xs
xsm
sm
md
lg

สุดสายป่าน ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สุดสายป่าน ตอนที่ 14

ขณะเดียวกันที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง กานดามณีกำลังฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดอย่างอารมณ์ดี

เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“กานดามณี”
กานดามณีวางขวดน้ำหอมแล้วสำรวจหน้า ผม เสื้อผ้าตัวเองก่อนจะรีบไปเปิดประตูให้ฐิติ
“มาแล้วค่ะ”
กานดามณีชะงักเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของฐิติ ถามอย่างแปลกใจ
“ทำไมติทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
ฐิติมองกานดามณีอย่างสงสัย ถามด้วยท่าทางจริงจัง
“คุณรู้เรื่องที่พี่สาวคุณถูกจับหรือเปล่า”
กานดามณีทำเป็นตกใจ
“อะไรนะคะ พี่กานถูกจับ...เรื่องอะไรคะ”
ฐิติพยายามจับพิรุธกานดามณี
“ตำรวจตั้งข้อสงสัยว่ากานดาวสีเป็นคนฆ่านายวสันต์”
“ฮะ...นายวสันต์ที่เป็นสามีเก่าของพี่กานน่ะเหรอ แล้วพี่กานฆ่าเค้าทำไม”
ฐิติซักถามกานดามณีอย่างจับผิด
“เมื่อวานคุณออกไปไหนหรือเปล่า”
“เปล่านี่คะ ติก็รู้ว่าฉันไม่สบาย...”
กานดามณีชะงักเมื่อหันไปเห็นสายตาจับผิดของฐิติ เกิดร้อนตัว รีบทำเป็นตกใจโวยวายเพื่อกลบเกลื่อน
“เอ๊ะ...นี่คุณสงสัยฉันเหรอคะ”
ฐิติยังไม่ทันตอบ กานดามณีก็บีบน้ำตา ทำเป็นสะเทือนใจสุดๆ
“นี่หมายความว่า...ทำไมติคิดแบบนั้น ติคิดว่าฉันเป็นคนทำใช่มั้ยคะ...ถ้าคุณหมดรักฉันแล้ว และอยากให้ฉันไปจากที่นี่ก็บอกฉันมาตรงๆก็ได้ ฉันยินดีจะไป คุณไม่จำเป็นต้องกล่าวหาฉันขนาดนี้ก็ได้”
“ผมไม่ได้กล่าวหาคุณ แต่ผมไม่เชื่อว่ากานดาวสีจะทำแบบนั้นได้”
“งั้นฉันจะไปถามพี่กานเองว่าความจริงมันเป็นยังไงกันแน่”

ภายในห้องขัง กานดาวสีนั่งพิงผนังห้องขัง มองเหม่อออกมา เห็นกานดามณีมายืนชิดลูกกรงตีหน้าเศร้า แกล้งเล่นละครทำดีกับกานดาวสี
ฐิติเดินตามหลังมายืนดู คอยจับสังเกตกานดามณีอยู่นิ่งๆ
“พี่กานคะ...พี่กานทำแบบที่เค้ากล่าวหาจริงๆ เหรอคะ”
กานดาวสีลุกขึ้นมาหากานดามณี
“น้องณี พี่ไม่ได้ทำ”
“โธ่...พี่กาน น้องเชื่อพี่ค่ะ แต่ถ้าพี่กานทำก็ยอมรับเถอะค่ะ โทษหนักก็จะได้กลายเป็นเบา”
“พี่ไม่ได้ทำแล้วจะให้พี่ยอมรับได้ยังไง”
“พี่ไม่ต้องกลัวนะคะ น้องจะช่วยพี่ออกมาให้เร็วที่สุด แต่ไม่รู้ว่าทางตำรวจจะว่ายังไง เพราะคนผิดก็ต้องได้รับโทษ”
กานดาวสีเอื้อมมือไปจับมือกานดามณี
“น้องไม่ต้องช่วยพี่หรอก ยังไงพี่ฝากบอกคุณพ่อด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง พี่ไม่ได้ทำผิด สักวันคนร้ายตัวจริงก็ต้องถูกจับได้...”
กานดาวสีได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวกานดามณี ก็หยุดชะงัก จำกลิ่นน้ำหอมกลิ่นนี้ได้ เหตุการณ์ตอนที่กานดาวสีถูกโปะยาสลบผุดขึ้นมาอีกครั้ง
กานดาวสีนิ่งมองหน้ากานดามณี
“พี่กานมองหน้าน้องทำไมคะ”
ฐิติที่ยืนดูอยู่อดสงสัยไม่ได้
“มีอะไรกานดาวสี คุณจำอะไรได้เหรอ”
กานดามณีอึ้ง ประสาสันหลังหวะ คิดว่ากานดาวสีรู้แล้วว่าเป็นเธอ
“ไม่มีอะไรค่ะ”

กานดามณีแอบถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปยิ้มกับกานดาวสี

คุณพระบรรณกิจรู้ข่าวรีบเดินทางมาที่วังสูรยกานต์ทันที เวลานี้อยู่ในห้องโถง กับพุดตาน และท่านหญิง

“มันเป็นไปได้ยังไงกระหม่อม คนที่ใส่ร้ายหนูกานดาวสีเค้าต้องการอะไร
ท่านหญิงร้อนใจ
“ฉันคิดว่าคนนั้นๆต้องมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องที่แม่กานดาวสีติดคุกแน่ๆ”
พุดตานหันไปพูดกับคุณพระ
“แล้วที่แย่ไปกว่านั้นกานดาวสีก็ไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นคนทำ”
คุณพระนิ่งคิด
“ถ้าให้กระหม่อมเดา เรื่องนี้ต้องมีคนจัดฉากขึ้น แล้วคนๆนั้นต้องได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เลยหาทางเล่นงานหนูกานดาวสี”
ท่านหญิงฉงน “ทำไมคุณพระคิดแบบนั้น”
คุณพระมั่นใจ
“เพราะหนูกานดาวสีไม่เคยมีศัตรูที่ไหนกระหม่อม”

ฐิติยังยืนอยู่หน้าห้องขัง ส่วนกานดามณีกลับไปแล้ว กานดาวสีหน้าเศร้า
“คุณบอกผมมาเถอะว่าใครเป็นคนทำคุณ”
กานดาวสีอึกอักไม่รู้ว่าจะบอกยังไง
“ฉันไม่รู้ค่ะ”
“หรือว่าเป็นใครสักคนที่คุณพูดไม่ได้”
กานดาวสีมองหน้าฐิติ กลัวเขาจะรู้ว่าเป็นกานดามณี จึงตัดสินใจถาม
“ฉันขอถามคุณจริงๆ คุณรักกานดามณีหรือเปล่า”
ฐิติแปลกใจที่กานดาวสีถามแบบนี้
“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาถามว่าผมรักใคร แต่ผมต้องการรู้ว่าใครเป็นคนทำ”
กานดาวสีนิ่ง
“คุณไม่บอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไรไว้เมื่อผมประกันตัวคุณเสร็จ คุณไม่มีทางบ่ายเบี่ยงแน่”
ฐิติเดินออกไป
ที่แท้กานดามณียังอยู่ และแอบดูมองกานดาวสีว่าจะบอกกับฐิติหรือไม่
กานดาวสีหันกลับมาที่กานดามณี

ที่โต๊ะนายตำรวจเจ้าของคดีในโถงของโรงพัก ฐิตินั่งอยู่ตรงข้าม
“ผมขอประกันตัวคุณกานดาวสี กิริเนศวรครับ”
ตำรวจมองหน้าฐิติ
“คงไม่ได้หรอกครับ เพราะคดีฆ่าคนตายเป็นคดีอาญา ทางตำรวจต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ก่อน”
ฐิติท้วง “ทั้งๆ ที่ไม่มีพยานและหลักฐานที่ชัดเจนเพื่อยืนยันความแน่นอนว่าเธอคือคนฆ่า”
“นี่ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอครับ หลักฐานในขั้นต้นเราพบจดหมายที่มือผู้ตาย รวมถึงพยานที่เห็นว่าคุณกานดาวสีเข้าไปฆ่าผู้ตายในวันเกิดเหตุ”
“แต่เธออาจถูกใส่ร้ายหรือป้ายความผิดให้ก็ได้” ฐิติแย้ง
“นี่คุณ พยาบาลก็ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเห็นคุณกานดาวสีฆ่านายวสันต์กับตามันจะเป็นเรื่องการป้ายความผิดไปได้ยังไง”
ฐิติจนหนทาง
“แล้วมีทางไหนไหมครับที่ผมจะประกันตัวเธอออกมา”
“จนกว่าคุณจะหาพยานหลักฐานมาลบล้างข้อกล่าวหา” ตำรวจบอก

เย็นนั้นรำเพยมองไป เห็นหน้าบ้านวิไลวรรณแล้ว สองสาวอยู่ในรถของคุณหญิงไขนภา รำเพยหันมาถาม
“ทำไมคุณหญิงถึงสงสัยคุณวิไลวรรณคะ
“ก็เพราะดิฉันเห็นเธอมาด้อมๆมองๆอยู่ที่หน้าบ้านคุณกานดาวสีก่อนวันเกิดเหตุน่ะสิคะ ดิฉันเลยคิดว่าเธออาจจะรู้เห็นเรื่องนี้ด้วย”
ไขนภากับรำเพยลงจากรถ รำเพยกดกริ่งหน้าประตู
“ทำไมบ้านเงียบแบบนี้ หรือว่าคุณวิไลวรรณจะไม่อยู่”
รำเพยกดกริ่งซ้ำอีกครั้ง
“จริงๆ ด้วยค่ะ อย่าบอกนะว่าวันนี้เราจะมาเสียเที่ยว”
แต่แล้วสักครู่หนึ่ง เสียงวิไลวรรณดังมาจากข้างหลัง
“มาหาใครคะ”
ไขนภากับรำเพยหันไปตามเสียง วิไลวรรณชะงักจ้องไขนภากับรำเพยอย่างแปลกใจ
“คุณวิไลวรรณจำดิฉันได้มั้ยคะ ดิฉันเคยช่วยคุณวิสูตรตามหาคุณกานดามณีไงคะ”
วิไลวรรณตกใจ
"แล้วคุณมาหาฉันทำไม"
"เรามีเรื่องต้องการคุยกับคุณ ขอเราเข้าไปคุยในบ้านหน่อยได้มั้ยคะ
วิไลวรรณลังเล
"ถ้าคุณไม่อยากเดือนร้อนเรื่องการตายของนายวสันต์ ก็ให้เราเข้าไปข้างในเถอะค่ะ"

ไขนภาบอก
 
อ่านต่อหน้า 2

สุดสายป่าน ตอนที่ 14 (ต่อ)

3 สาวอยู่ในบ้านวิไลวรรณแล้ว วิไลวรรณแก้ตัวสุดลิ่ม

“คุณพูดอะไร ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่รู้จักนายวสันต์นั่น”
“ถ้าคุณไม่รู้จักแล้วกานดามณีล่ะ เธอรู้จักใช่มั้ย” รำเพยจ้องหน้า
วิไลวรรณโต้ “ยัยณีก็คงรู้จักห่างๆ ค่ะ...แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันแล้ว”
“คุณแน่ใจนะค่ะ ว่าทั้งคุณและคุณกานดามณีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนายวสันต์” คุณหญิงไขนภาถามขึ้น
วิไลวรรณอึกอัก
“คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง นี่ฉันฟ้องหมิ่นประมาทคุณได้นะ”
รำเพยพยายามจับพิรุธวิไลวรรณ
“ฉันรู้ว่าคุณเป็นเพื่อนกัน แต่เพื่อนที่ดีก็ต้องช่วยห้ามปรามเพื่อน เมื่อเห็นเขากำลังเดินทางผิด ไม่ใช่ช่วยยุยงส่งเสริมนะคุณ”
วิไลวรรณฉุนกึก “เอ๊ะฉันไปยุยงส่งเสริมอะไรพูดให้ดีๆนะ”
“คุณน่าจะรู้อยู่แก่ใจ คุณกานดามณีทำอะไรผิดไว้ ดิฉันขอให้คุณช่วยเตือนเพื่อนคุณด้วยว่าให้เลิกทำเรื่องแบบนั้นซะเถอะ” ไขนภาบอก
“ฉันอยากให้คุณร่วมมือกับพวกเราเพื่อความถูกต้อง และกานดาวสีจะได้ไม่ติดคุก” รำเพยเสริม
วิไลวรรณปฏิเสธท่าเดียว “ฉันไม่รู้เรื่องแล้วฉันจะร่วมมือกับพวกคุณทำไม”
ไขนภาตัดบท หยิบเงินจากกระเป๋าขึ้นมาชูต่อหน้าวิไลวรรณ
“นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อย ถ้าคุณยอมร่วมมือกับเราไปยืนยันความผิดของคุณกานดามณีกับตำรวจ”
วิไลวรรณมองเงินอย่างครุ่นคิด

เช้าวันต่อมา กานดาวสีนั่งซึมอยู่ในห้องขังบนโรงพัก ท่านหญิงลักษมี พุดตาน ฐิติ และนมสาย เดินเข้ามา
“แม่กานดาวสี”
กานดาวสีหันมองออกไปทางเสียง
“ท่านย่า”
กานดาวสีเดินเข้ามาใกล้ ค่อยๆ ก้มลงกราบท่านหญิง ตื้นตันจนน้ำตาซึม
“ดิฉันขอโทษนะคะที่ทำให้สูรยกานต์ต้องมัวหมอง”
“อย่าโทษตัวเองเลยแม่กานดาวสี เธอไม่ได้ทำผิดเธอก็รู้อยู่แก่ใจ” ท่านหญิงปลอบ
“ใช่ค่ะ...ทำไมฟ้าต้องกลั่นแกล้งคนดีๆด้วยก็ไม่รู้ ทีคนเลวๆไม่ลงโทษมันซักที” นมสายเสริม
ฐิติเอ่ยขึ้น “อดทนอีกนิดนะครับ ผมกำลังหาทางช่วยคุณอยู่”
ใบหน้ากานดาวสีเศร้าหมอง
ท่านหญิงเอ่ยขึ้น “แต่เธอก็ควรร่วมมือกับเราด้วย จากที่ตาติเล่าให้ฉันฟังฉันคิดว่าเธอรู้แต่เธอไม่พูดว่าใครทำ....ใช่มั้ย!”
กานดาวสีนิ่ง พุดตานขอร้อง
“บอกมาเถอะกานดาวสี อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวลอยู่เลย”
กานดาวสีนิ่ง อึดอัดอยากพูดแต่พูดไม่ได้ว่าใครทำ

เวลาเดียวกัน ที่หน้าวังสูรยกานต์ บุรุษไปรษณีย์จอดจักรยานลงมากดกริ่ง สักครู่หนึ่งเห็นสาวใช้ชื่อนวลวิ่งออกมา
“จดหมายมาส่งครับ...ช่วยเซ็นรับด้วยครับ”
นวลเซ็นและรับพัสดุพร้อมจดหมาย 2-3 ฉบับ พลิกจดหมายดู
“ของคุณฐิติ”
นวลคิดๆ ก่อนเดินเข้าวังไป

นวลถือกล่องพัสดุมา เลาะเลี้ยวไปตามทางแล้วเดินเข้ามาที่ห้องโถง มองซ้ายขวาไม่เห็นใครแล้วรีบขึ้นไปชั้นบนทันที

ส่วนกานดามณีกลุ้มใจคิดว่ากานดาวสีรู้ความจริงแล้วว่าเธอคือคนฆ่าวสันต์ เดินวนไปวนมา เครียดหนัก เสียงเคาะประตู นวลพูดดังเข้ามา

“คุณกานดามณีคะ มีพัสดุถึงคุณฐิติค่ะ”
กานดามณีชะงัก หน้าตาตื่นรีบเปิดประตู
“เอามาให้ฉันเร็วๆ สิ”
นวลลังเล
“เออ...แต่ว่า...”
“งั้นรอเดี๋ยว”
กานดามณีเดินเข้ามาในห้องหยิบเงินออกมาแล้วเดินกลับไปที่หน้าประตู
กานดามณีส่งเงินให้นวล
“อ่ะนี่ แลกกับพัสดุของติและก็ปิดปากของเธอให้เงียบด้วย”
นวลรับเงินและส่งพัสดุให้กานดามณี
“ค่ะ”
นวลรีบเก็บเงินและเดินออกไป กานดามณีปิดประตู

กานดามณีเปิดกล่องพัสดุอย่างรีบร้อน แทนสายตาเห็นเป็นสร้อยเพชร
“นังอิ่มใจส่งสร้อยเพชรมาจริงๆ ด้วย”
กานดามณีค้นในกล่องเจอจดหมาย รีบเปิดอ่าน
“คุณฐิติค่ะ ดิฉันส่งสร้อยเพชรมาคืนคุณ เพราะสร้อยเส้นนี้คุณกานดามณีให้คุณวสันต์เป็นค่าจ้างที่มาใส่ร้ายคุณกานดาวสีว่าเป็นภรรยาของเค้า...อิ่มใจ”
กานดามณีแค้นจัด
“นังอิ่มใจ ตายไปแล้วยังจะทิ้งก้างชิ้นโตไว้ให้ฉันอีกนะ”
กานดามณีเดินไปที่ตู้เก็บสร้อยเข้าในกล่องเดิม แล้วเดินไปที่ลิ้นชัดหยิบเทียน และไม้ขีดออกมาจุด แล้วเผาจดหมายฉบับนั้น
“ฉันไม่มีวันให้แกมาทำลายชีวิตฉันหรอกนังอิ่มใจ จดหมายนี้จะต้องหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกับแก...”
จดหมายลุกไหม้ ไฟค่อยๆ ลามไปเรื่อยๆ เกือบจะหมดทั้งฉบับ
จู่ๆ มีเสียงเคาะประตู
“คุณกานดามณีคะ”
กานดามณีสะดุ้งตกใจ
“คุณกานดามณีคะ...คุณกานดามณี”

กานดามณีรีบปล่อยจดหมายนั้นทิ้ง ทั้งๆที่มีไฟติดอยู่ รีบไปเปิดประตู

อ่านต่อหน้า 3

กานดามณีเปิดประตูเดินออกมา นมสายบอก

“ท่านหญิงทรงมีรับสั่งให้หาค่ะ”
กานดามณีฉงน “มีเรื่องอะไร”
“คุณกานดามณีก็ลงไปพบเองเถอะค่ะ”
กานดามณีเดินออกไป นมสายทำจมูกฟุดฟิด ได้กลิ่นเหม็นไหม้มาจากด้านในห้อง
“กลิ่นไหม้อะไร...ออกมาจากในห้องคุณกานดามณีนี่”
นมสายสงสัยมาก เดินเข้ามาในห้องกานดามณี ยังได้กลิ่นไหม้ติดจมูกอยู่
นมสายกวาดตามองไปทั้งห้องเห็นเทียนจุดอยู่ นมสายเดินเข้าไปใกล้ เห็นซากจดหมายที่ถูกเผาบางส่วนยังไม่ไหม้แต่ไฟดับแล้ว
“คุณกานดามณีเผากระดาษอะไร”
นมสายหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อ อิ่มใจ ในกระดาษไหม้นั้น
“อิ่มใจ...ใครกัน...”
นมสายมองจดหมายที่มีรอยไหม้อย่างพิจารณา

ท่านหญิงกับพุดตานนั่งรออยู่ในห้องทรงสำราญ กานดามณีเดินเข้ามา
“ท่านย่ามีรับสั่งเรียกหนูเหรอเพคะ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เรื่องแม่กานดาวสีน่ะ”
กานดามณีตกใจ รีบถาม
“พี่กานทำไมเพคะ หรือว่าพี่กานได้ออกจากคุกแล้ว”
“ยัง...แต่อีกไม่นานหรอก เพราะฆาตกรตัวจริงกำลังจะร้อนตัวออกมา” ท่านหญิงว่า
กานดามณีอึ้ง หน้าซีดเป็นกระดาษ คิดว่าท่านหญิงรู้
“ท่านย่ารู้เหรอคะว่าใครคือฆาตกร”
“ตอนนี้ฉันยังจับไม่ได้ แต่ไม่นานเกินรอหรอกแม่กานดามณี”
“แต่ถึงยังไงตอนนี้พี่กานก็ตกเป็นผู้ต้องหาอันดับต้นๆ คงจะยากนะเพคะที่พี่กานจะถูกปล่อยตัว” กานดามณีบอก
พุดตานมองจ้องอย่างจับสังเกต
“ทำไมเธอถึงมั่นใจขนาดนั้นว่าแม่กานดาวสีเป็นคนทำ”
“ก็ทั้งพยานและหนักฐานแน่นขนาดนั้น จะคิดเป็นคนอื่นได้ยังไงกันคะคุณแม่” กานดามณีอ้าง
“ถึงยังไงฉันก็ไม่เชื่อ...แม่กานดาวสีต้องถูกใส่ร้าย”
“ใครจะทำเพคะ”
ท่านหญิงไม่ตอบ มองหน้ากานดามณีนิ่งจ้องลึกเข้าไปในดวงตา
“ฉันรู้ว่าแม่กานดาวสีรู้ แต่เค้าไม่พูดและอีกไม่นานฉันก็จะรู้ว่าเป็นใคร ใครทำอะไรไว้ก็เตรียมใจยอมรับผลกรรมนั้นเถอะ”

กานดามณีหน้าซีดขาวเป็นกระดาษ

ไม่นานต่อมากานดามณีพาตัวเองมาอยู่ที่บ้านวิไลวรรณ กิริยาอาการของกานดามณียามนี้ทั้งหงุดหงิดและเจ็บใจไม่หาย

“นังกานดาวสีมันต้องรู้แน่ๆ ว่าฉันฆ่าไอ้วสันต์”
วิไลวรรณหน้าซีดกลัว
“ทำไมแกถึงคิดแบบนั้น”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่ความรู้สึกอะไรบางอย่างบอกฉัน”
วิไลวรรณงง
“แกรู้สึกอะไร”
กานดามณีนิ่งคิด พลางส่ายศีรษะ
“ความรู้สึกของคนเป็นแฝดมั้ง ที่มีอะไรบางอย่างสื่อถึงกันได้”
วิไลวรรณตกใจ
“ถ้าพี่สาวแกรู้จริงๆ แล้วบอกกับตำรวจล่ะ”
กานดามณีตวาด
“หุบปากไปเลยนังวรรณ”
“ก็ฉันกลัวติดหางเลขไปด้วยนี่”
กานดามณีบอกอย่างมั่นใจ
“แกไม่ต้องกลัว เพราะจดหมายชิ้นสำคัญที่นังอิ่มใจมันส่งมาฉันเผาทิ้งไปแล้ว”
วิไลวรรณสบายใจขึ้น
“แต่ยังเหลือสร้อยของนังกานดาวสีอีกเส้น” กานดามณีคิดไปมา “ฉันต้องใช้สร้อยเส้นนั้นให้เป็นประโยชน์ซะแล้ว”
วิไลวรรณสงสัย “แกจะทำอะไรอีก”
กานดามณีไม่ตอบยิ้มเหี้ยมออกมา

นมสายเอาเศษจดหมายที่เก็บมาให้ท่านหญิงลักษมี
“อิฉันพบที่ห้องคุณกานดามณีเพคะ”
ท่านหญิงดูกระดาษ เห็นตัวหนังสือลงชื่อว่า อิ่มใจ พึมพำชื่อออกมา
“อิ่มใจ...”
พุดตานสงสัย
“แล้วแม่กานดามณีจะเผาทิ้งทำไมเพคะ”
“ก็คงทำลายหลักฐานล่ะมั้ง ข้อความในกระดาษคงมีความลับอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครรู้”
นมสายสะใจ
“เห็นมั้ยล่ะเพคะ คนทำผิดกำลังร้อนตัวแล้ว”
“ฉันว่ากานดามณีต้องเกี่ยวข้องกับคนที่ชื่ออิ่มใจแน่ๆ”

จริงดังที่ท่านหญิงลักษมีว่า ที่ริมแม่น้ำแห่งนั้น มีบรรดาไทยมุง มุงดูอะไรบางอย่าง จนเมื่อเข้าไปใกล้ๆ เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนอยู่บริเวณนั้น
นักข่าวกำลังถ่ายรูปที่พื้นมีร่างคนตายนอนอยู่มีผ้าขาวคลุมไว้
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเอ่ยขึ้น “ชาวบ้านแจ้งว่าเห็นศพลอยขึ้นมา ผมเลยรีบกู้ขึ้นมาครับ”
“แล้วผู้ตายเป็นใคร ในตัวมีหลักฐานอะไรมั้ย” นายตำรวจหัวหน้าทีมถาม
เจ้าหน้าที่กู้ภัยยืนซองพลาสติกให้ตำรวจ ข้างในมีบัตรประชาชนของอิ่มใจ
“ผู้ตายคือนางสาว อิ่มใจ สุขบุญ ครับ”
นายตำรวจหัวหน้า สั่งลูกน้อง
“จ่า สืบประวัติของผู้ตายและรีบรายงานผมด่วน”

“ครับ” จ่ารับแข็งขัน


อ่านต่อหน้า 4

สุดสายป่าน ตอนที่ 14 (ต่อ)

ที่ห้องโถงวังสูรยกานต์ ฐิติมองซากจดหมายที่อยู่ในมือ นิ่วหน้าด้วยความสงสัย

“อิ่มใจ...”
ฐิติท่าทางครุ่นคิดเหมือนไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง
พุดตานแปลกใจ “มีอะไรหรือเปล่าลูก”
ฐิติพึมพำ “คนเดียวกันหรือเปล่านะ”
ท่านหญิงลักษมีอยู่ด้วย มองฐิติอย่างสนใจ และมีความหวัง
“หมายความว่าพ่อติรู้จักแม่อิ่มใจนี่รึ”
“ถ้าเป็นคนเดียวกับที่ผมคิด...เธอเป็นเลขาของคุณพระครับ”
นมสายงุนงง สับสน “เป็นเลขาคุณพระ...แล้วเค้าส่งจดหมายมาหาคุณกานดามณีเรื่องอะไร แล้วทำไมคุณกานดามณีถึงต้องเผาจดหมายทิ้งด้วยล่ะคะ”
ฐิติบอกทุกคนอย่างมั่นใจ “ก็เพราะว่าข้อความในจดหมายนั้นมันจะต้องสำคัญมาก และก็ต้องเป็นเรื่องที่กานดามณีไม่อยากให้ใครรู้น่ะสิครับ”

เวลายามบ่าย ฐิติพาตัวเองมาอยู่ในห้องทำงานคุณพระบรรณกิจที่สูรยกานต์ไหมไทย
คุณพระดูซากจดหมายในมือเสร็จก็ส่งคืนให้ฐิติ และพูดอย่างมั่นใจ
“ลายมืออิ่มใจแน่ๆครับ”
“งั้นคุณพระช่วยตามอิ่มใจมาพบผมเดี๋ยวนี้เลยครับ ผมอยากจะรู้ว่าเค้ามีเรื่องอะไรกับกานดามณี”
“อิ่มใจไม่ได้มาทำงานหลายวันแล้วล่ะครับ โทรไปก็ไม่มีใครรับสาย ผมก็เลยสั่งให้คนไปดูที่บ้านแล้ว”
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วเห็นพนักงานชายเปิดประตู เดินเข้ามาด้วยท่าทางร้อนใจ
“อ่ะ...มาพอดี ว่ายังไง ได้เรื่องมั้ย”
พนักงานไม่อยากพูด “คุณอิ่มใจตายแล้วครับ”
คุณพระตกใจ “อะไรนะ เป็นไปได้ยังไง”
“มีคนพบศพลอยขึ้นมาจากน้ำเมื่อกลางวันนี้เองครับ ตอนที่ผมไปถึง...ตำรวจก็กำลังเข้าไปหาหลักฐานในบ้าน”
คุณพระสะเทือนใจ ฐิติเองก็พูดไม่ออก

ขณะเดียวกันวิไลวรรณผุดลุกผุดนั่งอยู่ในบ้าน ท่าทางว้าวุ่น และไม่สบายใจมาก
“ฉันสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ว่าเรื่องมันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่เราคิด”
“แกหมายความว่ายังไง”
วิไลวรรณเครียดจัด แต่ก็ไม่กล้าเล่าเรื่องไขนภากับรำเพยมาหาตนที่บ้าน
“ฉันว่าเราหลบไปที่ไหนสักพักก่อนดีมั้ย พอเรื่องมันเงียบแล้วเราค่อยกลับมา”
กานดามณีด่าเอา “นังโง่! ถ้าทำแบบนั้นคนก็ยิ่งสงสัยเราน่ะสิ”
“แต่แกเป็นคนบอกเองนะว่า พี่แกอาจจะรู้ว่าแกเป็นคนทำ แล้วแกรู้ได้ไงว่าเค้าจะไม่บอกใคร ป่านนี้คนอื่นอาจจะกำลังสงสัยเราอยู่ก็ได้”
กานดามณีกังวล แต่พยายามปลอบใจตัวเอง
“ไม่มีทาง หลักฐานทุกอย่างฉันก็กำจัดไปหมดแล้ว มันไม่มีทางสาวมาถึงฉันได้หรอก อีกอย่าง ถึงนังกานดาวสีมันจะรู้จริงๆ คนอย่างมันก็ไม่มีทางทำอะไรฉันหรอก”
วิไลวรรณก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี
“ไม่รู้ล่ะ แต่ฉันกลัวว่ะ ใครจะรู้ ตอนนี้ทุกคนอาจพยายามหาทางเล่นงานเราอยู่ก็ได้”
กานดามณีฟังแล้วชักเริ่มกังวล

ภายในห้องเก็บเอกสารที่สูรยกานต์ไหมไทย
มีจดหมายอยู่ในมือฐิติ และฐิติมองจดหมายอย่างพิจารณาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ คุณพระยืนอยู่หน้าตู้ใส่เอกสาร กำลังก้มหน้าก้มตาเปิดแฟ้มโน้น นี้ ดูอย่างตั้งใจ
“ปกติพวกงานเอกสารที่เก็บไว้ก็จะเป็นตัวพิมพ์ดีดหมดเลยล่ะครับ คงจะหาที่เป็นลายมือนายวสันต์ได้”
ฐิติร้อนใจมาก “แต่มันก็น่าจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง อย่างในกระดาษจดบันทึก”
คุณพระพูดโดยยังไม่เงยหน้าขึ้นมาจากแฟ้ม
“ผมก็พยายามจะหาอยู่...” แล้วชะงัก นึกขึ้นได้ “ผมนึกออกแล้วครับ”
พลางคุณพระเดินไปที่ตู้เอกสารอีกตู้ ใช้มือไล่หาแฟ้มอยู่ครู่หนึ่ง หยิบแฟ้มอันหนึ่งออกมาเปิดดูให้แน่ใจก่อนจะส่งให้ฐิติ
“ในใบสมัครงานนี่ไงครับ”
ฐิติรับมาดูอย่างพอใจ สายตามีความหวังขึ้น คุณพระมองอย่างสงสัย
“คุณฐิติจะเอาไปทำไมเหรอครับ”

ที่สถานีตำรวจไม่นานต่อมา นายตำรวจเจ้าของคดีกำลังเปรียบเทียบลายมือในจดหมายที่อ้างว่าวสันต์ส่งให้กานดาวสีกับลายมือของวสันต์ในใบสมัครงาน
“ลายมือในจดหมายกับในใบสมัครงานไม่เหมือนกันจริงๆ ด้วยครับ”
“เป็นอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ นายวสันต์ไม่ได้เป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้น” ฐิติบอก
คุณพระแปลกใจ “คุณฐิติรู้ได้ยังไงครับ”
“ก็ที่โรงพยาบาลบอกว่า นายวสันต์ถูกทำร้ายอาการสาหัส จนตำรวจก็ยังสอบปากคำไม่ได้ แล้วจะมีแรงลุกขึ้นมาเขียนจดหมายได้ยังไง”
คุณพระงุนงงสับสน “ถ้าอย่างนั้น ใครเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้น”
ฐิติพูดอย่างมั่นใจ สายตาเป็นประกายกล้าเหมือนกับจะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร
“ก็ต้องเป็นใครซักคนที่ต้องการจะฆ่าปิดปากนายวสันต์ และโยนความผิดไปให้กานดาวสีน่ะสิครับ”

ฐิติประกันตัวกานดาวสีออกมา และพามาส่งที่บ้าน วิเศษ กับนารีรัตน์ดีใจมาก
วิเศษกอดกานดาวสี จูบหน้าผาก น้ำตาไหลด้วยความดีใจ
“ยัยกาน...พ่อดีใจจริงๆที่ลูกได้เป็นอิสระ หมดเคราะห์หมดโศกซะทีนะลูก”
“ลูกก็ดีใจค่ะที่ได้กลับมาเจอคุณพ่ออีก”
นารีรัตน์เข้ามากอดพ่อกับพี่ ใบหน้ายิ้มแย้มดีใจ “นี่หมายความว่าพี่กานพ้นผิดแล้วใช่มั้ยคะ ตำรวจเค้ารู้แล้วใช่มั้ยว่าพี่ไม่ได้ฆ่านายวสันต์”
กานดาวสีอึ้งไป ฐิติตอบแทน
“ยังไม่ถึงกับพ้นซะทีเดียวหรอกครับ แต่ที่ตำรวจยอมให้ประกันตัวก็เพราะเราพิสูจน์ได้ว่าจดหมายของนายวสันต์เป็นจดหมายปลอม”
วิเศษมีท่าทีร้อนใจ “แล้วเมื่อไหร่ยัยกานจะพ้นข้อกล่าวหาซะทีล่ะครับ”
“ตอนนี้ตำรวจก็พยายามจะสืบหาข้อเท็จจริงอยู่ครับ...”
ฐิติเหลียวมามองกานดาวสีด้วยสายตารู้ทันและตำหนิ

“แต่ก็คงจะขึ้นอยู่ที่กานดาวสีด้วย...ว่าเมื่อไหร่เค้าจะยอมพูดความจริงซะที”

ไม่นานต่อมาฐิติกับกานดาวสีคุยกันอยู่ในสวนสวย

ฐิติคาดคั้น จริงจัง “เราก็อยู่กันแค่สองคนแล้ว คุณจะบอกผมได้หรือยังว่าใครทำร้ายคุณ”
กานดาวสีอึดอัดใจ “บอกไปแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา ในเมื่อฉันก็ออกมาแล้ว”
ฐิติหงุดหงิดที่กานดาวสีไม่ยอมบอกความจริงสักที
“แต่คุณยังไม่พ้นข้อกล่าวหา ยังไงตำรวจก็ต้องหาตัวคนผิดให้ได้”
กานดาวสีอึ้งไปเมื่อคิดถึงความจริงข้อนี้
ฐิติมองกานดาวสีอย่างโกรธๆ ที่กานดาวสีทำอะไรไม่คิดถึงตัวเอง
“คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าคุณไม่ได้ทำ เลิกปกป้องคนๆ นั้นซะทีเถอะ คุณควรจะปล่อยให้เค้ารับผิดชอบในสิ่งที่เค้าทำไว้บ้าง”
กานดาวสีชักสับสน “ฉันไม่รู้จะทำยังไง...ฉันทำไม่ได้จริงๆ”
ฐิติจับไหล่กานดาวสีให้หันมาสบตา
“ถึงคุณจะไม่ห่วงตัวเอง แต่ก็น่าจะคิดถึงคนที่รักคุณบ้าง” ฐิติตัดพ้อ “หรือว่าคุณไม่เคยสนใจเลยว่าเค้าจะรู้สึกยังไง”
“ฉันทำอย่างนี้คุณก็น่าจะดีใจนะ คุณจะได้มีความสุขกับคนที่คุณรักไง”
ฐิติน้อยใจที่กานดาวสีไม่เคยรู้เลยว่าเขารู้สึกยังไงกับเธอ ตัดพ้อต่อว่า
“แล้วคุณเคยถามผมซักคำมั้ยว่าผมรู้สึกอย่างที่คุณคิดหรือเปล่า”
กานดาวสีเห็นสีหน้าและแววตาตัดพ้อของฐิติที่มองมาแล้วพูดอะไรไม่ออก

ที่สถานีตำรวจเวลาเดียวกัน ตำรวจกำลังสอบปากคำกานดามณี ซึ่งมีท่าทีไม่พอใจมาก
“คุณตำรวจสงสัยว่าฉันเป็นคนฆ่านายวสันต์เนี่ยนะคะ”
“ผมก็แค่สันนิษฐานครับ คุณสองคนเป็นฝาแฝดกัน หน้าตาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็มีความเป็นไปได้ที่คนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้กระทำผิด”
“แต่วันที่เกิดเรื่อง ฉันไม่สบายมากนอนอยู่ในห้องทั้งวัน เพื่อนฉันกับคนในวังสูรยกานต์ก็เป็นพยานได้...” กานดามณีทำเป็นโวยวาย “หรือคุณตำรวจคิดว่าฉันหนีออกไปจากวังแล้วปลอมตัวเป็นพี่กานดาวสีไปฆ่านายวสันต์...นี่มันเรื่องจริงนะคะ ไม่ใช่นิยาย จะได้ทำอะไรได้ง่ายๆ แบบนั้น”
“แต่ก็มีคนแจ้งว่าเพื่อนสนิทคุณทำลับๆ ล่อๆ อยู่ที่หน้าบ้านกิริเนศวรก่อนวันเกิดเหตุ” ตำรวจบอก
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ต้องมีใครพยายามจะใส่ร้ายฉันแน่ๆ เพราะเพื่อนฉันคอยดูแลฉันอยู่ในห้องตลอดเวลา”
ตำรวจอีกนายพาพยาบาลคนที่ถูกกานดามณีทำร้ายเข้ามา
“คุณลองดูซิครับว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ลอบเข้าไปฆ่านายวสันต์ และทำร้ายคุณหรือเปล่า”
พยาบาลมองกานดามณีอย่างพินิจพิเคราะห์
กานดามณีใจไม่ดี แต่พยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“ใช่ค่ะ คนนี้ล่ะค่ะ แค่วันนั้นดูจะแต่งหน้าอ่อนกว่านี้ แล้วก็แต่งตัวเรียบร้อยกว่านี้เท่านั้นเอง”
กานดามณีเสียงแข็ง “ฉันไม่มีวันยอมแต่งตัวเชยๆ ปล่อยให้หน้าซีดเป็นศพอย่างพี่กานดาวสีออกจากบ้านหรอกค่ะ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว ไม่เชื่อคุณตำรวจลองไปถามใครก็ที่รู้จักฉันดูก็ได้”
“เหตุผลแค่นี้ยังสรุปไม่ได้หรอกครับว่าใครเป็นคนลงมือ ยังไงผมก็จะต้องขอสอบปากคำทุกคนในวังสูรยกานต์ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เพื่อนคุณด้วย”

เย็นนั้นพอวิไลวรรณเปิดประตูบ้านเข้ามา แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกานดามณียืนลูบมีดมองมายังตนด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ท่าทีดุดัน
“แกบอกอะไรตำรวจไปบ้าง”
“ปละ...เปล่าเลยนะ ฉันไม่ได้พูดอะไรซัดทอดไปถึงแกเลย”
กานดามณีค่อยๆเดินเข้าไปหาวิไลวรรณ ชูมีดขึ้นขู่
“แกแน่ใจนะนังวรรณ...ถ้าแกพูด ฉันเอาแกตายแน่”
วิไลวรรณละล่ำละลัก “โธ่แก ฉันไม่มีทางพูดอยู่แล้ว รับรองฉันจะปิดปากให้สนิทเลย”
กานดามณีมองอย่างประเมินความคิดวิไลวรรณ
“จริงๆ นะแก แกจะให้ฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้ อีกอย่างถ้าฉันพูด ฉันก็ติดร่างแหไปกับแกอยู่ดีน่ะแหละ” วิไลวรรณยืนยัน
“ก็ดี...ฉันก็ไม่ได้อยากจะทำร้ายเพื่อนรักอย่างแก”
“งั้นแกก็เอามีดไปเก็บเหอะ ถือไว้แบบนี้มันหวาดเสียวนะ ฉันใจคอไม่ดีว่ะแก”

ที่วังสูรยกานต์ ตอนกลางคืน ท่านหญิงและนมสาย กำลังจะเดินขึ้นไปข้างบน กานดามณีเดินเข้ามาพอดี
ท่านหญิงปรายตาไปมองนิดหนึ่ง แล้วทำเป็นคุยกับนมสาย
“นมสาย นี่หล่อนรู้หรือยังว่าตำรวจเค้าปล่อยตัวแม่กานดาวสีออกมาแล้ว”
นมสายแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แสดงท่าทางว่าดีใจมาก
“จริงเหรอเพคะ อย่างนี้ตำรวจเค้าก็รู้แล้วสิเพคะว่าคุณกานดาวสีไม่ได้ฆ่านายวสันต์”
“ก็ใช่น่ะสิ ที่จริงก็เดาได้ไม่ยากหรอกนะว่าใครทำ ตำรวจเองก็คงจะรู้แล้วด้วยซ้ำ...จะรอก็แค่หลักฐานชัดๆ เพื่อจะมัดตัวคนร้ายให้ดิ้นไม่หลุดเท่านั้นล่ะ”
ท่านหญิงพูดจบก็หันไปมองกานดามณีเขม็งเป็นเชิงบอกว่าฉันหมายถึงหล่อนนั่นแหละ
กานดามณีชะงัก หันไปมองหน้าท่านหญิงอย่างไม่ยอมง่ายๆ เดินเข้าไปจ้องตาถาม
“ท่านย่าจะกล่าวหาว่าหนูเป็นคนทำใช่มั้ยคะ”
“ฉันก็แค่พูดลอยๆ หรือเธออยากจะรับ”
“หนูคงรับไม่ได้หรอกเพคะ เพราะหนูไม่ได้ทำ”
กานดามณีพูดจบก็เดินออกไปทันทีนมสายเปรยกับท่านญิงตามหลังกานดามณีไป
“ที่สุภาษิตเค้าว่าช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิดนี่ก็คงจะจริงนะเพคะท่านหญิง อีกไม่นานหรอกความชั่วมันก็จะส่งกลิ่นออกมาเอง” นมสายทำทีเป็นนึกขึ้นมาได้ “อุ๊ยตายจริง แต่ถึงเวลานั้นเราคงจะต้องทำบุญล้างซวยนะเพคะที่เผอิญช้างมันดันมาตายอยู่ในวังสูรยกานต์ของเรา”

กานดามณีเครียดจัด วุ่นวายใจหนัก เพราะเรื่องชักจะเข้าใกล้ตัวมากขึ้นทุกที
“ฉันลงทุนทำทุกอย่างมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงฉันก็ไม่ยอมถูกจับง่ายๆ หรอก”
กานดามณีเดินวนไปวนมาสักครู่ก็คิดได้ เดินไปเปิดตู้หยิบสร้อยเพชรออกมา
“คราวนี้แหละนังกานดาวสี แกไม่มีทางรอดแน่”

กานดามณีมองสร้อยในมือหน้าตามีแผนการชั่วร้าย และมันย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่อกานดาวสีแน่

อ่านต่อตอนที่ 15
สุดสายป่าน ตอนที่ 13
สุดสายป่าน ตอนที่ 13
ขณะเดียวกัน ที่วังอัศวไกร บริเวณหน้าออฟฟิศบริษัทหนังของวิทย์ แลเห็นคนงานกำลังขนอุปกรณ์ในการถ่ายหนังขึ้นรถ เตรียมจะไปถ่ายหนังนอกสถานที่ “รีบขนกันเร็วๆเข้า แล้วก็ระวังด้วยนะ กล้องถ่ายหนังฉันเพิ่งสั่งเข้ามาใหม่ ถ้ามีอันเป็นไป ถ่ายไม่ได้ล่ะก็ พวกแกถูกตัดเบี้ยเลี้ยงหมดตัวแน่ๆ” เสียงฐิติดังขึ้น “ขอโทษที่ต้องมารบกวนนะครับคุณวิทย์ แต่ผมมีธุระจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว” วิทย์ค่อยๆ หันมามอง เห็นฐิติยืนมองมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม วิทย์ยิ้มขำ ด้วยนึกไม่ถึงว่าฐิติมีเรื่องร้อนใจอะไรถึงกับต้องมาหาตนถึงที่นี่ 2 หนุ่มอยู่ในห้องรับแขก วังอัศวไกร ฐิติถามทันที
กำลังโหลดความคิดเห็น...