคร่มาก คุณสร้อยร้องวี๊ด รับไม่ไหว ทำใจไม่ได้

คุณหญิงสร้อยเล่าต่อ “อีก 3 วันจะครบเดือน ฉันไม่ปล่อยให้ลูกสวาสดิ์คลาดสายตาแต่วันที่สามแค่ฉันไปอาบน้ำลูกสวาสดิ์ก็หายไป ฉันแทบเป็นบ้า....ไม่แทบหรอกฉันเป็นบ้าไปแล้ว”

ที่บริเวณทางเดินไปยังท่าน้ำ คุณสร้อย ไอ้กลับ และบ่าวชายหญิงอีกหลายคน พากันออกตามหาคุณสวาสดิ์ ขณะฝนกำลังตกหนัก คุณสร้อยนั้นวิ่งท่ามกลางพายุฝน ต้นไม้โอนเอนเสียงหวีดหวิวน่ากลัวมาก หาอย่างไร ที่ไหนก็ไม่เจอ แต่คุณสร้อยไม่ลดละตามหา ร้องไห้น้ำตาปนกับสายฝน

เวลาผ่านไป ฝนฟ้ายังตกไม่หยุดหย่อน คุณหลวง คุณสร้อย คุณปาน ซึ่งเวลานี้เป็นพระยาราชนุกูล และคุณปั้น เป็นพระวิจิตรนาวาแล้ว คุณหญิงผะอบ และคุณนายมณี รวมตัวกันอยู่ในห้องโถง
คุณสร้อยนั่งร้องไห้อยู่ คนอื่นๆ นั่งบ้าง ยืนบ้าง สีหน้ากังวลตามๆ กัน
คุณปานถาม “นานรึยังที่หายไป”
คุณหลวงบอก “ตั้งแต่บ่ายครับคุณพ่อ”
“นี่....” คุณปั้นดูนาฬิกา “หาจะหกโมง หายังไงไม่เจอ”
“หาทั่วแล้วครับคุณอา บ่าวไพร่ออกตามหาสองสามรอบแล้วครับ” คุณหลวงบอก
คุณสร้อยลุกพรวด “ลูกสวาสดิ์ของแม่” แล้ววิ่งถลาออกไปยังทางเดิน พอถึงประตู ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นคุณสวาสดิ์สภาพเปียกโชกทั้งตัว หน้าตายิ้มแฉ่ง วิ่งเข้ามา มีไอ้กลับวิ่งตามเข้ามา
“ลูกสวาสดิ์ไปไหนมา” คุณสร้อยถาม
“คุณย่าประยงค์พาไปเล่นน้ำฝน สนุกจังแม่จ๋า” เด็กน้อยห่อตัวหนาว
“ผมไปพบวิ่งเล่นน้ำฝนอยู่ชายน้ำทางโน้นขอรับ เล่นอยู่คนเดียว” ไอ้กลับบอก
คุณสวาสดิ์เถียง “คุณย่าก็เล่นด้วย ไอ้กลับตาถั่ว”
คุณสร้อย ช็อกเกร็งไปทั้งตัว ร้องกรี๊ดออกมาสุดเสียง

ในที่สุดอีก 3 วันต่อมา คุณสวาสดิ์ก็ตายไป ร่างไร้ลมหายใจนอนนิ่งอยู่บนเตียง

คุณสร้อยใจสลายกอดศพลูกร้องไห้อย่างน่าเวทนา มีคุณหลวงประคองอยู่ ทุกคนในครอบครัวยืนนิ่ง อยู่รอบๆ เตียง ในอาการเศร้าโศก

คุณหญิงสร้อยซึ่งในตอนนี้หยุดร้องไห้แล้วเล่าต่อ

“ลูกสวาสดิ์เป็นนิวมอเนีย อีก 3 วันต่อมาก็ตาย วันนั้นครบเดือนพอดีจากวันที่ฉันพบคุณประยงค์”
ชัยชนะเข้าไปหาคุณหญิงย่า กอดปลอบนิ่งๆ
“ย่าไม่คิดจะมีลูกอีกเลย แต่อีก 10 ปีต่อมาก็มีวัลลภพ่อของพ่อชนะเพราะท่านเจ้าคุณปู่ท่านอยากมี”
ทุกคนเงียบไป
“ย่าออกจากบ้านสิงหมนตรีวันรุ่งขึ้นที่ลูกตาย คุณปู่ คุณพ่อออกมาด้วยกันหมดพอเราไม่อยู่ ตึกสิงหมนตรีก็ตกเป็นของคุณปั้น ปู่ของแม่อนงค์ จนมาเป็นสมบัติของเธอ”
ภาพเหตุการณ์ตอนคุณสร้อยออกจากบ้าน และเดินไปยืนจ้องรูปคุณประยงค์ผุดขึ้นมาอีกครา
“คุณย่าประยงค์ในร้ายมาก”
“เธอเป็นใหญ่มากต้องการอะไรต้องได้ เจ้าคุณพ่อของเธอ ท่านเจ้าพระยาต้นตระกูล รักลูกสาวเหมือนดวงใจ คิดดูให้ทุกคนเรียก คุณท่านคนใหญ่ ทั้งๆที่เป็นลูกสาวคนสุดท้อง”
“ทำไมท่านต้องเอาคุณพี่สวาสดิ์ไป” ปิ่นสุดาถามน้ำเสียงเหมือนรำพึง
“เห็นน่ารัก อยากได้ไปใกล้ชิด ลูกสวาสดิ์ก็เลยไม่ได้ไปไหนเหมือนเธอ”
อนงค์วดีและปิ่นสุดา อุทานพร้อมกัน “อะไรนะคะ”
“แกอยู่ในภาพนั้นแหละ” คุณหญิงบอก
ทุกคนตกใจ
“ภาพอาถรรพณ์”
คุณหญิงธรรมวรานุรักษ์ยืนกรานหนักแน่น

ภายในห้องโถงคฤหาสน์สิงหมนตรี ค่ำคืนวันเดียวกัน คลับเปิดให้บริการตามปกติ

แต่จู่ๆ เกิดฟ้าร้องครืนครัน แล้วฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ ไฟดับวูบทั้งตึก ทั่วห้องโถงมืดไปหมด สักพักเริ่มมีไฟฉาย...ฉาย มีเทียนจุดตรงโน้น...ตรงนี้วับแวม แขกไม่ได้ตื่นเต้น ยังคงนั่ง ดื่ม...กิน ตามอัธยาศัย

ย่าน้อยในรูปเอ่ยขึ้น “ลูกสวาสดิ์ ไฟดับเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ”
“หนูกลั๊ว...กลัว ไม่มีไฟมืดจัง อุ๊ย....” คุณสวาสดิ์มองไป
“อะไร.....ตกใจหมดเลย”
คุณสวาสดิ์ชี้ไปที่รูปคุณประยงค์ ย่าน้อยหันไป พบว่ากรอบรูปว่างเปล่าไม่มีคุณประยงค์ในนั้น
ขณะสองคนคุยกัน มีแขกหญิงชายเดินผ่านรูป พูดคุยกันไม่เหลียวมองรูปเลย

เชษฐานั่งอยู่ในซอกเก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ ตรงมุมค่อนข้างมืด สีหน้าของเขาดูมึนๆ สลึมสะลือ จังหวะนี้คุณประยงค์นั่งลงเบียด
เชษฐาหันมามองหน้าเหมือนคนรู้จักรักใคร่กันมานานแล้ว เขาอ้าแขนออก คุณประยงค์เอนตัวเข้าหา
ในเงามืดยามนั้น เห็นเชษฐากอดรัด พันพัว ลูบไล้ใครคนหนึ่งอยู่ สีหน้าคุณประยงค์ สุขสมอุราเอามากๆ

ไม่นานต่อมา ภายในห้องๆ หนึ่ง สภาพรกร้าง อยู่อีกปีกหนึ่งของตึก ทั้งห้องมืดสนิท เหมือนอยู่ในอเวจียังไงยังงั้น ในแสงรางๆ นั้นเห็นว่าเชษฐานอนหลับสนิท
ร่างคุณประยงค์เริ่มปรากฏให้เห็นจากจางๆ แล้วค่อยชัดขึ้น ชัดขึ้น หล่อนยืนมองเชษฐา สีหน้าค่อยๆ แค้นขึ้นจนเครียดจัด
ส่วนเชษฐามีสีหน้ายิ้มบางๆ เหมือนคนกำลังฝันดี
ใบหน้าคุณประยงค์ยามนี้เปลี่ยนเป็นใบหน้าผี ที่มีทั้งรักทั้งแค้น น้ำตาเป็นสายเลือด...ไหลรินนองหน้า
ลงนั่งช้อนตัวเชษฐาให้นั่งพิงอกตัวเอง
คุณประยงค์เอ่ยขึ้นเสียงเข้ม
“จำได้มั้ย เราเคยมีความสุขกันเหลือเกิน ทำไมถึงทรยศฉัน”

เหตุการณ์ครั้งอดีตผุดขึ้น
เริ่มจากในสวนสวย คุณประยงค์เดินเล่นอยู่ โดยมีคุณหลวงปราชญ์แต่งตัวลำลองชุดอยู่กับบ้าน เดินเยื้องไปด้านหลังมองจ้องตลอดเวลา เหตุการณ์ต่อมาสองคนอยู่ในเรือที่คลองหน้าบ้าน คุณหลวงเป็นคนพายให้คุณประยงค์ที่นั่งกางร่มนั่งมา สองคนมองจ้องตากันซึ้งๆ
ในงานราตรีสโมสร ซึ่งจัดขึ้นในห้องโถง คุณหลวงเต้นรำกับคุณประยงค์ และต่อมาหลังงานเลิกสองคนลอบพบกันที่ระเบียงหลังตึก คุณประยงค์เอนตัวเข้าสู่อ้อมแขนคุณหลวง เงยหน้าขึ้นและคุณหลวงก้มลงมาหาอย่างรักใคร่

ฉากรักเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าเจ้าคุณ หรือ เชษฐาในอดีตนั้น รักคุณประยงค์มากมายเพียงใด

เหตุนี้ความแค้นในใจคุณประยงค์ถึงประทุรุนแรงมาก เมื่อเจ้าคุณมีแม่อรกลับมาและแนะนำในฐานะเมีย

 
อ่านต่อหน้า 3

อาถรรพณ์ ตอนที่ 7 (ต่อ)

ภาพบันดาลมากมายเกิดขึ้นด้วยจิตของวิญญาณคุณประยงค์ในโลกปัจจุบัน ยังผลให้เชษฐามองเห็นเรื่องราวในอดีต โดยคุณประยงค์จับหน้าเชษฐาให้หันมามองเหตุการณ์เหล่านั้น ทว่าเชษฐายังมีสีหน้าเลื่อนลอย

“ดู....ฉันบอกให้ดู” น้ำเสียงคุณประยงค์ดุดันมาก

เหตุการณ์ในอดีตคราวนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าคุณพาแม่อรเข้ามาในบ้านสิงหมนตรี
เวลานั้นเจ้าคุณกับคุณประยงค์ ยืนจ้องหน้ากันอย่างดุเดือด

ส่วนเชษฐากับคุณประยงค์ ณ เวลาปัจจุบัน ยังอยู่ในท่าเดิม

“คุณประยงค์....ผมขอโทษ ยกโทษให้ผม...”
คุณประยงค์โกรธสุดขีดตบหน้าเปรี้ยง โดยเหวี่ยงหลังมือตวัดขึ้นไป เจ้าคุณหน้าสะบัดไปตามแรง กลับมาเลือดมุมปากไหล
คุณประยงค์ชูมือจนเห็นแหวนที่ใส่ในมือขวา และแหวนนั้นโดนหน้าเจ้าคุณ “สันดานผู้ชาย”
“ผมรับผิดทุกอย่าง”
“ฉันจะทำอะไรคุณได้...คุณก็แค่ผิดตรงนี้แล้วกลับไปอยู่กับเมียคุณสบายใจ...คิดถึงฉันบ้างมั้ย”
เจ้าคุณคอตก สายตาสีหน้าเสียใจอย่างรุนแรง
“ความรัก คำมั่นสัญญา คำสาบาน ไม่มีเหลือสักอย่าง เสียแรงรัก เสียแรงช่วยเหลือเชิดชูทุกอย่าง เก็บใจเก็บตัวรอคอยคุณคนเดียว ไม่เคยมองไม่เคยรับไมตรีจากใคร” คุณประยงค์ระบดระบาย
เจ้าคุณเสียใจจนพูดไม่ออก
“เรื่องของคุณกับฉันสังคมผู้ดีในพระนครไม่มีใครไม่รู้เรื่อง ที่คุณมีเมียกลับจากเมืองพิษณุโลกก็ไม่มีใครไม่รู้เหมือนกัน คุณคิดว่าฉันจะเอาหน้าไว้ที่ไหน”
เจ้าคุณหน้าเสียมากขึ้น
“หน้าของเจ้าคุณพ่อ หน้าของคุณแม่ พี่ชายฉันสองคนเขาจะเอาไว้ที่ไหน” คุณประยงค์ ยิ่งพูดยิ่งโกรธ เสียงดังขึ้น
“คุณประยงค์...ผม”
“คุณขอโทษไม่ได้ทำให้ฉันหายโกรธเพราะคุณพูดพล่อย ผู้ชายที่สันดานมีแต่กิเลสตัณหาจะพูดคำขอโทษกี่ร้อยกี่พันคำก็พูดได้ไม่ละอายปาก”
เจ้าคุณหน้าเสีย สงสารคุณประยงค์เหลือเกิน
คุณประยงค์ยืนนิ่งอัดอั้นในอกจนแทบระเบิด “ใจร้ายมาก ทำกับผู้หญิงที่รักคุณยิ่งกว่าชีวิตได้ลงคอ”
ตั้งแต่ต้นไม่ร้องไห้ แต่พอจบประโยคนี้ น้ำตาคุณประยงค์ไหลพร่างพราย ก้อนสะอื้นพลุ่งขึ้นมาจนตัวโยน
เจ้าคุณผวาเข้าหา กอดไว้แนบแน่น คุณประยงค์ นิ่งงัน ตัวแข็ง ไม่ขัดขืน
“ผมผิดไปแล้ว...ผิดจนให้อภัยไม่ได้ คุณประยงค์ลงโทษผมเถิดขอรับ ลงโทษให้สมกับความผิด จะฆ่าผมก็ได้ผมยอมทุกอย่าง”
แรงโกรธพลุ่งจี๊ดขึ้นมาถึงสมอง นัยน์ตาคุณประยงค์พร่าพรายมองหน้าเจ้าคุณ ทนไม่ไหว ทั้งตี ทั้งทุบ ทั้งผลักไส น้ำตาก็ไหล พร้อมเสียงสะอื้น เจ้าคุณ ไม่ขยับตัว ยอมให้ทำโดยดี
คุณประยงค์ฟาดฟันจนหมดแรง ทรุดตัวลงนั่งก้มหน้า หอบเหนื่อย หายใจแรง พร้อมเสียงสะอื้นยังดังไปพร้อมกันเจ้าคุณยืนนิ่ง น้ำตาไหลอาบหน้า
สองคนอยู่ในท่านี้ เข้าไปที่เชษฐาและคุณประยงค์ ในเวลาปัจจุบัน)
เชษฐาจ้องเหตุการณ์ตรงหน้า คุณประยงค์น้ำตาที่เป็นสายเลือดยังไหลริน
เชษฐาหันมามองคุณประยงค์ ด้วยความรู้สึกตอนนี้ล่องลอยเลือนรางสุดประมาณ

เวลาเช้าตรู่ท้องฟ้ายังขมุกขมัว พระอาทิตย์แรกขึ้น อนงค์วดีนั่งหมดแรงอยู่ในห้องนอน ปิ่นสุดาในชุดนอนเดินเข้ามา ถือเครื่องดื่มมาถ้วยหนึ่ง
“หนู...ตื่นแต่เช้าเชียววันนี้ แม่เห็นไฟเปิด เลยชงกาแฟมาให้”
“ค่ะ” อนงค์วดีขยับตัว “ขอบคุณค่ะคุณแม่”
ปิ่นสุดาวางแก้ว “ไม่ไปสโมสรเขาไม่ยุ่งตายหรือลูกเมื่อคืน”
“หนูโทร.ไปสั่งแล้วค่ะ คงไม่มีอะไรมาก เป็นวันธรรมดาแขกไม่เยอะ แต่คุณเกษลดาเขาก็ไม่ไปนะคะเมื่อคืนนี้”
“อ้าว แล้วไม่ห่วงคุณเชษฐาเหรอจะแต่งงานกันอยู่แล้ว” น้ำเสียงผู้เป็นมารดาเยาะนิดๆ ขำๆ
อนงค์วดีลุกไปหยิบผ้าเช็ดตัว เดินเข้าห้องน้ำไป
ปิ่นสุดาเพิ่งเห็นสภาพเตียงว่าเรียบร้อย ก็แปลกใจ
“ยายหนู ไม่ได้นอนทั้งคืนหรือนี่”

เช้าวันเดียวกันที่คฤหาสน์สิงหมนตรี นวลถือเครื่องมือทั้งหลายเดินเข้าห้องเชษฐา ยังไม่ได้เห็นว่าเตียงยังเรียบร้อยอยู่ วางของแล้วหันไปทำงานอย่างอื่น สักครู่จึงพบว่าสภาพเตียงเรียบสนิท ไม่มีใครนอนแน่
นวลงงอยู่อึดใจ แล้วจึงร้องขึ้นดังๆ เครียดเหลือเกิน
“อีกแล้วหรือเนี่ย โอ๊ย จะอะไรหนักหนาวะเนี่ย”

นวลทรุดลงนั่ง กุมขมับ รู้สึกคล้ายร่างกายหมดเรี่ยวแรง เชษฐาหายตัวไปอีกแล้ว

ในขณะที่อนงค์วดีจอดรถ ยังไม่ทันก้าวลง นวลที่นั่งจับเจ่าคอยอยู่หน้าตึกเห็นก็ลุกขึ้นโดยแรง วิ่งเข้าไปหาที่รถทันที

ครู่ต่อมา อนงค์วดีเปิดประตูเข้าห้องเชษฐามาอย่างรวดเร็วและร้อนใจ พร้อมบ่นว่า “อีกแล้วเหรอเนี่ย”
“คุณอนงค์คะ นวลกลัวค่ะ” นวลบอกด้วยสีหน้าท่าทางที่กลัวมาก
อนงค์วดีมีสีหน้าไหวหวั่นขึ้นมานิดหน่อย หันหลังให้นวลทันที ทำทีไปดูที่ตู้ที่หัวเตียง
“ผีมาเอาคุณเชษฐาไปหรือคะคุณอนงค์”
อนงค์วดีไม่ตอบ เดินออกจากห้องทันที ไม่รู้จะตอบยังไง
“เขาลือกันค่ะ พวกในครัว” นวลพูดต่อ
อนงค์วดีหันขวับมา “นวล ผีมีจริงหรือ”
“มีจริงค่ะ” น้ำเสียงนวลหนักแน่นมาก
อนงค์วดีถอนใจเสียงดัง คิดไม่ออกว่าจะทำยังไงดี
“กลัวผีจะลาออกก็ได้นะ”
หล่อนเดินไปทันที นวลหน้าเสีย
อนงค์วดีเดินลงมาเร็วรี่ หน้าเสียมาก นึกเสียใจที่พูดกับนวลอย่างนั้น หล่อนมายืนนิ่งอยู่เชิงบันได...ครุ่นคิดหนัก

นวลเดินหน้าหมองๆ มา เจอสมเพื่อนพนักงาน ที่เดินถือเครื่องมือทำความสะอาดมาจากอีกทาง
“เป็นอะไรนวล” สมถามเบาๆ
“คุณอนงค์ไล่ชั้นออก” นวลบอกเสียงเศร้า
“ไม่จริงมั้ง”
“เพิ่งไล่เมื่อกี้เอง” นวลย้ำ
“ไม่เชื่อ คนไล่เราได้ไม่ใช่คุณอนงค์ต้องคุณโน๋” สมว่า

โสนที่สองสาวพูดถึงเพิ่งขึ้นจากเรือ เดินตุปัดตุเป๋มา เพราะอาการเมาเรือ
มนัสวีร์เดินตาม “พี่โน๋ นั่งพักก่อนฮะ เดี๋ยวก็เป็นลม”
“อยากเป็นมากเลย ลมอ่ะ อยากเป็นเดี๋ยวนี้เลยจะได้หายไอ้ขยอกขย้อนเนี่ยเสียที โอ๊ย...บ้านหมุนหมดแล้ว นัสไปตามคุณหนึ่ง ชั้นมีเรื่องหลายเรื่องต้องให้รู้กันไปวันนี้”
มนัสวีร์บอก “พักก่อนไม่ดีเหรอพี่โน๋ ดูหน้าสิ หอบเชียว”
“ชั้นเพื่อนเล่นเหรอไอ้นัส”
“โห...แรงส์”
โสนคาดคั้น “อยู่ไหน”
มนัสวีร์ทำไก๋ “ใคร?”
“คุณหนึ่ง”
“ทำไมเหรอ”
“เอ๊ะแกจะถามเอาโล่ห์รึไง ชั้นไม่มีธุระสำคัญชั้นจะถ่อกายมาถึงนี่เหรอเหนื่อยจะตาย หัวก็เวียนซะหมุนไปหมดแล้วแกยังจะมาซักไซ้ให้มันมากความไปทำไมวะ ไปอัญเชิญคุณหนึ่งมาเดี๋ยวนี้”
มนัสวีร์อ้าปากหวอ “เดี๋ยว เจ้ ฟังไม่ทัน...”
โสนปรี๊ด สวนทันที “อย่ามาเรียกชั้นเจ้ ผิวแทนซะขนาดนี้เรียกเจ้ได้ไง”
“นับถือไง้”
“พิรี้พิไร” โสนเงื้อมือจะฟาด “ซักทีดีมั้ย”
มนัสวีร์เดินนำไปเร็วรี่
โสนมองแล้วตามไป “เฮ้ย ชั้นไปด้วยดีกว่า”

ขณะเดียวกันภายในห้องนอนอันมืดมิด มีรูเล็กๆ เห็นแสงสว่างทอดมาเป็นลำ จากลำแสง เห็นใบหน้าคุณประยงค์ที่กำลังแหงนมองรู้ว่าสว่างแล้ว ต้องรีบไป
คุณประยงค์ถอนตัวจากเชษฐา ให้นั่งพิงผนังอย่างเดิม แล้วร่างคุณประยงค์ก็เลือนหายไป

กรอบรูปคุณประยงค์ยังว่างเปล่า ขณะที่เสียงโสนกับมนัสวีร์ ดังแว่วเข้ามา ย่าน้อยตกใจมาก
“ตายแล้ว คุณอายังไม่กลับมา ลูกสวาสดิ์”
คุณสวาสดิ์ออกไอเดีย “ให้หนูหลอกเขาไปข้างนอกมั้ยคะ”
ย่าน้อยเห็นงามด้วย “เอาเลย ลูกสวาสดิ์”
โสนกับมนัสวีร์เดินมาจวนถึง คุณสวาสดิ์ ออกจากรูปมาแอบๆ อยู่ตรงนั้นโผล่หน้ามา
โสนเห็นแว้บหนึ่ง “อุ๊ย...เจออีกแล้ว”
“อะไรหรือพี่โน๋” มนัสวีร์แปลกใจ
“เด็กหัวจุก คราวก่อนตอนซ่อมบ้านก็เจอหนนึงแล้ว ลูกใครไม่รู้น่ารักดี
“ไหนครับ ผมไม่เห็นเลย” มนัสวีร์มองหา
“หายไปแล้ว เดี๋ยวนะไปหาก่อน อยู่หลังประตูมั้ง”
“ไหนว่ารีบ”
ย่าน้อยร้อนใจ “เร็วค่ะคุณอา” มองไปข้างหลัง “มีคนกำลังมา”
โสนบ่น หาจนทั่วก็ไม่เจอคุณสวาสดิ์ “เออจริง.....ไป อยู่ไหนละคุณหนึ่งน่ะ”
สองคนเลยเดินกลับเข้ามา มีลมพัดมาวูบหนึ่ง ผ่าน 2 คนไป
“โอ๊ย...ลมอะไรเนี่ย มาจากไหน” โสนบ่นพึมพำ
มนัสวีร์เริ่มรู้สึกแปลกๆ เขายืนนิ่งสักครู่ ตรงหน้ารูปที่ว่างเปล่าคุณประยงค์
เสียงโสนบ่นพึมพำอีก “ลมแรงนะชั้นเกือบล้ม ยิ่งเวียนหัวอยู่ด้วย”
มนัสวีร์หันขวับมาทางรูปคุณประยงค์ เป็นเวลาเดียวที่คุณประยงค์เข้ารูปทันพอดี มนัสวีร์จึงเห็นภาพนี้กับตาว่าจากรูปว่างๆ แล้วกลายเป็นรูปคุณประยงค์ มนัสวีร์ยืนตัวแข็ง
“นัส เฮ้ย ไอ้นัส เป็นอะไรวะ” โสนแปลกใจท่าทีของทนายหนุ่ม
มนัสวีร์เสียงสั่น ติดอ่างขึ้นมา “พ....พี....พี่.....น.....โ.......โน๋”
“จะบ้าเหรอ มาทำเป็นติดอ่งติดอ่างอะไรตอนนี้ ไม่รู้ใช่มั้ยว่าคุณหนึ่งอยู่ที่ไหน”
โสนพูดจบ ก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นรูปคุณสวาสดิ์พอดี สองคนยืนตัวแข็ง

เห็นพนักงานทำงานกันอยู่ไกลออกไปหน่อย สองคนนั่งแหมะอยู่ตรงเก้าอี้รับแขกในห้องโถง โสนนั่งก้มหน้านิ่งงันงง ส่วนมนัสวีร์ก็นั่งอย่างคนหมดแรง
อนงค์วดีเดินมาหาสองคน “คุณโสนคะ...”
โสนเงยหน้าขึ้นมาฉับพลัน ใบหน้าซีดจนขาว “คุณอนงค์ พี่เห็นผีจริงๆ นะไม่มีมุสาเลย ผีเด็กคนนั้นน่ะออกมาเดิน เห็นๆ จะจะเลย ยิ้มเป็นผีด้วย คราวที่แล้วก็เห็น โอย....หัวใจฉันจะหยุดเต้นมั้ยเนี่ย...” เลขาสาวใหญ่เหลือบไปทางรูปบอกอย่างมั่นใจ “คนเดียวกันแน่ๆเลย จำได้แม่นยำ”
“คุณโสนคะ เด็กผมจุกคนนั้นเป็นป้าของอนงค์ค่ะ เป็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้องกับคุณพ่อเธอเสียตั้งแต่เด็กๆ” อนงค์วดีบอก
“พี่นึกแล้วว่าจะบอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ มันเหลือเชื่อใช่มั้ย แต่พี่เห็นจริงๆ นะคุณอนงค์”
มนัสวีร์ทักท้วงขึ้นบ้าง “พี่โน๋ แต่ผมอยู่กับพี่นะฮะ ทำไมผมไม่เห็นล่ะ”
“ก็ผีนะ มันไม่ใช่ทุกคนเห็นเค้าได้ แล้วแต่เค้าจะอยากให้ใครเห็น หรือบางทีเค้าอยากแต่คนจูนคลื่นไม่ตรงกันทั้งชีวิตไม่เคยเห็นก็มี” โสนเล่าอย่างผู้เชี่ยวชาญ
“เป็นไปได้มั้ยคะที่คุณโสนจะตาฝาดไป ตรงนั้นมืดนะคะ” อนงค์วดีพยายาม
“แต่คราวที่แล้วพี่เห็นจะจะนะเด็กคนเนี้ย”
“เอ้า...ตอนนั้นทำไมไม่รู้ล่ะว่าเป็นผี” มนัสวีร์แย้ง
“ก็ตอนนั้นยังไม่มีรูปนี่ ซ่อมตึกเอารูปออกไปใช่มั้ยล่ะ แต่เนี่ยเห็นอยู่ในรูปนี่”
จังหวะนี้เกษลดา เดินปรี่เข้ามายังสามคน “เกษเชื่อพี่โน๋ ผีมีจริง”
“ขอบคุณนะคุณเกษ”
อนงค์วดีนิ่ง พูดไม่ออก
“หนึ่งอยู่ไหนคะ คุณอนงค์วดี”
อนงค์วดีอึกอัก “เอ้อ...”
เกษลดาฮึดฮัด “ยังหาตัวไม่เจอ คุณต้องเอารูปคุณชวดคุณไปทำลาย ถ้าคุณไม่อยากให้คุณเชษฐาเจ้านายของคุณต้องตาย”
ทั้งหมดนิ่งอึ้งไป
เกษลดาใส่ใหญ่ “ฉันพนันเลยว่ารูปภาพถูกทำลายเมื่อไหร่ หนึ่งถึงจะกลับมา เพราะฉะนั้นคุณต้องรีบทำโดยเร็วที่สุด...เดี๋ยวนี้เลย”
เสียงย่าน้อยมองไปทางคุณประยงค์รีบร้องปราม “คุณอา...อย่านะคะ อย่าโกรธค่ะ”
คุณประยงค์คำราม “มันจะเอาฉันไปทำลาย อีเกด อีไพร่สถุล”
ไม่มีใครได้ยิน คงพูดกันต่อไป
“ขอเวลาฉันพยายามอีกที” อนงค์วดีบอก
เกษลดาเสียงแข็งใส่ “ไม่ได้...ถ้าคุณไม่ทำเดี๋ยวนี้คุณเชษฐาเป็นอะไรไปคุณต้องรับผิดชอบ มันจะต้องเป็นคดี...ถึงตำรวจแน่ แล้วคอยดูนะผีหน้าไหนจะมาอาละวาดอีก...อย่าหวังเลย”
อนงค์วดีนิ่งอึ้งไป
“ความจริง ถ้าจะว่าไป ตรงนั้นมันก็มืดๆ” โสนพยายามไกล่เกลี่ย
เกษลดาสวนคำทันทีและไม่ไว้หน้า “พี่โน๋คะ อย่าเข้าใจผิด พี่จะเห็นจริงหรือไม่จริงไม่ใช่ประเด็น สำคัญอยู่ที่หนึ่งหายไป ถึงพี่โน๋เห็นจริงแต่หนึ่งไม่ได้หายไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกค่ะ เพราะพี่โน๋ไม่ได้สำคัญถึงขนาดนั้น”
“คุณเกษลดาคะ คุณเป็นเพื่อนคุณหนึ่ง คุณไม่รู้เหรอว่าเขาจะไม่มีวันเห็นคนสำคัญไม่เท่ากัน ถึงคนหนึ่งจะเป็นเจ้านายอีกคนเป็นขี้ข้าก็ตาม” โสนของขึ้นมองด้วยสายตาเข้มจ้องหน้าเกษลดา
“ไม่เท่ากัน...พี่โน๋คิดว่าตัวเองสำคัญเท่าหนึ่งเหรอ” เกษลดาย้อน แล้วหัวเราะหยันนิดๆ
“ในความเป็นคน...เท่ากัน” โสนบอก
“คนที่ถูกผีหลอกเหมือนกัน ยิ่งเท่ากันใหญ่เลย” มนัสวีร์ว่า
โสนเห็นด้วย “ชัวร์”
มนัสวีร์ต่อให้ “ป้าบ”
เกษลดามองโสนด้วยนัยน์ตาหมิ่นๆ แล้วพูดออกคำสั่งกับอนงค์วดี จงใจหันหลังให้สองคน
“ให้คนเอารูปไปทำลายเดี๋ยวนี้ ก่อนที่แขกจะมา”
“ฉันขอเวลาหาอีกครั้ง”
เกษลดาเสียงดัง “ไม่ได้”
“ฉัน...จะ...หาอีกครั้ง”

อนงค์วดียืนกรานหนักแน่น

อาถรรพณ์ ตอนที่ 7 (ต่อ)

เกษลดายืนนิ่ง อึดอัดและอัดอั้นตันใจมากๆ อนงค์วดีบอกต่อด้วยน้ำเสียงเข้ม

“คนที่จะทำลายรูปเป็นคนเดียวกับที่จะไปค้นหาคุณเชษฐา เขาไม่ฟังคุณ เขาฟังคุณโสน”
โสนยิ้มยืดสุดๆ มองเกษลดาตรงๆ เกษลดาจ๋อยเล็กๆ แต่ยังไม่ยอมแพ้ ยืดสู้
“ฉันจะไปคอยที่ห้องโน้น ใครจะสั่งก็ตามคุณควรจะใช้เวลาแค่ไม่เกิน...” หล่อนคิดนิดหนึ่ง “3 ชั่วโมง” แล้วดูนาฬิกาข้อมือ “สิบเอ็ดโมง”
อนงค์วดีรับคำ “ค่ะ 3 ชั่วโมง บ่ายสอง”
“ถ้าบ่ายสองไม่พบ ทำลายรูป” เกษลดาจ้องหน้าอนงค์วดี
“ค่ะ ถ้าไม่พบ ทำลายรูป”
โสนสวนออกมา “ทำลายได้ไง...ก็พี่ไม่สั่ง”
เกษลดาจ้องตากับโสนเขม็ง โสนก็จ้องตอบแบบกวนประสาทมาก
“ก็คอยดู” เกษลดาหันหลังกลับเดินหนีไป

ฟากย่าน้อยกำลังกล่อมคุณประยงค์ “คุณอา....ต้องให้เขาเจอเจ้าคุณนะคะ ไม่งั้นเขาทำลายบ้านเราแน่ค่ะ”
คุณประยงค์คำรามตาขวาง “อีเกด.....คอยดูบทเรียนของมึง”

สามคนเดินมาอีกมุมหนึ่งของตึก อนงค์วดีเอ่ยขึ้น
“คุณโสนกับคุณนัสคอยข้างนอกดีกว่านะคะ ให้คนที่นี่หาเร็วกว่า”
“แน่ใจนะคะ” โสนถาม
อนงค์วดีรับคำ “ค่ะ”
สองคนออกไป
อนงค์วดีเดินเร็วรี่มายัง นวล สม และพนักงานชายอีก 2 คน ที่ยืนรออยู่ “หาทุกห้องนะ นวลกับสมแบ่งเขตกันหาเดี๋ยวซ้ำกัน เสร็จแล้วเธอสองคน” หันมาทางพนักงานชาย “ไปหาข้างนอกให้ทั่วบริเวณเลยนะ”
4 คนรับคำ “ค่ะ” / “ครับ”
อนงค์วดีเรียกนวลไว้ “เดี๋ยวนวล...ฉันขอโทษที่พูดไม่ดีกับนวลเมื่อเช้า”
“นวลอยู่ต่อใช่มั้ยคะ” นวลดีใจ
“ฉันไม่เคยคิดไล่นวลเลยนะ”
“ห้องคุณเชษฐา คุณอนงค์จะไปหาเองมั้ยคะ” นวลถาม

อนงค์วดีพาตัวเองมาอยู่ในห้องเชษฐายืนมองไปมองมา แล้วพนมมือ
“คุณชวดคะ กรุณาเถิดนะคะ”

คุณประยงค์รับรู้ หัวเราะอย่างสะใจ ชอบใจเหลือเกิน
“กรุณา...ทำไมฉันจะต้องกรุณา”

สองคนนั่งคุยกันอยู่โต๊ะสนามข้างนอกตึก สีหน้าไม่ดีทั้งคู่
“นัส...มันประหลาดๆ...ชั้นกลัวว่ะ”
“เป็นธรรมดาของตึกเก่าตึกแก่แบบนี้ ก็ต้องมีแหละพี่โน๋”
“ความจริงเราน่าจะไปช่วยเค้าหานะ ดูเป็นคนเอาตัวรอดยังไงก็ไม่รู้”
“เราอยู่เกะกะ คุณอนงค์เขาถึงให้เราออกมาคอยที่นี่”
จังหวะนี้มีเสียงรถแล่นเข้ามาจอดคันหนึ่ง และมีคนลงจากรถแล้วปิดประตูดังปัง!
“แขกมากันแล้วมั้งพี่โน๋ เสียงรถ”
โสนตั้งใจฟัง “ชั้นว่าเสียงเนี้ย...มันเป็นรถปิ๊คอัพ ยี่ห้ออีซูซุของตาสมชาย”
มนัสวีร์ทึ่ง “โห...แค่ฟังเนี้ยนะ”
“ได้ยินทุกวันตอนเค้าซ่อมบ้าน รถเก่า 10 ปี อัพเสียงหยั่งเงี้ยทุกคัน แต่รถมันทนนะนั่นไง...สมชาย มาทำไม”
“ผมมาฟอนโล่อับงานซ่อมตึกครับ” สมชายว่า
“ฮะ...ฟอลโลว์อัพเชียวเหรอสมชาย” มนัสวีร์งง
“ครับเป็นสโลแกนของผมครับ ทุกงานต้องฟอนโล่อับครับ” สมชายย้ำ

อนงค์วดีสีหน้าไม่ดีเลยเมื่อพนักงานชาย 2 เดินเดินมารายงาน
“ไม่เจอเหรอ หาทั่วแล้วนะ”
อนงค์วดีดูนาฬิกา เข็มนาฬิกาบอกเวลา 12.30 น.
อนงค์วดี ร้อนใจมาก...ทำไงดี

เกษลดานอนเอนๆ หลับสนิทอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง คุณประยงค์เดินพรวดๆ ออกมาจากความว่างเปล่า และก้าวเดินเร็วมาก พอถึงตัวเกษลดาก็ตบเปรี้ยงฉาดใหญ่ เกษลดาสะดุ้ง ผวาจะตื่น
คุณประยงค์ ตบซ้ำอีกเปรี้ยง เกษลดาหน้าหันไปอีกทาง ทำท่าจะลืมตา
“มึงยังไม่ต้องตื่น...” คุณประยงค์ตวาดเสียงดัง
เกษลดาหลับต่อ
“จำได้มั้ย นังเกด จำความเจ็บปวดเพราะเอ็งมันกำเริบเสิบสานกะข้าได้หรือไม่”
ด้วยพลังของคุณประยงค์ สีหน้าเกษลดาคล้ายรำลึกจดจำเรื่องราวบางอย่างได้ขึ้นมาแล้ว
มันเป็นภาพเหตุการณ์ในอดีต ที่นอกคฤหาสน์สิงหมนตรี เวลานั้นบ่าวชายกำลังโบยเกดด้วยหวายเสียงดังขวับ เกดร้องวี้ด
เกษลดา มีสีหน้าเจ็บปวด
เกิดภาพบ่าวชายโบยอีกขวับ เกดร้องอีกวี้ด
เกษลดาเจ็บปวด ส่ายหน้าไปมา
เกิดภาพในอดีตอีกครั้ง คราวนี้เป็นคุณประยงค์ส่งเสียงดังอย่างมีอำนาจ
“โบยอีก ไม่สลบไม่ต้องหยุด โทษฐานกำเริบกับท่านเจ้าคุณ”
เกษลดา เจ็บแทบขาดใจ สะดุ้งตื่นลืมตา แล้วพยายามคลำที่หลังตัวเอง จับหน้าสองแก้มว่าเจ็บปวดแค่ไหน
แล้วหน้าตาเข้มจัด รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
“คุณชวด เจ้าคุณเป็นใคร คราวที่แล้วก็ห้ามไม่ให้ยุ่งกับเจ้าคุณ ใครล่ะเจ้าคุณ”
ทั้งห้องเงียบกริบ
“คุณชวด เก่งจริงออกมาสิ ฉันไม่กลัวคุณหรอก”
คุณประยงค์ หมอบอยู่ที่มุมห้องในเงามืด เกษลดาไม่เห็น คุณประยงค์หอบเหนื่อย ด้วยใช้พลังไปเยอะ
เกษลดาดูนาฬิกา “ไม่ต้องรอนานหรอกคุณชวด...จวนถึงเวลาแล้ว คราวนี้ไม่รอดแน่ไปเสวยสุขในนรกเถอะ อีผีนรก”
เกษลดาตะโกนก้อง แล้วเดินพรวดออกจากห้องไป

อนงค์วดีพยักหน้าให้ทั้งหมดไปได้ บอก “ขอบใจนะ” สี่คนเดินออกไป
เกษลดาเดินหน้าตั้งเข้ามา “มีเวลาอีก 40 นาที หาพบมั้ยคุณอนงค์วดี”
“ยังไม่พบค่ะ”
“หาทั่วรึยัง”
“ในตึกหาทั่วแล้วค่ะ”
“ก็แปลว่าไม่พบ” เกษลดาเยาะ
“ฉันจะออกไปหาข้างนอกอีกครั้ง” อนงค์วดีบอก
“ถ้ากลับมาไม่ทันสองโมง ฉันจะเป็นคนทำลายเอง คอยดูสิ”

เกษลดาบอกด้วยน้ำเสียงขุ่นเขียว

ทางด้านสามคนนั่งคุยกันอยู่ตรงท่าน้ำหน้าตึก โสนเอ่ยขึ้นเหน็บภาษาอังกฤษที่สมชายใช้

“เออ คุณฟอนโล่อับยังไงน่ะสมชาย”
“ผมจะมาตรวจทุกจุดเลยครับว่ามีตรงไหนเกิดเสียหายมั่ง หยั่งกะว่าสีลอกหรือปูนลอก บัวหลุด ส้วมกดไม่ลง แบบเนี้ยอ่ะครับ”
มนัสวีร์ถาม “ถ้าเจอ...”
สมชายตอบ “ผมซ่อมให้ครับ”
โสนถาม “คิดตังค์”
“เอ้า...ต้องคิดสิครับ”
โสนบอกเสียงขุ่น “งั้นไม่ต้องฟอนโล่....อะไรทำเสียหายไว้เองยังจะมาคิดตังค์....ไม่ให้”
“คิดตังค์จริงสิครับ...แต่ผมออกเอง” สมชายว่า
“งั้น....โอ” โสนบอก
“ผมก็นึกอยู่แล้ว”
“อ้าว...สมชาย ชั้นงกมีเหตุผลนะ มันไม่ใช่ความผิดชั้นเรื่องอะไรชั้นต้องจ่ายล่ะ”
“ถูกต้องครับ งั้นผมไปก่อนนะครับ”
มนัสวีร์หันไปเห็นอนงค์วดี “คุณอนงค์ครับ....หาพบมั้ยครับ” เขารีบลุกไปหา
อนงค์วดีเดินปรี่มาหา “ยังไม่พบค่ะ หาจนทั่วแล้ว”
สีหน้าอนงค์วดีวิตกกังวลมาก
“เอางี้...สมชาย” โสนเรียกเสียงดัง “กลับมานี่...ช่วยอะไรหน่อย”

เวลานั้น เกษลดายืนอยู่ที่หน้ารูปคุณประยงค์ หล่อนดูนาฬิกาข้อมือแล้วเอ่ยขึ้น
“ฉันจะ count down นะคุณชวด รู้จักมั้ยเคาท์ดาวน์น่ะ” ในมือหล่อนถือมีดอันใหญ่อยู่ด้วย
สีหน้าย่าน้อย และคุณสวาสดิ์ลุ้นสุดขีด
เกษลดานับ “สิบหก สิบห้า สิบสี่ สิบสาม” และนับต่อไปเรื่อยๆ
ย่าน้อยตกใจ “ตายแล้ว นับแบบนี้ถึงศูนย์ใช่มั้ย”
คุณสวาสดิ์งง “หนูไม่ทราบค่ะ ศูนย์เป็นไงคะ”
“เจ็ด หก ห้า สี่...” เกษลดาทอดระยะ นัยน์ตามองรูปคุณชวดแบบเย้ยหยันเป็นต่อ “สาม...” หล่อนหัวเราะเสียงเบาๆ “สอง”
“หนูกลัวคุณย่าออกมาบีบคออีเกดจังค่ะ” ผีเด็กผมจุกจอมแก่นบอก
“คุณอาไม่มีพลังแล้วล่ะเมื่อกี้ใช้ไปตั้งเยอะ” ย่าน้อยว่า
“หนึ่ง...” เกษลดาเงื้อมีดสูง “ฉันจะกรีดตั้งแต่กลางตัวลงมาเลย อีคุณชวดผีบ้า....ศูนย์”
เกษลดาฟาดมีดลง อนงค์วดีเดินตรงเข้ามาบอกเสียงดัง “หยุด”
มนัสวีร์ที่ตามมาพร้อมโสนกับสมชายรีบคว้าตัวเกษลดา ดึงออกมา มือมนัสวีร์จับมือเกษลดาบิดนิดๆ จนมีดหลุดจากมือ มีดเล่มนั้นหล่นกระทบกรอบรูปดังเปรี้ยง สองคนล้มกลิ้งไปไกล
ย่าน้อยตกใจลูบอก อย่างลืมตัว มนัสวีร์เหลือบเห็นที่หางตา หันหน้าขวับมาจ้องดู ร้องลั่น
“เอ๊ย...”
ทว่ารูปย่าน้อยยืนนิ่งเป็นปกติ มนัสวีร์มีสีหน้าฉงน
อนงค์วดีเดินออกมาหาเกษลดา ที่ลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“คุณจะบ้าเหรอ” เกษลดาหันมาเฉ่งมนัสวีร์ “คุณด้วย ดูนาฬิกาซิ สองโมงตรงพอดี”
“เราพบคุณเชษฐาแล้วค่ะ” อนงค์วดีบอก
เกษลดาไม่เชื่อ “ไม่จริง จ้างยายผีบ้าเนี้ยไม่ปล่อยหนึ่งออกมาหรอก ต้องให้มันสิ้นซากถึงจะเจอหนึ่ง คุณอย่ามาถ่วงเวลา” หล่อนเหลียวหามีด
มนัสวีร์ยื่นมีดคืนให้ “นี่ครับมีด”
“คุณเป็นบ้าอะไรถึงมาดึงชั้น” เกษลดารับมีดมา บ่นบ้าไปอีก “ดีมีดไม่ทิ่มใครเข้าให้”
“ดีที่ไม่ทิ่มรูปน่ะสิครับ เสียดายตายรูปสวยๆ” มนัสวีร์บอก
เกษลดาอ้าปากจะตอบมนัสวีร์ แต่แล้วหยุดกึก
เมื่อพบว่าเชษฐานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีล้อ สภาพไม่รู้สึกตัว โดยมีพนักงานชายสองคนเข็นมา อย่างระมัดระวัง
สภาพเชษฐา โทรมสุดขีด ฝุ่นเลอะเทอะเต็มตัว หน้าตามีรอยเปื้อนเต็ม
สีหน้าอนงค์วดีเศร้า นัยน์ตาหมองจัด เมื่อคิดถึงสภาพห้องที่ไปพบเชษฐา หล่อนเกิดความรู้สึกสงสารจับใจ

“หนึ่ง” เกษลดาแปลกใจหันขวับมาทางอนงค์วดี “คุณพบที่ไหน”
อนงค์วดีผายมือไปยังสมชาย “นี่คะ...สมชายเป็นช่างซ่อมบ้าน เขาพาไปทางปีกตึกที่ไม่ได้ซ่อม คุณเชษฐามีโครงการซ่อมในเฟสสอง”
สมชายโค้งให้อย่างสวยงาม

โดยก่อนหน้านี้ เชษฐายังนั่งคอพับคออ่อนอยู่ในห้องอันมืดมิด
เสียงสมชายซึ่งเดินนำทุกคนมาถึงหน้าห้องเอ่ยขึ้น “ห้องนี้แหละครับ ยังไม่ได้ซ่อมทั้งปีก”
ประตูเปิดออกทุกคนเห็นเชษฐา ต่างพายืนกันดูอย่างเศร้าหมอง อัดในอกมากๆ
“โถ...โถ”
อนงค์วดีเดินเข้าไปถึงตัวก่อนใคร มองดูใบหน้าเชษฐาที่ห้อยตกอย่างน่าอนาถ อนงค์วดีรู้สึกสงสารขึ้นมาเต็มอก

เกษลดาถลาเข้าไป คุกเข่าตรงหน้าเชษฐา “หนึ่ง...เกษดีใจเหลือเกิน เกษคิดว่า...” หล่อนเหลือบดูรูปคุณประยงค์แว้บหนึ่ง “คุณชวดจะไม่ยอมปล่อยหนึ่งมา
“คุณเกษลดา อย่าเพิ่งปักใจว่าคุณชวดของฉันเป็นคนทำได้มั้ยคะ รอให้คุณเชษฐาฟื้นเราจะรู้ว่าความจริงเป็นยังไง”
เกษลดาค้าน “แต่ฉันมั่นใจ”
โสนฉุน “โธ่เอ๊ย...เดี๋ยวคุณอนงค์เขาก็ว่าเขาก็มั่นใจ คุณก็มั่นใจกลับไปอีก ไม่ต้องทำอะไรกันไอ้นัส...”
มนัสวีร์รับล้อๆ “ครับ...คุณครู”
“ทะลึ่ง....พาคุณหนึ่งกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เร็ว”
เชษฐายกมือโบกเบาๆ ว่าไม่ไป ทั้งๆ ยังหลับตาอยู่ ทุกคนยืนมอง
เกษลดาอึ้ง งงไป “หนึ่ง”
เชษฐาโบกมืออีกครั้ง

เวลาต่อมาเชษฐานอนอยู่บนเตียงในห้องเรียบร้อย หลับตา หน้าตาสะอาดเรียบร้อยแล้ว
โสนกำลังเก็บผ้า และเครื่องมือเช็ดตัว ส่งให้สม ซึ่งสมรับแล้วออกไป
“ไม่ต้องหาหมอหรือคุณอนงค์” โสนถามขึ้น
อนงค์วดีมองเชษฐาอย่างตรึกตรอง “คงต้องค่ะ...งั้นอนงค์จะให้ไปรับหมอมา”
“ฮื่อ ตอนเราเจอก็ไม่มีอาการอะไรนะ...เอ พี่จะทำไงดี” โสนลังเล
อนงค์วดีฉงน “อะไรคะ”
“จะคุยเรื่องงาน...ไม่เป็นไรแล้วมาใหม่ ไปนัสเรากลับก่อนเถอะ”
“ครับ คุณอนงค์อยู่คนเดียวได้นะครับ”
เกษลดาแหลมขึ้นมา “หมายความว่ายังไง”
“อุ๊บส์...ขอโทษครับคุณเกษลดา”
“คุณอนงค์วดีจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ฉันจะอยู่กับหนึ่งเอง”
“ค่ะ...ฉันจะไปรับหมอนะคะ”
“ฉันว่ายังไม่ต้อง รอเขาพื้นก่อน” พลางเกษลดาขยับเข้าไปหาเชษฐาจนใกล้ “ไม่มีแผลตรงไหน”
อนงค์วดีมองแล้วเกิดหวั่นวิตก ในใจเป็นห่วงเชษฐาครู่หนึ่ง แล้วชวนโสน และมนัสวีร์ ออกไป

สามคนลงบันไดมาด้วยกัน โสนเดินตามอนงค์วดี มนัสวีร์เดินนำหน้าไปแล้ว
“คุณโสนคะ”
“ถึงเวลาเรียกพี่โน๋เหมือนคนอื่นเขาหรือยังคะ”
อนงค์วดียิ้มนิดๆ “ค่ะ พี่โน๋”
“ดีมาก เอา...ต่อ”
“ค่ะ คือ อนงค์เป็นห่วงคุณเชษฐามาก”
โสนมองหน้าอนงค์วดี ที่มองไปทางอื่น เลขาสาวใหญ่มองอย่างพิจารณาว่าอนงค์วดีมีอะไรผิดปกติกับเชษฐาหรือเปล่า
“สามครั้งแล้วนะคะ....สามครั้งแล้วที่คุณเชษฐาหายไป”
อนงค์วดีเอ่ยขึ้นในที่สุด

ทางด้านเชษฐา และเกษลดา อยู่ในห้องกันสองคน
“หนึ่ง...หนึ่งจ๋า รู้สึกตัวหรือยัง”
เชษฐายังนอนนิ่งเงียบ
“โธ่...หนึ่ง เป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย” เกษลดาวิตกหนัก

เช้าวันรุ่งขึ้น อนงค์วดียังอยู่ชุดนอน นั่งเหม่อ สีหน้าเศร้า ปิ่นสุดาลอบมอง หันไปเห็นผักบุ้งก็มองอยู่
“ไปชงโกโก้ร้อนมาถ้วยหนึ่ง...ให้คุณหนู”
“ค่ะ”
“ไม่ต้องค่ะ หนูจะไปแล้วค่ะ คุณแม่”
“หนูจะไปไหนลูก”

ไม่นานหลังจากนั้น อนงค์วดีเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดทำงานเรียบร้อย จับที่เปิดประตูรถ มือปิ่นสุดาทับมือลูกสาวยั้งไว้ อนงค์วดีหันมาหา
“คุณแม่”
“หนู มีอะไรเล่าให้แม่ฟัง แม่รู้ว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่าง”
ครู่ต่อมาสองคนนั่งที่ม้านั่งตรงระเบียงหน้าบ้าน
“หนูคิดว่าหนูจะย้ายรูปคุณชวดไปไว้ที่อื่น”
“บ้านของท่านนะหนู”
“มันไม่ใช่แล้วนี่คะคุณแม่ มันเป็นของคนอื่น แล้วคุณชวดจงเกลียดชังเจ้าของใหม่จนทำร้ายเขาอย่างนี้ถูกหรือคะ หนูเป็นต้นเหตุของ...ของเรื่องร้ายที่เกิดกับเขาถ้าเขาเป็นอะไรไปหนูจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”
“รู้มั้ยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่คุณชวดทำแต่กับคุณเชษฐา”
คำถามนี้กระแทกเข้าหน้าอนงค์วดีเต็มแรง หล่อนฉุกใจขึ้นมาทันที
“หนู...”
“นั่นสิคะ คุณชวดไม่เคยทำกับใครเลย กับคุณเกษลดาท่านก็แค่มาเข้าฝันเท่านั้นแต่นี่ท่านเอาตัวคุณเชษฐาไปซ่อน”
ปิ่นสุดาเสริม “เหมือนที่ท่านเอาคุณพี่สวาสดิ์ไป”
“ค่ะ เหมือนกัน แต่ทำไมล่ะคะ คุณย่าบอกเธอเอาคุณป้าสวาสดิ์ไปเพราะเธอเห็นว่าน่ารักแต่คุณเชษฐา...เพราะอะไร”
กิริยาอนงค์วดีหมองเศร้า ด้วยวิตกสุดขีด หล่อนยกมือปิดหน้านิ่งไป ปิ่นสุดามองลูกสาวอย่างเห็นใจ
“หนูอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ค่อยๆ หาทางนะลูก”
“ค่ะ หนูจะต้องรู้ให้ได้”

สีหน้าและแววตาของอนงค์วดีมุ่งมั่นมาดหมายเอามากๆ

 
อ่านต่อตอนที่ 8
กำลังโหลดความคิดเห็น...