xs
xsm
sm
md
lg

ธิดาพญายม ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธิดาพญายม ตอนที่ 10

นาฬิกากับชายชุดดำต่างจ้องดูเชิง ทันใดนั้นชายชุดดำพุ่งเข้ามาปล่อยหมัดเป็นชุด โครมๆๆ นัวเนียไม่หยุด นาฬิกายกมือปัดป้องโต้ตอบต้านไว้ ไกรยุทธ์ดีดตัวขึ้นมาเข้าช่วยทั้งต่อยทั้งเตะ ชายชุดดำปิดหัวและใบหน้ามิดชิดสะบัดมือเข้าต้านและโต้ตอบแค่อึดใจก็ฟาดเอานาฬิกาและไกรยุทธ์กระเด็นกลิ้งไปที่พื้น ชายชุดดำยืนจ้องแล้วดึงผ้าที่ปิดไว้ออกมาจึงเห็นว่าเป็นชายผมขาวนั่นเอง

“อาจารย์”
“ความรักเป็นสิ่งที่ล้ำค่า แต่หากว่าพวกเจ้ามัวแต่ลุ่มหลงจะเผลอจนทำให้สูญเสียทั้งงานและชีวิต”
ชายผมขาวพูดจบก็หันหลังเดินจากไป ไกรยุทธ์กับนาฬิกาพูดไม่ออกได้แต่มองตาม

ที่แท่นดอกไม้ ณัชชากับเอกภพต่างกินผลไม้อยู่
“สาวกของอาคินตามพบเราได้เร็วมาก”
“เชือกมนต์เก้าภูตสังหารไม่เพียงแต่ดูดพลัง แต่ปล่อยมนต์ทิ้งรอยไว้ด้วย”
“แบบนี้เทพอาคินก็ต้องสัมผัสได้เหมือนกัน”
“เทพอาคินอยู่คนละกาลเวลากับเรา อีกทั้งมีพลังผีเสื้อคอยขวางไว้ เลยไม่สามารถ สัมผัสได้โดยง่าย ต้องรอสาวกของมันรายงานกลับไป”
“ฟิ้ว...ค่อยยังชั่วหน่อย”
“แต่เราก็ไม่ควรประมาท อีกอย่างเราต้องเร่งเดินทางให้ถึงจุดหมายตรงเวลาไม่ยังงั้นเราอาจจะคลาดกับพวกทายาท” ทันใดนั้นฝูงผีเสื้อบินว่อนเข้ามาวุ่นวาย ณัชชาขยับตัวกราดสายตาพลางตั้งใจสัมผัสรอบๆ ตัว “ไม่น่าเชื่อ พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว”
เอกภพอุ้มณัชชาวิ่งไปข้างหน้าโดยมีผีเสื้อบินนับสิบตามอยู่ใกล้ๆ แต่แล้วเอกภพก็ต้องเบรกกึกเมื่อพวกทหารพม่ายืนขวางหน้าอยู่นับสิบ ล้วนแต่เป็นทหารที่ตายแล้วทั้งสิ้น
“โอ๊ะ โอ ทหารพม่า เรามายุคไหนกันเนี่ย”
ฝูงผีเสื้อเพิ่มจำนวนขึ้นเต็มไปหมด บินเข้าใส่พวกทหารผีพม่า พวกทหารผีพม่าส่งเสียงคำรามใช้ดาบฟาดฟันต่อสู้กับฝูงผีเสื้อวุ่นวายติดพัน
“รีบพาองค์หญิงหนีไปก่อน”
เอกภพหมุนตัวกลับวิ่งไปอีกทางหนึ่ง ฝูงผีเสื้อติดพันพวกทหารผีพม่าอยู่ได้อึดใจก็ค่อยสลายตัวหายไป พวกทหารผีพม่าคำรามก้องแล้วทะยานตามเอกภพกับณัชชาไป
เอกภพอุ้มณัชชาผ่านราวป่าสุดฝีเท้าโดยมีฝูงผีเสื้อนับสิบบินนำอยู่ข้างหน้า ฝ่าดงไม้น้อยใหญ่ ใบหน้าเอกภพเริ่มมีเหงื่อ ณัชชาลอบมองอย่างซึ้งใจ เอกภพกัดฟันพุ่งตามกลุ่มผีเสื้อไปข้างหน้า เอกภพอุ้มณัชชาวิ่งผ่านดงไม้ออกมาก็ต้องหยุดเมื่อเห็นฝูงผีเสื้อบินลอยหยุดขวางอยู่ข้างหน้า
“ท่าทางไม่ค่อยดีซะแล้วครับ” ทั้งสองจ้องกลุ่มผีเสื้อที่บินขวางอยู่ข้างหน้าอย่างสงสัย กลุ่มผีเสื้อค่อยๆ บินกระจายออก เห็นตรงหน้าเป็นหุบเหวกว้างใหญ่ ไม่อาจไปต่อได้ “โอ๊ะ โอ”
ณัชชาจ้องหุบเขากว้างตรงหน้าถอนใจ

พวกทหารผีพม่านับสิบวิ่งลุยป่าไล่ตามเอกภพกับณัชชา หัวหน้ามันหยุดแล้วโบกมือให้พวกมันวิ่งผ่านเลยไป ตัวมันคำรามส่งเสียงดังกึกก้องทั่วป่า
เสียงคำรามของพวกมันดังมาถึงเอกภพที่อุ้มณัชชาอยู่
“พวกมันกำลังเรียกเทพอาคิน”
เสียงคำรามดังสนั่นขึ้นมาอีกจนแสบแก้วหู กลุ่มผีเสื้อถึงกับบินกันวุ่นวายสับสนอึดใจถึงสงบลง
“พวกเราเสียใจเพคะ เขตหุบเขานี้คือสุดเขตดินแดนของพวกเรา พวกเราไม่มีพลังพอที่จะผ่านออกไปได้เพคะ”
“น้ำใจของพวกท่านเราต้องไม่ลืมอย่างแน่นอน”
กลุ่มผีเสื้อยังคนบินวนเวียนอยู่รอบตัว เสียงพวกมันคำรามก้องดังขึ้นอีก
“ฉันจะส่งคุณข้ามไปด้านโน้น พ้นราวป่าไปน่าจะเป็นประตูกลฉันจะถ่วงอาคินไว้ที่นี่”
“ไม่มีทาง”
“คุณรับปากไว้แล้ว จะผิดคำพูดเหรอ”
เอกภพจ้องหน้านิ่ง ทั้งสองต่างจ้องหน้ากันสีหน้าเคร่งเครียด

เอกภพเงียบไปอึดใจ
“เมื่อทายาทถึงจุดหมายแรกในแผนที่ เส้นทางที่เหลือก็จะปรากฏถ้าเทพอาคินตามไปทันกุญแจคุกนิลกาลก็ต้องตกอยู่ในมือของเทพอาคิน” เอกภพจ้องหน้าณัชชาอึดใจ ก็ปล่อยร่างของณัชชาให้ยืน ณัชชาจ้องเอกภพในที่สุดก็เข้าใกล้แนบอก “ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดี สัมผัสถึงความในใจของคุณ” เอกภพฝืนยิ้มพยักหน้ารับเข้าใจ “คุณเป็นคนดี มุ่งมั่นพิทักษ์ความดีต่อต้านความชั่ว”
“ถ้าผมมัวแต่ห่วงเรื่องความรักไม่สนใจความผิดชอบชั่วดีองค์หญิงก็คงไม่รักผม”
“มีความรักแม้อยู่ห่างไกลก็สุขใจกว่าอยู่ใกล้แต่ไร้ซึ่งศรัทธา” เอกภพพยักหน้ารับเข้าใจ ณัชชากอดเอกภพก่อนจะถอยห่างออกมา “คุณไปได้แล้ว” เอกภพพยักหน้า “ฉันจะใช้พลังที่เหลืออยู่ ส่งคุณข้ามหุบเขาไป”
เอกภพพยักหน้ารับฝืนยิ้ม
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมต้องพบองค์หญิงอีกให้ได้”
ณัชชายิ้ม ขยับตัวตวัดฝ่ามือไปทางหน้าผาอีกด้านหนึ่ง ปรากฏเป็นแสงจางๆ ออกจากมือ ทอดไปยังหน้าผาฝั่งตรงข้าม
“เร็วเข้าก่อนที่พลังของฉันจะหมดไป” เอกภพจ้องณัชชาอีกครั้ง แล้วหันหลังวิ่งข้ามสะพานแสงไป พอเอกภพก้าวออกไปพลังแสงค่อยๆ สลายตัวลง “เร็วเข้า” เอกภพเสียหลัก สะพานแสงหาย “เร็ว”
เอกภพตั้งตัวได้ออกวิ่งสุดชีวิต ในขณะที่สะพานแสงสลายตัวไล่หลังไปติดๆ ในที่สุดเอกภพพุ่งข้ามไปถึงขอบเหวอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างหวุดหวิดทันเวลาที่สะพานแสงสลายตัวหมดพอดีร่างกลิ้งไปกับพื้น เอกภพลุกขึ้นมาโบกมือให้ณัชชา ณัชชาโบกตอบ เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง เอกภพตัดสินใจหันตัววิ่งเข้าราวป่า
ณัชชามองตามทันใดนั้นเห็นเอกภพวิ่งผ่านกำแพงวุ้นเข้าไปอีกกาลเวลาหนึ่ง ณัชชายิ้มอย่างพอใจ ร่างกายซวนเซ ฝูงผีเสื้อบินเข้ามาล้อมไว้เต็มพรึบประคองร่างณัชชาไว้ได้ ในขณะที่สาวกทหารผีพม่าของอาคินก้าวออกมาจากราวป่า พวกมันคำรามลั่น ณัชชาจ้องพวกมันอย่างเยือกเย็น

ที่ดินแดนไร้กาลเวลา บีมกับปิงปองนั่งมองไกรยุทธ์กับนาฬิกาที่นั่งห่างกันคนละด้าน ต่างคนต่างไม่มองกัน บีมและปิงปองหันมามองหน้ากัน
“เกิดอะไรขึ้น วันก่อนยังเห็นกุ๊กกิ๊กกั...”
“ซูว์...พี่ไกรยุทธ์กับพี่นาฬิกาเดินคุยกันอยู่ไม่ทันระวังตัว อาจารย์โผล่มาเล่นงานจนต้านไม่อยู่น่ะซิ”
“โธ่เอ๊ย บีมชวนให้ตามไปดู ปิงปองก็ไม่เชื่อถ้าพวกเราอยู่ก็ยังเตือนได้ทัน”
“ก็ปิงปองไม่อยากไปขัดจังหวะนี่นา”
“แล้วตกลงยังไงกันนี่”
“ไม่รู้เหมือนกัน คงฝึกสมาธิบังคับใจให้ห่างกันอยู่มั้ง”
เสียงท้องของบีมร้องดัง ปิงปองหันมาเหล่ บีมยิ้มจ๋อย ทั้งสองมองไกรยุทธ์กับนาฬิกาอย่างอ่อนใจ

หน้าหุบเหว พวกทหารผีพม่าคำรามก้องจ้องมองณัชชา ณัชชาจ้องตอบสายตาดุร้ายเยือกเย็น พวกทหารผีวิ่งเข้าใส่ ณัชชาสะบัดมือ มีมีดสั้นปรากฏแล้วกลายเป็นดาบพิชิตมารส่งรังสีสาดจ้า แต่แล้วร่างของณัชชาซวนเซ ฝูงผีเสื้อกลายเป็นเพิ่มจำนวนมากบินมาล้อมประคองณัชชาไว้ได้ ทันใดนั้นณัชชาสะบัดดาบพิชิตมารออกไป ดาวพิชิตมารเป็นลำแสงสีแดงพุ่งฉวัดเฉวียนเข้าใส่พวกทหารผีพม่าทะลุพวกมันทีละตัว พวกมันร้องโหยหวนในที่สุดสลายตัวไปจนหมด ดาบพิชิตมารพุ่งกลับมาสู่มือของณัชชาตามเดิม
“ฝีมือขององค์หญิงยังน่ากลัวใช้ได้ทีเดียว” ณัชชาหันไปมองก็เห็นอาคินปรากฏพร้อมเทพซ้ายกับแม่มดสาวันนา ณัชชาจ้องพวกอาคิน ใบหน้ามีเหงื่อผุด ฝูงผีเสื้อบินรอบตัวประคองร่างของณัชชาอยู่ “แต่ดูเหมือนว่าพลังขององค์หญิงยังไม่ฟื้นกลับคืน”
“พลังของเราหรือตัวเราไม่สำคัญสำคัญที่ว่าท่านไม่มีทาง ได้กุญแจคุกนิลกาลอย่างแน่นอน ในเมื่อท่านไม่มีกำลังทหารภูตดำจากคุกนิลกาลท่านก็ไม่ผิดอะไรกับบิดาของท่านที่จะต้องถูกกฎสวรรค์จองจำ”
“ขอบคุณองค์หญิงที่เตือน คิดดูอีกทีถ้าไม่มีองค์หญิงคอยช่วยพวกทายาท กุญแจก็ต้องอยู่ในมือเรา” ณัชชาไม่ตอบ สะบัดดาบพิชิตมารไปมา ฝูงผีเสื้อบินวนรอบตัว อาคินหัวเราะก้อง “ในเมื่อองค์หญิงยังไม่แข็งแรงเราจะกำจัดองค์หญิงโดยไม่ต้องใช้เก้าภูตสังหาร”
อาคินพูดพลางตวัดมือดาบนิลกาลสีดำปรากฏอยู่ในมือ สายตาดุดัน ณัชชายื่นดาบมาตรงหน้าเตรียมพร้อม
“เชิญท่านเข้ามา”
อาคินพุ่งเข้าฟันใส่ณัชชาอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็กลายเป็นฟันใส่ลม เพราะร่างของณัชชาหายไปพร้อมกลับฝูงผีเสื้อกระจัดกระจายหายไปด้วย
“มนต์หลอนวิญญาณ”
อาคินหันกลับมาก็เห็นณัชชายืนอยู่อีกด้านหนึ่งมีผีเสื้อบินล้อมรอบตัว ณัชชายิ้มเยาะจ้องอาคินเขม็ง ปากณัชชาขมุบขมิบทันใดนั้นเห็นกระดาษม้วนแผนที่พุ่งออกจากเสื้ออาคินเข้าหาณัชชา ณัชชาสะบัดมือออกไปแผนที่ระเบิดตูมกระจายเป็นผุยผง อาคินมองด้วยความแค้นใจ
“ขาดแผนที่ จะพบทายาทไม่ใช่เรื่องง่าย”
“พวกนางผีเสื้ออวดดีข้าจะทำลายพวกเจ้าให้หมด”
อาคินตวัดดาบไปมาปากขมุบขมิบท่องมนต์ ณัชชาจ้องเขม็ง พวกผีเสื้อรวมตัวกันหนาขึ้นบินรอบตัวณัชชาจนแทบมองไม่เห็นณัชชา ทันใดนั้นอาคินตวัดดาบชี้มายังกลุ่มผีเสื้อเกิดเป็นพลังลมพุ่งเข้าใส่ฝูงผีเสื้อจนกระจายออกไป
เห็นณัชชายืนอยู่อาคินไม่รอช้าพุ่งเข้าไปฟันโครม ณัชชาเอาดาบรับเห็นดาบกระทบกันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ดาบของณัชชากระเด็นหลุดจากมือไปปักอยู่ที่พื้น ร่างของณัชชากลิ้งไปกับพื้นอีกทางหนึ่ง พวกฝูงผีเสื้อบินไปล้อมตัวณัชชาช่วยพยุงขึ้นมายืนหยัด ที่มุมปากของณัชชามีเลือดออก ณัชชาจ้องอาคินสีหน้าเยือกเย็นไม่หวั่นเกรง
“ลาก่อนองค์หญิงณัชชา”
อาคินพุ่งตัวเข้ามาดาบนิลกาลพุ่งแทงเข้าใส่ณัชชา ปลายดาบพุ่งไปข้างหน้าแล้วเกิดเสียงดังซวบ สีหน้าของณัชชานิ่งเฉยไม่รู้สึกใดๆ
ณัชชามีสีหน้าเยือกเย็นคาดไม่ถึง ก้มมองดูที่ร่างของตนก็พบว่าปลายดาบปักอยู่ที่ลำตัวของแม่มดสาวันนา
ที่เอาร่างมาบังร่างของณัชชา ที่หน้าท้องของแม่มดสาวันนารับคมดาบนิลกาลของอาคินไว้เต็มๆ
“นางแม่มด แกคิดจะทำอะไร”
แม่มดสาวันนาสะบัดมือปล่อยพลังออกมากระแทกอาคินซึ่งกำลังเผลอกระเด็นออกไป มือของอาคินจับดาบแน่น ดาบนิลกาลหลุดออกไปจากร่างของแม่มดสาวันนา แม่มดสาวันนาถูกพลังดาบตัวหมุนหันกลับมาหาณัชชา ณัชชากอดประคองรับไว้ทันท่วงที
“องค์หญิง รีบหนี ข้ามไป” ณัชชาจ้องแม่มดสาวันนาอย่างคาดไม่ถึง “อย่าช้า หนี” แม่มดสาวันนาขยับตัวยืนพ้นจากณัชชา สะบัดมือปรากฏเป็นไม้เท้าหัวกะโหลกอยู่ในมือ ปล่อยแสงพุ่งเป็นสะพานไปยังเหวฝั่งตรงข้าม “เร็ว”
ณัชชาพยักหน้า สายตาขอบคุณหันหลังวิ่งไปที่สะพานแสง แต่แล้วก็ซวนเซ ทันใดนั้นฝูงผีเสื้อบินเข้าไป ช่วยพยุงณัชชาขึ้นพามุ่งหน้าไปที่สะพานแสง
“เราจะพาองค์หญิงข้ามไปเพคะ”
“แต่พวกท่านผ่านแดนไปไม่ได้”
“ภารกิจองค์หญิงสำคัญกว่าเพคะ”
ฝูงผีเสื้อบินวนล้อมร่างของณัชชาพยุงข้ามสะพานลำแสงไปได้ในที่สุด ณัชชาหันกลับมายืนมอง อึดใจลำแสงสะพานก็ดับร่างของแม่มดสาวันนาล้มฟุมนิ่งสงบ ณัชชาจ้องมองอย่างหดหู่ใจ
“องค์หญิงรีบหนีไปเพคะ เราส่งองค์หญิงได้แค่นี้เพคะ”
“เราขอบใจพวกท่...” ทันใดนั้นฝูงผีเสื้อกลายเป็นไฟติดขึ้น ณัชชามองด้วยความตกใจ ณัชชาพยายามปล่อยพลังดับไฟแต่กลับทรุดลง “ไม่นะ”
ฝูงผีเสื้อถูกไฟลุกติดค่อยๆ สลายไปจนหมด ณัชชาน้ำตาซึมมองไปเห็นอาคินปรากฏตัวยืนตรงร่างแม่มดสาวันนาณัชชากัดฟันหันหลังวิ่งเข้าราวป่า อาคินจ้องร่างของณัชชาหายวับไปสู่อีกกาลเวลาหนึ่งอย่างแค้นใจ

ณัชชานั่งคุกเข่าอยู่ตรงลานเล็กๆ น้ำตาซึม
“เราขอให้วิญญาณของพวกท่านไปสู่สวรรค์”
ทันใดนั้นมีลำแสงปรากฏทอดขึ้นไปบนท้องฟ้า ผีเสื้อเริ่มปรากฏบินตรงหน้าของณัชชาแต่เป็นสีทอง แล้วเริ่มรวมกันมากขึ้นมากขึ้นค่อยๆ บินเข้าไปในลำแสงขึ้นสู่ท้องฟ้าจนหมด ณัชชาถอนหายใจค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้น
แต่แล้วก็ทรุดลงสลบไป

เอกภพมุ่งเดินทางไปข้างหน้าสีหน้าเคร่งเครียดหดหู่ใจ สะบัดมือไปข้างหลังดึงกระดาษแผนที่ ขึ้นมากราดสายตามองไปข้างหน้าตรวจเส้นทางรอบๆ เก็บแผนที่แล้วเดินทางต่อไป
เอกภพเดินผ่านราวป่าออกมาจึงเห็นกระท่อมมุงจากทรุดโทรม สองสามหลัง มีควายผูกอยู่หนึ่งตัว เอกภพมีสีหน้าสงสัยตวัดมือไปทางด้านหลังหยิบแผนที่ขึ้นมาตรวจดู
“ท่าทางเราจะหลงซะแล้ว”
เอกภพเก็บแผนที่แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้จนถึงตัวบ้าน ทันใดนั้นเงาทอดผ่านมาทางด้านหลัง เอกภพหันกลับมาพร้อมปืนอยู่ในมือ แต่ตรงหน้ากลับเป็นเด็กชายตัวเล็กอายุประมาณสามสี่ขวบกำลังจ้องมา
เอกภพลดปืนลง กราดสายตารอบๆ ไม่เห็นใคร ทันใดนั้นได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงดังมาจากด้านหลัง เอกภพขยับตัวไปที่เด็ก กราดสายตาไปมาแล้วอุ้มเด็กขึ้นมา แล้วพรวดขึ้นไปบนบ้าน วางเด็กลง
“หนูอยู่ที่นี่อย่าไปไหน”
เด็กมองเอกภพนิ่ง เอกภพถอนใจแล้วพรวดไปทางเสียงหลังบ้าน

เอกภพเคลื่อนกายมาที่หลังกระท่อม พอพ้นมุมกระท่อมก็เห็นชายสามคน คนหนึ่งกำลังปล้ำสาวอยู่ สาวดิ้นไปมา มันตบเข้าให้สาวล้มทรุดไปที่พื้น เอกภพก้าวออกไป
“เฮ้ย” พวกมันหันกลับมา “รีบไปซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเอ็ง”
“ข้าตะหากที่จะไว้ชีวิตเอ็ง ถ้าเอ็งใสหัวไป”
พวกมันต่างก้าวเข้าหาเอกภพ เอกภพได้แต่ยิ้ม พวกมันพรวดเข้ามา เอกภพโดดเข้าใส่เกิดการต่อสู้กันประชิดตัว พวกมันเข้าไม่ติด แต่แล้วไม่รู้พวกมันคว้าดาบมาจากไหนบุกเข้าฟันเอกภพ เอกภพหลบหลีกตบพวกมันกระเด็นไป กองที่พื้นเข้าไม่ติด จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เฮ้ย”
เอกภพหันมาเห็นมันยืนถือดาบ มือข้างหนึ่งจับแขนเด็กชายเอาไว้
“ไอ้เด็กนี่ขาดสองท่อนแน่ ถ้าเองไม่หยุด” เอกภพมองมันแล้วมองเด็กชายยิ้มให้ “เอ็งยอมแล้วมากราบตีนข้าซะดีๆ”
“น้าบอกหนูแล้ว ให้อยู่บนบ้าน แบบนี้อดกินหนม”
พวกมันที่เหลืออีกสองคนลากผู้หญิงเข้ามา ในมือของพวกมันถือดาบพร้อม ผู้หญิงร้องดิ้น
“ปล่อยลูกข้า ไอ้พวกเลวชาติ”
มันคนหนึ่งเอาด้ามดาบฟาดเข้าให้หญิงทรุดร้องครวญคราง

“เอ็งรีบคุกเข่าลง ไม่ยังงั้นนางนี่กับเด็กตาย”

เอกภพยิ้มสีหน้าเยือกเย็นดวงตาเริ่มดุดัน พวกมันเงื้อดาบไปมา ทันใดนั้นเอกภพสะบัดมือจากด้านหลัง ปืนในมือแวบขึ้นมาเอกภพส่องไอ้คนใกล้เด็กเปรี้ยง มันหมุนฟุบเดี้ยงไป อีกสองคนเงื้อดาบแต่เปรี้ยงๆ มันผวากระเด็นไปทรุดแน่นิ่ง เด็กตกใจยืนมองนิ่งหญิงสาวรีบเข้ามากอดเด็กไว้ เอกภพสะบัดมือเก็บปืน
“เฮ้ย” เอกภพหันกลับไปก็เห็นชายฉกรรจ์ห้าคนถือดาบพร้อมลุย เอกภพขยับตัวเตรียมพร้อม “พวกเราฆ่ามัน”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าควงดาบตีวงเข้ามา
“พี่บุญอย่า” หญิงอุ้มเด็กเข้ามาขวางไว้ “เค้ามาช่วยฉัน ไอ้พวกนี้ตะหากที่มันทำร้ายฉัน”
ชายทั้งห้าหยุดมองเอกภพเขม็ง เอกภพพยักหน้ายิ้มให้

ณัชชาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา กระพริบตาเรียกสติกลับคืน รู้สึกเหมือนตัวเองเคลื่อนไหวอยู่ พอสายตาชัดก็เห็นว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเกวียนเล่มหนึ่ง ณัชชาค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นก็เห็นชายฉกรรจ์ สี่ห้าคนเดินอยู่ข้างเกวียน ถูกเชือกล่ามอยู่มีทหารพม่านับสิบเดินคุมอยู่ข้างๆ ณัชชาขยับตัวอีกครั้งก็พบว่าแขนข้างหนึ่งของตนถูกมัดติดอยู่กับเกวียน ชายฉกรรจ์ทั้งห้าเหลือบตามองณัชชาแวบหนึ่ง ณัชชาขยับตัวสำรวจพลังตัวเอง สายตามองพวกทหารพม่าตาไม่กระพริบ

อีกด้านหนึ่ง เอกภพยังยืนอยู่ลานหน้ากระท่อม
“ข้าให้พวกมันมาตามไอ้บุญเพื่อไปช่วยพวกเราที่ถูกพวกพม่าจับไป”
“ฉันบังเอิญเข้าไปตัดฟืน นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะเลวแบบนี้”
“ที่นี่ที่ไหน” เอกภพถามขึ้นมา
“เขตหมู่บ้านบางระจัน พวกพม่ากำลังบุก เราส่งคนไปขอปืนใหญ่ที่กรุงศรี แต่ถูกพวกพม่าจับไป”
“เรากำลังจะไปช่วย”
เอกภพมองหน้าทุกคนแล้วอดถอนใจไม่ได้
“เอางี้ ฉันจะไปด้วย”
“ดี ข้าขอเวลาคุยกับนางบัวมันหน่อย”
“ได้ แต่พวกข้าจะล่วงหน้าไปก่อน เวลาไม่คอยท่า”
“ฉันจะไปพร้อมกับบุญ”
ชายฉกรรจ์พยักหน้าแล้วนำทั้งหมดออกไป บุญเข้าไปหาบัว อุ้มเด็กมากอดแล้วส่งให้บัวอุ้มไว้
“เอ็งดูแลลูกให้ดี บอกมันว่าพ่อมันไปสู้ศึกป้องกันแผ่นดิน”
บัวพยักหน้าร้องให้ เอกภพได้แต่ถอนใจ บุญเอามือลูบหัวเด็กแล้วถอดสร้อยที่คล้องคอให้กับเด็ก มีเขี้ยวเสือห้อยอยู่ แล้วหันมาทางเอกภพ
“ไป เอ็งไปกับข้า”
เอกภพพยักหน้า ทันใดนั้นเอกภพต่อยบุญเข้าที่ปลายคาง บุญล้มสลบไป บัวร้องด้วยความตกใจอุ้มเด็กถอยไป เอกภพสีหน้าเคร่งเครียด
“ฉันไม่ทำอะไรหรอก”
“แก...แก...”
“เอาเชือกล่ามมันไว้สามวันแล้วให้มันพาไปกรุงศรีเพราะบางระจันจะล่มไม่มีใครรอด” บัวพยักหน้าหงึกๆ ยังตกใจอยู่ เอกภพยิ้มเข้ามาลูบหัวเด็ก “พ่อหนูเป็นคนกล้า หนูโตแล้วอย่าคิดขายแผ่นดิน”
เอกภพหันเดินจากไป บัวอุ้มเด็กมองตามน้ำตาไหลซึม

พวกทหารพม่ายืนอยู่รอบๆ คนหนึ่งเดินผ่านมาทางเกวียนที่จอดอยู่ พวกชายฉกรรจ์ไทยทั้งห้าถูกล่ามอยู่กับเกวียนเช่นกัน มีทหารพม่ายืนเฝ้าอยู่ห่างๆ สองคน
“พวกท่านมาจากไหน” รัชชาถามชายฉกรรจ์
“เราเป็นพวกชาวบ้านบางระจันกำลังเดินทางไปขอปืนใหญ่จากกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกพวกพม่าจับมาเสียก่อน”
“เพราะพวกมันกำลังมากกว่าไม่ยังงั้นไม่มีทางจับพวกเราได้”
“เราบ่งไม่ได้ว่าแม่นางมาจากที่ใด”
“ท่านอย่าได้สนใจว่าเรามาจากไหนเราเป็นมิตรกับท่าน”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าต่างพยักหน้ารับ ณัชชากราดสายตามองทหารพม่า แล้วหลับตาลงเรียกพลัง
พวกทหารพม่าสองสามคนเดินนำเกวียน ณัชชาอยู่บนเกวียนถูกมัดอยู่ พวกชายฉกรรจ์ห้าคนถูกโยงกันเดินตามเกวียนมา มีทหารพม่าคุมอยู่ข้างๆ
“เฮ้ย พักรอพวกเราข้างหน้า”
ขบวนเกวียนเดินผ่านไป ณัชชากราดสายตาสำรวจทิศทาง จนกระทั่งเกวียนหยุดลง ชายฉกรรจ์ทั้งห้า
ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เกวียน ทหารพม่าเดินผ่านเข้ามาทั้งหมดเงียบสงบ จนกระทั่งทหารพม่าผ่านไป
“แม่นางไม่ต้องกังวล มีพวกเราหนีได้ไปคนหนึ่งจะต้องพาคนมาช่วยเรา”
ณัชชาพยักหน้า ไม่ตอบ แต่แล้วมีทหารพม่าสองคนเดินเข้ามาอีก
“พวกเอ็งคุยอะไรกัน คิดจะหนีเหรอ”
ทั้งหมดได้แต่มองหน้ากัน ณัชชาจ้องมันนิ่ง
“พวกเอ็งอย่าคิดว่าจะหนีรอด”
มันเอาฝักดาบฟาดพัวะที่ชายฉกรรจ์คนหนึ่งทรุดไป มันสองคนหัวเราะกันอย่างสนุก แต่แล้วเสียงพวกมันกลับหายปล่อยดาบหลุดจากมือแล้วเอามือจับลำคอเหมือนหายใจไม่ออก ชายฉกรรจ์มองอย่างสงสัยหันไปทางณัชชากำลังจ้องมองที่ทหารพม่าทั้งสองคน
ทันใดนั้นณัชชาสะบัดมือเชือกขาดหลุดจากเกวียนดีดตัวตีลังกาลงมาจากเกวียนเข้าหาพวกมัน ตบพวกมันกระเด็นไปคนละทาง ณัชชาสะบัดมือไปที่ชายฉกรรจ์ทั้งห้าเชือกที่มัดทุกคนอยู่ขาดผึงออกจากกัน
“ข้าศึกหนี”
พวกทหารพม่าวิ่งกันเข้ามา
“เร็วเว๊ย ข้าศึกหนี”
“พวกท่านไปก่อน ท่านมีหน้าที่สำคัญ ทางนี้เราจัดการเอง”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้ามองณัชชาอย่างคาดไม่ถึง
“ขอบใจแม่นาง”
ชายฉกรรจ์ทั้งห้าวิ่งเข้าไปในราวป่า พอดีทหารพม่าที่เหลือนับสิบมาถึงล้อมณัชชาเอาไว้ ณัชชากราดสายตามองใบหน้าสงบนิ่ง พวกมันต่างขยับตัวล้อมเข้ามา
“พวกเจ้าคือเหตุการณ์ในอดีตไม่ใช่ศัตรูของเรา เราไม่ต้องการคร่าชีวิตพวกเจ้า”
พวกมันสีหน้าดุดันพากันบุกกันเข้ามา ดาบในมือฟาดฟันเข้าใส่ณัชชา ณัชชาหลบวูบคว้าดาบของพวกมัน
คนหนึ่งไว้ได้ตบมันกระเด็นออกไป แล้วใช้ดาบของมันต่อสู้ฟาดฟันกับพวกมันอย่างดุเดือด พวกมันล้มเป็นใบไม้ร่วง ในที่สุดก็ตายไปจนหมด ณัชชาผ่อนลมหายใจยาว แล้วเซเล็กน้อย ณัชชาขยับตัวไปจับเกวียนพยุงตัวเองไว้ เหงื่อเต็มใบหน้า จึงค่อยทรุดตัวลงนั่ง ค่อยๆ หลับตาสมาธิ

ชายฉกรรจ์ห้าคนวิ่งเข้ามาในราวป่า แต่แล้วก็มีชายสามคนปราดเข้ามาขวางไว้ ที่แท้เป็นชายฉกรรจ์สามคนเดียวกันที่บ้านของบุญนั่นเอง
“พี่เดื่อ พวกทหารพม่าล่ะ”
“มีแม่นางผู้หนึ่งสกัดไว้ ให้พวกเราหนีมา”
“อะไรกัน ให้ผู้หญิงสกัดข้าศึกแต่พวกพี่กลับหนีมาเสียศักดิ์ศรีนักสู้บางระจันสิ้น”
“เชื่อข้า แม่นางผู้นั้นไม่ใช่คน ฝีมือร้ายกาจน่ากลัว”
“ข้าคิดว่าต้องเป็นภูตหรือพรายป่า มาช่วยพวกเรา”
“นางรู้ว่าพวกเราต้องไปกรุงศรี”
“เองเชื่อข้า เราควรรีบไปทำหน้าที่ให้สำเร็จ”
“ถ้าพี่เดื่อว่ายังงั้น ฉันก็ไม่ขัด”
“แล้วไอ้บุญล่ะ”
“มันบอกว่าจะตามมา ป่านนี้ยังไม่เห็น”
“เรารอไม่ได้ รีบไปกันเถอะ”
ทั้งหมดต่างพากันวิ่งเข้าไปในราวป่า

ณัชชาหลับตาสมาธิอยู่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา กราดสายตามองรอบๆ เห็นร่างของพวกทหารพม่ายังคงนอนตายอยู่ที่เดิม ณัชชาขยับตัว แต่แล้วก็กระอักเลือดออกมาอึกใหญ่ ณัชชาผ่อนลมหายใจยาว แต่แล้วเสียงอีการ้องก้องดังมา
ณัชชาแหงนหน้ามองเห็นฝูงอีการ้องก้องบินผ่านยอดไม้ไป
“แย่แล้ว”
ณัชชากราดสายตามองร่างของทหารพม่าเขม็ง สายตาไม่กระพริบ เพราะว่าร่างของทหารพม่าพวกนั้นเริ่ม
ขยับตัวได้ ณัชชาขยับตัวแต่แล้วก็กระอักเลือดออกมาอีกอึกหนึ่ง กัดฟันตั้งสมาธิจ้องมองพวกมันที่ค่อย ค่อยขยับตัวลุกขึ้นมาทีละตัว ทีละตัว ทีละตัว
ในที่สุดพวกมันทั้งหมดนับสิบก็ลุกขึ้นมา พวกมันค่อยๆ หันมาทางณัชชาที่นั่งสมาธิอยู่ มันค่อยเดินใกล้เข้ามา
หยิบดาบของพวกมันที่พื้น แล้วเดินใกล้เข้ามา ณัชชาจ้องเขม็งพยายามเรียกพลังให้กลับคืนมา พวกทหารพม่าก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ อีกเพียงห้าก้าวก็จะถึงตัวณัชชา ณัชชายังไม่สามารถขยับตัวได้ สถานการณ์คับขัน

พวกมันเดินใกล้เข้ามา ณัชชาสูดลมหายใจลึกแล้วหลับตา ทหารพม่าเดินใกล้เข้ามาในที่สุดมันก็ล้อมณัชชาไว้
ทันใดนั้นณัชชาลืมตาขึ้น สะบัดมือขึ้นมาทั้งสองข้างปืนอยู่ในมือ สาดกระสุนเข้าใส่ พวกมันกระเด็นออกไป แต่ก็พรวดกลับเข้ามาอีก พวกมันบุกเข้าฟันณัชชา ณัชชายิงเปรี้ยงๆๆ พร้อมกับยกแขนซ้ายรับดาบของพวกมันตัวหนึ่งมือขวาตวัดยิงเปรี้ยงมันกระเด็นออกไป หมุนตัวยิงเปรี้ยงๆๆ พวกมันกระเด็นล้มไปนิ่งที่พื้นจนหมด ณัชชากราดปืนไปมา กราดสายตามองพวกมัน แต่แล้วณัชชาเซ ค่อยทรุดลงเข้าข้างหนึ่งยันพื้น ผ่อนลมหายใจ แต่แล้วสายตากราดจ้าอีกครั้ง เพราะพวกมันต่างลุกขึ้นมาอีก ณัชชาไอกระอักเลือดออกมาจากมุมปาก พวกมันตั้งตัวได้ต่างบุกเข้ามาอีก
ณัชชากัดฟันลุกขึ้นมาพวกมันตั้งวงล้อมเข้ามาใกล้อีกทันใดนั้นผงสีชมพูปรากฏลอยลงมาจากด้านบนปกคลุมทั้งหมด ทหารพม่าถึงกับหยุดอยู่กลับที่มองร่างณัชชาตรงหน้าเฉย ร่างนาชะปรากฏ ณัชชาเซทรุด นาชะประคองไว้ได้ทันท่วงที
“องค์หญิง องค์หญิง ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
“ข้าเรียกเจ้า เจ้ามาช้า”
ณัชชาฟุบอยู่ในวงแขนนาชะ นาชะประคองไว้ กราดสายตามองพวกทหารผีพม่า
“พวกแกอยู่นี่เลิฟๆ กันไปก่อนนะ”
ทันใดนั้นผงสีชมพูฟุ้งขึ้นมา ร่างของนาชะกับณัชชาหายไป

ณัชชาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบนาชะอยู่ตรงหน้า
“เจ้ามาช้า”
“โห...พูดไปแล้วจำไม่ได้เหรอเพคะ ดีนะคะที่นาชะตั้งใจมาหาองค์หญิงอยู่แล้วไม่ยังงั้นไม่เจอแน่เพราะสัญญาณขององค์หญิงอ่อนมากเลยเพคะ เกิดอะไรขึ้นเพคะทำไมถึงเป็นแบบนี้เพคะ”
ณัชชาขยับตัวลุกนั่งจากแท่นซึ่งเป็นก้อนเมฆก้อนหนึ่ง
“เจ้าพูดไม่หยุด ข้าปวดหัว”
“เฮ่...นาชะเป็นห่วงนี่คะ” ณัชชากราดสายตารอบๆ เห็นละอองสีชมพูรอบๆ “ฝีมือนาชะเอง องค์หญิงจะได้พักสบายๆ ตกลงเกิดอะไรขึ้นเพคะ”
“ข้าถูกมนต์เก้าภูตสังหาร”
“โอยโย่ มิน่าถึงได้ปล่อยให้พวกมันเข้ามาใกล้แบบนี้แสดงว่า ดาบพิชิตมารก็...”
“ข้ารีบหนีมา ดาบยังอยู่ที่เทพอาคิน”
“แล้วผู้กองเอกภพ”
“เรื่องมันยาว แล้วค่อยเล่าให้ฟัง”
“โอเคเพคะ...”
ทันใดนั้นนาชะหยุด กราดสายตาไปมา ณัชชาจ้องอย่างสงสัย
“เอ๊ะ ผู้กองเอกภพ นาชะสัมผัสได้”
ณัชชาจ้องอย่างคาดไม่ถึง นาชะกราดสายตาไปมาวิ่งไปด้านโน้นด้านนี้หาทางสัมผัสพลัง
“เป็นไปไม่ได้หรอก ข้าให้ผู้กองหนีเทพอาคินไปก่อนป่านนี้อยู่คนละกาลเวลาแล้ว”
“นาชะสัมผัสได้จริงๆ คู่แล้วไม่แล้วคลาด”
“เจ้าเหลวไหลอีกแล้ว”
“ไม่เหลวไหลเพคะ องค์หญิงส่งผู้กองไปอีกกาลเวลาหนึ่งก็จริง แต่ตอนที่องค์หญิงหนีเทพอาคินมาอาจจะหลุดมาอยู่ในกาลเวลาเดียวกันก็ได้”
“นาชะ เจ้าแน่ใจ”
“แน่ใจเพคะ”

ณัชชาครุ่นคิดคาดไม่ถึง

ธิดาพญายม ตอนที่ 10 (ต่อ)

เอกภพเดินไปเดินมาตรงหน้าคือชายฉกรรจ์แปดคน สามคนเป็นเพื่อนบุญ อีกห้าคนเป็นกลุ่มของนายเดื่อ
“ข้าจำเป็นต้องบอกเรื่องนี้แก่พวกเอ็งคือว่า กรุงศรีไม่มีปืนใหญ่ให้พวกเอ็ง พวกเอ็งเดินทางไปก็เสียเวลาเปล่า”
“เอ็งรู้ได้ยังไง ข้าไม่เชื่อเอ็งหรอก”
“มีข่าวมาถึงนี่ พวกเอ็งไม่รู้เหรอ”
นายเดื่อกับพวก ต่างหันมองหน้ากัน ต่างลังเล
“งั้นพวกเรากลับค่ายบางระจัน ช่วยพี่น้องต้านพวกพม่า”
“ข้าจะบอกให้ อาจารย์ข้าเป็นโหร ท่านเห็นบางระจันแตก ข้าอยากให้พวกเอ็งอพยพทุกคนเข้ากรุงศรี”
“เอ็งมันไอ้พวกขี้ครอกขี้ขลาดตาขาวเอ็งจะหนีก็หนีไปซะ ไปเว๊ยพวกเรา”
นายเดื่อกับพวกพากันเดินจากไป เอกภพได้แต่ถอนใจพยักหน้ายอมรับ
“เฮ้อ เราคงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ได้พวกท่านคงกระอักเลือดถ้ารู้ว่าตอนนี้ไอ้พวกขี้ครอกมัวแต่จ้องจะกินแผ่นดิน” ทันใดนั้นเสียงอีกาดังอยู่บนท้องฟ้า “ไอ้พวกสาวก”
เอกภพแหงนหน้ามองเห็นพวกอีกาบินผ่านไป แต่พอขยับตัวก็เจอทหารพม่านับสิบล้อมอยู่ตรงหน้า ในมือมีดาบพร้อม เอกภพกราดสายตามองพวกมัน
“ผีดิบหรือคนกันแน่”

พวกทหารพม่าขยับตัวล้อมเข้ามาเอกภพตวัดมือมาจากด้านหลังปืนสองกระบอกอยู่ในมือ
“พวกท่านรีบไปซะดีกว่า เราไม่อยากเอาเปรียบพวกท่าน”
พวกทหารพม่าต่างมองปืนในมือของเอกภพ ต่างมองกันไปมองกันมา
“จับตัวมันไป” คนที่เป็นหัวหน้าบอก
“พวกท่านคงไม่เคยเห็นปืนแบบนี้” ทหารพม่าขยับตัวขยับดาบ “ข้าจะแสดงให้พวกท่านดู” เอกภพตวัดปืนยิงกราดไปที่ดาบของทหารพม่าสองสามคนเปรี้ยงๆๆ สามนัด ดาบหักกระจุย พวกทหารพม่าถึงกับถอยไปหนึ่งก้าวพวกมันมองหน้ากันยังคงขยับดาบไปมา “ท่าทางพวกท่านยังสงสัย”
เอกภพสาดกระสุนเปรี้ยงหัวหน้ามันเอามือจับแก้มแล้วเอามาดูเห็นมีเลือดซึมตรงแก้ม พวกมันตกใจ เอกภพฉวยโอกาสยิงดาบบ้างใส่พื้นตรงหน้าบ้างเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว พวกทหารพม่าถึงกับถอยหัน หลังวิ่งหนีไปกันไปจนหมด เอกภพยิ้ม แหงนดูบนท้องฟ้า
“โชคดีที่พวกมันยังไม่ใช่ผีดิบของเทพอาคิน”
เอกภพยิ้มตวัดปืนไปข้างหลังเก็บเรียบร้อย

นาชะกราดสายตาไปมา แล้วเดินไปยังณัชชาซึ่งนั่งอยู่บนแท่นก้อนเมฆที่นาชะเนรมิตขึ้นมา
“ใช่แน่นอน เสียงปืนเพคะ ไม่ไกล” ณัชชาผุดลุกขึ้น
“เจ้าจับทางได้หรือเปล่า”
“ต้องลองดูเพคะ”
“งั้นเรารีบไป”
“แต่องค์หญิงยังไม่แข็งแรงดีนะเพคะ”
“เป็นเหตุผลที่เราควรรีบไป เจ้าว่ามั๊ย”
“เฮ่ รับสั่งถูกต้องเพคะ” นาชะเข้ามาประคองณัชชา “พร้อมนะเพคะ”
ณัชชาพยักหน้า นาชะสะบัดมือข้างที่ว่างออกมาผงสีชมพูฟุ้งกระจาย ร่างของนาชะและณัชชาแวบหายไป

หน้าหุบเหว ดาบของณัชชายังปักตรึงอยู่ที่เดิม อาคินเดินเข้ามา จ้องมองดาบพยักหน้าอย่างพอใจแล้วหันกลับมาทางแม่มดสาวันนาที่ยืนอยู่ยังปกติดีทุกอย่าง เทพซ้ายอยู่ข้างๆ อาคิน
“เจ้าวางแผนได้ดีมาก องค์หญิงเชื่อสนิทว่าเจ้าคิดช่วยเหลือ”
“ท่านชมมากเกินไป”
“แต่เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าถ้าแผนของเจ้าไม่ได้ผลเจ้าจะเป็นยังไง”
“ข้าปล่อยมนต์ดาวเหนือไว้ที่ร่างขององค์หญิงเรียบร้อย”
“เชอะ เจ้าคิดว่าองค์หญิงไม่มีทางรู้ยังงั้นเรอะ”
“องค์หญิงถูกมนต์เก้าภูตสังหารอ่อนแอ ไม่มีทางสัมผัสมนต์ดาวเหนือของข้าได้”
“แล้วยังไง”
“มนต์ดาวเหนือบวกกับมนต์ภูตสังหารที่อยู่ในร่างขององค์หญิงจะปรากฏพลังที่ชัดขึ้น แม้แต่ข้าหรือเทพซ้ายก็ติดตามได้” อาคินหัวเราะก้อง
“ดีมาก”
“แต่ท่านต้องระวัง”
“หมายความว่าอย่างไร”
“มนต์ดาวเหนือเชื่อมต่อสองทางทันทีที่ท่านสัมผัสตำแหน่งขององค์หญิง องค์หญิงก็จะสัมผัสตำแหน่งท่านได้เช่นกัน”
อาคินสะบัดมือใส่แม่มดสาวันนา ร่างของแม่มดสาวันนาปลิวกลิ้งไปกับพื้นเกือบตกเหว ดวงตาอาคินลุกวาว
แม่มดสาวันนาขยับตัว แต่แล้วร่างลอยขึ้น ลำคอติดขัดหายใจไม่ออก อาคินใช้กรงเล็บคว้าคออยู่ อาคินขยับแขน ร่างของแม่มดสาวันนาลอยออกไปอยู่นอกหุบเหว แม่มดสาวันนาดิ้นตาเหลือก
“เจ้าคิดเล่นตลกอะไร”
“ข้า...ข้า...เปล่า...ข้าคิดว่าถึงองค์หญิงจะรู้ตัวแต่คงไม่มีทางหนีท่านได้ทัน...”
“ยิ่งองค์หญิงขาดดาบพิชิตมาร ย่อมยากที่จะต้านท่านได้ เราควรรีบเอาดาบพิชิตมารออกจากที่นี่ เพราะถ้าอยู่ในกาลเวลาเดียวกันดาบอาจจะกลับไปหาองค์หญิง” เทพซ้ายบอก
อาคินหันมาจ้องดาบพิชิตมาร พยักหน้าช้าๆ อย่างพอใจ อาคินขยับแขนร่างของแม่มดสาวันนากลับเข้ามาจากหุบเหว อาคินสะบัดมือร่างของแม่มดสาวันนากลิ้งกับพื้น แม่มดสาวันนาขยับตัวแต่ยังไม่กล้าลุกขึ้นมา
“เทพซ้าย ท่านกับสาวันนาติดตามองค์หญิงข้าจะเอาดาบขององค์หญิงกลับไปกับข้า สาวันนา ข้าจะให้เจ้าพิสูจน์ฝีมือ”
“ข้า...ข้า...พร้อม”
“ข้าหวังเช่นนั้น เพื่อชีวิตของเจ้าเอง”

ร่างของนาชะกับณัชชาปรากฏขึ้น ตรงที่เอกภพเผชิญกับทหารพม่า
“ผู้กองอยู่ที่นี่”
ณัชชาขยับตัวกราดสายตา ถึงกับตื่นเต้นเมื่อเห็นปลายดาบของพวกทหารพม่า กระจัดกระจายอยู่ ณัชชาเคลื่อนตัวก้มตรวจดู เห็นรอยกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนตกอยู่
“เจ้าคาดการณ์ได้ถูก ผู้กองเอกภพแน่นอน”
“นาชะบอกแล้ว”
“ใช่ แต่ถึงเจ้าจะคาดการณ์ถูกต้อง แต่ก็ไม่มีความหมายถ้าเราไม่พบผู้กอง”
“ใจเย็นๆ เพคะ ผู้กองไม่พ้นมือนาชะหรอก” นาชะหลับตาสัมผัส ณัชชาอดขำไม่ได้ นาชะลืมตาขึ้น “เจอแล้ว เราไปกันเถอะเพคะ”

นาชะเข้ามาประคองณัชชา แล้วสะบัดมือผงสีชมพูกระจายฟุ้ง ร่างทั้งสองแวบหายไป

อาคินเอาดาบซึ่งห่อด้วยผ้ามนต์ของสาวันนา วางไว้บนแท่นที่ตั้งโดดเด่นอยู่แท่นเดียวในห้องที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ อาคินถอยมามองอย่างพอใจ แล้วเดินออกจากห้องที่เปิดประตูอยู่ อำนาจกับมือปืนสองสามคนยืนรออยู่ด้านนอก
“จัดการได้”
มือปืนคนหนึ่งเดินเข้ามาปิดประตูเหล็กหนา แล้วเอาโซ่มาคล้องไว้ไขกุญแจล็อคอย่างหนาแน่น มือปืนเดินมาส่งกุญแจให้อาคิน อาคินกำแน่นอึดใจก็แบออกกุญแจกลายเป็นผงไปแล้ว อาคินหัวเราะอย่างพอใจ
“องค์หญิงถูกมนต์เก้าภูตสังหารของข้านับวันมีแต่พลังสูญสิ้น ยิ่งไม่มีดาบพิชิตมารก็เท่ากับรอวันตาย” อำนาจกับพวกมือปืนต่างหัวเราะด้วย “จัดคนเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีใครผ่านเข้าไปได้”
อาคินหัวเราะก้องเดินออกไป อำนาจกับพวกมือปืนได้แต่มองตามจนอาคินลับตา ไอ้มือปืนคนที่ปิดประตูเดินเข้ามาใกล้อำนาจ มันแบมือออกเป็นกุญแจอีกดอกหนึ่ง อำนาจยิ้มอย่างพอใจ รับกุญแจที่มือปืนส่งให้
“อย่างน้อยถ้าจนตรอกเราก็ยืมมือองค์หญิงณัชชาเก็บเทพอาคินให้เราได้”

นาชะแวบมากับณัชชา พลางกราดสายตารอบๆ
“ผู้กอง ผู้กอง” เงียบไม่มีเสียงตอบ “นาชะมั่นใจว่าผู้กองต้องอยู่ใกล้ๆ แถวนี้”
“เจ้ามั่นใจมาหลายครั้งแล้วนะ ไม่เห็นเจอซักที”
ณัชชาหลับตาลงร่างเซเล็กน้อย
“องค์หญิง”
“ข้าไม่เป็นไร เจ้าลองแวบไปแวบมาแถวนี้ดูซิ ข้าจะรอที่นี่”
“แต่ว่า...”
“ข้าไม่เป็นไร เจ้ารีบไปก่อนที่ผู้กองจะผ่านกาลเวลาไปที่อื่น”
“นาชะจะรีบไปรีบมาเพคะ ไปเดี๋ยวนี้แล้วเพคะ”
นาชะแวบหายไป
“หวังว่าผู้กองคงไม่หลุดไปไหนซะก่อน”

เอกภพเดินทางมาตามแนวป่า สายตากราดเบื้องบนเห็นฝูงอีกาสาวกของอาคิน บินวนเวียนอยู่ห่างออกไป
“แปลก มันบินวนเวียนทำไมที่โน่น หรือว่า...องค์หญิง...”
เอกภพยืดตัวขึ้นเพ่งมองฝูงอีกาสาวกของอาคินอย่างตื่นเต้น แล้วพุ่งตัวไปทางทิศทางของมัน
ฝูงอีกาบินวนเวียนส่งเสียงร้องอยู่บนท้องฟ้า ร่างของเทพซ้ายกับแม่มดสาวันนาปรากฏ แม่มดสาวันนากราดสายตาไปมา
“ไม่มีวี่แววขององค์หญิงณัชชา มนต์ดาวเหนือของท่านดูท่าจะไม่สมคำอ้าง”
“พลังของท่านตะหากที่ไม่สมคำอ้างแม้กระทั่งฝูงสาวกยังสัมผัสได้ เราย่อมสัมผัสได้แน่นอน องค์หญิงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
เทพซ้ายมองหน้าแม่มดสาวันนาอย่างไม่พอใจนัก แต่ก็ไม่เอ่ยปาก

ณัชชานั่งสมาธิอยู่ ร่างของนาชะปรากฏ ณัชชาลืมตาขึ้นมา
“แปลกมาก ยังไม่พบผู้กองเอกภพเลยเพคะ”
“แล้วเจ้ากลับมาทำไม”
“คือนาชะห่วง องค์หญิง”
“พลังของข้ากลับคืนมาน้อยมากยากที่ต่อกรกับใคร รีบหาผู้กองให้พบ”
“เพคะ”
“เดี๋ยว มีคนมา”
“แย่แล้ว เทพอาคิน”
“ไม่ใช่เทพอาคิน แต่เราควรรีบไปจากที่นี่”
นาชะเข้าประคองณัชชา แต่ช้าไปร่างของเทพซ้ายกับแม่มดสาวันนาปรากฏขวางทางไว้ นาชะกับณัชชาจ้องเขม็ง
“สาวันนา เจ้ายังไม่ตาย” เทพซ้ายหัวเราะ
“องค์หญิงหลงเชื่อคนง่ายไป”
ณัชชาจ้องแม่มดสาวันนาตาไม่กระพริบ แม่มดสาวันนายิ้มเยาะ
“ข้าวางแผนใกล้ตัวท่านเพื่อปล่อยมนต์ดาวเหนือ แม้แต่สาวกด้อยฝีมืออย่างเราก็ตามท่านพบ”
เทพซ้ายหัวเราะก้อง แม่มดสาวันนาตวัดมือไม้เท้ากะโหลกปรากฏ นาชะประคองณัชชาสีหน้าเคร่งเครียด นาชะกับณัชชาจ้องเทพซ้ายกับแม่มดสาวันนาเขม็ง
“ตามมาแล้วยังไง ลำพังท่านสองคนคิดต่อกรกับองค์หญิงยังห่างไกล”
“กามเทพนาชะ ท่านคิดว่าเราจะกลัวคำขู่ของท่าน”
“เราจะส่งท่านไปพบกับเทพขวา”
เทพซ้ายถึงกับหน้าเสีย เริ่มลังเล ทันใดนั้นแม่มดสาวันนาตวัดไม้เท้าหัวกะโหลกกลายเป็นม่านลูกกลมปรากฏ
ล้อมขังกับนาชะเอาไว้ด้านใน นาชะกับณัชชาคาดไม่ถึง แต่แล้วนาชะตวัดมือปล่อยผงสีชมพูออกมาแล้วแวบหายไป
“นี่เหรอฝีมือของท่าน”
“ท่านคอยดู”
แต่แล้วนาชะกับณัชชาก็ปรากฏร่างกลับมาอยู่ในม่านลูกกลมอีกครั้ง
“นาชะไปไม่ได้เพคะองค์หญิง”
ณัชชาตวัดมือขึ้นมาปืนกลเล็กปรากฏ สาดกระสุนเข้าใส่ม่านรังสีที่ล้อมอยู่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่ไม่สามารถทำลายได้ณัชชาหยุดยิง
“เทพซ้าย ท่านยังไม่รีบเรียกเทพอาคินมา”
“ท่านคุมไว้ให้ดี เราต้องใช้สมาธิ”
“เชอะ ท่านไม่ต้องห่วง เราคุมได้แน่นอน”
เทพซ้ายหลับตาสมาธิ ณัชชากับนาชะกราดสายตา คิดหาทางออก แต่แล้วแม่มดสาวันนาสะบัดไม้เท้าหัวกะโหลก ฟาดใส่เทพซ้ายกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ ทรุด แม่มดสาวันนาดีดตัวตามเข้าไปใกล้ เทพซ้ายสะบัดดาบออกมาแทงสวน แม่มดสาวันนาหลบแล้วฟาดด้วยไม้เท้าหัวกะโหลกทั้งสองต่างสู้กันอีก ณัชชากับนาชะจ้องตาไม่กระพริบ อึดใจเทพซ้ายเริ่มเสียเปรียบเพราะบาดเจ็บ ในที่สุดแม่มดสาวันนาตวัดไม้เท้าหัวกระโหลกฟาดถูกอย่างจังเทพซ้ายร้องร่างระเบิดหายไปณัชชากับนาชะคาดไม่ถึง

แม่มดสาวันนาหันกลับมามองณัชชากับนาชะที่ถูกม่านรังสีล้อมอยู่หอบหายใจเรียกพลังผมยุ่งเหยิง
“โห...นางแม่มดบ้าไปแล้วเพคะ”
ณัชชาตวัดปืนในมือส่องที่แม่มดสาวันนาเตรียมพร้อม
“องค์หญิงณัชชา เราไม่ได้ทรยศต่อท่าน”
แม่มดสาวันนาพูดจบก็สะบัดไม้เท้าหัวกะโหลก ม่านรังสีหายไป ณัชชากับนาชะจ้องแม่มดสาวันนาเขม็ง
ณัชชานั่งอยู่บนก้อนเมฆที่นาชะเรียกมา ตัวเองยืนอยู่ใกล้ๆ แม่มดสาวันนายืนอยู่ตรงหน้า
“แม่มดเผ่าพันธุ์เรามีดีอยู่อย่างหนึ่งคือเห็นความคิดของทุกผู้ทุกคนผู้ใดที่คิดชั่วพลังร้ายจะท้อนความคิดออกมาให้ได้ยิน ไม่ยกเว้นแม้แต่เทพอาคิน เราถึงรู้ว่าเทพอาคินคิดกำจัดองค์หญิงทันทีที่พลังขององค์หญิงสูญสิ้น”
ณัชชาพยักหน้ารับช้าๆ
“องค์หญิง เชื่อไม่ได้เพคะ”

“นาชะ เจ้าสงบคำ”

นาชะต้องเงียบไปแต่จ้องแม่มดสาวันนาจับพิรุธตาไม่กระพริบ
“เพื่อป้องกันองค์หญิงเราจึงรีบเสนอแผนปล่อยมนต์ดาวเหนือกับเทพอาคินเพื่อบอกตำแหน่งขององค์หญิงโดยไม่ต้องใช้นาฬิกามนต์ของเรา”
“เทพอาคินฉลาดแต่ก็ยังหลงกลจนได้”
“แล้วเจ้าสังหารเทพซ้ายไม่กลัวเทพอาคินจะฆ่าเจ้าหรือไง”
“แผนของเราคือบอกว่าเป็นฝีมือขององค์หญิงเพื่อให้เทพอาคินไว้ใจเรา ให้เราติดตามองค์หญิงต่อไป”
“เชอะ คิดเอาตัวรอด ง่ายไปมั๊ง ไม่มีใครเชื่อท่าน”
“นับว่าเป็นแผนที่ดี”
“หา...”
นาชะคาดไม่ถึง แม่มดสาวันนายิ้มก้มเล็กน้อยให้ณัชชา นาชะได้แต่มองไปมองมาด้วยความงุนงง

อาคินยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มแล้ววางลง รอบๆ ด้านคือสาวสวยหลายคนรุมล้อมเอาใจ บางคนก็เต้นรำตามเสียงเพลง มีมือปืนยืนระวังอยู่รอบๆ สองสามคน อำนาจนั่งอยู่ตรงข้าม ต่างหัวเราะสนุกกันอย่างเต็มที่ มือปืนเดินเข้ามารายงานกับอำนาจ อำนาจพยักหน้า มือปืนเดินออกไป
“สายของเราที่แฝงอยู่รายงานว่าเจ้าหน้าที่รวบรวมกำลังคิดถล่มพวกเราอีก”
“ไหนท่านบอกว่าเงินของท่านแก้ปัญหานี้ได้ไม่ให้เราใช้กำลังฆ่าคน”
“คือผมไม่อยากให้เรื่องบานปลายครึกโครมแต่ไอ้เจ้าหน้าที่คนที่นำกำลังบุกเข้ามามันยังมีชีวิตรอดอยู่ มันไม่ยอมถอย มันเป็นมือขวาของผู้กองเอกภพศัตรูของท่าน”
“อืม...มิน่า เชอะ ถ้าท่านหยุดมันไม่ได้ด้วยเงินเราจะออกไปกำจัดแม่ทัพของพวกมัน กองทัพถ้าขาดคนสั่งการมันก็ต้องล่มสลายในที่สุด”
อาคินหัวเราะก้อง พลางโอบกอดสาวๆ ไว้ในวงแขนทั้งสองข้าง อำนาจสีหน้าไม่ค่อยดี แต่แล้วแสงแวบสว่างจ้าขึ้นมา ทุกคนต่างร้องกรี๊ดกร๊าด มือปืนกระชากปืนออกมา อึดใจร่างของแม่มดสาวันนาปรากฏขึ้น อาคินมองอย่างเคร่งเครียด
“เจ้าพบองค์หญิงแล้ว”
แม่มดสาวันนาสีหน้าไม่ดีส่ายหน้าย่อตัวลง
“เรามีข่าวร้าย เทพซ้าย...”
อาคินผุดลุกขึ้นดวงตาเป็นประกายดุร้าย

เสียงดังสนั่นประกายแสงจากพลังของอาคินกระแทกร่างของแม่มดสาวันนากระเด็นไถลไปบนพื้นห้องโถง
พวกสาวๆ ต่างร้องกรี๊ดกร๊าดวิ่งหนีกันออกไป อำนาจโบกมือ พวกมือปืนรีบถอย อำนาจเองก็ค่อยๆ ถอยออกไป
“เจ้า...เจ้า...ทำให้ข้าสูญเสียเทพซ้าย”
แม่มดสาวันนาค่อยๆ พยายามทรงตัวนั่ง ยังไม่กล้าลุกขึ้นกล้ำกลืนรวบรวมรายงาน
“เรา...ตามองค์หญิงพบ...เราให้เทพซ้ายส่งพลังเรียกท่าน แต่เทพซ้ายประมาทอวดฝีมือคิดดับชีพองค์หญิงสร้างผลงาน สุดท้ายพลาดเอง เราจึงรีบหนีมารายงานท่าน” อาคินสีหน้าเคร่งเครียดเดินไปเดินมา “เราจะรีบติดตามองค์หญิงให้พบโดยเร็ว” อาคินหันกลับมาจ้องแม่มดสาวันนาด้วยสายตาดุร้าย แม่มดสาวันนาตะเกียกตะกายลุกขึ้น
“ทันทีที่เราพบองค์หญิง เรา...เรา...จะรีบรายงาน”
“เจ้ารีบไปก่อนที่เราจะกำจัดท่าน”
แม่มดสาวันนาแวบหายไป อาคินดวงตาเป็นประกายโหดเหี้ยมแค้นใจ ควันดำล่องลอยออกมาล้อมรอบตัว แต่แล้วก็จางหายกลับเข้าไปใหม่

ณัชชานั่งสมาธิบนก้อนเมฆของนาชะ มีละอองสีชมพูอยู่รอบๆ นาชะเดินไปเดินมาอยู่ห่างออกไป บ่นพึมพำ
“อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มีเทพอาคินตามมารังควาญองค์หญิง เว้นแต่ยัยแม่มดนั่นจะหักหลัง” นาชะกราดตามองณัชชาที่นั่งสมาธิอยู่ “เราเตือนแล้วไม่ยอมฟัง”
ทันใดนั้นเสียงวูฟดังขึ้นร่างของแม่มดสาวันนาปรากฏ ณัชชาลืมตาขึ้นมา เห็นแม่มดสาวันนาซวนเซมุมปากมีเลือด แม่มดสาวันนาทรุดแล้วกระอักเลือดออกมา ณัชชารีบเข้ามาประคอง
“สาวันนาเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แม่มดสาวันนาฝืนยิ้ม
“แผนของเราสำเร็จอาคินหลงกลให้เรามาติดตามองค์หญิงแล้วรายงานกลับไป”
ณัชชาพยักหน้าอย่างพอใจ นาชะยังคงจ้องแม่มดสาวันนาอย่างไม่ไว้ใจ

อีกด้านหนึ่ง ปาระนังเดินนำ ทายาททุกคนอยู่ตรงกลาง ราเชนปิดท้าย ผ่านเส้นทางธรรมชาติสวยงาม มาถึงเนินหินจุดหนึ่งปาระนังก็หยุด
“เราทำเวลาได้ดี หยุดพักกันตรงนี้ก่อน”
ทายาทต่างแยกย้ายกันหาที่นั่งตามสะดวก ราเชนยืนระวังห่างออกไป นาฬิกากับไกรยุทธ์เดินเข้ามาหาปาระนัง
“เราอยู่ห่างจุดหมายแค่ไหนคะ”
“ใกล้แล้ว แต่เราต้องผ่านหนึ่งประตูกลก่อนถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดอีกสองวันก็คงถึง”
“ไม่น่าเชื่อ ดินแดนไร้กาลเวลามีจริงๆ เราเหมือนอยู่ฝึกวิชาเป็นเดือนๆ”
“เริ่มเชื่อได้แล้วค่ะ เพราะที่ผ่านมามีแต่เรื่องไม่น่าเชื่อทั้งนั้น”
ทั้งสามต่างยิ้มให้กัน แต่แล้วราเชนก้าวเข้ามา
“เราต้องหลบ สาวกอาคินกำลังมา”

ทั้งหมดต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นฝูงอีกาบินอยู่ห่างออกไป บีมกับปิงปองเคลื่อนตัวเข้ามา
“ขอผมลองวิชาสอยพวกมันดีมั๊ยครับ”
“อย่าซ่ามากนัก ขืนใช้วิชาสอยโครมออกไปพวกมันก็ส่งสัญญาณเรียกเทพอาคินมาน่ะซิ”
“ปิงปองพูดถูก เราแค่หลบพวกมันจะดีกว่า”
“เก่งมากปิงปอง”
ปิงปองทำยืดใส่บีม บีมทำหน้าเบ้ล้อ
“ทุกคนหลบ เร็วเข้า อยู่ใกล้ๆ กันไว้”
ทุกคนต่างแยกย้ายออกไป เสียงอีการ้องสนั่นดังก้องป่า
ฝูงอีกาวนเวียนมาอีกครั้ง ปาระนัง ราเชนและทายาททุกคนต่างแยกกันหลบตามจุดต่างๆ พวกมันวนเวียนอยู่พักหนึ่งก็บินหายไป ทั้งหมดก้าวออกมาจากที่ซ่อน
“สาวกของอาคินนับวันยิ่งร้ายกาจ มันไม่ผ่านไปง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน”
“สงสัยพวกมันแอบไปฝึกวิชามาเหมือนพวกเรา”
“ถ้าทางมันจะก้าวหน้ากว่านายด้วยซ้ำ”
ทุกคนต่างยิ้ม บีมเหล่ปิงปอง
“เรารีบเดินทางกันดีกว่า”
“ผมนำเอง” ไกรยุทธ์ก้าวออกไป
“ผมตาม ปิงปองกับพี่นาฬิกาอยู่ตรงกลางพี่ปาระนังกับพี่ราเชนอยู่ท้าย” บีมบอกแล้วพรวดออกไป

“ทำซ่า”

ปิงปองบ่นแล้วเดินตามไป นาฬิกายิ้มเดินตามหลัง
“เดี๋ยวนี้ทายาทมีความมั่นใจขึ้นมากค่อยเบาใจขึ้นหน่อย”
“หวังว่าคงไม่มากเกินไป จนกลายเป็นความประมาท”
ปาระนังยิ้มแล้วเดินออกไป ราเชนเดินตามหลัง

“เจ้าแน่ใจ” ณัชชาถามแม่มดสาวันนา
“ถ้าองค์หญิงไว้ใจยินยอม เราจะลองใช้พลังขับมนต์เก้าภูตสังหารออกจากร่างขององค์หญิงแต่มนต์ดาวเหนือต้องอยู่ มิฉะนั้นเทพอาคินต้องรู้ทันอย่างแน่นอน”
“อืม...ได้ ถ้ามนต์เก้าภูตสังหารสลายไป เราไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับเทพอาคิน”
“ไม่ได้นะเพคะองค์หญิง”
“นาชะ เจ้าอย่าตกใจ มนต์เก้าภูตสังหารแข็งแกร่งพลังสะท้อนมีอำนาจรุนแรงคนที่เสี่ยงคือแม่มดสาวันนาไม่ใช่เรา”
นาชะต้องเงียบไป ได้แต่มองแม่มดสาวันนาด้วยความระมัดระวัง แม่มดสาวันนาถอยไปจากณัชชาสองสามก้าว สะบัดไม้เท้าหัวกระโหลกในมือ แล้วยื่นมาตรงหน้าณัชชา มีพลังแสงพุ่งออกมาจากไม้เท้าเข้าหาณัชชา นาชะจ้องด้วยความตื่นเต้น แสงจับอยู่ที่ร่างของณัชชา
แสงจับอยู่ที่ร่างของณัชชาเริ่มแรงขึ้น นาชะจับตาดูเตรียมพร้อม พลังแสงเริ่มรุนแรงขึ้น แต่แล้วทันใดนั้นเสียงปืนดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ร่างของแม่มดสาวันนาเด้งตามแรงกระสุน พลังแสงจากไม้เท้าดับวูบ ณัชชาลืมตาขึ้น ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากแนวป่า ปืนสองกระบอกกำมั่นอยู่ในมือ
“คุณเอกภพ”
“เย้...ผู้กองเอกภพ”
เอกภพขยับปืนจ้องที่แม่มดสาวันนาสายตาเคร่งเครียด
“ดีใจที่ได้พบองค์หญิง”

“ผมขอโทษที่เข้าใจผิด มาขัดจังหวะซะก่อนหวังท่านสาวันนาคงไม่เป็นไร”
เอกภพบอกหลังจากรู้เรื่อง แม่มดสาวันนาพยักหน้า
“ท่านจู่โจมตอนที่พลังทั้งหมดของเราทุ่มไปที่องค์หญิงเราจึงได้รับบาดเจ็บหนักอยู่ ต้องใช้เวลาพักหนึ่งจึงจะหายเป็นปกติ”
“เจ้ารีบไปรักษาตัว”
แม่มดสาวันนาพยักหน้าแล้วแวบหายไป เอกภพปราดเข้ามาหาณัชชา มือประคองสองไหล่
“ผมเป็นห่วงองค์หญิง องค์หญิงมาอยู่ที่เดียวกันกับผมได้ยังไง”
“คู่แล้วไม่...” ณัชชาหันมาทางนาชะ
“นาชะ เจ้าพูดจาเหลวไหล”
“อุ๊บ นาชะไปดีกว่า”
นาชะแวบหายไป ณัชชาหันกลับมาทางเอกภพ เอกภพรู้ตัวค่อยๆ ปล่อยมือลง
“เอ้อ...ผมขออภัย ผมดีใจที่องค์หญิงปลอดภัย ผมลืมตั...”
เอกภพพูดยังไม่ทันจบ ณัชชาก็เคลื่อนตัวเข้าซบที่แผ่นอกของเอกภพ
“ฉันก็ดีใจ”
เอกภพค่อยๆ เอามือประคองกอดณัชชาไว้ในอ้อมแขน

ไกรยุทธ์นำทุกคนเดินทางออกมาจากดงไม้ทึบ ทันใดนั้นก็ยกมือให้ทุกคนหยุด ตรงหน้ามีแสงออกมาจากพุ่มไม้ทึบข้างหน้า
“ทุกคนรออยู่ที่นี่”
ราเชนขยับตัวค่อยๆ ก้าวเข้าไป ทุกคนต่างขยับตัวระวังจ้องตาไม่กระพริบ
“ทายาททุกคนเตรียมพร้อม”
ทุกคนต่างขยับตัวตั้งท่า จ้องราเชนที่ใกล้เข้าไปถึงพุ่มไม้แล้ว ทันใดนั้นมีแสงพุ่งออกมาดูดร่างของราเชนฟึบหายเข้าไป ทุกคนถึงกับตกใจคาดไม่ถึง
“ท่านพี่” สายตาทุกคนอยู่ที่พุ่มไม้หนาที่มีแสง “ทุกคนถอยออกมาก่อน เร็วเข้า”
“แต่พี่ราเชน”
“พี่บอกให้ถอยเดี๋ยวนี้”
ทุกคนรีบทำตาม ปาระนังก้าวมาข้างหน้าทุกคน มือควงดาบหางกระเบนพันปีเตรียมพร้อม ทันใดนั้นเสียงอีกาสาวกของอาคินดังก้องขึ้นฝูงอีกาบนวนบนท้องฟ้า ทุกคนขยับตัว
“มีการเคลื่อนไหว ทุกคนระวังตัว”
เสียงดังสวบสาบ เงาร่างหลายเงาก้าวออกมาจากราวป่า เป็นพวกผีดิบทหารญี่ปุ่นถือซามูไรเดินล้อมเข้ามา ทุกคนต่างคาดไม่ถึงปาระนังตวัดดาบไปมา
พวกทหารผีญี่ปุ่นเดินล้อมเข้ามา ทุกคนต่างขยับตัวหันหลังเข้าหากันหันหน้าเข้าต่อต้านทุกด้าน
“ทายาททุกคนใช้วิชาที่ฝึกมาให้เต็มที่ถ้าลังเลอาจมีอันตรายถึงชีวิต ไกรยุทธ์อยู่ใกล้นาฬิกาไว้อย่าให้คลาดสายตา”
“พี่ปาระนัง พวกเราไม่กลัวพวกมัน”
“บีม ปิงปอง ทำตามที่อาจารย์สอน”
ทันใดนั้นเห็นร่างของบีมกับปิงปองเริ่มแกว่งเป็นภาพซ้อนแล้วค่อยๆ สลายร่างหายไป พวกผีทหารญี่ปุ่น
บุกเข้ามาอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว ซามูไรในมือของพวกมันฟาดฟันออกมา ปาระนังเข้าต้านพวกมันหลายตัว นาฬิกาวิ่งเข้าหาตีลังกาข้ามหัวพวกมันแล้วเข้าต่อสู้ประชิดตัว ไกรยุทธ์เข้าต่อสู้เคียงข้างทั้งเตะต่อยใช้พลังกระแทกพวกมันแตกกระจายไป ปาระนังใช้ดาบกระเบนพันปีแทงพวกมันแตกกระจายไปเช่นกัน ทั้งสามคนต่อสู้กับพวกมันอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ทำลายพวกมันเป็นผงหายไปจนหมด
“เรามาอยู่ยุคไหนกันแน่”
ทั้งหมดต่างมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด
“บีม ปิงปอง”

“ออกมาได้แล้ว”

ธิดาพญายม ตอนที่ 10 (ต่อ)

ทันใดนั้นร่างบีมกับปิงปองปรากฏอยู่ตรงหน้า
“โห...สุดยอดเลยพี่ปาระนังเสียดายอาจารย์ไม่ยอมสอนวิชาต่อสู้ให้ผม”
“ดีแล้วล่ะ อาจารย์ย่อมมีเหตุผล องค์รักษ์ทั้งสี่ต้องมีเหตุผล”
“พี่นาฬิกากับพี่ไกรยุทธ์ก็ยอดเลย”
นาฬิกากับไกรยุทธ์ต่างยิ้ม
“ผมว่าเราควรรีบตามไปช่วยพี่ราเชน”
“ทุกคนระวังตัวให้ดี อันตรายรออยู่ข้างหน้ามีชัยครั้งเดียวอย่าประมาท”
ทุกคนพยักหน้ารับ
“บีม ปิงปอง จำไว้ ถ้าเจออันตรายรีบใช้วิชาพรางตัวแล้วไปให้ไกลที่สุด”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด”
“ปิงปองเข้าใจมั๊ย”
บีมกับปิงปองต่างพยักหน้า
“ปิงปองอยู่ใกล้นาฬิกา บีมตามติดไกรยุทธ์” ปาระนังสั่ง
“ครับผม”
“ตามพี่มา”
ปาระนังนำทุกคนไปยังพุ่มไม้ แสงประกายสาดออกมา ทุกคนต่างระวังตัวสีหน้าเคร่งเครียด

แสงสาดออกมาจากพุ่มไม้ ปาระนังควงดาบแล้วเดินนำทุกคนเข้าไปใกล้ นาฬิกาสะบัดมือตั้งท่าเตรียมพร้อม
ปิงปองตามติดอยู่ข้างหลัง เช่นเดียวกับไกรยุทธ์ที่เตรียมพร้อมโดยมีบีมอยู่ข้างๆ ทั้งหมดเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ พุ่มไม้เริ่มสั่นสะเทือน แสงสาดวูบวาบออกมา ทุกคนสีหน้าเคร่งเครียดเตรียมพร้อม ทันใดนั้นร่างของราเชนตีลังกาออกมาจากพุ่มไม้ ยืนอยู่ตรงหน้าทุกคน
“รู้สึกว่าจะเป็นประตูกลที่หาอยู่”
ทุกคนถอยหายใจโล่งอก ต่างยิ้มเดินเข้าหาราเชน
“ท่านพี่แน่ใจ”
“ตามมา”
ราเชนพูดจบก็ส่งมือให้ปาระนัง ปาระนังจับมือราเชนไว้
“ทุกคนจับมือกันไว้”
ปิงปองจับมือปาระนังบีมจับมือปิงปอง นาฬิกาจับมือบีมและท้ายสุดคือไกรยุทธ์จับมือนาฬิกา
“พร้อมแล้วครับ”
ราเชนพาทุกคนเดินเข้าใกล้พุ่มไม้เรืองแสง พอได้ระยะรังสีก็พุ่งออกมาทุกคนฟึบหายเข้าไปในพุ่มไม้

“เทพอาคินเอาดาบของข้ากลับไป”
ณัชชาถามแม่มดสาวันนา
“ถูกต้อง เทพอาคินคิดว่าขาดพลังขาดดาบ องค์หญิงย่อมสิ้นสุด”
“ขอบใจเจ้ามาก”
“ถ้าองค์หญิงหมดธุระเราขอตัวก่อน อาคินสามารถตามรอยเราได้ อยู่ใกล้องค์หญิงเกินไป เท่ากับนำเทพอาคินมาสู่องค์หญิง”
“เชิญ”
แม่มดสาวันนาวูบหายไป
“เทพอาคินกลัวองค์หญิงถึงขนาดนั้นทำไมไม่ทำลายดาบขององค์หญิง”
“เชอะ เทพอาคินไม่มีปัญญาตะหาก” นาชะบอก เอกภพหันมามองณัชชา ณัชชาพยักหน้า
“ดาบพิชิตมารเป็นดาบที่เจ้าสวรรค์มอบให้ไม่มีอาวุธใดสามารถทำลายได้”
“อีกอย่าง เทพอาคินเกรงว่าดาบขององค์หญิงจะกลับมาหาองค์หญิงน่ะซิถ้าอยู่กาลเวลาเดียวกัน เพราะดาบขององค์หญิงสามารถทำลายมนต์ภูตสังหารได้”
“เหมือนอย่างที่กำจัดอาการบาดเจ็บของผมจากฝ่ามือของภูตสังหาร”
“ใช่ แต่ฉันคิดว่าเทพอาคินยังไม่รู้เรื่องนี้เราต้องไปที่รังของเทพอาคินเอาดาบคืนมา”
“โห เชื่อเลย”
นาชะถอนใจ ณัชชากับเอกภพได้แต่มองหน้ากันสีหน้าเคร่งเครียด

ที่โรงพยาบาล พยาบาลสาวเดินตามทางเดินจนมาถึงหน้าห้องของเจนศักดิ์ มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบยืนระวังอยู่หน้าห้องสองคน
“สวัสดีครับคุณวัลภา เชิญครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
เจ้าหน้าที่หลีกทางให้ วัลภาเปิดประตูเข้าไปข้างใน
วัลภาเปิดประตูเข้าไปก็พบ สิทธิชัยกำลังยืนคุยอยู่กับเจนศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่บนเตียง อาการดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติ “ขอเวลาครู่เดียวค่ะ”
“เชิญครับ”
วัลภาเดินมาที่เตียงหยิบรายงานรักษาคนป่วยที่เหน็บไว้ขึ้นมาตรวจ
“ผมว่าผมหายดีแล้วนะครับ”
วัลภายิ้มตรวจรายงาน
“ทุกอย่างดูดีค่ะอีกวันสองวันน่าจะกลับบ้านได้”
“ดีครับ”
วัลภายิ้มเก็บชาร์ท
“เชิญตามสบายค่ะ”
วัลภาเดินออกไป สิทธิชัยหันมาทางเจนศักดิ์
“ทางผู้ใหญ่กำชับมาต้องจัดการพวกมันให้ได้ คุณเองระวังตัวไว้หน่อยก็ดี มีสายรายงานว่าพวกนายอำนาจอาจจะมาเล่นงานคุณ”
“ครับ”
สิทธิชัยพยักหน้าแล้วเดินออกไป เจนศักดิ์มองตาม มือสอดไปใต้หมอน ปืนติดมือขึ้นมาตรวจดู แล้วสอดกลับเก็บเข้าที่เตรียมพร้อม

ในป่า ณัชชาคุยกับนาชะและเอกภพ
“นาชะ เจ้าบอกธิดาสมุทรปาระนังให้นำทางทายาทไปก่อน เมื่อไปถึงจุดนัดพบรอจนแผนที่ปรากฏเส้นทางใหม่ หาทางซ่อนแผนที่ไว้ให้เรา แล้วรีบออกเดินทางเราจะรีบไปสมทบ ฝากเจ้าดูแลทายาทด้วย”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่ เจ้าบอกว่าทายาทได้ฝึกเรียนรู้มียุทธ์เรามั่นใจว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี”
“ทายาทเอาเวลาที่ไหนไปฝึกอาวุธ กับใคร แล้วจะไปทันได้ยังไง”
“เฮ้อ...เรื่องยาวผู้กอง ถามองค์หญิงก็แล้วกัน”
“เจ้ายังไม่รีบไป”
“เพคะ ฝากองค์หญิงด้วยนะผู้กอง”
นาชะแวบหายไป เอกภพหันมามองณัชชา
“เราเองก็ต้องรีบไป”
“เราจะกลับไปได้ยังไงครับ”
“ด้วยพลังของคุณ ฉันพอมีพลังเหลือที่จะนำคุณได้”
เอกภพพยักหน้ารับอึดใจก็เข้ามาใกล้ อุ้มณัชชาขึ้นมา
“พร้อมนะครับ”
ณัชชายิ้มเอามือโอบเอกภพคอแน่นขึ้น ทำให้ใบหน้าเกือบชิดกัน ทั้งสองสบตากันอึดใจแต่แล้ว

เอกภพหลับตาครู่หนึ่งร่างของทั้งสองก็แวบหายไป

ปาระนัง ราเชนและทายาททั้งสี่ก้าวออกมาจากราวป่า ปรากฏว่าตรงหน้าคือทุ่งนาที่แห้งแล้งกว้างใหญ่เห็นขุนเขาอยู่ตรงหน้าไกลลิบๆ เห็นชาวนายืนกระจัดกระจายกันอยู่นับได้รวมสิบกว่าคน
“โห...อย่าบอกว่านะว่าเราต้องไปถึงภูเขาตรงหน้าไกลน่าดู”
“ไม่เห็นไกลเลย” ทุกคนต่างยิ้ม
“เราอยู่ที่ไหนกันแน่”
“แปลก ที่นาออกแห้งแล้งแต่ทำไมมีชาวนากำลังทำนา”
“คงเตรียมหน้าดินมากกว่าครับ”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน
“เราลองเข้าไปดูใกล้ๆ เผื่อว่าจะได้เรื่องอะไรบ้าง”
“ระวังตัวด้วย อาจเป็นสาวกของเทพอาคิน”
ทุกคนต่างเดินไปยังพวกชาวนาที่เห็นลิบๆ อยู่ตรงหน้า

ทุกคนเดินเข้ามาที่ทุ่งนาจึงเห็นเป็นใบหน้าของหุ่นไล่กา
“โธ่เอ๊ย ที่แท้เป็นหุ่นไล่กา ไม่ใช่ชาวนาซักกะหน่อย”
“หน้าเหมือนบีมเลย”
“โห....บีมหล่อกว่าเยอะ” บีมยิ้มทำเท่หันมาทางทุกคน แต่แล้วสายตาตื่นเต้น “มีพวกชาวนามาครับ”
ทั้งหมดหันไปก็พบว่ามีชาวนาประมาณสิบคน ถือจอบ ถือเสียม ดาบบ้าง เดินกันเข้ามา ทุกคนต่างระวังตัวพวกชาวนาเดินมายืนตรงหน้าของทุกคน ต่างจ้องมองอย่างสงสัย
“สวัสดีทุกคนพวกเราเดินทางมาไกลสงสัยว่ามีเส้นทางใดที่ผ่านภูเขาลูกนี้ไปได้”
“เลยผ่านหมู่บ้าน มีเส้นทางตลอดจนถึง”
“ทุ่งนาไม่มีข้าว มีหุ่นไล่กาไว้เฝ้าอะไรเหรอจ๊ะ”
“ไว้เฝ้านาข้าวนี่แหละ แต่จู่ๆ ก็แล้งแห้งขึ้นมาไม่รู้เป็นเพราะอะไรปลูกข้าวก็ตายหมด”
“บางทีอยู่ๆ คนก็หายไป ควายก็หาย ไม่มีสาเหตุ”
ปาระนังกับทายาททุกคนต่างมองหน้ากัน
“ลือว่ามีผีร้าย ย้ายไปหลายครอบครัวแล้ว”
“เรื่องผีร้ายไม่รู้แต่เรื่องน้ำพี่ปาระนังสามารถช่วยพวกท่านได้ชัวร์”
“จริงเหรอท่าน”
“ได้แน่นอน”
“พรุ่งนี้เช้าข้าจะให้ชาวบ้านเตรียมตัวรอน้ำจากท่าน เชิญท่านพักในหมู่บ้านก่อน”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน
“เรามีเวลาหรือเปล่าพี่ปาระนัง”
“พี่เกรงว่าเราจะไม่มีเวลา”
“แต่ที่ผ่านมา มักจะมีเหตุการณ์ให้เราช่วยพวกชาวบ้านด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง”
“ถ้าไม่ช่วยอาจทำให้ปริศนาหายไป ไม่ใช่เหรอ”
“ใช่...พี่ณัชชากับพี่เอกภพถึงต้องแยกไป”
ปาระนังกับราเชนต่างมองหน้ากัน
“ทายาทมีความคิดที่ถูกต้อง เห็นทีเราต้องพักอยู่ที่นี่ซักคืน”
“ตกลงเรารับคำเชิญของท่าน”
ปาระนังบอก ชาวบ้านต่างตื่นเต้นดีใจ

หัวหน้าหมู่บ้านปาระนังและทุกคนมาที่กระท่อมหลังหนึ่ง
“เจ้าของบ้านหลังนี้ ย้ายไปนานแล้ว เชิญท่านพักผ่อนได้ตามสบาย”
หัวหน้าหมู่บ้านเดินออกไป ทั้งหมดต่างกราดสายตารอบ
“ถึงแม้ว่าสถานที่นี้ดูแล้วน่าจะปลอดภัยแต่เราควรจัดเวรยามเฝ้าระวัง”
“ผมกับนาฬิกาจะอยู่ช่วงแรก”
ปาระนังกับไกรยุทธ์ต่างมองกัน
“ก็ได้ ฝึกไว้ก็ดีเหมือนกัน”
“พี่กับพี่ปาระนังจะมารับช่วงถึงเช้า”
“แล้วผมล่ะครับ”
“บีมก็คอยระวังดูปิงปองก็แล้วกัน”
“โอเค...ครับ”
“คอยดูแล้วกันว่าใครจะดูใครกันแน่”
ทั้งหมดต่างยิ้มบรรยากาศสนุกสนาน

กองไฟกองเล็กส่องแสงสว่างสลัวอยู่หน้ากระท่อม นาฬิกายืนระวังอยู่ แต่แล้วสีหน้าเหมือนสัมผัสอะไรได้บางอย่างอึดใจก็ยิ้มเล็กน้อย ทันใดนั้นวงแขนหนึ่งก็รัดที่เอวเข้ามาจากด้านหลังแต่นาฬิกากลับเฉย ที่แท้เป็นไกรยุทธ์นั่นเอง ไกรยุทธ์กอดแน่น นาฬิกาปล่อยให้กอดเอียงคอพิงซบอีกตะหาก ไกรยุทธ์ก้มกระซิบที่ข้างหู
“นี่ถ้าเป็นศัตรูจะว่ายังครับ”
“ถ้าเป็นศัตรูไม่มีทางถึงตัว ป่านนี้เด้งไปไกลแล้วค่ะ”
“อ๋อ...จะบอกว่าสมยอมอย่างนั้นเหรอ”
“แน่นอนที่สุด”
ไกรยุทธ์ยิ้มปล่อยแขนแล้วหมุนตัวนาฬิกากลับมาเผชิญหน้า
“แสดงว่าคุณนาฬิกามั่นใจในตัวผมว่าผมมีจิตใจมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง”
“เปล่าหรอกค่ะ แค่มั่นใจว่าถ้าคุณไกรยุทธ์เปลี่ยนแปลง คุณไกรยุทธ์ต้องเจ็บตัวแน่ๆ”
ทั้งสองคนต่างยิ้ม
“แบบนี้ใครจะกล้าละครับ” ทั้งสองคนต่างยิ้ม ไกรยุทธ์ดึงนาฬิกาเข้ามากอดซบอก แต่แล้วไกรยุทธ์ก็ขยับตัว “มีคนมา”
นาฬิกาขยับตัวออก ทั้งสองต่างเตรียมพร้อม
แต่แล้วทั้งคู่ก็ผ่อนคลาย เพราะเป็นราเชนกับปาระนังก้าวเข้ามา
“ถึงเวลาแล้วเหรอคะ”
“ยังหรอกครับ”
“หรือว่ามีความเคลื่อนไหว”
“เปล่าหรอกจ้ะ เราไปสำรวจด้านนอกมาทุกอย่างเรียบร้อยดี”
“เราก็เลยแวะเข้ามาทดสอบซะหน่อยเธอสองคนมีประสาทสัมผัสดีขึ้นมาก รู้ตัวก่อนที่พวกเราจะเข้ามา”
ไกรยุทธ์กับนาฬิกาต่างมองหน้ากัน ยิ้มให้กัน
“คืนนี้จันทร์เต็มดวงสวยสว่าง ถ้าพวกเธออยากจะไปเดินเล่นคงไม่เป็นไร ทางนี้เราสองคนรับช่วงต่อเอง” ราเชนบอก ไกรยุทธ์กับนาฬิกาหันมายิ้มต่างพยักหน้าให้กัน
“ระวังตัวหน่อยก็ดี” ปาระนังเตือน
“ครับ”
“งั้นนาฬิกาขอตัวก่อนนะคะ”

ราเชนกับปาระนังยิ้มให้ นาฬิกาจูงมือไกรยุทธ์เดินออกไป ปาระนังกับราเชนมองตาม ราเชนหันมายิ้มให้ปาระนังแล้วโอบไหล่ปาระนัง ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน

ไกรยุทธ์เดินจูงมือกับนาฬิกาเดินมาที่ทุ่งนาที่ผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน หุ่นไล่กายังคงยืนตระหง่านเห็นเป็นเงาตะคุ่ม ทั้งสองเดินมาหยุดนั่งตรงกลางทุ่ง นาฬิกานั่งพิงอกไกรยุทธ์
“พระจันทร์สวยจริงๆ อย่างพี่ปาระนังว่า”
“มีคนบอกว่าถ้าเพ่งมองแล้วจะเห็นเป็นรูปกระต่าย”
“ลองหลายทีแล้วไม่เห็น”
“ส่วนมากผู้ชายถึงจะเห็น”
“โอ๋...เพราะอะไรเหรอคะ”
“เคยได้ยินมั๊ยครับ คำว่ากระต่ายหมายจันทร์ จันทร์หมายถึงผู้หญิงซึ่งมักจะไม่สนกระต่าย กระต่ายหมายถึงผู้ชายซึ่งมักจะถูกทอดทิ้ง ความรู้สึกตรงกันผู้ชายถึงเห็นกระต่าย”
“จริงเหรอคะ นาฬิกาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง”
“ผมโม้แต่งขึ้นมาเองครับ”
“โห...นิสัยไม่ดี” แต่แล้วทั้งสองก็ถึงกลับแปลกใจ เพราะตอนนี้มีพระจันทร์อีกดวงเคลื่อนเข้ามาใกล้ ดวงที่กำลังจ้องกันอยู่ “เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น พระจันทร์อีกดวงมาได้ยังไง”
ทั้งสองต่างมองดูดวงจันทร์ดวงที่สองค่อยเคลื่อนใกล้ดวงจันทร์ดวงแรกเข้าไปทุกที ไกรยุทธ์และนาฬิกา จ้องมองตาไม่กระพริบ เห็นพระจันทร์ดวงที่สองค่อยๆ เคลื่อนที่เห็นเป็นสนามแสงสว่างวิ่งผ่านทุ่งนา ผ่านหุ่นไล่กา ทันใดนั้นหุ่นไล่กาเริ่มขยับหัวหันมามองคนทั้งสอง ซึ่งกำลังจ้องมองดวงจันทร์สองดวงอยู่ อึดใจหนึ่งนาฬิการู้สึกหันไปมอง แต่หุ่นไล่กาหยุดความเคลื่อนไหว นาฬิกาหันกลับกราดสายตามองท้องฟ้า
“ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย พระจันทร์ดวงที่สองกำลังจะผ่านดวงแรกไป”
“ปกติผมจะโม้ว่าคุณกับผมคู่กันเหมือนจันทร์สองดวงแต่ผมคิดว่า เรารีบไปกันดีกว่า”
ทั้งสองขยับตัวลุกขึ้น แต่ก็ต้องสะดุ้ง เพราะถูกล้อมไว้ด้วยหุ่นไล่กาตั้งแต่เมื่อไหร่โดยไม่รู้ตัว
“พวกมันมาได้ยังไง”
ไกรยุทธ์กับนาฬิกาคาดไม่ถึง ต่างขยับตัวเตรียมพร้อม จ้องพวกมันเขม็ง แต่พวกมันก็นิ่งอยู่อย่างเดิม ทั้งสองกราดสายตามองบนท้องฟ้า ตอนนี้พระจันทร์เหลือดวงเดียวอย่างเดิม
“รู้สึกเหมือนว่ามันจะมากับดวงจันทร์ดวงที่สอง”
“เอายังไงดี”
“นิ่งที่สุด ค่อยๆ เดินออกไปจากที่นี่”
ไกรยุทธ์จูงมือนาฬิกาค่อยๆ ย่องผ่านพวกมันไปอย่างช้าๆ พอพ้นออกมาได้ไกรยุทธ์ก็จูงนาฬิกาวิ่งแน่วกลับหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

กองไฟหน้ากระท่อมเริ่มมอดแต่แล้วก็เห็นไฟติดขึ้นมาอีกเป็นไฟจากฝ่ามือของราเชน ราเชนกับปาระนัง
ต่างยิ้มให้กัน ราเชนหยุดไฟจากมือ แต่แล้วราเชนสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้า
“มีการเคลื่อนไหว”
ราเชนกับปาระนังผลุดลุกขึ้น ก็เห็นไกรยุทธ์กับนาฬิกาวิ่งเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น”
“พี่ปาระนัง หุ่นไล่กาขยับตัวได้ มันมาล้อมพวกเรา”
“แน่ใจเหรอ”
“แน่นอนเลยครับ เราเห็นพระจันทร์อีกดวงเลื่อนเข้ามาเป็นสองดวงแล้วผ่านไปพอรู้ตัวพวกมันมาล้อมอยู่แล้ว”
ปาระนังกับราเชนก้าวออกไปหนึ่งก้าวไปยังทิศทางของทุ่งนา กราดสายตาจ้องไปบนท้องฟ้า
“บางทีพวกเธอสองคนอาจถูกบางอย่างทำให้เห็นภาพหลอน แต่รู้ตัวซะก่อน โชคดีพวกมันยังไม่ทันได้ทำอะไร”
“พี่สัมผัสอะไรไม่ได้เลย”
“เอาล่ะ ไปพักได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าเพิ่งบอกบีมกับปิงปอง เดี๋ยวจะนอนกันไม่หลับ”
ไกรยุทธ์กับนาฬิกาพยักหน้า แต่สีหน้ายังเคร่งเครียดสงสัย ในที่สุดก็หันหลังเดินขึ้นไปบนบ้าน ราเชนกับปาระนังต่างสบตากันสีหน้าสงสัย

เช้าวันรุ่งขึ้น ปาระนัง ราเชน เดินนำพวกทายาททั้งหมดมายังทุ่งนา นาฬิกากับไกรยุทธ์รีบก้าวออกมาจ้องมองดูอย่างคาดไม่ถึง เพราะพวกหุ่นไล่กายังกระจายกันยืนอยู่ที่เดิมดังที่เห็นตอนมาถึง ไม่ได้ตีวงล้อมดังที่เห็นเมื่อคืน
“แปลกมาก”
“พวกมันมาล้อมเราจริงๆ” นาฬิกายืนยัน
“อะไรล้อมใครเหรอคะ” ปิงปองถาม
“พวกหุ่นไล่กาน่ะซิ มันมาล้อมพี่กับพี่ไกรยุทธ์”
“สงสัยมันคงชอบดูคนโรแมนติกกัน”
บีมทะเล้นแต่ไม่มีใครยิ้มด้วย
“พี่ว่าดวงจันทร์สองดวงเคลื่อนผ่านกันอาจจะทำให้เกิดพลังบางอย่างทำให้เธอสองคนเห็นภาพหลอนก็ได้”
นาฬิกากับไกรยุทธ์ครุ่นคิดพยักหน้าเห็นด้วย
“พวกชาวบ้านมาแล้ว”
พวกชาวบ้านนับสิบต่างพากันเดินเข้ามา
“พวกเราหวังว่าท่านคงให้น้ำได้อย่างที่บอก”
“ได้แน่นอน พี่ปาระนังของเราคือธิดาสมุทร”
ทันใดนั้นเสียงอีการ้องดังก้องกังวานไปทั่ว ทุกคนต่างแหงนหน้ามองบนท้องฟ้า ปาระนังและทายาททั้งสี่สีหน้าเคร่งเครียด

ฝูงอีกาบินวนไปมาส่งเสียงร้องก้อง
“แค่พวกอีกา เดี๋ยวมันก็ไปครับ”
ทั้งหมดจ้องมองอึดใจก็เห็นอีกาบินหายไปหมด
“ทำไมพวกมันไปง่ายๆ แบบนี้”
“คงเป็นเพราะมีพวกชาวบ้านรวมอยู่ด้วย มันจึงสัมผัสพวกเราไม่ได้”
“เอ้อ...คือ พี่ปาระนัง พี่ราเชน ผมว่าพวกมันสัมผัสได้ครับ” บีมบอก

ทุกคนหันไปมอง ต่างคาดไม่ถึง เพราะหุ่นไล่กาเริ่มขยับตัว หมุนหัวหันมามองทุกคน ทั้งหมดต่างกราดสายตามองไปที่ตัวอื่นๆ ต่างก็ขยับตัวหันมาเช่นกัน ชาวบ้านหันไปเห็นต่างร้อง แล้ววิ่งหนีกันกลับเข้าหมู่บ้าน ปาระนัง ราเชน และทายาททั้งสี่ สีหน้าเคร่งเครียด

พวกหุ่นไล่กาเดินย่างก้าวเข้ามาหาปาระนังและทุกคน
“ทุกคนมุ่งไปยังราวป่าด้านหุบเขา ล่อให้พวกมันไกลจากหมู่บ้าน”
“เร็วที่สุด”
ทุกคนขยับตัว แต่แล้วพวกหุ่นไล่กากลับพรวดเข้ามาล้อมทุกคนไว้ อย่างรวดเร็ว ต่างคาดไม่ถึง
“บอกแล้วว่าพวกมันล้อมพวกเราจริงๆ” นาฬิกาบอก
“นี่เอง ไอ้พวกผีร้ายของชาวบ้าน”
“บีม ปิงปอง รีบไปก่อน”
บีมกับปิงปองแวบพรวดหายไป เห็นอีกครั้งก็อยู่นอกวงล้อมของพวกหุ่นไล่กาเรียบร้อย
“พรางตัวด้วย”
บีมกับปิงปองค่อยๆ จางหายไป พวกหุ่นไล่กากลายเป็นคล่องแคล่วบุกเข้าจู่โจมทั้งสี่คนที่เหลืออยู่ ปาระนังดีดตัวเข้าใส่ตัวหนึ่งตวัดดาบสกัดมันไม่ให้เข้าใกล้นาฬิกาพลางยืนเคียงข้าง
“อยู่ใกล้ๆ พี่”
หุ่นไล่กาเคลื่อนไหวเข้ามาอย่างรวดเร็วตัวหนึ่งพรวดเข้ามา นาฬิกาสะบัดมือเข้าชกต่อสู้กันติดพัน ปาระนังขยับตัวแต่ตัวอีกสองสามตัวพรวดเข้าจู่โจมต้องรับมือติดพัน ราเชนตวัดมีดสั้นเข้าใส่มันสองตัวเห็นเส้นฟางกระจัดกระจาย แล้วตีลังกาข้ามหัวไปที่ไกรยุทธ์ที่กำลังติดพันอยู่กับตัวหนึ่งสกัดอีกสองตัวที่พรวดเข้ามา ทั้งหมดต่างต่อสู้ติดพัน ปาระนังตวัดดาบใส่พวกมันรวดเร็ว เห็นแขนฟางขาฟางของพวกมันขาดกระเด็น ฟางกระจัดกระจายเช่นเดียวกับราเชนที่ตวัดมีดสั้นใส่ นาฬิกากับไกรยุทธ์เตะต่อยใช้พลังฝ่ามือกระแทก จนพวกมันกลายเป็นฟางกองเป็นหย่อมๆ ทั้งหมดยืนกราดสายตามอง
“นาฬิกา ไกรยุทธ์ บาดเจ็บหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ เราสองคนโอเค”
“เธอสองคนฝีมือใช้ได้ทีเดียว”
ทั้งหมดต่างยิ้ม แต่แล้วทุกคนก็ต้องยิ้มหุบเมื่อสัมผัสถึงกระแสลมที่พัดแรงเห็นพวกกองฟางที่กระจัดกระจาย
ต่างเริ่มปลิวมารวมตัวกันกลายเป็นหุ่นไล่กาขึ้นมาใหม่
“ทุกคน ราวป่าเชิงเขาด้านหน้า”
ทุกคนออกวิ่งอย่างรวดเร็ว

ปาระนังนำทุกคนออกวิ่ง แต่ลมพัดแรงหมุนวนหอบเอาพวกฟางลอยขึ้นวน ลมพัดจนมองอะไรไม่เห็น
“ทางนี้ ทุกคน”
“พี่ปาระนัง พี่นาฬิกาทางนี้”
ปิงปองเรียก เสียงลมค่อยเบาลง ค่อยมองเห็นชัดขึ้น ทั้งหมดเห็นบีมกับปิงปองยืนโบกมือไหวๆ อยู่ตรงราวป่า
ทั้งหมดต่างโบกมือตอบ บีมกับปิงปองเต้นแรงเต้นกากวักมือเรียก ทุกคนขยับตัว แต่แล้วหุ่นไล่กาเข้ามาทั้งสองด้านขวางตรงหน้า ทุกคนถอยหลัง
“บีมกับปิงปอง อย่าออกมาหลบไป”
บีมกับปิงปองรีบพรางตัวหายไป พวกหุ่นไล่กากลับกลายมาเป็นสิบตัวอย่างเดิม ต่างล้อมใกล้เข้ามา
ทั้งหมดต่างถอยหลังเข้าหากันพร้อมต่อสู้ทุกด้าน
“เราต้องสู้กับพวกมันอีกกี่รอบเนี่ย”
“รอบสุดท้าย”
ราเชนสะบัดมือประกายไฟติดมือขึ้นมา พวกมันล้อมเข้ามา ราเชนสะบัดมือลูกไฟกระจายออกเข้าหาพวก
หุ่นไล่กาทุกตัว ไฟลุกติดพรึบพวกมัน แต่พวกมันกลับเดินเข้าใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งสี่ต่างเข้าต่อสู้กับพวกมันติดพัน พวกมันถูกบุกจนล่าถอย แต่กลับก็ไม่เป็นไรแถมยังเดินเข้าใส่ ทั้งหมดถูกล้อมด้วยหุ่นไล่กาที่ลุกเป็นไฟ
พวกหุ่นไล่กาบุกเข้ามาใกล้ เปลวไฟร้อนแรงยิ่งยากต่อการต่อสู้ จนทุกคนต้องถอยเข้ามาใกล้กัน
“ไอ้พวกหุ่นฟางบ้า เจอไฟแล้วยังไม่เป็นไร”
พวกมันขยับตัวเข้ามา
“ไฟไม่ได้ผล ลองน้ำดูมั๊ยพี่ปาระนัง”
“ผมว่าใช้น้ำมันราดเพิ่มน่าจะดีกว่า”
“แบบวิชาวิทยาศาสตร์ไง เหล็กเผาไฟร้อนๆ เจอน้ำราดแตกเลย”
“นาฬิกาคิดถูก ใช้น้ำดับไฟ พวกมันอาจกลายเป็นขี้เถ้าไปก็ได้”
“กู๊ดไอเดีย”
ปาระนังสะบัดดาบแล้วตวัดไปข้างหน้า กลายเป็นสายน้ำกระจายพุ่งเข้าใส่พวกมัน พวกมันถอยไฟเริ่มดับควัน
ขโมงฟุ้งปกคลุมจนมองอะไรไม่เห็น ในที่สุดไฟดับหมด ควันจางพวกมันยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ตอนนี้ฟางของพวกมันกลายเป็นสีดำยืนจ้องมายังทั้งสี่คน ทั้งหมดยืนจ้องอย่างคาดไม่ถึง
พวกหุ่นไล่กายืนล้อมนิ่งไม่ยอมถอย
“ท่าทางไม่เวิร์คอย่างที่คิด”
“ทั้งไฟทั้งน้ำหยุดพวกมันไม่อยู่”
“ตีฝ่าออกไป หาทางเข้าแนวป่าให้ได้”
พวกมันก้าวเข้ามา ทุกคนเตรียมพร้อม แต่แล้วพวกมันแตกร่วงกระจายเป็นเศษผงหายไปจนหมด ทั้งหมดต่างมองหน้ากันคาดไม่ถึง
“เยส”
นาฬิกาตะโกนเสียงดังแล้วโดดกอดไกรยุทธ์ ไกรยุทธ์รับแล้วหมุนเหวี่ยงนาฬิกาไปรอบหนึ่งแล้ว ปล่อยลงกับพื้นต่างหัวเราะดีใจ ปาระนังกับราเชนเข้ามา
“เก่งมากนาฬิกาแก้ปัญหาได้ทันท่วงที”
“ดีมาก”
“เฮ้ย...มาได้ไง”
ทุกคนหันกลับไปเห็นหุ่นไล่กาสองตัว ยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งหมดขยับตัวเตรียมพร้อม ปาระนังตวัดมือดาบปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ต่างจ้องพวกมันสีหน้าเคร่งเครียด
“ใจเย็นก่อนครับ ผมเองพี่ปาระนัง” หุ่นไล่กา 1 บอก
“ปิงปองเอง ทุกคน” หุ่นไล่กา 2 บอก
“เดี๋ยวก็ให้พี่ราเชนเผาซะหรอก”
ร่างของหุ่นไล่กาสองตัวค่อยๆ สั่นซ้อนกันเป็นสองภาพแล้วในที่สุดก็กลายเป็นบีมกับปิงปองยืนอยู่
“ไอเดียพี่บีม” ปิงปองรีบบอก
“ก็...ก็ เผื่อพวกมันหลุดตามเข้ามาทันจะได้นึกว่าเป็นเพื่อนมันไงครับ”
ทุกคนต่างยิ้ม ต่างพยักหน้ารับออกลูกทึ่ง
“พี่ว่าไอเดียบีม ยอดไปเลย”

ไกรยุทธ์เดินเข้าไปยกมือตีกับบีม ทุกคนต่างหัวเราะกัน

ธิดาพญายม ตอนที่ 10 (ต่อ)

ปาระนัง ราเชน และทายาททั้งสี่ ต่างยืนหน้ากระท่อมโดยมีชาวบ้านนับสิบยืนอยู่ตรงหน้า
“ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยไล่ผีร้ายให้พ้นหมู่บ้านพวกเรา”
“ด้วยความยินดี”
“ผ่านหมู่บ้านเราไปมีทางไปถึงขุนเขาข้างหน้ามีถ้ำให้ผ่านทะลุไปอีกด้านหนึ่งได้”
ปาระนังและทายาททุกคนต่างพยักพเยิดกันตื่นเต้นดีใจ
“นึกว่าต้องปีนข้ามเขาซะแล้ว”
“ขอบใจท่านทุกคน”
“เอ้อ...เรื่องน้ำ”
“แน่นอน พี่ปาระนังเป็นธิดาสมุทรจะเอาน้ำแค่ไหนก็ได้”
ปาระนังก้าวออกมา ยกมือซ้ายขึ้นแล้วหมุนวนรอบๆๆ เป็นวงกลม ทันใดนั้นเสียงครืน ประกายฟ้าแลบ ฝนตก
ลงมาจนพวกชาวบ้านเปียกปอนหมด แต่พวกปาระนังกับทายาทไม่เปียก ชาวบ้านต่างกระโดดโลดเต้น ปาระนังกับทายาททุกคนต่างมองต่างยิ้มให้กันที่ได้ช่วยพวกชาวบ้าน ทันใดนั้นร่างของปาระนังกับทายาทค่อยๆ เลือนหายไปเหลือแต่พวกชาวบ้านร้องเล่นน้ำฝนกันอย่างตื่นเต้นดีใจ

ร่างของปาระนัง ราเชนและทายาททุกคนค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าถ้ำตรงเชิงเขา
“ทางเข้าตัดทะลุภูเขา เย้...สุดยอดเลยไม่ต้องเดินมาให้เมื่อย”
“จริงด้วย”
บีมกับปิงปองกระโดดเอามือตีกัน
“ฝีมือพี่ปาระนังเหรอ”
“เปล่านี่ ท่านพี่ราเชน”
“ไม่ใช่พี่แน่นอน”
“ผมว่าการที่พี่ปาระนังช่วยเหลือชาวบ้านทำให้เรามาถึงนี่มากกว่า”
“ใช่แล้ว ทำดี...ได้ดี...”
“ถือว่าตามนั้นก็แล้วกัน”
“ทุกคนตามพี่มา”
ราเชนเดินนำเข้าไปในถ้ำ ทุกคนต่างเดินตาม

อาคินนั่งอยู่ที่บัลลังก์ของมันในห้อง อำนาจเดินเข้ามา
“ท่านอยากพบผม”
“เราต้องจำศีลภาวนาสองวัน ห้ามรบกวนระหว่างนี้จัดคนเพิ่มเป็นพิเศษ”
“ได้ครับท่าน”
“โดยเฉพาะห้องเก็บดาบขององค์หญิงณัชชา”
“ท่านคิดว่าองค์หญิงจะกล้ามา”
“ทำตามคำสั่งไม่ต้องถามมาก”
อำนาจโค้งแล้วเดินออกไป อาคินสีหน้าเคร่งขยับตัวไปมาเหมือนสัมผัสอะไรได้บางอย่าง
“เจ้ายังไม่รีบออกมา” ทันใดนั้นร่างของแม่มดสาวันนาปรากฏ อาคินจ้องเขม็ง “เจ้ากลับมาทำไม”
“เราพบองค์หญิง”
อาคินพรวดลุกขึ้นมา
“ทำไมเจ้าไม่เรียกข้าไป”
“ข้ากำลังส่งพลังแจ้งตำแหน่งแต่ผู้กองเอกภพจู่โจม ในขณะสมาธิ ข้าได้รับบาดเจ็บจึงต้องรีบกลับมา เพื่อรายงานท่านและพักฟื้นร่างกายซักสองสามชั่วยาม” อาคินจ้องเขม็ง
“ได้...เจ้าโชคดีที่ข้าต้องจำศีลสองวันถือว่าให้เจ้าพักได้เต็มที่”
“ขอบใจท่านอาคิน ทันทีที่เราหายจากบาดเจ็บเราจะรีบออกติดตามองค์หญิงทันที”
อาคินพยักหน้า แม่มดสาวันนาโค้งแล้วแวบหายไป

ร่างของแม่มดสาวันนาปรากฏที่คอนโดของเอกภพ เธอกราดสายตารอบๆ
“องค์หญิง”
“ข้าอยู่นี่”
แม่มดสาวันนาหันไปก็เห็นเอกภพกับณัชชายืนอยู่ ในมือมีปืนจ้องมาทางแม่มดสาวันนา
“ที่แท้องค์หญิงยังสัมผัสพลังของข้าได้”
เอกภพกับณัชชาสะบัดมือไปทางด้านหลังเก็บปืน เดินเข้ามาหาแม่มดสาวันนา
“เจ้ามาที่นี่ อาจเสี่ยงทั้งเจ้าและพวกเรา”
“ท่านไม่ต้องกังวล เทพอาคินรู้ว่าเรา มาที่นี่เพื่อรักษาตัว แต่ไม่รู้ว่าองค์หญิงอยู่ที่นี่ คงไม่สนใจติดตามเรา”
“ดีมาก”
“เรามีข่าวดี” เอกภพกับณัชชามองหน้ากันอย่างสงสัย “เทพอาคินต้องจำศีลสองวัน”
“ที่แท้การรวมเก้าภูตสังหารในร่างทำให้เทพอาคินอ่อนแรงเหมือนกัน”
“เป็นโอกาสที่เราจะบุกไปชิงดาบคืนมา”
“อย่าประมาท เทพอาคินสั่งการให้ลูกน้องมนุษย์ดูแลรักษาการอย่างเต็มที่”
“ขอบใจมาก สาวันนา”
แม่มดสาวันนาโค้งแล้วแวบหายไป

“เราต้องมีคนช่วยเบี่ยงเบนพวกมัน ผมรู้แล้วว่าจะทำยังไง”

ที่โรงพยาบาล พยาบาลสาวตรวจดูตารางตรวจคนไข้แล้วยิ้มให้เจนศักดิ์ที่นั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง
“รู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ”
“เมื่อไหร่ผมถึงจะไปได้ครับ คุณวัลภา”
“ให้คุณหมอดูแผลเป็นครั้งสุดท้ายก็น่าจะจบแล้วค่ะ”
“โอเคครับ...เฮ้อ ตรวจแล้วตรวจอีก ถ้าตรวจสอบคอรัปชั่นเป็นแบบนี้ก็ดีนะครับ บ้านเมืองคงเจริญกว่านี้เยอะ”
“ฝันไปเถอะค่ะ”
พยาบาลยิ้มให้แล้วเดินออกไป เจนศักดิ์ถอนใจเซ็ง ได้แต่มองตาม
พยาบาลเปิดประตูห้องออกมาก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบยืนอยู่หน้าห้องสองคนคอยระวังอยู่พยาบาลยิ้มทักทายแล้วเดินจากมาตามทางเดินสวนกับพยาบาลคนหนึ่งกับหมอคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินไปทางห้องของเจนศักดิ์ หมอและพยาบาลเดินตรงไปในที่สุดถึงหน้าห้องเจนศักดิ์ตรงเข้าไปยังเจ้าหน้าที่ทั้งสอง
“สวัสดีครับ”
เจ้าหน้าที่สองคนพยักหน้ายิ้มให้
“มีอะไรขาดเหลือหรือเปล่าครับ”
“ทุกอย่างเรียบร้อยครับ”
“ดีครับ ผมขอตัวเยี่ยมคนไข้หน่อย”
เจ้าหน้าที่สองคนขยับตัวเปิดทางให้ หมอกับพยาบาลสาวเดินเข้าไป เจ้าหน้าที่ยืนระวังอย่างเดิม

หมอกับพยาบาลเดินเข้ามาในห้อง เจนศักดิ์ยิ้มทักทาย
“มาพอดี กำลังรออยู่เลยครับ”
“ผมรู้ครับโรงพยาบาลหน้าเบื่อตรวจรอบสุดท้ายก็จบแล้วครับ”
“ดีครับ”
“พยาบาลช่วยตรวจความดันให้หน่อย”
พยาบาลพยักหน้ารับ หยิบเครื่องตรวจความดันมารัดต้นแขนของเจนศักดิ์ แล้วกดเครื่องให้ทำงาน
“คุณวัลภาไปไหนเหรอครับ”
“ติดธุระนิดหน่อยค่ะ”
ทันใดนั้นพยาบาลจับแขนของเจนศักดิ์กดไว้ ในขณะที่หมอตวัดมีดที่ซ่อนอยู่ขึ้นจ้วงแทงใส่เจนศักดิ์ แต่เจนศักดิ์เอามือรับไว้ได้ทันท่วงที แต่ก็เสียเปรียบเพราะแขนอีกข้างหนึ่งถูกพยาบาลกดเอาไว้ หมอเอามืออีกข้างคว้าหมับเข้าที่คอของเจนศักดิ์แล้วกดมีดลงมา เจนศักดิ์ต้านสุดฤทธิ์มีดค่อยๆ ต่ำลงมา เจนศักดิ์พยายามดิ้น แต่ไม่หลุด มีดต่ำลงมาใกล้ดวงตาของเจนศักดิ์ ทันใดนั้นร่างของเอกภพแวบโผล่เข้ามา
“เฮ้”
หมอหันมา เอกภพปล่อยหมัดโครมหมอกระเด็นไป เจนศักดิ์แขนว่างฉวยโอกาสตบนางพยาบาลโครม พยาบาลกระเด็นออกไปทรุดที่พื้น เอกภพตามติดหมอตั้งตัวได้ตวัดมีดเข้าใส่ เอกภพหลบคว้าแขนหมอไว้ได้บิดมีดหล่นจากมือแล้วชกโครมหมอปลิวไปกระแทกโต๊ะโครมแล้วทรุดลงนิ่ง เอกภพหันมาทางเจนศักดิ์ ซึ่งขณะนี้ถือปืนจ้องมา
“ผู้กองเอกภพ”
“ผมเอง ตัวจริงเสียงจริง”

เอกภพพาเจนศักดิ์มาที่คอนโด
“ยินดีที่ได้พบกันอีกคุณเจนศักดิ์คุณเป็นยังไงบ้าง”
ณัชชาทักเจนศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่ตรงโซฟา เสื้อผ้าเปลี่ยนแล้วเป็นชุดรัดกุม
“ผมหายเต็มร้อยแล้วครับ เอ้อ...ผู้กองเอกภพเล่าเรื่องให้ผมฟังระหว่างมาที่นี่ องค์หญิงไม่เป็นไรนะครับ”
“ยังพอไหวค่ะ”
“เราต้องบุกเข้าไปที่รังของอาคิน หาดาบพิชิตมารให้ได้ เป็นทางเดียวที่จะทำลายมนต์ภูตเก้าสังหารที่อยู่ในตัวขององค์หญิง”
“ผมกับหน่วยพิเศษพร้อมครับ”
“ดีมาก”
“ผู้กองมีแผนยังไงครับ”
“เริ่มจากคุยกับนายอำนาจก่อน”
ทั้งสามต่างมองหน้ากันสีหน้าเคร่งเครียด

เอกภพในชุดหล่อกลางคืน เดินไปเดินมา ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู
“เสร็จแล้ว” เอกภพหันกลับมาก็ถึงกับอึ้งตาค้าง ตรงหน้าคือร่างของณัชชาในชุดสายเดี่ยว ใส่วิก สวยงามอยู่ตรงหน้า “คุณเอาชุดอะไรก็ไม่รู้มาให้ฉันใส่ แล้วก็จำเป็นด้วยเหรอ”
“เอ้อ...คือ...จำเป็นครับ เพื่อให้เข้ากับสถานที่เป็นวิธีการพรางตัวของมนุษย์”
ณัชชายิ้มค้อนรู้ทัน
“เราจะไปหานายอำนาจเรื่องดาบไม่ใช่เหรอ สถานที่ไหนกันแน่”
“สถานที่ที่นายอำนาจชอบไปน่ะซิครับ”
ณัชชาเดินเข้ามาใกล้
“งั้นเราควรจะรีบ”
“ครับ”
เอกภพยิ้มยกมือขึ้น ณัชชาควงแขน เอกภพยิ้ม ทั้งสองต่างเดินออกไป

ที่บาร์หรูแห่งหนึ่ง ผู้คนเต้นรำสโลว์กันเต็มฟลอร์ อำนาจเดินเข้ามาในบาร์พร้อมกับมือปืนสามคน ทุกคนต่างหลบทางให้ พนักงานต้อนรับเดินเข้ามายกมือไหว้แล้วพยักพเยิดให้เดินตามแล้วเดินนำไป กลุ่มนายอำนาจเดินตาม สายตาสองคู่จากฟลอร์มองตามคือเอกภพกับณัชชา
“ด้านหลังคือหัองวีไอพี ส่วนตัวไม่ปะปนกับคนอื่น เข้าทางเราพอดี” เอกภพบอก
“งั้นก็ไปกันเลย”
“รอก่อนก็ได้ครับ เรายังมีเวลา”
“ทำไมต้องรอด้วย”
“ก็นานๆ ผมจะได้เต้นรำกับองค์หญิงนี่ครับ”
“นี่”
“ล้อเล่นน่ะครับ ที่รอก็เพื่อให้พนักงานจัดทุกอย่างให้เรียบร้อยจะได้เหลือแต่ พวกนายอำนาจไงครับ” ณัชชาเหล่ “จริงๆ ครับ”

เอกภพยิ้มแล้วจับณัชชาหมุนตัวตามเพลงแล้วดึงเข้ามากอดใกล้ๆ ณัชชาส่ายหน้าเบื่อ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้

มือปืนสองคนยืนคุยกันอยู่หน้าห้องวีไอพี แต่แล้วมันสองคนก็ขยับตัวพยักพเยิดให้กันมองมาทางเอกภพกับ
ณัชชาที่เดินตรงเข้ามา มันมองความสวยของณัชชาไม่วางตา
“มีคนให้ข้าพาหญิงมาส่ง”
“เจ้านายไม่ได้บอกไว้”
เอกภพก้าวเข้าใกล้กระซิบ
“เป็นของขวัญพิเศษ เป็นการเซอร์ไพรส์” มือปืนจ้องหน้านิ่ง “อ้อ...เซอร์ไพรส์ ที่แปลว่าประหลาดใจน่ะ”
พวกมันยิ้มพยักหน้าเข้าใจ
“หญิงเข้าไปได้ เอ็งอยู่ข้างนอก”
“แต่ฉันต้องเข้าไปคุม คอยดูให้บริการเต็มที่”
“เอ็งนี่พูดไม่รู้เรื่อง บอกว่าไม่ได้”
“นี่ นายไม่ต้องเข้าไปหรอก ฉันรู้น่าว่าจะทำยังไง”
ณัชชาสบตาเอกภพ เอกภพพยักหน้า เอกภพยิ้มพยักหน้าให้มัน
“ก็ได้”
มันสองคนพยักหน้าให้กัน ไอ้มือปืนผายมือเปิดประตูให้ณัชชาเข้าไป เอกภพยืนรออยู่ข้างนอกกับมือปืน
อีกคนหนึ่ง ต่างมองหน้ากัน เอกภพยิ้มให้

มือปืนพาณัชชาเข้ามาในห้อง อำนาจนั่งอยู่กับสาวสองคนที่คอยดูแลอยู่มีมือปืนสองคนยืนคุมอยู่ทางด้านหลังอำนาจจำณัชชาไม่ได้
“มีคนส่งสาวมาให้ท่านครับ”
“ข้าไม่ได้สั่งไปนี่หว่า”
“ของพิเศษ เอ้อ...เซอร์ไพรส์น่ะครับ”
อำนาจยิ้มออกมาได้
“มาหนู มานั่งข้างๆ ป๋า”
ณัชชายืนเฉย สีหน้าไม่พอใจ
“ถ้าจะให้หนูอยู่ก็ต้องอยู่คนเดียว ไม่มีคนอื่น”
อำนาจออกลูกงงแต่แล้วก็หัวเราะ
“อ๋อ...เข้าใจแล้ว โมนินกับโมนา ออกไปก่อนนะจ๊ะ”
สาวสองคนค้อนณัชชาแล้วลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินผ่านณัชชาชำเลืองตามองส่งเสียงคุยดัง
“ตบแบบไฮโซสั่งสอนดีมั๊ยเนี่ย”
“ไปเถอะพี่โมนิน”
สาวสองคนเดินฉับๆ เปิดประตูออกไป
“เอ็งออกไปดูข้างนอก ถ้าท่านมาบอกว่าให้กลับไปก่อน คืนนี้งดประชุม”
มือปืนพยักหน้าแล้วเดินออกไป
“เป็นไงจ๊ะหนู พอใจหรือยัง”
ณัชชายิ้มด้วยความพอใจสายตาจ้องอำนาจเขม็ง ณัชชายิ้มแล้วเดินเข้าไปหาอำนาจ อำนาจยืนขึ้นส่งมือออกมารับ ณัชชาส่งมือให้ อำนาจรับมือแล้วยกขึ้นทำท่าจะจูบแต่แล้วณัชชากระชากเหวี่ยงโครม อำนาจปลิวไปกระแทกมือปืนคนหนึ่งกระเด็นล้มไปด้วยกัน มือปืนอีกคนกระชากปืนออกมาจากเอวแต่ณัชชาเข้าถึงตัวก่อนคว้ามือของมันไว้ได้ทุ่มข้ามหัวไปโครมมันทรุด ณัชชายิ้มเดินไปคว้าคอเสื้ออำนาจขึ้นมา อำนาจมึนจ้องหน้าอึดใจในที่สุดจำได้
“องค์หญิงณัชชา”
“ดีใจที่ได้พบกันอีก คุณอำนาจ”

ประตูเปิด อำนาจเดินควงณัชชาออกมา มือปืนสองคนขยับตัว
“ข้าจะพาหนูไปเต้นรำซักเพลงสองเพลงเอ็งสองคนพาไอ้นี่ไปกินเหล้ารอข้างในเดี๋ยวข้ามา”
“แต่ท่าน...”
“เฮ้ย ไม่มีใครกล้าทำอะไรข้าหรอกน่า”
“ไปกันเถอะค่ะ”
ณัชชาดึงอำนาจออกไป
“กินเหล้าดีกว่า”
เอกภพบอกแล้วเปิดประตูเข้าไปข้างใน มือปืนสองคนมองตามอำนาจงงๆ
“เฮ้ย...คิดมากน่า กินเหล้าเว๊ย”
มือปืนพยักหน้า มันสองคนเปิดประตูเข้าไปข้างใน

มือปืนสองคนเปิดประตูเข้ามา เห็นมือปืนสองคนนอนอยู่กับพื้น พวกมันขยับตัว แต่เท้าของเอกภพผ่านเข้ามาตรงหน้ามันสองคนโครมเข้าให้อัดพวกมันเข้ากับประตู แต่พวกมันทนใช้ได้เกิดการต่อสู้ประชิดตัว เอกภพต้องวาดลวดลายอีกสองสามหมัด ในที่สุดพวกมันหมอบกันหมด เอกภพเดินไปที่โต๊ะตั้งพวกมิกเซ่อร์ หยิบน้ำเทใส่แก้วยกขึ้นตรงหน้า
“เซอร์ไพรส์”
เอกภพดื่มน้ำวางแก้วแล้วออกจากห้องไป

เอกภพขับรถมาบนถนนสายหนึ่งโดยมีอำนาจนั่งอยู่ข้างหลังกับณัชชา
“ถ้าไม่อยากพิการบอกมาว่าเทพอาคินเอาดาบไปไว้ที่ไหน”
“อ๋อ ที่แท้เรื่องดาบนี่เอง ดาบอยู่ในห้องพิเศษประตูเป็นเหล็กหนา อาคินทำลายกุญแจปิดตาย มีแต่พลังของเทพอาคินที่จะทลายประตูเหล็กเข้าไปได้”
“อะไรกันคุณอำนาจ ยังไม่ได้ทรมานเลย รีบบอกแล้ว ง่ายไปหรือเปล่า”
“ไม่จำเป็นที่ผมต้องเจ็บตัว พวกคุณไม่มี ปัญญาเข้าไปอยู่แล้ว”
“ฉันว่านายเองก็ไม่ได้ซื่อตรงกับเทพอาคินนักหรอกเทพอาคินสามารถกำจัดนายเมื่อไหร่ก็ได้” อำนาจนิ่งไป “ยิ่งถ้ารู้ว่านายคาบข่าวมาบอกเรา”
“พวกคุณบังคับผมตะหาก”
“ฮะ...หน้านายยังยับไม่พอ เทพอาคินไม่เชื่อนายหรอก”
“หน้าที่ของเราคือกำจัดเทพอาคิน หรือนำตัวกลับไปสวรรค์เพื่อลงโทษ ไม่เกี่ยวกับนาย”
“คือว่า...”
“ฉันรับปากว่าจะไม่บอกเทพอาคินว่านายหักหลัง” อำนาจพยักหน้า
“ผมซ่อนกุญแจไว้ที่ใต้เก้าอี้บัลลังก์ของเทพอาคินในห้องโถง พวกคุณไปเอากันเอง”
“อืม...ฉลาดเหมือนกันนี่ ยิ่งใกล้ตัวยิ่งหาไม่เจอ”

ณัชชายิ้ม อำนาจถอนใจเฮือก สีหน้าไม่ดี

อ่านต่อเวลา 17.00น.

มือปืนของอำนาจสี่ห้าคนยืนเรียงรายกันหน้าตึก รถของเอกภพจอดลงที่ฝั่งตรงข้าม
            “ถ้าพวกคุณไม่ว่า ผมขอลงที่นี่และไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”
“เชิญ” อำนาจลงจากรถ “ที่นี้ก็แค่รอ”
เอกภพจ้องที่กระจกส่องหลังเห็นใบหน้าของณัชชา
            “มองอะไร”
“องค์หญิงใส่วิกแล้วสวยดีไปอีกแบบ”
“เลิกมองได้แล้ว”
“โห...มองแค่นี้ก็ไม่ได้”
ณัชชาเหล่ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเอกภพรับสาย
“ผมพร้อมแล้ว โอเค”
เอกภพวางสาย เก็บโทรศัพท์
“อีกห้านาทีคุณเจนศักดิ์จะนำกำลังเข้าบุก เราจะลอบเข้าไปอีกด้านหนึ่งชิงดาบมาให้ได้” เอกภพมองทางกระจกหลังณัชชาหายไปแล้ว “องค์หญิง”
เอกภพขยับตัวเสียงเคาะกระจกดังขึ้น ณัชชาอยู่ด้านนอกแล้ว เอกภพรีบเปิดประตูออกไป
“พร้อม”
“พร้อม”
เอกภพยกแขนขึ้น ณัชชาควงแขน ทั้งสองเดินออกไป
 
พวกมือปืนห้าคนยืนเรียงรายอยู่ ทันใดนั้นรถเจ้าหน้าที่พรวดเข้ามา เจนศักดิ์พรวดออกมาพร้อมพวกเจ้าหน้าที่ ห้าคนพวกมือปืนตวัดปืนสาดทันที
“พวกเราบุก”
เจ้าหน้าที่สาดกระสุนเข้าใส่พวกมันล้มคว่ำไปสองสามคน แต่แล้วมีพวกมันเข้ามาเสริมอีก เจนศักดิ์กับทุกคนยิงสาดใส่พวกมัน
พวกมือปืนล้มกลิ้งแต่ก็มีเติมเข้ามาอีก ยิงสกัดตรึงกำลังของเจนศักดิ์กับเจ้าหน้าที่ซึ่งยิงต้านพวกมันเอาไว้ เอกภพกับณัชชาเข้ามา
“เชิญเลยครับผู้กอง ผมจะยื้อพวกมันอยู่ที่นี่”
“บอกทุกคนระวังตัวด้วย”
เอกภพกับณัชชาเคลื่อนตัวออกไป
“ตรึงพวกมันไว้ที่นี่ตามแผน”
ทั้งสองฝ่ายต่างสาดกระสุนเข้าหากัน
           
            เอกภพกับณัชชาเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นพวกมือปืนโผล่มาสี่ห้าคนสาดกระสุนเข้า
ใส่เอกภพกับณัชชา ทั้งสองพุ่งหลบไปคนละข้างแล้วสาดกระสุนใส่พวกมันจนดิ้นคว่ำไปจนหมด
“เราต้องไปที่ห้องโถง บัลลังก์ของเทพอาคินอยู่ที่นั่น”
 เอกภพนำไป ณัชชาเคลื่อนตัวตามไปติดๆ จนถึงหน้าห้องโถงก็เจอมือปืนอีกสามสี่คนโผล่กราดยิงออกมา ทั้งสองสาดใส่จนพวกมันคว่ำไปหมด ทั้งสองเคลื่อนตัวเข้าไปในห้องโถงก็เห็นที่นั่งของอาคินเป็นบัลลังก์อยู่ตรงหน้า         
“บัลลังก์ของเทพอาคิน”
ณัชชาขยับตัวแต่เอกภพคว้าไว้
“ผมจะเข้าไปเอากุญแจเองครับองค์หญิงคอยคุ้มกันให้ผม”
ณัชชาพยักหน้ายกปืนกราดไปมา เอกภพพรวดไปที่บัลลังก์ของอาคิน กราดสายตามองรอบๆ ไม่เห็นร่องรอย
อะไรทั้งสิ้น ทันใดนั้นเสียงปืนดังสนั่นขึ้น เอกภพหันไปมองก็เห็นร่างของมือปืนที่พรวดเข้ามาสองคนคว่ำไป ณัชชาเข้ามาใกล้         
“ว่าไงคุณ เร็วหน่อยซิ เดี๋ยวพวกมันก็แห่กันเข้ามาอีก”
เอกภพตรวจทั่วเก้าอี้
“ไม่มีร่องรอยช่องลับสำหรับเก็บกุญแจเลยครับ”
ณัชชาจ้องหน้าเอกภพสีหน้าเคร่งเครียด
            “กุญแจต้องอยู่ที่นี่ ไม่รู้ละ...คุณโม้ว่าจะจัดการไม่ใช่เหรอ”
เอกภพนิ่งอึดใจ ในที่สุดพยักหน้า
“องค์หญิงช่วยถอยไปหน่อยได้มั๊ยครับ”
ณัชชาเหล่แต่ถอยให้ตามคำขอ เอกภพยิ้มให้ ทันใดนั้นเอกภพหมุนตัวจระเข้ฟาดหางถีบโครมเข้าที่บัลลังก์ของเทพอาคินบัลลังก์แตกกระจายชิ้นส่วนปลิวแยกเป็นชิ้น จึงเห็นลูกกุญแจตกเด้งกับพื้นเสียงดังกริ๊งๆๆตรงหน้า เอกภพก้มลงหยิบขึ้นมาชูให้ณัชชาดูแล้วยิ้มให้
“ตามคำโม้ครับผม”
ณัชชายิ้ม ทันใดนั้นเสียงปืนดังสนั่นเปรี้ยงๆๆ ทั้งสองพุ่งตัวหลบไปคนละทาง เป็นพวกมือปืนโผล่เข้ามาห้าคน ทั้งสองยิงตอบโต้ พวกมันล้มคว่ำไป ทั้งสองก้าวออกมาจากที่ซ่อนเอกภพตรวจปืนกดคลิปทิ้ง ใส่คลิปใหม่เข้าไป                “กุญแจล่ะ”
“ยังอยู่เรียบร้อยครับ เอ๊ะ องค์หญิงบาดเจ็บ” ณัชชาตรวจดูพบว่าที่หัวไหล่ถูกกระสุนปืนมีบาดแผลปรากฏ “องค์หญิงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“ยังไม่เป็นอะไรหรอก แค่มนต์เก้าภูตสังหารทำให้ภูมิคุ้มกันของฉันเริ่มแผ่วเท่านั้นเอง”
ทันใดนั้นก็เห็นบาดแผลสมานเข้าหากันจนเป็นปกติ ณัชชาพรวดออกไป
“โห...ไม่มีการรอเลย”
เอกภพรีบตามไป
 
ด้านนอกเจนศักดิ์กับเจ้าหน้าที่ห้าคนสาดกระสุนตรึงพวกมือปืน แต่แล้วทันใดนั้นมีรถตู้พรวดเข้ามาสองคัน
อำนาจกับพวกมือปืนนับสิบลงมาจากรถ สาดกระสุนใส่เจนศักดิ์กับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งทรุด
“ถอยก่อนเร็วเข้า”
เจนศักดิ์หันยิงต้านพวกอำนาจ เจ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาพยุงคนเจ็บ ต่างกราดยิงพลางถอยขึ้นรถพรางเจนศักดิ์
ยืนสาดกระสุนใส่ต้านสุดฤทธิ์จนรถถอยออกตีวงกลับพร้อมออก
“โชคดีครับผู้กอง”
เจนศักดิ์พรวดไปขึ้นรถ รถพรวดออกไปพวกอำนาจกับมือปืนยิงตาม อำนาจยิ้มแล้วหันหลังโบกมือให้พวกมือปืนตามเข้าไปด้านใน
“หาตัวผู้กองเอกภพกับองค์หญิงให้พบ สกัดไว้ให้ได้”
 
เอกภพกับณัชชา เคลื่อนตัวเข้าไปด้านใน มีพวกมือปืนออกมาแต่ก็ถูกเอกภพกับณัชชายิงดับไป ทั้งสองเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
“ทางนี้ ฉันเคยบุกเข้ามาตอนที่เทพอาคินนั่งสมาธิ ห้องเก็บดาบต้องอยู่แถวนั้นแน่ๆ”
“เชิญเลยครับ”
ณัชชาพุ่งพรวดออกไป เอกภพรีบตาม

จบตอนที่ 10
อ่านต่อตอนที่ 11 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 9
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 9
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ค่ำคืนนั้นชารีฟจึงรีบมาแจ้งข่าวการิม และกำลังเคาะประตูห้องการิมเบาๆ สักครู่การิมเปิดประตูออกมา ชารีฟบอกทันที “ท่าน ศาสตราจารย์จะออกเดินทางวันพรุ่งนี้” การิมตกใจมาก “ทำไมล่ะ...ทำไม เปลี่ยนกะทันหันอย่างนี้” “ข้าคงจะรู้ล่ะนะ” เสียงชารีฟประชดอยู่ในที “ท่านทัดทานรึเปล่า” การิมถามอย่างลืมตัว ชารีฟเหล่การิมเอามากๆ ว่า ถามไม่สร้างสรรค์อีกแล้ว “ขอโทษเถอะท่าน” “แต่ข้าก็ทำทั้งๆ ที่ไม่ควรทำ” ชารีฟบอก “พรุ่งนี้...พรุ่งนี้” การิมกระวนกระวายไปหมด “ทำยังไงดี” “ไม่เห็นต้องคิด ไป” น้ำเสียงชารีฟบอกเป็นคำสั่ง “เตรียมตัวไป เดี๋ยวนี้”
กำลังโหลดความคิดเห็น...