xs
xsm
sm
md
lg

เลือดเจ้าพระยา ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เลือดเจ้าพระยา ตอนที่ 11

ที่กรมตำรวจ เลอสรรกำลังนั่งประชุมอยู่กับตำรวจอื่นๆ โดยจ่าสมหมายกำลังรายงานเรื่องให้ทุกคนฟัง
“ตอนนี้สายรายงานมาครับว่ามีการสั่งซื้ออาวุธล็อตใหญ่เกิดขึ้น”
“ใครเป็นคนสั่ง”
“กลุ่มของสมิงครับ อาวุธที่สั่งผมลิสต์มาคร่าวๆ อยู่ในเอกสารแผ่นนี้ครับ”
“อาวุธหนักทั้งนั้นเลยนี่”
ตำรวจท่านอื่นๆ พากันพูดคุย ฮือฮากับลิสต์รายชื่ออาวุธที่สมิงสั่ง
“นี่จะเอาไปทำสงครามหรือไงครับเนี่ยะ”
“นั่นซิ ชักจะไม่ได้การแล้ว จ่าทราบรายละเอียดวัน เวลา สถานที่ที่พวกมันจะส่งของกันมั้ย” เลอสรรถามสมหมาย
“ทราบครับ”
“ดี งั้นเตรียมกำลังให้พร้อม ผมจะไม่ยอมให้อาวุธพวกนี้ตกถึงมือโจรเด็ดขาด”
ใบหน้าของเลอสรร จริงจัง เคร่งเครียด

วันต่อมาที่มุมตึกร้างแห่งหนึ่ง เห็นเลอสรรนั่งอยู่ในรถโดยมีจ่าสมหมายเป็นคนขับ สักครู่ก็มีเสียงวิทยุในรถดังขึ้น
“นกเหยี่ยวเรียกหน่วยเหนือๆ ขณะนี้รถเป้าหมายกำลังแล่นเข้ามาแล้ว เป็นรถตู้สีขาว เลขทะเบียน...”
“ปล่อยเป้าหมายดำเนินการไปเรื่อยๆ ได้จังหวะเมื่อไหร่คอยปิดล้อมแล้วจับกุมตามแผน”
เลอสรรหยิบปืนขึ้นมาบรรจุกระสุนเตรียมพร้อม จ่าสมหมายสวดมนต์ปลุกของขลัง
รถตู้สีขาวแล่นมาจอด สักครู่ก็เห็นขวด เหิมและลูกน้องเดินลงมา เสี่ยหงอพ่อค้าอาวุธและลูกน้องเดินเข้ามาหา
“ของพร้อมแล้ว จะตรวจดูมั้ย”
“อยู่ไหน”
เสี่ยหงอพาขวด เหิมและลูกน้องเดินไปที่รถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งด้านหลังมีลังไม้บรรจุอาวุธมากมาย
“ของเพิ่งส่งมาจากเมืองนอก ใหม่ซิงๆ”
“อย่าให้มีปัญหาเหมือนคราวที่แล้วนะ”
“รับรองได้ ไม่มีปัญหาแน่นอน”
ขวด เหิมเดินตรวจดูอาวุธจนพอใจแล้วจึงหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องเปิดกระเป๋าใส่เงินส่งให้เสี่ยหงอ
“เสี่ยตรวจนับดูว่าครบมั้ย”
“ค้าขายกับพวกของสมิง อั๊วไว้ใจ ไม่เคยมีปัญหา” เสี่ยหงอรับกระเป๋าเงินแล้วส่งให้ลูกน้องเก็บ “เดี๋ยวจะให้เด็กขับรถไปส่งของให้ บอกทางคนขับละกัน”
“งั้นชั้นไปกับรถบรรทุก” ขวดบอก
“ตามนั้น”
ขวดและลูกน้องบางส่วนแยกขึ้นรถบรรทุกอาวุธ เหิมกับลูกน้องที่เหลือแยกขึ้นรถตู้ เสี่ยหงอแยกขึ้นรถส่วนตัว จังหวะนั้นรถตำรวจแล่นเข้ามา ทุกคนหันไปเห็นตกใจรีบพากันระดมยิง ตำรวจลงจากรถแล้วช่วยกันยิงสกัด ขณะที่คนร้ายช่วยกันยิงตอบโต้ สุดท้ายคนร้ายก็ขับรถหนีไปได้

รถตู้ของเหิมแล่นหนีรถตำรวจเลี้ยวไปทางหนึ่ง รถบรรทุกอาวุธของขวดแล่นตามมาแล้วเลี้ยวไปอีกทาง รถเสี่ยหงอแล่นตามมาโดนรถตำรวจสกัด เสี่ยหงอและลูกน้องลงจากรถแล้วเริ่มระดมยิงใส่พวกตำรวจ เกิดการต่อสู้กัน
“เอาไงดีครับผู้การ” จ่าสมหมายถามเลอสรร
“ตามรถบรรทุกไป”
จ่าสมหมายขับรถฝ่ากระสุนที่กำลังระดมยิงกันระหว่างพวกเสี่ยหงอและตำรวจออกไป
รถบรรทุกซึ่งมีอาวุธอยู่ด้านหลังกำลังขับแล่นไปเพื่อหาทางออกไปถนนใหญ่โดยมีรถของเลอสรรไล่ตามมา
เลอสรรโผล่ออกจากหน้าต่างรถ แล้วยิงไปที่ยางรถบรรทุก แต่ยังทำได้ไม่สะดวกนักเนื่องจากพวกลูกน้องสมิงที่อยู่ด้านท้ายรถช่วยกันยิงใส่รถ
เมื่อถึงทางแยกรถตู้ของเหิมก็โผล่ออกมาแล้วปาดหน้ารถเลอสรร ทำให้จ่าสมหมายรีบหักหลบ ปล่อยให้รถบรรทุกและรถตู้แล่นหนีไป
“รีบตามไปเร็วจ่า”
“ยางแตกไปแล้วครับผู้การ”
เลอสรรและจ่าสมหมายลงมาดูสภาพรถ รถตำรวจคันอื่นๆ แล่นตามเข้ามา รถตำรวจคันหนึ่งเข้ามาจอดใกล้ๆ เลอสรร ขณะที่รถตำรวจคันอื่นๆ แล่นตามคนร้ายไป
“เปลี่ยนขึ้นรถผมดีกว่าครับผู้การ”
เลอสรรหันไปเห็นรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งจอดอยู่คันหนึ่ง
“ถ้าเอารถตามไปคงไม่ทัน มีใครขี่มอเตอร์ไซค์เก่งๆ บ้าง”
สายสืบคนหนึ่ง รีบเข้ามารายงานตัว
“ผมครับผู้การ ผมขี่ได้”
“งั้นไปเอารถมา แล้วทำตามที่ผมสั่ง”
สายสืบขี่รถมอเตอร์ไซค์ให้เลอสรรซ้อนท้าย เลอสรรรับปืนยาวและพกปืนสั้นไว้กับตัว จากนั้นรถมอเตอร์ไซค์ก็แล่นออกไป
“ผู้การของเรา หรือว่าเจมส์บอนด์เนี่ยะ”
จ่าสมหมายมองตามไปด้วยความเป็นห่วง

บนถนน รถตู้และรถบรรทุกกำลังแล่นขับเคี่ยวเบียดรถตำรวจที่แล่นตามมา แล้วต่างก็ระดมยิงโต้ตอบกันไปมา
รถตำรวจถูกเบียดตกข้างทางกันไปทีละคันๆ สุดท้ายรถตู้กับรถบรรทุกก็แล่นหนีไปอย่างง่ายได้
ด้านหลังห่างออกไป มอเตอร์ไซค์เลอสรรกำลังแล่นตามมาห่างๆ สักครู่ก็เร่งเครื่องขึ้นมา แล้วยิงไปที่ยางรถตู้ทำให้รถตู้เสียหลักลงไปอยู่ข้างทาง เหิมและพวกพากันออกจากรถแล้วระดมยิงไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของเลอสรรที่กำลังแล่นตามรถบรรทุกไป เหิมหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา
“รถผมโดนยิงยางแตก มีตำรวจบนมอเตอร์ไซค์กำลังแล่นตามรถบรรทุกอาวุธไป”
“ขอบใจ”
เหิมเก็บวิทยุสื่อสารแล้วจากนั้นก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันหนีไป

รถบรรทุกแล่นมาตามทางโดยมีรถมอเตอร์ไซค์แล่นตามมาติดๆ ลูกน้องบนรถบรรทุกระดมยิงใส่มอเตอร์ไซค์ แต่เลอสรรซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมอเตอร์ไซค์ก็ใช้ปืนยิงพวกลูกน้องที่ท้ายรถล้มตายจนหมด มอเตอร์ไซค์แล่นตีคู่ขึ้นไปด้านข้างขวดหันมาเห็นจึงยิงใส่ แต่มอเตอร์ไซค์หลบไปมา สักครู่ก็เห็นรถของสมิงแล่นออกมาจากข้างทางปาดรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้รถมอเตอร์ไซค์หักหลบแล้วจอด รถของสมิงจอดขวางถนนปล่อยให้รถบรรทุกแล่นหนีไป
สมิงลงมาจากรถ ขณะที่เลอสรรเดินออกมาจากรถมอเตอร์ไซค์
“โจรกลุ่มของนาย ไม่เคยมีประวัติใช้อาวุธสงครามประเภทนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนไป”
“มันมีเหตุจำเป็น ตำรวจอย่างแกคงไม่เข้าใจหรอก”
“งั้นก็ทิ้งปืนซะ”
สมิงและเลอสรรมองหน้ากัน ต่างก็เอาปืนจ้องใส่กัน ใครกระพริบตาเป็นโดนกระสุนแน่
ที่ด้านหลังของเลอสรร สายสืบที่ขับมอเตอร์ไซค์ค่อยๆ ยกปืนขึ้นมาเล็งไปยังสมิง แต่แล้วเสียงปืนก็ดังเปรี้ยง สายสืบสะดุ้งชะงัก ล้มลงขาดใจตายเพราะสมิงเบนปืนไปยิงสายสืบเสียก่อน เลอสรรโดดหลบแล้วยิงใส่สมิง สมิงยิงตอบแต่ไม่ถูก จากนั้นสมิงก็รีบหลบขึ้นรถแล้วขับหนีไป รถตำรวจแล่นตามมาตามทางแล้วเข้ามาจอดใกล้ๆ เลอสรร
จ่าสมหมายรีบเข้ามาหาเลอสรร
“ผู้การเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ผมไม่เป็นอะไร”
เลอสรรมองตามรู้สึกแค้นใจที่จัดการสมิงไม่ได้

ขวดและลูกน้องยืนรออยู่ที่ท่าเรือ สักครู่ก็เห็นสมิง เหิม ลูกน้องเดินเข้ามาหา
“ลังอาวุธชั้นเอาลงเรือเตรียมพร้อมไว้แล้วจ้ะ”
“ดี แล้วเรืออยู่ไหน”
“ทางโน้น”
“รีบไปเถอะสมิง ประเดี๋ยวตำรวจมา”
สมิง ขวด เหิมรีบเดินไปยังจุดจอดเรือ แต่แล้วลูกน้องสมิงคนหนึ่งถูกยิงล้มลง สมิงกับพวก ระดมยิงไปที่กลุ่มมือปืนที่ลอบยิง สมิงพยายามมองว่ามันเป็นพวกใคร
“พวกมันเป็นใคร”
“ไม่ใช่พวกตำรวจแน่สมิง”
สมิงยิงตอบโต้สักครู่ก็เลี่ยงออกไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของขวด เหิมและลูกน้อง

ที่มุมหนึ่งขณะที่พวกมือปืนกำลังยิงใส่ขวด เหิมและลูกน้อง สมิงโผล่มาด้านหลังแล้วเล็งปืนเก็บพวกมือปืนทีละคนๆ ขจรศักดิ์ซึ่งแอบดูเหตุการณ์อยู่ รู้สึกไม่พอใจที่มือปืนถูกสมิงเก็บ
“ไอ้พวกโง่”
ขจรศักดิ์เล็งปืนไปที่สมิง สมิงหันมาเห็นก่อนจึงหลบทันและยิงสวนไปขจรศักดิ์รีบหนี
ขจรศักดิ์วิ่งหนีมาตามทาง ขณะที่สมิงวิ่งมาดักข้างหน้า เมื่อขจรศักดิ์หันไปเห็นก็ชะงัก หันหลังกลับจะวิ่ง แต่สมิงจ้องปืนไปที่ขจรศักดิ์
“ถ้าอยากตายก็วิ่งไป”
ขจรศักดิ์ชะงักไม่กล้าวิ่งต่อ
“อย่ายิงๆ”
“ใครส่งเอ็งมา”
“เอ้อ คือ...”
“บอกมา”
“คุณสร้อยเพชรๆ ชั้นไม่เกี่ยว อย่ายิงๆ”
“สร้อยเพชรไหน”
“เมียท่านรองเลอสรรจ้ะ อย่าฆ่าชั้นนะ อย่า”
พวกมือปืน 2 คนที่เหลือวิ่งหนีไป สมิงหันไปมอง ทำให้ขจรศักดิ์ได้โอกาสรีบวิ่งหนีหลบไป สมิงหันไปยิงเก็บพวกมือปืนจนตายหมด

สมิง เหิม ขวดและพวกลูกน้องพากันมารวมตัวที่ท่าเรืออีกครั้ง
“ที่แท้ก็เมียของไอ้เลอสรรมันส่งมา”
“เมียผู้การเลอสรรมันต้องการฆ่าเราทำไม”
“คงจะแค้นที่เราไปขัดขวางงานแต่งงานของลูกสาวมัน”
“รีบไปเถอะพี่ ประเดี๋ยวตำรวจก็แห่กันมาแล้ว”
สมิงและพวกพากันลงเรือ แล้วแล่นออกไป

สร้อยเพชรอยู่ที่ห้องทำงานวิชัย เธอกำลังโมโหกับความผิดพลาดของพวกมือปืน วิชัยกับขจรศักดิ์หน้าจ๋อยที่ทำงานพลาด
“อะไรกัน แค่นี้ก็ทำไม่สำเร็จ”
“คือพวกมันมีมากกว่า แล้วพวกเราก็ไม่ค่อยรู้จักทำเลแถวนั้น”
“ก็เลยพลาด ท่าดีทีเหลวจริงๆ”
“ใจเย็นๆ ครับ พอดีมันผิดพลาดกันนิดหน่อย”
“ครั้งที่แล้วให้ไปฆ่านังศรีนวลก็พลาด ครั้งนี้ก็ยังผิดพลาดอีก ยังงี้เงินที่ชั้นจ่ายไปมันก็คงสูญเปล่าซินะ”
“เอาไว้ผมจะแก้ตัวให้อีกครั้ง รับรองเรื่องเงินไม่ต้องพูดถึง”
“ให้มันแน่เถอะ ชั้นไม่อยากจะเชื่อขี้หน้าอีกแล้ว”
“อย่าลืมซิครับ ครั้งนี้ผมเสียลูกน้องไปตั้งหลายคน ผมก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน”
วิชัยแค้นใจกับการกระทำของสมิง

วันต่อมาที่บ้านท่านผู้ว่าทรงยศ เดือนกำลังนั่งคุยอยู่กับดาวในห้อง
“แต่ว่ามันจะดีเหรอคะ คุณเดือน”
“เขียนอะไรก็ได้นิดๆ หน่อย นะดาวนะ เห็นใจคุณระพีเค้าเถอะ”
“ดาวเกรงว่าคุณย่าจะว่าเอาได้นะคะ”
“แต่เราก็ไม่ได้ผิดคำสั่งอะไรนี่จ้ะ คุณย่าแค่ห้ามไม่ให้ไปที่โรงพยาบาล ไม่ได้ห้ามเขียนจดหมายซะหน่อย”
“ดาวลำบากใจ”
“แล้วดาวไม่คิดถึงหรือไง”
“ก็คิดถึงค่ะ”
“ถ้างั้นก็เขียนจดหมายซิ น่า...รับรองไม่มีใครรู้หรอกน่ะ”
เดือนหยิบกระดาษจดหมายและปากกาส่งให้ดาว ในที่สุดดาวก็ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงระพี

เดือนเอาจดหมายดาวมาให้ระพีที่โรงพยาบาล ระพีนอนอ่านจดหมายแล้วยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะหันมาหาเดือน
“ขอบคุณคุณเดือนมากเลยนะครับที่ช่วยผม”
“ก็แค่เรื่องเล็กน้อยค่ะ”
“ถ้างั้นรบกวนอีกเรื่องได้มั้ยครับ”
“คุณระพีจะเขียนจดหมายตอบดาวไปใช่มั้ย นี่ค่ะเดือนเตรียมไว้แล้ว”
เดือนหยิบกระดาษปากกา ส่งให้ระพี
“คุณเดือนรู้ใจผมจริงๆ ขอบคุณมากนะครับ”
ระพีรับกระดาษ ปากกามาแล้วเริ่มเขียนจดหมาย เดือนนั่งมองยิ้มเอาใจช่วย

ที่โต๊ะสนุ้กวิชัย เกียรติกล้ากำลังเล่นสนุ้กอยู่กับเพื่อนๆ ขจรศักดิ์เดินเข้ามาพร้อมกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง ซึ่งจดรายการหนี้สินที่เกียรติกล้าเป็นหนี้ไว้
“เกียรติกล้า”
“มีอะไร”
“เอาไปอ่านซะ”
“เฮ้ย อะไรวะเนี๊ยะ 8 หมื่นกว่าเชียวเหรอ”
“ใช่ นี่เป็นรายการหนี้สินที่แกติดหนี้เอาไว้ รีบหาเงินมาเคลียร์ภายในวันพรุ่งนี้เลยไม่งั้นเรื่องถึงพ่อนายแน่”
“เฮ้ย อย่าบอกพ่อเรานะ อย่า”
“ไม่รู้หล่ะ เจ้าหนี้เค้าทวงมา ถ้าไม่ได้ก็อย่าหาว่าไม่เตือนละกัน”

เกียรติกล้าหน้าซีด ไม่รู้จะทำยังไง

รถของเดือนแล่นเข้ามาจอดภายในวัด คนขับลงมาเปิดประตูให้เดือนลงมา บุญเหลือกำลังกวาดลานวัดอยู่หันมาเห็นก็รีบเข้ามาหา
“คุณเดือน”
“พี่บุญเหลือ เมื่อวานพี่บุญเหลือได้ไปหาดาวที่บ้านหรือเปล่าคะ”
“ไปครับ แต่ว่าไม่มีโอกาสได้คุยผมก็เลยกลับก่อน”
“ถ้างั้นเย็นนี้ พี่บุญเหลือไปรอที่เดิมนะคะ เดือนจะได้นัดดาวให้รู้ตัวก่อน”
“ขอบคุณมากครับคุณเดือน”
“งั้นวันนี้พี่บุญเหลือพาเดือนไปทำบุญหน่อยซิคะ เดือนอยากทำบุญ”
“ได้ครับ มาทางนี้เลยครับ”
บุญเหลือพาเดือนไปทำบุญสังฆทาน ปล่อยปลา

เย็นวันเดียวกันนั้นที่บ้านท่านผู้ว่าทรงยศ เลอสรรกำลังนั่งดูสมุดบัญชีธนาคารอยู่ สักครู่สร้อยเพชรก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีหงุดหงิดไม่พอใจ
“เรียกชั้นมา มีธุระอะไร”
“คุณเบิกเงินไปทำอะไรตั้งสองแสน”
“ชั้นก็มีเรื่องต้องทำของชั้นบ้างนิดหน่อย”
“ไหนบอกมาซิว่าทำอะไร ทำไมถึงแพงขนาดนี้”
“เอ้อ...ก็...ซื้อ...พวกเพชรอะไรแบบนี้แหละ”
“แน่ใจนะ ผมโทรไปถามร้านเพชรที่คุณซื้อประจำ ทำไมเค้าไม่รู้เรื่อง”
“แหม ก็ชั้นซื้อร้านใหม่ไม่ใช่ร้านเดิม”
“มีเพชรตั้งเยอะแยะแล้ว ทำไมไม่รู้จักพอซะที ผมไม่เข้าใจคุณจริงๆ”
เลอสรรเดินหงุดหงิดออกไป สร้อยเพชรยืนหน้าหงิก ไม่พอใจ เกียรติกล้าเดินเข้ามา
“แม่”
“มีอะไรตาเกียรติกล้า”
“คือผมจะมาขอเบิก...”
“เบิกอะไร ชั้นไม่มี”
สร้อยเพชรเดินหนีออกไป เกียรติกล้ายืนหน้ามึน ไม่รู้จะทำยังไง

ดาวกำลังจัดเตรียมอาหารขึ้นโต๊ะอยู่กับบัวและสาวใช้ เดือนเดินเข้ามาเมียงมองรอให้ปลอดคนแล้วกระซิบกับดาว
“ดาว”
“คะคุณเดือน”
“เย็นนี้นะ”
“เย็นนี้ทำไมคะ”
“ที่ริมรั้ว พี่บุญเหลือจะมารอ เย็นนี้”
สร้อยเพชรเดินเข้ามาหยุดมองด้วยความสงสัย
“กระซิบอะไรกัน” เดือนตกใจทำตัวไม่ถูก
“เปล่าค่ะคุณแม่ เปล่า”
“เปล่าอะไรก็เห็นอยู่กับตา ยังจะมาปฏิเสธแม่อีก ชั้นได้ยินว่าเย็นนี้ เย็นนี้อะไรเนี่ยะแหละ”
“คือคุณเดือนแค่บอกว่า เอ้อ...อยากกินเย็นตาโฟค่ะ” ดาวบอก สร้อยเพชรมองแบบไม่เชื่อ
“จริงเหรอยายเดือน”
“ค่ะคุณแม่ เดือนบอกดาวให้ทำเย็นตาโฟให้กินหน่อย”
“แล้วหล่อนทำเป็นด้วยเหรอ”
“ก็พอทำได้ค่ะ”
“อวดเก่ง”
สร้อยเพชรเบ้ปากให้แล้วเดินออกไป ดาวกับเดือนโล่งอก

ค่ำวันนั้นเดือนพาดาวออกมาที่ริมรั้วแล้วมองหาบุญเหลือ
“ทำไมยังไม่มาอีกนะ”
“นั่นซิ นัดไว้เวลานี้นี่นา”
“คุณเดือนเข้าไปรอในบ้านก่อนก็ได้นะคะ”
“ดีเหมือนกัน ประเดี๋ยวคุณแม่พี่จะว่าเอาได้ งั้นดาวรอที่นี่นี่แหละนะ ประเดี๋ยวพี่บุญเหลือก็คงมา”
เดือนเดินกลับเข้าไปในบ้านปล่อยดาวให้รอบุญเหลืออยู่ที่ริมรั้ว

เกียรติกล้ากำลังรื้อค้นกล่องเครื่องเพชรอยู่ในห้องคุณนายศรีอางค์แล้วตัดสินใจหยิบสร้อยเส้นหนึ่งใส่กระเป๋า สักครู่ก็ได้ยินเสียงคุณนายศรีสอางค์เดินเข้ามา เกียรติกล้ารีบไปหลบซ่อนที่มุมหนึ่ง ทิ้งกล่องเครื่องเพชรเปิดอ้าอยู่
คุณนายศรีสอางค์เดินเข้ามาหยุดมองรู้สึกผิดปกติ และเมื่อมองไปยังจุดซึ่งเกียรติกล้าซ่อนตัวอยู่ก็เห็นเงา จึงรู้ว่ามีคนแอบอยู่ในห้อง
“ขโมย”
คุณนายศรีสอางค์รีบออกจากห้องไป เกียรติกล้ารีบออกจากที่ซ่อน แล้วกำลังจะหาทางหนี แต่ได้ยินเสียงหน้าห้องจึงไม่กล้าออกไป

คุณนายศรีสอางค์วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาท่านผู้ว่าทรงยศที่กำลังเดินเข้ามา
“คุณคะๆ”
“มีอะไร แม่ศรีสอางค์”
“ขโมยค่ะ”
“หา ที่ไหนๆ”
“ในห้องค่ะ มันรื้อกล่องเครื่องเพชรชั้นออกมา ตอนนี้มันอยู่ในห้อง”
“งั้นเธอไปตามคนมา ชั้นจะเข้าไปดูเอง”
คุณนายศรีสอางค์รีบวิ่งลงไปด้านล่างเพื่อตามคน ท่านผู้ว่าทรงยศหันไปคว้าไม้ตะพดมาถือไว้ แล้วเปิดประตูห้องเข้าไป

เกียรติกล้ายังอยู่ในห้องไม่กล้าไปที่ประตู แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยไปที่หน้าต่างแล้วหนีออกไปทางหน้าต่าง
ท่านผู้ว่าทรงยศเปิดประตูห้องเดินเข้ามา เห็นหลังไวๆ ของเกียรติกล้าที่กำลังหนีไป
“เฮ้ย หยุดนะ”
ท่านผู้ว่าทรงยศวิ่งตามไปที่หน้าต่าง มองตามไป เห็นขโมยวิ่งหนีไปทางหน้าบ้าน คุณนายศรีสอางค์ ลุงมหา เลอสรร สร้อยเพชรวิ่งเข้ามา
“ไหนครับคุณพ่อ มันอยู่ไหน”
“มันปีนหน้าต่างหนีไปแล้ว รีบลงไปดักข้างล่างเร็ว”

ทุกคนพากันวิ่งลงไปข้างล่าง

ที่ริมรั้ว ดาวยืนรออยู่สักครู่ก็เห็นบุญเหลือโผล่มา
“ดาว”
“พี่บุญเหลือ ทำไมเพิ่งมารอตั้งนาน”
“พอดีต้องอยู่ช่วยงานที่วัด โทษที”
เลอสรร ลุงมหา ท่านผู้ว่า คุณนายศรีสอางค์ สร้อยเพชร พากันวิ่งออกมาที่หน้าบ้าน เลอสรรหันมาเห็นดาว และบุญเหลืออยู่ในมุมมืดจึงตะโกนถาม
“นั่นใคร”
บุญเหลือตกใจคิดว่าเจ้าของบ้านไม่พอใจจึงวิ่งหนี แต่แล้วเลอสรรก็วิ่งไล่กวดได้ทันแล้วจับตัวได้ ทุกคนพากันวิ่งเข้ามา
“ช่วยด้วย ขโมยๆ”
คุณนายศรีสอางค์ร้อง เลอสรรจับตัวบุญเหลือที่กำลังดิ้นไปมา

บุญเหลือนั่งอยู่ในห้องรับแขกหท่ามกลางทุกคนในบ้าน สร้อยเพชร เดินเข้ามาสมทบ
“ตายแล้ว แกนี่เอง ไอ้คนที่ชั้นมาด้อมๆ มองๆ วันก่อน ที่แท้ก็มาวางแผนขโมยของในบ้านนี่เอง”
“ไม่ครับ ผมไม่ได้ขโมย อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้ทำอะไร”
“ยังจะมาปากแข็งอีก จับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ส่งตัวให้ตำรวจไปเลยค่ะ”
“อย่านะคะ พี่บุญเหลือเป็นพี่ของดาวไม่ได้เป็นขโมย”
“คุณแม่ดูซิคะ เรากำลังเลี้ยงเสือเลี้ยงตะเข้ไว้แท้ๆ มันสองคนพี่น้องจะต้องวางแผนกันเข้ามาอยู่บ้านเราแล้วหาโอกาสยกเค้าแน่ๆ เลยค่ะ”
“อย่าเพิ่งเพ้อไปขนาดนั้นเลยแม่สร้อยเพชร ฟังเจ้าตัวเค้าพูดกันก่อน...ไหนเราน่ะ เล่ามาซิว่ามาทำอะไรมืดๆ ค่ำๆ” คุณนายศรีสอางค์ถามบุญเหลือ
“คือที่ผมมาที่นี่ก็เพราะจะมาตามดาวให้กลับบ้าน เพราะตอนนี้แม่ศรีนวลกับตาเป็นห่วงดาวมาก กลัวจะเป็นอันตราย แต่พอดีตอนกลางวันดาวไม่อยู่ ผมก็เลยมาตอนค่ำๆ แบบนี้”
“จริงรึ แม่ดาว”
“จริงค่ะ ดาวกับพี่บุญเหลือเพิ่งพบ แต่ยังไม่ได้คุยอะไรกันเลยก็พอดีโดนจับตัว”
“แล้วทำไมต้องวิ่งหนี”
“คือผมตกใจ นึกว่าที่บ้านนี้ไม่ชอบให้ผมมา ผมกลัวดาวจะเดือดร้อนน่ะครับ”
“ถ้างั้นชั้นขอค้นตัว เพราะว่าของชั้นหายไป”
คุณนายศรีสอางค์พยักหน้าให้ลุงมหา ลุงมหาเข้ามาค้นตัวบุญเหลือต่อหน้าทุกคน
“ไม่มีครับ”
“ต้องมีซิ มาเดี๋ยวชั้นค้นเอง” สร้อยเพชรเข้ามาค้นตัวบุญเหลือ พยายามหาของกลางแต่ก็ไม่เจอ “บอกมาว่าแกซ่อนไว้ตรงไหน บอกมา”
“เอาละๆ ในเมื่อของกลางก็ไม่มี ก็ถือว่ายกประโยชน์ให้จำเลย” ท่านผู้ว่าทรงยศบอก
“คุณพ่อจะปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้หรือคะ”
“ใช่”
“ทำไมไม่ส่งไปสถานีตำรวจจับเข้าห้องขังให้ตำรวจสอบสวนก่อนละคะ ปล่อยไปง่ายๆ ประเดี๋ยวพวกมันได้ใจ”
“ตำรวจน่ะอยู่ที่นี่แล้ว ผมพอจะดูออกหรอกน่ะว่าใครเป็นขโมยหรือไม่ใช่” เลอสรรบอก แล้วพูดกับบุญเหลือ “เอาละ วันนี้เธอกลับไปได้แล้ว ขอโทษด้วยที่เข้าใจผิด”
“กราบขอบพระคุณมากครับที่กรุณา ผมลานะครับ” บุญเหลือบอกแล้วพูดกับดาว “พี่ไปก่อนนะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”
บุญเหลือลุกเดินออกไป ดาวเดินตามไป

บุญเหลือเดินออกมาพร้อมกับดาว ขณะกำลังจะเดินออกนอกประตู ดาวมองไปที่พุ่มไม้หนึ่งเห็นพุ่มไม้ไหวๆ จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นเกียรติกล้านั่งแอบอยู่ เกียรติกล้าหันมามองแล้วลุกขึ้นมา
“คุณมาทำอะไรตรงนี้”
“เอ้อ...เอ้อ...ช่วยด้วยๆ ขโมยอยู่นี่ๆ”
เกียรติกล้าตะโกนลั่นบ้าน หาทางป้ายความผิดใส่ดาวและบุญเหลือ ทุกคนวิ่งออกมาอีกครั้ง
“มีอะไรตาเกียรติกล้า ขโมยอยู่ไหน”
“ก็สองคนนี่ไงครับคุณแม่ สองคนนี่มันเป็นขโมย นี่ไงครับของกลางพวกมันซ่อนไว้ตรงนี้”
เกียรติกล้าหยิบสร้อยคอขึ้นมา แล้วป้ายความผิดไปที่บุญเหลือและดาว
“นั่นสร้อยของชั้นจริงๆ ด้วย”
“ใช่ครับคุณย่า เมื่อกี้ตอนมันเดินออกมา มันเข้าไปหยิบสร้อยที่ซ่อนไว้แต่ผมเจอซะก่อน จับได้คาหนังคาเขาเลยครับทีนี้”
“จับตัวมันเลย จับเลย”

สร้อยเพชรตะโกนบอกให้คนใช้ช่วยกันจับตัว ดาวและบุญเหลือตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอีกครั้ง

อ่านต่อเวลา 17.00น.

เลือดเจ้าพระยา ตอนที่ 11 (ต่อ)

เช้าวันรุ่งขึ้นที่มุมหนึ่งของกรมตำรวจ บุญเหลือนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ในห้องทำงาน สักครู่บุญเหลือก็ตื่นขึ้นมา มองไปรอบๆ เห็นจ่าสมหมายและตำรวจคืนอื่นๆ กำลังทำงานเกี่ยวกับเอกสารกัน จ่าสมหมายหันมาเห็นก็เลยเดินเข้ามาหา
“หลับสบายดีมั้ยล่ะบุญเหลือ”
“ก็ยังดีกว่าเข้าไปนอนในห้องขังหน่อยนึง”
“ท่านรองอยากให้แน่ใจซะก่อน ถึงได้ให้เอ็งกับหนูดาวพิมพ์ลายนิ้วมือไปตรวจพิสูจน์กับลายนิ้วมือบนของกลางซะก่อนว่าเป็นลายนิ้วมือเดียวกันหรือเปล่า”
“แล้วผลพิสูจน์ลายนิ้วมือจะออกเมื่อไหร่ ตรวจกันมาทั้งคืนแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ใจเย็น อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
บุญเหลือนั่งเซ็งๆ จ่าสมหมายกลับไปทำงาน

บริเวณทางเดิน เลอสรรเดินนำดาว เดือน สร้อยเพชรเข้ามา สร้อยเพชรมีท่าทีระแวดระวังเกรงว่าดาวจะหนี
“คุณไม่น่าไปใจดีกับพวกมันเลย น่าจะจับนังดาวกับญาติของมันยัดห้องขังไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” สร้อยเพชรพูดกับเลอสรร
“ถ้าหลักฐานยังไม่ชัดเจน ผมจะไม่มีวันกล่าวหาใครเด็ดขาด”
“ยังไงชั้นก็เชื่อว่ามันสองคนนี่แหละที่เป็นหัวขโมย”
“รอผลพิสูจน์ลายนิ้วมือก่อนดีกว่าค่ะคุณแม่”
“ก็ได้แม่เดือน จับตาดูให้ดีนะ ระวังมันจะหนี”
“หนูไม่ใช่ขโมย จะหนีไปทำไม เดี๋ยวความจริงก็พิสูจน์ออกมาเอง”
ดาวบอก เดือนแอบสบตาดาวเพื่อให้กำลังใจ จากนั้นทุกคนก็พากันเดินเข้าห้องไป สร้อยเพชรมองดาวอย่างหมั่นไส้

เลอสรรเดินนำทุกคนเข้ามา บุญเหลือหันมาเห็น ดาวรีบเข้าไปหาบุญเหลือเพื่อปลอบโยน
“ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยพี่บุญเหลือ”
“พี่สบายดี ดาวไม่ต้องห่วง”
จ่าสมหมายและตำรวจคนอื่นหันมาทำความเคารพเลอสรร จ่าสมหมายรีบเข้ามาหา
“ผลพิสูจน์ลายนิ้วมือเสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้วครับ รอสักครู่นะครับ”
“ทำไมมันถึงยังติดขัดอะไรกันอยู่ เดี๋ยวไอ้เด็กหัวขโมยนี่มันก็หนีไปเสียก่อนหรอก” สร้อยเพชรบอกทำให้เลอสรรนึกฉุน
“พูดเพ้อเจ้อไปได้จะหนีไปได้ยังไง ที่นี่กองปราบนะ”
สร้อยเพชรเงียบไป ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเดินถือซองเอกสารเข้ามา
“มาแล้วครับ ผลพิสูจน์ลายนิ้วมือ”
“ว่าไง สรุปผลให้ผมฟังที่ว่าเด็กสองคนนี่ใช่ขโมยหรือเปล่า”
“บอกมาเลย ไม่ต้องเกรงใจ คนชั่วอย่างพวกมันต้องโดนลงโทษ”
“แต่ผลลายนิ้วมือบนบนสร้อยเพชรเส้นนี้ กับลายนิ้วมือของสองคนนี้ไม่ตรงกัน” ตำรวจบอก
“หมายความว่ายังไง”
“หมายความว่า คุณดาวกับคุณบุญเหลือไม่ใช่คนร้ายครับ”
“อะไรนะ ตรวจผิดหรือเปล่า กลับไปตรวจใหม่เดี๋ยวนี้ ไปซิ”
“หยุดนะสร้อยเพชร ห้ามก้าวก่ายในงานราชการ ไม่งั้นอย่ามาหาว่าผมใจร้าย” เลอสรรบอกอย่างไม่พอใจ สร้อยเพชรชะงักนิ่ง เก็บกดความโกรธเอาไว้ เลอสรรหันไปพูดกับบุญเหลือและดาว “ยังไงชั้นต้องขอโทษเธอสองคนด้วย ที่เข้าใจผิดและทำให้เดือดร้อน”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ พิสูจน์หลักฐานกันแบบนี้ดีแล้ว พวกเราจะได้ไม่ต้องโดนใครกล่าวหาลอยๆ อีก”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดาวกับพี่บุญเหลือขอตัวก่อนนะคะ”
“ดาว จะไปไหนกัน” เดือนรีบถาม
“คือดาวกับพี่บุญเหลือยังไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่เมื่อคืน ยังไงคงต้องขอตัวสักครู่นะคะคุณเดือน”
“ได้จ้ะ แต่ว่าดาวห้ามหนีกลับไปลานเทนะ เดือนอยากให้ดาวอยู่ที่กรุงเทพฯ”
“ค่ะ”
ดาวพูดไม่เต็มเสียง จากนั้นบุญเหลือและดาวก็ไหว้ลาเลอสรร สร้อยเพชรแล้วเดินออกจากห้องไป สร้อยเพชรมองตามอย่างหมั่นไส้ ไม่พอใจ
“ท่านรองครับ”
“มีอะไร”
“ผมมีร่องรอยบางอย่างของคนร้ายที่อยากจะปรึกษา ทั้งหมดอยู่ในเอกสารฉบับนี้ แต่ผมขอแนะนำให้ท่านไปดูที่ห้องส่วนตัวดีกว่าครับ”

ตำรวจส่งซองเอกสารให้เลอสรร ทุกคนรู้สึกสงสัย

ที่ห้องทำงานของเลอสรร เลอสรรกำลังนั่งดูกระดาษลายนิ้วมือซึ่งด้านล่างเขียนว่าเจ้าของลายนิ้วมือชื่อของเกียรติกล้า ขณะที่สร้อยเพชร เดือนนั่งฟังอยู่ใกล้ๆ
“นี่มันอะไรกัน ผมไม่เข้าใจ”
“จากการตรวจพิสูจน์ลายมือของทุกคนในบ้านของท่าน ผมพบว่าลายนิ้วมือปรากฏอยู่บนของกลางมากที่สุดก็คือ คุณเกียรติกล้าครับ” ตำรวจบอก
“นี่แกจะหาว่าลูกชายชั้นเป็นหัวขโมยงั้นเหรอ” สร้อยเพชรถามอย่างไม่พอใจ
“เออ...ผมไม่ได้พูดแบบนั้นนะครับ เพียงแต่สงสัยว่าทำไมลายนิ้วมือของคุณเกียรติกล้าถึงไปอยู่บนของกลางมากมายขนาดนั้น”
“อ้าว ก็ตาเกียรติกล้าเป็นคนพบของกลาง ลายมือก็ต้องติดอยู่เป็นธรรมดา ไม่เห็นจะแปลก”
“ครับแต่ว่า ลายนิ้วมือมันเยอะมากผิดปรกตินะครับ”
“อย่ามากล่าวหาลูกชายชั้นนะ” สร้อยเพชรตวาด
“เอาละ ใจเย็นๆ ไม่มีใครกล่าวหาใครทั้งนั้น ทุกคนทำไปตามหน้าที่ คุณกลับไปก่อน เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการเอง” เลอสรรบอก ตำรวจทำความเคารพแล้วเดินออกไป
“แต่เดือนเชื่อนะคะ ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของตาเกียรติกล้า”
“ยายเดือน นี่แกเห็นคนอื่นดีกว่ากว่าน้องแกได้ยังไง”
“เอาละ ถ้าหลักฐานยังไม่ชัดเจน เราก็จะเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน ถือว่ายกประโยชน์ให้จำเลยไป”
“เกียรติกล้าไม่ได้ขโมย จะหาว่าเป็นจำเลยไม่ได้ ชั้นไม่ยอม”
สร้อยเพชรสะบัดหน้า เดินเชิดออกไป เดือนรีบตามไป เลอสรรนั่งมองด้วยความหนักใจ

บุญเหลือเดินนำดาวมายังวัดที่เขาอาศัยอยู่ พอเข้ามาในวัดทั้งคู่ก็หยุดยืนคุยกัน
“เกิดเรื่องขนาดนี้ พี่ว่าดาวกลับลานเทกับพี่ดีกว่า”
เมื่อพูดถึงลานเท ทำให้ดาวรู้สึกน้อยใจศรีนวลจนน้ำตาคลอ
“ดาวยังกลับไม่ได้หรอกพี่บุญเหลือ”
“มีอะไร ไหนบอกพี่ซิ”
“ไม่มีอะไร ดาวแค่ยังไม่อยากกลับ”
“ดาวน้อยใจแม่ศรีนวลใช่มั้ย” ดาวนิ่งอึ้ง ไม่อยากพูด “ไหนบอกพี่ซิ ดาวน้อยใจแม่เรื่องอะไร”
“พี่บุญเหลือ ดาวรู้แล้วว่าดาวเป็นเด็กกำพร้า ดาวไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่” ดาวร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ
“ดาวรู้ได้ยังไง ใครบอก”
“ดาวได้ยินแม่พูดกับคุณเลอสรร แม่บอกว่าดาวเป็นเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า เป็นลูกใครก็ไม่รู้ แม่ไม่ได้รักดาวเลย”
บุญเหลือพยายามปลอบโยน
“อย่าร้องไห้ซิ พี่เองก็เป็นเด็กกำพร้าไม่ได้ต่างอะไรจากดาวนักหรอก”
“แล้วทำไมแม่ต้องโกหกดาว แม่บอกมาตลอดว่าดาวเป็นลูกของแม่ แล้วจู่ๆ แม่ก็สารภาพกับคุณเลอสรรว่าดาวไมใช่ลูก แม่โกหกดาวทำไม”
“แม่อาจมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องโกหกก็ได้ ยังไงดาวกลับไปลานเทกับพี่แล้วไปถามแม่ด้วยกัน”
“ดาวไม่ไป ดาวไม่อยากเจอหน้าใครที่ลานเท”
“ก็ได้ ถ้าดาวยังไม่พร้อมตอนนี้ พี่ก็จะให้เวลาและรอดาวอยู่ที่วัดนี่แหละ วันไหนดาวพร้อมเราก็จะกลับไปด้วยกัน”
ดาวร้องไห้เงียบๆ บุญเหลือพยายามปลอบโยน


ท่านผู้ว่าทรงยศและคุณนายศรีสอางค์ นั่งอยู่ในห้องขับรถ สักครู่ดาวก็เดินเข้ามาหา
“ที่ย่าเรียกมาวันนี้ ก็เพราะย่าอยากจะขอโทษที่พวกเราเข้าใจหนูดาวกับญาติผิดไป”
“อย่าขอโทษดาวเลยค่ะคุณย่า เรื่องที่เกิดขึ้นดาวถือเป็นการพิสูจน์ตัวเอง จะได้ไม่มีใครสงสัยดาวกับพี่บุญเหลือได้อีก”
“แล้วนี่นายบุญเหลือเขามาตามกลับบ้านใช่มั้ย”
“ค่ะ”
“แล้วหนูดาวตัดสินใจยังไง”
“ดาว เอ้อ ยังไม่อยากกลับบ้านค่ะ”
“ดีแล้วลูก ย่าเองก็ไม่อยากให้หนูไปไหน อยากให้อยู่ที่นี่กับย่า”
“รู้มั้ยว่าเมียชั้นน่ะเค้ารักเธอเหมือนลูกเหมือนหลานของเค้าเลยนะ” ท่านผู้ว่าทรงยศบอกกับดาว
“ก็ชั้นรักของชั้นจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แค่เห็นหน้า แค่อยู่ด้วยกันใกล้ๆ ย่าก็รักดาวของย่าเหลือเกิน รักเหมือนเราเป็นสายเลือดเดียวกันยังไงก็ไม่รู้”

คุณนายศรีสอางค์เข้ามาโอบกอดดาวด้วยความทะนุถนอม ดาวรู้สึกอบอุ่น ห่างออกไปสร้อยเพชรแอบมองด้วยสายตาริษยา

วันต่อมาขณะที่เลอสรรนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ที่มุมหนึ่ง สักครู่ก็เห็นเกียรติกล้าเดินลงบันไดมาในชุดนักเรียน เกียรติกล้าชะงักเมื่อเห็นเลอสรรจากนั้นก็ทำท่าจะหนีแต่เลอสรรเรียกเอาไว้
“เกียรติกล้า จะไปไหน”
“ก็ไปเรียนซิคุณพ่อ”
“เดี๋ยวมาคุยกับพ่อก่อน” เกียรติกล้าเดินหน้าจ๋อยเข้ามาหา
“มีอะไรครับ”
“ก็เรื่องขโมยที่ขโมยเครื่องเพชรคุณย่าไง แกไม่อยากรู้เหรอว่าใครเป็นขโมยกันแน่”
เกียรติกล้าหลบตาวูบ เมื่อรู้สึกว่าเลอสรรกำลังส่งสายตาจับผิดมาที่ตัวเอง
“แต่ผม ผมไม่ได้ขโมยนะ”
“พ่อยังไม่ได้ว่าแกเป็นคนขโมยสักหน่อย ร้อนตัวไปได้”
“ผมปะเปล่า คุณพ่อกำลังกล่าวหาผม”
สร้อยเพชรเดินเข้ามา
“ใช่ คุณกำลังตั้งแง่กับลูก ตาเกียรติกล้าไม่ผิด ลูกเราไม่ใช่ขโมย”
“นี่ผมเป็นพ่อนะ ผมแค่จะคุยกับลูก จะอบรมสั่งสอนมันไม่ได้เชียวเหรอ”
“ตาเกียรติกล้าต้องรีบไปโรงเรียน ถ้าจะคุยสั่งสอนก็เอาไว้เลิกเรียนแล้ว”
“คุณก็รู้ว่าเลิกเรียนแล้วกว่ามันจะกลับบ้านก็มืดค่ำ แล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนมาคุยกับมัน “
“นั่นมันเรื่องของคุณ ไปเกียรติกล้า ไปโรงเรียนได้แล้ว เดี๋ยวออกไปพร้อมแม่เลย”
สร้อยเพชรเดินออกไปกับเกียรติกล้า ไม่สนใจเลอสรรซึ่งยืนมองตามด้วยความไม่พอใจ

สร้อยเพชรเดินออกมาที่รถกับเกียรติกล้า ทั้งคู่คุยกัน
“คุณแม่จะไปไหน”
“นี่อย่าเสียงดัง ประเดี๋ยวพ่อแกก็ได้ยินหรอก”
“ผมอยากไปเล่นสนุ้ก ให้ผมไปด้วยคนนะ” เกียรติกล้ากระซิบ
“นี่ แล้วไม่ไปโรงเรียนหรือไง”
“โธ่คุณแม่”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ยังไงวันนี้แกก็ต้องไปโรงเรียน ขึ้นรถ เดี๋ยวแม่ไปส่ง”
เกียรติกล้าเดินขึ้นรถไปกับสร้อยเพชร โดยมีคนขับรถให้

อีกด้านหนึ่งที่ลานเท ป่าใกล้เชิงเขาซึ่งใกล้กับที่ตั้งของพวกมเหศักดิ์ สมิง ศรีไพร เหิมและลูกน้อง กำลังแอบซุ่มมองความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม พบว่าบัดนี้ฝ่ายของมเหศักดิ์แล้วปรับเปลี่ยนที่ตั้งของตนให้กลายเป็นค่ายทหารย่อมๆ มีหน่วยลาดตระเวนเหมือนทหารเดินตรวจตราไปมา ภายในมีการฝึกซ้อมการรบ มีการติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ตามจุดต่างๆ จนดูน่าเกรงขาม
สมิงลดกล้องส่องทางไกลลงมา แล้วหันมาหาศรีไพร
“พวกมันกำลังปรับยุทธวิธีไว้ต้อนรับพวกเรา”
“แล้วเห็นมั้ยว่ามันจับพ่อเอาไว้ที่ไหน”
สมิงยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องดู เห็นเต็นท์ๆ หนึ่ง มีทหารรับจ้างคุ้มกันอย่างแน่นหนา
“น่าจะอยู่ในเต็นท์ที่มีทหารเฝ้าตรงโน้น”
ศรีไพรหยิบกล้องขึ้นมาส่องตาม
“ศรีไพรจะบุกเข้าไปช่วยพ่อ”
“อย่าผลีผลาม มันคงไม่ปล่อยให้เราบุกเข้าไปง่ายๆ แน่”
สักครู่ ขวดวิ่งเข้ามาหาสมิง
“สมิง หน่วยลาดตระเวนของพวกมันกำลังมาทางนี้”
“อย่าเพิ่งปะทะกับพวกมัน หลบก่อน”
สมิงรีบวิ่งนำทุกคนเข้าที่กำบัง

ดำ แดงและทหารหน่วยลาดตระเวนจำนวนหนึ่งกำลังเดินลาดตระเวนมาตามทาง ดำเดินมายังจุดๆ หนึ่ง แล้วเห็นร่องรอยกิ่งไม้หักจึงเดินเข้าไปดู
“มีอะไร”
“รอยหักสดๆ”
ดำ แดง และทหารคนอื่นๆ เริ่มระวังตัว หันมองไปรอบๆ เพื่อหาฝ่ายตรงข้าม
“หาพวกมันให้พบ มันต้องซ่อนอยู่แถวนี้แน่”
ดำ แดง และทหารอื่นๆ เริ่มแกะรอยค้นหา สมิง ศรีไพร แอบซ่อนตัวอยู่ แล้วสักครู่ก็เห็นทหารรับจ้างเดินเข้ามาใกล้ๆ เล็งปืนส่ายไปมา
ขวด เหิมซ่อนตัวอยู่อีกมุมเห็นดำและพวกพากันเดินเฉียดเข้ามาใกล้ๆ ดำยกปืนเล็งมั่วๆ เข้าไปในพุ่มไม้ทำให้ปลายกระบอกปืนจ่อไปยังร่างของเหิมซึ่งซ่อนตัวอยู่ เหิมเกร็งตัวในวินาทีเฉียดตาย ขณะที่ขวดซึ่งซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ ค่อยๆ ยกปืนขึ้นเตรียมยิงสวนออกไปเพื่อช่วยเพื่อน
แดงซึ่งอยู่อีกมุมยิงปืนเข้าไปในพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง เสียงปืนทำให้คนอื่นๆ หันไปมอง ดำชักปืนออกจากร่างของเหิม แล้วหันไปหาแดง
“มีอะไร”
“ไม่มี แค่ยิงขู่”
ดำเล็งปืนยิงออกไปบ้าง วิถีกระสุนเฉียดหัวเหิมและขวดไปคืบกว่า ขวดและเหิมเสียววูบ นอนนิ่ง ดำหันไปหาพรรคพวก
“ไป ถ้าไม่มีอะไรก็ไปดูทางอื่น”
ดำ แดง เดินนำทหารรับจ้างลาดตระเวนไปยังมุมอื่น สมิง ศรีไพร ขวด เหิมและคนอื่นๆ พากันออกจากที่ซ่อนมารวมตัวกัน
“เรารีบหลบกันไปก่อน”
สมิง ศรีไพร ขวด เหิมและคนอื่นๆ พากันวิ่งหลบไป แต่ ทหารรับจ้างคนหนึ่งหันมาเห็นจึงสาดกระสุนยิงไล่
“มันอยู่โน่น”

ดำ แดง และคนอื่นๆ รีบมาสมทบแล้วจากนั้นเปิดฉากยิงกัน

มเหศักดิ์และบันลือ กำลังตรวจอาวุธต่างๆ อยู่ในค่ายได้ยินเสียงปืน
“เสียงปืน”
“พวกมันน่าจะมาสอดแนม”
“งั้นก็ออกไปต้อนรับมันหน่อย”
มเหศักดิ์และบันลือ หันไปให้สัญญาณลูกน้องให้มารวมตัวกัน จากนั้นทุกคนก็พากันหยิบอาวุธนานาชนิดออกจากค่ายไป

สมิง ศรีไพร ขวด เหิมและพวก รวมตัวกันช่วยกันยิงสกัดไม่ให้ดำ แดงและทหารรับจ้างบุกเข้ามาได้ง่ายๆ
“ยิงแล้วถอย อย่าปักหลัก” สมิงบอกทุกคน
“ประเดี๋ยวพวกมันคงแห่กันมาแน่”
“กระจายกันไป แล้วไปเจอกันที่ผาช่องลม”
“ไม่ต้องห่วงสมิง พวกเราเอาตัวรอดได้”
สมิง ศรีไพรและคนอื่นๆ พากันยิงแล้วรีบถอยหนีหายเข้าป่า ขวดและเหิมยิงสกัดรั้งท้ายเอาไว้ สักครู่ก็ถอยหนีเช่นกัน

สมิง ศรีไพรพากันวิ่งมายังมุมหนึ่ง แล้วเห็นบันลือกับพวกทหารรับจ้างโผล่ออกมา
“ที่แท้ก็เป็นแก ไอ้สมิง”
“ไอ้พวกรกแผ่นดิน”
สมิง ศรีไพร ยิงสวนไปยังกลุ่มของบันลือ จากนั้นทั้งคู่ก็หลบเข้าไปหลังต้นไม้ บันลือหลบเข้าที่กำบังแล้วสาดกระสุนชุดใหญ่เข้าไปยังจุดซ่อนตัวของสมิง
สมิง ศรีไพรนอนหลบอยู่ใกล้ชิดกัน สมิงเข้ามาโอบศรีไพรเพื่อคุ้มกันไม่ให้กระสุนถูกศรีไพร บันลือคว้าระเบิดมาแล้วโยนเข้าไปยังจุดที่สมิงและศรีไพรหลบอยู่ สมิงหันไปเห็นจึงรีบคว้ามือศรีไพรให้วิ่ง ระเบิดดังตูมไล่หลังมา

สมิงและศรีไพรวิ่งหนีมาที่มุมหนึ่ง เจอมเหศักดิ์ยืนดักรออยู่คนเดียว มเหศักดิ์ยืนยิ้มอย่างเลือดเย็นเมื่อเห็นสมิง
“หัวซุกหัวซุนมาเลยนะ ไอ้เกลอ ฮ่ะๆ”
“ข้าไม่มีเพื่อนเลวอย่างเอ็ง ไอ้มเหศักดิ์”
“ฮึ่ม เอ็งคิดว่าเอ็งเป็นใครไอ้สมิง ไอ้โจรกระจอก”
มเหศักดิ์ฟิวส์ขาดสาดกระสุนเข้าใส่ สมิงดึงร่างศรีไพรหลบเข้าที่กำบังแล้วยิงสวนไป ด้านหลังสมิงเห็นบันลือกับพวกพากันวิ่งตามมา ศรีไพรหันไปยิงใส่บันลือ บันลือหลบขณะที่สมิงยิงตอบโต้กับมเหศักดิ์
สมิงหันมาหาศรีไพร
“เราต้องแยกกัน ศรีไพรหนีไปก่อนเดี๋ยวสมิงตามไป”
“ศรีไพรจะไม่ทิ้งสมิง”
“รวมกันเราเสร็จแน่ เชื่อสมิงซิ หนีไปก่อน”
“ไม่”
“อย่าดื้อ ศรีไพรต้องรอดเพื่อไปช่วยเสื้อเฮี้ยน”
ศรีไพรมองหน้าสมิง ด้วยความเป็นห่วง
“สมิง ศรีไพรอยากจะพูดบางอย่าง ก่อนที่จะไม่มีโอกาส”
“มีอะไรศรีไพร”
“ชีวิตโจรอย่างเรา แขวนอยู่บนเส้นด้าย วินาทีนี้เราอยู่ วินาทีต่อไปอาจตาย แต่ก่อนตายศรีไพรอยากจะบอกสมิงว่า ศรีไพรรักสมิง” ศรีไพรเข้าไปจูบสมิงเพื่อสื่อความในใจที่เธอเก็บไว้ สมิงนิ่งอึ้ง “ศรีไพรอาจจะเป็นผู้หญิงหน้าด้าน แต่อย่างน้อยก่อนตายศรีไพรก็ได้ทำในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว”
“ศรีไพรจะไม่ตาย เราจะต้องไปเจอกันที่ผาช่องลม”
“สมิงก็เช่นกัน สัญญานะ”
“สัญญา”
กระสุนสาดเข้ามาจากทุกทิศทาง สมิงและศรีไพรพากันหลบและเมื่อได้โอกาส สมิงก็ให้สัญญาณศรีไพรให้หนี ศรีไพรวิ่งหลบออกไป โดยมีสมิงคอยยิงคุ้มกันให้

ศรีไพรวิ่งหนีออกมาหลบที่มุมหนึ่งแล้วหันหลังไปมองจุดที่สมิงหลบซ่อน เห็นสมิงกำลังยิงต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม แล้วสักครู่ก็มีระเบิดลอยมาลงตูม ตรงจุดที่สมิงหลบอยู่ เป็นระเบิดลูกใหญ่น่ากลัว
“สมิง”
ศรีไพรตกใจ คิดว่าสมิงโดนระเบิด เธอตัดสินใจจะวิ่งเข้าไป แต่ขวดและเหิมโผล่เข้ามารั้งตัวไว้
“อย่าศรีไพร”
“ปล่อยนะ ศรีไพรจะไปช่วยสมิง ปล่อย”
“อย่าเข้าไป รีบหนีเร็ว”
ขวด เหิมช่วยกันดึงร่างศรีไพรให้หนี ขณะที่ศรีไพรร้องไห้คร่ำครวญคิดว่าสมิงโดนระเบิดตาย พวกทหารรับจ้างพากันโผล่มายิงไล่หลัง ขวด เหิมดึงศรีไพรให้วิ่งหนีเข้าป่าไป

ขวด เหิมและพวกที่ออกไปปะทะพากันทยอยเข้ามาในผาช่องลม ทำให้ทุกคนในผาช่องลมพากันตื่นตัว รีบเข้ามารับคนเจ็บ คนที่ถูกยิงแล้วพาไปปฐมพยาบาล โย่งหันไปเห็นศรีไพรเดินร้องไห้เข้ามาก็รีบเข้าไปหา
“ศรีไพร สมิงอยู่ไหน”
พวกลูกน้องในผาช่องลมพากันสงสัยที่ศรีไพรร้องไห้ รีบเข้ามารุมถามเช่นกัน
“สมิงล่ะ”
“สมิงอยู่ไหน”
ลูกน้องหันไปหาขวดและเหิมซึ่งยืนน้ำตาคลออยู่ใกล้ๆ
“พี่ขวด พี่เหิม สมิงอยู่ไหน”
ขวดน้ำตาไหล ด้วยความสะเทือนใจ
“สมิงโดนระเบิด”
“นี่หมายความว่ายังไง ศรีไพรบอกมา หมายความว่ายังไง”
“สมิง ตายแล้ว”
ศรีไพรทรุดตัวลงร้องไห้โฮด้วยความสะเทือนใจ ทุกคนในผาช่องลมช็อก ตกใจ จากนั้นเสียงร้องไห้ก็ดังระงม บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก

วันต่อมาที่โรงพยาบาล ระพีกำลังนอนให้หมอตรวจเช็คสุขภาพอยู่บนเตียง ข้างๆ หมอมีพยาบาลคอยช่วย
“ตอนนี้อาการโดยรวมของผู้กองเรียกว่าเป็นปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
“แบบนี้ก็แสดงว่าผมออกจากโรงพยาบาลได้แล้วซิครับ”
“ใช่ครับ เดี๋ยวผมจะเซ็นอนุญาตให้ผู้กองกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้”
“ขอบคุณมากครับคุณหมอ”
“ยังไงก็อย่าเพิ่งทำงานหนักนะครับ”
“ไม่ต้องห่วงครับหมอ ผมจะระวังตัวเองให้ดีที่สุด”
ระพียิ้มอย่างมีความสุขที่จะได้ออกจากโรงพยาบาล

เลือดเจ้าพระยา ตอนที่ 11 (ต่อ)

บ้านท่านผู้ว่าทรงยศ ดาวกำลังตักอาหารใส่กล่องกับสาวใช้อยู่ที่มุมหนึ่งของห้องครัว เห็นเดือนเดินเข้ามา
“กำลังจะไปไหนดาว”
“วันนี้คุณย่าฝากอาหารไปถวายเพลที่วัดค่ะ ดาวก็เลยกะจะไปหาพี่บุญเหลือซะเลย”
“ดีจังเลย งั้นเดือนฝากขนมไปให้พี่บุญเหลือได้มั้ยจ๊ะ” เดือนเดินไปหยิบขนมมาส่งให้ดาว “นี่จ้ะ”
“ไม่ไปด้วยกันหรือคะ”
“วันนี้ไปไม่ได้ค่ะ พอดีเดือนต้องช่วยอ่านหนังสือให้คุณย่าฟัง”
“งั้นดาวจะบอกพี่บุญเหลือให้นะคะ”
“จ้ะ แล้วถ้าวันไหนว่าง เดือนจะไปหาพี่บุญเหลือด้วยคนนะดาว”
ดาวยิ้มให้เดือนอย่างอบอุ่น แล้วเดินออกไป

ดาวมาที่วัดแล้วเดินมองหาบุญเหลือตามมุมต่างๆ แต่ก็ไม่เจอ สักครู่ดาวจึงตัดสินใจเข้าไปถามหลวงพ่อซึ่งกำลังกวาดลานวัดอยู่
“มีอะไรโยม”
“ดาวมาเยี่ยมพี่ชายที่ชื่อบุญเหลือน่ะค่ะ เดินหาจนทั่วแล้วไม่เจอเลย ไม่รู้ไปไหน”
“เจ้าบุญเหลือมันป่วย เห็นนอนซมอยู่ที่ห้อง โยมไปดูมันหน่อยเถอะแล้วก็หาหยูกยาให้มันกินด้วยนะ”
“เจ้าค่ะ”
“โน่น ห้องมันเดินไปทางโน้น”
ดาวกราบหลวงพ่อแล้วรีบเดินออกไป

ระพีขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านท่านผู้ว่าทรงยศ ระพีลงจากรถ บัวรีบเข้ามาต้อนรับ
“สวัสดีค่ะคุณระพี”
“สวัสดีจ้ะ ชั้นมาหาดาว เอ้อ...แล้วก็เดือน อยู่มั้ย”
“คุณเดือนอยู่ด้านในค่ะ ประเดี๋ยวบัวไปเรียนให้เจ้าค่ะ”
บัวรีบเข้าไปด้านใน ระพีเดินตามไป

เดือนกำลังนั่งอ่านหนังสือให้คุณนายศรีสอางค์ฟัง สักครู่บัวก็เข้ามา
“คุณระพีมาเจ้าค่ะ”
“อ้าว หายดีแล้วรึ ถึงได้ออกจากโรงพยาบาล” ระพีเดินเข้ามา
“ผมหายดีแล้วครับ หมอเพิ่งอนุญาตให้กลับบ้านเมื่อเช้า ถึงบ้านก็แวะมาที่นี่เลยครับ”
“รีบมาที่นี่ สงสัยจะมาเจอใครมั้ง” เดือนแซว
คุณนายศรีสอางค์ไม่รู้ว่าระพีกับดาวชอบกัน เลยเข้าใจว่าระพีมาหาเดือนด้วยความคิดถึง
“เอ๊ะ แม่เดือนนี่ พี่เค้าจะมาเจอใครล่ะจ๊ะ ถ้าไม่ใช่คู่หมั้นคู่หมายของเค้า” ระพีกับเดือนมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม
“เอาล่ะๆ วันนี้เดือนไม่ต้องอ่านหนังสือให้ย่าฟังแล้ว หนูอยู่ดูแลพ่อระพีเค้าละกัน ย่าจะไปพักผ่อนแล้ว”
คุณนายศรีสอางค์แกล้งง่วงแล้วรีบเดินออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มสาว ระพีเห็นว่าปลอดคนก็เลยหันมาถามหาดาว
“ดาวไปไหนครับ”
“ไปวัดค่ะ”
ระพีรู้สึกแปลกใจ

รถของระพีแล่นเข้ามาในวัดแล้วจอดอยู่ที่มุมหนึ่ง ระพีและเดือนเดินลงมา
“ปรกติตอนที่เดือนมาที่นี่ พี่บุญเหลือก็จะมารออยู่แถวนี้”
“เอ...นี่หายไปไหนกัน งั้นเดี๋ยวผมลองไปเดินตามหาตรงโน้นนะครับ”
“ค่ะ เดี๋ยวเดือนรออยู่แถวนี้”
ระพีเดินออกไป เดือนยืนรอสักครู่ก็ลองเดินสำรวจดู ที่มุมหนึ่งใกล้ห้องของบุญเหลือ เดือนเห็นรองเท้าดาว และบุญเหลือถอดวางไว้ใกล้ๆ กัน
“รองเท้าอยู่แสดงว่าสองคนนั่นคงจะอยู่ข้างในแน่เลย”
เดือนเดินตรงไปยังห้องบุญเหลือ

ภายในห้องบุญเหลือนอนหลับตัวหนาวสั่นด้วยพิษไข้ ข้างๆ ดาวกำลังเอาผ้าเช็ดตัวให้ แล้วดาวก็ปลดกระดุมถอดเสื้อบุญเหลือออก
“เปลี่ยนเสื้อดีกว่านะพี่บุญเหลือ เสื้อตัวนี้ชักมีกลิ่นแล้ว”
ดาวถอดเสื้อตัวเก่า จากนั้นก็เดินไปหาเสื้อตัวใหม่ในย่ามแต่ดาวเกิดสะดุดขาล้มลงไปนอนข้างๆ บุญเหลือซึ่งหลับไม่รู้เรื่อง
“อู๊ย...”
ดาวนอนอยู่ข้างๆ บุญเหลือ เจ็บขา นิ่งอยู่ เดือนโผล่หน้าเข้ามามอง เป็นจังหวะเดียวกับที่บุญเหลือพลิกตัวมากอดดาวไว้ เดือนตกใจเพราะกำลังเข้าใจผิดในตัวดาวและบุญเหลือ เธอเบือนหน้าหนีแล้วรีบเดินหนีออกไปทันที ดาวหายเจ็บขารีบเอามือผลักบุญเหลือออกไป
“เหม็นจะตายชัก ออกไป”

ดาวค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อให้บุญเหลือต่อ

เดือนเดินกลับมาที่รถ เธอหน้าซีดตัวสั่นด้วยความโกรธและเสียใจ ระพีเดินกลับเข้ามา
“เป็นอะไรครับคุณเดือน หน้าซีดเชียว”
“เปล่าค่ะ”
“ผมเดินหาจนทั่วแล้ว ยังไม่เห็นดาวกับบุญเหลือเลย ไม่รู้ว่าไปไหนกัน”
“รีบกลับกันเถอะค่ะ”
“เอ้อ คุณเดือนไม่สบายหรือครับ”
“ค่ะ”
“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมพาไปส่งบ้าน”
ระพีและเดือนเดินขึ้นรถ ระพีขับรถออกไป

เมื่อกลับถึงบ้าน เดือนนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจอยู่ในห้องโดยมีสร้อยเพชรยืนมอง
“นึกแล้วเชียวว่าเด็กสองคนนั่นมันต้องเป็นมากกว่าพี่น้อง”
“บางทีเดือนอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้ค่ะคุณแม่”
“เข้าใจผิดอะไร ก็ในเมื่อแกบอกว่าแกเห็นตำตาว่าสองคนนั้นมันนอนกอดกัน”
“ค่ะ เดือนเห็น แต่บางทีเค้าอาจจะเป็นแค่พี่น้อง ไม่ได้คิดอะไร”
“แกเป็นพี่น้องกับตาเกียรติกล้า แล้วแกเคยไปนอนกกกอดกับน้องแกแบบนั้นมั้ยแม่เดือน”
“ไม่ค่ะคุณแม่ แต่เดือนไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าพวกเค้าจะทำได้”
“สองคนไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละแกอย่าอ่อนต่อโลกไปหน่อยเลย”
“แล้วเดือนจะทำยังไงดีคะ คุณแม่”
“ไม่เห็นจะต้องทำอะไรเลยนี่หน้าที่ของแกก็คือคอยดูแลเอาใจคุณระพีให้เค้ารักแกมากๆ ก็พอ”
“แต่เดือนไม่ได้รักคุณระพีนี่คะ”
“รักหรือไม่รัก ยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับเค้า อย่างน้อยแกจะได้แก้แค้นนังดาวให้มันได้ลิ้มรสความเจ็บปวดซะบ้าง มันทำแกร้องไห้ได้ แกก็ต้องทำให้มันร้องไห้บ้างสิ”
เดือนลังเล ไม่รู้จะทำอย่างไร ขณะที่สร้อยเพชรเข้าไปปลอบโยนเดือนให้รู้สึกดีขึ้น

วันต่อมาภายในกรมตำรวจ ระพีในชุดตำรวจกำลังเดินมาตามทางแล้วทักทายกับเพื่อนตำรวจที่ผ่านไปมา จ่าสมหมายเดินถือแฟ้มเอกสารผ่านมาเห็นก็รีบเข้ามาทำความเคารพทันที
“ผู้กอง”
“ไงจ่า”
“นี่ผู้กองหายดีแล้วหรือครับ”
“ชั้นไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนนี้กำลังคันไม้คันมืออยากทำงาน”
“งั้นก็ดีเลยครับ ผมกำลังจะไปหาท่านรองพอดี รับรองผู้กองได้ทำงานแน่”
จ่าสมหมายเดินนำระพีไปยังห้องทำงานเลอสรร

เลอสรรกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่สักครู่จ่าสมหมายก็เดินนำระพีเข้ามา ทั้งคู่ทำความเคารพ
“อ้าว...กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลยผู้กอง”
“ท่านรองมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”
“เดี๋ยวคุณรอฟังจ่าสมหมายก่อนดีกว่า แล้วเราแบ่งงานกัน”
จ่าสมหมายแจกเอกสารรายงาน แล้วเริ่มบรรยาย
“จากครั้งที่แล้วนะครับที่สายรายงานเรื่องแก๊งโจรของไอ้สมิงมันติดต่อหาซื้ออาวุธเถื่อน เพื่อไปเปิดศึกกับพวกไอ้บันลือ ไอ้มเหศักดิ์ แต่เมื่อวันก่อนมีสายรายงานมาว่าสมิงโดนระเบิดตาย”
“อะไรนะ สมิงน่ะเหรอ โดนระเบิดตาย ดูมันง่ายเกินไป”
“ข่าวคอนเฟิร์มครับ ว่าตอนนี้สมิงตายแล้วจริงๆ คาดว่าพวกของสมิงที่เหลืออยู่คงจะเอาคืนเร็วๆ นี้แน่”
“ถ้างั้นศึกครั้งนี้ ต้องเป็นศึกใหญ่แน่นอน”
“ใช่ ลูกน้องสมิงคงสู้จนตัวตาย เพื่อแก้แค้นให้หัวหน้า”
“ผู้การมีแผนจะทำอะไรครับ”
“พวกคุณทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางใน 24 ชั่วโมง เราจะปล่อยให้เสือกัดกันไปก่อน พอมันเหนื่อยเมื่อไหร่ เราก็ให้เขาจัดการพวกมันทันที”

คุณนายศรีสอางค์นอนอยู่ในห้องด้วยอาการอ่อนเพลีย ท่านผู้ว่าทรงยศนั่งอยู่ข้างๆ เตียงคอยดูแลอาการ
“ไม่รู้เป็นยังไง หน้ามันมืดวิงเวียนเหมือนจะเป็นลม”
“รอประเดี๋ยวนะ ชั้นให้เด็กไปชงยาลมมาให้แล้ว”
สร้อยเพชรและเดือนเดินเข้ามา
“คุณแม่ขา เห็นเด็กบอกว่าคุณแม่ไม่สบายเป็นอะไรหรือคะ”
“คงจะเป็นลมน่ะแม่สร้อยเพชร ไม่มีอะไรมากหรอก”
“แล้วคุณย่าอยากทานอะไรคะ ประเดี๋ยวเดือนจะจัดการให้”

“อะไรก็ได้จ้ะแม่เดือน”

ดาวเดินถือยาลมเข้ามาในห้อง เดือนหันไปเห็นก็ชะงักแล้วทำเมินหน้าไม่มอง สร้อยเพชรหมั่นไส้
“นี่หล่อนหนีไปขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดเสร็จแล้วหรือยะ กลับมาซะเย็นเชียว”
“พอดีดาวไปธุระมา แล้ว...”
“แล้วพอดีเพลินไปหน่อยก็เลยกลับบ้านผิดเวลา” สร้อยเพชรพูดสวน
“เอาละๆ แม่ดาวเค้าก็ไม่ได้กลับบ้านผิดเวลาอะไรมากมาย นั่นยาลมรึ”
“ค่ะ ยาลมที่คุณย่าชอบค่ะ”
สร้อยเพชรพยักเพยิดให้เดือนแย่งยาลมมาเพื่อเอาใจคุณนายศรีสอางค์ เดือนรีบเข้าไปแย่งขณะที่ดาวกำลังจะส่ง
“มาเดือนทำเอง”
เดือนแย่งถ้วยยาลมจากดาวแล้วทำให้ยาลมหล่นลงพื้น ท่านผู้ว่าทรงยศโมโห
“ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ยายเดือน นี่ยาหกหมดแล้ว”
“เดือนขอโทษค่ะ”
“ย่าแกกำลังไม่สบาย ทำแบบนี้มันไม่เหมาะ”
“คุณพ่อคะ ยายเดือนไม่ได้ตั้งใจ ใจเย็นๆ นะคะ”
คุณนายศรีสอางค์จับมือท่านผู้ว่าทรงยศให้ใจเย็น ท่านผู้ว่าทรงยศได้สติเลยเงียบไว้
“งั้นเดี๋ยวดาวไปเอามาให้ใหม่ค่ะ”
ดาวลุกออกไปเอายา ขณะที่เดือนเริ่มไม่ค่อยชอบใจในตัวดาว

เดือนเดินลงบันไดมาโดยมีสร้อยเพชรเดินตาม สร้อยเพชรพูดเสี้ยมเดือนให้มีอคติกับดาวอีกครั้ง
“เห็นมั๊ย พออยู่ต่อหน้าคุณปู่คุณย่าแกก็เป็นหมาหัวเน่า ระวังเถอะสมบัติของบ้านนี้ แกจะไม่ได้อะไรเลยซักอย่าง”
“แล้วเดือนจะทำยังไงดีคะคุณแม่”
“หาทางกำจัดมัน เราต้องทำให้มันกระเด็นไปจากบ้านนี้ให้เร็วที่สุด” ดาวเดินสวนมา ในมือถือยาลมถ้วยใหม่เพื่อขึ้นเอาไปให้คุณนายศรีสอางค์ “แม่ดาว”
“คะ”
“ส่งมา”
ดาวลังเลนิดหน่อย แต่เมื่อเห็นสายตาของสร้อยเพชร ดาวก็ตัดสินใจส่งถ้วยยาลมให้
“นี่ค่ะ”
“แล้วจะไปไหนก็ไป”
ดาวทำท่าจะขึ้นไปด้านบนแต่สร้อยเพชรขวางไว้
“นั่นจะไปไหน”
“จะขึ้นไปอ่านหนังสือให้คุณย่าฟังค่ะ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวแม่เดือนจะทำเอง” สร้อยเพชรส่งสายตากำราบไม่ให้ดาวไป ทำให้ดาวต้องเดินเลี่ยงออกไป สร้อยเพชรหันมาหาเดือน “แกเอายาลมไปให้คุณย่า แล้วจากนั้นก็อ่านหนังสือให้คุณย่าฟัง อย่าปล่อยให้มันใกล้ชิดคุณปู่คุณย่าเด็ดขาด”
“ค่ะคุณแม่”
เดือนรับยาลมแล้วเดินขึ้นไปข้างบน สร้อยเพชรมองตามดาวด้วยสายตาชิงชัง

ระพีขับรถมาจอดหน้าบ้านผู้ว่าทรงยศ บัวรีบวิ่งมาเปิดประตูให้
“สวัสดีค่ะคุณระพี”
“ครับ ผมมาหาดาว”
“อ้อ มาโน่นแล้วค่ะ”
ดาวกำลังเดินออกมาจากบ้าน ระพีหันไปมอง
“ดาว”
“คุณ”
ระพีรีบเดินเข้าไปหาดาว บัวเดินเลี่ยงเข้าบ้านไปเตรียมน้ำมาต้อนรับ
“ผมหายดีแล้ว เห็นมั้ยตอนนี้ผมแข็งแรง ไม่เป็นอะไรเลย” ระพีเบ่งกล้ามโชว์ “รู้มั้ยว่าผมคิดถึงดาวมาก”
ระพีจับมือดาวขึ้นมากุมไว้ สร้อยเพชรเดินออกมากันท่า
“ฮะแอ่ม แหม...คุณระพีจะมาหาแม่เดือนก็ไม่บอกแม่ แม่ไม่รู้เลยให้ยายเดือนขึ้นไปอ่านหนังสือให้คุณย่าฟัง ประเดี๋ยวไปตามมาให้ค่ะ”
“เอ้อ คือว่า...”
บัวถือถาดใส่น้ำออกมาให้ระพี
“ทานน้ำค่ะ”
“นี่แม่ดาว ได้เวลาเข้าครัวแล้วไม่ใช่เหรอ ไปซิ” สร้อยเพชรส่งสายตาดุ ดาวเลยต้องเลี่ยงออกไป ระพีอึ้งไม่อยากให้ดาวไปแต่ไม่รู้จะทำยังไง “มาค่ะ ไปนั่งทานน้ำสบายๆ ด้านในก่อนดีกว่า อย่ายืนตรงนี้เลยมันร้อน แม่บัวเอาน้ำไปให้คุณระพีด้วย”

สร้อยเพชรรีบจูงมือระพีให้เดินเข้าไปในบ้าน บัวเดินตาม ดาวแอบยืนมองเศร้าๆ

สร้อยเพชรเดินจูงเดือนลงมาจากบันไดแล้วกระซิบกระซาบ
“เร็วแม่เดือน รีบไปคุยกับคุณระพีกันท่านังดาวเอาไว้ อย่าให้คุณระพีแอบไปหานังดาวได้”
“แต่คุณแม่คะ คุณระพีเค้าไม่ได้มาหาเดือน”
“จำไม่ได้รึ นังดาวมันทำแกร้องไห้ วันนี้แกต้องเอาคืน”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ มันทำแกเจ็บยังไง แกก็ต้องเอาคืน เข้าใจมั้ย” สร้อยเพชรเดินพาเดือนไปหาระพีซึ่งนั่งรออยู่ในห้องรับแขก “มาแล้วค่ะ แม่ศรีเรือนของบ้าน วันๆ เอาแต่ปรนนิบัติพัดวีคุณปู่คุณย่า...คุยกับพี่เค้าก่อนนะลูกนะ พี่เค้าอุตส่าห์มาหา” สร้อยเพชรจับเดือนไปนั่งใกล้ๆ ระพี “ประเดี๋ยวแม่มานะ จะไปดูของว่างมาให้”
“เอ้อ ครับ ขอบคุณครับ” สร้อยเพชรเดินเลี่ยงออกไป ขณะที่ระพีหันมายิ้มให้เดือน แล้วกระซิบกระซาบ
“เมื่อกี้ผมเห็นดาว แต่ยังไม่ทันจะได้คุยกัน พอดีคุณแม่มาเจอ…”
เดือนไม่รู้จะตอบยังไงได้แต่นั่งยิ้มแห้งๆ ทั้งนี้เป็นเพราะเธอเองยังทำใจให้รักระพีไม่ได้ ต้องทนนั่งกับระพีก็เพราะเธอเกรงจะขัดใจกับสร้อยเพชร

ดาวกำลังเดินมาจากมุมสวน แล้วสักครู่ก็เห็นสร้อยเพชรเดินมาขวางไว้
“นั่นจะไปไหน”
“ดาวทำกับข้าวเสร็จแล้ว กำลังจะเข้าไปจัดโต๊ะค่ะ”
“ไม่ต้อง”
“แต่ว่าใกล้จะได้เวลาทานแล้วนะคะ”
“ไม่ต้องกระตือรือร้นมากนักหรอกย่ะ ประเดี๋ยวให้แม่บัวทำแทนได้ ส่วนเธอเข้าไปหลบที่เรือนคนใช้ ไม่ต้องเสนอหน้าจนกว่าคุณระพีจะกลับ”
ดาวหน้าสลดเพราะเสียดายที่ไม่ได้พบระพี จำต้องเดินกลับไปตามคำสั่ง ระพีเดินออกมาเห็นดาวจึงร้องเรียกไว้
“ดาว อย่าเพิ่งไป”
ดาวชะงักหันมา สร้อยเพชรหันไปมองระพีแล้วขัดใจ
“เอ้อ ออกมาทำไมคะคุณระพี”
“ผมกำลังจะกลับแล้วครับ พอดีมีธุระอยากคุยกับดาวหน่อย”
“แล้วแม่เดือนล่ะคะ” เดือนเดินออกมาจากบ้าน
“เดือนอยู่นี่ค่ะคุณแม่”
“ผมขออนุญาตคุยกับดาวหน่อยนะครับ”
ระพีเดินพาดาวออกไป เดือนเดินเข้ามาหาสร้อยเพชร
“ปล่อยคุณระพีออกมาทำไม”
“ก็...คุณระพีไม่คุยกับเดือนนี่คะ”
“แกนี่มันโง่จริง ไม่ได้ดังใจเลย”
สร้อยเพชรรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจในความซื่อของเดือน เดือนไม่สบายใจที่ทำให้แม่ไม่พอใจ

ระพีพาดาวหลบมาคุยอีกมุมหนึ่ง
“ดาวว่าเรามาคุยกันแบบนี้ มันไม่เหมาะนะคะคุณระพี”
“ไม่เหมาะยังไงก็ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วเราสองคนก็อยู่ในที่เปิดเผย”
“แต่ดาวไม่อยากขัดใจกับแม่ของคุณเดือนนะคะ ท่านคงไม่พอใจนักที่เรามาคุยกันแบบนี้”
“รออีกสักหน่อย แล้วผมจะบอกความจริงกับทุกคนว่าผมอยากแต่งงานกับดาวไม่ใช่เดือน ที่มาหาดาววันนี้ก็เพราะผมอยากจะมาลา”
“คุณระพีจะไปไหนคะ”
“ผม เอ้อ กำลังจะไปทำงานต่างจังหวัด เป็นงานสำคัญ”
“ไปที่ไหนคะ บอกดาวได้มั้ย”
“ดาวอย่าเพิ่งรู้เลย เอาไว้กลับมาแล้วจะบอก”
ดาวและระพียืนคุยกันโดยไม่มีเสียง สร้อยเพชรเดินมายืนมองด้วยสายตาชิงชัง
“ถ้าไม่มีแกสักคน แม่เดือนลูกชั้นก็จะหมดคู่แข่ง”
สร้อยเพชรยืนมองดาวด้วยสายตาชิงชังแล้วเริ่มคิดวางแผนการณ์จัดการกับดาว

สร้อยเพชรมาหาวิชัยที่โต๊ะสนุ้ก สร้อยเพชรกำลังนั่งคุยอยู่กับวิชัยในห้องทำงาน ขจรศักดิ์เปิดประตูเข้ามา
“มาพอดี”
“หวัดดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ”
“ชั้นมีงานให้เธอทำ”
“งาน”
“ใช่ งานง่ายๆ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่งานนี้เธอต้องทำคนเดียว”
“งานอะไรเหรอครับ” ขจรศักดิ์ทำหน้าสงสัย
“ฮ่ะๆ งานสบายๆ รับรองสนุก แล้วก็เบาตัว ฮ่ะๆ”

สร้อยเพชรและวิชัยพากันหัวเราะอย่างขบขัน ขจรศักดิ์งงๆ ไม่เข้าใจ

เลือดเจ้าพระยา ตอนที่ 11 (ต่อ)

เย็นวันเดียวกันนั้น บุญเหลือสะดุ้งตื่นเหงื่อแตกพลั่กเนื่องจากฝันร้าย บุญเหลือมองไปรอบๆ เห็นหลวงพ่อยืนมองอยู่ จึงก้มลงกราบ
“ฝันร้ายรึ”
“ครับหลวงพ่อ ผมฝันว่าน้องสาวผมโดนปองร้าย”
“น้องสาว อ้อ...แม่หนูคนที่มาเช็ดตัวให้ใช่มั๊ย”
“ดาวมาที่นี่หรือครับ”
“ใช่ เค้ามาเช็ดตัวแล้วก็ป้อนยาให้ทุกวัน ไม่งั้นแกคงไม่ฟื้นเร็วอย่างนี้หรอก”
“งั้นผมขอตัว”
บุญเหลือทำท่าจะลุกออกไป แต่หลวงพ่อทักเอาไว้
“เดี๋ยวๆ จะไปไหน”
“ไปหาน้องสาวผมครับหลวงพ่อ”
“ใกล้จะมืดค่ำแล้ว อย่าออกไปไหนเลย”
“แต่ว่าผมฝัน”
“ฝันร้ายกลายเป็นดี เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปเถอะเพิ่งฟื้นไข้แบบนี้ประเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งเชื่อหลวงพ่อเถอะ”
“ครับหลวงพ่อ”
บุญเหลือก้มลงกราบหลวงพ่อ

ส่วนที่ลานเท ผู้ใหญ่ต้องกับพวกชาวบ้านชายหญิงจำนวนหนึ่งพากันทยอยเดินมาชุมนุมที่ลานบ้านกำนันธง น้อยกำลังยืนพูดคุยกับพวกชาวบ้านเรื่องข่าวที่สมิงโดนระเบิดตายทุกคนมีสีหน้าเศร้าสร้อย สักครู่กำนันธงกับศรีนวลก็พากันลงมาจากบ้านมาหาชาวบ้าน
“กำนันมาแล้ว”
“มากันพร้อมแล้วนะ”
“พร้อมแล้วจ้ะ ส่วนพวกที่เหลือยังไม่กลับจากไร่ ยังไงจะส่งข่าวอีกที”
“ได้แค่ไหนก็แค่นั้น เอาเฉพาะที่สมัครใจ เอาละศรีนวลเอ็งว่าไป”
กำนันธงยกหน้าที่ให้ศรีนวลเป็นฝ่ายพูดต่อ ใบหน้าของศรีนวลเต็มไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ
“ที่ศรีนวลเรียกพวกเรามาชุมนุมกันวันนี้ เพราะตอนนี้มีข่าวว่าสมิงได้จากพวกเราไปแล้ว” ชาวบ้านทุกคนพากันน้ำตาไหล บรรยากาศเศร้าโศก “ถึงแม้สมิงจะจากไป แต่ศรีไพรก็ยังดูแลผาช่องลมอยู่ ไอ้มเหศักดิ์กับไอ้บันลือ มันกำลังหาทางบุกเข้าผาช่องลม ศึกครั้งนี้เป็นศึกใหญ่ ศรีนวลจึงอยากขอแรงพวกเราทุกคนให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครมีเสบียงอาหารก็เอามาบริจาค ใครอยากจะไปช่วยคนที่ผาช่องลมสู้กับพวกโจรก็ให้มาลงชื่อกัน วันรุ่งขึ้นจะได้ออกเดินทาง”
“เรื่องนี้ชั้นไม่บังคับนะแล้วแต่สมัครใจใครไม่เต็มใจก็ไม่ต้องทำ”
“เต็มใจซิกำนัน คนที่ผาช่องลม มันก็ลูกหลานพวกเราทั้งนั้น”
“ใช่ ชั้นไม่ปล่อยให้ลูกชั้นตายแน่ เอาไงเอากัน ใช่มั้ยพวกเรา”
“ใช่”
“สู้มั๊ยพวกเรา”
“สู้”
ชาวบ้านทุกคนส่งเสียงกึกก้อง กำนันธงและศรีนวลพากันยิ้มทั้งน้ำตาที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นที่ริมน้ำบ้านลานเทมีเรือลำหนึ่งแล่นมาเงียบๆ โดยคนในเรือแต่งกายในชุดชาวบ้านมีจำนวน 3 คนและมีคนขับเรืออีก 1 คน เมื่อเรือแล่นเข้าใกล้เขตชุมชน ทุกคนต่างพากันก้มตัวลงหลบเนื่องจากไม่อยากให้ใครเห็น และแล้วเรือก็แล่นมาจอดที่ท่าน้ำเล็กๆ ห่างไกลจากบ้านคน
เลอสรร ระพี จ่าสมหมายในชุดชาวบ้านพากันขึ้นจากเรือ เลอสรรหันไปสั่งการคนขับ
“จากท่าเรือตรงนี้เราจะเดินลัดเลาะหาทางไปผาช่องลมแล้วจะทำเครื่องหมายเอาไว้ คุณกลับไปบอกกองหนุนให้ทยอยกันตามมาแล้วอย่าให้ชาวบ้านผิดสังเกต”
“ครับท่านรอง”
เลอสรร ระพีและจ่าสมหมายพากันเดินเข้าป่า ขณะที่คนขับเรือขับออกไป

เลอสรร ระพี จ่าสมหมาย พากันเดินลัดเลาะมาตามทางในป่าใกล้หมู่บ้าน ระพีหยิบเข็มทิศขึ้นมาแล้วมองหาทิศ
“เส้นทางไปผาช่องลม ถ้าตามแผนที่ เราต้องเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ครับ”
“วิธีการแบบนี้ คลำทางเหมือนคนตาบอดนะครับท่านรอง”
“ไม่ลองก็ไม่รู้ อย่างน้อยก็ถือว่าเรากำลังสำรวจเส้นทาง ก่อนที่จะนำกำลังตำรวจไปบุกจับพวกมัน”
“ทางนี้ครับ”
ระพีเดินนำทุกคนไป

บริเวณชายป่าใกล้หมู่บ้าน ศรีนวลยืนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านชายหญิงบรรยากาศยังคงเศร้าสร้อย ทุกคนกำลังช่วยกันห่อเสบียงและข้าวของต่างๆ ให้แน่นหนา โดยมีน้อยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ศรีนวลเดินเข้าไปตรวจเสบียงหีบห่อต่างๆ ให้พร้อมสำหรับเดินทางไกล กำนันธงและผู้ใหญ่ต้องเพิ่งเดินมาถึง
“พวกชาวบ้านพร้อมแล้วใช่มั๊ยศรีนวล”
“จ้ะพ่อ กำลังจัดเสบียงให้เรียบร้อยก็ไปได้แล้วจ้ะ”
น้อยเดินเข้ามาหา
“ห่อของเรียบร้อยแล้วจ้ะ”
“งั้นเตรียมตัวออกเดินทางกันเลยจ้ะ”
“เอ้า เตรียมออกเดินทาง”
ชาวบ้านพากันหอบหิ้วข้าวของ พร้อมเดินทาง
“รักษาตัวให้ดีนะศรีนวล” กำนันธงหันมาบอกศรีนวล
“จ้ะพ่อ ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชั้นเอาตัวรอดได้”
“แหม เห็นแล้วมันอยากไปด้วยจริงๆ” ผู้ใหญ่ต้องบอก
“เรามันใส่หมวกสองใบผู้ใหญ่ ตัวเป็นชาวบ้าน แต่ทำงานราชการจะออกไปช่วยคนที่ผาช่องลมคงไม่ได้”

“ชั้นไปนะพ่อ”

ศรีนวลลากำนัน แล้วออกเดินทางไปพร้อมกับพวกชาวบ้าน โดยมีน้อยไปด้วย กำนันธงกับผู้ใหญ่ต้องยืนส่งด้วยความห่วงใย
ที่มุมหนึ่งเห็นเลอสรร ระพี จ่าสมหมายซุ่มแอบมองอยู่เงียบๆ
“พวกชาวบ้านกำลังจะไปช่วยคนที่ผาช่องลม ถ้าเราตามไปก็ต้องถึงผาช่องลมแน่นอน” ระพีบอก
“แต่พวกชาวบ้านไปช่วยโจรแบบนี้ มันไม่ถูกนะครับท่านรอง”
“อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ผมว่าเราควรดูๆ ไปก่อน ไปเร็วตาม”
เลอสรร ระพี จ่าสมหมายพากันแอบตามไป

ศรีนวล น้อยและพวกชาวบ้านกำลังเดินทางรอนแรมกันมากลางป่า ด้านหลังห่างออกไปกลุ่มของเลอสรรแอบติดตามห่างๆ โดยระพีแอบเอามีดพกมาทำเครื่องหมายกับต้นไม้เอาไว้ตามเส้นทาง ศรีนวลเดินถือปืนคอยดูแลเส้นทาง ปล่อยให้คนอื่นๆ เดินล่วงหน้าไปก่อน น้อยสงสัยรีบเข้ามาหา
“มีอะไรเหรอ”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก”
“แปลกยังไง”
“มันเหมือนมีใครตามเรามาน่ะพี่น้อย”
น้อยหันไปมองสังเกต แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่”
“บางทีชั้นคงคิดมากไปเอง”
ศรีนวลและน้อยพากันเดินตามชาวบ้านไป เลอสรร ระพี จ่าสมหมายพากันออกจากที่ซ่อน ระพีเอามีดพกมาทำเครื่องหมายเอาไว้กับต้นไม้แล้วแอบสะกดรอยตามไป

ศรีนวล น้อยและชาวบ้านพากันเดินมาถึงมุมหนึ่งของป่า ศรีนวลให้สัญญาณหยุดพักแล้วจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันหาร่มไม้เข้าพักพิง ศรีนวลและน้อย เข้ามานั่งพักที่มุมหนึ่ง ท่าทีของศรีนวลดูเหมือนกำลังตั้งใจฟังบางอย่าง
“ได้ยินเสียงอะไรเหรอศรีนวล”
“จุ๊ๆๆ”
ศรีนวลจุ๊ปากให้น้อยเงียบ
เลอสรร ระพีและจ่าสมหมาย กำลังแอบเดินมา เมื่อเห็นพวกชาวบ้านข้างหน้ากำลังพัก เลอสรร ระพี และจ่าสมหมายจึงพากันหาที่พักบ้าง
จ่าสมหมายขอมีดพกจากระพีมาแล้วจากนั้นก็เอามีดพกไปขีดต้นไม้เพื่อทำเครื่องหมาย ศรีนวลซึ่งกำลังเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงทันที
“มีอะไร” น้อยกระซิบถาม
“มีคนตามเรามา”
“ทางไหน”
“เสียงมาจากด้านหลัง อีกเดี๋ยวพี่น้อยพาพวกชาวบ้านเดินไปก่อน ชั้นจะซุ่มดูอยู่แถวนี้ ถ้าได้ยินเสียงปืนรีบพาชาวบ้านหนีให้เร็วที่สุด”
“ได้”
น้อยให้สัญญาณออกเดิน ศรีนวลรีบเข้าซ่อนตัวในพุ่มไม้ จากนั้นน้อยและชาวบ้านก็พากันออกเดินทาง

เลอสรร ระพี และจ่าสมหมายพากันออกจากที่ซ่อนสะกดรอยชาวบ้านไป ศรีนวลแอบมองอยู่ในพุ่มไม้ศรีนวลไม่คาดว่าจะเห็นเลอสรรในป่าแบบนี้ เมื่อผ่านพุ่มไม้ที่ศรีนวลแอบอยู่ เลอสรรหันมาบอกระพีกับจ่าสมหมาย
“พวกคุณสองคนล่วงหน้าไปก่อน”
“มีอะไรหรือเปล่าครับท่านรอง”
“ผมขอทำธุระส่วนตัวประเดี๋ยว”
“ที่แท้ก็ปวดห้องน้ำนี่เอง”
ระพีและจ่าสมหมายพากันเดินล่วงหน้าไป ขณะที่เลอสรรทำท่าเหมือนจะไปฉี่ โดยเดินตรงไปที่พุ่มไม้ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เลอสรรก็ชักปืนออกมาเล็งเข้าไปข้างใน
“ออกมา ชั้นรู้นะว่าแกอยู่ตรงนั้น” เลอสรรกระชับไกปืน เตรียมจะยิง เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบโต้ออกมาจากพุ่มไม้ “ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย ออกมา”
ศรีนวลโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ เลอสรรไม่คาดว่าคนในพุ่มไม้จะเป็นศรีนวล
“ศรีนวล”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าชั้นอยู่ตรงนี้”
“ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่ชั้นได้กลิ่น”
“กลิ่น”
“ใช่ อย่าลืมซิว่าผมเป็นผู้ชาย ยังไงก็แยกออกระหว่างกลิ่นป่ากับกลิ่นผู้หญิงเพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นศรีนวล”
“แล้วตามพวกเรามาทำไม”
“ผาช่องลมกำลังมีเรื่องบางทีถ้าตำรวจไปที่นั่นทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”
“คุณจะไปจับพวกที่ผาช่องลม”
“จับทุกคนที่ทำผิดกฎหมาย” ศรีนวลอาศัยจังหวะที่เลอสรรกำลังเผลอ รีบวิ่งหนีไป “เดี๋ยวซิ ศรีนวล”

เลอสรรรีบวิ่งตามไป

อ่านต่อเวลา 17.00น.

ศรีนวลวิ่งหนีมาที่มุมหนึ่ง จากนั้นก็ชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าเพื่อเป็นสัญญาณ เมื่อเลอสรรวิ่งตามมา ศรีนวลก็เล็งปืนไปยังเลอสรร

“อย่าเข้ามานะ”
“ถึงกับจะฆ่าแกงกันเชียวเหรอศรีนวล”
“ศรีนวลจะไม่ยอมให้คุณทำอะไรคนที่ผาช่องลมเด็ดขาด”
เลอสรรนิ่งอึ้ง ไม่ค่อยชอบใจที่ศรีนวลดูจะปกป้องพวกที่ได้ชื่อว่าเป็นโจร ศรีนวลอาศัยจังหวะนี้รีบหนีเข้าป่าไป
“คุณจะปกป้องพวกที่ได้ชื่อว่าเป็นโจรเพื่ออะไร”

น้อยและชาวบ้านได้ยินเสียงปืนก็เริ่มว้าวุ่น ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น
“ทุกคนตามมาทางนี้”
น้อยรีบนำชาวบ้านให้หนีไป ระพีและจ่าสมหมายซึ่งแอบตามมาต่างก็ได้ยินเสียงปืนเช่นกัน
“เสียงปืนจากด้านหลังครับผู้กอง”
“หรือว่าท่านรองจะมีเรื่อง”
“นั่นซิครับ เอาไงดี”
“ปล่อยชาวบ้านไปก่อน รีบกลับไปดูท่านรองกันเร็ว”
ระพีและจ่าสมหมายปล่อยให้น้อยพาชาวบ้านหนีหายเข้าป่า โดยที่ระพีและจ่าสมหมายหันหลังกลับไปยังจุดที่เลอสรรอยู่

ศรีนวลวิ่งนำพยายามหลบหนีเลอสรร แต่เลอสรรก็วิ่งไล่มาไม่ลดละ ศรีนวลมองเห็นหลุมดักสัตว์ซึ่งพรางตาไว้เป็นอย่างดีก็คิดแผนออกจึงวิ่งตรงไปยังหลุมดักสัตว์โดยเลอสรรวิ่งตามไม่ลดละ
“ศรีนวลหยุดนะ หยุด”
ศรีนวลไม่หยุดและเมื่อใกล้ถึงหลุมเธอก็วิ่งอ้อมไป เลอสรรวิ่งตามมาไม่ทันระวังจึงตกลงไปในหลุม ศรีนวลหยุดวิ่งหันกลับมามอง ด้วยความเป็นห่วง เพราะเสียงของเลอสรรเงียบไปจึงเข้าใจว่าเลอสรรอาจได้รับอันตราย
“คุณเลอสรร คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” ไม่มีเสียงตอบ ทำให้ศรีนวลเริ่มกระวนกระวาย “คุณบาดเจ็บหรือเปล่า”
ทุกอย่างเงียบสนิททำให้ศรีนวลเริ่มวิตก จึงเดินมาที่ปากหลุมแล้วชะโงกตัวลงไปมอง แต่แล้วจู่ๆ มือของเลอสรรก็โผล่ออกมาดึงศรีนวลลงไปอยู่ก้นหลุมด้วยกัน
“ว้าย”
ร่างของศรีนวลถูกดึงลงหลุมแล้วไปอยู่ในอ้อมกอดของเลอสรร
“เป็นห่วงผมใช่มั้ย”
ศรีนวลได้สติรีบดิ้นออกมาจากอ้อมกอด แต่เลอสรรไม่ยอมปล่อย
“ชั้นแค่ดูว่าคุณตายหรือยัง”
“ใจร้ายกับผัวขนาดนั้นเชียวเหรอ”
“ปล่อยชั้นนะ ปล่อย”
ศรีนวลพยายามดิ้นรน แต่เลอสรรกลับกอดเอาไว้แน่นแล้วเอาปากประกบจูบศรีนวล ศรีนวลนิ่งอึ้ง

ระพีและจ่าสมหมายพากันตามหาเลอสรร แต่ไม่พบร่องรอย จ่าสมหมายทำท่าจะตะโกน
“ท่าน...” ระพีรีบปิดปากจ่าสมหมายไว้ไม่ให้ส่งเสียง
“จ่า ผมว่าอย่าส่งเสียงดีกว่า”
“ทำไมครับผู้กอง”
“ถ้าเสียงดัง ประเดี๋ยวพวกชาวบ้านรู้ตัว เราจะเสียงาน”
“ผมลืมไป แล้วทีนี้เราจะเอาไงกันดีครับ ท่านรองก็ไม่รู้ไปไหนถ้ามัวแต่ตามหากันแบบนี้พวกชาวบ้านเดินไปถึงไหนๆ แล้วก็ไม่รู้”
“ถ้างั้นก็ทำตามภารกิจเดิม คือสะกดรอยตามชาวบ้านไป ส่วนเรื่องท่านรอง ผมว่าถ้าเราทำเครื่องหมายทิ้งเอาไว้แกคงหาเราเจอแน่นอน”
“เอาไงเอากัน”
ระพีและจ่าสมหมายพากันเดินกลับไป

เลอสรรปีนขึ้นมาจากหลุมแล้วจากนั้นก็ยื่นมือมาให้ศรีนวล แต่ศรีนวลยังคงอิดออดไม่อยากให้เลอสรรช่วยเหลือ
“ขึ้นมาซิ หรือว่าจะให้ผมลงไปอยู่ในหลุมอีก ก็ดีเหมือนกันจูบเมื่อกี้ผมยังไม่อิ่มเลย”
เลอสรรทำท่าจะลงไปอีก แต่ศรีนวลรีบห้าม
“อย่านะ ไม่ต้องลงมา”
“ถ้าไม่อยากให้ผมลง คุณก็ขึ้นมาซิ”
เลอสรรยื่นมือให้ศรีนวลอีกที ศรีนวลตัดสินใจจับมือเลอสรรแล้วปีนขึ้นมาจากหลุม และเมื่อถึงปากหลุมศรีนวลก็เซเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเลอสรรอีกครั้ง
“เมียพี่ตัวหอมจริงๆ”
เลอสรรทำท่าจะซุกไซ้ แต่ศรีนวลรีบห้าม
“อย่านะ พอได้แล้ว”
“เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้มา 20 ปีแล้วนะ ไม่เห็นใจกันบ้างเลย”
“ไม่ค่ะ ศรีนวลไม่ใช่ของเล่นที่ใครนึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป”
“เมื่อไหร่ศรีนวลจะลืมเรื่องในอดีตแล้วยกโทษให้ผมซะที”
“เรื่องของเรามันกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วค่ะ ศรีนวลไม่อยากได้ชื่อว่าทำลายชีวิตครอบครัวของคนอื่น”
ศรีนวลแกะมือของเลอสรรออก แล้วเดินไป เลอสรรรีบตามมาฉุดมือไว้
“แต่ถึงผมจะแต่งงานกับสร้อยเพชร แต่หัวใจของผมก็ยังรักศรีนวลอยู่เสมอ ไม่มีวันที่ผมจะลืมศรีนวลได้”
“ขอบคุณค่ะคุณเลอสรร แต่ความรักความรู้สึกของเรา ศรีนวลขอให้เก็บไว้แค่ในใจ อย่าล้ำเส้นศีลธรรมไปมากกว่านี้เลย ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นตราบาปติดตัวศรีนวลไปตลอดชีวิต”

ศรีนวลและเลอสรร มองหน้ากัน ศรีนวลพยายามตัดใจ ขณะที่เลอสรรยังไม่สามารถตัดใจได้

ระพีและจ่าสมหมายพากันเดินแกะรอยพวกชาวบ้านมาตามทาง
“รอยเท้าหายไปแล้วครับผู้กอง”
“แปลกจริง หายไปได้ไง”
“หรือบางทีพวกชาวบ้านรู้ว่ามีคนตามก็เลยลบรอยเท้า”
“ลบยังไงก็น่าจะมีร่องรอยเหลืออยู่”
“ทางโน้นมีรอยกิ่งไม้หัก เราไปดูกันดีกว่าครับ”
จ่าสมหมายเดินนำระพีออกไป หลังจากที่ทั้งคู่ออกไปแล้วน้อยและพวกชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ มุมต่างๆ ก็พากันออกมารวมตัวกัน
“รีบหนีเร็ว แล้วอย่าทิ้งร่องรอยเด็ดขาด ไม่งั้นพวกเราที่ผาช่องลมจะเป็นอันตราย”
น้อยและพวกชาวบ้านพากันหนีไป

ศรีนวลเดินมาตามทางเดินโดยมีเลอสรรเดินตามประกบกลัวศรีนวลจะวิ่งหนีทำให้ศรีนวลอึดอัด ต้องหันมาเจรจา
“เราแยกกันตรงนี้เถอะค่ะคุณเลอสรร อย่าตามศรีนวลมาเลย”
“แยกกันทำไมล่ะ ก็ในเมื่อเราจะไปผาช่องลมเหมือนกัน”
“แต่ศรีนวลจะไม่มีวันพาคุณไปที่ผาช่องลมเด็ดขาด”
“ไม่เป็นไร ศรีนวลไปไหน ผมไปด้วย”
“ถ้างั้นศรีนวลจะกลับลานเท”
“ดีเหมือนกัน ผมจะได้ไปขออาศัยนอนที่ลานเทด้วย”
ศรีนวลมองหน้าเลอสรรนิ่ง ขณะที่เลอสรรแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้
“ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นเราจะกลับลานเทกัน”
ศรีนวลหันหลังเพื่อกลับลานเท เลอสรรหันตามแต่ต้องชะงักเพราะบันลือ ดำ แดง ยืนขวางเอาไว้
“โลกกลมจริงๆ”
“ไอ้บันลือ”
บันลือ ดำ แดง ขยับจะยิง เลอสรรได้สติรีบฉุดศรีนวลให้วิ่งหนี ขณะที่กระสุนของบันลือสาดไล่หลังมา

ระพี จ่าสมหมายซึ่งกำลังเดินแกะรอยชาวบ้านอยู่ได้ยินเสียงปืนก็ชะงักหันมามองหน้ากัน
“เสียงปืน ดังมาจากทางโน้น”
“เร็วครับ”
ระพีและจ่าสมหมายพากันวิ่งกลับไปทิศทางที่เสียงปืนดัง
เลอสรรและศรีนวลพากันวิ่งหนีมา แล้วรีบหลบเข้ามุมที่เหมาะสม ทั้งคู่ชักปืนออกมายิงต่อสู้กับบันลือ ดำ แดง บันลือหันไปสั่งลูกน้องให้แยกตัวกันออกไปคนละทิศละทางแล้วระดมยิงไปยังเลอสรรกับศรีนวล เลอสรรรู้ว่ากำลังเสียเปรียบจึงหันมาหาศรีนวล
“เรากำลังกลายเป็นเป้านิ่ง”
“แต่ถ้าวิ่งออกไป เราเสร็จแน่”
“ผมจะวิ่งหลอกพวกมันเองถ้าได้จังหวะศรีนวลรีบหนีไปก่อนนะ”
“ไม่ค่ะ คุณเลอสรรไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน”
เลอสรรมองหน้าศรีนวลด้วยความซึ้งใจ แล้วจากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันยิงตอบโต้ไปยังฝ่ายตรงข้าม
ระพี จ่าสมหมายวิ่งตามเสียงปืนเข้ามา จึงเห็นบันลือกำลังระดมยิงไปยังจุดซ่อนตัวของเลอสรรกับศรีนวล บันลือหันมาเห็นระพีกับจ่าสมหมายก็เลยยิงใส่ ระพีและจ่าสมหมายรีบหลบแล้วยิงต่อสู้ ดำและแดงซึ่งอยู่ห่างออกไปรีบเข้ามาหาบันลือ
“มันมากันกี่คน”
“มาใหม่ 2 แล้วยังมีนังศรีนวลกับไอ้เลอสรรอีก2”
“งั้นพวกเราหลบไปก่อน”
บันลือรีบชิ่งหนีออกไป ดำและแดงรีบตาม
ระพีและจ่าสมหมายออกจากที่ซ่อน เช่นเดียวกับเลอสรรและศรีนวล จากนั้นทุกคนก็เข้ามาสมทบกัน ระพีกับจ่าสมหมายรีบทักทายศรีนวล
“สวัสดีครับ”
“มากันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะคุณระพี คุณสมหมาย”
ระพีรู้สึกกระดากที่เผชิญหน้ากับคนที่เขาสะกดรอยตาม
“พอดีท่านรอง เอ้อ...”
“2 คนนี้ฝีมือดี ถ้ามีงานสำคัญผมเรียกเค้ามาทุกครั้ง”
“ขอบคุณนะคะที่มาช่วยเราไว้ได้ทันเวลา” ศรีนวลบอกแล้วออกเดินไป
“เอ้อ นั่นจะไปไหนกัน แม่ศรีนวล” จ่าสมหมายถามอย่างแปลกใจ
“กลับลานเทค่ะ”
ศรีนวลเดินนำลิ่วไม่รอใคร ระพีหันมาถามเลอสรร
“เอาไงดีครับ”
“เอ้อ ผมจะไปกับศรีนวล ส่วนคุณสองคนรีบตามชาวบ้าน แล้วทำเครื่องหมายบอกทางเอาไว้พวกที่ตามมาจะได้ไม่หลง”
“ครับผม”

ระพีและจ่าสมหมายทำความเคารพ เลอสรรรีบแยกตามศรีนวลไป ขณะที่ระพีและจ่าสมหมายรีบสะกดรอยตามชาวบ้าน

จบตอนที่ 11

อ่านต่อตอนที่ 12 เวลา 17.00น.
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 11
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 11
อยู่มาวันหนึ่ง ประตูห้องพักชารีฟเปิดออกโดยทหารองครักษ์ ก่อนจะเห็นองค์อาหเม็ดเดินเข้ามา หันกลับไปห้ามไม่ให้คนตามเข้ามา จะคุยกับชารีฟ 2 คน ชารีฟฟื้นแล้ว ซาลามอยู่บนเตียง “ชารีฟ...ดูแจ่มใสดี เจ็บหายหรือยัง” “เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า” “ยังเจ็บปวดมากมั้ยนี่” “พอบรรเทาแล้วพระเจ้าค่ะ” องค์อาหเม็ดวางมือบนไหล่ชารีฟนิ่งนาน ส่งความรู้สึกผ่านมือและนัยน์ตาสู่กันและกัน “ขอบใจมากชารีฟ” ชารีฟค้อมหัวรับคำ องค์อาหเม็ดถอนมือออก ปรับน้ำเสียงปกติอย่างเดิม “แผลใหญ่นะ...ก็มีดวงเดือนนี่ใครมือไม่ถึงก็ไม่ต้องคิดอะไร จัดพิธีศพได้ โดยเฉพาะดวลกับโอมาน”
กำลังโหลดความคิดเห็น...