xs
xsm
sm
md
lg

ปีกมาร ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ปีกมาร ตอนที่ 14

เช้าวันนี้ ทุกคนในชีวิตของลายสือ มารวมตัวกันอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ลายสือสวมชุดสีขาวของนาคเตรียมปลงผม เขาเดินพนมมือถือดอกไม้ธูปเทียนเข้ามากราบเท้าขอขมา พ่อ และดารา ผู้เป็นแม่เลี้ยง

“ปลงผมแล้วจะได้ทำพิธีตามฤกษ์เลย”
“พ่อดีใจที่แกตัดสินใจบวช” พ่อยิ้ม
“อาก็เหมือนกัน อาก็ดีใจด้วยนะ” ดาราบอก
“ขอบคุณครับ”
“โยม”
พระหันไปกล่าวกับพ่อ
“ตัดผมให้ลูกได้แล้วละ เขาจะได้เป็นนาคโดยสมบูรณ์”
ผลึกและจืดมองสบตากันด้วยความปลาบปลื้ม เช่นเดียวกับแหมว
พ่อตัดปอยผมของลายสือแล้วจึงส่งกรรไกรให้แม่ ศลัยลาเดินเข้ามา ปรากฏตัวอย่างเงียบๆ
“คุณศลัย”
ลายสือพึมพำเบาๆ ทุกคนหันไปมอง แหมวตื่นเต้นดีใจ
“คุณศลัย...” เด็กสาวหันไปทางดารา “คุณแม่คะ นี่ยังไงล่ะคะคุณศลัยลาที่กำลังเป็นข่าวอยู่น่ะค่ะ คุณศลัยลาอุตส่าห์มา เอ้อ..แหมวไม่เชื่อหรอกค่ะที่ข่าวเขาว่าคุณศลัยถูกฟ้องกลับ...เอ้อ...ข้อหามีชู้น่ะค่ะ”
ศลัยลาและลายสือต่างจ้องมองกันและกัน ศลัยลาฝืนยิ้ม
“ฉันมาร่วมอนุโมทนากับคุณ....ลายสือ”
“คุณศลัย”
ลายสือลุกพรวดขึ้นยืน หวั่นไหว สับสน และว้าวุ่นใจอย่างรุนแรง
“ไม่...ผมทิ้งให้คุณสู้คนเดียวไม่ได้ ผม...ผมเสียใจครับ คุณพ่อ...ผมเสียใจ”
ลายสือผลุนผลันออกไป ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน
“ลายสือ!” ศลัยลาตกใจ
“เฮ้ย ไอ้สือ...ไอ้สือ” ผลึกและจืดวิ่งตามลายสือไป
แหมวตะลึงงัน จ้องมองหน้าศลัยลา ถดตัวถอยห่างอย่างรังเกียจ
“งั้น...งั้นข่าวที่หนังสือพิมพ์ลงมันก็จริงน่ะซี คุณ....คุณมีชู้..คุณ...คุณเป็นชู้กัน..!”
แหมววิ่งออกไปด้วยความเสียใจ
“แหมว”
ดารารีบตามแหมวออกไป
พ่อเดินเข้ามาหาศลัยลา ถอนหายใจด้วยความกังวล น้ำเสียงขุ่นเขียวตำหนิ
“คุณไม่ควรมาที่นี่เลยนะ”
“ฉันรู้ค่ะ...แต่ฉันต้องการมาเพื่อขออโหสิกรรมแก่ลายสือฉันมาได้ตั้งใจที่จะทำตัวเป็นมารฉัน...ฉัน...ฉันเสียใจค่ะ”
ศลัยลาสะเทือนใจอย่างรุนแรง ร้องไห้โฮ แล้วหันตัวกลับเดินออกไป
พ่อมองตามไป ด้วยความรู้สึกผิดหวัง และเสียใจที่งานบวชล่ม!

ศลัยลากลับจากวัดตรงมาที่ออฟฟิศสำนักงานทนายความของเพียรภมร เดินเข้ามานั่งนิ่งๆ ขรึมๆ เหนื่อยล้าไปทั้งจิตใจ เพียรภมรหอบแฟ้มเอกสารเข้ามานั่งที่โต๊ะทำงาน
“ภูฉายเขาฟ้องกลับ เขาถ่วงเวลาอยู่นานเพื่อรอจังหวะ เพียรบอกแล้วไง การเปลี่ยนทนายของเขาเป็นลางบอกเหตุว่า เขาต้องฟ้องกลับ”
ท่าทีศลัยลาเนือยๆ
“พี่ศลัย เป็นอะไรน่ะ”
“ไม่รู้ซี ฉันอาจจะเนือยเพราะเหนื่อยก็ได้ เขาฟ้องกลับข้อหาฉันมีชู้ใช่มั้ย”
“ใช่”
“ฉันคงเริ่มชินไปเรื่อยๆ ละมั้ง มันคงไม่ร้ายแรงสักเท่าไหร่หรอก ฟ้องกันไปแล้วก็ฟ้องกันมา”
“พี่ศลัย เราต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าเราไม่ได้ทำผิด เพราะถ้าทำให้ศาลเชื่อยังงั้นไม่ได้ พี่จะไม่เสียแค่ลูก แต่พี่จะต้องเสียบ้านเสียรถ เสียที่ดินผืนนั้น...และเสียแม้แต่ค่าสึกหรอของเขา”
แววตาของศลัยลาหมองลง เริ่มร้อนใจ
“แล้วเราจะทำยังไง”
“อย่าพบลายสือ พี่สัญญาได้มั้ย”
สีหน้าแววตาของศลัยลายิ่งหวั่นไหว ว้าวุ่นยิ่งขึ้น
“เอ้อ…”

ส่วนสลักกำลังนั่งไตร่ตรอง ก่อนจะให้ละมัยจดตามคำบอก ภูฉายเดินลงมา ไปรินน้ำเย็นดื่ม สีหน้าเคร่งเครียด
“บ้าน...เนื้อประมาณร้อยตารางวามีสิ่งปลุกสร้างพร้อม...ส่วนรถก็...เป็นรถยนต์ยี่ห้อ..หมายเลขทะเบียน...เออ...ภู รถนังศลัยน่ะหมายเลขทะเบียนเท่าไหร่นะ”
ภูฉายนิ่งเฉย ไม่ได้ยิน
“ภู” สลักเรียกเสียงดังขึ้น
ภูฉายสดุ้ง หันมาสบสายตา
“ครับ..แม่...”
“รถที่นังศลัยใช้น่ะหมายเลขทะเบียนอะไร”
“ทำไมหรือครับ”
“อ้าว...แม่ก็สำรวจทรัพย์เอาไว้แต่เนิ่นๆ น่ะซีว่ามันมีอะไรบ้างที่เป็นสินสมรส หมายเลขทะเบียนอะไร”
“ไม่ทราบครับ เอ้อ...ผมจะไปข้างนอกนะครับแม่”
ภูฉายตัดบทแล้วรีบเดินออกไป
“ดูซี ยังพูดไม่รู้เรื่องเลยไปซะแล้ว เอ...หมายเลขทะเบียนอะไรนะ เออฉันว่าโทร. ไปถามนังศลัยเลยดีกว่า โทร. ไปที่บ้านมัน แกดูซีนังมัย หมายเลขอะไรนะสาวใช้ทำหน้าเบื่อๆ ก่อนเปิดสมุดจดเบอร์โทรศัพท์
“นี่ค่ะ”
สลักหมุนเบอร์โทรศัพท์ ยกหูขึ้นด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง

ไม่นานต่อมา ภาษิตซึ่งอยู่ในห้องโถงที่บ้าน กำลังโวยวายด่าทอใครบางคนใส่โทรศัพท์
“จะบ้าเรอะ..ไม่บอก..ไม่บอกมีอะไรมั้ย งกนัก...จะงกไปถึงไหน ปูนนี้แล้วจะเอารถยนต์ไปทำไม มีถนนขับเรอะ พิลึก”
ภาษิตกระแทกสายลงอย่างโกรธจัด นวลนภาแปลกใจ
“ใครโทร. มา”
“เอ้อ...” ภาษิตอึกอัก มองไปยังศลัยลา
“คุณนายสลัก โทร. มาถามหมายเลขทะเบียนรถพี่ศลัย”
“ถามไปทำไม” ศลัยลาแปลกใจ
“คิดการจะยึดสมบัติพี่ศลัยละมั้ง ผมเคยบอกแม่แล้ว...ที่ดินผืนนั้นน่ะรีบร้อนยกให้ลูกสาวระวังจะกลายเป็นของแถมแล้วมันจริงอย่างที่ผมพูดมั้ยล่ะ”
ภาษิตผลุนผลันออกไป ท่าทีฉุนเฉียวไม่น้อย
นวลนภายิ่งกังวล
“ทำยังงี้มันไม่ถูกนะ ทั้งบ้านทั้งรถ แม่ยกให้ตั้งแต่หนูยังไม่แต่งงาน พิสูจน์กันได้นี่ว่ามันไม่ใช่สินสมรส”
แววตาของศลัยลาเปล่งประกายวาววาม โกรธขึ้นมา
“เขามีข้อต่อรองแล้วนี่คะ ต่อไปนี้...เราคงเป็นฝ่ายต้องรับฟังข้อต่อรองของเขา”
นวลนภาพูดเป็นเชิงตำหนิ “ภูนี่ใช้ไม่ได้เลย”
“คงไม่ใช่ความคิดเองหรอกค่ะ”
สีหน้าของศลัยลาบึ้งตึง

“ต้องเป็นความคิดของแม่เขาแน่ๆ”

ด้านสลักกระแทกเสียงใส่ลูกชาย ขณะภูฉายยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีเครียดและเหนื่อยล้า

“ใช่ ความคิดของฉันเอง ก็ไม่ใช่เพราะความคิดของฉันหรือแกถึงได้เติบโตมาเป็นคนถึงทุกวันนี้ แกน่ะ...ตั้งแต่เกิดมาแกคิดอยู่เรื่องเดียว...คิดผิด...คิดผิดที่แต่งงานกับผู้หญิงอย่างนังศลัยลายังไงล่ะ”
ภูฉายหลับตาลง เริ่มมีอาการเครียดจนปวดศีรษะ
“คุณภู เป็นอะไรคะ”
คำถามของละมัย ทำให้สลักตื่นตกใจ
“ภู แกเป็นอะไรน่ะ เป็นอะไรลูก บอกแม่ซี ไม่สบายหรือเปล่า ภู....ภู...”
“ผมไม่ได้เป็นอะไร”
ว่าเพียงเท่านั้น ภูฉายก็เดินขึ้นชั้นบนไป สลักและละมัยมองตามไป ด้วยความแปลกใจ

แหมวนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ที่บันไดบ้าน ท่าทีเงียบขรึม ดาราเดินออกมาหยุดยืนมอง แล้วจึงเข้ามานั่งใกล้ๆ
“แหมว....เราทุกคนก็เสียความตั้งใจด้วยกันทั้งนั้นแหละลูก แต่เมื่อเหตุมันเป็นยังงี้ไปแล้ว หนูไม่ควรจะ..เสียความรู้สึกที่ดีกับผู้ใหญ่นะ”
“ฮึ ผู้ใหญ่นี่น่ะหรือคะ...คือสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน มิน่าล่ะ...ทุกครั้งที่พบแหมวคุณศลัยถึงได้ทำตัวเป็นคนมีน้ำใจ ที่แท้ก็...”
แววตาของแหมวเหยียดหยันเต็มที่
“ทำดีกับแหมวเพื่อพี่ลายสือ
“แหมว..คดียังไม่สิ้นสุดนะลูก ศาลเท่านั้นแหละที่จะพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง”
“หลักฐานกับความเป็นจริง บางทีมันก็ไม่…”
“แต่เราก็มีศาลไว้เป็นที่พึ่งพา ตอนที่เราต้องค้นหาความจริงไม่ใช่หรือแม่ว่า...หนูไม่มีหน้าที่ที่จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้ใหญ่นะ”
“ใช่ แต่ต่อไปนี้....แหมวเกลียด....”
สีหน้าแววตาของแหมวเต็มไปด้วยความชิงชัง
“แหมวเกลียดผู้หญิงอย่างศลัยลา”

เช้าวันต่อมา ละมัยกำลังจัดโต๊ะอาหารเช้าอยู่ ภูฉายเดินลงมานั่งรอกาแฟ ละมัยนำกาแฟเข้ามาเสิร์ฟ
สลักกระวีกระวาดลงมาอย่างรีบร้อน อารมณ์ดี
“ภู แม่รอแกตั้งหลายเช้าแล้วละ อยากจะปรึกษาอะไรหน่อย”
“เรื่องอะไรครับ”
“ก็เรื่องบ้านเรื่องรถของนังศลัยลาน่ะซี เรื่องอะไรจะยอมให้มันเอาไปประเคนชู้ฟรีๆ นังศลัยเป็นฝ่ายผิดมันต้องไปแต่ตัว ทิ้งทรัพย์สินเอาไว้ให้แกรวมทั้งลูกด้วย”
“แม่จะเอาตาหนูมาทำไมครับ ตาหนูอยู่ที่นั่นก็สบายดีแล้วนี่”
“ก็เพราะตาหนูจะเป็นเครื่องยืนยันว่าเราถูก...เราถึงต้องได้ทุกอย่างไงล่ะ นี่แม่ก็ว่า...แม่จะไปบ้านนั้นสักวัน จะไปดูซิว่าในบ้านยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง เดี๋ยวมันรู้แกวว่ามันจะแพ้มันมาขนไปหมด”
ภูฉายมองแม่ “แล้วแม่รู้ได้ยังไงว่าผมจะชนะ”
“รู้ซี...”
สีหน้าแววตาของสลัก ทั้งเย่อหยิ่งและทะนง
“ก็ทนายเขาบอกแม่!”

ที่สำนักโบราณคดี ศลัยลานั่งอยู่เงียบๆ ตามลำพัง จ้องมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงหน้า สักครู่เสียงกริ่งดังกังวานขึ้น ศลัยลารีบยกหูโทรศัพท์ด้วยความตื่นเต้นร้อนรน
“ลายสือ...นั่นคุณหรือ...อ้อ...ไม่ใช่... ไม่เป็นไรค่ะ”
ศลัยลาค่อยๆ วางสายลง สีหน้าแววตาของศลัยลา แห้งแล้งเหมือนคนท้อแท้และสิ้นหวัง

ฟากลายสือนั่งซึมอยู่ตามลำพังในห้องพัก ผลึก จืดเตรียมตัวไปยังนอก
“กูกับไอ้จืดจะไปหาอาจารย์อังเดร มึงจะไปด้วยมั้ย” ผลึกถาม
“มึงปิดทางออกของมึงทีละทาง...ละทางยังเหลือแค่…” จืดตัดพ้อ
ลายสือพูดสวนขึ้นมาทั้งหงุดหงิด และโกรธ
“กูมีเหตุผลของกู!”
“เออ กูกับไอ้จืดขอแสดงความนับถือมึงวะ กูนับถือมึงจริงๆ นะ ที่คนอย่างมึง ยอมให้ความหลงมันเจาะหูเจาะตาได้ขนาดนี้!” โผลโมโหมาก
จืดก็เช่นกัน “ขอให้มึงโชคดี ถุย!”
ทั้งสองเดินออกไป
สีหน้าของลายสือเต็มไปด้วยความปวดร้าว และขมขื่น

สลักนั่งแท็กซี่เข้ามาจอดที่หน้าบ้านที่เคยเป็นเรือนหอ ลงรถมายืนกดกริ่ง สักครู่เข็มวิ่งออกมา สีหน้าตื่นตกใจที่เห็นเป็นสลัก
“คุณ...คุณนาย”
“เปิดประตู”
“คุณ...คุณนายมาทำไมคะ ของคุณภูก็ขนไปหมดแล้วนี่คะ”
“แต่อีกหน่อย...ภูเขาคงจะต้องขนของเขากลับมาอยู่ที่นี่ไม่ได้มาอยู่คนเดียวหรอกนะ ฉันด้วยฉันจะมาอยู่กับเขาเอาบ้านหลังเก่าให้ฝรั่งเช่า”
“เอ๊ะ....ก็...”
“นี่เจ้านายของแกคงไม่ได้บอกแกซีนะ ว่ากำลังจะแพ้ความลูกชาย ฉันถึงต้องมาสำรวจทรัพย์สินก่อนที่พวกแกจะขนเอาไปยังไงล่ะ ถอยไปนะ”
สลักเดินชนเข็ม จนเซ แล้วไปเดินขึ้นบ้านไป

เข็มมองตามไป ด้วยสีหน้าแววตาตื่นตระหนกตกใจ

ปีกมาร ตอนที่ 14 (ต่อ)

นวลนภาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาลูกๆ อย่างตื่นตระหนก

“ศลัย เข็มมันโทร.มาบอกว่าคุณนายสลักไปสำรวจทรัพย์สินเพราะหนูจะแพ้ความ”
“คุณนายสลัก”
ศลัยลาเดินกลับไปที่รถ เพียรภมรขับรถเข้ามาพอดี ก้าวลงมาอย่างงๆ
“นั่นพี่จะไปไหน พี่ศลัย”
“ฉันจะไปบ้านโน้น”
“พี่ศลัย เพียรไปด้วยนะ”
“ผมไปด้วย..”
ภาษิตดึงกุญแจรถยนต์จากมือของเพียรภมร ขับรถยนต์พาทั้งสองออกไป นวลนภามองตามไปอย่างหนักใจ

สลักก้าวขึ้นรถแท็กซี่ หันกลับมาสั่งเข็ม
“พอความแพ้ นังศลัยมันก็หมดกรรมสิทธิ์ในหลังนี้ เพราะศาลต้องบังคับโอนให้เป็นของภู แกเตรียมตัวขนย้ายไปได้แล้วนะ รีบๆ หางานใหม่ซะหรือไม่ก็..ประจบประแจงฉันก็ได้ เผื่อฉันจะเมตตาจ้างแกไว้ช่วยงานนังมัยมัน ฉันให้เดือนละ 800”
แท็กซี่เร่ง “ไปได้หรือยังครับ คุณนาย”
สลักฉุน “เดี๋ยวก่อนซียะ ฉันยังสั่งเสียธุระไม่เสร็จ!”
“แต่ผมเสียเวลานะครับ รถจอดอยู่เฉยๆ มิเตอร์ไม่ขึ้นนะ” แท็กซี่บ่น
“งั้นก็ไป แหม....คนสมัยนี้มันไม่มีน้ำใจจริงจริ๊ง รอนิดรอหน่อยก็ไม่ได้ไม่มีเมตตากับคนแก่เลย ไปย่ะ”
แท็กซี่แล่นออกไป ในจังหวะที่รถของศลัยลาแล่นเข้ามาจอด โดยมีภาษิตเป็นคนขับ 3 คนรีบลงมา
“เข็ม คุณนายสลัก”
“ไปแล้วค่ะ ไปเมื่อกี้นี้เอง ไม่ได้เอาอะไรไปหรอกค่ะเพียงแต่มาสำรวจว่ามีของอะไรบ้าง”
“ตามไปยังทันนะครับ พี่ศลัย”
“อย่า ไม่ต้องตามหรอก ตามไปทำไมไม่มีประโยชน์” เพียรภมรบอก
“แต่ว่า…”
“เชื่อเพียรซีคะพี่ศลัย มันอาจจะเป็นแผนทำลายขวัญพี่ก็ได้”
ภาษิตหงุดหงิด “เสียเวลาเปล่าๆ”
“ไม่เสียหรอก…”
เพียรภมรหันมาจ้องมองเข็ม
“อย่างน้อย...ฉันก็ได้พบเข็ม ขอเวลาเดี๋ยวเดียวนะพี่ศลัย ไปเข็มฉันมีเรื่องจะพูดด้วย”
เพียรภมรดึงตัวเข็มเดินเข้าบ้านไป ภาษิตและศลัยลามองสบสายตากันอย่างแปลกใจ
แววตาภาษิตใคร่ครวญครุ่นคิด

ขณะเดียวกันอาจารย์อังเดรนั่งทำงานอยู่ตามลำพัง ลายสือเดินเข้ามาหยุดยืนพิงประตู อังเดรมองไปเห็น
“เพื่อนๆ เธอกลับไปแล้วนี่”
“ครับ ผมถึงได้มาหาอาจารย์”
“ตอบฉันได้มั้ย ทำไม....เธอถึงไม่ยอมบวช”
“ศรัทธาผมยังไม่เกิด...ผมร้อน...ผ้าเหลืองห่มผมให้เย็นไม่ได้หรอกครับอาจารย์”
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปล่ะ ไปทำงานกับฉันมั้ย เธอก็รู้ว่างานค้นคว้าทางโบราณคดีน่ะ..สร้างอำนาจหรือผลประโยชน์ให้ใครไม่ได้ มันเหมือนงานที่ค้นหาตัวเอง บางทีเราอาจจะพบ...หรือบางทีอาจจะไม่พบอะไรเลย”
“ผม..เอ้อ...”
“แต่เธอก็เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักโบราณคดีไม่ใช่หรือ ลายสือ”
สีหน้า แววตาของลายสือหมองจัด เงียบขรึม ตอบไม่ได้
“ผม…”

ฟากเข็มกำลังเล่าเหตุการณ์ให้เพียรภมรฟังด้วยความหวั่นวิตก
“คุณแม่คุณภูไล่หนูออกจากบ้านค่ะ ให้หนูเตรียมหางานใหม่หรือไม่ประจบคุณนายเผื่อแกจะจ้าง จริงหรือคะคุณเพียร ที่ว่าศาลจะชี้ขาดให้คุณศลัยแพ้ ถูกริบบ้านริบรถแล้วก็ริบน้องหนูน่ะค่ะ แล้ว...แล้วหนู...จะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ”
เข็มทำท่าจะร้องไห้ เพียรภมรยื่นมือไปแตะ ปลอบโยน
“มันไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เข็มทำใจดีๆ ซี ยังไม่มีใครแพ้หรือชนะ”
“หมายความว่า...คุณนายสลักหลอกหนูหรือคะ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่ายังงั้น แต่...เรายังมีทางที่จะได้เปรียบฝ่ายนั้นถ้า...”
“ถ้าอะไรคะ”
“ถ้าเข็มให้ความร่วมมือกับฉันไงล่ะ”
ภาษิตเดินเข้ามายืนพิงประตูมองเพียรภมรและเข็ม ที่นั่งปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดและเงียบๆ ภาษิตครุ่นคิดหนัก

กว่าจะถึงบ้านก็ค่ำแล้ว ศลัยลาเดินกลับเข้ามาในโถงกลาง นวลนภารออยู่ถามอย่างร้อนใจ ระคนวิตกกังวล
“ศลัย...เป็นยังไงบ้าง? เจอภูฉายด้วยรึเปล่า”
ภาษิตเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวลใจ
“กลัวหนูจะกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนหรือคะ” ศลัยลาประชดตัวเอง
“ใช่ ถ้าเป็นยังงั้นตาหนูก็กำพร้าทั้งพ่อและแม่ พ่อตายแม่ไปติดคุกฐานฆ่าผัว เฮ้อ...มันกลัวไปหมดจนแม่จะกลายเป็นโรคประสาทอยู่แล้วนะ”
แววตาของศลัยลาแข็งกล้า ชิงชังภูฉาย ไม่มีเยื่อใยหลงเหลือ
“หนูยิงไม่แม่นหรอกค่ะ คนอย่างภูน่ะเอาจริงเขาก็ไม่กล้าแม่เขาไม่ได้สอนให้เขาเป็นผู้ชายที่กล้าหาญ แม่เขาสอนให้เขาเป็นผู้ชายแบบ ชายกระเบนต่างหากล่ะคะ!”
ภาษิตมองอย่างห่วงใย เมื่อเห็นท่าที่เอาจริงของศลัยลา

ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนเช้าวันต่อมา อาจารย์อังเดรนั่งทำงานอยู่เงียบๆ ขณะลายสือเงยหน้าขึ้นมองไปยังโทรศัพท์ พยายามที่จะตัดใจจากศลัยลาให้ได้
อังเดรเดินออกไปจากห้อง
ลายสือรีบหมุนโทรศัพท์ รอสาย
“ขอสายคุณศลัยลา....”

ไม่นานต่อมาลายสือและศลัยลาเดินคู่กันอย่างเงียบๆ ในมุมหนึ่งของสำนักโบราณคดีอาการเศร้าหมอง
“ฉันเสียใจที่ทำตัวเป็นมาร ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฉันอยากขออโหสิกรรมเพื่อให้การบวชของคุณบริสุทธิ์”
“ผมยังเป็นคนดิบอยู่ ยังดิบ...ยังร้อน ผมดับไฟกองที่มันลุกอยู่ในใจของผมไม่ได้ ผมจะบวชได้ยังไง ผมพยายามแล้วนะ...ผมพยายามแล้ว”
“แล้วครอบครัวของคุณละ”
“ผมหวังแค่ความเข้าใจ หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจผมบ้าง...ผมรักคุณนะคุณศลัย ผมไม่มีวันลืมคุณ”
ศลัยลามองลายสืออย่างเต็มตื้นซาบซึ้ง น้ำตาเริ่มคลอดวงตา ยื่นมือให้แก่ลายสือจับ
“ฉันรู้ค่ะ”
ทนายซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์ กำลังถ่ายรูปศลัยลาและลายสือจับมือกัน ก่อนที่จะลดกล้องลงและยิ้มอย่างพอใจแล้วขับรถยนต์ออกไปด้วยความเร็ว

ทางด้านภาษิตนั่งนิ่งขรึม คนถ้วยกาแฟอยู่เงียบๆนวลนภานภาเดินลงมา
“คิดอะไร ลูก”
“ทนายของพี่ศลัยกำลังเล่นเกมอะไรครับ คดีนี้…มันโด่งดังสร้างชื่อพอประมาณนะ”
“แกมีทางเลือกให้ศลัยหรือ ถ้าศลัยไม่สู้น่ะ แกไม่ควรจะกลัวแพ้กลัวชนะนะ แกน่าจะกลัว.....ถ้าพี่สาวของแกขาดสติมากกว่า” นวลนภาหวั่นวิตก
“ขาดสติ”
“แม่กลัว...ศลัยน่ะพกปืนนะ”
สีหน้าแววตาของภาษิต เต็มไปด้วยความหวั่นวิตกไม่ต่างจากมารดา

“พี่ศลัย...”

ศลัยลายืนหันหลังให้ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสลักช้าๆ

“เฮ้อ...ไม่มีการยักย้ายถ่ายเทยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อยนี่...แก...เดี๋ยวแกไปเรียกแท็กซี่ให้ฉันหน่อยนะ ฉันจะ...”
สลักเงยหน้าขึ้นสบสายตา จึงพบว่าเป็นศลัยลา
“นัง...นังศลัย...อ้อมาแล้วหรือยะแม่ศลัยลา ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอจะแพ้ความถูกริบทั้งบ้านทั้งรถและก็ทั้งลูก ก็เลยมาดูเสียหน่อยส่วนใครย้ายอะไรออกไปบ้าง ฉันจะได้แจ้งอายัดทรัพย์ซะก่อน ว้าย..!”
ตอนท้ายสลักร้องเสียงหลง เมื่อศลัยลาควักปืนออกมา สลักตาเหลือกด้วยความตื่นตระหนก
ถอยหนี ปล่อยมือจากหีบ ตัวสั่นเทา
“ปืน...ปะ....ปะ...ปะ ปืน”
“ใช่ ปืน มีกระสุนครบทุกนัดเพราะยังไม่ได้ยิงใคร แต่วันนี้...ไม่แน่!”
“อย่า...อย่าทำฉันจ้ะฉันกลัวแล้ว อย่าทำฉันฉันยังไม่อยากตาย ช่วย...ช่วยด้วย...มัน..มันจะฆ่าฉัน!”
ศลัยลาร้องไห้ออกมาอย่างคับแค้นชิงชัง “กลัวตายเหมือนกันหรือ กลัวตาย...ทั้งที่สังขารก็อยู่ได้อีกไม่เท่าไหร่”
สลักร้องลั่น “อย่า...อย่านะ”
“กลับไปบอกภูฉายนะ ถ้าเขาต้องการบ้านหลังนี้ให้เขาคลานเข้ามาหาฉัน ให้เขาหมอบเข้ามาเหมือนหมา ให้มันรู้ไปว่า...ผู้ชายชายกระเบนอย่างเขาไม่มีปัญญาสร้างทรัพย์สินด้วยตัวเอง ถึงต้องฉกฉวยของๆผู้หญิง!”
“นัง....นังศลัย อย่ายิงฉันนะ...อย่า...”
ศลัยลายิ้มเยาะ
“หนูไม่ยิงคุณแม่ไม่ใช่เพราะสงสาร...ที่ไม่ยิงเพราะยิงไปก็เปลืองกระสุนเปล่าๆ แก่จนป่านนี้ถึงไม่ฆ่าก็ตายเอง!”
ศลัยลาลดปืนลง สลักล้มพับเป็นลมไปด้วยความตกใจกลัว
ร่างของสลักแน่นิ่งอยู่บนพื้น มีฉี่ราดไหลออกมาจากผ้าของสลัก

เพียรภมรกำลังทำงานอยู่ในสำนักงานทนายความ ภาษิตเดินเข้ามายืนมองเพียรภมรครู่หนึ่ง เพียรภมรเงยหน้าขึ้น สีหน้าสองคนต่างมึนตึงด้วยกันทั้งคู่
“คุณมาทำไม”
“ผมควรจะรับ รู้ว่ารูปคดีของพี่สาวผมเป็นยังไง”
เพียรภมรยิ้มเยาะ
“คุณเพิ่งมารักพี่สาวของคุณต่อเมื่อศลัยลาเจ็บแสนเจ็บจนแผลที่เจ็บมันตกสะเก็ดแล้วยังงั้นหรือ คุณต้องการอะไร”
“คุณกำลังทำอะไรกับพี่สาวผม”
“ไม่จำเป็นที่ฉันต้องตอบคุณนี่ คุณอยู่วงนอก คุณมีหน้าที่แค่ลุ้น”
ภาษิตตบโต๊ะปัง ยื่นหน้าเข้ามาหา อย่างโกรธจัด
“นี่ พี่สาวของผมไม่ใช่นักมวย แล้วคุณก็ไม่ใช่พี่เลี้ยงคุณไม่ได้มีหน้าที่ยุให้พี่สาวของผมเจ็บตัว”
เพียรภมรเชิดศีรษะขึ้น
“เราเรียกสิ่งนั้นว่าการต่อสู้!”
“คุณจะเรียกมันว่าการข่มขืนหรืออะไรก็ตามแต่ แต่คุณหยุดได้แล้ว...คุณต้องหยุด!”
ภาษิตขู่เสียงเข้ม เพียรภมรตวัดสายตากลับมาสู้สายตาของภาษิต คำรามลึกๆ ในลำคอ
“ไม่!”

ฟากภูฉายอุ้มสลักเข้ามานอนที่เก้าอี้ยาวในห้องโถงบ้าน ละมัยวิ่งตามมา สลักร้องไห้โฮๆๆ
“โธ่ นี่แม่ยังไม่ตายอีกหรือนี่ หลังแม่...ช่วยดูหลังแม่ที หักหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“แม่ครับ แม่ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แม่แค่เป็นลม”
“อ้าว มันไม่ได้ยิงฉันหรือ”
“เปล่าค่ะ คุณนายเป็นลม คนบ้านโน้นโทร.มาบอกคุณภูก็รีบไปรับคุณนายไม่ได้ถูกยิงหรอกค่ะ แต่...เอ้อ...คงกลัว...กลัวจน...” ละมัยเล่าเป็นฉากๆ
สลักแว้ดใส่ “นังมัย แกไม่ต้องยุ่งนะ แกอยู่บ้านแต่ฉันไปออกรบกับนังนั่น แกจะรู้ได้ยังไงว่าฉันโดนอะไรมาบ้าง”
จากนั้นสลักหันไปร้องไห้คร่ำครวญกับภูฉายต่อ
“ภู”
ภูฉายเคร่งขรึมไป
“ครับ”
“นังศลัยมันไม่ได้ฆ่าก็เหมือนฆ่าแม่นะ แม่อาจจะช็อกตายก็ได้แม่ยิ่งหัวใจไม่ค่อยดีอยู่ด้วยมันไม่ได้ยิงแม่แต่มันสาปแช่งแม่นะมันท้ามาถึงแกด้วยให้แกคลานเข้าไปหามันอย่างหมาแล้วมันจะทิ้งชู้กลับมาอยู่กับแก!”
ใบหน้าของภูฉายนิ่งคิดตริตรอง จมอยู่กับความคิด และภาพเหตุการณ์ที่เขาทุบตีและข่มขืนศลัยลาผุดขึ้น ไม่ได้ยินเสียงบ่นบ้าด่าทอของสลัก ที่ยังคงดังซ้อนอยู่ตลอดเวลา
“ดูเถอะมันทำกับลูกของแม่ได้ลงคอ...ไม่ไปตรวจทรัพย์สินกลัวมันจะย้ายหนีจะได้แจ้งอายัดทรัพย์ทัน มันนกรู้นะนังนี่ แสดงว่ามันจะเก็บทรัพย์สินประเภทบ้านกับรถยนต์ไว้ให้ชู้”
ภูฉายเริ่มมีอาการบีบรัดของสมองเพราะความเครียด
“แม่จะแจ้งความมันพยายามฆ่าแม่...พยายามฆ่า...แม่จะเอาเรื่องนี้ไปลงหนังสือพิมพ์ แกไปเรียกทนายมาพบแม่นะ เพิ่มข้อหาพยายามฆ่า...ภู...โอย แม่ปวดไปทั้งตัวเลย แม่...แม่กำลังจะตายใช่มั้ยลูก...ภู...ใช่มั้ย”
ภูฉายไม่ได้ยินใดๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สลัดศีรษะเพื่อขับไล่ภาพซ้อนของตนและศลัยลออก ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนไปอย่างเงียบๆ
สลักมองตามไปด้วยความแปลกใจ เสียงเปลี่ยนมาเป็นคนปกติทันที

“เอ๊ะ ภูเขาเป็นอะไรน่ะ”

 
อ่านต่อหน้า 3

ปีกมาร ตอนที่ 14 (ต่อ)

ภูฉายเปิดประตูห้องเข้ามา ยืนพิงประตูหลับตานิ่งๆ เพื่อขับไล่ภาพความเหี้ยมโหดที่ตนเองกระทำต่อศลัยลา ภูฉายเริ่มมีความรู้สึกสับสน ผิด ชอบ ชั่ว ดี ตีกับความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังในจิตใจอย่างรุนแรง

ภูฉายเดินไปนั่งกุมศีรษะที่เตียงนอน เสียงสลักดังลอดมาจากภายนอก
“ภู...ภู เป็นอะไรหรือเปล่าลูก แม่เป็นห่วงแกนะ เปิดประตูแกต้องการแม่ แม่รู้...แกอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก แกยังต้องการแม่อยู่ ภู...ภู...”
ภูฉายพยายามฝืนกับอาการเครียดในหัว ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติขณะตะโกนตอบออกไป
“ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับแม่ ผมสบายดีครับ”
“แกแน่ใจหรือ ว่าแกไม่ต้องการแม่”
“ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ครับ”
“งั้นก็ตามใจ”
ภูฉายผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆ ค่อยๆ เอนตัวลงนอน ท่าทีที่เต็มไปด้วยความเว้าเหว่เดียวดายของภูฉาย
มองจากมุมสูงลงมา เห็นภูฉายร้องไห้อยู่อย่างเงียบๆ สภาพน่าเวทนา
“ศลัย”

ส่วนศลัยลานั่งจ่อมจมอยู่กับความเครียดเช่นเดียวกันกับภูฉาย ภาษิตนั่งอยู่ไกลๆ อยู่ในภาวะจิตใจค่อนข้างเครียดไม่ต่างกัน นวลนภานำชาร้อนๆ มาให้ศลัยลา
“หนูไม่น่าทำรุนแรงเลยนะศลัย ยังไงคุณสลักก็เป็นคนแก่ ถึงจะตัดญาติขาดความเป็นแม่ผัวไปแล้ว แต่ถ้าคุณสลักช็อคตายไป จะทำยังไง”
“ยายคุณนายสลักแกไม่ตายง่ายๆ หรอกครับ แกหนังเหนียว!” ภาษิตสุดทน
นวลนภาหันไปดุลูกชาย
“นี่ แม่กำลังพูดถึงคนแก่นะ เป็นเด็ก...พูดจาต้องรู้จักให้เกียรติสีผมผู้ใหญ่”
ภาษิตลุกขึ้นยืนเถียง
“ก็คนปูนคุณนายสลักน่ะถ้าไม่ย้อมผมก็หงอกทั้งหัวแล้วละครับ...คนไม่มีความคิดนี่สีผมมันไม่ช่วยหรอกครับคุณแม่”
ภาษิตปึงปังเดินขึ้นชั้นบนไป ศลัยลายังนั่งขรึม ซึมเซา นวลนภาพูดปลอบเสียงอ่อนโยนลง
“ศลัย เป็นยังไงบ้างลูก เอ้า ชาหน่อยมั้ย จะได้รู้สึกดีขึ้น”
ศลัยลารับถ้วยชา เงยหน้าขึ้นมองแม่ ฝืนยิ้มให้
“ขอบคุณค่ะ คุณแม่”
“ถ้ายังอยากอยู่คนเดียวแม่จะออกไปข้างนอก แต่ถ้าทนอยู่คนเดียวไม่ไหว เรียกแม่นะ”
นวลนภาเดินออกไป ศลัยลามองตาม ริมฝีปากเริ่มสั่นสะท้านไปด้วยความรู้สึก สะเทือนใจ ก่อนกระแทกถ้วยชาลง ร้องไห้ออกมาอย่างคับแค้น

รุ่งเช้า กำลังตากผ้าที่ราวระเบียงห้องอยู่ ส่วนลายสือนั่งซึมอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ผลึกเดินออกมาจากห้อง หยุดมอง ทำหน้าเบื่อๆ เหมือนไม่อยากพูดด้วย แต่อดอาทรเพื่อนไม่ได้
“วันก่อนมึงไปหาอาจารย์อังเดรแล้วใช่มั้ย”
“ฮื่อ”
“แล้วยังไง อาจารย์ว่ายังไงบ้าง”
“ก็พูดเหมือนอย่างที่พ่อกูพูด นี่...ไม่มีใครเข้าใจกูเลยสักคน ไม่มีเลย!”
“ก็ยังดี ที่คนรอบข้างมึงไม่ได้ช่วยซ้ำมึง ทุกคนเป็นห่วงมึงทั้งนั้นนะ”
“บวชก็ไม่บวช...ทำงานก็ไม่ทำ...ถ่านไม่เอาขี้เถ้าไม่สน...แล้วมึงจะทำยังไงกับชีวิต!”
“ขอเวลาสักพักได้มั้ย”
จืดหมั่นไส้ “พักกลางคืนหรือพักกลางวัน พักยาวหรือพักสั้น”
“ถ้ามึงขอเวลาพักยาวละก็...มึงอาจจะเสียอนาคต ไอ้สือ” ผลึกว่า
ลายสือเหลือบสายตาขึ้นมองเพื่อนๆ พลางถอนหายใจ ด้วยสีหน้าแววตาทุกข์ร้อนหาทางออกไม่เจอ
“เสียอนาคตหรือ แล้วทุกวันนี้กูเป็นไง พ่ออยากให้กูเรียนให้จบปริญญา ป้องกันการเสียคน แล้วไง กูก็จบแล้วไง จะเอาอนาคตอะไรกับกูอีก..ฮึ”
ลายสือพาล ผลุนผลันออกไป ผลึกและจิดมองตามไป
“โห มันคิดออกมาได้ยังไงวะ” ผลึกโมโห ตะโกนตาม “มึงเรียนมาตั้งนาน อยากได้แค่นั้นเองหรือ ปริญญาน่ะ..เขาไม่ได้เอาไปแปะฝาบ้านแล้วให้พ่อแม่นะโว้ย เขาเอาไว้เตือนใจให้มึงรู้ว่า…”

จืดต่อให้ “มึงควรจะทำยังไงกับชีวิต ไอ้…”
สองหนุ่มต่างมองตามไปด้วยความกังวล

เวลาเดียวกัน สลักกำลังช่วยละมัยจัดโต๊ะอาหารอย่างกระวีกระวาด ภูฉายแต่งตัวเตรียมจะไปทำงานด้วยท่าทีเนือยๆ
“ภู ของเช้านี่ไงลูก ตื่นสายนะ...แล้วยังงี้จะไปทำงานทันหรือ...ไหนๆ ก็สายแล้วกินเสียก่อน แกยังต้องเก็บกำลังเอาไว้ตีรันฟันแทงกับนังศลัยอีกหลายยก มากินก่อนเถอะลูก”
“ไม่ละครับแม่ ผมต้องรีบไป”
“แต่สุขภาพของแก...”
ภูฉายเบื่อสลักเซ้าซี้
“แม่ครับ ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ ผมต้องไปจริงๆ ครับสายมากแล้ว ผมไปละ”
ภูฉายเดินออกไป สีหน้าสลักสลดลง
“อ้าว ไปซะแล้ว งั้นเดี๋ยวแกเก็บของเช้านี่เข้าตู้เย็น พรุ่งนี้ค่อยเอาออกมาอุ่นแล้วเสิร์ฟภูใหม่จะได้ไม่ต้องซื้อของมาทำอีก”
“ค่ะ”
“เอ...งั้นเดี๋ยวฉันต้องปรึกษาทนาย เรื่องที่นังศลัยมันจะฆ่าฉันเมื่อวาน มัย..ไปหยิบสมุดโทรศัพท์มาให้ฉันหน่อย ฉันจะโทร. ถึงทนาย”
“ค่ะ นี่ค่ะคุณนาย”
สีหน้าแววตา ของสลักเยาะหยันศลัยลาเต็มที่

ทนายสวงอยู่ที่สำนักงานทนายความ กำลังพูดโทรศัพท์ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ มือยังถือซองรูปถ่ายอยู่
“ครับผม ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมจะไปรับคุณนายพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้าแล้วแจ้งความ เอาข้อหาพยายามฆ่าดีมั้ยครับ...ครับผม...ครับ...ครับผม...สวัสดีครับ”
ทนายสวงวางสายลง เปิดรูปถ่ายที่ถ่ายภาพศลัยลาและ ลายสือจับมือกัน
ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา แววตาบ่งบอกถึงความพอใจ

ศลัยลาเดินลงบันไดมา ด้วยสีหน้าท่าทางอิดโรย
“กาแฟซีลูก” นวลนภาทัก
“ตาหนูยังไม่ตื่นค่ะ เมื่อคืนเป็นอะไรก็ไม่ทราบ กว่าจะนอนตั้งเที่ยงคืน”
“งั้นปล่อยให้นอนให้เต็มอิ่มเถอะ เดี๋ยวปลุกตอนนี้จะโยเย หนูไม่ดื่มกาแฟจริงๆ หรือ”
“ไม่ค่ะ”
ศลัยลาสำรวจของในกระเป๋า ขยับปืนพกให้อยู่ในที่ทาง ภาษิตและนวลนภาต่างมองสบตากัน
“เดี๋ยวรถติด หนูไปนะคะ คุณแม่”
นวลนภาพยักหน้า ศลัยลาเดินออกไป
“คุณแม่เห็นปืนมั้ยครับ”

นวลนภาและภาษิตมองหน้ากันด้วยความห่วงใย

วันต่อมา สลักกำลังดูรูปของลายสือ และศลัยลาที่สวงเอามาให้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่สักครู่ก็ขยับแว่นสายตาอย่างหงุดหงิด

“ไม่ชัดเลย...ฝีมือยังใช้ไม่ได้ ช่างภาพชั้นสวะพวกนี้คุณจ้างมาจากไหนนี่”
“ผมเป็นคนถ่ายรูปนี้เองครับ”
“อ้อ งั้นหรือ”
สีหน้าสลักเจื่อนๆ ไป
“งั้นก็พอดูได้ นี่น่ะหรือชู้ของนังศลัยลา เหมือนพวกข้างถนน กุ๊ย พวกหากินกับผู้หญิง มันเป็นพวกเร่ร่อนไม่มีหลักแหล่งใช่มั้ย ทุเรศ จะมีทั้งให้มันเข้าท่ากว่าผัวหน่อยก็ไม่ได้ หรือเห็นว่ามันหนุ่มกว่าภู...”
ภูฉายเดินลงมา
“อะไรกันครับคุณทนาย”
“คุณนายเรียกผมมาปรึกษาเรื่องแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย...”
“พยายามฆ่า...เอาให้หนักเลย แกเห็นรูปพวกนี้หรือยัง”
ภูฉายรับมาดู ขยี้ด้วยความโกรธก่อนที่จะผลุนผลันออกไป
“อ้าว แล้วกัน นี่มันเป็นหลักฐานที่ใช้ในศาลนะ ภู”
สลักตกใจ ทนายยิ้มขบขันเมื่อสลักลนลานเก็บ
“ไม่ต้องห่วงครับคุณนาย ผมยังมีอีกเยอะครับ”
“งั้นจะช้าอยู่ทำไมล่ะ...พาฉันไปแจ้งความข้อหาพยายามฆ่าได้แล้ว”
“ครับ คุณนาย”
สลักยิ้มย่องอย่างสาสมใจ

ศลัยลานั่งก้มหน้านิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเพียรภมร ขณะเพียรภมรเอื้อมมือมาตบไหล่เบาๆ น้ำเสียงปลอบโยน
“เพียรก็นึกแล้วว่าฝ่ายนั้นต้องแจ้งข้อหา คนมันหาเหตุอยู่แล้วนี่”
“ฉันต้องทำยังไงบ้าง”
“พี่อยู่เฉยๆ ฉันจัดการเอง...บางทีเราอาจจะต้องหลอกให้คุณนายสลักแกเกิดความโลภ”
แววตาศลัยลาร้อนใจ มองหน้าเพียรภมร
“ไม่นะเพียร...ฉันไม่ยอมเสียบ้าน เสียรถหรือเสียลูก แค่นี้ฉันก็ละอายใจต่อภาษิตจะแย่อยู่แล้ว เขาเคยทำนายไว้เมื่อตอนที่คุณแม่ยกบ้านกับซื้อรถให้ฉัน แล้วมันก็เป็นอย่างที่เขาพูด”
“พี่ศลัย เลิกสนใจความรู้สึกของคนใกล้ตัวเสียทีเถอะ รู้มั้ย...มันบั่นทอนความเป็นตัวเองแค่ไหน ถ้าเรารักที่จะสู้เพื่อศักดิ์ศรีของผู้หญิง เราต้องไม่กลัวใคร...”
“แม้แต่..ความละอาย..ยังงั้นหรือ”
“ใช่...เพราะความอายไม่ช่วยให้พี่ชนะได้”
“เธอพูดถึงอะไรน่ะเพียร”
“การที่เราลุกขึ้นยืนในฐานะโจทก์...กล่าวหาสามีข่มขืนและทำร้ายร่างกาย พี่ต้องทำให้ศาลเชื่อว่า....มันเป็นการภาพ-ข่มขืนที่ทารุณโหดร้าย มันเป็นความผิดทางเพศ”
แววตาของเพียรภมรค่อยๆ วาวโรจน์ขึ้นอย่างเงียบๆ ด้วยความรู้สึกในจิตใจที่เคยเห็นแม่ถูกทำร้ายพลุ่งขึ้นมาครอบงำ
“จำไว้นะพี่ศลัย...มันเป็นความผิดทางเพศ”

ขณะที่ฉวีนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยท่าทีนิ่งเฉย เหมือนไร้ความรู้สึก เพียรภมรก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ ท่าทีกระตือรือร้น
“แม่ เรากำลังจะชนะ หนูจะทำคดีนี้ให้เป็นคดีที่สอนให้ผู้ชายรู้ว่า พวกมัน...มัน...พวกมันไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผู้หญิง แม่...แม่ดีใจกับหนูใช่มั้ย ที่หนูกำลังจะเป็นผู้ชนะ” เพียรภมรกระซิบ “เราจะชนะ...แม่”
ทว่าฉวียังนิ่งเฉย น้ำตาคลอเต็มดวงตา ขณะพึมพำออกมา
“กลับบ้าน”
สีหน้า แววตาของเพียรภมรสลดลง

เช้าวันต่อมาภูฉายนั่งนิ่งๆ ฟังสลักที่กำลังเย้ยหยันถึงศลัยลา เงียบๆ
“แม่น่ะไม่อยากได้หรอกแต่บ้านกับรถ แต่ที่ต้องเอาไว้ก็เพราะ...มันจะได้ทดแทนอะไรๆ ที่แกสูญเสียไป ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้หญิงกากีอย่างนังศลัยลา!”
“มีหรือครับแม่”
ภูฉายลุกขึ้น ท่าทีเหนื่อยล้า และขมขื่น
“ที่วัตถุจะสามารถทดแทนความรู้สึกที่เราสูญเสียไปได้”
“ก็ให้ความสำคัญของวัตถุให้มากๆ ซีภู สมัยนี้...เงินเป็นพระเจ้าของมนุษย์ ที่ไอ้จิ้งจกนั่นมันเป็นชู้เมียแก มันก็คงจะเห็นว่านังศลัยมีรถมีเงินพอที่จะให้มันเกาะ ลำพังมีแต่ตัวใครมันจะเอา..ฮึ..หญิงแก่!”
ท่าทีภูฉายหงุดหงิด รำคาญ จนทนฟังไม่ได้
“ผมจะไปอาบน้ำละครับ”
“แต่แม่ยังพูดไม่จบนะ!”
“แม่ยังมีเวลาพูดอีกนานครับ”
“แต่แม่…”
“แต่ผมจะไปอาบน้ำ”
“ภู...”
ภูฉายเดินขึ้นชั้นบนไป สลักอ้าปากค้าง ละมัยมองตามไปอย่างแปลกใจ
“พักนี้คุณภูเขาเป็นหนักนะคะ คุณนาย”
“เป็นอะไร แหม....รู้จักภูฉายดียังกับแกเป็นแม่เขาเชียวนะนังมัย”
ละมัยมีสีหน้าสลดลง สลักหันมาค้อนสาวใช้ แล้วจึงมองตามภูฉายไปด้วยแววตาสงสัยกับท่าทีที่เริ่มเปลี่ยนไปของลูกชาย

ภูฉายเปิดประตูเข้ามาทั้งที่ยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิมเปิดน้ำฝักบัวรดศรีษะ นัยน์ตาเปล่งประกายคั่งแค้น เจ็บปวด
“ศลัย นังกากี ผมเกลียดคุณ..ผมเกลียดคุณ!”
ภูฉายเริ่มร่ำไห้อยู่ใต้สายน้ำฝักบัวที่ราดรดลงมา

เย็นนั้น แหมวกำลังยืนกอดกระเป๋านักเรียนรอรถประจำทางอยู่ ศลัยลาขับรถยนต์เข้ามาจอดเทียบ เลื่อนกระจกลงยิ้มให้แหมว
“ให้ฉันไปส่งหนูมั้ยจ๊ะ”
แหมวถดตัวถอยหนี จ้องมองศลัยลาด้วยความรู้สึกรังเกียจ
“ไม่ค่ะ ไม่ต้อง!”
“ทำไมล่ะ หนู”
“เพราะแหมวเกลียดคุณ ขยะแขยงคุณ แค่นี้พอใจหรือยังล่ะ”
ศลัยลาสะอึก ตกใจ “หนู!”
แหมวผละตัววิ่งข้ามถนนไปต่อหน้า

ศลัยลามีสีหน้าตื่นตระหนก มองตามเด็กสาวไป ด้วยความรู้สึกปวดร้าวขมขื่นใจ

 
อ่านต่อหน้า 4 เวลา 9.30 น.

ปีกมาร ตอนที่ 14 (ต่อ)

ด้านภาษิตนั่งดูโทรทัศน์อยู่ด้วยท่าทีไม่มีสมาธิ ชะเง้อมองไปทางหน้าต่าง นวลนภาเห็นศลัยลากำลังเดินเข้ามา จึงรีบเตือนลูกชาย

“มาแล้ว ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย แกสัญญากับแม่แล้วนะว่าเราสองคน...จะไม่ทำร้ายศลัยลา!”
ศลัยลาเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งด้วยใบหน้าเศร้าหมอง สูญเสียพลังใจเป็นอย่างมาก นวลนภาเดินเข้ามาหา ภาษิตหันหน้ามามองด้วยความห่วง กังวล
“ศลัย เป็นอะไรหรือเปล่าลูก หรือว่า..หนูมีแนวโน้มที่จะ...”
“แพ้ความหรือคะ” ศลัยลาชิงถามออกมา
“คุณสลักเตรียมยึดทรัพย์สินแล้ว ท่าทีเชื่อว่าต้องชนะนี่ แม่ว่ามันจะยุ่งไปใหญ่นะ เอาปืนผาหน้าไม้ไปจี้คุณสลักอีกหรือเปล่า อย่าทำยังงั้นนะลูก เพราะ…”
“พี่ศลัยโดนแจ้งข้อหาพยายาฆ่าไปแล้ว” ภาษิตว่า
“แม่หมายถึง..ถ้าคุณสลักแกช็อคจนหัวใจวายน่ะ”
“ก็ข้อฆ่าคนตายไงครับ” ภาษิตโพล่งออกมาอีก
นวลนภาหันไปดุภาษิต
“นี่ แกเลิกเอานิสัยผู้หญิงมาใช้เสียทีได้มั้ย ภาษิต แม่ไม่อยากเห็นศลัยลาพกปืนถึงได้เป็นห่วง...ศลัย...มันเสี่ยงนะ อารมณ์ของคนน่ะเหมือนพายุเรายังบังคับมันไม่ได้ แม่กลัวหนูจะติดคุก..หนูจะเสียหมดทุกอย่างแม้แต่อนาคต”
ศลัยลาขมขื่น น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ น้ำตาคลอดวงตา
“หนูเสียจนเกือบจะไม่มีอะไรเหลือแล้วละค่ะ...หัวใจของหนู ร่างกายของหนู...แม่เข้าใจใช่มั้ยคะว่าทำไมหนูจึงต้องมีลายสือ อย่างน้อยเขาก็ทำให้หนูมีพลังใจพลังที่จะสู้กับ..มาร..!”
ศลัยลาร่ำไห้ คร่ำครวญ นวลนภากอดศลัยลาไว้
“ศลัย”
ภาษิตยิ่งสะเทือนใจอย่างเงียบๆ
“คนรอบข้างหนู ไม่ว่าจะเป็นผัวหรือแม่ผัว ก็เกาะกินแต่ความเอารัดเอาเปรียบ คนพวกนี้ทำตัวเป็นทาก แล้วมันผิดหรือคะ ถ้าหนูจะมีลายสือ มันผิดด้วยหรือคะ คุณแม่”
“แม่รู้ว่าเรื่องของจิตใจมันละเอียดอ่อน มันโหยหา...มันต้องการ แต่หนูมีเกียริติยศ มีหน้าที่การงาน มีความเป็นผู้หญิง ข้อสำคัญหนูเป็นแม่ หน้าที่ของแม่คือต้องเสียสละเพื่อลูก ทำ และทนเพื่อลูก หนูจะวิ่งหนีออกจากความเป็นแม่ได้ยังไง”
ศลัยลาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบสายตาของแม่ นวลนภาร้องไห้
ภาษิตมองศลัยลาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจ

ส่วนลายสือนั่งรออยู่ในห้องรับแขก ด้วยท่ากระวนกระวายแหมวเดินออกมา สีหน้ามึนตึง หมางเมิน
“มาทำไมคะพี่ลายสือ”
“คุณพ่อล่ะ”
“คุณพ่อไม่อยู่ กลับเหนือไปตั้งแต่เมื่อวาน แต่คุณแม่อยู่”
ดาราเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าแปลกใจ
“อ้าว ลายสือ มาหาคุณพ่อหรือเขากลับไปตั้งแต่เมื่อวานแน่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่า แหมว..ออกไปข้างนอกก่อนไป๊ ลูก”
“ก็ได้ค่ะ”
แหมวเดินออกไป ดาราเข้ามานั่งใกล้ๆ ลายสือยังคงนั่งก้มหน้านิ่งๆ
“มีอะไรจะพูดกับคุณก็มาพบท่านต้นเดือนหน้าซี ท่านจะมางานโรงเรียนแหมว”
“เอ้อ...ไม่มีอะไรหรอกครับคุณอา งั้นผมก็...จะกลับละ”
“ลายสือ...ก็น่าจะมีสักคำหนึ่งนะ ที่เธอฝากไว้กับอาได้”
ลายสือลุกขึ้นยืน กำลังจะก้างออกไปที่ประตู ชะงักท หันกลับมาสบสายตาของแม่
“คำว่า “เสียใจ” ได้มั้ยครับคุณอา ช่วยเรียนคุณพ่อด้วยว่า...ผมเสียใจ!”
ลายสือเดินออกไป ดารามองตามไป ด้วยแววตาเป็นกังวล

เวลาต่อมาศลัยลาและลายสือนั่งอยู่ใต้ต้นมะขาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านท่าราชวรดิษฐ์ของทหารเรือ น้ำตาของศลัยลาไหลรินออกมาเงียบๆ ศลัยลารีบซับ
“คุณร้องไห้”
“ช่างเถอะลายสือ”
“ผมปวดร้าวแค่ไหนคุณไม่รู้ ผมรอชีวิตใหม่เพื่อจะเริ่มต้นกับคุณ ผมจะพูดกับเขาตรงๆ”
“คุณคิดว่าพูดกับเขาแล้วจะได้อะไร”

“ใบหย่า ถ้าเขาดื้อ...เราจะหนีไปอยู่ด้วยกัน”
“ฉันไม่กล้าทำยังงั้นหรอกลายสือ”
“ผมรักคุณ...รักตาหนู ผมจะทำงานเลี้ยงคุณเลี้ยงลูก คุณกลัวว่าผมจะไม่รักลูกของคุณใช่มั้ย”
“อย่าพูดยังงั้น ลายสือ”
“คุณกลัวใช่มั้ย...ผมรักคุณ รักทุกอย่างที่เป็นสิ่งแวดล้อมของคุณ”
“ลูกไม่ใช่สิ่งแวดล้อมของฉันนะ แต่ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของฉัน”
น้ำตาของศลัยลาไหลรินลงมา ทั้งที่ยังยิ้มอยู่
“เขาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของคนเป็นแม่ ทุกวันนี้ฉันวุ่นวายสับสนเสียจนฉันแทบจะไม่มีเวลาดูแลลูกเลย”
สองคนต่างนิ่งเงียบงันไป ลายสือมองหน้าศลัยลา
“แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ”
“ฉันก็ไม่รู้”
“ผมจะพูดกับเขาให้ได้!”
ลายสือยื่นมือออกไปจะจับมือศลัยลา แต่ศลัยลาเบี่ยงมือหนี ลายสือชะงัก มองหน้าศลัยลา พูดด้วยสีหน้า แววตามาดมั่น จริงจัง
“ผมจะสู้เพื่อเรา!”

ขณะเดียวกัน ภูฉายกับสลักอยู้ที่สำนักงานทนายความ และทนายสวงวางเอกสารลงตรงหน้าภูฉาย ซึ่งนั่งข้างๆ แม่ สลักรีบฉวยแย่งก่อนที่ภูฉายจะหยิบ
“ผมเตรียมข้อที่คุณต้องตอบในศาล มีทั้งขั้นตอนในการซักจำเลยแล้วก็อื่นๆคุณจะต้องทำความเข้าใจ ผมหมายถึงท่องน่ะครับ”
ภูฉายฉงน “ท่อง ทำไมต้องท่อง”
“คุณทนายเขาสั่งยังไง แกทำตามคำสั่งเขาเถอะ คุณสวงน่ะเขาว่าคดีฟ้องหย่าไม่เคยแพ้เลยนะ”
“เอ้อ...ผมคิดว่าเราจะพูดความจริงกันเสียอีก” ภูฉายว่า
“ความจริงที่คุณต้องพูดอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ คุณนายจะช่วยดูแลให้คุณทำความเข้าใจทั้งหมด เพราะนี่เป็นข้อมูลที่ผมได้จากคุณนายเป็นส่วนใหญ่” ทนายว่า
สลักภาคภูมิใจ ภูฉายค่อยๆ เบนสายตามายังสลักซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ
“ตอนนี้แกรู้หรือยังล่ะว่าแม่เป็นแม่ประเภทไหน แม่น่ะ...คุณภาพคับแก้วเชียวนะ เพราะฉะนั้น...แกต้องเชื่อฟังแม่ เข้าใจมั้ยภูฉาย...ภู...เข้าใจมั้ย”
สีหน้าภูฉายอึดอัดใจ เมื่อสบสายตาของทนาย
“เข้าใจมั้ย”
“ครับ..แม่”
ทนายยิ้มในสีหน้า ค่อนข้างดูแคลนปัญญาของภูฉาย

ฟากลายสือเดินเข้ามาที่หน้าบ้านของสลัก มองเข้าไปในบ้านแล้วจึงกดกริ่ง สักครู่ละมัยวิ่งออกมาเปิดประตู
“มาหาใครคะ คุณ”
“บ้านคุณภูฉาย ใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้คุณภูไม่อยู่ คุณนายก็ไม่อยู่ค่ะ”
ละมัยมีท่าทีไม่ไว้ใจลายสือ
“มีธุระอะไรคุณไว้มาใหม่นะคะ”
ละมัยปิดประตู ใส่ล็อคแน่นหนา แล้วจึงแอบดูลายสือ เห็นลายสือกวาดสายตามองเข้าไปในบ้าน ก่อนที่จะเดินกลับไป ละมัยถอนหายใจอย่างโล่งอก ชะเง้อมองตามไปด้วยสีหน้าหวั่นๆ
“ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยนิ”

สองสาวอยู่ในสำนักงานทนายความ เพียรภมรกำลังสอนศลัยลาถึงแนวทางการตอบคำให้การในศาล เพียรภมรเดินไปรอบๆ ตัวศลัยลาช้าๆ ศลัยลานิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“พี่ศลัยพูดความจริง...ความจริงในข้อที่ภูฉายโหดร้ายทารุณ เขาทุบตีทำร้ายร่างกาย เขาใช้กำลังข่มขืนทั้งที่พี่ไม่ยินยอม เรามีภาพถ่ายและรายงานแพทย์ มีบาดแผลที่อ้างต่อศาลได้ ไม่มีอะไรที่น่ากลัวนะพี่ศลัย พูดความจริง”
“แต่ฉันก็ยังกลัวอยู่ดี ฉันไม่เคยขึ้นศาล”
“แล้วพี่จะค่อยๆ ชินไปเอง พี่ศลัย เราต้องพบคุณภูฉายอีกหลายนัด ไม่ต้องมองหน้าเขา ไม่ต้องหวั่นไหวอะไรทั้งนั้น คุณภูฉายทำอะไรพี่ไม่ได้อีกแล้ว เพราะพี่กำลังจะหย่ากับเขา!”
เพียรภมรตบไหล่ศลัยลาเบาๆ ค่อยๆ โน้มตัวลงมากระซิบกับศลัยลาด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น เพิ่มพลังความเข้มแข็งให้แก่ศลัยลา
ศลัยลาพยักหน้ารับ สีหน้าที่ค่อยๆ ดีขึ้น

รถยนต์ของภูฉายแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าตึก ละมัยวิ่งโร่ลงมาหาด้วยสีหน้าโล่งอกโล่งใจ
“โฮ้ย คุณนายกลับมาพอดีเลยค่ะ หนูกำลังกลัวจนขี้จะขึ้นสมองอยู่แล้ว”
สลักงง “กลัวอะไร”
“กลัวใคร” ภูฉายแปลกใจ
“ไม่รู้ค่ะ บอกว่ามาหาคุณภู..หน้าตาจืดๆ เลี่ยนๆ ผมเพิ่งขึ้น แต่ดูเหี้ยมๆ เหมือนผู้ร้ายเลยนะคะ หนูว่าต้องเป็นโจรแน่ๆ หนูก็เลยไม่ยอมเปิดประตูให้เข้ามารอคุณข้างใน”
“ดีแล้วละ เอ๊ะ...”
ภูฉายรู้ทันทีว่าเป็นลายสือ สีหน้าของภูฉายบูดบึ้ง โกรธจัด
“ภู หรือ...หรือว่าจะเป็น....เป็น.." สลักลนลาน
แววตาของภูฉายเป็นประกายวาววับ

“ไอ้ชู้..!”

ฟากผลึกกะจืดนั่งกินข้าวกันอยู่ ขณะที่ลายสือก้าวเข้ามา แต่ไม่มีใครสนใจลายสือสักคน ลายสือเดินไปนั่งนิ่งๆ ขรึมๆ พึมพำออกมาตามลำพัง

“กูเกลียดตัวเองจัง เป็นตัวเองดีๆ ไม่ชอบ เมื่อก่อนกูเคยมีความสุขมาก...กิน...เรียน...เที่ยว..แล้วก็ทำงาน แต่เวลานี้กูไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง!”
ผลึก กะจืดชะงัก มองมายังลายสือ
“กูรู้ว่ามึงกำลังสับสน มึงขวัญเสียเพราะเรื่องนั้น ภาษิตมันโกรธมึงมันก็มีเหตุผลน่าโกรธ มันเสียใจ....ที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นพี่สาวมัน แล้วมันก็เสียใจที่ไอ้ระยำนั่นเป็นเพื่อนมัน”
“คือมึง!”
“มึงก็เสียใจที่รู้ว่าคุณศลัยลาเป็นพี่สาวของเพื่อน...กู..กูยังมองไม่เห็นทางแห่งสันติเลยว่ะ” ผลึกว่า
“ถ้าคุณศลัยลาหย่าไม่ได้ล่ะ มึงจะทำยังไง” จืดถาม
“ทำไมจะไม่ได้!”
ลายสือโกรธ ลุกพรวดพราดยืนขึ้น หงุดหงิดสุดขีด
“ผู้ชายเลวๆ พรรค์นั้น ผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิง!”
ผลึกเดินเข้ามาใกล้ๆ น้ำเสียงเคร่งขรึม
“ผู้ชายตีเมียน่ะ...ไม่ได้หมายความว่ามันหะ..เอ๊ย..เลวนะ พ่อกับแม่กูตอนยังไม่ตายจากกัน ก็ตีกันจนฝาบ้านแทบพัง แต่ก็อยู่กันจนตายจาก นั่นน่ะเขามีลูกด้วยกันนะ บางทีมันอาจจะเป็นแค่..เรื่องวิวาทกันของผัวๆ เมียๆก็ได้”

“ไม่จริง กูไม่เชื่อ!”
ลายสือผละเข้าห้องไปอย่างโกรธๆ ผลึกและจืดมองตามไปอย่างกังวล ต่างทิ้งช้อนข้าว เพราะกินไม่ลง

ฟากภูฉายเดินลงมาจากบันได สีหน้าเครียด เบื่อสลักตามเซ้าซี้มาติดๆ
“ภู ใช่มั้ย...ต้องเป็นมันแน่ๆ เพราะแม่เคยเห็นมันในรูป มันหน้าตาเหมือนพวกเร่ร่อนตามข้างถนน ใช่ไอ้ชู้ของนังศลัย...มันกล้านะ...ชู้สมัยนี้แทนที่มันจะหลบหน้ามนุษย์อยู่ในความมืด หนอย...มันสะเออะมาขอพบผัวอีกแน่ะ..นังมัย”
“ขา...”
“ใช่ชู้นังศลัยมั้ย ฮึ”
“หนู...หนูก็ไม่ทราบค่ะ หนูไม่รู้นี่คะว่าใครเป็นชู้คุณศลัยลา”
ภูฉายเริ่มมีอาการเครียดขึ้นมาอย่างเงียบๆ
“โง่ ไอ้หมอนั่นแหละ...มันเป็นชู้ มันมาหาภูมันอาจจะมาต่อรองเรื่องนังศลัยก็ได้ หรือไม่ก็..โอ...ภู...มันอาจจะมาฆ่าแกก็ได้นะ แกต้องระวังตัวนะลูก”
สองคนไม่เห็นว่า แววตาของภูฉายวาวโรจน์
“ให้มันเข้ามาเถอะครับ...ให้มันมาเลย ให้มันรู้ไป..ว่าเลือดของชู้มันจะเข้มกว่าเลือดของผัว!”
ภูฉายกระแทกเสียงอย่างโกรธแค้น ก่อนผลุนผลันออกไป สลักและละมัยอ้าปากค้าง ตกตะลึง

ส่วนภาษิตนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทีเศร้าหมอง นวลนภาเปิดประตูเข้ามา
“ภาษิต ทำไมไม่ลงไปข้างล่างล่ะลูก”
“ผมก็พยายามลืม เหมือนอย่างที่คุณแม่บอก พี่ศลัยไม่มีใคร แต่ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า...ทำไมพี่ศลัยทำยังงั้น ผมอายเพื่อน ผมยืนอยู่เคียงข้างพี่ศลัยเสมอคุณแม่ก็รู้แต่ทำไมพี่ศลัยต้องทำยังงั้น”
“ที่แกโกรธศลัย...แค่แกอายเพื่อนเท่านั้นเองหรือ ทำไมแกไม่คิดถึงจิตใจของศลัยบ้างถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่พี่สาว แกเจ็บปวดหรือเปล่า คงเฉยๆ ซีนะเพราะแกเป็นผู้ชายนี่”
“คุณแม่”
“มีคนทำร้ายศลัยมามากแล้ว”
นวลนภาเตือนสติลูกชาย ด้วยรู้สึกขมขื่นในจิตใจ
“แม่เป็นแม่ แม่จะทิ้งศลัยเพราะอายเพราะโกรธหรือ วันหนึ่งถ้าแกเป็นชู้เมียคนอื่น แม่ก็ต้องยืนอยู่ข้างแกเป็นเพื่อนแก แม่ไม่อายหรอก...ที่จะเป็นแม่ของลูกสาวที่เล่นชู้”
นวลนภาพูดด้วยท่าทีอันเข้มแข็ง
“แล้วแม่ก็ไม่อายที่จะเป็นแม่ลูกชายที่เป็นชายชู้ แม่ไม่อายเลย...เพราะ...เพราะอะไรรู้มั้ยเพราะแม่เป็นแม่”
ภาษิตค่อยๆ ขยับตัวเจ้ามากอดเอวของนวลนภา
“คุณแม่ครับ..ผมขอโทษ แต่ผมยอมให้พี่ศลัยเสื่อมเสียมากกว่านี้ไม่ได้ ผมทนไม่ได้เพราะผมรักพี่ศลัย”
สีหน้า แววตาของภาษิตสะเทือนใจสุดขีด

ด้านสลักกำลังผูกเนคไทให้ภูฉาย ด้วยความชื่นชม ปากพร่ำสอนและสั่งไม่หยุด
“ให้การน่ะ...แกต้องให้การอย่างฉะฉาน ต้องเสียงดังฟังชัดเหมือนแม่นะ คนทั้งห้องพิจารณาคดีจะได้รู้ว่านังศลัยมันคบชู้ แล้วหาเรื่องจะหย่ากับแก ไอ้ที่คุณทนายเขาให้แกท่องน่ะ จำขึ้นใจมั้ย ภู...ภู”
“เอ้อ..ครับ”
“ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น มีแม่เป็นกำลังใจให้แก เราต้องชนะ แม่น่ะเป็นเครื่องหมายของชัยชนะมาตลอดนะ ภูฉาย...ภู…”
“เอ้อ..ครับ”
ละมัยวิ่งหน้าเริดเข้ามา
“คุณภูเร็วเข้าค่ะ มาอีกแล้ว...คราวนี้มาแต่เช้าเชียวค่ะหนูมัวแต่เทขยะ มันเลยเปิดประตูเข้ามาค่ะ”
สลักงง “ใคร”
ภูฉายสงสัย “ใครหรือ..มัย”
“ก็....ก็คนที่คุณนายบอกว่าชู้คุณศลัยไงคะ”
“ชู้!”
สลักอุทานเสียงดัง ภูฉายรีบผละออกไปอย่างรวดเร็ว สลักมัวแต่ตื่นตะลึง ลนลาน
“ต๊าย...ชู้ เร็วเข้านังมัยแกรีบโทร. เรียกหนึ่งเก้าหนึ่งเร็วๆเดี๋ยวมันทำร้ายลูกชายฉัน ภูเขาจะไปศาลนะ เดี๋ยวมันฆ่าภูล่ะ เลยไม่ต้องยึดบ้านยึดรถนังศลัยน่ะซี เร็วเข้านังมัยโทร.เรียกตำรวจเร็วๆ”
สลักและละมัยหันรีหันขวาง วุ่นวายเพราะตื่นกลัว

สวงทนายของภูฉายอยู่หน้าศาล ยืนรออยู่อย่างกระวนกระวาย ดูเวลาที่ข้อมือ เพียรภมรขับรถยนต์เข้ามาจอด ปลอบใจศลัยลา
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ศลัย พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดเรามาที่นี่เพื่อขอให้โลกให้ความยุติธรรมกับเพศผู้หญิง พี่กำลังเป็น...”
นักข่าวเข้ามารุมล้อมถ่ายรูปของศลัยลา
“ขอถ่ายรูปหน่อยครับคุณศลัยลา ขอโทษครับ...ขอถ่ายรูปคุณทนายด้วยครับ”
นักข่าวรุมล้อมถ่ายรูป สีหน้าศลัยลาไม่ดีนัก แต่เพียรภมรยิ้มแฉ่งให้กับกล้อง
ทนายสวง ซึ่งยืนมองสองคนอยู่อย่างร้อนรน เพราะภูฉายยังไม่มา
“โธ่...ป่านนี้ยังไม่มาอีก มัวทำอะไรอยู่นะ คุณภูฉาย”

ภูฉายเดินออกมาพบลายสือ ต่างคนต่างก้าวเข้ามาหยุดยืนประจันหน้า ห่างจากกันประประมาณสิบก้าว
“กล้านะ...นี่คือตัวอย่างของชายชู้ชั้นดี แต่ก็เป็นได้แค่ชายชู้ไอ้ที่จะสะเออะขึ้นมาเป็นผัวคงจะยากนะ คลานเข้ามาซี...คลานเข้ามาหาฉัน...กราบฉัน...แล้วบอกฉันว่าขอ” ภูฉายลดเสียงพูดแผ่วลงไม่ออกคำ “เล่น...เมียทีซีโว้ย”
ท่าทีของลายสือเยือกเย็น ก้าวเข้ามาอีกก้าว
“ไอ้เรื่องพรรค์นั้นน่ะ ไม่ต้องห่วงผม” ลายสือพูดเสียงแผ่วไม่ออกคำเช่นกัน “เล่น...แน่...ว่าแต่น้าเถอะ เป็นผัวยังไม่ได้แอ้ม ถึงต้องออกแรงข่มขืนจนเป็นคดีนี่!”
ภูฉายโกรธจนตัวสั่น
“แก...แกต้องการอะไร”
“หย่า คุณต้องหย่าให้ศลัยลา!”
“ถุย..!”
ภูฉายถ่มน้ำลายด้วยกิริยาหยาบ
“ก็บอกแล้วไง ...แกต้องคลานเข้ามาหาฉัน ขอฉัน...ขอดีๆเผื่อฉันจะเมตตา”
คราวนี้ลายสือก้าวเข้ามาจนชิด
“ไอ้ทำยังงั้นน่ะ ใครๆ ก็ทำได้ แค่คลานให้เหมือนหมา แต่ผมมาที่นี่...ผมทำสิ่งที่ยากกว่า คือขอร้องให้คุณเซ็นหย่า ถ้ายังอยากจะเหลือคุณค่าของความเป็นผัวละก็...แต่ถ้าจะไม่เหลืออะไรเลย”
ภูฉายกระชากคอเสื้อลายสือเข้ามา นัยน์ตาวาวโรจน์ไปด้วยโมโห
“แกขู่ฉัน!”
สลักค่อยๆ โผล่หน้ามาดูเหตุการณ์ ด้วยความหวาดกลัวพร้อมกับละมัย
ลายสือแกะมือภูฉายออก อย่างใจเย็น
“ผมไม่ได้ขู่น้า...แต่บอกให้น้ารู้ว่า...ทันทีที่คุณหย่ากับคุณศลัย...ผมเอาแน่ ผมจะแต่งงานกับศลัยลาทันที!”

ลายสือหันตัวเดินกลับออกไปทันที ภูฉายอึ้งตะลึงงัน สลักวิ่งเข้ามาเกาะแขนลูกชาย ด้วยความรู้สึกตื่นตะลึงไม่ต่างกัน

 
อ่านต่อตอนที่ 15
กำลังโหลดความคิดเห็น...