xs
xsm
sm
md
lg

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 10

ภายนอกวิหาร เมฆา มารุตเดินเข้าหาพินทุด้วยความกังวลใจ เมื่อรู้เรื่องปันแสงบุกเรือนจากกาหลง
"ถึงมรันมาห้าม แต่แกก็ต้องพูด" มารุตว่า
"ยอมให้บุกถึงเรือนไม่ได้" เมฆาบอก
ติสสาเดินเข้ามา มารุตหันไปเห็น
"ท่านแม่ทัพมาพอดี เล่าเลย พินทุ"
ติสสาเดินมาใกล้ พินทุไม่กล้าขัดคำสั่งมรันมา
"มีอะไรกัน"
"ไม่มีอะไร ... ข้ากำลังจะกลับไปที่เรือน"
เมฆา มารุตสีหน้าผิดหวัง พินทุหันหลังจะเดินกลับไป ติสสามองเห็นแผลโดนฟันยาวที่แขนขวา
"พินทุ แขนเจ้าโดนใครฟัน"
พินทุสีหน้าอึกอัก ติสสามองจ้องถามขึ้นเสียงคาดคั้น
"มีใครทำอะไรลูกกับเมียข้า"

ประตูห้องนอนเจ้านางอินยา ถูกเท้าติสสาถีบเต็มแรง อินยา ปันแสงหันขวับมามอง ติสสาพุ่งเข้ามา ปันแสงขยับ เมฆา มารุต พินทุเข้าขวางพร้อมอาวุธในมือ ทหารอีก 6 เตรียมเข้ามาล้อมไว้ พร้อมคุมตัว
"ต่ำช้า เลวยิ่งกว่าเดรัจฉาน ตัวใหญ่กว่าโคกระบือซะเปล่า เลือกทำร้ายเด็กกับผู้หญิง"
ติสสากระชากแขนเจ้านางอินยา ปันแสงขยับทันที พินทุ เมฆา มารุตเอาอาวุธล้อมตัวปันแสงไว้
"วันนี้ คนเลวต้องชดใช้โทษของมัน"
ติสสากระชากเจ้านางอินยาออกไปอย่างเร็ว ปันแสงจำต้องเดินไปท่ามกลางวงล้อมของพินทุ เมฆา มารุตที่จ่ออาวุธเตรียมพร้อม

ในท้องพระโรง ปรันมาลุกขึ้นยืนมองเจ้านางอินยา กับปันแสงที่ยืนอยู่ตรงกลาง ติสสากับมรันมายืนอยู่อีกด้าน ปรันมามองอินยาด้วยความโกรธเมื่อรู้เรื่องทั้งหมด ถามขึ้นด้วยเสียงอันดัง
"เจ้านางยังมีจิตใจเป็นคนอยู่หรือเปล่า ถึงเอาความเคียดแค้นไปลงที่เด็ก"
อินยา ปันแสงก้าวมายืนเผชิญหน้ากับปรันมา
อินยายิ้ม
"ข้าเมตตาเอ็นดูดาราน้อยยิ่งกว่าสิ่งใด คงมีคนให้ร้ายข้าอีกตามเคย"
"ให้ร้าย ! เจ้านางกับเจ้าปันแสงทำร้ายลูกข้า เมียข้า .. ไปหาเรื่องถึงเรือน" ติสสาว่า
"ข้าไปเยี่ยมประสาญาติ เห็นว่าเจ้าต้องลำบากลำบนดูแลเวรยามตลอดวันตลอดคืน ก็อยากให้สบายใจว่า มีคนคอยดูแลทุกข์สุขของลูกกับเมียเจ้า" ปันแสงบอก
"ลิ้นสองแฉก กลับชั่วให้เป็นดีเข้าหาตัวได้หน้าด้านๆ"
"ติสสา" ปรัมมาเอ่ยเสียงปราม
ปันแสง ติสสาแทบจะพุ่งใส่กัน ปรันมาเอ่ยขึ้น
"ยอมรับผิดซะ เจ้านางอินยา ปันแสง"
อินยายิ้ม
"ที่นี่คงไม่มีความยุติธรรม ความเมตตาของข้า กับเจตนาดีของปันแสงถึงกลายเป็นเรื่องผิด"
"ถ้าจะฟังความฝ่ายเดียว ก็ไม่เห็นจะต้องเรียกข้ากับเจ้านางมาที่นี่ ตัดสินไปเลยสิ"
"วันนี้ข้าจะตัดสินสิ่งหยาบช้าที่เจ้ากับเจ้านางทำลงไป"
ปรันมาเดินลงมา ทุกคนมองเครียด สายตาปรันมาจ้องเจ้านางอินยากับปันแสง

สีหสา วาเร ไพลินเดินเร็วมาลอบคุยกันที่ริมหาด
"ถ้าอินยากับปันแสงโดนปรันมาลงโทษ งานของเราจะยากขึ้น" วาเรบอก
"พี่จะออกไปจากที่นี่ก่อนมั้ย" ไพลินถาม
"ไม่ ข้าจะรอฟังว่าปรันมามันตัดสินความผิดอินยากับปันแสงยังไง ยิ่งพวกมรันมาแตกความสามัคคีกันมากเท่าไหร่ เราจะหาจุดอ่อนของมันได้ง่ายยิ่งขึ้น"
สีหสาสีหน้าเชื่อมั่น

ในท้องพระโรง เจ้านางอินยา ปันแสง จ้องปรันมาไม่ละสายตา
"ที่ผ่านมา ข้าอดทนนิ่งเฉยไม่ใช่เพราะเห็นแก่พี่น้องจนละทิ้งความถูกต้อง ข้าต้องการให้เจ้าสองคนสำนึกผิดกลับตัวกลับใจ อย่าทำสิ่งชั่วๆลงไปอีก"
อินยา ปันแสงยิ้มหยัน
"แต่เมตตาของข้าเปลี่ยนใจที่สุมไปด้วยด้วยกิเลสของเจ้าสองคนไม่ได้เลย"
อินยายิ้ม
"ไม่ต้องวางตัวสูงส่งเหนือข้าหรอก ปรันมา ยังไงข้าก็จะไม่ก้มหัวให้กับความอยุติธรรมที่พวกเจ้ารุมกลั่นแกล้งข้ากับปันแสง"
"ความยุติธรรมของเจ้าคือการเอาคนพวกนี้มาใส่ความเรา" ปันแสงบอก
"เจ้าสองคนทำอะไรลงไป ต้องรู้อยู่แก่ใจ"
"ข้ากับเจ้านางรู้อยู่แก่ใจ ว่าไม่เคยได้รับเกียรติที่สมควรได้ เจ้าเอาคนต่ำชั้นขึ้นมายืนเสมอข้ากับเจ้านาง ปรันมา เจ้าคือคนทำลายเกียรติแห่งบัลลังก์ศรีพิสยา"
"เกียรติแห่งบัลลังก์ศรีพิสยาคือการทำให้ข้าในแผ่นดินทุกคนสงบ ร่มเย็น ไม่ใช่การแบกยศศักดิ์ เพื่อกดขี่คนอื่น ถ้าเจ้าอยากรู้จักเกียรติแห่งบัลลังก์ศรีพิสยาที่แท้จริง มันก็ถึงเวลาแล้ว"
ปรันมามองจ้องเจ้านางอินยากับปันแสง
"ข้าขอสั่ง ตั้งแต่นี้ทรัพย์สมบัติของเจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงทั้งหมดที่มีในตำหนัก จะตกเป็นสมบัติแห่งศรีพิสยา"
อินยา ปันแสงตะลึง
"เจ้าจะปล้นสมบัติของข้ากับเจ้านางไม่ได้"
ปันแสงขยับ ติสสาเข้ามาขวางทันที ไม่ให้ปันแสงถึงตัวปรันมา เมฆา มารุต พินทุกับทหารวังล้อมปันแสงกับอินยาไว้

ในกระโจม นรสิงห์มองสุเลวินที่ลืมตารับรู้ด้วยญาณทิพย์ คชาเฝ้าอยู่ทางเข้ากระโจม
"ข้าเห็นความร้าวฉานถึงขั้นเข่นฆ่ากันได้ ความแตกแยกภายในกำลังรุนแรงขึ้น"
นรสิงห์ยิ้ม
"นั่นแหละอาวุธชั้นดี เมื่อไหร่ที่แตกสามัคคี คนร่วมแผ่นดินจะหันหน้าเข้าห้ำหั่น ฆ่าฟัน กันเอง เมื่อนั้นต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน เมืองทั้งเมืองก็พินาศลงได้
นรสิงห์เอ่ยขึ้นด้วยความพอใจ

ในท้องพระโรง ปรันมามองจ้องอินยาและปันแสง ก่อนเอ่ยลงโทษน้ำเสียงเฉียบขาด
"ห้ามเจ้านางอินยา เจ้าปันแสงออกนอกเขตพระราชฐานส่วนในทั้งวัน ทั้งคืน"
อินยา ปันแสงจ้องปรันมาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
"คุมตัวไว้ ใครปล่อยให้หลุดรอดออกมา ข้าจะตัดหัว"
เมฆา มารุตขยับเข้าไปจับข้อมือเจ้านาง อินยาสะบัด ปันแสงจะเข้าไปกระชากเมฆา มารุตออกจากข้อมืออินยา แต่ติสสาเอาดาบจ่ออกปันแสง ทหารอีก 4 คน เอาหอกจ่อล้อมปันแสงไว้
เมฆา มารุตจับข้อมือสองข้างของเจ้านางอินยา ยึดตัวไว้
"มรันมา จงถอดศิราภรณ์ของเจ้านางอินยาออกมา ต่อไปนี้จะมีแค่อดีตเจ้านางอินยา"
มรันมามองอึ้งกับคำสั่งสุดท้ายของปรันมา แต่ไม่อาจขัดได้ อินยามองจ้องมรันมาที่เดินเข้ามาตรงหน้า
"ไฟริษยากำลังทำลายตัวท่าน ถ้าท่านไม่หยุด มันจะเผาวิญญาณท่านให้มอดไหม้ลงสู่นรก"
"ต่อให้เป็นนรกขุมที่ลึกที่สุด ข้าก็จะลากเจ้าลงไปด้วย จำแววตาข้าไว้ มรันมา มันจะเป็นแววตาสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นก่อนตาย"
มรันมายื่นมือไปถอดศิราภรณ์ของเจ้านางออก เจ้านางมองจ้องมรันมาแทบจะฆ่าให้ตาย ปันแสงเจ็บใจแต่ขยับไม่ได้ เพราะอาวุธที่จ่อชิดอกล้อมรอบตัว
ปรันมามองภาพเจ้านางอินยากับปันแสงด้วยความขมขื่นใจ แต่ก็จำเป็นต้องทำลงไปอย่างเด็ดขาด

สวนตำหนักเจ้านางอินยา ทหาร 6 คนกำลังยกหีบสมบัติ 3 ใบออกมาจากด้านในอุตลาเป็นคนพาเข้าไปมองอย่างตกใจ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไร อินยากับปันแสงได้แต่มอง ทหารยกหีบที่หนักอึ้งเต็มไปด้วยสมบัติออกไป
ติสสา เมฆา มารุตยืนเตรียมพร้อม
"โทษเพียงเท่านี้ ถือว่าเจ้าปรันมายังมีเมตตา" ติสสาบอก

สีหสาที่หลบอยู่ในห้องนอนเจ้าปันแสงลอบมองไป เห็นติสสากับทุกคนที่อยู่ตรงสวน เธอแนบตัวพิงกำแพงห้อง ไม่ต้องการให้ติสสาเห็นตัวเองในตอนนี้

ติสสามองอินยาที่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหยามหยัน
"นี่ไม่ใช่วังศรีพิสยา ไม่ต้องยกย่องนายเจ้าให้ข้าสะอิดสะเอียน"
"สะอิดสะเอียนความเลวที่ท่านกับปันแสงก่อไว้ดีกว่าเจ้านาง ความเลวพวกนั้นมันกำลังตอบแทนชีวิตท่านแล้ว"
"มึง"
ปันแสงขยับ ติสสายกดาบขวางไว้
"ข้ารู้ว่าท่านเลว แต่ไม่นึกว่าจะเลวขนาดกล้าทำร้ายเด็กที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา"
"กูไม่ใช่คนเลว กูคือคนกล้า ... กล้าที่จะทำลายสายเลือดต่ำช้าของมึง"
ติสสากำดาบแน่นเงื้อดาบพร้อมฟัน ปันแสงมองไม่กลัว

มรันมาสีหน้ากังวล กอดดาราน้อยกอดไว้ กาหลงกับพินทุมองอยู่
"เจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงหมดโอกาสออกมาทำร้ายท่านกับเจ้าดาราน้อยแล้ว ทำไมท่านไม่ดีใจ" พินทุถาม
"คนอย่างเจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงไม่เคยยอมรับคำว่าพ่ายแพ้"
กาหลงกับพินทุมองมรันมาที่รู้จักเจ้านางอย่างดี
"ไม่ว่านานแค่ไหน เจ้านางจะต้องทวงแค้นครั้งนี้ ไม่ใช่เวลาที่เราควรจะดีใจ แต่มันเป็นเวลาที่เราต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวงที่สุด"
มรันมากอดดาราน้อยไว้ด้วยความหนักใจ

สวนตำหนักเจ้านางอินยา ปันแสงมองติสสาที่กำดาบแน่นในมือ
"ฟันสิ ติสสา ... คนอย่างมึงกับกู อย่าอยู่ร่วมโลกกันอีก"
ติสสาพยายามระงับความโกรธ
"ถึงดาบข้าจะตัดคอท่านได้ แต่จิตใจหยาบช้า มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ข้าจะปล่อยให้ความชั่วลงโทษให้ท่านทุรนทุราย น่าเวทนามากขึ้นไปเรื่อยๆ ให้สุดท้าย ชีวิตท่านหมดสิ้น ไม่เหลืออะไรเลย"
"มึงนั่นแหละ ที่จะไม่เหลืออะไรเลย กูจะเอาชีวิตคนที่มึงรักทุกคนให้ตายลงต่อหน้ามึง"
ติสสาลดดาบมองจ้องอินยา ปันแสง ด้วยความสลดใจแล้วหันหลังออกไป เมฆา มารุตตามติด
อินยา ปันแสงมองด้วยสายตาเจ็บแค้นแน่นอก

สีหสามองเห็นติสสากำลังเดินออกไป ก็มองอย่างโล่งใจ ก่อนจะเห็นเจ้านางอินยาเดินเข้าไปด้านใน ปันแสงก้าวตามไปทันที สีหสาหันหลังหลบออกไปจากตรงนั้นอย่างเร็ว

บริเวณริมทะเล เวลาเย็นใกล้ค่ำ วาเรเอาเรือมาลอยลำรออยู่ สีหสาเดินลุยน้ำไปลงเรือ พอสีหสานั่ง คนเรือรีบพายออกไปทันที

ในกระโจมนรสิงห์ เวลากลางคืน นรสิงห์หันมามองสีหสาที่ลอบกลับมารายงานเรื่องทั้งหมด
"มีทางไหนที่จะตัดคอศัตรูได้ อินยากันปันแสงมันยอมทำแน่ๆ"
นรสิงห์ยิ้ม
"เมืองอันแสนสงบสุข ข้างในกัดกันยิ่งกว่าหมาแย่งเศษเนื้อ"
นรสิงห์มองสั่งสีหสา
"ความแค้นของอินยา ปันแสงมันแค่เชื้อไฟ ถ้าจะให้ชนะเด็ดขาด ข้าต้องรู้ว่า ปรันมามันใช้มนต์คาถาอะไรที่สกัดกั้นกองทัพของข้าเอาไว้"
สีหสาเดินเข้าใกล้ แตะมือลงไปที่อกนรสิงห์ มองด้วยสายตาวับหวาม
"ข้าจะเร่งเอาคำตอบมาให้ แต่ตอนนี้ ข้าอยากขอสิ่งตอบแทนเป็นไฟรักของท่าน ที่จะจุดความแข็งแกร่งให้ตัวข้า"
นรสิงห์ยิ้ม เหวี่ยงสีหสาลงไปบนพรมหนังเสือผืนกว้าง ก่อนจะโถมร่างตามลงไป

ในห้องนอนเจ้านาง อินยาที่นั่งอยู่บนเตียง แววตาเขม็งเครียด เรื่องที่ถูกปรันมาลงโทษถอดศักดิ์เจ้านาง
"เราเสียเปรียบตรงที่ไม่มีกำลังทหารหนุนหลัง ถ้าจะโค่นบัลลังก์ให้ได้ เราต้องการกองทัพที่แข็งแกร่ง อย่างเช่น ..." ปันแสงพูดพลางยิ้มเหี้ยมเกรียม
"นรสิงห์... เราควรจะใช้ดาบของนรสิงห์และกองทัพตัดคอปรันมากับศัตรูของเราทุกคน"
ปันแสงมองด้วยแววตาเจ็บแค้นรุนแรง
"ทางไหนที่จะทำให้นรสิงห์เข้ามาฆ่าไอ้ปรันมา ฆ่าทั้งโคตรไอ้ติสสาได้ ให้แลกด้วยชีวิตข้าก็ยอม"

สีหสาก้าวออกมาจากในกระโจม ในชุดที่มีผ้าห่มตัวออกมา สุเลวินที่ยืนรออยู่แล้วเอ่ยขึ้น
"รู้หรือยังว่าจะทำลายพลังผีสองตัวนั่นได้ยังไง"
"ข้ากำลังสืบอยู่"
"รีบๆหน่อย"
"อย่าสะเออะมาสั่งข้า สุเลวิน"
"ข้าก็อยากทำลายศรีพิสยามากเท่าๆกับเจ้า"
สีหน้าสุเลวินเครียดขึ้งเมื่อนึกถึงความพ่ายแพ้ที่หน้ากำแพง
"มีอารมณ์ มีความรู้สึกกับเค้าเหมือนกันเหรอ"
สีหสาเดินเข้ามาลูบหัวสุเลวินด้วยรอยยิ้ม
"เจ็บใช่มั้ยที่เป็นคนแพ้ ต้องให้ข้าลากร่างเปื้อนเลือดของเจ้ากลับมา"
สุเลวินปัดมือสีหสาออกจากหัว สีหสาหัวเราะเยาะให้ได้ยิน
"เร่งมือหาความลับของมัน ก่อนที่ติสสาจะเจอเจ้า"
สีหสาชะงัก มองสุเลวิน
"เจ้าเห็นเหรอว่าติสสามันจะเจอข้า"
สุเลวินคลี่ยิ้มน้อยๆ วางมือลงบนไหล่
"ถ้าอยากรักษาหัวเจ้าให้ตั้งอยู่บนบ่า ไม่ขาดลงด้วยดาบของติสสา ก็รีบกลับไปศรีพิสยา เอาความลับมาให้เร็วที่สุด"
สีหสาปัดมือสุเลวินออก สุเลวินยิ้มชวนให้สีหสาขุ่นใจ

สวนตำหนักเจ้านางอินยา เช้าวันใหม่ สีหสาแต่งตัวเป็นข้าหลวงลอบกลับเข้ามา ขณะกำลังจะเดินเข้าไปด้านในตำหนัก ปันแสงก้าวมาขวาง สีหสามองตกใจแต่ปรับสีหน้ายิ้มหวานให้ ปันแสงไม่ยิ้มด้วย
"หายไปไหนมา"
"เมื่อคืนข้าไม่เห็นท่านเรียกไปรับใช้ ก็เลยออกไปหาพี่ชาย"
ปันแสงกระชากผมสีหสาจนหน้าหงาย
"เจ้าฝ่าทหารปรันมาที่ล้อมตำหนักนี้ออกไปได้ยังไง"
สีหสาสีหน้าไม่ดี เมื่อเห็นแววตาปันแสงที่มองด้วยความสงสัย

ในห้องนอนเจ้านาง อินยาตบหน้าสีหสาอย่างแรงจนหน้าสะบัด
"นังทรยศ"
"มันเป็นพวกปรันมา"
สีหสาจ้องเจ้านางอินยาด้วยสายตาของแม่ทัพสีหสาทันที
"ไม่ใช่ ... ข้าก็ต้องการชีวิตปรันมามากเท่าๆกับเจ้านาง"
ปันแสงมองอย่างสังเกต
"เจ้าเป็นใครกันแน่"
"คนที่จะช่วยท่านกับเจ้านางฆ่าศัตรู ใช้สมองหน่อย เรามีศัตรูคนเดียวกัน"
ปันแสง อินยามองหน้ากันทันที สีหสายิ้ม
"คนของนรสิงห์"
"นี่สิ ...เจ้านางอินยา ผู้เปี่ยมไปด้วยความงามและความฉลาด และท่าน เจ้าปันแสง กษัตริย์ผู้ห้าวหาญเหนือบัลลังก์ศรีพิสยา ข้าคือ สีหสา แม่ทัพแห่งองค์นรสิงห์"
อินยา ปันแสงมองสีหสาด้วยความระวังทันที อุตลากำลังจะเข้ามา ได้ยินก็หลบฟัง
"นรสิงห์ถึงกับส่งแม่ทัพเข้ามาในศรีพิสยาได้ แสดงว่าต้องการฆ่าเราทั้งหมด" ปันแสงหมด
"เปล่าเลย... องค์นรสิงห์กลับคิดว่า ใครที่ช่วยเรากระชากปรันมาลงจากบัลลังก์ แล้วตัดหัวเสียบประจานได้ คนนั้นคือกษัตริย์ศรีพิสยาองค์ใหม่"
อุตลาได้ยินแล้วตกใจ รีบถอยออกไป สีหสารู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวหลังม่าน ก็หันขวับไปมองทันที
อุตลาสีหน้าตกใจรีบออกมา
"พวกนรสิงห์อยู่ที่นี่ เจ้านางอินยา เจ้าปันแสงบ้าไปแล้ว ข้าต้องไปบอกเจ้าปรันมา"
อุตลากำลังจะวิ่งออกไป สีหสาเข้ามาล็อกคอจากด้านหลัง อุตลาตาเหลือกลาน อินยา ปันแสงเดินออกมามอง สีหสายิ้มเหี้ยม
"ข้าจะทำให้ดูว่าเราออกไปนอกตำหนักนี้ได้ยังไง"
"แก"
สีหสาชกเข้าหน้าอุตลาหลายที จนสลบร่วงลงพื้น กองอยู่หน้าปลายเท้าของคนทั้งสาม

สีหสาลากมัดมืออุตลามาพ้นโค้งประตู ทหารทั้ง 6 ที่เฝ้าอยู่ขยับตัวทันที่เห็นสีหสา อินยา ปันแสงเดินตามมา มองระวังกลุ่มทหาร
"ทหารของปรันมา"
สีหสายิ้มหยันขึ้นน้อยๆ วาเรก้าวจากด้านหลังช่องกำแพง
"ไม่มีทหารปรันมา รอบตำหนักนี้มีแต่คนของข้า"
"ข้าจัดการพวกมันหมดแล้ว ไม่เหลือแม้แต่ศพเดียว" วาเร[vd
อุตลามองวาเร
"นี่เจ้า เจ้าก็เป็นพวกนรสิงห์"
อุตลาจะวิ่งหนี แต่สีหสาถีบจนหน้าคว่ำกลิ้งไปกับพื้น อุตลามองลนลาน ขอความช่วยเหลือกับปันแสง
"เจ้าปันแสง ช่วยข้าด้วย"
สีหสาส่งดาบให้ปันแสง อุตลาตาเหลือกกลัว
"ท่านอยากจะทำยังไงกับคนที่กำลังจะทรยศ หักหลังท่าน"
"ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ข้าไม่ทรยศ ไม่หักหลัง ไม่พูด อย่าฆ่าข้าเลย"
อุตลาพนมมือขอชีวิต อินยามองเฉย ปันแสงเดินเข้าหา
"เจ้าปันแสง ข้าเต็มใจให้ท่านทั้งตัวทั้งหัวใจไปหมดแล้ว จะให้ข้าทำอะไรอีกก็ได้ ข้ายอมทุกอย่าง อย่าฆ่าข้า ไว้ชีวิตทาสที่ซื่อสัตย์กับท่านที่สุดคนนี้ด้วย" อุตลาอ้อนวอน
อุตลาก้มลงกอดขา ปันแสงยิ้มก้มลงเอามือแตะลงบนหัวอุตลา แสร้งว่าเปี่ยมด้วยเมตตา
"ความดีของเจ้า ข้าต้องตอบแทนให้มากที่สุดอยู่แล้ว จำไว้นะ อุตลา นายอย่างข้ามีแต่ความรัก ความสงสารให้เจ้าทุกลมหายใจ"
อุตลามองปันแสงด้วยแววตาดีใจ ปันแสงยิ้มแล้วเงื้อดาบฟันฉับลงไป จนอุตลาล้มลงขาดใจตายคาที่
เจ้านางอินยาชักเท้าหลบร่างอุตลาที่ล้มลงมาตรงหน้า วาเรสั่งให้ทหารเข้ามาลากร่างอุตลาออกไปทันที
สีหสาหันมาทางอินยา ปันแสง
"ข้ารับรองว่า องค์นรสิงห์พร้อมจะทำทุกอย่างให้ความแค้นของท่านได้รับการชดใช้อย่างสาสม"
ทั้งสามคนยิ้มด้วยรอยยิ้มของผู้เหี้ยมโหดไม่น้อยกว่ากัน

ในตลาดศรีพิสยา เวลากลางวัน ติสสา มรันมา ดาราน้อยพากันเดินชมตลาด พินทุ เมฆา มารุตตามอารักขา กาหลงและข้าหลวงเดินตามหลัง ทุกคนสีหน้าสดชื่น มีแต่ความสุข
ดาราน้อยดึงแขนพ่อกับแม่ดูสินค้าต่างๆ ทางเดินอีกด้าน มีกลุ่มชาวบ้านหญิง 2-3คนเดินสวนมา หลังกลุ่มชาวบ้านหญิงคือชายคนหนึ่งที่มีผ้าคลุมบังหน้าเดินสวนมา
ติสสาเดินสวนกับชายที่มีผ้าบังหน้า แววตาที่โผล่พ้นผ้าคือแววตาเหี้ยมเกรียมของนรสิงห์ที่
ลอบปลอมตัวเข้ามา
นรสิงห์เดินสวนกับติสสา มรันมา ดาราน้อย และขบวนผู้ติดตามไปอย่างไม่มีพิรุธ แววตานรสิงห์ฉายวาบ ความเจ้าเล่ห์ เต็มไปด้วยแผนการณ์ร้าย

ในห้องนอนเจ้านางอินยา เวลาเย็นใกล้ค่ำ ปันแสงเดินเข้าหาเจ้านางด้วยสายตาเป็นห่วง
"ให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอนะ เจ้านาง เราจะเชื่อใจสีหสาได้แค่ไหน"
"ไม่ต้อง เจ้าต้องอยู่ที่นี่ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ข้ายังมั่นใจได้ว่าเจ้าจะมีลมหายใจเพื่อแก้แค้นให้ข้า"
ปันแสงทรุดตัวลงคุกเข่าแล้วสวมกอดเจ้านางไว้ด้วยความผูกพัน
"ข้าสัญญา เจ้านาง ข้าจะเอาชีวิตพวกมันทุกคนเพื่อเจ้านาง"
อินยาขยับตัวออกมอง
"ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าได้ยืนบนบัลลังก์ที่เป็นของเจ้า ปันแสง"
ปันแสงมองเจ้านางด้วยสายตาซาบซึ้ง สีหสาก้าวเข้ามา
"เราต้องไปกันแล้ว เจ้านางอินยา"
อินยาแววตาแกร่ง ไม่แสดงความหวาดหวั่นออกมาแม้แต่น้อย

ในหอขวัญเมืองเวลากลางคืน แสงเทียนที่ถูกจุดสว่างไสวรอบหอ ติสสากำลังสวดมนต์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับขวัญเมืองที่อยู่ภายในกาย ปรันมายืนมองติสสาด้วยสีหน้าเชื่อมั่น

เรือลอยรออยู่ในความมืด ไพลิน กับวาเรอยู่ในเรือ เจ้านางอินยาที่ใส่ชุดหญิงชาวบ้าน มีผ้าคลุมผมบังหน้า เดินเร็วตามสีหสามา สีหสาก้าวยาวนำอินยาลุยน้ำลงไป สีหสากับอินยานั่งประจันหน้ากันในเรือ คนเรือพายเรือออกไปทันที แววตาเด็ดเดี่ยวของอินยามองไปยังทะเลสีดำสนิทเบื้องหน้า
คบไฟที่จุดสว่างเป็นแนว นักรบของนรสิงห์พากันมองสีหสาเดินนำอินยาเข้ามา ไพลินกับวาเรเดินคุมอยู่ด้านหลัง ทุกสายตาต่างสงสัยว่า คนแปลกหน้าผู้นี้เป็นใคร อินยามองมุ่งไปที่กระโจมของนรสิงห์ แต่ละก้าวของอินยาไม่มีความหวาดหวั่น

กระโจมถูกเปิดออก อินยาก้าวตามสีหสาเข้ามา สีหสาเดินไปยืนด้านข้าง ไพลิน วาเร ตามเข้ามา
อินยากวาดตามอง เห็นสุเลวิน กับ คชายืนอยู่ สุเลวินยืนอยู่ตรงกลาง ไม่แสดงตัวว่าเป็นใคร เอ่ยขึ้น
"นี่หรือ สีหสา ผู้หญิงคนเดียวที่จะทำลายกำแพงศรีพิสยา"
สีหสายังไม่ตอบ อินยาที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มนรสิงห์ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"อย่าเพิ่งดูถูกผู้หญิง ถ้าต้องเดินทัพผ่านดอกไม้งามที่ซ่อนหนามแหลมไว้ใต้กลีบขาวกับพงหนาม คิดดูเถอะว่า ต้องระวังสิ่งใดมากกว่ากัน"
"ข้าก็ต้องระวังพงหนาม"
"คนเรามักจะหวาดกลัวสิ่งที่เห็นตรงหน้า ตามวิสัยผู้ชายที่ตัดสินว่า คนที่มีอำนาจทำลายทุกสิ่ง ต้องเป็นชายเท่านั้น ไม่ระวังตัวเลยว่า ผู้หญิงก็มีพิษร้ายได้เท่าเทียมกัน หรืออาจจะร้ายกว่า เพราะผู้หญิงกำจัดสิ่งที่เราเกลียดชังได้ทุกวิธีที่เราพอใจ"
สุเลวินยิ้ม
"อิสตรี ... น่ากลัวเหลือเกิน"
"ข้ามาพบองค์นรสิงห์ คงมีเวลาไม่นานสำหรับการทักทายสุนัขรับใช้"
สีหสา คชา วาเร ไพลินมองอินยาที่กล้าพูดขึ้น นรสิงห์ยืนฟังอยู่หลังม่าน ยิ้มด้วยความพอใจ

สวนตำหนักเจ้านางอินยา ปันแสงยืนไม่ติด หันไปทางอสุนี
"ข้าอยากไปตามเจ้านาง"
"เจ้านางสั่งเด็ดขาดให้ท่านรอที่นี่"
ปันแสงสีหน้าหงุดหงิด ร้อนใจ

ในกระโจมนรสิงห์ อินยาตวัดสายตามองคชาที่เอ่ยขึ้น
"เจ้านางคงต้องรอ"
"อาจจะต้องรอถึงบ่ายวันพรุ่ง"
"ไม่ คนอย่างข้าไม่เสียเวลารอใครให้เปลืองอากาศหายใจ เจ้าพวกสุนัขฟังไว้ ข้าจะมาใหม่ เมื่อองค์นรสิงห์พร้อมที่จะพบข้า"
อินยาหันหลังจะกลับ นรสิงห์ก้าวออกมาจากม่าน ขวางทางเดินไว้ด้วยดาบเล่มเขื่อง นรสิงห์มองอินยาเอาดาบเขี่ยเปิดผ้าคลุม คมดาบผ่านหน้าอินยาที่เชิดหน้าท้าทาย ไม่สะทกสะท้าน
อินยาย่อตัวลงถวายความเคารพอย่างแช่มช้อย นรสิงห์มองอินยา
"ไม่ใช่แค่เก่งกล้า สามารถ หากยังสวยงามเหลือเกิน เจ้านางอินยา สวยงามสมคำร่ำลือ"
"คนที่ร้อนรุ่มไปทั้งใจอย่างข้า คงหาความงามไม่ได้ นอกเสียจากว่า องค์นรสิงห์จะเป็นเช่นน้ำทิพย์ดับร้อน"
สีหสาจับตามองอินยาที่กำลังเริ่มเจรจากับนรสิงห์
" ข้าดีใจจริงๆที่เจ้านางเห็นข้าเป็นเหมือนน้ำ ใช้ดับความร้อนใจ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจเป็นยาพิษ"
"ข้าก็หวังเพียงความเมตตา ที่ท่านจะไม่ให้ข้าต้องกลืนกินพิษร้าย"
นรสิงห์ยิ้มมองอินยาที่ยืนตรงหน้า
"เจ้านางคงรู้ คนอย่างข้า ไม่เคยมีความเมตตาให้ใคร"
นรสิงห์ยิ้มมองอินยาที่สีหน้าไม่หวั่นไหว

ปันแสงก้าวมาหยุดยืน มองไปที่จันทร์เสี้ยวบนฟ้า
"โปรดคุ้มครองเจ้านางอินยา เจ้านางถูกกลั่นแกล้ง ถูกเอาเปรียบมาชั่วชีวิต ขอโอกาสให้ข้าและเจ้านางได้ล้างแค้น"

อ่านต่อหน้าที่ 2


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 10 (ต่อ)

อินยามองนรสิงห์ที่ยิ้มอยู่ตรงหน้า สีนหสาจับสังเกต
"สายตามีแต่ความโกรธแค้นดั่งไฟ ไหนลองบอกความในใจของเจ้านางมา"
"บัลลังก์ศรีพิสยามีกษัตริย์อ่อนแอ แต่ท่านก็ยังไม่สามารถตีเข้าไปได้ ถ้าอยากเข้าสู่ใจกลางศรีพิสยา ท่านก็ต้องมีข้าที่จะช่วยเปิดประตูต้อนรับ"
"ข้าจะกล้าใช้เจ้านางผู้สูงศักดิ์ได้ยังไง"
"เพราะข้าคือคนที่ใกล้ชิดบัลลังก์ศรีพิสยา"
"แล้วข้าต้องตอบแทนความดีของเจ้านางกับลูกชายด้วยบัลลังก์นั้นหรือเปล่า"
"ข้าไม่ได้โง่เง่า ดื้อด้านเหมือนปรันมา การเสียดินแดนไม่ใช่เสียศักดิ์ ถือเป็นเกียรติด้วยซ้ำที่ได้ร่วมเป็นแผ่นดินเดียวกับองค์นรสิงห์"
อินยาคลี่ยิ้มสวย นรสิงห์มองพินิจแล้วเอ่ยขึ้น
"นั่นก็ต่อเมื่อกองทัพข้าบุกทำลายกำแพงศรีพิสยาเข้าไปได้"
สายตาอินยาเดาออกว่านรสิงห์กำลังจะพูดเรื่องอะไร
"สิ่งใดคุ้มครองศรีพิสยา"
"ความลับนั้น ข้าจะเป็นคนนำมาให้ท่านเอง"
นรสิงห์เดินเข้าใกล้มายืนตรงหน้าอินยา
"อย่าให้ข้ารอนาน เจ้านางอินยา ใจข้าร้อนดั่งไฟ พร้อมจะเผาทุกอย่างให้มอดไหม้"
"ข้าไม่อาจปฏิเสธไฟจากท่าน เพราะมันจะเป็นไฟแห่งความอบอุ่น เป็นแสงแห่งชีวิตใหม่ที่มอบให้ข้ากับปันแสง"
อินยายิ้มทรงเสน่ห์ให้กับนรสิงห์

สวนตำหนักเจ้านางอินยา ปันแสงเห็นเจ้านางอินยาเดินกลับเข้ามา ก็รีบเดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง อินยาเอามือแตะหน้าปันแสง แววตาฉายความหวัง
"ปันแสง เรากำลังจะได้แก้แค้นพวกมันทุกคน"
"นรสิงห์จะช่วยเรา"
ปันแสงยิ้มดีใจ เหมือนใบหน้าอินยาที่มีแต่ความสุขใจ

เช้าวันใหม่ สิงห์ก้าวออกจากกระโจม สีหสา สุเลวิน วาเร ไพลิน คชายืนรออยู่แล้ว นรสิงห์มองไปไกลเห็นเหล่านักรบหลายคนที่เพิ่งตื่น หลายคนกำลังดูแลขัดอาวุธให้เงางาม
"เราจะเชื่อใจเจ้านางอินยาได้แค่ไหน ถ้าจริงๆแล้ว ศรีพิสยากำลังเตรียมตัวรบกับเรา"
"ศรีพิสยาไม่ได้เตรียมการรบ ข้าเห็นมาแล้ว ทุกคนยังยิ้มระรื่น มีความสุขเหมือนไม่มีพวกเรามาตั้งค่ายล้อมมันไว้" นรสิงห์ว่า
ทุกคนฟังด้วยความตกใจ
"ท่านเห็นได้ยังไง หรือว่าท่านเคยเข้าไปในศรีพิสยา"
นรสิงห์ยิ้ม
"จะรบกับศัตรู ต้องรู้จักศัตรูให้ถึงแก่น"
ทุกคนทึ่งในเรื่องที่นรสิงห์เคยเข้าไปศรีพิสยามาแล้ว
"ข้ามั่นใจว่า คนสำคัญที่เราจะต้องรีบจัดการคือแม่ทัพติสสา เมืองที่ขาดแม่ทัพ ก็เท่ากับถูกตัดแขน ตัดขา หมดทางป้องกันตัวเองไปส่วนนึง"
"จริงอย่างที่ท่านพูด ตอนนี้อินยา ปันแสง กับติสสา พวกมันกำลังแตกแยกกันอย่างหนัก ถ้าเราใช้โอกาสนี้กำจัดติสสาซะ เราก็จะบุกได้เร็วขึ้น"
"แต่ผู้หญิงอย่างเจ้านางอินยาก็คืองูพิษ"
นรสิงห์หัวเราะขึ้นมาทันที
"ข้ากรีดร่างงูพิษ ดื่มเลือดมันสดๆมานับครั้งไม่ถ้วน นับประสาอะไร ถ้าข้าจะเคี้ยวกินงูพิษตัวใหม่เพิ่มขึ้น อีกสักตัว"
ใบหน้านรสิงห์มีแต่รอยยิ้มโหด

อินยากำลังคุยอยู่กับปันแสงด้วยความร้อนใจ
"เราต้องหารีบหาความลับ ว่าปรันมามันกำลังทำอะไร"
"เราไม่มีโอกาสเข้าใกล้พวกมันได้เลย"
"โอกาสของเราไม่ใช่กลางวัน เราจะอดทนให้ความมืดเป็นใจให้เรา ข้าเชื่อว่าทุกคืนบูชาเพ็ง พวกมันต้องลงมือทำพิธีศักดิ์สิทธิ์"
อินยาสีหน้าวางแผนอย่างอดทนรอ

ภายนอกวิหารหลวง เวลากลางวัน ปรันมา ติสสายืนอยู่ตรงหน้าเมืองมาส
"เพื่อเสริมกำลังให้กับขวัญและเมืองในตัวแม่ทัพติสสาและเจ้านางจันทเทวี บูชาเพ็งครั้งหน้า แม่ทัพติสสากับเจ้านางจะต้องสวดมนต์ทั้งวันทั้งคืน"
"ข้าจะไปบอกจันทเทวีที่ซ่อนตัวอยู่ ให้สวดมนต์พร้อมๆกับติสสา"
"ข้าเต็มใจทำทุกอย่าง เพื่อให้ศรีพิสยารอดพ้นอำนาจชั่วของนรสิงห์"
ติสสามองปรันมาด้วยแววตามุ่งมั่น

ในตลาดศรีพิสยา พ่อค้า แม่ค้า ผู้คนคึกคัก เดินเลือกซื้อของกันอย่างมีความสุข ดาราน้อยวิ่งมาอย่างร่าเริง บนพื้นมีดอกไม้สีสวยหล่นอยู่ ดาราน้อยก้มลงเก็บขึ้นมา ก่อนจะมองเลยไปเห็นร่างที่คุดคู้ หมอบกับพื้น เสื้อผ้าซอมซ่อ
ดาราน้อยเดินไปเอื้อมมือไปแตะตัวเจ้าของร่างเบาๆ ร่างที่คุดคู้ติดพื้นพลิกตัวขึ้นมอง ... นรสิงห์ปลอมตัวเป็นคนยากไร้
"ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะจ๊ะ"
นรสิงห์ยิ้มมอง รู้ว่าเป็นลูกของติสสากับมรันมา
"ข้าไม่ค่อยสบาย"
"ดาราน้อยรักษาให้มั้ย"
"หนูนี่ใจดีจริง"
นรสิงห์มองรอยยิ้มบริสุทธิ์ของดาราน้อยด้วยสายตาคมกริบ

อีกด้านในตลาด มรันมาเดินมองหาดาราน้อย กาหลง ข้าหลวง พินทุเดินอยู่ด้านหลัง
"เจ้าดาราน้อย เจ้าดาราน้อย"
กาหลงตะโกนเรียกหา พินทุวิ่งดูตามร้านขายของ มรันมาเดินมองหาลูกสาวไปรอบๆ
"ดาราน้อย ออกมาเถอะ ดาราน้อย"

ดาราน้อยกำลังยิ้มภูมิใจ นรสิงห์ขยับเข้าใกล้
"ดาราน้อยเคยรักษากระต่าย รักษานก รักษาแมวในวัง"
ดาราน้อยยิ้มใส ตรงข้ามกับนรสิงห์ที่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ได้โอกาส
"งั้นพาข้าไปรักษาที่บ้านของเจ้าทีเถอะ"
"ไปสิ ลุกไหวมั้ย เดี๋ยวดาราน้อยช่วยนะ"
ดาราน้อยกำลังจะเข้าไปช่วยดึงนรสิงห์อย่างเด็กมีน้ำใจ เสียงเรียกของมรันมาดังขึ้นจากด้านหลัง
"ดาราน้อย ดาราน้อย"
"แม่จ๋า"
ดาราน้อยลุกวิ่งผละไปจากนรสิงห์ทันที นรสิงห์สีหน้าเสียดายโอกาส

มรันมากางแขนรับ ดาราน้อยวิ่งเข้ามาในอกแม่ กาหลงมองแบบเหนื่อยๆกับความซนของเด็กน้อย
พินทุวิ่งตามมา พอเห็นดาราน้อยก็ยิ้มเบาใจ
"เจ้าดาราน้อย แม่ทัพติสสาสั่งแล้วว่าห้ามดื้อกับกาหลง"
"กลับเถอะ ดาราน้อย พ่อจะเป็นห่วง"
มรันมายิ้มดึงมือดาราน้อย ดาราน้อยหันไปชี้ทางที่เจอนรสิงห์
"แม่จ๋า ดาราน้อยต้องรักษาคนไม่สบาย"
ทุกคนมองตามที่ดาราน้อยชี้ แต่ไม่เห็นนรสิงห์อยู่ตรงนั้น มรันมาหันมาถามลูก
"ใครจ๊ะ ดาราน้อย"
"ไม่มีใครเลย เจ้าดาราน้อย"
พินทุดึงมือ ยิ้มอ่อนโยนมองดาราน้อย
"กลับกันก่อนนะ เจ้าดาราน้อย เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง"
ดาราน้อยพอได้ยินคำว่าพ่อ ก็เดินกลับอย่างว่าง่ายทันที กาหลง พินทุ ข้าหลวง เดินตามกลับกันไป
นรสิงห์ก้าวออกมามองตามทางด้านหลัง สายตาวาดหวังที่จะจับตัวดาราน้อยให้ได้

คชาเปิดกระโจมออก นรสิงห์เข้ามาด้วยสีหน้าอารมณ์ขุ่นมัว เอ่ยกับสุเลวินที่ยืนอยู่
"ข้าต้องการตัวลูกติสสา ชีวิตเด็กดาราน้อยจะช่วยให้เรารู้ความลับเรื่องศรีพิสยา"
"สีหสาจะจับตัวลูกติสสามาให้ท่านได้แน่ๆ"
"ไม่ใช่ สีหสา ต้องเป็นเจ้านางอินยากับเจ้าปันแสง สองคนนี้มันพร้อมจะควักหัวใจไอ้ติสสาออกมาเหยียบเล่น ข้าก็จะให้โอกาสเจ้านางกับลูกชายลงมือ เพื่อพิสูจน์ว่าปันแสงพร้อมจะเป็นกษัตริย์ศรีพิสยา
ภายใต้อุ้งเท้าข้าหรือยัง" นรสิงห์ยิ้มอย่างคนมีแผนร้าย

ภายในสวนตำหนักเจ้า ปันแสงหันมามองสีหสากับอินยา วาเรยืนเป็นคนเอาคำสั่งนรสิงห์มาบอก ยืนอยู่ด้วย
"ข้าพร้อมที่จะทำยิ่งกว่าจับตัว ให้ข้าเอาตัวนังเด็กดาราน้อยไปถวายองค์นรสิงห์เลยก็ยังได้"
สีหสาเอ่ยน้ำเสียงท้าทาย กระตุ้นปันแสง
"คงไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิดนะ เจ้าปันแสง ลูกหายไปทั้งคน ติสสาต้องเอาทหารทั้งกองทัพมาตามล่าท่าน"
"ข้าไม่เคยกลัวติสสากับทหารของมัน"
"ยังไงท่านก็ไม่ควรชะล่าใจ เป้าหมายเราใหญ่กว่าเรื่องชีวิตลูกติสสา"
อินยาหันไปบอกสีหสาด้วยน้ำเสียงให้ความเชื่อมั่น
"ไม่ต้องห่วง สีหสา ปันแสงจะเอาตัวดาราน้อยมาให้องค์นรสิงห์ แล้วข้าก็จะหาความลับที่ปกป้องศรีพิสยามาให้ได้"
สีหสามองอินยากับปันแสงด้วยแววตามั่นใจว่าจะทำได้ทุกอย่าง

บึงมรกต เช้าวันใหม่ ติสสา มรันมากำลังยืนมองดาราน้อยวิ่งเล่น กาหลงคอยดูแลใกล้ชิด
เด็กน้อยหัวเราะ ร่าเริงสดใส สีหน้าของพ่อแม่มีความสุขที่เห็นลูกสาวสดชื่น พินทุมองแล้วพูดขึ้น
"เจ้านางอินยากับเจ้าปันแสงเก็บตัวเงียบ ไม่ออกนอกตำหนักเลย"
"เงียบเกินไปจนน่ากลัว คนอย่างเจ้านาง เจ้าปันแสง ไม่เคยลดละความอาฆาตพยาบาท พี่ชายถึงยังเป็นห่วงดาราน้อย" ติสสาว่า
"พี่ชายไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ ดาราน้อยมีน้องน้อย มีพินทุ มีกาหลงคอยอยู่ใกล้ๆ"
ติสสามองกาหลงที่กำลังเอาดอกไม้ทัดผมให้ดาราน้อยที่หัวเราะแจ่มใส
"ขอบใจมากน้องน้อย หัวใจของพี่ชายก็อยู่ที่น้องน้อยกับลูกเท่านั้น"
มรันมายิ้มมองสามี ติสสาโอบมรันมาไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

ในวิหารศรีพิสยา เวลากลางวัน เจ้านางอินยาผมยาวสยาย ไร้ศิราภรณ์กำลังนั่งสวดมนต์อยู่
เมืองมาสก้าวเข้ามองอย่างแปลกใจ เดินเข้ามาใกล้ อินยารู้ว่า เมืองมาสอยู่ด้านหลังก็ลืมตา แสร้งปั้นสีหน้าเศร้า
"ข้ามาสวดมนต์ให้จิตใจสงบ"
อินยามองทอดอาลัย ยิ้มเศร้า เหมือนมีความสำนึกผิด ปลงตกอยู่ในดวงตา
"จิตข้าสับสน ใจข้ากังวลเหลือเกิน ข้าไม่นึกมาก่อนเลยว่าแผ่นดินเราอาจจะล่มสลาย"
"ศรีพิสยาจะปลอดภัย เจ้านางทำใจให้สบาย แค่ตั้งมั่นอยู่ในความดี" เมืองมาสบอก
อินยายิ้ม
"จริงสินะ ศรีพิสยาไม่เคยคิดร้ายใคร พระเพ็งและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด คงกำลังปกป้องเรา"
อินยายิ้มอิ่มทำเป็นมองเมืองมาสอย่างจริงใจ แต่เมืองมาสก็ไม่พูดอะไรออกมามากกว่านั้น อินยาไม่รุกเร้าเพราะเกรงเมืองมาสจะจับได้
"งั้นข้าจะสวดมนต์ต่อ"
อินยามองตรงไปที่รูปเคารพพระเพ็ง เอ่ยทุกคำด้วยใจที่คิดตรงกันข้ามกับคำพูด
"ความรัก ความสามัคคีจะเป็นสิ่งคุ้มครองดินแดนอันเป็นที่รักของข้า ความดีจะอยู่เหนือความชั่วร้ายทั้งปวง"

ด้านหน้าเขตพระราชฐาน บริเวณสระบัว ดาราน้อยวิ่งเล่นไล่จับมากับพินทุ กาหลงวิ่งตามดาราน้อยไม่ทัน ก็หยุดตะโกนบอก
"เจ้าดาราน้อยอย่าวิ่งไปไกล"
"วิ่งเร็วๆสิ กาหลง จับเราให้ได้"
ดาราน้อยหัวเราะเสียงใส กาหลงยืนหอบ พินทุยิ้ม หันมาบอกกาหลง
"ยืนหอบอยู่ตรงนี้ก่อนก็ได้ กาหลง เดี๋ยวข้าจะตามเจ้าดาราน้อยไปเอง"
ดาราน้อยปีนข้ามกำแพงอิฐเข้าไปด้านในด้วยความซุกซน พินทุรีบตามไป กาหลงทรุดตัวลงนั่ง มองตามแบบเหนื่อยๆ

เหนือสระบัวด้านประตูวัง ปันแสง สีหสาก้าวเข้ามาหยุดซุ่มมอง ไพลินอยู่ด้านหลัง วาเรก้าวเข้ามารายงานสีหสา
"ทหารของเราหลบไปหมดแล้ว"
ปันแสง สีหสายิ้มร้ายมองไปด้านในเขตพระราชฐานที่ดาราน้อยกำลังเข้าไป

ดาราน้อยวิ่งเล่นเข้ามาด้านใน ทั้งบริเวณเงียบ ไม่มีคน พินทุตามเข้ามามองไปรอบๆ รู้สึกเอะใจ
"ทหารวังหายไปไหน"
พินทุหันไปทางดาราน้อย
"เจ้าดาราน้อย มาหาพินทุ"
พินทุเรียก ยื่นมือไป ดาราน้อยกำลังจะวิ่งมาหา แต่วาเรพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง พินทุกำลังจะหันไป แต่เจอวาเรชกเข้าหน้า จนหน้าสะบัดไม่มองเห็นว่าเป็นใคร จากนั้นวาเรก็ใช้สันมือเข้าที่ต้นคอ จนพินทุสลบกลางอากาศ ล้มลง ดาราน้อยตกใจร้องเรียก
"พินทุ"
ดาราน้อยกำลังจะวิ่งมาหาพินทุ ปันแสงเข้ามาจากอีกด้าน คว้าตัวปิดปาก ดาราน้อยดิ้น สีหสาเข้ามาจะยัดพิษคางคกตากแห้งเข้าปาก แต่เจอกัดมือ สีหสาตบผัวะเข้าหน้า ดาราน้อยร้องจ้า
ปันแสงรำคาญ บีบปากให้สีหสายัดคางคกเข้าปากดาราน้อยจนกลืนลงไป
"พิษคางคกตากแห้ง มันจะได้สลบ เลิกร้องน่ารำคาญ"
ดาราน้อยสลบแน่นิ่งไปทันทีที่โดนพิษ ปันแสงยิ้มเหี้ยมจ้อง
"ไม่ต้องกลัวหรอก ดาราน้อย ข้าจะรักเจ้าให้เท่ากับที่ติสสา มรันมารัก"
ปันแสงอุ้มดาราน้อยออกไป พินทุที่สลบอยู่บนพื้น

ในวิหารศรีพิสยา อินยายังมองรูปพระเพ็งแน่วแน่ ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มสวย
"ทุกชีวิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์ ความแค้น ความพยาบาท"
เมืองมาสมองเห็นอินยาเพ่งมองรูปพระเพ็งแน่วแน่ ก็เดินไปนั่งลงสวดมนต์อีกด้าน อินยาเริ่มคลี่ยิ้มซึ่งแฝงด้วยความอำมหิตออกมา

ชายหาดแนวยาว ปันแสงแทบโยนร่างดาราน้อยลงบนทราย ดาราน้อยไม่ไหวติงเพราะสลบอยู่
สีหสามอง ยิ้มสะใจ
"ความพยาบาทมันต้องลบด้วยคาวเลือดเท่านั้น"
"ข้าอยากจะส่งศพนังเด็กนี่กลับไปให้ติสสาซะด้วยซ้ำ แต่ความตายมันยังไม่ทรมาน"
ปันแสงมองดาราน้อยด้วยความเกลียดชัง

"ข้าอยากเห็นติสสามันทุรนทุราย แทบบ้า ... นังมรันมามันต้องกระอักเลือด ไม่รู้ว่าลูกจะเป็นหรือตาย"
ปันแสงยิ้มกับสีหสาด้วยความสะใจ

มรันมาถึงกับเซไป เมื่อรู้เรื่องดาราน้อยหายไป กาหลงรับร่างมรันมาไว้
"ดาราน้อย ลูกแม่"
พินทุทรุดลงคุกเข่าลงตรงหน้ามรันมา
"ข้าผิดเอง"
พินทุยื่นดาบตัวเองส่งให้มรันมา
"ลงโทษข้าเถอะ ข้าปล่อยให้เจ้าดาราน้อยถูกจับตัวไปได้"
"ไม่ใช่เวลานี้ พินทุ ลุกขึ้น"
พินทุมองมรันมาที่สั่งด้วยเสียงเข้มแข็ง
"เอาคนของเราออกตามหาดาราน้อยเดี๋ยวนี้ ส่งข่าวถึงท่านแม่ทัพติสสาโดยด่วน"
มรันมาเดินเร็วออกไป กาหลงวิ่งตาม พินทุลุกขึ้น ตามเร็วออกไปทันที

ติสสาวิ่งลงบันได เมฆา มารุตตามหลัง ติสสารู้เรื่องดาราน้อยหายไป ใจร้อนดั่งไฟ สั่งเสียงดุดัน
"เอาทหารของเราตามหาดาราน้อย อย่าให้ลูกข้าเป็นอะไรแม้แต่ปลายผม"

บริเวณสระบัวเขตพระราชฐาน เงียบ ติสสาถึงกับโมโห
"ไอ้พวกเวรยามมันหายไปไหนหมดวะ"
มรันมาวิ่งเร็วมากับพินทุ กาหลง เจอกับติสสา เมฆา มารุต
"พี่ชาย... ลูก"
มรันมาโผเข้าหาติสสา น้ำตาเอ่อ ร่วงพรูด้วยความเป็นห่วงลูกสาวจับใจ ติสสาจับไหล่เมียไว้ สีหน้าเครียดไม่ต่างกัน
"เราต้องเจอดาราน้อย เราต้องเจอ"
"ข้าหาจนทั่วเขตพระราชฐานแล้ว"
"ยังมีอีกที่"
มรันมามองติสสาที่แววตาฉาบวาบความแค้น
"ที่ของคนชั่ว ...คนที่คิดจะทำลายเรามาตลอด"
"เจ้านางอินยา" มรันมาเอ่ยชื่อออกมาทันที

ในห้องนอนเจ้านางอินยา มรันมาพุ่งเข้ามาในห้อง อินยากำลังนั่งหลับตาสวดมนต์อยู่บนเตียง
พินทุ กาหลง ทหารอีก 4 คนตามเข้ามา มรันมาแววตาโกรธเต็มที่พุ่งเข้าไปกระชากเจ้านางอินยาทันที"ดาราน้อยอยู่ที่ไหน ท่านจับตัวลูกข้าไปไว้ที่ไหน"
อินยาสะบัดตัวออกทันที แล้วตบหน้ามรันมาอย่างแรง กาหลง พินทุตกใจ
"บังอาจมากนังไพร่ อย่ามาแตะตัวข้า"
มรันมาเงื้อมือตบกลับอินยาทันที
"ก็โดนตบซะเลยเป็นไง ให้สมกับความชั่ว"
อินยาตะลึงมอง มรันมาแววตาดุดัน

ในห้องนอนปันแสง ติสสาเหวี่ยงกระแทกร่างปันแสงอัดติดผนัง เอาดาบกดคอไว้ ด้านหลังเมฆา มารุต ทหารอีก 4 คนถืออาวุธเตรียมพร้อม
"ทั่วทั้งแผ่นดิน มีแกคนเดียวที่กล้าทำเรื่องอัปรีย์ถึงขนาดนี้ ถ้าลูกข้าเป็นอะไร ปันแสง แกไม่ตายดีแน่ ข้าจะตามล้างแค้นไปอีกร้อยชาติ"
ติสสาจ้องปันแสงด้วยความโกรธ

บริเวณริมทะเล สีหสามองดาราน้อยที่นอนสลบอยู่ สั่งไพลิน วาเร
"ดูมันให้ดีอย่าเพิ่งให้มันตาย ลมหายใจสุดท้ายของมันต้องช่วยทำให้ศรีพิสยาพินาศ"
สีหสายิ้มโหดเหี้ยมมองดาราน้อย

มรันมาตรงเข้าหาอินยาด้วยสีหน้า อารมณ์โกรธจัด
"คืนดาราน้อยมาให้ข้าเดี๋ยวนี้"
"น่าสมเพช ป่านนี้ลูกเจ้ามันคงจะตายไปแล้ว"
"เจ้านาง ข้ารู้ว่าท่านโหดเหี้ยมแค่ไหน แต่ทำร้ายเด็ก มันเป็นวิธีของคนขี้ขลาดหมดทางสู้ เหมือนสุนัขที่ต้องคอยแว้งกัดคน"
"สภาพข้าคงไม่น่าเวทนาเหมือนหมาขี้เรื้อนที่เอาหนังราชสีห์มาหุ้มตัวไว้อย่างเจ้าหรอก ดิ้นรนไปเถอะ มรันมา ดิ้นรนจนกว่าจะได้เห็นศพลูกตัวเอง"
มรันมาสุดทน เข้าไปขย้ำคอเจ้านางอินยา
"ถ้ายังอยากมีลมหายใจ บอกข้าเดี๋ยวนี้ว่าดาราน้อยอยู่ที่ไหน"
อินยามองจ้องมรันมาไม่ยอมแพ้
"ลมหายใจข้ามีไว้เพื่อความแค้น"
มรันมาโกรธบีบแรงขึ้นด้วยความโกรธ
"ท่านอยากตายด้วยมือของข้านักใช่มั้ย เจ้านางอินยา"
อินยาหายใจขัด แต่มรันมาไม่ปล่อยมือ
ติสสาเหวี่ยงปันแสงออกมาด้านนอก เมฆา มารุตตามมาระวัง อาวุธในมือพร้อม ปันแสงหันมา ติสสาถีบกระเด็นแล้วตามไปชกช้ำ จนล้มลง ติสสาเอาดาบกดคอปันแสงไว้
"ชีวิตแกมันไม่มีค่าเลย คนอย่างแกน่าจะตายไปตั้งนานแล้ว ชีวิตบริสุทธิ์อย่างดาราน้อย จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนไปด้วย"
ปันแสงยิ้มหยันทั้งๆที่เลือดซึมจากปาก
"สายเลือดเลวๆต่างหาก ที่ข้าจะกำจัดให้หมดสิ้น"
ติสสาชกเข้าหน้าปันแสงอย่างแรงจนสะบัด ก่อนจิกหัวจ่อดาบลงไป
" เลือดเลวก้อนแรกที่ต้องถูกตัดหัวเสียบประจานคือแก ปันแสง"

มรันมาบีบคออินยาจนเริ่มหายใจไม่ออก
"ท่านกับเจ้าปันแสงชั่วช้า ก่อกรรมกับชีวิตข้าไม่พอ ลูกข้าไม่ผิด ทำไมต้องเอาความเคียดแค้นไปลงที่ดาราน้อย"
พินทุมองแล้ว รีบเข้าไปดึงมรันมาให้ปล่อยมือ
"ฆ่าให้ตายตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เอาตัวไปให้เจ้าปรันมาสอบสวนเถอะ"
มรันมามองอินยาที่แววตากระด้าง อินยาเหยียดยิ้ม รวบรวมเสียงพูดเย้ยออกมา
"เจ้าจะต้องเจ็บปวดกว่านี้ มรันมา... เจ็บจนต้องเอาดาบปาดคอตัวเองเพื่อหนีความทุกข์"
อินยาหายใจแรง มรันมาหันไปคว้าดาบจากพินทุมาจ่อไปที่เจ้านางอินยา
"คนที่จะตายก่อนข้า ต้องเป็นผู้หญิงจิตใจสกปรกอย่างท่าน"
"แทงข้าให้ตาย ฟันคอข้าให้ขาด เพราะไม่อย่างนั้น ชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าจะยิ่งกว่าตกนรก"
"อย่านะ มรันมา ถ้าฆ่าเจ้านางอินยา เจ้าจะไม่ได้ลูกกลับคืน"
กาหลงรีบบอกเตือนสติ มรันมาชั่งใจ ก่อนจะลดดาบ สั่งเสียงเข้ม
"เอาตัวเจ้านางอินยาออกไป"
พินทุกับทหารเข้ามาคุมตัวเจ้านางอินยาไว้ทันที
อินยากรีดเสียงหัวเราะแทงใจ มรันมากำดาบจนข้อมือเกร็ง กาหลงรีบดึงดาบออกจากมือ

ปรันมาเดินเร็วเข้ามามองเจ้านางอินยา ปันแสง ที่ถูกคุมตัวมาสอบสวน ติสสา มรันมา พินทุ กาหลง ยืนมองสองแม่ลูกด้วยสายตาเกลียดชัง
"จิตใจเจ้าสองแม่ลูก มันต่ำช้าเกินไปแล้ว จองเวรกระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ดาราน้อยอยู่ที่ไหน"
"ก่อนจะกล่าวหาข้า ทำไมพวกเจ้าไม่ไปถามเมืองมาส วันนี้ข้าสวดมนต์อยู่ที่วิหารทั้งวัน"
ทุกคนชะงักมองอินยา ปันแสงเหยียดยิ้ม
"ทหารของเจ้าก็เฝ้ารอบตำหนักข้า ข้ากับเจ้านางไม่รู้เรื่องที่ลูกติสสาหายไป"
"โกหก ตลบตะแลงเป็นสันดาน แกต้องให้คนอื่นลงมือ"
"ใครล่ะที่จะเป็นมือไม้ให้ข้า ทั้งศรีพิสยามันก็มีแต่ทหารของเจ้า"
"ท่านใช้อุตลาทำเรื่องชั่ว" มรันมาว่า
เมฆา มารุต เดินเร็วเข้ามา ติสสาถามขึ้นทันที
"ได้ตัวอุตลามาแล้วใช่มั้ย"
"เรากับทหารค้นจนทั่วแล้ว ไม่เจออุตลา" มารุตบอก
"อุตลาต้องอยู่กับดาราน้อย" มรันมาบอก
"ฉลาดนักก็หากันเองสิ ถ้าคิดว่าข้าจะให้อุตลาทำเรื่องชั่ว แล้วปล่อยให้ความเดือดร้อนมันย้อนกลับมาหาตัวข้า"
"ช่างเก่งกล้าจริงๆ นังอุตลา ขโมยเด็กฝ่าทหารนับร้อยออกไปได้"
อินยา ปันแสงมองเยาะ ติสสา มรันมา ปรันมาทนไม่ไหว
"อินยา ปันแสง ข้าขอให้เห็นแก่ความเป็นเลือดเนื้อศรีพิสยาเหมือนกัน" ปรันมาบอก
"แล้วใครเคยเห็นแก่เจ้านางกับข้าบ้าง"
ปันแสงกวาดตาปรันมา ติสสา มรันมา
"ต่อให้พวกเจ้ารุมแทงข้ากับเจ้านางจนตายอยู่ตรงนี้ ข้าก็พูดได้คำเดียว ข้าไม่รู้ว่าดาราน้อยมันเป็นตายร้ายดี หรือว่าสิ้นลมหายใจไปแล้ว"
มรันมาฟังแล้วแทบจะยืนไม่ติด จนติสสาประคองไว้
ปรันมาสีหน้าไม่ดี พินทุ กาหลงหน้าเครียดมาก มีเพียงสองคนคืออินยาและปันแสงที่ยังแววตาเยาะหยันกับความเจ็บปวดของคู่แค้นด้วยความสะใจที่สุด

เขตพระราชฐาน บริเวณสระบัว เวลาเย็น มรันมาเดินหา ร้องเรียกชื่อลูก เสียงดังเศร้าดังก้องบริเวณ
"ดาราน้อย ดาราน้อย ได้ยินเสียงแม่มั้ย ดาราน้อย"
ติสสาก้าวยาวๆออกมาจากด้านใน
"ทหารเจอดาราน้อยแล้วใช่มั้ย"
"น้องน้อย" ติสสาประคองมรันมาไว้
"เรายังไม่หยุดตามหาลูกดาราน้อย"
"แล้วทำไมยังไม่เจอ ป่านนี้ลูกจะเป็นยังไงบ้าง พี่ชาย ลูกของเรา"
มรันมาเขย่าตัวติสสา ถามด้วยความร้อนใจ

ภายนอกวิหารหลวง เวลากลางคืน มรันมาเดินมาทรุดตัวลงด้านหน้าด้วยความเหนื่อยล้า หมดหวัง น้ำตารินไหล ติสสาเข้ามาใกล้กอดไว้ ตาแดงก่ำด้วยความทุกข์เหมือนกัน
"มืดค่ำแล้ว ดาราน้อยคงหิว คงกลัว คงขวัญหาย น้องน้อยใจจะสลายแล้วพี่ชาย"
"น้องน้อย พี่ชายก็ใจแทบจะขาดเหมือนกัน จะให้ทำอะไรก็ได้ที่ลูกจะกลับมาในอ้อมกอดของเรา"
"พี่ชาย ... หรือว่าเป็นพวกนรสิงห์"
"พวกนรสิงห์ฝ่าพลังของผีนาถ ผีฟ้าเข้ามาไม่ได้"
"งั้นก็ไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากเจ้านางอินยากับเจ้าปันแส ทั้งศรีพิสยาไม่มีใครกล้าลงมือทำเรื่องเลวทรามได้เท่าคนชั่วสองคนนั่นอีกแล้ว"
ติสสาแววตาเจ็บแค้นใจ เมื่อนึกถึงปันแสงที่ยังเอาผิดไม่ได้

ปันแสงก้าวแต่ละก้าวด้วยความสบายใจ หันมาบอกอินยา
"ข้าอยากจะตัดนิ้วดาราน้อยส่งให้ติสสากับนังมรันมา มันดูเล่นสักนิ้วสองนิ้ว"
สีหสาก้าวเข้ามาเอ่ยเตือน
"ติสสาต้องพลิกแผ่นดินหาลูกสาวจนเจอ แล้วก็ตัดหัวท่านสองคนตอบแทน โอ้...สนุก"
"เจ้าจะทำอะไรกับดาราน้อยก็รีบทำซะ อย่าปากมาก"
"ปากข้ามีไว้สั่งท่านให้เร่งมือทำทุกอย่าง"
สีหสาจ้องปันแสงกับอินยา
"องค์นรสิงห์ยังไม่รู้ว่าสิ่งคุ้มครองศรีพิสยาคืออะไร"
"ใจเย็นเถอะ สีหสา" อินยาบอก
อินยายิ้มให้แบบเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
"ข้าเข้าใกล้คำตอบนั้นแล้ว ขอแค่ให้แน่ใจก่อน"
"รีบแน่ใจเร็วๆ เจ้านาง เพราะเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน ย่อมหมายถึง เวลาขึ้นก้าวสู่บัลลังก์ของปันแสงก็จะยิ่งช้าลง"
ปันแสงฟังด้วยความขุ่นเคืองใจ แต่ก็ต้องอดทน ลงมืออะไรกับสีหสาไม่ได้

ในห้องนอนอินยา ปันแสงยืนหงุดหงิดต่อหน้าเจ้านางอินยาตามลำพัง
"ข้าอยากตบปากหยิ่งผยองของสีหสามันเหลือเกิน ไม่เคยมีใครสั่งเราได้"
"ยังไม่ใช่เวลานี้"
ปันแสงมองเจ้านางอินยาที่คิดลึกซึ้งกว่า
"เราต้องยืมดาบของสีหสาตัดคอศัตรูของเราเสียก่อน"
ปันแสงลดเสียงลง เข้ามาใกล้อินยา
"แล้วหลังจากนั้นดาบของข้าก็จะตัดคอสีหสากับไอ้นรสิงห์"
อินยายิ้ม
"ข้าไม่มีวันให้เจ้ายิ่งใหญ่ภายใต้กรงเล็บใครโดยเฉพาะ นรสิงห์"
อินยากับปันแสงยิ้มร้ายให้กันอย่างพร้อมจะหักหลังนรสิงห์อีกทอดหนึ่ง
อ่านต่อหน้าที่ 3

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 10 (ต่อ)

กระโจมนรสิงห์สีหสานอนเบียดชิดในอกนรสิงห์
"อย่างน้อยแรงแค้นของมันสองคน ก็ทำงานให้เราได้"
สีหสาหยั่งเชิงถาม
"ติสสามันกำลังวุ่นวายใจกับการหาลูก ถ้าเราหาโอกาสลงมือฆ่ามันซะ"
นรสิงห์สะบัดผ้าคลุมหนังสัตว์ ลุกขึ้นยืน สีหสามองด้านหลังร่างเปลือยเปล่าของนรสิงห์
"ข้าไม่ได้ต้องการแค่หัวติสสา ถึงแม่ทัพคนหนึ่งจะมีผลกับการรบ แต่ข้าต้องการทำลายเมืองทั้งเมืองให้ราบคาบ หมดจด กองทัพของข้าต้องไม่ถอยกลับมาอีก เพราะข้ามกำแพงศรีพิสยาไม่ได้"
นรสิงห์หันมาบอกสีหสาด้วยเสียงกำชับ เด็ดขาด

เช้าวันใหม่ อินยาเข้ามาวิหารหลวง เดินตรงจะก้าวเข้าสู่หอขวัญเมือง เมืองมาสและนักบวชทั้ง 4 เดินเข้ามาขวางไว้ อินยายิ้มให้เมืองมาส
"ข้าจะเข้าไปไหว้ขวัญเมือง ขวางทำไมเมืองมาส หรือว่า..เป็นคำสั่งของเจ้าปรันมาอีก"
อินยาทอดเสียงเศร้าลง ฟังดูน่าเห็นใจ
"ห้ามถึงขนาดไม่ให้ข้าได้เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในวิหารหลวงนี่เลยหรือ"
"อภัยให้ข้าด้วย เจ้านาง ด้วยคำสั่งของเจ้าเหนือหัว วันนี้จะเป็นพิธีสำคัญของนักบวชเท่านั้น"
เมืองมาสยืนนิ่ง อินยามองประเมินแล้วรู้ว่ายากที่ขัดขืนก็หันหลัง ทำทีเดินออกไปพ้นทางเข้าวิหาร
เมืองมาสพอเห็นอินยาออกไปแล้วก็หันหลัง พร้อมนักบวช 2 คน เดินเข้าหลืบเพื่อเข้าสู่หอขวัญเมือง
อินยาที่ขยับตัวพ้นทางเข้า กลับมาลอบมองตามเมืองมาสด้วยแววตาสงสัยอย่างมาก หากไม่กล้าตามเพราะนักบวชอีก 2 คน ยังนั่งเฝ้าเป็นยามอยู่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

ในหอขวัญเมืองปรันมา ติสสาที่อยู่ด้านในแล้ว เมืองมาสกับนักบวช 2 คนเดินพ้นจากหลืบเข้ามายืนรออย่างสงบนิ่ง
"ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ ข้าอยากไปตามหาลูก ดาราน้อยกำลังต้องการข้า"
ติสสาลุกขึ้น ปรันมายืนมอง
"ศรีพิสยาก็ต้องการเจ้าเหมือนกัน ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงลูกเหนือทุกสิ่ง แต่เจ้าต้องตั้งสติไว้ ติสสา ดวงจิตของเจ้ากุมชะตากรรมของศรีพิสยาอยู่"
"พวกมันเอาตัวลูกข้าไปจะให้ข้านั่งสวดภาวนา แทนที่จะออกไปลากตัวพวกชั่วนั่นมารับโทษที่มันก่อ"
"จิตเจ้ากำลังหวั่นไหว ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำทุกอย่าง"
"ใช่ เพราะข้ารักลูก ห่วงลูก ลูกข้าจะเป็นตายร้ายดียังไง ข้าหวั่นใจ ข้ากลัว อย่าห้ามข้าเลย"
"งั้นเจ้าก็จงออกไป"
ติสสาหันมองปรันมาที่แววตาอัดแน่นด้วยความกังวล
"ไม่ต้องสวดมนต์บูชาขวัญเมือง ปล่อยให้ดวงจิตอ่อนแอ เป็นทาสความโกรธแค้น เมื่อนั้น ก็จะไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดคุ้มครองศรีพิสยาได้ รอเพียงกองทัพนรสิงห์เข้ามาบดขยี้"
ติสสาฟังอย่างนิ่งคิด
"แล้วดาราน้อยกับลูกหลานศรีพิสยาที่เหลือ จะต้องตกอยู่ใต้อำนาจกษัตริย์ชั่วอย่างนรสิงห์"
ปรันมาลดสายตามองติสสาอย่างขอร้อง
"แต่ถ้าเจ้าอยากรักษาศรีพิสยาไว้ ให้เป็นแผ่นดินที่ดาราน้อยจะได้เติบโตขึ้นมากับชีวิตที่เป็นอิสระ ก็จงสวดภาวนาอยู่ที่นี่ ความเสียสละของเจ้าจะคุ้มครองทุกคน จงเชื่อในกรรมที่เกิดจากการทำดี ติสสา ดาราน้อยจะมีความดีจากพ่อคุ้มครอง รักษาชีวิตบริสุทธิ์ไว้จากเงื้อมือคนชั่ว"
"ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าปรันมา อภัยให้ความใจร้อนของข้าด้วย"
"ข้าจะออกไปจัดการเรื่องตามหาดาราน้อยให้เจ้าเอง"
ติสสามองอย่างเข้าใจและขอบคุณเจ้าปรันมา เดินกลับมาหลับตาลง เริ่มตั้งจิต ปรันมาหันไปมองเมืองมาสกับนักบวชให้เริ่มพิธีได้ แล้วเดินออกไป ติสสาที่กำลังทำจิตให้เป็นสมาธิ

ปรันมาเดินออกมาภายนอกวิหาร เพื่อกลับไปสู่เขตพระราชฐาน เมฆา มารุตรออยู่ ตามหลังเพื่ออารักขาทันที มุมหนึ่ง อินยาหลบมองอยู่ด้วยสายตาสังเกต

ในท้องพระโรง มรันมายืนสีหน้าหมองเศร้า พินทุมองด้วยความสงสาร ปรันมาเดินเข้ามาพร้อมเมฆา มารุตทางด้านหลัง มรันมารีบเดินเข้าไปหา
"ท่านเรียกให้พี่ชายเข้าพบ ท่านสั่งให้พี่ชายไปตามหาดาราน้อยที่ไหนหรือเจ้าปรันมา"
"ไม่ใช่การตามหาดาราน้อย ติสสาทำอย่างอื่นให้ข้า"
"ท่านให้พี่ชายทำอะไร"
"ข้ายังบอกเจ้าไม่ได้ แต่ขอให้เจ้าเชื่อว่า ความเสียสละของติสสาจะช่วยพวกเรา ช่วยศรีพิสยาทุกคนให้อยู่รอดในเวลาที่ร้ายแรงที่สุดอย่างตอนนี้"
"แต่หัวใจของแม่จะให้อยู่นิ่งเฉย ทนรอไม่ได้ แม้ความหวังจะเหลือน้อยแค่ไหน ข้าก็จะต้องหาทางเอาเลือดเนื้อของข้ากลับคืนสู่อ้อมอกให้เร็วที่สุด"
มรันมาถอยหลังออกห่าง ก้มคำนับแล้วหันหลังเดินเร็วออกไป พินทุตามไปด้วย ปรันมามองตามด้วยสายตาทุกข์ใจ

บริเวณสระบัวตำหนักเจ้านางอินยา อินยาก้าวช้าๆมองมรันมาที่เดินเข้ามาหยุดตรงหน้า พินทุระวังอยู่ด้านหลัง ปันแสงยิ้มมองเห็นสีหน้ามรันมาทุกข์ระทมจนไม่อาจปิดบังไว้ได้
"คิดว่าข้าจะช่วยอะไรเจ้าได้"
"ท่านต้องการอะไร ถึงจะยอมคืนลูกให้ข้า"
"ก็ข้าไม่ใช่คนเอาตัวดาราน้อยไป ทำไมข้าจะต้องรู้ว่า ป่านนี้ลูกเจ้ายังมีชีวิตหรือสิ้นใจไปแล้ว"
มรันมาพยายามควบคุมอารมณ์โกรธเพื่อต่อรองกับอินยา ปันแสงให้ถึงที่สุด ปรันมาก้าวเข้ามา ด้านหลัง เมฆา มารุตคอยอารักขา
"ข้าจะคืนยศเจ้านาง พร้อมสมบัติให้มากเท่าที่เจ้าขอ อินยา"
มรันมาดีใจที่ปรันมาเข้ามาช่วย
"แล้วถ้าสิ่งที่ข้าขอ คือชีวิต"
"ข้าก็จะให้"

มรันมาพูดขึ้นทันที
"ท่านสองคนเกลียดข้า อยากฆ่าข้า ข้าก็จะให้ชีวิต"
"แลกกับชีวิตลูกสาว ข้าซาบซึ้งความเสียสละของเจ้ามากเหลือเกิน มรันมา"
ปันแสงมองอย่างเย้ยหยัน
"แต่ข้ากับเจ้านางไม่ต้องการอะไรจากพวกเจ้าอีกแล้ว"
"เจ้านางอินยา ข้าขอร้อง ท่านกับข้า เรามีหัวใจของคนเป็นแม่"
มรันมาคุกเข่าลงตรงหน้าอินยา
"มรันมา ลุกขึ้น" ปรัมมาสั่ง
"ไม่... เจ้านาง เอาชีวิตข้าไป ข้าขอดาราน้อยคืน"
อินยายิ้มหวาน
"เจ้าต้องอยู่สิ มรันมา ถ้าเจ้าตาย เจ้าจะไม่ได้กอดลูกอีกเลยนะ"
"พอแล้ว"
ปรันมาดึงแขนมรันมาลุกขึ้น
"อ้อนวอนคนอำมหิต เสียเวลาเปล่า"
"ดี งั้นก็รีบออกไปจากตำหนักของเรา อย่าเสนอหน้ามาที่นี่อีก ข้ากับเจ้านางไม่รู้เรื่องที่ดาราน้อยหายไป เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าข้าจะมีเมตตา หรือช่วยอะไรเจ้าได้"
ปันแสงเดินเข้ามาจ้องมรันมา
"ลิ้มรสความทุกข์ที่ต้องสูญเสียสิ่งที่เป็นของเจ้าไปเถอะ มรันมา"
ปันแสงหัวเราะใส่หน้าด้วยความสะใจ ปรันมาดึงมรันมาออกไปทันที พินทุ เมฆา มารุตตามออกไป อินยา ปันแสงยิ้มสมใจ

มรันมาสีหน้าทุกข์หนักเดินเข้ามากับปรันมา เมฆา มารุต พินทุตามเข้ามาด้วยสายตาเห็นใจ
"ข้ายอมตาย ข้ายอมทุกอย่าง ให้เจ้านางอินยาแทงข้าด้วยดาบร้อยพันเล่ม ข้าก็ยอม ขอเพียงชีวิตดาราน้อย"
"ดาราน้อยยังปลอดภัย"
"ท่านรู้ได้ยังไง"
"ถ้ามันคิดจะเอาชีวิต มันต้องส่งร่างดาราน้อยกลับมา แต่นี่มันจับดาราน้อยไป เพื่อต่อรองกับเรา"
"นรสิงห์หรือเปล่า พวกนรสิงห์"
"ไม่ว่าใคร ข้าจะเอาตัวหลานของข้ากลับมา มรันมา เข้มแข็งไว้ เจ้าต้องเข้มแข็งให้สมกับเป็นเมียแม่ทัพติสสา เป็นน้องของเจ้าปรันมา"
มรันมาสะอื้นออกอย่างไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกเลย นอกจากชีวิตลูก

ในหอขวัญเมืองเวลาเย็น ติสสากำลังสวดมนต์ในสมาธิที่แรงกล้า เมืองมาสมองไปที่แท่งแก้วขวัญเมือง พลังสีเงินของแท่งแก้วเรืองรอง เข้มขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้รู้ว่า จิตของติสสาแข็งแกร่ง ไม่หวั่นไหว
ต่อเรื่องร้ายที่กำลังเข้ามา

กระโจมนรสิงห์ ในเวลาเดียวกัน อินยาก้าวเข้ามายืนต่อหน้านรสิงห์ สีหสาและสุเลวินยืนอยู่ทางด้านหลัง
"ความลับอยู่ในวิหารศรีพิสยา"
"ข้าต้องการคำตอบว่าสิ่งใด"
"ข้าถูกห้ามไม่ให้เข้าไป มีแค่ปรันมาที่เข้าออกได้กับนักบวช"
"นักบวช"
นรสิงห์ปรายตามองไปที่สุเลวินที่สีหน้านิ่งขรึมอย่างใช้ความคิด
"ศรีพิสยามีนักบวชหญิงชื่อเมืองมาส เป็นคนดูแลทุกอย่างในวิหารหลวงและหอขวัญเมือง"
"ถ้าเราจับตัวนักบวชหญิงมารีดเค้นความลับ"
"เอะอะก็จะใช้แต่กำลัง"
สีหสาตาลุกวาวด้วยความโกรธทันที
"เจ้ารู้มั้ยว่านักบวชย่อมถือสัตย์ ทุกคนจะยอมตายแทนที่จะคายความลับสำคัญ แล้วเมื่อนั้น เราจะหมดทางทะลายกำแพงเมือง"
"ดาบง้างปากคนบางคนไม่ได้ ความไว้ใจต่างหากที่เป็นจุดอ่อนของมนุษย์"
"หลักแหลม รอบคอบ เสียดายแม่ทัพของข้ามีเพียงฝีดาบเกรี้ยวกราด แต่ด้อยด้านสมอง หัดเรียนรู้จากเจ้านางบ้าง ความงามกับไหวพริบไม่แพ้กัน"
สีหสาหน้าบึ้งตึงที่นรสิงห์ยกย่องอินยาให้เหนือตัวเอง
"ไหวพริบของข้า หรือจะสำคัญเท่ากับพละกำลังของท่านและเหล่ากองทัพนักรบที่จะโค่นบัลลังก์ปรันมานะ สีหสา"
"ไม่ต้องห่วงเจ้านาง ข้าสัญญา ข้าจะตัดคอปรันมายกให้ท่าน เอาหัวมันไว้สังเวยพระเพ็ง"
นรสิงห์กับอินยาที่ต่างยิ้มให้กันอย่างคนมีผลประโยชน์และจิตใจโหดเหี้ยมเช่นเดียวกัน
ในท้องพระโรง เวลากลางคืน ปรันมายืนสีหน้ากลัดกลุ้ม ติสสาเดินเข้ามาหลังจากสวดมนต์ที่หอขวัญเมือง
"เจอดาราน้อยแล้วใช่มั้ย"
ปรันมายังไม่ทันตอบ มารุตรีบตอบขึ้นแทน
"ยังไม่เจอเจ้าดาราน้อยเลย ท่านแม่ทัพ"
ติสสาหน้าสลดวูบลงด้วยความเสียใจ
"ตามหาต่อไป อย่าหยุดจนกว่าจะได้ตัวดาราน้อยกลับมา"
เมฆา มารุตรับคำสั่งแล้วหันหลัง เดินเร็วออกไปทำตามทันที ติสสาสีหน้าเศร้ามากปรันมาได้แต่มองอย่างเห็นใจ
"ข้าจะกลับไปมองหน้าน้องน้อยได้ยังไง ทุกลมหายใจน้องน้อยมีแต่ความหวังว่าจะได้กอดลูกอีกครั้ง"

มรันมามองไปไกลในความมืดอยู่ที่เรือน แววตารอคอย พินทุ กาหลงอยู่เป็นกำลังใจใกล้ๆ
"ป่านนี้ดาราน้อยคงร้องหาแต่ข้า"
มรันมาน้ำตาไหลเป็นห่วงลูกจับใจ
"ลูกจะกินจะอยู่ยังไง พวกมันจะทำร้ายลูกข้าหรือเปล่า"
มรันมาทนไม่ไหวสะอื้นออกมา กาหลงเข้ามากอดมรันมาไว้ น้ำตาพลอยไหลไปด้วย
"ข้าทำให้เจ้าดาราน้อยถูกจับตัวไป ข้าผิดเอง"
พินทุพูดด้วยความกดดัน มรันมาเอ่ยขึ้นด้วยความปวดร้าว
"ไม่ใช่ความผิดของเจ้า พินทุ แต่เป็นความเลวที่พวกมันร่วมกันก่อกรรมชั่ว"

อินยา เดินออกมากับสีหสา สุเลวินมีวาเรคอยช่วยจูงเดินตามมา ไพลินตามมาด้วย เหล่านักรบต่างเปิดทางให้สีหสา นำอินยากับสุเลวินออกไปจากค่าย คชาเปิดกระโจม นรสิงห์ก้าวออกมามอง สีหสานำทุกคนออกไป นรสิงห์มองตรงไปที่สุเลวิน
"สุเลวิน เจ้าจะต้องกลับมาพร้อมสิ่งที่ข้าอยากรู้ที่สุด"

เช้าวันใหม่ บนเรือนติสสา รันมาที่นอนทอดกาย ด้วยสีหน้าทุกข์ระทม พินทุกับกาหลงนั่งเฝ้าอยู่อีกด้าน ติสสาก้าวเข้ามาเห็นสภาพตรอมใจของมรันมา ก็เข้ามากอดประคองไว้
"น้องน้อย"
มรันมาแววตาแดงก่ำอย่างคนไม่กินไม่นอน เพ้อหาแต่ลูก
"ดาราน้อย..ลูกแม่"
ติสสากอดมรันมาไว้ด้วยความทุกข์จับใจเช่นกัน
"โธ่ น้องน้อย"
"ท่านกลับมาทำไม กลับมาทำไมถ้าไม่มีดาราน้อย"
"น้องน้อย"
มรันมาผลักร่างติสสาออก
"พี่ชายรู้ว่าน้องน้อยทุกข์ใจแค่ไหน เพราะพี่ชายก็รู้สึกเหมือนกับน้องน้อย"
มรันมาสะอื้นดิ้นรนจะออกจากอกติสสาด้วยความผิดหวัง
"ดาราน้อย ข้าต้องการดาราน้อย พาลูกกลับมาให้ข้า"
"น้องน้อย ดาราน้อยคือหัวใจของเราสองคน พี่ชายสวดมนต์ภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย เชื่อพี่ชายนะ น้องน้อย ดาราน้อยจะไม่เป็นอะไร พี่ชายจะพาลูกกลับมา"
ติสสากอดร่างเมียรักไว้แน่นทั้งๆที่ตัวเองก็เจ็บปวดไม่น้อยกว่ากัน

ในวิหารศรีพิสยา ปรันมาก้าวเข้ามาในวิหาร มองไปเห็นนักบวชกำลังจุดเทียนไปรอบๆ เมืองมาสเดินเข้ามาทางปรันมา
"วันนี้ดูวิหารสว่างไสวกว่าทุกวัน"
"มีนักบวชหลายคนเดินทางมาจากแคว้นต่างๆ เพื่อสวดมนต์ให้ศรีพิสยา"
ที่เชิงเทียนด้านหน้า มีนักบวชนั่งคุกเข่าเป็นแถว คนสุดท้ายของแถวนั้นคือ สุเลวิน ปรันมามองสุเลวินกับนักบวชที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"พวกท่านมาจากที่ไหนกัน"
นักบวช 1บอก
"ราชินีแห่งแคว้นพาณะศรี ส่งข้ามาร่วมสวดมนต์ให้แผ่นดินท่าน"
สุเลวินรู้ได้ด้วยญาณสัมผัสว่า กำลังอยู่ใกล้ปรันมา ยิ้มและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ส่วนนักบวชตาบอด บำเพ็ญศีลในป่าเช่นข้า ธุดงค์รอนแรมไปทั่ว เพื่อจะได้ภาวนาต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์"
"นักบวชตาบอดอย่างท่าน คงลำบากมากกว่าจะมาถึงที่นี่"
"ตาจะมองเห็นหรือไม่ ไม่ใช่อุปสรรค ใจต่างหากที่เป็นพลัง เมื่อมีศรัทธาแรงกล้าย่อมทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ ขอเพียงได้มาสวดมนต์ที่ศรีพิสยา ข้าก็ปิติเหลือเกิน"
ปรันมายิ้มเมื่อสุเลวินเอ่ยชื่นชมศรีพิสยา
"เรายินดีต้อนรับนักบวช ตัวแทนความดีทุกคน"
"ข้าจะขอสวดมนต์ให้ดินแดนของท่าน ในยามสงครามเช่นนี้"
ปรันมามองด้วยสายตาชื่นชม ไม่ระแคะระคายเลยว่า สุเลวินคือศัตรูที่อยู่เพียงปลายจมูก

ที่ริมทะเล ปันแสงกับสีหสายืนมองวาเร ไพลินที่กำลังต่อกรงไม้อย่างหยาบขึ้นสูง เพื่อไว้ขังร่างดาราน้อย ปันแสงมองดาราน้อยที่นอนไม่ได้สติอยู่บนหาดทราย
"ข้าอยากให้แดดเผาร่างเล็กๆนั่น ถ้าหิว เราก็ป้อนมันด้วยน้ำทะเล คอยดูมันดิ้นทุรนทุราย จนมันทนร้อน ทนหิวไม่ไหว ข้าถึงจะปล่อยให้พ่อมันมาเห็นสภาพลูกสาวที่กลายเป็นสัตว์ ร่างนุ่มนิ่ม เย็นชืด ไร้ลมหายใจอยู่ในกรง ติสสามันจะได้กอดศพลูกให้หายคิดถึง"
ปันแสงยิ้มเหี้ยม ไร้ความปรานี

สวนตำหนักเจ้านางอินยา ติสสาเห็นปันแสงที่กลับจากทะเลกำลังเดินเข้ามา พอเห็นติสสาก็ถามด้วยความโมโห
"บอกแล้วว่าหน้าไหนก็อย่าโผล่มาที่นี่อีก"
"ข้ามาทวงถามความเลวจากแก ถ้าแกต่อสู้อย่างลูกผู้ชาย ไม่เลวถึงขนาดจับเด็กเป็นตัวประกัน คนทั้งศรีพิสยาก็คงเหลือความนับถือในตัวแกบ้าง"
"ข้าไม่ต้องการความนับถือจากใคร ขอเพียงความแค้นของข้าได้ชดใช้ ไม่ว่าใคร วิธีไหน ข้าก็จะทำ ยิ่งเด็กเล็กๆ ไม่มีทาง เสียงร้องไห้ เสียงโหยหวน ขอชีวิต เจ้าเคยได้ยินมั้ย ติสสา มันเพราะเหลือเกิน"
ติสสาสุดทนยกดาบขึ้นฟัน ปันแสงหลบ ติสสาฟันซ้ำ ปันแสงหลบว่องไวแล้วพลิกมาถีบเข้ากลางตัวก่อนพุ่งเข้าจับดาบในมือติสสากดคอติสสาไว้
"ข้าควรจะสงเคราะห์ให้พ่อได้พบกับวิญญาณของลูกสักทีใช่มั้ย"
ติสสายิ้มอย่างไม่กลัวเกรงความตาย
"ข้าตายเพื่อคนที่ข้ารัก แต่ชีวิตแก มันต้องตายสังเวยความชั่ว"
ติสสาชักมีดสั้นออกมาจ่อที่ด้านข้างคอปันแสงทันที ปันแสงชะงัก
"มา ปันแสง แกกับข้า ตายพร้อมกัน"
ติสสาจะกดมีดลงที่คอ ปันแสงรู้สึกได้ว่าติสสาเอาจริง ปันแสงปล่อยมือถอยออกห่าง ติสสากำดาบไว้ อีกมือยังถือมีดสั้น
"ถ้าเลือดของดาราน้อยหยดลงพื้นแม้แต่หยดเดียว จำคำข้าไว้ ข้าจะคว้านไส้ไอ้คนแตะลูกข้าออกมากอง ทั้งๆที่มันยังหายใจ ไม่ว่าหน้าไหน จะผู้ชายหรือผู้หญิง ข้าจะให้มันตายอย่างทรมานที่สุด"

ในวิหารศรีพิสยา สุเลวินยังคงสวดมนต์ภาวนาอยู่ในวิหาร เสียงพูดเบาๆของเมืองมาสกับนักบวชดังขึ้นด้านหลัง สีหน้าสุเลวินตั้งใจฟัง
"ข้าจะเข้าไปในหอขวัญเมือง เตรียมการสำหรับสวดภาวนาในคืนวันนี้ อย่าให้ใครตามเข้าไป"
เมืองมาสเดินตรงไปที่หลืบเพื่อเข้าสู่หอขวัญเมือง สุเลวินที่หลับตาภาวนา กำลังเพ่งมองด้วยพลังนิมิต สุเลวินพยายามเพ่งมองให้ชัด แต่ภาพเมืองมาสกลับพร่ามัว ก่อนจะเหมือนลำแสงสีเงินวาบกระแทกเข้าดวงตาสุเลวินจนภาพพร่าเลือนดับวูบ มืดสนิทเหมือนเดิม
สุเลวินหอบหายใจแรง มือกำประคำเกร็งแน่น สีหน้ายิ่งอยากรู้ว่าในหอขวัญเมืองนั้นมีสิ่งใด

ที่ริมทะเล ปันแสงถือดาบ กระชากร่างดาราน้อยตัวปลิวออกจากโขดหิน ตรงไปที่กรงไม้ที่ต่อเสร็จแล้ว ดาราน้อยสะอื้น ปันแสงตวาด
"หุบปาก"
สีหสา ไพลิน วาเรมองความโกรธอย่างบ้าคลั่งของปันแสง ดาราน้อยดิ้นพยายามหนีเอาตัวรอด กัดเข้าที่แขนปันแสงอย่างแรงจนเลือดไหลซึม ความโมโหสุดขีด จึงกระชากดาราน้อยจนหลุดจากแขน แล้วผลักลงไปกลิ้งคลุกทรายหน้ากรงไม้
"ฤทธิ์เยอะเหมือนพ่อมัน กล้ากัดแขนข้า ดี ถ้าติสสามันได้แขนลูกสาวสักข้างไปดูต่างหน้า ดูสิว่ามันจะกล้าขู่ข้าอีกมั้ย"
ปันแสงเงื้อดาบขึ้น ดาราน้อยร้องขึ้นด้วยความกลัว
"พ่อจ๋า แม่จ๋า"
ปันแสงฟันดาบฉับลงมาด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียมที่สุด

ภายในห้องนรสิงห์ รัดเกล้าร้องขึ้นเสียงดัง
"ดาราน้อย"
รัดเกล้าสะดุ้งเฮือกลุกขึ้นยืนต่อหน้านรสิงห์ เสียงของเธอปลุก คทารัตน์ วิวรรธน์ ตื่นขึ้นจากภวังค์
รัดเกล้าพุ่งเข้าไปหานรสิงห์ทันทีด้วยความห่วงใยดาราน้อยอย่างท่วมท้น
ทุกคนมองตกใจกับท่าทางของรัดเกล้า เธอถามนรสิงห์ด้วยความตื่นตระหนก และเจ็บปวดกับภาพที่เห็น
"ดาราน้อย ดาราน้อยเป็นอะไรหรือเปล่า"

เวลากลางวัน พัทธยากุมมือเพชรดาเดินเข้าบ้านมา เธอมองไปรอบๆ เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงถ่อมตัว
"บ้านผมหลังเล็ก ไม่เหมือนบ้านอภิมุข"
เพชรดายิ้มสดชื่น วางแขนโอบรอบคอเขา
"บ้านหลังนั้นเป็นของเพชรแล้วค่ะ แล้วก็กำลังจะเป็นของเรา"
พัทธยายิ้ม ดึงเพชรดามากอดด้วยความปลื้มใจ
"ผมกับคุณ เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นของกันและกันตลอดไปนะ เพชร"
เพชรดายิ้ม เบียดชิดโอบกอดพัทธยาไว้ด้วยความรัก

รัดเกล้าพุ่งเข้าหานรสิงห์อย่างไม่เกรงกลัว
"คุณทำอะไรดาราน้อย พวกคุณทำอะไรดาราน้อย"
คทารัตน์ลุกเข้ามาดึงน้องสาวออกห่างจากนรสิงห์ สถบดีกับวิวรรธน์ลุกขึ้นตาม
"ยายเกล้า สงบสติอารมณ์ก่อน คุณนรสิงห์เค้าแค่เล่านิทาน"
รัดเกล้าเถียงทันที
"ไม่ใช่นิทาน"
คทารัตน์สีหน้าตกใจกับอารมณ์รุนแรงของน้อง
"เรื่องนี้มันเรื่องจริง มันเกิดขึ้นจริงๆ มันเป็นกรรมที่ติดตามพวกเรามาจากอดีต นี่ใช่มั้ย กรรมที่คุณอยากให้เราเห็นด้วยกัน"
"ใช่ แล้วมันยังไม่หมดสิ้นแค่นี้ ทุกอย่างจบลงด้วยความตาย"
รัดเกล้าเหมือนถูกไฟจี้ลงกลางใจ สะบัดแรงพ้นจากพี่สาว พุ่งเข้าทุบลงที่อกนรสิงห์ กรีดร้องเหมือนมรันมาที่แทบคลั่งด้วยความห่วงลูก ทุกคนมองอย่างตกใจ
"แกทำอะไร ดาราน้อย พวกแกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า"

พัทธยานั่งหลับตา สีหน้ามีความสุข เธออยู่ด้านหลัง กำลังนวดบ่าให้เขาอย่างเอาใจ
"คนที่สมควรจะเป็นเหยื่อคือ คนที่คิดว่าตัวเองฉลาด แต่ที่จริงคือโง่"
พัทธยายิ้มบอก
"ผมจะทำให้อภิวัฒน์มันต้องรับโทษประหาร คดีฆ่าพี่ชายตัวเอง"
เพชรดาเลื่อนมือมาโอบพัทธยา แล้วจูบลงที่แก้มอย่างสมใจ

ในบ้านนรสิงห์ รัดเกล้ายังทุบลงที่อกนรสิงห์ กรีดร้อง
"พวกแกมันชั่ว แกลงมือกับคนบริสุทธิ์ ใจแกมันไม่ใช่คน"
นรสิงห์ยืนอย่างไม่สะทกสะท้าน คทารัตน์ถึงกับยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก สถบดีเข้าไปดึงรัดเกล้าออกห่างจากนรสิงห์ แล้วกระชากเสียงถาม
"ดาราน้อยไม่เป็นอะไรใช่มั้ย ต้องมีคนมาช่วยไว้ได้"
"เด็กคนนั้นก็มีกรรม เกิดขึ้นจากความริษยาของผู้ใหญ่"
"เฮ้ย ไม่ต้องเล่นลิ้น พูดมาก ตอบมาสิโว๊ย ดาราน้อยปลอดภัยใช่มั้ย ดาราน้อยไม่ได้ถูกฆ่า"
คทารัตน์มองแล้วทนไม่ได้ ถามขึ้นทันที
"ผู้กองไผ่ คุณก็เชื่อเรื่องเด็กคนนั้นด้วยเหรอ"
สถบดีหันไปมองนรสิงห์
"ผมเชื่อ... เหมือนที่น้องคุณเชื่อ ภาพเหตุการณ์มันชัดมาก ชัดจน ผมรู้สึกได้แล้วว่า เรามีกรรมร่วมกันมา ผม รัดเกล้า เจ้าดาราน้อย เราเคยเป็นพ่อแม่ลูกกัน"
คทารัตน์อึ้ง วิวรรธน์เข้าใจที่คทารัตน์ยังรับไม่ได้ นรสิงห์มองรัดเกล้ากับสถบดีด้วยสายตาพินิจลึกซึ้ง

ฝ่ายพัทธยาโอบเพชรดาที่นั่งอยู่ในตัก มีความสุขเหมือนโลกนี้ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว
"ชีวิตผมไม่ต้องการอะไร มากไปกว่าความสุขของเรา"
เธอช้อนตามองเขา
"ไม่มีใคร นอกจากเพชรกับคุณ ที่จะเข้าใจรสชาติชีวิตขมขื่น ชีวิตที่ถูกเหยียบย่ำทอดทิ้งได้ดีที่สุด"
พัทธยาจูบลงที่หน้าผากเพชรดาแล้วกอดไว้แน่น

สถบดีกำลังดึงรัดเกล้าไว้ นรสิงห์มองคนทั้งคู่แล้วถามขึ้น
"เธอสองคนรู้สึกได้ ถึงความผูกพัน ความพยาบาทที่ทำให้ทุกคนต้องเวียนว่ายไม่รู้จักจบจักสิ้น"
"เกล้ารู้สึก คุณนรสิงห์"
รัดเกล้าสำเนียงเปลี่ยนเป็นอ้อนวอน
"บอกเกล้าเถอะค่ะ เกล้าอยากรู้ว่าดาราน้อยเป็นยังไง"
คทารัตน์ได้ยินน้องสาวถามแต่เรื่องดาราน้อยก็อดปากไว้ไม่ไหว
"ทุกอย่างมันเรื่องในอดีต แกคาดคั้นคุณนรสิงห์ไป ก็ช่วยเด็กคนนั้นไม่ได้หรอกเกล้า"
"แล้วที่คุณนรสิงห์เล่ามาทั้งหมดนี่ เจ๊ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ" วิวรรธน์ถาม
"ก็รู้สึกว่า เรื่องมันสนุกดี"
คทารัตน์ตอบเลี่ยงความรู้สึกที่แท้จริง เพราะไม่อยากยอมรับว่าเป็นพวกเดียวกับสถบดี
"โหดเหี้ยมถึงขนาดนั้น ยังเห็นเป็นเรื่องสนุกอีก ใจคุณนี่หยาบกระด้างสิ้นดี"
"อ้าว เฮ้ย... ปากชั่วนี่ ทำไม ถ้าฉันจะคิดว่ามันเป็นแค่นิทาน"
"นิทานที่ทำให้เรารู้ว่า เคยก่อกรรมหนักไว้กับคนอื่นน่ะเหรอ เจ๊"
"ฉันไม่คิดว่ามันคือกรรม มันคือหน้าที่ เกิดมาเป็นนักรบ ก็ต้องทำทุกอย่างให้ชนะ"
คทารัตน์พูดด้วยน้ำเสียง ท่าทาง สัญชาติญาณที่เคยเป็นสีหสา
"ไม่ใช่มาคอยแจกจ่ายความเมตตา หน้าไหนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าเป็นศัตรู อย่างเดียวที่มันจะต้องได้รับ คือความตาย"
"พี่วิกกี้"
"แม่ทัพสีหสา"
คทารัตน์นิ่งอึ้ง ตะลึงไปชั่วขณะเมื่อคิดได้ถึงสิ่งที่เพิ่งจะโพล่งออกไป นรสิงห์มองอย่างพึงพอใจ รู้ว่าคทารัตน์เองก็เชื่อเรื่องที่เล่า
"พูดอย่างงี้ แสดงว่าเจ๊เองก็เชื่อว่าในอดีต เจ๊คือแม่ทัพสีหสา"
คทารัตน์หันไปมองทางสถบดี แล้วไม่อยากจะยอมรับ
"ยอมรับมั่งก็ไม่เสียฟอร์มเท่าไหร่หรอก เจ๊น่ะเชื่อหมดใจ เหมือนที่ผม น้องเกล้า ผู้กองไผ่เชื่อ"
"หยุด ไอ้วิว ฉันไม่ได้เชื่อเหมือนผู้กองไผ่ แกอย่ามาทำเป็นหยั่งรู้จิตใจฉัน"
"ก็ผมเคยเป็นนักบวชตาบอดคนนั้น แล้วเจ๊ก็เป็นแม่ทัพหัวแข็ง หัวดื้อ ยะโส ไม่ฟังใคร รู้จักแต่การฆ่าสนองอารมณ์ตัวเอง"
"แกเองก็เป็นนักบวชอำมหิต จิตสกปรก ทำทุกอย่างเพื่อสนองตัณหาเจ้านาย"
คทารัตน์กับวิวรรธน์สาดอารมณ์ใส่กันไม่ยั้ง นรสิงห์ผุดยิ้มขึ้น เอ่ยเสียงเยือกเย็น
"จากพันปีจนบัดนี้ ทุกคนก็มีสัญญาณเก่าของตัวเองติดมา"
ทุกคนหันมองนรสิงห์
"ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพ หญิงงาม หรือ ผู้หยั่งรู้ แม้กระทั่งสายเลือดเดียวกัน ทุกคนจะเกิดมาอีกครั้งกับสิ่งที่เคยก่อไว้ และยังไม่ได้รับการให้อภัย"
ทุกคนมองนรสิงห์ที่เอ่ยช้า ชัด มองทุกคนด้วยสายตารับรู้ทุกอย่างมาอย่างลึกซึ้ง

อ่านต่อหน้าที่ 4


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 10 (ต่อ)
พัทธยากำลังพลิกแฟ้มคดีของอภิมุข เพชรดานั่งอยู่ใกล้ๆ
"ไม่มีคำว่าให้อภัย สำหรับฆาตกรใจโหด ยิงพี่ชายฮุบมรดกทั้งหมด"
เขาปิดแฟ้มยิ้มกับเพชรดา
"คุณจะทำให้หลักฐานทุกอย่างชี้ไปที่อภิวัฒน์"
"ครับ แล้วก็ส่งฟ้องให้เร็วที่สุด ให้มันรับโทษจนตายในคุก"
"มาริษาต้องไม่ได้มรดกอะไรไปเลย"
"คดีนี้จะจบลงที่ฆาตกรรับโทษ ไม่มีใครขุดคุ้ยความจริงขึ้นมาได้อีก"
ภายใต้ใบหน้าหล่อ สวยของทั้งคู่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเลือดเย็น

นรสิงห์มองทั้ง 4 คน สถบดีทนไม่ไหว เอ่ยถามอย่างร้อนใจ
"ความจริงตอนนี้ ใครจะเป็นอะไร ยังไงฉันไม่สน ฉันอยากรู้แค่ว่าดาราน้อยไม่เป็นอะไร"
"คนชั่วพวกนั้นไม่ได้ฆ่าดาราน้อยใช่มั้ยคะ"
"ฉันตอบไปแล้ว ทุกคนมีกรรมเกี่ยวพันกัน และจุดจบของเรื่องนี้มันก็มากกว่าความตาย"
"มันคืออะไรครับที่มากกว่าความตาย" วิวรรธน์ถาม
"มันเกี่ยวกับปัจจุบันด้วยหรือเปล่า ถ้าพวกเราต้องชดใช้ จะมีใครมาเอาชีวิตเราไปหรือเปล่า" คทารัตน์ถาม
นรสิงห์กวาดตามองทุกคนที่มีแต่คำถาม
"หยุดโยกโย้ได้แล้ว จุดจบของแกก็ตายเหมือนกัน ถ้าแกไม่รีบบอกฉันว่า ดาราน้อยปลอดภัย"
สถบดีพุ่งเข้าหา เอื้อมมือกระชากคอถามดุดันเค้นเอาความจริงจากนรสิงห์

ในบ้านพัทธยา ทั้งคู่นั่งอยู่ในบรรยากาศผ่อนคลาย สองคนชนแก้วเครื่องดื่มสีสวย ในใจวาดหวังถึงแต่เงินทอง และความสุขที่กำลังจะได้ครอบครองทั้งหมดจากการวางแผนคดีฆ่าอภิมุข และกำจัดทุกคน

นรสิงห์เอามือสัมผัสเพียงเบาๆ มือทั้งสองของสถบดีก็เจ็บแปลบขึ้น ราวกับถูกมีดเฉือน จนร้องลั่นออกมา ทุกคนมองอย่างตกใจ
"เด็กน้อย ชีวิตบริสุทธิ์ที่ถูกกำหนดให้เป็นหมากในการแย่งชิงของผู้ใหญ่"
นรสิงห์พูดจบ มือสถบดีเหมือนถูกปล่อยให้ตกลงทันที
"บอกเกล้าเถอะค่ะ ดาราน้อยไม่ได้ถูกคนพวกนั้นทำร้าย"
"แววตาและหัวใจของคนเป็นแม่ เป็นพ่อ ยอมทุกข์ทน เสียสละชีวิตได้ เพื่อแลกกับความเจ็บปวดของลูก ฉันจำแววตาพวกนี้ได้ดี"
"แกจำได้ ใช่สิ กษัตริย์นรสิงห์ที่ชั่วช้า โหดเหี้ยม แกเกิดมาป็นนรสิงห์ลึกลับที่พาเรากลับไปอดีต เพื่ออะไร"
นรสิงห์แววตาเจ็บปวดกับเรื่องในอดีตที่ก่อกรรมไว้ มองทุกคน
"ทั้งๆที่รู้ไป เราก็กลับไปแก้ไขไม่ได้ คุณต้องการอะไรกันแน่" วิวรรธน์ถาม
"หรือว่าที่จริงแล้ว เพราะแกฆ่าพวกเราทุกคน แกคือคนที่สร้างเรื่องหายนะทั้งหมดขึ้นมา กระทั่งเด็กอย่างดาราน้อย ก็ต้องตายเพราะแก" สถบดีบอก
แววตานรสิงห์วูบไหวกับทุกคู่สายตา
"กรรมเวรก็เหมือนคำสาป เกิดขึ้นแล้วและรอการชดใช้ ทุกคนต้องได้รับผลกรรม แต่ไม่ใช่แค่พวกเธอ 4 คน ยังมีอีกสองชีวิตที่ต้องร่วมรับรู้"
"ใครละคะ บอกมาสิคะ เกล้าจะพาเค้ามาที่นี่เอง"
"จงใช้หัวใจไตร่ตรอง ยังมีใครอีกที่ผูกพันกับพวกเธอมากที่สุดในตอนนี้ เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่ทุกคนมาพร้อมกันที่นี่อีกครั้ง ความทุกข์ทนอันยาวนานจะจบสิ้นลง กลับกันไปได้แล้ว"
นรสิงห์เคลื่อนตัวออกไป แผ่วเบาราวกับวิญญาณ
"คุณนรสิงห์ บอกก่อนว่าใคร"
รัดเกล้าวิ่งไปแต่เหมือนชนเข้ากับกำแพงที่กั้นไว้ เธอกระเด็นออกมา ทุกคนเข้าไปดู สถบดีประคองรัดเกล้าขึ้น วิวรรธน์กับคทารัตน์หันกลับไปมองอีกที ในห้องไม่มีร่างนรสิงห์แล้ว

เวลาเย็นใกล้ค่ำ ตรงทางเดินนอกประตูลานหน้าบ้านนรสิงห์ สถบดีเดินมากับรัดเกล้า คทารัตน์กับวิวรรธน์สีหน้าครุ่นคิดตามหลัง
"เราต้องพาคนมาอีก 2 คน ถึงจะรู้เรื่องจนจบ"
"นี่แกคิดว่าใครจะบ้ามาเชื่อเรื่องที่คุณนรสิงห์เล่า นอกจากพวกเรา" คทารัตน์ว่า
"ไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่เราต้องลากมาด้วยให้ได้" สถบดีบอก
"ผู้กองรู้แล้วเหรอครับ ว่า 2 คนนั้นเป็นใคร" วิวรรธน์ถาม
"หรือว่าแกนึกไม่ออก"
ไผ่มองทุกคน
"เราก็เห็นเหมือนกันๆว่า คนอีก 2 คน เป็นใคร"
"คุณเพชรดา กับ ผู้กองพัทธ์" คทารัตน์เอ่ยชื่ออกมา
ที่ระเบียงชั้นบน นรสิงห์ยืนมองทุกคนที่ด้านล่าง ก่อนมองไกลส่งพลังไปถึงเพชรดากับพัทธยา
"เจ้านางอินยา เจ้าปันแสง"

พัทธยานอนกอดเพชรดาอยู่บนเตียง รู้สึกกระตุกใจ เหมือนถูกรบกวนจากบางอย่าง เขาลุกขึ้นมานั่ง เพชรดาลืมตามองแล้วลุกขึ้นตาม
"ฝันร้ายเหรอคะ"
"ไม่ใช่ฝัน เหมือนใครกำลังเรียกผม"
"คุณคิดเรื่องคดีมากไป หรือว่ากังวลที่พรุ่งนี้ต้องไปเจอผู้กองไผ่"
"ไอ้ไผ่มันหัวดื้อ มันอาจจะไม่เห็นด้วยที่ผมจะเร่งส่งฟ้องอภิวัฒน์"
"ก็ใช้วิกกี้เป็นเครื่องมือเหมือนทุกครั้งสิคะ วิกกี้เค้าชอบคุณมาก"
พัทธยาหันมามองเพชรดาด้วยรอยยิ้ม
"ไม่ต้องหึงหรอก สายตาผมมีไว้มองคุณคนเดียว"
พัทธยาดึงเพชรดาลงนอนเคียงกัน
"คนพวกนั้นไม่มีค่าอะไรที่จะทำให้ผมกลัว เท่ากับถ้าคุณไม่รักผม"
เพชรดายิ้มหวาน พัทธยากอดไว้ให้ความเชื่อมั่นกับคนรัก

เช้าวันใหม่ ในบ้านรัดเกล้า คทารัตน์เดินออกมาเห็นรัดเกล้านั่งรออยู่ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เธอเดินมาใกล้น้องอย่างห่วงใย
"นี่แกคงไม่ได้นอนทั้งคืน มัวแต่คิดเรื่องเด็กดาราน้อย"
"เกล้าทำใจลืมเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆค่ะ"
"ถ้าแกเป็นแม่เด็กนั่นจริง มันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วนะ เกล้า เรื่องมันผ่านมาเป็นพันปีแล้ว ทำใจซะบ้าง ไม่งั้นแกจะเป็นบ้า"
"เกล้าอยากรู้ว่า ดาราน้อยไม่ได้ตายด้วยฝีมือคนชั่ว"
"แล้วถ้าแกไม่รู้ล่ะ"
"เกล้าต้องรู้ คุณนรสิงห์บอกว่าเรื่องนี้มันยังไม่จบ หรือพี่วิกกี้ไม่อยากรู้คะ ว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้บ้าง"
คทารัตน์อึดอัดกับสายตาจริงจังของรัดเกล้า
"ฉันไม่เห็นจะอยากรู้ อดีตคืออดีต ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันกับอนาคต ต่างหากที่สำคัญ"
"แต่ปัจจุบันก็มาจากผลของอดีตนะคะ ถ้าเราเคยทำร้ายใครไว้ จิตใจเราจะสงบได้ยังไง"
"งั้นแกก็ต้องภาวนาให้แผนพาคุณเพชรกับผู้กองพัทธ์ไปบ้านนรสิงห์สำเร็จ"
รัดเกล้าสายตามีความหวัง

เวลาเช้า สถบดีกับวิวรรธน์พรวดพราดเข้ามาในห้องพัทธยา
"ไอ้พัทธ์ แกต้องไปกับฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันเพิ่งได้เบาะแสเกี่ยวกับคดีมาอีกอย่าง"
"อะไรวะ ได้มาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแกไม่เอามาให้ฉันดู"
"ผู้กองไผ่เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆเลยครับ พยานบุคคลที่จะเอาผิดฆาตกรตัวจริง"
"ใคร"
"แกต้องไปเจอคนๆนั้นกับฉัน ฉันอยากให้คุณเพชรไปด้วย"
"แล้วทำไมคุณเพชรต้องไป"
"ผู้ชายคนนั้นอ้างว่ารู้จักคุณเพชรครับ รู้จักดีซะด้วย เค้ารู้ทุกอย่างในคืนเกิดเหตุ รู้จริงยิ่งกว่าแก้วกล้าที่ตายไปแล้วซะอีก"
พัทธยาสีหน้าเครียดทันที
สถบดีกับวิวรรธน์กำลังเล่นละครเพื่อดึงพัทธยากับเพชรดาไปให้ได้
"ถ้าเราจะปิดคดีนี้ให้จบ แบบไม่มีใครโต้แย้งได้ ผมว่านี่แหละครับ พยานปากสุดท้าย"
สถบดีกับวิวรรธน์สบตากันลุ้นว่าจะสำเร็จตามแผนมั้ย

คทารัตน์กับรัดเกล้ากำลังยืนอยู่ตรงหน้านรสิงห์
"คุณสัญญาแล้วนะคะ ถ้าพาคนอีก 2 คนมาที่นี่ได้ คุณต้องเล่าทุกอย่าง" รัดเกล้าว่า
"เล่ารวดเดียวให้จบเลยนะคะ วิกกี้จะทนฟัง"
นรสิงห์ยิ้มมอง
"เธอคงไม่อยากมาที่นี่อีก"
คทารัตน์มองทอดสายตาไปที่นรสิงห์
"อยากมาค่ะ วิกกี้อยากเจอคุณนรสิงห์ แต่ไม่อยากคุยเรื่องอดีตพันปี มีเรื่องอื่นที่เราจะคุยกันได้อีกตั้งเยอะ ที่อยากให้เล่าจนจบเพราะวิกกี้ไม่อยากเห็นน้องเป็นบ้า"
"ผู้กองไผ่กับวิวต้องพาคุณเพชรกับผู้กองพัทธ์มาได้แน่ๆ ค่ะ"
"ฉันจะรอดู"
นรสิงห์เอ่ยสั้นๆแต่ยิ่งทำให้รัดเกล้าใจเสีย

ในบ้านอภิมุข สถบดี พัทธยา วิวรรธน์ยืนอยู่หน้าเพชรดาที่สวมวิกผมสั้น แต่งตัว ท่าทางเหมือนเพชรดาเก็บกดคนเดิม ฝ่ายพัทธยาเองก็วางท่าเคร่งขรึม ไม่มีความสนิทสนมอะไรกับเพชรดา
"ฉันไม่รู้จักหรอกค่ะ คนที่ผู้กองไผ่อ้างถึง นอกจากคนในบ้านนี้ ฉันก็ไม่รู้จักใคร"
"แต่เค้ายืนยันว่าเค้ารู้จักคุณเพชรดี"
"เค้าบอกเหรอคะ ว่าฉันเป็นฆาตกร"
เพชรดาฉายแววตาแวบหนึ่ง แสดงความอำมหิตออกมา สถบดีกับวิวรรธน์อึ้งกับคำถามเพชรดา เธอถามต่อเรียบๆ
"ผู้กองถึงต้องมาเชิญตัวฉันไปเจอเค้า"
"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เค้าบอกว่ารู้เรื่องคืนเกิดเหตุ ผมอยากให้คุณเพชรไปฟังแล้วก็ยืนยัน เผื่อเราจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรูปคดี"
"ฉันคิดว่าที่ผ่านมาพวกคุณทำงานกันหนัก มีหลักฐานมากพอจับฆาตกรไม่ผิดตัว ไม่คิดว่าจะต้องมาพึ่งคำพูดของผู้ชายคนนี้อีก"
"ไปเถอะครับ คุณเพชร เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง คุณสมควรจะไป"
เพชรดามองพัทธยาที่แววตาจริงจัง
"ถ้ามีคนมาอ้างอีก 10 คน ว่ารู้จักฉันดี ฉันก็ต้องเที่ยวไปพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าคนพวกนั้นทั้งหมดหรือคะ ผู้กองพัทธ์"
"ผมยืนยันว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เรากำลังจะส่งอภิมุขฟ้องศาล ถ้าผู้ชายคนนั้นให้การข้อมูลเลอะเทอะ เค้าจะถูกจับแน่ๆ ทีนี้คดีนี้ก็จะปิดลงได้สักที"
พัทธยาทำท่าเป็นผู้รักษากฎหมายเต็มที่ ขณะที่เพชรดามองนิ่ง สถบดี วิวรรธน์ ได้แต่มองลุ้น

บริเวณโถงล่างบ้านนรสิงห์ รัดเกล้าเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจ ขณะที่นรสิงห์ยืนนิ่ง รอคอย พอหันไปเห็นนรสิงห์สงบนิ่ง รัดเกล้ายิ่งกังวล คทารัตน์พูดด้วยความเป็นห่วงน้องสาว
"คุณต้องการให้สองคนนั้นมาฟังด้วย แต่ถ้าผู้กองพัทธ์กับคุณเพชรไม่เชื่อ มันก็ไม่มีความหมายอะไรใช่มั้ยคะ"
"แต่กับเกล้า เกล้าเชื่อ เกล้าพร้อมจะฟังคุณทุกอย่าง"
"เธอกำลังกลัวว่าคนรักจะพาสองคนนั้นมาไม่ได้"
"ผู้กองไผ่ต้องทำได้ค่ะ เพราะเค้าก็อยากรู้เรื่องพอๆกับเกล้า"
"งั้นเราก็ต้องรอ สำหรับฉัน คำว่ารอ มันยาวนานจนไม่มีที่สิ้นสุด"
"เพราะคุณคือคนบาป คุณคือต้นเหตุทุกอย่าง"
รัดเกล้ามองประสานสายตากับนรสิงห์ด้วยความอยากรู้เรื่องราวปริศนา

สถบดี วิวรรธน์ เดินนำพัทธยา เพชรดาเข้ามาตามทางเดินมุ่งสู่ตัวบ้านนรสิงห์ พัทธยารู้สึกสังหรณ์ หยุดเดินทันที ดึงมือเพชรดาให้หยุดตาม แล้วเอ่ยถาม
"เดี๋ยวไอ้ไผ่ ... นี่มันบ้านไอ้นายนรสิงห์ที่แกเคยพูดถึงใช่มั้ย"
คำว่านรสิงห์ ทำให้เพชรดารู้สึกวาบด้วยความเกรงและเกลียดชังขึ้นทันที ทั้งคู่ไม่ยอมตอบ แต่เดินนำเข้าไปอย่างเร็ว เพชรดาเอื้อมมือไปแตะมือพัทธยา สีหน้าวิตก
"คุณรู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึกมั้ยคะ ที่นี่มีคนที่เราไม่ควรเจอ"
"ไม่มีอะไร เพชร ไม่ต้องกลัว ผมอยู่กับคุณ"
พัทธยาบีบมือเพชรดาเบาๆให้กำลังใจ เพชรดาดึงมือออกไม่ให้ผิดสังเกต เดินตามพัทธยาเข้าไป

นรสิงห์ละสายตาจากรัดเกล้าหันไปมองที่ทางเข้า คทารัตน์ดึงตัวรัดเกล้ามาชิดตัวอย่างปกป้อง
สถบดีกับวิวรรธน์เดินเข้ามาก่อน พัทธยากับเพชรดาเดินตามมาอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวังตัว สองพี่น้องพอเห็นพัทธยากับเพชรดามาด้วย สีหน้าดีขึ้นทันที
นรสิงห์มองตรงไปที่พัทธยากับเพชรดา ทั้งคู่ความรู้สึกอึดอัด เกลียดชังรุนแรงมาก
"ผมเคยเจอคุณมาก่อนหรือเปล่า" พัทธยาถาม
"เคย นานมากแล้ว"
นรสิงห์หันไปที่เพชรดาบอก
"เธอด้วย"
เพชรดาร้อนรุ่มในใจ แต่ก็ปฏิเสธไปทันที
"ฉันแน่ใจว่าฉันไม่เคยเห็นคุณ ฉันไม่รู้จักคุณ"
"ไผ่มันบอกว่าคุณรู้ความจริง ความจริงอะไร"
"ความจริงที่ฉันรู้มันยาวนาน ลึกซึ้ง ขนาดที่หยั่งถึงก้นบึ้งหัวใจของทุกคนในนี้"
"ไอ้ไผ่ นี่แกพาฉันมาเจอคนบ้าเหรอวะ"
"แกหยุดฟังก่อนนะ พัทธ์ มันเป็นเรื่องที่ฉันจะขอร้องแก"
รัดเกล้าบอกนรสิงห์
"คุณนรสิงห์รีบทำให้ผู้กองพัทธ์กับคุณเพชรเห็นอดีตสิคะ"
รัดเกล้าบอกนรสิงห์ด้วยความร้อนใจ เพชรดาพอได้ยินคำว่าอดีต ก็ถามขึ้นทันควัน
"อดีตอะไร... ฉันไม่ได้ต้องการมาฟังเรื่องอดีต"
เพชรดาหันหลัง แต่วิวรรธน์ขยับมาขวางไว้
"อดีตที่คุณควรจะฟัง อดีตพันปี ที่มาของพวกเราทุกคน"
"เหลวไหล ฉันจะกลับ"
"ยังกลับไม่ได้ค่ะ คุณเพชร เรื่องนี้เราต้องขอความร่วมมือจากคุณ ให้อยู่ที่นี่ ฟังบางอย่างจากผู้ชายคนนี้"
"คุณจะใช้อำนาจเจ้าหน้าที่มากักขัง หน่วงเหนี่ยวให้ฉันฟังเรื่องไร้สาระไม่ได้"
เพชรดาจะเดินหลีกไปอีกทาง เสียงนรสิงห์ดังขึ้น
"ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปรารถนาของตัวเองสินะ ถึงจะยอมเสียเวลาหยุดฟัง"
เพชรดาหันขวับ พัทธยาขึ้นเสียงถาม
"แกพูดบ้าอะไร"
นรสิงห์เดินเข้ามาอยู่ตรงกลาง เผชิญหน้ากับพัทธยาและเพชรดา
"ฉันพูดความจริงที่ไม่ว่ากี่พันปี ทุกคนก็หนีไม่พ้น"
ทุกคนเหมือนรายรอบ ที่มีนรสิงห์อยู่ตรงกลางราวสายใยเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนไว้ เสียงนรสิงห์ดังกังวาน สะกดตรึงทุกคน
" จงมองให้ลึกกว่าหัวใจตัวเอง มองให้รู้สึกถึงรอยเลือด คราบน้ำตาที่ก่อร่วมกันมา"
รัดเกล้ากับไผ่รำพึง " ดาราน้อย" ออกมาพร้อมกันด้วยจิตที่ยึดโยงกันไว้ คทารัตน์ กับ วิวรรธน์มองสบตาของนรสิงห์
"โทสะ ความกระหายชัยชนะที่ต้องแลกด้วยชีวิต ... ต่อชีวิต"
คทารัตน์กับวิวรรธน์แววตาล่องลอยหลุดกลับไปสู่อดีต
พัทธยากับเพชรดาพยายามจะขยับตัว แต่กลับทำไม่ได้ เสียงพัทธยาถามรอดไรฟัน
"แกเป็นใคร"
นรสิงห์มองสะกด
"ถามตัวแกเองสิว่า แกเคยเป็นใคร คนเลวที่มีแต่ความอาฆาต ฆ่าได้ทุกชีวิตไม่เลือก กระทั่งชีวิตน้อยๆ"
หางเสียงของนรสิงห์ฟังดูล่องลอย แววตาทุกข์ทนของนรสิงห์กำลังสะกดทุกคนกลับสู่อดีตอีกครั้ง

บริเวณริมทะเล ปันแสงเงื้อดาบ ฟันฉับลงมาตรงร่างดาราน้อยที่กลัวจนสลบไปแล้ว คมดาบของสีหสาเข้ามาขวาง เสียงดาบกระทบกันรุนแรง
"ชีวิตนังเด็กคนนี้เป็นของข้า"
"องค์นรสิงห์สั่งให้เอาตัวมันมา ท่านเป็นแค่คนรับคำสั่ง"
สีหสางัดดาบปันแสงขึ้นอย่างแรง ปันแสงกระเด็นออกห่าง สองคนจ้องมองกัน
"ชีวิตมันยังมีประโยชน์ จนกว่าเราจะได้ความลับจากวิหารศรีพิสยา"
ปันแสงมองแววตากระด้างของสีหสา ก็รู้ว่าไม่ควรจะดึงดันสู้ ปันแสงผลักร่างดาราน้อยเข้าไปในกรงไม้
"ถ้ามันยังตายไม่ได้ ข้าก็จะให้มันทรมานยิ่งกว่าตาย"
ปันแสงปิดกรงไม้ มองดาราน้อยที่สลบอยู่ในกรง น้ำทะเลสาดซัดขึ้นมา
"เดิมพันคือเวลาที่มันต้องอยู่ในกรงนี้ รอเวลาน้ำทะเลมิดหัว"
สีหสา วาเร ไพลินมองปันแสงที่จงเกลียดจงชังดาราน้อย

ในท้องพระโรง ติสสาเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดเพราะยังไม่รู้ว่าลูกสาวอยู่ที่ไหน ปรันมาเดินเข้ามาหา
"ไม่มีทางเลยที่จะทำให้ปันแสงยอมพูดว่าเอาตัวดาราน้อยไปไว้ที่ไหน"
"ข้าก็ยอมแลกทุกอย่างแล้ว แต่ปันแสงกับอินยาปากแข็ง ไม่ปริปากสักคำ"
"ป่านนี้ เดนคนพวกนั้นมันจะทำอะไรกับลูกข้าบ้าง"
ติสสาสีหน้ากดดัน ปรันมามองเห็นใจ
"ข้าเชื่อว่า ดาราน้อยยังไม่เป็นอะไร"
ปรัมมาหันไปสั่งเมฆา
"ไปตามเมืองมาสมาที่นี่"
เมฆาเดินออกไป ปรันมาสงสารติสสาที่ทุกข์หนัก

ในวิหารศรีพิสยา สุเลวินกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ ได้ยินเสียงเมืองมาสพูดกับนักบวช
"เจ้าปรันมาตามเราไปพบเดี๋ยวนี้"
เมืองมาสรีบเดินออกไปพร้อมนักบวช 4 คน สุเลวินได้ยินเสียงทั้งหมด พูดบอกขึ้นกับนักบวชต่างแคว้น 3 คนที่เป็นพวกของสุเลวิน
"ข้าจะเข้าไปในหอขวัญเมือง"
นักบวช 3 คนเดินไปปิดประตูวิหารลงทันที สุเลวินยืนขึ้นใช้นิมิต เพ่งมอง เห็นทางเข้าไปในหลืบสู่หอขวัญเมือง สุเลวินก้าวตรงตามภาพนิมิตที่เห็นทันที

สุเลวินเดินผ่านเข้ามาด้านใน เพ่งมองเห็นแท่งแก้วขวัญเมืองสีฟ้า เขาพยายามเข้าไปใกล้ แล้วยื่นมือไปแตะลงที่แท่งขวัญเมือง พลังแห่งแท่งขวัญเมืองรับรู้ได้ถึงอำนาจชั่วในตัวสุเลวิน แสงสีฟ้าวาบขึ้น สุเลวินรู้สึกสัมผัสความเย็นจัดจนทนไม่ไหว หนาวสั่นขึ้นมาเฉียบพลัน
"นี่มันพลังอะไร เย็นยะเยือก ไม่ยอมให้ข้าเข้าใกล้"
สุเลวินยังดึงดันจะเดินเข้าไป แสงสีฟ้าสว่างจ้าพุ่งเข้าใส่ ผลักทั้งร่างสุเลวินกระเด็นออกห่าง เขารู้สึกได้ถึงพลังความดีที่สถิตอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และหวงห้ามนี้
"นี่เองหรือ พลังอำนาจที่คุ้มครองศรีพิสยา"
สุเลวินรู้สึกพลังต่อต้านจากขวัญเมือง จึงรีบพาร่างออกไปก่อน

ในท้องพระโรง เมืองมาสลืมตาขึ้นจากญาณแล้วเอ่ยบอก ติสสา ปรันมารอฟังคำตอบ
"อำนาจขวัญเมืองที่อยู่ในจิตท่าน ยังช่วยปกป้องเจ้าดาราน้อย"
"แล้วลูกข้าอยู่ที่ไหน เจ้ามองเห็นมั้ย เมืองมาส"
"ข้าพยายามเพ่งหา แต่จิตเจ้าดาราน้อยอ่อนแรง ยังสื่อกับข้าไม่ได้"
"ลองเถอะ ลองอีกที ถ้านานกว่านี้ ข้าเป็นบ้าตายแน่ๆ ที่เอาลูกกลับไปหามรันมาไม่ได้"
เมืองมาสหลับตาลง พยายามใช้พลังทั้งหมด ติสสามองอย่างมีหวังเต็มที่

มรันมายืนอยู่ที่บึงมรกต กาหลงมองหาตามพงหญ้ารอบๆ
"หาให้ทั่ว ดาราน้อยอาจถูกทำร้าย"
"ถางให้หมด เร็ว" พินทุสั่ง
พินทุกับทหารวังทั้งหมด ฟันหญ้ารอบบึงมรกต ถางออกเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆเพื่อหาตัวดาราน้อย

ในท้องพระโรง ติสสามองรอคอย เมืองมาสเอ่ยขึ้นช้าๆ
"ที่แห่งหนึ่ง เวิ้งว้าง ..."
เมืองมาสพยายามใช้พลัง จนร่างกายสั่นเทา ปรันมา ติสสามองอย่างใจจดจ่อ
"เสียง..ลม เสียงคลื่น"
ปรันมา ติสสามองหน้ากันทันที
"คนชั่วใกล้ตัว ตามมันไป"
เมืองมาสสำลักหายใจเฮือกเหมือนใช้พลังจนหมด
"ขอบใจมาก เมืองมาส ข้ารู้แล้วจะตามคนชั่วจากไหน" ติสสาบอก
"ด้านนึงของศรีพิสยาติดทะเล แต่มันเป็นด้านที่ยากจะเข้าไปถึง" ปรัมมาบอก
"ต่อให้ข้าต้องลอยคอเป็นศพ ข้าก็จะพาตัวดาราน้อยกลับมาให้ได้"
ติสสาเดินเร็วออกไป เมฆา มารุตตามติดออกไปทันที ปรันมาสีหน้ามีความหวัง ว่าติสสาจะต้องได้ตัวลูกกลับคืน
ติสสาเดินเร็ว เมฆา มารุตตามหลัง
"ไม่ต้องเอาทหารไปด้วย มีแค่ข้ากับเจ้าสองคน ยิ่งคนรู้น้อยที่สุด เราจะจับตัวไอ้คนชั่วได้"
ติสสา เมฆา มารุตเดินเร็วออกไป

ตำหนักเจ้านาง อินยาเอ่ยขึ้นด้วยความผิดหวัง ปันแสงมองอยู่ มีอสุนีอยู่ใกล้
"เสียดายนัก น่าจะกุดแขนขาของนังเด็กดาราน้อยมาซักสองสามท่อน ข้าอยากให้ติสสามันได้เห็นเหลือเกิน"
"สีหสากับคนของมันขวางข้า มันกล้าออกคำสั่งกับข้า"
"ก็แล้วจะไปฟังมันทำไม ลูกจะต้องแสดงอำนาจให้มันได้เห็นนะ ปันแสง"
อินยาหันมองอสุนีที่รู้หน้าที่ทันที
"ข้าจะไปเอาแขนดาราน้อยมาให้เอง"
อินยายิ้มร้าย อสุนีออกไปอย่างเร็ว ปันแสงสีหน้ายังกังวล

ริมทะเล สีหสายืนมองคลื่นที่ซัดเข้ามาจนเปียกร่างดาราน้อยที่นอนสลบอยู่ในกรงไม้ แสงแดดแผดเผา สีหสาสั่งไพลิน วาเรอยู่ใกล้
"อย่าให้ปันแสงเข้าใกล้มันอีก ชีวิตนังเด็กนี่ต้องเป็นเครื่องสังเวยให้กับพวกเรา"
สีหสาเหยียดยิ้ม มองร่างเล็กๆจมน้ำไปเกินครึ่ง

บริเวณสระบัวเขตพระราชฐาน ติสสา เมฆา มารุตที่ซุ่มดักรออยู่ เห็นอสุนีที่กำลังเดินเร็วตัดออกไป
"ไอ้อสุนี" เมฆาบอก
"มันออกมาจากตำหนัก เจ้านางอินยา" มารุตว่า
อสุนีลัดเลาะพุ่มไม้ออกไปอย่างเร็ว ติสสา เมฆา มารุตขยับออกตามไปทันที

ในวิหารศรีพิสยา สุเลวินกำลังนั่งสวดมนต์ ในนิมิตสุเลวินเห็นแต่ภาพแสงสีฟ้าของแท่งแก้วขวัญเมือง ส่องพุ่งเข้าหาจนรู้สึกอึดอัดจากแรงขับไล่จากขวัญเมืองจนไม่มีสมาธิ ทำประคำหลุดจากมือ
เสียงประคำหล่นลงพื้นดังในความเงียบ
เมืองมาสก้าวเข้ามาหยิบประคำส่งคืนให้ สุเลวินพยายามทำหน้าตาปกติ
"ขอบคุณที่ท่านเมตตา เสียดายดวงตาข้ามองไม่เห็น แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงจิตใจงดงามของท่าน"
เมืองมาสยิ้มมองสุเลวินที่แกล้งชื่นชม
"สัมผัสได้ถึงพลังความดีงามรอบๆตัวข้า น่าจะมีที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า ไม่ไกลนัก ท่านเมืองมาส ข้าอยากไปสวดภาวนาในที่เหล่านั้นเหลือเกิน การได้มาศรีพิสยาครั้งนึงของข้าจะได้สมบูรณ์ที่สุด"
"คงไม่ได้ เพราะเป็นที่เฉพาะสำหรับชาวศรีพิสยา แล้วต้องให้เจ้าปรันมาอนุญาตเท่านั้น"
"ที่นั่นคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก"
เมืองมาสยิ้มภูมิใจ
"ใช่ จิตวิญญาณของชาวศรีพิสยาสถิตอยู่ที่แห่งนั้น"
" เสียดายจริงๆ ถ้ามีโอกาส ข้าคงได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งศรีพิสยาอย่างลึกซึ้ง สักครั้งในชีวิต"
สุเลวินยิ้ม ในใจเริ่มมั่นใจแล้วว่า หอขวัญเมืองที่ตัวเองได้เข้าไปคือสถานที่ที่เมืองมาสพูดถึง

วาเร ไพลิน ยืนเฝ้าดาราน้อยที่กำลังถูกน้ำทะเลซัดเปียกไปทั้งร่าง อสุนีวิ่งมา สองคนมองแปลกใจที่เห็นอสุนี
"แกมาที่นี่ทำไม"
"ข้าต้องการแขนดาราน้อยไปให้เจ้านางอินยา"
วาเร ไพลินขยับดาบทันที
"ไม่ได้ แม่ทัพสีหสาสั่งห้ามใครทำร้ายเด็กคนนี้" วาเรบอก
"ข้าฟังแต่คำสั่งเจ้านางกับเจ้าปันแสง" อสุนีบอก
อสุนีไม่สนพุ่งเข้าฟัน วาเรโดดหลบด้วยความว่องไว ตะโกนสั่งไพลิน
"รีบไปบอกท่านแม่ทัพเร็ว ข้าจะต้านมันไว้เอง"
ไพลินรีบวิ่งออกไป อสุนีพุ่งเข้าไปฟันซ้ำ วาเรรับดาบไว้ทันที !! ด้วยความไว วาเรเตะตัดขาอสุนีล้มลงคลุกทราย อสุนีลุกขึ้นเร็ว โถมเข้าใส่ ติสสา เมฆา มารุตวิ่งมาถึงด้านบนหาด

จบตอนที่ 10

กำลังโหลดความคิดเห็น...