xs
sm
md
lg

ปีกมาร ตอนที่ 11

เผยแพร่:

ปีกมาร ตอนที่ 11

วันต่อมา ขณะละมัยเก็บเสื้อผ้าของภูฉายมาแช่เตรียมซัก มองเห็นรอยลิปสติกที่อกเสื้อ

“อุ๊ยนี่อะไรน่ะ รอย..รอย...”
สลักเดินเข้ามา มองอย่างสงสัย
“อะไรนังมัย”
“ไม่...ไม่รู้ค่ะ....รอย...รอย...”
“รอยอะไร ไหน....ให้ฉันดูหน่อยซิ”
สลักกระชากไปดูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ต๊าย...นี่...นี่มันรอยลิปสติกนี่..!”

ภูฉายใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหมือนเด็กๆ สลักกำลังเกรี้ยวกราดอย่างหนัก ละมัยยืนหลบมุมห้องด้วยสีหน้าขยาดๆ
“ใคร ฉันถามว่าใคร...รอยลิปสติกของใคร ไม่ใช่นังศลัยลาแน่ เพราะนังศลัยน่ะมันไม่เคยทาปากสีแดงแจ๋เหมือนแม่ค้าปลายังงี้...แม่ถามว่าใคร..!”
ภูฉายอึกอักอยู่ไปมา “ผม...ผม...”
“เมื่อคืนแกกลับมาตั้งตี....ตีเท่าไหร่นังมัย”
“ตี...ตีหนึ่งค่ะ”
“ตีหนึ่ง..แกไปไหน..กับใคร”
“ไป...เอ้อ...ไปหาอะไรดื่ม กับ...กับ…”
สลักขึ้นเสียง “กับใคร!”
“คนเดียวครับ ผมไปคนเดียวจริงๆครับ แม่ ผมเหงานี่....ผมไม่รู้จะทำอะไร”
สลักไม่เชื่อ “ถ้าไปคนเดียวแกไปได้รอยลิปสติกนี่มาจากไหน”
ภูฉายได้แต่ “เอ้อ…”
สลักคาดคั้น “หรือว่า...แกไปพบใครที่นั่น”

“เอ้อ...ผมไปพบคุณดวงแก้ว แล้ว...แล้วก็...แม่ครับ เราแค่เต้นรำกัน...แค่นั้นจริงๆ ครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดต่อศลัยนะผมรักศลัย ผมยังซื่อสัตย์ต่อศลัยลา ไม่มีใครแทนที่ศลัยในหัวใจผมได้ แม่ต้องเชื่อผมนะ...แม่ต้องเชื่อผม…”
สีหน้าแววตาของสลัก ตื่นตะลึง ท่าทางตกใจมาก

ภูฉายนั่งทำงานอยู่ที่แบงค์ ท่าทีของภูฉายยังหงอยเหงาซึมเซา และเคร่งเครียดจัด ดวงแก้วเดินเข้ามา
“เห็นมั้ย...ท่าทางคุณดีขึ้นนี่ ฉันบอกแล้วไง...บางทีสัมผัสใหม่มันก็ช่วยให้กระเตื้องจากอาการปางตายได้”
“ผมไม่คิดยังงั้นหรอกครับ แล้วผมก็เสียใจที่...ที่...”
“คุณจะรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ให้ภรรยาที่กำลังจะหย่าของคุณเพื่ออะไร”
“ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มีค่าในจิตใจของผม ศลัยก็เหมือนกัน”
สีหน้าแววตาของภูฉายเชื่อมั่นมาก
“ผมเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของภรรยาผม”

ส่วนศลัยลาขับรถยนต์มากับเพียรภมร ลายสือขับมอเตอร์ไซค์ตามศลัยลา โดยที่ศลัยลาไม่รู้ตัว เพียรภมรหันไปมอง เริ่มกังวล
“พี่ศลัยคะ มอเตอร์ไซค์คันนั้นทำไมมันตามเราใกล้ยังงั้นล่ะ...หรือ...หรือว่ามันจะเป็นพวกมือปืนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับเพียร...เพียรทำคดีฆ่าคนตายอยู่ มันอาจจะ...”
สีหน้าศลัยลาตื่นตระหนก
“มันจะเก็บเธอหรือ”
“มัน...มันอาจจะเป็นยังงั้นก็ได้ ไปเถอะ...ศลัย”
ศลัยลาบึ่งรถยนต์หนีไป ลายสือเร่งความเร็วรีบตามไป

ศลัยลาขับรถยนต์เข้ามาจอดหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพียรภมรถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เฮ้อ โล่งอกไปที นึกว่าจะไม่รอดแล้ว”
“มันจะตามฆ่าเธอจริงๆ หรือ”

“เพียรก็ไม่รู้...อาจไม่ใช่ก็ได้ ไปเข้าไปข้างในกันเถอะ”
“ไปซี”
ทั้งสองเดินเข้าข้างในไป

ลายสือขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด ถอดหมวกกันน็อค แล้วจึงมองไปภายใน ก่อนตามเข้าไป
สลักยืนรออยู่ที่รถยนต์ของลูกชายสุดสวาท ภูฉายเดินกลับจากไปส่งดวงแก้วที่รถยนต์ สลักเชิดหน้าไม่พอใจ

“แม่มาทำไมครับ”
ดวงแก้วขับรถยนต์ออกไปแล้วโดยไม่เห็นสลัก
“ก็มาดักแกน่ะซี กลัวนักฉกฉวยมันจะฉกแกหายไปอีกครึ่งคืน”
“งั้นก็กลับบ้านเถอะครับ ผมจะกลับบ้าน”
“พอเห็นหน้าแม่ละ...แกเลื้อยไม่ค่อยจะออกเชียวนะ ไป...กลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
“ครับ..แม่”
ภูฉายเปิดประตูรถยนต์ให้สลัก ก่อนขับรถยนต์ออกไป

เพียรภมรกำลังดูเมนูอาหารอยู่กับศลัยลา ลายสือเข้ามานั่งอีกโต๊ะหนึ่งในมุมที่มองเห็นกัน
เพียรภมรเป็นฝ่ายมองเห็นลายสือ โดยลายสือจ้องมองมายังศลัยลา
“พี่ศลัย...เพียร...เพียรว่ามันไม่ค่อยดีละ”
“อะไร ที่ว่าไม่ค่อยดีน่ะ”
“มัน...มัน...มันต้องเป็นมือปืนตามมาเก็บฉันแน่ๆมันตามเข้ามาในนี้ด้วย”
“ไหน คนไหน”
“นั่นไงล่ะ”
ศลัยลาหันมามองเห็นลายสือยิ้มให้ ศลัยลาตกใจรีบหันหลังกลับสีหน้าออกพิรุธ
“พี่ศลัย...พี่รู้จักหรือ”
“เลิกกลัวได้แล้ว เขาไม่ใช่มือปืนหรอก เขา...เอ้อ...เขา...”
เพียรภมรจ้องมองศลัยลา ขณะศลัยลาหลบสายตา
“มิน่าล่ะ...พี่ศลัยถึงไม่พยายามพบภูฉายเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย พี่ศลัยคะ...ไม่ใช่ตอนนี้นะ ตอนนี้ พี่ยังไม่ได้หย่า..นี่...ฟังนะ...เพียรทำงานด้านกฎหมายมามาก ลูกความทุกคนโกหกทนายเพื่อให้พ้นผิด อย่าทำยังงั้นนะ พี่ต้องพูดความจริง...เพียรมีหน้าที่ต้องหาความจริงไปแสดงต่อศาล
ศลัยลาสีหน้าสลดลง ถอนหายใจยาว เพียรภมรจ้องเขม็ง บีบคั้น
“ฉัน...เอ้อ...ฉัน”
“มันเกิดขึ้นหรือยัง!”
ศลัยลาสั่นหน้าปฏิเสธ
“คุณภูรู้เรื่องนี้มั้ย”
“ไม่รู้ เรื่องมันยังไม่ได้ไปไหน ฉันพูดความจริงกับเธอนะเพียร”
แววตาศลัยลาร้อนรนส่อพิรุธ แต่เพียรภมรเครียดขึ้น
“อย่าให้ภูฉายรู้เป็นอันขาด เธอเองก็เหมือนกันต้องรู้จักระวังตัวเองด้วย ถ้าเธอไม่ต้องการเสียเปรียบภูฉาย..!”
สีหน้าศลัยลาสลดลง

วันต่อมาภูฉายนั่งทำงานอยู่ในแบงค์ พนักงานเอาหมายศาลมาให้
“หมายศาลครับ”
“หมายศาล”
ภูฉายลนลานเปิดดูทันที แต่นึกได้ เหลือบสายตาขึ้นมองพนักงานรีบออกไป
แววตาภูฉายวาววับ เริ่มโกรธขึ้นมา มือที่ถือหมายศาลสั่นระริก


ขณะที่เพียรภมรนั่งทำงานอยู่ ภูฉายก้าวเข้ามา ต่างมีสีหน้าที่มึนตึงต่อกัน
“ผมได้รับหมายศาลแล้ว!”
“ฉันดำเนินไปตามขั้นตอน ที่ฉันได้รับ มอบหมายจากลูกความของฉัน”
แววตาของภูฉายแข็งกล้าขึ้น จ้องมองเพียรภมรด้วยแววตาวาวโรจน์ น้ำเสียงของภูฉายขมขื่นปนโกรธ
“ผมไม่นึกเลยนะ...ว่าคนที่จะแยกเราให้แตกเป็นเสี่ยงๆเป็นคุณ!”
“ฉันทำหน้าที่ทนายความให้พี่ศลัยลา ก็หมายถึง...ฉันปกป้องผลประโยชน์ให้ลูกความของฉันตามหน้าที่ ส่วนความเป็นเพื่อนน่ะ...”
แววตาของเพียรภมรเย้ยหยันยั่วยุ
“ฉันคงจะหาที่ว่างที่เหมาะๆ ได้สักที่ละมั้ง...”
ภูฉายโกรธจัด ทุบโต๊ะปัง ปัดแจกันแตกกระจาย ตะโกนใส่หน้าเพียรภมร เพียรภมรสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว
“ทำไมล่ะ...ทำไมผมกับศลัยลาต้องอย่ากัน...”
ภูฉายตะโกนก้องเหมือนคนบ้าคลั่ง
“ทำไม!”

ขณะเดียวกันศลัยลาเดินเข้ามาหานวลนภา ด้วยสีหน้าที่ยังเกรี้ยวกราดภูฉาย ภาษิตยืนฟังอยู่เงียบๆ มุมหนึ่ง
“เขาไปเล่นงานเพียรภมรถึงสำนักงานเพราะเขาได้รับ หมายศาลแล้ว เพียรโทร. มาเล่าให้หนูฟัง ว่าภูเขาเปลี่ยนไปเหมือนไอ้บ้า!”
“ตอนที่มาที่นี่ แม่ว่าเขายังพูดรู้เรื่องอยู่นะ เขาไม่ได้ขาดสติขนาดนั้น”
“สติมันคุมไม่ได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่คะ ข้าวของก็ขนไปแล้ว แล้วจะมารังควานอะไรอีก ยังงี้มันไม่ใช่ผู้ชายนี่ มันหน้าตัวเมียชัดๆ!”
“ศลัย...ผู้ชายเขาก็ทำยังงั้นแหละ ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรือปีๆ หนึ่งผู้หญิงถูกฆ่าตายไปตั้งเท่าไหร่ เพราะผู้ชายไม่ยอมเลิกด้วย”
“หนูไม่ยอมให้ภูทำยังงั้นหรอกค่ะ เอาซี ถ้าเขาจะฆ่าหนู หนูก็จะฆ่าเขา!”
“ผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายก็คิดยังงี้แหละ พี่ศลัยก็รู้นี่ว่าผู้หญิงสู้ได้แค่ไหน ผมเป็นห่วงพี่ศลัยนะ ว่าแต่...พี่ภูเขาไปคุกคามท่านทนายใหญ่น่ะ เขาถูกยั่วยุหรือเปล่า”
ศลัยลาหันขวับมาจ้องหน้าภาษิตด้วยแววตาขุ่น
“แกหมายความว่ายังไง”
“ความจริง...มีสำนวนที่ยั่วยุฝ่ายตรงข้าม”
“แกไม่ชอบเพียรภมร เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเก่ง!”
เสียงของศลัยลาดังขึ้นด้วยอารมณ์พาลและโกรธ
“ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ทำท่าว่า...ไม่มีผู้ชาย..ฉันก็อยู่ได้ย่ะ!”
ภาษิตกระแทกเสียงใส่ศลัยลา ก่อนที่จะผละออกไปด้วยความโกรธ นวลนภารีบตามภาษิตออกไป
ศลัยลาถอนหายใจ ความโกรธค่อยๆ ลดระดับลง

เหลือแต่ความรู้สึกเสียใจที่ภูฉายทำขนาดนี้

อ่านต่อหน้า 2
ปีกมาร ตอนที่ 11 (ต่อ)

สลักโยนหมายศาลลงตรงหน้าภูฉาย น้ำเสียงกราดเกรี้ยว สีหน้าโกรธจัด

“หมายศาล...ก็หมายความว่าแกต้องค้าความกับนังศลัยน่ะซี..โธ่ภู..แม่บอกแกแล้วแค่แกเซ็นใบหย่ากับมันก็หมดเรื่อง แกรู้มั้ย...ขึ้นศาลน่ะต้องเสียทั้งเงินทั้งเวลาอีกเท่าไหร่ แกไม่เชื่อแม่แกถึงได้เดือดร้อน!”
แววตาของภูฉายปวดร้าวและเจ็บช้ำยิ่งนัก ได้แต่เก็บนิ่งอยู่ในใจ
“แล้วนี่...ต้องหาทนาย เสียเงินอีกเท่าไหร่นี่ นี่ภู...”
ภูฉายนิ่งเงียบ เขาเงียบจนสลักแปลกใจ
“แกไม่ได้ยินที่แม่พูดหรือ หย่ากับมัน แกไม่ต้องเสียอะไรเลยหรือว่าแกจะเก็บมันไว้ จนกว่ามันจะสวมเขาให้แก ฮึ…ภู....ภู..ภู”
ภูฉายยังคงนิ่งเงียบเหมือนรูปปั้น เหงา เศร้า และเลื่อนลอย
สักครู่ภูฉายค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ สลักรีบตามเข้ามาประชิด แล้วเริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นคร่ำครวญร่ำไห้น่าสงสาร
“แม่เสียตาหนูไปแล้วนะ ยังต้องเสียแกไปอีกคนหนึ่งหรือ นังศลัยมันได้ลูกคืนไปล้ว แม่ก็ควรจะได้แกคืนมา ทำไม..หรือว่าเดี๋ยวนี้แกไม่รักแม่ แกไม่เหลือหัวใจเอาไว้รักแม่เลยใช่มั้ย...แกอยากให้แม่ตาย แกอยากให้คนทั้งโลกรู้ว่าแกเป็นลูกเนรคุณ...ภู...ภูฉาย”
ภูฉายยังคงสงบนิ่งเดินออกไปอย่างเนือยๆ สีหน้าแววตาของสลักแปลกใจยิ่งขึ้น มองตามภูฉายไปอย่างฉงนฉงาย
“ภู...”

ด้านแหมวเดินคู่มากับลายสือเข้ามานั่งที่เก้าอี้ ร้านอาหารริมทาง สีหน้าลายสือเคร่งขรึม
“กินอะไรก็สั่งซี”
“พี่ลายสือ จะไม่ไปพบคุณพ่อจริงๆ หรือคะ”
“พี่ไม่ว่างเลยนะ พี่กำลังยุ่งๆ เรื่องหางาน”
“คุณพ่ออยากจะพูดกับพี่ลายสือเรื่องงาน”
“ทำไม...พอฉันจบปริญญาออกมาได้ คุณพ่อถึงได้แน่ใจว่าฉันเป็นคนเต็มตัว ไม่ใช่ลูกครึ่งคนครึ่งสัตว์หรือยังไง!”
สีหน้าลายสือไม่พอใจ ขณะแหมวสลดลง
“ถ้าพี่ลายสือไม่พร้อมจะฟังอะไร งั้นแหมวกลับก่อนนะคะ”
ลายสือไม่ตอบ ไม่ได้สนใจ แหมวเดินออกไป สีหน้าแววตาของลายสือเครียดขรึม

ศลัยลายังอยู่ในภาวะโกรธกับภาษิต ยืนคนแก้วกาแฟอย่างเลื่อนลอย นวลนภาเดินเข้ามา
“จะไปศาลเมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้ค่ะ...ศาลนัดพร้อมพรุ่งนี้”
“แม่เลยไม่รู้จะอวยพรยังไงเลยนะ เพราะไม่ว่าหนูจะแพ้หรือชนะ ชีวิตของตาหนูก็ยังขาดวิ่นอยู่ดี”
“ค่ะ ชีวิตของตาหนูคงเหมือนผ้าขาด..ต้องมีรอยปะรอยชุน มีรอยตำหนิ”
ภาษิตเดินเข้ามา กล่าวเสียงเรียบๆ
“พรุ่งนี้ผมจะไปเป็นเพื่อนพี่ศลัย!”

เช้าวันต่อมา เพียรภมรรออยู่หน้าทางขึ้นศาล ภาษิตขับรถยนต์เข้ามาจอดศลัยลาก้าวลงมา เพียรภมรเดินตรงมาแล้วจึงชะงักเมื่อเห็นภาษิตเปิดประตูรถยนต์ลงมา เพียรภมรเปลี่ยนสีหน้า
“ฉันมาตรงเวลาที่เธอนัดนะเพียร”
เพียรภมรไม่ได้ฟัง จ้องหน้าภาษิตถามห้วนๆ
“คุณมาทำไม!”
ภาษิตตอบยิ้มเยาะ
“สองอย่าง...อย่างแรก “ผู้หวังดี” อย่างที่สอง “ไม้กันหมา”....กรุงเทพมหานครนี่สาวแก่แม่หม้ายเยอะ หมามันก็เลยชุมน่ะคุณ”
เพียรภมรกระชากแขนของศลัยลาเดินขึ้นศาลไป
ภาษิตมองตามไป ยิ้มอย่างขบขัน

ลายสือกระวนกระวายอยู่ที่หอพัก ดูเวลาก่อนผลุนผลันจะออกจากห้องผลึกสวนทางเข้ามา ผลักอกลายสือให้นั่งลงบนเตียง
“ฉันรู้นะว่าแกจะไปไหน ไม่ให้ไป ถ้ารักจะเป็นชะมดละก็...ติดจั่นอยู่ในห้องนี้แหละ ไอ้สือ!”

หนุ่มอ้วนดำพูดอย่างจริงจัง เอาเรื่อง
ขณะที่ภาษิตยืนรออยู่ที่รถยนต์ เห็นภูฉายและทนายเดินลงบันไดศาลมาก่อน ศลัยลาวิ่งตามออกมาอย่างโกรธจัด เพียรภมรวิ่งตามมาห้ามศลัยลา

ท่าทีภูฉายเฉยเมย เย็นชา เก็บกดความโกรธลงไปลึกสุดใจ
“ทำไม..คุณจะถ่วงเรื่องหย่านี่ไว้ทำไม!”
“ไม่มีเหตุผลต้องหย่า”
“เราไม่ได้พูดถึงเหตุผล เราพูดถึงเรื่องที่เราต้องหย่า!”
“ต้อง…”
ภูฉายขมวดคิ้วจนคิ้วแทบจะชนกัน หันกลับไปจ้องหน้าศลัยลาด้วยนัยน์ตาวาววับ น้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“คุณยืนกรานอยู่คำเดียวคือต้องหย่า คุณไม่ได้พยายามทำให้เรื่องของเราดีขึ้น ทั้งที่มันควรจะดี คุณได้ลูกไปแล้วนะศลัย”
“ก็เพราะฉันได้ลูกของฉันคืนมาแล้วน่ะซี ฉันถึงต้องคืนคุณให้แม่ของคุณ!” ศลัยลาแดกดัน
“ศลัย ผมไม่ยอมหย่า อ้างมาซี คุณให้ทนายของคุณหาเหตุอ้างซี ว่าผมมีอะไรที่ด้อยคุณสมบัติของสามี!”
ศลัยลาบันดาลโทสะ โผเข้าจะตบหน้าภูฉาย ภาษิตรีบรั้งไว้
“อย่าครับ พี่ศลัย”
เพียรภมรเตือนอีกคน “อย่าค่ะพี่ศลัย ศาลไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาฆ่ากันนะ”
“ครับ กรุณาเตือนลูกความของคุณไว้ด้วย เสี้ยมอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ ต้องสอนด้วย” ทนายจำเลยเหน็บ
เพียรภมรฉุน “คุณก็บอกลูกความของคุณด้วย ว่ามีบางมาตราถ้าเขาละเมิด เขาอาจจะเข้าคุกในฐานะหมิ่นประมาท..!”
ภาษิตประคองศลัยลา “ไปครับพี่ศลัย”
“ฉันจะหย่ากับคุณ ฉันต้องหย่ากับคุณให้ได้!”
เพียรภมร กับภาษิตรั้งศลัยลาไปยังรถยนต์ ภูฉายจ้องมองตามไป ด้วยแววตาโกรธลึกและเก็บกลั้น

เวลาต่อมานวลนภาและเพียรภมรประคองให้ศลัยลานั่งลงในห้องรับแขกที่บ้าน ศลัยลามีท่าทีอ่อนล้า เสียกำลังใจ ส่วนท่าทีภาษิตเงียบขรึม
“พี่ศลัยต้องคุมสติให้ได้นะคะ ถ้าพี่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้จะเสียเปรียบคุณภูฉาย”
ศลัยลาเครียด “ฉันขอโทษ”
นวลนภาถามขึ้น “เป็นยังไงกัน หนู”
“ฝ่ายนั้นเขาเตรียมตัวมาพร้อมค่ะ”
“อีกนานแค่ไหน...กว่าเรื่องหย่าจะเรียบร้อย” ศลัยลาถาม
“ฉันยังตอบไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับ…”
“นี่ฉันจะต้องเสียเวลาอีกสักแค่ไหนนี่”
“ค้าความมันก็ยังงี้แหละศลัย เสียทั้งเงินทั้งเวลา...บางทีก็...”
ภาษิตขัดขึ้นมา “เสียอนาคต...ถ้า...พี่ศลัยกลายเป็นผู้แพ้..!”
แววตาของภาษิตเยือกเย็นเมื่อมองสบสายตาของเพียรภมร
เพียรภมรนิ่งอึ้งไปอย่างจำนนต่อความจริง ส่วนศลัยลามีสีหน้า แววตาตื่นตระหนก
“จริงหรือ”



ผลึกเดินตามลายสือ ท่าทีของลายสือนิ่งขรึม เครียดหนัก
“กูได้ข่าวมาว่า ดร.อังเดรจะได้ทุนไปขุดค้นทางโบราณคดีที่เคนย่า กูว่ามึงน่าจะแวะไปกราบแทบเท้าเสียหน่อยนะ กำลังตกงานยังงี้ เผื่อบุญวาสนาถีบได้ไปนอกกับอาจารย์…”
ลายสือเดินแยกออกไป
“เฮ้ย นั่นมึงจะไปไหน”
“ไปบ้านภาษิต”
“มึงก็รู้นี่...มึงไม่ควรไปที่นั่น!”
“กูรู้ว่าสิทธิ์ของกูมีแค่ไหน”
ลายสือเดินออกไป

ผลึกมองตามไปด้วยความกังวล ห่วงใยเพื่อน


อ่านต่อหน้า 3
ปีกมาร ตอนที่ 11 (ต่อ)

ในเวลาต่อมาศลัยลาและลายสือคุยโทรศัพท์กันอยู่ โดยลายสือโทร.จากตู้สาธารณะข้างออฟฟิศกองโบราณคดีตู้เดิมนั่นเอง

“คุณศลัย”
“ลายสือเธอโทร.มาทำไม”
“ผมเป็นห่วงคุณ เรื่องหย่าของคุณไม่สำเร็จใช่มั้ย”
“เอ้อ…”
“ผมรู้นะ...คุณรอวินาทีที่ศาลสั่งให้คุณกับเขาแยกกัน คุณต้องการให้เรื่องมันจบเร็วมั้ยล่ะ”
“ไม่ อย่านะลายสือ...ปล่อยให้เป็นเรื่องของฉัน ฉันอาจจะยังรักเขาอยู่ ฉันอาจจะขาดเขาไม่ได้ก็ได้”
“แล้วผมล่ะ...ผม...คุณจะเอาผมไปวางไว้ที่ไหน”
ศลัยลาชักโกรธ ประชดออกไป
“ป้ายรถเมล์หรือถังขยะที่ไหนก็ได้ ลายสือ ไป๊..ไปนะ”
ลายสือค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลงด้วยความรู้สึกปวดร้าว

ฟากภูฉายเพิ่งกลับจากทำงาน เดินมาทรุดตัวลงนั่งถอดรองเท้าและเนคไท อย่างเลื่อนลอย สลักนั่งมองอยู่เงียบๆ ละมัยนำน้ำเย็นมาวางให้
“แกจะไม่พูดกับแม่สักคำหรือ ว่าเรื่องไปศาลน่ะมันเป็นยังไงไปถึงไหนแล้ว”
“ผมไม่มีอะไรจะพูด”
“แกคงจะโง่กว่านังศลัยตามเคยนะ ดี แกจะได้แพ้มันศาลจะได้บังคับให้แกหย่าแล้วเสียค่าเลี้ยงดู อยู่ดีๆ ต้องแบ่งเงินเดือนให้มันใช้ทุกเดือน โอ้ย...ถึงตอนนั้นฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะไม่เอา”
ภูฉายไม่ตอบ ดื่มน้ำอย่างช้าๆ
“ศาลนัดอีกเมื่อไหร่ เอ๊ะ ไม่ได้ยินหรือ...ทนายของแกก็ปิดปากเงียบ ถามอะไรก็ไม่บอก เออ...ได้ข่าวว่านังศลัยลามันได้ทนายดังไม่ใช่หรือ ดี...ประจานกันยังงี้สนุกนะ สาวไส้ให้กากินให้อิ่ม..!”
ภูฉายขยับตัวลุกขึ้นยืน
“มีอะไรอีกมั้ยครับแม่”
“แกจะไปไหน”
“ผมจะขึ้นไปนอนครับ ผมเหนื่อย” ภูฉายตอบเนือยๆ
“แล้วไม่อาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสียก่อนหรือลูก”
น้ำเสียงสลักอ่อนลง
“แม่ตุ๋นไก่ดำไว้ให้แน่ะ แกซูบไปนะ...ต้องบำรุงร่างกาย ไก่นี่แม่ตุ๋นทั้งวันเลยนะ แม่เป็นห่วงแก แม่รักแกนะ...ภูฉาย”
ภูฉายเหลียวมองไปยังสลัก แววตาเริ่มอ่อนลง
“ครับ...แม่”
ภูฉายเดินขึ้นชั้นบนไป สลักเริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นภาคภูมิใจ
“เห็นมั้ย...เขายังรักแม่อยู่ เขายังรักแม่เหมือนเดิม....เฮ้อ...ภูฉาย”

ขณะเดียวกันผลึกเดินตามลายสือลงมาจากหอพัก
“จนป่านนี้แล้ว มึงยังไม่เลิกคิดถึงคุณศลัยลาอีกหรือวะ สือ”
“เวลามันพลัดพรากคนไม่ได้หรอก กูคิดถึงคุณศลัยลาทุกๆ ที่ที่กูอยู่หรือกูไป”
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นหม้าย กูสัญญาว่ากูจะไม่ยุ่งกับมึง แต่ตอนนี้..มึงอย่าเชียวนะ มึงยังมีอนาคตอยู่ อย่าให้มันดับเพราะมึงไม่รู้จักยับยั้งตัวเอง เลิกคิดถึงคุณศลัยลา”
ลายสือหยุดกึก ถอนหายใจยาวด้วยท่าทีลังเล

รุ่งเช้าศลัยลาอยู่ในบ้าน กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ภาษิตนั่งดูโทรทัศน์อยู่
“ศลัย แม่จะให้อาหารเสริมตาหนูอีกมื้อหนึ่งดีมั้ย” นวลนภาเอ่ยขึ้น
“ไม่รู้ซีคะแม่ แล้วแต่คุณแม่ก็แล้วกันค่ะ”
“อะไร เลี้ยงลูกจนป่านนี้แล้ว ยังไม่รู้อะไรเสียเลย เอ...ให้อะไรดีล่ะ เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนเด็กสมัยที่แม่เลี้ยงเสียด้วยซี”
ภาษิตแนะ “ซื้อหนังสือมาอ่านซีครับ เดี๋ยวนี้เขามีตำราขายออกเกลื่อนแผงหนังสือ”
นวลนภาเห็นด้วย “ดีเหมือนกันนะศลัย หนูน่ะ...ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย นอกจากเป็นแม่”
ศลัยลาประชดตัวเอง “เป็นได้แค่นั้นก็พอแล้วไม่ใช่หรือคะ คุณแม่”
“ไม่ ยังไม่พอหรอก แม่ที่ดี...ต้องมีความรู้ในเรื่องสุขอนามัยเด็ก นี่...ไปซื้อหนังสือมาอ่านดีกว่านะ แม่ว่า…”
สีหน้าแววตาของศลัยลาสลดลง

ในเวลาต่อมา ศลัยลาอยู่ที่แผงหนังสือ เอื้อมมือไปหยิบหนังสือแม่และเด็ก มาพลิกๆ ดู ด้วยความสนใจ ลายสือก้าวเข้ามาในระยะประชิดตัว
“ดูคุณไม่ค่อยเป็นแม่เลยนะ”
ศลัยลาเงยหน้าขึ้นมองอย่างนิ่งขรึม สีหน้าเย็นชาไปทันที
“ทำไม ลักษณะฉันนี่...มันร่ำๆ จะเป็นกากีเข้าไปทุกวันหรือยังไง”
“ผมตามคุณมาจากที่ทำงาน”
“ฉันจะกลับละ”
“อย่าบอกผมนะ...ว่าคุณจะกลับไปที่บ้านหลังนั้น”
“ทำไมฉันจะกลับไปไม่ได้ ฉันยังไม่ได้หย่ากับเขา บ้านหลังนั้นมันเคยเป็นเรือนหอของเรา”
“คุณศลัย ผมต้องรอคุณนานชั่วชีวิตหรือเปล่านี่”
“คุณมีเวลารอฉันขนาดนั้นเชียวหรือ”
“ผมรักคุณ...”
ศลัยลาวางหนังสือลง
“ฉันรู้ แต่ความรักกับความเหมาะสม มันเดินสวนทางกันนะ”
“เราจะมีชีวิตใหม่ คุณเสียเวลาให้กับการแต่งงานที่ล้มเหลวมามากแล้ว”
“คุณไม่มีวันเข้าใจ”

ศลัยลาเดินหนีไป ลายสือหยุดมองก่อนที่จะเดินตามออกไป
เช้าวันเดียวกัน ที่บ้านสลัก ละมัยเสิร์ฟกาแฟอยู่ ภูฉายเดินลงมาจะไปทำงาน สลักค่อยๆ วางงานในมือลงสีหน้าแปลกใจ

“กลิ่นอะไรนี่”
ภูฉายก้มลงมองเสื้อของตนเอง แววตาส่อพิรุธ
“น้ำหอมกลิ่นนี้ฉันไม่เคยคุ้นเลยนี่ ภู....ใช้น้ำหอมกลิ่นใหม่หรือ”
“เอ้อ..ครับ..แม่”
“ใครซื้อให้ แม่รู้นิสัยแก ตอนที่อยู่กับศลัยลาแม่นั่นก็ซื้อประเคนให้ แกไม่เคยเลือกน้ำหอมเองหรอก ใคร...ใครเป็นคนซื้อให้แก”
ภูฉายเอ้ออ้า จนในที่สุดก็ยอมบอก

วันเดียวกันสลักมายืนรอดวงแก้วอยู่ในอาคารที่ทำการแบงค์ สักครู่ดวงแก้วขับรถยนต์เข้ามาจอด
“ฉันเอาน้ำหอมมาคืนคุณ”
“น้ำหอม” ดวงแก้วฉงน
“ภูน่ะรสนิยมเขาเรียบๆ เขาไม่ใช้น้ำหอมยี่ห้อนี้หรอกถึงแม้ว่าคุณจะซื้อมาจากฝรั่งเศสก็เถอะ เพราะยี่ห้อนี้...ส่วนใหญ่โสเภณีที่นั่นเขานิยมใช้กัน!”
ดวงแก้วโกรธจนตัวสั่น ขว้างน้ำหอมลงกับพื้นแตกกระจายแล้วขับรถยนต์ออกไป
ภูฉายเดินออกมาพอดี มองเห็นขวดน้ำหอมนึกออกทันที
“แม่…”
“แกเลิกติดต่อกับมันนะ..แกกำลังมีคดี ถ้าฝ่ายนั้นรู้ว่าแกมีผู้หญิงอื่น แกรู้มั้ย อะไรจะเกิดขึ้น”
สลักยกเรื่องนี้เอามาขู่ สีหน้า แววตาของภูฉายชักเริ่มหวาดกลัว

สองคนอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ศลัยลานั่งเขี่ยอาหารในจานเล่นอย่างเศร้าหมอง ลายสือนั่งมองเงียบๆ
“ฉันต้องกลับแล้วละลายสือ จะเลยไปดูเด็กที่บ้านโน้นแล้วจะกลับบ้าน”
“ผมไม่อยากให้คุณกลับเลย”
“ฉันมีหน้าที่ของฉัน เท่าที่เสียเวลากับคุณก็มากแล้วนะ”
“เรากำลังขังตัวเองไว้กับความทุกข์นะ ผมอาจจะตายก็ได้”
“ฟังแล้วเห่ยดีจัง แต่ฉันสัญญาว่าจะไปงานศพของคุณ ฉันไม่ร้องไห้หรอกเพราะฉันเบื่อ ทำไมคุณไม่กลับบ้านล่ะลายสือ”
“ผมไม่รู้..บ้านผมอยู่ที่ไหน”
“งั้นก็หางานทำ...คุณต้องเริ่มต้น...เริ่มต้นตั้งหลัก วางฉันไว้ที่ไหนก็ได้”
“ผมไม่รู้ว่าผมจะทำได้แค่ไหน”
“ลองทำดูซี คุณต้องทำได้...”
ศลัยลาวางมือลงบนหลังมือของลายสืออย่างปลอบโยน ลายสือสบสายตาของศลัยลาด้วยความรักเต็มตา



ค่ำนั้นสลักเดินลงมา ยังมีท่าทีงัวเงียง่วงเหงา และอ่อนเพลีย
“เฮ้อ ละเม็งละครก็มีแต่เรื่องน้ำเน่าประเภทแม่ผัวลูกสะใภ้ทั้งนั้น ยังกับไอ้ปัญหายังงี้มันเป็นปัญหาโลกแตกยังงั้นแหละ...มัย...มัยเอ๊ย”
“ขา...”
“ตั้งข้าวต้มให้คุณภูหรือยัง”
“คุณภูไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอก”
สีหน้า แววตาแปลกใจ เสียงแผ่วลง เปลี่ยนแววตาเป็นเข้มงวด ดุดันทันที
“เขาไปไหน”

ภูฉายเปิดประตูบ้านที่เคยเป็นเรือนหอเข้ามา เข็มเดินออกจากห้องพัก เจอเข้า อุทานเบาๆ
“คุณภู”
ภูฉายนิ่งเฉย ก้าวเข้ามากลางบ้านที่ค่อนข้างว่างเปล่า เวิ้งว้าง
“ไม่มีของใช้ของคุณภูหรอกค่ะ คุณนายมาขนไปหมดแล้ว”
“ฉันไม่ได้ถาม!”
ภูฉายหันไปมองเข็มตาขวาง สีหน้าอย่างไม่พอใจ เข็มรีบหลบไปด้วยความกลัว ภูฉายเดินไปหยิบรูปแต่งงานมาจ้องมอง แล้วจึงขว้างลงพื้นแตกกระจาย

ภูฉายอยู่ชั้นบนของบ้านในห้องที่เคยอยู่กับศลัยลา กำลังเดินออกมาหยุดยืนที่ระเบียงห้องนอน กวาดสายตามองไปรอบๆ แววตาของภูฉายหยุดนิ่งอยู่ที่รถยนต์ของศลัยลาที่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้ว เห็นลายสือก้าวลงมาพร้อมๆ กับศลัยลา
“ทำไมคุณต้องกลับมาที่นี่” ลายสือคาใจไม่หาย
“แล้วทำไมคุณต้องมาส่งฉันที่นี่ล่ะ”
“ผมอยากมาส่งคุณ ถึงจะทำหน้าสุภาพบุรุษแบบขาดๆ เกินๆ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ลาก่อนนะครับ”
ศลัยลาพยักหน้ารับ ฝืนยิ้มให้ ลายสือเดินออกไป
เข็มวิ่งกระหืดกระหอบลงมาอย่างตื่นตระหนก
“คุณภูค่ะ....คุณภูมา”
เข็มบุ้ยใบ้ไปยังระเบียงชั้นบน ศลัยลาเงยหน้าขึ้นมอง
เห็นสีหน้าถมึงทึง แววตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยความโกรธอย่างรุนแรงของภูฉายที่มองเขม็งมา

ศลัยลาก้าวเข้ามาในห้องรับแขกด้วยสีหน้ามึนตึง ภูฉายเดินลงมาจากบันได เปิดฉากทะเลาะกันอย่างรุนแรง โดยแผดเสียงใส่ศลัยลาอย่างเคืองแค้น
“ไอ้จิ้งเหลนตัวนั้นเป็นใคร ผมถามว่ามันเป็นใคร!”
“คุณพูดถึงใคร”
“ก็ไอ้บ้าที่มันเป็นชายชู้น่ะซี ผมเคยเห็นมันที่บ้านของคุณแม่คุณ อ้อ...เพราะยังงี้นี่เอง คุณถึงได้เต้นเร่าๆ ร่ำร้องจะหย่าให้ได้!”
“หยุดนะ...ภู”
“ไม่หยุด ผมไม่หยุด คุณมีชู้ คุณมีชู้!”
ศลัยลาตบหน้าภูฉายอย่างแรง
“คุณโกรธผม...เพราะผมจี้ถูกจุดใช่มั้ยล่ะ ผมน่าจะสะกิดใจนะ...ว่าผู้หญิงสมัยนี้มีสังคมนอกบ้านที่มันเอื้อให้เล่นชู้ได้ คุณกลายเป็นผู้หญิงที่สวมเขาให้ผัว!”
“ภู”
ศลัยลาตบหน้าภูฉายอีก
“คุณทนฟังไม่ได้เพราะมันเป็นความจริงใช่มั้ยล่ะ เพราะคุณอาย...ค่าที่คุณเชิดหน้าใส่ผู้หญิงทั้งโลก รวมทั้งอีกากีด้วย..!”
“ภู...หยุดนะ!”
“ผมไม่หยุด คุณมีชู้...คุณเป็นชู้กับเด็กรุ่นหนุ่มรุ่นลูก ไอ้จิ้งเหลนนั่นมันคงแทะโลมคุณทั้งตัวละซี....คุณถึงได้ร่านนัก!”
ภูฉายเหมือนคนบ้าคลั่ง
“แก...ไอ้บ้า!”
“คุณชอบความหยาบใช่มั้ย คุณจะได้ความหยาบจากคนที่เป็นผัว...เอาซีศลัยคุณจะได้มัน!”
ภูฉายคลั่งจนขาดสติ ตบหน้าศลัยลาเต็มแรง จนร่างกระเด็นไป ก่อนตามเข้ามากระชาก ศลัยลาพยายามหยิกข่วนต่อสู้เต็มกำลัง
“ปล่อยฉัน ฉันขยะแขยงแก...ปล่อยฉัน”
“ไม่ คุณอยากได้ความหยาบ คุณติดอกติดใจไอ้จิ้งเหลนนั่น...ผมจะเป็นผัวชนิดนั้น...ผมเป็นได้นะ..ไม่ได้เป็นอยู่อย่างเดียว...ไอ้ผัวหน้าโง่!”
“ไป..ออกไป”

นอกจากไม่ยอมกลับ ภูฉายยังกระชากตัวศลัยลาลากขึ้นชั้นบนไปอย่างรุนแรงถูลู่ถูกัง ท่าทางภูฉายเวลานี้ตาขวางเหมือนคนบ้าไม่มีผิด

อ่านต่อหน้า 4
ปีกมาร ตอนที่ 11 (ต่อ)

เสียงกริ่งโทรศัพท์ในห้องรับแขกบ้านนวลนภา ดังติดต่อกันอยู่นาน หลายครั้งจนขาดหายไป นวลนภาเพิ่งจะวิ่งลงมาเอื้อมมือรับสาย

“ฮัลโหล...อ้าว....สายขาดไปแล้ว”
ภาษิตเดินเข้ามา เพิ่งกลับมาจากนอกบ้าน
“ใครครับ”
“ไม่รู้ ดังตั้งนาน แม่มัวแต่อาบน้ำให้หลานอยู่ เลยลงมารับไม่ทัน”
“ช่างเถอะครับ ถ้ามีธุระจริงเดี๋ยวก็คงจะโทร.มาใหม่ พี่ศลัยยังไม่กลับอีกหรือครับ คุณแม่”
“ยัง...เอ๊ะ...ทำไมวันนี้กลับบ้านช้านักล่ะ ฮึ”
นวลนภานึกแปลกใจ


บนเตียงนอนที่ว่างเปล่า ร่างศลัยลาถูกเหวี่ยงลงมาบนเตียงนั้น ภูฉายก้าวตามมา กระชากกระดุมเสื้อของตนเอง แววตาเหมือนคลุ้มคลั่ง
ศลัยลาทั้งโกรธทั้งตกใจ “ภู...คุณเป็นบ้านะ คุณกำลังจะเป็นบ้า”
“คุณต้องการมันไม่ใช่หรือ คุณก็เหมือนกับผู้หญิงในซ่อง...กะหรี่...ผู้หญิงตามข้างถนน ผัวในความรู้สึกของคุณน่ะมันจืด สมสู่กันด้วยจนจืดเหมือนแกงบูด ไม่เหมือนชู้...ไอ้แมวขโมยที่มันลักกินขโมยกิน คุณชอบ..!”
“ภู ...อย่านะ.. ปล่อยฉัน”
ภูฉายโถมตัวเข้ามาตบตีศลัยลา พลางร้องไห้
“ผมรักคุณนะศลัย...ผมรักคุณ....ผมรักคุณ!”
ภูฉายฉีกเสื้อผ้าของศลัยลาติดมือมา ชายเสื้อโบกพลิ้ว โถมร่างลงบนตัวของศลัยลาอย่างหื่นหิว
ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของศลัยลาดังก้องไปทั้งบ้าน

เพียรภมรวิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างรีบร้อน ภาษิตนั่งรออยู่หน้าห้องผู้ป่วยอย่างเงียบๆ แววตานิ่งงัน มองเพียรภมรที่เดินมาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น ศลัยโทร. ถึงฉัน ใครเป็นอะไร ศลัยร้องไห้ร้องห่มเสียจนฉันฟังไม่รู้เรื่อง”

“คุณไปดูเองก็แล้วกัน”
นวลนภาเปิดประตูออกมา สีหน้ายังช้ำไปด้วยน้ำตา
เพียรภมรถามรัวเร็ว “คุณแม่เกิดอะไรขึ้น”
“ฉัน...ฉันไม่รู้จะพูดยังไง หนูเข้าไปดูเองเถอะ”
เพียรภมรผละไป ภาษิตดึงตัวนวลนภาเข้ามากอดไว้

ศลัยลานอนซมอยู่บนเตียง ในสภาพบาดเจ็บสาหัสจากการถูกทำร้ายและข่มขืน เพียรภมรเปิดประตูเข้ามา ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พี่ศลัย นี่อะไรกัน...เกิดอะไรขึ้น”
ศลัยลาร้องไห้โฮ
“ภู...ภูฉาย”
“คุณภูฉาย ทำไมเขาทำกับพี่แบบนี้”
“เขา...เขาข่มขืนฉัน!”
ศลัยลาสะอื้นไห้เสียงดัง
“เขาเหมือนสัตว์...เขากลายเป็นสัตว์ไปแล้วละเพียร ฉัน...ฉันไม่คิดเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ เขาตบฉัน...เขาทุบตีฉัน...เขาทำทุกอย่างกับร่างกายของฉัน....เขาทำ...ทำ…แล้วก็ทำเหมือนฉันไม่ใช่คน!”
เพียรภมรดึงตัวศลัยลาเข้ามากอดไว้ ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจร้องไห้ไปด้วย
“พี่ศลัยแจ้งความหรือยัง”
“ยัง ฉันทำอะไรไม่ถูก”
แววตาของเพียรภมรวาวโรจน์อย่างเหี้ยมเกรียม
เพียรภมรเสียงเข้ม “เธอต้องแจ้งความ..!”


ด้านภูฉายกลับมาที่บ้านแม่ เอาแต่นั่งอยู่นิ่งๆ เหมือนรูปปั้น สลักถือเสื้อผ้าชุดที่ภูฉายใส่เมื่อคืน มาโยนตรงหน้า กระชากเสียงห้วนๆ
“ไปทำอะไรมา แกไปทำอะไรมาเสื้อผ้าถึงได้ขาดวิ่นยังงี้ ภู...แกคงไม่ได้ไปก่อคดีฆ่าใครใช่มั้ยหรือ....หรือว่าแก...”
ภูฉายลุกขึ้นยืน สวนด้วยเสียงกระด้าง
“ผมไม่อยากพูดถึงมันอีก”
ภูฉายเดินขึ้นชั้นบนทันที สลักมองตามไป พร้อมกับละมัยด้วยความรู้สึกแปลกใจ


ภูฉายค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอน ซบหน้ากับฝ่ามือร้องไห้เบาๆ สลักเปิดประตูเข้ามาอย่างเงียบๆ ปลอบโยนภูฉาย
“ภู บอกแม่ซีลูก แกไปทำอะไร จำได้มั้ย...เมื่อตอนที่แกยังเด็กน่ะ แกทำลูกแมวตกลงไปในบ่อ แล้วมันก็ตาย...แกซ่อนตัวอยู่เกือบครึ่งวันเพราะกลัว...กลัวความผิดในสิ่งที่แกไม่ได้ตั้งใจจะทำ”
“ใช่ ผมไม่ได้ตั้งใจเลยครับแม่ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายศลัย...แม่...แม่...”
ภูฉายเข้ากอดสลักไว้แน่น สีหน้าสลักตื่นตระหนก
“ทำร้าย....แกทำอะไรศลัยลา”
“ผม...ผมตบศลัย...ผมทุบตีศลัย...เพราะ...เพราะ...เพราะศลัยมีชู้”
สลักตาลุกวาว “จริงหรือ แล้ว...แล้วมันแจ้งความหรือเปล่า”
“ผม...ผมไม่รู้”
สีหน้าแววของสลักทั้งกังวลและหวาดกลัว

“ถ้ามันแจ้งความล่ะ”
ด้านภาษิตมีสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อรู้จากมารดา ว่าเพียรภมรยุให้ศลัยลาแจ้งความ

“อย่านะครับคุณแม่...อย่าทำยังงั้น!”
เพียรภมรลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับภาษิตด้วยแววตาท้าทาย
“ทำไม...หรือคุณยังมีพี่สาวเหลือให้ผู้ชายทำทารุณทางเพศ”

“มันเป็นเรื่องของผัวเมีย...ยังไงพี่ศลัยก็ยังไม่ได้หย่า เราต้อง
กำลังโหลดความคิดเห็น...