xs
sm
md
lg

แค้นเสน่หา ตอนที่ 10

เผยแพร่:

แค้นเสน่หา ตอนที่ 10

ในเวลาต่อมา สามคนเดินทางมาที่หอพักของจริมา เจ้าของห้องถือกุญแจเปิดประตูห้องพักของตัวเอง พลางเชื้อชวนสองคนเข้าด้านใน

“เชิญค่ะ คุณบัว”
จริมารับเสื้อโค๊ตฉัตต์ และเสื้อพิสินีไปแขวน พิสินีพูดเบาๆ ว่า “ขอบคุณค่ะ”
“ริมาจะชงชาให้นะคะ” แล้วเจ้าของห้องก็เดินไปที่ครัว
“ขอบคุณค่ะ ฉัตต์นั่งนี่เถอะค่ะสบายกว่าตัวนั้น” พิสินีจับตัวฉัตต์ให้นั่งลงอย่างสนิทสนม จริมาซึ่งกำลังชงชา แต่หางตาลอบมอง เห็นพิสินีก้มหน้าพูดอะไรเบาๆ กับฉัตต์ ฉัตต์เงยหน้าตอบเบาๆ เช่นกัน ท่าทางสนิมสนม
จริมาเหล่ๆนิดหน่อย “พี่ฉัตต์...ได้ข่าวชายเดียวบ้างมั้ยคะ”
“เรียนหนัก ข้ามฟากไปแล้วนี่”
“งั้นเหรอ”
“เขาเรียนสาขาเดียวกับเด็กของริมา คงเข้ากันดีซิ” ฉัตต์พูดถึงรุ้ง แล้วหน้าเฉยลง
“เกลียดเขาจนไม่อยากออกชื่อเลยเหรอพี่ฉัตต์”
พิสินีตั้งใจฟัง มองหน้าฉัตต์
“ตัวเล็กเรียนสามปี ปีนี้ก็จบแล้ว แต่ชายเดียวอีกกี่ปีล่ะ...สี่ใช่มั้ย”
“งั้นก็ต้องรอกันนานหน่อยนะ” ฉัตต์สะบัดน้ำเสียง ประชดนิดๆ
พิสินีจับสังเกตเสียงพูดของฉัตต์

สามคนอยู่ในร้านอาหารจีนเล็กๆ โค๊ทและผ้าพันคอ แขวนไว้ที่พนักเก้าอี้ ฉัตต์ตักอาหารให้จริมา
“พี่น้องน่ารักนะคะ บัวอิจฉาแล้วล่ะ”
ฉัตต์ตบหัวจริมาเบาๆ “น้องคนเดียวไม่เจอกันหลายปี”
“พี่ฉัตต์ ตัวเล็กก็เป็นน้องนะ”
ฉัตต์หน้าเฉยมาก
“ใครคะ...ตัวเล็ก”
“เด็กที่บ้านครับบัว ริมายัดเยีอดให้เป็นน้องผม” ฉัตต์บอก
“ทำไมพี่ฉัตต์พูดอย่างนี้คะ”
ฉัตต์ย้อน “ไม่ใช่เรื่องจริงเหรอ”
“ไม่ใช่” จริมาพูดแล้วพูดต่อไม่ออก หน้านิ่งหันมองไปทางอื่น
“โกรธทำไมริมาไม่เป็นเรื่องเลย” ฉันตต์เย้าๆ
“ขอโทษค่ะ ริมารักตัวเล็ก ไม่อยากให้พี่ฉัตต์พูดถึงแบบนี้”
ฉัตต์หัวเราะเบาๆ แตะมือจริมาเป็นเชิงหยอกๆ แล้วเปลี่ยนเสียง
“พี่จะบอกอะไรให้ น้องรู้มั้ย คุณบัวเป็นลูกสาวของคุณลุงหลวงวิเศษ”
จริมาตกใจเต็มๆ มองจ้องตากับพิสินี ในขณะที่ฉัตต์ก้มลงทานอาหาร

สามคนเดินออกมาหน้าร้าน ขณะใส่โค๊ทไปด้วย
“ริมาจะพาคุณบัวไปช็อปของสวยๆ” จริมามองนิ่ง บอกด้วยสายตา
“อ้าว...พี่ล่ะ” ฉัตต์งง
“เรื่องของผู้หญิงค่ะ พี่ฉัตต์จะไปทำไม”

ตรงบริเวณใกล้ๆ ทางเดินนั้น มีเก้าอี้นั่งริมทาง เวลาจวนค่ำแล้ว ด้วยเป็นฤดูหนาวจึงค่ำเร็ว สองสาวเดินมาช้าๆ สีหน้าครุ่นคิดทั้งคู่
พิสินีหยุดเดิน เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด “คุณริมาจะพูดเรื่องคุณอาพจน์”
“ค่ะ คุณบัวคงทราบว่าพี่ฉัตต์ไม่ทราบ”
“บัวก็ไม่คิดจะบอกคุณฉัตต์”
จริมาเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น “ขอบคุณมากค่ะ”
“แต่บัวแปลกใจ และก็เห็นใจคุณฉัตต์มาก”
“เรามีเหตุผลที่...ที่เป็นของเรา” จริมาเน้นคำ
“ค่ะบัวไม่ก้าวก่ายไม่ต้องบอกบัว...บัวรับปากว่าจะไม่บอกคุณฉัตต์”
“ทำไมถึงคิดว่าริมารู้ว่าคุณพ่อเสีย ไม่คิดว่าเขาจะปิดริมาเหมือนปิดพี่ฉัตต์หรือคะ”
“คุณแม่เขียนบอกว่าพบคุณริมาที่งานสวด...ว่าพบแต่ลูกสาวไม่พบลูกชาย”
“อ๋อ...ริมาบอกได้นะคะว่าคุณพ่อสั่งไว้ไม่ให้บอกพี่ฉัตต์ คุณย่าก็ขัดไม่ได้”
“วันหนึ่งคุณฉัตต์ก็ต้องรู้”
“ริมาไม่อยากคิดถึงวันนั้นเลยค่ะ พี่ฉัตต์เวลาโมโห...” จริมาห่อไหล่ สีหน้ากลัวจัด
“ถึงเวลานั้นคุณริมาไม่ต้องกลัว บัวจะปลอบใจคุณฉัตต์เอง”
คำพูดของอีกฝ่ายเข้าหน้าจริมาเต็มแรง พูดอย่างนี้มีความหมาย
พิสินีแกล้งทำท่าไม่เห็น “คุณฉัตต์จะเรียนปริญญาโทต่อ แต่บัวไม่เรียน จะขอใบอนุญาตทำงานจนกว่าคุณฉัตต์จะเรียนจบ คุณริมาไม่ต้องห่วงคุณฉัตต์นะคะบัวจะดูแลเอง”
จริมารู้ในท่าทีของพิสินีว่ากำลังจะต่อรอง “ของอย่างนี้แล้วแต่คุณบัว จะบอกพี่ฉัตต์ก็บอกเถอะค่ะ พี่ฉัตต์รู้วันนี้หรือรู้วันไหนก็ต้องเกิดพายุใหญ่อยู่ดี”
พิสินีรู้ทันท่าทีของจริมาเหมือนกัน “บัวบอกแล้วไงคะว่าเข้าใจ บัวไม่บอกหรอกค่ะ แค่อยากให้รู้ว่าเกิดอะไรไม่ต้องห่วงคุณฉัตต์ คุณฉัตต์จะมีบัวอยู่ข้างๆ เสมอ”
“ริมาชื่นชมค่ะว่าคุณบัวเป็นคนพยายามดี แค่จะบอกว่าพี่ฉัตต์มีคนที่ครอบครัวหมั้นหมายไว้แล้ว คุณบัวคงต้องพยายามขึ้นเป็นสองเท่านะคะ”
จบคำพูดของจริมา สองคนจ้องหน้ากันนิ่ง แบบรู้กันในที แต่หน้าตายังคงยิ้มละไมให้กัน

ภายในห้องจริมา คืนนั้น แสงจากโคมไฟดวงเดียวส่องบนโต๊ะ จริมานั่งเขียนจดหมายถึงรุ้ง

“เขาต่อรองกับริมาว่าเขาจะคบกับพี่ฉัตต์ ริมาจะต้องไม่ขัดขวางเขา เพราะเขากำความลับของเรา…”

หลายวันต่อมา รุ้งอ่านจดหมายฉบับนั้นของจริมา

“แล้วเขาก็ดูท่าทีของริมาออกว่าไม่ชอบเขา เขามาเหนือเมฆมากนะตัวเล็ก เป็นคนลึกล้ำ คิดอะไรซับซ้อน และมีแผนตลอดเวลา พี่ฉัตต์เราจะทันเขารึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ริมาน่ะตีวงกั้นไว้แล้วเรียบร้อยตัวเล็กไม่ต้องห่วง”
รุ้งมีสีหน้ายิ้มเยาะหยันตัวเอง หยิบกระดาษรวดเร็ว เขียนตอบอย่างรวดเร็ว
“รุ้งไม่ห่วงริมาหรอก แต่ขอออกความเห็นหน่อยนะ เพราะกลัวริมาจะเหนื่อยเปล่าเท่านั้น ริมาทำอย่างนั้นถามคุณฉัตต์หรือยังว่าอยากให้ริมาขัดขวางมั้ย..เขาเป็นแฟนกันะอย่าลืม”

รุ้งหยุด คิดสักครู่ ขยำจดหมายจนเป็นก้อนๆ ถอนหายใจแรงๆ
วันนี้ร้านอาหาร “สวนราตรี” เปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว มีแขกนั่งตามโต๊ะจนเต็ม ทุกคนแต่งตัวสวยงาม บนโต๊ะวางแจกันใส่ดอกไม้ ปูผ้าขาวสะอาด

สารภี อ่อน สำลี แต่งตัวแบบที่แต่งอยู่ทุกวันเรียบร้อยและสะอาดตาคอยเสิร์ฟอาหาร
ด้านรุ้งกำลังรับออเดอร์อาหารที่โต๊ะหนึ่ง วางเมนู “อาหารไทยตำรับชาววังค่ะ”
ลูกค้าหญิงวัยกลางคนรับไปอ่าน บอกสามีเบาๆ “มีหลายอย่างเลยค่ะ คุณพี่จะรับออเดิร์ฟก่อนมั้ยคะ”
“ได้ครับน้อง” ลูกค้าชายหน้าตาท่าทางเรียบร้อย เสียงสุภาพขณะพูดกับภรรยา
ลูกค้าหญิงถามขึ้น “แนะนำได้มั้ยคะหนู”
ไม่นานต่อมามีอาหารวางลงบนโต๊ะลูกค้า
“กระทงทองค่ะ” เสียงรุ้งบอก
ตามด้วยอาหารอีกจานวางลง
“ช่อม่วงค่ะ”
ลูกค้าเงยหน้าแจ่มใส ยิ้มกับรุ้ง
“สีสวยจัง...”
“สีม่วงธรรมชาติค่ะจากดอกอัญชัญ” รุ้งอธิบาย
ไม่นานต่อมารุ้งวางจานอาหารลงบนอีกโต๊ะลูกค้าหนุ่มสาว
“ล่าเตียงค่ะ” รุ้งบอก
ลูกค้าหญิงฉงน “ชื่อแปลกนะคะ”
“เป็นของว่างโบราณค่ะ ชื่อมาจากรูปร่างที่เหมือนเตียง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “หรุ่ม” ค่ะ
รุ้งอีกวางจาน “ค้างคาวเผือกค่ะ ออเดิร์ฟอีกชนิดหนึ่ง แบบโบราณ ทานกับอาจาด นะคะ”
“ชื่อแปลกจัง ทำด้วยเผือกหรือคะหนู” ลูกค้าหญิงถาม
"ค่ะ เผือกค่ะ ที่หุ้มไส้อยู่ ไส้เป็นกุ้งปรุงรสหวานๆเค็มๆค่ะ”

ลูกค้าทุกโต๊ะทานอาหารกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยอาหารรสชาติอร่อยล้ำ พวกคนเสิร์ฟเดินเสิร์ฟอาหารอย่างเรียบร้อยนุ่มนวล สีหน้ายิ้มน้อยๆพองามดูรื่นรมย์สายตา
“มีกฎสำคัญที่ทุกคนต้องจำ และทำตามให้เป็นประจำอย่าละเลยเป็นอันขาด”

จันทร์อธิบายอยู่ในครัวของร้านอาหาร สำเนียง สำลี สารภี อ่อน ยอด และแนบฟังอยู่
“ข้อหนึ่ง ทุกอย่างต้องสะอาดเหมือนที่เราทำกินกันที่บ้าน ผักทุกชนิดล้างหลายๆ น้ำจนแน่ใจว่าสะอาด โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องปรุงบนโต๊ะ จานชาม ช้อน พวกนี้ทุกอย่างต้องสะอาดที่สุด”
ทุกคนรับฟังอย่างตั้งใจ
“ข้อสอง ฉันอยากให้ทุกคนทำงานนี้อย่างมีความสุข ถ้าเรามีความสุขสีหน้าเราจะบอก แขกเขาจะเห็นแล้วเขาจะเป็นไง”
ทุกคนประสานเสียง “ดีค่ะ...ดี”
“ถ้าใครทำงานไม่มีความสุข..บอกฉัน เราจะคุยกัน” จันทร์บอก
“แขกเค้าถามหนูว่าอาหารร้านนี้ทานแล้วจะอ้วนเหมือนคนเสร์ฟมั้ย” สารภีว่า
ทุกคนหัวเราะเกรียว
“แขกชอบทานช่อม่วงมากค่ะคุณจันทร์ บอกว่าสีสวยด้วย” อ่อนบอก

วันต่อมา สำเนียงและจันทร์ปรุงอาหารอยู่ในครัว สำลีอ่านในกระดาษออร์เดอร์ที่ถืออยู่
“ช่อม่วง หมี่กรอบ ยำถั่วพู แกงเนื้อพริกขี้หนู” อ่านเสร็จ เสียบกระดาษในที่เสียบ
อ่อนอ่านทวนเมนู “ช่อม่วง แสร้งว่ากุ้ง ยำหัวปลี ต้มโคล้งปลา ค่ะ” เสียบใส่กระดาษ แล้วไปหยิบอาหารที่เสร็จแล้วใส่ถาดออกไป
สารภีอ่านทวนของตัวเองอีก “ช่อม่วง น้ำพริกนครบาลผักต้ม แกงเลียงนพเก้า ค่ะ”
จันทร์กับสำเนียง ทำอาหารกันมือเป็นระวิง
“เอ้า...ยำถั่วพู เสร็จแล้ว” สำเนียงวางชามยำจัดแต่งจานอย่างสวยงาม

คืนนั้น หลังเก็บร้านเสร็จแล้ว สองแม่ลูกอยู่ในห้องนอนด้วยกัน
“อาหารที่คนสั่งมากที่สุด...แม่ทาย” รุ้งถาม
“แม่ปั้นจนนิ้วจะหักทุกวัน ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าคือ...ช่อม่วง” จันทร์บอก
รุ้งพูดพร้อมแม่ “ช่อม่วง” รุ้งหัวเราะแล้วพูดต่อ “เอ..ทำขายอย่างเดียวดีมั้ยเอ่ย”
จันทร์พลอยหัวเราะด้วย สุดท้ายสองคนมองหน้ากัน ด้วยสีหน้าให้สัญญาต่อกัน
“แม่จ๋า แม่ไหวนะจ๊ะ”
“รุ้งล่ะลูก”
“ลูกไหวอยู่แล้วจ้ะ ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีคนกินลูกก็ยอมรับ”
จันทร์ตื้นตันใจมาก กอดรุ้งแน่น

“แต่เราต้องทำให้ได้นะแม่ เงินคุณย่าหมดไปตั้งเยอะทำร้านเนี่ย แล้วยังเงินลงทุนช่วงแรกอีก”
เวลาผ่านไป ร้านอาหาร “สวนราตรี” เปิดให้บริการเช่นทุกวัน แนบกับยอด แบกของใส่หลัว อีกมือยังมีของเต็มๆ เดินกันเร็วๆ ตรงไปครัว เห็นผัก เห็นของแห้ง วางอยู่ตรงโต๊ะเตรียมในครัว

จันทร์สลักผักเป็นรูปร่างสวยงาม รุ้งทำอยู่ด้วย จันทร์บอกลูกว่าตรงนี้ยังไม่ดี ต้องขยับมีดสลักยังไงถึงจะสวย สำเนียงปรุงแกงในกระทะตักใส่ชาม เป็นเมนู “แกงเลียงนพเก้า”
จันทร์ยำหัวปลี ปรุงเสร็จ
สำเนียงตักน้ำพริกจากครก “น้ำพริกนครบาล สารภีจัดผักเสร็จหรือยัง”
สารภีวางจานผักที่จัดสวยงาม วางผักชิ้นสุดท้ายลง แล้วหยิบถ้วยน้ำพริก “เสร็จคอยตั้งนานแล้ว น้ำพริกถ้วยเดียวชิมอยู่นั่นแหละแขกเค้าไม่รอแล้วมั้ง (ออกไป)
สำเนียงพูดเบาๆตามหลัง “ลองได้ลิ้มคำเดียว ขี้คร้านจะรับกลับมาสั่งอีก”
ยอดล้างชาม สำลียกชามใช้แล้วมาวางให้ ยอดมองด้วยนัยน์ตาอาทร เป็นเชิงถามว่าเหนื่อยมั้ย
สำลีเข้าใจได้เหมือนกัน “ไม่เหนื่อย” แล้วกลับไป
ยอดยิ้มสดชื่น
ลูกค้าถามถามสารภี “นี่หรือน้ำพริกนครบาล แปลกดีนะ ดูๆ ก็เหมือนน้ำพริกกะปิใช่มั้ยหนู น้ำพริกกะปิใช่มั้ย”
สารภีเข้าครัวเร็วๆ หน้าตาตื่น ด้วยตอบปัญหาแขกไม่ได้ “คุณจันทร์คะคุณจันทร์ แขกถาม”
จันทร์ออกมา เป็นคนอธิบายแขก “ใช่ค่ะ เหมือนน้ำพริกกะปิ แต่ใส่มะดันหรือระกำซอยละเอียดด้วย ใส่ส้มซ่าให้หอมด้วยค่ะ”
“ไม่ได้ทานกับปลาทูเหรอคะ”
“ทานกับไข่ต้มยางมะตูมค่ะ” สารภีวางจานไข่ผ่าซีก “ดิฉันเตรียมมาให้แล้วไข่ต้มเป็นของแนะนำนะคะไม่คิดเงินค่ะ”

ชายเดียวขับเรือ “ศักดินา” ลำสีขาวมาตามลำคลอง มีท่านหญิงแขไขเจิดจรัสประทับอยู่กลางเรือ มองจากท่าน้ำบ้านปัณณธร ซึ่งมีป้ายชื่อร้าน “สวนราตรี” ติดอยู่
เห็นเรือศักดินาแล่นมาแต่ไกล นายสนนั่งมาด้วยทางหลัง
จันทร์เดินมามองไปในลำน้ำนั้น และเห็นยอดอยู่ใกล้ๆ รีบทำนัยน์ตาบอกให้รู้ว่าหลบไปก่อน ยอดพยักหน้าแล้วรีบหลบไป
เรือจอด จันทร์และคุณหญิงเพ็งเดินเข้าไปต้อนรับ ทักทายกันทุกคนตามธรรมเนียม
“ชื่อร้าน “สวนราตรี” หรือ” ท่านหญิงแขไขถาม
“ชื่อภรรยาพ่อพจน์เพคะ” คุณหญิงเพ็งตอบ
“จัดร้านได้สวยงาม ใครๆ ก็พูดถึงว่าอาหารอร่อย”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ท่านหญิงเหลือบตามองไปที่จันทร์ “คุณจันทร์ พาชายเดียวไปนั่งก่อน ฉันอยากเดินดูต้นไม้สักครู่คุณหญิงเดินไหวมั้ยคะ”
“ไหวเพคะ...เชิญเด็จทางนี้” คุณหญิงเพ็งทอดเสียง
ท่านหญิงแขไขตามคุณหญิงไปตามทาง ท่านหญิงหยุดเดิน เหลียวมองไปทางจันทร์ เห็นจันทร์เดินไปกับชายเดียวและจ้องมองชายเดียวตลอดเวลา สีหน้าท่านหญิง...ฉงนนิดๆ สองคนเดินไปต่อ คุยกันไปด้วย
“หม่อมฉันให้จัดโต๊ะริมน้ำรับเสด็จเพคะ”
“คุณหญิงได้แม่ครัวมาจากไหน ได้ข่าวว่าทำอาหารชาววังเก่ง...อร่อยมาก”
“อ๋อ...ลูกสาวเพคะเขาเก่ง”
“คุณหญิงส่งลูกสาวไปเรียนทำอาหารที่ไหนหรือ”
“เรียนเองเพคะ เพื่อนๆหม่อมฉันสอนให้บ้าง อ่านจากตำราบ้างเพคะ”

ชายเดียวนั่งคอยที่โต๊ะริมน้ำ ซึ่งจัดเตรียมไว้รับรองท่านหญิงและคุณชายเป็นพิเศษ จันทร์เลื่อนแก้วน้ำที่อ่อนวาง
“น้ำข้าวตังค่ะคุณชาย”
“ขอบคุณครับคุณน้า”
จันทร์ลอบมองหน้าลูกชาย ไม่ออกนอกหน้าจนดูแปลกไป “หิวหรือยังคะ ดิฉันจะเสิร์ฟของว่างให้คุณชายรับทานก่อน...อ่อน” จันทร์หันไปเรียก
“คุณน้าอย่าเพิ่งครับผมคอยท่านแม่ก่อนครับ”
“ค่ะ” จันทร์ยิ้มๆ มองปกติ “เหนื่อยมั้ยคะ เรียนหมอ”
“เหนื่อยครับ เรียนเหมือนไม่จบสิ้น” ชายเดียวเล่า
“โถ” จันทร์ครางเบาๆ “ทำไมคุณชายถึงเลือกเรียนหมอคะ”
“ผมตั้งใจตั้งแต่ผมเป็นเด็ก เห็นท่านพ่อเจ็บ บรรทมอยู่บนพระที่ตลอดเวลา ท่านแม่ถึงไม่เป็นอะไรแต่ท่านชันษามากขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าต้องเป็นหมอเพื่อมาดูแลท่านครับ”
จันทร์พยักหน้า ตื้นตันใจจน น้ำตาคลอนิดๆ
“ท่านพ่อสิ้นเสียก่อน ผมต้องดูแลท่านแม่ต่อไป...คุณน้าร้องไห้..ทำไมครับ”
“ดิฉันร้องไห้เพราะซาบซึ้งค่ะ ถ้าดิฉันมีลูกชายอย่างคุณชาย” จันทร์พูดต่อไปไม่ออก
“คุณน้าครับ ขอโทษนะครับ คุณน้ามีรุ้ง...ก็เหมือนกัน รุ้งเป็นลูกสาวที่น่ารักที่สุดของคุณน้าแล้วนะครับ”
“ค่ะ”
“รุ้งก็เหมือนผมเรียนพยาบาลเพราะจะได้ดูแลคุณย่า ดูแลคุณน้า”
จันทร์มองนิ่ง
“ท่านแม่” ชายเดียวขยับตัว
สีหน้าจันทร์เปลี่ยนขณะหันไปมองตาม เห็นท่านเดินเข้ามาที่โต๊ะ พร้อมคุณหญิง
จันทร์ถอยไป มองชายเดียวที่เข้าไปประคองท่านหญิงให้นั่งอย่างนุ่มนวล พูดเบาๆ กับท่านแม่ว่า “ระวังนะคะท่านแม่...สบายหรือยังคะ”
ท่านหญิงนั่งเสร็จหันมา และสบตากับจันทร์เต็มแรง ในขณะที่ชายเดียวหันไปขยับเก้าอี้ให้คุณหญิงเพ็งนั่ง

อาหารทยอยวางบนโต๊ะหลายจาน สำเนียงวางจานสุดท้าย แล้วบอก
“เอ้า..ช่วยกันยกไปที่โต๊ะเสวย”
“ม้าฮ่อกับช่อม่วงนี่แม่ทำเหรอ” สำลีถาม
“ไม่เชิง”
“หมายความว่าไงไม่เชิง”
“หมายความว่าไม่ได้ทำสิวะจะสงสัยทำไมเนี่ย ยกไป...อ่อน” สำเนียงหันไปดู
อ่อนถือถาดจานอาหารในมือแล้ว “ยกไปนะป้า”

ส่วนที่โต๊ะริมน้ำ อาหารวางเสร็จแล้ว ท่านหญิงเอ่ยขึ้น
“ม้าฮ่อ...แม่ครัวของคุณหญิงเก่งมากทำอาหารโบราณได้ดี”
ชายเดียวตักให้ “นี่คะท่านแม่
“ชายล่ะจ๊ะ”
“ท่านแม่เหวยก่อนนะคะ”
จันทร์ที่นั่งโต๊ะอยู่ด้วย มองลูกชายปรนนิบัติท่านหญิง ตักอาหารที่วางเต็มโต๊ะให้ ยิ้มแย้มพูดด้วย
เวลาต่อมา ทุกคนทานขนมที่ใส่ถ้วยเล็กๆน่ารัก
“ขนมลูกชุบเพคะ” คุณหญิงเพ็งบอก
ลูกชุบเป็นต้นพริกสีต่างๆ สีหน้าท่านหญิงมองนิ่งสนิท สายตาตรึกตรอง จันทร์รู้สึกตะครั่นตะครอตามเนื้อตัว มองทอดสายตา
ชายเดียวยังคงมีท่าทีสุภาพกับท่านหญิงแขไข พูดคุย หยิบแก้วน้ำให้
จันทร์รู้สึกว่าว่างโหวงในกายตัวเองจนแทบจะฝืนไม่ไหว
“เป็นอะไรคุณจันทร์...ไม่สบายรึเปล่า” ท่านหญิงถามขึ้น
“เปล่ามังคะ”
“อาหารอร่อยมาก ที่วังท่านชายมีต้นเครื่องคนหนึ่งเขาทำอาหารเก่งมาก ถ่ายทอดวิชาให้หลานสาว แล้วต่อมาหลานสาวคนนั้นก็กลายมาเป็นหม่อมของเจ้าพี่” ท่านหญิงแขไขพูดไปเรื่อยๆ
จันทร์ก้มหน้านิ่ง ขาวซีด ใจเต้นแรง แต่พยายามไม่ให้ท่านหญิงเห็น

คุณหญิงเพ็งตั้งใจฟังมาก อุทานเบาๆ “ตายจริง”
ท่านหญิงพูดต่อด้วยหน้าตาปกติมาก ขณะมองดูขนมตรงหน้า

“ขนมอร่อยมากค่ะคุณหญิง”
“ขอบพระทัยเพคะ เอ้อ...หม่อมฉันไม่เคยทราบว่า....”
“ไม่มีใครรู้หรอก เขาก็อยู่ในวังนั่นแหละไม่มีใครกระโตกกระตากอะไร”
“เพคะ...” คุณหญิงเพ็งยังคงตั้งท่าฟังต่อ
“ฉันรึ...ฉันจะทำอะไรได้เกิดเป็นผู้หญิง ที่เขาพูดกันว่าน้ำท่วมปาก เป็นยังไงฉันรู้ดีเชียวละ” ท่านหญิงพูดแกมหัวเราะนิดๆ
“ท่านแม่...” ชายเดียวทอดเสียงอ่อนโยนอย่างเห็นใจ “ชายไม่ทราบเลยค่ะว่าท่านพ่อทรงมีหม่อมคนอื่น ตอนนี้หม่อมคนนั้นไปไหนแล้วคะท่านแม่”
ท่านหญิงก็หันไปทางจันทร์ช้าๆ ยิ้มให้จันทร์แต่นัยน์ตาลึกล้ำ
จันทร์จำต้องหน้าปกติอย่างสุดความสามารถ มองสบตาแบบคอยฟัง
“ท่านแม่คะ...”
“ตาย” ท่านหญิงสวนคำชายเดียว
ทุกคนนิ่งอึ้ง ท่านหญิงพูดต่อ
“ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ไปไหน แต่เขาก็ตายไปแล้วตายไปจากวังรังสิยา”
“ทำไมดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ไปไหนล่ะคะท่านแม่”
“เขาดูเหมือนไม่ได้ไปไหนจริงๆ” ขณะพูดคำนี้ ท่านหญิงจ้องหน้าชายเดียวแน่วนิ่ง
สีหน้าชายเดียวสดใสบริสุทธิ์ “แต่เขาก็ไป ดีแล้วค่ะที่ชายไม่ได้พบเขา”
“ถ้าพบ ชายทำยังไงเหรอจ๊ะลูกรัก” น้ำเสียงท่านหญิงเย้าๆ
คุณหญิงยิ้ม แลเห็นแต่ความน่ารักของแม่ลูก
จันทร์ฝืนทำหน้าปกติ หายใจเข้าเต็มปอดแรงๆ เพื่อระงับความสั่นสะท้าน มือที่อยู่บนตักจับกันแน่น
“ชายจะไม่ทำอะไรเขาหรอกค่ะท่านแม่ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะท่านพ่อกับตัวเขาคนนั้น ชายเป็นลูกท่านพ่อชายจะก้าวก่ายกับเรื่องของท่านพ่อหรือกับคนที่ยอมทำผิดกับท่านพ่อไม่ได้”
จันทร์ฟังในท่าทีนิ่งสนิท
“ชายจะไม่ทำอะไร” ท่านหญิงพูดเป็นเชิงถามด้วยน้ำเสียงเฉยขึ้นอีกนิด
“ค่ะ ไม่ทำอะไร แต่ชายคงจะเกลียดเขา เพราะเขาทำร้ายท่านแม่ ชายคงจะหลีกเลี่ยงไม่พูดกับเขา ไม่มองหน้าเขา ชายไม่ยกโทษให้เขาแต่ชายจะไม่ลงโทษ เขา...เขาจะเหมือนฝุ่นละอองที่ลอยไปลอยมาไม่มีความหมายในสายตาของชาย”
ท่านหญิงฟังแล้ว น้ำตาขึ้นมาคลอเต็มตา จันทร์เอง ก็น้ำตาเต็มตาเช่นกัน
“ชายเดียว...ลูกชายแม่” ท่านหญิงแขไขอ้าแขน โอบชายเดียวเข้าไปแนบแน่น “ลูกรักของแม่”
ชายเดียวกอดแม่ตบหลังแม่เบาๆ ปลอบโยนเต็มหัวใจ คุณหญิงเพ็งตื้นตัน ซับน้ำตานิดๆ จันทร์ปล่อยน้ำตาไหลพราก อย่างกลั้นไม่ได้แล้ว
“คุณจันทร์...ร้องไห้ทำไมหรือนั่น” ท่านหญิงถาม
จันทร์ก้มหน้าก้มตาซับน้ำตา
“คุณน้าครับ...ขอบคุณครับที่คุณน้าเห็นใจเรา”
“ค่ะ...คุณชาย”
สีหน้าท่านหญิงขณะก้มลงตักขนม เห็นนัยน์ตาวาววับขึ้นมาอึดใจหนึ่ง เนื่องเพราะตอนนี้ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า จันทร์ คือ บุหลัน นั่นเอง เพียงแต่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมมาเป็นลูกคุณหญิงเพ็ง และทำไมถึงมีลูกสาวอีกคน แม้จะสงสัยแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดแจ้ง
ท่านหญิงก็เลยยังงงๆกับความรู้สึกตัวเอง ด้วยเหตุนี้บางคราวตามมารยาทสังคมจึงพูดจาดีๆ เพราะจันทร์เองก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกคุณหญิงเหมือนกัน แต่บางคราว ในความแน่ใจก็เลยพลุ่งขึ้นมาก็โกรธเกลียด เคียดแค้นวูบวาบๆ อยู่เสมอ
ชายเดียวเอ่ยขึ้น “เอ้อ...เขามีลูกมั้ยคะท่านแม่”
“ไม่มี...ชายเป็นลูกแม่คนเดียว” ท่านหญิงบอกเสียงเข้ม
คำพูดนั้นกระแทกเข้าไปที่หน้าจันทร์เต็มๆ
ในขณะที่คุณหญิงเพ็ง พูดกับท่านหญิงเสียงเบาๆ ว่า
“ถ้ามีคงจะยุ่งยากมากนักเพคะ...ดีแล้วที่ไม่มี คุณชายเดียวก็เป็นยอดขวัญคนเดียวสมชื่อ”

หลังอาหารมือนั้น ท่านหญิงเดินมากับคุณหญิง ชายเดียวเดินใกล้ๆ ท่านหญิงคอยดูแลไม่ได้ประคอง จันทร์มองชายเดียว สะท้อนใจเหลือเกิน
“หนูรุ้งไม่อยู่หรือคะคุณหญิง”
คำถามนี้กระแทกเข้าหน้าจันทร์ทันที
“ตอนนี้ฝึกงานเพคะ จวนจะจบแล้ว” คุณหญิงตอบ
“ทำไมรุ้งไม่เรียกคุณหญิงว่ายายล่ะคะ”
จันทร์ตกใจเล็กๆ คุณหญิงเพ็งก้มลงเขี่ยอะไรบางอย่างที่ติดชายซิ่น สีหน้าท่านหญิงแขไขรับรู้ดีว่านั่นคือหญิงชราใช้เวลาคิด
คุณหญิงเพ็งทรงตัวยืน สบตาท่านหญิงที่คอยฟังอยู่ “ควรจะเป็นอย่างนั้นเพคะ แต่เด็กๆ ชอบเรียกตามกัน หม่อมฉันก็เลยไม่ว่าอะไร”
จังหวะนี้ท่านหญิงหันมามองจันทร์นิ่ง จันทร์ตกใจรีบปรับสีหน้าแทบตาย
“คุณหญิงไม่ต้องไปส่ง ชายเดียวพาแม่ไปลูก”
จันทร์ขยับตัว
“ไม่ต้อง...คุณจันทร์ ลูกชายฉันจะพาฉันไป”
ชายเดียวไหว้ลาผู้ใหญ่สองคน คุณหญิงกับจันทร์ไหว้ท่านหญิงแขไข ท่านหญิงรับไหว้ครึ่งอกแบบเจ้า
สองคนเดินไป ชายเดียวยื่นแขนให้ท่านหญิงเกาะ คุณหญิงหันไปมองตาม

จันทร์สะท้อนในใจนัยน์ตาพร่าพราย มองตามลูกชายไป


อ่านต่อหน้า 2
แค้นเสน่หา ตอนที่ 10 (ต่อ)

ในเวลาเดียวกันนั้น ทอแสงรัศมี อยู่ในห้องโถงวังรังสิยา กำลังถามคาดคั้นเอากับผ่อง

“ท่านป้าเด็จไหนผ่อง”
“เด็จร้านอาหารสวนราตรีค่ะ”
“เอ๊ะ ทำไมฉันไม่รู้ล่ะ”
ผ่องยืนนิ่งเฉย สีหน้าเรียบร้อย
“ทำไมล่ะผ่อง เท่าที่ฉันรู้ท่านป้าไม่เด็จไหนวันนี้ พี่ชายเดียวก็จะอยู่ทั้งวัน กลับหอเย็น”
ผ่องนิ่งอย่างเดิม
หญิงทอแสงฉุนแล้ว “หูหนวกเหรอผ่อง”
“อิชั้นไม่ทราบค่ะคุณหญิง”
“ไม่จริง ท่านป้าจะทรงทำอะไรท่านต้องมีเหตุผล”
“อิชั้นไม่ทราบ ท่านไม่รับสั่งอะไรค่ะ”
สีหน้าหญิงทอแสงยามนี้อึดอัดอัดอั้นมาก สุดท้ายหันมาจ้องผ่อง
“ตอบให้เป็นผู้เป็นคนมั่งฉันถามดีๆ น่ะ”
“อิชั้นขอตัวค่ะ” ผ่องเดินกลับหลังนิดๆ ออกไปในทันที
ทอแสงรัศมีโกรธ ก้าวตามไปคว้าไหล่ให้หันมา แล้วผลักผ่องไปโดยแรง
“กำเริบ...วันไหนชั้นมาเป็นนายที่นี่”
“คุณหญิงคะ ให้มาเป็นก่อนเถิดนะคะ”
ผ่องบอกด้วยเสียงเรียบร้อยแล้วออกไป โดยไม่หันกลับมามองที่หญิงทอแสงอีก

ผ่องตรงมาที่ครัว เล่าให้ สาลี่ กับพิกุล ฟังแล้ว
“ไม่ใช่คนแบบนั้นนะแกน่ะ” สาลี่บอก
“อดไม่ไหวพี่ คุณหญิงเธอทำไมกิริยาวาจาแบบนี้ก็ไม่รู้นะ ท่านหญิงเล็กก็ไม่เป็น คุณหญิงลักษณ์ก็ไม่เป็น ท่านชายจักรก็ไม่เป็น ท่านหญิงปั้นก็ไม่เป็น”
พิกุลเหน็บ “จะสาวถึงต้นตระกูลท่านมั้ยพี่ผ่อง”
“สาวได้ก็จะสาวล่ะ” ผ่องว่า
สาลี่บอก “เราเป็นขี้ข้า”
“เออ...ฉันอยากจะถามมานานและ ขี้ข้านี่มันแปลว่าอะไรเหรอป้า” พิกุลเอ่ยขึ้น
“จะแปลทำไมนังพิกุล” สาลี่ย้อน
“สงสัย” พิกุลบอก
“เออ..ชั้นก็สงสัย” ผ่องผสมโรง
“ข้าเดาเอานะ ฟังแล้วเอ็งเหยีบไว้กรงนี้แล้วกัน ข้าแปลของข้าคนเดียว”
สองคนพูดแซงเกกัน “จ้ะรับรองไม่พูด” / “เหยียบแน่นอน”
“ขี้ข้า มันแปลว่า ขี้ของข้า ข้าจะเหยียบจะย่ำจะซ้ำจะเติม จะกระทืบยังไงก็ได้เพราะมันเป็นขี้ของข้า”
ฟังสาลี่แล้ว สองคนเหวอมาก ท่าทีน่าขัน
“เออได้ยินไม่ผิดหรอก”
สองคนยังหน้าเหวอไม่เสร็จ ละมัยเรียกมาแต่ไกล
“พี่ผ่อง ท่านหญิงเด็จแล้ว”


ไม่นานต่อมา ตรงทางเดินจากท่าน้ำ วังรังสิยา สนถือกับข้าวที่ซื้อมา เป็นตะกร้าหวาย ชามโคมห่อผ้าขาว ขณะ ผ่อง ชายเดียว และท่านหญิงแขไขเดินมาด้วยกัน สามคนเดินไปพูดไป
“อาหารอร่อยมั้ยมังคะ” ผ่องเอ่ยขึ้น
“อร่อยมากเหมือนที่เราทำกินที่วังเนี่ย” ขณะพูดสายตาเข้มขึ้น “เหมือนมาก”
ทอแสงโผล่หน้าต่างแอบฟัง
“ต้องเด็จบ่อยๆ” ผ่องยิ้มแย้ม
“นั่นสิ หรือไม่ก็ให้หนูรุ้งมาทำให้กินที่นี่นะผ่อง” ท่านหญิงแขไขว่า
“มังคะ...เธอน่ารักมังคะ” ผ่องยิ้มๆ
“ชายเดียว ดีมั้ยลูก”
“ดีค่ะ ชายก็อยากให้รุ้งมาที่นี่บ่อยๆ”
“ทำไมหรือชาย”
ชายเดียวนิ่งไปสีหน้าละมุน หญิงทอแสงเพ่งมอง ใจร้อนเร่าดั่งเผาไฟ
“ชายจ๊ะ” ท่านหญิงแขไข เรียกเป็นเชิงถาม
“ไม่ทราบค่ะ ทราบแต่ว่า อยากให้มาบ่อยๆ มาอยู่เลยยิ่งดี”
หญิงทอแสงร้อนรุ่ม ในใจมาก เสียใจด้วย ยืนน้ำตาคลอ
“อุ้ย จริงหรือคะคุณชาย” ผ่องถาม
“จริง...ผ่อง ฉันอยากให้รุ้งมาอยู่ที่นี่เลย” เสียงชายเดียวพูดไปเหมือนไม่รู้ตัว นัยน์ตาครุ่นคิดนิดๆ ยิ้มหน่อยๆ
หญิงทอแสงแทบด่าวดิ้น รู้สึกโหวงเหวงไปหมด ทุกคนเดินผ่านไป ทอแสงัศมียืนน้ำตาร่วงพรู

ทอแสงรัศมีเดินออกมา น้ำตายังเต็มตา มองขึ้นไปชั้นบนยินเสียงศักดินาแว่วๆ
“ผ่อง...เย็นนี้ร้านสวนราตรีถวายอาหารท่านแม่มาหลายอย่าง ตั้งเครื่องเลยนะไม่ต้องให้สาลี่ทำหรอก”
“ค่ะ คุณชาย”
ชายเดียวเดินลงบันไดมาชั้นล่าง เห็นหญิงทอแสงยืนอยู่
“หญิงทอแสง...ร้องไห้ทำไมคะ”
ทอแสงรัศมีมองศักดินาด้วยสายตาน้อยใจ เสียใจมาก
“หญิง”
“หญิงเกลียดพี่ชาย”
“อ้าว...” ชายเดียวยังนึกว่าอีกฝ่ายพูดขำๆ “ทำไมล่ะคะ”
“พี่ชายรักรุ้งเหรอ”
“หญิง” สีหน้าชายเดียวเฉยชาขึ้นมาทันที “เหลวไหล”
ทอแสงรัศมีสวนคำอย่างแรง “ไม่เหลวไหล พี่ชายพูดเองหญิงได้ยิน พี่ชายรักมันทำไม” หญิงทองแสงสะอื้นฮักๆ “ทำไมพี่ชายเห็นมันดีกว่าหญิง...” พูดแล้วสะอื้นอย่างแรง เพราะเจ็บในใจจี๊ดๆ แล้วหลุดคำออกมา

“หญิงรักพี่ชาย”
ชายเดียวนิ่งอึ้งไปนานมาก ไม่ใช่ไม่รู้ รู้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าหญิงทอแสงจะพูดออกมา ท่าทีน่าสงสาร และดูจริงใจ

“หญิงคะ...เรายังเด็กอย่าเพิ่งคิดเรื่องรักเรื่องใคร่ เรายังต้องเรียนหนังสือ พี่ชายอยากให้หญิงตั้งใจ สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ พอจบปริญญา...”
หญิงทอแสงสวนออกมา “ไม่...พี่ชายไม่ต้องพูดเรื่องเรียน หญิงจัดการของหญิงเอง พูดเรื่องพี่ชายเถอะทำไมต้องรักอีรุ้ง...”
ชายเดียวสวนทันทีเช่นกัน “หญิง” เสียงเข้มใส่ “พูดจาน่าเกลียดอย่างนี้ไม่ต้องพูดกันดีกว่า”
“หญิงจะเรียกมันอี...อี...อี พี่ชายจะทำไม”
“เขาเป็นเพื่อนหญิงนะ เพื่อนกันมานาน”
“ไม่เคยคิดว่ามันเป็นเพื่อน มันเป็นศัตรูตลอดชาติ ไม่มีวันดีด้วย คนอย่างมันขอให้ตายเร็วๆ”
“เธอน่าเกลียดมากถ้ายังคิดอะไรที่เลวๆแบบนี้อย่ามาพูดกัน แล้วอย่าคิดทำร้ายรุ้งเขาเป็นคนดี เธอทำอะไรเขาไม่ได้หรอก”
ศักดินาตำหนิทองแสงรัศมีอย่างรุนแรง

ที่วังท่านหญิงเล็กในเวลาต่อมา ท่านหญิงปั้น แวะมาหา โดยท่านชายวรจักร ท่านหญิงเล็ก และหญิงลักษณ์ ต้อนรับอยู่ มีนางข้าหลวง เจียด และคนรถ บันลือ อยู่ด้วย
ท่านหญิงปั้นหันมาทางคนรถ
“บันลือวางของไว้ตรงนั้น แล้วเอาของกินไปส่งที่ครัวให้เขาจัดขึ้นมา” หันมาบอกน้องชาย “พี่ซื้อคุกกี้กับครัวซองจากโอเรียนเต็ลฝากเธอชายจักร แวะสีลมภัตตาคารซื้อสลัดเนื้อสันกับสตูว์ลิ้นมาด้วย” มองไปเห็นบางอย่างถึงกับร้อง “เอ๊ะ”
ด้วยเห็นทอแสงรัศมีวิ่งมาอย่างแรง จะผ่านทุกคนไป ท่านหญิงปั้นเสียงเข้ม
“หญิงทอแสง...หยุดก่อน”
หญิงทอแสงหยุด แล้วเดินหน้าเฉยเข้ามา
“คมท่านป้าสิหญิง” คม ที่ท่านหญิงเล็กบอกลูก คือ บังคม คือ ไหว้ นั่นเอง
ทอแสงรัศมีไหว้แต่หน้าตาขุ่นมัวมาก
“กิริยาชั่วมากหญิงทอแสง ไม่สมเป็นลูกชาติลูกตระกูล” ท่านหญิงปั้นสุดทน
“หญิงก็ไม่อยากเป็น” ทอแสงรัศมีย้อน แล้วออกไปทันที
ทุกคนตะลึง ท่านชายวรจักรรีบแก้แทนลูกรัก
“ประทานอภัยแทนลูกหญิงด้วยหม่อม”
“หญิงศศิ” ท่านหญิงปั้นหันมาทางหลานคนเล็ก
“คะ ท่านป้า” คุณหญิงศศิลักษณ์ไหว้
“ไปตามพี่สาวเธอมาหาป้า”
หญิงลักษณ์จะออกเดิน แล้วหันกลับมาลงนั่ง
“ท่านป้าคะ หญิงไม่กล้าค่ะ พี่หญิงทอแสงกำลัง...ไม่ทราบโกรธใครมาป่านนี้คง...”
“หญิงลักษณ์ไปทำอะไรก็ไปเถอะลูก” ท่านชายวรจักรบอก
หญิงลักษณ์ไหว้ท่านป้าแล้วออกไป
ท่านหญิงปั้น หันมาทางสองผัวเมียหน้าเข้มจัด “น่าเกลียดหรือทน เธอสองคนจะปล่อยให้หญิงทอแสงเป็นอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาดฉันจะบอกไว้เลย ถ้าไม่อยากเสียใจ”
สองคนถอนใจใหญ่
“สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้กระหม่อม..เสียใจหนัก” ท่านชายวรจักรแก้ต่างให้ลูก
“ขอหญิงพูดซักครั้งเถิดนะคะพี่หญิง หญิงไม่เคยพูดอะไรเลย ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกสาวคนนี้เจ้าพี่วรจักรเป็นคนตัดสินทัยทุกอย่าง หญิงไม่เคยมีเสียงเลย” ท่านหญิงเล็กเสียงเครือๆ “เจ้าพี่ทรงตามใจลูกหญิงมากถึงได้เอาแต่ใจตัวเองแบบนี้ นี่ยังน้อยไปนะคะพี่หญิง เขาไม่พอใจแม่เขากระทืบเท้าใส่ ทั้งเถียงทั้งกระแทกโน่นกระแทกนี่”
ท่านชายวรจักรถอนใจยาว เหลือบมองท่านหญิงเล็กเป็นเชิงบอกว่า ฝากไว้ก่อน
“เขาไม่เคยคิดว่าหญิงเป็นแม่”
“ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะหญิงเล็ก” ท่านชายวรจักรฉุน
“จริงค่ะพี่หญิง ทอแสงคิดว่ามีพ่อคนเดียวไม่มีแม่”

ทางด้านทอแสงรัศมีเขียนจดหมายถึงฉัตต์ เขียนอย่างรวดเร็ว มีอารมณ์โกรธ เกลียด และแค้นรุ้งเพราะหึงหวงในตัวชายเดียว เป็นพาหะ
“คุณฉัตต์ ปัณณธร คุณคงยังไม่รู้ว่าที่บ้านของคุณมีการเปลี่ยนแปลง...”
ทอแสงหยุดเขียน สีหน้าตรึกตรอง วางปากกาแรงๆ นั่งพิงพนักเก้าอี้ไปอีก ภาพชายเดียวที่ด่าทอต่อว่าผูดขึ้นมา
“เธอน่าเกลียดมาก ถ้ายังคิดอะไรที่เลวๆ แบบนี้อย่ามาพูดกัน แล้วอย่าคิดทำร้ายรุ้ง เขาเป็นคนดี เธอทำอะไรเขาไม่ได้หรอก”

ทอแสงรัศมีหวนกลับมานั่งเก้าอี้อย่างแรง ดึงกระดาษที่เขียนเมื่อครู่มาอ่านทวนดังๆ

“คุณฉัตต์ ปัณณธร คุณคงยังไม่รู้หรอกว่า ที่บ้านของคุณมีการเปลี่ยนแปลง...”

แล้วจึงลงมือเขียนต่อ

“...อย่างใหญ่หลวงของคนที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้าน...เราไม่เห็นเหตุผลอะไรที่เขาไม่บอกคุณว่าคุณพ่อของคุณเสียชีวิตแล้ว เราหวังดีถึงเขียนมาบอกคุณ คุณรู้มั้ย เรื่องนี้ใครเป็นตัวการ”

ทอแสงรัศมีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยๆยิ้มออกมานิดๆ ด้วยความสะใจ
จดหมายฉบับนั้นมาอยู่ในมือฉั
กำลังโหลดความคิดเห็น...