xs
xsm
sm
md
lg

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 9

อ่อนศรีเดินนำเข้ามาที่ ปราสาทห้าหลังตามมาด้วยอาทิตยรังสีและตำรวจเดินประกบหลัง

“ถึงแล้วครับคุณชาย”
อ่อนศรีและอาทิตยรังสีรีบเดินเข้าไปในปราสาท
“คุณชายใหญ่ครับ อาจารย์ชินกร ผมพาคุณชายอาทิตย์มาแล้วครับ คุณชายใหญ่ครับ”
อ่อนศรี อาทิตยรังสี และ ตำรวจเดินหา มุมต่างๆของปราสาท แต่ไม่มีใครเห็นวี่แววของคนอื่น อาทิตยรังสีกับตำรวจสองนายเดินกลับมาเจอกันที่กลางปราสาท
“เจอหรือเปล่า”
ตำรวจพูดพร้อมกัน
“ไม่เจอครับผม”
อาทิตยรังสีคิดหนัก
“หายไปไหนกันหมด”
อ่อนศรีวิ่งมารายงาน
“คุณชายครับ ผมพอจะรู้แล้วครับว่าคณะคุณชายใหญ่ไปทางไหน”
อาทิตยรังสีหันมาด้วยความอยากรู้

อาทิตยรังสี อ่อนศรี และตำรวจทั้งสองคนยืนมองรอยเท้าและรอยเดินเข้าไปในป่าของทั้งสี่คน อ่อนศรีชี้ไป
“มีรอยเท้า และรอยคนเดินไปทางนี้ครับ ดูเหมือนจะมีมากกว่าสี่คน รอยที่เก่ากว่า อาจจะเป็นของพวกโจร บางทีคุณชายใหญ่อาจจะเห็นรอยพวกนี้แล้วก็เดินสำรวจตามรอยไปก็ได้นะครับ”
อาทิตยรังสีใจคอไม่ดี
“งั้นก็รีบตามไปเลย”
อ่อนศรีรีบเดินนำไป อาทิตยรังสีตามมา และตำรวจเดินปิดท้ายอีกตามเคย

ในป่าอีกมุม...บรรยากาศยามเช้ามืดยังไม่สว่างดี ในเพิงที่พักของชินกรและเกษรา ทั้งสองคน
นอนกอดกัน ชินกรกอดเกษราจากข้างหลัง หน้าเขาเคลิ้มๆ ยังหลับพริ้มฝันไป ในความฝันเขาเดินยิ้มมาหาอาป๊า และ อาม่าที่กำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่ที่โต๊ะกินข้าว กลางโต๊ะมีซาลาเปาลูกใหญ่ๆวางอยู่หลายลูก
“โห...ซาลาเปาลูกใหญ่จัง”
อาม่าหันมา
“ไม่ใช่ใหญ่อย่างเดียว นุ่มด้วยนะอาชิน...ไม่เชื่อลองจับดู”
อาม่าวางซาลาเปาไว้ในมือซ้ายของชินกร เขาใช้มือขวาคว่ำตะปบลงบนซาลาเปามั่บ แล้วก็นวดๆ คลึงๆเคลิ้มๆ แล้วก็พูดออกมาเสียงลอยๆ กึ่งฝันกึ่งจริง
“อืม...นุ่มจริงๆด้วย”
ขณะที่ชินกรเคลิ้มกับการคลึงซาลาเปานั้นเอง เสียงกรี๊ดของเกษราก็ดังแทรกเข้ามาในฝัน
“อ๊าย”
ชินกรหลับตาพริ้มเคลิ้ม เสียงกรี๊ดของเกษรายังดังต่อเนื่อง
“อ๊าย”
ชินกรตกใจลืมตาฟึ่บโพล่งออกมา
“เฮ้ย ไอ้ก้องมีนม”
มือชินกรทาบอยู่กับหน้าอกของเกษราร ต่างคนต่างตกใจ เกษรารีบลุกพรวดและถอยกรูดไปชนท่อน
เสาที่ค้ำอยู่ จนเพิงล้มระเนระนาด ชินกรตกใจ
“เฮ้ย”
เพิงล้มลงมาทับ ทั้งสองคนแหวกกิ่งไม้ที่ตกลงมาอย่างชุลมุน เกษราไม่ทันเห็นว่าวิกผม
ร่วงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมที่เก็บซ่อนไว้หลุดกระจุยกระจาย เธอแหวกกิ่งไม้หลุดออกมาได้ก็หันขวับมาเอามือปิดหน้าอก พร้อมโวยใส่
“คุณลวนลามฉัน”
ชินกรยังแหวกออกมาไม่ได้ พูดไปแหวกไป
“ฉันไม่ได้ลวนลาม ฉันรู้สึกเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นหน้าอกของนายฉันนึกว่าเป็น...”
ชินกรโผล่ออกมาพอดี พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเกษรายืนอยู่ไม่มีวิก ชินกรหันมาถึงกับอึ้ง ตาเบิกโพลงแล้วก็โพล่งออกมา
“คุณเกษ”
เกษราสะอึกเฮ้ย เธอรีบเอามือจับผม ชินกรก้มมองที่หน้าอกโดยสัญชาตญาณ เกษราตกใจรีบมือมา
จับหน้าอกตัวเองอีกที ชินกรเงยหน้ามามองเกษราอีกทีแล้วก็โพล่งออกมา
“นายไม่ใช่ไอ้ก้อง แต่เป็นคุณเกษจริงๆเหรอวะไอ้ก้อง เอ้ย...จริงเหรอครับคุณเกษ”
เกษราก้มหน้าอึกๆอักๆ พูดไม่ออก ชินกรตาวาว
“คุณพระช่วย คุณเกษ คุณมาทำอะไรที่นี่ คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไม เฮ้ย...ผมงงไปหมดแล้ว”
“ฉันจะมายังไง ทำไม ก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่า...ฉันก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”
ชินกรยังงง
“แล้วทำไมคุณถึงได้อุตริแต่งเป็นชาย แล้วมาผจญภัยกลางป่าแบบนี้”
“ฉันไม่ได้อุตริ คุณนั่นแหละอุตริรู้ว่าก้องเกียรติ์เป็นชาย แล้วยังอุตริมาชอบอีก”
ชินกรดีใจร้องลั่น
“ไชโย”
เกษราตกใจ
“ผมรู้แล้วว่าผมไม่ได้อุตริ เพราะคุณเป็นผู้หญิง ผมชอบคุณ ก็แสดงว่าผมชอบผู้หญิง ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย ไชโย”
ชินกรแหกปากดีใจอย่างสุดๆ เกษราถึงกับอึ้งไป ทั้งเขิน ทั้งอาย อยู่ๆก็โดนสารภาพว่าชอบอีก
“โอ้ย ผมดีใจเหลือเกิน ดีใจจริงๆ วู้ฮู้ ดีใจโว้ย”
เกษราปราม
“ถ้าคุณดีใจกับตัวเองเสร็จแล้ว ก็รีบไปได้แล้ว”
“โธ่ คุณเกษครับ ขอผมเฉลิมฉลองความโล่งใจของผมหน่อยก็ไม่ได้ ผมนอนเครียดมาเป็นเดือนเรื่องไอ้ก้อง พอรู้ความจริงก็ให้เวลาผมดีใจสักหน่อยสิครับ”
“งั้นก็เชิญคุณดีใจไปก็แล้วกัน ฉันจะไปแต่งตัว เรียบร้อยแล้วจะได้รีบเดินทาง”
เกษราพูดอายๆ แล้วก็รีบคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเอง แล้วรีบเดินเข้าไปที่หลังต้นไม้ ปล่อยให้ชินกรยืนยิ้มแก้มปริอยู่คนเดียว

“ไอ้ก้อง เป็นคุณเกษจริงๆเหรอเนี่ย...ไม่อยากจะเชื่อเลย...ไชโย”

เกษราเดินมาหลบอยู่ที่หลังต้นไม้ แล้วก็หลับตาปี๋ ทั้งอาย ทั้งเขิน ทั้งดีใจ คำพูดชินกรดังก้องเข้ามาอีกที

“ไชโย...ผมรู้แล้วว่าผมไม่ได้อุตริ เพราะคุณเป็นผู้หญิง ผมชอบคุณ ก็แสดงว่าผมชอบผู้หญิง ผมไม่ได้ชอบผู้ชาย ไชโย”
เกษรายิ้มอายๆ...ชินกรยืนอยู่ที่เดิมยิ้มแฉ่ง แล้วก็ส่งเสียงร้องด้วยความยินดี
“ไชโย...ไชโย...ไชโย”

ชินกรตะโกนแหกปาก อย่างบ้าคลั่ง ยิ้มหัวเราะอย่างดีใจ โล่งอกมากๆ เบิกบานสุด ๆ

กองไฟหน้าเพิงธราธรอันเมื่อคืน ถูกเหยียบและขยี้อย่างแรงด้วยความแค้น เอ็ดเวิร์ดยืนอยู่
หน้าตาไม่สบอารมณ์อย่างแรง
“ไม่ทันพวกมันอีกจนได้”
พรานสมยืนอยู่ข้างๆ
“ไอ้คุณชายมันคงไหวตัว รีบไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง”
พรานสมพูดจบก็มองไปข้างหน้าอย่างพิจารณา เขามองไปบนท้องฟ้า ดูดาวเหนือที่ยังไม่หายไปจากฟ้าและดูยอดเขา ในขณะที่เอ็ดเวิร์ดโวยวายอย่างหัวเสีย
“แล้วยังไงเนี่ย ฉันไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้อีกแล้ว มัวแต่เดินไปเดินมา เดี๋ยวก็โดนจับกันพอดี”
พรานสมหันมาบอก
“วันนี้เราไม่เสียเวลาแน่...เพราะผมรู้ว่ามันกำลังจะไปไหน”
พรานสมพูดอย่างมั่นใจ เอ็ดเวิร์ดจิกตามองหงุดหงิด

อีกมุมหนึ่งของป่า ธราธรเดินประคองระวีรำไพเดินมุ่งหน้าไปที่ปราสาท ระวีรำไพยังหน้าซีด เพราะพิษไข้
“น้องปรางไข้ขึ้นสูงมาก เรายังพอมีน้ำเหลืออยู่ในกระติก หยุดพักเช็ดตัวก่อนดีมั้ย เผื่อไข้จะลดลง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ปรางไม่อยากเสียเวลา ปรางอยากรีบไปให้ถึงปราสาทเร็วๆ บางทีทั้งพรานอ่อนศรี ทั้งพี่เกษ อาจารย์ชินกร อาจจะรอเราอยู่ที่นั่นก็ได้”
เธอพูดอย่างใจสู้ แต่ร่างกายแสนจะอ่อนเพลีย ธราธรเห็นแล้วก็สงสาร
“ขี่หลังพี่ชายใหญ่ไปนะ จะได้พักไปด้วย”
ระวีรำไพยังไม่ทันตอบ ธราธรก็หันหลังให้ ระวีรำไพค่อยๆยื่นมือไปเกาะหลังเขินๆ ต่างจากเมื่อวาน เพราะเมื่อวานไม่ทันตั้งตัว ธราธรยกเธอขึ้นและแบกขี่หลังไป ธราธรเดินไปอย่างแข็งแรง ระวีรำไพค่อยๆเลื่อน
มือจากเกาะหลังมาเป็นโอบกอดไว้และเอาหน้าเอนพิงนอนอยู่ที่แผ่นหลังอย่างอบอุ่น ธราธรยิ้มนิดๆดีใจที่เธอรู้สึกสบาย
“พี่ชายใหญ่คะ...จะมีใครมาช่วยพวกเราหรือเปล่า...พรานอ่อนศรีจะพาคนมาช่วยพวกเราได้หรือเปล่าคะ”
“มีสิ...พี่มั่นใจต้องมีคนมาช่วยพวกเราแน่ๆ พี่มั่นใจ”
ธราธรตอบอย่างมั่นใจ

ชินกรเดินยิ้มหน้าบานมาก มีความสุขสุดๆ ยิ้มไปเดินไป หันมามองเกษราเป็นระยะๆ จนเธอเขิน
“อาจารย์ชินกรหุบยิ้มบ้างก็ได้ค่ะ”
ชินกรหยุดเดินหันมา
“โธ่..ก็ผมดีใจนี่ครับ...ดีใจที่คุณเกษกับก้องเป็นคนคนเดียวกัน มันทั้งดีใจ สบายใจ โล่งอกที่สุด” แล้วเขาก็นึกได้ “อ้อ คุณเกษครับ...ผมสงสัย ก้องคือคุณ...แล้วตะวันหล่ะครับ เป็นใคร”
“ตะวัน คือ น้องมะปราง หม่อมหลวงระวีรำไพค่ะ”
ชินกรชะงัก
“มะปราง ลูกสาวอาจารย์หม่อมอาทิตย์ แล้วอาจารย์หม่อมรู้หรือเปล่าครับ”
เกษราส่ายหน้า
“คุณชายอาทิตย์ไม่ทราบค่ะ”
ชินกรงง
“แล้วคุณเกษกับมะปรางปลอมตัวมาที่นี่ทำไมครับ ที่จริงพวกคุณอยากมาก็ขอมาปกติก็ได้ ทำไมต้องแต่งเป็นชายด้วย”
“คุณชายอาทิตย์ ไม่ยอมให้น้องปรางมาด้วย ท่านเป็นห่วงไม่อยากให้มาอยู่ป่ากับผู้ชายจำนวนมาก แต่น้องปรางก็ห่วงคุณชาย เพราะโรคหัวใจของท่านกำเริบก่อนเดินทางมาไม่กี่วัน น้องปรางอยากตามมาดูแล น้องปรางปรึกษาพี่ชายใหญ่ สุดท้ายเราก็เลยต้องมากันในแบบนี้”
ชินกรพยักหน้าเข้าใจ
“อ๋อ...เพราะอย่างนี้นี่เองพอตะวันตกน้ำ คุณชายใหญ่ถึงได้กระโดดลงไปช่วย...” เขาตำหนิตัวเอง “ผมนี่มันโง่จริงๆ อยู่ด้วยกันตั้งนานไม่เฉลียวใจสักนิด...ที่ผ่านมาถ้าผมล่วงเกิน หรือ เอ่อ...ถูกเนื้อต้องตัวคุณ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ”
เกษราชะงักคิด ด้วยสัญชาตญาณ เธอนึกถึงตอนที่เขาโอบไหล่ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ตอนกอด และมาจบลงที่จับหน้าอกเมื่อเช้า หญิงสาวหน้าแดงด้วยความอาย ชินกรพูดต่อไม่รู้เรื่อง
“ผม...ขอโทษจริงๆนะครับ โดยเฉพาะเรื่องเมื่อเช้า”
เกษราหน้าแดงกร่ำ รีบตัดบท
“ฉันยกโทษให้คุณค่ะ”
ชินกรเสียงขรึม
“ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะระวังให้มาก ผมจะดูแลคุณอย่างดี และนำคุณไปคืนคุณชายใหญ่อย่างไร้มณฑิล”
ชินกรพูดด้วยเสียงมั่นใจ เกษรายิ้มรับนิดๆ ทันทีที่พูดจบเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัด เปรี้ยง เกษราร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ว้าย”
ชินกรสั่ง
“หมอบลง”
เกษราทำตามแต่โดยดี แต่ยังไม่ทันจะได้หมอบ อีริค และสมุน โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ที่ซุ่มอยู่ ชินกรและเกษรายืนตัวแข็งทื่อ อีริคและสมุนมองทั้งสองคนราวกับสัตว์ที่กำลังโดนล่า

อีกมุมหนึ่งของป่าธราธรยังแบกระวีรำไพอยู่บนหลัง ธราธรชะงัก
“เสียงปืน”
ระวีรำไพหน้าเสีย
“จะเป็นของพวกโจรหรือเปล่าคะ”
“พี่ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้ดังมาจากทางปราสาท เรารีบไปกันดีกว่า ใกล้จะถึงแล้ว”
ธราธรรีบเดินต่อหน้าตาเครียดขึ้น

ชินกรกับเกษรา ยืนตัวแข็งทื่อ...อีริคและสมุนเล็งปืนตรงมาทางสองคน ชินกรค่อยๆดึงตัวเกษรามาหลบอยู่ข้างหลัง เธอเคลื่อนตัวตามมายืนอยู่ข้างหลัง แผ่นหลังของเขาอบอุ่นและดูปลอดภัยจนเธอรู้สึกได้ ชินกรเขากุมมือเธอไว้ตลอดเวลา

“เก็บมันเลยมั้ยครับนาย”

สมุนหันมาถามอีริค

อีริคแสยะยิ้ม

“เดี๋ยว...ง่ายไป พวกมันทำฉันเหนื่อยเดินหาเป็นวันๆ มันต้องชดใช้ด้วยการให้ความบันเทิงกับฉัน ก่อนที่พวกมันจะตาย”
อีริคมองชินกร และเกษรายิ้มโหด ชินกรเอาตัวบังเกษราจนมิด ด้วยความเป็นห่วง
“แกจะทำอะไร”
“ฉันเป็นนักล่า...ฉันชอบการล่า ฉันจะนับหนึ่งถึงห้า ให้พวกแกวิ่งหนี ถ้าจับได้...ตาย”
เกษราหน้าเสียกำมือชินกรแน่น บอกให้รู้ว่ากลัว ชินกรสัมผัสได้ อีริคเริ่มนับ
“หนึ่ง”
ชินกรรีบขัดขึ้น
“เดี๋ยว ฉันเล่นเกมกับแกคนเดียว ปล่อยเด็กคนนี้ไป เขาไม่รู้เรื่อง”
“มันเห็นทุกอย่าง มันจะไม่รู้เรื่องได้ยังไง...สอง”
ชินกรหน้าเสีย เกษราหน้าซีดตัวสั่น ชินกรถอยด้วยสัญชาตญาณ เกษรากลัวจนเห็นได้ชัด อีริคนับเสียงเข้ม
“สาม”
ชินกรพูดกับเกษราเบาๆ ได้ยินกันสองคน
“นับสี่แล้วคุณรีบวิ่งไปเลยนะ”
เกษราชะงัก
“นับสี่”
อิริคนับ
“สี่”
ชินกรตะโกน
“วิ่ง”
เกษราตกใจวิ่งไปตามที่สั่ง ในจังหวะนั้นเองชินกรก็พุ่งตัวเข้าหาอีริค ในรัศมีที่บังองศาไม่ให้ยิงโดนเกษรา อีริคชะงักและยิงเข้าที่ไหล่ชินกรโดนเฉี่ยวๆ เปรี้ยง เกษราชะงักหันมา
“อาจารย์ชินกร”
ชินกรโดนยิงที่ไหล่ตะโกนบอก
“วิ่งไป”
เกษราพะวักพะวงแต่แล้วก็วิ่งไปต่อ ด้วยความจำใจ น้ำตาไหลไม่รู้ตัว
“ค่ะ...”
เกษราวิ่งปาดน้ำตาไป ด้วยความเป็นห่วงแบบสุดๆ อีริคหันมาด่าลูกน้อง
“ตามมันไปสิเว้ย ยืนโง่อยู่ได้ ไป ฆ่ามัน”
ลูกน้องวิ่งพรวดพราดไปหาเกษรา ชินกรรีบบอกทั้งที่เจ็บไหล่
“อย่า...อย่ายุ่งกับเธอ แกอยากฆ่ามาฆ่าฉัน ปล่อยเธอไป”
อีริคหันมา
“เธอ...หรือว่า...ไอ้หน้าอ่อนนั่นมันไม่ใช่ผู้ชาย”
ชินกรสะอึก หน้าเสีย ยังเจ็บแผลอยู่แต่ความเป็นห่วงมากกว่า อีริคตะโกนสั่ง
“เฮ้ย ยังไม่ต้องฆ่ามัน จับตัวมันมาให้ฉัน ที่เหลือฉันจัดการเอง”
อีริค ยิ้มมีนัยยะทางหื่น ลูกน้องพยักหน้ารับ และวิ่งไล่เกษราต่อ เกษราวิ่งไปร้องไห้ไป ชินกรมองอีริคอย่างแค้นๆ
“ไอ้ เลว”
ชินกรพุ่งเข้ามาอีริค ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นเปรี้ยง ชินกรชะงัก ตาเบิกโพลง เกษราตกใจวิ่งช้าลงหันกลับมาน้ำตานอง
“ชินกร...คุณชินกร...”
ลูกน้องอีริคได้ทีรีบวิ่งเข้ามาจับเกษราทันที ชินกรยืนนิ่งค้าง เลื่อนมือมาจับไปที่ท้องแล้วก็ไม่มีอะไรเขางงก้มลงมองไม่มีเลือดสักหยดก่อนจะเงยหน้ามองอีริคที่ยืนอยู่ตรงหน้า ปืนตกตุ๊บ เลือดไหลออกมาจากข้อมือ”ชินกรอึ้ง
“หะ”
ชินกรหันไปอีกทางหนึ่ง ตามวิถีกระสุน เห็นรณพีร์ยืนถือปืนอยู่อย่างเท่...ปลายกระบอกปืนยังมีควันกรุ่น เกษราอยู่ในวงล้อมของสมุนอีริค เธอหวาดกลัว ทันใดนั้นรัชชานนท์และตำรวจตระเวนชายแดนก็เดินออกมาจากที่กำบัง และล้อมพวกสมุนไว้อีกที เกษราตกใจ
“คุณชายเล็ก”
ชินกรชอคพอกัน
“คุณชายพีร์”
รณพีร์ยิ้ม
“พวกเรามาช่วยแล้วครับ”
ด้านหลังรณพีร์ ตำรวจตระเวนชายแดนปรากฏตัว อีริคหน้าซีด...ชินกรเดินมาหา
“ขอสักที”
ชินกรซัดเข้าที่หน้าอีริคหนึ่งทีอย่างแรงพลั่ก

ธราธรกับระวีรำไพ เดินมาถึงปราสาท เขาวางเธอลงบนก้อนหินที่พอจะทำเป็นเก้าอี้นั่งได้ ระวีรำไพลงจากหลัง แล้วยกมือไหว้
“ขอบคุณพี่ชายใหญ่มากค่ะ”
ธราธรลูบผมด้วยความรัก ต่างจากก่อนหน้าที่จะลูบด้วยความเอ็นด
“น้องปรางพักตรงนี้ก่อนนะ พี่จะไปเดินดูรอบๆ ดูว่าพรานอ่อนศรีมาหรือยัง”
“ค่ะ”
ธราธรเดินไปได้สองสามก้าวก็ชะงัก ระวีรำไพแปลกใจ
“มีอะไรเหรอคะ”
ธราธรจุ๊ปาก
“ชู่ว์...พี่ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่แถวนี้”
ระวีรำไพตื่นเต้น มองไปรอบๆพูดขึ้นเบาๆ
“อาจจะเป็นพรานอ่อนศรี หรือ...อาจารย์ชินกรกับพี่เกษก็ได้นะคะ”
“เดี๋ยวพี่เดินไปดูเอง...เพื่อความปลอดภัย ปรางนั่งรอพี่ในนี้”
เขาประคองเธอมานั่งในซอกหินที่มีที่กำบัง
“อย่าออกมาจนกว่าพี่จะเรียก”
“ค่ะ...”
ธราธรเดินไป ระวีรำไพเรียกไว้
“พี่ชายใหญ่คะ...ระวังตัวด้วยนะคะ”
ธราธรยิ้มนิดๆชื่นใจ พยักหน้ารับแล้วก็เดินไป ระวีรำไพหลบอยู่ในซอกหินอย่างระมัดระวัง

อีริคและสมุนโดนจับ ชินกรทรุดลงข้างๆ มือยังจับแผลไว้อยู่ด้วยความเจ็บ แต่ไม่วายพูดใส่หน้าอีริคด้วยความแค้น
“จับมันเลยครับ ไอ้พวกนี้มันเป็นโจรลักลอบขโมยโบราณวัตถุ แล้วพวกมันก็ไล่ยิงพวกเรา จับมันไปเลยครับ”
อีริคยิ้มหยึน

“หาหลักฐานมาให้ได้ซะก่อน ก่อนจะโยนความผิดให้ฉัน”

ชินกรกัดฟันกรอด

“ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานเรื่องขโมย แต่ข้อหาพยายามฆ่า” เขาชี้ที่แผล “นี่ไงหลักฐาน”
อีริคเริ่มจ๋อย รณพีร์หันไปบอกตำรวจ
“คุมตัวไปสอบปากคำได้เลยนะครับ ผมกับเจ้าหน้าที่ที่เหลือจะตามไปสมทบที่ปราสาท ตำรวจพาตัวอีริคกับสมุนไป ชินกรมองตามด้วยความสะใจ รัชชานนท์เดินมาพร้อมกับเกษรา เธอเห็นชินกรยังมีชีวิตอยู่ก็ดีใจ
“คุณชินกร”
เกษราวิ่งเข้ามากอดชินกรด้วยความดีใจจนลืมตัวเป็นกอดที่มาจากใจล้วนๆ รัชชานนท์กับรณพีร์
มองแล้วก็อึ้ง...เกษรากอดชินกรน้ำตาซึมๆ ด้วยความดีใจ
“ดีใจจริงๆที่คุณไม่เป็นอะไร”
ชินกรร้องเพราะเจ็บแผล
“โอ้ย”
เกษรารีบคลายกอด
“ขอโทษค่ะ...เจ็บมากมั้ยคะ ฉันช่วยห้ามเลือดให้นะคะ”
เกษรากุลีกุจอรีบเปิดกระเป๋าหยิบผ้ามาซับเลือดให้ รัชชานนท์กับรณพีร์มองหน้ากัน รัชชานนท์ถามเบาๆ ไม่ให้เสียงออกมามาก
“คุณชินกรรู้แล้วเหรอ ว่าก้องเกียรติ์คือคุณเกษ”
รณพีร์กระซิบตอบ
“ก็คงงั้นมั้ง”
“ดูเขาสองคนสนิทกันมาก...เห็นหรือเปล่า”
เกษราทำแผลให้ชินกรอย่างเบามือ ตำรวจแพทย์วิ่งมาพร้อมกับอุปกรณ์ทำแผลและเปล รณพีร์ชักจะรำคาญเม้าธ์อยู่ได้ กัดฟันตัดบท
“เห็นแล้ว ช่างมันก่อน พี่ชายใหญ่รออยู่”
รณพีร์หันมาพูดกับเกษราและชินกร
“คุณชินกร คุณเกษครับ...ผมจะให้เจ้าหน้าที่พาพวกคุณกลับเข้าเมืองไปก่อน ส่วนพวกเราจะไปตามหาพี่ชายใหญ่กับน้องปรางที่ปราสาท”
เกษรากับชินกรหันมาพูดพร้อมกัน
“ไปด้วยค่ะ/ครับ”
ทั้งสองพูดพร้อมกันด้วยความเป็นห่วงธราธรและระวีรำไพไม่น้อยไปกว่ากัน

มุมหนึ่งไม่ไกลจากปราสาท ธราธรเดินสำรวจอย่างระมัดระวัง เขาเดินมาได้ไม่ไกล ก็ชะงักเท้ารีบหลบ
หลังต้นไม้ เห็นสมุนเดินออกมา ธราธรยืนนิ่งค่อยๆชักปืนมาเตรียมไว้ ตึงเครียด สมุนเดินผ่านไป ไม่เห็น ธราธรถอนใจเบาๆ ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของระวีรำไพก็ดังขึ้น
“อ๊าย”
ธราธรตกใจอย่างแรงหันไปที่ต้นเสียง
“น้องปราง”
พรานสมกระชากระวีรำไพออกมาจากที่ซ่อน
“ปล่อยนะ...ปล่อย”
ระวีรำไพถึงแม้จะเพลียๆมึนๆ แต่ก็พยายามจะเอาชีวิตรอดอย่างใจสู้ พรานสมตะคอกถาม
“ไอ้คุณชายมันอยู่ไหน”
“ไม่รู้ ฉันไม่รู้ ปล่อยฉันนะ” เธอหันมาด่าแบบไม่กลัว “ไอ้โจรห้าร้อย”
ระวีรำไพกัดฟัน รวบรวมแรงสุดท้ายเหยียบขาพรานสมอย่างแรง
“โอ้ย”
เธอสะบัดตัวหลุด แต่วิ่งไปได้แค่สองสามก้าว
“แสบนักนะมึง ไอ้เด็กเมื่อวานซืน”
พรานสมยื่นมือออกไปและกระชากผมเธอเต็มมือ วิกผมหลุดติดมือพรานสมมา ผมที่ซ่อนไว้หลุดสยายกระจายกลางอากาศ ระวีรำไพตกใจ
“ว้าย”
พรานสมตกใจพอกัน
“เฮ้ย”
พรานสมมองวิกแล้วก็มองหน้าระวีรำไพ ที่ยืนงงผมยาวสยายเผยให้เห็นว่าเป็นผู้หญิงยืนเลิ่กลั่กอยู่ด้วยความตกใจ
“แกเป็นผู้หญิงเหรอ”
ระวีรำไพเลิ่กลั่กไม่ตอบ ฉวยโอกาสตอนพรานสมอึ้ง กำลังจะหันหลังวิ่งหนี แต่ก็มาชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของเอ็ดเวิร์ดที่ยืนขวางอยู่ พลั่ก
“โอ้ย”
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นเอ็ดเวิร์ดยืนมองด้วยสายตาเหยียดหยาม และเลือดเย็น ระวีรำไพหน้าเสีย แย่แล้ว เอ็ดเวิร์ดพูดเสียงเย็น
“เพราะอย่างนี้นี่เอง ไอ้คุณชายมันถึงได้ห่วงแกนัก”
เอ็ดเวิร์ดยิ้มร้าย เหมือนรู้จุดอ่อนของธราธร

ธราธรวิ่งพรวดออกมาจากป่า ในมือถือปืนเตรียมยิง แต่พอเห็นภาพก็ชะงักเท้ากึก
“น้องปราง...”
ระวีรำไพหันมา
“พี่ชายใหญ่”
ระวีรำไพจะวิ่งไป เอ็ดเวิร์ดกระชากแขนไว้
“จะรีบไปไหน”
ระวีรำไพโดนบิดมืออย่างแรง
“โอ้ย”
เอ็ดเวิร์ดจับมือระวีรำไพบิดแล้วพูดใส่หน้าด้วยความแค้น
“ตอนอยู่ที่แคมป์เธอทำแสบกับฉันไว้มาก ได้เวลาที่ฉันจะเอาคืน”
เอ็ดเวิร์ดผลักระวีรำไพไปทางพรานสมอย่างแรง
“โอ้ย”
พรานสมรับตัวไว้ จับแขนสองข้างบิดมาไพล่หลัง ธราธรตะโกนสวนกลับมาอย่างลูกผู้ชาย
“แกอยากจะเอาคืน มาลงที่ฉัน ปล่อยผู้หญิงไป”
“ทำไมฉันต้องฟังคำสั่งแก ที่นี่...ฉันเป็นใหญ่ ทุกคนต้องฟังฉัน”
เอ็ดเวิร์ดมองหน้าธราธรแล้วพูดด้วยความสะใจ
“แกเคยพูดว่าเงินของฉันซื้อน้ำแกงร้อนๆไม่ได้ แต่วันนี้ เงินฉันซื้อชีวิตของแกได้ แค่ฉันสั่งคำเดียว ทุกคนก็พร้อมจะฆ่าแก เพื่อแลกกับเงินของฉัน”
ธราธรมองไปรอบๆ เห็นว่าสมุนของเอ็ดเวิร์ดเดินออกมาจากมุมต่างๆ เตรียมอาวุธไว้ในมือ พร้อมฆ่าทันที เอ็ดเวิร์ดหัวเราะสะใจ
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ”
ระวีรำไพมองธราธรด้วยความเป็นห่วง สถานการณ์ตึงเครียดอย่างมาก

ป่าอีกมุมหนึ่ง ไม่ไกลจากปราสาท คณะของปวรรุจ พุฒิภัทร มานิต และตำรวจกำลังรีบเดินมาอย่างเร็วทุกคนหน้าตาเคร่งเครียด

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 9 (ต่อ)

ธราธรอยู่ในวงล้อมของคนร้าย ระวีรำไพถูกพรานสมจับอยู่ ธราธรคิดและใช้ความจริงเข้าสู้มองทุกคนด้วยความจริงใจแล้วก็พูดขึ้น

“พี่น้องทุกคน”
เอ็ดเวิร์ดหยุดหัวเราะมองธราธรด้วยหางตา
“ฝรั่งคนนี้กำลังหลอกใช้พวกคุณ เหมือนที่เขาเคยหลอกพวกผมมาแล้ว เขาหลอกว่าจะให้เงินทุนสนับสนุนการทำงาน แต่ที่แท้เขาต้องการมาขโมยของของพวกเรา”
เอ็ดเวิร์ดยักไหล่ ไม่สะทกสะท้าน ธราธรพูดต่อ
“สมบัติพวกนี้เป็นของคนไทย เป็นของทุกคนบนโลก ไม่ใช่สิ่งของที่ใครคนใดคนหนึ่งจะครอบครองแต่เพียงผู้เดียว”
เอ็ดเวิร์ดสวนทันที
“ไม่ว่าจะเป็นสมบัติชาติ สมบัติโลก เงินก็ซื้อได้ทั้งนั้น” เอ็ดเวิร์ดเยียดปากดูถูก “และไอ้คนที่แกเรียกว่า พี่น้อง นั่นแหละ เป็นคนพาฉันมาที่นี่ ให้ฉันมาเลือกหยิบ สมบัติชาติ อย่างเต็มที่ เจ้าบ้านเต็มใจขนาดนี้ แล้วฉันจะปฎิเสธได้ยังไง”
เอ็ดเวิร์ดยิ้มกวน ธราธรชะงักมองไปรอบๆ ทุกคนไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนใจ เอ็ดเวิร์ดพูดต่ออย่างดูถูก
“ฉันว่า แกหยุดพูดเถอะ พูดไป คนพวกนี้มันก็ไม่ยินหรอก เงินของฉัน” เอ็ดเวิร์ดลอยหน้ากวนๆ ชี้ไปที่หู “มันอุดหูอยู่ พูดไปก็เท่านั้น”
ระวีรำไพทนไม่ได้ ปรายตามามองพรานสมที่ล็อคแขนตัวเองอยู่
“พรานสม...มันพูดจาดูถูกขนาดนี้ ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ ของที่นายขโมยไป มันเป็นของคนไทยทุกคน นายไม่มีสิทธิ์จะขโมยไปขาย สำนึกรักชาติไม่มีบ้างหรือไง”
พรานสมเหยียดยิ้ม
“รักชาติ แต่ท้องมันหิว จะรักไปทำไม ถ้าไม่ทำแบบนี้ จะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย พวกคนเมืองมีชีวิตอยู่บนหอคอยงาช้าง จะมาเข้าใจอะไร สำหรับฉัน...ไอ้สมบัติที่พวกแกชื่นชมนักหนา มันก็เป็นแค่เศษหินเศษปูน”
ธราธรจี๊ด...เจ็บเข้าไปถึงใจ
“แต่สิ่งที่คุณทำมันไม่ถูกต้อง ถ้าคนไทยทุกคนทำอย่างคุณ ต่อไปลูกหลานจะไม่ได้เห็นศิลปวัตถุที่มีรากฐานมานับพันปี คนเราถ้าไม่รู้จักอดีตของตัวเอง ไม่เข้าใจตัวเอง แล้วจะเดินไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิได้ยังไง”
สิ้นเสียงธราธร เอ็ดเวิร์ดชูปืนแล้วก็ยิงขึ้นฟ้าด้วยความรำคาญเต็มทน เปรี้ยง ระวีรำไพตกใจ
“ว๊าย”

รณพีร์ และ รัชชานนท์ ชะงักกึก และด้วยสัญชาตญาณทั้งสองคน คิดว่าอาจจะเป็นธราธรแน่ๆ รณพีร์หันมาทางเกษราและชินกรที่เดินตามมาห่างๆ ชินกรตำรวจประคองอยู่
“ผมล่วงหน้าไปก่อนครับ เจอกันที่ปราสาท”
รณพีร์และรัชชานนท์รีบเร่งฝีเท้ามุ่งไปข้างหน้าอย่างเร็ว เกษรามองตาม ในใจหวาดหวั่น ใจคอไม่ค่อยดี

ปลายกระบอกปืนของเอ็ดเวิร์ดชี้ขึ้นฟ้า
“ฉันขี้เกียจฟัง ถ้ายังไม่หยุดพูด มันตาย”
ทันใดนั้นปลายกระบอกก็ถูกดึงเหวี่ยงชี้ไปทางระวีรำไพ ธราธรตะลึง
“อย่า”
เอ็ดเวิร์ดเชิดหน้า ทำไมต้องฟัง ธราธรรู้ตัว รีบอ่อนลง
“อย่าทำอะไรเธอ เธอไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ปล่อยเธอไปเถอะ...ฉันขอร้อง”
เอ็ดเวิร์ดคิดแล้วก็ยิ้มร้าย
“ได้...ฉันจะปล่อยไปก็ได้ แต่แก...ต้องฆ่าตัวตายต่อหน้าฉัน ตอนนี้เลย แกตายเมื่อไหร่ ฉันปล่อยไปทันที”
ธราธรสะงักกึก ระวีรำไพหน้าเสีย รีบตะโกนออกมา
“ไม่นะ พี่ชายใหญ่ไม่นะคะ อย่าทำแบบนั้นนะคะ”
“ไม่ทำ มันตาย”
เอ็ดเวิร์ดหันปืนมาทางระวีรำไพ ธราธรรีบสวน
“ถ้าฉันฆ่าตัวตาย ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าแกจะปล่อยเธอไปจริงๆ”
เอ็ดเวิร์ดยักไหล่
“ฉันไม่มีอะไรจะมาการันตี แกมีแค่สองทางเลือก ตายแล้วเสี่ยงว่ามันอาจจะรอด หรือ...ตายทั้งคู่” เอ็ดเวิร์ดพูดพร้อมยิงปืนลงพื้นข้างๆระวีรำไพ เปรี้ยง “เลือก”
ระวีรำไพร้องลั่น
“ว๊าย”
ธราธรสะดุ้ง มองหน้าระวีรำไพด้วยความเป็นห่วง...ธราธรและระวีรำไพมองตากัน ปรึกษากันทางสายตา...แววตาธราธรบ่งบอกออกมาว่ายอมตาย ระวีรำไพน้ำตาร่วง ส่ายหน้าพึมพำเบาๆ
“ไม่นะคะพี่ชายใหญ่...อย่า...”
ธราธรคิด ตัดสินใจ เบนสายตาจากระวีรำไพ แล้วยกปืนขึ้น เหมือนจะยิงตัวตาย ระวีรำไพตะโกนลั่น
“ถ้าพี่ชายใหญ่เป็นอะไรไป ปรางจะตายตาม ปรางอยู่โดยไม่มีพี่ชายใหญ่ไม่ได้” เธอน้ำตาร่วง “ปรางอยู่ไม่ได้ ปรางรักพี่ชายใหญ่”
คำบอกรักในเสี้ยววินาทีแห่งชีวิตพุ่งเข้ามาที่หัวใจของธราธร เขาอึ้งไปมองหน้าระวีรำไพที่น้ำตานองหน้า
“ปราง...”
ระวีรำไพร้องไห้น้ำตานองหน้าแววตาเต็มไปด้วยความรักและความเสียใจ ธราธรมองแล้วใจหายวาบ สองคนเหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์เพียงสองคน จนเอ็ดเวิร์ดส่งเสียงขึ้นด้วยความรำคาญ
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพรอดรัก รำคาญ ให้ตายคนเดียวไม่ชอบ ก็ตายทั้งสองคนเลยแล้วกัน” เอ็ดเวิร์ดหันมาทางพรานสม “แกจัดการอีนี่ ส่วนไอ้คุณชาย” เขาหันปืนมาทางธราธร “ฉันจัดการเอง”
พรานสมผลักระวีรำไพลงพื้น
“โอ้ย”
พรานสมควักปืนหันมาทางระวีรำไพ เอ็ดเวิร์ดหันปืนมาทางธราธรควั่บ ธราธรหันปืนจะยิงสู้ สมุนที่รายล้อมอยู่หันปืนมาทางธราธร ทันใดนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้นติดต่อกัน ปัง เฉียดเอ็ดเวิร์ด ปังข้างๆพรานสม ปัง เข้าที่ลูกน้องจนกองสมุนแตกกระจาย ปังๆ พรานสมหันไปเห็นว่าเป็นตำรวจยิงมาก็ตะโกนขึ้น
“ตำรวจ หนี”
พรานสมยิงกลับและหลบเข้าหลังปราสาท เอ็ดเวิร์ดเลิ่กลั่กนิดๆ พรานสมโผล่มายิงคุ้มกัน
“ทางนี้ครับนาย”
พรานสมวิ่งนำไป เอ็ดเวิร์ดรีบวิ่งตาม ธราธรมองตาม จะวิ่งตามไปแต่ห่วงระวีรำไพที่นั่งเอามือปิดหู ตัวสั่น อยู่ที่พื้น ธราธรเห็นรีบวิ่งไปหา แล้วจับตัวประคองเข้าไปที่ซอกหินเป็นกำบัง
“ทางนี้”
ธราธรกับระวีรำไพวิ่งเข้าไปหลบ ยังมีเสียงยิงโต้ตอบอย่างต่อเนื่อง ธราธรกับระวีรำไพเข้ามาอยู่ในมุมปลอดภัย ทั้งสองคนมองหน้ากัน คำสารภาพรัก ยังดังก้องในใจทั้งสองคน แววตาที่ต่างมองกัน นับจากนี้ไม่ใช่พี่น้องอีก
สมุนแตกกระเจิง ตำรวจรุกไล่เข้าไป หลายคนเริ่มโดนจับได้ รณพีร์ รัชชานนท์ ตีขนาบเข้ามาจากทางหนึ่ง พุฒิภัทร และปวรรุจ มาจากอีกทาง พุฒิภัทรเห็นช่องทางที่จะเข้าไปหาธราธรและระวีรำไพ
“ฉันเห็นพี่ชายใหญ่กับน้องปรางแล้ว ยิงคุ้มกันด้วย ฉันจะวิ่งเข้าไปข้างใน”
ปวรรุจพยักหน้ารับ
“ได้”
พุฒิภัทรรีบวิ่งไป ปวรรุจยิงคุ้มกัน พุฒิภัทรวิ่งเข้าไปในปราสาทได้สำเร็จ มองซ้ายมองขวาเห็นธราธรพาระวีรำไพวิ่งหลบมาพอดี
“พี่ชายใหญ่”
ธราธรหันมา
“ชายภัทร”
พุฒิภัทรวิ่งมาหา
“พี่ฝากดูแลมะปรางด้วย”
ธราธรจะไป ระวีรำไพรีบถามอย่างเป็นห่วง
“พี่ชายใหญ่จะไปไหนคะ”
“พี่เห็นไอ้เอ็ดเวิร์ดกับพรานสมมันหนีไปทางโน้น พี่จะรีบตามไปจับพวกมัน”
ระวีรำไพจับแขน
“ระวังตัวนะคะ”
สายตาของระวีรำไพมองด้วยความเป็นห่วง พุฒิภัทรชะงักมองสองคนแปลกใจ ธราธรพยักหน้ารับ รีบวิ่งตามไปบริเวณที่พรานสมและเอ็ดเวิร์ดวิ่งไป รณพีร์ รัชชานนท์ และ ปวรรุจ เห็นพอดี ทั้งสามรีบออกตัวตามไป

พรานสมวิ่งนำเอ็ดเวิร์ดเข้าป่า เอ็ดเวิร์ดวิ่งตามอย่างเร็ว วิ่งไปมองหลังไป พรานสมมองหน้าเอ็ดเวิร์ดแล้วส่งสัญญาณกันบางอย่าง

ธราธรวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ เอ็ดเวิร์ดวิ่งๆอยู่ก็ชะงักกึก...ทำเป็นมองไปรอบๆ ไม่เห็นพรานสมแล้ว เอ็ดเวิร์ดยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่เหมือนมาเจอทางตัน ทันใดนั้นธราธรก็วิ่งมาทันพอดี ธราธรตะโกนขึ้นพร้อมกับยกปืนเล็ง
“แกหนีไปไม่ได้แล้ว มอบตัวกับตำรวจซะดีๆ”
เอ็ดเวิร์ดหันมา
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
ธราธรขมวดคิ้ว ทันใดนั้นเองก็มีเสียงขึ้นนกปืนลูกโม่ของพรานสมดังคลิ๊ก พรานสมยืนอยู่ข้าง
หลัง ธราธรหน้าเครียดนิ่ง เอ็ดเวิร์ดหัวเราะสะใจ
“ฮ่าๆๆๆ ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องตาย ไม่มีใครมาช่วยแกได้”
ทันใดนั้นเสียงรณพีร์ก็ดังขึ้น จากด้านหลังพรานสม
“มันก็ไม่แน่”
เสียงขึ้นนกปืนดังขึ้นพร้อมกันสามกระบอก คลิ๊ก ๆๆ พรานสมหน้าเสีย ด้านหลังของเขามี ปวรรุจ รัชชานนท์ และรณพีร์ จ่อปืนมาพร้อมกันสามกระบอก เอ็ดเวิร์ดเห็นท่าไม่ดี หันหลังจะวิ่งหนี ธราธรยิงปืนลงที่พื้นสกัดไว้ เอ็ดเวิร์ดสะดุ้งหยุด ธราธรพูดเสียงเด็ดขาด
“ถ้ามอบตัวไม่ใช่เรื่องง่าย...คิดจะหนี มันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน”
ธราธรฟันธงอย่างเด็ดขาด

ลานกว้างกลางปราสาท เอ็ดเวิร์ด และพรานสมถูกใส่กุญแจมือ และพามาที่กลางลาน ตำรวจดันตัวผลักจะให้นั่งลง แต่เอ็ดเวิร์ดไม่ยอม ยังยืนเชิดอยู่ พรานสมไม่นั่งแต่ไม่เชิด ยังคงสุขุมนิ่ง และไม่กลัว ทันใดนั้นตชด.อีกชุดก็พาตัวอีริคและสมุนชุดแรกมารวมกัน เอ็ดเวิร์ด และพรานสมหันมาเห็นอีริคก็หน้าเสียนิดๆ...โดนกันหมด สมุนที่โดนจับนั่งรวมกันอยู่ด้านหลัง ตชด. คุมเข้ม ธราธร ปวรรุจ รัชชานนท์ และรณพีร์ยืนเผชิญหน้า
กับเอ็ดเวิร์ด อีริค และพรานสม เอ็ดเวิร์ดยังเชิดใส่
“พวกแกมาจับฉันข้อหาอะไรมิทราบ”
คุณชายทั้งสีทำหน้าเอือม เอ็ดเวิร์ดกร่างต่อ
“พวกแกนั่นแหละที่ต้องโดนจับ โทษฐานทำร้ายฉัน ฉันจะประจานให้ทั้งโลกรู้ว่าพวกแกป่าเถื่อน รุมทำร้ายชาวต่างชาติที่ไม่มีทางสู้” เอ็ดเวิร์ดยิ้มเยาะ “ถ้าไม่อยากทำให้ประเทศของพวกแกต้องเสียชื่อ ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้”
ธราธรเดินเข้ามาเผชิญหน้า ย้อนกลับไป
“ทำไมผมต้องฟังคุณ ที่นี่กฎหมายเป็นใหญ่ คุณอาจจะเอาเงินซื้อคนบางคนได้ แต่เงินของคุณซื้อความถูกต้องไม่ได้...ผิดก็คือผิด และคนผิดก็ต้องรับโทษ”
เอ็ดเวิร์ดยังเชิด
“ฉันผิดอะไรไม่ทราบ ไหนบอกมาสิ ว่าฉันผิดอะไร”
อีริคแทรกกวนๆ
“ถ้าแค่ทำร้ายร่างกาย ก็แค่เสียค่าปรับ แต่อย่ามายัดเยียดข้อหาโจรกรรม พวกฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ยอมรับความผิด”
รณพีร์ไม่พอใจ
“หลักฐานทนโท่ ยังจะมาทำปากดี”
“หลักฐานอะไร ไหนหล่ะ หลักฐาน” เอ็ดเวิร์ดมองไปรอบๆ “ไม่เห็นมีเลย”
ทันใดนั้นเอง...เสียงอาทิตยรังสีก็ดังขึ้น
“นี่ไงหลักฐาน”
ทุกคนหันไป
อาทิตยรังสีและอ่อนศรี เดินมาพร้อมกับวัตถุโบราณบางส่วน ที่ขุดเจอและสมุนที่ยืนเฝ้าสมบัติ เอ็ดเวิร์ด และอีริคหน้าเสีย ลูกน้องสองคนหน้าจ๋อย

ก่อนหน้านี้...อาทิตยรังสี และ ตำรวจ เดินสำรวจรอบๆที่ที่เคยเป็นที่ตั้งเต็นท์โจร สักพักอ่อนศรีเดินเข้ามารายงาน
“คุณชายครับ...ผมเจอพวกมันแล้วครับ”
อาทิตยรังสีและตำรวจรีบเดินตามไป...ลูกน้องสองคนที่เฝ้าสมบัติยืนอยู่คนละมุม ถืออาวุธปืนครบมือ ทันใดนั้นอ่อนศรีก็โผล่มาทางด้านหลังและใช้ด้ามมีดทุบลงที่ท้ายทอย ป๊อก ลูกน้องคนหนึ่งล้มลงสลบทันที ลูกน้องอีกคนหันไปด้วยความแปลกใจ แล้วก็เห็นตำรวจ โผล่มายืนอยู่ ลูกน้องตกใจ ตำรวจอีกคนโผล่มาด้านหลัง มีเสียงขึ้นนกดังกริ๊ก ลูกน้องสะอึกยืนตัวแข็งทื่อ...อาทิตยรังสีปรากฏตัวขึ้นและถามเสียงเข้ม
“สมบัติอยู่ที่ไหน”

หน้าปราสาท...สมบัติบางส่วนถูกวางไว้ที่พื้นหน้าเอ็ดเวิร์ด อาทิตยรังสีพูดเสียงเข้ม
“ลูกน้องแกสารภาพความจริงมาหมดแล้ว”
เอ็ดเวิร์ดกับอีริค หน้าเสีย ลูกน้องหน้าจ๋อย อ่อนศรีดันตัวไปรวมกับสมุนคนอื่นๆ อาทิตยรังสีหันมาบอกตำรวจ
“คุณตำรวจครับ จับพวกมันได้เลย”
ตำรวจที่ยืนอยู่พุ่งเข้ามาจับตัวเอ็ดเวิร์ด อีริค และ พรานสมทันที เอ็ดเวิร์ดยังไม่ยอม
“ไม่จริง ฉันไม่ผิด ฉันโดนใส่ร้าย ปล่อยฉันนะเว้ย ฉันบอกให้ปล่อย”
ตำรวจไม่ปล่อย เอ็ดเวิร์ดหันมาทางธราธร
“พวกแกจะต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกแกทำกับฉัน จำไว้”
เอ็ดเวิร์ดและอีริคโดนลากตัวไป พรานสมโดนล็อคตัว กำลังจะถูกลากตามไป อ่อนศรีเดินมาหา และหยุดยืนอยู่ตรงหน้า พรานสมชะงัก พรานสองคนมองหน้ากัน
“ฉันรู้ว่าแกเป็นคนมีฝีมือ...ถ้าแกไม่โลภมาก ชีวิตก็คงไม่เป็นแบบนี้”
“ฉันแค่ทำมาหากิน ฉันก็แค่ทำงานของฉัน...ฉันไม่ได้โลภ”
“ถ้าแกไม่โลภ...แกก็โง่ โง่ที่พาโจรเข้ามาปล้นบ้านตัวเอง”
พรานสมสะอึก
“ยอมขายสมบัติของชาติ เพื่อแลกกับเศษเงินที่มันโปรยมาให้เหมือนเราเป็นหมู เป็นหมา”
พรานสมเริ่มละอายใจนิดๆก้มหน้า อ่อนศรีพูดต่อด้วยเมตตา
“แกอาจจะไม่เห็นค่าของตัวเอง...แต่ฉันเห็น”
พรานสมแปลกใจมองหน้าอ่อนศรีอีกที อ่อนศรีพูดแววตาจริงจัง
“ออกจากคุกเมื่อไหร่ ถ้าอยากได้งานที่ไม่ต้องขายวิญญาณ ขายบรรพบุรุษตัวเอง มาหาฉันได้ตลอดเวลา”
อ่อนศรีจับไหล่ให้กำลังใจเหมือนรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง พรานสมมองด้วยความอึ้งปนซึ้งใจ อ่อนศรีเอามือออกจากไหล่แล้วก็เดินไป พรานสมมองตามนิดๆ แววตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ตำรวจดันตัวพรานสมเดินต่อไป เจ้าหน้าที่ค่อยๆทยอยเคลียร์คนและของพากันออกจากป่าไป ในขณะที่อีกมุมหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ คนที่รับเรื่องที่โรงพัก นำตำรวจอีกชุดตามมาสมทบในคณะนี้มีนักข่าวมาพร้อมกับกล้องถ่ายรูป ตำรวจคนนั้นรีบเข้าไปหาอาทิตยรังสีด้วยท่าทางเหนื่อยๆ
“คุณชายอาทิตย์ผมมาช่วยแล้วครับ...แฮ่กๆ”
อาทิตยรังสีหันมามอง เห็นว่าตำรวจที่เพิ่งมากำลังโพสต์ท่าถ่ายรูปกับของที่จับมาได้แล้วก็ส่ายหน้า พร้อมกับเบือนหน้าหนี ธราธรยืนอยู่กับน้องๆ มองดูเจ้าหน้าที่พาตัวคนร้ายออกไป เขานึกได้ และหันมาทางปวรรุจ

“ชายรุจ...น้องปรางอยู่ที่ไหน”

ระวีรำไพกินยาแก้ไข้ของพุฒิภัทร และดื่มน้ำตาม เธอรวบผมและมัดด้วยเถาวัลย์ไว้ข้างหลังอย่างน่ารัก

แม้ใบหน้าจะอิดโรยบ้าง พุฒิภัทรคุกเข่าทำแผลถลอกที่หน้าแข้งให้อย่างอ่อนโยน สองคนนั่งอยู่ในมุมหนึ่งที่ไม่วุ่นวาย มีเจ้าหน้าที่เดินไปมาบ้างอยู่ไกลๆ
“มีแผลถลอกนิดหน่อย พี่ใส่ยาฆ่าเชื้อไว้ให้แล้วนะครับ ส่วนอาการไข้หลังจากกินยาลดไข้แล้วน่าจะดีขึ้น พอถึงกรุงเทพพี่จะนัดมาตรวจอีกที”
ระวีรำไพยกมือไหว้
“ขอบคุณพี่ชายภัทรค่ะ”
พุฒิภัทรรับไหว้อย่างสวยงาม ทันใดนั้นเสียงเกษราก็ดังขึ้น
“น้องปราง”
ระวีรำไพหันไป แล้วก็ยิ้มกว้าง
“พี่เกษ”
เกษรายังอยู่ในชุดผู้ชาย ทั้งสองคนรีบวิ่งเข้ามากอดกันด้วยความดีใจ ระวีรำไพน้ำตาซึม
“ปรางดีใจมากๆเลยค่ะที่ได้เจอพี่เกษอีก”
เกษราน้ำตารื้น
“พี่ก็ดีใจค่ะ”
สองคนคลายกอดแต่ยังจับมือไว้แน่น ด้านหลังสองสาวเห็นชินกรเดินมากับเจ้าหน้าที่ประคองมา พุฒิภัทรเห็นรีบเดินไปหาอย่างเร็ว พร้อมกับสั่งเจ้าหน้าที่ที่เป็นหมอภาคสนาม
“ขอเปลสนามด้วย”
พุฒิภัทรรีบเข้ามาดูอาการชินกร เปลตามมา ชินกรถูกวางลงบนเปล สองสาวยังคุยกันต่อเกษราจับแขนระวีรำไพไว้แน่น
“พี่ต้องขอบคุณน้องปรางมากที่ช่วยชีวิตพี่ไว้ จนตัวเองต้องตกลงไปในที่หน้าผา ถ้าน้องปรางเป็นอะไรไป พี่จะไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต”
ระวีรำไพส่ายหน้า
“อย่าคิดแบบนั้นสิคะ ปรางติดหนี้บุญคุณพี่เกษ ที่ปรางได้ตามมาดูแลคุณพ่อ เพราะพี่เกษมาเป็นเพื่อน”
“ถ้าอย่างนั้น...ถือซะว่าตอนนี้เราหายกันนะคะ น้องปรางไม่ได้ติดหนี้พี่”
“และเรื่องที่ปรางตกหน้าผา ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่เกษ”
สองคนยิ้มให้กัน ทันใดนั้นช่างภาพก็โผล่มาถ่ายรูปสองสาวไว้ สองสาวไม่รู้ตัว แต่พุฒิภัทรหันไปเห็นพอดี พุฒิภัทรขมวดคิ้ววิตกนิดๆ แล้วก็หันมาทางเจ้าหน้าที่
“พาอาจารย์ชินกรไปด้านหลังปราสาท หาที่ร่มๆ เงียบๆ ผมจะผ่ากระสุนออก”
เจ้าหน้าที่รับคำ
“ครับ”
เจ้าหน้าที่ยกเปลขึ้นไป

อีกมุมหนึ่งของปราสาท ธราธรเดินเข้ามา มองหาระวีรำไพแต่มาเห็นเกษราเขาก็เรียกขึ้นด้วยความดีใจ
“น้องเกษ”
เกษราหันไปเห็นธราธรก็ดีใจไม่แพ้กัน
“พี่ชายใหญ่”
เกษราวิ่งไปหาด้วยความดีใจ ธราธรอ้าแขนรับด้วยความเป็นห่วง ทั้งสองคนกอดกันด้วยความดีใจ...
ชินกรอยู่บนเปล กำลังโดนหามไปพอดี เขาเห็นภาพตำตา แทงใจ ทนไม่ได้ถึงกับเบือนหน้าหนี ระวีรำไพยืนมองอยู่ด้วยความเศร้า...พุฒิภัทรยืนอยู่ไม่ห่างเห็นปฎิกริยาของระวีรำไพพอดี ระวีรำไพยังยืนเศร้าอยู่ ทันใดนั้นก็มีมือใหญ่ๆของอาทิตยรังสีตบลงบนไหล่ เธอหันมาเห็นพ่อก็อึ้งไป
“คุณพ่อ...”
อาทิตยรังสียิ้มนิดๆตอบปลอบใจ ระวีรำไพถึงกับน้ำตาร่วง อาทิตย์โอบไหล่ลูกสาวและพาเดินเลี่ยงออกไปอีกทาง ปล่อยให้เกษราและธราธรอยู่ตามลำพัง พุฒิภัทรหันมาเห็นระวีรำไพเดินไปกับอาทิตยรังสีพอดี แล้วก็ชะงักนิดๆ รู้ว่าความลับแตกแล้วก่อนจะหันมาทางธราธรกับเกษราอีกที ครุ่นคิด ก่อนจะเดินตามชินกรไป สองคนคลายกอดจากกัน
“เกษดีใจที่สุดที่ได้เจอพี่ชายใหญ่”
ธราธรยิ้มรับ
“พี่ก็ดีใจ...การเดินทางเป็นยังไงบ้าง น้องเกษได้รับอันตราย เจ็บ ป่วย อะไรบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เลยค่ะ เกษสบายดี คุณชินกรดูแลเกษอย่างดีมาก”
เกษรายิ้มกว้าง อย่างลืมตัว ธราธรยิ้มตาม ไม่ได้หึงแม้แต่น้อย
“โชคดีจริงๆ พี่ต้องขอบคุณอาจารย์ชินกรสักหน่อย ที่ดูแลน้องเกษแทนพี่”
เกษรายิ้มกว้าง
“คุณชินกรอยู่ทางนี้ค่ะ”
เธอหันไปทางที่ชินกรเคยอยู่ แต่ไม่มีแล้ว
“อ้าว...หายไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ พี่ขอบคุณตอนเจอกันก็ได้ แล้ว...น้องเกษเห็นน้องปรางหรือเปล่าครับ”
“เห็นค่ะ เมื่อกี๊เพิ่งยืนคุยกันอยู่ตรงนี้” เธอหันไปอีกทาง ก็ไม่มีเหมือนกัน “อ้าว...หายไปอีกคน”
ธราธรและเกษราเริ่มงง ธราธรตัดบทด้วยความเป็นห่วงระวีรำไพ
“น้องเกษครับ...พี่ขอไปดูอาการน้องปรางก่อนนะครับ ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
เกษรารีบตอบ แบบไม่ประชด เพราะห่วงจริง
“ค่ะ เกษก็จะตามหาคุณชินกรเหมือนกัน คุณชินกรโดนยิงเพราะเกษ”
ธราธรตกใจ
“โดนยิง”
“ค่ะ แต่โดนจุดไม่สำคัญ พี่ชายใหญ่ไม่ต้องห่วง ไปตามหาน้องปรางเถอะค่ะ เกษไปดูอาการคุณชินกรเอง”
ธราธรพยักหน้ารับอย่างโล่งใจ เกษรายิ้มรับ และทั้งสองคนก็แยกกันไปตามหาคนที่ตัวเองรักและเป็นห่วงอย่างแท้จริง

ระวีรำไพกราบลงที่หน้าอกของพ่อ
“ปรางต้องกราบขอโทษคุณพ่อด้วยนะคะ ที่แอบตามมาโดยไม่บอก แถมยังอุตริแต่งชายมาอีก” เธอยกมือไหว้อีกที รู้สึกผิดจริงๆ “ปรางขอโทษจริงๆค่ะ”
“พ่อยกโทษให้”
ระวีรำไพงง
“คุณพ่อไม่โกรธปรางเลยเหรอคะ”
“พ่อจะโกรธลูกสาวที่ปลอมตัวมา เพราะเป็นห่วงพ่อตัวเองได้ยังไง...พ่อเข้าใจ พ่อไม่โกรธ”
ระวีรำไพงงอีก
“คุณพ่อทราบเรื่องนี้ด้วยเหรอคะ หรือว่าพี่ชายใหญ่บอกคุณพ่อหมดแล้ว”
“ไม่มีใครบอก...พ่อรู้เอง...รู้ตั้งแต่วันแรกที่เห็นแล้ว จะมีพ่อคนไหนบ้างที่จำลูกตัวเองไม่ได้ เลี้ยงมากับมือตั้งยี่สิบปี หน้า ตา จมูก แบบนี้จะมีใครเหมือน” อาทิตยรังสีจับจมูก ระวีรำไพยิ้มนิดๆ “แต่พ่อเห็นว่าลูกกำลังสนุก พ่อก็ไม่ว่า”
ระวีรำไพยิ้มเศร้าๆ อาทิตย์รังสีมองอย่างรู้ใจ
“แต่ตอนนี้คงจะเริ่มไม่สนุกแล้วใช่มั้ย”
ระวีรำไพหุบยิ้ม
“เห็นโทษของการหลอกผู้ใหญ่แล้วใช่มั้ย”
ระวีรำไพหน้าจ๋อย พยักหน้า
“ถ้ารู้ พ่อก็ยกโทษให้...ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว”
ระวีรำไพพยักหน้ารับ น้ำตาซึม

“ค่ะ...”

อ่อนศรีเดินมาสมทบพอดี
“ผมพร้อมเดินทางกลับแล้วครับคุณชาย” อ่อนศรีชะงักที่เห็นตะวันเป็นหญิง “... ตะวัน”
อาทิตยรังสียิ้มขำ
“ลูกสาวฉันเอง...หม่อมหลวงระวีรำไพ หรือ มะปราง ตะวันเป็นนามแฝง”
พูดจบก็เดินโอบพาระวีรำไพเดินเข้าป่า เตรียมกลับออกไป อ่อนศรีเหวอ
“ลูกสาว”
อ่อนศรีอึ้งค้าง คุณพระช่วย

เศษกระสุนอยู่ในถาด พุฒิภัทรทำแผลให้ชินกรอย่างเรียบร้อย
“ขอบคุณคุณชายภัทรมากครับ”
“ด้วยความยินดีครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว พอดีจะมีเจ้าหน้าที่ชุดแรกออกเดินทางกลับไปที่แคมป์ ผมจะให้เขาพาคุณไปพักที่โน่น รอรถมาพาเข้าไปในเมืองอีกทีนะครับ”
“ขอบคุณครับ”
“พร้อมเดินทางนะครับ”
ชินกรใจคิดถึงเกษรา แต่เห็นว่าเจอธราธรแล้วก็ตัดใจ
“พร้อมครับ”
พุฒิภัทรพยักหน้าบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ยกเปลสนามขึ้น และพาชินกรเดินเข้าป่าไปเป็นขบวน พุฒิภัทรเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วก็เดินกลับไปสมทบกับคนอื่น เกษราวิ่งมาพอดี แต่ไม่เห็นใครแล้วไม่มีร่องรอยของชินกรเธอมองหาด้วยความเป็นห่วง

ธราธรเดินหาระวีรำไพจนทั่วแต่ก็ไม่พบ เขาเดินมาหาปวรรุจ รัชชานนท์ รณพีร์ ที่กำลังช่วยมานิต และ
เจ้าหน้าที่จดบันทึกของที่ยึดมาได้ ธราธรเข้ามาถาม
“ชายรุจ ชายเล็ก ชายพีร์ เห็นมะปรางหรือเปล่า”
ทุกคนส่ายหน้า
“ไม่เห็นครับ”
ปวรรุจหันมาบอก
“แต่ผมก็ไม่เห็นคุณอาสักพักแล้วนะครับ บางทีน้องปรางอาจจะอยู่กับคุณอาอาทิตย์ก็ได้”
ธราธรเห็นด้วย เดินไปถามมานิต
“พี่มานิตครับ เห็นอาจารย์หม่อมอาทิตย์หรือเปล่าครับ”
“ไม่เห็นครับ แต่พรานอ่อนศรีบอกว่า จะล่วงหน้าไปที่แคมป์พร้อมคุณชายอาทิตย์ ให้ผมกลับไปเจอกันที่โน่น”
พุฒิภัทรเดินมาพอดี
“น้องปรางกลับไปพร้อมกับคุณชายแล้วครับ”
ทุกคนหันมาทางพุฒิภัทร ธราธรหน้าตาผิดหวังเล็กๆ พุฒิภัทรมองมาที่นักข่าว แล้วก็กระซิบกับพี่ชาย
“ผมคิดว่าเรื่องน้องปรางยังไม่น่าห่วงเท่ากับเรื่องคุณเกษนะครับ...”
ธราธรชะงัก
“ทำไม”
“ผมเห็นนักข่าวถ่ายรูปตอนคุณเกษแต่งเป็นชาย ถ้าภาพนั้นเป็นข่าวออกไป ผมว่า...เรื่องใหญ่แน่ๆ”
ทุกคนหน้าวิตกขึ้นมาทันที พุฒิภัทรแนะ
“ผมคิดว่า...พี่ชายใหญ่ควรจะบอกคุณอาเทวพันธ์ให้ทราบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ก่อนที่ท่านจะมาเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์”
ทุกคนคิดหนัก ทันใดนั้นเอง เสียงนักข่าวก็ดังขึ้น
“คุณชายครับ”
คุณชายทั้งห้าหันมา
“กรุณายิ้มหน่อยครับ”
ทุกคนยิ้มอย่างรู้งาน ให้นักข่าวถ่ายรูป

วังแสงอาทิตย์…เช้าวันต่อมา กัลยาเดินไปมาในบ้านด้วยความร้อนใจ คนใช้วิ่งมารายงาน
“คุณท่าน กับคุณหนูมาแล้วค่ะ”
กัลยารีบเดินไปต้อนรับ อาทิตยรังสี และ ระวีรำไพเดินเข้ามาในบ้านท่าทางอิดโรยทั้งคู่ กัลยาเดินออกมา หน้าตาดีใจ
“ปรางลูกแม่”
“คุณแม่...”
ระวีรำไพวิ่งไปหา กัลยาเดินมาอ้าแขนรับไปกอด
“โธ่ลูกแม่...ปลอดภัยแล้วนะลูกนะ ขวัญเอ๋ยขวัญมา”
กัลยากอด พร้อมลูบหัวอย่างอบอุ่น อาทิตยรังสียืนมองแล้วก็ยิ้มๆ ด้วยความเบาใจ แต่ยังมีแววความกังวลนิดๆ ในแววตา ระวีรำไพอยู่ในอ้อมกอดกัลยา แต่ใจกลับยังคิดถึงธราธรไม่เปลี่ยน ...

ระวีรำไพอยู่ในห้องนอน นั่งอยู่บนเตียงหน้ายังซีดๆเล็กน้อย เธอนั่งครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมา รวมทั้งที่เธอบอกรักธราธร...
‘ถ้าพี่ชายใหญ่เป็นอะไรไป ปรางจะตายตาม ปรางอยู่โดยไม่มีพี่ชายใหญ่ไม่ได้...ปรางอยู่ไม่ได้...ปรางรักพี่ชายใหญ่’
แล้วคิดถึงเหตุการณ์ที่เกษราวิ่งมากอดกับธราธรเมื่อพบกัน...ระวีรำไพเศร้าล้มตัวลงนอนอย่างหมดหวัง และไม่อยากจะหวังอะไรต่อ เป็นความรู้สึกแบบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง เธอได้รำพึงกับตัวเองเบาๆ

“โชคดีนะคะพี่ชายใหญ่”

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 9 (ต่อ)

ชินกรเดินเข้ามาในบ้าน คนรับใช้ถือกระเป๋าตามมา อาป๊าเดินมารับด้วยความตื่นเต้น ตกใจ
“อาชิน กลับมาแล้ว ม๊า ลูกกลับมาแล้ว”
อาม๊ารีบเดินพรวดออกมา ชินกรยกมือไหว้
“ป๊า ม๊า สวัสดีครับ”
“อาชิณ ม๊าคิดถึงแทบแย่ มาๆให้ม๊ากอดให้หายคิดถึงหน่อยมา”
อาม๊ารีบดึงชินกรมากอด พอโดนแผลที่หัวไหล่ ชินกรก็ร้อง
“โอ้ย”
อาม๊าตกใจรีบคลายกอด
“เป็นอะไร อาชินเป็นอะไร หรือว่าม๊ากอดแรงเกินไป”
ชินกรพยายามทำปกติ
“มะ...ไม่ใช่ครับ คือ..พอดีตอนอยู่ไซท์งานมีอุบัติเหตุนิดหน่อยก็เลยเจ็บไหล่น่ะครับ”
“หะ...อุบัติเหตุเป็นอะไร ไหนๆของป๊าดูหน่อยสิ”
ชินกรรีบเบี่ยงตัวหนี
“ไม่เป็นไรป๊า คือ ผมใส่ยาแล้วอีกไม่นานก็หาย ผม...เหนื่อยๆขอตัวไปพักก่อนนะครับ”
ชินกรเดินเลี่ยงขึ้นห้องไป อาป๊ากับอาม๊ามองตามงงๆ อาม๊าตะโกนถาม
“แล้วกินอะไรมาหรือยัง ม๊าสั่งหูฉลามน้ำแดงจากเยาวราชมาให้มั๊ย”
ชินกรตะโกนกลับลงมา
“ไม่ครับ ผมไม่หิว ขอบคุณครับอาม๊า”
ชินกรพูดจบก็ตามมาด้วยเสียงปิดประตู อาป๊ากับอาม๊าหันมามองหน้ากัน”
“ป๊าว่าลูกเราแปลกๆมั้ย”
“แปลกมาก”
สองคนมองตามชินกรขึ้นไปด้วยความอยากรู้มาก

ชินกรเดินเข้ามาในห้องถอดเสื้อ แผลที่หัวไหล่ยังมีผ้าพันแผลปิดอยู่ ชินกรนั่งลง จับแผลแล้วก็คิดถึง
เกษรา...แต่เมื่อคิดถึงช่วงที่เกษราวิ่งไปกอดกับธราธรก็เศร้าไป...
“ผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณนะครับ...คุณเกษ”
ทั้งชินกรกับระวีรำไพต่างก็เศร้า...และต่างคนต่างถอย เพื่อให้ธราธรกับเกษราได้แต่งงานกันอย่างมีความสุข

วันต่อมา...ธราธรก้มกราบที่ตักหม่อมเอียด
“กลับมาสักที ถ้าช้ากว่านี้ ย่ากับย่าอ่อนตั้งใจว่าจะตามไปรับชายใหญ่ที่ปราสาทด้วยตัวเอง”
ธราธรยิ้มนิดๆ เศร้าๆ
“พอดีมีเรื่องวุ่นๆนิดหน่อย ก็เลยกลับช้ากว่ากำหนดน่ะครับ”
ย่าอ่อนแทรกด้วยความอยากรู้
“นี่ชายใหญ่กลับมาก็ดีแล้ว เรื่องที่รับปากย่าไว้ว่ากลับมาแล้วจะให้คำตอบ ตกลงได้คำตอบหรือยัง เรื่องหนูเกษน่ะ”
ธราธรอึกอักๆ พุฒิภัทร และปวรรุจมองด้วยความเห็นใจ
“เกือบแล้วครับ”
“อะไรกัน แค่เกือบเองเหรอ”
ธราธรรีบบอก
“ผมขอเวลาอีกไม่กี่วัน ผมให้คำตอบแน่ๆ ครั้งนี้ไม่ผัดผ่อนอีกแล้วครับ”
ย่าอ่อนถอนใจเบาๆ ด้วยความขัดใจ หม่อมเอียดมองและตอบเสียงน่าเกรงขาม
“ก็ได้...แต่ย่าให้อีกไม่กี่วันจริงๆนะ”
“ขอบคุณครับ”
ธราธรตอบเสียงขรึม ปวรรุจและพุฒิภัทรมองหน้ากันเบาใจไปด้วย

รัชชานนท์และรณพีร์ เปิดอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเร็วๆ ธราธร ปวรรุจ พุฒิภัทรเดินเข้ามา
“ชายเล็ก ชายพีร์ เป็นยังไงบ้าง มีข่าวอะไรมั้ย” ปวรรุจถาม
รัชชานนท์หันมาตอบ
“ยังไม่มีครับ”
“เล่มนี้ก็ยังไม่มีเหมือนกันครับ”รณพีร์บอก
พุฒิภัทรพยักหน้ารับ
“ถือว่าโชคดี ยังพอแก้ไขได้ทัน พี่ชายใหญ่พร้อมมั้ยครับ”
“พร้อม...ไปกันได้เลย”
ทุกคนพากันเดินออกได้วยกัน

วังเทวพรหมตอนกลางวัน บรรยากาศอึมครึม เสียงเทวพันธ์ดังแหวกออกมานอกบ้าน
“เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดเป็นความจริงเหรอเนี่ย”
ธราธรยอมรับ ด้วยความรู้สึกผิด และเป็นสุภาพบุรุษ
“ครับ...ผมรีบมาเรียนคุณลุงด้วยตัวเอง ก่อนที่จะเป็นข่าวออกไป”
เทวพันธ์โกรธจัด มองคุณชายทั้งห้า ขณะที่เกษราและน้องๆนั่งอยู่อีกฝั่ง มารตี และ วิไลรัมภานั่งอยู่ด้วยกัน เกษราถูกปล่อยให้นั่งอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว
“ลำพังเป็นผู้หญิงไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายทั้งโขยงก็น่ารังเกียจจะแย่ นี่ยังอุตริแต่งเป็นชายไปรวมกลุ่มกับเขา รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”
เกษราก้มหน้างุด หน้าจ๋อยสุดๆ ธราธรมองด้วยความสงสารจับใจ มารตีเสริม
“มารตีไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่เกษจะกล้าทำอะไรแบบนี้”

“ปกติทำตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือน อยู่ๆก็ไปกับผู้ชายทั้งคณะ รัมภาอายจริงๆ”

เกษราหน้าเสีย รณพีร์ส่ายหน้านิดๆไม่ชอบใจที่น้องๆรุมว่าเกษรา ธราธรพูดขึ้นอย่างสุภาพ

“คุณลุงครับ..อย่าดุน้องเกษเลยครับ ถ้าผมไม่ชวนเหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ผมผิดเอง ผมต้องขอโทษด้วยครับ”
ปวรรุจรีบบอก
“ผมเป็นคนเสนอความคิดให้พี่ชายใหญ่ชวนคุณเกษเพราะฉะนั้นผมผิดเอง ผมต้องขอโทษด้วยครับ”
พุฒิภัทรบอกบ้าง
“ผมเป็นคนสนับสนุนให้พี่ชายทำตามที่ชายรุจแนะนำ มันเป็นความผิดของผมเช่นกัน”
“ผมก็สนับสนุน ผมก็ผิดด้วยครับ”
“ผมก็ผิดด้วยอีกคนครับ”
รัชชานนท์ กับรณพีร์บอกบ้าง ทุกคนยกมือไหว้พร้อมกัน
“ผมขอโทษครับ”
เทวพันธ์เห็นทุกคนออกรับแทนเกษราก็อึ้งๆ มารตีและวิไลรัมภาก็อึกอักๆ มองคุณชายทั้งห้าแล้วก็แอบอิจฉาพี่สาวตัวเองนิดๆ เกษรามองคุณชายทั้งห้าด้วยความซึ้งใจ เทวพันธ์ถอนใจ
“ในเมื่อทุกคนยอมรับผิดแทน ลุงก็...ไม่ว่าอะไร แต่แค่รับผิดมันไม่เพียงพอ มันต้องรับผิดชอบด้วย คุณชายอยู่ต่างประเทศกันมานาน การที่ผู้หญิงจะไปไหนมาไหนกับผู้ชายที่ โน่นอาจจะไม่ถือสากับแต่ในสังคมไทย โดยเฉพาะวงสังคมของผู้ดี มันแคบทำอะไรคนก็รู้กันหมด บางคนแค่ไปกินข้าวกันสองต่อสองที่ต่างจังหวัด พอเป็นข่าวก็ต้องหมั้นหมาย เพื่อไม่ให้ฝ่ายหญิงเสียหาย แล้วนี่ไปอยู่กันเกือบเดือน คุณชายใหญ่จะรับผิดชอบยังไง”
ธราธรสะอึก มองหน้าเกษราที่ก้มหน้างุดลุ้นๆ ในใจไม่อยากให้คำตอบคือการแต่งงาน ธราธรเห็น
ปฎิกริยาของเกษรา แล้วก็ตอบไม่ได้ เทวพันธ์เห็นธราธรเงียบ ของขึ้น
“ลุงขอถามสักคำ หม่อมป้ารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือเปล่า”
ธราธรและคุณชายทั้งสี่พากันอึ้ง

หม่อมเอียดเซจะล้ม ย่าอ่อนรีบเข้ามารับ
“เฮ่อ...ทำไมชายใหญ่ทำแบบนี้ เมื่อเช้าตอนคุยกัน ไม่เห็นจะพูดสักคำ เฮ่อ...”
“คุณพี่ระวังค่ะ นั่งก่อนค่ะนั่งก่อน”
ย่าอ่อนประคองหม่อมเอียดนั่งลงที่ตั่งประจำตำแหน่ง พร้อมกับส่งตะกร้าใส่ยาดม ยาหอม เทวพันธ์นั่งหน้าตึงอยู่ตรงข้าม
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณชายใหญ่จะทำเรื่องพวกนี้ลับหลังผู้ใหญ่ ดูสิไม่มีใครรู้สักคน ไม่เห็นหัวหงอกหัวดำกันเลย แต่ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานได้รู้กันทั้งกรุงเทพแน่ คุณชายใหญ่ตอบผมไม่ได้ ว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไง ผมถึงได้นำเรื่องนี้มาปรึกษากับหม่อมป้า ก่อนที่มันจะช้าเกินไป”
หม่อมเอียดนั่งดมยาด้วยความช็อค ย่าอ่อนโกรธอย่างกลืนไม่เข้า คายไม่ออก
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่มีคุณชายคนไหน เล่าให้เราฟังสักคน”
“จะเล่าได้ยังไง ทั้งห้าคุณชาย ร่วมมือกันอย่างดิบดี ชายรุจเป็นคนเสนอความคิด ชายภัทร ชายเล็ก และชายพีร์ เป็นคนสนับสนุน”
“ตายแล้ว” ย่าอ่อนเอามือทาบอก แล้วก็คิดได้
“ตกลงเราโดนปิดหูปิดตามาตลอดเลยเหรอคะเนี่ย คุณชายนะคุณชาย ทำไมถึงทำตัวเหลวไหลแบบนี้”
หม่อมเอียดหันมาบอกเทวพันธ์เครียดๆ
“คุณชายไม่ต้องห่วง..ป้าไม่ยอมให้ข่าวนี้ทำให้หนูเกษต้องเสียหาย ป้าจะต้องหาทางออกที่ดีที่สุด...เทวพรหมจะหม่นหมองเพราะจุฑาเทพไม่ได้เป็นอันขาด”
เทวพันธ์ได้ยินแบบนี้ก็เบาใจขึ้นมาหน่อย ย่าอ่อนส่ายหน้าพร้อมกับถอนใจด้วยความไม่พอใจ ส่วนหม่อมเอียดคิดถึงธราธรด้วยความไม่สบายใจ ข้องใจ

ธราธรนั่งหน้าขรึมอยู่ที่โซฟา ปวรรุจ และ พุฒิภัทรนั่งอยู่เก้าอี้ถัดไป รัชชานนท์ยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง รณพีร์เดินไปมาเครียดและตื่นเต้น ครู่หนึ่งถนอมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน
“คุณท่านมาแล้วขอรับ”
คุณชายทั้งห้า เหมือนถูกกระตุกเกร็งขึ้นมาทันที รณพีร์หันไปบอกรัชชานนท์
“หม่อมย่าถึงกับมาเอง ไม่เรียกพวกเราไปพบ สงสัย...จะกริ้วในระดับไม่ธรรมดา”
รัชชานนท์ยิ่งฟังก็ยิ่งเครียด หันมาทางธราธรที่นั่งหน้าขรึมอยู่เหมือนเดิม...หม่อมเอียด และย่าอ่อนเดินเข้ามาหน้านิ่งอย่างโกรธมาก ทั้งห้าคุณชายลุกขึ้นยืนตรงต้อนรับ ถนอมค่อยๆถอยออกไป
หม่อมเอียดมองหน้าทุกคน
“พวกเราทำให้ย่าผิดหวังมาก ย่าไม่คิดเลยว่าคุณชายทั้งห้าแห่งจุฑาเทพ จะทำเรื่องน่าอับอายได้ขนาดนี้ โกหก ปิดบังยังไม่พอ ยังเอาชื่อเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งมาล้อเล่น ทำถึงขนาดนี้มีคำแก้ตัวหรือเปล่า”
ทั้งห้าคนแอบๆปรายตามองหน้ากัน แล้วก็ก้มๆหน้ารู้สึกผิด
“ไม่มีครับ ผมยอมรับผิดทุกอย่าง”
ธราธรก้มหน้าจ๋อยๆ ชายอื่นๆก็จ๋อยไม่แพ้กัน หม่อมเอียดโกรธได้อึดใจ พอเห็นหลานจ๋อยก็ใจอ่อน แววตาเบาลง เดินมาจะนั่ง ย่าอ่อนเดินตาม รัชชานนท์รีบเดินมารับหม่อมเอียดไปนั่งที่โซฟากลาง รณพีร์รับย่าอ่อนไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัว
หม่อมเอียดนั่งแล้วค่อยพูด
“ในเมื่อรู้สึกผิดก็ดี จะได้ต้องเสียเวลาแก้ตัว หันหน้าเข้าหากันและหาทางแก้ไข ไหน...เล่ามาสิ...ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ย่าอ่อนแทรก อย่างร้อนใจ
“จะต้องเล่าอะไรกันอีกคะคุณพี่ คุณชายเทวพันธ์ก็บอกแล้วว่าเรื่องวิปริตผิดธรรมเนียม มันมีต้นตอความคิดมาจากใคร”
ย่าอ่อนปรายตามาตำหนิปวรรุจอย่างเห็นได้ชัด ปวรรุจก้มหน้าจ๋อยๆ ธราธรรีบออกรับแทน
“อย่าโทษชายรุจเลยครับคุณย่า ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง”
ย่าอ่อนอ้าปากจะแย้ง...ยังไม่ยอม
“ชายใหญ่ไม่ต้องมาออกรับแทน”
หม่อมเอียดรีบห้าม
“เอาล่ะๆ ก่อนที่จะมาหาคนผิด...ย่าอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง ทำไมถึงได้คิดทำเรื่องแผลงๆกันแบบนี้ ย่ารู้มาว่านอกจากหนูเกษ ยังมีหนูมะปรางไปกับคณะด้วย ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไง มายังไงแล้วหนูมะปรางมาเกี่ยวได้ยังไง”

หม่อมเอียดทิ้งท้ายเสียงเข้ม คุณชายทั้งห้าหน้าจ๋อยเหมือนเด็กทำผิดแล้วโดนจับได้

ในวังแสงอาทิตย์...กัลยาคุยอยู่กับอาทิตยรังสี ในห้องนั่งเล่น กัลยาย้อนถามด้วยความแปลกใจสุดๆ

“ลูกปลอมตัวไปเพื่อดูแลคุณเหรอคะ”
“ใช่...ลูกรู้ว่าเราสองคนคงไม่ยอมให้แกไป ก็เลยไปเข้าทางคุณชายใหญ่”
“รายนั้นขัดใจแกเป็นที่ไหน”
อาทิตยรังสีพยักหน้ารับ
“ส่วนเรื่องปลอมตัวก็เป็นความคิดของลูกเรา แถมยังไปขอความร่วมมือจากคุณโสภี และ คุณดาราราย มาช่วยแต่งเป็นชาย จนคุณชายใหญ่ยอมให้ไปด้วย”
“แล้วที่ชวนหนูเกษราไปด้วยเป็นความคิดของใคร”
“เห็นว่าเป็นความคิดของคุณชายใหญ่ ที่อยากจะใช้เวลาตอนอยู่ปราสาท ศึกษาดูใจกันก่อนจะแต่งงาน”
กัลยาพยักหน้าช้าๆ
“เป็นแบบนี้นี่เอง ลูกเราถึงได้ซึมกระทือกลับมาแบบนี้”
อาทิตยรังสีพยักหน้ารับ กัลยาคิดแล้วก็เป็นห่วงค่อยๆหันมองผ่านหน้าต่างออกไปในสวน เห็นระวีรำไพนั่งเศร้าๆ เหนื่อยๆ อาการเหมือนเด็กวัยรุ่นอกหัก กัลยามองแล้วก็เป็นหว่ง อาทิตยรังสีมองตามและพูดด้วยความเข้าใจ
“ลูกเรากำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะต้องเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านมันไปให้ได้”
กัลยาและอาทิตยรังสีนั่งอยู่ในบ้าน มองไปที่ระวีรำไพที่นั่งเศร้า ซึม อยู่ในสวน ระวีรำไพคิดถึงธราธรด้วยความเศร้า

ในวังจุฑาเทพ...หม่อมเอียดกับย่าอ่อน อึ้งไป เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบแล้ว ย่าอ่อนเสียงเครียดเหมือนจะไม่พอใจ
“หนูมะปรางเป็นคนต้นคิดเรื่องทั้งหมดหรือนี่” แล้วเสียงย่าอ่อนก็เปลี่ยนเป็นชื่นชมสุดๆ “ช่างกล้าหาญ และ กตัญญูจริงๆ”
คุณชายทั้งห้ามองหน้ากันงงๆ ย่าอ่อนยังชื่นชมต่อ
“โถ...ยอมตกระกำลำบาก เข้าป่าเข้าดงปลอมเป็นชายเพื่อไปดูแลบิดาบังเกิดเกล้า เป็นผู้หญิงแล้วยังกล้าแบบนี้ ไม่เสียแรงที่เกิดในตระกูลสูง น่าชื่นชมจริงๆนะคะคุณพี่”
รณพีร์แอบกระซิบกับรัชชานนท์
“ดีนะ ที่ย่าอ่อนเอ็นดูน้องมะปรางเป็นทุน ไม่อย่างนั้นบ่นวังแตกแน่”
รัชชานนท์ใช้ศอกกระทุ้งรณพีร์เบาๆให้เลิกพูด เดี๋ยวย่าได้ยิน รณพีร์หยุดพูด แต่ยังอมยิ้มฮาย่าตัวเองอยู่ หม่อมเอียดพูดขึ้นบ้าง
“ถ้าหนูมะปรางไปด้วยเหตุผลนี้ย่าก็เบาใจเพราะเขาไม่ได้ไปเพราะความคิดแผลงๆของพวกเรา ตอนนี้ก็เหลือแต่เรื่องหนูเกษรา” หม่อมเอียดหันมาทางธราธร “ชายใหญ่ เราไปออกหน้า รับปากจะรับผิดชอบกับคุณชายเทวพันธ์เอาไว้ แล้วรู้หรือยังว่าจะรับผิดชอบยังไง”
ธราธรนิ่ง...คิด ย่าอ่อนเสริม
“ไม่เห็นจะต้องคิดเลย หญิงชายไปอยู่กันกลางป่าตามลำพังแบบนั้น ทำได้อย่างเดียวคือ แต่งงาน”
ธราธรชะงักกึก
“จะล้างอายให้ฝ่ายหญิงได้ ต้องแต่งงานเท่านั้น”
ทันใดนั้นทั้งรัชชานนท์ รณพีร์ และ พุฒิภัทรก็โพล่งออกมาพร้อกมัน
“อย่าเพิ่งแต่งเลยครับ”
ทุกคนหันมาทางสามคุณชาย พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ ก็หันมามองหน้ากันเองด้วยความงุนงง หม่อมเอียดถามอย่างสงสัย
“ทำไม”
สามคุณชายมองหน้ากัน เอาไง ใครจะตอบ และแล้วพุฒิภัทรก็เป็นคนตอบเพราะโตสุด
“เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่ชายใหญ่กับคุณเกษแค่สองคน แต่เป็นเรื่องของน้องมะปราง กับคุณชินกรด้วยครับ”
รัชชานนท์เสริม
“ใช่ครับ...เพราะจริงๆแล้ว คนที่หลงป่าอยู่กับพี่ชายใหญ่คือน้องมะปราง ส่วนคุณเกษหลงป่าอยู่กับคุณชินกร”
ย่าอ่อนตกใจ
“อ้าว”
รณพีร์พูดขึ้น
“ถ้าพี่ชายใหญ่รับผิดชอบคุณเกษด้วยการแต่งงาน แล้วใครจะรับผิดชอบน้องมะปราง”
ย่าอ่อนตกใจ หม่อมเอียดชะงักคิดๆ มองหน้าธราธรที่ก้มหน้านิ่ง เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ปวรรุจเสนอแนะ
“เราให้เวลาทั้งสี่คนแก้ปัญหานี้กันเองก่อนดีมั้ยครับ”
ปรวรุจพูดเป็นนัย ย่าอ่อนไม่เข้าใจ โวยไว้ก่อน
“โอ้ย...เราไม่มีเวลามากขนาดนั้น ข่าวลือเสียๆหายๆไปไวยิ่งกว่าควันไฟ ปล่อยให้ลือกันไปก่อนแล้วค่อยมาแต่งแก้เก้อจะอายเค้าเปล่าๆ”
คุณชายทั้งห้าโดนไม้นี้เข้าไปเงียบกริบ ไม่พูดต่อ หม่อมเอียดมองคุณชายแล้วคิด เหมือนจะรู้บางอย่างเป็นนัย
“ชายรุจพูดน่าคิด...การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่จะใช้อารมณ์ชั่ววูบไม่ได้”
ธราธรค่อยๆเงยหน้ามองหม่อมเอียด...หลังจากนั่งนิ่งมานาน
“ย่าจะให้เวลา...แต่ไม่นาน ชายใหญ่ต้องรีบตัดสินใจว่าจะแก้ปัญหาเรื่องหนูเกษรา และ หนูมะปรางยังไง ถ้าชายใหญ่ตัดสินใจไม่ได้ ย่าจะเป็นคนตัดสินใจให้เอง”
ธราธรพูดไม่ออก ได้แต่นิ่งฟัง...

ปวรรุจกับพุฒิภัทรเดินนำเข้ามาในห้องนอนรณพีร์ ตามด้วยรัชชานนท์และเจ้าของห้องเดินปิดท้ายพร้อมกับปิดประตูอย่างมิดชิดปวรรุจถามขึ้น
“ทำไมเมื่อกี๊ถึงได้พูดห้ามเรื่องแต่งงานขึ้นมาพร้อมกัน”
พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ มองหน้ากัน รัชชานนท์ตอบก่อน
“ก็ตอนอยู่ในป่า ผมกับชายพีร์เห็นอะไรบางอย่าง”
“เห็นอะไร”
รัชชานนท์ และรณพีร์มองหน้ากัน...แล้วบอกตอนที่พวกเขาเข้าไปช่วยชินกรและเกษรา เห็นเกษราวิ่งมากอดชินกรด้วยความเป็นห่วงงพุฒิภัทรเล่าบ้าง
“ฉันก็เห็นเหมือนกัน”
ทุกคนหันมาทางพุฒิภัทร
“แต่ไม่ใช่คุณชินกรและคุณเกษ”
พุฒิพัฒน์ภัทรเล่าสิ่งที่เขาเห็นตอนที่เกษรากอดกับธราธร ระวีรำไพเศร้า....ปวรรุจไม่แปลกใจ

“สรุป...ตอนนี้ทุกคนก็ เห็น ในสิ่งที่ฉัน เห็น ในงานเลี้ยงต้อนรับแล้ว”

ทุกคนหันมาทางปวรรุจขมวดคิ้วคิดตาม ปรวรุจเล่าถึงตอนเต้นรำ เขาเห็นระวีรำไพกับธราธรเต้นอย่างมีความสุข และชินกรเต้นรำกับเกษราอย่างมีความสุขเช่นกัน...ทคุณชายทั้งสามพยักหน้าเข้าใจ ปวรรุจพูดขึ้น
“ตอนนี้เราทั้งสี่คน เห็นความจริงกันหมดแล้ว”
พุฒิภัทรหนักใจ
“ก็เหลือแต่พี่ชายใหญ่...ไม่รู้ว่าจะเห็นหรือยัง”
ทั้งสี่คุณชายได้แต่ถอนใจเบาๆ...ไม่มีใครคาดเดาได้

ธราธรยืนมองรูปครอบครัว แล้วคิดถึงเหตุการณ์ช่วงที่ระวีรำไพสารภาพรัก
“ถ้าพี่ชายใหญ่เป็นอะไรไป ปรางจะตายตาม ปรางอยู่โดยไม่มีพี่ชายใหญ่ไม่ได้ ปรางอยู่ไม่ได้ ปรางรักพี่ชายใหญ่”
ธราธรคิดๆแล้วก็ตื่นเต้น ใจเต้นแรงขึ้นมา เขาพยายามกลั้นความตื่นเต้น และยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาหมุนไปที่วังแสงอาทิตย์
โทรศัพท์ในวังแสงอาทิตย์ดังขึ้น ดาวเรืองหญิง สาวใช้เดินมารับ
“สวัสดีค่ะวังแสงอาทิตย์ค่ะ”

ระวีรำไพนั่งอยู่ในห้องนอน...ดาวเรืองมาเคาะประตูบอกว่าธราธรโทรมา ระวีรำไพคิดๆ แล้วก็ตอบเสียงเด็ดเดี่ยว
“เรียนพี่ชายใหญ่ว่าปรางกินยาแล้วหลับอยู่”
“ค่ะ”
ดาวเรืองเดินออกไป ระวีรำไพเศร้าใจสุดๆ

ธราธรฟังแล้วก็ตอบกลับไปด้วยความเสียดาย และเป็นห่วง
“น้องมะปรางเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
ดาวเรืองอึกอักๆ
“ก็...เอ่อ...ไม่ทราบค่ะ”
ดาวเรืองโกหกไม่เป็น...ธราธรฟังแล้วก็งงๆนิดหน่อย แต่ไม่อยากเซ้าซี้
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันค่อยโทร.กลับไปอีกที ขอบใจมาก”
ธราธรวางสายไปด้วยความเป็นห่วง...
ระวีรำไพนั่งเศร้าอยู่ในห้องธราธรยืนเศร้าอยู่ที่เดิม....ต่างคนคิดถึงกัน

วันต่อมา...เกษราอยู่ในครัว กำลังทำขนม เธอพยายามทำชีวิตให้เป็นปกติ แต่ใบหน้าชินกรและคำพูดของเขาก็แว่บเข้ามาจนได้
‘ฉันคิดมาตลอดทั้งวัน กลับไปฉันจะไม่มาให้นายเห็นหน้าอีก’
เกษราชะงักมือ หน้าเศร้าลง...ใจหายวาบ เกษราชะเง้อมองมาที่หน้าร้าน แต่ไม่มีวี่แววของชินกร มีแต่แย้มเดินเข้ามา
“คุณเกษคะ ขนมชุดต่อไปให้แย้มยกไปเลยหรือเปล่าคะ” แย้มเห็นเกษราชะเง้อไปหน้าบ้าน “คุณเกษมองหาอะไรอยู่หรือเปล่าคะ”
เกษรายังไม่ทันตอบ มารตีกับระวีรำไพก็เดินเข้ามาพร้อมกับส่งเสียงแจ๋น
“พี่เกษอยู่ที่นี่เอง หาตั้งนาน “
เกษราแปลกใจ
“รัมภากับมารตีหาพี่มีเรื่องอะไร”
“เรื่องใหญ่น่ะสิ” มารตีส่งหนังสือพิมพ์ให้ “อ่านเอาเองก็แล้วกัน”
เกษรารับมากางดู แย้มแอบๆปรายตามองด้วยความสนใจ แล้วก็โพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้น
“อุ้ย รูปคุณชายวังจุฑาเทพนี่คะ...งามทั้งห้าคนเลยนะคะ ข่าวเขาเขียนว่ายังไงคะคุณเกษ”
วิไลรัมภาจ้องหน้าดุ
“นี่นังแย้ม ธุระอะไรของเธอหะ”
แย้มหน้าจ๋อย
“ขอโทษค่ะ”
เกษรามองแย้มสงสาร
“ไม่เป็นไร...เดี๋ยวฉันอ่านให้ฟัง”
แย้มยิ้ม วิไลรัมภากรอกตาเบื่อ ที่หนังสือพิมพ์เป็นรูปคุณชายทั้งห้า ถ่ายรูปกับกองวัตถุโบราณที่จับได้ เกษราอ่านยิ้มๆ
“รายงานจากพื้นที่...เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนสนธิกำลังกับตำรวจในท้องที่ เข้ารวบตัวคนร้ายลักลอบขโมยวัตถุโบราณเตรียมย้ายออกทางชายแดน ปฎิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีเพราะได้รับความร่วมมือจากทีมสำรวจภายใต้การนำของหม่อมราชวงศ์อาทิตยรังสี และกองหนุนกิตติมศักดิ์หม่อมราชวงศ์ธราธร และคุณชายน้องทั้งสี่ที่แสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์ ทำให้สำนักข่าวหลายแห่งพร้อมใจกันมอบฉายา ห้าสิงห์จุฑาเทพ ให้กับคุณชายทั้งห้า...”
เกษรายังอ่านไม่จบ มารตีโวยขึ้น
“โอ้ย พอๆๆๆ พอแล้ว มารตีไม่ได้จะให้อ่านข่าวนี้”
เกษรากับแย้มสะดุ้งนิดๆ หุบยิ้ม เกษราหน้าเหวอ
“อ้าว ไม่ใช่ข่าวนี้ แล้วข่าวอะไร”
มารตีดึงมา แล้วพลิกไปหน้าใน แล้วก็วางกระแทกลงตรงหน้า
“ข่าวนี้ค่ะ อ่านซะจะได้รู้ว่างามหน้าขนาดไหน”

เกษราสะอึกกับคำพูดน้องสาว แต่ก็หยิบมาอ่าน แค่กวาดสายตาไปเจอเนื้อข่าวก็สะดุดกึก...หน้าเสีย ใจสั่น ความอับอายเกิดขึ้นในใจ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 9 (ต่อ)

ชินกรนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะน้ำชาในสวน
“แม้จะปิดกันให้วุ่นทั้ง 3 วัง...วังจุฑาเทพ วังเทวพรหม และวังแสงอาทิตย์ แต่ความก็แตกจนได้เมื่อนักข่าวตาไว ถ่ายภาพหม่อมหลวงระวีรำไพ สวัสดิ์วาส บุตรีหม่อมราชวงศ์อาทิตยรังสี สวัสดิ์วาส และ หม่อมหลวงเกษรา เทวพรหม คู่หมายของคุณชายใหญ่แห่งวังจุฑาเทพ หม่อมราชวงศ์ธราธร จุฑาเทพ เอาไว้ได้”
ชินกรอ่านข่าวด้วยความเป็นห่วง ไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด เขาอ่านต่อ
“จากภาพเห็นว่าสองสาวปลอมเป็นชาย แฝงกายเข้าในคณะชายล้วนอย่างก๋ากั่น”

โสภิตาและดาราฉายนั่งอยู่กับระวีรำไพในร้านอาหารเก๋ไก๋ โสภิตาอ่านข่าวให้ระวีรำไพฟังด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบายใจ
“ในระหว่างคุณชายใหญ่ออกสำรวจ และปะทะกับคนร้ายจนเป็นข่าวดังไปทั้งกรุงเทพ ก็ยังพ่วงสองสาวไปด้วย”
ระวีรำไพหน้าซีดเพราะเนื้อข่าวที่ทำให้อับอาย โสภิตาอ่านต่อ
“กิน นอน อยู่ด้วยกันกลางป่าหลายเพลาแบบนี้ เห็นทีวังจุฑาเทพคงจะมีข่าวดีในไม่ช้า”
โสภิตาอ่านแล้วก็อึ้งไม่กล้าอ่านต่อ มองหน้าเพื่อนอึกๆอักๆ
“เอ่อ...”
ดาราฉายรีบบอก
“อ้าว...โสเป็นอะไรทำไมไม่อ่านต่อ”
โสภิตาอึกอัก
“ก็...คือ...”
ดาราฉายรีบดึงหนังสือพิมพ์มาอ่านต่อ
“ฉันอ่านเอง...แต่ข่าวดีที่ว่า...จะลงเอยที่วังแสงอาทิตย์ หรือ วังเทวพรหม คงต้องติดตามฟังข่าวกันเอาเองนะเจ้าคะ”
ดาราฉายเงยหน้ามองระวีรำไพ โสภิตาก็มองหน้าเพื่อนด้วยความเห็นใจ
“มะปราง...ทำไมข่าวถึงออกมาแบบนี้...หรือว่าเธอกับอาจารย์หม่อม...”
ดาราฉายยังพูดไม่จบ ระวีรำไพรีบสวน
“ไม่มีอะไร มันก็แค่ข่าวซุบซิบ ไม่มีความจริงสักหน่อย ขอบใจเธอสองคนมากที่เอาข่าวมาบอก...ฉันไม่หิวแล้ว เธอกินกันไปแล้วกัน ฉันกลับก่อน”
ระวีรำไพหยิบหนังสือพิมพ์แล้วก็เดินไปเลย ดาราฉายกับโสภิตาถึงกับงง
“อ้าว...มะปราง”
ระวีรำไพเดินอยู่ในร้านอาหาร ระหว่างทางเริ่มสังเกตว่ามีคนมองและซุบซิบมาตามทาง ระวีรำไพมองไปที่โต๊ะเห็นว่าทุกโต๊ะมีหนังสือเล่มที่ลงข่าวซุบซิบวางอยู่ เธอรีบก้มหน้าและเดินออกไปด้วยความอาย...ดาราฉายกับโสภิตายังงงอยู่
“ดารา...เธอว่าเราจะเชื่อใคร เชื่อข่าว หรือว่าเชื่อเพื่อน”
“ฉันเชื่อมะปราง...เพื่อนบอกว่าไม่มีอะไร ก็ต้องไม่มีอะไรสิ”
“เหรอ...แต่ถ้าเธอไปอยู่กลางป่ากับอาจารย์หม่อมทั้งวันทั้งคืน เธอคิดว่า...มันจะไม่มีอะไรจริงๆเหรอ”
ดาราฉายชะงักคิด
“จริงด้วย” แล้วเธอก็เริ่มจินตนาการ ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา “คิกๆ บ้า...เธอน่ะ ให้ฉันจินตนาการอะไรก็ไม่รู้...บ้าชะมัด”
ดาราฉายหัวเราะคิกคัก อายม้วนไปมา โสภิตาปรายตามองๆ เป็นเยอะนะเนี่ย
“เห็นมั้ย แค่คิดเธอยังอายม้วนขนาดนี้ แต่ยัยมะปรางต้องไปอยู่กับอาจารย์หม่อมจริงๆ เธอคิดว่ามันจะไม่มีอะไรจริงๆเหรอ”
ดาราฉายชะงักคิด...

ข่าวหนังสือพิมพ์วางอยู่หน้าอาทิตยรังสี ระวีรำไพนั่งหน้าเสีย ข้างๆเป็นกัลยา สามคนพ่อแม่ลูก นั่ง
ปรึกษากันอยู่ในห้องทำงาน
“จริงๆค่ะ ถึงแม้ปรางจะหลงป่าอยู่กับพี่ชายใหญ่สองต่อสอง แต่มันไม่มีอะไรที่ไม่งามเลยนะคะ”
กัลยาหนักใจ
“แต่ลูกเป็นผู้หญิง มีข่าวแบบนี้ออกไป ลูกเป็นฝ่ายเสียหาย ถ้าแม่เป็นผู้ชายคนนั้น แม่จะต้องรีบออกมาแสดงความรับผิดชอบ”
“ปรางไม่ต้องการให้พี่ชายใหญ่มารับผิดชอบ มันไม่ยุติธรรม ถ้าพี่ชายใหญ่ต้องมาลงเอยกับปรางเพียงเพราะเกรงคนประณาม ถ้าต้องมีใครสักคนรับผิดชอบ...ปรางขอรับเองค่ะ ปรางผิดตั้งแต่เป็นคนต้นคิดเรื่องนี้”
ระวีรำไพพยายามชี้แจงด้วยเหตุผล อาทิตยรังสี และกัลยานิ่งฟัง
“ปรางตัดสินใจแล้ว ปรางจะเร่งวันเดินทางไปอังกฤษให้เร็วขึ้น และจะไม่กลับมาประเทศไทยสักพักใหญ่ หลายปีผ่านไปทุกคนคงจะลืมไปเอง”
อาทิตยรังสีมองหน้าถามย้ำ
“ลูกมั่นใจนะว่าต้องการแบบนี้”
ระวีรำไพคิด และตอบ
“มั่นใจค่ะ...ปรางไม่อยู่สักคนข่าวลือคงจะเริ่มบางลง และอีกไม่นานพี่ชายใหญ่กับพี่เกษก็แต่งงานกัน คำครหา ข้อกังขาก็จะหมดไป”
อาทิตยรังสีและกัลยา หนักใจ แต่สุดท้ายอาทิตยรังสีก็ยอมรับ
“ถ้าลูกมั่นใจ พ่อจะไม่เร่งรัดเอาความกับคุณชายใหญ่ แล้วเร่งตั๋วเดินทางไปอังกฤษให้เร็วขึ้น ไม่สนใจปากหอยปากปู ใครจะว่าอะไรก็ช่าง”
“ขอบคุณคุณพ่อที่เข้าใจ ปรางไปแล้วอะไรๆคงดีขึ้น ปรางทำให้คนอื่นวุ่นวายมามากแล้ว โดยเฉพาะพี่เกษ...พี่เกษเป็นคนดี เป็นคนที่คู่ควรกับพี่ชายใหญ่ ปรางรู้ว่าเธอรักพี่ชายใหญ่มาก ปรางไม่อยากทำร้ายจิตใจเธอ”
อาทิตยรังสีมองและถามตรงๆ
“แล้วปรางหล่ะลูก ปรางรักคุณชายใหญ่หรือเปล่า”
ระวีรำไพสะอึกหันมามองหน้าพ่อ อึ้ง...พูดไม่ออก กัลยาถามต่อ

“หรือลูกจะยอมเป็นคนเสียสละ”

ระวีรำไพหันมามองหน้าแม่ อึ้งอีก เธอมองสองคนแล้วก็รู้ว่าสองคนรู้ถึงจิตใจของตัวเอง ระวีรำไพตอบด้วยน้ำเสียงพยายามเข้มแข็ง

“ปรางไม่ได้เสียสละ ปรางแค่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ พี่ชายใหญ่กับพี่เกษกำลังจะแต่งงานกัน ถ้าปรางเข้าไปแทรก ปรางจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายแย่งชิง แต่ถ้าปรางจากไป ทุกคนก็จะสมหวัง...” เสียงเธอเริ่มสั่น “ความรักของปราง มันเป็นความรักแบบเด็กๆ อีกไม่นาน ปรางคงลืม” เธอน้ำตาไหลออกมา “ขอเวลาสักพัก พอกลับมา ปรางจะรักพี่ชายใหญ่ เหมือนพี่ชายจริงๆ ปรางรู้ว่ามันคงทำได้ยาก...แต่ปรางจะทำให้ได้”
กัลยาเข้ามาโอบกอดลูกด้วยความสงสาร
“ปรางทำถูกแล้วหล่ะลูก”
อาทิตยรังสีโอบกอดระวีรำไพไว้อีกด้านหนึ่ง
“พ่อชื่นชมลูกของพ่อจริงๆ ความเข้มแข็งของลูกในวันนี้ จะทำให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง พ่อภูมิใจในตัวลูกมาก”
อาทิตยรังสี และ กัลยา กอดลูกสาวคนละข้าง...ระวีรำไพอยู่ตรงกลางใช้ความรักเยียวยาความเจ็บปวด

วังจุฑาเทพ...ปวรรุจเดินเข้ามาหาธราธรในห้องทำงาน
“พี่ชายใหญ่ยังไม่เห็นข่าวนี้ใช่มั้ยครับ”
ปวรรุจส่งหนังสือพิมพ์ เปิดหน้าข่าวซุบซิบให้ ธราธรรับมาอ่านแล้วก็สะดุดกึก...หนังสือพิมพ์มีรูปของระวีรำไพ และ เกษรา รูปที่นักข่าวถ่ายจากปราสาท

ย่าอ่อนนั่งคุยกับหม่อมเอียดอยู่ที่มุมประจำ ย่าอ่อนจับหนังสือพิมพ์มือสั่นพั่บๆๆ แล้วก็หล่นลงพื้น ตุ๊บ
“ข่าวออกมาบัดสีบัดเถลิงแบบนี้ แล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันคะคุณพี่ เห็นทีจะต้องแทรกแผ่นดินหนีกันทั้งวัง เราต้องทำอะไรกันสักอย่างแล้วนะคะ ขืนรอชายใหญ่มีหวังได้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านไปอีกนาน”
ย่าอ่อนพูดจบถึงกับต้องหันไปหยิบยาดมมาดม หม่อมเอียดนั่งนิ่ง คิด เครียด...ย่าอ่อนบ่นไปดมยาดมไป
“คุณชายเทวพันธ์เองก็คงจะเคืองที่เราเงียบกันไปทั้งวังแบบนี้ จะพาลมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ” ย่าอ่อนนึกได้ โพล่งมาเลย “หรือว่าเราจะมัดมือชก จับคลุมถุง แต่งกันไปเลยดีคะ”
หม่อมเอียดแย้ง
“ยัง...ฉันยังทำแบบนั้นไม่ได้”
ย่าอ่อนโวย
“ทำไมยังทำไม่ได้คะคุณพี่...คุณพี่จะรออะไรอีกคะ หรือจะรอให้ไฟลามทุ่งมากไปกว่านี้ แค่นี้ก็เผาจนไหม้เกือบถึงหลังคาวังแล้วนะคะ”
“ฉันก็ไม่ได้จะนิ่งนอนใจ...แต่ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ฉันขอคุยกับคนบางคนเสียก่อน”
ย่าอ่อนตาโต
“คุณพี่จะคุยกับใครเหรอคะ”
ย่าอ่อนยื่นหน้ามารอคำตอบด้วยความอยากรู้สุดๆ

เทวพันธ์ยิ้มระรื่นขณะคุยโทรศัพท์
“หม่อมป้าอยากคุยกับเกษเหรอครับ”
หม่อมเอียดพูดโทรศัพท์เสียงนิ่งสุขุม
“ใช่...บอกให้เขามาหาฉันพรุ่งนี้นะ”
“ได้ครับได้ ผมจะบอกให้ครับ เอ้อ...แล้วผมต้องไปด้วยมั้ยครับ”
หม่อมเอียดตอบอย่างสุภาพ
“ฉันขอคุยกับหนูเกษตามลำพังก่อนแล้วกัน ลำดับต่อไปฉันค่อยคุยกับคุณชาย”
เทวพันธ์ยิ้มกว้าง
“ด้วยความยินดีครับ...ขอบคุณมากครับ แล้วเราค่อย คุยกัน นะครับ”
เทวพันธ์วางโทรศัพท์ไปด้วยรอยยิ้มพอใจ...หม่อมเอียดวางโทรศัพท์ไปด้วยสุดแสนจะกลุ้มใจ คนละอารมณ์

ห้าคุณชายนั่งประชุมกันหน้าเครียด พุฒิภัทรถามด้วยความเป็นห่วง
“ครั้งที่แล้วเราคุยกับหม่อมย่าไว้ว่าจะให้เวลาพี่ชายใหญ่ น้องเกษ น้องมะปราง และ คุณชินกร ปรึกษาหาทางออกให้เจอก่อนข่าวจะออกไป”
ปวรรุจคิดๆ
“และตอนนี้ข่าวก็ออกมาแล้ว หม่อมย่าจะต้องเรียกพี่ชายใหญ่ไปถามเอาคำตอบแน่ๆ”
รณพีร์หันมาถาม
“แล้ว...พี่ชายใหญ่ปรึกษากับทั้งสามคนนั้นหรือยังครับ”
ธราธรส่ายหน้า
“ยัง...พี่ยังไม่ได้คุยกับใครแม้แต่คนเดียว”
แล้วรัชชานนท์ก็พูดด้วยความเข้าใจ
“ผมรู้ว่าตอนนี้พี่ชายใหญ่ตกที่นั่งลำบาก เพราะในข่าวมีผู้หญิงที่เสียหายสองคน สังคมกำลังจับตามองว่าพี่ชายใหญ่จะเลือกใคร”
รณพีร์ถามอีก
“แล้ว...พี่ชายใหญ่รู้หรือยังครับว่าจะเลือกใคร”
ธราธรส่ายหน้าอีก
“ยัง...พี่ยังไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
ปวรรุจถามตรงๆ
“พี่ชายใหญ่มีอะไรในใจหรือเปล่า...ตั้งแต่กลับมาจากปราสาท พี่ชายใหญ่ไม่ยิ้ม ไม่พูดอะไรเลย เราเคยพูดกันทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ แต่วันนี้พี่ชายใหญ่กลับไม่พูด”
พุฒิภัทรเห็นด้วย
“ชายรุจพูดถูก ถ้าพี่ยังเห็นเราเป็นพี่น้องกัน เล่าสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเถอะครับ ให้เราช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของพี่บ้าง”
รัชชานนท์ รณพีร์ พยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนรอฟังคำตอบ ธราธรมองหน้าน้องๆ แล้วคิดถึงสิ่งที่อยู่ในใจ เขานึกถึงดนที่ระวีรำไพสารภาพรัก

‘ปรางรักพี่ชายใหญ่’

ธราธรก้มหน้า หลบตา

“พี่ยังเห็นทุกคนเป็นน้อง...น้องที่พี่รัก” เขาแอบคิดถึงระวีรำไพ “แต่พี่ขอหาคำตอบบางอย่างด้วยตัวเองก่อน” เขาเงยหน้าสู้สายตาน้องๆ “ถ้าพี่ได้คำตอบเมื่อไหร่...พี่จะบอกทุกคนเอง” ธราธรลุกขึ้นยืน “ขอบใจทุกคนมากที่เป็นห่วง”
พูดจบธราธรก็เดินออกไป คุณชายทั้งสี่ได้แต่มองตาม พุฒิภัทรพูดขึ้นแทนใจทุกคน
“ขอให้พี่ชายใหญ่ได้คำตอบ ก่อนที่เรื่องจะบานปลายมากไปกว่านี้”
ปวรรุจเห็นด้วย รัชชานนท์ถอนใจเบาๆ รณพีร์ส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ บรรยากาศช่างอึมครึมยิ่งนัก

ในร้านขนม...ชินกรยืนเลือกขนม แต่ตามองหาหาเกษราด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง ไม่ห่างกัน มีลูกค้าผู้หญิงหลายคน ทำทีเป็นมาซื้อขนม แต่กลับยืนซุบซิบๆ กันอยู่ที่หน้าร้าน
“คนไหนน่ะเธอ” ผู้หญิงขาเม้าปรายตามาที่แย้ม “คนนี้หรือเปล่า”
แย้มชะงักนิดๆ...เหล่ๆมอง เกษรากำลังจะเดินเข้ามาในร้าน พอได้ยินก็ชะงักเท้าหยุดแอบฟัง
ขาเม้าอีกคนบอก
“คนนี้เป็นคนรับใช้ หม่อมเกษราสวยกว่านี้ฉันเคยเห็น”
ขาเม้าคนที่สามทำเป็นตื่นเต้น
“เหรอๆ ตอนเธอเห็นแต่งหญิงหรือว่าแต่งชาย”
“เธอก็พูดบ้าๆ ใครเขาแต่งชายขายขนม เขาต้องแต่งตอนแอบตามผู้ชายเข้าไปในป่าจ้ะ”
ขาเม้าทั้งหมดขำกันคิกคัก เกษราทั้งโกรธ ทั้งอาย เบือนหน้าหนีและรีบเดินกลับเข้าบ้านไปทันที แย้มกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแทนเจ้านาย กำลังจะอ้าปากด่า ชินกรก็หันมาแล้วพูดขึ้นเสียงดัง
“ผมขอซื้อขนมทั้งร้านเลยนะครับ...เหมาทั้งหมด”
สาวๆ ขาเม้าหันมามองชินกรด้วยความงง ชินกรหันมาแล้วก็ยิ้มโหดๆให้
“ต้องขอโทษด้วย ผมซื้อขนมทั้งหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือให้พวกคุณ”
แย้มยิ้มสะใจ รีบรับมุก
“พอขายหมด ร้านเราก็จะปิด ต้องขอโทษและขอเชิญ...ออกไปจากร้านด้วยค่ะ”
สาวๆขาเม้า ยังงงอยู่ แย้มย้ำอีกที
“เชิญสิคะ”
สาวๆตกใจ
“ว้าย ไปก็ได้ย่ะ”
สาวๆขาเม้าเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป แย้มส่ายหน้าด้วยความเอือม ชินกรมองตามอย่างไม่ค่อยพอใจ

ถุงขนมมากมายวางอยู่บนโต๊ะ ชินกรจ่ายเงิน แย้มยกมือไหว้ยิ้มหน้าบาน รู้สึกเป็นมิตรและถูกชะตาอย่างมาก
“ขอบพระคุณค่ะ รอเงินทอนสักครู่นะคะ
แย้มหันมาจะทอน ชินกรรีบบอก
“ไม่ต้องทอน ถือซะว่า...ฉันจ่ายค่าลูกค้าขาประจำก็แล้วกัน”
แย้มยิ้มรับงงๆ แล้วก็พินิจหน้าชินกรอีกที
“อ๋อ...คุณนั่นเอง จำได้แล้ว เดือนก่อนคุณมาซื้อขนมบ่อยมาก แล้วจู่ๆ คุณก็หายไปเลย หายไปไหนมาคะ”
“ไปทำงานต่างจังหวัดน่ะ”
แย้มยิ้มรับ
“อ๋อ...”
ชินกรเลียบๆเคียงๆถาม
“เอ่อ...คุณเกษราสบายดีหรือเปล่า”
แย้มตอบหน้าเพลียๆ
“ถ้าไม่รวมเรื่องที่คุณได้ยินเมื่อครู่ ก็เรียกได้ว่าสบายดีค่ะ”
ชินกรเป็นห่วง แย้มมองออก
“จะให้แย้มเรียนคุณเกษให้หรือเปล่าคะว่าคุณถามถึง”
ชินกรรีบบอก
“ไม่เป็นไร...ไม่ต้องบอก...ฉันกลับก่อนนะ”
แย้มยกมือไหว้
“ขอบพระคุณค่ะ”
ชินกรรับไหว้พร้อมยิ้มนิดๆ แล้วก็หิ้วถุงของพะรุงพะรังเดินออกไป ที่หน้าร้านชินกรเดินสวนกับมารตี แต่ชินกรไม่ทันเห็น มารตีสะดุดตากับถุงขนมมากมายเลยมองหน้าคนถือพอเห็นเป็นชินกรก็ชะงัก เพราะเคยเห็นเขาเต้นรำกับเกษราในงานเลี้ยง มารตีขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ รีบเดินเข้ามาหาแย้ม
“แย้ม...ทำไมผู้ชายคนเมื่อกี๊ถึงได้ซื้อขนมไปมากมายขนาดนั้น”
มารตีถามด้วยความอยากรู้อย่างแรง

มารตียืนอยู่ เทวพันธ์นั่งอยู่ที่โซฟา และวิไลรัมภานั่งที่เก้าอี้อีกตัว มารตีวางกระเป๋าลงที่โต๊ะ พร้อมกับหันมาถาม
“หม่อมย่าโทร.มาเชิญพี่เกษไปที่วังเหรอคะ”
“ใช่...โทร.มาเมื่อครู่นี้เอง เห็นทีจะเรียกไปคุยเรื่องงานแต่ง” เทวพันธ์ยิ้มมั่นใจ “คงทนข่าวลือหนาหูไม่ไหว”
“แต่งเป็นเรื่องเป็นราวก็ดีนะคะ ตอนนี้มารตีอายคนทั้งโรงพยาบาลจะแย่ ใครๆก็รู้ว่าพี่สาวไปทำเรื่องงามหน้าไว้กลางป่า”

“ที่มหาวิทยาลับของรัมภาก็พูดถึงแต่เรื่องนี้ รัมภาล่ะอ๊าย...อาย พี่เกษแต่งๆไปซะก็ดี คำครหาจะได้จบๆ พอแต่งแล้ว...สองตระกูลจะได้สนิทกันอีกขั้น พี่สาวแต่งงานกับพี่ชาย น้องสาวก็แต่งงานกับน้องชาย...แต่งกันทั้งสามคู่เลยดีมั้ยคะพี่มารตี”

วิไลรัมภาเสริม

มารตียิ้มกว้าง อ้าปากยังไม่ทันจะตอบอะไร เทวพันธ์พูดแทรกขึ้น

“ถ้าเกษแต่งไป คุณชายที่เหลือไม่ต้องแต่งก็ได้ เพราะถือว่าพันธะระหว่างพ่อกับท่านชายวิชชากรเป็นอันจบสิ้นลงแล้ว”
มารตีหุบยิ้มขวับ วิไลรัมภาหันมาทางเทวพันธ์ที่พูดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ตอนนั้นท่านมีดำรัสว่า อยากให้ลูกชายคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับลูกสาวพ่อคนใดคนหนึ่งไม่จำกัดว่าคนไหนแต่อยากให้สองตระกูลดองกัน ถ้าเกษแต่งไปแล้ว...คนอื่นๆก็ไม่ถือเป็นคำสัญญา”
มารตีชะงัก
“หมายความว่า...ถ้าพี่เกษแต่งไปแล้ว พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับคุณชายเหรอคะ”
“ใช่”
วิไลรัมภาไม่ยอม
“แต่ในงานเลี้ยงต้อนรับคุณพ่อไม่ได้พูดแบบนี้นี่คะ”
“ก็ตอนนั้น พ่อคิดว่าการเอาชนะใจพวกคุณชายจุฑาเทพจะเป็นเรื่องง่าย พวกเขาคงจะหลงลูกพ่อทั้งสามตั้งแต่แรกเห็น แต่ตอนนี้พ่อเริ่มจะไม่มั่นใจ และไม่อยากจะเสนอตัวลูกสาวจนเกินงาม ความเป็นเทวพรหมมันยังค้ำคอ พ่อไม่อยากเสียเกียริต์ให้คนอื่นดูถูก พ่อก็เลยคิดว่า...คนเดียวก็พอ”
วิไลรัมภาหน้าเสีย หันมามองมารตีขอความช่วยเหลือ มารตีนั่งนิ่ง ไม่พอใจถามนิ่งๆ
“แต่ถ้าพี่เกษ...ไม่ได้แต่งงานกับพี่ชายใหญ่ ก็เท่ากับว่า...เราสองคนยังต้องทำตามสัญญาแทนใช่มั้ยคะ”
มารตีถามอย่างมีเลศนัย แฝงแผนการร้ายไว้ในรอยยิ้มเชือดเฉือน

มารตีกับวิไลรัมภาคุยกันที่มุมหนึ่งใน วังเทวพรหม ค่อนข้างปลอดภัย ไม่มีใครอยู่ วิไลรัมภาโวยวาย
“เราจะยอมให้พี่เกษแต่งงานกับพี่ชายใหญ่ไม่ได้นะคะ รัมภาอยากแต่งงานกับพี่ชายพีร์ รัมภาไม่ยอมให้คำสัญญาจบลงง่ายๆ”
มารตีเชิดหน้า
“พี่ก็ไม่ยอม...พี่อุตส่าห์ย้ายจากโรงพยาบาลเอกชนมาอยู่โรงพยาบาลรัฐบาลเพราะอยากอยู่ใกล้พี่ชายภัทร ทนรับเงินเดือนน้อยกว่าเก่าตั้งเท่าตัว พี่ไม่มีวันยอมให้ความพยายามครั้งนี้สูญเปล่า”
“แต่คุณพ่อดูท่าจะปักใจว่าพี่เกษจะได้แต่งงานกับพี่ชายใหญ่ แล้วเราจะทำยังไงดีคะ เราจะขัดขวางการแต่งงานของพี่เกษกับพี่ชายใหญ่ได้ยังไง เราจะทำยังไงกันดี”
มารตีนิ่งคิด แล้วก็คิดออก...ยิ้มร้ายอย่างมั่นใจ
“ไม่เห็นยาก...พี่มีหมากตัวสำคัญ ถ้าเริ่มเปิดเกมเมื่อไหร่ หมากตัวนี้จะทำให้เราเป็นผู้ชนะ”
วิไลรัมภาหันมาฟังด้วยความแปลกใจ มารตีเชิดหน้าอย่างมั่นใจ วิไลรัมภาไม่เข้าใจ
“หมากตัวไหนคะ”

ก่อนหน้านี้ มารตีขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ รีบเดินเข้ามาหาแย้ม
“แย้ม...ทำไมผู้ชายคนเมื่อกี๊ถึงได้ซื้อขนมไปมากมายขนาดนั้น”
“อ๋อ...ก็เมื่อกี๊น่ะสิคะ มีลูกค้ามาหายืนมุงอยู่หน้าร้าน ทำเป็นจะมาซื้อขนม แต่จริงๆมาซุบซิบนินทาคุณเกษ คุณผู้ชายได้ยิน ก็ไม่พอใจ เหมาขนมหมดร้านแล้วก็ไล่ลูกค้ากลุ่มนั้นออกไปเลยค่ะ”
“เหมาขนมทั้งร้าน”
“ค่ะ ก่อนหน้านี้คุณเขาก็มาบ่อยนะคะ มาแต่ละครั้งก็ซื้อทีละเยอะๆ อ้อ แล้วก็ถามถึงคุณเกษทุกครั้งเลยนะคะ แอบถามแต่ไม่ให้แย้มบอกคุณเกษค่ะ”
มารตีคิดด้วยสัญชาตญาณบางอย่างทำให้มารตีตัดสินใจ รีบเดินออกจากร้านไปหาชินกรทันที

ชินกรถือถุงขนมเดินอยู่ห่างจากหน้าร้านไปไม่มาก มารตีวิ่งตามมาพร้อมกับเรียกไว้
“คุณคะ...คุณ...คุณหยุดก่อนค่ะ”
ชินกรหันไปมองด้วยความแปลกใจ มารตีวิ่งมาหยุด หอบ
“คุณจำดิฉันได้มั้ยคะ...ฉันชื่อ มารตี เป็นน้องพี่เกษรา”
ชินกรนึกออก
“อ๋อ...คุณมารตี เราเคยเจอกันในงานเลี้ยงที่วังจุฑาเทพ”
“ค่ะ...ใช่ค่ะ...ที่ฉันวิ่งตามคุณมา เพราะมีเรื่องข้องใจ อยากจะถามหน่อยค่ะ”
ชินกรแปลกใจ
“เรื่องอะไรครับ”
เขาถามกลับหน้าซื่อๆ มารตีตีหน้าเศร้า
“เรื่องที่เป็นข่าวน่ะค่ะ...พวกเราทุกคนกังวลใจมาก พี่เกษก็เอาแต่เงียบไม่พูดอะไร พวกเราก็ยิ่งกลุ้มใจ มารตีรู้ว่าคุณสนิทกับพี่ชายใหญ่ เผื่อคุณจะบอกเราได้ว่า...มันเกิดอะไรขึ้นในป่า และระหว่างพี่ชายใหญ่ พี่เกษ และ คุณมะปราง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

มารตีเล่นละครทำหน้าเศร้าสุดๆ
กำลังโหลดความคิดเห็น...