xs
sm
md
lg

ดาวเกี้ยวเดือน ตอนที่ 10

เผยแพร่:

ดาวเกี้ยวเดือน ตอนที่ 10

ประกายดาวนึกถึงตอนที่เด็กชายคนหนึ่งพูด
“หม่องเคยมีหลายตัวแล้ว เวลาหม่องลงไปทำงานในตัวเมืองกับพี่พลทีไร พี่พลก็ซื้อให้”
“ทำงาน ? ทำงานอะไรคะ” ประกายดาวถาม
เด็กยังไม่ทันตอบ ต้นอ้อก็รีบแย่งตอบ
“ขายของจุกจิกที่เด็กๆ ทำเองน่ะค่ะ”

ประกายดาวโกรธ
“ใจร้ายมาก”
“ถ้าระมัดระวังมันไม่เป็นอะไรหรอก” ปุระชัยบอก
พลกับเจ้านายลังเล
ปุระชัยพูดต่อ “เอาเป็นว่าถ้างานนี้สำเร็จ ฉันจะให้ค่าตอบแทนคนละล้าน ทีนี้นายกับพวกน้องๆ ก็จะมีเงินเรียนหนังสือสูงๆ กันทุกคน”
พลกับเจ้านายตาลุกวาว
“ตกลงครับ ท่านจะให้ผมพาน้องๆ ไปเมื่อไหร่” พลถาม
“พรุ่งนี้ มิสเตอร์เฉินจะรออยู่ในเมือง”
ประกายดาวพูดเบาๆ “หลอกเด็กนี่หว่า”
ประกายดาวตัดสินใจจะเก็บหลักฐานมัดตัวคนร้ายจึงถ่ายรูปพวกปุระชัยแต่ภาพไม่ชัด ประกายดาวจึงย่องเข้าไปใกล้ๆ อีก เธอถ่ายพวกปุระชัยคุยกันหลายช็อตซึ่งเห็นหน้าปุระชัยอย่างชัดเจน
ระหว่างถ่ายเท้าของประกายดาวเผลอเหยียบไปบนกิ่งไม้บนพื้นหักดังป๊อก ประกายดาวสะดุ้ง พวกปุระชัยหันขวับไปทางเสียง ปุระชัยสั่งลูกน้อง
“ไปดูสิ”
ลูกน้องสองคนชักปืนจากเอวแล้ววิ่งมาทางประกายดาว ประกายดาวตาโต



ลูกน้องวิ่งมาถึงบริเวณที่เกิดเสียงแล้วเล็งปืนไปหลังพุ่มไม้แต่ก็ไม่มีใคร ลูกน้องเล็งปืนไปรอบๆ ประกายดาวยืนตัวลีบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพราะลูกน้องเดินอยู่ด้านหลังใกล้ประกายดาวมาก ปุระชัยตะโกนถาม
“เจออะไรไหม”
“ไม่เจอครับนาย”
ลูกน้องอีกคนเหลือบไปเห็นรอยเท้าคนบนพื้น
ลูกน้องคนหนึ่งถาม “อะไรวะ”
“รอยเท้าคน”
เท้าประกายดาวเปื้อนโคลน
“อาจจะเป็นของไอ้พลกับไอ้นาย”
“ไม่แน่”
ลูกน้องอีกคนเดินมาข้างหน้าจนเกือบจะถึงประกายดาว ประกายดาวหลับตาปี๋และแทบจะกลั้นลมหายใจ เท้าลูกน้องอยู่ห่างจากประกายดาวเพียงก้าวเดียว
จู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังปังมาจากที่ไกลๆ ลูกน้องชะงักแล้วหันขวับไปทางเสียง ลูกน้องปุระชัยวิ่งไปทางนั้นทันที ประกายดาวโล่งอกแม้แทบจะล้มทั้งยืน เธอแอบมองให้แน่ใจว่าพวกลูกน้องไปแล้วก่อนจะย่องออกไปจากตรงนั้น


ลูกน้องปุระชัยวิ่งเข้ามามองหาที่มาของเสียง แต่ก็ไม่เห็นอะไร ลูกน้องเดินย้อนกลับไป ต้นอ้อที่ยืนถือปืนแอบอยู่หลังต้นไม้มองตามพวกลูกน้องปุระชัยไป

ลูกน้องปุระชัยกลับมาหาปุระชัย
“ไม่มีอะไรเลยครับ”
ชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่กับปุระชัยบอก “สงสัยจะเป็นพวกล่าสัตว์ป่า”
ปุระชัยพยักหน้า


ประกายดาววิ่งสะพายกล้องเข้ามาในบ้านด้วยหน้าตาตื่นตระหนก ต้นอ้อที่นอนหลับอยู่บนเตียง แกล้งสะลึมสะลือตื่นขึ้น
“พี่ดาวไปไหนมาคะ”
ประกายดาวโกหก “พี่นอนไม่หลับก็เลยไปเดินถ่ายรูปเล่น น้องต้นอ้อนอนเถอะนะคะ เดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำก่อน”
“พี่ดาวคะ พรุ่งนี้ต้นอ้อจะเข้าไปเมือง พี่ดาวกลับไปกับต้นอ้อเลยนะคะ”
ประกายดาวพูดไปงั้นๆ “ค่ะ”
ประกายดาวเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วแอบหยิบมือถือออกมายัดใส่กระเป๋ากางเกงอย่างระมัดระวังไม่ให้ต้นอ้อเห็น เธอวางกล้องทิ้งไว้แล้วเดินออกไป ต้นอ้อมองตามประกายดาว
“ขอให้กลับจริงๆ นะคุณดาว”


ประกายดาวเดินเร็วเข้ามาหลบหลังต้นไม้ใหญ่ เธอเหลียวมองกลับไปดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามมา แล้วเอามือถือออกมากดโทร
“เจ้าป่าเจ้าเขา เห็นแก่เด็กตาดำๆ โปรดประทานคลื่นโทรศัพท์ให้หน่อยเถอะนะคะ”
ประกายดาวกดมือถือโทรหา "อภิเชษฐ์" แต่ไม่ติด เสาสัญญาณบนมือถือไม่มีคลื่นเลย ประกายดาวพยายามกดซ้ำใหม่ ใครบางคนที่ยืนมองประกายดาวทางด้านหลังก้าวเข้าไปใกล้ประกายดาวแล้วคว้าแขนประกายดาวหมับ
ประกายดาวสะดุ้งแล้วหันไปพบว่าเป็นเด็กน้อยหน้างัวเงีย ประกายดาวโล่งใจก่อนจะย่อตัวลงคุยกับเด็กน้อย
“หนูมาทำอะไรตรงนี้คะ”
“หนูปวดฉี่ ไม่มีใครตื่นมาเข้าห้องน้ำกับหนูเลย พี่ดาวไปเป็นเพื่อนหนูหน่อย”
“ไปสิ”
เด็กน้อยคว้ามือประกายดาวแน่น
“พี่ดาวอย่าทิ้งหนูนะ”
“จ้ะ พี่จะไม่ทิ้งหนู พี่สัญญา”
ประกายดาวมีแววตาเด็ดเดี่ยวอย่ตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยเด็กๆ ให้ได้
เช้าวันใหม่ พลกับเจ้านายเดินคุยกันออกมาจากทางบ้านพัก
“ฉันให้พิมพ์กับต้นอ้อไปขอข้าวสารที่หมู่บ้านโน้น เดี๋ยวฉันจะล่อให้พี่ดาวตามสองคนนั้นไป ทางสะดวก แล้วเราค่อยจัดการตามแผน” พลบอก
เจ้านายมองไปรอบๆ ก็เห็นหมู่บ้านเงียบเชียบ
“ทำไมเงียบๆ หายไปไหนกันหมด”
“เออว่ะ”
เจ้านายมองไปที่หน้าหมู่บ้าน พอเห็นอะไรบางอย่างเขาก็ตกใจ “เฮ้ย ดูนั่น !”
พลมองตามไปก็เห็นประกายดาวต้อนเด็กๆ ขึ้นรถสองแถวเล็ก ประกายดาวยิ้มลั้นล้าอย่างมีความสุข “ท่าทางเราจะเจอก้างชิ้นใหญ่แล้วว่ะ” พลว่า



ประกายดาวกำลังพาเด็กๆ ขึ้นรถสองแถวโดยจัดแจงให้นั่งเป็นระเบียบ พลกับเจ้านายเดินเข้ามาหา ประกายดาว
“อ้าว...พล พี่ตามหาพลกับเจ้านายตั้งแต่เช้าแล้วแต่หาไม่เจอ พี่จะบอกว่าพี่จะพาน้องๆ ไปเที่ยวในเมืองนะ เย็นๆ กลับ”
พลกับเจ้านายสบตากัน
“อย่าลำบากเลยพี่ดาว ไอ้พวกนี้ซนอย่างกับลิง” พลบอก
ประกายดาวพูดกับเด็กๆ “ข้อตกลงของเราคืออะไรคะเด็กๆ”
“ไม่ดื้อ ไม่ซน สนใจแต่พี่ดาว” เด็กๆ ตอบ
“พี่ขอพาน้องๆ ไปเถอะนะ ให้แกได้ไปเปิดหูเปิดตา พี่อุตส่าห์เดินไปที่หมู่บ้านโน้นให้ชาวบ้านหารถให้”
เจ้านายยืนกราน “ไม่ได้ !”
พลแทรกขึ้น “รีบไปรีบกลับนะครับ”
ประกายดาวยิ้มแล้วขึ้นรถ รถเคลื่อนออกไปพร้อมกับเสียงสนุกสนานตื่นเต้นของเด็กๆ
“ไอ้พล แกยอมให้ไป แล้วงานของนายล่ะวะ” เจ้านายถาม
“ใครว่าฉันยอม”
พลยิ้มอย่างมีแผน


พิมพ์ไทยกับต้นอ้อเดินมาด้วยกัน ต้นอ้อถือกระบุงใส่ข้าวสาร
“ได้ข้าวสารมานิดเดียว จะพอกินกันซะที่ไหน” พิมพ์ไทยว่า
“เราเห็นตรงโน้นมีกล้วยสุกเครือใหญ่เชียว เดี๋ยวพิมพ์กลับไปก่อนนะ เราไปเก็บกล้วยให้ จะได้เอามาให้เด็กๆ กินแก้หิว” ต้นอ้อบอก
ต้นอ้อส่งกระบุงข้าวสารให้พิมพ์ไทยแล้วเดินแยกไปอีกทาง


ประกายดาวนั่งรถมากับเด็กๆ เด็กๆ ตื่นเต้นดีใจ
“ถ้าน้องๆ อยากได้อะไร บอกพี่ดาวนะคะ พี่ดาวจะให้เป็นรางวัลที่ทุกคนเป็นเด็กดี”
เด็กๆ เฮ
“พี่ดาวพาเราไปหาพ่อแม่ได้ไหมคะ พวกเราอยากมีพ่อแม่” เด็กถาม
ประกายดาวสงสารเด็ก
“ให้พี่ดาวเป็นแม่ให้ทุกคนดีกว่า”
“แล้วพ่อล่ะคะ”
“พี่ดาวเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ให้เอง”
“พี่ดาวจะเป็นพ่อได้ยังไง พ่อต้องเป็นผู้ชาย แต่พี่ดาวเป็นผู้หญิง”
ประกายดาวหน้าเจื่อนเพราะเถียงไม่ออก
จู่ๆ เสียงยางรถก็ระเบิดตู้ม รถเบรคอย่างแรง ประกายดาวและเด็กๆ ถลันมาข้างหน้า เด็กๆ หวีดร้อง
รถจอดสนิท ประกายดาวดึงเด็กๆ ขึ้นมานั่งบนเบาะ
“มีใครเป็นอะไรไหมคะ”
ไม่มีใครตอบ ประกายดาวมองไปหน้ารถอย่างไม่สบายใจ


คนขับยืนดูยางล้อที่แบนติดถนน ประกายดาวลงจากรถมาดู
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ตะปูเรือใบครับ เต็มถนนเลย ไม่รู้ใครมือบอนเอามาโรย” คนขับบอก
ประกายดาวมองที่ถนนก็เห็นตะปูเกลื่อนถนน ประกายดาวมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใครอยู่แถวนั้น เจ้านายกับพลแอบดูฝีมือตัวเองอย่างพอใจ
“ไปโว้ย ไปเตรียมขนมให้เด็กๆ กินกัน” พลว่า
พลกับเจ้านายกลับเข้าไปในหมู่บ้าน

คนขับก้มดูยางรถแล้วบอกประกายดาว
“เราคงไปไม่ได้แล้วครับคุณ ผมไม่มียางอะไหล่ด้วย”
“ยังไงฉันก็จะต้องพาเด็กๆ ไปให้ได้”
“คุณจะไปยังไง ถ้าเดินลงไปกว่าจะถึงก็คงพรุ่งนี้เช้า”
ประกายดาวมุ่งมั่น “มันต้องมีทางสิ”
คนขับส่ายหน้าเพราะไม่เห็นทางจะลงไปได้ แล้วเขาก็มองไปที่ถนน
“รถใคร”
ประกายดาวมองตามก็เห็นรถเก๋งคันใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้าน ประกายดาวมองด้วยความแปลกใจจนกระทั่งรถเคลื่อนมาหยุดตรงหน้าประกายดาว ถึงเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ตอนหลังของรถ คือ จันทร์ภานุ
“คุณชาย” ประกายดาวหันไปหาคนขับรถ “หยิกแขนฉันหน่อยค่ะ”
คนขับรถงง
“ฉันอยากแน่ใจว่าไม่ได้ฝันอยู่ หยิกเลยค่ะ แรงๆ”
คนขับรถหยิกแขนประกายดาวอย่างแรง
ประกายดาวร้อง “โอ๊ย !!”
จันทร์ภานุลงจากรถ จันทร์ภานุเห็นประกายดาวร้องอยู่กับคนขับรถก็เป็นห่วงมากจึงรีบปราดเข้าไปคว้าแขนประกายดาวมาถาม
จันทร์ภานุตาขุ่นใส่คนขับรถ “คุณดาว เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรค่ะ คุณชายมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
จันทร์ภานุเสียงเครียด “ผมมารับคุณกลับ”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟัง คุณกลับลงไปกับผมก่อนเถอะนะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันทิ้งเด็กๆไปไม่ได้” ประกายดาวบอก
จันทร์ภานุมองไปที่รถสองแถวก็เห็นเด็กน้อยตาใสยืนเกาะรถมองประกายดาวกับจันทร์ภานุอย่างสนใจ
“คุณชายมาก็ดีแล้ว ช่วยพาเด็กๆ ด้วยเถอะค่ะ”
จันทร์ภานุงง “ทำไม ?”
จันทร์ภานุรับคำนิ่งๆ ด้วยสีหน้าเครียดแต่ไม่ได้ตกใจ
“ครับ”
ประกายดาวแปลกใจกับท่าทางของจันทร์ภานุ “ครับ ? ตกใจแค่นี้เองเหรอคะ คุณปุระชัยพ่อคุณรติรสเป็นหัวหน้าแก็งค์ค้ายาเสพย์ติด และพวกมันก็เอาชีวิตของเด็กตาดำๆ เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ คุณชายน่าจะตกใจกว่านี้”
“ผมพอจะรู้เรื่องแล้ว ไอ้เชษฐ์มันรับผิดชอบคดีนี้อยู่ มันบอกผมว่าคุณอยู่ที่นี่ ผมถึงต้องมารับคุณกลับ”
“กำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นที่นี่เหรอคะ” ประกายดาวถาม
“เปล่า” จันทรภานุจับมือประกายดาว “ผมเป็นห่วงคุณ ผมอยากจะมาหาคุณตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมมาเร็วสุดได้เท่านี้”
จันทร์ภานุมองประกายดาว ประกายดาวรู้สึกดีมาก
พิมพ์ไทยเดินผ่านมาเห็นประกายดาวยืนจับมือกับจันทร์ภานุก็มองอย่างสนใจแล้วเดินเข้าไปใกล้
ประกายดาวหักห้ามใจก่อนจะพูด
“ขอบคุณมากค่ะ แต่คุณชายมาถึงตอนนี้ก็ดีมากแล้วค่ะ คุณชายจะได้มาช่วยฉันหาทางช่วยเด็กๆ ฉันจะไม่ยอมให้พลกับเจ้านายใช้เด็กๆ เป็นเครื่องมือขนยาบ้าลงไปในเมืองเด็ดขาด”
พิมพ์ไทยที่แอบฟังอยู่หลังต้นไม้ถึงกับอึ้ง
“พี่พล !”


พิมพ์ไทยพรวดพราดเข้ามาในบ้าน เธอคว้ากระเป๋าจากในตู้มายัดเสื้อผ้าลงไปพลางร้องไห้ปนโกรธ พลกับเจ้านายเข้ามาเห็นก็งง
“พิมพ์จะไปไหน”
พิมพ์ไทยผลักพล
“อย่ามายุ่ง”
“เป็นบ้าอะไรอีก !” พลถาม
พิมพ์ไทยเสียใจ “พิมพ์บ้า แต่พวกพี่เลว ชั่ว ! พิมพ์หลงคิดว่าพวกพี่เป็นคนดี แต่ที่แท้พวกพี่มันก็เป็นพวกพ่อค้ายา ไหนพี่บอกว่าพี่รักไอ้พวกเด็กๆ น้องพี่ อยากตอบแทนบุญคุณครูใหญ่ แล้วพี่ทำแบบนี้ได้ยังไง”
พลกับเจ้านายอึ้ง พลคว้าตัวพิมพ์ไทยมายืนประจัญหน้าแล้วคาดคั้นถาม
“พิมพ์รู้ได้ยังไง”
พิมพ์ไทยไม่ตอบแต่โวยวาย “พิมพ์ไม่อยากติดคุก พิมพ์จะกลับบ้าน”
พลโมโหจึงเขย่าตัวพิมพ์ไทยถาม “อีพิมพ์ กูถามว่ามึงรู้ได้ยังไง”
พิมพ์ไทยกลัว


จันทร์ภานุกำลังขึ้นรถ ประกายดาวยืนอยู่ด้วย เด็กๆ นั่งรวมกันอยู่ห่างออกไป
“ขับลงไปอีกหน่อยก็มีสัญญาณมือถือแล้ว พอผมโทรบอกไอ้เชษฐ์เสร็จแล้ว ผมจะรีบกลับมา คุณดูแลตัวเองด้วยนะ” จันทรภานุบอก
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลอกให้พลกับเจ้านายตายใจ”
จันทร์ภานุขึ้นรถแต่ยังมองตามประกายดาวอย่างอาลัยอาวรณ์ คนขับรถขับออกไป ประกายดาวมองตามอย่างลุ้นๆ
“รีบกลับมานะคะคุณชาย”
“พี่ดาวขา พี่เขาเป็นใครเหรอคะ” เด็กคนหนึ่งถาม
“พ่อเราไง พี่ดาวเป็นแม่ พี่คนนั้นเป็นพ่อ เรามีทั้งพ่อทั้งแม่แล้ว” เด็กอีกคนบอก
เด็กๆ ดีใจ ประกายดาวลูบหัวเด็กน้อยและมองเด็กเศร้าๆ
“น่ารักกันขนาดนี้ ทำไมถึงใจเหี้ยมทำร้ายได้ลงคอ”
ทันใดนั้นพลก็วิ่งเข้ามา
“พี่ดาว ! พี่ดาวช่วยพิมพ์ด้วย !”
ประกายดาวตกใจ


ปุระชัยกับลูกน้องออกมาจากในโกดัง ต้นอ้อแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้
“สั่งพวกมันเร่งมือ ถ้าวันนี้มิสเตอร์เฉินพอใจ เขาอาจจะสั่งเพิ่มอีกเท่าตัวก็ได้” ปุระชัยสั่ง
เจ้านายวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“นายครับ เกิดใหญ่แล้ว มีคนรู้เรื่องของเราครับนาย”
ปุระชัยหันไปถาม “ใคร !”
ต้นอ้อฟัง



ประกายดาววิ่งเร็วๆ ตามพลไปที่บ้าน พลเปิดประตูเข้าไป ประกายดาววิ่งตามเข้าไปในบ้านก็เห็นพิมพ์ไทยถูกมัดมือมัดเท้ามัดปากติดกับเสา
“พิมพ์ !”
พิมพ์ไทยตาโตเพราะเห็นอะไรบางอย่างด้านหลังประกายดาว เธอพยายามส่งเสียงร้องเตือนประกายดาว ประกายดาวหันไปมองตามแต่ก็ถูกพลใช้ไม้ฟาดท้ายทอยจนสลบเหมือด พิมพ์ไทยหลับตาปี๋ด้วยความกลัว
“ช่วยไม่ได้นะพี่ดาว พี่อยากเข้ามายุ่งเอง” พลว่า


พลเข้ามาเปิดกระเป๋ากล้องของประกายดาว เขาเปิดดูกล้องก็เห็นว่ามีรูปถ่ายของปุระชัย พลอึ้ง พลเปิดเอาเมมโมรี่ออกมาจากกล้องแล้วเก็บใส่กระเป๋าก่อนจะโยนกล้องทิ้งลงพื้น
“พี่พล ทำของพี่ดาวทำไม” เด็กคนหนึ่งถาม
“ยุ่งน่ะ”
เจ้านายวิ่งเข้ามา
“เจอท่านหรือเปล่า” พลถาม
“เจอ ท่านบอกว่าให้พาพี่ดาวไปที่โกดัง ท่านจะจัดการพี่ดาวเอง” เจ้านายบอก
จันทร์ภานุนั่งอยู่บนรถ เขาจ้องมือถือในมืออย่างรอคอยคลื่นโทรศัพท์แต่ก็ไม่มีคลื่น จันทร์ภานุหงุดหงิด
“ขับเร็วกว่านี้ได้ไหม”
“ครับคุณชาย” คนขับรับคำ
จันทร์ภานุกระสับกระส่ายเพราะไม่สบายใจมาก


พลกับเจ้านายแบกประกายดาวที่ถูกมัดมือไว้ พลแบกส่วนขา ส่วนเจ้านายแบกส่วนหัว สักพักเจ้านายก็หยุดเดิน
“พักแปบเถอะว่ะ เหนื่อย”
พลวางประกายดาวไว้บนพื้น
“ถ้าเราพาพี่ดาวไปให้จัด ท่านจะฆ่าพี่ดาวหรือเปล่า” เจ้านายถาม
ประกายดาวปรือตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงเจ้านายกับพลคุยกัน แต่เธอยังแกล้งทำเป็นสลบ
“ไม่รู้ แต่ถ้าพี่ดาวหลุดหนีไปได้ เราได้ติดคุกแน่” พลบอก
ประกายดาวนิ่วหน้าเครียดเพราะรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง เธอปรือตาขึ้นมองก็เห็นท่อนไม้วางอยู่ใกล้ๆ
“ปล่อยให้ท่านตัดสินใจเถอะ ว่าจะจัดการพี่ดาวยังไง” พลบอก เจ้านายพยักหน้า “เราไปต่อได้แล้ว วันนี้ยังมีหลายเรื่องต้องจัดการ”
เจ้านายจับขาประกายดาวจะยกขึ้น แต่ประกายดาวถีบเจ้านายอย่างแรงจนเจ้านายกระเด็น
พลตกใจ “เฮ้ย !”
พลยังไม่ทันตั้งหลัก ประกายดาวคว้าท่อนไม้ที่อยู่บนพื้นมาฟาดใส่พลทั้งๆ ที่มือยังถูกมัด พลล้ม ประกายดาววิ่งหนีไป พลกับเจ้านายวิ่งตาม
พลตะโกน “พี่ดาวหยุด”

ประกายดาววิ่งหนีทั้งๆ ที่มือถูกมัด พลกับเจ้านายวิ่งตาม


ประกายดาววิ่งเข้ามาสะดุดก้อนหินล้มลงจนเข่ากระแทกหิน
ประกายดาวร้อง “โอ๊ย !”
เข่าประกายดาวแตกเป็นแผลเลือดไหล ประกายดาวรู้สึกเจ็บมาก

ประกายดาวลุกขึ้นได้แล้วและกำลังจะวิ่ง แต่เข่าอ่อนจึงทรุดจะล้ม ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งมารวบเอวประกายดาวไปหลังต้นไม้ ประกายดาวร้องกรี๊ดแต่ถูกคนนั้นปิดปาก ประกายดาวมองเต็มตาถึงเห็นว่าเป็นจันทร์ภานุ ประกายดาวดีใจจนแทบร้องไห้
“คุณชาย”
ประกายดาวโผกอดจันทร์ภานุ
“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ”
เสียงพลดังขึ้น “ทางนั้น”
จันทร์ภานุกอดประกายดาวจากทางด้านหลัง ทั้งสองยืนหลบหลังต้นไม้ พลกับเจ้านายวิ่งผ่านไป จันทร์ภานุมองตามไปจนแน่ใจว่าพลกับเจ้านายไปแล้ว จันทร์ภานุจึงแก้เชือกที่มือให้ประกายดาว
จันทร์ภานุถาม “ไหวไหม”
“ไหวค่ะ”
จันทร์ภานุแก้เชือกจนเสร็จแล้วคว้ามือประกายดาวกำลังจะพาวิ่งไป แต่แล้วก็ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นลูกน้องปุระชัยสองคนยืนเล็งปืนมาทางเขา


จันทร์ภานุกับประกายดาวถูกลูกน้องปุระชัยเล็งปืนใส่ จันทร์ภานุจับมือประกายดาวแน่นก่อนจะดึงเธอมายืนซ้อนหลังของเขาอย่างปกป้อง
“จะไปกับพวกกูดีๆ หรือจะเป็นผีเฝ้าป่า” ลูกน้องขู่
ลูกน้องสองคนก้าวเข้าไปใกล้จันทร์ภานุกับประกายดาว
“ตำรวจกำลังมาที่นี่ ถึงเราจะตาย พวกนายก็หนีไม่พ้น” จันทรภานุบอก

พลกับเจ้านายที่แอบฟังอยู่มุมหนึ่งตกใจเมื่อได้ยินคำว่าตำรวจ ทั้งสองวิ่งหนีไป

ประกายดาวพูดกับลูกน้องปุระชัย
“ทางที่ดีพวกนายเอาเวลานี้มาคิดทบทวนสิ่งที่ทำลงไปดีกว่า กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีตอนนี้ก็ยังไม่สาย คิดถึงพ่อแม่ไว้ สงสารท่าน ลองคิดดูถ้านายเป็นพ่อคน แล้วลูกนายเป็นคนชั่ว พัวพันกับแก็งค์ยาเสพย์ติด แถมฆ่าคนตาย ต้องติดคุกตลอดชีวิต ดีไม่ดีก็โดนโทษประหาร หัวใจนายจะไม่แตกสลายหรอกเหรอ”
ลูกน้องสองคนชำเลืองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ลูกน้องคนหนึ่งตะโกน “หุบปาก”
“แค่นี้นายยังฟังไม่ได้ แล้วหัวอกพ่อแม่นายตอนเห็นนายติดคุกจะเป็นยังไง” ประกายดาวว่า
“กูบอกให้หุบปาก”
ลูกน้องปราดเข้าไปหาประกายดาว จันทร์ภานุตัดสินใจกระโดดเตะมือของลูกน้องคนนั้นจนทั้งปืนและตัวลูกน้องกระเด็นไปคนละทาง
ลูกน้องอีกคนจะยิงจันทร์ภานุ จันทร์ภานุเตะจระเข้ฟาดหางใส่จนลูกน้องอีกคนทรุดลง ขณะเดียวกันลูกน้องคนแรกจะคว้าปืนบนพื้นแต่ประกายดาวหยิบท่อนไม้แถวนั้นหลับตาฟาดใส่ท้ายทอยของลูกน้องคนแรกจนลูกน้องคนแรกสลบเหมือด
ลูกน้องคนที่สองตั้งหลักขึ้นมายืนแล้วรัวปืนยิงจันทร์ภานุ
ประกายดาวร้องบอก “คุณชายระวัง !”
จันทร์ภานุม้วนตัวหลบหลังต้นไม้ ลูกน้องเปลี่ยนมายิงประกายดาว จันทร์ภานุพุ่งมาผลักประกายดาวหลบได้ทันอย่างเฉียดฉิว แล้วเขาก็จับมือประกายดาวพาวิ่งหนีออกไป ลูกน้องคนที่สองวิ่งตาม


จันทร์ภานุจับมือประกายดาวพาวิ่งหนี ลูกน้องคนที่สองวิ่งไล่ยิงตามไปติดๆ จันทร์ภานุโดนกระสุนเฉี่ยวที่แขนซ้ายจนเซจะล้ม
“โอ๊ย !”
“คุณชาย”
“ไม่เป็นไร กระสุนแค่เฉี่ยว ผมทนไหว ไปต่อเถอะ”
จันทร์ภานุกับประกายดาววิ่งหนีไป

ลูกน้องปุระชัยวิ่งมาก็ไม่เห็นจันทร์ภานุกับประกายดาวแล้ว
“หายไปไหนวะ”
จันทร์ภานุกับประกายดาวแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ มือขวาของจันทร์ภานุกุมแผลที่ต้นแขนซ้ายของตัวเองไว้โดยมีเลือดไหลซึมออกมาตลอดเวลา
ลูกน้องวิ่งไปทางหนึ่ง ประกายดาวชะเง้อมองจนลูกน้องปุระชัยวิ่งไปแล้ว ประกายดาวหันมาดูจันทร์ภานุอย่างห่วงใย
“คุณชายไหวไหมคะ”
“ไหวครับ” จันทรภานุตอบ
“เดี๋ยวเราไปทางนี้ดีกว่าค่ะ ฉันจำได้ว่าทางนี้มีทางอ้อมไปข้างหน้าหมู่บ้าน”
ประกายดาวประคองจันทร์ภานุขึ้นพาวิ่งไปคนละทางกับที่ลูกน้องปุระชัยวิ่งไป


จันทร์ภานุกับประกายดาววิ่งมา จันทร์ภานุมีสีหน้าเจ็บปวดบริเวณแผลที่แขนซ้าย แผลของเขามีเลือดไหลเยิ้มออกมา ประกายดาวมองไปข้างหน้า
“น่าจะใกล้ถึงหน้าหมู่บ้านแล้วค่ะ” ประกายดาวบอก
จู่ๆ ทั้งสองก็เหยียบตาข่ายดักสัตว์ทำให้ถูกดึงขึ้นไปห้อยต่องแต่งในอากาศ ประกายดาวกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ

อ่านต่อหน้าที่ 2

ดาวเกี้ยวเดือน ตอนที่ 10 (ต่อ)

เสียงประกายดาวร้องกรี๊ดดังอยู่ไกลๆ ลูกน้องปุระชัยหันขวับไปทางเสียง


ประกายดาวกับจันทร์ภานุอยู่ในตาข่าย ทั้งสองดิ้นขลุกขลัก
จันทร์ภานุกับประกายดาวพูดพร้อมกัน “คุณดาว/คุณชายเป็นยังไงบ้าง”
ประกายดาวตอบ “ฉันไม่เป็นอะไร”
“ผมก็ไม่เป็นอะไร”
จันทร์ภานุดูตาข่าย
“คุณมีมีดมีของมีคมพกติดตัวบ้างไหม” จันทรภานุถาม
“ไม่มีค่ะ”
ประกายดาวพยายามดึงเชือกให้ถ่างออก แต่เชือกเส้นหนาและแน่นมาก
“ทำไมแน่นอย่างนี้ แล้วเราจะออกไปได้ยังไงกัน”


ลูกน้องปุระชัยวิ่งมาจวนจะถึงตาข่ายดักสัตว์ เขาก้มลงไปมองรอยหยดเลือดบนพื้นก่อนจะก้มแตะเลือด แล้วมองไปข้างหน้าก็เห็นหยดเลือดอยู่ตามทางข้างหน้า ลูกน้องปุระชัยยิ้มแล้วเดินตามรอยเลือดไป


ประกายดาวกับจันทร์ภานุพยายามดึงเชือกออก ทั้งสองพยายามหาทางเอาตัวรอดกันอย่างทุลักทุเล จันทร์ภานุมองลงไปก็เห็นลูกน้องปุระชัยกำลังเดินก้มหน้าเข้ามา
ลูกน้องปุระชัยเอาแต่ก้มมองหยดเลือดจึงไม่เห็นตาข่ายดักสัตว์ที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ จันทร์ภานุใช้นิ้วแตะปากบอกให้ประกายดาวอยู่นิ่งๆ ประกายดาวเห็นลูกน้องปุระชัยก็ตาโตเพราะตกใจ ลูกน้องปุระชัยเดินตามรอยเลือดมาหยุดอยู่ใต้ตาข่ายก็พบว่ารอยเลือดหายไปแล้ว
“มันไปทางไหน”
ลูกน้องปุระชัยมองไปรอบๆ แต่ไม่ได้แหงนขึ้นมองข้างบน ประกายดาวลุ้นและเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ทันใดนั้นสายตาประกายดาวก็ไปปะทะเข้ากับงูเหลือมที่กำลังเลื้อยอยู่บนกิ่งไม้
ประกายดาวอ้าปากจะกรี๊ดแต่จันทร์ภานุปล่อยมือจากแผลที่แขนมาปิดปากประกายดาวไว้ได้ทัน ทำให้เลือดจากแขนไหลลงไปหยดใส่หัวลูกน้องปุระชัยพอดี
ลูกน้องปุระชัยรู้สึกถึงหยดน้ำลงบนหัวจึงเงยหน้ามองถึงเห็นว่าคนที่เขากำลังตามล่าอยู่ในตาข่าย ลูกน้องปุระชัยหัวเราะสะใจ
“เข้าใจหาที่แอบกันนะ อยู่นิ่งๆ ให้กูยิงซะตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง เสียเวลาทำมาหากิน”
ลูกน้องยกปืนขึ้นเล็งไปที่ตาข่าย ประกายดาวกลัวสุดขีดจึงหลับตาปี๋และโผเข้าไปในอ้อมกอดจันทร์ภานุ ลูกน้องปุระชัยกำลังจะเหนี่ยวไก จันทร์ภานุตัดสินใจตะโกน
“อย่ายิงผู้หญิง”
ลูกน้องปุระชัยชะงัก
“ฉันขอร้อง อย่ายิงผู้หญิง ยิงฉันคนเดียว”
ประกายดาวอึ้ง “คุณชาย...”
จันทร์ภานุต่อลองกับลูกน้องปุระชัย “คุณดาวจะไม่พูดเรื่องที่เกิดขึ้น คุณดาวจะบอกทุกคนว่าฉันตาย
เพราะถูกกับดักสัตว์ พวกนายจะไม่ผิด ปล่อยคุณดาวไปเถอะ”
“ไม่ค่ะ คุณชายไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คุณชายไม่ควรต้องมาตายเพราะฉัน” ประกายดาวบอก
“ได้สิ ผมตายเพราะคุณได้ เพราะผมระ....”
จันทรภานุยังพูดไม่จบเสียงปืนก็ดังเปรี้ยง ประกายดาวกรี๊ด ลูกน้องปุระชัยชูปืนไปทางอื่น
“หุบปากกันได้แล้วใช่ไหม พร่ำเพ้อกันอยู่ได้ กูรำคาญ ! พวกมึงไม่ต้องแย่งกัน ได้ตายทั้งคู่นั้นแหละ”
ลูกน้องปุระชัยขึ้นนกปืน ประกายดาวตาโต !
“อย่า !!!”
จันทร์ภานุดึงประกายดาวมากอดไว้แน่นเพื่อจะเอาตัวเองบังกระสุนให้ประกายดาว ลูกน้องปุระชัยลั่นไก
เสียงปืนดังปัง จันทร์ภานุกับประกายดาวสะดุ้งสุดตัว ประกายดาวรู้สึกได้ถึงความอุ่นจากเลือด ประกายดาวเลื่อนมือตัวเองมาดูก็เห็นเลือดบนฝ่ามือ
“คุณชาย !”
ประกายดาวผละออกจากจันทร์ภานุ จันทร์ภานุมีสีหน้าเจ็บปวด
“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะคะ คุณต้องอยู่กับฉัน อย่าทิ้งฉันไปเด็ดขาด เราต้องรอด เราต้องรอด !!”
“ผมไม่ได้ถูกยิง ผมเจ็บ...” จันทรภานุบอก
ประกายดายเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังบีบแผลที่แขนข้างซ้ายของจันทร์ภานุอยู่
ลูกน้องของปุระชัยร้องอย่างเจ็บปวด “อ๊าก”
ประกายดาวกับจันทร์ภานุก้มลงไปมองข้างล่างก็เห็นต้นอ้อกำลังเตะต่อยลูกน้องปุระชัยไม่ยั้ง
ประกายดาวแปลกใจ “ต้นอ้อ !”


ลูกน้องของปุระชัยนอนสลบอยู่บนพื้น ต้นอ้อปัดมือไปมาแล้วแหงนหน้ามองตาข่ายกับดักสัตว์
“คุณดาวกับคุณชายโอเคไหมคะ” ต้นอ้อถาม
“ต้นอ้อรู้จักคุณชายด้วยเหรอ” ประกายดาวสงสัย
“ค่ะ”
“คุณคือหมวดอรดี ลูกน้องของอภิเชษฐ์” จันทรภานุว่า
“ต้นอ้อเป็นตำรวจ ! เป็นไปได้ยังไง” ประกายดาวตกใจ
“เรื่องมันยาวค่ะ คุณสองคนลงมาก่อนดีกว่า”
ต้นอ้อหยิบปืนของลูกน้องปุระชัยเล็งไปที่เชือก
“พร้อมนะคะ”
ต้นอ้อยิงเชือกที่ขึงตาข่ายแค่สองนัดเชือกก็ขาดผึง จันทร์ภานุกับประกายดาวร่วงลงมาบนพื้น ประกายดาวทับอยู่บนตัวจันทร์ภานุและปากของทั้งสองก็ปะทะกันจังๆ ต้นอ้อรีบมองไปทางอื่นเพราะเขินแทน
“ตามสบายนะคะ ฉันขอตัวไปจัดการพวกที่เหลือก่อน”
จันทร์ภานุกับประกายดาวประคองกันขึ้นแล้วสบตากันเขินๆ
พลกับเจ้านายวิ่งเข้ามาเก็บของใส่กระเป๋า พิมพ์ไทยที่ถูกมัดอยู่กับเสามองอย่างงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้นอ้อเปิดประตูเข้ามา
“จะไปไหนกัน”
พลกับเจ้านายชะงัก


พล เจ้านาย และลูกน้องปุระชัยถูกใส่กุญแจมือถูกคุมตัวขึ้นรถ พลเดินรั้งท้ายหันมามองพิมพ์ไทยที่ยืนร้องไห้อยู่กับต้นอ้อ พิมพ์ไทยทนไม่ไหวจึงร้องไห้โฮและโผเข้าไปกอดพล
“พี่พล !”
“พี่ดูแลพิมพ์ไม่ได้แล้ว พิมพ์กลับไปอยู่กับแม่นะ พี่จะได้ไม่เป็นห่วง”
“พิมพ์จะรอพี่นะ”
“ไม่ต้องรอ ใช้ชีวิตของพิมพ์ให้ดีให้มีความสุข วันหนึ่งที่พี่ออกมาจากคุก พี่จะเป็นฝ่ายไปหาพิมพ์เอง”
พิมพ์ไทยกอดพลและร้องไห้

ประกายดาวพันผ้าสีขาวที่แขนซ้ายให้จันทร์ภานุเสร็จพอดี
“โชคดีนะคะแผลไม่ลึกมาก”
จันทร์ภานุพยักหน้ารับ ประกายดาวมองไปที่หน้าหมู่บ้าน
พลกับเจ้านายขึ้นรถตำรวจ พิมพ์ไทยร้องไห้วิ่งตามรถ ต้นอ้อจับตัวเธอเอาไว้และกอดปลอบใจ รถตำรวจเคลื่อนออกไป ประกายดาวมองอย่างสงสาร
“น่าสงสารพวกเขานะครับ ความขาดทำให้ต้องตกเป็นเหยื่อของพวกคนเลว” จันทรภานุบอก
ประกายดาวงง “ขาด ?”
“ขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ ขาดคนคอยชี้นำทางที่ดี ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยสักนิด แต่เป็นความผิดของพ่อแม่ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้เขาเกิดแต่ทิ้งพวกเขาไป”
“ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง” ประกายดาวว่า
“แต่ไม่มีเหตุผลอะไรมากพอที่จะทำให้ทิ้งลูกของตัวเองได้ลงคอ ตัวเองเลือกได้ว่าจะทำให้หนึ่งชีวิตเกิดมาหรือไม่ แต่เด็กๆ เลือกเกิดไม่ได้ ถ้าพวกเขาเลือกได้ ก็คงไม่มีใครอยากเกิดเป็นเด็กกำพร้า ทุกคนต้องการความสมบูรณ์พร้อม ไม่มีใครอยากขาด”
“ถ้าฉันมีลูก ลูกฉันก็คงไม่อยากขาดเหมือนกัน” ประกายดาวเผลอพูดออกไป “มาเป็นพ่อให้ลูกฉันไหมคะคุณชาย”
จันทร์ภานุงง “ครับ ?”
“เอ่อ....ฉันหมายถึงเด็กๆ ในหมู่บ้านน่ะค่ะ ฉันจะรับอุปถัมภ์ เป็นแม่ให้พวกเขา ถ้าคุณชายอยากทำบุญ อยากเห็นอนาคตของชาติมีอนาคตสดใส ก็มาร่วมอุปถัมภ์เด็กๆ ด้วยกันก็ได้”
ต้นอ้อประคองพิมพ์ไทยเดินผ่านเข้ามา ประกายดาวรีบเปลี่ยนเรื่องโดยการเข้าไปหาต้นอ้อ
“หมวดต้นอ้อคะ”
“คะ ?”
“ฉันมีรูปถ่ายมัดตัวคุณปุระชัย ฉันอยากฝากให้คุณเชษฐ์ด้วย เผื่อจะช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น”
ประกายดาวมองหากระเป๋ากล้องที่วางอยู่ใกล้ๆ เธอวิ่งไปที่กระเป๋าแล้วพบว่ากล้องถ่ายรูปแตกกระจาย
“กล้อง ! เมมก็หายไป”
“พลหักทิ้งไปแล้วค่ะ” ต้นอ้อบอก
ประกายดาวตกใจ “หา !”
“แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ฉันก๊อปปี้เอาไว้แล้ว” ต้นอ้อบอก
ประกายดาวแปลกใจ ต้นอ้อยิ้ม

เหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา
ต้นอ้อมองตามประกายดาวแล้วพูดกับตัวเอง
“ขอให้กลับจริงๆ นะคุณดาว”
ประกายดาวเดินออกไปจากห้องพัก ต้นอ้อลุกขึ้นไปมองที่ประตูเพื่อดูให้แน่ใจว่าประกายดาวไปแล้ว ต้นอ้อแกะเอาแผ่นเมมโมรี่ในกล่องถ่ายรูปของประกายดาวออกมาแล้วเปิดแผ่นไม้บนพื้น ก่อนจะหยิบกล่องเหล็กที่ซ่อนไว้ออกมา ข้างในกล่องเหล็กมีโน้ตบุ๊คเล็กๆ ปืน กล้องถ่ายรูป และเครื่องอัดเสียง ฯลฯ ต้นอ้อเอาเมมโมรี่เสียบกับโน้ตบุ๊คแล้วก๊อปไฟล์รูปจากเมมโมรี่ลงเครื่อง


เมื่อฟังต้นอ้อเล่าเหตุการณ์ ประกายดาวก็โล่งใจ
“หมวดรอบคอบดีจังเลยค่ะ” ประกายดาวชม
“ไม่รอบคอบไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวจะโดนผู้กองเม้ง” ต้นอ้อบอก
“แล้วนี่ไอ้เชษฐ์มันจะขึ้นมาไหมครับ” จันทรภานุถาม
“ไม่ค่ะ เขาต้องไปตามเช็คบิลตัวพ่ออยู่”
ประกายดาวสงสัย “ตัวพ่อ ?”


ปุระชัยรีบโกยเอกสารและของสำคัญใส่กระเป๋าเดินทาง รติรสเปิดประตูเข้ามาพอเห็นท่าทางของพ่อก็แปลกใจ
“พ่อจะไปไหนคะ” รติรสเอ่ยถาม
ปุระชัยปิดกระเป๋า เขาพูดพร้อมเดินออกจากห้อง
“ดูแลตัวเองด้วย แล้วพ่อจะติดต่อกลับมา”
ปุระชัยเดินออกไปจากห้อง รติรสงงแต่ก็วิ่งตาม
“พ่อคะ!” รติรสเรียก


ปุระชัยถือกระเป๋าเอกสารลงมาจากชั้นสอง รติรสวิ่งตามมาคว้าแขนปุระชัย
“พ่อจะไปไหน”
“รส พ่อไม่มีเวลาอธิบาย ปล่อยพ่อ พ่อต้องรีบไป”
“ไม่ ! รสไม่ให้พ่อไป พ่อต้องบอกรสก่อน เกิดอะไรขึ้น แล้วพ่อจะไปไหน”
อภิเชษฐ์กับตำรวจเดินเข้ามา
“ขอเชิญไปกับเราด้วยครับ” อภิเชษฐ์บอก
ปุระชัยหน้าซีด ขณะที่รติรสงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


รติรสร้องไห้โฮอยู่ในอ้อมกอดของอรอุมา อรอุมามีใบหน้าเรียบเฉยเพราะไม่ได้สงสารชะตากรรมของเพื่อนรักเลยแม้แต่น้อย
“อร เธอต้องช่วยฉันนะ บ้าน รถ เงินถูกยึดไปหมดเลย ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว”
“ถามจริงเถอะ เธอไม่เคยระแคะระคายเลยเหรอว่าพ่อเธอทำอะไรอยู่” อรอุมาถาม
“ไม่เคย ฉันไม่เคยสนใจ”
“เธอนี่ก็เหลือเกินเลยนะ อะไรที่ควรรู้ควรทำก็ไม่ทำ แต่อะไรที่ไม่ควรทำกลับทำ”
รติรสงงกับคำพูดของอรอุมา
“ถ้าจะให้ฉันช่วย เธอต้องบอกความจริงกับฉัน” อรอุมาว่า
รติรสงง “ความจริงอะไร ?”
อรอุมาจ้องตารติรสเขม็ง
“เธอกับศิวะเป็นช
กำลังโหลดความคิดเห็น...